คุณแหน: 22 สิงหาคม 2569

21 สิงหาคม 2569 เวลา 16:16 น.

II ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ขอเชิญร่วมถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยเข้าร่วมชมการแสดงดนตรีไทย ชุด ธ ดุจแสงสว่างฟ้า สถิตทั่วไผทไทย วันที่ 5 กันยายน 2569 เวลา 13.30-15.30 น. ณ หอประชุมศรีบูรพา (หอประชุมเล็ก) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ชมฟรี แต่ขอให้ลงทะเบียนเข้าชมได้ที่ Facebook ธ ดุจแสงสว่างฟ้า สถิตทั่วไผยไทย

II ดร.การดี เลียวไพโรจน์รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งคำถามตรงประเด็นแบบชกหมัดตรงเข้าเป้าในเรื่องความไม่ชอบมาพากลของโครงการ TH-AI Passport จนทำให้หลายคนสงสัยว่าทำไมชกได้ตรงประเด็นแบบเด็ดขาดมาก ตอบได้สั้นๆ ว่าเพราะจบปริญญาเอก ด้านวิศวกรรมศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน แมดิสัน สหรัฐฯ และยังเคยเป็นกรรมการผู้จัดการที่ C ASEAN มาก่อน

II พระราชทานเพลิงศพ นายกองเอก กมล อุชุปาละนันท์ อดีตรองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี และอดีตประธาน กกต. จังหวัดอุดรธานี เพื่อนร่วมรุ่นนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ 2501 รุ่นเดียวกับ ชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี ณ วัดมกุฏกษัตริยาราม กรุงเทพฯ เวลา 12.30 น. วันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม 2569 และเมื่อคืนวันพุธที่ 19 สิงหาคม อดีตนายกรัฐมนตรี ชวน ไปฟังสวดพระอภิธรรมศพของเพื่อนรายนี้ สิ่งที่อดีตนายกฯ ทำให้เพื่อนคือวาดรูปลายเส้นรูปเพื่อนผู้ล่วงลับ

II กองโบราณคดี กรมศิลปากร ขอเชิญเข้านมัสการและชมความงามของพระอุโบสถ วัดบวรสถานสุทธาวาส หรือโบสถ์วัดพระแก้ววังหน้า ตั้งแต่บัดนี้ถึง 20 กันยายน 2569 ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น. เข้าชมฟรี ไม่เว้นวันหยุดราชการ แต่หากจะไปในช่วงที่มีผู้บรรยายนำชม ต้องไปรอบเวลา 13.00 และ 15.00 น. เท่านั้น

II ศูนย์การเรียนรู้ ธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดให้เข้าชมวังบางขุนพรหม ประจำปี 2569 แล้ว โดยรับ 60 คนต่อรอบเปิดเฉพาะวันเสาร์และอาทิตย์ วันละ 2 รอบ คือเวลา 10.30 และ 14.30 น. จองคิวได้ที่ https://services.botlc.or.th/PhysicalDistancing/Register/BangKhunphromPalace

กมลอุชุปาละนันท์กรมศิลปากรกองโบราณคดีการดีเลียวไพโรจน์ชวนหลีกภัยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์วังบางขุนพรหมวัดบวรสถานสุทธาวาสวัดพระแก้ววังหน้าศุภสวัสดิ์ชัชวาลเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา

นายกฯ เตรียมลงพื้นที่ จ.น่าน หลังกลับเยือนต่างประเทศ บ่ายไปอุบลฯ เยี่ยมทหารบาดเจ็บจากทุ่นระเบิด

21 สิงหาคม 2569 เวลา 15:11 น.

นายกฯ เตรียมลงพื้นที่ จ.น่าน หลังกลับจากเยือนออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ บ่ายไปอุบลฯ เยี่ยมทหารบาดเจ็บจากทุ่นระเบิด

เมื่อวันที่ 21 ส.ค.2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย อยู่ระหว่างปฏิบัติภารกิจ เยือนออสเตรเลียและนิวซีแลนด์อย่างเป็นทางการ ซึ่งช่วยต่อยอดความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน และยกระดับความสัมพันธ์กับทั้งสองประเทศ ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรียังคงติดตามสถานการณ์อุทกภัยในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจังหวัดน่าน พร้อมกำชับหน่วยงานเร่งช่วยเหลือประชาชน และเตรียมลงพื้นที่ทันทีหลังเดินทางกลับถึงประเทศไทย

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีมีกำหนดเดินทางกลับถึงประเทศไทยในช่วงค่ำวันเสาร์ และเช้าวันอาทิตย์จะเดินทางไปจังหวัดน่านทันที เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำท่วมและการช่วยเหลือประชาชนด้วยตนเอง รวมทั้งรับฟังปัญหาและความต้องการในพื้นที่ เพื่อให้การช่วยเหลือหลังน้ำลดและการฟื้นฟูสามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว

จากนั้นในช่วงบ่าย นายกรัฐมนตรีจะเดินทางต่อไปยังจังหวัดอุบลราชธานี เพื่อเยี่ยมและให้กำลังใจ กำลังพลหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรม ซึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการเหยียบทุ่นระเบิดขณะปฏิบัติหน้าที่บริเวณช่องอานม้า อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี เมื่อวันที่ 17 ส.ค. ที่ผ่านมา ด้วย

ทุ่นระเบิดน่านนายกฯน้ำท่วมอนุทินแนวหน้าออนไลน์

วิปรัฐ เคาะ 26 ส.ค. ถก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ให้เวลาฝ่ายค้าน 8 ชั่วโมง ซักถาม-ตรวจสอบรัฐบาลเต็มที่

21 สิงหาคม 2569 เวลา 15:06 น.

21 สิงหาคม 2569 ที่รัฐสภา นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) แถลงว่า ในวันที่ 26 ส.ค.นี้ ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร จะพิจารณาพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงิน 4 แสนล้านบาท ทั้งนี้ได้ประสานกับวิปฝ่ายค้านถึงการจัดสรรเวลาแล้ว โดยจะให้เวลาฝ่ายค้านอภิปราย 8 ชั่วโมง เพื่อให้มีเวลาตรวจสอบ ซักถามฝ่ายบริหารได้เต็มที่ ขณะที่การอภิปรายของ สส.ฝ่ายรัฐบาล รวมถึงการชี้แจงของรัฐมนตรี มีเวลารวม 3 ชั่วโมง ทั้งนี้ จะใช้เวลาพิจารณาตั้งแต่เวลา 09.00 น.และคาดว่าจะลงมติในช่วงเวลา 21.00 น.

นายกรวีร์ กล่าวต่อว่า สำหรับวิปรัฐบาลจะหารือถึงการพิจารณา พ.ร.ก.ในวันที่ 24 ส.ค.นี้ โดยจะพิจารณารายละเอียด เหตุผลความจำเป็นของรัฐบาลต่อการกู้เงิน รวมถึงแผนที่รัฐบาลจะใช้เงินกู้ 2 แสนล้านบาท เพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงาน ก่อนจะที่พิจารณาถึงการลงมติ เบื้องต้นเชื่อว่าพรรคร่วมรัฐบาลจะเห็นพ้องไปในทิศทางเดียวกันไม่แตกแถว

กรวีร์ปริศนานันทกุล,วิปรัฐบาล,ฝ่ายค้าน,พรกกู้เงิน,กู้เงิน4แสนล้าน,

วันนอร์ ยกอดีต สส.รันทด โดนไล่จากห้องเช่า ป่วยไม่มีเงินรักษา วอนเติมเงินกองทุนบำนาญฯ

21 สิงหาคม 2569 เวลา 14:55 น.

“วันนอร์”ขอ”กมธ.งบฯ ปี 70″ เติม 600 ล้าน ให้”กองทุนบำนาญ สส.-สว.” อ้างเคส”อดีต สส.”ถูกไล่จากห้องเช่า-ไม่มีเงินจ่ายโรงพยาบาล บอกหลังเดือน มิ.ย. ไม่มีเงินจ่ายแล้ว ต้องรอตกเบิกงบปี 70 ด้าน”ชาดา”ร่วมหนุน ชี้ผู้แทนฯ ไม่รวยทุกคน

21 สิงหาคม 2569 ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 สภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองประธาน กมธ.คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณารายงานแปรญัตติเพิ่มและการเปลี่ยนแปลงงบประมาณ

โดยช่วงหนึ่ง นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา กมธ.อภิปรายตอนหนึ่งถึงกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ที่ทราบว่ามีการปรับลดและตัดออกทั้งหมด ทั้งที่เป็นกองทุนที่ตั้งขึ้นตามกฎหมาย อย่างไรก็ดีที่ผ่านมาตนได้รับโทรศัพท์จากอดีต สส.ซึ่งปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว เพื่อขอเงินจ่ายค่ารักษาพยาบาล ประมาณ 5,000 บาท เพราะจะได้ออกจากโรงพยาบาลแล้วแต่ไม่มีเงินจ่าย ทั้งนี้ ตนบอกว่าจะโอนผ่านบัญชี แต่อดีต สส.บอกว่าโอนเข้าบัญชีส่วนตัวไม่ได้ เพราะเจ้าหนี้ริบไปทั้งหมด หรือมีบางกรณีที่พบว่าอดีต สส.ถูกไล่ออกจากห้องเช่า เพราะไม่มีเงินจ่ายค่าเช่า แม้จะมีลูกอยู่ แต่ด้วยคำว่าศักดิ์ศรีจึงไม่พึ่งพาลูก

“อดีต สส.ไม่ได้รวยทุกคน ที่ผมเห็นข้อมูล อดีต สส.มาขอเงิน 1,800 คน ที่ไม่มาขอ 458 คน แต่ละปีต้องใช้งบ 600 – 700 ล้านบาท ที่ผ่านมาขอไป 200 ล้านบาท ไม่พอ หลังจากเดือนมิถุนายน 2569 ไม่ให้แล้ว ต้องรอตกเบิก รองบใหม่ ทั้งนี้ปีที่แล้ว ขาดเงิน 300 ล้านบาท ยังดีที่ประธานสภา ขอ ครม. ของบกลางในวันสุดท้ายก่อนปิดปีงบประมาณ ส่วนปีนี้ยังขาดอีก ถ้าไม่ให้ถือว่าไม่เป็นธรรม” นายวันมูหะมัดนอร์ อภิปราย

นายวันมูหะมัดนอร์ อภิปรายต่อว่า ตนอยากให้เป็นเกียรติเป็นศักดิ์สรี อย่าคิดว่าเป็น อดีต สส.แล้วไม่มีหน้าที่ ทำไมต้องให้ แต่ชาวบ้านไม่คิดแบบนั้น แม้เป็นอดีต สส. ชาวบ้านยังมาหา และมีภาระมากกว่า สส.เพราะอดีต สส.อยู่กับชาวบ้านทุกวัน ส่วน สส.อ้างได้ว่ามาประชุมสภา มาประชุมกรรมาธิการ ดังนั้น ขอให้เห็นความจำเป็นต่อเกียรติและศักดิ์ศรี ที่ผ่านมาพบว่าหลายประเทศ เช่น กัมพูชา ลาว ยังมีสวัสดิการให้อดีต สส. ดังนั้น หากสภาตัดเงินกองทุนออกหมด เชื่อว่าจะเป็นปัญหาต่อการบริหารกองทุน ที่มีประธานสภาฯ เป็นประธานกองทุน

ขณะที่ นายภราดร กล่าวว่า เป็นอย่างที่นายวันมูหะมัดนอร์อภิปราย ถือเป็นข้อสังเกต ที่จะหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการแบบไหน ทั้งนี้ สส.และอดีต สส.คิดไม่ต่างกัน มีเพียงคนเดียวที่ต้องการ แต่ตนทราบว่าเขาก็รับเบี้ย ตอนเป็นอดีต สส.รับมาทุกปี ส่วนผู้ช่วย สส.ตั้งเต็มจำนวน แต่ที่เขาพูดเพื่อตั้งใจเอากระแสสังคมให้สังคมต่อว่านักการเมือง แต่สุดท้ายตัวเองก็รับ

ส่วน นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย ฐานะ กมธ.อภิปรายว่า สภาพของ สส.แต่ละคนไม่เหมือนกัน ซึ่งตนเจ็บปวดที่เห็น สส.ในอดีต ไม่มีที่ สส.จะรวย เพราะทำมากินอะไรไม่ได้ ห้ามมีหุ้น ซึ่งตนเคยพูดเล่นๆ ว่า เขาสอนให้คอร์รัปชันอย่างเดียว เพราะทำตามกฎหมายไม่ได้ มีคนบอกว่าถ้าแบบนั้นไม่ต้องมาเป็น สส.ตนมองว่าพูดง่ายไป หาก สส.มีเงิน จะถูกมองว่ามาหากิน ดังนั้นแนวคิดของสังคมควรให้โอกาสคนที่ยากไร้ เพราะครั้งหนึ่งเป็นคนที่เคยทำงาน ขอให้เห็นใจ เพื่อน สส.ที่ยากจน ไม่ร่ำรวย

วันนอร์,วันมูหะมัดนอร์มะทา,อดีตสส,กองทุนบำนาญ,

ปกครอง ร่อนเอกสารแจง ยันสอบนายอำเภอ 66 ทำตามขั้นตอน ชี้ผู้บริหารมท.ชุดปัจจุบันไม่เกี่ยว

21 สิงหาคม 2569 เวลา 14:54 น.

ปกครอง ร่อนเอกสารแจง ยันสอบนายอำเภอ 66 ทำตามขั้นตอน ชี้ผู้บริหารมท.ชุดปัจจุบันไม่เกี่ยว


วันที่ 21 สิงหาคม 2569 กรมการปกครอง ออกเอกสารชี้แจงกรณีสอบนายอำเภอ ปี พ.ศ.2566 ว่า

ตามที่ปรากฏข่าวสารกรณีคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร รับเรื่องร้องเรียน กรณีข้อพิรุธการสอบนายอำเภอ ปี พ.ศ.2566 และข้อสงสัยกระดาษคำตอบ พิมพ์ปี พ.ศ.ผิดนั้น

กรมการปกครองขอเรียนว่า การดำเนินการจัดสอบคัดเลือกข้าราชการในสังกัดกรมการปกครอง เพื่อเข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรนายอำเภอ ปีพ.ศ.2566 ได้เริ่มกระบวนการในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2566 และดำเนินการเสร็จสิ้นในเดือนเมษายน พ.ศ.2566 โดยกระบวนการสอบคัดเลือกดังกล่าวเป็นไปตามขั้นตอน หลักเกณฑ์ และวิธีการที่กฎหมายกำหนดไว้ ซึ่งปัจจุบันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวได้ดำเนินการตรวจสอบ และแจ้งผลให้ผู้ร้องเรียนทราบแล้ว

​ทั้งนี้ กรมการปกครอง ขอเรียนยืนยันว่าการจัดสอบคัดเลือกดังกล่าวไม่อยู่ในห้วงเวลาการทำงานของผู้บริหารระดับสูงกระทรวงมหาดไทยชุดปัจจุบัน​แต่อย่างใด​ อย่างไรก็ตาม หากผู้ร้องเรียนเห็นว่า ตนไม่ได้รับความเป็นธรรมจากกรณีดังกล่าว สามารถใช้สิทธิตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดได้ต่อไป

กรมการปกครองนายอำเภอมหาดไทย

กมธ.งบฯ ปี 70 ไฟเขียว แปรงบฯ หมื่นล้าน ให้ 9 หน่วยงาน ปัดตกข้อเสนอ ปชน. เติมเงินให้ กยศ.

21 สิงหาคม 2569 เวลา 14:19 น.

21 สิงหาคม 2569 ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 สภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองประธาน กมธ.ฯ คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณารายงานแปรญัตติเพิ่มและการเปลี่ยนแปลงงบประมาณ ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติ เมื่อ 18 สิงหาคม วงเงินรวม 38,572 ล้านบาท แบ่งเป็น 2 เรื่องคือ 1.เห็นชอบการเสนอขอเพิ่มและเปลี่ยนแปลงงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 จาก 65 หน่วยรับงบประมาณ วงเงิน 37,584 ล้านบาท แบ่งเป็น รายจ่ายที่ต้องดำเนินการตามข้อผูกผัน ที่เกิดจากกฎหมาย สัญญา ข้อตกลงระหว่างประเทศ และค่าใช้จ่ายเพื่อชำระหนี้ จำนวน 11,706 ล้านบาท รายจ่ายที่มีความจำเป็นเร่งด่วนตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และเพิ่มเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งมีประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน จำนวน 2,631 ล้านบาท และ รายจ่ายเพื่อพัฒนาหรือแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ วิจัย สร้างนวัตกรรม ป้องกันหรือบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน จำนวน 23,246 ล้านบาท

และ 2.รับทราบการเสนอความเห็นประกอบการพิจารณาคำขอแปรญัตติงบปี2570 ของหน่วยงานรัฐสภา หน่วยงานศาล หน่วยานขององค์กรอิสระและองค์กรอัยการ รวม 10 หน่วยรับงบประมาณ จำนวน 988 ล้านบ้าน แบ่งเป็น รายจ่ายที่ต้องทำตามข้อผูกผัน 57 ล้านบาท รายจ่ายเพื่อพัฒนา แก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคม เพื่อพัฒนาวิจัย สร้างนวัตกรรม ป้องกัน บรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน จำนวน 930 ล้านบาท

ต่อจากนั้นเป็นการเสนอญัตติของ กมธ.โดยพบว่า นางนันทนา สงฆ์ประชา สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะ กมธ.เสนอญัตติวงเงินที่ถูกปรับลด 11,162 ล้านบาท โดยขอแปรเพิ่มทั้งหมด ให้กับ 9 หน่วยงาน อาทิ งบกลาง เพื่อสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉิน จำนวน 6,044 ล้านบาท กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จำนวน 148 ล้านบาท สำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา เป็นค่าวัสดุการศึกษา จำนวน 96 ล้านบาท สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม จำนวน 4.2 ล้านบาท เป็นต้น

ด้าน น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะ กมธ.เสนอญัตติให้แปรเพิ่มส่วนของกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (ววน.) จำนวน 6,000 ล้านบาท และกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) จำนวน 5,162 ล้านบาท พร้อมอภิปรายว่า เนื่องจากพบว่าปัจจุบันมีผู้กู้ทั้งรายเก่าและรายใหม่ รวม 7.06แสนคน ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ 2570 ได้รับงบรวม 9,000 ล้านบาท เชื่อว่าไม่พอที่จะจัดสรรให้ผู้กู้รายเดิม และอาจมีนิสิต นักศึกษาที่ไม่ได้เรียนต่อ หลุดจากระบบ หลายหมื่นราย แม้หน่วยงานจะเร่งรัดให้ชำระหนี้เพิ่ม โดยปี 2568 ตั้งเป้าได้รับชำระหนี้ 2.7 หมื่นล้านบาท และปี2570 ตั้งเป้าทำให้ได้ 20% คิดเป็นเงิน 3.3 หมื่นล้านบาท หากทำไม่สำเร็จ จะทำให้นิสิต นักศึกษาเสียโอกาสรับเงินกู้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การอภิปรายของ กมธ.ส่วนใหญ่ สนับสนุนคำแปรญัตติของ นางนันทนา พร้อมกับเห็นด้วยกับการแปรญัตติเพิ่มให้กับกองทุน กยศ. ทั้งนี้ ในการอภิปรายของ นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะ กมธ. อภิปราย ว่า กองทุน กยศ.ได้รับการเพิ่มงบในปี 2570 รวมเป็นจำนวนเกือบ 9,000 ล้านบาท ทั้งนี้ สิ่งที่ต้องพิจารณา คือปัญหาของ กยศ.ปัจจุบัน พบว่ามียอดเงินต้นครบชำระ กว่า 2.2 แสนล้านบาท และมียอดค้างชำระสะสม 1.1 แสนล้านบาท หากเพิ่มประสิทธิภาพการชำระหนี้ได้ จะทำให้กองทุนมีเงินมาเติม 2.2 แสนล้านบาท ไม่จำเป็นต้องเพิ่มงบประมาณให้

“ปัญหาของ กยศ.ไม่ใช่ไม่มีเงิน เพราะมีทรัพยากรเพียงพอ แต่อยู่ที่การบริหารจัดการกองทุน ดังนั้น หากเพิ่มประสิทธิภาพ หรืออุดรูรั่วได้ เชื่อว่าปัญหาจะลดลง ลดการอุดหนุนจากเงินงบประมาณ และลดภาระให้กับรัฐบาลได้” นายกรวีร์ อภิปราย

ขณะที่ นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะ กมธ.อภิปรายท้วงติงที่จะนำเงินไปลงที่งบกลาง เนื่องจากงบกลางมีอยู่แล้วเกือบแสนล้าน ขณะที่งบของ ววน.ที่นางนันทนา เสนอ ที่ให้แปรเพิ่ม 4,000 ล้านบาท กมธ.เห็นว่าดีกันหมด แต่ทำไมไม่ให้เพิ่มเป็น 6,000 ล้านบาท ส่วนที่เหลือซึ่งเป็นงบตกรอบที่จะแปรญัตติให้หน่วยงานต่างๆ หลายคนกลัวเรื่องมาตรา 144 ว่าใครจะได้ประโยชน์หากจะไปแปรญัตติให้ ดังนั้น ขอให้คิดให้ดี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่ที่ประชุมอภิปรายแล้ว ได้ลงมติ พบว่า มติที่ประชุม 37 เสียง เห็นด้วยกับญัตติของนางนันทนา ส่วนญัตติของ น.ส.ศิริกัญญา มีผู้เห็นด้วยเพียง 15 คน งดออกเสียง 1

กมธงบฯปี70,งบประมาณรายจ่ายประจำปี,ศิริกัญญาตันสกุล,พรรคประชาชน,กยศ,

โฆษก ปชป. ดันพ.ร.บ.ป้องกันนักโทษออกมาทำผิดซ้ำ ตัดอำนาจนักการเมืองออกพ.ร.ฎ ช่วยคนใกล้ชิด

21 สิงหาคม 2569 เวลา 14:01 น.

โฆษก ปชป. ดันพ.ร.บ.ป้องกันนักโทษออกมาทำผิดซ้ำ การอภัยโทษต้องไม่รวมพ่อค้ายารายใหญ่-คดีอุกฉกรรจ์ ตัดอำนาจนักการเมืองออกพ.ร.ฎ ช่วยคนใกล้ชิด จี้สอบเส้นทางเงินโยงเครือข่ายช่วยเหลือ ให้คะแนนความประพฤติหวังเป็นนักโทษชั้นเยี่ยมสะสมโบนัสวันสู่อิสระภาพ ชี้พิรุธ เล่าต๋า พ้นคุก รับโทษแค่ 9 ปี ชี้หากนับตามเกณฑ์ทำตัวดี-อภัยโทษแล้วยังต้องรับโทษต่อ 45 ปี

เมื่อวันที่ 21 ส.ค.2569 ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการผลักดันร่าง พ.ร.บ.ป้องกันการกระทำความผิดซ้ำในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง (พ.ร.บ.ป้องกันอาชญากรรมต่อเนื่อง) ว่า ปัจจุบันพรรคประชาธิปัตย์ได้พูดถึงพ.ร.บ.ป้องกันอาชญากรรมต่อเนื่อง เน้นกรณีคนที่ทำผิดซ้ำ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอีกหลายๆ คดี โดยมองว่าการลดโทษให้ผู้กระทำผิดยังมีช่องว่างในส่วนของคนที่กระทำความผิดครั้งแรก ซึ่งยังไม่มีการควบคุมโดยพ.ร.บ.ที่จะนำเสนอนี้

แต่จากปัญหาของนายเล่าต๋า แสนลี่ ทำให้เราได้เห็นภาพกว้างของผู้ทำผิดครั้งแรก ซึ่งนายเล่าต๋าเป็นราชายาเสพติดที่มีอิทธิพล มีเครือข่ายกว้าง โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินการอย่างเต็มที่ นำไปสู่กระบวนการยุติธรรมที่พิพากษาโดยศาลให้จำคุกตลอดชีวิต แต่สุดท้ายติดคุกเพียง 8-9 ปีก็ได้ออกมา

คำถามคือวันนี้คนที่พิพากษาคือศาลหรือกระทรวงยุติธรรม หรือนักการเมือง เพราะนายเล่าต๋าได้รับการอภัยโทษทั้งหมด 6 ครั้งในระยะเวลาประมาณ 7 ปีจากจำคุกตลอดชีวิตหรือเปรียบเทียบประมาณ 50 ปี แต่จำคุกจริงประมาณ 9 ปี ซึ่งต่างกันมาก คำถามคือการที่นายเล่าต๋าได้รับการปล่อยตัวเร็วขนาดนี้ เพราะอะไร

อย่างแรกคือกระบวนการเลื่อนชั้นนักโทษ โดยในเรือนจำจะมีนักโทษทั้งหมด 6 ชั้น คือชั้นเยี่ยม ชั้นดีมาก ชั้นดี ชั้นกลาง ชั้นต้องปรับปรุง และชั้นต้องปรับปรุงมาก หากเป็นนักโทษชั้นเยี่ยมอย่างกรณีของนายเล่าต๋านั้น 1 เดือน จะมีการสะสมวันโบนัสลำวันจำคุกได้ 5 วัน ลดหลั่นกันตามชั้นของนักโทษ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ นักโทษในเรือนจำอย่างประพฤติดีอยากพัฒนาตัวเองและอยากได้รับการลดวันจำคุก

2. กระบวนการอภัยโทษ ที่บอกว่ากระบวนการของกรมราชทัณฑ์ที่ทำตามระเบียบ แต่จริงๆ แล้วยังมีกระบวนการออกพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษโดยนักการเมือง คือรมว.ยุติธรรม ที่สามารถแก้ไขรายชื่อได้ ออกบัญชีแนบท้าย สามารถกำหนดหลักเกณฑ์ได้และนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อออกเป็นพระราชกฤษฎีกาต่อไป กรณีนี้เป็นปัญหาทั่วโลก แต่สหรัฐเมริกา และแคนดามองว่าเป็นปัญหาจึงแก้ไขกฎหมาย TRUS Intensensing หรือ TIS กำหนดเพดานขั้นต่ำให้นักโทษต้องรับโทษ 85% ของบทลงโทษ

ดังนั้นประเทศไทยต้องถอยกลับมามองว่าจะทำอย่างไรให้คดีอุกชกรรจ์ร้ายแรง คดียาเสพติดโดยเฉพาะรายใหญ่ต้องรับโทษจริง ไม่ควรอ้างความชราภาพทำให้ไม่ต้องรับโทษ ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมให้คนแก่ออกไปค้ายาเสพติด เพราะเหตุผลลดโทษให้คนแก่ไม่ต้งอติดคุก เพราะมองถึงศักยภาพในการก่อคดีที่ต้องใช้พละกำลัง ซึ่งคดียาเสพติดไม่ได้ใช้พละกำลังเลย แต่ใช้อิทธิพล ใช้เครือข่าย ใช้อำนาจมืด ดังนั้นความชราภาพไม่ได้ป้องกันไม่ให้คนแก่ก่ออาชญากรรมยาเสพติดซ้ำได้

นายพงศกร กล่าวต่อว่า พรรคประชาธิปัตย์มองเห็นปัญหานี้และไม่อยากให้สังคมเกิดค่านิยมส่งเสริมให้คนแก่ไปค้ายาเพราะติดคุกไม่นานก็ออกมาใช้เงินที่ซุกซ่อนไว้อย่างสุขสบาย จึงขอเสนอใหมีการออกพ.ร.บ.บังคับโทษตามจริงตามคำพิพากษาเหมือนอเมริกาฯ หรือแคนาดา หรือจะแก้ไขกฎกระทรวง เรื่องของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับราชทัณฑ์ซึ่งเราจะดำเนินการต่อแน่นอน เราต้องการลดภาพรวมถึงข้อเท็จจริงที่บอกว่า ตำรวจเสี่ยงตายจับ ศาลลงดาบพิพากษา แต่สุดท้ายนักการเมืองไขประตูปล่อย เราต้องไม่ให้สิ่งนี้เกิดขึ้นในประเทศไทย ต้องให้ประเทศไทยมีแต่ความยุติธรรมไม่ใช่ให้นักการเมืองปล่อยทุกคนที่เป็นพวกของเขา

เมื่อถามว่ารัฐบาลควรจะผลักดันเรื่องนี้อย่างไรบ้าง เนื่องจากทางกรมราชทัณฑ์ก็ออกมายอมรับว่ามีช่องว่าง ตรงนี้จริงๆ นายพงศกร กล่าวว่า อย่างแรกไม่ควรออกพระราชกฤษฎีกาลดโทษให้ผู้ค้ายาเสพติดรายใหญ่ เพราะทุกวันนี้จะเห็นว่าผู้เสพหรือผู้ค้ารายเล็กจะติดคุกนานกว่ารายใหญ่หลายราย ไม่ใช่แค่นายเล่าต๋า สองคือต้องทบทวนกระบวนการเลื่อนชั้นนักโทษ ซึ่งต้องยอมรับว่าผู้มีอิทธิพล หรือผู้ค้ายารายใหญ่มีเงินมาก ดังนั้นต้องตรวจสอบเส้นทางทางการเงินว่า ทำไมคนเหล่านี้ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักโทษชั้นเยี่ยมหมดเลย ดังนั้นกรมราชฑัณฑ์ใช้หลักเกณฑ์อะไรพิจารณา และรู้จริงขนาดไหนเพราะคนที่ประเมิมนคือเจ้าหน้าที่ด้านในคุกซึ่งไม่มีใครเห็นสิ่งที่อยู่ด้านใน ดังนั้นต้องดูดีๆ พิจารณาจากอะไร เที่ยงธรรมหรือไม่

“กรณีของนายเล่าต๋าหากสมมุติว่าเขาเป็นนักโทษชั้นเยี่ยมสะสมจำนวนวันลดการติดคุกได้ทั้งหมด 10 ปี สมมุตินับตั้งแต่วันแรก ก็สะสมได้เฉลี่ย แค่ 400 กว่าวัน หรือสามารถออกจากคุกได้เร็วกว่าประมาณปีกว่าๆ แต่วันนี้เขาติดคุกแค่ 9 ปีจากการจำคุกตลอดชีวิต ที่เปรียบเทียบว่าน่าจะอยู่ที่ประมาณ 50 ปีดังนั้นเขาจึงควรติดคุก 49 ปีแต่ปัญหาหลักคือการขออภัยโทษที่เสนอโดยนักการเมือง” นายพงศกร กล่าว

เมื่อถามต่อว่ารมว.ยุติธรรม ระบุว่าเกณฑ์ที่ใช้ในการปรับโทษ หรือ ลดโทษให้กับ นายเล่าต๋า มีการบังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2563 นายพงศกร กล่าวว่า นายเล่าตามีการขออภัยโทษตั้งแต่ปี 2562 ดังนั้นอย่าให้มีบัญชีแนบท้ายที่เสนอให้คนที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดได้รับการอภัยโทษ ดังนั้นวันนี้เราไม่อยากพึ่งพาความคิดหรือดุลยพินิจของนักการเมือง เพราะสมมุติว่าเปลี่ยนกระทรวงแล้วปรับครม.ก็ต้องเริ่มต้นใหม่ จึงควรใช้กระบวนการทางกฎหมาย หรืออิงตามกฎหมายของสหรัฐฯ กรณีคดีอุกฉกรรจ์ร้ายแรง คดีค้ายาเสพติดที่เป็นรายใหญ่ แม้จะทำตัวดี หรือขออภัยโทษ แต่สุดท้ายห้ามรับโทษต่ำกว่า 85% ของบทลงโทษ

ดังนั้นถ้าอิงตามคำตัดสินของนายเล่าต๋าติดคุกตลอดชีวิตหรือราวๆ 50 ปีก็จะเท่ากับว่าต้องติดคุกจริงประมาณ 45 ปี ก็จะลดเรื่องอิทธิพลที่จะใช้กระทำความผิดได้ลดเรื่องของการส่งเสริมให้คนแก่ค้ายาได้

ประชาธิปัตย์ยาเสพติดเล่าต๋าแนวหน้าออนไลน์

นายกฯ นิวซีแลนด์ ควง อนุทิน ชม NZAero ด้วยตัวเอง เชื่อมสัมพันธการบินไทย-นิวซีแลนด์

21 สิงหาคม 2569 เวลา 13:35 น.

นายกฯ นิวซีแลนด์ ควง อนุทิน ชม NZAero ด้วยตัวเอง เชื่อมสัมพันธการบินไทย-นิวซีแลนด์

เมื่อวันที่ 21 ส.ค.2569 เวลา 15.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นนครโอ๊คแลนด์ ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 5 ชั่วโมง) ณ โรงจอดเครื่องบิน ท่าอากาศยาน Ardmore นายคริสโตเฟอร์ ลักซอน นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ ได้นำนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เยี่ยมชมเครื่องบินของบริษัท NZAero ด้วยตนเอง

โดยมีนายสตีเฟน เบอร์โรว์ ผู้บริหารบริษัท NZAero ได้ให้การต้อนรับและบรรยายสรุปเกี่ยวกับการดำเนินงานของบริษัท พร้อมนำนายกรัฐมนตรีเยี่ยมชมการจัดแสดงเครื่องบิน และการสาธิตเครื่องบินเล็ก CT-4 อย่างใกล้ชิด

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การเยี่ยมชม NZAero ครั้งนี้สะท้อนถึงสายสัมพันธ์และความร่วมมืออันยาวนานระหว่างไทยกับนิวซีแลนด์ โดยประเทศไทยมีความผูกพันกับเครื่องบินของบริษัทมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการนำมาใช้ในภารกิจฝนหลวง ซึ่งมีจุดเริ่มต้นจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ตลอดจนการใช้เป็นเครื่องบินฝึกบินในประเทศไทย รวมถึงการฝึกบินของสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี

นายกรัฐมนตรียังกล่าวด้วยความภาคภูมิใจว่า ตนเองเคยใช้เครื่องบินรุ่นดังกล่าวในการฝึกบินเช่นกัน โดยเป็นเครื่องบินที่มีสมรรถนะและมาตรฐานความปลอดภัยสูง จึงรู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสกลับมาเยี่ยมชมเครื่องบินรุ่นที่มีความผูกพันกับประเทศไทยมาอย่างยาวนาน

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีขอบคุณนายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ที่ได้ร่วมเดินทางมาเยี่ยมชมเครื่องบินด้วยตนเอง ซึ่งสะท้อนถึงความใกล้ชิดและมิตรภาพระหว่างผู้นำและประชาชนของทั้งสองประเทศ พร้อมเชื่อมั่นว่าการเยี่ยมชมครั้งนี้จะช่วยต่อยอดไปสู่การขยายความร่วมมือระหว่างไทยกับนิวซีแลนด์ โดยเฉพาะด้านอุตสาหกรรมการบิน ให้มีความใกล้ชิดและเกิดผลเป็นรูปธรรมเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาบุคลากร ยกระดับขีดความสามารถ และสร้างโอกาสใหม่ให้แก่อุตสาหกรรมการบินของทั้งสองประเทศในอนาคต

ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีทั้งสองฝ่ายยังได้ร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างบริษัท Top Flying Limited กับบริษัท NZAero ด้วย

ทั้งนี้ การเยี่ยมชมครั้งนี้เป็นความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแสวงหาองค์ความรู้และโอกาสจากความร่วมมือกับต่างประเทศ เพื่อนำมาต่อยอดให้เกิดประโยชน์กับคนไทย ทั้งการพัฒนาทักษะ สร้างโอกาสในอุตสาหกรรมการบิน ตลอดจนยกระดับอุตสาหกรรมการบินของไทยให้เติบโตและแข่งขันได้มากขึ้นในอนาคต

NZAeroการบินนายกฯนิวซีแลนด์เครื่องบินแนวหน้าออนไลน์

อนุทิน นำ ซาบีดา MOA ไทย-นิวซีแลนด์ จัดทำกรอบความร่วมมือด้านวัฒนธรรมฉบับแรก

21 สิงหาคม 2569 เวลา 13:17 น.

“อนุทิน” นำ “ซาบีดา” MOA ไทย-นิวซีแลนด์ จัดทำกรอบความร่วมมือด้านวัฒนธรรมฉบับแรก ครอบคลุมศิลปะ มรดกวัฒนธรรม ภาพยนตร์ และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ หวังเชื่อมความสัมพันธ์ประชาชนและยกระดับสู่หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายคริสโตเฟอร์ ลักซอน นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนเอกสารข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านวัฒนธรรมระหว่างกระทรวงวัฒนธรรมแห่งราชอาณาจักรไทยกับกระทรวงวัฒนธรรมและมรดกแห่งนิวซีแลนด์ โดยข้อตกลงฉบับนี้นับเป็นความร่วมมือด้านวัฒนธรรมฉบับแรกระหว่างสองประเทศ มีกรอบระยะเวลา 5 ปี ครอบคลุมงานด้านศิลปะ มรดกวัฒนธรรม พิพิธภัณฑ์ โบราณคดี ภาพยนตร์ และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ จัดขึ้นในโอกาสเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 70 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–นิวซีแลนด์ และเป็นผลลัพธ์สำคัญของการเยือนนิวซีแลนด์อย่างเป็นทางการครั้งแรกในรอบ 13 ปีของนายกรัฐมนตรีไทย เพื่อยกระดับความสัมพันธ์สู่หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ (Strategic Partnership)

สำหรับความร่วมมือนี้เป็นพลังสำคัญในการเชื่อมความสัมพันธ์ระดับประชาชน พร้อมต่อยอดองค์ความรู้ไปสู่โอกาสใหม่ในอุตสาหกรรมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยหลังจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันจัดทำแผนปฏิบัติการ (Action Plan) เพื่อขับเคลื่อนโครงการในแต่ละสาขาให้เกิดผลเป็นรูปธรรมต่อไป

ซาบีดาอนุทิน

เปิดผลสำรวจความเชื่อมั่น ศาล รธน.อันดับ 1-กกต.ที่โหล่ โพลพระปกเกล้าชี้ประชาชน อยากเห็นความคืบหน้าคดี

21 สิงหาคม 2569 เวลา 13:09 น.

สถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยผลสำรวจ เรื่อง “ความเชื่อมั่นต่อองค์กรตามรัฐธรรมนูญและมุมมองต่อการทำหน้าที่ของ กกต.” โดยมุ่งเน้นความ “เป็นกลาง เป็นจริง เป็นประโยชน์” มีมาตรฐานวิชาการ ไม่มุ่งเน้นให้เกิดการชี้นำการเมือง แต่จัดทำเพื่อ “ฟัง” การเมืองจากเสียงของประชาชน

การแถลงผลการสำรวจ KPI Poll ครั้งที่ 34 ที่ศูนย์ฯ ได้ทำการสำรวจ ระหว่างวันที่ 7-10 ส.ค. 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายตามภูมิภาคทั่วประเทศ จำนวน 2,000 ตัวอย่าง โดยมีบทสรุปสำคัญจากผลสำรวจ ดังนี้

1. ท่านต้องการให้ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระเปิดเผยข้อมูลเรื่องใดมากที่สุด (สำรวจโดย x LineToday)

• 32.8% ต้องการให้เปิดเผยความคืบหน้าของคดีและเรื่องร้องเรียน สูงสุด

• รองลงมา ได้แก่ 18.2% ต้องการทราบเหตุผลของผลการพิจารณาหรือคำวินิจฉัย, 15.3% การใช้จ่ายงบประมาณและการจัดซื้อจัดจ้าง 11.2% หลักเกณฑ์ที่ใช้พิจารณาและตัดสินใจ, 7.2% ช่องทางร้องเรียนและติดตามผลที่เข้าถึงง่าย, 5.2% ต้องการทราบผลงานและผลสำเร็จที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม, 4.7% มาตรการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน, 3.9% ต้องการทราบระยะเวลาและขั้นตอนการดำเนินงาน ขณะที่ 1.5% ไม่มีความเห็น

เมื่อรวมสองอันดับแรก พบว่า 51.0% ต้องการรู้ทั้งความคืบหน้าของคดีและเหตุผลของการตัดสินใจ สะท้อนว่า คนกว่าครึ่งอยากติดตามคดีและเข้าใจเหตุผล มากกว่ารู้เพียงผลตัดสิน จึงควรมีการอธิบายเหตุผลอย่างเข้าใจง่ายให้ประชาชนทราบและตรวจสอบได้

2. ศาลรัฐธรรมนูญนำด้านความเชื่อมั่น แต่กลุ่มไม่แน่ใจตามมาติด ๆ

• 31.3% เลือกศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรที่เชื่อมั่นสูงสุด รองลงมาใกล้เคียงกัน 27.7% ไม่แน่ใจหรือไม่มีความเห็น

• 13.2% เชื่อมั่นคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, 10.9% คณะกรรมการ ป.ป.ช., 6.6% คตง./สตง., 6.5% ผู้ตรวจการแผ่นดิน ขณะที่เชื่อมั่นต่อ กกต. น้อยที่สุด (3.8%)

• รายภูมิภาค: “ศาลรัฐธรรมนูญ” มีสัดส่วนผู้เลือกสูงสุดในภาคเหนือ (44.8%) ภาคใต้ (37.5%) และ ภาคตะวันออก (29.6%) ขณะที่ คตง./สตง. มีสัดส่วนสูงสุดในกรุงเทพมหานคร (28.9%) ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (38.4%) และ ภาคกลาง (33.5%) กลุ่มไม่แน่ใจ/ไม่มีความเห็นมีสัดส่วนสูงสุด ทั้งนี้ ในภาคใต้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมีสัดส่วนตามมาใกล้เคียง (34.7%)

แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะมีสัดส่วนผู้เลือกสูงสุด แต่ยังไม่ถึงหนึ่งในสาม และสูงกว่ากลุ่มไม่แน่ใจเพียงเล็กน้อย สะท้อนว่า ความเชื่อมั่นยังไม่กระจุกตัวอยู่ที่องค์กรใดอย่างชัดเจน ขณะที่กลุ่มไม่แน่ใจซึ่งมีสัดส่วนค่อนข้างสูง แสดงให้เห็นว่ายังมีพื้นที่ให้แต่ละองค์กรสร้างความเข้าใจและทำให้ประชาชนเห็นผลการทำงานมากขึ้น

3. ประสิทธิภาพจัดการเลือกตั้งของ กกต. เด่นกว่าด้านอื่น แต่ความเป็นอิสระยังเป็นโจทย์สำคัญ

• 23.7% ประเมินระดับ “มาก–มากที่สุด” ในด้านประสิทธิภาพ ความเชี่ยวชาญ ความรวดเร็ว และความประหยัดในการจัดการเลือกตั้ง สูงที่สุด รองลงมา 21.3% ความสามารถในการจัดการเลือกตั้งให้สุจริตเที่ยงธรรม, 18.5% การวินิจฉัยคดีเลือกตั้งด้วยความเป็นกลางและเป็นธรรม, 18.2% ความโปร่งใสและตรวจสอบได้, 17.7% การสื่อสารและเปิดรับความคิดเห็นจากประชาชน และ 16.7% ความเป็นอิสระจากการแทรกแซงทางการเมือง

• เมื่อพิจารณาระดับ “น้อย–น้อยที่สุด” พบว่า 51.9% ประเมินด้านความเป็นอิสระจากการแทรกแซงทางการเมืองในระดับดังกล่าว สูงที่สุดในหกด้าน รองลงมา คือ 50.8% ความเป็นกลางและเป็นธรรมในการวินิจฉัยคดีเลือกตั้ง, 48.1% ความโปร่งใสและตรวจสอบได้, 45.5% การสื่อสารและเปิดรับความคิดเห็น, 38.3% ประสิทธิภาพในการจัดการเลือกตั้ง และ 34.6%ความสามารถในการจัดการเลือกตั้งให้สุจริตเที่ยงธรรม

ด้านประสิทธิภาพในการจัดการเลือกตั้งมีผลดีกว่าด้านอื่นเมื่อเปรียบเทียบกัน แต่ยังไม่มีด้านใดที่มี ผู้ประเมินระดับ “มาก–มากที่สุด” ถึงหนึ่งในสี่ ขณะที่ระดับ “น้อย–น้อยที่สุด” เป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดใน 5 จาก 6 ด้าน โดยเฉพาะความเป็นอิสระและความเป็นกลางในการวินิจฉัยคดีเลือกตั้ง สะท้อนว่า กกต. ไม่เพียงต้องเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการเลือกตั้ง แต่ต้องทำให้ประชาชนเห็นว่ากระบวนการทำงานและการตัดสินใจมีความเป็นอิสระ เป็นกลาง โปร่งใส และตรวจสอบได้

บทสรุปจาก KPI Poll ครั้งที่ 34

ผลสำรวจสะท้อนว่า การสร้าง “ความเชื่อมั่น” ไม่ได้ขึ้นอยู่เพียงกับการทำงานให้เกิดผล แต่โจทย์สำคัญขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ คือ การทำให้ประชาชนมองเห็นว่ากระบวนการทำงานมีเหตุผล ใช้มาตรฐานเดียวกัน เป็นอิสระ เป็นธรรม และสามารถตรวจสอบได้ สำหรับ กกต. ควรเร่งสร้างความเชื่อมั่นผ่านการเปิดเผยหลักเกณฑ์และเหตุผลของคำวินิจฉัย การสื่อสารแบบสองทาง และการรายงานผลการจัดการเลือกตั้งอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ประชาชนสามารถประเมินการทำงานได้จากข้อมูลที่ชัดเจนและตรวจสอบได้จริง

KPI Poll – คลังความคิดจากเสียงประชาชน
เพื่อประชาธิปไตยที่ตั้งอยู่บนความจริง ไม่ใช่ความรู้สึก

รายละเอียดเพิ่มเติมติดตามได้ที่ https://kpi.ac.th/wp-content/uploads/2026/08/รายงานผล_KPI_Poll_34-สำหรับเผยแพร่.pdf

#KPIPoll #KPI #สถาบันพระปกเกล้า

KPIPoll,KPI,สถาบันพระปกเกล้า,ศาลรัฐธรรมนูญ,คณะกรรมการการเลือกตั้ง,กกต,