วัง (ถนน) วิทยุ วังสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร

วัง (ถนน) วิทยุ วังสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร

วัง (ถนน) วิทยุ วังสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.36 น.

พลเอก สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร ทรงเป็นต้นราชสกุลรังสิต ทรงเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 กับเจ้าจอมมารดา หม่อมราชวงศ์เนื่อง สนิทวงศ์ ทั้งนี้ สมเด็จฯ กรมพระยาชัยนาทนเรนทรทรงสร้างวังนี้ขึ้นเมื่อกว่า 100 ปีมาแล้ว โดยทรงใช้เป็นที่ประทับของพระองค์กับหม่อมเอลิซาเบธ รังสิต ณ อยุธยา พระชายา

ผาณิต พูนศิริวงศ์ และ ม.ร.ว. ปรียนันทนา  รังสิต

ผู้ออกแบบวังคือชาร์ลส์ เบเกอแลง (Charles Beguelin) สถาปนิกชาวสวิส-เยอรมัน ผู้เข้ามาทำงานในสยามในยุคพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว วังวิทยุเป็นอาคาร 2 ชั้น แบบของวังจะดูเรียบ ๆ คล้ายกับบ้านของคหบดีในเยอรมนี เนื่องจาก เพราะสมเด็จฯ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร ทรงเป็นนักเรียนเก่าเยอรมนี ประกอบกับหม่อมเอลิซาเบธ พระชายา ก็เป็นชาวเยอรมันด้วย ดังนั้น จึงทรงโปรดแบบบ้านสไตล์เยอรมัน ทั้งนี้ เบเกอแลงยังเป็นผู้ออกแบบวังกรมพระจันทบุรีนฤนาถ ที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา และอาคารที่ปัจจุบันใช้เป็นพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

เหตุที่วังแห่งนี้มีนามว่าวังวิทยุ เพราะตั้งอยู่บนถนนวิทยุ แต่หากจะย้อนประวัติของวังไปตั้งแต่แรกเริ่มโดยได้เกร็ดประวัติที่แท้จริง ก็ต้องเรียนถามจากหม่อมราชวงศ์ปรียนันทนา รังสิต นันดาในสมเด็จฯ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร โดยปัจจุบัน ม.ร.ว. ปรียนันทนา  รังสิต เป็นผู้มีอำนาจบริหารจัดการวังวิทยุ

ม.ร.ว. ปรียนันทนา รังสิต เป็นธิดาของหม่อมเจ้าปิยะรังสิต รังสิต กับ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิต โดย ม.ร.ว. ปรียนันทนา เล่าให้ฟังว่า วังหลังนี้เป็นวังที่สมเด็จฯ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร ทรงให้สร้างขึ้น หลังจากทรงขายที่ดินหลายร้อยไร่จากคลองรังสิต เพราะทรงเห็นว่าน่าจะต้องมีที่อยู่สำหรับพระองค์และพระชายาในเขตที่ไม่ไกลจากตัวเมืองมากนั้น แต่อันที่จริงบริเวณแห่งนี้เมื่อ 100 กว่าปีก่อน ก็ต้องถือว่าอยู่ในเขตพระนครก็จริง แต่ก็เป็นเขตที่ห่างไกลจากเขตพระบรมมหาราชวังพอประมาณ ในยุคนั้นรอบๆ วังแห่งนี้รายล้อมไปด้วยทุ่งนา มีบ้านเรือนของผู้คนไม่มากมายนัก ครั้นเมื่อทรงดูพื้นที่แล้วทรงพอพระทัย จึงทรงซื้อที่ดินกว่า 20 ไร่ แล้วทรงให้ขุดดินทำสระน้ำ เพราะว่าทรงต้องการดินไปทำเป็นเนินเพื่อสร้างวัง

เมื่อสร้างวังเสร็จเรียบร้อยแล้ว วังแห่งนี้ได้เป็นที่พบปะสังสรรค์ของผู้คนที่สนิทสนมกับ สมเด็จฯ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร และยังเป็นวังที่พระบรมวงศานุวงศ์ชั้นสูงเคยเสด็จไปทรงพบปะกันอีกด้วย สมเด็จฯ กรมพระยาชัยนาทนเรนทรทรงสนิทสนมกับพระราชโอรส พระราชธิดาในรัชกาลที่ 5 ที่ประสูติแต่สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเวที ด้วยเหตุเพราะ เมื่อพระชนมายุได้ 12 วัน เจ้าจอมมารดา ม.ร.ว. เนื่อง ถึงแก่อนิจกรรม พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงอุ้มพระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์ ไปพระราชทานแด่สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี (พระราชอิสริยยศในขณะนั้น ต่อมาในรัชสมัยรัชกาลที่ 8 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เฉลิมพระนามาภิไธยเป็นสมเด็จพระศรีสวรินทิรา บรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า) แล้วตรัสว่า “ให้มาเป็นลูกแม่กลาง”

สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าทรงชุบเลี้ยงพระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์ และพระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าเยาวภาพงศ์สนิธ ดุจดังพระราชโอรส พระราชธิดาแท้ๆ ของพระองค์ จึงทรงเติบโตในพระตำหนักสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า และทรงสนิทสนมกับพระราชราชโอรส และพระราชธิดาในสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้ามากเป็นพิเศษ

เมื่อพระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์ ทรงเจริญพระชนม์ได้ประมาณ 14 พรรษา รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เสด็จไปศึกษาต่อในประเทศยุโรป โดยทรงไปศึกษาที่ประเทศเยอรมนี ทรงศึกษาชั้นมัธยมที่่โรงเรียนฮัลเบอร์สตัด แล้วทรงเข้าศึกษาต่อ ณ มหาวิทยาลัยเมืองไฮเดิลแบร์ก ในปี พ.ศ. 2447

อันที่จริง วังแห่งแรกของสมเด็จฯ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร คือวังไม้ ตั้งอยู่ ณ ถนนหลวง ตรงข้ามวัดเทพศิรินทราวาส พระราชทานที่ดินโดยรัชกาลที่ 5 ด้วยทรงเห็นว่าวังของพระเจ้าลูกเธอ พระองค์นี้สมควรอยู่ใกล้กับวังของพระองค์เจ้าสายสนิทวงษ์ (เสด็จตาของพระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์) ครั้นรัชสมัยรัชกาลที่ 6 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สร้างตำหนักไม้พระราชทาน เมื่อสร้างเสร็จแล้ว สมเด็จฯ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร ก็ทรงพาหม่อมเอลิซาเบธมาอยู่ด้วย ซึ่งวังไม้แห่งนี้คือที่ประสูติของหม่อมเจ้าปิยะรังสิต เมื่อ 25 ธันวาคม 2456

ต่อมาสมเด็จฯ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร ทรงเตรียมการสร้างวังแห่งใหม่ หลังจากทรงซื้อที่ดินริมถนนวิทยุ ไว้ตั้งแต่ปี 2464 วังวิทยุสร้างเสร็จในปี 2468 แล้วทรงฉลองวังใหม่วันที่ 12 พฤศจิกายน 2468 ซึ่งเป็นวันคล้ายวันประสูติครบ 40 พรรษา

สมเด็จฯ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร ทรงสร้างวังวิทยุเป็นทั้งที่ประทับ และจัดแสดงศิลปะโบราณวัตถุที่ทรงสะสมไว้ ทรงออกแบบตกแต่งภายในวังด้วยพระองค์เอง ทรงให้สถาปนิกทำผนังอาคารให้หนาเป็นพิเศษ เพื่อป้องกันความชื้นจากภายนอก และเพื่อให้อุณหภูมิภายในไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก เพราะทรงเก็บรักษางานศิลปะต่าง ๆ ทั้งภาพเขียน ตู้พระธรรมลายรดน้ำ ฉากลายรดน้ำ และประติมากรรม รวมถึงงานศิลปะจากยุโรปที่ทรงสะสมไว้เมื่อครั้งเสด็จไปศึกษาในประเทศเยอรมนี

เสด็จในกรมฯ สิ้นพระชนม์ ปี 2494 จากนั้นหม่อมเจ้าปิยะรังสิต และพระชายา คือหม่อมเจ้าวิภาวดี รัชนี (พระอิสริยยศในขณะนั้น) ประทับในวังวิทยุสืบต่อมา ทั้งนี้ปัจจุบันวังวิทยุอยู่ในกรรมสิทธิ์ของทายาทของหม่อมเจ้าปิยะรังสิต โดยผู้มีอำนาจดูแลบริหารวังวิทยุคือหม่อมราชวงศ์ปรียนันทนา รังสิต ซึ่งตั้งใจเก็บรักษาวังแห่งนี้ไว้ให้อยู่ในสภาพดีที่สุด เพื่อเป็นแหล่งศึกษาและอนุรักษ์ด้านศิลปะ โบราณวัตถุและโบราณคดี และเพื่อเทิดพระเกียรติบรรพบุรุษสายราชสกุลรังสิต

เฉลิมชัย ยอดมาลัย, ลฎาภา ทิวะสิงห์และ ปาริชาติ ชำนิบรรณการ….เรื่อง ชัยสิทธิ์ รอดทอง…ภาพ  

โรงเส้นหมี่ชอเฮง เสริมทักษะอาชีพ ถวายเป็นพระราชกุศล

โรงเส้นหมี่ชอเฮง เสริมทักษะอาชีพ ถวายเป็นพระราชกุศล

โรงเส้นหมี่ชอเฮง เสริมทักษะอาชีพ ถวายเป็นพระราชกุศล

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.39 น.

บริษัท โรงเส้นหมี่ชอเฮง จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เส้นหมี่และแป้งประกอบอาหารและขนม “ตราช้างสามเศียร” นำโดย ศราวุธ วงศ์สุรไกร ประธาน จัดโครงการฝึกอาชีพ “แป้งข้าวขนมไทยนานาชาติ” ถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมายุ 71 พรรษา 2 เมษายน 2569 ซึ่งจัดเป็นครั้งที่ 3 ณ ชอเฮง-เอราวัณ(ช้างสามเศียร)  บริษัท โรงเส้นหมี่ชอเฮง จำกัด อ.สามพราน จ.นครปฐม

ทิพาพร เพชรฉาย สร.โรตารีพญาไท, บงกช ไชยชุมพร มูลนิธิเพื่อสถาบันราชานุกูลฯ, พล.ร.อ.ประพฤติพร อักษรมัต นายกสมาคมอัสสัมชัญ, ดร.สุวรรณา วงศ์สุรไกร นายกสหสมาคมศิษย์เซนต์ปอล เดอ ชาร์ตร, เบญจมาศ รุจิรวงศ์ นายกสมาคมสตรีไทยฯ, ศราวุธ วงศ์สุรไกร ประธาน บจ.โรงเส้นหมี่ชอเฮง, รัญชา บริบาลบุรีภัณฑ์ ผู้ว่าการภาค ภูมิภาค 17 ซอนต้า อินเตอร์แนชชั่นแนล และ นันทวรรณ (วงศ์สุรไกร) โชติวิจิตร ฝ่ายสื่อสารองค์กรและประชาสัมพันธ์ชอเฮง เอราวัณช้างสามเศียร

โครงการฝึกอาชีพ “แป้งข้าวขนมไทยนานาชาติ” บริษัท โรงเส้นหมี่ชอเฮง จำกัด ได้รับความร่วมมือจากภาคีเครือข่าย อาทิ โรตารี พญาไท, มูลนิธิเพื่อสถาบันราชานุกูล ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์, สมาคมอัสสัมชัญ, สหสมาคมศิษย์เซนต์ เดอ ชาร์ตร, สมาคมสตรีไทยแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์, ซอนต้า อินเตอร์เนชั่นแนล ภูมิภาค 17 จัดขึ้นเพื่อฝึกทักษะอาชีพการทำขนมไทยและนานาชาติจากแป้งตราจ้างสามเศียร และผลิตภัณฑ์ในเครือโรงเส้นหมี่ชอเฮง โดยปีนี้มีเยาวชน ครูเกษียณ และผู้มีรายได้น้อยที่ต้องการฝึกอาชีพเพื่อเสริมสร้างรายได้เข้าร่วมอบรมจำนวน 120 คน โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งผู้เข้าอบรมจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับข้าวและธัญพืชไทย ลงมือฝึกปฏิบัติทำขนมฝรั่งกุฎีจีน ขนมไดฟุกุไส้สตรอเบอรี่และถั่วแดงกวน ขนมบัวลอย ปิดท้ายด้วยการแนะนำสื่อสร้างสรรค์ “เอราวัณอีบุ๊คแบ่งปัน” แหล่งรวมสาระความรู้ดีๆ   ที่สามารถนำไปต่อยอดได้ พร้อมรับแป้งจากข้าวที่สามารถใช้ทดแทนแป้งสาลี เหมาะสำหรับผู้แพ้กลูเต็นให้นำกลับไปฝึกมือที่บ้าน

ในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ไทยหรือ “วันสงกรานต์” ที่กำลังจะมาถึง ภายหลังเสร็จสิ้นการฝึกอบรมยังได้จัดให้มีการรดน้ำดำหัวขอพรผู้ใหญ่ใจดีที่ทำให้เกิดโครงการดีๆ แบบนี้อีกด้วย    

ดร.อุษณีย์ มหากิจศิริ ลีโอณีโอ จัดทริปเลี้ยงต้อนรับอธิการบดี ม.บอสตัน

ดร.อุษณีย์ มหากิจศิริ ลีโอณีโอ จัดทริปเลี้ยงต้อนรับอธิการบดี ม.บอสตัน

ดร.อุษณีย์ มหากิจศิริ ลีโอณีโอ จัดทริปเลี้ยงต้อนรับอธิการบดี ม.บอสตัน

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.35 น.

 ดร.อุษณีย์ มหากิจศิริ ลีโอณีโอ กรรมการบริหารระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยบอสตัน จัดทริปวิชาการ ท่องเที่ยว พร้อมงานเลี้ยงต้อนรับ ดร.เมลิสซา แอล. กิลเลียม (Dr. Melissa L. Gilliam) อธิการบดีมหาวิทยาลัยบอสตัน ในโอกาสเดินทางมาประชุมวิชาการในประเทศไทย ณ ห้องแกรนด์ฮอลล์ มหากิจศิริ เรสซิเดนซ์ ถนนนราธิวาสราชนครินทร์ กรุงเทพมหานคร

ศ.ดร.นพ.ยงยุทธ ศิริวัฒนอักษร, มิเคเล ชีเลอร์, ดร.อุษณีย์ มหากิจศิริ ลีโอณีโอ, ดร. เมลิสซา แอล. กิลเลียม, สุวิมล- ประยุทธ มหากิจศิริ, ปรียามล ธนวิสุทธิ์ และจิตรดี พูลวรลักษณ์

ดร.อุษณีย์ มหากิจศิริ ลีโอณีโอ กล่าวว่า นับเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่มหาวิทยาลัยบอสตันเล็งเห็นถึงความมุ่งมั่นในการทำหน้าที่กรรมการบริหารระหว่างประเทศตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา ดังนั้นเมื่อท่านอธิการบดี ดร.เมลิสซา แอล. กิลเลียม (Dr. Melissa L. Gilliam) มีกำหนดการเดินทางมาเยือนประเทศไทยเพื่อร่วมประชุมวิชาการ ทางมหาวิทยาลัยฯ จึงได้มอบหมายให้ดิฉันเป็นผู้ทำหน้าที่รับรองและจัดโปรแกรมในครั้งนี้

“เป็นอีกครั้งที่รู้สึกว่า ได้ทำงานที่ท้าทาย สนุก ขณะเดียวกันก็วิตกเล็กน้อย เพราะท่านอธิการบดีกิลเลียม เป็นผู้หญิงที่เก่ง และมีความรู้รอบด้าน เพราะท่านจบการศึกษาจากโรงเรียนแพทย์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard Medical School) และเป็นทั้งนักการศึกษา นักวิชาการ นักวิทยาศาสตร์วิจัย แพทย์ผู้มีชื่อเสียง เป็นศาสตราจารย์ด้านสูติศาสตร์ นรีเวชศาสตร์ และกุมารเวชศาสตร์ อีกทั้งยังศึกษาด้านวรรณคดีอังกฤษที่มาหาวิทยาลัยเยล (Yale) และศึกษาปรัชญาและการเมืองที่มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด (Oxford) อีกด้วย ดังนั้นการคิดกำหนดการจึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย โชคดีที่เมื่อติดต่อไปทางโรงพยาบาลศิริราช และโรงพยาบาลรามาธิบดี ก็ได้รับความสนใจจากผู้บริหารและคณะแพทย์จากทั้งสองโรงพยาบาล คือ ศ.ดร.นพ.ยงยุทธ ศิริวัฒนอักษร ผู้อำนวยการโรงพยาบาล ศิริราช และศ.ดร.แพทย์หญิง อติพร อิงค์สาธิต ผู้อำนวยการโรงพยาบาลรามาธิบดี ในการพบปะหารือเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ทางด้านการแพทย์ และการศึกษา พร้อมเยี่ยมชมหน่วยงานต่างๆ ภายในโรงพยาบาล”

ผศ.นพ.ปริย พรรณเชษฐ์, มิเคเล ชีเลอร์, ดร.อุษณีย์ มหากิจศิริ ลีโอณีโอ, ดร.เมลิสซา แอล. กิลเลียม, ศ.ดร.พญ.อติพร อิงค์สาธิต, ผศ.นพ.สุชิน วรวิชชวงษ์ และยุนอา ลี

นอกจากนี้ยังมีทริปล่องเรือชมความงามของสถานที่สำคัญริมสองฝั่งแห่งสายน้ำเจ้าพระยา ไม่ว่าจะเป็นทิวทัศน์ของวัดอรุณราชวรารามวรมหาวิหาร, พระบรมมหาราชวัง, สะพานพระราม 8 ฯลฯ ตบท้ายด้วยงานเลี้ยงรับรองที่ ประยุทธ-สุวิมล มหากิจศิริ อาสาเป็นเจ้าภาพ โดยมีแขกผู้มีเกียรติ และเหล่าศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยบอสตันต่างพร้อมใจมาร่วมต้อนรับอธิการบดีมหาวิทยาลัยบอสตันอย่างอบอุ่น อาทิ ประยุทธ-สุวิมล มหากิจศิริ, ศ.ดร.นพ.ยงยุทธ ศิริวัฒนอักษร, ศุภชาติ อังคสุวรรณศิริ, สุริยน-จิตรดี พูลวรลักษณ์, พรพิมล ปฐมศักดิ์, ธีระ ศิริเกียรติสูง, สริสา วรประคุณ, ปรียามล ธนวิสุทธิ์ ฯลฯ

ดร.อุษณีย์ มหากิจศิริ ลีโอณีโอ กล่าวปิดท้ายว่า “การจัดทริปต้อนรับในครั้งนี้ ทำให้ได้มีโอกาสเปิดโลกในอีกมุมมองหนึ่ง นั่นคือ โลกทางวิชาการการแพทย์ของประเทศไทย ที่มีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถอยู่มากมาย และแต่ละท่านพร้อมที่จะทุ่มเทเพื่อพัฒนาให้มีความก้าวหน้ามากขึ้นไปอีก และเมื่อได้มีการหารือกับดร.กิลเลียม ซึ่งมีความเชี่ยวชาญและความสนใจในหลายด้าน ก็อาจนำพาไปสู่ผนึกกำลัง และการต่อยอดเพื่อสร้างสิ่งใหม่ๆ ที่มีประโยชน์ร่วมกัน จึงนับเป็นสิ่งดีๆ ที่ตุ๊กได้มีโอกาสเป็นส่วนเล็กๆ ที่ได้ทำหน้าที่ในครั้งนี้ค่ะ”


มิเคเล ชีเลอร์, ยุนอา ลี, ดร.เมลิสซา แอล. กิลเลียม, ดร.อุษณีย์ มหากิจศิริ ลีโอณีโอ และ สลิลลา อติการบดี


สริสา วรประคุณ, ดร.เมลิสซา แอล. กิลเลียม และ ศุภชาติ อังคสุวรรณศิริ


วีรภัทร แก้งสว่าง, ณัฐธกรณ์ อินทราชา, อารักขา ตั้งศิริเสถียร, เจษฎากร เซี้ยะ, สมิต ทั่งวัฒโนทัย และ ธนภูมิ ประภากมล

สมาคมสภาแม่ดีเด่นแห่งชาติ ร่วมเป็นเจ้าภาพ บำเพ็ญกุศลถวายพระบรมศพ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

สมาคมสภาแม่ดีเด่นแห่งชาติ ร่วมเป็นเจ้าภาพ  บำเพ็ญกุศลถวายพระบรมศพ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

สมาคมสภาแม่ดีเด่นแห่งชาติ ร่วมเป็นเจ้าภาพ บำเพ็ญกุศลถวายพระบรมศพ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.13 น.

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ สมาคมสภาแม่ดีเด่นแห่งชาติในพระอุปถัมภ์พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ เป็นเจ้าภาพในการบำเพ็ญกุศลถวายพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมีพระสงฆ์ 10 รูป จากวัดบางช้างเหนือ จังหวัดนครปฐม, วัดจันทึก วัดไตรรัตน์ วัดปางแก จังหวัดนครราชสีมา, วัดหนองต้นไทร จังหวัดพิจิตร, วัดเกาะเค็ตนอก จังหวัดปราจีนบุรี, วัดเสาธงหิน วัดไผ่เหลือง จังหวัดนนทบุรี, วัดเทพลีลา กรุงเทพมหานคร สวดมาติกา สดับปกรณ์ และอนุโมนทนา เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569 เวลา 14.30 น. ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง

ในการนี้มี เพ็ญพักตร์  ศรีทอง นายกสมาคมสภาแม่ดีเด่นแห่งชาติฯ เป็นประธานพิธี พร้อมด้วยคณะกรรมการ อาทิ อโนมา  วิจิตรวิกรม, ดร.นุชนาถ  วสุรัตน์, พญ.สุวณี  รักธรรม, สุกัญญา  ประจวบเหมาะ, เบญจรัตน์  จริยธาราสิทธิ์, ประยูร  เหล่าสายเชื้อ, ยุพา  สุภอมรพันธุ์, ดร.ปัญจรัตน์  มังกรกนก, สุชาดา  เกษมทรัพย์,พล.ต.หญิง ดร.อังคณา  สุเมธสิทธิกุล, ผ่องเพ็ญ  อาชาเทวัญ ตลอดจนสมาชิกสมาคม เจ้าหน้าที่ ร่วมพิธีด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

เพ็ญพักตร์  ศรีทอง นายกสมาคมสภาแม่ดีเด่นแห่งชาติฯ จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย และกราบถวายบังคมพระบรมศพ 

นายกสมาคมสภาแม่ดีเด่นแห่งชาติฯ ทอดผ้าบังสุกุล

เพ็ญพักตร์  ศรีทอง นายกสมาคมสภาแม่ดีเด่นแห่งชาติฯ นำคณะกรรมการและสมาชิกสมาชิกสมาคม วางพวงมาลาหน้าพระบรมฉายาลักษณ์

เพ็ญพักตร์  ศรีทอง นายกสมาคมสภาแม่ดีเด่นแห่งชาติฯ พร้อมคณะกรรมการ อโนมา  วิจิตรวิกรม, ดร.นุชนาถ  วสุรัตน์, พญ.สุวณี  รักธรรม, สุกัญญา  ประจวบเหมาะ,เบญจรัตน์  จริยธาราสิทธิ์,ประยูร  เหล่าสายเชื้อ, ยุพา  สุภอมรพันธุ์, ดร.ปัญจรัตน์  มังกรกนก, สุชาดา  เกษมทรัพย์, พล.ต.หญิง ดร.อังคณา  สุเมธสิทธิกุล และ

ผ่องเพ็ญ  อาชาเทวัญ

SCBX จับมือ Net Zero Carbon พลิกโฉมข้าวไทยสู่ Low Carbon ยกระดับเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน

SCBX จับมือ Net Zero Carbon พลิกโฉมข้าวไทยสู่ Low Carbon ยกระดับเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน

SCBX จับมือ Net Zero Carbon พลิกโฉมข้าวไทยสู่ Low Carbon ยกระดับเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.13 น.

บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCBX ได้เดินหน้าสนับสนุนเกษตรกรไทย ผ่านความร่วมมือกับ บริษัท เนทซีโรคาร์บอน จำกัด (NZC) ในการส่งเสริม “ข้าว Low Carbon” จากโครงการนาข้าวแบบเปียกสลับแห้ง ณ ศูนย์การเรียนรู้เทคโนโลยีการปลูกข้าวยั่งยืน อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี
ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับภาคการเกษตรไทย โดยมุ่งเน้นการสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ผ่านการนำเทคโนโลยีและองค์ความรู้มาพัฒนาการเพาะปลูก เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคง ควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม


หัวใจสำคัญของโครงการคือการทำนาแบบ “เปียกสลับแห้ง” (Alternate Wetting and Drying: AWD) ซึ่งเป็นวิธีการจัดการน้ำในนาอย่างมีประสิทธิภาพ โดยสลับช่วงการปล่อยน้ำเข้าและระบายน้ำออก แตกต่างจากวิธีดั้งเดิมที่มีน้ำขังต่อเนื่องยาวนาน วิธีการนี้ช่วยลดการเกิดก๊าซมีเทน ซึ่งเป็นหนึ่งในก๊าซเรือนกระจกที่มีความรุนแรงสูง ส่งผลให้สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีนัยสำคัญ
โครงการดังกล่าวยังสอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศไทยในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 30–40% ภายในปี 2030 และมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2050 อีกทั้งยังสามารถต่อยอดสู่การสร้างคาร์บอนเครดิต เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจในอนาคต


ข้าว Low Carbon จากโครงการนี้ SCBX ได้นำไปต่อยอดสร้างคุณค่าในหลากหลายมิติ ทั้งการพัฒนาเป็นของขวัญสำหรับลูกค้าและพันธมิตรทางธุรกิจ การใช้ในกิจกรรมองค์กรเพื่อสื่อสารแนวคิดด้านความยั่งยืน ตลอดจนการต่อยอดเป็นส่วนหนึ่งของโครงการเพื่อสังคม (CSR) ซึ่งช่วยสะท้อนถึงความมุ่งมั่นขององค์กรในการสนับสนุนสินค้าเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างการรับรู้ในวงกว้าง


นายสุธีพันธุ์ สักรวัตร Chief Customer Officer ของ SCBX กล่าวว่า “SCBX ให้ความสำคัญกับการสร้างคุณค่าร่วมระหว่างธุรกิจและสังคม ความร่วมมือกับ NZC ในครั้งนี้ไม่เพียงช่วยยกระดับสินค้าเกษตรของไทยให้มีมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการนำผลิตภัณฑ์ที่มีความหมายไปเชื่อมโยงกับลูกค้าและสังคม เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกอย่างยั่งยืน”

ด้าน นายธนนนท์ เตรียมชาญชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ของ NZC กล่าวว่า “NZC เชื่อว่าการขับเคลื่อนความยั่งยืนต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน การทำงานร่วมกับ SCBX ในครั้งนี้จะช่วยผลักดันให้เกษตรกรเข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และโอกาสใหม่ ๆ ที่สามารถสร้างทั้งรายได้และผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมได้พร้อมกัน”

สำหรับ NZC เป็นองค์กรที่ดำเนินธุรกิจด้านความยั่งยืนด้านสภาพภูมิอากาศ โดยมุ่งเน้นการสร้างความเข้าใจ ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีและการออกแบบโมเดลผลตอบแทนที่เหมาะสม เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถมีส่วนร่วมในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นรูปธรรม


ความร่วมมือในครั้งนี้ยังช่วยเพิ่มโอกาสทางรายได้ให้กับเกษตรกรไทย ซึ่งปัจจุบันมีครัวเรือนเกษตรกรที่ปลูกพืชเป็นหลักประมาณ 4.5–5 ล้านครัวเรือน จากเกษตรกรผู้ถือครองทำการเกษตรกว่า 8.7 ล้านรายทั่วประเทศ

ทั้งนี้ SCBX ยังมีแผนต่อยอดความร่วมมือกับ NZC ในโครงการนาข้าวแบบเปียกสลับแห้งอย่างต่อเนื่องในอนาคต เพื่อร่วมกันสร้างระบบเกษตรกรรมที่ยั่งยืน และยกระดับขีดความสามารถของเกษตรกรไทยในเวทีโลก

มก.เชิญชวนหนูน้อยร่วมแข่งขัน ‘Nova-X League – ALPHA-I League’ ในงาน THAILAND ROBOT & CODING CHALLENGE 2026

มก.เชิญชวนหนูน้อยร่วมแข่งขัน ‘Nova-X League - ALPHA-I League’ ในงาน THAILAND ROBOT & CODING CHALLENGE 2026

มก.เชิญชวนหนูน้อยร่วมแข่งขัน ‘Nova-X League – ALPHA-I League’ ในงาน THAILAND ROBOT & CODING CHALLENGE 2026

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.44 น.

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดงาน Thailand Robot & Coding Challenge 2026  หนูน้อยวิศวกร อัจฉริยะสร้างได้ตั้งแต่เด็ก’ พัฒนาเยาวชนไทย สู่การเป็น ‘นักคิด นักประดิษฐ์ และนักนวัตกรรมแห่งอนาคต’

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พัชรี โตแก้ว ทองรัตนะ หัวหน้าโครงการ Thailand Robot & Coding Challenge 2026 กล่าวว่า โครงการ “หนูน้อยวิศวกร อัจฉริยะสร้างได้ตั้งแต่เด็ก”เป็นโครงการพัฒนาวิชาการ ภาควิชาวิศวกรรม อุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้เปิดการอบรม Fundamental Digital Cobot เพื่อส่งเสริมด้านสติปัญญา  ผ่านการสร้างสิ่งประดิษฐ์”ให้แก่เด็ก อายุ 7-17 ปี ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ การคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ การวางแผน การลองผิดลองถูก การแก้ปัญหาทางด้านวิศวกรรม ผ่านการลงมือปฎิบัติจริง

ทั้งเป็นการปลูกฝังเด็กที่มีความสามารถและพัฒนาตนเอง เพื่อนําไปสู่การแข่งขันในระดับที่สูงขึ้น จึงจัดทําโครงการ การแข่งขัน Thailand Robot & Coding Challenge 2026

โดยแบ่งเป็น 3 ประเภทการแข่งขันได้แก่การแข่งขัน RoboG League ด้วยอุปกรณ์ UGOT = AI Education Robot, NOVA-X League ด้วยอุปกรณ์ AGV ที่พัฒนาขึ้น จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ และ ALPHA-I League การแข่งขัน Python & AI Coding League

เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ -30 เมษายน 2569 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ Website : http://www.iDekTep.com Fanpage: https://www.facebook.com/iDekTep/ ,  LineOA: @046rudrm , คุณปอ 0904974062 , อ.พัชรี 082-456-3289

และจะมีการแข่งขัน ในวันเสาร์ที่ 23-อาทิตย์ที่24 พค 69 เวลา 09.00 – 17.00 น. ณ อาคารจักรพันธ์เพ็ญศิริ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน

ฉลอง 10 ปี ‘มณีพาวเวอร์ – AE Solar’ ยกระดับมาตรฐานโซลูชันพลังงานสู่ระดับสากล

ฉลอง 10 ปี ‘มณีพาวเวอร์ - AE Solar’ ยกระดับมาตรฐานโซลูชันพลังงานสู่ระดับสากล

ฉลอง 10 ปี ‘มณีพาวเวอร์ – AE Solar’ ยกระดับมาตรฐานโซลูชันพลังงานสู่ระดับสากล

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.16 น.

ท่ามกลางสถานการณ์ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจากความผันผวนของเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลก ส่งผลให้ต้นทุนพลังงานในประเทศไทยเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และกลายเป็นความท้าทายสำคัญของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม

ความไม่แน่นอนของพลังงานรูปแบบเดิม ทำให้องค์กรจำนวนมากเริ่มมองหาแนวทางในการบริหารต้นทุนและสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว ขณะเดียวกัน กระแสด้านความยั่งยืน (Sustainability) และเป้าหมาย Net Zero ยิ่งเร่งให้การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดกลายเป็นวาระสำคัญขององค์กรทั่วโลก

ในบริบทนี้ พลังงาน” ไม่ได้เป็นเพียงต้นทุนอีกต่อไป แต่กลายเป็น กลยุทธ์” ที่มีผลต่อความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจในระยะยาว

บริษัท มณีพาวเวอร์ จำกัด (Manee Power) ผู้พัฒนาโซลูชันพลังงานแสงอาทิตย์แบบครบวงจรของประเทศไทย เดินหน้าวางตำแหน่งองค์กรในฐานะ Strategic Energy Partner ที่ช่วยให้องค์กรสามารถบริหารจัดการพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมสร้างความมั่นคงทางพลังงานและลดต้นทุนในระยะยาว

นายมหพล ฉันทสหวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มณีพาวเวอร์ จำกัด กล่าวว่า “พลังงานในวันนี้ไม่ใช่เพียงต้นทุนแต่เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญในการแข่งขันของธุรกิจ ถ้าบริหารต้นทุนพลังงานได้ดี จะสามารถเพิ่ม margin ลดความเสี่ยง และสร้างความได้เปรียบในระยะยาว

“Solar ไม่ใช่เพียงการประหยัดค่าไฟ แต่คือการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยสร้างความมั่นคงให้กับธุรกิจในอนาคต ในด้านความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ การติดตั้ง Solar Rooftop มีการรับประกัน All warranty ยาวนานกว่า 30 ปี โดยมาตรฐานเยอรมัน ซึ่งมากกว่าแบรนด์ทั่วไปถึง 2 เท่า ภาคอุตาหกรรมสามารถลดต้นทุนค่าไฟได้ต่ำกว่า 2 บาท หรือสูงสุด 80%”

กว่า 10 ปีแห่งความเชี่ยวชาญ สู่ผู้นำพลังงานอัจฉริยะ

Manee Power ก่อตั้งและดำเนินธุรกิจมากว่า 10 ปี ภายใต้แนวคิด “Powering Smart & Green Future” และ “Profitable toward Sustainability” สร้างวิสัยทัศน์ที่พร้อมเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานอัจฉริยะและความยั่งยืน มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero พร้อมพันธกิจในการพัฒนาและส่งมอบโซลูชันพลังงานที่มีมาตรฐานสากล

เพื่อสร้างคุณค่าในระยะยาว ที่ผ่านมาเราได้ดำเนินโครงการติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์แล้วกว่า 160 โครงการทั่วประเทศ มีกำลังการผลิตติดตั้งรวมกว่า 26 เมกะวัตต์ (MWp) และสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากกว่า 16,000 ตันต่อปี ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงศักยภาพของบริษัทในการขับเคลื่อนพลังงานสะอาดในประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม

จากผู้ติดตั้ง สู่ Strategic Energy Solution

Manee Power ยกระดับบทบาทจาก “ผู้ติดตั้ง Solar” ไปสู่ “ผู้ออกแบบโซลูชั่นพลังงานเชิงกลยุทธ์” ให้บริการแบบครบวงจร (End-to-End Energy Expertise) ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ได้แก่

•             การวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของโครงการ (Feasibility Study) และการวางกลยุทธ์การลงทุน

•             การออกแบบ จัดซื้อ และติดตั้งระบบ (Engineering, Procurement, Construction: EPC) ตามมาตรฐานสากล

•             การจัดหาอุปกรณ์จากแบรนด์ชั้นนำระดับโลก เช่น Heckert Solar, SMA, Trina Solar และ Huawei

•             การดูแลและบริหารระบบ (Operation & Maintenance: O&M) รวมถึงระบบกักเก็บพลังงาน (ESS), Smart Building และระบบควบคุมอัจฉริยะ

เทคโนโลยีระดับโลก มาตรฐานเยอรมัน

ล่าสุด Manee Power ประกาศความร่วมมือกับ AE Solar จากประเทศเยอรมนี โดยได้รับการแต่งตั้งเป็น Authorized Partner อย่างเป็นทางการในประเทศไทย เพื่อนำเทคโนโลยีโซลาร์เซลล์ระดับ Tier 1 มายกระดับมาตรฐานโซลูชั่นพลังงานในประเทศ ให้บริการโซลูชั่นสำหรับภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมแบบครบวงจรตั้งแต่การวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในการลงทุน การออกแบบและติดตั้งระบบ ไปจนถึงการบริหารจัดการพลังงานและการดูแลรักษาระบบ ช่วยให้องค์กรสามารถ ควบคุมต้นทุนพลังงานและวางแผนการใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จุดแข็งสำคัญของเทคโนโลยีนี้ คือความสามารถในการทนต่อสภาพอากาศร้อนและชื้น ซึ่งเป็นปัจจัยท้าทายหลักของประเทศไทย โดยแผงโซลาร์ยังคงสามารถรักษาประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าได้ดี แม้ในสภาวะแดดจัดหรืออุณหภูมิสูง แตกต่างจากแผงทั่วไปที่ประสิทธิภาพจะลดลงเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น

ภาครัฐมีการปลดล๊อคครั้งใหญ่เพื่อส่งเสริมพลังงานสะอาดในภาคอุตสาหกรรมและครัวเรือน

ในภาคธุรกิจ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) มีมาตรการช่วยลดหย่อน ภาษีนิติบุคคลโดยสามารถนำค่าอุปกรณ์และการติดตั้งแบตเตอรี่ (BESS) และ Inverter คู่กับโซล่าร์ นับเป็นมูลค่า 12 ล้านบาท /เมกะวัตต์ แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกิน 50%ของมูลค่าการลงทุนจริง  ทำให้การลงทุนคุ้มค่าภายใน 5 ปี รวมถึงแนวทาง สนับสนุนด้านพลังงานสะอาด เช่น ระบบกักเก็บพลังงาน และการเชื่อมโยงกับระบบยานยนต์ไฟฟ้า นอกจากนี้ ภาครัฐได้ลดขั้นตอนติด Solar มากกว่า 1 เมกะวัตต์ ไม่ต้องขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (รง4) สามารถนำไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ด้าน ESG และกระทรวงมหาดไทยได้ปลดล๊อคการติดตั้งแผง Solar Rooftop โดยไม่ต้องขอใบอนุญาตดัดแปลงต่อเติมอาคาร    ส่วนภาคครัวเรือน สามารถใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีจากการติดตั้ง Solar Rooftop ได้สูงสุด 200,000 บาท

แนวโน้มต้นทุนของระบบพลังงานแสงอาทิตย์ในอนาคตยังคงมีปัจจัยที่ต้องจับตา ทั้งด้านนโยบายภาษีของประเทศผู้ผลิต และราคาวัตถุดิบในตลาดโลก ช่วงที่ผ่านมาไตรมาส3 ปี 68 ราคาของ Solar ขึ้นมา 30% และมีแนวโน้มว่าจะสูงขึ้นอีก 15% ในไตรมาสที่2 ปี 69 นี้ซึ่งอาจส่งผลให้ต้นทุนมีความผันผวน ทางเราจึงร่วมมือกับหลายพันธมิตร supply chain จัดจำหน่ายอุปกรณ์มาตรฐาน Tier 1 ในร้านชื่อ TIER1STORE ตั้งอยู่ที่รังสิต (มีศูนย์ Training Center) รองรับทำให้การจัดการได้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว    อีกทั้งบริษัทเดินหน้าพัฒนา Smart Energy Ecosystem ที่ผสานการทำงานของระบบ Solar Energy, ระบบกักเก็บพลังงาน (BESS), Smart Building และระบบควบคุมพลังงานอัจฉริยะ ภายใต้แนวคิด “Profitable toward Sustainability” เพื่อช่วยคนไทยฝ่าวิกฤตรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ Carbon Neutrality และ Net Zero อย่างยั่งยืน คุณมหพล ฉันทสหวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกล่าว

ความน่าเชื่อถือจากพันธมิตรและลูกค้าชั้นนำ และผลลัพธ์จริงจากภาคธุรกิจ 

บริษัทฯ ได้รับความไว้วางใจจากองค์กรชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ เช่น CP, 7-Eleven, AIS, SCG, Toyota และ Continental นอกจากนี้ Manee Power ได้ช่วยลดต้นทุนค่าไฟให้กับหลากหลายอุตสาหกรรม อาทิ วงการพลาสติก ยางพารา ชั้นนำ เช่น บริษัท ไทยอีสเทิร์น กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) / บริษัมนารายณ์แพคจำกัด หนึ่งในผู้ผลิตถุวพลาสติกชั้นนำของไทย / โรงงานน้ำเข็ง / ไผ่ทองไอศครีม รวมถึงโครงการ Solar Farm และโครงการภาครัฐ เช่น หน่วยงานราชการและโรงพยาบาล

จากผลลัพธ์ของโครงการ พบว่าสามารถช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้าได้ประมาณ 30–70% มีระยะเวลาคืนทุนเฉลี่ย 3 ปี และสามารถสร้างผลตอบแทนต่อเนื่องยาวนานกว่า 20 ปี  นอกจากนี้ บริษัทยังทำงานร่วมกับสถาบันการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) และ SME Bank เพื่อให้คำปรึกษาด้านการเงิน และโครงสร้างการลงทุนช่วยให้ลูกค้าสามารถวางแผนโครงการได้อย่างมั่นใจและลดความเสี่ยงทางการเงิน

Manee Power จึงไม่ได้เป็นเพียงผู้ให้บริการพลังงาน แต่เป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ ที่ช่วยให้องค์กรก้าวสู่อนาคตพลังงาน อย่างมั่นคงและยั่งยืน

เริ่มแล้ววันนี้! คิง เพาเวอร์ ฉลองปีใหม่ไทยอย่างยิ่งใหญ่ ในงาน “อภิมหาสงกรานต์รางน้ำ THE JOY OF THAI ตะลุยสุข สนุกไทย” จัดเต็มมหกรรมความบันเทิง ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 14 เม.ย.

เริ่มแล้ววันนี้! คิง เพาเวอร์ ฉลองปีใหม่ไทยอย่างยิ่งใหญ่ ในงาน “อภิมหาสงกรานต์รางน้ำ  THE JOY OF THAI ตะลุยสุข สนุกไทย” จัดเต็มมหกรรมความบันเทิง ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 14 เม.ย.

เริ่มแล้ววันนี้! คิง เพาเวอร์ ฉลองปีใหม่ไทยอย่างยิ่งใหญ่ ในงาน “อภิมหาสงกรานต์รางน้ำ THE JOY OF THAI ตะลุยสุข สนุกไทย” จัดเต็มมหกรรมความบันเทิง ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 14 เม.ย.

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.56 น.

กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ ร่วมกับ กระทรวงมหาดไทย, กรุงเทพมหานคร, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และชุมชนย่านรางน้ำ จัดเต็มสีสันความสนุกแบบไทย ชวน ‘มาหา’ โมเมนต์แห่งความสนุกภายในงาน “อภิมหาสงกรานต์รางน้ำ THE JOY OF THAI ตะลุยสุข สนุกไทย” รวมมิตร อภิ ‘มาหา’ ความมันส์ เปิดพื้นที่เนรมิต เทศกาลสงกรานต์ผสานเทศกาลดนตรี SUPERFLUID PRESENTED BY KING POWER จากศิลปินตัวท็อปทั้งไทยและต่างประเทศกว่า 60 ชีวิต โดยได้รับเกียรติจาก สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานเปิดงาน พร้อมต้อนรับขบวนแห่ รวมมิตรไทยอภิ ‘มาหา’ สงกรานต์ ผสานวัฒนธรรมไทยร่วมสมัยจากนักแสดงและศิลปินชื่อดัง อาโป-ณัฐวิญญ์ วัฒนกิติพัฒน์, จิมมี่-จิตรพล โพธิวิหค และ ซี-ทวินันท์ อนุกูลประเสริฐ และพบกิจกรรมความบันเทิงอีกมากมาย นอกจากนี้ อิ่มอร่อยกับโซนอาหารร้านดังจาก ROBINHOOD FOOD และดีลสุดฮอตอัดแน่นตลอด 6 วัน เริ่มแล้ววันนี้ถึงวันที่14 เม.ย. 2569 ที่ คิง เพาเวอร์ รางน้ำ

สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานเปิดงาน “อภิมหาสงกรานต์รางน้ำ เดอะ จอย ออฟ ไทย ตะลุยสุข สนุกไทย” เฉลิมฉลองเทศกาลสงกรานต์สุดยิ่งใหญ่ โดยมี เอมอร ศรีวัฒนประภา ประธานกรรมการอาวุโส, อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ประธานกรรมการบริหาร และ ดร.นิตินัย ศิริสมรรถการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ ให้การต้อนรับ พร้อมด้วย นัทรียา  ทวีวงศ์, ชัชชาติ สิทธิพันธุ์, ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์, และพล.ต.ท. ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ให้เกียรติร่วมงาน ณ คิง เพาเวอร์ รางน้ำ

“อภิมหาสงกรานต์รางน้ำ” มหกรรมความบันเทิงที่ทำให้คุณได้ ‘มาหา’ ศิลปินคนโปรด กันได้ที่งานสงกรานต์รางน้ำ เท่านั้น! สร้างความมันส์แบบจัดเต็ม พบกับกิจกรรมพิเศษมากมาย ดังนี้

  •  อภิ ‘มาหา’ ที่เล่นน้ำ ชุ่มฉ่ำใจไปกับโซนเล่นน้ำขนาดใหญ่ พร้อมเอฟเฟ็กต์น้ำ WATER BOMB และคอนเสิร์ตรวมอภิ ‘มาหา’ ความมันส์จาก SUPERFLUID PRESENTED BY KING POWER  วันที่ 11-13 เม.ย.69 จัดเต็มไลน์อัพศิลปินระดับท็อปกว่า 60 ชีวิต นำโดย เจฟ ซาเตอร์, อิ้งค์-วรันธร เปานิล, PIXXIE, PROXIE, LYKN, PERSES, JASP.ER, TRINITY, VVV, YOURMOOD, MONICA, AUTTA, LIL LEAGUE, KID PHENOMENON และ WOLF HOWL HARMONY
  • อภิ ‘มาหา’ ขบวนศิลปิน ยิ่งใหญ่กับฉากเปิดงานอภิมหาสงกรานต์รางน้ำ ชมขบวนรวมมิตรไทยอภิ ‘มาหา’สนุก และกิจกรรม “มิตร & GREET”  วันที่ 9 เม.ย. 69 นำโดย อาโป-ณัฐวิญญ์ วัฒนกิติพัฒน์, จิมมี่-จิตรพล โพธิวิหค และ ซี – ทวินันท์ อนุกูลประเสริฐ และน้องอะโวเชี่ยน (AVOCEAN) วันที่ 10 เม.ย. 69 เอาใจเจน Z กับคอนเสิร์ตจาก SERIOUS BACON, และ ‘มาหา’ ศิลปินคนโปรดกับกิจกรรม “มิตร & GREET” เติ้ล-มติมันท์ ศรีบุญเรือง และ เฟิร์สวัน-วรรณกร เรืองรัตน์, วันที่ 11-13 เม.ย.69 พบความมันส์ครั้งแรก! ของการขึ้นโชว์ของ ฮาย-อาภาพร นครสวรรค์ กับ BUTTERBEAR, BOWKYLION  กับ THE TOYS, ปอนด์ – ภูวินทร์ กับ เจมีไนน์ – โฟร์ท และใน วันที่ 13 เม.ย. 69 จัดเต็มวันมหาสงกรานต์กับขบวนพาเหรดจากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิถึง คิง เพาเวอร์ รางน้ำ นำโดย เจฟ- ซาเตอร์, ปอนด์-ณราวิชญ์, ภูวินทร์ ตั้งศักดิ์ยืน, เจมีไนน์-นรวิชญ์, โฟร์ท-ณัฐวรรธน์, แอนนา เสืองามเอี่ยม และ LYKN วันที่ 14 เม.ย. 69 ปล่อยพลังให้สุดไปกับ URBOYTJ และ ‘มาหา’ ศิลปินคนโปรดกับกิจกรรม “มิตร & GREET” พร้อมคอนเสิร์ตกับ น้องโพก้าซัง (POLCASAN) และน้องเพิ่มพูน (PERMPOON)
  • อภิ ‘มาหา’ ของกิน ที่เดียว! กับการรวบรวบร้านอาหารชื่อดังกว่า 30 ร้านจาก ROBINHOOD FOOD ที่โซนตลาดกินแซ่บและตลาดกินฉ่ำ พบกับ FOOD MARKET ที่จะทำให้คุณได้ฟินกับประสบการณ์ความอร่อย และที่โซนตลาดกินเพลินอร่อยเพลิดเพลินกับ FOOD TRUCK และเมนูเครื่องดื่มคลายร้อน พิเศษ! สมาชิก POWER PASS เพียงแสดงสถานะภายในงาน รับมะพร้าวน้ำหอมฟรี 1 ลูก (1 สิทธิ์/ท่าน/วัน) โดย คิง เพาเวอร์ จับมือกับกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ช่วยสนับสนุนเกษตรกรไทย กระจายผลผลิตสู่ผู้บริโภค จำนวน 5,000 ลูก ในช่วงเทศกาลสำคัญผ่านการนำเสนอความเป็นไทยนอกจากนี้ ยังได้รับความร่วมมือจากโครงการชุมชนยิ้มได้ โดยกลุ่ม ปตท. ที่สนับสนุนชุมชนทั่วประเทศให้มีช่องทางจำหน่ายสินค้า ภายในงานได้คัดสรรผลิตภัณฑ์เด่นมาจำหน่าย ได้แก่ งานหัตถกรรมผักตบชวาจาก จ.นครปฐม, ถั่วทอดแผ่นพอดีคำ จากร้านราย็อง จ.ระยอง และผลิตภัณฑ์สมุนไพรนันท์ลภัส สมุนไพรนวดสปาคุณภาพจาก กรุงเทพฯ โดยทั้ง 3 ชุมชนจะร่วมจำหน่ายสินค้าตลอด 6 วันของงาน
  • อภิ ‘มาหา’ ดีลฮอต ช้อปได้แม้ไม่มีไฟลต์! มาหาดีลฮอตรับส่วนลดสูงสุด 30% สำหรับช้อปสินค้าแผนกน้ำหอม เครื่องสำอาง และเมื่อช้อปทุก 5,000 บาทขึ้นไป/ใบเสร็จ รับส่วนลดทันที 1,500 บาท (เฉพาะแผนกและสินค้าที่ร่วมรายการ) สำหรับสมาชิก POWER PASS รับสิทธิ์ร่วมสนุกกับกิจกรรมมหาสนุก อาทิ กิจกรรม KID ZONE รับสิทธิ์คีบตู้รวมมิตรรับของรางวัลจากแบรนด์ดัง, กิจกรรม PAW ZONE รับสิทธิ์ทำสร้อยชื่อสัตว์เลี้ยงและเลือกชาร์มพิเศษคอลเลกชันต้อนรับซัมเมอร์, กิจกรรมนวดบ่าพาฟิน, กิจกรรมอิ่มพุงลุ้นเฮง, กิจกรรมลอตเตอรี่มหาเฮง, กิจกรรมตู้ระเบิดบันเทิง และกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย พร้อมลุ้น! รับเซตปิ่นโตยกกำลังมหามิตร หรือเพียงแสดงสถานะสมาชิก CROWN หรือ VEGA รับฟรี! เซตจ้ำบ๊ะ มหาสนุกณ รางน้ำคาเฟ่ บริเวณ คราวน์ แมสซานีน คิง เพาเวอร์ รางน้ำ

มาสนุกสุดเหวี่ยงกันที่งาน “อภิมหาสงกรานต์รางน้ำ THE JOY OF THAI ตะลุยสุข สนุกไทย” รวมมิตรอภิ ‘มาหา’ ความมันส์ ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่14 เม.ย. 69 ที่ คิง เพาเวอร์ รางน้ำ พร้อมช้อปออนไลน์และรับสิทธิพิเศษอีกมากมายได้ WWW.KINGPOWER.COM และ KING POWER แอปพลิเคชัน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ KING POWER CONTACT CENTRE โทร. 1631

แดดเมืองไทยยังพ่าย เบียร์ เดอะวอยซ์ ปล่อย Photobook เล่ม 2 สวยแซ่บท้าลมร้อนฉบับตัวแม่

แดดเมืองไทยยังพ่าย เบียร์ เดอะวอยซ์ ปล่อย Photobook เล่ม 2 สวยแซ่บท้าลมร้อนฉบับตัวแม่

แดดเมืองไทยยังพ่าย เบียร์ เดอะวอยซ์ ปล่อย Photobook เล่ม 2 สวยแซ่บท้าลมร้อนฉบับตัวแม่

วันเสาร์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2569, 07.59 น.

เตรียมตัวรับแรงกระแทกความแซ่บต้อนรับเทศกาลสงกรานต์ไทยกันให้ดี เมื่อนักร้องสาวสุดฮอต เบียร์ เดอะวอยซ์ หรือ เบียร์ ภัสรนันท์ อัษฎมงคล ออกมาโพสต์ภาพโปรโมท Photobook เล่มที่ 2 BIZCUITBEER PHOTOBOOK 02 ผ่านทางอินสตาแกรมส่วนตัว เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ซึ่ง Photobook เล่มที่ 2 ของ สาวเบียร์ในครั้งนี้ เผยให้เห็นลุคใหม่ที่ฉีกแนวเดิม ๆ สวมบทบาท ช่างซ่อมสาวสุดแสนเซ็กซี่ ชนิดที่ทำเอาแฟนคลับตาค้างกันเป็นทิวแถว

โดยในชุดภาพโปรโมทของ เบียร์ เดอะวอยซ์ มาในธีมอู่ซ่อมรถหรือไซส์งานก่อสร้าง ที่ตัวเลอะเปื้อนคราบน้ำมันและฝุ่น แต่ความเซ็กซี่กลับไม่ลดลงไปเลยแม้แต่น้อยกลับพุ่งทะลุปรอทเสียแทน ทั้งในชุดบิกินี่ตัวจิ๋วสีดำที่เผยสัดส่วนสุดเป๊ะปัง ทับด้วยถุงมือทำงานขนาดใหญ่และหมวกนิรภัยสีเหลือง เพิ่มความเท่ผสมความแซ่บแบบเกินต้าน นอกจากนี้ยังมีภาพที่สาวเบียร์โพสท่าคู่กับอุปกรณ์ช่างและบันไดลิง ในขณะที่ร่างกายยังคงเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบสกปรก แต่สายตาและอินเนอร์ที่ส่งออกมานั้นดาเมจแรงมาก

เบียร์ เดอะวอยซ์

ทางด้านแคปชั่นของ เบียร์ เดอะวอยซ์ ก็ได้โพสต์รายละเอียดการสั่งซื้อ Photobook เล่มนี้อย่างครบถ้วน พร้อมทั้งเผยข่าวดีว่า “ตอนนี้หนังสือถูกขายไปเกินครึ่งสต๊อกแล้วนะคะ รีบมาจับจองกันนะคะ ส่วนใครที่อุดหนุนกันไปแล้วต้องขอบคุณมาก ๆ เตรียมรอเล่ม 03 ที่แซ่บกว่าเดิมแน่นอนค่ะ” งานนี้ทำเอาแฟนคลับที่ยังไม่ได้จับจองต้องรีบมือไวกันหน่อยแล้ว

เบียร์ เดอะวอยซ์

แน่นอนว่าหลังจากที่ เบียร์ เดอะวอยซ์ โพสต์ภาพโปรโมท Photobook เล่มที่ 2 ออกไป เหล่าแฟนคลับต่างพากันเข้ามาคอมเมนต์แสดงความตื่นเต้นและชื่นชมความแซ่บของเบียร์กันอย่างคับคั่ง โดยส่วนใหญ่จะใช้ อิโมจิหัวใจสีแดง เพื่อสื่อถึงความรักและการสนับสนุน รวมถึง อิโมจิไฟลุก และ อิโมจิหน้าตาหัวใจ เพื่อแสดงความร้อนแรงและความปังของลุคนี้ เช่น

เบียร์ เดอะวอยซ์

ใครที่ไม่อยากพลาด Photobook สุดแซ่บเล่มนี้ สามารถติดตามรายละเอียดการสั่งซื้อได้ที่หน้าอินสตาแกรมของ beerpassaranan”โดยตรง และเตรียมตัวรอรับความฟินระดับ 10 เต็ม 10 ได้เลย!บอกเลยว่าเล่มนี้คือที่สุดของความปัง

เบียร์ เดอะวอยซ์
เบียร์ เดอะวอยซ์
เบียร์ เดอะวอยซ์
เบียร์ เดอะวอยซ์
เบียร์ เดอะวอยซ์
เบียร์ เดอะวอยซ์
เบียร์ เดอะวอยซ์

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก อินสตาแกรม beerpassaranan

‘พระสุพรรณกัลยา’ไม่ได้ถูกปลงพระชนม์

'พระสุพรรณกัลยา'ไม่ได้ถูกปลงพระชนม์

‘พระสุพรรณกัลยา’ไม่ได้ถูกปลงพระชนม์

วันเสาร์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ซีรีส์ “หงสาวดี” ทางช่อง one ได้ชุบชูความสนใจของผู้คนเข้าสู่ประวัติศาสตร์อย่างมีชีวิตชีวาอีกครั้ง  นอกเหนือจากนักแสดงนำผู้รับบท “มังจีชวา” (นาย นภัทร) กับพระนเรศ (ตรี ภรภัทร) แล้ว  วิว วรรณรท ผู้รับบท “พระสุพรรณกัลยา” ก็โดดเด่นเป็นที่กล่าวถึงยิ่งนัก 

ในพงศาวดารฉบับ “คำให้การของชาวกรุงเก่า” กล่าวว่า ในปี ๒๑๑๒ พระเจ้าบุเรงนองได้กรีฑาทัพมาตีกรุงศรีอยุธยาทั้งทางบกและทางเรือมีกำลังพลถึง ๙๐๐,๐๐๐ ทรงนำทัพหลวงเข้าล้อมเมืองพิษณุโลก พระมหาธรรมราชา พระอนุชาของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ซึ่งได้รับพระกรุณาไว้วางพระทัยยกย่องให้เป็นพระเจ้าแผ่นดินองค์ที่ ๒ ไปครองเมืองพิษณุโลก แต่เกิดน้อยพระทัยที่สมเด็จพระเจ้าจักรพรรดิทรงแต่งตั้งให้พระมหินทร์ ราชโอรส ขึ้นเป็นรัชทายาท กำลังแข็งเมืองต่อพระเชษฐา ทรงเห็นว่าทัพบุเรงนองยกมาครั้งนี้ใหญ่หลวงเกินกำลังที่จะรับได้ จึงแต่งเครื่องราชบรรณาการแล้วพาพระสุพรรณกัลยา ราชธิดาวัย ๑๖ พร้อมกับพระนเรศวรและพระเอกาทศรถ ๒ พระราชโอรส ออกไปถวายเครื่องราชบรรณาการ ยอมสวามิภักดิ์แต่โดยดี

พระเจ้าหงสาวดีก็ทรงยินดี ประกาศมิให้ไพร่พลทำร้ายอาณาประชาราษฎร แล้วให้พระเอกาทศรถซึ่งมีพระชนม์เพียง ๑๒ ชันษา อ่อนวัยกว่าพระนเรศวร ๒ ปี อยู่รักษาเมืองพิษณุโลก ให้พระสุพรรณกัลยาและพระนเรศวรตามเสด็จไปในกองทัพหลวงด้วย ให้พระมหาธรรมราชาเป็นทัพหน้ายกไปตีกรุงศรีอยุธยา ล้อมกรุงไว้ทั้ง ๔ ด้าน พระเจ้าบุเรงนองทรงนำทัพหลวงเข้าตีกรุงศรีอยุธยาหลายครั้งก็ไม่อาจตีได้

ในขณะที่พระเจ้าบุเรงนองล้อมกรุงศรีอยุธยาอยู่นั้น สมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงประชวรสวรรคต ขุนนางข้าราชการจึงยกพระมหินทร์ขึ้นครองราชย์ แต่พระยาจักรีคิดคด ลอบออกไปหาพระเจ้าบุเรงนอง ทูลว่าเสบียงอาหารในพระนครจวนหมดแล้ว ราษฎรอดอยากระส่ำระสายเกือบสิ้นกำลัง พระมหินทร์ที่ขึ้นครองราชย์ก็อ่อนแอ ซ้ำยังทูลหมดว่าด้านไหนเข้มแข็งด้านไหนอ่อนแอ

จากนั้นพระเจ้าบุเรงนองก็ใช้เล่ห์ ปล่อยข่าวว่าจับพระยาจักรีได้ แต่แหกตรวนหนีที่คุมขังออกไป ทั้งยังทำเรื่องให้สมจริงโดยตัดหัวทหารยามที่เฝ้าไป ๑๐ คนปักประจาน พระมหินทร์หลงกลว่าพระยาจักรีเป็นวีรบุรุษ จึงทรงแต่งตั้งให้เป็นแม่ทัพรับมือข้าศึก พระยาจักรีจึงเปิดประตูรับกองทัพหงสาวดีเข้าเมือง

พระเจ้าบุเรงนองให้เก็บทรัพย์สินเงินทอง ปืนใหญ่ปืนน้อย ผู้คนช้างม้าและช้างเผือกอีก ๕ เชือก พร้อมรูปหล่อต่างๆ ทั้งรูปหล่อพระเจ้าอู่ทองผู้สร้างกรุงศรีอยุธยา ขนไปพม่าหมด แล้วมอบราชสมบัติให้พระมหาธรรมราชาขึ้นครองราชย์ นำพระสุพรรณกัลยากับพระนเรศวรไปกรุงหงสาวดีเป็นตัวประกัน

พระยาจักรีได้รับปูนบำเหน็จมากที่เป็นไส้ศึก แต่ไปได้เพียง ๗ วัน พระเจ้ากรุงหงสาวดีก็ทรงเห็นว่า ขนาดเจ้านายของตนชุบเลี้ยงให้มียศบรรดาศักดิ์ขนาดนี้ยังทรยศได้ ถ้าเลี้ยงต่อไปก็คงไม่เชื่อง จึงให้เอาไปประหารชีวิตเสีย

ส่วนพระมหินทร์ให้อยู่ใกล้ชิดพระองค์เสมอ แต่พระมหินทร์ไม่ยอมสวามิภักดิ์ มีกิริยากระด้างกระเดื่องไม่ยำเกรง เมื่อเสด็จไปถึงเมืองสระถุง พระเจ้าบุเรงนองจึงให้เอาไปถ่วงน้ำเสีย

เมื่อกลับไปถึงเมืองหงสาวดี พระเจ้าบุเรงนองทรงปูนบำเหน็จทแกล้วทหารเป็นจำนวนมาก ทรงแต่งตั้งให้พระสุพรรณกัลยาเป็นมเหสี มีตำหนักและฉัตรส่วนพระองค์ ส่วนพระนเรศวรก็โปรดปรานเหมือนเป็นราชบุตร

พระมหาธรรมราชาครองราชย์อยู่ ๑๕ ปีก็สวรรคต ขุนนางข้าราชการจึงยกให้พระเอกาทศรถ ผู้เป็นมหาอุปราชขึ้นครองราชย์ แต่พระเอกาทศรถรับสั่งว่า พระเชษฐาของเรายังอยู่ที่เมืองหงสาวดี ขอรับแค่ตำแหน่งมหาอุปราชเช่นเดิม รักษาราชการแผ่นดินแทนพระเชษฐา

ฝ่ายกรุงหงสาวดี เมื่อพระเจ้าบุเรงนองสวรรคต พระสุพรรณกัลยามีพระราชธิดา ๑ องค์ พระเจ้านันทบุเรงขึ้นครองราชย์ ทำให้พระนเรศวรมีเรื่องกระทบกระเทือนพระทัยอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะกับ “มังจีชวา” พระมหาอุปราช ราชบุตรของพระเจ้านันทบุเรง ซึ่งอยู่ในวัยไม่ห่างกัน แม้แต่เรื่องชนไก่ เมื่อไก่ของพระนเรศวรเป็นฝ่ายชนะ พระมหาอุปราชาก็ยังถากถางว่า “ไก่เชลยตัวตัวนี้เก่งจริงหนอ” พระนเรศวรก็ตอบกลับไปว่า “ไก่ของหม่อมฉันนี้ อย่าเข้าพระทัยว่าจะชนะแต่ไก่ของพระองค์ จะชนเอาบ้านเอาเมืองก็ยังได้”

ทรงดำริว่า เราจะมานั่งน้อยหน้าอยู่ในบ้านเมืองเขาให้เขาดูหมิ่นอย่างนี้ไม่สมควร จำจะคิดอุบายหนีไปให้จงได้ วันหนึ่งจึงไปเฝ้าพระพี่นางสุพรรณกัลยา ทูลชวนให้หนีกลับไปกรุงศรีอยุธยาด้วยกัน แต่พระพี่นางตรัสตอบว่า “บัดนี้พี่มีบุตรกับพระเจ้ากรุงหงสาวดีแล้ว จะหนีไปอย่างไรได้ พ่อจงกลับไปเถิด” แล้วตรัสอวยพรพระนเรศวรว่า “ขอให้น้องเราไปโดยสิริสวัสดิ์ อย่าให้ศัตรูหมู่ปัจจามิตรย่ำยีได้ แม้ใครคิดร้ายก็ขอให้พ่ายแพ้แก่เจ้า เจ้าจงมีชัยชนะแก่ข้าศึกศัตรู กู้บ้านกู้เมืองคืนได้ดังปรารถนาเทอญ”

พระนเรศวรได้ฟังดังนั้น แกล้งตรัสตอบเป็นทีล้อพระพี่นางว่า “รักผัวมากกว่าญาติ” แล้วทูลลากลับมาตำหนัก ชักชวนมหาเล็กที่สนิทไว้ใจได้ ๖๐ คน หลบหนีออกจากกรุงหงสาวดี

โรม บุนนาค นักเขียนบทความเชิงประวัติศาสตร์ระบุว่า คำว่า “รักผัวมากกว่าญาติ” ซึ่งขณะนั้นพระเจ้าบุเรงนองสวรรคตไปแล้ว เป็นสมัยของพระเจ้านันทบุเรง จึงมีพงศาวดารบางฉบับตีความไปว่า พระสุพรรณกัลยาตกเป็นมเหสีของพระเจ้านันทบุเรงด้วย

หลังจากที่พระมหาอุปราชาสิ้นพระชนม์ชีพคาคอช้างในการทำยุทธหัตถีกับสมเด็จพระนเรศวร พระเจ้านันทบุเรงโกรธแค้นมาก พงศาวดารฉบับคำให้การของชาวกรุงเก่า กล่าวว่า
“พระเจ้าหงสาวดีก็ทรงพระพิโรธ รับสั่งให้เอาตัวนายทัพนายกองที่ไปกับพระมหาอุปราชนั้น ใส่คาย่างไฟให้ตายสิ้น แต่เท่านั้นยังไม่คลายพระพิโรธ จึงเสด็จไปสู่ตำหนักพระสุวรรณกัลยา เอาพระแสงฟันพระนางสุวรรณกัลยากับพระราชธิดาของพระองค์สิ้นพระชนม์ทั้ง ๒ พระองค์”

พงศาวดารฉบับ คำให้การขุนหลวงหาวัด ระบุว่า

“ส่วนพระเจ้าหงสาก็ทรงพระโกรธยิ่งนัก ก็เสด็จเข้าไปในพระราชฐาน จึงเห็นองค์พระพี่นางพระนเรศร์นั้นประทมอยู่ใน พระราชโอรสเสวยนมอยู่ที่ในที่ พระเจ้าหงสาจึงฟันด้วยพระแสง ก็ถูกทั้งพระมารดา และพระราชโอรสทั้งสองพระองค์ ก็ถึงแก่ความพิราลัยไปด้วยกันทั้งสององค์ ด้วยพระเจ้าหงสาทรงพระโกรธยิ่งนักมิทันที่จะผันผ่อนได้”
พระเจ้าบุเรงนองสวรรคตในปี ๒๑๒๔ สงครามยุทธหัตถีเกิดในปี ๒๑๓๕ ถ้าพระสุพรรณกัลยามีพระราชโอรสกับพระเจ้าบุเรงนองก็ต้องมีพระชนม์ไม่ต่ำกว่า ๑๐ ชันษา “พระราชโอรสเสวยนมอยู่ที่ในที่” จึงตีความหมายว่าเป็นโอรสของพระเจ้านันทบุเรง

แต่ มิกกี้ ฮาร์ท นักประวัติศาสตร์ชาวพม่าผู้สนใจประวัติศาสตร์ไทย-พม่า ได้เขียนไว้ในหนังสือ “โยเดียกับราชวงศ์พม่า เรื่องจริงที่ไม่มีใครรู้” ตอนหนึ่งว่า “…ระยะเวลา ๑๒ ปีแรกในพระราชวังกัมโพชะดี เมืองหงสาวดี ของพระสุพรรณกัลยานั้น เป็นช่วงที่ดีและทรงพระเกษมสำราญมากที่สุด แม้ว่าจะไม่ได้ทรงพบพระสวามีอยู่เนืองๆ ด้วยว่าพระสวามีมักจะทรงภารกิจที่แนวหน้า ประทับในสนามรบเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ท่านก็ทรงพระเกษมสำราญตามสมควร แต่ที่สุดแล้ว ชะตาของพระองค์ก็ถึงจุดเปลี่ยนผัน

เมื่อวันเพ็ญที่ ๑๕ เดือนพฤศจิกายน พ.ศ.๒๑๒๔ พระเจ้าบุเรงนองเสด็จสวรรคต พระโอรสของพระเจ้าบุเรงนองทรงพระนามว่าพระเจ้านันทบุเรง เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าแผ่นดินองค์ใหม่ ยังผลให้ตำแหน่งพระมเหสีของพระสุพรรณกัลยากลายเป็นอดีตมเหสีทันที และต้องทรงย้ายออกจากพระราชวังไปประทับ ณ พระตำหนักส่วนพระองค์นอกเขตพระราชฐาน เช่นเดียวกันกับเหล่าวงศานุวงศ์ของพระเจ้าบุเรงนองคนอื่นๆ ตามธรรมเนียมประเพณีที่ถือปฏิบัติกันมา”

ในเรื่องที่กล่าวว่าพระสุพรรณกัลยาตกเป็นมเหสีของพระเจ้านันทบุเรง โอรสของพระเจ้าบุเรงนองด้วยนั้น มิกกี้ ฮาร์ท ให้ข้อคิดว่า

“…ถึงแม้พระเจ้าบุเรงนองผู้ทรงเป็นพระสวามีและพระบิดาของเจ้าหญิงน้อย จะสวรรคตไปสองปีกว่าแล้วก็ตาม แต่ชีวิตของพระสุพรรณกัลยาก็ทรงดำเนินไปตามปกติ นอกเสียจากว่าตำแหน่งพระมเหสีได้เปลี่ยนมาเป็นพระชนนีเท่านั้น และตอนนี้พระนางก็ทรงมีพระชนมายุ ๓๐ พรรษาแล้ว ตรงนี้ข้าพเจ้าขออธิบายสักนิดเดียวเกี่ยวกับนักแต่งประวัติศาสตร์เลียนแบบนิยาย ส่วนใหญ่ที่นิยมเขียนว่าพระเจ้านันทบุเรงทรงเอาพระสุพรรณกัลยาเป็นเมียหลังจากพระเจ้าบุเรงนองสวรรคตแล้วนั้น ข้าพเจ้าขอถามสักนิดว่า ตรงนี้ท่านใช้ข้อมูลใดมาอ้างอิง หลักฐานการบันทึกถึงครอบครัวพระเจ้านันทบุเรงในพงศาวดาร ทุกฉบับไม่เคยปรากฏพระนามของพระสุพรรณกัลยาแม้แต่นิดเดียว อย่าว่าแต่พระมเหสีเลย แม้แต่รายชื่อในตำแหน่งพระสนมก็ไม่มี หากเป็นเช่นนี้แล้วท่านยังจะพูดหรือเขียนอีกหรือว่าพระสุพรรณกัลยาเป็นเมียนันทบุเรง ข้าพเจ้าขอถามหน่อยว่าเมียลักษณะไหน เมียเก็บหรือ ถ้าอ้างอย่างนี้ก็ไม่ดีนะ หมายความว่าไม่ให้เกียรติพระนางเลย ทั้งๆที่พระนางเป็นถึงพระธิดาในพระมหาธรรมราชา และเป็นเชษฐภคินีของพระเจ้าแผ่นดินกรุงศรีอยุธยาถึงสองพระองค์ทีเดียว ประเพณีขัตติยวงศ์นั้นนิยมสมรสกันระหว่างพี่น้องด้วยกันก็จริงอยู่ แต่ไม่มีการเอาเมียพ่อมาเป็นเมียลูกแน่นอน…”

มิกกี้ ฮาร์ท ได้กล่าวถึงช่วงสุดท้ายของพระชนม์ชีพพระสุพรรณกัลยาว่า ในช่วงสงครามยุทธหัตถี พระสุพรรณกัลยาไม่ได้ประทับอยู่ในกรุงหงสาวดี แต่ได้ไปประทับที่เมืองตองอูกับพระธิดาที่เสกสมรสกับเจ้าชายไทยใหญ่ ซึ่งสนิทสนมกับเชื้อสายของราชวงศ์ที่ครองกรุงอังวะ ทรงมีพระชนม์ชีพอย่างปกติสุขจนสิ้นพระชนม์ มิได้ถูกปลงพระชนม์แต่อย่างใด

นี่จึงเป็นอีกมุมมองหนึ่งทางประวัติศาสตร์ที่ “แนวหน้า” ขอนำมาเติมเต็ม.