เหรียญ “ซิดนีย์ มาราธอน” โดนจับผิด สลักรูปสนามในเยอรมนี แทนสนามในออสเตรเลีย

เหรียญ "ซิดนีย์ มาราธอน" โดนจับผิด สลักรูปสนามในเยอรมนี แทนสนามในออสเตรเลีย

23 ส.ค. 2569 10:25 น.

เหรียญ “ซิดนีย์ มาราธอน” โดนจับผิด สลักรูปสนามในเยอรมนี แทนสนามในออสเตรเลีย

เกิดกระแสไวรัลในโลกออนไลน์ หลังฝ่ายจัดงานวิ่งระดับโลก “ซิดนีย์ มาราธอน 2026” เปิดตัวเหรียญรางวัลประจำปี แต่เหล่านักวิ่งตาดีแอบจับผิดพบว่า ลายสลักรูปสนามแข่งขันบนเหรียญ กลับไปคล้ายกับสนาม “อัลลิอันซ์ อารีนา” ในเมืองมิวนิก ประเทศเยอรมนี มากกว่าจะเป็นสนาม “อัลลิอันซ์ สเตเดียม” ในนครซิดนีย์ คาดผู้ออกแบบสับสนชื่อสนาม

เหลือเวลาอีกเพียง 1 สัปดาห์ก่อนการแข่งขัน ซิดนีย์ มาราธอน 2026 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 30 สิงหาคม ผู้จัดงานกำลังเผชิญคำถามว่า การออกแบบเหรียญที่ระลึกเกิดความผิดพลาดจากการนำภาพสนามกีฬาผิดแห่งมาใช้หรือไม่

ประเด็นดังกล่าวเริ่มขึ้นหลังบัญชีโซเชียลมีเดียอย่างเป็นทางการของซิดนีย์ มาราธอน เปิดเผยแบบเหรียญปี 2026 พร้อมข้อความเชิญชวนให้ผู้ติดตาม “ลองมองให้ใกล้ แล้วจะพบเรื่องราวของเส้นทางการแข่งขันในรายละเอียดต่าง ๆ”

เหรียญดังกล่าวเป็นแบบสองด้าน โดยด้านหนึ่งเป็นภาพเส้นขอบฟ้าของนครซิดนีย์ พร้อมสถานที่สำคัญตลอดเส้นทาง เช่น สะพานซิดนีย์ฮาร์เบอร์ และโรงอุปรากรซิดนีย์ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นและเส้นชัยของการแข่งขัน ขณะเดียวกันยังมีภาพอาคารสนามกีฬาแห่งหนึ่งที่มีรูปลักษณ์คล้าย อัลลิอันซ์ อารีนา สนามเหย้าของสโมสรฟุตบอลบาเยิร์น มิวนิกในเยอรมนี

อัลลิอันซ์ อารีนา มีลักษณะเด่นเป็นโครงสร้างหุ้มด้วยแผ่นวัสดุรูปทรงคล้ายเพชรจำนวนมาก ขณะที่ อัลลิอันซ์ สเตเดียม ในซิดนีย์ ซึ่งเส้นทางมาราธอนวิ่งผ่าน มีลักษณะภายนอกค่อนข้างเรียบและมีครีบสีบรอนซ์แนวยาว ทำให้ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตจำนวนมากตั้งข้อสังเกตว่าภาพบนเหรียญอาจเป็นสนามผิดแห่ง

สนามในมิวนิกยังเข้ามาร่วมแซวเหตุการณ์ด้วย โดยบัญชีอินสตาแกรมของอัลลิอันซ์ อารีนา โพสต์ข้อความในเชิงขบขันว่า “ว้าว เราไม่เคยคาดคิดว่าจะมีเรื่องนี้อยู่ในบิงโกของเรา” พร้อมแนะนำว่า ทั้งสองสถานที่อาจมีสิ่งที่เหมือนกันคือสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นและเป็นสถานที่ที่ควรไปเยือน

สื่อออสเตรเลียก็ร่วมล้อเลียนความผิดพลาดดังกล่าว โดยหนังสือพิมพ์ Sydney Morning Herald พาดหัวในทำนองว่า เป็นเหรียญที่จะทำให้ซิดนีย์ “อยู่บนแผนที่ แต่เป็นแผนที่ผิด”

สำหรับอีกด้านหนึ่งของเหรียญ เป็นผลงานออกแบบสีน้ำเงินและทองของ แอมโบรส คิลเลียน ศิลปินชนพื้นเมืองออสเตรเลีย ซึ่งได้รับเสียงชื่นชมอย่างมาก โดยคิลเลียนยืนยันว่า เขาไม่ได้มีส่วนร่วมในการออกแบบภาพเส้นขอบฟ้าซิดนีย์และสนามกีฬาที่ถูกตั้งข้อสังเกต

ผู้จัดงานยังไม่ได้ชี้แจงอย่างเป็นทางการว่า ภาพสนามดังกล่าวเกิดจากความผิดพลาดในการออกแบบหรือไม่ 

การแข่งขันปีนี้คาดว่าจะมีนักวิ่งเข้าร่วมมากกว่า 40,000 คน จากผู้สมัครผ่านระบบจับสลากมากกว่า 120,000 คน โดยนักวิ่งจะต้องพิชิตระยะทาง 42.2 กิโลเมตร และเหรียญดังกล่าวถูกระบุว่าเป็น “เครื่องหมายแห่งเกียรติยศ” สำหรับผู้ที่สามารถเข้าเส้นชัยได้

เหตุการณ์นี้ยังคล้ายกับความผิดพลาดในการแข่งขัน Great North Run ที่เมืองนิวคาสเซิลของอังกฤษเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งเหรียญรางวัลถูกออกแบบให้มีภาพเมืองซันเดอร์แลนด์และแม่น้ำเวียร์ ทั้งที่สถานที่ดังกล่าวไม่ได้อยู่บนเส้นทางการแข่งขัน

ซิดนีย์ มาราธอน ได้รับเลือกให้เป็นเมืองที่ 7 ในซีรีส์การแข่งขัน Abbott World Marathon Majors เมื่อปี 2024 ต่อจากลอนดอน เบอร์ลิน บอสตัน ชิคาโก นิวยอร์ก และโตเกียว ขณะที่เคปทาวน์ ประเทศแอฟริกาใต้ มีกำหนดเป็นเมืองที่ 8 เมื่อจัดการแข่งขันมาราธอนระดับเมเจอร์ครั้งแรกในปีหน้า.

ที่มา BBC / AFP

สวีเดนยืนยันเหยื่อเหตุคนร้ายวัย 18 ปี ใช้ดาบบุกโรงเรียน เป็น นร.หญิงวัย 17

สวีเดนยืนยันเหยื่อเหตุคนร้ายวัย 18 ปี ใช้ดาบบุกโรงเรียน เป็น นร.หญิงวัย 17

23 ส.ค. 2569 09:57 น.

สวีเดนยืนยันเหยื่อเหตุคนร้ายวัย 18 ปี ใช้ดาบบุกโรงเรียน เป็น นร.หญิงวัย 17

ตำรวจสวีเดนยืนยันนักเรียนหญิงวัย 17 ปีเสียชีวิตจากเหตุคนร้ายใช้ดาบบุกโรงเรียนมัธยมในเมืองฟาแกรสตา ขณะที่นักเรียนชายอีก 2 คนได้รับบาดเจ็บสาหัส และอีก 1 คนบาดเจ็บเล็กน้อย ตำรวจจับกุมชายวัย 18 ปีในข้อหาฆาตกรรมและพยายามฆ่า พร้อมเร่งสอบสวนแรงจูงใจและประวัติของผู้ต้องสงสัย

ตำรวจสวีเดนยืนยันว่า เหยื่อที่เสียชีวิตจากเหตุโจมตีด้วยดาบภายในโรงเรียนบริเนลล์ ในเมืองฟาแกรสตา ทางตอนกลางของประเทศ เป็นเด็กหญิงวัย 17 ปี ขณะที่เด็กชายวัย 12 และ 17 ปีอีก 2 คนได้รับบาดเจ็บสาหัส ส่วนผู้บาดเจ็บอีก 1 คนมีอาการไม่รุนแรงและออกจากโรงพยาบาลแล้ว

เหตุเกิดขึ้นหลังเวลา 14.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นของวันที่ 21 ส.ค. โดยชายต้องสงสัยวัย 18 ปี ซึ่งตำรวจยังไม่เปิดเผยชื่อ เข้าไปภายในโรงเรียนพร้อมดาบและทำร้ายนักเรียนหลายคน ก่อนถูกตำรวจจับกุม โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่ากำลังดำเนินคดีในข้อหาฆาตกรรมและพยายามฆ่า

ตำรวจได้รับแจ้งเหตุเมื่อเวลา 14.06 น. และประมาณ 10 นาทีต่อมา เจ้าหน้าที่ภาคสนามรายงานว่าสามารถสกัดผู้ต้องสงสัยได้ด้วยการใช้อาวุธปืน ตำรวจยืนยันว่าเจ้าหน้าที่มีการยิงปืนในระหว่างปฏิบัติการ แต่ยังไม่เปิดเผยว่าผู้ต้องสงสัยถูกกระสุนปืนหรือไม่ก่อนถูกควบคุมตัว

โรงเรียนบริเนลล์มีนักเรียนเกือบ 500 คน และตั้งอยู่ห่างจากกรุงสตอกโฮล์มไปทางตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 170 กิโลเมตร เหตุเกิดขึ้นเพียงไม่นานหลังนักเรียนกลับเข้าสู่ห้องเรียนหลังปิดภาคเรียนฤดูร้อน หลายโรงเรียนในพื้นที่ถูกอพยพเพื่อความปลอดภัย และมีการระดมตำรวจติดอาวุธหนักเข้าควบคุมสถานการณ์ ก่อนที่ประกาศภาวะฉุกเฉินในภูมิภาคจะยุติลงในวันเสาร์

สื่อสวีเดนรายงานว่า ผู้ต้องสงสัยสวมหมวกนิรภัย เสื้อผ้าสีดำ และมีผ้าปิดบังใบหน้า ขณะก่อเหตุ โดยข้อมูลจากสถานีโทรทัศน์ SVT ระบุว่า เขาเป็นอดีตนักเรียนของโรงเรียนแห่งนี้ และเคยถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานทำร้ายร่างกายนักเรียนอีกคนในโรงเรียนเดิม รวมถึงเคยอยู่ภายใต้การดูแลตามกฎหมายว่าด้วยการดูแลเยาวชนของสวีเดน หรือ LVU

เอกสารของศาลปกครองยังระบุถึงวัยเด็กของผู้ต้องสงสัยว่าเต็มไปด้วยความรุนแรง การข่มขู่ และการละเลยดูแลอย่างรุนแรง รวมถึงถูกจำกัดการรับประทานอาหารเพื่อควบคุมน้ำหนัก และถูกบังคับให้ฝึกศิลปะการต่อสู้อย่างหนัก โดยมีการใช้ความรุนแรงหรือข่มขู่

อดีตเพื่อนร่วมชมรมศิลปะการต่อสู้ของผู้ต้องสงสัยให้ข้อมูลกับ SVT ว่า เขาเป็นคนเงียบและเก็บตัว ไม่ค่อยพูดคุยกับสมาชิกคนอื่น และมักฝึกซ้อมอยู่คนเดียว ก่อนจะหายออกจากชมรมไปในเวลาต่อมา

นอกจากนี้ ตำรวจกำลังตรวจสอบบัญชี TikTok บัญชีหนึ่ง หลังมีการโพสต์ภาพวัตถุคล้ายดาบเมื่อเวลา 13.41 น. หรือประมาณ 25 นาทีก่อนตำรวจได้รับแจ้งเหตุ และบัญชีดังกล่าวเคยเผยแพร่ภาพที่อาจตีความได้ว่าเป็นการยกย่องความรุนแรง ก่อนถูกลบออกตามคำร้องขอของตำรวจ

นายกรัฐมนตรีอุล์ฟ คริสเตอร์สันของสวีเดนเดินทางไปยังโรงเรียนเมื่อวันเสาร์ พร้อมผู้นำฝ่ายค้าน แม็กดาเลนา อันเดอร์สสัน เพื่อแสดงความเสียใจต่อผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บ โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ทราบแรงจูงใจเบื้องหลังเหตุการณ์ แต่ตำรวจเร่งดำเนินการสอบสวนอย่างเต็มที่

ด้านสมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ลที่ 16 กุสตาฟแห่งสวีเดน ตรัสว่า ทรงรับทราบข่าวเหตุการณ์ด้วยความตกใจและโศกเศร้า ขณะที่ชุมชนและนักเรียนนำดอกไม้มาวางไว้อาลัยแก่ผู้เสียชีวิตบริเวณโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง.

ที่มา BBC / SVT

เกาหลีใต้ส่งเรือบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ผ่านเส้นทางอาร์กติกเป็นครั้งแรก

เกาหลีใต้ส่งเรือบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ผ่านเส้นทางอาร์กติกเป็นครั้งแรก

23 ส.ค. 2569 06:10 น.

เกาหลีใต้ส่งเรือบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ผ่านเส้นทางอาร์กติกเป็นครั้งแรก

เกาหลีใต้ส่งเรือบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์เดินทางผ่านเส้นทางมหาสมุทรอาร์กติกเป็นครั้งแรก เพื่อทดลองหาเส้นทางเดินเรือใหม่ๆ หลังเกิดสงครามในตะวันออกกลาง กระทบการขนส่งอย่างหนัก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันเสาร์ที่ 22 ส.ค. 2569 ว่า เกาหลีใต้เริ่มทดลองส่งเรือบรรทุกสินค้าผ่านเส้นทางมหาสมุทรอาร์กติก (ขั้วโลกเหนือ) เป็นครั้งแรก เพื่อหาเส้นทางขนส่งทางทะเลใหม่ทดแทนช่องทางเดิมในตะวันออกกลางที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม ท่ามกลางวิกฤตการค้าและความกังวลด้านสิ่งแวดล้อม

สงครามในตะวันออกกลางซึ่งปะทุขึ้นตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อการขนส่งสินค้าทั่วโลก ทำให้เกาหลีใต้ต้องหาเส้นทางเดินเรือทางเลือก โดยเส้นทางผ่านอาร์กติกนี้ช่วยย่นระยะทางได้ราว 7,000 กิโลเมตร และประหยัดเวลาได้ประมาณ 10 วัน เมื่อเทียบกับเส้นทางปกติที่ผ่านคลองสุเอซ

เรือคอนเทนเนอร์ “แพนสตาร์ อาโคร” (PanStar Acro) ออกเดินทางจากท่าเรือนิวปูซานเมื่อคืนวันเสาร์ โดยมุ่งหน้าไปยังเมืองเฟลิกซ์สโตว์ ของสหราชอาณาจักร, เมืองรอตเทอร์ดาม ของเนเธอร์แลนด์ และเมืองกดัญสก์ (Gdańsk) ของโปแลนด์ ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาเดินทางรวมประมาณ 45 วัน

การเดินทางครั้งนี้เกิดขึ้นคล้ายกับการทดลองเดินเรือของจีนก่อนหน้านี้ ผู้เชี่ยวชาญมองว่าเส้นทางขั้วโลกเหนือ (NSR) กำลังกลายเป็นเส้นทางขนส่งสำรองที่มีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่เกาหลีใต้เร่งผลักดันเพื่อไม่ให้ตกขอบการแข่งขันกับจีน

อย่างไรก็ตาม มีความกังวลว่าการใช้เส้นทางนี้อาจเข้าข่ายละเมิดมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียของชาติตะวันตก เนื่องจากต้องมีการจ่ายค่าบริการนำทางและสภาพอากาศให้แก่ทางการรัสเซีย อย่างไรก็ตาม กระทรวงมหาสมุทรของเกาหลีใต้ระบุว่าได้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเรียบร้อยแล้ว

ส่วนกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมออกมาเตือนว่า การที่น้ำแข็งขั้วโลกละลายเร็วขึ้นสี่เท่าเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยโลกจนทำให้เปิดเส้นทางนี้ได้นั้น การเพิ่มเที่ยวเรือพาณิชย์จะยิ่งเร่งให้การละลายของน้ำแข็งเลวร้ายลงไปอีก และบริษัทขนส่งทางเรือขนาดใหญ่หลายแห่ง รวมถึง CMA CGM กับ MSC เคยให้คำมั่นไว้ว่าจะหลีกเลี่ยงการใช้เส้นทางนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ญี่ปุ่นระทึก แผ่นดินไหวเขย่าคันโตกลางดึก ไม่มีเตือนภัยสึนามิ

ญี่ปุ่นระทึก แผ่นดินไหวเขย่าคันโตกลางดึก ไม่มีเตือนภัยสึนามิ

23 ส.ค. 2569 05:45 น.

ญี่ปุ่นระทึก แผ่นดินไหวเขย่าคันโตกลางดึก ไม่มีเตือนภัยสึนามิ

เกิดเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงทางตอนเหนือของกรุงโตเกียว เมื่อช่วงเช้ามืดของวันอาทิตย์ตามเวลาท้องถิ่น โดยกรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นยืนยันว่าไม่มีความเสี่ยงในการเกิดสึนามิ

กรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น (JMA) ระบุว่า เมื่อเวลาประมาณ 02.00 น. วันอาทิตย์ที่ 23 ส.ค. 2569 (ตามเวลาท้องถิ่น) เกิดแผ่นดินไหวขนาด 5.9 โดยมีจุดศูนย์กลางอยู่ทางตอนใต้ของจังหวัดอิบารากิ ลึกราว 70 กิโลเมตร วัดระดับความรุนแรงตามมาตรารับรู้แรงสั่นสะเทือนของญี่ปุ่น (ระดับ 0 ถึง 7) ได้ที่ระดับ 5- (Lower 5) ในพื้นที่จังหวัดอิบารากิ ไซตามะ จิบะ รวมถึงกรุงโตเกียว

ผู้ดำเนินกิจการโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ โทไค หมายเลข 2 (Tokai No.2) ในจังหวัดอิบารากิ และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ ไดอิจิ เปิดเผยว่ายังไม่พบรายงานความผิดปกติใดๆ ภายในพื้นที่โรงไฟฟ้า และระดับรังสีโดยรอบยังคงเป็นปกติ

JMA รายงานด้วยว่า คลื่นแผ่นดินไหวดังกล่าวส่งผลให้เกิดแรงสั่นสะเทือนเป็นเวลานาน ซึ่งอาจทำให้ตึกสูงในพื้นที่รอบกรุงโตเกียวเกิดการแกว่งตัวได้

ทั้งนี้ พบแรงสั่นสะเทือนระดับ 2 (Class 2) บนตึกสูงในเขตปกครองพิเศษ 23 เขตของกรุงโตเกียว จังหวัดไซตามะ และจังหวัดจิบะ ซึ่งเป็นระดับความรุนแรงอันดับ 3 จากทั้งหมด 4 ระดับ ส่งผลให้ผู้ที่อยู่อาศัยบนอาคารสูงเดินเหินได้ลำบากหากไม่ยึดเกาะวัตถุที่ติดตั้งมั่นคงไว้

ส่วนในพื้นที่จังหวัดคานางาวะ อิบารากิ โทจิงิ และกุมมะ วัดแรงสั่นสะเทือนบนตึกสูงได้ที่ระดับ 1 (Class 1) ซึ่งผู้คนส่วนใหญ่ภายในอาคารสูงจะรู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือน และทำให้มูลี่หรือสิ่งของที่แขวนอยู่แกว่งไกวอย่างเห็นได้ชัด

ขณะเดียวกัน สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกรุงโตเกียวได้รับแจ้งเหตุท่อประปาแตกในเขตโคโต กรุงโตเกียว เมื่อเวลาประมาณ 02:05 น. ของวันอาทิตย์ โดยเจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบในพื้นที่แล้ว แต่ยังไม่ยืนยันว่ามีความเชื่อมโยงกับเหตุแผ่นดินไหวครั้งนี้หรือไม่

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าลิฟต์โดยสารหยุดทำงานชั่วคราวในหลายพื้นที่ ส่งผลให้มีคนติดอยู่ภายในลิฟต์ในบางกรณี แต่เหตุการณ์ทั้งหมดได้รับการช่วยเหลือและแก้ไขเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : nhk

อิสราเอลเปิดฉากโจมตีซีเรียรอบใหม่ หลังเพิ่งโดนสหรัฐฯ วิจารณ์

อิสราเอลเปิดฉากโจมตีซีเรียรอบใหม่ หลังเพิ่งโดนสหรัฐฯ วิจารณ์

23 ส.ค. 2569 05:16 น.

อิสราเอลเปิดฉากโจมตีซีเรียรอบใหม่ หลังเพิ่งโดนสหรัฐฯ วิจารณ์

อิสราเอลเปิดฉากโจมตีในซีเรียเป็นครั้งที่ 2 ในรอบสัปดาห์ พร้อมกับออกมาตอบโต้ทูตสหรัฐฯ ที่ประณามการโจมตีของอิสราเอลก่อนหน้านี้ ท่ามกลางความตึงเครียดกับตุรกีที่เพิ่มสูงขึ้นอีกครั้ง

เมื่อวันเสาร์ที่ 22 ส.ค. 2569 อิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศรอบใหม่ในซีเรีย พร้อมตอบโต้คำพูดของนายทอม บาร์รัก ทูตสหรัฐฯ ประจำซีเรีย ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การโจมตีฐานทัพอากาศทางตะวันตกเฉียงเหนือของซีเรียก่อนหน้านี้ ซึ่งอิสราเอลกล่าวหาว่าตุรกีกำลังพยายามจะเข้าใช้พื้นที่ดังกล่าว

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (18 ส.ค.) นายทอม บาร์รัก ประณามอิสราเอลที่โจมตีฐานทัพอากาศร้างในซีเรีย โดยระบุว่านี่เป็นการยกระดับความขัดแย้งที่ไม่จำเป็น และไม่ได้ช่วยส่งเสริมเสถียรภาพในภูมิภาค

ต่อมาในวันศุกร์ (21 ส.ค.) นายบาร์รักให้สัมภาษณ์กับมาริโอ นอว์ฟัล อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง โดยระบุว่าการโจมตีดังกล่าวอาจมีจุดประสงค์เพื่อยั่วยุให้เกิดความขัดแย้งกับตุรกี ส่งผลให้นายอิสราเอล คัตซ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของอิสราเอล ออกมาตอบโต้ในวันเสาร์ โดยวิจารณ์ว่าถ้อยแถลงดังกล่าว “เต็มไปด้วยข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง”

นายคัตซ์โพสต์ข้อความผ่านทาง X ว่า อิสราเอลได้ส่งมอบ “ข้อมูลข่าวกรองให้กับหน่วยงานที่มีอำนาจในสหรัฐฯ” ก่อนจะเปิดฉากโจมตีเมื่อวันอังคารแล้ว และว่าคำพูดของนายบาร์รัก “เต็มไปด้วยข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง และมีจุดยืนที่ขัดแย้งกับจุดยืนของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เอง ในประเด็นเรื่องที่ราบสูงโกลัน” หลังพูดว่าพื้นที่ดังกล่าวว่าเป็น “ดินแดนที่ถูกยึดครอง”

ทั้งนี้ นับตั้งแต่การโค่นล้มอำนาจของนายบาชาร์ อัล-อัสซาด อดีตผู้นำซีเรียเมื่อเดือนธันวาคม 2567 อิสราเอลโจมตีทางอากาศในซีเรียแล้วหลายร้อยครั้ง รวมถึงส่งกำลังทหารเข้าไปยังเขตปลอดทหารที่อยู่ภายใต้การลาดตระเวนของสหประชาชาติ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่แบ่งแยกกองกำลังอิสราเอลและซีเรียบริเวณที่ราบสูงโกลันมานานหลายทศวรรษด้วย

อิสราเอลได้เข้ายึดพื้นที่ส่วนใหญ่ของที่ราบสูงโกลันจากซีเรียในสงครามอาหรับ-อิสราเอลเมื่อปี 1967 (พ.ศ. 2510) และได้ผนวกรวมดินแดนดังกล่าวเข้าอยู่ภายใต้การควบคุมของตัวเองในเวลาต่อมา ซึ่งเป็นการกระทำที่มีเพียงสหรัฐอเมริกา และล่าสุดคือโคลอมเบียเท่านั้นที่ให้การยอมรับอย่างเป็นทางการ

นายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล กับประธานาธิบดี เรเจป ไตยิป เอร์โดอัน ของตุรกี เปิดศึกโต้ตอบกันอย่างดุเดือดนับตั้งแต่อิสราเอลโจมตีฐานทัพในซีเรียเมื่อวันอังคาร โดยทางการอังการาประกาศว่ากำลังดำเนินการขอหมายแดงจากองค์การตำรวจสากล (Interpol) เพื่อจับกุมเนทันยาฮู ในข้อหา “ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์”

ส่วนสำนักนายกรัฐมนตรีอิสราเอลประณามเอร์โดอันว่าเป็น “เผด็จการผู้เกลียดชังชาวยิว” ทำให้ทำเนียบประธานาธิบดีตุรกีโต้กลับว่าคำกล่าวอ้างดังกล่าวเป็น “เสียงเพ้อเจ้อที่น่าอับอาย” พร้อมทั้งกล่าวหาอิสราเอลว่า “พยายามที่จะหลบเลี่ยงความรับผิดชอบ”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ศาลสหรัฐฯ ยกเลิกคำสั่งระงับวีซ่าย้ายถิ่นฐาน 75 ประเทศของทรัมป์

ศาลสหรัฐฯ ยกเลิกคำสั่งระงับวีซ่าย้ายถิ่นฐาน 75 ประเทศของทรัมป์

23 ส.ค. 2569 03:47 น.

ศาลสหรัฐฯ ยกเลิกคำสั่งระงับวีซ่าย้ายถิ่นฐาน 75 ประเทศของทรัมป์

ผู้พิพากษาสหรัฐฯ ตัดสินยกเลิกคำสั่งของรัฐบาลทรัมป์ ที่ให้ระงับการออกวีซ่าย้ายถิ่นฐานสำหรับพลเมืองจาก 75 ประเทศ ชี้เป็นการกระทำที่ละเมิดกฎหมายห้ามเลือกปฏิบัติด้วยสัญชาติ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 22 ส.ค. 2569 ว่า ผู้พิพากษาศาลแขวงของสหรัฐฯ มีคำตัดสินยกเลิกมาตรการสั่งระงับการออกวีซ่าย้ายถิ่นฐาน (Immigrant Visas) สำหรับพลเมืองจาก 75 ประเทศของรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ แล้ว โดยชี้ว่าเป็นการกระทำที่ “ขัดต่อกฎหมาย” และเกินขอบเขตอำนาจของ นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

เรื่องนี้สืบเนื่องจากเมื่อเดือนมกราคม กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ สั่งชะลอการออกวีซ่าย้ายถิ่นฐานแก่พลเมืองจากเกือบ 40% ของประเทศทั่วโลกรวมถึง บราซิล โคลอมเบีย อียิปต์ เฮติ โซมาเลีย และรัสเซีย โดยอ้างเหตุผลเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ย้ายถิ่นฐานเข้ามากลายเป็น “ภาระทางสวัสดิการและสิทธิประโยชน์ของรัฐ”

ผู้พิพากษา เจนเนตต์ วาร์กัส จากศาลแขวงเมืองแมนฮัตตัน ระบุว่า ตามกฎหมาย การพิจารณาว่าใครจะกลายเป็นภาระของรัฐ เจ้าหน้าที่กงสุลจะต้องประเมินจากสถานะทางการเงิน อายุ สุขภาพ ทักษะ และสถานะครอบครัวของ “บุคคลนั้นๆ” เป็นรายกรณี แต่นโยบายนี้กลับสั่งให้ปฏิเสธวีซ่าโดยตัดสินจาก “ประเทศต้นทาง” เพียงอย่างเดียว

ผู้พิพากษาวาร์กัสกล่าวต่อว่า นโยบายดังกล่าวขัดต่อกฎหมายปี 1965 (พ.ศ. 2508) ที่ห้ามการเลือกปฏิบัติด้วยสัญชาติในการอนุญาตออกวีซ่า และละเมิดข้อบังคับที่ห้ามไม่ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเข้ามาก้าวก่ายการตัดสินใจของเจ้าหน้าที่กงสุลในกรณีรายบุคคล

อนึ่ง คำสั่งระงับการออกวีซ่าของกระทรวงต่างประเทศนี้ ส่งผลกระทบต่อวีซ่าถาวรสำหรับผู้ที่ต้องการย้ายไปอยู่กับครอบครัวหรือไปทำงานในสหรัฐฯ แต่ไม่ได้ครอบคลุมถึงวีซ่าชั่วคราว เช่น วีซ่าท่องเที่ยวหรือวีซ่านักเรียน

คำตัดสินครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งความพ่ายแพ้ในความพยายามปรามปราบผู้อพยพของรัฐบาล โดนัลด์ ทรัมป์ อย่างไรก็ตาม ผู้พิพากษาได้ให้เวลาทั้งสองฝ่ายจนถึงวันที่ 11 ก.ย. ในการเสนอแนวทางจัดการกับประเด็นคดีที่ยังค้างอยู่ ขณะที่ฝั่งรัฐบาลสามารถยื่นอุทธรณ์คำตัดสินนี้ได้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

อิหร่านลั่น “โลกยอมรับชัยชนะของเรา” ชี้สงครามกับสหรัฐฯ ควรยุติ

อิหร่านลั่น “โลกยอมรับชัยชนะของเรา” ชี้สงครามกับสหรัฐฯ ควรยุติ

23 ส.ค. 2569 02:49 น.

อิหร่านลั่น “โลกยอมรับชัยชนะของเรา” ชี้สงครามกับสหรัฐฯ ควรยุติ

ประธานาธิบดีอิหร่านออกมาเรียกร้องว่า สงครามระหว่างประเทศของเขากับสหรัฐฯ ควรยุติลงได้แล้ว เนื่องจากโลกยอมรับในชัยชนะของอิหร่านที่มีเหนือสหรัฐฯ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายมาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีของอิหร่าน กล่าวเมื่อวันศุกร์ (21 ส.ค. 2569) ว่า สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านควรยุติลงได้แล้ว เนื่องจากทั่วโลกต่างยอมรับชัยชนะของเตหะรานในความขัดแย้งครั้งนี้

“ทั้งโลกได้ยอมรับชัยชนะของพวกเราแล้ว และสหรัฐฯ ก็กำลังเป็นที่เกลียดชัง” เขากล่าว ตามรายงานของสำนักข่าว IRNA สื่อของทางการอิหร่าน

คำกล่าวนี้มีขึ้นหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเมื่อวันพุธว่า รัฐบาลของเขาจะเปิดฉาก “ปฏิบัติการทางเศรษฐกิจที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมา” ต่ออิหร่าน ในขณะที่การเจรจาเพื่อเปิดเส้นทางขนส่งบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งถูกอิหร่านปิดนั้น เข้าสู่ภาวะชะงักงัน

“การลักลอบขนส่งน้ำมัน, การแลกเปลี่ยนสินทรัพย์, การโอนเงินสด, สถาบันแลกเปลี่ยนเงินตรา, การจดทะเบียนเรือ, บริษัทตัวแทน ทั้งหมดนี้ต้องหยุดลงในทันที คุณรู้อยู่แก่ใจว่าพวกคุณคือใคร” ทรัมป์โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social

“นี่จะเป็น ‘วันดีเดย์ทางเศรษฐกิจ’ และเราต้องการให้พันธมิตรของเราทุกคนยืนหยัดเคียงข้างสหรัฐอเมริกาเพื่อโดดเดี่ยวและเอาชนะภัยคุกคามจากอิหร่าน” ทรัมป์ระบุเสริม

ด้านนายสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีกระทรวงการคลังสหรัฐฯ คาดว่าจะเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจชุดใหม่ในวันจันทร์นี้

“มันคือการรุกฆาตสองชั้น เรามีการปิดล้อมทางทะเล และเรากำลังจะมีมาตรการคว่ำบาตรที่เข้มงวดที่สุดในประวัติศาสตร์” นายเบสเซนต์บอกกับ CNBC เมื่อวันพฤหัสบดี “มันจะได้ผลในอิหร่าน และเรากำลังจะทำให้ระบอบปกครองนี้พังทลายลง”

ขณะเดียวกัน นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน ออกมาประณามแผนการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ โดยชี้ว่านี่เป็นเพียงวิธีการของรัฐบาลทรัมป์ในการเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาค่าครองชีพภายในประเทศของตนเอง

“สิ่งที่เรียกว่า ‘วันดีเดย์ทางเศรษฐกิจ’ เป็นเพียงการเบี่ยงเบนความสนใจจากวิกฤตของอเมริกาเอง ทั้งหนี้สินสูงเป็นประวัติการณ์และภาระดอกเบี้ยที่พุ่งสูงขึ้น” นายอารักชีระบุ “การดันทุรังใช้นโยบายที่ล้มเหลวมีแต่จะนำมาซึ่งความพ่ายแพ้เพิ่มเติม และสร้างความเกลียดชังจากชาวอิหร่าน การก่อการร้ายทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ กำลังคุกคามเศรษฐกิจโลกและอธิปไตยทั่วโลก”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : the hill

กองทัพเมียนมาทิ้งระเบิดโจมตีสำนักสงฆ์ ชาวบ้านดับแล้ว 14 ศพ

กองทัพเมียนมาทิ้งระเบิดโจมตีสำนักสงฆ์ ชาวบ้านดับแล้ว 14 ศพ

23 ส.ค. 2569 00:15 น.

กองทัพเมียนมาทิ้งระเบิดโจมตีสำนักสงฆ์ ชาวบ้านดับแล้ว 14 ศพ

กองทัพรัฐบาลเมียนมาทิ้งระเบิดโจมตีสำนักสงฆ์ในเมืองตอนกลางของประเทศ ทำให้ประชาชนที่มาปฏิบัติธรรมเนื่องในวันเข้าพรรษา เสียชีวิตแล้ว 14 ศพ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันเสาร์ที่ 22 ส.ค. 2569 อ้างการเปิดเผยของนักรบฝ่ายต่อต้าน 2 คนซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ว่า กองทัพเมียนมาโจมตีทางอากาศเข้าใส่สำนักสงฆ์แห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นจุดที่ประชาชนมารวมตัวกันเพื่อปฏิบัติธรรมเนื่องในเทศกาลเข้าพรรษา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 14 ศพ

นเว อู มย็อง (Nway Oo Myaung) นักรบฝ่ายต่อต้านเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งเข้าช่วยเคลื่อนย้ายศพเปิดเผยว่า เหตุโจมตีดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 09.00 น. วันศุกร์ (21 ส.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น โดยเครื่องบินของกองทัพโจมตีใส่อาคารสำนักสงฆ์ในอำเภอมย็อง (Myaung) ในภาคสะกาย ตอนกลางของประเทศ

“เนื่องจากตรงกับช่วงเข้าพรรษา … ผู้สูงอายุจึงเดินทางมาร่วมปฏิบัติธรรมเป็นเวลาสามเดือน” นายนเว อู มย็อง กล่าว พร้อมเสริมว่า ผู้เสียชีวิตเป็นชาย 11 ราย และหญิง 3 ราย มีอายุระหว่าง 50 ถึง 70 ปี “นี่ไม่ใช่การโจมตีผิดเป้าหมาย แต่เป็นการจงใจโจมตีสำนักสงฆ์”

นักรบฝ่ายต่อต้านในพื้นที่รายที่ 2 ซึ่งขอไม่เปิดเผยนาม ให้สัมภาษณ์เมื่อวันเสาร์ว่า “ผู้เสียชีวิต 5 รายมาจากหมู่บ้านของพวกเรา ส่วนอีก 9 รายมาจากหมู่บ้านอื่น” และอ้างว่า “ขณะที่เรากำลังพยายามช่วยเหลือผู้คน เครื่องบินก็บินกลับมากราดยิงและทิ้งระเบิดซ้ำเป็นครั้งที่สอง”

ทั้งนี้ เมียนมาอยู่ในภาวะสงครามกลางเมืองนับตั้งแต่กองทัพก่อรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือนของนางอองซาน ซูจี เมื่อปี 2564 โดยประเมินกันว่าตลอด 5 ปีที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตทุกฝ่ายรวมกันแล้วมากกว่า 100,000 ศพ ขณะที่กองทัพต้องสู้รบกับกลุ่มต่อต้านเพื่อประชาธิปไตยและกลุ่มกองกำลังชาติพันธุ์ต่างๆ

เมื่อสัปดาห์ก่อน ทีมคณะผู้สอบสวนของสหประชาชาติจากกลไกสืบสวนอิสระสำหรับเมียนมา (IIMM) เผยแพร่รายงานกล่าวหากองทัพเมียนมาว่า “ทำการโจมตีทางอากาศใส่พลเรือนอย่างไม่เลือกหน้าและจงใจ” โดยอาคารสาธารณะ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นวัด/สำนักสงฆ์ และโรงเรียน มักเป็นเป้าหมายที่ถูกโจมตี

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลเมียนมาออกมาตอบโต้รายงานของ IIMM ว่าเป็น “การกล่าวหาฝ่ายเดียว” และอ้างอิงจากข้อมูลที่ไม่สามารถตรวจสอบได้และไม่ถูกต้อง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เฉ่งยับ พ่อทิ้งลูก 7 ขวบ ไว้บนภูเขาไฟฟูจิคนเดียว เพื่อเดินหน้าปีนเขาต่อ

เฉ่งยับ พ่อทิ้งลูก 7 ขวบ ไว้บนภูเขาไฟฟูจิคนเดียว เพื่อเดินหน้าปีนเขาต่อ

22 ส.ค. 2569 23:24 น.

เฉ่งยับ พ่อทิ้งลูก 7 ขวบ ไว้บนภูเขาไฟฟูจิคนเดียว เพื่อเดินหน้าปีนเขาต่อ

ชายชาวญี่ปุ่นถูกตำรวจตำหนิอย่างรุนแรง หลังให้ลูกชาย 7 ขวบ รออยู่บนภูเขาไฟฟูจิคนเดียวนานหลายชั่วโมงท่ามกลางหมอกและฝนตก ในขณะที่เขาเดินหน้าปีนเขาต่อ

สื่อท้องถิ่นของญี่ปุ่นรายงานในวันเสาร์ที่ 22 ส.ค. 2569 ว่า ชายชาวญี่ปุ่นวัย 48 ปี คนหนึ่ง ถูกตำรวจตักเตือนอย่างหนัก หลังจากเขาทิ้งลูกชายวัย 7 ขวบ เอาไว้บนภูเขาไฟฟูจินานหลายชั่วโมง เพื่อที่เขาจะได้เดินหน้าปีนเขาต่อ โดยทิ้งเสบียงไว้ให้เพียง น้ำอัดลมและขนมเท่านั้น

เจ้าหน้าที่ประจำกระท่อมบนเขาพบเด็กชายคนดังกล่าวเมื่อเวลา 07.30 น. วันพฤหัสบดี (20 ส.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น โดยเขานั่งอยู่บนม้านั่งบนภูเขาไฟฟูจิ ใกล้กับสถานีที่ 6 ของเส้นทางปีนเขาไปยังยอดเขา ณ จุดที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลมากกว่า 2,000 เมตร ท่ามกลางสภาพอากาศที่มีหมอกและฝนตก

จากนั้นเจ้าหน้าที่จึงแจ้งตำรวจ ซึ่งติดตามตัวผู้เป็นพ่อได้ที่สถานีที่ 8 ซึ่งคาดว่าต้องใช้เวลาเดินจากจุดที่เด็กอยู่ถึง 3 ชั่วโมง

รายงานข่าวระบุว่า ผู้เป็นพ่อบอกให้ลูกชาย “รออยู่ตรงนี้” หลังจากเด็กบ่นว่าเหนื่อย แล้วตัวเขาก็เดินหน้าปีนเขาต่อพร้อมกับลูกชายคนโต ซึ่งตำรวจได้ว่ากล่าวตักเตือนผู้เป็นพ่ออย่างรุนแรงเมื่อเขาย้อนกลับถึงจุดที่ลูกชายอยู่

“ถึงแม้มันจะหมายความว่าต้องล้มเลิกการปีนเขาด้วยกัน แต่การทิ้งเด็กเอาไว้นั้นเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้” ตำรวจตำหนิผู้เป็นพ่อ ตามรายงานของ Japan Today ในขณะที่ชายวัย 48 ปีกล่าวขอโทษสำหรับตัดสินใจ “หุนหันพลันแล่น” ที่ได้ทำลงไป

ทั้งนี้ ตามรายงานของสื่อญี่ปุ่น ครอบครัวนี้ใช้เส้นทางฟูจิโนมิยะ ซึ่งเริ่มจากสถานีที่ 5 ของภูเขา อันเป็นจุดที่ขนส่งสาธารณะสามารถเข้าถึงได้ จากจุดนั้น ไกด์นำเที่ยวปีนเขาระบุว่าต้องใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมงในการเดินถึงยอดเขา และอีกประมาณ 3 ชั่วโมงในการเดินลงมา

อนึ่ง ภูเขาไฟฟูจิซึ่งมีความสูง 3,776 เมตร (12,389 ฟุต) จากระดับน้ำทะเล เป็นภูเขาไฟที่ยังไม่ดับ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของกรุงโตเกียว และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี 2556 ภูเขาไฟฟูจิยังเป็น 1 ใน 3 “ภูเขาศักดิ์สิทธิ์” ของญี่ปุ่น ร่วมกับภูเขาตาเตะ (Mount Tate) และภูเขาฮะกุ (Mount Haku) ด้วย

ในแต่ละปีมีผู้คนเดินทางมาปีนเขาแห่งนี้ประมาณ 200,000 คน แต่มีการจำกัดจำนวนคนต่อวันในบางเส้นทางเพื่อป้องกันความแออัด แต่ถึงอย่างนั้น อุบัติเหตุจากการปีนเขายังเกิดขึ้นหลายครั้งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

เมื่อเดือนกรกฎาคม หญิงวัย 99 ปี ต้องได้รับช่วยเหลือขณะพยายามปีนเส้นทางนี้ หลังจากเธอพลัดตกและได้รับบาดเจ็บที่สะโพกและหลัง

เมื่อปีก่อน นักศึกษามหาวิทยาลัยวัย 27 ปี ที่เข้าไปปีนเขานอกฤดูกาลอย่างเป็นทางการ ต้องได้รับช่วยเหลือถึงสองครั้งภายในเวลา 4 วัน หลังจากเขาพยายามย้อนกลับไปตามหามือถือที่ทำหาย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

นายกฯ แคนาดาลั่น จะตอบโต้สหรัฐฯ อย่างเท่าเทียม หลังโดนตั้งกำแพงภาษี 50%

นายกฯ แคนาดาลั่น จะตอบโต้สหรัฐฯ อย่างเท่าเทียม หลังโดนตั้งกำแพงภาษี 50%

22 ส.ค. 2569 22:05 น.

นายกฯ แคนาดาลั่น จะตอบโต้สหรัฐฯ อย่างเท่าเทียม หลังโดนตั้งกำแพงภาษี 50%

นายกฯ แคนาดายืนยันว่าจะตอบโต้สหรัฐฯ แบบ “ดอลลาร์ต่อดอลลาร์” หลังการเจรจาการค้าล้มเหลว ทำให้สหรัฐฯ เริ่มตั้งกำแพงภาษี 50% ต่อสินค้านำเข้าจากแคนาดาหลายรายการ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า การเจรจาข้อตกลงทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และแคนาดาประสบความล้มเหลวในนาทีสุดท้าย ส่งผลให้สหรัฐฯ เริ่มบังคับใช้มาตรการเก็บภาษีสินค้าบางประเภทที่นำเข้าจากแคนาดาในอัตราสูงถึง 50% อย่างเป็นทางการแล้ว ขณะที่นายกรัฐมนตรีแคนาดาประกาศจะตอบโต้

ในวันเสาร์ที่ 22 ส.ค. 2569 นาย มาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา ประกาศระงับการเจรจาพร้อมสั่งทีมงานเดินทางกลับกรุงออตตาวา และยืนยันว่าจะเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ เพื่อตอบโต้ ในมูลค่าที่เท่ากันแบบ “ภาษีต่อภาษี ดอลลาร์ต่อดอลลาร์” โดยระบุว่าข้อเสนอในนาทีสุดท้ายของสหรัฐฯ ไม่เป็นธรรม และทำให้เกิดข้อสงสัยเรื่องความน่าเชื่อถือของข้อตก

ด้านนาย เจมีสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ระบุว่า แคนาดาเป็นฝ่ายปฏิเสธที่จะลงนามในข้อตกลง ทั้งที่สหรัฐฯ ยื่นข้อเสนอที่ดีที่สุด และอ้างว่าแคนาดาเริ่มเรียกร้องเงื่อนไขใหม่พร้อมกับถอนตัวจากข้อตกลงเดิมที่เคยตกลงกันไว้

มีรายงานว่า คณะผู้เจรจาได้หารือเกี่ยวกับข้อตกลงที่จะลดภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ สำหรับเหล็กและอะลูมิเนียมจากแคนาดาลงจาก 50% เหลือ 25% และลดภาษีรถยนต์จากแคนาดาลงจาก 25% เหลือ 15% เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน นายคาร์นีย์ได้ขอให้รัฐต่างๆ ของแคนาดานำเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากสหรัฐฯ กลับมาวางจำหน่ายบนชั้นวางสินค้าอีกครั้ง

ส่วนสหรัฐฯ ต้องการให้แคนาดายกเลิกภาษีตอบโต้เดิม ปรับโควตานมเพื่อเปิดทางให้เนยแข็งจากสหรัฐฯ เข้าสู่ตลาดแคนาดามากขึ้น และยกเลิกการแบนการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของสหรัฐฯ ในรัฐต่างๆ ของแคนาดา

ทั้งนี้ สหรัฐฯ บังคับใช้ภาษีศุลกากรอัตรา 50% กับสินค้าต่างๆ ของแคนาดา รวมถึง ไวน์, ผลิตภัณฑ์นม, ซีเมนต์, เสื้อผ้า และอุปกรณ์ฮอกกี้ ซึ่งคิดเป็นมูลค่าราว 5% ของยอดการส่งออกทั้งหมดของแคนาดา โดยไม่รวมกับอัตราภาษีแยกต่างหากที่สหรัฐฯ เรียกเก็บจาก เหล็ก, อะลูมิเนียม, รถยนต์ และไม้แปรรูป ที่นำเข้าจากแคนาดาอยู่แล้ว

นักเศรษฐศาสตร์ประเมินว่า มาตรการภาษีนี้อาจส่งผลให้แคนาดาสูญเสียตำแหน่งงานสูงถึง 90,000 ตำแหน่ง และอาจฉุด GDP ของประเทศให้ลดลง 0.3% ถึง 0.6%

ขณะที่สภาการค้าแคนาดาออกมาเตือนว่า กำแพงภาษีล่าสุดของสหรัฐฯ ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความสามารถในการแข่งขันของอเมริกาเหนือ

ชาวแคนาดาจำนวนมากและผู้นำระดับรัฐบาลท้องถิ่น เช่น รัฐออนแทริโอ และบริติชโคลัมเบีย ต่างออกมาสนับสนุนมาตรการตอบโต้ของนายกรัฐมนตรี โดยเน้นย้ำว่า “ไม่ควรมองความสุภาพของเราผิดเป็นความอ่อนแอ”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc