จีนเริ่มบังคับใช้ “กฎหมายเอกภาพทางชาติพันธุ์” ฉบับใหม่ หลายฝ่ายกังวลสิทธิชนกลุ่มน้อย

จีนเริ่มบังคับใช้ "กฎหมายเอกภาพทางชาติพันธุ์” ฉบับใหม่ หลายฝ่ายกังวลสิทธิชนกลุ่มน้อย

1 ก.ค. 2569 17:08 น.

จีนเริ่มบังคับใช้ “กฎหมายเอกภาพทางชาติพันธุ์” ฉบับใหม่ หลายฝ่ายกังวลสิทธิชนกลุ่มน้อย

กฎหมายส่งเสริมความสามัคคีและความก้าวหน้าทางชาติพันธุ์ฉบับใหม่ของจีนเริ่มมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการแล้วในวันที่ 1 ก.ค. ท่ามกลางกระแสคัดค้านและประณามอย่างรุนแรงจากสหประชาชาติ และกลุ่มสิทธิมนุษยชน ที่ออกมาเตือนว่ากฎหมายนี้จะกลายเป็นเครื่องมือทางกฎหมายในการ “กลืนชาติ” ชนกลุ่มน้อยอย่างชาวอุยกูร์และชาวทิเบตอย่างเป็นระบบ ทั้งยังมีข้อบัญญัติที่เอื้อให้อำนาจรัฐบาลจีนปราบปรามผู้วิพากษ์วิจารณ์ระบอบคอมมิวนิสต์ที่พำนักอยู่ต่างประเทศได้

กฎหมายส่งเสริมความสามัคคีและความก้าวหน้าทางชาติพันธุ์ ฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์หลักในการหล่อหลอม “อัตลักษณ์ร่วมแห่งชาติ” ให้แก่กลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ทั่วประเทศ โดยกรอบทางกฎหมายจะเข้ามารองรับและเปลี่ยนนโยบายที่ดำเนินมาอย่างยาวนานให้เป็นข้อบัญญัติที่เป็นทางการ เช่น การยกระดับสถานะของภาษาจีนกลางให้เป็นภาษาหลักเพียงหนึ่งเดียวในการศึกษา การดำเนินธุรกิจของรัฐ และในพื้นที่สาธารณะ

นอกจากนี้ กฎหมายยังครอบคลุมถึงมาตรการด้านความสมานฉันท์ในสังคม รวมถึงการป้องกันการก่อการร้ายและการแบ่งแยกดินแดน ซึ่งก่อนหน้านี้จีนมักใช้ข้ออ้างเหล่านี้ในการปราบปรามและกวาดล้างกลุ่มชาติพันธุ์บริเวณพื้นที่แถบชายแดนที่มีภาษาและวัฒนธรรมเป็นของตัวเองมาแต่โบราณ

ด้าน แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล โดย ซาร่าห์ บรูคส์ รองผู้อำนวยการประจำภูมิภาค ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์กฎหมายนี้อย่างรุนแรงว่า เป็นการทำให้ “นโยบายบังคับกลืนชาติ” กลายเป็นระบบสถาบันที่ถูกกฎหมาย

“ทางการจีนมีพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนที่จะต้องปกป้องชุมชนกลุ่มน้อยและวัฒนธรรมของพวกเขา แต่กฎหมายฉบับนี้กลับทำสิ่งตรงกันข้าม มันไม่ใช่การเฉลิมฉลองความแตกต่าง แต่เป็นการบีบให้กลุ่มชาติพันธุ์ เช่น ชาวอุยกูร์ ชาวทิเบต และชาวมองโกเลีย ต้องยอมรับอัตลักษณ์แห่งชาติเดี่ยวที่ถูกกำหนดโดยรัฐ ซึ่งถูกครอบงำด้วยวัฒนธรรมชาวจีนฮั่น ซึ่งชนกลุ่มใหญ่ของประเทศ”

บรูคส์ระบุเพิ่มเติมว่า คำว่า “ความสามัคคี” ในบริบทนี้ ไม่ใช่ความสามัคคีที่เกิดจากความกลมเกลียวระหว่างชุมชน แต่หมายถึง “การปรับตัวทางความคิดและอุดมการณ์ให้ตรงกับพรรคคอมมิวนิสต์จีน” ซึ่งกิจกรรมใด ๆ ที่เคยมีความเสี่ยงสูงอยู่แล้วในจีน เช่น การส่งเสริมภาษาชนกลุ่มน้อย การบันทึกข้อมูลการละเมิดสิทธิมนุษยชน หรือการรณรงค์ให้ปล่อยตัวผู้ถูกคุมขัง อาจถูกตีความและยัดข้อหาเป็นความผิดทางอาญาเพิ่มขึ้นหลังจากนี้

หนึ่งในประเด็นที่สร้างความกังวลให้แก่นานาชาติที่สุด คือข้อบัญญัติที่ระบุว่า บุคคลสามารถถูกดำเนินคดีและต้องรับผิดชอบต่อการละเมิดกฎหมายนี้ได้ แม้ว่าจะกระทำความผิดอยู่นอกอาณาเขตประเทศจีนก็ตาม โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นายหู เหว่ยเลี่ย  เจ้าหน้าที่ระดับสูงฝ่ายตุลาการของจีน ได้ออกมาแถลงปกป้องกฎหมายนี้ว่า ข้อกำหนดในการบังคับใช้นอกราชอาณาจักรนั้นเป็นเรื่องที่ “มีความชอบธรรม ชอบด้วยกฎหมาย และจำเป็น” เพื่อจัดการกับสัญญะและการกระทำที่บ่อนทำลายความสามัคคีหรือยุยงให้เกิดการแบ่งแยกดินแดน

แต่นายนายโวลเคอร์ เทิร์ก ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ได้เรียกร้องให้จีนยกเลิกกฎหมายดังกล่าวโดยทันที เนื่องจากเสี่ยงที่จะ “เพิ่มความเข้มงวดในการจำกัดเสรีภาพด้านภาษา การศึกษา การปฏิบัติศาสนกิจ วัฒนธรรม การแสดงออก และการรวมกลุ่ม” ขณะที่กลุ่มผู้นำชาวอุยกูร์และชาวทิเบตต่างออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลชาติต่าง ๆ กดดันจีนให้ล้มเลิกกฎหมายที่มุ่งลบล้างตัวตนของพวกเขา

รัฐบาลไต้หวันแสดงท่าที “ประณามอย่างรุนแรง” ต่อการบังคับใช้กฎหมายนี้ โดยกระทรวงการต่างประเทศไต้หวันชี้ว่ากฎหมายดังกล่าวเป็นการขยายขอบเขต “การข่มขู่คุกคามต่อประชาชนของไต้หวันและประเทศอื่น ๆ” พร้อมเตือนว่าในอนาคต บุคคลจากประเทศใดก็ตามที่มีคำพูดหรือการกระทำที่ไม่เป็นที่พึงปรารถนาของทางการจีน อาจตกเป็นเป้าหมายหรือถูกตามล่าภายใต้กฎหมายฉบับนี้

ขณะที่ คณะกรรมการกิจการแผ่นดินใหญ่ของไต้หวัน (MAC) โดยนายเหลียง เหวินเจี๋ย ได้เปิดเผยแถลงการณ์เตือนประชาชนชาวไต้หวันว่ามีความเสี่ยงสูงขึ้นหากต้องเดินทางไปจีน เนื่องจากกฎหมายนี้เต็มไปด้วย “แนวคิดทางกฎหมายที่คลุมเครืออย่างยิ่ง ซึ่งเปิดช่องให้มีการใช้ดุลยพินิจตีความตามอำเภอใจ” อันเป็นลักษณะเด่นของระบบกฎหมายภายใต้พรรคคอมมิวนิสต์จีน และระบุว่าจีนจะใช้กฎหมายนี้เป็นฐานรองรับในการปราบปรามสิทธิมนุษยชนในซินเจียงและทิเบต รวมถึงใช้ปิดปากเสียงในระดับสากลที่ให้การสนับสนุนหรือเป็นมิตรกับไต้หวัน

ทั้งนี้ ทางการจีนยังคงปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อกลุ่มชาติพันธุ์ทุกกรณี โดยยืนยันว่านโยบายของรัฐบาลสร้างความมั่นคงภายในและความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจให้แก่ทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียม.

ที่มา AFP /  Amnesty International

ป.ป.ส. ขยายผลคดีแอร์สาวขนเฮโรอีนข้ามชาติ ชง DSI รับเป็นคดีพิเศษ

ป.ป.ส. ขยายผลคดีแอร์สาวขนเฮโรอีนข้ามชาติ ชง DSI รับเป็นคดีพิเศษ

ป.ป.ส. ขยายผลคดีแอร์สาวขนเฮโรอีนข้ามชาติ ชง DSI รับเป็นคดีพิเศษ

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.29 น.

ป.ป.ส. ขยายผลเครือข่ายลอบส่งเฮโรอีนข้ามชาติ เชื่อมโยงคดีแอร์โฮสเตสไทยถูกจับที่ออสเตรเลีย เข้าค้น 2 จุด และประสาน DSI รับเป็นคดีพิเศษ ล่าตัวบงการทั้งในและต่างประเทศ ด้าน เลขาธิการ ป.ป.ส.เผยต้นทางบรรจุภัณฑ์และสิ่งของประเภทต่างๆ ที่ดัดแปลงซุกซ่อนยาเสพติด มาจากต่างประเทศ ก่อนส่งเข้าไทยในรูปแบบพัสดุ ระบุพรุ่งนี้จะประชุมร่วมทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องเพื่อคลี่คลายคดี ที่ทำเนียบฯ

เมื่อวันที่ 2 ก.ค.2569 พันตำรวจตรีสุริยา สิงหกมล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (เลขาธิการ ป.ป.ส.) แถลงความคืบหน้ากรณีพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินหญิงชาวไทยลักลอบนำเข้าเฮโรอีนไปยังประเทศออสเตรเลีย โดยระบุว่า สำนักงาน ป.ป.ส. อยู่ระหว่างเร่งขยายผลเครือข่ายค้ายาเสพติดข้ามชาติ เพื่อเข้าถึงผู้บงการและผู้ที่อยู่เบื้องหลังขบวน การทั้งหมด จึงยังไม่สามารถเปิดเผยชื่อนามสกุลจริงของบุคคลที่เกี่ยวข้องได้ เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อรูปคดีและการสืบสวน

เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวว่า สำนักงาน ป.ป.ส. ได้ติดตามข้อมูลข่าวสารของเครือข่ายผู้ลักลอบส่งยาเสพติดไปยังประเทศออสเตรเลียมาอย่างต่อเนื่อง โดยบุคคลที่เกี่ยวข้องมีประวัติการกระทำความผิดมาตั้งแต่ปี 2568 และอยู่ระหว่างการสืบสวนขยายผลมาโดยตลอด

จนกระทั่งเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 เจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. อยู่ระหว่างการปฏิบัติการติดตามเครือข่ายดังกล่าว และพบว่ามีการส่งพัสดุเข้ามายังพื้นที่กรุงเทพมหานคร บริเวณย่านบางเขน-หลักสี่ เจ้าหน้าที่จึงเข้าตรวจพิสูจน์ทราบและตรวจยึดของกลางเป็นเฮโรอีนน้ำหนักกว่า 8 กิโลกรัม ซุกซ่อนอยู่ภายในผ้าลักษณะเป็นกระเป๋าผ้าสำหรับแขวนผนัง ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการขยายผลในคดีนี้

ภายหลังการตรวจยึด เจ้าหน้าที่ได้สืบสวนต่อเนื่องถึงรูปแบบการลำเลียงยาเสพติดของเครือข่าย จนกระทั่งคืนวันที่ 1 กรกฎา คม 2569 ได้เปิดปฏิบัติการตรวจค้นเครือข่ายยาเสพติดพร้อมกัน 2 จุด ได้แก่ พื้นที่ซอยรางน้ำ และย่านรามคำแหง

ผลการตรวจค้นจุดแรกที่ซอยรางน้ำ เจ้าหน้าที่ตรวจยึดเฮโรอีนซุกซ่อนอยู่ภายในเสื้อกันหนาว โดยมีปลายทางส่งไปยังประเทศออสเตรเลีย สามารถตรวจยึดของกลางได้ประมาณ 9 กิโลกรัม หรือเกือบ 10 กิโลกรัม

ส่วนจุดที่สองในพื้นที่รามคำแหง เจ้าหน้าที่ตรวจพบเฮโรอีนซุกซ่อนอยู่ภายในเสื้อผ้าสีชมพูแบบผ้าไทย ซึ่งมีความแตกต่างจากจุดอื่น เนื่องจากปลายทางของการลำเลียงไม่ได้ส่งไปยังประเทศออสเตรเลีย แต่มีปลายทางเป็นประเทศไต้หวัน ขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบปากคำร่วมกับดีเอสไอ 

พันตำรวจตรีสุริยา เปิดเผยว่า จากการสืบสวนพบว่าเครือข่ายดังกล่าวลำเลียงยาเสพติดเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่ทราบตัวผู้ที่อยู่เบื้องหลังฝั่งประเทศเพื่อนบ้านทั้งหมดแล้ว และได้บูรณาการกำลังร่วมกับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เข้าตรวจค้นและควบคุมตัวผู้ที่ทำหน้าที่ส่งพัสดุจากพื้นที่อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย เข้าสู่กรุงเทพมหานคร พร้อมขยายผลหาผู้ร่วมขบวนการเพิ่มเติม

ในส่วนของปลายทางประเทศออสเตรเลีย ขณะนี้ ป.ป.ส.ทราบตัวผู้ที่วางแผนและเตรียมรับพัสดุที่บรรจุเฮโรอีนแล้ว และได้ประสานข้อมูลไปยังตำรวจสหพันธรัฐออสเตรเลีย (AFP) เพื่อดำเนินการในพื้นที่ ขณะที่ปลายทางประเทศไต้หวัน ซึ่งเป็นเป้าหมายอีกจุดหนึ่งในการลำเลียงยาเสพติด สำนักงาน ป.ป.ส. ได้ประสานหน่วยงานด้านการข่าวของไต้หวันที่มีความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับไทย โดยทั้งสองประเทศอยู่ระหว่างติดตามผู้เกี่ยวข้อง

เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้ติดตามความคืบหน้าคดีนี้อย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันแรก พร้อมให้คำแนะนำในการดำเนินคดี และในช่วงเช้าวันนี้ได้เชิญกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เข้าร่วมประชุม ก่อนประสานรับคดีนี้ไว้เป็นคดีพิเศษ เนื่องจากเป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ มีการดำเนินการเป็นระบบ ครอบ คลุมทั้งผู้หลอกลวง ผู้ร่วมขบวนการ ผู้ทำหน้าที่โอนเงิน ผู้ลำเลียง ผู้บรรจุเฮโรอีนลงในบรรจุภัณฑ์ และผู้ประสานงานในหลายประเทศ ซึ่ง DSI มีความเชี่ยวชาญด้านการประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ

เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงกรณีนางสาวมีนา พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินหญิงชาวไทย ว่าอาจถูกหลอกให้นำพัสดุขึ้นเครื่องบินหรือไม่ พันตำรวจตรีสุริยา กล่าวว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ยังไม่มีโอกาสพูดคุยกับนางสาวมีนาและทนายความ จึงต้องเปิดโอกาสให้ตำรวจออสเตรเลียดำเนินการตามกระบวนการสอบสวน หากสามารถพิสูจน์ได้ว่านางสาวมีนาไม่มีเจตนาเกี่ยวข้อง ก็อาจมีผลต่อการพิจารณาไม่สั่งฟ้อง อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศ จึงยังไม่สามารถระบุได้ว่านางสาวมีนามีส่วนเกี่ยวข้องมากน้อยเพียงใด

จากข้อมูลการสืบสวนของสำนักงาน ป.ป.ส. พบว่า ขบวนการดังกล่าวมีการคัดเลือกบุคคลหลายกลุ่ม ทั้งพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน บุคคลทั่วไป นักเรียน นักศึกษา รวมถึงผู้ที่เดินทางไปต่างประเทศเป็นประจำ โดยใช้วิธีชักชวนให้ ขายน้ำหนักกระเป๋าเพื่อรับจ้างขนสัมภาระ ซึ่งอาจเป็นสิ่งผิดกฎหมายไปยังต่างประเทศ

เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ คนไทยบางส่วนมองว่าไม่ได้สร้างความเสียหายให้ใคร ทั้งที่การกระทำดังกล่าวส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ และอาจตกเป็นเหยื่อของเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ โดยผู้ที่เชิญตัวมาสอบปากคำทั้ง 3 จุด ที่จับกุมได้พร้อม ของกลางพยานหลักฐานต่างปฏิเสธว่าไม่ทราบว่าพัสดุมีสิ่งผิดกฎหมาย แต่เจ้าหน้าที่เห็นว่าในสถานการณ์ปัจจุบัน ผู้รับจ้างหิ้วสัมภาระควรตระหนักถึงความเสี่ยง เนื่องจากมีข่าวการจับกุมลักษณะนี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สำหรับกรณีนางสาวมีนาเดินทางไปประเทศออสเตรเลีย 2 ครั้ง โดยครั้งแรกลงที่นครซิดนีย์ และครั้งที่สองลงที่นครเมลเบิร์นนั้น  พันตำรวจตรีสุริยา กล่าวว่า ตามข้อเท็จจริงนางสาวมีนาเป็นลูกเรือที่มีภารกิจต้องเดินทางไปประเทศออสเตรเลียเป็นประจำ ทำให้จังหวะเวลาจึงตรงกับช่วงที่เครือข่ายต้องการลำเลียงยาเสพติด โดยขบวนการจะเลือกบุคคลที่พร้อมขายน้ำหนักกระเป๋า อย่างไรก็ตาม ป.ป.ส. ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่านางสาวมีนาทราบหรือมีเจตนาเกี่ยวข้อง เนื่องจากยังไม่ได้เห็นพยานหลักฐานทั้งหมด และต้องรอผลการสอบสวนจากทางการออสเตรเลีย

เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวอธิบายว่า ผู้รับจ้างหิ้วสัมภาระมักโพสต์แจ้งน้ำหนักกระเป๋าที่เหลือในสื่อสังคมออนไลน์ หลังจากนั้นก็จะมีผู้ติดต่อเข้ามาขอฝากของ ซึ่งเครือข่ายยาเสพติดจะเฝ้าติดตามและติดต่อผ่านช่องทางดังกล่าว สำหรับกลุ่มที่เคยร่วมขบวนการมาก่อนจะมีความคุ้นเคยและเชื่อใจกัน ทำให้การว่าจ้างดำเนินการได้ง่ายขึ้น โดยผู้ที่เจ้าหน้าที่เชิญตัวมาสอบสวนทั้งสองเป้าหมาย ล้วนเป็นกลุ่มที่เคยรับจ้างลำเลียงของในลักษณะเดียวกันมาก่อน

ส่วนเลขาธิการป.ป.ส.จะต้องเดินทางไปออสเตรเลียเพื่อประสานงานกรณีนี้หรือไม่เลขาธิการป.ป.ส. กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีความจำเป็น เนื่องจากสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่างกันได้อย่างต่อเนื่อง โดยเป้าหมายสำคัญคือการทำลายโครง สร้างเครือข่าย และติดตามตัวหัวหน้าขบวนการที่อยู่ฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างเตรียมดำเนินการออกหมายจับร่วมกับ DSI

สำหรับผู้รอรับยาเสพติดในประเทศออส เตรเลียนั้น เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวว่าขณะนี้เจ้าหน้าที่พบรายชื่อผู้เกี่ยวข้องแล้ว 2-3 ราย ซึ่งยังเป็นคนไทยที่อาศัยอยู่ในออสเตรเลีย โดยอยู่ระหว่างสืบสวนเชื่อมโยงทั้งเครือข่าย

เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวอีกว่า จากการสืบสวนยังพบว่า เมื่อพัสดุเดินทางไปถึงปลายทาง ขบวนการจะนัดหมายให้ผู้รับมารับของที่โรงแรม หรือให้นำพัสดุไปฝากไว้ตามร้านรับฝากของ ก่อนจะมีผู้มารับต่อ โดยกลุ่มคนไทยในประเทศออสเตรเลียมีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายที่เคยถูกจับกุมในจังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดฉะเชิง เทรา และกลุ่มลำเลียงยาเสพติดจากอำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย

เลขาธิการ ป.ป.ส. ยังกล่าวถึงคดีที่ ป.ป.ส.เคยจับกุมที่ผ่านมา ว่าเจ้าหน้าที่จับกุมผู้ต้องหาชาวไทยได้ก่อนขึ้นเครื่องบิน พร้อมตรวจยึดเฮโรอีนรวมกว่า 20 กิโลกรัม โดยพบในกระเป๋าเดินทาง 10 กิโลกรัม และตรวจค้นที่พักพบเพิ่มเติมอีก 10 กิโลกรัม ซึ่งรูปแบบการซุกซ่อนมีลักษณะคล้ายกับคดีปัจจุบัน คือซ่อนอยู่ภายในผ้าพรมเช็ดเท้า หากดูจากภายนอกจะไม่สามารถสังเกตเห็นได้ และจากการสืบสวนพบว่าคดีดังกล่าวเป็นเครือข่ายรูปแบบเดียวกับการลำเลียงยาเสพติดให้นางสาวมีนา โดยมีการพูดคุยเกี่ยวกับการใช้แอร์โฮสเตสเป็นผู้ลำเลียง

“นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังพบว่าบรรจุภัณฑ์ที่ใช้ซุกซ่อนยาเสพติดมีการดัดแปลงมาจากต่างประเทศ ทั้งเสื้อผ้า โถ แจกัน และสิ่งของประเภทต่างๆ ก่อนส่งเข้ามาในประเทศไทยในรูปแบบพัสดุ จากนั้นจะมีผู้รับช่วงนำไปฝากกับกลุ่มรับจ้างหิ้ว ก่อนส่งต่อไปยังผู้รับปลายทาง ขณะที่ผู้บงการตัวจริงยังอยู่เบื้องหลังการดำเนินการทั้งหมด ซึ่ง ป.ป.ส. กำลังเร่งติดตามตัว”

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ในอดีตมีพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินของสายการบินไทยบางส่วนตกเป็นเครื่องมือของเครือข่ายหรือไม่ พันตำรวจตรีสุริยา กล่าวว่า ใน 3 คดีที่เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวผู้เกี่ยวข้อง พบว่ามีพนักงานสายการบินเกี่ยวข้องหลายราย รวมถึงคดีที่เคยจับกุม ซึ่งผู้ต้องหาก็เป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน และยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับการโอนเงินชำระค่าสินค้า รวมถึงการว่าจ้างผู้รับหิ้วของจากพื้นที่ซอยรางน้ำไปยังประเทศออสเตรเลีย โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบสวนร่วมกับ DSI

เลขาธิการ ป.ป.ส. ยังฝากประชาสัมพันธ์ถึงประชาชนว่า หากมีพัสดุตกค้าง หรือได้รับการว่าจ้างให้นำสิ่งของไปต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศออสเตรเลีย ไต้หวัน และนิวซีแลนด์ หากมีความสงสัยขอให้แสดงตัวต่อพนักงานสอบสวนในสถานีตำรวจใกล้บ้าน เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ เนื่องจากหลังจากนี้หากเจ้าหน้าที่ตรวจค้นและพบว่าพัสดุดังกล่าวมียาเสพติดจะไม่สามารถอ้างว่าไม่ทราบหรือกระทำโดยสุจริตได้  โดยสำนักงาน ป.ป.ส. ยืนยันว่าจะให้ความเป็นธรรมกับทุกคนที่เข้ามาแสดงตัวก่อน

นอกจากนี้ สำนักงาน ป.ป.ส. ยังอยู่ระหว่างติดตามชายต้องสงสัยที่นำกล่องพัสดุไปส่งให้นางสาวมีนาที่คอนโดมิเนียม โดยใช้รถยนต์นั่งส่วนบุคคลสีดำขนาดเล็ก ลักษณะคล้ายรถอีโคคาร์ คาดว่าอาจเป็นรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า แต่ไม่สามารถมองเห็นหมายเลขทะเบียนได้ชัดเจน ผู้ต้องสงสัยเป็นชาย สวมเสื้อฮู้ดสีเข้ม เดินทางมาเพียงคนเดียว มีความสูงประมาณ 160-170 เซนติเมตร

จากการตรวจสอบบันทึกของคอนโดมิเนียม ระบุว่าผู้ส่งแจ้งว่าเป็นพนักงานส่งของGrab(แกร็บ) อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถยืนยันข้อเท็จจริงดังกล่าวได้ และกำลังเร่งตรวจสอบในทุกประเด็น เนื่องจากผู้ต้องสงสัยจอดรถในจุดห่างจากอาคารและไม่ได้แจ้งทะเบียนรถไว้กับนิติบุคคล

ขณะเดียวกัน จากการตรวจสอบยังพบว่า มีบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ชื่อ“โรส” เป็นผู้ติดต่อกับนางสาวมีนา โดยแจ้งว่าพัสดุส่งถึงแล้ว พร้อมให้ถ่ายภาพและส่งกลับเพื่อยืนยันการรับของ ส่วนค่าจ้างรับหิ้วจำนวน 8,800 บาทนั้น นางสาวมีนายังไม่ได้รับเงิน เนื่องจากมีการตกลงกันว่าจะจ่ายค่าจ้างหลังจากพัสดุถึงปลายทางเรียบร้อยแล้ว

อย่างไรก็ตาม คดีนี้นายกรัฐมนตรีให้ความสนใจ และสั่งการให้ทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยในวันพรุ่งนี้ (3ก.ค.)จะมีการประชุมคดีดังกล่าวร่วมกับ ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ทำเนียบรัฐบาลในเวลา 14.00 น.

ป.ป.ช. เชือด ‘พ.ต.อ.รุ่งโรจน์’ อดีตรักษาการ ผอ.อคส. จัดฉากฮั้วซื้อขายทุเรียน

ป.ป.ช. เชือด 'พ.ต.อ.รุ่งโรจน์' อดีตรักษาการ ผอ.อคส. จัดฉากฮั้วซื้อขายทุเรียน

ป.ป.ช. เชือด ‘พ.ต.อ.รุ่งโรจน์’ อดีตรักษาการ ผอ.อคส. จัดฉากฮั้วซื้อขายทุเรียน

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.23 น.

วันนี้(2ก.ค.69)นายสุรพงษ์  อินทรถาวร เลขาธิการป.ป.ช. แถลงว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด พันตำรวจเอก รุ่งโรจน์ พุทธิยาวัฒน์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักบริหารกลาง รักษาการแทนผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้า กับพวก กรณีดำเนินโครงการจัดซื้อทุเรียนพันธุ์หมอนทองเพื่อจำหน่ายให้กับผู้ส่งออกต่างประเทศ เมื่อปี พ.ศ. 2563 โดยมิชอบ เอื้อประโยชน์ให้กับบริษัท วรรัตน์ เฟรชฟรุ๊ต จำกัด เป็นเหตุให้องค์การ คลังสินค้าได้รับความเสียหาย

โดยข้อเท็จจริงจากการไต่สวนปรากฏว่า เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2563 สำนักการขายและ จัดจำหน่าย องค์การคลังสินค้า ซึ่งเดิมมีหน้าที่และความรับผิดชอบเกี่ยวกับการจำหน่ายสินค้าเกษตร สินค้า เกษตรแปรรูป สินค้าอุปโภคบริโภคทุกชนิด ได้เพิ่มหน้าที่รับผิดชอบให้รวมถึง “การจัดซื้อสินค้ากรณีที่มีลูกค้า รองรับไว้ล่วงหน้าแล้ว” ต่อมาเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2563 องค์การคลังสินค้าได้รับหนังสือของบริษัท วรรัตน์ เฟรชฟรุ๊ต จำกัด ขอให้รับซื้อทุเรียนในสามจังหวัดชายแดนใต้เพื่อนำมาจำหน่ายให้กับบริษัทของตน เนื่องจาก ต้องการส่งออกทุเรียนไปยังคู่ค้าในประเทศจีน

จากนั้นพันตำรวจเอก รุ่งโรจน์ พุทธิยาวัฒน์ รักษาการแทน ผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้า ได้ลงนามในหนังสือเชิญชวนเสนอราคา พร้อมเอกสารคุณลักษณะของทุเรียน พันธุ์หมอนทอง จำนวน 250 ตัน ส่งไปยังผู้มีอาชีพ จำนวน 3 ราย ได้แก่ บริษัท ชื่อหยวนพาณิชย์ จำกัด บริษัท ลีโรจน์นนท์ เฟรชฟรุ๊ต จำกัด และบริษัท โกลเด้น ฟินิกซ์ จำกัด ตามที่นายเกียรติขจร แซ่ไต่ หัวหน้างาน ตลาดดิจิตอล รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักการขายและจัดจำหน่าย เสนอ ทั้งที่โครงการดังกล่าว ไม่อยู่ในแผนปฏิบัติการประจำปี 2563 หรือขออนุมัติดำเนินโครงการระหว่างปี 2563 (ฉบับปรับปรุง) และไม่มีการกำหนดแผนการจัดซื้อ ไม่เผยแพร่ในเว็บไซต์ขององค์การ ไม่ติดประกาศในที่เปิดเผย และไม่จัดทำรายงาน เหตุผลและความจำเป็น ตามระเบียบองค์การคลังสินค้าว่าด้วยการจัดซื้อสินค้าเพื่อการค้าปกติ พ.ศ. 2561 แต่อย่างใด

ปรากฏว่ามีผู้ยื่นเสนอราคา จำนวน 3 ราย ได้แก่ บริษัท ชื่อหยวนพาณิชย์ จำกัด โดยนางสาววิไลพร แซ่เหยียน กรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัท เสนอราคากิโลกรัมละ 100 บาท บริษัท ลีโรจน์นนท์ เฟรชฟรุ๊ต จำกัด โดยนางสาวบุษราคัม ริยะวงค์ กรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัท เสนอราคากิโลกรัมละ 105 บาท และบริษัท โกลเด้น ฟินิกซ์ จำกัด โดยนางสาวอินทิรา แซ่ซู่ กรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัท เสนอราคากิโลกรัมละ 110 บาท ปรากฏว่าพันตำรวจเอก รุ่งโรจน์ พุทธิยาวัฒน์ รักษาการแทนผู้อำนวยการ องค์การคลังสินค้า อนุมัติให้จัดซื้อทุเรียนพันธุ์หมอนทองจากบริษัทชื่อหยวนพาณิชย์ จำกัด เนื่องจากเสนอราคาต่ำสุด พร้อมทั้งอนุมัติร่างสัญญาซื้อขายทุเรียนพันธุ์หมอนทอง ตามที่นายเกียรติขจร แซ่ไต่ เสนอและบริษัท ชื่อหยวนพาณิชย์ จำกัด ได้ลงนามในสัญญาซื้อขาย ลงวันที่ 1 กันยายน 2563 และดำเนินการส่ง มอบทุเรียนพันธุ์หมอนทอง จำนวน 250,000 กิโลกรัม ให้แก่องค์การคลังสินค้าครบถ้วนตามสัญญา

จากนั้นนายเกียรติขจร แซ่ไต่ หัวหน้างานตลาดดิจิตอล รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการ ได้มีบันทึกเสนอขออนุมัติจำหน่ายทุเรียนพันธุ์หมอนทองให้กับบริษัท วรรัตน์ สำนักการขายและจัดจำหน่าย เฟรชฟรุ๊ต จำกัด ในราคากิโลกรัมละ 103 บาท และยกร่างสัญญาซื้อขายทุเรียนพันธุ์หมอนทอง โดยปรับแก้จาก สัญญาซื้อขายข้าวสารที่ผ่านการตรวจร่างจากสำนักงานอัยการสูงสุดแล้ว ให้แตกต่างไปจากสัญญาซื้อขายข้าวสาร ดังกล่าว โดยไม่ส่งร่างสัญญาไปให้สำนักงานอัยการสูงสุดตรวจ ซึ่งพันตำรวจเอก รุ่งโรจน์ พุทธิยาวัฒน์ รักษาการ แทนผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้า ลงนามอนุมัติตามเสนอ จากนั้นบริษัท วรรัตน์ เฟรชฟรุ๊ตจำกัด ได้มี ใบสั่งซื้อทุเรียนจำนวน 250,000 กิโลกรัมๆ ละ 103 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 25,750,000 บาท

ต่อมาเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2563 บริษัท วรรัตน์ เฟรชฟรุ๊ต จำกัด ได้ลงนามในสัญญาซื้อขาย ทุเรียนพันธุ์หมอนทองกับองค์การคลังสินค้า โดยไม่ได้นำเงินสด หรือแคชเชียร์เช็ค หรือหนังสือค้ำประกัน ธนาคาร หรือทรัพย์สิน มาวางเป็นหลักประกันตามสัญญา ตามที่ระบุไว้ในสัญญา ข้อ 6 แต่องค์การคลังสินค้า ก็ยังส่งมอบทุเรียนพันธุ์หมอนทองให้บริษัทดังกล่าว จำนวน 250,000 กิโลกรัม ครบถ้วนตามสัญญา และ ไม่ปรากฏว่าบริษัท วรรัตน์ เฟรชฟรุ๊ต จำกัด ได้ชำระเงินค่าทุเรียนแต่อย่างใด องค์การคลังสินค้าจึงมีหนังสือแจ้งให้บริษัท วรรัตน์ เฟรชฟรุ๊ต จำกัด ชำระหนี้ จำนวน 3 ครั้ง แต่บริษัทก็ยังมิได้ชำระหนี้ จนกระทั่งเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2565 องค์การคลังสินค้าได้ยื่นฟ้องบริษัท วรรัตน์ เฟรชฟรุ๊ต จำกัด ต่อศาล ให้ชำระเงินค่าทุเรียน พันธุ์หมอนทอง พร้อมดอกเบี้ยผิดนัด จำนวน 27,351,438.35 บาท

ต่อมาองค์การคลังสินค้า และบริษัทวรรัตน์ เฟรชฟรุ๊ต จำกัด ได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความ และศาลได้มีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอม ยอมความ ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2565 บริษัท วรรัตน์ เฟรชฟรุ๊ต จำกัด ได้นำเงินมาชำระ จำนวน 7,000,000 บาท และเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2566 บริษัท วรรัตน์ เฟรชฟรุ๊ต จำกัด ได้ชำระหนี้ให้องค์การ คลังสินค้า จำนวน 3,000,000 บาท รวมทั้งสิ้น 10,000,000 บาท คงเหลือหนี้เงินต้น ณ วันที่ 26 มกราคม 2566 จำนวน 19,128,621.61 บาท ดอกเบี้ยผิดนัดอัตราร้อยละ 5% ต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น ปัจจุบัน อยู่ระหว่างการบังคับคดี

ทั้งนี้ ปรากฏข้อเท็จจริงว่า นางจันทิพย์ ริยะวงค์ กรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัท วรรัตน์ เฟรชฟรุ๊ต จำกัด เป็นผู้เริ่มก่อการจัดตั้งบริษัทและเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามบริษัท ชื่อหยวน พาณิชย์ จำกัด นางสาววิไลพร แซ่เหยียน ซึ่งมีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นบริษัท วรรัตน์ เฟรชฟรุ๊ต จำกัด และมีชื่อเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัท ชื่อหยวนพาณิชย์ จำกัด แท้จริงแล้วเป็นเพียงลูกจ้างของนางจันทิพย์ ริยะวงค์ เท่านั้น สำหรับบริษัท ลีโรจน์นนท์ เฟรชฟรุ๊ต จำกัด โดยนางสาวบุษราคัม ริยะวงค์ กรรมการ ผู้มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัท ปรากฏว่านางสาวบุษราคัม ริยะวงค์ เป็นบุตรสาวของน้องชายร่วมบิดามารดา เดียวกันกับนางจันทิพย์ ริยะวงค์ ส่วนบริษัท โกลเด้น ฟินิกซ์ จำกัด โดยนางสาวอินทิรา แซ่ซู่ กรรมการ ผู้มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัท ปรากฏว่ายินยอมลงนามในใบเสนอราคาแล้วมอบให้กับนางจันทิพย์ ริยะวงค์ เพื่อนำเอกสารมาใช้ในการเสนอราคา ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วเห็นว่า

1.การกระทำของพันตำรวจเอก รุ่งโรจน์ พุทธิยาวัฒน์ มีมูลความผิดทางอาญา ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 8 และมาตรา 11 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 10 และมาตรา 12 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ตามข้อบังคับว่าด้วยระเบียบพนักงานองคการคลังสินค้า (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2516 แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 61 พ.ศ. 2560

2.การกระทำของนายเกียรติขจร แซ่ไต่ มีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นผู้สนับสนุน พนักงาน ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 8 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 และมาตรา 11 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 10 และมาตรา 12 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ตามข้อบังคับว่าด้วยระเบียบพนักงานองคการคลังสินค้า (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2516 แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 61 พ.ศ. 2560

3. การกระทำของบริษัท วรรัตน์ เฟรชฟรุ๊ต จำกัด นางจันทิพย์ ริยะวงค์ บริษัท ชื่อหยวน พาณิชย์ จำกัด นางสาววิไลพร แซ่เหยียน หรือนางวิไลพร สรรพนุเคราะห์ บริษัท ลีโรจน์นนท์ เฟรชฟรุ๊ต จำกัด นางสาวบุษราคัม ริยะวงค์ บริษัท โกลเด้น ฟินิกซ์ จำกัด และนางสาวอินทิรา แซ่ซู่ มีมูลความผิด ทางอาญา ฐานเป็นผู้สนับสนุนพนักงานตามฐานความผิดดังกล่าว และมีมูลความผิดฐานตกลงร่วมกันในการ เสนอราคา ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 4 จึงให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน สำเนาอิเล็กทรอนิกส์ และคำวินิจฉัยไปยัง อัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี และส่งรายงาน สำนวน การไต่สวน เอกสารหลักฐาน และคำวินิจฉัยไปยังผู้บังคับบัญชา เพื่อดำเนินการทางวินัย ตามฐานความผิด ดังกล่าวตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 91 (1) (2) และมาตรา 98 ต่อไป และให้แจ้งองค์การคลังสินค้า ดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจ เพื่อให้มีการชดใช้ค่าเสียหาย  ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 82 วรรคสอง

โฆษก กมธ.ป.ป.ช. แย้มสอบปม ส่วย-อิทธิพลในภูเก็ต ลามพัน ทุจริตสอบท้องถิ่น

โฆษก กมธ.ป.ป.ช. แย้มสอบปม ส่วย-อิทธิพลในภูเก็ต ลามพัน ทุจริตสอบท้องถิ่น

โฆษก กมธ.ป.ป.ช. แย้มสอบปม ส่วย-อิทธิพลในภูเก็ต ลามพัน ทุจริตสอบท้องถิ่น

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.21 น.

โฆษก กมธ.ป.ป.ช. แย้มสอบปม ส่วย-อิทธิพลในภูเก็ต ลามพัน ทุจริตสอบท้องถิ่น เส้นเงินโยงถึง บิ๊ก ขรก.ระดับท้องถิ่น ยังอุบสาวถึง คนใน มท. หรือไม่ ชี้หน่วยเกี่ยวข้องกำลังดำเนินการสืบสวนอยู่ ชี้ ปชช.-ผู้ประกอบการ ในพื้นที่โอดหนักโดนรีดส่วยเพิ่มเป็น 2 เท่า เผยสัปดาห์หน้าเชิญ ป.ป.ช. ให้ข้อมูลเคส โกงล๊อตใหญ่สอบท้องถิ่น

เมื่อวันที่ 2 ก.ค.2569 ที่รัฐสภา นายธนาธาร ประมูลพงษ์ สส.ชลบุรี พรรคประชาชน ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร แถลงภายหลังการประชุมกมธ.ฯ ที่มีการเชิญพล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง มาให้ข้อมูลการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น ที่มีความเชื่อมโยงกับส่วย ผู้มีอิทธิพล และข้าราชการในจังหวัดภูเก็ตว่า ทาง พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ให้ข้อมูลว่า ข้าราชการระดับจังหวัดรายหนึ่งที่ถูกจับกุม และถูกสอบสวนเส้นทางการเงินเชื่อมโยงกับการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่นด้วย แม้ว่าเส้นทางการเงินไปถึงจุดนั้นแล้ว กลับกลายเป็นว่าคนที่ถูกฝากให้เข้าไปทุจริตการสอบสอบจำนวน 3 รายกลับสอบไม่ติด โดยมีการคืนเงินมาจำนวน 900,000 บาท ขาดไปอีก100,000บาท กลับวนเข้าไปสู่บัญชีม้าของทางข้าราชการระดับจังหวัดรายดังกล่าว

นอกจากนี้ในการสืบสวนไม่ได้มีเพียงเท่านั้น ยังเชื่อมโยงไปอีก3เส้นทางการเงิน แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลได้ เพราะอยู่ในระหว่างการสืบสวนสอบสวน ส่วนที่มีการเชื่อมโยงไปยังผู้มีอิทธิพลที่ชื่อโก ว.เชื่อมโยงไปถึงเจ้าหน้าที่ อส.รายหนึ่ง และกำลังต่อยอดไปยังข้าราชการระดับบิ๊ก ทางตำรวจสอบสวนกลาง และกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ(บก.ปปป.) กำลังดำเนินการอยู่ ทางกมธ.ฯก็พร้อมติดตาม

เมื่อถามว่าที่เชื่อมโยงข้าราชการระดับบิ๊ก เป็นระดับรองปลัดกระทรวงมหาดไทยหรือไม่ นายธนาธาร กล่าวว่า ยังเชื่อมโยงอยู่ในระดับท้องถิ่น ส่วนจะเชื่อมโยงไปถึงคนในระดับกระทรวงมหาดไทยหรือไม่ ยังให้ข้อมูลไม่ได้ เพราะเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกำลังดำเนินการสืบสวนอยู่

“อยากให้เห็นข้อมูลว่าเรื่องส่วย และผู้มีอิทธิพลในจังหวัดภูเก็ตมันต่อเนื่องเชื่อมโยงกับการทุจริตการสอบข้าราชการท้องถิ่น ปัญหาในพื้นที่ภูเก็ต ประชาชน และผู้ประกอบมองว่าถูกเอารัดเอาเปรียบ มีการเก็บส่วยระดับจังหวัดจาก1เท่า เพิ่มเป็น2เท่า ทำให้เกิดความไม่พอใจจากประชาชน และผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ ” โฆษกกมธ.ป.ป.ช. กล่าว

นายธนาธาร กล่าวต่อว่า ขณะที่การสอบสวนการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่นที่มีการจับกุมล๊อตใหญ่ที่จังหวัดนนทบุรี ในสัปดาห์หน้ากมธ.ฯจะมีการเชิญคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) มาให้ข้อมูลการสอบสวน เพราะเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรงในการดำเนินการ ทั้งนี้ กรณีดังกล่าวซึ่งเป็นคนละประเด็นกับกรณีส่วยหรือผู้มีอิทธิพลในจังหวัดภูเก็ตที่เชื่อมโยงกับการสอบข้าราชการท้องถิ่น กมธ.ฯจะแยกประเด็นในการดำเนินการ

นายกฯ นำแถลงผลทุจริตสอบท้องถิ่น แฉกลโกง แก้คะแนนในไฟล์ข้อสอบ จ่อฟันวินัย-ลุ้นโมฆะหากบรรจุแล้ว

นายกฯ นำแถลงผลทุจริตสอบท้องถิ่น แฉกลโกง แก้คะแนนในไฟล์ข้อสอบ จ่อฟันวินัย-ลุ้นโมฆะหากบรรจุแล้ว

นายกฯ นำแถลงผลทุจริตสอบท้องถิ่น แฉกลโกง แก้คะแนนในไฟล์ข้อสอบ จ่อฟันวินัย-ลุ้นโมฆะหากบรรจุแล้ว

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.38 น.

นายกฯ นำแถลงผลสอบทุจริตสอบขรก.ท้องถิ่น เผย ช่วงรอยต่อ รบ.หนู 1 มีพวกย่ามใจ คิด รบ.อยู่ไม่นาน แฉกลโกง แก้คะแนนในไฟล์ข้อสอบ ย้ำข้อมูลต้องแน่น พวกชั่ว ขายชาติ ต้องดิ้นไม่หลุด เผย มท. ตั้งคกก.สอบวินัยฟันขรก.เอี่ยว ปูดคนมีชื่อเสียง-ตำแหน่งสูงกล่าวหาลอยๆ ไม่ได้ จ่อโมฆะหากบรรจุไปแล้ว

เมื่อวันที่ 2 ก.ค.2569 ที่ตึกนารีสโมสร นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย  และนายสันติธร ยิ้มละมัย รองปลัดกระทรวงมหาดไทยด้านพัฒนาชุมชนและการส่งเสริมพัฒนาท้องถิ่น แถลงข่าวเรื่องการทุจริตการสอบข้าราชการท้องถิ่น

โดยนายกฯ กล่าวว่า ตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วเป็นต้นมาได้มีการสืบสวนสอบสวน ซึ่งต้องขอชื่นชมคณะกรรมการที่ตรวจสอบเรื่องนี้  ภายในระยะเวลาที่ตนขอให้ตรวจสอบภายใน 7 วัน ซึ่งครบกําหนดเมื่อวานนี้( 1ก.ค.) ในที่สุดพบว่าความไม่โปร่งใส ไม่สุจริต มีความพยายามที่จะทําให้เกิดการโกง เพื่อให้คนที่มีความเชื่อมโยงกันได้ผลประโยชน์ ได้รับการคัดเลือกบรรจุเป็นข้าราชการในส่วนท้องถิ่น ทั้งนี้มีหลายหน่วยงานร่วมตรวจสอบด้วย ซึ่งแต่ละหน่วยงานก็มีข้อมูลของตัวเอง โดยบางหน่วยงานก็สอบสวนลงลึกไปมากแล้ว 

นายกฯ กล่าวว่า ทุกหน่วยงานได้มีการลงนาม เอ็มโอยู สมัยที่ตน เป็นรองนายกฯและรมว.มหาดไทย ในปี 2566 ช่วงเดือนต.ค.และพ.ย. มีข่าวทํานองนี้ขึ้นมาและตนได้สั่งการ ให้ชะลอและไม่ให้มีการสอบ ให้ดําเนินการสอบตามมาตรฐานใหม่ โดยได้เปลี่ยนมหาวิทยาลัยที่เป็นสนามสอบ ล่าสุดใช้เวลา 2 ปีกว่าที่จะมีการสอบ ตนได้สอบถามไปว่าเหตุใดจึงมีการเร่งสอบในตอนนี้ ทั้งที่ตนได้สั่งยกเลิกไปแล้ว มันเลยทําให้ไม่ได้มีการสอบมา 3 ปีแล้ว และในช่วงปลายปี 2568 พวกที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตคงคิดว่าจะมีแค่รัฐบาลหนู 1 ไม่ได้เกรงกลัวอะไร ก็คิดว่าเดี๋ยวคงมีการเปลี่ยนแปลงในกระทรวงมหาดไทย การสอบก็ยังไม่มีใครมารายงานสักคนว่ามันมีเรื่องการสอบพวกนี้ ถ้าถามว่า เขาผิดหรือไม่ที่ไม่ได้มารายงาน ก็ไม่ผิด เพราะเป็นการกระทําภายในขอบเขตอํานาจของกรม รัฐมนตรี หรือนายกฯ ไม่สามารถไปรู้ทุกเรื่องได้ อย่างนั้นมันก็เป็นการทํางานแบบล้วงลูก ถ้าสอบแล้วมันผ่านไปด้วยดีไม่มีคนร้องเรียน ไม่มีการทุจริต ทุกคนได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรม ก็ไม่มีปัญหาอะไร นี่คือสิ่งที่รัฐบาลได้ทําไว้ 

นายกฯ กล่าวว่า เมื่อตนเข้ามาในสมัยที่ 2  แล้วก็คงเป็นเรื่องที่ผิดความคาดหมาย เขาเลยไปแก้คําตอบ และไฟล์ข้อมูล ตนก็ยังเห็นเลยว่าสุ่มตรวจกระดาษคําตอบ คะแนนได้ 45 คะแนน แต่ว่าผลประกาศออกมาได้ 77 คะแนน ฉะนั้นการสุ่มตรวจ ที่เขาตรวจไป 80 คน อยู่ในลักษณะเช่นนี้หมด ตนยังบอกเลยว่าอะไรกันคําตอบไม่มีรอยดินสอล้นออกมาในช่องเลย ทําไมเก่งจัง ก็แปลว่า เขาเตรียมการไว้หมด เขาก็ไปทําและอ้างว่าเดี๋ยวเอกสารเยอะ เดี๋ยวจะตรวจสอบไม่ทัน เดี๋ยวจะไปทําโปรแกรมที่เกี่ยวกับเอไอ จึงเป็นที่มาของการไปสร้างกระดาษคําตอบนี้ขึ้นมา โดยอ้างว่าเป็นกระดาษคําตอบที่ล้อมากับคนที่ทำข้อสอบจริง 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจังหวะนี้ นายกฯ ได้ชูตัวอย่างกระดาษคําตอบ พร้อมพูดว่า ” อันนี้เป็นกระดาษปลอม ไม่ใช่ของจริง เราไม่จําเป็นต้องถามหรอก กระบวนการนี้มันทุจริตแน่นอน ซึ่งกระทรวงมหาดไทยตั้งคณะกรรมการสอบ ในการสอบดำเนินการวินัยร้ายแรง กับผู้ที่เข้าข่าย ซึ่งไม่สามารถเปิดเผยชื่อตอนนี้ได้  เพราะเรายังไม่ได้ดําเนินคดี จะเป็นการกล่าวหาเขา เพราะมีบุคคลที่มีชื่อเสียงและมีตําแหน่งสูง เราจะไปกล่าวหาลอย ๆ ไม่ได้ จะต้องมีข้อมูล จะต้องรอผลสอบของหลาย ๆ หน่วยงานมายันข้อมูลกัน  เพื่อให้รูปคดี มีความกระชับและมีความแน่นหนา โอกาสที่จะดิ้นหลุดก็ไม่มี ซึ่งก็มีทั้งเรื่องการโอนเงิน มีการบรรจุคน มีการแก้คะแนน ดูแต่ละเรื่องที่ทําเป็นอาญาแผ่นดินทั้งนั้น อย่างที่บอกพวกชั่ว ขายชาติ อันนี้คือความรู้สึก ที่ทุกคนก็คิดแบบนี้เหมือนกัน แต่เราจะบอกว่าคนนี้เป็นคนชั่ว คนนี้เป็นคนขายชาติ คนนี้เป็นคนที่โกงเฉยๆไม่ได้ เราต้องไปพูดให้เขารับข้อกล่าวหานี้ด้วยหลักฐาน ในรัฐบาลตนต้องมีหลักฐานที่เป็นที่ประจักษ์ ต้องมัดตัวให้แน่น ดิ้นไม่หลุด เราทํางานกันแบบนี้ ที่ผ่านมาก็ยังไม่เห็น ทีใครรอดสักราย 

นายกฯ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้อีก 6 หน่วยงานก็จะดําเนินการตรวจสอบในหน่วยงานของตัวเองที่เกี่ยวข้อง ทั้งเรื่องเส้นทางการเงิน การฟอกเงิน ขอให้ประชาชนสบายใจได้ว่า จากนี้ไปถ้าใครคิดจะโกง ก็อยู่ไม่ได้แล้ว พลาดไปโดนใครก็คนนั้น และเท่าที่ทราบก็มีเยอะแล้ว มีทั้งเส้นการเงินเส้นการร่วมมือและผู้ร่วมกระบวนการ 

เมื่อถามว่า สามารถเปิดเผยชื่อผู้ร่วมกระบวนการได้หรือไม่ นายกฯ กล่าวต่อว่า ปิดชื่อถือพฤติกรรม ไม่ใหญ่ทําไม่ได้หรอก เขาคงต้องเร่งทํา เพราะหลายคนบรรจุไปแล้ว ซึ่งผู้ที่บรรจุไปแล้วก็ต้องขอแสดงความเสียใจด้วย ถ้าหากออกมาแล้วมันผิด ถ้าที่มาผิดทุกอย่างต้องเป็นโมฆะหมด ใครทําอะไรไว้ก็รู้อยู่แก่ใจ คิดว่าไม่น่าจะพ้นไปได้ และหลังจากนี้การสอบสวนก็จะเพิ่มความเข้มข้น เพิ่มน้ําหนัก เพิ่มทีมงาน บูรณาการร่วมกันของทุกหน่วยงาน เพื่อเอาผิดกับขบวนการนี้ 

นายกฯกล่าวด้วยว่า ในที่ 1 ก.ค. ตนทราบมาว่า ทราบมาว่าจะมีการบรรจุข้าราชการ แต่เมื่อมีการทุจริตจากการสอบครั้งนี้ก็ไม่ควรบรรจุ เพราะมีการทุจริตในการสอบครั้งนี้ ควรจะชะลอ ยืดเวลา หรือยกเลิก ซึ่งตนได้สั่งการปลัดกระทรวงมหาดไทย และรับดำเนินการ แต่การจะบรรจุหรือไม่นั้นมีคณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น (ก.ส.ถ.) มาดูว่าควรจะบรรจุหรือไม่ ซึ่งในคณะกรรมการชุดนี้มีบุคคลภายนอกเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการด้วย ในที่ประชุม กระทรวงมหาดไทยเสนอให้ชะลอ แต่คณะคณะกรรมการส่วนใหญ่ที่มาจากภายนอกไม่เห็นด้วย ลงมติให้มีการบรรจุต่อไป เมื่อมาพบเช่นนี้ ความรับผิดชอบอยู่ที่ก.ส.ถ.นี้ด้วย ตนขอชี้แจงว่ารัฐบาลไม่ใช่ไม่ทําอะไร เราทําทุกอย่างแล้ว เดี๋ยวก็ต้องมาดูพยานหลักฐานแล้วค่อยว่ากัน 

เมื่อถามอีกว่า ในช่วงรัฐบาลหนู 1 ใครเป็นคนย่ามใจ นายกฯ กล่าวว่า ตอนรัฐบาลหนู 1 มีคนย่ามใจเยอะ ไม่ใช่เรื่องนี้เรื่องเดียว เราเข้าใจว่าตอนนั้นเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย จะไปวันไปพรุ่งก็ไม่รู้ และยุบสภาก่อนวันที่เรากําหนด และเป็นรัฐบาลรักษาการณ์ หลังจากนั้นเราก็เป็นรัฐบาลมีเอกภาพ 

“ตอนนี้เรื่องการตรวจสอบของแต่ละหน่วยงานไม่ต้องห่วงหรอก พอเกิดเรื่องแบบนี้ มันไม่มีทางเปิดสอบ ไม่มีใครกล้าเปิดสอบหรอกตอนนี้ ไปท้าให้เขาเปิดสอบ อีก 2 เดือนคงไม่มีใครยอมจะมาเปิดสอบเลย ผมถือว่าเป็นการลดจํานวน ข้าราชการ ผมเชื่อว่าที่อ้างกันมา 3 ปี ไม่ได้สอบเลย ผมก็ไม่เห็นว่าการให้บริการประชาชน การทำงานประสิทธิภาพจะลดลง ตรงกันข้าม ผมคิดว่ายิ่งคนน้อย ประหยัดงบประมาณแผ่นดิน และทํางานอย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นด้วยซ้ำ ถ้าผมทําได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องอาศัยคณะกรรมการ ผมไม่ให้มีการสอบหรอก ช่วงทำงานอยู่กระทรวงมหาดไทยมา 3 ปี ไม่ได้รู้สึกเลยว่าประสิทธิภาพงานของกระทรวงมหาดไทยลดลง ด้วยประสิทธิภาพข้าราชการที่มีอยู่ ทุกวันนี้ยังรู้สึกว่าข้าราชการเยอะไปด้วยด้วยซ้ํา และคิดว่าถ้าเกษียณไปแล้ว ไม่ต้องเพิ่ม มอบหมายคนที่อยู่ให้ทํางานเพิ่มมากขึ้น ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เป็นสิ่งที่สนุก “นายกฯ กล่าว

เมื่อถามถึงกรณีมีกระแสข่าวว่า นายรัชพงษ์ ชูแก้ว เลขานุการ รมว.คมนาคม ยื่นลาออก เนื่องจากมีข่าวว่าเชื่อมโยงกับประเด็นการสอบข้าราชการท้องถิ่น และข้อสงสัยเรื่องความสัมพันธ์กับผู้สอบที่ได้ลำดับต้นๆ นายกฯ ตอบว่า ยังไม่รู้เรื่องเลยคือใคร ต้องไปถามนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯและรมว.คมนาคม ตนยังไม่รู้เรื่อง ตอนเพิ่งกลับมา 

ผู้สอบท้องถิ่น ร้อง นายกฯ หวั่นรอบ 4 ไม่เรียกบรรจุ ด้าน รัฐบาล ยันให้ความเป็นธรรมคนสุจริต

ผู้สอบท้องถิ่น ร้อง นายกฯ หวั่นรอบ 4 ไม่เรียกบรรจุ ด้าน รัฐบาล ยันให้ความเป็นธรรมคนสุจริต

ผู้สอบท้องถิ่น ร้อง นายกฯ หวั่นรอบ 4 ไม่เรียกบรรจุ ด้าน รัฐบาล ยันให้ความเป็นธรรมคนสุจริต

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.58 น.

ผู้สอบท้องถิ่น ร้อง นายกฯ หวั่นรอบ 4 ไม่เรียกบรรจุ ด้าน รัฐบาล พร้อมประสานมหาดไทย คลายกังวล ยันให้ความเป็นธรรมคนสุจริต

เมื่อวันที่ 2 ก.ค.2569 ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ทำเนียบรัฐบาล นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล 1111  และ น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นตัวแทนรัฐบาล รับหนังสือจากกลุ่มตัวแทนผู้เข้าสอบข้าราชการท้องถิ่น ที่เดินทางมายื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อขอความเป็นธรรม หลังได้รับผลกระทบจากการชะลอบรรจุราชการท้องถิ่น จากกรณีการทุจริตการจัดสอบที่เกิดขึ้น 

โดยนางยุพา กล่าวในช่วงต้นก่อนการหารือว่า นายกรัฐมนตรีได้สั่งการ และเน้นย้ำทางสำนักนายกรัฐมนตรี โดยศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล 1111 มารับฟัง และรับเรื่องจากทุกท่าน เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหา พร้อมฝากเป็นกำลังใจ ทุกอย่างจะทำด้วยความโปร่งใส และเป็นธรรมกับทุกคน ซึ่งได้นำเรียนเบื้องต้นกับนายกรัฐมนตรีแล้ว และนายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำกลับมาว่า ขอให้ดำเนินการไปตามข้อเท็จจริง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็อยู่ในกระบวนการสอบสวน ส่วนของเราจะมีหน้าที่ในการรวบรวมข้อมูลของผู้ที่ได้รับความเสียหาย 

ด้าน น.ส.รัชดา กล่าวว่า  ตนและปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่เป็นตัวแทนของนายกรัฐมนตรีมารับเรื่องร้องทุกข์ โดยหลักการนายกรัฐมนตรีสั่งไว้ว่าผู้ที่กระทำความผิดจะต้องนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และดำเนินการอย่างจริงจังกับผู้ที่กระทำผิด ส่วนผู้ที่ตั้งใจสอบ ทำทุกอย่างโดยสุจริตและได้รับผลกระทบก็ต้องดูแลให้ได้รับความเป็นธรรม โดยศูนย์จะมีการประสานถึงข้อกังวลใจของผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน เพื่อสร้างความกระจ่าง เนื่องจากหน่วยงานเราเป็นหน่วยงานกลางที่จะรับเรื่องร้องทุกข์ ส่งไปยังนายกรัฐมนตรีเพื่อให้สั่งการ และดำเนินการต่อไป ซึ่งประเด็นหลักวันนี้มีช่องว่างของการสื่อสาร คนที่ได้รับการประกาศ ว่าผ่านการคัดเลือกแล้วต้องมารายงานตัวในกลุ่มที่ 4 ยังไม่ได้รับแจ้งจากกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) จึงเกิดความกังวลว่าจะดำเนินการอย่างไร 

เมื่อถามว่า การมายื่นหนังสือยังมีช่องทางอื่น ให้สามารถยื่นร้องเรียนได้หรือไม่ น.ส.รัชดา กล่าวว่า ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล 1111 จะรับเรื่องร้องทุกข์ทุกเรื่องอยู่แล้ว ไม่ใช่เฉพาะกรณีนี้ หลังจากนี้จะประสานไปยังกระทรวงมหาดไทยโดยเร็ว เพื่อสื่อสารไปอีกทางหนึ่งให้เข้าใจว่าผู้ที่ผ่านกระบวนการสอบจะต้องดำเนินการอย่างไรต่อ เหตุใดจึงเงียบหายไป 

น.ส.รัชดา กล่าวอีกว่า มีการส่งเรื่องร้องเรียนทุจริตการสอบท้องถิ่นมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งข้อเสนอแนะ และความเดือดร้อน แต่ยืนยันว่า ขณะนี้การร้องเรียนยังไม่เกิน 100 เรื่อง ส่วนจะมีการสรุปเป็นรายงานส่งนายกรัฐมนตรีได้เมื่อใดนั้น ที่ผ่านมาก็มีการรายงานต่อนายกรัฐมนตรีอย่างต่อเนื่อง ก่อนที่จะไปรายงานต่อนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง 

เมื่อถามว่า เรื่องที่ร้องเรียนมีเรื่องใดเป็นส่วนใหญ่ น.ส.รัชดา กล่าวว่า มีทั้งส่งเรื่องร้องเรียนไปที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งเป็นการทำงานสองขา คดีอาญาให้เป็นหน้าที่ของตำรวจ และ ป.ป.ท. รวมทั้งกระทรวงมหาดไทย แต่เราเป็นอีกหนึ่งขาที่จะต้องดูแลผู้ที่ได้รับผลกระทบ 

น.ส.รัชดา กล่าวว่า ผู้ที่ได้รับผลกระทบสามารถยื่นเรื่องราวร้องทุกข์ โดยไม่มีการกำหนดกรอบเวลา

ในช่วงท้าย ผู้ที่มายื่นหนังสือ ได้กล่าวกับปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีว่า “ขอให้ได้รับข่าวดี” ขณะที่ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “เป็นกำลังใจให้นะคะ”

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มตัวแทนผู้เข้าสอบ ได้เดินทางไปยื่นหนังสือที่ ป.ป.ช. และสภาผู้แทนราษฎร มาแล้ว ก่อนจะเดินทางไปยื่นหนังสือต่อที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.)

นายกฯ ปลื้ม สุริยะ คุยมาเลเซีย แก้ปัญหาแบนกุ้งไทย มีแนวโน้มค่อนข้างดี

นายกฯ ปลื้ม สุริยะ คุยมาเลเซีย แก้ปัญหาแบนกุ้งไทย มีแนวโน้มค่อนข้างดี

นายกฯ ปลื้ม สุริยะ คุยมาเลเซีย แก้ปัญหาแบนกุ้งไทย มีแนวโน้มค่อนข้างดี

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.07 น.

นายกฯชม ‘สุริยะ’คุยมาเลเซีย แก้แบนกุ้งไทย แนวโน้มดีมาก นำร่องก่อนเยือนมาเลเซีย สัปดาห์หน้า เตรียมคุย ‘อันวาร์’ ชายแดน-มั่นคง

วันที่ 2 กรกฎาคม 2569 เวลา 13.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์เตรียมความพร้อมการเดินทางเยือนประเทศมาเลเซีย ระหว่างวันที่ 9-10 ก.ค.นี้ จะมีการหารืออะไรกับผู้นำมาเลเซียบ้าง ว่า พูดคุยกันหลายเรื่องทั้งเรื่องสถานการณ์ชายแดนเรื่องความรุนแรง เรื่องเกษตรทั้งกุ้งและปลา

ซึ่งตอนนี้เบื้องต้นนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว. เกษตรและสหกรณ์ ได้บินไปพบกับรมว.เกษตรฯมาเลเซีย ประชุมจริงจังมีการร่างข้อตกลงการแก้ไข ซึ่งแนวโน้มค่อนข้างดี เป็นเรื่องที่ดีมาก และในช่วงที่ตนเดินทางเยือนประเทศรัสเซีย ได้พบกับอันวาร์ บิน อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ก็มีการตกลงกันว่าเราจะแก้ปัญหานี้ให้ได้ก่อนที่ตนจะเดินทางไปเยือนมาเลเซีย อย่างเป็นทางการในสัปดาห์หน้า โดยการเดินทางเยือนมาเลเซียในครั้งนี้ ก็จะลงนามร่างข้อตกลงในการแก้ปัญหาเรื่องการแบนนำเข้ากุ้งจากประเทศไทยด้วย 

นอกจากนี้ การเดินทางเยือนมาเลเซียมีหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมถึงมีหน่วยงานความมั่นคง ทหารร่วมคณะเดินทางไปกับตนด้วย เพื่อหารือในเรื่องที่เกี่ยวข้องด้วย  โดยจะมีการพูดคุยเรื่องอุตสาหกรรมอาหารฮาลาล เรื่องความมั่นคง และเรื่องชายแดน

อนุทิน สยบกระแสรอยร้าว 2 น. บอกไม่ต้องอธิบาย ยัน พรรคภูมิใจไทยเหนียวแน่น

อนุทิน สยบกระแสรอยร้าว 2 น. บอกไม่ต้องอธิบาย  ยัน พรรคภูมิใจไทยเหนียวแน่น

อนุทิน สยบกระแสรอยร้าว 2 น. บอกไม่ต้องอธิบาย ยัน พรรคภูมิใจไทยเหนียวแน่น

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.14 น.

“อนุทิน” สยบกระแสรอยร้าว 2 น. บอกไม่ต้องอธิบาย เคยจะเปลี่ยนชื่อเป็น “เนทิน – อนุวิน” ยันภูมิใจเหนียวแน่น ท้าลองกล้าทะเลาะดู โดนมาแล้วไม่รู้กี่คน 

วันที่ 2 กรกฎาคม 2569 เวลา 13.00 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวรอยร้าว 2 น.ในพรรคภูมิใจไทย โดยอนายอนุทิน กล่าวว่า “เลขาธิการพรรคตอบไปแล้ว เป็นเรื่องนก กับเน พ่อลูก”

ผู้สื่อข่าวจึงถามกลับว่า แล้วหนูกับเนเป็นอย่างไร นายอนุทิน ตอบว่า “ไม่ต้องห่วง” พร้อมถามกลับว่า “ทำไมต้องสงสัย” ผู้สื่อข่าวจึงบอกว่า ต้องการให้นายกฯ อธิบายให้ชัด ก่อนที่นายอนุทินจะระบุว่า ไม่เห็นต้องอธิบายอะไรเลย และสมัยก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็นเนทิน กับอนุวินอยู่แล้ว ขออย่าใส่ใจเรื่องไม่เป็นเรื่อง  

เมื่อถามย้ำว่า แปลว่ายังเหนียวแน่นกันดีหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “มันไม่ต้องแปลนี่ครับ” 

ส่วนในระดับลูกน้องมีการขัดแย้งกันหรือไม่ นายอนุทิน หัวเราะ แล้วบอกว่า พอบอกข้างบนไม่ทะเลาะ ก็บอกว่าลูกน้องทะเลาะ ลูกน้องใครในพรรคภูมิใจไทย ลองกล้าทะเลาะกันดูสิ โดนกันมาไม่รู้กี่คนแล้ว โดนดุ โดนแซว โดนไก่ย่างถูกเผาไม่รู้กี่คนแล้ว 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามต่อว่า มั่นใจใช่หรือไม่ว่าพรรคภูมิใจไทยไม่มีความขัดแย้ง นายอนุทินระบุว่า “ก็ผมเพิ่งตอบไปอยู่นี่ไง วันนั้นก็ไก่ย่างถูกเผาไป 4-5 คน ไปลองถามดูได้ว่าใครโดน ”

ปลดล็อกส่งออก ไทย-มาเลเซีย ‘สุริยะ’ เผยข่าวดี ส่งออกกุ้ง 5 สายพันธุ์ พ่วงดันเนื้อโคบุกตลาดเสือเหลือง

ปลดล็อกส่งออก ไทย-มาเลเซีย  'สุริยะ' เผยข่าวดี ส่งออกกุ้ง 5 สายพันธุ์ พ่วงดันเนื้อโคบุกตลาดเสือเหลือง

ปลดล็อกส่งออก ไทย-มาเลเซีย ‘สุริยะ’ เผยข่าวดี ส่งออกกุ้ง 5 สายพันธุ์ พ่วงดันเนื้อโคบุกตลาดเสือเหลือง

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.36 น.

“สุริยะ ” เผยข่าวดี คนเลี้ยงโค ไทยเตรียมขยายตลาดเนื้อโคในมามาเลเซียเพิ่ม  หลัง บรรลุข้อตกลงแก้ปัญหาการส่งออกกุ้งไทย 5 สายพันธุ์ และนำเข้าปลากะพง สำเร็จเตรียมมีผลบังคับใช้ใน 30 วัน

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า หลังจากที่วานนี้ (1ก.ค.69) ไทยและมาเลเซียได้บรรลุผลสำเร็จในการแก้ไขปัญหาการควบคุมการส่งออกกุ้งไทย 5 สายพันธุ์ไปยังมาเลเซีย และแก้ปัญหาการนำเข้าปลากะพงมาเลเซียมายังประเทศไทยแล้ว ซึ่งคาดว่าความสำเร็จในครั้งนี้จะช่วยให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งไทยมีช่องทางระบายสินค้ามากขึ้น และผู้บริโภคทั้งสองประเทศจะได้ซื้อสินค้าในราคาที่เหมาะสม โดยไทย และมาเลเซียตั้งเป้าที่จะตรวจสอบมาตรฐานสุขอนามัยและสารตกค้าง(SPS)ในสินค้าสัตว์ระหว่างกัน ให้แล้วเสร็จ เพื่อให้การส่งออกและนำเข้ามีผลบังคับใช้ได้จริง ภายใน 30 วัน

สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ

 นอกจากนี้ไทยยังได้เสนอเปิดตลาดการส่งออกเนื้อโค และ เนื้อหมู ไปยังมาเลเซียเพิ่มเติม ซึ่งจากการหารือฝ่ายมาเลเซียได้แสดงท่าทีตอบรับในเชิงบวก พร้อมได้เสนอว่าหากสินค้าดังกล่าวของไทยผ่านการตรวจสอบตามผ่านเกณฑ์มาตรฐานด้านสุขอนามัย รวมถึงการควบคุมโรคระบาดต่างๆ ได้เรียบร้อย ก็พร้อมที่จะเปิดให้นำเข้าสินค้ากลุ่มนี้จากไทยได้ทันที 

สำหรับข้อเสนอจากฝั่งมาเลเซีย ที่มีความต้องการส่งออกตีนไก่ เข้ามายังประเทศไทย ฝ่ายไทยก็ได้พิจารณาในประเด็นนี้เช่นกัน โดยมองว่าเป็นข้อแลกเปลี่ยนทางการค้ากับการส่งออกเนื้อโค และเนื้อหมูของฝ่ายไทย ซึ่งหากสามารถดำเนินการตามมาตรฐานสุขอนามัยได้ถูกต้องและรวดเร็ว ก็จะเป็นประโยชน์ต่อการส่งออกของทั้งสองประเทศที่จะได้ประโยชน์ร่วมกัน 

สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ

อย่างไรก็ตาม กระบวนการตรวจสอบมาตรฐานยังคงต้องดำเนินไปอย่างเคร่งครัด เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหารของทั้งสองประเทศ และแม้ขั้นตอนดังกล่าวจะต้องใช้เวลาและมีความละเอียดรอบคอบ แต่หากทั้งสองฝ่ายร่วมกันเร่งดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง ก็จะส่งผลดีต่อการขยายตัวของการค้าสินค้าเกษตรระหว่างกันได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

นายสุริยะ บอกด้วยว่า ในวันที่ 9-10 กรกฎาคมนี้ จะร่วมคณะนายกรัฐมนตรีในการเดินทางเยือนประเทศมาเลเซียอย่างเป็นทางการ โดยรัฐบาลไทยและมาเลเซียมีการลงนามในบันทึกความเข้าใจความร่วมมือในภาคการเกษตรในระดับกว้าง ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นการยกระดับความร่วมมือทางการเกษตร และเพิ่มปริมาณการค้าระหว่างไทยและมาเลเซียให้สูงขึ้นในอนาคต

นายกฯ ถึงไทย เตรียมเข้าทำเนียบฯเรียกถก 3 วงประชุม

นายกฯ ถึงไทย เตรียมเข้าทำเนียบฯเรียกถก 3 วงประชุม

นายกฯ ถึงไทย เตรียมเข้าทำเนียบฯเรียกถก 3 วงประชุม

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.03 น.

“นายกฯ” กลับถึงไทย เข้าทำเนียบฯ ลุยงานทันที หลังเสร็จสิ้นภารกิจตามเสด็จเยือนฝรั่งเศส เรียกปลัด มท. รายงานคดีทุจริตสอบท้องถิ่น ก่อนลุยแก้เรื่องยาเสพติดหลังแอร์ไทยถูกตำรวจออสเตรเลียจับ

เมื่อวันที่ 2 ก.ค.69 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางกลับถึงประเทศไทยแล้ววันนี้ (2ก.ค.) ภายหลังได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาต ตามเสด็จในฐานะรัฐมนตรีเกียรติยศ เพื่อถวายงานและรับพระบรมราโชบาย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศส อย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 28 มิ.ย. – 2 ก.ค. 2569

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากถึงประเทศไทย นายกรัฐมนตรีจะเดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาลปฏิบัติหน้าที่ทันที โดยยังไม่ได้ระบุวาระงานที่ชัดเจน แต่มีหลายปัญหาที่ต้องการเร่งแก้ไข

โดยมีรายงานว่า ช่วงเที่ยงวันนี้ นายกรัฐมนตรีจะเรียกนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทยเข้ารายงาน ความคืบหน้าเรื่องการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น ส่วนช่วงเย็นวันนี้ นายกรัฐมนตรีจะเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มารายงานสถานการณ์ การแก้ไขปัญหายาเสพติด หลังจากเกิดกรณีแอร์โฮสเตส สายการบินไทย ถูกตำรวจของสำนักงานตำรวจแห่งชาติออสเตรเลีย จับกุมหลังจากขนเฮโรอีนที่ซุกซ่อนในกระเป๋าผ้า  และก่อนหน้านี้นายกรัฐมนตรีได้สั่งการด่วนจากประเทศฝรั่งเศสให้เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามยาเสพติดทั้งหมด รวมไปถึงการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย (AOT) มาประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ในช่วงบ่ายพรุ่งนี้ 3 กรกฎาคม 2569

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีจะประชุมเตรียมความพร้อมสำหรับการเดินทางเยือน มาเลเซียระหว่างวันที่ 9-10 กรกฎาคมนี้ด้วย