ศึกตะวันออกกลางลามวิกฤต! สว.ชิบ ชี้ระบบสำรองน้ำมันไทยป่วยหนัก บี้รัฐเร่งอุดช่องโหว่

ศึกตะวันออกกลางลามวิกฤต! สว.ชิบ ชี้ระบบสำรองน้ำมันไทยป่วยหนัก บี้รัฐเร่งอุดช่องโหว่

ศึกตะวันออกกลางลามวิกฤต! สว.ชิบ ชี้ระบบสำรองน้ำมันไทยป่วยหนัก บี้รัฐเร่งอุดช่องโหว่

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 12.04 น.

ศึกตะวันออกกลางลามวิกฤต! “สว.ชิบ”ชี้”ระบบสำรองน้ำมันไทย”ป่วยหนัก บี้”รัฐบาล”เร่งวางยุทธศาสตร์อุดช่องโหว่ เลิกแก้แค่เฉพาะหน้า ก่อนประเทศจะหยุดชะงัก

17 มีนาคม 2569 นายชิบ จิตนิยม สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กล่าวถึงผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางที่กระทบต่อระบบพลังงานและปากท้องคนไทย โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่จังหวัดกำแพงเพชร รถขนสตรอว์เบอร์รีมูลค่ากว่า 80,000 บาท มุ่งหน้าเข้ากรุงเทพฯ แต่น้ำมันดีเซลหมดและไม่มีให้เติม จนถูกยกเลิกออเดอร์ทั้งหมด บีบให้พ่อค้าต้องเปิดท้ายขายราคาถูกในปั๊มเพื่อ ลดความเสียหาย ประจานความล้มเหลวของระบบสำรองน้ำมันไทยที่เกิดปัญหา คลังมีแต่ปั๊มไม่มี ว่า วิกฤตน้ำมันขาดแคลนปลายท่อสะท้อนความอ่อนแอของรัฐบาล หากสงครามลุกลามจนกระทบเส้นทางพลังงานโลก ระบบขนส่งอาหารไทยเสี่ยงอัมพาตทันที รัฐบาลควรวางยุทธศาสตร์เพื่อหาทางออกและแก้ไขปัญหา โดยเริ่มจากการ ปฏิรูประบบกระจายน้ำมันสำรองพื้นที่ ด้วยการปรับปรุงการสำรองน้ำมันระดับจังหวัด เพื่อแก้จุดอ่อนน้ำมันขาดแคลนในปั๊มน้ำมัน โดยเฉพาะเส้นทางเกษตรหลักที่มุ่งหน้าเข้ากรุงเทพฯ

นายชิบ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังต้อง จัดลำดับความสำคัญการจ่ายน้ำมัน (Priority Allocation) ด้วยการออกเกณฑ์จัดสรรน้ำมันฉุกเฉินให้กลุ่มผลิตอาหารและเกษตรกรก่อนเป็นลำดับแรก เพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจฐานราก รวมถึงการ ใช้ระบบพยากรณ์อัจฉริยะ นำเทคโนโลยีมาประเมินความต้องการน้ำมันให้สอดคล้องกับฤดูกาลผลผลิต เพื่ออุดช่องโหว่การบริหารจัดการและป้องกันความเสียหายทางเศรษฐกิจไม่ให้ซ้ำรอยเดิม

“รัฐบาลต้องเลิกแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และเร่งอุดช่องโหว่พลังงานสำรองก่อนที่ระบบขนส่งของประเทศจะหยุดชะงัก” นายชิบ กล่าว

ธนกร สั่งปลัดอุตฯ ทำความเข้าใจผู้ประกอบการ รับมือวิกฤตพลังงาน

ธนกร สั่งปลัดอุตฯ ทำความเข้าใจผู้ประกอบการ รับมือวิกฤตพลังงาน

ธนกร สั่งปลัดอุตฯ ทำความเข้าใจผู้ประกอบการ รับมือวิกฤตพลังงาน

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.55 น.

17 มีนาคม 2569 นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวถึงมาตรการดูแลกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมผลกระทบจากสถานการณ์น้ำมัน ว่า ขณะนี้รัฐบาลและกระทรวงอุตสาหกรรมได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และมีการบรรเทาความเดือดร้อนของภาคอุตสาหกรรมและประชาชน

นายธนกร เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้เตรียมมาตรการรองรับไว้ล่วงหน้าตั้งแต่ต้นแล้ว เพราะเป็นช่วงท้ายรัฐบาล และปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมได้มีการเรียกประชุมทั้งกระทรวงแล้ว โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงาน เช่น กลุ่มเหล็ก ปูนซีเมนต์ กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ และอุตสาหกรรมจากเม็ดพลาสติก ซึ่งปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมได้ประสานงานกับผู้ประกอบการเพื่อทำความเข้าใจและหาแนวทางร่วมกันแล้ว เรื่องนี้รัฐบาลต้องสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาและชัดเจน สร้างความรับรู้กับประชาชนทุกคนต้องช่วยกัน

เมื่อถามว่า สถานการณ์ตอนนี้นั้นย้อนแย้ง เพราะโกลาหลทั่วประเทศในเรื่องน้ำมัน เนื่องจากประชาชนไม่มั่นใจว่าจะมีน้ำมันเพียงพอ ตรงนี้รัฐบาลจะทำอย่างไร นายธนกร บอกว่า เรามี ศบก.อยู่แล้ว โดยมี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารจัดการสถานการณ์ (ศบก.) ได้อธิบายชี้แจงอยู่แล้วทุกวัน รวมถึงนายกรัฐมนตรีก็ได้กำชับ และเรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกวัน สิ่งสำคัญที่สุดคือการสร้างความรับรู้ที่ถูกต้องให้กับประชาชน ทุกฝ่ายต้องช่วยกัน ไม่ใช่แค่รัฐบาลอย่างเดียว ประชาชนก็ต้องช่วยกันด้วย เพราะเป็นผลกระทบจากสงครามที่เกิดขึ้น ไม่มีใครอยากให้เกิด

ส่วนปัญหาขณะนี้ สถานีบริการน้ำมันที่บริษัทแม่ไม่ได้มีปัญหา ในขณะที่ปั๊มน้ำมันรายย่อยที่รับจากผู้ค้าส่งนั้นพบว่าไม่มีน้ำมัน นายธนกร กล่าวว่า ทาง ศบก.ต้องเข้าไปดู เพราะผู้สื่อข่าวยังรู้ และคิดว่าเรื่องนี้นายกรัฐมนตรีได้กำชับ มุ่งมั่นตั้งใจอย่างเต็มที่ โดยกำชับเรื่องนี้ทุกวัน และตนในฐานะที่เป็น สส.และเป็นรัฐมนตรีอยู่ในขณะนี้ ก็รับทราบข้อมูลมาโดยตลอด ดังนั้น การสร้างความรับรู้ที่ถูกต้องให้กับประชาชนเป็นเรื่องที่สำคัญ จะเห็นได้ว่าในพื้นที่กรุงเทพฯ ไม่ได้มีปัญหา แต่ที่ต่างจังหวัดนั้นมีปัญหา ซึ่งมีปัญหาเพราะอะไรรัฐบาลก็ต้องแก้ไข

ขอบคุณมิตรอาหรับ ‘สีหศักดิ์’ ต่อสายตรงบาห์เรน-UAE ดูแลคนไทย-ช่วยลูกเรือมยุรีนารี พ้นอันตราย

ขอบคุณมิตรอาหรับ ‘สีหศักดิ์’ ต่อสายตรงบาห์เรน-UAE ดูแลคนไทย-ช่วยลูกเรือมยุรีนารี พ้นอันตราย

ขอบคุณมิตรอาหรับ ‘สีหศักดิ์’ ต่อสายตรงบาห์เรน-UAE ดูแลคนไทย-ช่วยลูกเรือมยุรีนารี พ้นอันตราย

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.36 น.

สีหศักดิ์ โทร.หารือ รมต.กต.บาห์เรนและอาหรับเอมิเรตส์ ถึงสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และขอบคุณที่ดูแลคนไทยที่พำนักอยู่ในสองประเทศ

17 มีนาคม 2569 เมื่อวันที่ 16 มีนาคม นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ หารือทางโทรศัพท์กับ ดร.อับดุลละฏีฟ บิน รอชิด อัซซัยยานี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศบาห์เรน และเชค อับดุลเลาะฮ์ บิน ซายิด อาลนะฮ์ยาน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ในห้วงการประชุมระดับโลกว่าด้วยการฉ้อโกง

รัฐมนตรีฯแสดงความขอบคุณสำหรับการดูแลคนไทยที่พำนักอยู่ในทั้งสองประเทศและการอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ที่เดินทางกลับประเทศไทย รวมถึงขอบคุณสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่ได้อำนวยความสะดวกให้แก่ลูกเรือ “มยุรีนารี” จำนวน 20 คน เดินทางผ่านไปยังโอมานเพื่อกลับประเทศไทยด้วย

นอกจากนี้ รัฐมนตรีฯ ได้แสดงความห่วงกังวลต่อสถานการณ์ในภูมิภาคและหวังว่าสถานการณ์ปัจจุบันจะได้รับการแก้ไขโดยสันติวิธี ซึ่งไทยพร้อมสนับสนุนความพยายามทางการทูตของบาห์เรน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และมิตรประเทศในภูมิภาคเพื่อนำสันติภาพกลับมาโดยเร็ว รวมถึงความพยายามของอาเซียนในการประชุมวาระเร่งด่วนของรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนที่ผ่านมา

ในโอกาสนี้ ฝ่ายบาห์เรนและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ได้ให้ข้อมูลและแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง พร้อมแสดงความห่วงใยต่อกรณีเรือ “มยุรีนารี” และย้ำความสำคัญของเสรีภาพในการเดินเรือในภูมิภาคด้วย

ไทย-กัมพูชา เบรกปม ภาพตัดต่อ‘ฮุน เซน’ในรากไม้ งัดข้อตกลง GBC สกัดข่าวปลอมลดยั่วยุ

ไทย-กัมพูชา เบรกปม ภาพตัดต่อ‘ฮุน เซน’ในรากไม้ งัดข้อตกลง GBC สกัดข่าวปลอมลดยั่วยุ

ไทย-กัมพูชา เบรกปม ภาพตัดต่อ‘ฮุน เซน’ในรากไม้ งัดข้อตกลง GBC สกัดข่าวปลอมลดยั่วยุ

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.26 น.

ผอ.ศูนย์ JIC เผย กัมพูชา ประสานปมภาพตัดต่อ ‘ฮุน เซน’ ในรากไม้ ผ่านข้อตกลง GBC ลดความตึงเครียด ข้อ 8 ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน ที่จะงดเว้นการเผยแพร่ข้อมูลเท็จหรือข่าวปลอม ลดการยั่วยุ 

เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศในฐานะผู้อำนวยการ ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย–กัมพูชา (JIC) กล่าวถึงกรณีที่ มีนำภาพ ใบหน้าฮุนเซน ไปตัดต่อ เหมือนภาพเศียรพระในรากไม้ ว่า ทางกัมพูชาได้ติดต่อประสานมาโดยทาง หน่วยงานด้านข้อมูลข่าวสารของไทยและกัมพูชาได้ดำเนินการประสานงานอย่างต่อเนื่อง ภายใต้กลไกที่กำหนดไว้ใน Joint Statement จากการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee: GBC) สมัยพิเศษ ครั้งที่ 3 ระหว่างราชอาณาจักรไทยและราชอาณาจักรกัมพูชา ซึ่งลงนามเมื่อวันที่ 27 ธ.ค.68

โดยการประสานงานดังกล่าวเป็นไปตามกลไกสำหรับการดำเนินงานและติดตามการปฏิบัติตามมาตรการลดความตึงเครียด ข้อ16 ของถ้อยแถลงร่วมฯ ซึ่งกำหนดว่า ”คณะทำงานที่รับผิดชอบการแถลงข่าวทางการของทั้งสองฝ่าย จะรักษาการสื่อสารโดยตรงและอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันและจัดการข้อมูลบิดเบือนและข้อมูลเท็จอย่างมีประสิทธิผล ตลอดจนทำให้เกิดความโปร่งใส และความถูกต้องของข่าวสารและรายงานต่าง ๆ เพื่อเสริมสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกัน“

ในกรอบการดำเนินงานดังกล่าว ฝ่ายไทยและฝ่ายกัมพูชาได้กำหนด ผู้ประสานงานหลัก (Focal Point) สำหรับการสื่อสารระหว่างกัน ดังนี้

ฝ่ายไทย Group Captain Patha Kantubtim Thai Air Attaché to Phnom Penh มี นาวาอากาศเอก พฐา  แก่นทับทิม ผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารอากาศไทย ประจำกรุงพนมเปญ ผู้ประสานงานฝ่ายไทยภายใต้กลไกศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย–กัมพูชา (Joint information center: JIC)

ฝ่ายกัมพูชา Brigadier General Phan Yinyoura Deputy Chief, International Relations Department Ministry of National Defense, Kingdom of Cambodia มีพลจัตวา ฟาน ยินยูรา รองเจ้ากรมวิเทศน์สัมพันธ์ กระทรวงกลาโหม ผู้ประสานงานฝ่ายกัมพูชา สำหรับการประสานงานด้านข้อมูลข่าวสาร ภายใต้กลไกศูนย์ข้อมูลข่าวสาร (Command Post Information: CPI)

ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนข้อกังวลเกี่ยวกับเนื้อหาบางส่วนบนสื่อสังคมออนไลน์ที่มีลักษณะ ยั่วยุ ล้อเลียน หรือกล่าวร้าย ซึ่งอาจกระทบต่อความรู้สึกของประชาชนทั้งสองประเทศ และอาจส่งผลต่อบรรยากาศความร่วมมือระหว่างกัน

ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องว่า การเผยแพร่เนื้อหาดังกล่าวไม่สอดคล้องกับมาตรการลดความตึงเครียด ข้อ 8 ของถ้อยแถลงร่วมฯ ซึ่งระบุว่า

”ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน ที่จะงดเว้นการเผยแพร่ข้อมูลเท็จหรือข่าวปลอม เพื่อลดความตึงเครียด ลดความรู้สึกเชิงลบของสาธารณชน และส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเจรจาอย่างสันติ“
 
ภายใต้กรอบความร่วมมือนี้ หน่วยงานด้านข้อมูลข่าวสารของทั้งสองประเทศจะดำเนินการ
1.ประสานงานตรวจสอบข้อเท็จจริงของข้อมูลที่เผยแพร่ในสื่อออนไลน์
2.แลกเปลี่ยนข้อมูลผ่านช่องทางการสื่อสารโดยตรงระหว่างทีมสื่อของทั้งสองฝ่าย
3.ส่งเสริมการเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องเพื่อลดความเข้าใจผิดของสาธารณชน

ความร่วมมือดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อ เสริมสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ (Mutual Confidence) ระหว่างสองประเทศ ภายหลังความตึงเครียดที่ผ่านมา และสนับสนุนกระบวนการทางการทูตและความร่วมมือในระยะต่อไป

ศูนย์ข่าวสารขอความร่วมมือจากสื่อมวลชนและพี่น้องประชาชนของทั้งสองประเทศ ใช้ความระมัดระวังในการเผยแพร่หรือส่งต่อข้อมูลที่อาจมีลักษณะยั่วยุหรือบิดเบือนข้อเท็จจริง และขอให้ติดตามข้อมูลจาก ช่องทางทางการของหน่วยงานรัฐ เป็นหลัก

ทั้งนี้ ไทยและกัมพูชายังคงมุ่งมั่นใช้ กลไกการสื่อสารและความร่วมมือทางการทูต เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง ลดความตึงเครียด และเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ

ศาลอาญาคดีทุจริตฯ สั่งโจทก์แจงเพิ่ม! ฟ้อง 8 กกต.ปมบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ดส่อทุจริต

ศาลอาญาคดีทุจริตฯ สั่งโจทก์แจงเพิ่ม! ฟ้อง 8 กกต.ปมบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ดส่อทุจริต

ศาลอาญาคดีทุจริตฯ สั่งโจทก์แจงเพิ่ม! ฟ้อง 8 กกต.ปมบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ดส่อทุจริต

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.20 น.

ศาลอาญาคดีทุจริตฯ สั่งโจทก์ บรรยายฟ้องลงรายละเอียดมากขึ้น ปมฟ้องประธาน กกต.กับพวกรวม 8 คน ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ สั่งพิมพ์บัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด นัดฟังคำสั่ง19 พฤษภาคม นี้

17 มีนาคม 2569 ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.เลียบทางรถไฟตลิ่งชัน ศาลนัดฟังคำสั่งชั้นตรวจคำฟ้อง คดีที่ เรือเอก ยงยุทธ เสาแก้วสถิต ทนายความยื่นฟ้อง นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กับพวก และเลขาฯ กกต.รวม 8 คน ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ประกอบมาตรา 83, พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2569 มาตรา 69, พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 มาตรา 149 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 172

โดยเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 8 มีเจตนาทุจริตร่วมกันสั่งผู้รับพิมพ์บัตรเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง บัตรสีเขียว ใส่คิวอาร์โค้ดด้านล่างซ้ายของบัตรเลือกตั้ง และบัตรเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อ บัตรสีชมพู ใส่บาร์โค้ดลงในบัตรเลือกตั้ง โดยมีเจตนาใช้ตรวจสอบเกี่ยวกับบัตรเลือกตั้ง อันแสดงถึงความไม่สุจริตและไม่โปร่งใส เป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ แสดงให้เห็นถึงเจตนาไม่สุจริต ทั้งยังเป็นการเพิ่มค่าใช้จ่ายหรือต้นทุนในการพิมพ์บัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรโดยไม่จำเป็นด้วย ทำให้โจทก์รวมถึงประชาชนชาวไทยทั่วประเทศที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันดังกล่าวไม่เป็นความลับ

อย่างไรก็ตาม วันนี้ศาลยังไม่ได้มีคำสั่งในชั้นตรวจคำฟ้อง แต่ให้โจทก์กลับไปบรรยายคำฟ้องให้ละเอียดมากขึ้น และนำส่งศาล จากนั้น ศาลจะได้มีคำสั่งไปที่ กกต.ให้ชี้แจงกลับมาก่อนที่จะนัดฟังคำสั่งชั้นตรวจฟ้อง วันที่ 19 พฤษภาคม เวลา 09.00 น.

ทักษิณหลังพ้นโทษ! บารมีเก่าโรยราในโลกการเมืองยุคใหม่

ทักษิณหลังพ้นโทษ! บารมีเก่าโรยราในโลกการเมืองยุคใหม่

ทักษิณหลังพ้นโทษ! บารมีเก่าโรยราในโลกการเมืองยุคใหม่

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.18 น.

ภาพครอบครัวชินวัตรที่ผลัดกันเข้าเยี่ยม “ทักษิณ ชินวัตร” ณ เรือนจำกลางคลองเปรม ต่อเนื่องกันถึง 48 ครั้งตลอด 6 เดือนที่ผ่านมา ยืนยันว่าอดีตนายกรัฐมนตรีผู้นี้ยังคงเป็นศูนย์กลางความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ทุกฝ่ายจับจ้อง

ล่าสุด พานทองแท้, พินทองทา และ แพทองธาร ชินวัตร พร้อมคู่สมรส ได้เข้าเยี่ยมทักษิณภายในเรือนจำ โดย “พินทองทา” เปิดเผยว่าการพูดคุยยังเป็นไปด้วยดี และขณะนี้อยู่ในช่วง “เคาท์ดาวน์” เวลาไปเรื่อยๆ แม้จะรู้สึกว่ายิ่งใกล้ยิ่งช้า แต่ก็ยอมรับว่าตื่นเต้นเพราะเตรียมตัวใกล้ออกแล้ว

ทว่าในมุมการเมือง ข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้คือ พรรคเพื่อไทยยังเดินตามจังหวะเดิมที่วางรากฐานมาตั้งแต่ยุคไทยรักไทย การคุมอำนาจเบ็ดเสร็จนานกว่า 20 ปี ทำให้ชื่อทักษิณกลายเป็นภาพจำเดียวที่พรรคใช้ขับเคลื่อนมาตลอดสองทศวรรษ

ในวันที่อิสรภาพมาถึง! คำถามสำคัญคือบารมีที่สะสมมานานจะยังเป็น “ไม้ตาย” หรือจะกลายเป็น “ตัวถ่วง” ที่ล่ามพรรคไว้กับโลกใบเก่า ในวันที่บริบทสังคมเปลี่ยนไปหมดแล้ว

ผลการเลือกตั้งที่ผ่านมาคือ “ใบแจ้งหนี้” ที่ส่งมาบอกว่ามนต์ขลังทางการเมืองถึงจุดอิ่มตัว การที่เพื่อไทยร่วงลงมาอยู่อันดับสาม คือหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าวิธีคิดแบบเดิมใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป

ความพ่ายแพ้นี้เจ็บปวดตรงที่เกิดขึ้นในช่วงที่ทักษิณอยู่ในเรือนจำ โดยที่เจ้าตัวไม่ได้ออกมาปราศรัยแม้แต่นิดเดียว ซึ่งพิสูจน์ชัดว่า แค่ “ชื่อ” ที่เคยยิ่งใหญ่ในอดีต ไม่มีแรงดึงดูดมากพอจะกวาดคะแนนได้เหมือนวันวาน

“ภาพลักษณ์ทักษิณ” ที่เคยเป็น “สินทรัพย์” เรียกคะแนนนิยม บัดนี้กลายเป็น “หนี้สิน” ที่พรรคต้องแบกรับ เพราะประชาชนยุคนี้ไม่ได้เลือกที่ตัวบุคคล แต่ต้องการพรรคการเมืองที่เป็นระบบและตรวจสอบได้

การยึดติดกับตัวบุคคลมากเกินไป กำลังทำให้เพื่อไทยกลายเป็นสินค้าล้าสมัยในสายตาผู้เลือกตั้งที่ต้องการความชัดเจนของนโยบาย มากกว่าการยึดติดกับบารมีเก่าที่หมดความขลังไปตามกาลเวลา

ปัจจัยสำคัญที่เปลี่ยนไปคือ “ตัวบุคคล” ที่ผูกขาดความขัดแย้งมานานกว่า 20 ปี ชื่อของทักษิณคือศูนย์กลางของรอยร้าวที่แบ่งแยกคนไทยออกเป็นฝักฝ่ายมาอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นภาพจำความวุ่นวายที่สลัดไม่หลุด

การที่ทักษิณยังพยายามมีอิทธิพลเหนือพรรค ไม่เพียงแต่ทำให้ฝ่ายตรงข้ามไม่ไว้วางใจ แต่ยังเป็นการตอกย้ำประวัติศาสตร์ความแตกแยกให้ฝังรากลึกต่อไป ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมากมองชื่อนี้เป็นสัญลักษณ์ของความขัดแย้งในอดีต ซึ่งกลายเป็นกำแพงสูงที่กั้นไม่ให้เพื่อไทยขยายฐานเสียงไปสู่กลุ่มใหม่ๆ ได้

แม้จะมีการส่งคนรุ่นใหม่ขึ้นมาบังหน้า แต่ตราบใดที่ภาพการบงการจากอำนาจเก่ายังชัดเจน พรรคเพื่อไทยก็ไม่มีทางสลัดภาพ “ธุรกิจครอบครัว” ที่เต็มไปด้วยเงื่อนไขความขัดแย้งเดิมๆ ออกไปได้

“บารมีทักษิณ” จึงกลายเป็นอุปสรรคที่ทำให้พรรคเสียโอกาสในการเข้าถึงฐานเสียงกลุ่มคนที่ต้องการก้าวพ้นการเมืองแบบแบ่งขั้วตัวบุคคลที่กัดกินสังคมไทยมาตลอดสองทศวรรษ

บทบาทของทักษิณหลังพ้นโทษจึงไม่ใช่การกลับมาทวงอำนาจคืน แต่อยู่ที่การยอมรับความจริงที่เจ็บปวดว่า “เวลาของเขาหมดลงแล้ว” ในฐานะกลไกทางการเมืองที่เคยประสบความสำเร็จ

บทเรียนจากการพ่ายแพ้จนตกไปอยู่อันดับสาม ยืนยันชัดเจนว่าการใช้อิทธิพลครอบงำพรรคแบบเดิมมีแต่จะทำให้ “ภาพลักษณ์ทักษิณ” กลายเป็นปัจจัยลบที่ดึงพรรคให้ดิ่งต่ำลงกว่าเดิม หากเขายังเลือกที่จะไม่ปล่อยมือ

การคืนสู่อิสรภาพครั้งนี้ต้องมาพร้อมกับการ “ถอยห่าง” อย่างจริงใจ เพื่อเปิดพื้นที่ให้คนสายเลือดใหม่อย่าง “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” และทีมบริหารยุคใหม่ได้พิสูจน์ฝีมือโดยปราศจากเงาบงการจากหลังม่าน

อดีตผู้นำต้องกล้าสละอำนาจเพื่อให้พรรคมีลมหายใจเป็นของตัวเอง ตัดสินใจได้เองโดยไม่ต้องรอ “ใบสั่ง”

นี่คือทางรอดเดียวที่จะทำให้เพื่อไทยก้าวพ้นจากวิกฤตอันดับสามกลับมาแข่งขันได้อีกครั้ง หากยังห่วงอำนาจ บารมีที่โรยรานี้จะทำลายทุกอย่างที่สร้างมาตลอด 20 ปีจนยับเยิน เพราะโลกการเมืองปัจจุบันไม่มีที่ว่างให้คนที่ปฏิเสธความเปลี่ยนแปลงอีกต่อไป.

ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

รมว.พลังงาน ประสาน 4 หน่วยงาน ผ่อนปรนเวลาวิ่ง รถบรรทุกน้ำมัน เพิ่มเที่ยวขนส่ง

รมว.พลังงาน ประสาน 4 หน่วยงาน ผ่อนปรนเวลาวิ่ง รถบรรทุกน้ำมัน เพิ่มเที่ยวขนส่ง

รมว.พลังงาน ประสาน 4 หน่วยงาน ผ่อนปรนเวลาวิ่ง รถบรรทุกน้ำมัน เพิ่มเที่ยวขนส่ง

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.10 น.

“รมว.พลังงาน”ขอความร่วมมือ 4 หน่วยงาน ผ่อนปรนเวลา”รถบรรทุกน้ำมัน”เพิ่มเที่ยวขนส่ง ยันน้ำมันพอถึง 100 วัน เผยโรงกลั่น-ผู้ค้าร่วมมือ รอ ศบก.เคาะตรึงราคา

17 มีนาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน ให้สัมภาษณ์ก่อนประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงการพิจารณาแนวทางตรึงราคาน้ำมันต่อไปหรือไม่ ว่า จะหารือเรื่องนี้ในที่ประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) รวมถึงการใช้เงินกองทุนน้ำมันเข้ามาช่วยอุดหนุน ส่วนจะตรึงไปอีกกี่วันและเรื่องอื่นต้องหารือในที่ประชุมก่อน โดยกระทรวงพลังงานได้เชิญผู้ประกอบการโรงกลั่นน้ำมัน ผู้ค้าน้ำมัน หารือถึงปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว ขอย้ำว่าปริมาณน้ำมันที่จะใช้ในประเทศยังมีเพียงพอถึง 100 วัน และยังดูน้ำมันจากแหล่งอื่น ทั้งจากอเมริกา แอฟริกา

นายอรรถพล กล่าวว่า ส่วนปัญหาที่เกิดน้ำมันขาดแคลนบางช่วงเวลา เกิดมาจากการขนส่ง ซึ่งน้ำมันเป็นสินค้าควบคุมและเรื่องของความปลอดภัย รถที่ใช้ขนส่งต้องมีลักษณะเฉพาะ แต่เมื่อประชาชนแตกตื่นไปเติมน้ำมัน ส่งผลให้ยอดขายเพิ่ม 2 เท่า ทำให้เกิดปัญหาจัดส่งน้ำมันไม่ทัน ในเรื่องนี้โรงกลั่นให้ความร่วมมือเดินเครื่อง 100 เปอร์เซ็นต์ หากทำได้มากกว่านั้นก็ขอความร่วมมือให้ทำเพิ่ม ส่วนผู้ค้าน้ำมันให้เปิดเดินงานกระจายน้ำมัน 24 ชั่วโมง ไปยังสถานีบริการเป็นเวลา 7 วัน สำหรับปัญหาเรื่องรถขนส่งที่ติดขัดเรื่องการจำกัดเวลาวิ่งรถ กระทรวงพลังงาน ได้ขอความร่วมมือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงคมนาคม ผู้ว่าฯ กทม. ผ่อนปรนเฉพาะรถบรรทุกน้ำมัน เรื่องช่วงเวลาในการวิ่งในบางพื้นที่ เพื่อไปเติมน้ำมันจากคลัง เพื่อสามารถกระจายน้ำมันไปยังสถานีบริการต่างๆ ได้ดีขึ้น

ผู้สื่อข่าวถามว่า ตัวแทนผู้ประกอบการน้ำมันบางรายร้องเรียนว่าถูกลดโควตาลงเหลือ 50 เปอร์เซ็นต์ นายอรรถพล กล่าวว่า 50 เปอร์เซ็นต์ คาดว่าเป็นตัวเลขจากยอดที่สูงมากกว่าปกติ ขอยืนยันว่าการจ่ายน้ำมันของผู้ค้า ไม่ได้ต่ำกว่ายอดปกติ ก่อนที่จะเกิดความแตกตื่นและแห่เติมน้ำมัน เมื่อเกิดเหตุเช่นนี้ก็อาจจะเพิ่มให้แต่อาจไม่ได้ตามที่ผู้ประกอบการปั๊มน้ำมันต้องการ เนื่องจากมีข้อจำกัดเรื่องของเที่ยวรถบรรทุกน้ำมัน

“ยืนยันว่าต้นทางมีน้ำมัน โรงกลั่นพยายามกลั่นออกมา เพิ่มเพื่อจ่ายไปที่คลัง แต่ติดตรงที่คลังของผู้ค้าน้ำมัน รถที่จะรับจากคลังมาไม่ทัน เพราะเที่ยววิ่งไม่ทัน กรณีรถที่วิ่งไปต่างจังหวัดใช้ระยะทางเท่าเดิม ในขณะที่ยอดขายเพิ่มขึ้น 2 – 3 เท่า รถจึงวิ่งไปส่งไม่ทัน จึงทำให้บางปั๊มไม่มีน้ำมันในบางช่วงเวลา ซึ่งกำลังแก้ปัญหาตรงนี้อยู่ เพื่อให้เพื่อนเที่ยวในการขนส่งน้ำมันเพิ่มมากขึ้น” นายอรรถพล กล่าว

เมื่อถามว่า เงินกองทุนน้ำมันจะสามารถใช้อุดหนุนได้นานแค่ไหน นายอรรถพล กล่าวว่า ยังใช้ตัวเลขเดิมที่เคยติดลบกว่าแสนล้าน และเงินในกองทุนอยู่ในแดนลบแต่ยังไม่ถึงแสนล้านบาท โดยจะหารือในที่ประชุม ศบก.ว่าจะตรึงราคาอย่างไร ย้ำว่าจะใช้กลไกกองทุนน้ำมันช่วยบริหารจัดการได้อยู่

สั่งเช็กบิลพวกกักตุน! ปลัดพลังงาน ยันน้ำมันไม่ขาดแคลน

สั่งเช็กบิลพวกกักตุน! ปลัดพลังงาน ยันน้ำมันไม่ขาดแคลน

สั่งเช็กบิลพวกกักตุน! ปลัดพลังงาน ยันน้ำมันไม่ขาดแคลน

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.56 น.

17 มีนาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงความชัดเจนในการตรึงราคาน้ำมัน ว่า ต้องรอที่ประชุม ครม. ผู้สื่อข่าวถามว่า หากสถานการณ์ยืดเยื้อจะมีมาตรการอย่างไร นายประเสริฐ กล่าวว่า อาจจะต้องผสมไบโอเพิ่ม ซึ่งต้องเสนอเข้าที่ประชุม ครม. ขณะเดียวกัน ต้องเน้นเรื่องการประหยัดพลังงาน เวิร์คฟอร์มโฮม ต้องขอความร่วมมือจากภาคเอกชน รวมถึงส่วนราชการช่วยประหยัดน้ำมัน เพื่อไม่ให้ตกอยู่ในสภาพที่ร้ายแรงเกินไป

เมื่อถามถึงการจัดหาน้ำมันสำรอง นายประเสริฐ กล่าวว่า ตอนนี้ ปตท.และโรงกลั่น สามารถจัดหาได้เรื่อยๆ เห็นได้จากตัวเลขกรมธุรกิจพลังงานที่เพิ่มขึ้นจากเดิม จาก 90 วัน เป็น 95 วัน สะท้อนว่ามีการจัดหาได้มากขึ้น ขณะที่ในต่างประเทศก็มีการส่งให้เรา

เมื่อถามว่า กรณีที่รัฐบาลยืนยันว่าน้ำมันเพียงพอ แต่ปั๊มน้ำมันกลับติดป้ายว่าน้ำมันหมด นายประเสริฐ กล่าวว่า ปัญหาหลักคือเรื่องการขนส่งและการบริหารจัดการ ซึ่งจะเห็นตัวเลขคนไปเติมน้ำมันมากขึ้น เป็นส่วนหนึ่งของการขนส่งน้ำมันไม่ทัน ซึ่งจะต้องขอความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งท้องถิ่น ขนส่ง คมนาคม กทม. เพื่อผ่อนผันเรื่องเวลาการขนส่ง เพราะบางครั้งวิ่งรถได้เฉพาะแค่กลางคืน รวมถึงมีระยะเวลาการวิ่ง ซึ่งคงจะหารือใน ครม. ต้องยอมรับว่า อาจจะเกิดจากตนเอง ทีมงาน หรือ ปตท.ที่อาจจะสื่อสารไม่ชัดเจนจนเกิดความไม่มั่นใจ ทำให้มีความตื่นตระหนกมาเติมน้ำมันกันเยอะขึ้นมากกว่าปกติ ยืนยันว่า กระบวนการขนส่งเดินหน้าเต็มที่ 100% ตลอด 24 ชั่วโมง ทั้ง 7 วัน โดยจะมีน้ำมันเข้ามาเสริมตลอด ซึ่งกรมธุรกิจพลังงานได้เข้าไปตรวจที่คลังก็พบว่าปกติ มีปริมาณสำรองตามกฏหมาย ตอนที่แต่ตอนที่ขนส่งออกมา จำนวนรถที่เคยเพียงพออาจจะไม่เพียงพอ จึงทำให้เกิดการขาดแคลน แต่ตอนนี้ได้บอกกับทางขนส่งแล้วให้เพิ่มรถ พร้อมเพิ่มการขนส่งทางท่ออย่างเต็มที่ เพื่อให้ไปถึงประชาชนมากที่สุด

เมื่อถามถึงเรื่องการกักตุน ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ต้องใช้กฎหมายที่มีอยู่กดดัน เพราะกระบวนการแบบนี้ทำให้ขนส่งเท่าไหร่ก็ไม่เพียงพอ โดยจะไปตรวจสอบดูว่าการกักตุนเกิดจากผู้ประกอบการ หรือ ผู้บริโภค ใครกักตุนนั้นผิดกฎหมาย เพราะเป็นสินค้าควบคุม เอามาขายเกินราคาก็ผิดกฎหมาย และเป็นสิ่งที่อันตราย ต้องระมัดระวัง หากจับได้ก็ต้องเอามาเป็นตัวอย่าง จะใช้กฎหมายขั้นสูงสุด

ผู้สื่อข่าวถามว่า กองทุนน้ำมันจะอุ้มราคาน้ำมันได้นานแค่ไหน นายประเสริฐ กล่าวว่า ขณะนี้กองทุนติดลบค่อนข้างมาก ประมาณ 10,000 กว่าล้านบาท แต่ที่ผ่านมาเคยติดลบ 100,000 ล้าทบาท อาจจะมีการกู้ ซึ่งอาจจะมีภาษีสรรพสามิตตามมา คิดว่ารัฐบาลน่าจะดำเนินการ ไม่มีทางให้ราคาขึ้นไปตามตลาดโลก

เมื่อถามอีกว่า การกู้เงินจะเป็นรูปแบบการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินหรือไม่ นายประเสริฐ กล่าวว่า อยู่ระหว่างการพิจารณา แต่ตอนนี้เตรียมไว้หมดแล้ว หากสามารถกู้ได้โดยไม่ต้องค้ำประกัน ก็ไม่ต้องออก พ.ร.ก.แต่ดูแล้วอาจจะต้องออก พ.ร.ก. ส่วนตัวเงินที่จะกู้คาดว่าเป็นตัวเงินเดิมประมาณแสนล้านบาท ซึ่งต้องหารือ และได้รับการอนุมัติจาก ครม. และต้องเข้าสู่ที่ประชุมสภา ซึ่งต้องรอรัฐบาลใหม่ก่อน

การันตี ยา-เวชภัณฑ์ เพียงพอ! รมว.สธ.ชี้ น้ำมันรถฉุกเฉิน ยังปกติ ไม่ต้องสำรอง

การันตี ยา-เวชภัณฑ์ เพียงพอ! รมว.สธ.ชี้ น้ำมันรถฉุกเฉิน ยังปกติ ไม่ต้องสำรอง

การันตี ยา-เวชภัณฑ์ เพียงพอ! รมว.สธ.ชี้ น้ำมันรถฉุกเฉิน ยังปกติ ไม่ต้องสำรอง

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.52 น.

“รมว.สาธารณสุข”ยัน มีสต๊อกยา-เวชภัณฑ์ เพียงพอ รับวิกฤตสู้รบตะวันออกกลางทำต้นทุนขนส่งเพิ่ม ย้ำซื้อจากสหรัฐฯ-จีน ชี้ยังไม่ต้องสำรองน้ำมันสำหรับรถฉุกเฉิน พร้อมสั่งการให้ทุก รพ.เตรียมพร้อมไม่ให้ติดขัด

17 มีนาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงสถานการณ์ตะวันออกกลางจะส่งผลกระทบด้านการแพทย์หรือไม่ ว่า ได้สั่งการให้ทุกโรงพยาบาลไปตรวจสอบ สต๊อกของยา และแหล่งจัดหายาว่ามาจากที่ใดบ้าง ซึ่งขณะนี้ยืนยันว่า ยังมียาเพียงพอในสต๊อกหลายเดือน เนื่องจากไทยซื้อยาจากประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศจีน ไม่ได้ซื้อยาจากประเทศแถบตะวันออกกลาง แต่ไม่ได้ประมาท เพราะคาดการณ์ว่า ด้วยการขนส่งที่อาจจะล่าช้า และต้นทุนการขนส่งที่อาจจะเพิ่มขึ้น อาจจะทำให้ราคายามีการปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งทางกระทรวงสาธารณสุขไม่ได้ปล่อยประละเลย มีการประสานกับภาคเอกชน และโรงพยาบาลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การบริหารจัดการยา และเวชภัณฑ์ไม่มีปัญหา

เมื่อถามว่า รถฉุกเฉินของโรงพยาบาล พบปัญหาเรื่องการขาดแคลนน้ำมันหรือไม่ นายพัฒนา กล่าวว่า ยังอยู่ในภาวะปกติ และได้สั่งการให้โรงพยาบาลเตรียมความพร้อมเรื่องการอพยพ การออกตรวจผู้ป่วยให้ไม่ติดขัด เมื่อถามย้ำว่า จะต้องมีการประสานขอสำรองน้ำมันสำหรับรถฉุกเฉินหรือไม่ นายพัฒนา กล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่มี

15วันผ่านเริ่มขาดมือ ‘สว.นรเศรษฐ์’ บี้ถาม ‘นายกฯ’ น้ำมันสำรองมีใช้เป็นเดือนไปไหนหมด

15วันผ่านเริ่มขาดมือ ‘สว.นรเศรษฐ์’ บี้ถาม ‘นายกฯ’ น้ำมันสำรองมีใช้เป็นเดือนไปไหนหมด

15วันผ่านเริ่มขาดมือ ‘สว.นรเศรษฐ์’ บี้ถาม ‘นายกฯ’ น้ำมันสำรองมีใช้เป็นเดือนไปไหนหมด

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.35 น.

15วันผ่านเริ่มขาดมือ ‘สว.นรเศรษฐ์’ บี้ถาม ‘นายกฯ-รัฐบาล’ น้ำมันสำรองที่อ้างว่ามีใช้เป็นเดือนหายไปไหนหมด ข้องใจใครได้ประโยชน์จากวิกฤตนี้ จี้7ข้อแจงด่วนก่อนสังคมลุกเป็นไฟ เตือน หวั่นหากยังเป็นแบบนี้ จะลามกระทบถึงช่วง ‘เทศกาลสงกรานต์’ 

17 มีนาคม 2569 เมื่อเวลา 09.00 น. ที่รัฐสภา นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภา(สว.) แถลงถึงสถานการณ์น้ำมันของประเทศ และความชัดเจนเรื่องสต๊อกน้ำมัน การบริหารจัดการน้ำมัน และการสื่อสารกับประชาชนในภาวะวิกฤตว่า จากสถานการณวิกฤตด้านพลังงานที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ประชาชนจำนวนมากเริ่มมีความกังวลเกี่ยวกับความเพียงพอของน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศ เห็นได้จากการที่ประชาชนออกไปต่อแถวเติมน้ำมัน รวมถึงสถานการณ์ที่ปั๊มน้ำมันหลายแห่งจำกัดการเติมน้ำมันหรือกระทั่งไม่ มีน้ำมันให้ประชาชนเติม รวมถึงความไม่ชัดเจนของข้อมูลที่ฝ่ายบริหารและหน่วยงานภาครัฐสื่อสารออกมา นายกรัฐมนตรีและรัฐบาล ควรเร่งชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสาธารณะอย่างโปร่งใส เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและป้องกันความตื่นตระหนกของประชาชน 

นายนรเศรษฐ์ กล่าวต่อว่า ประเด็นสำคัญที่รัฐบาลควรตอบคำถามให้ชัดเจนคือ 1.ประเทศไทยมีน้ำมันสำรองอยู่จริงเท่าใดกันแน่ ระหว่างตัวเลขที่มีการกล่าวถึงว่า 60 วัน 90 วัน หรือ 100 วันกันแน่และตัวเลขดังกล่าวนับรวมสต๊อกของใครบ้าง ทั้งสต๊อกของรัฐ โรงกลั่น และผู้ค้าน้ำมัน 2. หากประเทศไทยมีน้ำมันสำรองในระดับดังกล่าว เหตุใดเพียงไม่ถึงหนึ่งเดือนจึงเกิดสถานการณ์ที่ประชาชนบางพื้นที่เริ่มหาน้ำมันเติมได้ยาก น้ำมันสำรองเหล่านี้อยู่ที่ใด ใครเป็นผู้ถือครอง และสามารถนำออกมาใช้ได้ในสถานการณ์ฉุกเฉินเร็วเพียงใด 3. ภายหลังการประกาศตรึงราคาน้ำมันเพียง 15 วัน รัฐบาลมมีมาตรการกำกับดูแลอย่างไร เพื่อป้องกันการกักตุน การชะลอการจำหน่าย หรือการเก็งกำไรของผู้ประกอบการในช่วงวิกฤต 4. กลไกการตัดสินใจในการปล่อยน้ำมันสำรองของประเทศคืออะไร ใครเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจ และ มีเงื่อนไขใดที่ทำให้รัฐต้องใช้สต๊อกสำรองเพื่อรักษาเสถียรภาพของตลาด
 
นายนรเศรษฐ์ กล่าวอีกว่า 5. สถานการณ์การนำเข้าน้ำมันของประเทศไทยในขณะนี้ยังเป็นไปตามปกติหรือไม่ มีข้อจำกัดด้าน เส้นทางขนส่งหรือกำลังการผลิตของโรงกลั่นที่ทำให้เกิดความตึงตัวของอุปทานหรือไม่ 6. หากสถานการณ์ยืดเยื้อเกิน 15 วัน หรือเกิน 1 เดือน รัฐบาลมีแผนรองรับอย่างไร ทั้งในด้านการ บริหารสต๊อกน้ำมัน การจัดลำดับความสำคัญของการใชน้ำมัน และมาตรการดูแลผลกระทบต่อเศรษฐกิจและประชาชน 7.สถานะปัจจุบันของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นอย่างไร ยังมีศักยภาพเพียงพอที่จะดูแลเสถียรภาพ ราคาพลังงานได้อีกนานเพียงใดในภาวะวิกฤต สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ความชัดเจนของข้อมูลและความโปร่งใสในการสื่อสารของรัฐบาล เพราะหาก ประชาชนไม่มั่นใจในข้อมูลที่ได้รับ ย่อมมีความเสี่ยงที่จะเกิดความตื่นตระหนก การกักตุน หรือความเข้าใจผิดในสังคม และหลายครั้งที่มีวิกฤตเช่นนี้ เกิดขึ้นในอดีตที่ผ่านมา คนที่มักเจ็บตัวคือประะชาชน คนที่ลอยตัวและหลายครั้งได้ประโยชน์กลับเป็นกลุ่มทุนที่หลายครั้งพอผ่านพ้นวิกฤตไปก็ประกาศผลกำไรสูงสุดเป็นสถิติจากการกักตุนทำกำไร บนภาวะยากลำบากของประชาชน 

“ผมขอเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งเปิดเผยข้อมูลสถานการณ์น้ำมันของประเทศอย่างตรงไปตรงมา และสื่อสาร ต่อสาธารณะอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนสามารถรับมือกับสถานการณ์นี้ได้อย่างมั่นใจและมีข้อมูลที่ถูกต้อง” นายนรเศรษฐ์ กล่าว

นายนรเศรษฐ์ กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ ตนได้รับเรื่องเกี่ยวกับปัญหาวิกฤตพลังงานจากประชาชนส่งข้อมูลมาให้ เช่น ไม่สามารถหาปั๊มเติมน้ำมันได้ หรือการจำกัดในการเติม แต่เห็นว่าสถานการณ์หากเป็นเช่นนี้ต่อไป หากไม่ทราบกระบวนการการบริหารสต๊อกน้ำมัน คาดว่าในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ทั้งเรื่องการเดินทางหรือราคาสินค้ากระทบต่อประชาชนที่เดินทางกลับในช่วงเมษายนนี้