เตรียมเปิดฉาก Thailand Coffee Fest 2026 กับแนวคิด ‘Made by All of Us’

25 สิงหาคม 2569 เวลา 10:00 น.

ก้าวสู่ทศวรรษใหม่ของการผลักดันอุตสาหกรรมกาแฟพิเศษไทย สมาคมกาแฟพิเศษไทย จับมือ The Cloud ประกาศความพร้อมเปิดเทศกาลกาแฟที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Thailand Coffee Fest 2026 ภายใต้แนวคิด “Made by All of Us” เพื่อตอกย้ำว่าทุกคนคือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญ เพราะกาแฟหนึ่งแก้วไม่ได้เกิดจากคนเพียงคนเดียว แต่เกิดจากความร่วมมือของเกษตร นักพัฒนากาแฟ โรงคั่ว บาริสต้า เจ้าของร้าน ไปจนถึงคนดื่มที่ช่วยสนับสนุนให้วงการกาแฟไทยเดินหน้าต่อ พร้อมเผยศักยภาพเมล็ดกาแฟพิเศษไทยแข็งแกร่งต่อเนื่อง คว้าคะแนน Cupping Score ทะลุ 90+ เทียบชั้นแหล่งปลูกระดับโลก

นายณัฏฐ์ฐิติ อำไพวรรณ นายกสมาคมกาแฟพิเศษไทย เปิดเผยว่า ภาพรวมของตลาดกาแฟในประเทศไทยมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยนับตั้งแต่ปี 2567 ที่ผ่านมา คนไทยมีอัตราการบริโภคกาแฟเฉลี่ย 1.7 แก้วต่อคนต่อวัน ซึ่งเติบโตขึ้นเกือบเท่าตัวจากในอดีต และยังมีโอกาสขยายตัวได้อีกมากเมื่อเทียบกับประเทศผู้นำด้านการบริโภคกาแฟของโลก สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้กาแฟพิเศษ (Specialty Coffee) จะมีสัดส่วนเพียง 16% ของปริมาณการบริโภคทั้งหมด แต่กลับสร้างมูลค่าได้สูงถึง 48% ของตลาดรวม หรือคิดเป็นมูลค่าราว 28,000 – 30,000 ล้านบาท และยังมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 15% ต่อปี”

ความหอมหวานของตลาดกาแฟพิเศษ ยังดึงดูดผู้เล่นหน้าใหม่ให้กระโดดเข้ามาในอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ พบว่า ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 มีนิติบุคคลจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจเครื่องดื่มใหม่ถึง 310 ราย เพิ่มขึ้น 3.33% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการขนาดเล็ก ที่มีทุนจดทะเบียนราว 1-3 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความคึกคัก และระบบนิเวศที่แข็งแกร่งของอุตสาหกรรมกาแฟ

ช้างน้อย กุญชร ณ อยุธยา และณัฏฐ์ฐิติ อำไพวรรณ

“เรากำลังอยู่ในยุคทองของผลผลิตกาแฟพิเศษไทย ซึ่งเห็นได้ชัดจากการประกวดสุดยอดเมล็ดกาแฟพิเศษไทย ครั้งที่ 13 ประจำปี 2026 ซึ่งจัดโดยสมาคมกาแฟพิเศษไทย (SCATH) พบเมล็ดกาแฟที่ส่งเข้าประกวดมีพัฒนาการที่ชัดเจน ทำคะแนนประเมิน Cupping Score ทะลุกำแพง 90+ ได้ถึง 8 ตัวอย่าง จาก 48 ตัวอย่างที่ดีที่สุดแห่งปี (จำนวนเมล็ดกาแฟที่ส่งเข้าประกวดทั้งสิ้น 296 ตัวอย่าง) เทียบเท่าแหล่งปลูกระดับโลก ความสำเร็จนี้เกิดจากกลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่ ที่นำความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ กระบวนการหมัก (Processing) และพันธุศาสตร์ เข้ามาพัฒนาผลผลิตอย่างจริงจัง รวมถึงการขยายความหลากหลายของสายพันธุ์มูลค่าสูง เช่น Gesha, Java, Typica และ Bourbon จนทำให้กาแฟไทยได้รับการยอมรับในเวทีโลก” ณัฏฐ์ฐิติ กล่าว

นายช้างน้อย กุญชร ณ อยุธยา กรรมการผู้จัดการ บริษัท คลาวด์แอนด์กราวนด์ จำกัด กล่าวเสริมว่า ในฐานะผู้จัดเทศกาล มองเห็นศักยภาพของอุตสาหกรรมกาแฟพิเศษไทยโตขึ้นต่อเนื่องทุกปี ได้เห็นบรรดาเกษตรกรที่มุ่งมั่นพัฒนาผลผลิตเพื่อทำให้เมล็ดกาแฟมีคุณภาพเป็นที่ยอมรับ ได้เห็นผู้ประกอบการที่ใส่ใจในทุกมิติ ทั้งการพัฒนาคุณภาพของสินค้า การพัฒนาบาริสต้า การให้ความสำคัญกับความยั่งยืน เรื่อยไปถึงการได้เห็นผู้บริโภคมีความสนใจ และเข้าใจคุณค่าของเมล็ดกาแฟพิเศษไทยมากขึ้น สิ่งเหล่านี้กลายเป็น ข้อได้เปรียบของอุตสาหกรรมกาแฟพิเศษไทย ที่มี Ecosystem ครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ซึ่งเป็นเพียงไม่กี่ประเทศในโลกที่ทำได้

“จากศักยภาพอันแข็งแกร่งดังกล่าว งาน Thailand Coffee Fest 2026 จึงไม่ได้เป็นเพียงงานแสดงสินค้า แต่เป็นแพลตฟอร์มสำคัญที่ขับเคลื่อนอนาคตของวงการกาแฟไทย เป็นพื้นที่เชื่อมโยงคนทั้งวงการตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำเข้าไว้ด้วยกัน ความแข็งแกร่งของ Ecosystem นี้ได้รับการพิสูจน์แล้วจากการที่ประเทศไทยได้รับความไว้วางใจให้เป็นเจ้าภาพจัดงานระดับโลกอย่าง World of Coffee Bangkok 2026 เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันชัดเจนว่า ประเทศไทยได้กลายเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญของแผนที่กาแฟโลกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว” ช้างน้อย กล่าว

พบกันที่งาน Thailand Coffee Fest 2026 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10 – 13 กันยายน 2026 ณ IMPACT Exhibition Center Hall 5-8 เมืองทองธานี ร่วมกันยกระดับวงการกาแฟไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน เพราะความสำเร็จของวงการกาแฟไทยเกิดจากพวกเราทุกคน

ThailandCoffeeFest2026

มะเร็งถุงน้ำดี ‘มัจจุราชเงียบ’ ไม่ปวด ไม่เตือน แต่อันตรายถึงชีวิต

25 สิงหาคม 2569 เวลา 09:58 น.

มะเร็งถุงน้ำดี แม้จะเป็นโรคที่พบไม่บ่อย แต่กลับเป็นหนึ่งในมะเร็งที่มีอัตราการเสียชีวิตสูงชนิดหนึ่งในช่องท้อง ด้วยลักษณะของโรคที่แทบไม่แสดงอาการในระยะเริ่มต้น ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากมารู้ตัวอีกครั้งเมื่อโรคลุกลามเข้าสู่ระยะสุดท้าย จึงถูกขนานนามว่าเป็น “มัจจุราชเงียบ” ที่ค่อยๆ คืบคลานโดยไม่มีสัญญาณเตือนชัดเจน

ผศ.นพ. ปณต สายน้ำทิพย์

ผศ.นพ. ปณต สายน้ำทิพย์ อายุรแพทย์มะเร็งวิทยา โรงพยาบาลพระรามเก้า ให้ข้อมูลว่า “ถุงน้ำดี” เป็นอวัยวะขนาดเล็กบริเวณใต้ตับ ทำหน้าที่กักเก็บน้ำดีเพื่อช่วยย่อยไขมัน เมื่อมีนิ่วซึ่งมีลักษณะคล้ายก้อนกรวดสะสมอยู่ภายใน จะเกิดการเสียดสีและกระตุ้นให้เยื่อบุถุงน้ำดีอักเสบซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน การอักเสบเรื้อรังนี้อาจนำไปสู่การกลายพันธุ์ของเซลล์และพัฒนาเป็นมะเร็งในที่สุด โดยเฉพาะกรณีที่นิ่วมีขนาดใหญ่กว่า 3 เซนติเมตร จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งมากขึ้น

มะเร็งถุงน้ำดี เกิดจากการอักเสบเรื้อรังของเยื่อบุถุงน้ำดี โดยมี “นิ่วในถุงน้ำดี” เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่สุด พบร่วมในผู้ป่วยมะเร็งถุงน้ำดีประมาณ 4 ใน 5 ราย ความน่ากลัวของโรคคือ ในระยะแรกแทบไม่มีอาการ ผู้ป่วยจำนวนมากคิดว่าเป็นเพียงอาการแน่นท้องหรือกรดไหลย้อน แต่เมื่อเริ่มมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง หรือปวดท้องรุนแรง มักเป็นระยะที่โรคลุกลามแล้ว

ในระยะเริ่มต้น มะเร็งถุงน้ำดีมักไม่แสดงอาการชัดเจน หรือมีเพียงอาการปวดตื้อบริเวณลิ้นปี่หรือใต้ชายโครงขวาหลังรับประทานอาหาร ซึ่งอาจปวดนานเป็นชั่วโมงแล้วทุเลาลง อาการลักษณะนี้มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นโรคกระเพาะหรือกรดไหลย้อน คนไข้ส่วนใหญ่จึงไม่ได้ให้ความสนใจ เพราะอาการเหล่านี้มักเป็นๆ หายๆ เมื่อมารู้ตัวอีกทีก็มักอยู่ในระยะท้ายของโรคแล้ว

เมื่อโรคลุกลามเข้าสู่ระยะที่ 3 หรือ 4 ก้อนมะเร็งอาจโตจนไปอุดตันท่อน้ำดี ทำให้เกิดภาวะตัวเหลือง ตาเหลือง ปวดท้องรุนแรง น้ำหนักลด และอ่อนเพลีย ซึ่งในระยะนี้แนวทางการรักษาจะซับซ้อนขึ้น และโอกาสรอดชีวิตจะลดลงอย่างมาก ข้อมูลทางการแพทย์ระบุว่า หากตรวจพบในระยะที่ 1 อัตราการรอดชีวิตที่ 5 ปีอาจสูงถึงประมาณ 60% แต่หากพบในระยะที่ 4 อัตราการรอดชีวิตจะเหลือเพียงประมาณ 10% เท่านั้น

สำหรับกลุ่มเสี่ยงที่ควรเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ ผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะเพศหญิง ผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน และผู้ที่รับประทานอาหารไขมันสูงเป็นประจำ เช่น อาหารปิ้งย่าง บุฟเฟต์ หรือเครื่องดื่มหวานมัน ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยกระตุ้นการเกิดนิ่วในถุงน้ำดี

การรักษาในระยะต้น คือการผ่าตัดเอาถุงน้ำดีและเนื้อเยื่อที่เกี่ยวข้องออกทั้งหมด หากเป็นระยะลุกลามอาจต้องใช้เคมีบำบัด และปัจจุบันมีการนำยาภูมิคุ้มกันบำบัดมาใช้ร่วม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมโรคและยืดอายุผู้ป่วย

อย่างไรก็ตาม การป้องกันยังคงเป็นหัวใจสำคัญ ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือมีอายุ 40 ปีขึ้นไป ควรตรวจสุขภาพและอัลตราซาวด์ช่องท้องหากมีอาการที่เข้าได้หรือสงสัยมีความผิดปกติ เพื่อตรวจเช็กความผิดปกติและนิ่วในถุงน้ำดี

สำหรับผู้ที่ต้องการปรึกษาแพทย์ สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 1270 หรือLine: @praram9hospital หรือคลิก https://lhco.li/4k96B90 นอกจากนี้ ควรควบคุมน้ำหนัก ลดการบริโภคอาหารไขมันสูง ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และหากตรวจพบนิ่วในถุงน้ำดี ควรปรึกษาศัลยแพทย์เพื่อประเมินความจำเป็นในการรักษาไม่ปล่อยให้เกิดการอักเสบเรื้อรังในระยะยาว

ท่ามกลางโรคมะเร็งหลากหลายชนิดที่สังคมให้ความสนใจ “มะเร็งถุงน้ำดี” อาจไม่ใช่ชื่อที่ฟังดูคุ้นหู  แต่สำหรับแพทย์ผู้รักษาแล้ว นี่คือโรคที่ไม่ควรถูกมองข้าม เพราะในความเงียบของมันอาจซ่อนความรุนแรงที่รอวันปะทุโดยไม่มีสัญญาณเตือน การตรวจสุขภาพปีละครั้งอาจเป็นสิ่งเล็ก ๆ ที่ช่วยรักษาชีวิตคุณไว้ได้

สามารถศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการดูแลและรักษาโรคมะเร็งเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของ ศูนย์อองโคแคร์ (ศูนย์มะเร็ง) โรงพยาบาลพระรามเก้า หรือคลิก praram9.com/th/medical-center/oncocare-center-th

มะเร็งถุงน้ำดี

แนะผู้สูงอายุตรวจประเมินการทรงตัว ป้องกันการหกล้มและการบาดเจ็บรุนแรง

25 สิงหาคม 2569 เวลา 09:27 น.

ประเทศไทย กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ หนึ่งในปัญหาสุขภาพที่พบบ่อยและไม่ควรมองข้าม คือ ภาวะการทรงตัวไม่ดีในผู้สูงอายุ ซึ่งอาจนำไปสู่การหกล้ม การบาดเจ็บรุนแรง และส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว

แพทย์หญิงบุศรา เหล่าพัทรเกษม แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู

แพทย์หญิงบุศรา เหล่าพัทรเกษม แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล อธิบายว่า สาเหตุของการทรงตัวไม่ดีในผู้สูงอายุ ไม่ได้เกิดจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่ง แต่เป็นผลจากหลายปัจจัยร่วมกัน ได้แก่

ความเสื่อมตามวัย เช่น กล้ามเนื้ออ่อนแรง ข้อเสื่อม ระบบประสาทเสื่อม ผลข้างเคียงจากการใช้ยาหลายชนิดพร้อมกัน

โรคประจำตัว เช่น เบาหวาน โรคหลอดเลือดสมอง โรคเกี่ยวกับสมองและระบบประสาท การมองเห็นบกพร่อง รวมถึงสภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัย เช่น พื้นลื่น แสงสว่างไม่เพียงพอ

อาการที่ควรเฝ้าระวัง ผู้สูงอายุที่มีปัญหาการทรงตัว มักมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย คือ เวียนศีรษะ รู้สึกโคลงเคลง

เดินเซ หรือเดินไม่มั่นคง ทรงตัวลำบาก มีอาการหน้ามืดฉับพลัน มีอาการขาอ่อนแรง หรือรู้สึกชาปลายมือปลายเท้า

อาการเหล่านี้อาจเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว แต่หากเกิดซ้ำหรือรุนแรงขึ้น ควรได้รับการประเมินอย่างเหมาะสม

ความเสี่ยงหากการทรงตัวไม่ดีและเกิดการหกล้ม

การหกล้มในผู้สูงอายุไม่ได้เป็นเพียงอุบัติเหตุเล็กน้อย แต่สามารถนำไปสู่ผลกระทบรุนแรง เช่น การหกล้มและการบาดเจ็บ โดยเฉพาะกระดูกหัก เช่น กระดูกสะโพก ซึ่งอาจต้องผ่าตัดและพักฟื้นเป็นเวลานาน การบาดเจ็บทางสมอง จากการกระแทกศีรษะ ส่งผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง ภาวะโรคเฉพาะกลุ่มที่สัมพันธ์กับการทรงตัว โรคระบบประสาท เช่น โรคพาร์กินสัน โรคกระดูกและข้อ เช่น ข้อเข่าเสื่อม ข้อสะโพกเสื่อม โรคหลอดเลือดสมอง ที่กระทบต่อการเคลื่อนไหวและการทรงตัว

ปัจจุบันสามารถตรวจประเมินภาวะการทรงตัวในผู้สูงอายุได้ล่วงหน้า ด้วยโปรแกรมประเมินการทรงตัวเฉพาะทาง เช่น โปรแกรม equio ซึ่งช่วยวิเคราะห์ความเสี่ยงในการหกล้มได้อย่างเป็นระบบ ทำให้แพทย์สามารถวางแผนการดูแลและฟื้นฟูได้ตรงจุดมากขึ้น

หากผลการประเมินพบว่าผู้สูงอายุมีความเสี่ยงหกล้มง่าย หรือมีการทรงตัวที่ไม่ดี แพทย์อาจพิจารณาใช้ เทคโนโลยีฟื้นฟูสมรรถภาพขั้นสูง เช่น หุ่นยนต์กายภาพบำบัด C-Mill หุ่นยนต์ช่วยฟื้นฟูการเดินในสภาพจำลองเสมือนจริงบนพื้นฐานการเล่นเกมส์ เช่น การเดินในสถานที่ต่าง ๆ การหลบเลี่ยงสิ่งกีดขวาง ฟื้นฟูการทรงตัวและการก้าวเดิน ปรับจังหวะการก้าวเดิน เพื่อให้ผู้ป่วยเตรียมพร้อมสำหรับสถานการณ์จริง

เทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยฝึกการทรงตัว การก้าวเดิน และการตอบสนองของร่างกายอย่างปลอดภัย ช่วยเพิ่มความมั่นคงในการเคลื่อนไหว และลดความเสี่ยงการหกล้มในชีวิตประจำวัน

ผู้สูงอายุ

Sea (ประเทศไทย) ผนึกกำลังพันธมิตร จุดประกายนักเรียนหญิงสู่เส้นทางอาชีพ STEM

25 สิงหาคม 2569 เวลา 08:45 น.

Sea (ประเทศไทย) สานต่อ “Women Made: Girl in STEM 2026” ผนึกกำลังพันธมิตร จุดประกายนักเรียนหญิงสู่เส้นทางอาชีพ STEM

พุทธวรรณ สุภัทรนันท์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร Sea (ประเทศไทย) ร่วมกับ อติพร สุวรรณ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารภาพลักษณ์และกิจกรรมด้านพัฒนากำลังคนของบ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ชลิพา ดุลยากร ผู้ร่วมก่อตั้ง insKru ฐิติรัตน์ สายบัว นักออกแบบกราฟิกสื่อเสมือนจริง (Virtual Production Graphic Designer) บริษัท การีนา ออนไลน์ (ประเทศไทย) จำกัด และมนทิรา ฉายะบรรจงเลิศ นักพัฒนาซอฟต์แวร์ระบบปฏิบัติการ Android (Android Developer) และผู้ก่อตั้งเพจ MikkiPastel เดินหน้าโครงการ “Women Made: Girl in STEM 2026” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3

โครงการดังกล่าวเปิดพื้นที่การเรียนรู้ให้แก่นักเรียนระดับมัธยมศึกษา โดยเฉพาะนักเรียนหญิง เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและเปิดมุมมองสู่เส้นทางการศึกษาและอาชีพด้าน STEM เชื่อมโยงห้องเรียนกับโลกการทำงานจริง ผ่านกิจกรรม Day Camp ที่เปิดเวทีให้เยาวชนได้ค้นหาศักยภาพของตนเอง พร้อมพบกับ “พี่ต้นแบบ” จาก 21 อาชีพสาย STEM ควบคู่กับการเสริมพลังครูด้วยแนวคิดและกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่เพื่อไปต่อยอดการจัดการเรียนการสอนรายวิชา STEM ในโรงเรียน โดยมีผู้เข้าร่วมเป็นนักเรียนมัธยม 144 คน พร้อมครูผู้สอนและครูแนะแนว 48 คน ณ บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ปทุมธานี

Sea(ประเทศไทย)

ครม.ไฟเขียว เปิดทางลูกจ้าง 3 กลุ่ม เข้าสู่ประกันสังคม ม.33 ได้สิทธิครบ ทั้งเจ็บป่วย-มะเร็ง-คลอดบุตร-ทุพพลภาพ-เสียชีวิต-ชราภาพ-ว่างงาน

25 สิงหาคม 2569 เวลา 15:11 น.

คนทำงานที่เคยอยู่นอกความคุ้มครองเตรียมมีหลักประกันเพิ่ม! ครม.อนุมัติหลักการแก้กฎหมาย เปิดทางลูกจ้าง 3 กลุ่ม เข้าสู่ประกันสังคม ม.33 ได้สิทธิครบ ทั้งเจ็บป่วย-มะเร็ง-คลอดบุตร-ทุพพลภาพ-เสียชีวิต-ชราภาพ-ว่างงาน คาดปี 2573 มีผู้ประกันตนเพิ่มกว่า 1.05 ล้านคน

25 สิงหาคม 2569 ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า ครม.มีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดกิจการหรือลูกจ้างอื่นที่ไม่อยู่ในบังคับตามกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ เพื่อขยายความคุ้มครองระบบประกันสังคมมาตรา 33 ให้แก่กลุ่มลูกจ้างที่เคยถูกยกเว้น

สำหรับร่างพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ จะขยายความคุ้มครองให้ลูกจ้าง 3 กลุ่ม เข้าสู่ระบบประกันสังคมมาตรา 33 ได้แก่ 1. ลูกจ้างของกิจการเพาะปลูก ป่าไม้ และเลี้ยงสัตว์ 2. ลูกจ้างของนายจ้างที่เป็นบุคคลธรรมดา อาทิ แม่บ้าน คนสวน คนขับรถ และ 3. ลูกจ้างของนายจ้างที่ประกอบการค้าแผงลอย

การขยายความคุ้มครองครั้งนี้หมายถึง ลูกจ้างกลุ่มที่เดิมถูกยกเว้นจะมีโอกาสเข้าสู่ระบบประกันสังคมและได้รับสิทธิประโยชน์เช่นเดียวกับลูกจ้างทั่วไป ครอบคลุมตั้งแต่เจ็บป่วย มะเร็ง คลอดบุตร ทุพพลภาพ เสียชีวิต ชราภาพ และว่างงาน ช่วยเพิ่มหลักประกันให้คนทำงานและครอบครัวในช่วงที่เกิดเหตุไม่คาดคิด โดยเฉพาะเมื่อเจ็บป่วยจนกระทบต่อการทำงานและรายได้ รวมถึงมีหลักประกันเมื่อว่างงานและเข้าสู่วัยชรา

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ แถลงเพิ่มเติมว่า สิทธิดังกล่าวครอบคลุมทั้งลูกจ้างสัญชาติไทยและสัญชาติอื่น ที่มีเอกสารยืนยันตัวตนและใบอนุญาตทำงานถูกต้อง รวมถึงกลุ่มลูกจ้างต่างด้าวที่ได้รับการผ่อนผันให้ทำงานในราชอาณาจักรไทยเป็นกรณีพิเศษ เนื่องจากกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคมไม่ได้กำหนดสัญชาติของลูกจ้างที่ต้องขึ้นทะเบียนประกันสังคม ทำให้กลุ่มลูกจ้างดังกล่าวสามารถขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 ได้

ทั้งนี้ คณะกรรมการกฤษฎีกาได้ปรับแก้ไขระยะเวลาการบังคับใช้กฎหมาย จากเดิม 60 วัน เป็น 180 วัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อให้นายจ้าง ลูกจ้าง และสำนักงานประกันสังคมมีเวลาเตรียมความพร้อม ทั้งด้านระบบการส่งเงินสมทบและการประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจอย่างทั่วถึง

สำหรับผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้น การขยายความคุ้มครองครั้งนี้จะทำให้จำนวนผู้ประกันตนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2569 และเมื่อถึงปี 2573 คาดว่าจะมีผู้ประกันตนรวมแล้วกว่า 1,050,000 คน เป็นการขยายหลักประกันทางสังคมให้ครอบคลุมคนทำงานที่เคยอยู่นอกระบบมากขึ้น และช่วยให้คนทำงานกลุ่มนี้มีหลักประกันรองรับความเสี่ยงสำคัญในชีวิตมากกว่าเดิม

การปรับกฎหมายครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนผู้ประกันตน แต่เป็นการขยาย “หลักประกัน” ไปถึงคนทำงานที่อยู่ในชีวิตประจำวันของคนไทย ตั้งแต่แม่บ้าน คนสวน คนขับรถ ไปจนถึงลูกจ้างแผงลอยและลูกจ้างในกิจการเพาะปลูก ป่าไม้ และเลี้ยงสัตว์ ให้เข้าถึงความคุ้มครองเมื่อเกิดเจ็บป่วย ทุพพลภาพ ว่างงาน หรือเข้าสู่วัยชราได้มากขึ้น

ประกันสังคม,ม33,มาตรา33,คณะรัฐมนตรี,

ครม. ไฟเขียวงบกลาง 558 ล้าน เยียวยาน้ำท่วมปี 69 ครัวเรือนละ 9,000 บาท เสียชีวิตรายละ 2 ล้านบาท

25 สิงหาคม 2569 เวลา 15:09 น.

แจกเงิน

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี หรือ ครม. อนุมัติงบกลาง 558,739,000 ล้านบาท ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝนปี 2569 ตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการจ่ายเงินช่วยเหลือค่าดำรงชีพเบื้องต้นและค่าปลงศพ เป็นกรณีพิเศษ ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หรือ ปภ. เสนอ และที่ ครม. มีมติเพิ่มเติม ดังนี้

กรณีที่อยู่อาศัยในพื้นที่น้ำท่วม ดินโคลนถล่ม น้ำท่วมฉับพลันน้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง รวมถึงการระบายน้ำไม่เกิน 7 วัน ครัวเรือน ละ 9,000 บาท ขณะนี้ที่ได้รับผลกระทบอยู่ที่ 60,971 ครัวเรือน

แจกเงิน
ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

กรณีที่อยู่อาศัยน้ำท่วมขังเกิน 7 วัน ครัวเรือนละ 9,000 บาท ซึ่งยังไม่มีตัวเลขผู้ได้รับผลกระทบ

ส่วนกรณีผู้เสียชีวิต จากอุทกภัยโดยตรง และดินโคลนถล่ม เยียวยารายละ 2 ล้านบาท ซึ่งที่ จ.น่าน มีทั้งหมด 5 คน

แจกเงิน
ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

โดยนายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่าการจ่ายเงินเยียวยาจะต้องทำให้สะดวกที่สุด ไม่ต้องเสียเวลาทำประชาคม เรื่องเอกสารไม่ต้องให้ประชาชนมายื่นเอกสารซ้ำซ้อน เป็นหน้าที่ของหน่วยราชการในประสานข้อมูลเป็นการภายในและดำเนินเรื่องในการอนุมัติเงิน เพื่อให้เงินถึงมือประชาชนโดยเร็วที่สุด

พร้อมกันนี้ ตามที่คณะรัฐมนตรีเคยมีมติไว้เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา อยากจะให้มีการจัดตั้งกองทุนเพื่อการสงเคราะห์และฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัย ตอนนี้เริ่มดำเนินการไปแล้ว พบว่าการจัดตั้งกองทุนต้องใช้เวลาและอาจไม่ทันต่อสถานการณ์ เนื่องจากเวลานี้ มีฝนตก และอาจมีสถานการณ์อุทกภัย เพื่อให้การดูแลดูแลประชาชนเป็นไปอย่างรวดเร็ว นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ ปภ. และ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย หรือ คปภ. นำระบบประกันภัยมาใช้ในการช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยจะต้องไปพูดคุยและสรุปรูปแบบเพื่อนำมาเสนอคณะรัฐมนตรีในสัปดาห์หน้า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี นอกสถานที่ จังหวัดสงขลา

ขอขอบคุณภาพจาก กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย DDPM

ครมงบกลางน้ำท่วมเงินเยียวยาแจกเงิน

‘นิรัตน์’ รับเป็นเรื่องยาก กวาดบ้าน ‘สถ.’จบ ก่อนรับตำแหน่งใหม่ ยันจะทำดีที่สุด

25 สิงหาคม 2569 เวลา 15:06 น.

นิรัตน์ น้อมรับคำสั่ง ย้ายนั่ง อธิบดี ปภ. รับเป็นเรื่องยาก ย้ำกวาดบ้านสถ. จบก่อนรับตำแหน่งใหม่ แต่ยันจะทำให้ดีที่สุด

วันที่ 25 สิงหาคม 2569 นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย รักษาการอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) กล่าวภายหลังได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.) ว่า ไม่ได้รับทราบมาก่อนล่วงหน้า แต่ตนเคารพการตัดสินใจของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ก่อนย้ำว่าพร้อมทำงาน

เมื่อถามว่า ภารกิจของ ปภ. ค่อนข้างหนักพอสมควร ในการบรรเทาสาธารณภัย มีการเตรียมความพร้อมอย่างไร นายนิรัตน์ กล่าวว่า ต้องพร้อมเสมอ

เมื่อถามว่า การโยกย้ายกรมในครั้งนี้ กังวลหรือไม่ว่าจะส่งผลต่อการเดินหน้าสอบทุจริตข้าราชการท้องถิ่น นายนิรัตน์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบ และยังไม่ได้พูดคุยกับนายกรัฐมนตรี

อย่างไรก็ตาม นายนิรัตน์ยัง กล่าวถึงภารกิจของ สถ.ในการเดินหน้าสอบทุจริตข้าราชการท้องถิ่น ว่า สิ่งที่ต้องทำเป็นสิ่งแรก คือการบริหารบัญชี เอาบัญชีที่ถูกต้องมาใช้ และส่งไปยัง ก จังหวัด เทศบาล อบต. อบจ. เพื่อให้เพิกถอนคนที่ไม่ได้มีคะแนนที่จะต้องบรรจุ แต่หลังจากนี้มีอะไรต่อก็ต้องมีการสังคายนาภายในกรมสถ. ซึ่งยังมีงานอีกเยอะที่ต้องทำ และจัดเตรียมส่งมอบให้กับอธิบดีคนใหม่ แต่เรื่องของการสอบทุจริต หน่วยงานหลักในการดำเนินการทางคดีอาญาคือสำนักๅลลงานป้องกันและปราบการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่จะมอบให้ ตำรวจ หรือดีเอสไอ ก็แล้วแต่จะมอบ แต่ในฐานะที่เราดูแลบริหารกรม ถ้าเราเจออะไรที่เป็นความผิด จะยังคงทำต่อเนื่องทุกวันว่าจะต้องประสานหน่วยงานใดต่อไป

เมื่อถามว่า การกวาดบ้านในสถ. จะให้แล้วเสร็จก่อนที่จะย้ายกรมหรือไม่ นายนิรัตน์ กล่าวว่า ไม่ใช่เรื่องที่ง่าย แต่จะทำให้ได้มากที่สุดและดีที่สุด

กระทรวงมหาดไทยนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวรรองเซมเบ้อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย

อนุทิน ป้อง ทองเจือ ไม่เกี่ยวโกงสอบท้องถิ่น มั่นใจคนใกล้ตัว แต่ถ้ามีหลักฐานดำเนินคดีไม่มีเว้น พูดลอยๆ ไม่ได้

25 สิงหาคม 2569 เวลา 14:56 น.

25 สิงหาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น ซึ่งมีชื่อ นายทองเจือ ชาติกิจเจริญ ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี เกี่ยวข้องข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรบ้าง ว่า ข้อเท็จจริงไม่มีการโยง เมื่อถามว่า นายเรืองเดช ศิริกิจ ผู้อำนวยการสำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา มศว แจงต่อกรรมการธิการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน ว่าได้รับการติดต่อนายทองเจือ นายกฯ กล่าวว่า ไม่มี ตนไม่ทราบในรายละเอียด ตนมั่นใจว่าคนใกล้ตัวตน ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ แต่หากวันไหนมีส่วนเกี่ยวข้องมีหลักฐาน ก็ถูกดำเนินคดีทุกรายไม่เว้นแม้แต่ใคร ต้องมีหลักฐาน อย่ามาพูดลอยๆ แบบนี้ไม่ได้

ทุจริตสอบท้องถิ่น,อนุทินชาญวีรกูล,นายกรัฐมนตรี,ทองเจือชาติกิจเจริญ,

เสธ.ปูด้วง จ่อนั่ง ‘เลขาฯ สมช.’ คนใหม่ แทน ‘ฉัตรชัย’

25 สิงหาคม 2569 เวลา 14:53 น.

“ฉัตรชัย” ได้รับแจ้งล่วงหน้าแล้ว ให้ไปนั่งปลัดสำนักนายกฯก่อนลาประชุม ครม. นายกฯดึง “เสธ.ปูด้วง”นั่งเลขาฯสมช.คนใหม่ รอประชุม สมช.เคาะชื่อ

วันที่ 25 สิงหาคม 2569 รายงานข่าวจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) แจ้งว่า ในการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายวันนี้ ซึ่งมีการอนุมัติเห็นชอบตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่ง โดยเฉพาะการโยกย้ายนายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ซึ่งเหลืออายุราชการอีก 1 ปี ไปดำรงตำแหน่งปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี แทนนางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ที่จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 ก.ย.นี้นั้น ซึ่งปกติแล้วเลขาธิการ สมช.เป็นหัวหน้าส่วนราชการที่จะต้องเข้าประชุม ครม.ทุกครั้ง เช่นเดียวกับปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงกลาโหม แต่ครั้งนี้นายฉัตรชัยไม่ได้เข้าประชุม และได้ยื่นใบลาประชุมไว้ก่อนแล้ว ในขณะที่ช่วงเช้าวันเดียวกันนายฉัตรชัยเพิ่งจะเข้าร่วมประชุมหน่วยงานความมั่นคงกับนายกรัฐมนตรีที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ทั้งนี้ มีรายงานว่า การโยกย้ายครั้งนี้ได้มีการแจ้งนายฉัตรชัยล่วงหน้าแล้วว่า จะให้ไปเป็นปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี

รายงานข่าวแจ้งอีกว่า สำหรับบุคคลที่ได้รับการทาบทามจากนายกฯให้มาดำรงตำแหน่งเลขาธิการ สมช.คนใหม่แทนนายฉัตรชัยคือ พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก โดยมีการพูดคุยผ่าน พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ซึ่งเจ้าตัวยินดีและน้อมรับที่จะย้ายมาดำรงตำแหน่งนี้ โดยไม่ขัดข้องแต่อย่างใด โดยหลังจากนี้จะมีการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ เพื่อพิจารณาแต่งตั้งเลขาธิการ สมช.คนใหม่ หลังจากที่ประชุมเห็นชอบแล้วจึงจะนำมติที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ เสนอต่อที่ประชุม ครม.เพื่อขอความเห็นชอบต่อไป

คณะรัฐมนตรีฉัตรชัย บางชวดปลัดกระทรวงกลาโหมพล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์

DSI แจ้ง กองปราบ ดำเนินคดีกลุ่มคนปล่อยสำนวนคดีฮั้ว สว. หลุดสู่สาธารณะ ยันกระทบกระบวนการยุติธรรม

25 สิงหาคม 2569 เวลา 14:46 น.

งานเข้าทีมแฉฮั้วสว.แล้ว!!”อธิบดีDSI” ส่งเจ้าหน้าที่กองกฎหมายเข้าร้องทุกข์ “กองปราบฯ” ดำเนินคดีกลุ่มคนนำเอาเนื้อหาภายในสำนวนคดีฮั้ว สว. มาเผยแพร่ สร้างความเสียหายต่อการสอบสวนคดีพิเศษ ขณะที่ “โฆษกดีเอสไอ” เผยสาเหตุแจ้งความ ระบุหลังตรวจสอบพบข้อเท็จจริง ”เนื้อหาข้อมูลที่ถูกนำเสนอในสาธารณะ เป็นข้อมูลภายในแฟ้มสำนวนของดีเอสไอจริง“ พร้อมขอตำรวจกองปราบฯ ขยายผลหาต้นตอที่มาข้อมูลเอกสารหลักฐานในคดีดีเอสไอหลุดไปอยู่ในมือคณะบุคคลได้อย่างไร เบื้องต้นดีเอสไอแจ้งพฤติการณ์ดำเนินคดีประมวลกฎหมายอาญา ม.322 ม.323 และ ม.164

วันที่ 25 สิงหาคม 2569 จากกรณีเมื่อช่วงเช้าวันนี้ ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เตรียมเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม เพื่อดำเนินคดีเอาผิดกับผู้ที่นำเนื้อหาและเอกสารภายในสำนวนคดีฮั้วเลือก สว. มาเผยแพร่และปล่อยข้อมูลออกสู่ภายนอก ซึ่งเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายอาญาและกฎหมายว่าด้วยการสอบสวนคดีพิเศษ นั้น

ล่าสุด พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ยอมรับว่า วันนี้ได้ส่งเจ้าหน้าที่กองกฎหมายของดีเอสไอ ไปดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษดำเนินคดีกับคณะบุคคล ที่ได้มีการนำเอาเนื้อหาภายในสำนวนการสอบสวนคดีพิเศษ คดีฮั้ว สว. อั้งยี่-ฟอกเงิน สว. นำไปเผยแพร่ต่อสาธารณะ ซึ่งกระทบต่อการสอบสวนคดีพิเศษ

ขณะที่ พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค ในฐานะโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ ชี้แจงว่า กรณีที่เจ้าหน้าที่กองกฎหมายของกรมสอบสวนคดีพิเศษเดินทางไปแจ้งความดำเนินคดีกับพนักงานสอบสวนตำรวจ กองบังคับการปราบปราม เนื่องด้วยก่อนหน้านี้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษได้มีคำสั่งให้ดำเนินการตรวจสอบว่าภาพเนื้อหาเอกสารที่ปรากฏในช่องทางสื่อสารสาธารณะในช่วงที่ผ่านมานั้น เป็นภาพเนื้อหาเอกสารที่อยู่ภายในสำนวนของดีเอสไอจริงหรือไม่ และเมื่อดำเนินการตรวจสอบแล้ว ก็พบข้อเท็จจริงว่าเป็นเนื้อหาภายในสำนวนการสอบสวนของดีเอสไอจริง ๆ จึงเล็งเห็นว่ากรณีที่กลุ่มคณะบุคคลมีการนำเอาเนื้อหาและเอกสารภายในสำนวนการสอบสวนคดีพิเศษมาเปิดเผยสู่สาธารณะ ส่งผลกระทบเสียหายต่อหลักการสอบสวนคดีอาญา เพราะตามหลักการแล้ว การจะเปิดเผยเนื้อหาการสอบสวนได้นั้น คดีอาญาดังกล่าวจะต้องขึ้นสู่การพิสูจน์ในชั้นศาลเท่านั้น

ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะต้องถูกพิจารณาเปิดเผยต่อหน้าจำเลย แต่เมื่อมีการนำเอาข้อมูลมาเปิดเผยต่อสาธารณะเช่นนี้ ก็เป็นการส่งผลเสียหายต่อกระบวนการยุติธรรม จึงมอบหมายให้กองกฎหมาย กรมสอบสวนคดีพิเศษ ไปดำเนินการแจ้งความเอาผิดกับกลุ่มบุคคลที่ร่วมกันนำเอาเอกสาร และข้อมูลภายในสำนวนการสอบสวนของดีเอสไอมาเผยแพร่ต่อสาธารณะ โดยระบุพฤติการณ์ให้กับพนักงานสอบสวนตำรวจเพื่อไปตรวจสอบฐานความผิดที่เข้าข่าย ส่วนหากมีพฤติกรรมอื่นใดที่เข้าข่ายฐานความผิดอื่นเพิ่มเติม ก็จะเป็นหน้าที่ขยายผลตรวจสอบของพนักงานสอบสวนตำรวจกองบังคับการปราบปรามที่จะดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานและสอบปากคำเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงต่อไป อนึ่ง หากมีประเด็นรายละเอียดอื่นใดเพิ่มเติมที่พนักงานสอบสวนตำรวจต้องการ ทางดีเอสไอก็พร้อมให้ความร่วมมือ

โฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ แจงอีกว่า เรายึดหลักความโปร่งใส โดยเฉพาะการแจ้งความดำเนินคดีเพื่อให้พนักงานสอบสวนตำรวจกองบังคับการปราบปรามได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง และดูรายละเอียดพฤติการณ์ของกลุ่มบุคคลที่ได้มีการนำเอาข้อมูลและเอกสารภายในสำนวนการสอบสวนคดีพิเศษของดีเอสไอมาเปิดเผยต่อสาธารณะ และมีการนำไปเผยแพร่ในช่องทางใดอีก อย่างไรก็ตาม หลักการสอบสวนที่ตำรวจจะดูข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ มี 2 ส่วน คือ 1.เป็นเอกสารจริงหรือไม่ และ 2.หากเป็นเอกสารจริง เอกสารนั้นไปอยู่ในมือของกลุ่มบุคคลได้อย่างไร และการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดฐานใดบ้าง หรือมีเจ้าหน้าที่ไปเอื้อหรือมีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่

เมื่อถามว่าสังคมจะมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าที่ดีเอสไอไปแจ้งความดำเนินคดีนั้น เป็นการดำเนินคดีเพื่อเตะตัดขาของกลุ่มบุคคลที่อยู่ระหว่างเปิดโปงพยานหลักฐานในสำนวนคดีฮั้ว สว. หรือไม่ เพราะใกล้วันที่ 28 ส.ค.69 ซึ่งทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะต้องมีการประชุมลงมติในคดีดังกล่าวแล้วนั้น โฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ แจงว่า เรื่องการเปิดเผยสำนวนการสอบสวน ไม่ว่าจะเกิดขึ้นที่ใด เมื่อไร มันถือเป็นเรื่องเสียหาย และส่งผลกระทบต่อกระบวนการยุติธรรมทั้งสิ้น และเราไม่สามารถเพิกเฉยได้ อีกทั้งเรายังยึดความโปร่งใส โดยให้หน่วยงานอื่นอย่างเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้ามาดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงแทน

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานเพิ่มเติมว่า ความผิดเบื้องต้นที่กองกฎหมาย กรมสอบสวนคดีพิเศษดำเนินการแจ้งความเอาผิด ประกอบด้วย ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 322 “ผู้ใดเปิดผนึกหรือเอาจดหมาย โทรเลข หรือเอกสารใด ๆ ซึ่งปิดผนึกของผู้อื่นไป เพื่อล่วงรู้ข้อความก็ดี เพื่อนำข้อความในจดหมายโทรเลขหรือเอกสารเช่นว่านั้นออกเปิดเผยก็ดี ถ้าการกระทำนั้นน่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ“, มาตรา 323 “ผู้ใดล่วงรู้หรือได้มาซึ่งความลับของผู้อื่นโดยเหตุที่เป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ โดยเหตุที่ประกอบอาชีพเป็นแพทย์ เภสัชกร คนจำหน่ายยา นางผดุงครรภ์ ผู้พยาบาล นักบวช หมอความ ทนายความ หรือผู้สอบบัญชีหรือโดยเหตุที่เป็นผู้ช่วยในการประกอบอาชีพนั้นแล้วเปิดเผยความลับนั้นในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หรือผู้รับการศึกษาอบรมในอาชีพดังกล่าวในวรรคแรก เปิดเผยความลับของผู้อื่น อันตนได้ล่วงรู้หรือได้มาในการศึกษาอบรมนั้น ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ต้องระวางโทษเช่นเดียวกัน” และมาตรา 164 “ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน รู้หรืออาจรู้ความลับในราชการ กระทำโดยประการใด ๆ อันมิชอบด้วยหน้าที่ ให้ผู้อื่นล่วงรู้ความลับนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ“

กองปราบคนปล่อยสำนวนคดีดีเอสไอฮั้วสว.