ผู้แทนคิวบาวอล์กเอาต์ ฉุนทรัมป์ตราหน้าเป็น “รัฐที่ล้มเหลว” กลางเวทีประชุม UNGA

ผู้แทนคิวบาวอล์กเอาต์ ฉุนทรัมป์ตราหน้าเป็น “รัฐที่ล้มเหลว” กลางเวทีประชุม UNGA

23 ก.ย. 2569 05:28 น.

ผู้แทนคิวบาวอล์กเอาต์ ฉุนทรัมป์ตราหน้าเป็น “รัฐที่ล้มเหลว” กลางเวทีประชุม UNGA

ผู้แทนจากประเทศคิวบา วอล์กเอาต์ ออกจากที่ประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ หลังโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวโจมตีพวกเขาว่าเป็น “รัฐที่ล้มเหลว” และกำลังจะ “ล่มสลาย”

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า คณะผู้แทนจากประเทศคิวบา นำโดย บรูโน โรดริเกซ พาร์ริลลา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ลุกขึ้นและเดินออกจากห้องประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ (UNGA) ทันที ในระหว่างที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ กล่าวสุนทรพจน์และโจมตีระบบการปกครองของคิวบาอย่างหนักหน่วง

ทรัมป์ระบุบนเวที UN ว่า รัฐบาลคอมมิวนิสต์คิวบากำลังเผชิญกับแรงกดดันมหาศาลอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน พร้อมตราหน้าคิวบาว่าเป็น “รัฐที่ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง” และทำนายว่ารัฐบาลคิวบา “กำลังล้มเหลวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน และกำลังจะล่มสลาย”

ทรัมป์เปิดเผยเพิ่มเติมว่า มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ กำลังอยู่ระหว่างการเจรจาอย่างเข้มข้นกับรัฐบาลฮาวานาเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงพื้นฐานในคิวบา โดยระบุว่า “มารอดูกันว่าจะเกิดอะไรขึ้น”

ด้านคณะผู้แทนคิวบาตัดสินใจเดินวอล์กเอาต์ออกจากห้องประชุมทันทีที่ทรัมป์เริ่มกล่าวถ้อยคำดังกล่าว โดยรัฐมนตรีต่างประเทศคิวบา บรูโน โรดริเกซ โต้ตอบผ่าน X ว่า ทรัมป์กำลังแพร่กระจาย “ความเท็จ”

“รัฐบาลสหรัฐฯ ไม่มีความสามารถที่จะยอมรับได้ว่า คิวบาเป็นและมีสิทธิ์ที่จะเป็นประเทศที่มีอธิปไตยและอิสรภาพอย่างสมบูรณ์” ข้อความของนายโรดริเกซระบุ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์ลงนามข้อตกลงความมั่นคง “กรีนแลนด์” แล้ว นอกรอบประชุม UNGA

ทรัมป์ลงนามข้อตกลงความมั่นคง “กรีนแลนด์” แล้ว นอกรอบประชุม UNGA

23 ก.ย. 2569 04:45 น.

ทรัมป์ลงนามข้อตกลงความมั่นคง “กรีนแลนด์” แล้ว นอกรอบประชุม UNGA

โดนัลด์ ทรัมป์ กับผู้นำเดนมาร์กและกรีนแลนด์ ร่วมลงนามในข้อตกลงความมั่นคงภูมิภาคอาร์กติกแล้ว โดยจะให้สิทธิ์สหรัฐฯ เข้าไปทำกิจกรรมทางทหารมากขึ้น ขณะที่รักษาอธิปไตยของกรีนแลนด์เอาไว้

เมื่อวันอังคารที่ 22 ก.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ลงนามในข้อตกลงร่วมกับนายกรัฐมนตรีเดนมาร์กและนายกรัฐมนตรีกรีนแลนด์ นอกรอบการประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ (UNGA) ในกรุงนิวยอร์ก เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงในภูมิภาคอาร์กติกและแอตแลนติกเหนือ

ข้อตกลงดังกล่าวซึ่งถูกเรียกว่า “ข้อตกลงความมั่นคงไตรภาคีแอตแลนติกเหนือและอาร์กติก” จะช่วยเปิดทางให้สหรัฐฯ ขยายฐานทัพทางทหารในกรีนแลนด์ ขณะเดียวกันก็ช่วยคลี่คลายความตึงเครียดข้ามปีหลังจากที่ทรัมป์เคยขู่จะยึดดินแดนแห่งนี้มาเป็นของสหรัฐฯ

ตามข้อตกลงดังกล่าว สหรัฐฯ ได้รับอนุญาตให้ขยายและพัฒนากิจกรรมทางทหารที่ ฐานทัพอวกาศพิทุฟฟิก (Pituffik) ทางตะวันตกเฉียงเหนือของกรีนแลนด์ รวมถึงได้รับสิทธิ์จัดตั้ง “พื้นที่ป้องกัน” เพิ่มเติมที่เมือง นาร์ซาร์ซูอัค (Narsarsuaq) ทางใต้ และ เมสเตอร์สวิก (Mestersvig) ทางตะวันออก

สหรัฐฯ วางแผนสร้าง “ฐานทัพทางทหารขนาดใหญ่ 2 แห่ง” พร้อมเปิดทางให้สหรัฐฯ สับเปลี่ยนกำลังและเข้าถึงพื้นที่อย่างกว้างขวาง ทั้งทางบก ทางอากาศ และทางใต้น้ำ เพื่อปกป้องทวีปอเมริกา กรีนแลนด์ และพันธมิตร NATO ภายใต้ระบบป้องกันขีปนาวุธ “Golden Dome” ตามแนวคิดของทรัมป์

ข้อตกลงนี้ยังห้ามประเทศนอกกลุ่ม NATO เข้ามาตั้งฐานทัพทหาร ไม่ว่าจะแบบมีคนหรือไม่มีคนควบคุม หรือคงกำลังทางทหารในกรีนแลนด์เด็ดขาด เว้นแต่ได้รับความยินยอมจากทั้งสามฝ่าย

ข้อตกลงยังย้ำว่า กรีนแลนด์จะยังคง อยู่ใต้การปกครองและเป็นอธิปไตยของเดนมาร์ก ต่อไป โดยข้อตกลงนี้ “ไม่มีวันหมดอายุ” และหากกรีนแลนด์ตัดสินใจแยกตัวเป็นเอกราชจากเดนมาร์กในอนาคต กรีนแลนด์จะต้องคงสถานะสมาชิก NATO และรับสิทธิ์รวมถึงภาระผูกพันตามข้อตกลงนี้ต่อไปเช่นเดิม

ขณะเดียวกัน ข้อตกลงระบุด้วยว่า สหรัฐฯ จะต้องให้สิทธิ์แก่ธุรกิจท้องถิ่นในกรีนแลนด์ก่อนในการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการเพื่อสร้างหรือดูแลรักษาฐานทัพ

ด้านปฏิกิริยาของผู้นำและผู้เกี่ยวข้อง นายทรัมป์กล่าวว่าข้อตกลงนี้เป็นเรื่องที่ “ยิ่งใหญ่มากสำหรับยุโรป สหรัฐฯ และกรีนแลนด์” แต่ไม่ยอมตอบคำถามของสื่อว่า สหรัฐฯ ล้มเลิกแผนการที่จะเข้าซื้อดินแดนกรีนแลนด์ไปแล้วหรือไม่

ขณะที่นาง เมตเต เฟรเดอริกเซน นายกรัฐมนตรีเดนมาร์กแสดงความเห็นพ้องกับยุทธศาสตร์ป้องกันประเทศของทรัมป์ และเรียกข้อตกลงนี้ว่าเป็น “ข้อตกลงที่สามารถยั่งยืนตลอดไป” ซึ่งส่งผลดีต่อทั้งสหรัฐฯ, กรีนแลนด์, เดนมาร์ก และพันธมิตร NATO

หลังจบการแถลงข่าว นางเฟรเดอริกเซนกล่าวด้วยความโล่งอกว่า “ราชอาณาจักรเดนมาร์กอยู่ในจุดที่ดีกว่าเมื่อวานนี้” และปิดท้ายการแถลงข่าวอย่างเป็นกันเองว่า “ฉันคิดว่าพวกเราควรจะออกไปหาเบียร์เย็นๆ ดื่มกันเร็วๆ นี้แล้วล่ะ”

ส่วนนาย เยนส์-เฟรเดอริก นีลเซน นายกรัฐมนตรีกรีนแลนด์ นิยามข้อตกลงนี้ว่าเป็นข้อตกลงแบบ “ชนะกันทั้ง 3 ฝ่าย” (Win-Win-Win) พร้อมย้ำว่า “ความมั่นคงของคุณ คือความมั่นคงของเรา… และความมั่นคงของเรา ก็คือความมั่นคงของคุณ”

ทั้งนี้ แม้ชาวกรีนแลนด์จะรู้สึกโล่งอกที่เดนมาร์กกับดินแดนของพวกเขา สามารถทำข้อตกลงกับสหรัฐฯ ได้สำเร็จ และมองว่านี่เป็นก้าวสำคัญของกรีนแลนด์ในการมีบทบาทบนเวทีโลก แต่ความเชื่อมั่นระหว่างประเทศย่อมต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูหลังจากผ่านพ้นวิกฤตความตึงเครียดมาหลายเดือน

นาง นาดจา นาทานีลเซน ส.ส. กรีนแลนด์ ในสภาเดนมาร์ก และเป็นอดีตรัฐมนตรีกรีนแลนด์ กล่าวว่า “ฉันบอกได้เลยว่า ความไว้วางใจถูกทดสอบอย่างมาก มันเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากจริงๆ ในกรีนแลนด์ ผู้คนต่างหวาดกลัวและกังวลเกี่ยวกับทุกเรื่อง ตั้งแต่การสูญเสียประเทศ ไปจนถึงวิถีชีวิตและสิ่งที่ใช้ทำมาหากิน”

อย่างไรก็ตาม เธอยกย่องข้อตกลงนี้ว่าเป็น “ก้าวสำคัญครั้งใหญ่ไปในทิศทางที่ถูกต้อง” และเป็นข้อตกลงที่มีผลผูกพันฉบับแรกที่กรีนแลนด์ได้ลงนามในฐานะประเทศ ซึ่งเป็น “ก้าวสำคัญในการแสวงหาการปกครองตนเองที่มากขึ้น และการมีที่นั่งที่มีบทบาทใหญ่ขึ้นบนเวทีโลก”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : apnews

ทรัมป์ประกาศ เปลี่ยนชื่อเรียก AI เป็น “Super Intelligence” ที่เวที UNGA

ทรัมป์ประกาศ เปลี่ยนชื่อเรียก AI เป็น "Super Intelligence" ที่เวที UNGA

23 ก.ย. 2569 03:54 น.

ทรัมป์ประกาศ เปลี่ยนชื่อเรียก AI เป็น “Super Intelligence” ที่เวที UNGA

โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเปลี่ยนชื่อ AI เป็น “Super Intelligence” หรือ “สุดยอดสติปัญญา” กลางที่ประชุม UNGA โดยอ้างว่า ความหมายตรงกว่า และฟังดูดีกว่า พร้อมขอให้ทั่วโลกหันมาใช้ตาม

เมื่อวันอังคารที่ 22 ก.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศกลางที่ประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ (UNGA) ว่า สหรัฐฯ จะเปลี่ยนชื่อเรียกเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในเอกสารทางราชการเป็น “Super Intelligence” (สุดยอดสติปัญญา) โดยอ้างว่าคำว่า “Artificial” (เทียม/ประดิษฐ์) นั้นฟังดูด้อยค่าเทคโนโลยีจนเกินไป

ผู้นำสหรัฐฯ ยังแสดงจุดยืนปฏิเสธข้อเรียกร้องเรื่องการสร้างกลไกควบคุม AI ระดับสากลอย่างสิ้นเชิง โดยระบุว่าเป็น “แผนการของพวกโลกาภิวัตน์” ที่ต้องการเข้ามากดดันและควบคุมเทคโนโลยีใหม่นี้

ทรัมป์เชื่อว่าชื่อ “Super Intelligence” ฟังดูดีกว่าและแม่นยำกว่า โดยหวังให้ทั่วโลกเปลี่ยนมาใช้ตาม

“มันฟังดูดีกว่าเยอะ มันดีกว่ามาก และมันแม่นยำกว่ามากด้วย” ทรัมป์กล่าว “นับจากนี้เป็นต้นไป เอกสารทั้งหมดของสหรัฐอเมริกา และหวังว่ารวมถึงทั่วโลกด้วย จะถูกเปลี่ยนมาใช้คำว่า ‘Super’ ซึ่งมีความแม่นยำกว่าคำว่า ‘Artificial’ ดังนั้นมันจึงเป็น Super Intelligence”

การเปลี่ยนชื่อครั้งนี้เกิดขึ้นต่อจากนโยบายก่อนหน้าของทรัมป์ เช่น การออกคำสั่งฝ่ายบริหารเปลี่ยนชื่ออ่าวเม็กซิโกเป็น “อ่าวอเมริกา” และเปลี่ยนชื่อทะเลสาบออนแทริโอเป็น “ทะเลสาบอเมริกา” ในช่วงพิพาททางการค้ากับแคนาดา รวมถึงเคยเปรยว่าจะเปลี่ยนชื่อมหาสมุทรแอตแลนติกหรือแปซิฟิกด้วย

ทรัมป์เปรียบเทียบคำเตือนเรื่องอันตรายจาก AI กับเตือนเรื่องโลกร้อน โดยกล่าวว่ากลุ่มคนที่เคยบอกว่าโลกจะสูญพันธุ์ใน 12 ปีเพราะภาวะโลกร้อน คือกลุ่มเดียวกันที่ออกมาเตือนว่าหุ่นยนต์หรือ AI จะทำลายล้างมนุษยชาติ และเขายืนยันปฏิเสธความพยายามใดๆ ที่จะสร้างกรอบควบคุมระดับโลก โดยมองว่าเป็นภัยต่อการเติบโตทางเทคโนโลยี

“สหรัฐอเมริกาปฏิเสธความพยายามใดๆ ที่จะสร้างแผนการโลกาภิวัตน์ขึ้นมาเพื่อควบคุม… ปัญญาประดิษฐ์ โดยสิ้นเชิง” ทรัมป์กล่าว “ทุกๆ เทคโนโลยีใหม่ที่ยิ่งใหญ่ย่อมนำมาซึ่งความท้าทาย และ Super Intelligence ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น … ผมจะไม่ขัดขวางการเติบโตของสิ่งที่จะยิ่งใหญ่ยิ่งกว่าการปฏิวัติอุตสาหกรรม”

ก่อนการประชุม ผู้นำมากกว่า 20 ประเทศ (ส่วนใหญ่เป็นประเทศในยุโรป) ได้ออกมากดดันให้มีมาตรการความปลอดภัยที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย เนื่องจากกังวลว่าการพัฒนา AI จะโตไวเกินกว่ามนุษย์จะควบคุมได้ แต่ประเทศมหาอำนาจด้าน AI ทั้ง สหรัฐฯ และจีน ต่างไม่รับรองข้อเสนอควบคุมระดับโลกดังกล่าว

ขณะที่นาย อันโดนิโอ กูเตร์เรส เลขาธิการ UN เรียกร้องให้สหรัฐฯ และจีน หันมาเปิดบทสนทนาและสร้างช่องทางสื่อสารเกี่ยวกับ AI ร่วมกัน โดยเปรียบเทียบกับช่วงสงครามเย็นที่มหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ และสหภาพโซเวียตยอมหันหน้าเจรจากันเพื่อจัดการความเสี่ยงต่อการดำรงอยู่ของมนุษยชาติ

ปัจจุบัน สหรัฐฯ และจีน กำลังอยู่ระหว่างหารือเพื่อจัดตั้งช่องทางสื่อสารด้านความกังวลเกี่ยวกับ AI ก่อนการประชุมสุดยอดผู้นำระหว่างทรัมป์และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในสัปดาห์นี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทรัมป์ขู่กลางเวที UN จะบดขยี้อิหร่าน หากไม่ยอมทำสัญญาสันติภาพ

ทรัมป์ขู่กลางเวที UN จะบดขยี้อิหร่าน หากไม่ยอมทำสัญญาสันติภาพ

23 ก.ย. 2569 01:35 น.

ทรัมป์ขู่กลางเวที UN จะบดขยี้อิหร่าน หากไม่ยอมทำสัญญาสันติภาพ

โดนัลด์ ทรัมป์ ขู่กลางที่ประชุม UN ว่า เขาอาจจะทำลายประเทศอิหร่าน หากเตหะรานไม่ยอมทำข้อตกลงสันติภาพ อย่างไรก็ตามเขาเชื่อว่า จะมีการบรรลุข้อตกลงหลังการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ใช้โอกาสในการกล่าวสุนทรพจน์ต่อที่ประชุมใหญ่สหประชาชาติ (UN General Assembly) เมื่อวันอังคารที่ 22 ก.ย. 2569 ชี้แจงถึงการทำสงครามกับอิหร่านว่าเป็นไปเพื่อยับยั้งไม่ให้เตหะรานพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ พร้อมออกคำเตือนอย่างรุนแรงว่า เขาอาจ “บดขยี้สาธารณรัฐอิสลามแห่งนี้ให้สิ้นซาก” หากไม่มีการบรรลุข้อตกลงเพื่อยุติความขัดแย้ง

“ผมมีการตัดสินใจครั้งใหญ่ที่ต้องทำ จะยอมให้เกิดข้อตกลงกับอิหร่านเพื่อให้พวกเขาสร้างชาติขึ้นมาใหม่ และกลายเป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิมมากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน… หรือผมควรจะบดขยี้สาธารณรัฐอิสลามแห่งนี้ให้สิ้นซาก ทำอย่างรวดเร็ว และไม่เปิดโอกาสให้พวกเขาฆ่าหรือทำลายผู้คนและประเทศอื่นได้อีก?” ทรัมป์กล่าว

“ผมควรส่งพวกเขาย้อนกลับลงนรก โดยไร้ซึ่งทางรอด ไร้ซึ่งความหวังที่จะยิ่งใหญ่ในอนาคตหรือในรุ่นลูกรุ่นหลานหรือไม่?”

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์คาดการณ์ว่ารัฐบาลของเขาจะสามารถบรรลุข้อตกลงสันติภาพกับอิหร่านได้ทันทีหลังการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในวันที่ 3 พ.ย.นี้ พร้อมเรียกร้องให้ชาติต่างๆ ร่วมมือกับสหรัฐฯ ในการโดดเดี่ยวอิหร่านทางเศรษฐกิจเพื่อบีบให้ยอมกลับสู่โต๊ะเจรจา

“แต่ผมเชื่อว่าเราจะบรรลุข้อตกลงกันได้ทันทีหลังการเลือกตั้ง เพราะมันไม่มีเหตุผลเลยที่พวกเขาจะไม่ทำ พวกเขากำลังรอดูผลการเลือกตั้งกลางเทอมของผมอยู่”

ทรัมป์ย้ำจุดยืนอย่างชัดเจนว่า จะไม่มีทางยอมให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์เด็ดขาด “สิ่งที่อยู่ในหัวของผมเพียงอย่างเดียว คืออิหร่านจะไม่มีวันได้ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์”

เขายังเปรียบเทียบรูปแบบการทำงานและภาวะผู้นำของตนเองกับประชาคมโลกด้วยว่า “ในขณะที่คนอื่นเอาแต่พูด ผมลงมือทำ ในขณะที่คนอื่นพูดถึงสันติภาพ ผมเป็นคนสร้างมันขึ้นมา ในขณะที่คนอื่นมองข้ามภัยคุกคาม ผมเป็นคนเข้าไปเผชิญหน้า ในขณะที่คนอื่นพูดถึงความกล้าหาญ อเมริกาได้แสดงมันให้เห็นแล้ว”

นอกจากปกป้องการตัดสินใจทำสงครามกับอิหร่านแล้ว คาดกันว่านายทรัมป์จะวิพากษ์วิจารณ์ UN และองค์กรระหว่างประเทศอื่นๆ ว่าพยายามแทรกแซงอธิปไตยของสหรัฐฯ และผลักดันวาระเอียงซ้าย หลังจากที่เขาเคยสร้างความตกตะลึงเมื่อปีก่อน ด้วยการกล่าวว่าหลายประเทศกำลัง “ลงสู่นรก” จากนโยบายสภาพภูมิอากาศและการย้ายถิ่นฐาน

ทรัมป์มีกำหนดการพบปะกับผู้นำระดับโลกมากกว่า 11 ประเทศ เพื่อหารือในประเด็นขัดแย้งสำคัญทั่วโลก รวมถึงการหารือกับ กลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ (7 ฝ่าย) ท่ามกลางความกังวลเรื่องการรุกคืบอย่างต่อเนื่องของกลุ่มกบฏฮูตีในเยเมน

นอกจากนั้น นายทรัมป์ยังจะพบกับนาง เดลซี โรดริเกซ ผู้นำชั่วคราวของเวเนซุเอลา เพื่อหารือการเปิดธุรกิจน้ำมันให้สหรัฐฯ เข้าไปลงทุน และเตรียมลงนามข้อตกลงความมั่นคงกับกรีนแลนด์และเดนมาร์ก ซึ่งจะทำให้สหรัฐฯ สามารถส่งทหารเข้าไปประจำการในเกาะแห่งนี้ได้มากขึ้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

กัมพูชาจัดแสดงศูนย์สแกมเมอร์ อวดผลงานก่อนประชุมต้านหลอกลวงออนไลน์

กัมพูชาจัดแสดงศูนย์สแกมเมอร์ อวดผลงานก่อนประชุมต้านหลอกลวงออนไลน์

23 ก.ย. 2569 00:16 น.

กัมพูชาจัดแสดงศูนย์สแกมเมอร์ อวดผลงานก่อนประชุมต้านหลอกลวงออนไลน์

กัมพูชาพาสื่อชมศูนย์สแกมเมอร์ที่ถูกสั่งปิด เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์การต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์ ก่อนที่จะมีการประชุมนานาชาติต่อต้านการหลอกลวงออนไลน์ในสัปดาห์นี้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 22 ก.ย. 2569 ว่า กัมพูชาพาสื่อมวลชนชมอาคารของบริษัท เลเจนด์ อินโนเวชัน จำกัด ซึ่งเป็นศูนย์สแกมเมอร์ขนาดใหญ่ที่ถูกสั่งปิด ซึ่งภายในพบทั้งแบงก์ดอลลาร์ปลอม และสถานีตำรวจจำลอง เพื่อสร้างภาพลักษณ์และยืนยันความมุ่งมั่นในการปราบปรามอาชญากรรมทางออนไลน์

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนที่การประชุมนานาชาติด้านการต่อต้านการหลอกลวงออนไลน์ ซึ่งจะมีผู้แทนจาก 20 ประเทศ รวมทั้งสหรัฐฯ และจีน มาเข้าร่วมในวันพุธและพฤหัสบดีนี้

ทางการกัมพูชาพาชมศูนย์สแกมเมอร์พื้นที่กว่า 120 เฮกตาร์ (ราว 750 ไร่) ในจังหวัดไพรแวง ใกล้ชายแดนเวียดนาม ซึ่งเคยมีพนักงานราว 20,000 คน โดยภายในพบตู้โทรศัพท์เก็บเสียง, ธนบัตร 100 ดอลลาร์ปลอม, สโลแกนปลุกใจภาษาจีนอย่าง “รวยข้ามคืน” และห้องฉากหลังที่จำลองเป็นสถานีตำรวจสิงคโปร์ไว้ใช้ทำวิดีโอคอลหลอกเหยื่อ

“ฉาก” สถานีตำรวจสิงคโปร์ปลอม ในศูนย์สแกมเมอร์ในกัมพูชา

ศูนย์แห่งนี้เคยบริหารโดย เฉิน จื้อ ประธานกลุ่มบริษัท Prince Group และ หลี่ สง อดีตประธานของ Huione Group กลุ่มบริษัททางการเงินขนาดใหญ่ในประเทศกัมพูชา โดยทั้งสองถูกส่งตัวไปดำเนินคดีที่ประเทศจีนแล้ว

ทางการกัมพูชาระบุว่า ได้ปิดศูนย์สแกมเมอร์ไปแล้ว 663 แห่ง เป็นศูนย์ขนาดใหญ่ 86 แห่ง อายัดเงินกว่า 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ, และจับกุมผู้สงสัยเกือบ 30,000 คน รวมถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูง 15 คน

เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าตอนนี้ไม่มีศูนย์สแกมเมอร์ขนาดใหญ่เหลืออยู่ในประเทศแล้ว แต่ยอมรับว่ากลุ่มอาชญากรได้ปรับตัว ย้ายไปทำงานตามบ้านเช่า โรงแรม หรือแม้แต่ในรถยนต์

ทั้งนี้ สหรัฐฯ ประเมินว่า ในปี 2568 เพียงปีเดียว ชาวอเมริกันถูกแก๊งสแกมเมอร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลอกลวงเงินไปอย่างน้อย 18,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ล่าสุด สหรัฐฯ ประกาศจำกัดวีซ่าบุคคล 32 รายที่เชื่อมโยงกับกลุ่มอาชญากรรม โดยส่วนใหญ่สังกัด Prince Group ขณะที่ ส.ส. สหรัฐฯ เสนอให้คว่ำบาตร พล.ต.อ. เนตร สะเวือน (Neth Savoeun) รองนายกรัฐมนตรีกัมพูชา จากข้อกล่าวหาว่ามีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายสแกมเมอร์

สภาพภายในอาคารของบริษัท เลเจนด์ อินโนเวชัน จำกัด ซึ่งเป็นศูนย์สแกมเมอร์ขนาดใหญ่ ที่ถูกทางการกัมพูชาปิด
สภาพภายในอาคารของบริษัท เลเจนด์ อินโนเวชัน จำกัด ซึ่งเป็นศูนย์สแกมเมอร์ขนาดใหญ่ ที่ถูกทางการกัมพูชาปิด

อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์อาชญากรรมข้ามชาติมองว่า การกวาดล้างของกัมพูชาเป็นเพียง “การทำพอเป็นพิธี” เพื่อลดแรงกดดัน

ขณะที่เครือข่ายขนาดใหญ่, นอมินี, สถาบันการเงิน, และโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการหลอกลวงออนไลน์ยังคงอยู่ครบถ้วน โดยแก๊งเหล่านี้สามารถกลับมาเปิดใหม่ได้ตลอดเวลา หรือเพียงแค่กระจายตัวไปยังพื้นที่ย่อยๆ หรือย้ายฐานไปยังประเทศข้างเคียงอย่างเมียนมาและลาว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ผลชันสูตรชี้ เฮเดน พาเนตเทียร์ เสียชีวิต เพราะใช้ยาเกินขนาด

ผลชันสูตรชี้ เฮเดน พาเนตเทียร์ เสียชีวิต เพราะใช้ยาเกินขนาด

22 ก.ย. 2569 23:17 น.

ผลชันสูตรชี้ เฮเดน พาเนตเทียร์ เสียชีวิต เพราะใช้ยาเกินขนาด

ผลการชันสูตรศพชี้ว่า เฮเดน พาเนตเทียร์ นักแสดงสาวชาวอเมริกัน เสียชีวิตเพราะใช้ยาเกินขนาด โดยพบทั้งยาและสารเสพติดหลายขนานในร่างกาย

เมื่อวันอังคารที่ 22 ก.ย. 2569 สำนักงานชันสูตรศพเขตกรีนวิลล์ เคาน์ตี ในรัฐเซาท์แคโรไลนา ของสหรัฐฯ เปิดเผยรายงานผลการชันสูตรระบุว่า เฮเดน พาเนตเทียร์ นักแสดงชาวอเมริกัน เสียชีวิตจากผลกระทบที่เป็นพิษของยาเฟนทานิล (Fentanyl) ยาแซแนกซ์ (Xanax) และสารเสพติดชนิดอื่น ๆ อีกหลายชนิดในร่างกาย

สำนักงานชันสูตรศพระบุว่า การเสียชีวิตของพาเนตเทียร์เป็นอุบัติเหตุ และไม่พบร่องรอยการถูกทำร้ายหรือบาดแผลใด ๆ ที่เป็นสาเหตุทำให้เธอเสียชีวิต

พาเนตเทียร์เสียชีวิตเมื่อวันที่ 16 ส.ค. ด้วยวัย 36 ปี หลังจากถูกพบในสภาพหมดสติที่บ้านพักแห่งหนึ่งในรัฐเซาท์แคโรไลนา โดยสำนักงานชันสูตรศพยืนยันว่าในตอนนั้น เจ้าหน้าที่กู้ชีพ “เริ่มมาตรการช่วยชีวิตขั้นสูงสำหรับภาวะหัวใจหยุดเต้น อย่างไรก็ตาม ความพยายามในการฟื้นคืนชีพไม่ประสบความสำเร็จ”

อดีตดาราสาวจากซีรีส์ดังของสหรัฐฯ อย่าง Heroes และ Nashville รายนี้ เคยออกมาเปิดเผยเกี่ยวกับปัญหามรสุมการติดยาและสารเสพติดของเธอด้วย

ผลการชันสูตรยังพบยาเมโทคาร์บามอล (Methocarbamol) ซึ่งเป็นยาคลายกล้ามเนื้อตามใบสั่งแพทย์ และยาควิไทอะปีน (Quetiapine) ซึ่งเป็นยาต้านอาการทางจิตที่ใช้รักษาโรคทางสุขภาพจิตบางชนิด

ทั้งนี้ ยาเฟนทานิลเป็นสารโอปิออยด์สังเคราะห์ ซึ่งเป็นสาเหตุให้ชาวอเมริกันเสียชีวิตไปแล้วหลายแสนคนในช่วงเวลาเพียง 5 ปีที่ผ่านมา

มีรายงานว่า สำนักงานปราบปรามยาเสพติดแห่งสหรัฐอเมริกา (DEA) ได้เข้าร่วมการสืบสวนคดีการเสียชีวิตของพาเนตเทียร์ ร่วมกับสำนักงานตำรวจท้องถิ่นด้วย

ตามรายงานของตำรวจในวันที่พาเนตเทียร์เสียชีวิตระบุว่า ไบรอัน ฮิกเคอร์สัน อดีตแฟนหนุ่มของพาเนตเทียร์ ซึ่งเคยยอมรับว่าเคยทำร้ายร่างกายเธอ พร้อมด้วย แซก (Zack) พี่ชายของเขา อยู่กับพาเนตเทียร์ในช่วงเวลาที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยมาถึงที่เกิดเหตุด้วย

อนึ่ง เพียงไม่กี่เดือนก่อนการเสียชีวิต พาเนตเทียร์ได้ตีพิมพ์หนังสือบันทึกความทรงจำ (Memoir) ซึ่งเธอได้บอกเล่าอย่างละเอียดเกี่ยวกับปัญหาการติดยาและภาวะซึมเศร้าหลังคลอด

พาเนตเทียร์เคยเล่าว่า เธอเริ่มรู้จักและใช้ยาเสพติดตั้งแต่อายุประมาณ 16 ปี ระหว่างร่วมงานเดินพรมแดงของซีรีส์ Heroes โดยมีทีมงานของเธอส่งสิ่งที่เรียกว่า “ยาแห่งความสุข” (happy pill) ให้เธอทานเพื่อเพิ่มพลังงาน

“ตอนนั้นฉันไม่มีความคิดเลยว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง หรือมันจะเปิดประตูไปสู่การติดยาของฉันขนาดไหน” เธอเคยให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร People “พอฉันโตขึ้น ยาเสพติดและแอลกอฮอล์ก็กลายเป็นสิ่งที่ฉันแทบจะขาดไม่ได้ในการดำรงชีวิต”

ก่อนหน้านี้ แจนเซน (Jansen) น้องชายของพาเนตเทียร์ ก็เสียชีวิตด้วยวัยเพียง 28 ปี จากโรคหัวใจ ซึ่งพาเนตเทียร์เปิดเผยในหนังสือของเธอว่า น้องชายของเธอก็เผชิญกับปัญหาการใช้สารเสพติดอย่างหนัก และได้ใช้เฮโรอีนรวมถึงโคเคนในช่วงก่อนที่จะเสียชีวิต

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ศาลศรีลังกาตัดสิน 15 จำเลยผิดจริงคดีระเบิดวันอีสเตอร์คร่า 270 ศพ

ศาลศรีลังกาตัดสิน 15 จำเลยผิดจริงคดีระเบิดวันอีสเตอร์คร่า 270 ศพ

22 ก.ย. 2569 22:52 น.

ศาลศรีลังกาตัดสิน 15 จำเลยผิดจริงคดีระเบิดวันอีสเตอร์คร่า 270 ศพ

ศาลสูงศรีลังกาตัดสินให้จำเลย 15 คน มีความผิดจริงฐานร่วมกันวางแผนก่อเหตุระเบิดหลายจุดในวันอีสเตอร์เมื่อปี 2562 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 270 ศพ และบาดเจ็บอีกเป็นจำนวนมาก

เมื่อวันอังคารที่ 22 ก.ย. 2569 ศาลสูงประเทศศรีลังกาตัดสินว่า จำเลยชาย 15 คน มีความผิดจริงในข้อหาร่วมกันวางแผนก่อเหตุวินาศกรรมระเบิดพลีชีพในวันอีสเตอร์เมื่อปี 2562 ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 270 ศพ และบาดเจ็บมากกว่า 500 ราย โดยหนึ่งในจำเลยคือ เนาเฟอร์ เมาลาวี ซึ่งอัยการระบุว่า เป็นผู้วางแผนการโจมตีนี้

จำเลยกลุ่มนี้ถูกตั้งข้อหามากกว่า 23,000 ข้อหา และถูกนำตัวมายังศาลสูงในกรุงโคลอมโบภายใต้การอารักขาอย่างเข้มงวด อย่างไรก็ตาม หลังจากประกาศคำตัดสิน ศาลได้เลื่อนการพิจารณาคดีออกไปก่อนจะมีการประกาศบทลงโทษอย่างเป็นทางการในภายหลัง

ทั้งนี้ เหตุระเบิดดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องกันที่โบสถ์คริสต์ 3 แห่ง และโรงแรมหรูอีก 3 แห่ง นับเป็นการโจมตีครั้งรุนแรงที่สุดตั้งแต่สิ้นสุดสงครามกลางเมืองในปี 2552 ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นชาวศรีลังกา และมีชาวต่างชาติเสียชีวิต 45 ราย รวมถึงลูก 3 คนของ อันเดอร์ส โฮลช์ พอฟเซน มหาเศรษฐีชาวเดนมาร์ก ขณะที่มือระเบิดเสียชีวิตทั้งหมด

เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงความล้มเหลวร้ายแรงด้านข่าวกรองของศรีลังกา โดยการตรวจสอบพบว่า ข้อมูลเตือนภัยล่วงหน้าจากอินเดียไม่ได้ถูกส่งต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างถูกต้อง

ในปี 2566 ศาลสูงสุดเคยสั่งให้อดีตประธานาธิบดี ไมตรีปาลา ศิริเสนา ชดใช้ค่าเสียหายแก่เหยื่อเนื่องจากล้มเหลวในการรักษาความมั่นคง

และเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา อดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูง 2 คนเพิ่งถูกตัดสินประหารชีวิตจากความประมาทเลินเล่อร้ายแรง อันสืบเนื่องมาจากเหตุโจมตีครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม โทษประหารชีวิตมักจะได้รับการลดหย่อนเหลือจำคุกตลอดชีวิต

ปัจจุบัน ศรีลังกากำลังสืบสวน พล.ต. สุเรช ซาลเลย์ อดีตผู้อำนวยการหน่วยข่าวกรอง ที่ถูกกล่าวหาว่าร่วมมือกับกลุ่มติดอาวุธในการปล่อยให้เกิดเหตุระเบิดขึ้น เพื่อสร้างสถานการณ์เอื้อประโยชน์ทางการเมืองให้แก่ตระกูลราชปักษา ในการหาเสียงเลือกตั้ง ตามรายงานสารคดีของ Channel 4 เมื่อปี 2566

ทั้ง ซาลเลย์ และอดีตประธานาธิบดี โกตาบายา ราชปักษา ต่างปฏิเสธข้อกล่าวหานี้ โดยปัจจุบันโกตาบายาถูกห้ามเดินทางออกนอกประเทศ และกำลังร้องขอคุ้มครองจากศาลเพื่อป้องกันการถูกจับกุม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สภาฯ ฉลุย 444 เสียง แก้ พ.ร.บ.ล้มละลาย ปลดล็อกข้าราชการล้มละลาย ไม่ต้องออกจากราชการ

23 กันยายน 2569 เวลา 16:58 น.

23 กันยายน 2569 นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า คุ้มค่าที่ทุ่มเท ผมทำสำเร็จแล้ว!

ต่อจากนี้ลูกหนี้ฟื้นฟูหนี้ง่ายกว่าเดิม และข้าราชการ ลูกจ้างล้มละลายไม่ต้องออกจากราชการ

พ.ร.บ.ล้มละลาย ฟื้นฟูฐานะลูกหนี้ฉบับใหม่ผ่าน 2 สภาแล้ว ด้วยมติเอกฉันท์ 444 เสียง เหลือกระบวนการทูลเกล้าฯ เพื่อบังคับเป็นกฎหมาย

เดิมกฎหมายฟื้นฟูกิจการรายย่อยเริ่มมีตั้งแต่ปี 2559 แต่ผ่านมา 10 ปี มีผู้ยื่นเข้ามาที่ศาลเพียง 10 เคส ศาลอนุมัติผ่านแผน 2 เคส และไม่มีคนที่ผ่านตามแผนได้เลย รวมถึง มติ ครม. ปี 2565 ให้ทำกฎหมายกลางเพื่อแก้ปัญหาข้าราชการล้มละลายแต่ผ่านมา 4 ปียังไม่สำเร็จ เมื่อกฎเดิมแก้ปัญหาไม่ได้ ถึงเวลาต้องแก้กฎหมายใหม่

เรื่องที่ผมร่างใส่ลงไปใหม่ คือ

– “ยกเลิกพิธีกรรมจัดประชุมเจ้าหนี้ เหลือแค่ขอความยินยอมจากเจ้าหนี้” ได้ความยินยอมจากเจ้าหนี้ด้วยยอดหนี้ 50% จากหนี้ทั้งหมด แผนฟื้นฟูผ่านทันที (เดิมยอด 2 ใน 3 )

– ข้าราชการยื่นขอฟื้นฟูหนี้แล้วหากล้มละลาย จะไม่ต้องถูกบังคับให้ออกจากราชการอีกต่อไป ท่านยังสามารถทำงาน ดูแลครอบครัว และหาเงินมาใช้หนี้สินได้ มีสิทธิเท่าเทียมเช่นเดียวกับพนักงานเอกชน

ผมสู้มาตั้งแต่เป็น กมธ.เสียงข้างน้อยเมื่อสภาสมัยที่แล้ว แต่ได้อภิปรายให้เพื่อนสส.เข้าใจจนสภาชุดที่แล้วโหวตผ่าน แต่พอเข้าสู่ชั้น สว.กลับถูกตัดออกไป วันนี้ผมกลับเข้าสภา เป็น สส. ผมเอาคืนกลับมาได้สำเร็จ!

เรามี 2 เสียงของพรรครวมไทยก็สู้ได้ ยินดีกับข้าราชการทุกท่านครับ

ศาลปกครองสูงสุด ตีตกคำร้อง ยิ่งลักษณ์ ขอพิจารณาคดีใหม่ กรณีชดใช้ความเสียหายทุจริตจำนำข้าว 1 หมื่นล้าน

23 กันยายน 2569 เวลา 16:21 น.

ศาลปกครองสูงสุด ตีตกคำร้อง ยิ่งลักษณ์ ขอพิจารณาคดีใหม่ กรณีชดใช้ความเสียหายทุจริตจำนำข้าว 1 หมื่นล้านบาท ระบุไม่มีหลักฐานใหม่มาหักล้างคำพิพากษาเดิมได้

23 กันยายน 2569 ศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งยืนตามศาลปกครองกลาง ไม่รับคำขอพิจารณาคดีใหม่ ที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กับ นายอนุสรณ์ อมรฉัตร (สามี) ยื่นคำร้องขอให้ศาลปกครองพิจารณาคดีใหม่ ในคดีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กับสามี ฟ้องนายกรัฐมนตรีกับพวกรวม 9 คน ร่วมกันให้กระทรวงการคลัง มีคำสั่งที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ รับผิดชอบชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ในฐานะนายกรัฐมนตรีและประธานกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ ปล่อยให้มีการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว และเพิกเฉยไม่ระงับยับยั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ทางราชการตามอำนาจหน้าที่ เป็นเงิน 10,028,861,880.83 บาท โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

โดยให้เหตุผลว่า ศาลปกครองสูงสุดได้ใช้ดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานต่างๆ อันเป็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความเสียหายในขั้นตอนการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ ที่ปรากฏอยู่ในสำนวนคดี ทั้งในชั้นการพิจารณาของศาลปกครองกลางและศาลปกครองสูงสุด ซึ่งประกอบด้วยคำคู่ความที่คู่กรณีได้ยื่นต่อศาลแล้ว ข้อกล่าวอ้างดังกล่าวมีลักษณะเป็นการโต้แย้งการใช้ดุลพินิจของศาลปกครองสูงสุดในการพิจารณาพิพากษาหรือวินิจฉัยชี้ขาดคดีเท่านั้น มิใช่เป็นกรณีที่ศาลปกครองสูงสุดฟังข้อเท็จจริงผิดพลาดหรือมีพยานหลักฐานใหม่ อันอาจทำให้ข้อเท็จจริงที่ฟังเป็นยุติแล้วนั้นเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญ หรือมีข้อบกพร่องสำคัญในกระบวนพิจารณาพิพากษาที่ทำให้ผลของคดีไม่มีความยุติธรรม จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่ศาลจะรับไว้พิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งชี้ขาดคดีปกครองนั้นใหม่ได้ คำร้องอุทธรณ์คำสั่งของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ฟังไม่ขึ้น

ศาลอาญาคดีทุจริตฯภาค 1 สั่งถอนประกัน ทรงชัย อดีตนายก อบต.ราชาเทวะ คดีทุจริตจัดซื้อจัดจ้างเสาไฟกินรี เชื่อไปยุ่งเหยิงพยานหลักฐาน

23 กันยายน 2569 เวลา 16:03 น.

ศาลอาญาคดีทุจริตฯภาค 1 สั่งถอนประกัน”ทรงชัย” อดีตนายก อบต.ราชาเทวะ คดีทุจริตจัดซื้อจัดจ้างเสาไฟกินรี เชื่อไปยุ่งเหยิงพยานหลักฐาน หลังถูกแต่งตั้งเป็นโฆษกประจำตัวรักษาการนายกฯ

23 กันยายน 2569 ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 จ.สระบุรี ศาลนัดฟังคำสั่งคดีหมายเลขดำที่ อท 66/2569 เรื่อง เพิกถอนคำสั่งอนุญาตปล่อยชั่วคราว กรณีที่ศาลเคยมีคำสั่งให้ประกันตัว นายทรงชัย นกขมิ้น อดีตนายกองค์การบริหารส่วนตำบลราชาเทวะ (อบต.ราชาเทวะ) จ.สมุทรปราการ คดีที่อัยการสูงสุด ยื่นฟ้อง นายทรงชัย นกขมิ้น อดีตนายก อบต.ราชาเทวะ จำเลยที่ 1 กับพวกรวม 14 คน คดีทุจริตโครงการจัดซื้อเสาไฟฟ้าประติมากรรมกินรี พร้อมโคมไฟพลังงานแสงอาทิตย์ ของ อบต.ราชาเทวะ

โดยวันนี้จำเลยที่ 1 เดินทางมาศาล ศาลไต่สวนแล้วได้ความว่า คดีนี้ศาลเคยมีคำสั่งปล่อยตัวชั่วคราว นายทรงชัย นกขมิ้น จำเลยที่ 1 ซึ่งขณะเกิดเหตุดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลราชาเทวะ (นายก อบต.ราชาเทวะ) เมื่อครบวาระ จำเลยที่ 1 ได้รับเลือกเป็นนายกฯ อีกสมัยหนึ่ง แต่ผู้ว่าฯ สมุทรปราการ มีคำสั่งให้พ้นจากตำแหน่ง เนื่องจากมีคดีอาญาอยู่ระหว่างพิจารณาของศาล

ต่อมา นายอภิชาติ นกขมิ้น จำเลยที่ 11 ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งนายกฯ แทนตำแหน่งที่ว่าง แต่นายอภิชาตก็ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่เช่นกัน เนื่องจากศาลประทับฟ้องคดีนี้ ตาม พรป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 81 วรรคหนึ่ง , 93 วรรคสอง ปัจจุบัน นายจาตุรนต์ นกขมิ้น รองนายกฯ เป็นผู้รักษาราชการแทนนายก อบต.ราชาเทวะ โดยมีจำเลยที่ 1 เป็นโฆษกส่วนตัว และเมื่อวันที่ 13 ส.ค.2569 จำเลยที่ 1 ได้เข้าร่วมการประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบลราชาเทวะ สมัยสามัญ สมัยที่ 3 ประจำปี พ.ศ.2569 ปัญหาว่าคดีมีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งปล่อยตัวชั่วคราวจำเลยที่ 1 หรือไม่เห็นว่า ในชั้นตรวจพยานหลักฐาน โจทก์ยื่นบัญชีระบุพยานรวม 432 อันดับ เป็นพยานบุคคล 80 อันดับ เป็นพยานเอกสาร 350 อันดับ และพยานวัตถุ 2 อันดับ ในจำนวนนี้มีพยานบุคคลอย่างน้อย 18 อันดับ ที่เกี่ยวข้องกับการทำแผนจัดซื้อจัดจ้าง ทำบันทึกและเอกสารต่างๆ ในโครงการเสาไฟฟ้าประติมากรรมกินรี ของ อบต.ราชาเทวะ อันเป็นมูลฟ้องคดีนี้

จำเลยที่ 1 ซึ่งเคยรับผิดชอบบริหารราชการ และเคยเป็นผู้บังคับบัญชาของพนักงานส่วนตำบลและลูกจ้างของ อบต.ราชาเทวะ ขณะเกิดเหตุย่อมทราบถึงช่องทางและความมีอยู่ของพยานหลักฐานเหล่านั้นเป็นอย่างดี ประกอบกับจำเลยที่ 1 ถูกฟ้องคดีทุจริตและประพฤติมิชอบหลายคดี

เมื่อศาลประทับฟ้องจำเลยที่ 1 ก็หาได้หยุดปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายไม่ จนกระทั่งผู้ว่าฯ สมุทรปราการ ต้องมีคำสั่งให้พ้นจากตำแหน่ง แต่ถึงกระนั้นจำเลยที่ 1 และหรือนายจาตุรนต์ ก็ยังหาทางให้จำเลยที่ 1 เข้าร่วมการประชุมสภา อบต.ราชาเทวะ ด้วยวิธีตั้งจำเลยที่ 1 เป็นโฆษกส่วนตัว ดังที่ไต่สวนได้ความ

แม้จะฟังตามที่นายจาตุรนต์อ้างว่าตนเพิ่งเข้ามารับตำแหน่งรองนายกฯ ประสงค์จะให้จำเลยที่ 1 เข้ามาช่วยแนะนำการปฏิบัติหน้าที่ และจำเลยที่ 1 มิได้ใช้อำนาจหรือเข้าไปก้าวเก่ายแทรกแซงการประชุมสภาฯ ก็ตาม แต่บทบาทและพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 เช่นนี้ ย่อมอาจส่งผลกระทบต่อพยานเอกสารและพยานบุคคลอย่างมีนัยสำคัญ

คดีมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า จำเลยที่ 1 จะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน อันเป็นอุปสรรคหรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อการดำเนินคดีในศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 108/1 (2) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง

ในชั้นนี้ศาลจึงมีคำสั่งเพิกถอนสัญญาประกันตัว นายทรงชัย นกขมิ้น จำเลยที่ 1 ให้ออกหมายขังจำเลยที่ 1 ไว้ในระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ใช้หลักประกันร่วมกับจำเลยอื่นอีกหลายคดีจึงยังไม่สั่งคืนหลักประกัน

อนึ่ง จำเลยที่ 1 ติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (EM) ป้องกันการหลบหนีตามคำสั่งศาลในคดีหมายเลขดำที่ อท72/2568 คดีหมายเลขแดงที่ อท81/2569 เมื่อจำเลยที่ 1 ถูกขังในคดีนี้แล้ว จึงให้เจ้าหน้าที่รายงานผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนคดีดังกล่าวเพื่อพิจารณาสั่งปลดอุปกรณ์ EM

โดยมีรายงานว่า นายทรงชัย ภายหลังจากศาลมีคำสั่ง จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราว โดยใช้หลักประกันเดิมต่อศาลชั้นต้น โดยศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ยกคำร้อง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีนี้ เริ่มต้นมาจากการร้องเรียนการจัดซื้อจัดจ้างโครงการจัดซื้อเสาไฟฟ้าประติมากรรมกินรี พร้อมโคมไฟระบบพลังงานแสงอาทิตย์ (โซล่าเซลล์) ชนิดกิ่งเดี่ยว พร้อมติดตั้ง ขององค์การบริหารส่วนตำบลราชาเทวะ และศาลอาญาคดีทุจริตฯ ภาค 1 มีคำพิพากษาจำคุกนายทรงชัย 5 ปี