นายกฯ มอบนโยบายความมั่นคงผู้นำท้องถิ่นภาคตะวันออก ลั่น พร้อมเป็นแบ็กหนุนจนท.ปราบโกง

นายกฯ มอบนโยบายความมั่นคงผู้นำท้องถิ่นภาคตะวันออก ลั่น พร้อมเป็นแบ็กหนุนจนท.ปราบโกง

นายกฯ มอบนโยบายความมั่นคงผู้นำท้องถิ่นภาคตะวันออก ลั่น พร้อมเป็นแบ็กหนุนจนท.ปราบโกง

วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.32 น.

นายกฯ มอบนโยบายความมั่นคงผู้นำท้องถิ่นภาคตะวันออก เปรียบในพื้นที่มีคนทำชั่วเหมือนโดนเท้าลูบหัว ปลุกต้องไม่ยอม ลั่น ใช้สัญญาลูกผู้ชายรบ.เป็นแบ็ก หนุนจนท.จัดเต็มสุดซอย ล่าคนทำลายประเทศ บอก มีคนกระซิบ นายอําเภอเอาจริง ยาเสพติดไม่เข้าหมู่บ้าน ชี้ ผู้ว่าฯ-ผบก.ภ.จว. ถูกกันหรือไม่ต้องทํางานร่วมกัน ถือเป็นKPI นำร่องโมเดล จัดสัมมนาระดับอำเภอ-ผกก.ภูธร 

เมื่อวันที่ 22 ก.ค.2569 ที่ห้องสัมมนาลอยฟ้า ฮอลล์ 1 สวนนงนุชพัทยา อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมมอบนโยบาย “การขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านความมั่นคงตามนโยบายรัฐบาลในพื้นที่จังหวัดชลบุรี” โดยมีพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง 
นายกัมพล ตันสัจจา ผู้อำนวยการบริษัทนงนุชแลนด์สเคป แอนด์ การ์เด้น ดีไซน์ จำกัด และนายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี  กำนัน ผู้ ผู้ใหญ่บ้าน ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี หัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารท้องถิ่นในจังหวัดชลบุรี และจังหวัดใกล้เคียง ร่วมด้วย

โดยนายกฯ กล่าวมอบนโยบายตอนหนึ่งว่า การมาพบกันในวันนี้ถือว่าคุ้มค่ามากในการมาในสถานที่แห่งนี้ ในพื้นที่ภาคตะวันออกของประเทศไทยไม่ได้มีเฉพาะ ไม่ใช่เฉพาะจังหวัดชลบุรี แต่มีข้าราชการที่มาจากจังหวัดใกล้เคียงในพื้นที่ภาคตะวันออกของประเทศไทย ถือเป็นโอกาสสำคัญที่เราได้มาร่วมกันหารือและกำหนดแนวทางการขับเคลื่อนภารกิจความมั่นคงของรัฐบาลเศรษฐกิจ ซึ่งปัจจุบันภัยคุกคามต่างๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากด้านความมั่นคงมีความซับซ้อนและมีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน คุณภาพชีวิตของประชาชนตลอดจนความเชื่อมั่นต่อการบังคับใช้กฎหมายของรัฐ การให้ความสำคัญกับการป้องกันและปราบปรามภัยคุกคามทุกรูปแบบ 

จะเห็นได้ว่าเวลาที่ที่ท่านไปดำเนินการปราบปราม การกระทำผิดกฎหมายจับกุมสแกมเมอร์ทำลายบ่อนการพนัน ไม่เคยมีใครได้รับโทรศัพท์ลึกลับ ไม่เคยมีใครถูกถามว่ารู้ไหมว่าคนที่ท่านจับอยู่เป็นใคร โรคความจำเสื่อมหายไปหมดแล้วเพราะรัฐบาลให้ความเชื่อมั่นและให้การสนับสนุน ถ้าภาษาวัยรุ่นอย่างพวกเราคือสุดซอยกับพวกที่กระทำผิดกฎหมาย ไม่เคารพกฎหมายเราจะเรียกตัวเราเองว่าเป็นข้าราชการของแผ่นดินเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์เป็นผู้คุ้มครองประเทศเป็นผู้รักษากฎหมายเป็นนักปกครองไม่ได้ถ้าเราปล่อยให้คนที่กระทำสิ่งที่ผิดกฎหมายลอยนวลหรือสามารถทำในสิ่งที่เขาต้องการทำโดยที่ไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายทั้งที่พวกเรามีหน้าที่รักษากฎหมาย ถ้าพูดกันตรงๆ มาทำสิ่งชั่วร้ายบนหัวของพวกเรา ซึ่งเราไม่ยอมเด็ดขาด ประเพณีของเราใครมาจับหัวเราก็ไม่ยอมอยู่แล้ว ไม่ต้องทำความชั่วร้ายแต่นี่มาทำความชั่วร้ายอยู่บนพื้นที่ที่เราต้องรับผิดชอบดูแลทำผิดกฎหมาย อันนี้ไม่ใช่เอามือลูบหัวต้องถือว่าเขาเอาเท้าลูบหัว ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีใครยอมได้เป็นอันขาด นึกสภาพว่าถ้าคนเอาเท้ามาโดนศีรษะเรา เราจะตอบสนองอย่างไร ฉะนั้นพวกผิดกฎหมายเหล่านีมันจะต้องเกรงกลัวแล้วจะต้องไม่ทำสิ่งเหล่านั้นนี่คือวิธีการทำงานของรัฐบาลนี้ต่อผู้ที่คิดว่าจะทำผิดกฎหมายและท้าทายกฎหมาย 

นายกฯ กล่าวต่อว่า จ.ชลบุรีเป็นเมืองท่องเที่ยวเป็นเมืองเศรษฐกิจเงินสะพัด ประชาชนในจังหวัดมีคุณภาพชีวิตที่ดี  ส่งเสริมให้ลูกหลานมีการศึกษาที่ดี ไม่ใช่ว่าจะมีกลไกสีดำ สีเทาบางอย่างคอยทำให้รายได้ของพวกเขาเหล่านี้ถูกเจียดออกไปแล้วทำให้อนาคตของพวกเขามีความลำบาก ฉะนั้นเรื่องนี้ตนต้องขออนุญาตเราต้องรักษามาตรการและยกระดับในเรื่องของความปลอดภัยและการป้องกันอาชญากรรมให้อยู่ในระดับที่ต้องถือว่าเป็นต้นแบบให้ได้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน เสริมสร้างภาพลักษณ์ให้กับประเทศ ย้ำว่ารัฐบาลพร้อมอย่างเต็มที่แล้วสนุกด้วยที่จะเห็นท่านไปทำการคุ้มครองความปลอดภัยให้กับพี่น้องประชาชนจัดเต็มสุดซอย สำหรับคนที่ทำลายประเทศชาติ คนที่ไม่เคารพกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ไม่เคารพกฎหมายในยุคที่พวกท่านถือกฎหมาย

ฉะนั้นสิ่งนี้คือสิ่งที่รัฐบาลขอร้องขอให้ท่านได้ดำเนินการอย่างเต็มที่ ตนให้การรับประกัน ตนไม่ใช่คนที่มีอำนาจสูงสุด มีบารมีมากที่สุด หรือมีอิทธิพลสูงสุดในประเทศนี้ คนสูงสุดในประเทศนี้มีอีกเยอะ แต่ตนเป็นหัวหน้ารัฐบาล ฉะนั้นตนคิดว่าในระดับที่ตนรับผิดชอบรัฐบาลนี้ ตนให้คำยืนยันว่าการกระทำต่างๆของท่าน เพื่อปราบปรามป้องกันไม่ให้สิ่งผิดกฎหมายเหล่านี้เกิดขึ้นในเขตความรับผิดชอบของท่าน จะไม่มีเหตุใด สิ่งใดที่จะทำให้หน้าที่การงานของท่านตำแหน่งของท่าน สถานะของท่านจะได้รับผลกระทบ ถ้าจะทำให้ได้รับผลกระทบคือกระทบให้สูงขึ้นจากการปฎิบัติหน้าที่ที่ทุ่มเทเสียสละเพื่อประชาชน ถือว่าวันนี้เรามามีสัญญาลูกผู้ชายต่อกัน ทุกท่านที่อยู่ในห้องประชุมแห่งนี้ถือกฎหมายทุกคนมีหน้าที่ที่จะต้องบำบัดทุกข์ บำรุงสุขพิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด พิชิตอันธพาล สโลแกนที่เราตกลงกันไว้มีความชัดเจน ไม่ต้องแปลความไม่ต้องกลับมาถามว่าทำได้แค่ไหน เพราะวันนี้ทุกคำที่ตนได้มอบหมายให้กับท่านในฐานะเป็นหัวหน้ารัฐบาลก็คือจัดเต็มและสุดซอยกับผู้ที่ทำผิดกฎหมาย

นายกฯ กล่าวอีกว่า ดังนั้นนโยบายในการขับเคลื่อนงานด้านความมั่นคง ความปลอดภัยของประชาชนมีอยู่ 3 มิติสำคัญ คือ 1.มิติด้านการป้องกันขอให้ผวจ.และผู้การตำรวจภูธรจังหวัด เดี๋ยวคนก็ตีความว่านายกฯพูดแต่จ.ชลบุรี ภาคใต้ไม่เกี่ยว อีสานไม่เกี่ยวแต่พูดตรงนี้ขอให้เป็นนโยบายครอบคลุมไปทั่วประเทศให้เป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนการทำงานแบบทีมจังหวัดบูรณาการรวบรวมความร่วมมือระหว่างฝ่ายปกครอง ทหาร ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเชื่อมโยงข้อมูลวิเคราะห์สถานการณ์และวางแผนการปฏิบัติเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง พร้อมใช้ภาคีเครือข่ายในทุกที่เป็นกำลังในการเฝ้าระวังแจ้งเตือนสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องยาเสพติด เรื่องอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและกลุ่มผู้มีอิทธิพลเพื่อป้องกันและสกัดกั้นปัญหาตั้งแต่ต้นทาง โดยยึดถือเป้าหมายสำคัญในการปฏิบัติงาน 

นายกฯ กล่าวต่อว่า 2.มิติด้านการปราบปรามทุกหน่วยงานจะต้องดำเนินการอย่างจริงจังเด็ดขาดและต่อเนื่อง และความเสมอภาคทางกฎหมาย ยึดหลักนิติธรรมเราไม่ทำอะไรนอกเหนือกฎหมาย ความจริงกฎหมายเรามีเพียงพอถ้าเราใช้อย่างเต็มที่ โดยที่ไม่หวั่นเกรงต่ออิทธิพล เราไม่ต้องการให้ใครดวลปืนหรือใครมายิงกันหรือเอาชีวิตกัน แต่เราต้องการให้เขา ได้อยู่ภายใต้กฎหมาย เมื่อเขาไม่เคารพกฎหมายท้าทายกฎหมายเขาก็จะได้รับโทษภายใต้กฎหมายเท่านั้นตนไม่ขออะไรมากกว่านี้ ไม่มีความจำเป็นใดๆที่จะต้องทำมากกว่านี้ ถ้าเขาได้รับโทษานุโทษจากการกระทำของเขาภายใต้กฎหมายแล้วนั้นเราก็ต้องถือว่าเราได้ปฏิบัติหน้าที่โดยยึดหลักนิติธรรมแล้ว 

นายกฯ กล่าวต่อว่า 3. การช่วยเหลือประชาชน ให้ทุกหน่วยยกระดับการให้บริการประชาชน โดยให้ศูนย์ดำรงธรรมเป็นกลไกหลักในการรับเรื่องร้องเรียนและติดตามการแก้ไขปัญหา พร้อมยกระดับการให้บริการของสถานีตำรวจทุกแห่ง เพิ่มประสิทธิภาพการรับแจ้งเหตุ การจัดกำลังสายตรวจ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที ดังนั้นภารกิจจะตกหนักอยู่ที่ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นสำคัญ เพราะท่านคือผู้ที่มีหน้าที่ประสานงานท่านจะบอกว่าหน้าที่เป็นของตำรวจทหารและอัยการหรือกรมศุลกากรถูกต้องแต่ท่านต้องมีหน้าที่ไปทำให้เขาได้ใช้กฎหมายอย่างเต็มที่นี่คือสิ่งที่ตนอยากจะเน้นย้ำในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัดด้วย ทั้งนี้มาตรการปราบยาเสพติด 90 วันพิฆาตยาเสพติด ผ่านปฏิบัติการ Operation 90 Days พิฆาตยาเสพติดตัดวงจรการค้า การลำเลียง การเสพยาเสพติด ขอให้จังหวัดทำงานร่วมกันเหมือนกับเรื่องการปราบปรามผู้มีอิทธิพล

“มีคนกระซิบผมถ้านายอำเภอเอาจริงเอาจังยาเสพติดไม่มีทางเข้าไปในอำเภอ หมู่บ้าน ตำบลได้ ผมเชื่อ ถ้าแค่นายอำเภอเอาจริงเอาจังอย่างเต็มที่ทำความเข้าใจกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ของท่านชุมชนเหล่านั้นเป็นตำบลสีขาวยังไงก็ลดลง และการประชุมระหว่างผวจ. และผู้บังคับการตำรวจภูธรเป็นส่วนหนึ่งของเคพีไอด้วยต้องทำงานร่วมกัน เพราะถือเป็นหน้าที่ ไม่ว่าจะถูกกันหรือไม่ถูกกัน แต่เมื่อสวมใส่เครื่องแบบและเข้ารับหน้าที่ผวจ.แล้วและผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด แล้วไม่มีทางเลือกอื่นต้องรวมตัวกันทำงานเพื่อประชาชน โดยหลังจากนี้ผมจะขยายความร่วมมือระหว่างฝ่ายปกครองกับตำรวจกับตำรวจจากเดิมในระดับจังหวัดจะให้ไปถึงระดับอำเภอทั้ง 8,000กว่าอำเภอ โดยจะจัดสัมมนานายอำเภอและผู้กำกับการตำรวจภูธรในพื้นที่ โดยแบ่งเป็นแต่ละภาค“นายกฯ กล่าว

สีหศักดิ์ หารือ รมว.กต.เกาหลี ยกระดับความร่วมมือทุกมิติ

สีหศักดิ์ หารือ รมว.กต.เกาหลี ยกระดับความร่วมมือทุกมิติ

สีหศักดิ์ หารือ รมว.กต.เกาหลี ยกระดับความร่วมมือทุกมิติ

วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.45 น.

“สีหศักดิ์” หารือ “รมว.กต.เกาหลี” ยกระดับความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างไทยกับเกาหลีในทุกมิติ

เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พบหารือทวิภาคีกับนายโช ฮย็อน (Cho Hyun) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐเกาหลี ในห้วงการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ครั้งที่ 59 และการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศที่เกี่ยวข้อง ณ กรุงมะนิลา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์

ทั้งสองฝ่ายยืนยันความมุ่งมั่นในการยกระดับความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างไทยกับสาธารณรัฐเกาหลีในทุกมิติ และเห็นพ้องที่จะส่งเสริมความร่วมมือด้านความมั่นคง โดยเฉพาะการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติและการหลอกลวงทางออนไลน์ ผ่านความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมาย การเสริมสร้างศักยภาพ และความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

โดยทั้งสองฝ่ายพร้อมสนับสนุนการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูง และยังได้หารือความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ โดยไทยสนับสนุนการเร่งรัดการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ (CEPA)

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ในภูมิภาค รวมถึงสถานการณ์ในเมียนมา และสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ในโอกาสนี้ ฝ่ายสาธารณรัฐเกาหลีขอบคุณสำหรับการปฏิบัติหน้าที่ประเทศผู้ประสานงานความสัมพันธ์อาเซียน-สาธารณรัฐเกาหลี ซึ่งฝ่ายไทยย้ำความพร้อมสานต่อการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดต่อไป

ปธ.กกต. ไม่หนักใจ กระแสสังคมกดดันคดีฮั้ว สว. ให้ส่งศาลทั้งหมด ชี้ทุกอย่างเป็นไปตามพยานหลักฐาน

ปธ.กกต. ไม่หนักใจ กระแสสังคมกดดันคดีฮั้ว สว. ให้ส่งศาลทั้งหมด ชี้ทุกอย่างเป็นไปตามพยานหลักฐาน

ปธ.กกต. ไม่หนักใจ กระแสสังคมกดดันคดีฮั้ว สว. ให้ส่งศาลทั้งหมด ชี้ทุกอย่างเป็นไปตามพยานหลักฐาน

วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.20 น.

“ประธาน กกต.”บอกไม่หนักใจ กระแสสังคมกดดันคดีฮั้ว สว. ให้ส่งศาลทั้งหมด ชี้ทุกอย่างเป็นไปตามพยานหลักฐาน เผยคืบหน้าเกินครึ่ง เป็นไปตามไทม์ไลน์ ย้ำ กกต.จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด โยนถามเลขาฯ ปมประเมินผลงาน ด้าน”แสวง”ปิดวาจา

22 กรกฎาคม 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต.กล่าวถึงความคืบหน้าการพิจารณาสำนวนการทุจริตการเลือก สว.ในวันเลือกระดับประเทศ ว่า การพิจารณาเป็นไปตามไทม์ไลน์ที่วางไว้ โดยเหลือการพิจารณาสำนวนอีก 4 ครั้ง ซึ่งมีความคืบหน้าไปมากแล้ว

ส่วนกรณีที่พรรคประชาชนและกลุ่ม iLaw นำข้อมูล การเลือก สว.ระดับ จ.สุราษฎร์ธานี ออกมาเปิดเผย และพบว่ามีบุคคลทางการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องนั้น ได้มีอยู่ในสำนวนด้วยหรือไม่ นายณรงค์ ระบุว่า ตนไม่ทราบว่า เขาเอาข้อมูลอะไรไปบ้าง แต่กกต.ก็พิจารณาในสำนวนทั้งหมด ขอให้วางใจ กกต.พิจารณาเป็นไปตามไทม์ไลน์ ไม่มีอะไรน่าหนักใจ ทุกอย่างอยู่ในสำนวน

ส่วนการเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองและภาคประชาชน ที่มีการกดดันให้ กกต.ส่งศาลทั้งหมดนั้น นายณรงค์ ย้ำว่า กกต.พิจารณาตามพยานหลักฐานโดยไม่ได้คิดว่าเป็นการกดดัน เราทำตามหน้าที่ของเรา และจะทำให้ดีที่สุด

สำหรับกรณีการประเมินผลการปฏิบัติงานในปี 2568 ของ นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.นั้น ประธาน กกต.หัวเราะพร้อมกล่าวว่า “ให้ไปถามเลขาฯ” ขณะที่นายแสวง ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นในกรณีดังกล่าว

อนุทิน เดินหน้าฟ้อง ยิ่งชีพ iLaw ไม่มียอมความ บอกมีหลายครั้งแล้ว ทีหลังก่อนพูดได้คิดบ้าง

อนุทิน เดินหน้าฟ้อง ยิ่งชีพ iLaw ไม่มียอมความ บอกมีหลายครั้งแล้ว ทีหลังก่อนพูดได้คิดบ้าง

อนุทิน เดินหน้าฟ้อง ยิ่งชีพ iLaw ไม่มียอมความ บอกมีหลายครั้งแล้ว ทีหลังก่อนพูดได้คิดบ้าง

วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.40 น.

“อนุทิน”เดินหน้าฟ้อง”ยิ่งชีพ iLaw”หมิ่นประมาท ไม่มียอมความ บอกมีหลายครั้งแล้ว ทีหลังก่อนพูดได้คิดบ้าง มองเดินเกมเพราะกลัว ภท.ได้ดี เย้ยอาจผิดหวังกลัวอะไรบางอย่าง ยันไม่เกี่ยวข้อคดีฮั้ว สว. ไม่ได้ทำจะไปกังวลอะไร

22 กรกฎาคม 2569 ที่สวนนงนุชพัทยา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีเตรียมฟ้องหมิ่นประมาทกับ นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผอ.โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ที่กล่าวหาบุคคลพรรคภูมิใจไทย 9 คน มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฮั้ว สว.โดยมีชื่อนายอนุทิน รวมอยู่ด้วย ว่า ตามกฎหมายการจะพูดกล่าวหาใครต้องมีหลักฐานชัดเจน เรื่องนี้อยู่ในกระบวนการยุติธรรมและยังไม่มีการส่งฟ้อง แล้วเขาเป็นใครเที่ยวมาพิพากษาแล้วมาเอ่ยชื่อแบบนั้นทำให้คนได้รับความเสียหาย เมื่อดูจากรายงานก็อ้างถึงพยานคนโน้นพูดอย่างนี้ และพยานที่อ้างคือใคร เราก็เคารพกันทุกคนมีสิทธิที่จะพูดแต่พูดอะไรต้องรับผิดชอบ

เมื่อถามว่า มองนายยิ่งชีพ มีวัตถุประสงค์ทางการเมืองอะไรหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “ไม่รู้จะพูดอย่างไร วัตถุประสงค์คงไม่อยากให้พวกผมได้ดี อาจมีความผิดหวังอะไรอย่างนี้”

เมื่อถามว่า มองว่ามีการเมืองอยู่เบื่องหลังหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่คิดไม่เสียเวลาคิด เราก็มีกฎหมายทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน ถ้าใครมีเจตนาไม่ดีก่อให้เกิดความเสียหาย ทำให้เกิดความแตกแยกของสังคม ความชิงชังซึ่งกันและกันเป็นสิ่งไม่พึงประสงค์ในประเทศนี้ ทุกคนต้องรับผิดชอบคำพูดของตัวเอง

เมื่อถามว่า นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กตั้งคำถามถึงเงินบริจาคให้ iLaw ว่ามาจากต่างชาติ และใช้ผิดวัตถุประสงค์หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า นายศุภชัยได้รับมอบหมายจากพรรคให้ไปดำเนินคดี ท่านก็มีแนวทางวิธีการดำเนินการไป สมัยก่อนมีแบบนี้เยอะถึงเวลาฟ้องไปแล้วก็มาขอประนีประนอมขอศาลให้เมตตาแต่ครั้งนี้คงไม่ เพราะหลายครั้งแล้ว

เมื่อถามว่า จะฟ้องหมิ่นประมาทเฉพาะนายยิ่งชีพ รวมถึงคนที่เกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ก็แล้วแต่นายศุภชัย พรรคบอกว่าหากทำให้พรรคและสมาชิกพรรคเสียหายก็ต้องดำเนินการอีกหน่วยเวลาพูดจะได้คิดบ้าง เป็นคนที่มีผู้ติดตาม เป็นอินฟลูเอนเซอร์ไม่ใช่อย่ากจะพูดอย่างจะทำอะไรก็ทำ

เมื่อถามถึงความคืบหน้าคดีฮั้ว สว.ที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมถึงขั้นไหนแล้ว นายอนุทิน กล่าวว่า “ไม่ทราบ เพราะไม่ได้เกี่ยวข้อง” เมื่อถามว่า ไม่ได้กังวลใจกับคดีนี้ใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “ถามอย่างนี้แปลว่าอะไร ไม่ได้ทำจะไปกังวลอะไร ถ้ามีส่วนเกี่ยวข้องคงโดนไปนานแล้ว เพราะคดีนี้เพิ่มมาตั้งแต่ผมยังไม่ได้เป็นนายกฯ จึงไม่ต้องมีใครมาเกรงใจ และผมไปเป็นฝ่ายค้าน 3 – 4 เดือน ไม่มีอำนาจวาสนาอะไรเลย จะไปต่อรองอะไรกับใครได้ สิ่งที่ยืนยันได้คือไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและไม่มีความจำเป็นต้องเข้าไปเกี่ยวข้องและไม่มีความคิดเข้าไปเกี่ยวข้อง”

รัฐบาลไม่กังวล มิน อ่อง หล่าย เยือนไทย ยันไม่กระทบภาพลักษณ์

รัฐบาลไม่กังวล มิน อ่อง หล่าย เยือนไทย ยันไม่กระทบภาพลักษณ์

รัฐบาลไม่กังวล มิน อ่อง หล่าย เยือนไทย ยันไม่กระทบภาพลักษณ์

วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.11 น.

“โฆษกรัฐบาล” แจง ไม่กังวล “มิน อ่อง หล่าย” เยือนไทย กระทบภาพ รบ. เหตุเป็นประเทศเพื่อนบ้าน คนอื่นไม่เข้าใจ บอก ถ้าเมียนมา เกิดสันติภาพ ไทยได้ประโยชน์ เผย “นายกฯ”จ่อถกหลายเรื่อง “ยาเสพติด-สารพิษในแม่น้ำ-
สแกมเมอร์” 

 
เมื่อวันที่ 22 ก.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณี พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา มีกำหนดการเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในช่วงต้นเดือน ส.ค.ว่า ค่อยๆ ให้เมียนมาเข้ามามีบทบาทในอาเซียนมากขึ้น ส่วนประเทศไทยจะเดินหน้าในเรื่องของการช่วยเหลือสร้างสันติภาพในประเทศของเขา เพราะถ้าเมียนมาสงบสุข คนที่อยู่ในชายแดนในประเทศไทยจะมีความสุขไปด้วย ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นเมียนมาก็มีความเกี่ยวข้องกับประเทศไทย ถ้าจะให้เกิดการแก้ปัญหาความร่วมมือระหว่างประเทศได้ผล จึงต้องให้ผู้นำประเทศได้คุยกัน โดยเร็วๆ นี้ นายกฯได้เชิญพล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา มาเยือนประเทศไทย 
 
ผู้สื่อข่าวถามว่า จะมีวาระหารือเรื่องอะไรบ้าง น.ส.รัชดา กล่าวว่า จะมีการหารือทุกเรื่อง ทั้งเรื่องสันติภาพ การแก้ปัญหายาเสพติด สแกมเมอร์ ปัญหาสิ่งแวดล้อม การเผาต่างๆ หรือสารพิษในแม่น้ำ ซึ่งมีผลเชื่อมต่อทั้งสองประเทศ ดังนั้น ทุกเรื่องต้องนำมาคุยกัน เพราะเราเป็นประเทศที่อยู่ติดกัน ที่สำคัญ สิ่งที่ทางเมียนมาขอบคุณประเทศไทยคือ เรื่องของความจริงใจที่รัฐบาลยื่นให้เขา เปิดพื้นที่ให้เขา ได้มีโอกาสที่จะกลับมาสู่ประชาคมอาเซียนจากการจัดเวทีอย่างไม่เป็นทางการของรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนที่ให้รัฐมนตรีต่างประเทศของอาเซียนทุกคนได้มาพบปะพูดคุย รวมถึงเมียนมาด้วย ถือเป็นจุดริเริ่มที่สำคัญมาก และถือเป็นความจริงใจของรัฐบาลไทย 
 
เมื่อถามว่า เรื่องมลพิษจะพูดกันในเชิงไหน น.ส.รัชดา กล่าวว่า มีการพูดแน่นอน สืบเนื่องจากรัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมาได้มาพบกับนายกฯ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เขารับทราบปัญหาว่า ปัญหาที่กระทบกับคนไทยมาจากเมียนมา ดังนั้น หลายเรื่องเขาพร้อมที่จะช่วยเหลือ แต่สิ่งที่เขาอยากจะได้จากเราด้วยคือ ความร่วมมือทางวิชาการในเรื่องการเผาและมลพิษต่างๆ เขาอยากให้เราไปช่วย และจะมีอีกหลายเรื่องที่จะได้ร่วมมือกันสร้างสิ่งดีๆ ให้เกิดขึ้น เพื่อประชาชน  
 
เมื่อถามอีกว่า กังวลเรื่องภาพของรัฐบาล พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา ที่คนมองเป็นภาพลบหรือไม่ น.ส.รัชดา กล่าวว่า ไม่กังวล เพราะคนอื่นที่ไม่ใช่ประเทศเพื่อนบ้านคงไม่เข้าใจว่า ในความเป็นประเทศเพื่อนบ้านเราต้องอยู่ด้วยกัน ถ้ามีสันติภาพและสิ่งดีๆ เกิดขึ้นในเมียนมา คนไทยและประเทศไทยจะได้ประโยชน์ตรงนั้นด้วย เราต้องช่วยกัน ไม่ใช่ไปกีดกันเขา 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา มีกำหนดการเยือนประเทศไทยเพื่อจะเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำระดับภูมิภาค (BIMSTEC) ที่ กทม.ในช่วงต้นเดือน ส.ค.นี้

นายกฯ ประกาศวิสัยทัศน์ Green Thailand ชูเศรษฐกิจสีเขียวเป็นรากฐานการเติบโตระยะยาว

นายกฯ ประกาศวิสัยทัศน์ Green Thailand ชูเศรษฐกิจสีเขียวเป็นรากฐานการเติบโตระยะยาว

นายกฯ ประกาศวิสัยทัศน์ Green Thailand ชูเศรษฐกิจสีเขียวเป็นรากฐานการเติบโตระยะยาว

วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.02 น.

นายกฯ ประกาศวิสัยทัศน์ Green Thailand บนเวที Green Bridge Forum ชูเศรษฐกิจสีเขียวเป็นรากฐานการเติบโตระยะยาว ย้ำ ธรรมาภิบาลคือกุญแจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน พร้อมผลักดันความร่วมมือโลกด้านสิ่งแวดล้อม

เมื่อวันที่ 22 ก.ค.2569 ที่ศูนย์การประชุมนานาชาตินงนุชพัทยา จังหวัดชลบุรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดและกล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “Navigating the Green Transition: Thailand’s Vision for Sustainable Development and Global Climate Action” ในการประชุมเสวนาคณะทำงานด้านการตรวจสอบสิ่งแวดล้อมระดับภูมิภาคและภาคีที่เกี่ยวข้อง ครั้งที่ 1 (The 1st Green Bridge Forum) ซึ่งจัดโดยสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน โดยมีผู้แทนองค์กรตรวจเงินแผ่นดินสูงสุดจากหลายประเทศเข้าร่วม เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางส่งเสริมธรรมาภิบาลด้านสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาที่ยั่งยืน

นายกรัฐมนตรีกล่าวแสดงความยินดีที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม Green Bridge Forum ครั้งแรก พร้อมชื่นชมสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินที่ริเริ่มเวทีความร่วมมือระดับนานาชาติ ซึ่งสะท้อนบทบาทของประเทศไทยในการผลักดันธรรมาภิบาลด้านสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาที่ยั่งยืน

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ปัจจุบันทุกประเทศกำลังเผชิญความท้าทายร่วมกันในการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อม โดย Green Transition ไม่ใช่เพียงนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจครั้งสำคัญของโลก ประเทศที่สามารถปรับตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะมีศักยภาพในการดึงดูดการลงทุน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน และเพิ่มความพร้อมในการรับมือกับวิกฤตในอนาคต

นายกรัฐมนตรียืนยันว่า ประเทศไทยยึดหลักการพัฒนาเศรษฐกิจและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมควบคู่กัน โดยมองว่าความยั่งยืนไม่ใช่ข้อจำกัดของการพัฒนา แต่เป็นรากฐานสำคัญของความมั่งคั่งในระยะยาว พร้อมเดินหน้าสร้างเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีนวัตกรรม และมีความยืดหยุ่น ผ่านการลงทุนด้านพลังงานสะอาด โครงสร้างพื้นฐานสมัยใหม่ อุตสาหกรรมแห่งอนาคต การบริหารจัดการทรัพยากรอย่างรับผิดชอบ และการส่งเสริมนวัตกรรมที่ช่วยเพิ่มผลิตภาพควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

นายกรัฐมนตรียังเน้นย้ำว่า การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวจะเกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม ต้องอาศัยธรรมาภิบาลที่เข้มแข็ง การใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า การดำเนินนโยบายที่สามารถวัดผลได้ และความโปร่งใสตรวจสอบได้ พร้อมระบุว่า สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินมีบทบาทสำคัญในการประเมินผลสัมฤทธิ์ของนโยบายภาครัฐ สนับสนุนการกำหนดนโยบายบนพื้นฐานของข้อมูล สร้างความโปร่งใส และเสริมสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนและนักลงทุน

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ในโลกที่เชื่อมโยงถึงกัน ความไว้วางใจถือเป็นทุนสำคัญของการพัฒนา เพราะช่วยส่งเสริมการลงทุน ความร่วมมือระหว่างประเทศ และการปฏิรูปเชิงโครงสร้างในระยะยาว โดยองค์กรตรวจสอบอิสระมีบทบาทสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นดังกล่าว

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า แนวคิด Green Bridge เปรียบเสมือนสะพานที่เชื่อมนโยบายกับการปฏิบัติ เชื่อมนวัตกรรมกับความรับผิดชอบ เชื่อมการเติบโตทางเศรษฐกิจกับการดูแลสิ่งแวดล้อม และเชื่อมลำดับความสำคัญของแต่ละประเทศเข้ากับความร่วมมือระดับโลก พร้อมย้ำว่า ไม่มีประเทศใดสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้โดยลำพัง ประเทศไทยจึงพร้อมทำงานร่วมกับประชาคมโลก และเดินหน้ามีบทบาทในคณะทำงานด้านการตรวจสอบสิ่งแวดล้อมขององค์การระหว่างประเทศขององค์กรตรวจเงินแผ่นดินสูงสุด (INTOSAI Working Group on Environmental Auditing) เพื่อส่งเสริมธรรมาภิบาลด้านสิ่งแวดล้อม ความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และการพัฒนาที่ยั่งยืน

ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวเป็นทั้งความท้าทายและโอกาสสำคัญของโลก หากทุกประเทศร่วมมือกันด้วยวิสัยทัศน์ นวัตกรรม ความเป็นหุ้นส่วน และธรรมาภิบาลที่ดี จะสามารถสร้างเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง สังคมที่มีภูมิคุ้มกัน และอนาคตที่ยั่งยืนให้แก่คนรุ่นต่อไป พร้อมยืนยันว่าประเทศไทยในฐานะประธานคณะทำงานด้านการตรวจสอบสิ่งแวดล้อมขององค์การสถาบันตรวจเงินแผ่นดินระหว่างประเทศ จะทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสีเขียวด้วยหลักธรรมาภิบาลและความโปร่งใส อันจะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

นายกฯ ทบทวนแลนด์บริดจ์ ปรับแผนเร่งลงทุน Missing Links เชื่อมไทยสู่ฮับโลจิสติกส์อาเซียน

นายกฯ ทบทวนแลนด์บริดจ์ ปรับแผนเร่งลงทุน Missing Links เชื่อมไทยสู่ฮับโลจิสติกส์อาเซียน

นายกฯ ทบทวนแลนด์บริดจ์ ปรับแผนเร่งลงทุน Missing Links เชื่อมไทยสู่ฮับโลจิสติกส์อาเซียน

วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 08.42 น.

22 กรกฎาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มอบนโยบายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทบทวนแนวทางการพัฒนาโครงการแลนด์บริดจ์ ควบคู่กับการเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถดำเนินการได้ทันที โดยเฉพาะการเติมเต็มจุดเชื่อมต่อโครงข่ายคมนาคมที่ยังขาดความสมบูรณ์ (Missing Links) ทั้งระบบรางและระบบถนน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง การค้า และการลงทุนของประเทศ

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบจากการเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค หากสามารถเติมเต็มโครงข่ายคมนาคมที่ยังขาดช่วง จะช่วยให้การขนส่งสินค้ารวดเร็วขึ้น ลดต้นทุนโลจิสติกส์ เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และดึงดูดการลงทุนได้โดยไม่จำเป็นต้องรอโครงการขนาดใหญ่แล้วเสร็จ

โฆษกรัฐบาล กล่าวว่า สถานการณ์ความไม่แน่นอนของเส้นทางเดินเรือโลก โดยเฉพาะจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ยิ่งตอกย้ำความสำคัญของการมีเครือข่ายคมนาคมที่เชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อ ทั้งทางถนน ทางราง ทางทะเล และทางอากาศ เพื่อสร้างความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานในระยะยาว

หนึ่งในแนวทางสำคัญที่รัฐบาลผลักดัน คือการเติมเต็ม Missing Links ตามแนวระเบียงเศรษฐกิจเหนือ-ใต้ (North–South Economic Corridor) ซึ่งเชื่อมจีน สปป.ลาว ไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ ทั้งนี้ ในการหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีกับนายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างการเยือนจีนอย่างเป็นทางการที่ผ่านมา นายกฯ ก็ได้กล่าวถึงความตั้งใจของรัฐบาลที่จะเร่งผลักดันการเชื่อมโยงทางรถไฟจากอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ไปยังเมืองนาเตยของ สปป.ลาว และต่อเนื่องถึงเมืองโม่ฮันของจีน เพื่อให้โครงข่ายรถไฟของภูมิภาคเชื่อมต่อกันอย่างสมบูรณ์ เพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งสินค้าและเสริมศักยภาพการค้าระหว่างประเทศ

สำหรับระยะเร่งด่วน รัฐบาลจะเร่งพัฒนาท่าเรือจังหวัดระนอง พร้อมเชื่อมโยงกับจังหวัดชุมพรผ่านระบบรางและระบบถนน เพื่อเพิ่มทางเลือกในการขนส่งสินค้าระหว่างมหาสมุทรอินเดียและอ่าวไทย โดยจะพิจารณาความคุ้มค่า รูปแบบการลงทุน และผลตอบแทนทางเศรษฐกิจอย่างรอบด้าน ก่อนกำหนดแนวทางดำเนินการในขั้นต่อไป

“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการลงทุนที่ทำได้จริง เห็นผลเร็ว และสร้างประโยชน์ต่อประชาชนและภาคธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม การเติมเต็มโครงข่ายคมนาคมที่ยังขาดช่วง จะช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ เพิ่มโอกาสทางการค้า การลงทุน และยกระดับบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการเชื่อมโยงของภูมิภาค ควบคู่กับการศึกษาการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุดต่อประเทศ” นางสาวรัชดา กล่าว

ผวาบัตรคนจนทำพิษ หนูสั่งด่วน จี้ทบทวนเกณฑ์ใหม่ ต้องวิ่งเข้าหาประชาชน

ผวาบัตรคนจนทำพิษ หนูสั่งด่วน จี้ทบทวนเกณฑ์ใหม่ ต้องวิ่งเข้าหาประชาชน

ผวาบัตรคนจนทำพิษ หนูสั่งด่วน จี้ทบทวนเกณฑ์ใหม่ ต้องวิ่งเข้าหาประชาชน

วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ผวาบัตรคนจนทำพิษ หนูสั่งด่วน จี้ทบทวนเกณฑ์ใหม่ ต้องวิ่งเข้าหาประชาชน เศร้ายายรอคิวเป็นลมดับ

นายกฯ ไม่สบายใจ ปมเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐทำคนเดือดร้อนอื้อ สั่งหน่วยงานวิ่งหาประชาชนด่วน แก้ปัญหาเชิงรุก ลั่นไม่ใช่ให้ ปชช.ต้องวิ่งเข้าหา ให้ทบทวนเกณฑ์ใหม่ เข้าครม.สัปดาห์หน้า จ่อขยายเวลาอุทธรณ์ ด้าน รมว.พม. เผยกลุ่มเปราะบาง พม. ผ่านแค่ 2 แสนคน เตรียมประสาน มท. ลงพื้นที่สำรวจเพิ่มเติม รมว.ศธ.เปิดตัวเลข นักศึกษา สกร.ยื่นอุทธรณ์แล้ว 53,000ราย ยันช่วยเต็มที่ ด้าน“เอกนิติ”ย้ำต้องช่วยคนที่เดือดร้อนจริง พร้อมสั่งล้างบางขบวนการหลอกใช้ชื่อชาวบ้านสวมสิทธิ ส่วนที่น่านสุดเศร้า! ยายวัย 69 ปี เหมารถลงจากดอย ยื่นอุทธรณ์ทบทวนสิทธิ เป็นลมดับ

เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เดินทางเข้ามาในทำเนียบรัฐบาลในเวลา 08.50 น. ได้เรียกนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง,นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมหารือถึงปัญหาบัตรสวัสดิการแห่งรัฐซึ่งเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนักในขณะนี้ ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ก่อนที่จะมาประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ตึกบัญชาการในเวลา 10.00 น.

กลุ่มเปราะบางพม.ผ่านแค่2แสนคน

นายนิกร โสมกลาง รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ให้สัมภาษณ์ก่อนประชุมครม. ถึงการสำรวจข้อมูลเพื่อทบทวนสิทธิ์ผู้ขอบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในส่วนที่พม.ดูแลว่า มีการยื่นรายชื่อสำรวจไป 1 ล้านคน แต่ผ่านเกณฑ์ประมาณ 2แสนคนจึงต้องมีการตรวจสอบว่าทำไมถึงมีการตกหล่น โดยจะทำงานร่วมกับกระทรวงมหาดไทย และรอรายละเอียดจากที่ประชุมครม.วันนี้ว่าจะมีความชัดเจนในการบริหารจัดการอย่างไรในส่วนของ พม.เจ้าหน้าที่ได้สแตนด์บาย รวบรวมรายชื่อที่ได้ทำกับฝ่ายปกครอง เพื่อดำเนินการตามหลักเกณฑ์ต่อไป โดยต้องรอการหารืออีกครั้ง จึงอยากฝากให้ผู้พิการ ผู้สูงอายุ สามารถยื่นอุทธรณ์ได้ ซึ่งเป็นไปตามขั้นตอน โดยเตรียมข้อมูลและหลักฐานไว้

นศ.สกร.ยื่นอุทธรณ์แล้ว53,000คน

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ พร้อมด้วยนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์รมช.ศึกษาธิการ และ น.ส.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ แถลงข่าวภายหลังการหารือถึงการปรับหลักเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐในสัดส่วนของนักเรียน นักศึกษานอกระบบของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ว่านักศึกษาอายุ 18 ปี ที่อยู่ในข่ายได้รับผลกระทบมีทั้งหมดประมาณ 270,000 คน แต่จากตัวเลขที่ลงทะเบียนและได้รับผลกระทบประมาณ 53,000 คน ซึ่ง สกร.เปิดโอกาสให้มีการอุทธรณ์จนถึงวันที่ 31 ก.ค. คาดว่าจะมี 1 แสนคนที่ยื่นอุทธรณ์ คิดเป็น 60-70% ของยอดนักศึกษาที่มีอยู่

ขอนักศึกษาอย่าเพิ่งลาออก

ซึ่งในการประชุมครม. วันนี้ กระทรวงศึกษาธิการ จะให้ข้อมูลต่อที่ประชุม เพื่อนำไปสู่การพิจารณาปรับหลักเกณฑ์โดยในส่วนของ 53,000 คนนี้ คือกลุ่มที่กรอกข้อมูลแล้ว ซึ่งตอนนี้ตัวเลขยังไม่นิ่ง โดยรวมประมาณ 55,000 คนที่ยื่นเรื่องเข้ามา คาดว่าจากนี้ไปจนถึงวันสิ้นสุดการยื่นอุทธรณ์จะมีถึงแสนคน โดยจะส่งเรื่องให้คลังทีเดียวเลย

ทั้งนี้ สกร.มีความห่วงใยต่อนักศึกษาที่ลาออก ขอให้ประวิงเวลาการลาออกออกไปก่อน เพราะกระทรวงศึกษาธิการไม่อยากให้ใครหลุดออกจากระบบการเรียนการสอน

ช่วยเหลือไม่ให้ต้องทิ้งการเรียน

ด้านนายอัครนันท์ ในฐานะกำกับดูแล สกร. กล่าวว่า สกร.ช่วยกันอุทธรณ์รายชื่อที่ยื่นมาทั้งหมด โดยจะช่วยยื่นอุทธรณ์เพื่อให้ไม่ต้องลาออกจากการเรียน ซึ่งการเรียนนอกระบบไม่ได้มีเฉพาะเด็ก แต่มีผู้ใหญ่ด้วย ในส่วนนี้จะช่วยกันเพื่อให้ได้รับสิทธิ

น.ส.เกศทิพย์กล่าวว่า ในส่วนของนักศึกษา สกร. จากที่ดู 270,000 คน มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีการขอบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ตั้งแต่ปีที่แล้วและมีอย่างต่อเนื่อง แต่เนื่องจากปีนี้ติดข้อกำหนดที่เป็นเรื่องนักศึกษา แต่เป็นนักศึกษานอกระบบ ทำงานและเป็นคนเปราะบางที่ต้องหารายได้ และเรียนรู้ไปด้วย

‘เอกนิติ’ย้ำช่วยคนเดือดร้อนจริง

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ได้เปิดเผยถึงความคืบหน้าและการปรับปรุงหลักเกณฑ์โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 ว่า ภายหลังจากปฏิบัติภารกิจในต่างประเทศ นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำถึงจุดประสงค์สำคัญในการทบทวนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อต้องการช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อนจริงๆ โดยที่ผ่านมาไม่มีการนำคนใหม่เข้าสู่ระบบมานานกว่า 4-5 ปี การทบทวนครั้งนี้จึงถือเป็นหัวใจสำคัญที่สามารถดึงกลุ่มคนยากจนที่ตกสำรวจและยังไม่อยู่ในระบบเดิมเข้ามาได้เพิ่มขึ้นถึง 2.3 ล้านคน

นายเอกนิติ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาได้รับฟังและเห็นใจ มีคนหลุดออกไปด้วย เพราะจนปลอม สิ่งที่ต้องช่วยคือคนเดือดร้อนจริง ได้ประสานกระทรวงมหาดไทย จัดตั้งศูนย์ One Stop Service เพื่อช่วยทบทวนสิทธิและดูแลประชาชนในเชิงรุก เนื่องจากระบบของประเทศไทยที่พบคือ ประเทศไทยไม่มีถังข้อมูลที่ทันสมัย หลังจากทบทวนเกณฑ์ตามที่ประชาชนเรียกร้อง เช่น รถเก่า ซึ่งได้ประสานกับกระทรวงคมนาคม และจะทบทวนเกณฑ์ให้

สั่งจัดการแก๊งใช้ชื่อชาวบ้านสวมสิทธิ

นายเอกนิติ กล่าวว่า นอกจากนี้ สิ่งที่พบอีกอย่างคือระบบข้อมูลในประเทศไทย พบการหลอกชาวบ้านจำนวนมากที่เอาข้อมูลชาวบ้านไปจดทะเบียนในบริษัท ซื้อหุ้นตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นทุนเทา เป็นกรรมการ เพื่อเอาสิทธิไปลดหย่อนภาษี โดยเจ้าตัวไม่รู้เรื่อง ซึ่งใช้ชื่อชาวบ้าน วันนี้ข้อมูลถูกออกมาหมดอย่างไรก็ตามเมื่อมีข้อมูลออกมาหมด หลังจากนี้เมื่อเข้าไปช่วยดูแลแล้ว ต่อไปจะจัดการกับคนที่ทำชาวบ้านเดือดร้อน โดยได้มอบหมายนโยบายไปแล้ว ตนเห็นใจ จะขยายเวลาอุทธรณ์ให้ และพยายามดูแลคนเดือดร้อนจริงที่สุด

“บัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นแค่เครื่องมือหนึ่ง เรายังมีอีกหลายเครื่องมือ เป็นตาข่ายรองรับ ซึ่งบัตรสวัสดิการฯ จุดประสงค์คือช่วยคนที่ไม่มีอะไรใครดูแลเลย กวาดมาได้ 2.3 ล้านคน และยังมีการดูแลผู้สูงอายุ บัตรคนพิการ สิทธิเรียนฟรี รวมอีก 72สวัสดิการทั้งนี้ เน้นย้ำ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เข้ามาช่วยคนเดือดร้อนที่สุด โดยเตรียมนำเข้าพิจารณาในคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม และขยายทบทวนสิทธิให้ด้วย” นายเอกนิติ กล่าว

นายกฯสั่งอำนวยความสะดวกปชช.

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม เปิดผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ได้มีข้อสั่งการในที่ประชุมครม. ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน ในการอุทธรณ์สิทธิ์สวัสดิการแห่งรัฐ โดยเน้นการเข้าถึงพื้นที่และปรับปรุงระเบียบเพื่อลดภาระประชาชน พร้อมยืนยันรัฐบาลมุ่งสร้างความถูกต้องและเป็นธรรมในระบบฐานข้อมูล โดยสั่งการให้กระทรวงมหาดไทยจัดพื้นที่อุทธรณ์ และส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สำรวจรายชื่อประชาชนที่ไม่สามารถเดินทางมาเองได้ นอกจากช่องทางเดิมอย่างธนาคารกรุงไทย และ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) แล้ว รัฐบาลได้เพิ่มจุดบริการที่สำนักงานขนส่ง และที่ว่าการอำเภอ โดยในอนาคตจะมี “อำเภอเคลื่อนที่”ลงไปให้บริการถึงศาลากลางหมู่บ้านเพื่ออำนวยความสะดวกสูงสุด

ให้ปรับปรุงเกณฑ์สิทธิยานพาหนะ

ในส่วนของกระทรวงคมนาคม ได้สั่งการให้ กรมการขนส่งทางบกปรับปรุงเกณฑ์พิจารณาสิทธิ์เกี่ยวกับยานพาหนะ และยกเว้นค่าธรรมเนียม โดยรถยนต์ที่มีอายุเกิน 20 ปี และรถจักรยานยนต์ที่มีอายุเกิน 15 ปี จะไม่นำมานับเป็นเกณฑ์ตัดสิทธิ์ส่วนรถจักรยานยนต์สามารถมีได้ 2 คัน แม้จะยังผ่อนชำระอยู่ก็ไม่เสียสิทธิ์ รวมถึงยกเว้นค่าธรรมเนียมในการขอตรวจสิทธิ์สำหรับประชาชน

ส่วนกรณีรถที่ไม่ได้ใช้งานนานแต่ยังมีชื่อค้างในระบบ หรือกรณีการโอนลอยและถูกแอบอ้างชื่อ รัฐบาลจะจัดให้มีกระบวนการพิสูจน์สิทธิ์และปรับปรุงระบบทะเบียนใหม่เพื่อไม่ให้ประชาชนเสียสิทธิ์โดยไม่จำเป็นอย่างไรก็ตาม เกณฑ์การอุทธรณ์เพิ่มเติมนั้น ทางกระทรวงการคลัง ขอชะลอเพื่อนำข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีไปพิจารณาให้ครบถ้วนทุกมิติก่อน โดยจะนำเข้าที่ประชุม ครม. อีกครั้งในสัปดาห์หน้า รวมทั้งขอให้ประชาชนรอฟังมติ ครม.เกี่ยวกับการพิจารณาโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 สัปดาห์หน้าเช่นกัน

ขอให้ประชาชนอย่าเพิ่งหลงเชื่อข่าวลือเรื่องกำหนดการวันที่ 1 ส.ค. หรือ 1 ต.ค. และขอให้รอความชัดเจนจากมติ ครม.เท่านั้น เพราะนายกฯ ได้มีแนวทางให้ พิจารณาขยายเวลาการอุทธรณ์ออกไป เพื่อให้ประชาชนที่ยังไม่ได้ดำเนินการไม่เสียสิทธิ์

ยันไม่ได้โยนภาระให้ประชาชน

นายสิริพงศ์ กล่าวย้ำว่า รัฐบาลมุ่งเป้าช่วยเหลือผู้ยากจนตัวจริง ซึ่งนายกฯ ยืนยันว่าการลงทะเบียนใหม่ครั้งนี้มีความจำเป็น เนื่องจากไม่ได้ปรับปรุงข้อมูลมา 3-4 ปีแล้ว ซึ่งพบว่ามีรายชื่อผู้ที่ควรได้รับสิทธิ์เพิ่มขึ้นกว่า 2 ล้านคน ขณะเดียวกันก็ต้องคัดกรองผู้ที่ร่ำรวยแต่ยังได้รับสิทธิ์อยู่ออกไปเพื่อความยุติธรรมดังนั้นรัฐบาลยืนยันว่าการดำเนินการครั้งนี้ไม่ใช่การโยนภาระให้ประชาชน แต่เป็นการจัดการระบบข้อมูลให้ถูกต้อง เพื่อป้องกันปัญหาทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนในอนาคตจากการโอนลอยหรือการมีชื่อในทรัพย์สินที่ไม่ได้ถือครองจริง

เมื่อถามว่าจะใช้ One Stop Service เพื่อไม่ให้ประชาชนเดินทางไปติดต่อหลายที่หรือไม่ นายสิริพงศ์ กล่าวว่า โดยปกติประชาชนไม่ต้องเดินทางก็ได้ ใช้ทางลัดผ่านธนาคารกรุงไทยและ ธ.ก.ส. รวมถึงกรมขนส่งทางบก ซึ่งสิ่งที่จะเพิ่มเติมใหม่คือการให้ไปติดต่อที่อำเภอ โดยทางอำเภอจะจัดหน่วยเคลื่อนที่ลงตามหมู่บ้าน

พยายามทุกทางในการช่วยชาวบ้าน

นายสิริพงศ์ กล่าวว่า คนที่ถูกตัดสิทธิ์ไปแล้ว ให้รอกระทรวงการคลังพิจารณาหลักเกณฑ์ ส่วนคนที่ยังไม่อุทธรณ์ ไม่ได้หมายความว่าสละสิทธิ์ เพราะมีการเลื่อนมติ ครม. ส่วนหลักเกณฑ์ต่างๆ ที่ขอยกเว้นเกี่ยวกับการครอบครองรถ กระทรวงคมนาคมได้เสนอแล้ว ยืนยันว่าไม่ใช่การโยนภาระให้ประชาชน แต่เป็นการพิสูจน์สิทธิ์ของแต่ละคน เป็นสิ่งที่จะต้องทำอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่เคยมีการดำเนินการในอดีต รัฐก็พยายามทุกทาง ในการช่วยเหลืออำนวยความสะดวก เอาข้อมูลเหล่านี้มาทำให้ถูกต้อง

ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิ์การโอน เช่นการโอนรถ หรือการโอนลอย อาจจะเป็นผลในทางที่ไม่ดีกับประชาชนในอนาคต เพราะทรัพย์สินไม่ได้อยู่กับเราแล้ว แต่สิทธิ์ยังเป็นชื่อเรา คนที่เอาไปทำผิด มีความเป็นไปได้ที่จะเกี่ยวพันกับเรา จึงถือโอกาสนี้ในการจัดระบบ

นายกฯไม่กังวลหรือน้อยใจที่ถูกวิจารณ์

เมื่อถามว่า นายกฯ กังวลหรือน้อยใจหรือไม่ ที่ประชาชนวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้ นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ไม่ เข้าใจว่าการมีปัญหาเป็นเรื่องธรรมดา เรื่องบัตรสวัสดิการแห่งรัฐถือเป็นความกล้าหาญของรัฐบาล ที่เรารู้อยู่แล้วว่าคนสมหวังย่อมดีใจ คนผิดหวังก็ต้องตำหนิ เป็นเรื่องธรรมดาในการขึ้นทะเบียนทุกครั้ง

คำถามคือ 3-4 ปีที่ผ่านมา ไม่มีการลงทะเบียนใหม่เลย คนที่ควรจะมีโอกาสรับสิทธิ์ เพิ่มขึ้นอีกกว่า 2 ล้านคน อาจจะมีประชาชนบางคนที่ยากจนจริง แต่หลุดออกไปเพราะหลักเกณฑ์เก่า ขณะที่วันนี้หากดูจากโลกโซเชียลจะเห็นว่า มีบางคนที่ดูแล้วร่ำรวย แต่ในอดีตที่ผ่านมาเขาก็ได้รับสิทธิ์ นี่คือการสร้างความเป็นธรรม เปิดโอกาสให้คนที่ควรได้ดังนั้นนายกฯไม่ได้น้อยใจ รัฐบาลทำสิ่งที่ถูกต้อง ยืนยันว่าหลักเกณฑ์ต่างๆ ใช้ดุลพินิจน้อยมาก โดยไม่ได้ใช้ดุลพินิจของผู้นำชุมชน เพียงแต่หลักเกณฑ์ต่างๆ เมื่อมาถึงการปฏิบัติ หากข้อไหนที่แข็งไปเราก็ปรับ

ยายวัย69หมดสติก่อนดับที่น่าน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกิดเหตุสลดใจขึ้นเมื่อวันที่ 20 ก.ค.ที่ผ่านมาโดย นางเงา รกไภร อายุ 69 ปี ชาวบ้านในพื้นที่หมู่ 2 ตำบลสกาด อำเภอปัว จังหวัดน่าน ซึ่งมีฐานะยากจน มีโรคประจำตัวความดันเบาหวาน มีบัตรประจำตัวคนพิการทางการเคลื่อนไหวได้เหมารถมาจากดอยสกาด เพื่อยื่นเรื่องขอยืนยันสิทธิและยื่นอุทธรณ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ พร้อมคนในหมู่บ้าน ที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สาขาปัว อำเภอปัว จังหวัดน่าน ก่อนเกิดอาการวูบเป็นลมหมดสติอย่างกะทันหันระหว่างรอรับบริการ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ธนาคารและหน่วยกู้ชีพในพื้นที่ได้เร่งเข้าปฐมพยาบาลและนำตัวส่งโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชปัวอย่างเร่งด่วน โดยทีมแพทย์สามารถปั๊มหัวใจช่วยให้สัญญาณชีพกลับคืนมาได้ชั่วคราว แต่ผู้ป่วยได้เสียชีวิตลงอย่างสงบในเวลาเวลา 04.00 น. ของวันที่ 21 ก.ค.2569

ผู้ว่าฯน่านลงพื้นที่-สั่งเยียวยาทันที

ภายหลังได้รับรายงาน นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ได้ลงมาติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมส่งโทรเลขสั่งการด่วนที่สุดให้หน่วยงานในพื้นที่อำเภอปัวเข้าพื้นที่ตรวจสอบและให้ความช่วยเหลือเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิตในทันที โดยในเบื้องต้น ทางอำเภอปัวได้มอบเงินช่วยเหลือเยียวยากลุ่มเปราะบางขั้นต้นแก่บุตรชายของผู้เสียชีวิต พร้อมทั้งประสานงานไปยังกิ่งกาชาดอำเภอปัวเพื่อพิจารณาจัดสรรงบประมาณและถุงยังชีพเสริมการดำรงชีพเพิ่มเติม นอกจากนี้ ยังได้มอบหมายให้องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) สกาด เข้ามาเป็นเจ้าภาพร่วมดูแลรับผิดชอบการประกอบพิธีทางศาสนาและศพของผู้เสียชีวิต ตลอดจนสิทธิประโยชน์พึงได้ตามระเบียบของทางราชการอย่างต่อเนื่อง

กำชับดูแลผู้สูงอายุ-พิการอย่างดี

นอกจากนี้ ผู้ว่าฯ น่านยังได้ออกข้อกำชับทางนโยบายไปยังหัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ และสถาบันการเงินของรัฐทุกแห่งในจังหวัดน่าน ให้เร่งรัดทบทวนแนวทางและการจัดระบบการให้บริการประชาชน (Service Design) โดยมุ่งเน้นกลุ่มผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ที่มีภาวะเสี่ยงด้านโรคประจำตัวหรือสุขภาพ ผ่านมาตรการความปลอดภัย 3 ด้าน คือ 1.การจัดการกายภาพ: จัดระบบคิวอัจฉริยะ ช่องบริการพิเศษ (Fast Track) และเพิ่มจุดพักคอยที่มีสภาพอากาศถ่ายเทสะดวก 2.ด้านการเฝ้าระวัง: จัดเจ้าหน้าที่คอยเดินตรวจสังเกตอาการ (Triage) ของประชาชนในแถวคอยอย่างใกล้ชิด และ 3.ด้านการเตรียมพร้อมกู้ชีพ: มีอุปกรณ์ปฐมพยาบาลเบื้องต้น และระบบประสาทงานส่งต่อทางการแพทย์ร่วมกับโรงพยาบาลในพื้นที่ทันทีเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน

ญาติผู้สูญเสียยังทำใจไม่ได้

ส่วนบรรยากาศที่บ้านของ นางเงา เต็มไปด้วยความโศกเศร้าของลูกหลาน ญาติพี่น้อง และชาวบ้านที่เดินทางมาร่วมแสดงความอาลัย

นางสาวอำไพร น้องสาวของผู้เสียชีวิต กล่าวว่า ครอบครัวยังทำใจไม่ได้ เหตุการณ์นี้ไม่น่าจะเกิดขึ้น เพราะในการลงทะเบียนครั้งก่อน ยายเงาได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอยู่แล้ว แต่ครั้งนี้เกิดความยุ่งยาก เพราะต้องเดินทางลงจากดอยเพื่อมายืนยันตัวตนอีกครั้ง จึงอยากให้รัฐบาลเห็นใจประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ทุรกันดาร และทบทวนขั้นตอนการดำเนินการให้เข้าถึงประชาชนมากกว่านี้

ชาวเบตงแห่แก้กรรมสิทธิ์รถ

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่สำนักงานขนส่งจังหวัดยะลา สาขาเบตง อำเภอเบตง จังหวัดยะลา มีประชาชนในพื้นที่ที่ตกเกณฑ์คุณสมบัติโครงการสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน) เดินทางมาขอตรวจสอบและแก้ไขข้อมูลการครอบครองและทะเบียนรถยนต์-รถจักรยานยนต์กันอย่างหนาตา เนื่องจากระบบตรวจสอบคุณสมบัติกลางแจ้งว่า ผู้ลงทะเบียนมีกรรมสิทธิ์การถือครองยานพาหนะเกินกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ซึ่งจากการตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกในระบบทะเบียนหลายราย พบปัญหาสำคัญคือ ระบบยังคงค้างชื่อผู้ลงทะเบียนเป็นผู้ครอบครองรถคันเก่าที่ได้ทำการซื้อขายเปลี่ยนมือไปนานแล้ว หรือเป็นซากรถยนต์รวมถึงรถที่ถูกยกเลิกการใช้งานไปแล้ว ส่งผลให้ประชาชนต้องเดินทางมาติดต่อที่สำนักงานขนส่งฯ เพื่อขอปรับปรุงฐานข้อมูลให้ถูกต้อง และนำเอกสารหลักฐานไปใช้ประกอบการยื่นอุทธรณ์สิทธิต่อไป

ราชกิจจาฯ เผยแพร่ ประกาศกระทรวงมหาดไทย ขอสละสัญชาติไทย จำนวน 91 ราย

ราชกิจจาฯ เผยแพร่ ประกาศกระทรวงมหาดไทย ขอสละสัญชาติไทย จำนวน 91 ราย

ราชกิจจาฯ เผยแพร่ ประกาศกระทรวงมหาดไทย ขอสละสัญชาติไทย จำนวน 91 ราย

วันอังคาร ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 20.17 น.

วันที่ 21 กรกฎาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่อง การเสียสัญชาติไทย

ด้วยชายหรือหญิงซึ่งมีสัญชาติไทยและได้สมรสกับคนต่างด้าว และมีกฎหมายว่าด้วยสัญชาติของประเทศนั้น ๆ ยอมรับให้ถือสัญชาติของภริยาหรือสามีได้ ซึ่งปัจจุบันได้ขอถือสัญชาติของภริยาหรือสามีแล้ว และมีความประสงค์จะสละสัญชาติไทย โดยได้แสดงความจำนงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามแบบและวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวงไว้ถูกต้อง และรัฐมนตรีได้สั่งอนุมัติตามระเบียบปฏิบัติ

ตามกฎกระทรวง (พ.ศ. 2510) ออกตามความในพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 ย่อมสละสัญชาติไทยได้ตามความในมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2555

กรณีดังกล่าวมีผลให้ชายหรือหญิงซึ่งมีสัญชาติไทยและได้สมรสกับคนต่างด้าว เสียสัญชาติไทยโดยการสละสัญชาติไทยตามความในมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 จำนวน 91 ราย โดยมีรายชื่อ ดังต่อไปนี้

อ่านฉบับเต็ม : คลิก

บิ๊กดุลย์ เชิญข่าวสด หารือแนวทางเสนอข่าว ด้านความมั่นคง ย้ำไม่มีเจตนาร้าย ปมแผนที่

บิ๊กดุลย์ เชิญข่าวสด หารือแนวทางเสนอข่าว ด้านความมั่นคง ย้ำไม่มีเจตนาร้าย ปมแผนที่

บิ๊กดุลย์ เชิญข่าวสด หารือแนวทางเสนอข่าว ด้านความมั่นคง ย้ำไม่มีเจตนาร้าย ปมแผนที่

วันอังคาร ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.11 น.

บิ๊กดุลย์ เชิญข่าวสดหารือแนวทางเสนอข่าวด้านความมั่นคง ไม่ให้เกิดผลกระทบขึ้นอีกในนาคต กรณีแผนที่ทหารไม่มีเจตนาร้าย ที่ผ่านมาข่าวสดและกองทัพประสานข้อมูลกันดีมาตลอด จากนี้ต้องรอบคอบและขอโทษประชาชนหากไม่สบายใจ

เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม ที่กระทรวงกลาโหม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้เชิญผู้บริหารหนังสือพิมพ์ข่าวสดเข้าหารือ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการนำเสนอข่าวที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ด้านความมั่นคง และร่วมกันทบทวนแนวทางการทำงานเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดในการสื่อสารต่อสาธารณชน ไม่ให้กระทบต่อความมั่นคงทางทหารและเพื่อไม่ให้ประชาชนคนไทยเกิดความไม่สบายใจ

ในโอกาสดังกล่าว ผู้บริหารหนังสือพิมพ์ข่าวสดชี้แจงว่า การเผยแพร่ข่าวและภาพกรณีแผนที่ทหารที่เป็นประเด็น ไม่ได้มีเจตนาสร้างผลกระทบหรือเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่เหมาะสมอย่างแน่นอน การทำหน้าที่สื่อของข่าวสดในกรณีความขัดแย้งชายแดนตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ข่าวสดและกองทัพได้ประสานงานและให้ความร่วมมือกันเป็นอย่างดี ข่าวสดยึดมั่นในการทำหน้าที่สื่อ นำเสนอข้อเท็จจริงตรงไปตรงมา แต่พร้อมๆกันก็คำนึงถึงความละเอียดอ่อนของสถานการณ์ ยึดในประโยชน์ของประเทศและความมั่นคงของชาติไทยเป็นสำคัญ โดยหากได้รับการประสานจากกองทัพให้แก้ไขหรือนำข้อมูลออกจากระบบ ก็จะดำเนินการโดยเร็วทุกครั้ง อีกทั้งการนำเสนอภาพข่าวในเรื่องชายแดน มีความร่วมมืออย่างดีกับกองทัพอย่างราบรื่น

สำหรับกรณีที่เป็นประเด็นในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อรายงานข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุเจ้าหน้าที่ทหารได้รับบาดเจ็บจากทุ่นระเบิด พร้อมทั้งสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องต่อประชาชน เพื่อลดความสับสนจากกระแสข่าวที่เผยแพร่ในวงกว้าง และคำนึงถึงขวัญกำลังใจของกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ โดยข้อมูลและภาพข่าว ทางข่าวสดก็ประสานความร่วมมือกับกองทัพอย่างใกล้ชิด ซึ่งทางกองทัพเข้าใจในเหตุที่เกิดขึ้นอย่างดี ว่าไม่มีใครเจตนาร้ายจะทำให้ฝ่ายไทยสูญเสียความลับทางทหาร อย่างไรก็ตามพล.อ.อดุลย์เน้นย้ำว่า ให้ช่วยกันตรวจสอบการเสนอข่าวอย่างรอบคอบ คำนึงถึงความมั่นคง เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดเช่นนี้อีก 

ทั้งนี้ การหารือระหว่างกระทรวงกลาโหมและผู้บริหารหนังสือพิมพ์ข่าวสด มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจอันดี และกำหนดแนวทางความร่วมมือในการนำเสนอข่าวอย่างรอบคอบ ถูกต้อง และเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดขึ้นอีกในอนาคต ส่วนข่าวที่เกิดประเด็นนั้น ทั้งสองฝ่ายเชื่อมั่นว่าไม่มีเจตนาร้ายใดๆ แต่หากทำให้ประชาชนเกิดความไม่สบายใจ ก็ต้องขออภัยอย่างสูง