ค่าไฟพุ่ง-น้ำแห้ง-ฟ้องร้องฉ่ำ! “สนธิ คชวัฒน์” ถอดบทเรียน “Data Center” สหรัฐฯ อุทาหรณ์ที่ไทยต้องรีบอุดช่องโหว่

3 กันยายน 2569 เวลา 15:26 น.

นายสนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม ได้ออกมาโพสต์ข้อความเตือนถึงผลกระทบจากการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของศูนย์ข้อมูล (Data Center) เพื่อรองรับเทคโนโลยี AI และคลาวด์ โดยยกกรณีศึกษาจากสหรัฐอเมริกาที่กำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตสิ่งแวดล้อมและผลกระทบต่อชุมชนอย่างหนัก พร้อมเสนอแนะแนวทางอุดช่องโหว่ทางกฎหมายเพื่อเตรียมรับมือกับการขยายตัวของ Data Center ในเขตเมือง

วิกฤตการณ์และผลกระทบ บทเรียนจากสหรัฐอเมริกา

การขยายตัวของศูนย์ข้อมูลดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตประจำวันและเศรษฐกิจระดับท้องถิ่นในหลายมิติ ได้แก่

  • ค่าไฟพุ่ง-เสี่ยงไฟดับ ข้อมูลจาก Bloomberg ระบุว่าราคาค่าไฟขายส่งใกล้พื้นที่ Data Center ในสหรัฐฯ พุ่งสูงถึง 267% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ภาระต้นทุนถูกผลักมาที่ภาคครัวเรือน นอกจากนี้ยังเกิดภาวะ “Ghost Demand” ที่ทำให้สายส่งไฟฟ้าตึงตัวและเสี่ยงต่อการเกิดไฟดับในชุมชน
  • วิกฤตแย่งน้ำ ระบบหล่อเย็นของ Data Center ต้องใช้น้ำหลายล้านลิตรต่อวัน สร้างความตึงเครียดในพื้นที่แห้งแล้ง ตัวอย่างในรัฐออริกอน Data Center ของ Google ดึงน้ำประปาของเมืองไปใช้ถึง 25% ส่งผลกระทบต่อน้ำอุปโภคบริโภคและการเกษตร
  • มลพิษทางเสียงและอากาศ เสียงหึ่งจากพัดลมระบายความร้อนที่ดังเกิน 85-90 เดซิเบลตลอด 24 ชั่วโมง รบกวนการนอนหลับของชาวบ้าน ขณะที่เครื่องปั่นไฟดีเซลสำรองก็ปล่อยมลพิษและฝุ่นควัน เพิ่มความเสี่ยงโรคทางเดินหายใจ
  • กว้านซื้อที่ดิน การขยายตัวของ Data Center ทำให้พื้นที่เกษตรกรรมลดลง และหลายแห่งตั้งอยู่ใกล้ชุมชนเปราะบางโดยขาดความโปร่งใส นำไปสู่การประท้วงในหลายรัฐ
  • การจ้างงานต่ำ แม้จะสร้างรายได้จากภาษีท้องถิ่นมหาศาลและเกิดการจ้างงานช่วงก่อสร้าง แต่เมื่อเปิดใช้งานจริงกลับมีการจ้างงานเฉลี่ยเพียง 25-150 คนต่อแห่งเท่านั้น

แนวโน้มและข้อขัดแย้งปัจจุบัน (ปี 2026) ในสหรัฐอเมริกา

ในขณะนี้ สหรัฐอเมริกากำลังเผชิญกับความขัดแย้งอย่างหนักระหว่างรัฐบาลกลางที่ต้องการเร่งรัดการอนุมัติ (Streamlining) เพื่อรักษาความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี AI กับการต่อต้านอย่างรุนแรงจากประชาชนในระดับท้องถิ่น โดยมี 3 ประเด็นสำคัญ ดังนี้

  1. นโยบายผ่อนปรนกฎเกณฑ์ของ EPA (ปี 2026) องค์การพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐอเมริกา (US.EPA) ได้ออกกฎผ่อนปรนพิเศษ โดยอนุญาตให้ “โรงไฟฟ้าที่เป็นระบบแยกอิสระ” (Islanded Power Plants) ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อจ่ายไฟให้ดาต้าเซ็นเตอร์โดยเฉพาะ ได้รับการยกเว้นและไม่ต้องอยู่ภายใต้ข้อจำกัดของโครงการควบคุมฝนกรด (Acid Rain Program) ทั้งนี้เพื่อเอื้อให้กลุ่มทุนสามารถตั้งระบบและก่อสร้างอาคารได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
  2. การระงับการก่อสร้างชั่วคราว (Moratoriums) ในระดับรัฐ สวนทางกับนโยบายส่วนกลาง หลายรัฐ อาทิ เท็กซัส, นิวยอร์ก และเมน เริ่มใช้มาตรการสั่งระงับหรือชะลอการออกใบอนุญาตสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ชั่วคราว เพื่อขอเวลาตรวจสอบและประเมินผลกระทบต่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้าและปัญหาน้ำแล้งในชุมชน ขณะเดียวกัน ผู้บริหารของ EPA ได้แถลงชี้แจงว่า จะไม่มีการออกข้อบังคับด้านสิ่งแวดล้อมสำหรับอุตสาหกรรม AI เพื่อบังคับใช้ทั่วประเทศ (Nationwide) แต่จะส่งผ่านอำนาจการพิจารณาเกณฑ์ที่เหมาะสม ให้เป็นหน้าที่ของรัฐและชุมชนท้องถิ่นเป็นผู้ตัดสินใจแทน
  3. การลุกฮือฟ้องร้องทางกฎหมาย (Litigation) ความกังวลเรื่องมลพิษทางเสียงและอากาศ ทำให้กลุ่มสิ่งแวดล้อมและชุมชนท้องถิ่น หันมาใช้สิทธิตามกฎหมายเพื่อฟ้องร้องผู้ประกอบการดาต้าเซ็นเตอร์มากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ กรณีการฟ้องร้องบริษัท xAI ในรัฐมิสซิสซิปปี ในประเด็นการลักลอบติดตั้งเครื่องปั่นไฟที่ใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิงโดยไม่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้น

ข้อเสนอแนะ 4 มาตรการอุดช่องโหว่กฎหมาย Data Center กลางเมือง

เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น นายสนธิได้เสนอแนวทางบริหารจัดการและอุดช่องโหว่ทางกฎหมาย ดังนี้

  1. การปรับปรุงกฎหมายและการผังเมือง (Regulatory & Zoning)
  • แยกนิยาม “Data Center” ออกจากอาคารคลังสินค้าทั่วไปให้ชัดเจน
  • บังคับให้ Data Center ขนาดใหญ่ต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)
  • จัดโซนนิ่ง (Zoning) ให้สร้างเฉพาะในเขตอุตสาหกรรม หรือพาณิชยกรรมที่ไม่หนาแน่น ห้ามสร้างใกล้ชุมชนหรือโรงพยาบาล
  1. การจัดการทรัพยากรและความปลอดภัย (Resource & Hazard Management)
  • คุมเข้มการจัดเก็บน้ำมันดีเซลสำรอง มีระบบป้องกันอัคคีภัยขั้นสูง และป้องกันน้ำมันรั่วไหล
  • แยกสายส่งไฟฟ้าและท่อประปา ของ Data Center ออกจากระบบสาธารณะของประชาชนอย่างเด็ดขาด เพื่อป้องกันการแย่งทรัพยากร
  • บังคับหรือสนับสนุนให้ใช้พลังงานหมุนเวียน (เช่น โซลาร์รูฟท็อป) เพื่อลดภาระสายส่งหลัก
  1. การควบคุมมลพิษ (Environmental Controls)
  • บังคับใช้ระบบหล่อเย็นแบบปิด (Closed-Loop Cooling) และต้องบำบัดน้ำก่อนปล่อยทิ้ง
  • ติดตั้งช่องระบายความร้อนขึ้นสู่แนวดิ่ง ไม่พ่นใส่ชุมชน พร้อมสร้างพื้นที่สีเขียว (Green Buffer Zone) โดยรอบ
  • ติดตั้งกำแพงกั้นเสียงและวัสดุซับเสียงบริเวณเครื่องจักรและหอหล่อเย็น
  1. ความโปร่งใสและการมีส่วนร่วม (Transparency & Engagement)
  • ต้องมีการทำประชาพิจารณ์ (Public Hearing) ให้ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมก่อนเริ่มโครงการ
  • ตั้งคณะกรรมการร่วม (ชุมชน ท้องถิ่น ผู้เชี่ยวชาญ) เพื่อตรวจสอบมลพิษทางเสียง อากาศ และความร้อนอย่างเป็นระยะ

การจัดระเบียบ Data Center อย่างรัดกุมตั้งแต่เนิ่นๆ จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้อุตสาหกรรมเทคโนโลยีสามารถเติบโตควบคู่ไปกับคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนได้อย่างยั่งยืน

ดาต้าเซ็นเตอร์พลังงานสนธิ คชวัฒน์

กมธ.สาธารณสุข จี้ สธ.-ตร. ทำงานเชิงรุก ลุยล้างขบวนการพ่อทิพย์ หวั่นต่างด้าวถือครองสิทธิ์

3 กันยายน 2569 เวลา 15:13 น.

3 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา นายสกลธี ภัททิยกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ภายหลังประชุม กมธ. กรณีพ่อทิพย์ ว่า วันนี้ได้เชิญ กรุงเทพมหานคร (กทม.) กรมการปกครอง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเมื่อวันที่ 23 ก.ค. กทม.มาชี้แจงว่ามีการตรวจสอบย้อนหลัง 5 ปี พบประมาณ 500 กว่าราย ที่อยู่ในข่ายต้องสงสัย ซึ่งมาถึงวันนี้ตรวจย้อนไปตั้งแต่ 2560 – 2569 พบจำนวน 879 ราย ใน 29 เขต และสำรวจมาแล้วว่าเป็นเท็จ และเพิกถอนสูติบัตรแล้ว 27 ราย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบอีก 810 ราย โดยก็มีการดำเนินการทั้งการตรวจดีเอ็นเอ และบางคนก็สารภาพเอง ขณะที่ข้าราชการมีอยู่ประมาณ 3 – 4 เขต ซึ่งเขตธนบุรี มีการให้ออกจากราชการก่อน และมีการสอบสวน ส่งคดีไปยัง สน.ท้องที่

นายสกลธี กล่าววา ขณะที่กรมการปกครอง พบตัวเลขที่น่ากลัวกว่านั้น ซึ่งย้อนหลังไปถึงปี 2555 ถึง 2569 พบตัวเลขบุคคลที่น่าสงสัย มีความน่าจะเป็นว่ามีพ่อเป็นคนไทย และมีแม่เป็นคนต่างด้าว ซึ่งเป็นคนจีนประมาณ 10,000 กว่าราย ซึ่งได้ขอเอกสารไปแล้ว แต่ยังไม่ได้มีการตรวจสอบต่อ โดยน่ากลัวตรงที่ว่าปัจจุบันเป็นดุลพินิจเจ้าหน้าที่ในการให้พ่อ หรือแม่ตรวจดีเอ็นเอ ซึ่งกรรมาธิการให้ข้อเสนอแนะไปว่าควรจะต้องออกระเบียบให้มีการตรวจให้ชัดเจน เพราะกระบวนการดังกล่าว หากพ่อแม่ไม่ยินยอมให้ตรวจ ก็จะแขวนเอาไว้ในทะเบียนราษฎร์เท่านั้น แต่ในธุรกรรมอื่น เด็กที่เกิดมา หากดูข้อมูลที่กระทรวงมหาดไทยตรวจสอบตั้งแต่ 2555 และอีก 5 ถึง 6 ปี เด็กที่เกิดในช่วงนี้ ก็จะบรรลุนิติภาวะ สามารถถือครองทรัพย์สินได้ ในสภาพบังคับ หากพ่อแม่ไม่ยอมตรวจดีเอ็นเอ ก็ทำอะไรไม่ได้ ต้องแขวนไว้เฉย ๆ แต่ธุรกรรมที่เด็กทำก็สามารถทำได้

นายสกลธี กล่าวอีกว่า ส่วนกระทรวงสาธารณสุข ขณะนี้ที่ตรวจชัด มี 10 โรงพยาบาลเอกชน อย่างในโรงพยาบาลเขตธนบุรีพบถึง 164 ราย ที่ต้องสงสัย ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบ และขอติงการทำงานของกระทรวงสาธารณสุข เพราะ 10 โรงพยาบาลที่เข้าไปตรวจ เพราะตำรวจส่งเอกสาร และหลักฐานให้ไปตรวจ แต่อีกหลายโรงพยาบาล ยังไม่มีการตรวจสอบ ไม่ใช่การทำงานเชิงรุก แต่เป็นเชิงรับ จึงมีข้อเรียกร้องไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ว่าให้สั่งการให้หน่วยงานต้องทำงานเชิงรุก เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศ

“หากมองย้อนกลับไป มี 10,000 กว่าราย ที่อยู่ในข่ายต้องสงสัย ก็ไม่รู้ว่าในอนาคตด้านหน้า หรือย้อนหลังไปมากกว่านั้น เด็กที่สามารถบรรลุนิติภาวะ และสามารถทำธุรกรรม เราอาจจะมี สส. เป็นต่างด้าวที่เราไม่รู้ หรือเป็นนายกรัฐมนตรีในอนาคตก็ได้ เป็นเรื่องที่มีโอกาสเกิดขึ้น อยากให้กระทรวงสาธารณสุขทำงานเชิงรุกมากกว่านี้เพราะมีอำนาจในการเข้าไปตรวจตรวจสอบอยู่แล้ว” นายสกลธี กล่าว

นายสกลธี กล่าวว่า ส่วนตำรวจดำเนินการสืบสวนขยายผล ทางพล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รองผบ.ตร.) เป็นผู้ดูเรื่องนี้ แต่เบื้องต้นยังไม่สามารถขยายผลไปได้ เพราะขณะนี้เท่าที่ดูจับเฉพาะเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเท่านั้น เช่น เงินยังไม่ถึงตัวการอื่น จึงอยากขอให้ละเอียดกว่านี้ และเชื่อว่าขบวนการนี้ต้องมีเอเจนต์ หรือชาวจีนที่เข้ามาดำเนินการอย่างแน่นอน และยังสาวไม่ถึงโรงพยาบาล เพราะเส้นเงินอยู่แค่เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล และเจ้าหน้าที่เขต โดยต้องให้ตำรวจขยายผลต่อ และ กมธ. ขอข้อมูลเพิ่มเติม

นายสกลธี กล่าวอีกว่า บางโรงพยาบาลในช่วงไม่กี่ปี มีเหตุการณ์พ่อทิพย์ ที่เข้าข่ายต้องสงสัยเกือบ 200 กรณี ซึ่งผิดปกติ โดยทางกรมการปกครองได้ให้ข้อมูลมาว่าน่าตกใจว่าตัวเลขในวันนี้เป็นแค่พ่อทิพย์ชาวไทย และแม่ชาวจีนเท่านั้น แต่ยังมีข้อมูลว่ายังมีสัญชาติอื่นด้วย อาจเป็นอินเดีย หรือเมียนมา ซึ่งยังไม่ได้ตรวจสอบ จึงอยากให้มีคณะทำงานในการขยายผลที่ใหญ่กว่านี้ และขณะนี้เรายังตอบไม่ได้ว่าทำไปเพื่ออะไร ทำเพื่อถือครองสิทธิ์ หรือได้สิทธิ์คนไทยในอนาคต ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องติดตามต่อ

เมื่อถามว่า ที่มีการพูดถึงว่าโรงพยาบาลรัฐเก็บข้อมูลผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่โรงพยาบาลเอกชนยังใช้การจดบันทึกอยู่นั้นถือเป็นช่องโหว่ในการทุจริตหรือไม่ นายสกลธี กล่าวว่า มีโอกาส เพราะโรงพยาบาลรัฐส่วนใหญ่ ระบบการแจ้งเกิด หรือฐานข้อมูล เป็นอิเล็กทรอนิกส์หมดแล้ว แต่ของโรงพยาบาลเอกชน ยังเป็นการเขียนด้วยลายมืออยู่ ซึ่งก็เป็นข้อเสนอแนะที่กรมการปกครอง เสนอให้กระทรวงสาธารณสุขทำระบบให้เหมือนโรงพยาบาลรัฐ อย่างไรก็ตาม เราไม่ได้บอกว่าโรงพยาบาลรัฐไม่มีเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้น เพียงแต่ว่ายังไม่ได้ตรวจเท่านั้น
นายสกลธี กล่าวว่า หากตรวจทั้งหมด แทบจะมีเกือบทุกโรงพยาบาลก็ว่าได้ เพราะตอนนี้เป็นการทำงานเชิงรับของฝ่ายรัฐ และมั่นใจว่ามีมากกว่า 10 โรงพยาบาลแน่นอน ซึ่งเป็นปัญหาเรื่องความมั่นคงระดับชาติอย่างแท้จริง

สกลธี ภัททิยกุล,พรรคประชาธิปัตย์,กมธ.การสาธารณสุข,พ่อทิพย์,

กรณ์ กาง 7 มิติความเสี่ยง ดาต้าเซ็นเตอร์ ชี้รัฐมองไม่รอบด้าน หวั่นคนไทยแบกรับต้นทุน

3 กันยายน 2569 เวลา 15:07 น.

วันที่ 3 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า

เมื่อกี้ที่สภา มีการตั้งกระทู้สดถามกระทรวงพลังงานเรื่องดาต้าเซ็นเตอร์ มีสื่อมวลชนหลายท่านโทรมาสอบถามความเห็นและมุมมองของผมต่อเรื่องนี้
ผมมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ระดับยุทธศาสตร์ชาติที่ผมกังวลใจมาตลอด การสนับสนุนการลงทุนเป็นเรื่องดี แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันสะท้อนว่ารัฐบาลยังมองไม่รอบด้าน และยังมีคำถามสำคัญอีก 7 มิติที่รัฐยังตอบสังคมไม่ครบถ้วน

1 เรื่องธรรมาภิบาลและการกำกับดูแล

ดร.เอกนิติ นั่งเก้าอี้ประธานบอร์ดกำกับดาต้าเซ็นเตอร์แห่งชาติ ควบคู่กับการเป็นประธาน BOI ที่อนุมัติการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์เข้ามาตั้งแต่ต้น กลายเป็นว่าคนกำกับกับคนอนุมัติคือคนเดียวกัน และมีคำถามว่าที่ผ่านมาเหตุใดจึงมุ่งเน้นตัวเลขการลงทุน แต่ไม่ตั้งประเด็นคำถามในเรื่องประโยชน์ของการลงทุนที่คนไทยควรได้รับ

ที่น่ากังวลกว่านั้นคือ ประเทศไทยมีดาต้าเซ็นเตอร์เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ไปแล้วถึง 42 แห่ง แต่เรากลับยังไม่มีกฎหมายเฉพาะ และไม่มีหน่วยงานกลางเข้ามาทำหน้าที่กำกับดูแลอย่างแท้จริง วันนี้สิ่งที่ควรรีบดำเนินการคือการสรุปข้อมูลให้ชัด ว่าไทยมีดาต้าเซ็นเตอร์ประเภทใด อยู่ที่ไหนบ้าง ทั้งในส่วนที่สร้างแล้ว กำลังสร้าง และที่จริงอนุมัติการสร้าง

2 ไฟฟ้าที่เป็นต้นทุนและภาระของประชาชน

ภาครัฐมักอ้างว่าไทยมีกำลังการผลิตไฟฟ้าสำรองล้นเหลือ จึงชวนดาต้าเซ็นเตอร์เข้ามาใช้ไฟ แต่ความเป็นจริงนี่คือความย้อนแย้งเชิงนโยบายอย่างสิ้นเชิง เพราะรัฐบาลมีเป้าหมายลดการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิล แต่การขายไฟฟ้าเพิ่มเติมให้ดาต้าเซนเตอร์จะนำไปสู่การนำเข้าก็าซ LNG เพิ่มเติม
ซึ่งเมื่อพลังงานสะอาดในระบบไม่พอ การต้องเร่งนำเข้า LNG มารองรับโหลดไฟฟ้า 24 ชั่วโมงของเซิร์ฟเวอร์เหล่านี้ ยังเสี่ยงผลักภาระค่าไฟผันแปรหรือค่า Ft ไปตกอยู่กับภาคครัวเรือนและ SMEs ทั่วประเทศ ผมเคยเตือนเรื่องนี้ไว้ตั้งแต่เดือนมีนาคมว่า รัฐต้องมีข้อกำหนดเรื่องแบงก์การันตี และการคิดอัตราค่าไฟเฉพาะกลุ่มที่สะท้อนต้นทุนจริง ไม่ใช่ให้ประชาชนต้องมาร่วมแบกรับต้นทุน

3 การแย่งชิงทรัพยากรน้ำ

ดาต้าเซ็นเตอร์ระดับ hyperscale ใช้น้ำหล่อเย็นสูงสุดถึง 5 ล้านแกลลอนต่อวัน หรือราว 19 ล้านลิตร เทียบเท่าปริมาณการใช้น้ำของเมืองที่มีประชากร 50,000 คน ภาพรวมทั้งประเทศ ปริมาณน้ำหล่อเย็นถูกประเมินว่าจะพุ่งขึ้นจาก 10.68 พันล้านลิตรในปี 2568 เป็น 15.62 พันล้านลิตรในปี 2573

นี่ไม่ใช่เรื่องไกลตัว ที่ย่านพระราม 9 ชายแดนฉะเชิงเทรา ชลบุรี และบ้านฉาง ระยอง ชุมชนเริ่มร้องเรียนเรื่องน้ำกันแล้ว เพราะดาต้าเซ็นเตอร์เพียงแห่งเดียวใน EEC อาจดึงน้ำไปใช้ถึง 9,000 ถึง 12,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน เทียบเท่าน้ำที่ประชาชน 36,900 คนใช้ทั้งปี ในขณะที่เกษตรกรชาวสวนทุเรียนต้องการน้ำ 100 ถึง 150 ลิตรต่อต้นต่อวัน และหากขาดน้ำเพียง 3 ถึง 5 วันสวนจะเสียหายทั้งหมด เกณฑ์ใหม่ของรัฐจึงต้องบังคับเปลี่ยนไปใช้ระบบหล่อเย็นแบบวงจรปิดหรือของเหลว และต้องพิสูจน์ให้ได้ว่ามีน้ำส่วนเกินจริงก่อนจะอนุญาตให้ตอกเสาเข็ม

4 มลพิษ

ปัจจุบันดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ถูกจัดว่าเป็นโรงงานตามกฎหมาย จึงหลุดพ้นจากข้อบังคับการทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรือ EIA บางแห่งเลี่ยงไปจดทะเบียนเป็นโกดังสินค้าแทน นี่คือช่องว่างทางกฎหมายที่บอร์ดชุดใหม่ต้องรีบอุดและปรับปรุงกติกาโดยด่วน ก่อนที่จะสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนโดยรอบจนยากจะเยียวยา

5 อธิปไตย AI หรือ AI Sovereignty

เราพูดกันมากเรื่องการพัฒนา AI ของประเทศ ปัจจุบันไทยมี ThaiLLM แต่รันอยู่บนซูเปอร์คอมพิวเตอร์ LANTA ซึ่งมี GPU A100 เพียง 704 ตัว ถือเป็นเทคโนโลยีรุ่นเก่ากว่าชิปประมวลผลที่ Big Tech นำมาติดตั้งในดาต้าเซ็นเตอร์บนแผ่นดินเราเองเสียอีก คำถามคือเรากำลังเปิดบ้านให้เขาเข้ามาใช้ทรัพยากร แต่โครงสร้างพื้นฐานเพื่อสร้างความมั่นคงทางปัญญาประดิษฐ์ของประเทศเราเองกลับล้าหลังกว่าเขาใช่หรือไม่

6 ประโยชน์และการเข้าถึงโดยผู้ประกอบการไทย

เกณฑ์ของ BOI มีการพูดถึงเรื่องการเปิดให้สตาร์ทอัพและผู้ประกอบการไทยเข้าถึงระบบคอมพิวต์ในราคาย่อมเยา แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่มีการกำหนดโควตาที่ชัดเจน ไม่มีกรอบเวลา และไม่มีกลไกบังคับใช้ ในขณะที่โครงการถึง 57 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 811,000 ล้านบาท ได้รับการอนุมัติไปเรียบร้อยแล้วก่อนที่เกณฑ์ส่งเสริมเหล่านี้จะมีความชัดเจนด้วยซ้ำ

7 ภูมิรัฐศาสตร์เทคโนโลยี

เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ทำเนียบขาวเคยมีข้อสังเกตเรื่อง Moonshot AI จากจีนที่อาจใช้ดาต้าเซ็นเตอร์ในไทยเพื่อเข้าถึงชิปประมวลผลขั้นสูงของ Nvidia ที่ติดข้อจำกัดด้านการส่งออก ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียมีมาตรการตอบสนองเรื่องการควบคุมการส่งออกชิปอย่างทันท่วงทีตั้งแต่กลางปี 2568 แต่จนถึงวันนี้ ประเทศไทยยังไม่มีมาตรการเชิงรุกที่ชัดเจนในระดับเดียวกันเพื่อรับมือกับแรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์โลก
การดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติเป็นเรื่องที่ดีต่อเศรษฐกิจครับ และดาต้าเซ็นเตอร์ก็จำเป็นต้องมี แต่เราจะบริหารจัดการการลงทุนอย่างไรให้คนไทยและประเทศชาติได้ประโยชน์จริง ไม่ใช่ปล่อยให้คนไทยเป็นเพียงผู้แบกรับความเสี่ยงและต้นทุนทรัพยากรแทนกลุ่มทุนข้ามชาติ

กรณ์ จาติกวณิชกระทรวงพลังงานพรรคประชาธิปัตย์

ไม่สำคัญเลยปิดไมค์!? ทราย สมุทร ข้องใจ ประเทศเจอภัยคุกคามรอบด้าน แต่เลือกทำร้ายคนไทยกันเอง!?

3 กันยายน 2569 เวลา 15:02 น.

ไม่สำคัญเลยปิดไมค์!? ทราย สมุทร ข้องใจ ประเทศเจอภัยคุกคามรอบด้าน แต่เลือกทำร้ายคนไทยกันเอง!?

เมื่อวันที่ 3 ก.ย.2569 สิรณัฐ สก๊อต หรือ ทราย สมุทร ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก ถึงกรณี น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ปิดไมค์นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน ขณะอภิปรายร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ….(พ.ร.บ.อากาศสะอาด) ว่า “ไม่สำคัญเลยปิดไมค์ของเขา? ประเทศเรากำลังเจอภัยคุกคามรอบทุกด้านและคุณจะเลือกทำร้ายคนไทยกันเอง? สภามีเพื่อดูแลคนไม่ได้ตัดเสียงเรา”

ทรายสมุทรปิดไมค์รัฐสภาแนวหน้าออนไลน์

อธิบดีกรมการข้าว ชวนชาวนาพัฒนาระบบการผลิตข้าว ลดต้นทุน ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยการปลูกข้าวคาร์บอนต่ำ เตรียมความพร้อมการแข่งขันในตลาดโลก

4 กันยายน 2569 เวลา 09:23 น.

4 กันยายน 2569 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เชิญชวนพี่น้องชาวนาทั่วประเทศร่วมปรับเปลี่ยนสู่การผลิต “ข้าวคาร์บอนต่ำ” ซึ่งเป็นแนวทางการทำนายุคใหม่ที่มุ่งลดต้นทุนการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อยกระดับศักยภาพข้าวไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า การผลิตข้าวคาร์บอนต่ำไม่ใช่การเพิ่มภาระให้เกษตรกร แต่เป็นการปรับวิธีการผลิตให้เหมาะสมและคุ้มค่ามากขึ้น โดยมุ่งลดการใช้ปัจจัยการผลิตที่ไม่จำเป็น ลดต้นทุน และเพิ่มรายได้สุทธิให้กับเกษตรกร ควบคู่ไปกับการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคการเกษตร โดยแนวทางสำคัญที่เกษตรกรสามารถนำไปปรับใช้ได้ ประกอบด้วย 4 แนวทางหลัก ได้แก่ การจัดการฟางข้าวโดยไม่เผา การจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง การใช้ปุ๋ยอย่างเหมาะสมตามความต้องการของพืชและสภาพดิน และการจัดการศัตรูข้าวแบบผสมผสาน ซึ่งล้วนเป็นวิธีที่ช่วยลดต้นทุนการผลิต ลดการใช้สารเคมี และลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายอานนท์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เกษตรกรไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนทุกขั้นตอนในคราวเดียว แต่สามารถค่อย ๆ ปรับใช้ตามความเหมาะสมของพื้นที่และศักยภาพของแต่ละครัวเรือน โดยกรมการข้าวพร้อมสนับสนุนองค์ความรู้ เทคโนโลยี และให้คำแนะนำเพื่อให้เกษตรกรสามารถเลือกแนวทางที่เหมาะสมกับแปลงนาของตนเองได้อย่างมั่นใจ

ทั้งนี้ ปัจจุบันหลายประเทศและตลาดผู้บริโภคทั่วโลกให้ความสำคัญกับการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยเฉพาะการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคเกษตรกรรม ดังนั้นการส่งเสริมการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำจึงเป็นก้าวสำคัญในการเตรียมความพร้อมให้ภาคการผลิตข้าวของไทยสามารถตอบสนองต่อความต้องการของตลาดโลก และรักษาความสามารถในการแข่งขันของข้าวไทยในระยะยาว

“ข้าวคาร์บอนต่ำไม่ใช่เพียงการลด การปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่เป็นการพัฒนาระบบการผลิตข้าวให้ใช้ ทรัพยากรและปัจจัยการผลิตอย่าง มีประสิทธิภาพ ลดต้นทุน เพิ่มความ สามารถในการทำกำไร ควบคู่กับการ ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสร้าง ข้อมูลที่น่าเชื่อถือเพื่อเตรียมความพร้อม ของข้าวไทยต่อการแข่งขันและเงื่อนไข ด้านสิ่งแวดล้อมของตลาดโลก” อธิบดีกรมการข้าว กล่าว

อธิบดีกรมการข้าว,กรมการข้าว,ชาวนา,ข้าว,ข้าวคาร์บอนต่ำ,

เกษตรอำเภอฯเตือนชาวสวนระวัง! หลังพบเบาะแสทุเรียนจากที่อื่นซุกตู้ทึบสวมสิทธิ์ทุเรียนทองผาภูมิ

3 กันยายน 2569 เวลา 14:25 น.

 

เกษตรอำเภอทองผาภูมิส่งสัญญาณเตือนชาวสวน หลังพบเบาะแสทุเรียนจากภาคใต้ซุกตู้ทึบสวมสิทธิ์ทุเรียนทองผาภูมิ หวั่นกระทบชื่อเสียงและพาหนอนเจาะเปลือกแพร่ระบาด เศรษฐกิจพัง

นายชยุติ โสไกร หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาการผลิต สำนักงานเกษตรจังหวัดกาญจนบุรี กล่าวว่า ขณะนี้ทุเรียนทองผาภูมิใกล้จะหมดแล้ว อย่าเอาทุเรียนตู้ทึบมาสวมสิทธิ์ทุเรียนทองผาภูมิ สิ่งที่น่าเป็นห่วงจากทุเรียนต่างถิ่นคือ ถ้าเราไม่ช่วยกันป้องกัน หนอนเจาะเปลือกอาจระบาดรุนแรงได้ในพื้นที่ทองผาภูมิและกาญจนบุรี จากเบาะแสเรารู้ตั้งแต่รถตู้ทึบขนทุเรียนของคุณผ่านด่านที่ไทรโยคแล้ว แต่ขอแจ้งเตือนกันไว้ก่อนที่จะใช้มาตรการอื่น

จากข้อมูลข้างต้น สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 2 กันยายนที่ผ่านมา นายจตุพร อิ่มจิตร เกษตรอำเภอทองผาภูมิ ได้ประกาศเตือนภัยทุเรียนสวมสิทธิ์และเฝ้าระวังหนอนเจาะเปลือก โดยเกษตรทองผาภูมิเตือนภัย! ระวังทุเรียนใต้สวมสิทธิ์เป็นทุเรียนทองผาภูมิ

เรื่องนี้สำคัญมาก อยากให้พี่น้องอ่านให้จบ ขณะนี้พบว่ามีทุเรียนจากตู้ทึบที่ขนมาจากภาคใต้ แอบอ้างสวมสิทธิ์เป็นทุเรียนทองผาภูมิ ซึ่งไม่เป็นธรรมทั้งกับผู้บริโภคและเกษตรกรตัวจริงในพื้นที่ของเรา ขอฝากถึงพ่อค้าแม่ค้าทุกท่าน ถ้าเป็นทุเรียนใต้ กรุณาบอกตามตรงว่าเป็นทุเรียนใต้ อย่าสวมสิทธิ์เป็นทุเรียนทองผาภูมิ เพราะตอนนี้ผลผลิตทุเรียนทองผาภูมิของเราใกล้จะหมดฤดูกาลแล้ว การสวมสิทธิ์แบบนี้จะทำให้ผู้บริโภคสับสน และเสียชื่อเสียงทุเรียนทองผาภูมิที่เกษตรกรตั้งใจปลูกกันมาทั้งปี

อีกเรื่องที่ต้องเฝ้าระวังไม่แพ้กัน คือทุเรียนที่ขนมาจากภาคใต้แต่อาจมีหนอนเจาะเปลือกทุเรียนติดมาด้วย ซึ่งเสี่ยงที่จะแพร่ระบาดเข้าสู่สวนทุเรียนในพื้นที่ของเราได้ในอนาคต

ที่ผ่านมา สำนักงานเกษตรจังหวัดได้กล่าวถึงขบวนการหลอกลวงผู้บริโภค โดยนำทุเรียนจากภาคใต้มาแอบอ้างสวมสิทธิ์ขายเป็น “ทุเรียนทองผาภูมิ” ซึ่งกำลังเป็นปัญหาใหญ่ที่สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจและชื่อเสียงของเกษตรกรในจังหวัดกาญจนบุรีอย่างมาก เนื่องจากทุเรียนทองผาภูมิได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ซึ่งมีราคาและมูลค่าในตลาดสูงกว่าทุเรียนข้ามถิ่นทั่วไป

หากถูกจับกุม โทษทางกฎหมายสำหรับพ่อค้าแม่ค้าที่นำทุเรียนอื่นมาสวมสิทธิ์แอบอ้าง จะเข้าข่ายมีความผิดทางกฎหมายหลายกระทง ดังนี้ 1. ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 2. ความผิดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค เจตนาทำให้เกิดความเข้าใจผิดในแหล่งกำเนิด สภาพ หรือคุณภาพของสินค้า มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และ 3. ความผิดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) แอบอ้างใช้ชื่อสินค้า GI เพื่อหลอกลวง มีโทษปรับไม่เกิน 100,000 บาท

กาญจนบุรีทองผาภูมิทุเรียน

ฮือฮากาฬสินธุ์! พบ ‘ปลาหมอคางดำ’ ท้ายเขื่อนลำปาว เกษตรกรลั่นไม่กลัว-พร้อมจับทำลาบก้อย

3 กันยายน 2569 เวลา 14:11 น.

ฮือฮากาฬสินธุ์! พบ ‘ปลาหมอคางดำ’ ท้ายเขื่อนลำปาว ประมงกาฬสินธุ์–สกลนคร ปูพรมปูอวนสำรวจ 6 จุด ด้านเกษตรกรเลี้ยงกุ้งลั่นไม่กลัว พร้อมจับทำลาบก้อย-หมักปลาร้ากิน

วันที่ 3 กันยายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก ต.บัวบาน อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ แหล่งเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกรามขนาดใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งใช้น้ำจากโครงการส่งน้ำและรักษาลำปาว (เขื่อนลำปาว) หลังเกิดกระแสข่าวในโลกออนไลน์ว่า ชาวประมงพื้นบ้าน ต.หนองสรวง อ.หนองกุงศรี พบปลาน้ำจืดลักษณะคล้ายปลาหมอคางดำบริเวณท้ายเขื่อนลำปาว สร้างความแตกตื่นให้กับหน่วยงานภาครัฐที่เกรงว่าจะเกิดการแพร่ระบาดในพื้นที่ภาคอีสาน

ล่าสุด เจ้าหน้าที่สำนักงานประมงจังหวัดกาฬสินธุ์ ได้ลงพื้นที่สำรวจและสอบถามเจ้าของโพสต์ดังกล่าว แต่ยังไม่พบตัวปลาเพิ่มเติม อย่างไรก็ตามในวันนี้เจ้าหน้าที่ประมงจังหวัดกาฬสินธุ์ ร่วมกับทีมผู้เชี่ยวชาญจากสำนักงานประมงจังหวัดสกลนคร ได้วางแผนสนธิกำลังนำอวนลงพื้นที่ตรวจสอบและดักจับปลาในเขื่อนลำปาวรวม 6 จุดเป้าหมาย เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงว่ามีการหลุดรอดของปลาหมอคางดำจริงหรือไม่ พร้อมแจ้งเตือนชาวประมงรอบอ่างเก็บน้ำ 6 อำเภอ และผู้เลี้ยงปลากระชังกว่า 400 ราย รวม 12,000 กระชัง ให้ช่วยกันสังเกตและเฝ้าระวัง

ขณะที่บรรยากาศในกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งและชาวบ้านในพื้นที่ กลับไม่ได้รู้สึกตื่นตระหนกหรือหวาดกลัวต่อกระแสข่าวดังกล่าว โดยต่างมองผ่านวัฒนธรรมการกินของคนอีสานว่า หากเป็นปลาที่ไม่มีพิษภัยก็สามารถนำมาปรุงอาหารรับประทานเพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพได้

นางนิรมิต เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกราม บ้านตูม หมู่ 19 ต.บัวบาน เปิดเผยว่า เลี้ยงกุ้งมานานเกือบ 30 ปี ในพื้นที่กว่า 20 ไร่ ที่ผ่านมาลากอวนหรือสูบน้ำจับกุ้งก็พบเพียงปลาช่อน ปลาซิว และปลาสร้อยตามธรรมชาติ ไม่เคยเจอปลาหมอคางดำแม้แต่ตัวเดียว และตนก็ไม่รู้สึกกลัว เพราะคนอีสานกินปลาได้ทุกชนิด หากพบจริงก็พร้อมจับมาปิ้งย่าง ปรุงอาหารในครัวเรือน หรือหากมีจำนวนมากก็จะนำไปทำปลาร้าถนอมอาหารเก็บไว้กินได้ตลอดทั้งปี

ด้าน นายอนุชา เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งและพ่อค้าคนกลาง บ้านตูม หมู่ 4 ต.บัวบาน กล่าวเสริมว่า ถึงแม้จะติดตามข่าวผลกระทบต่อบ่อเลี้ยงกุ้งมาตลอด แต่ในพื้นที่จริงยังไม่เคยเจอ ซึ่งชาวบ้านและเพื่อนเกษตรกรคุยกันว่าไม่กลัวเลย แถมบางคนยังพูดขำๆว่าอยากให้หลุดเข้ามาเยอะๆจะได้จับมาทำเมนูเด็ดอย่างลาบ ก้อย ต้มยำ กินกับข้าวเหนียวจิ้มแจ่ว หรือจับใส่ไหทำปลาร้ารสแซ่บนัว เพราะวิถีคนอีสานหาอาหารกินง่าย อะไรกินได้ก็กินอยู่แล้ว

ทั้งนี้ ผลการสืบเสาะและดักจับปลาด้วยอวนโดยละเอียดในพื้นที่ 6 จุด ของทีมประมงกาฬสินธุ์และสกลนคร ในช่วงบ่ายวันนี้ จะมีการสรุปรายงานผลและวางมาตรการรับมืออย่างเป็นทางการต่อไป

กาฬสินธุ์กุ้งก้ามกรามยางตลาดประมงกาฬสินธุ์ปลาหมอคางดำเขื่อนลำปาว

เปิดอาคารศูนย์การเรียนรู้ด้านพลังงาน ศฝปท. ยกระดับเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์และพลังงานภาคตะวันออก

4 กันยายน 2569 เวลา 12:49 น.

เปิดอาคารศูนย์การเรียนรู้ด้านพลังงาน ศฝปท. จ.ระยอง NSM จับมือสำนักปลัดกระทรวงกลาโหมพัฒนาและยกระดับเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์และพลังงานที่สำคัญของภาคตะวันออกเพื่อสนับสนุนการพัฒนากำลังคนด้านปิโตรเลียมและพลังงาน

นายสุวรงค์ วงษ์ศิริ รักษาการแทนผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM พร้อมด้วย ดร.กรรณิการ์ เฉิน รองผู้อำนวยการ NSM เข้าร่วมพิธีเปิดอาคารศูนย์การเรียนรู้ด้านพลังงาน ศูนย์ฝึกศึกษาบุคลากรด้านปิโตรเลียมและพลังงานทหาร (ศฝปท.) ณ ตำบลพลา อำเภอบ้านฉาง จ.ระยอง แหล่งเรียนรู้ด้านพลังงานที่รวบรวมและถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับพลังงานปิโตรเลียม พลังงานทดแทน และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในอนาคต โดย NSM ได้ร่วมพัฒนาและยกระดับศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์และพลังงานที่สำคัญของภาคตะวันออก สอดคล้องกับบทบาทของจังหวัดระยองในฐานะศูนย์กลางอุตสาหกรรมและพลังงานที่สำคัญของประเทศ

ในโอกาสนี้ ได้รับเกียรติจาก พล.อ.ธราพงษ์ มะละคำ ปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นประธานในพิธีเปิดฯ พร้อมด้วยหัวหน้าหน่วยขึ้นตรงสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในจังหวัดระยอง เข้าร่วมเป็นสักขีพยานและร่วมแสดงความยินดีในการเปิดแหล่งเรียนรู้แห่งสำคัญด้านพลังงานของประเทศ

นายสุวรงค์ วงษ์ศิริ กล่าวว่า NSM ได้ร่วมมือกับสำนักปลัดกระทรวงกลาโหม ในการพัฒนาและบริหารจัดการอาคารศูนย์การเรียนรู้ด้านพลังงาน ศูนย์ฝึกศึกษาบุคลากรด้านปิโตรเลียมและพลังงานทหาร (ศฝปท.) จ.ระยอง ร่วมกัน โดยอาศัยความเชี่ยวชาญของ NSM ในการพัฒนานิทรรศการและการบริหารจัดการแหล่งเรียนรู้ เพื่อยกระดับศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านพลังงานที่มีความทันสมัย สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาพลังงานของประเทศและแผนพลังงานชาติ ตลอดจนถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และประวัติความเป็นมาของกรมการพลังงานทหารให้แก่ประชาชนและผู้สนใจได้อย่างครบถ้วน

นายสุวรงค์ กล่าวต่อว่า อาคารศูนย์การเรียนรู้ด้านพลังงาน ศฝปท.(ระยอง) เป็นแหล่งเรียนรู้สำคัญที่รวบรวมองค์ความรู้เกี่ยวกับพลังงานปิโตรเลียม พลังงานทดแทน และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในอนาคต โดย NSM ได้ร่วมพัฒนาเนื้อหา รูปแบบนิทรรศการ และกิจกรรมการเรียนรู้ให้มีความทันสมัยมากยิ่งขึ้น ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและสื่อการเรียนรู้รูปแบบใหม่ เพื่อสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่เข้าใจง่าย สนุก และเข้าถึงได้สำหรับผู้เข้าชมทุกกลุ่มวัย

“ศูนย์แห่งนี้จึงมิได้เป็นเพียงพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการเท่านั้น แต่ยังเป็นแหล่งเรียนรู้ที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านพลังงานเข้ากับการดำรงชีวิตประจำวันและการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ช่วยสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับที่มา ความสำคัญ และบทบาทของพลังงานแต่ละประเภท ตลอดจนส่งเสริมการตระหนักรู้ถึงความจำเป็นในการเตรียมความพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงาน เพื่อก้าวสู่อนาคตพลังงานอย่างมั่นคงและยั่งยืน” นายสุวรงค์ กล่าว

NSMภาคตะวันออกศูนย์การเรียนรู้ด้านพลังงาน ศฝปท.สำนักปลัดกระทรวงกลาโหม

ธ.กรุงเทพ หนุน มจพ. เดินหน้าศูนย์การเรียนรู้นวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล คณะแพทยศาสตร์ เสริมศักยภาพการเรียนรู้–วิจัย

4 กันยายน 2569 เวลา 12:36 น.

ธนาคารกรุงเทพ หนุน มจพ. เดินหน้าศูนย์การเรียนรู้นวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล คณะแพทยศาสตร์ เสริมศักยภาพการเรียนรู้–วิจัย สร้างกำลังคนการแพทย์ยุคดิจิทัล ตอบโจทย์ระบบสุขภาพแห่งอนาคต

เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) จัดพิธีรับมอบเงินสนับสนุนการจัดตั้ง “ศูนย์การเรียนรู้นวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล” คณะแพทยศาสตร์ มจพ. จากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ณ ห้องประชุมราชพฤกษ์ อาคารนวมินทรราชินี มจพ. โดยมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการเรียนรู้ และส่งเสริมการประยุกต์ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อยกระดับการจัดการศึกษา การวิจัย และการพัฒนากำลังคนด้านการแพทย์ให้สอดรับกับบริบทของโลกยุคดิจิทัล ในโอกาสนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ธีรวุฒิ บุณยโสภณ นายกสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ศาสตราจารย์ ดร. ธานินทร์ ศิลป์จารุ อธิการบดีพร้อมคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยฯ ร่วมให้การต้อนรับ

ทั้งนี้ คุณพจณี คงคาลัย ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ได้กล่าวถึงการสนับสนุนครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของภาคการเงินในการมีส่วนร่วมสนับสนุนการศึกษา การพัฒนานวัตกรรม และการสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพ รวมถึงการพัฒนากำลังคนด้านการแพทย์และสุขภาพ ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญต่อการยกระดับระบบบริการสุขภาพของประเทศ โดยเฉพาะการเตรียมบุคลากรให้มีทั้งความรู้ทางวิชาชีพ ความสามารถด้านเทคโนโลยี และทักษะการสร้างสรรค์นวัตกรรม เพื่อให้สามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสมในการดูแลสุขภาพ การวิจัย และการพัฒนาระบบบริการสุขภาพ อันจะนำไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพการให้บริการแก่ประชาชนในระยะยาว

สำหรับพิธีส่งมอบเงินสนับสนุน คุณพจณี คงคาลัย ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ส่งมอบเงินสนับสนุนแก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ เป็นจำนวนเงิน 1,000,000 บาท (หนึ่งล้านบาท) โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.ธีรวุฒิ บุณยโสภณ นายกสภามหาวิทยาลัย  ศาสตราจารย์  ดร.ธานินทร์ ศิลป์จารุ อธิการบดี ศาสตราจารย์ ดร.สุชาติ เซี่ยงฉิน ผู้อำนวยการอุทยานเทคโนโลยี มจพ.  ผู้ช่วยศาสตราจารย์วรวิทย์ จตุรพาณิชย์ รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร ศาสตราจารย์ ดร.เสาวณิต สุขภารังษี  รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ พร้อมคณะผู้บริหารของ มจพ. และผู้บริหารของธนาคารกรุงเทพฯ เข้าร่วมเป็นสักขีพยานในการรับมอบ

ในโอกาสนี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นภดล วิวัชรโกเศศ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ อุทยานเทคโนโลยี มจพ. ในฐานะผู้ออกแบบและมีส่วนสำคัญในการดำเนินการจัดตั้ง “ศูนย์การเรียนรู้นวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล” ได้อธิบายถึงระบบการดำเนินงานและแนวทางการใช้ประโยชน์ของศูนย์ฯ โดยระบุว่า ศูนย์การเรียนรู้ฯ แห่งนี้จะเป็นแหล่งเรียนรู้ที่เปิดกว้างสำหรับนักศึกษาคณะแพทยศาสตร์ นักศึกษาของ มจพ. ตลอดจนบุคคลทั่วไป รวมถึงบุคลากรจากภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม และหน่วยงานภาครัฐ ทั้งนี้ผู้ใช้บริการสามารถเข้าถึงองค์ความรู้และกิจกรรมการเรียนรู้ผ่าน ระบบทางไกล (Online Learning) ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการเรียนรู้ได้อย่างสะดวกและทั่วถึง อีกทั้งองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้และต่อยอดกับระบบการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) เพื่อสนับสนุนการให้บริการทางการแพทย์และสุขภาพในรูปแบบดิจิทัล อันจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ และรองรับการเปลี่ยนแปลงของระบบสุขภาพในอนาคต

ความร่วมมือระหว่าง มจพ. และธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ในครั้งนี้ จึงนับเป็นอีกหนึ่งพลังสำคัญจากความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษาและภาคธุรกิจในการร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ โดยมุ่งสร้างโอกาสทางการศึกษา พัฒนาสภาพแวดล้อมแห่งการเรียนรู้ และเสริมสร้างศักยภาพกำลังคนให้มีความรู้ ความสามารถ และทักษะด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม สามารถปรับตัวและสร้างคุณค่าให้แก่สังคมท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลกยุคดิจิทัล การสนับสนุนในครั้งนี้จึงมิได้เป็นเพียง “การมอบเงินเพื่อการศึกษา” หากแต่เป็นการลงทุนเพื่ออนาคตของนักศึกษา บุคลากร ตลอดจนบุคลากรจากภาครัฐและภาคเอกชน ให้มีโอกาสเข้าถึงองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่ทันสมัย พร้อมพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อการทำงานและการดำเนินชีวิต สามารถก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีในยุคดิจิทัลได้ต่อไป

คณะแพทยศาสตร์ มจพ.ธ.กรุงเทพมจพ.ศูนย์การเรียนรู้นวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล

‘สอวช.’เปิดเวที Policy Dialogue ชงปฏิรูประบบวิจัย‘กระจายโอกาส–ลดเหลื่อมล้ำ’

4 กันยายน 2569 เวลา 10:44 น.

‘สอวช.’เปิดเวที Policy Dialogue ชงปฏิรูประบบวิจัย‘กระจายโอกาส–ลดเหลื่อมล้ำ’ ดึงคนชายขอบร่วมกำหนดโจทย์ สร้างนวัตกรรมไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดเวทีเสวนาเชิงนโยบาย (Policy Dialogue) “การยกระดับบทบาทสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์เพื่อกำหนดนโยบายและขับเคลื่อนนวัตกรรมไทย” ครั้งที่ 4 ภายใต้หัวข้อ “Closing the Gap: Pathways to Inclusive Growth – ปิดช่องว่าง สร้างการเติบโตที่ทั่วถึง” เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเปิดวงนักวิชาการเสนอแนวทางปฏิรูประบบวิจัยและนวัตกรรมไทย ให้เป็นกลไกแก้ความเหลื่อมล้ำตั้งแต่ระดับโครงสร้าง พร้อมกระจายอำนาจในการกำหนดโจทย์วิจัย เปิดพื้นที่ให้ประชาชนและชุมชนที่อยู่ห่างไกลจากอำนาจมีส่วนร่วม เพื่อให้ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเข้าถึงคนทุกกลุ่มอย่างเป็นธรรม

ดร.สุชาต อุดมโสภกิต ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวว่า การพัฒนาประเทศระยะต่อไปต้องก้าวพ้นการมุ่งเน้นเพียง “การเติบโตทางเศรษฐกิจ” ไปสู่ “การเติบโตที่ทั่วถึง” โดยให้ความสำคัญทั้งคุณภาพของการพัฒนาและการกระจายผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม เนื่องจากแม้ประเทศไทยจะลงทุนด้านการวิจัยและนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง แต่ผลประโยชน์จากการพัฒนายังคงกระจุกตัวในบางพื้นที่ อุตสาหกรรม และกลุ่มประชากร ขณะที่ความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างยังเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ ดังนั้น การลดความเหลื่อมล้ำจึงต้องเริ่มตั้งแต่การออกแบบระบบและนโยบาย ไม่ใช่เพียงแก้ปัญหาที่ปลายทาง โดยต้องเข้าใจความแตกต่างของผู้คนและบริบทแต่ละพื้นที่ และนำองค์ความรู้จากสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์มาเติมเต็มระบบวิจัยและนวัตกรรม เพื่อให้สามารถตอบโจทย์สังคมได้ลึกและรอบด้านมากขึ้น

รศ.ดร.อนุสรณ์ อุณโณ อาจารย์ประจำสาขามานุษยวิทยา คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า รากของความเหลื่อมล้ำไทยส่วนหนึ่งมาจากโครงสร้างการถือครองทุนและทรัพยากรที่สั่งสมมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะชุมชนที่มีข้อจำกัดด้านสิทธิและกฎหมายในการจัดการทรัพยากร จึงจำเป็นต้องทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างคน วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมควบคู่กับบริบทเฉพาะพื้นที่ พร้อมชี้ว่า ความเหลื่อมล้ำไม่ได้มีเพียงเรื่องรายได้ แต่ยังรวมถึงการลดลงของพื้นที่สำหรับ “ความรู้กระแสรอง” ซึ่งสะท้อนเสียง สิทธิ และประสบการณ์ของผู้คนที่อยู่นอกระบบหรือชายขอบ เมื่อองค์ความรู้เหล่านี้ถูกลดทอนลงจากการรวมศูนย์ของรัฐ ประชาชนบางกลุ่มจึงมีโอกาสน้อยลงที่จะถูกมองเห็นและมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย ขณะเดียวกัน การพัฒนารูปแบบใหม่ เช่น “ทุนนิยมสีเขียว” แม้มีเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม แต่หากการกำหนดกติกาและการจัดสรรผลประโยชน์ไม่เป็นธรรม ก็อาจทำให้เกษตรกรและชุมชนท้องถิ่นต้องแบกรับต้นทุนมากขึ้น จึงต้องออกแบบนโยบายที่สร้างสมดุลระหว่างสิ่งแวดล้อม ความเป็นธรรม และสิทธิของประชาชน

ด้าน รศ.ดร.อัจฉรา ชลายนนาวิน คณบดีคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การสร้างการเติบโตที่ทั่วถึงต้องเดินควบคู่กับ “การลงทุนทางสังคม” โดยระบบสวัสดิการไม่ควรเป็นเพียงกลไกช่วยเหลือเมื่อประชาชนประสบปัญหา แต่ต้องเป็นการลงทุนเพื่อเสริมศักยภาพให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองและดำรงชีวิตได้อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ความเหลื่อมล้ำยังเกิดจากหลายปัจจัยซ้อนทับกัน เช่น กรณีเด็กออทิสติกจากครอบครัวฐานะดีที่มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาและพัฒนาทักษะ ขณะที่เด็กจากครอบครัวยากจนมีข้อจำกัดตั้งแต่ต้น ทำให้โอกาสทางการศึกษาและการเข้าสู่ตลาดแรงงานแตกต่างกันอย่างมาก รวมถึง “ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล” ที่ไม่ได้หมายถึงเพียงการมีอุปกรณ์หรืออินเทอร์เน็ต แต่เชื่อมโยงกับการเข้าถึงบริการรัฐ สวัสดิการ และความช่วยเหลือ โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อย ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีข้อจำกัดในการใช้เทคโนโลยี

รศ.ดร.อัจฉรา เสนอให้ปรับกระบวนการวิจัยและการพัฒนานโยบายจากการกำหนดโจทย์โดยส่วนกลาง ไปสู่การขับเคลื่อนจากพื้นที่ เปิดให้ประชาชนและเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการมีส่วนร่วมตั้งแต่การกำหนดปัญหา ออกแบบงานวิจัย จนถึงพัฒนานโยบาย พร้อมย้ำว่า “Methodology หรือระเบียบวิธีวิจัยที่ดี ยังไม่เท่ากับงานวิจัยที่ถูกนำไปใช้จริง” เพราะงานวิจัยเชิงนโยบายต้องนำไปสู่การแก้ปัญหาและสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง

ขณะที่ รศ.ดร.อุ่นเรือน เล็กน้อย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสนอให้ระบบวิจัยบูรณาการข้อมูลจากหลากหลายศาสตร์ เพื่อทำให้คนที่ระบบมองไม่เห็น ปรากฏอยู่ในกระบวนการกำหนดนโยบายมากขึ้น โดยเฉพาะการใช้ข้อมูลเชิงพื้นที่มาซ้อนทับกัน ทั้งความเสี่ยงภัย ความมั่นคงของมนุษย์ และระดับการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อค้นหาพื้นที่ที่มีความเปราะบางหลายมิติ

รศ.ดร.อุ่นเรือน เสนอ “การเคลื่อนไหวเชิงกลยุทธ์” (Strategic Moves) 3 ประการ ได้แก่ หนึ่ง กระจายอำนาจการกำหนดโจทย์วิจัย เปิดโอกาสให้คนที่อยู่ไกลจากอำนาจที่สุด มีส่วนร่วม ไม่ใช่เพียงกระจายงบประมาณ แต่ต้องกระจายอำนาจในการนิยามว่าปัญหาใดควรถูกศึกษา สอง สร้างคลังเครื่องมือกลางของประเทศ ให้โครงการวิจัยสามารถใช้และต่อยอดข้อมูล เครื่องมือ และบทเรียนร่วมกัน และ สาม ตรวจสอบความเป็นธรรมก่อนขยายผล โดยพิจารณาว่าใครได้รับประโยชน์ ใครรับความเสี่ยง และชุมชนสามารถดูแลระบบต่อได้หรือไม่ พร้อมเสนอให้การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับประชาชน เป็นตัวชี้วัดสำคัญของงานวิจัยเพื่อสังคม โดยเฉพาะการตรวจสอบว่าคนที่อยู่ห่างไกลจากอำนาจและการมองเห็นของระบบได้รับประโยชน์และมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นหรือไม่ ขณะที่นวัตกรรมที่จะสร้างผลกระทบอย่างยั่งยืนต้องใช้งานง่าย ชุมชนดูแลต่อได้ มีหน่วยงานและงบประมาณในพื้นที่รองรับ และประชาชนผู้ใช้เห็นว่าสามารถแก้ปัญหาได้จริง

ด้าน ดร.บุญวรา สุมะโน เจนพึ่งพร ผู้ดำเนินรายการและนักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) สรุปว่า ความเหลื่อมล้ำในอนาคตจะมีความซับซ้อนมากขึ้นจากการซ้อนทับของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เทคโนโลยีดิจิทัล ภัยพิบัติ และความผันผวนทางเศรษฐกิจ กับประชาชนกลุ่มเดิมที่มีต้นทุนและโอกาสจำกัดอยู่แล้ว โจทย์ของระบบวิจัยและนวัตกรรมไทยจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนองค์ความรู้หรือนวัตกรรม แต่ต้องทำให้ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เข้าถึงประชาชนและกระจายโอกาสได้จริง โดยเฉพาะกลุ่มที่อยู่ห่างไกลจากโอกาส พร้อมเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนา เพื่อให้การเติบโตทางเศรษฐกิจเดินควบคู่กับความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ และทำให้คนทุกกลุ่มสามารถเติบโตไปพร้อมกับประเทศได้อย่างยั่งยืน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ครชายขอบนวัตกรรมสอวชเหลื่อมล้ำ