หมอวรงค์ ยันเสียงแข็ง โหวตเลือกนายกฯ งดออกเสียง

หมอวรงค์ ยันเสียงแข็ง โหวตเลือกนายกฯ งดออกเสียง

หมอวรงค์ ยันเสียงแข็ง โหวตเลือกนายกฯ งดออกเสียง

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.50 น.

“หมอวรงค์”ยันโหวตเลือกนายกฯงดออกเสียง ได้โควตาอภิปราย 5 นาที ชี้หากเป็นผลประโยชน์บ้านเมืองพร้อมสนับสนุน

19 มีนาคม 2569 เมื่อเวลา 08.20 น.ที่รัฐสภา นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี ให้สัมภาษณ์ภายหลังเดินทางมาที่อาคารรัฐสภา เพื่อโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 33 ว่า ตามมารยาทของฝ่ายค้าน ตนตั้งใจที่จะงดออกเสียง แต่หากมีสถานการณ์ที่น่าสนใจอาจจะเปลี่ยนใจก็ได้ แต่อย่างไรก็ตามตนตั้งใจงดออกเสียง ซึ่งเรามีประสบการณ์ รู้ว่าหากฝ่ายรัฐบาลทำ เรามีประสบการณ์ก็รู้อยู่แล้วว่า หากรัฐบาลทำไม่มีอะไรเสียหายเป็นผลประโยชน์กับบ้านเมือง เราก็ควรจะสนับสนุน แต่เบื้องต้นในขณะนี้ตั้งใจที่จะงดออกเสียง

อย่างไรก็ตาม เมื่อวานนี้ (18 มี.ค.) วิปฝ่ายค้านได้มีการประสานกับตน ทราบข่าวว่าจะได้อภิปรายคุณสมบัตินายกรัฐมนตรีฝ่ายละ 1 ชั่วโมง ซึ่งตนจะได้เวลาอภิปราย 5 นาที

อรรถกร แย้มแนวทางกล้าธรรมโหวตนายกฯ บอกเพื่อนกันไม่จำเป็นต้องไว้วางใจเสมอไป

อรรถกร แย้มแนวทางกล้าธรรมโหวตนายกฯ บอกเพื่อนกันไม่จำเป็นต้องไว้วางใจเสมอไป

อรรถกร แย้มแนวทางกล้าธรรมโหวตนายกฯ บอกเพื่อนกันไม่จำเป็นต้องไว้วางใจเสมอไป

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.48 น.

“อรรถกร”แย้มแนวทาง”กล้าธรรม”โหวตนายกฯ บอก เพื่อนกันไม่จำเป็นต้องไว้วางใจเสมอไป เรื่องส่วนตัวไว้ก่อน

19 มีนาคม 2569 เมื่อเวลา 09.15 น.ที่อาคารรัฐสภา นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะ สส.ฉะเชิงเทรา นายทะเบียนพรรคกล้าธรรม (กธ.) กล่าวถึงทิศทางการโหวตนายกรัฐมนตรีของพรรคกล้าธรรม ซึ่งก่อนหน้านี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) พูดถึง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ว่าเพื่อนกันไม่มีวันหมดอายุ ส่วน ร.อ.ธรรมนัส ระบุไม่ฆ่านายขายเพื่อน ว่า “บางทีเพื่อนกันก็ไม่จำเป็นต้องไว้วางใจให้เสมอไปนะ เราต้องดูเรื่องความเหมาะสม เรื่องส่วนตัวเอาไว้ก่อน”

อรรถวิชช์ เผย 2 เสียง รทสช. พร้อมหนุนโหวต อนุทิน เป็นนายกฯ สมัยที่ 2

อรรถวิชช์ เผย 2 เสียง รทสช. พร้อมหนุนโหวต อนุทิน เป็นนายกฯ สมัยที่ 2

อรรถวิชช์ เผย 2 เสียง รทสช. พร้อมหนุนโหวต อนุทิน เป็นนายกฯ สมัยที่ 2

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.45 น.

“อรรถวิชช์”เผย 2 เสียง รทสช. พร้อมหนุนโหวต”อนุทิน”เป็นนายกฯ สมัยที่ 2 ยื่นกฎหมาย 2 ฉบับ “เปิดเสรีพลังงานแสงอาทิตย์-ปฏิรูปเครดิตบูโร” รับไม่มีคุยตำแหน่ง

19 มีนาคม 2569 เมื่อเวลา 08.30 น.ที่รัฐสภา น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ได้แถลงข่าวร่วมกับ นายชัชวาลล์ คงอุดม สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) และนายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ในการยืนยันที่จะสนับสนุนโหวตให้ นายอนุทิน ชาญวีรกุล เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งถือเป็นเรื่องน่ายินดีที่ได้รับเกียรติจากพรรครวมไทยสร้างชาติ

ทั้งนี้ นายชัชวาลล์ กล่าวว่า ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมงานกัน ส่วนนายอรรถวิชช์ กล่าวเช่นกันว่า ยินดีที่ได้ร่วมงานและร่วมรัฐบาลและยินดีจะโหวตนายอนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรี ต่อเนื่องเป็นสมัยที่ 2 ซึ่งนโยบายของพรรคภูมิใจไทยไทย และพรรครวมไทยสร้างชาติ มีหลายเรื่องที่สอดคล้องกัน ยินดีที่จะได้ทำงานร่วมกันเพื่อชาติบ้านเมือง ทั้งนี้ เรามี 2 เสียง มีกฎหมาย 2 ฉบับ เรื่องการเปิดเสรีพลังงานแสงอาทิตย์ และการปฏิรูปเครดิตบูโร ซึ่งจะเป็นประโยชน์ให้คนไทยกว่า 5,000,000 คน สามารถลืมตาอ้าปากเข้าสู่สถาบันการเงินได้โดยไม่เป็นหนี้นอกระบบ

พร้อมกันนี้ นายอรรถวิชช์ ได้นำร่างกฎหมายทั้ง 2 ฉบับ ที่มีการลงนามแล้ว ให้กับ น.ส.แนน โดยนายอรรถวิชช์ ย้ำว่า มีการพูดคุยเฉพาะในส่วนของเนื้อหา ไม่มีการพูดคุยเรื่องของตำแหน่ง

ทบ.ทวนความจำเพื่อนบ้าน ย้ำกัมพูชา ‘ใครอยู่พื้นที่ไหนอยู่ที่นั่น’ ตามข้อตกลงหยุดยิง

ทบ.ทวนความจำเพื่อนบ้าน ย้ำกัมพูชา 'ใครอยู่พื้นที่ไหนอยู่ที่นั่น' ตามข้อตกลงหยุดยิง

ทบ.ทวนความจำเพื่อนบ้าน ย้ำกัมพูชา ‘ใครอยู่พื้นที่ไหนอยู่ที่นั่น’ ตามข้อตกลงหยุดยิง

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.33 น.

ทบ.ทวนความจำกัมพูชา ละเมิด MOU 43 ต้นตอเหตุปะทะ ย้ำเคารพข้อตกลง ใครอยู่พื้นที่ไหน อยู่พื้นที่นั้น หลังหยุดยิง ให้รอกลไกทวิภาคี 

19 มีนาคม 2569 ที่กองบัญชาการกองทัพบก พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงกรณีที่ฝ่ายกัมพูชาออกแถลงการณ์ประท้วง โดยกล่าวอ้างว่าฝ่ายไทยมีการรุกล้ำอธิปไตยและดำเนินกิจกรรมก่อสร้างในหลายพื้นที่ตามแนวชายแดนนั้น

กองทัพบก ขอยืนยันว่าการปฏิบัติของหน่วยทหารไทยที่มีการกล่าวถึงนั้น ดำเนินการอยู่ภายในเขตอธิปไตยของประเทศไทย และอยู่ภายในขอบเขตพื้นที่ปฏิบัติการของฝ่ายไทย โดยเป็นไปตามเงื่อนไขการหยุดยิงในแถลงการณ์ร่วมของคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ซึ่งกำหนดให้ทั้งสองฝ่ายคงกำลังไว้ ณ ตำแหน่งปัจจุบันก่อนที่จะมีการหยุดยิง

สำหรับกรณีที่ฝ่ายกัมพูชาอ้างถึงการละเมิดบันทึกความเข้าใจ (MOU) ปี 2543 นั้น กองทัพบกขอเรียนชี้แจงว่า ในทางปฏิบัติที่ผ่านมา ฝ่ายกัมพูชามักมีการละเมิดกรอบดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ไม่สามารถนำมาใช้เป็นกลไกหลักในการแก้ไขปัญหาได้ตามเจตนารมณ์ และนำไปสู่ความตึงเครียดในพื้นที่ จนถึงขั้นมีการปฏิบัติการทางทหารต่อกันในช่วงที่ผ่านมา ทั้งนี้ ในสภาพการณ์ปัจจุบัน ทั้งสองฝ่ายจึงมุ่งยึดถือข้อตกลงหยุดยิงและแถลงการณ์ร่วมฯ เป็นหลักในการควบคุมสถานการณ์

ส่วนที่ฝ่ายกัมพูชาเรียกร้องให้ฝ่ายไทยยุติกิจกรรมในการปรับปรุงพื้นที่ และก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่ดังกล่าว และให้ปฏิบัติตามข้อตกลงระหว่างสองประเทศนั้น กองทัพบกขอเรียนว่า กิจกรรมของหน่วยทหารไทยเป็นการดำเนินการที่มีความจำเป็นทางทหาร เพื่อการเฝ้าระวัง รักษาความปลอดภัย และเสริมความมั่นคงให้กับพื้นที่ปฏิบัติงาน ภายหลังจากที่มีเหตุการณ์การปฏิบัติการทางทหารต่อกันในห้วงที่ผ่านมา ซึ่งฝ่ายกัมพูชาเองก็มีการดำเนินการในลักษณะไม่แตกต่างกัน ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวมิได้มีเจตนาในการยกระดับสถานการณ์แต่อย่างใด

ในกรณีที่ฝ่ายกัมพูชายืนยันความมุ่งมั่นในการแสวงหาทางออกผ่านกระบวนการสันติวิธี โดยอาศัยกฎหมายระหว่างประเทศและข้อตกลงทวิภาคีนั้น กองทัพบกขอยืนยันว่า แนวทางดังกล่าวเป็นหลักการเดียวกับที่ฝ่ายไทยยึดถือ โดยมีความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาและแสวงหาทางออกร่วมกันอย่างสันติ ผ่านกลไกทวิภาคี ภายใต้สถานการณ์และห้วงเวลาที่เหมาะสม เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและเสถียรภาพตามแนวชายแดน

ทั้งนี้ กองทัพบกขอย้ำว่าไทยยึดมั่นการปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างเคร่งครัด ภายใต้กรอบกฎหมายระหว่างประเทศ มุ่งรักษาเสถียรภาพ ไม่ยกระดับสถานการณ์ และยืนยันการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีผ่านกลไกทวิภาคีมาอย่างต่อเนื่อง

จุลพันธ์ การันตี พท.ไม่มีเสียงแตก เลือกอนุทินนั่งนายกฯ

จุลพันธ์ การันตี พท.ไม่มีเสียงแตก เลือกอนุทินนั่งนายกฯ

จุลพันธ์ การันตี พท.ไม่มีเสียงแตก เลือกอนุทินนั่งนายกฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.06 น.

“จุลพันธ์”การันตี พท.ไม่มีเสียงแตก เลือก”อนุทิน”นั่งนายกฯ เหตุ ปชช.เลือกมาเป็นเสียงข้างมากอันดับหนึ่ง เล็งคุย”เสี่ยหนู”ปมจัดสรรกระทรวง-เดินหน้านโยบาย

19 มีนาคม 2569 เมื่อเวลา 08.25 น.ที่อาคารรัฐสภา นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงแนวทางการโหวตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ว่า แนวทางนั้นชัดเจนอยู่แล้ว ที่ประชุมพรรคได้มีมติร่วมกันแล้วว่า จะเลือก นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) เป็นนายกรัฐมนตรี เพราะกระบวนการเจรจาเข้าร่วมรัฐบาลนั้น ชัดเจนมานานแล้ว และพร้อมจะเดินหน้าทำงานเพื่อประชาชน

เมื่อถามว่า จะไม่มีเสียงแตกใช่หรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ไม่มี เพราะความชัดเจนเกิดจากประชาชนที่ได้เลือกเสียงข้างมากมาอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งห่างจากพรรคอันดับ 2 ค่อนข้างมาก วันนี้คงมีความชัดเจนตั้งแต่ก่อนเข้าประชุมถึงกระบวนการในการเลือก ต้องเอาความประสงค์ของประชาชนเป็นหลัก ซึ่งไม่ได้มีความใกล้เคียงอยู่แล้วระหว่างพรรคอันดับหนึ่ง อันดับสองหรืออันดับสาม เราพร้อมที่จะเดินหน้า

เมื่อถามถึงผู้ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย มีการส่งตรวจสอบคุณสมบัติแล้วหรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า คงจะดำเนินการในเร็ววันนี้ ซึ่งต้องมีการพูดคุยกัน ซึ่งวันนี้มีโอกาสที่จะพบนายกฯ คงได้พูดคุยกัน

เมื่อถามว่า จะมีการพูดคุยถึงเรื่องนโยบายด้วยหรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า แน่นอน อย่างแรกคือ เรื่องการจัดสรรกระทรวง ซึ่งได้พูดคุยกันในเบื้องต้นแล้ว ในส่วนของนโยบายที่เกี่ยวเนื่องกับภารกิจที่ได้รับมอบหมายเราก็พร้อมที่จะผลักดัน จะมีการนัดหมายพูดคุยในระดับทีมทำงาน เกี่ยวกับเรื่องของการแถลงนโยบาย การบรรจุนโยบายของพรรคร่วมรัฐบาลเข้าไปซึ่งได้มีการพูดคุยเบื้องต้นในกรอบใหญ่แล้ว ส่วนเรื่องรายละเอียดต้องให้ทีมงานทำงานดำเนินการ ก็จะเกิดความชัดเจนในวันแถลงนโยบาย

กองทัพไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง บรรจุญาติทหารกล้า เข้ารับราชการทดแทน

กองทัพไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง บรรจุญาติทหารกล้า เข้ารับราชการทดแทน

กองทัพไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง บรรจุญาติทหารกล้า เข้ารับราชการทดแทน

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2569, 08.54 น.

19 มีนาคม 2569 จากเหตุการณ์ปะทะตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา แบ่งเป็น 2 รอบหลัก (ก.ค. และ ธ.ค. 2568) ส่งผลให้มีทหารไทยเสียชีวิต ซึ่งทุกนายล้วนได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างกล้าหาญในการพิทักษ์อธิปไตยของชาติ

เพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติความเสียสละของวีรบุรุษผู้ล่วงลับ และสืบทอดปณิธานการรับใช้ชาติ กองทัพบกได้ดำเนินการบรรจุ ญาติของทหารผู้กล้าเข้ารับราชการทดแทน ดังนี้

1. บรรจุ นายปฏิภาณ นามสวัสดิ์ หน่วย: มทบ.28 พี่ชาย สิบโท (ร้อยเอก) ศราวุฒิ นามสวัสดิ์ สังกัด: ร.8 พัน.1
2. บรรจุ นางสาวสุวิมล บุญเลิศ หน่วย: มทบ.22 น้องสาว สิบเอก (พันตรี) นพพล บุญเลิศ สังกัด: ร้อย.ลว.ไกล 6
3. บรรจุ นางมธุริน สีจุ้ยจ้าย หน่วย: มทบ.24 ภรรยา จ่าสิบเอก (พลตรี) ธีระยุทธ สีจุ้ยจ้าย สังกัด: ร.13 พัน.3
4. บรรจุ นางสาวเฌอริลิณญ์ ยวงสุวรรณ หน่วย: มทบ.29 พี่สาว พลทหาร (ร้อยตรี) วรัญชิต ยวงสุวรรณ สังกัด: ร.13
5. บรรจุ นางสาวศุภมาส โคตรพัฒน์ หน่วย: นสศ. ภรรยา สิบเอก (พันตรี) จิรายุส อินทุมาน สังกัด: พัน.จจ.
6. บรรจุ นายนที ผาสุข หน่วย: โรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์ พี่ชาย สิบเอก (พันตรี) อัมรินทร์ ผาสุข สังกัด: ร.23 พัน.3
7. บรรจุ นางสาวนิติญา น้อยโคตร หน่วยโรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์ น้องสาว สิบเอก (พันตรี) กฤษฎา น้อยโคตร สังกัด: ร้อย.ลว.ไกล6
8. บรรจุ นางโสภา โคตรสาขา หน่วย: มทบ.21 มารดา พลทหาร (ร้อยตรี) ญาณพัฒน์ โคตรสาขา สังกัด: ร.3 พัน.2
9. บรรจุ นางสาวพิชญาภา สิงห์อ้น หน่วย: มทบ.27 น้องสาว สิบเอก (พันตรี) จิรายุ สิงห์อ้น สังกัด: ร้อย.ลว.ไกล 6
10. บรรจุ นางสาวเพ็ญศิริ ศรีลาภา หน่วย: มทบ.22 ภรรยา จ่าสิบเอก (พลตรี) อโณทัย ป้องแก้ว สังกัด: พัน.ปพ.
11. บรรจุ นางสาวหอมจันทร์ กระจ่างทอง หน่วย: มทบ.26 พี่สาว พลทหาร (ร้อยตรี) ธีรยุทธ กระจ่างทอง สังกัด: ปตอ.2 พัน.2
12. บรรจุ นางสาวรจรินทร์ สิงห์ศร หน่วย: มทบ.210 ภรรยา จ่าสิบเอก (พลตรี) ธวัชชัย บุสภา สังกัด: ป.6 พัน.106
13. บรรจุ นางสาว พรนภัส พันดวง หน่วย: มทบ.27 ภรรยา สิบโท (ร้อยเอก) ต่อพงษ์ พันดวง สังกัด: ร.16 พัน.3
14. บรรจุ นางสาวสุภาพร พลเยี่ยม หน่วย: มทบ.22 พี่สาว พลทหาร (ร้อยตรี) ทิวตะวัน พลเยี่ยม สังกัด: ร.2 พัน.2 รอ.

ทั้งนี้ ขอเชิดชูเกียรติความเสียสละของวีรบุรุษชายแดนฯ โดยจะดูแลครอบครัวกำลังพลผู้เสียสละให้ก้าวเดินต่อไปอย่างมีศักดิ์ศรี และเป็นเครื่องยืนยันว่าเกียรติยศของทหารกล้าคงอยู่กับครอบครัวตลอดไป

ต่อพงษ์ ขู่ทิ้งเก้าอี้ ทสท. หากเคลียร์ปมโหวตนายกฯ ไม่จบ หลังพบ สส.ยังเห็นต่าง

ต่อพงษ์ ขู่ทิ้งเก้าอี้ ทสท. หากเคลียร์ปมโหวตนายกฯ ไม่จบ หลังพบ สส.ยังเห็นต่าง

ต่อพงษ์ ขู่ทิ้งเก้าอี้ ทสท. หากเคลียร์ปมโหวตนายกฯ ไม่จบ หลังพบ สส.ยังเห็นต่าง

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2569, 08.45 น.

“ต่อพงษ์”ห่วง”ไทยสร้างไทย”ยังเห็นต่างโหวตนายกฯ หลังมติ กก.บห.มอบรักษาการหัวหน้าพรรคคุย 2 สส. ลั่นหากไร้ข้อสรุป ขอไม่รับตำแหน่งบริหารพรรคต่อ

19 มีนาคม 2569 นายต่อพงษ์ ไชยสาส์น รองหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) กล่าวถึงสถานการณ์การเมือง ว่า ในขณะนี้มีความน่ากังวลหลายเรื่อง และเห็นว่าจำเป็นต้องมีรัฐบาลที่มีศักยภาพโดยเร็วที่สุด อย่างไรก็ตาม จากหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รวมถึงพรรคได้รับเสียงไม่มากเท่าที่ควรในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ทราบว่ายังมีข้อเห็นต่างในพรรคถึงการโหวตนายกรัฐมนตรี ซึ่งตนเองเข้าใจแนวคิดของทุกๆ คนว่ามีความห่วงใยในสถานการณ์ปัจจุบัน แม้จะมีมติพรรคให้รักษาการหัวหน้าพรรครับหน้าที่ในการเจรจาประสานงานเรื่องการสนับสนุนเสียงข้างมากในการจัดตั้งรัฐบาลก็ตาม

ดังนั้น ตนจึงขอแสดงจุดยืนส่วนตัวของตน หากเกิดกรณีการโหวตที่แตกต่างกันอันเกิดจากการยังไม่มีข้อสรุป ตนเองขอแสดงเจตจำนงไม่รับตำแหน่งบริหารใดๆ ของพรรคในการประชุมสามัญของพรรคที่จะถึง และขอส่งกำลังใจถึงกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ให้ทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไปในอนาคต

ลุ้นระทึกอีก 30 วัน! เทพไท กางสถิติชี้ชะตาเลือกตั้ง 69 โมฆะหรือไม่?

ลุ้นระทึกอีก 30 วัน! เทพไท กางสถิติชี้ชะตาเลือกตั้ง 69 โมฆะหรือไม่?

ลุ้นระทึกอีก 30 วัน! เทพไท กางสถิติชี้ชะตาเลือกตั้ง 69 โมฆะหรือไม่?

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2569, 07.52 น.

19 มีนาคม 2569 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า อีก30วัน จะรู้ว่าเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม่?

เมื่อศาลรัฐธรรมนูญ มีมติ 6:3 รับคำร้องของสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย กรณีที่คณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.)ได้พิมพ์บัตรเลือกตั้ง โดยมี QR Code และบาร์โค้ดลงในบัตรเลือกตั้ง ว่าเป็นการจัดการเลือกตั้งที่ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 ซึ่งไม่เป็นความลับ

มีการตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องแล้ว จะมีการใช้เวลาในการพิจารณากี่วัน ถ้าย้อนกลับไปดูคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ต่อกรณีการเลือกตั้งเป็นโมฆะ2ครั้ง คือ

ครั้งแรก เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2549 เป็นวันเลือกตั้ง ศาลรัฐธรรมนูญใช้เวลา 36 วัน ในการพิจารณาและมีคำวินิจฉัยในวันที่ 8 พฤษภาคม 2549

ครั้งที่2 วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 เป็นวันเลือกตั้ง ศาลรัฐธรรมนูญใช้พิจารณา 47 วัน มีคำวินิจฉัยในวันที่ 21 มีนาคม 2557

ส่วนการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา จนถึงวันที่ 18 มีนาคม 2569 ที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้องใช้เวลาทั้งหมด 38 วัน แต่ถ้าหากนับระยะเวลาที่ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย และมีคำตัดสินให้เท่ากับการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับคดีเลือกตั้งเป็นโมฆะ 2 ครั้งที่ผ่านมา โดยเฉลี่ยใช้เวลาประมาณ 30 วัน และถ้าหากศาลรัฐธรรมนูญใช้เวลาวินิจฉัยเกี่ยวกับการเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม่ในครั้งนี้ ใช้เวลาอีก 30 วัน รวมเป็น 68 วัน ก็จะมีคำวินิจฉัยได้ในวันที่ 18 เมษายน 2569

แม้ว่าจะใช้ระยะเวลามากกว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ 2 ครั้ง ที่พิจารณาเรื่องการเลือกตั้งเป็นโมฆะก็ตาม แต่เห็นว่าเมื่อกระบวนการเข้าสู่ศาลรัฐธรรมนูญล่าช้า เสียเวลาไป 38 วัน ระยะเวลาศาลรัฐธรรมนูญ 30 วัน ที่ประเมินว่าน่าจะมีคำวินิจฉัยออกมาได้ ก็เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล

อยากให้ทุกฝ่ายใจเย็นๆ รอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่า การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นโมฆะหรือไม่ ถ้าเป็นโมฆะก็ต้องกลับไปเลือกตั้งใหม่ ถ้าไม่เป็นโมฆะ ซึ่งกกต.และรัฐบาลชุดนี้เร่งรัดให้มีรัฐบาลให้จนได้ จะได้เดินหน้าทำงานบริหารประเทศต่อไป

ส่วนข้อวิพากษ์วิจารณ์ว่า การพิมพ์ QR Code และบาร์โค้ดลงในบัตรเลือกตั้ง สุ่มเสี่ยงต่อการเลือกตั้งเป็นโมฆะ ถ้าพิจารณาจากความเห็นของนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ที่ระบุว่า ”โดยส่วนตัวมองว่าการเลือกตั้งนี้ยังเป็นความลับอยู่ หลายประเทศก็ใช้บัตรเลือกตั้งในลักษณะนี้ แต่ไม่มีประเทศไหนวินิจฉัยว่า การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ซึ่งกกต.ควรจะนำผู้เชี่ยวชาญสาธิตให้กับตุลาการศาลดูว่า QR Code ดังกล่าวไม่สามารถเข้าถึงได้ง่าย“

ซึ่งเรื่องนี้ต้องชี้แจงว่า ความเห็นของนายบวรศักดิ์ ก็เป็นความเห็นในฐานะคนของรัฐบาลที่มีส่วนได้เสีย แต่ที่ประเทศอื่นไม่เคยมีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับการพิมพ์การพิมพ์ QR Code หรือบาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้งเป็นโมฆะ ก็เพราะกฎหมายของประเทศนั้นๆ ไม่ได้เขียนเหมือนกับรัฐธรรมนูญของประเทศไทย และการบอกว่า ไม่สามารถเข้าถึงได้ง่าย ความหมายคือ เข้าถึงยากหรือเข้าถึงง่าย ก็เข้าถึงความลับเหมือนกัน

เพราะฉะนั้นในกรณีดังกล่าวสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ แต่จะเป็นโมฆะตามกระแสความรู้สึกของประชาชนหรือไม่ ก็เป็นดุลพินิจของศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้น

เมื่อด้อมต้องกลืนน้ำลาย อัษฎางค์ชำแหละสัจธรรมการเมืองไทย ไร้พระเอกตัวจริง

เมื่อด้อมต้องกลืนน้ำลาย อัษฎางค์ชำแหละสัจธรรมการเมืองไทย ไร้พระเอกตัวจริง

เมื่อด้อมต้องกลืนน้ำลาย อัษฎางค์ชำแหละสัจธรรมการเมืองไทย ไร้พระเอกตัวจริง

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2569, 07.09 น.

19 มีนาคม 2569 อัษฎางค์ ยมนาค หรือ “เอ็ดดี้” นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เมื่อ ‘ด้อม’ ต้องกลืนน้ำลาย: สัจธรรมการเมืองที่ไม่มีพระเอกตัวจริง
สมการอำนาจการเมืองไทย: ทุน แฟนคลับ และจุดยืนที่ประชาชนต้องรู้เท่าทัน
#อัษฎางค์ยมนาค | #อ่านเกมอำนาจ

______________________________________________

ด้อมพีเคยมาคอมเมนต์แขวะในโพสต์ของผม ด่าคนเลือกพรรคภมิใจไทยว่า เลือกแบบกลยุทธ์สุดท้ายก็ไปจับมือกับเพื่อไทยตั้งรัฐบาล ทำไมแบบนี้เฉย แต่กับคุณพีระพันธุ์ของพวกเขาทำไมไปหาว่าพายเรือในโจรนั่ง
ตอนนี้ รทสช ก็ไปร่วมกับภูมิใจไทยแล้ว ไม่รู้ด้อมจะพูดว่ายังไงต่อ
ที่ผมมาโพสต์แบบนี้ ไม่ได้อยากจะมีดราม่ากับใคร แต่จะมาบอกบรรดาด้อมต่างๆ “ทุกด้อม” ว่า อย่าอินการเมือง อย่าอินกับนักการเมืองจนคลั่งแล้วมาท้าตีท้าต่อยกับประชาชนทั่วไป เพราะเอาจริงๆ พวกเราทั้งหลายคือประชาชน เป็นชาวบ้านเหมือนกัน พวกเรานี่แหละคือพวกเดียวกัน
ส่วนพรรคการเมือง นักการเมือง เขาเล่นการเมือง

______________________________________________

สิ่งที่เราต้องร่วมกันปกป้องคือชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์
เพราะ 3 สิ่งนี้ ไม่เคยทรยศเรา และเป็นสิ่งที่ทำให้เรามีที่อยู่ ที่กิน และมีความสงบร่วมเย็น
เมื่อการเมืองเป็นเรื่องของผลประโยชน์ สิ่งที่ประชาชนควรยึดเหนี่ยวและปกป้องร่วมกันคือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
หยุดเป็นหมากให้เกมการเมือง
3 สถาบันหลักคือสิ่งเดียวที่ไม่เคยทรยศประชาชน
เราควรร่วมกันจับตาและร่วมกับรักษาผลประโยชน์ของชาติ มากกว่าพรรคการเมืองหรือนักการเมือง

______________________________________________

นักการเมืองบางคน เรารู้เลยว่าเขาเป็นคนไม่ดี
บางคนมีภาพพจน์เป็นคนดีมาก แต่เบื้องหลังไม่ดีเลย คนแบบนี้น่ากลัวไม่แพ้แบบแรกหรืออาจจะน่ากลัวกว่าอีก
ในการเมือง ภาพลักษณ์กับเบื้องหลังมักเป็นคนละเรื่อง นักการเมืองที่สร้างภาพพจน์ว่าบริสุทธิ์ผุดผ่องแต่ซ่อนเร้นวาระแอบแฝง อาจสร้างความเสียหายได้ลึกซึ้งและน่ากลัวกว่านักการเมืองที่แสดงตัวว่าแสวงหาผลประโยชน์อย่างตรงไปตรงมาเสียอีก
สมการอำนาจการเมืองไทย ถอดแว่นตาอุดมการณ์ เมื่อนักการเมืองจับมือทุน แล้วประชาชนจะสู้กันเองเพื่อใคร?
ที่ผมเห็นอยู่บ่อยๆ คือ มีคนชี้ว่า นักการเมืองคนนั้นคนนี้เป็นพวกนายทุน ส่วนอีกคนคือคนที่ต่อสู้กับนายทุน
แต่ผมจะบอกคุณว่า ทั้งหมดนั้น พวกเขาเป็นเพื่อนก๊วนเดียวกัน ทั้งนักการเมืองคนที่คุณบอกว่าเป็นพวกนายทุนและคนที่คุณบอกว่าเขาต่อสู้กับนายทุน ความจริงแล้วพวกเขาล้วนเป็นเพื่อนกับนายทุนคนเดียวกัน
ซึ่งแท้จริงแล้วมันคือ “ระบบนิเวศเดียวกัน” ไม่มีใครดีหรือเลวแบบ 100% การเมืองคือภาพสีเทา
เลิกคลั่งไคล้ตัวบุคคล แล้วกลับมาปกป้องผลประโยชน์ชาติ

______________________________________________

“อ่านดีๆ นะ ผมไม่ได้บอกว่า” นักการเมืองหรือนายทุนเป็นคนดีหรือเลวนะ ผมไม่ได้แตะประเด็นนี้
“น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า” คุณไม่รู้จักคำนี้เหรอ
น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า เบื้องหลังวาทกรรม ‘คนดี’ ที่ด้อมอาจมองไม่เห็น
นายทุนระดับประเทศเขาต้องพึ่งนักการเมือง
และนักการเมืองก็ต้องพึ่งนายทุน
แต่ “ความพอดี” ต่างหากที่เราควรให้ความสำคัญ
พรรคหรือคนที่พยายามจะเปลี่ยนแปลงประเทศด้วยการเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันฯ คนพวกนี้อันตราย ห้ามไปสนับสนุนและต้องจัดการ
ทุนเทา ก็เป็นอีกพวกที่อันตราย เพราะพวกนี้เซาะกร่อนบ่อยทำลายชาติโดยตรง
แต่นักการเมืองและนายทุน คนพวกนี้ต้องแยกแยะให้ดี เพราะมีทั้งแบบที่สร้างสมดุลที่ดีและพวกที่เอนเอียงไปทางคอรัปชั่น

______________________________________________

ส่วนคำถามว่า แล้วนักการเมืองดีๆ มีมั้ย คำตอบคือมี และมีเยอะด้วย
แต่คนที่คุณยอมตายถวายชีวิตเป็นด้อมให้เขา คุณรู้ได้ยังไงว่า เขาเป็นคนดี
ยกตัวอย่างกรณีนี้ ที่ด้อมพี(บางคน) เคยด่าด้อมน้ำเงินว่าสนับสนุนพรรคที่ไปจับมือเพื่อไทยตั้งรัฐบาล แต่สุดท้ายพรรคที่คุณเป็นด้อมก็เข้าร่วมรัฐบาล
คุณเห็นมั้ยว่า “การเมืองคือเรื่องของการต่อรอง”
ผมไม่ได้บอกว่า รทสช หรือใครไปร่วมรัฐบาลเป็นคนไม่ดี และไม่ได้บอกว่า รัฐบาลไม่ดีนะ
ผมขอแสดงความยินดีที่ รทสช ได้ร่วมรัฐบาล

______________________________________________

อ่านให้เข้าใจดีๆ นะ
ผมบอกว่า ด้อมบางคนบอกว่า คุณพีระพันธุ์เป็นคนดี รทสช เป็นพรรคฝ่ายดี แต่ภูมิไทยคือไม่ดี หักหลังประชาชนที่ไปจับมือกับเพื่อไทย สุดท้ายตอนนี้มีข่าวว่า รทสช จะไปจับมือกับภูมิไทยซึ่งจับมือกับเพื่อไทย แล้วทีนี้ คุณจะนิยามคนดีคนไม่ดีว่ายังไง

มติพท.ดันอนุทิน/รบ.ปึ้ก292เสียง สภาโหวตนายกฯ รทสช.โผล่ร่วมจับมือ ปชป.ของดออกเสียง

มติพท.ดันอนุทิน/รบ.ปึ้ก292เสียง สภาโหวตนายกฯ รทสช.โผล่ร่วมจับมือ ปชป.ของดออกเสียง

มติพท.ดันอนุทิน/รบ.ปึ้ก292เสียง สภาโหวตนายกฯ รทสช.โผล่ร่วมจับมือ ปชป.ของดออกเสียง

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มติพท.ดันอนุทิน/รบ.ปึ้ก292เสียง สภาโหวตนายกฯ รทสช.โผล่ร่วมจับมือ ปชป.ของดออกเสียง ระทึกศาลรธน.6ต่อ3 รับคำร้องปมบาร์โค้ด

จับตา 19 มีนาคม สภานัดโหวตตั้งนายกฯขณะที่เสียงหนุน“อนุทิน”ทะลุ292เสียง หลัง2สส.รทสช.โผล่เกาะขบวนร่วมรัฐบาลในนาทีสุดท้าย ด้านโผ“ครม.อนุทิน2”แบ่งเค้กลงตัว ขยับ“ทรงศักดิ์”ขึ้นรองนายกฯส่วน“ก๊วนลูกเทพ”ผงาดพรึ่บตามคาด สุดระทึกศาลรธน.มติ 6 ต่อ 3 รับคำร้องปมบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด สั่งผู้เกี่ยวข้องชี้แจงภายใน 15 วัน

เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569 ที่ศาลรัฐธรรมนูญ มีการประชุมประจำสัปดาห์ โดยหนึ่งในวาระการประชุมที่น่าจับตาคือ ศาลจะมีการพิจารณาว่าจะรับหรือไม่รับคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่ส่งความเห็นและคำร้องของประชาชนขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยกรณีการจัดการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 83 และ 85หรือไม่ จากคำร้องดังกล่าวมีประชาชนยื่นเรื่องเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยเนื่องจากเห็นว่ากรณีการจัดพิมพ์บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพ เนื่องจากอาจสามารถเชื่อมโยงให้มีการตรวจสอบย้อนหลังกลับไปถึงผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ว่าเลือกใครหรือลงคะแนนให้กับพรรคการเมืองใด เนื่องจากเห็นว่าการเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยลับ ขัดเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ต่อมา ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติ 6 ต่อ 3 รับคำร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน ปมบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด ไว้พิจารณา โดยให้ผู้ที่เกี่ยวข้องชี้แจงต่อศาลใน 15 วัน

‘อรรถวิชช์’รายงานตัวสส.ร่วมรบ.‘หนู’

ที่รัฐสภา นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) เข้ารายงานตัวเป็นสส.ต่อ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร หลังจากเมื่อ 17 มี.ค.ที่ผ่านมาราชกิจจานุเบกษาประกาศเลื่อนลำดับให้เป็นสส.แทน นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ที่ลาออกจากตำแหน่งสส.ทั้งนี้ ภายหลังการรายงานตัวนายอรรรถวิชช์ ให้สัมภาษณ์ว่า สส.ของพรรครวมไทยสร้างชาติ 2 เสียง พร้อมลงมติสนับสนุนให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้เป็นนายกรัฐมนตรี เพราะต้องการขอเสียงสนับสนุนให้ร่วมผลักดัน ร่างกฎหมายสำคัญของพรรค จำนวน 2 ฉบับ คือ ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ส่งเสริมการรใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ หรือ ร่างกฎหมายเสรีโซลาร์ และร่าง พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิต หรือ กฎหมายปลดล็อกเครดิตบูโร ซึ่งจากการพูดคุยเมื่อวันก่อนมีทิศทางและการตอบรับที่ดี แต่ในรายละเอียดต่อไปทั้งในส่วนของการสนับสนุนร่างกฎหมายหรือเป็นส่วนหนึ่งของการร่วมรัฐบาลหรือไม่ ตนขอรอความชัดเจนและเตรียมแถลงวันที่ 19 มี.ค. เวลา 08.30 น. ตนไม่มีเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น นอกจากการวางเป้าหมายผลักดันร่างกฎหมายของพรรคให้สำเร็จ

เตรียมแถลงข่าวที่สภา19มีนาคม

รายงานข่าวจากพรรค ภท.แจ้งว่า วันที่ 19 มี.ค.นี้ น.ส.แนนบุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี ในฐานะโฆษกพรรคภท.เตรียมแถลงเปิดตัวร่วมรัฐบาลกับพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ที่รัฐสภา ในเวลา 08.30 น. นำโดย นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.บัญชีรายชื่อ พรรครทสช.ซึ่งก่อนหน้านี้ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครทสช.ได้ลาออกจาก สส.บัญชีรายชื่อ เปิดทางให้ นายอรรถวิชช์ เข้ามาเป็น สส.แทน ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์การร่วมรัฐบาล ก่อนหน้านี้ นายพีระพันธุ์พูดชัดเจนว่าจะไม่โหวต นายอนุทิน เป็นนายกฯ แต่เริ่มมีความชัดเจนเมื่อนายอรรถวิชช์ได้เข้ารายงานตัวสส.ต่อสภาฯพร้อมประกาศว่า 2 เสียงพรรครทสช.พร้อมโหวตนายอนุทิน เป็นนายกฯจึงมีแนวโน้มสูงที่จะเข้าร่วมรัฐบาล นายอนุทิน

เบื้องต้นมีเสียงสส.หนุน292เสียง

ส่งผลให้ขณะนี้มีพรรคการเมืองที่ประสงค์จะลงมติให้ นายอนุทิน เป็นนายกฯรวมแล้วทั้งสิ้น 293 เสียง แต่เนื่องจาก จ.สุพรรณบุรี เขต 2 กกต.ยังไม่ได้ประกาศรับรองสส.ทำให้เสียงฝั่งรัฐบาลเหลือ 292 เสียง ประกอบด้วย ภท. 191 เสียง พรรคเพื่อไทย 74 เสียง ประกอบร่างกับพรรคเล็ก ได้แก่ พรรคพลังประชารัฐ 5 เสียง พรรคประชาชาติ 5 เสียง พรรคเศรษฐกิจ 3 เสียง พรรคเพื่อชาติไทย พรรครวมไทยสร้างชาติและพรรคไทยสร้างไทย  พรรคละ 2 เสียง ส่วนพรรคใหม่ พรรครวมใจไทย พรรคไทยทรัพย์ทวี พรรครวมพลังประชาชน พรรคมิติใหม่ พรรคประชาธิปไตยใหม่ พรรคทางเลือกใหม่ พรรคโอกาสใหม่ พรรคละ 1 เสียง

‘ทรงศักดิ์‘รองนายกฯคุม‘น้ำ-ยาเสพติด’

ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) “อนุทิน 2” เริ่มลงตัวแล้ว ซึ่งบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อล่าสุด พรรคภูมิใจไทย (ภท.) เริ่มกระบวนการจัดส่งประวัติเพื่อเข้ารับการตรวจสอบใน 18 หน่วยงาน ทั้งนี้ มีรายชื่อกว่า 40 รายชื่อ รวมกับชื่อสำรอง หากมีบุคคลใดขาดคุณสมบัติ โดยในสัดส่วนของพรรค ภท.รายชื่อสะเด็ดน้ำแล้ว ประกอบด้วย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย โดยมี รมช. 3 คน คือ นายวรศิษฏ์ เลียงประสิทธิ์ สส.สตูล นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี และนายพลพีร์ สุวรรณฉวี สส.นครราชสีมา ส่วนนายทรงศักดิ์ ทองศรี แกนนำพรรคภูมิใจไทย ที่มีรายชื่อก่อนหน้านี้ จะขยับไปนั่ง รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลแก้ปัญหาน้ำทั่วประเทศ ปัญหายาเสพติด หลังจากที่นั่งเป็น มท.2 มาอย่างยาวนาน ตั้งแต่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไล่มาจนถึงรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน น.ส.แพทองธาร ชินวัตร และต่อเนื่องถึงรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล 1 ส่วนรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ประกอบด้วย นายภราดร ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง นางศุภมาส อิศรภักดี สส.บัญชีรายชื่อ นายนภินทร ศรีสรรพางค์ แกนนำพรรค และนางสุขสมรวย
วันทนียกุล สส.อำนาจเจริญ

‘อดุลย์’นั่งกห.-‘รุทธพล’คุมยุติธรรม

ขณะที่กระทรวงกลาโหม ชัดเจนแล้วว่า พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ จะขยับจากรัฐมนตรีช่วย ขึ้นเป็น รมว.กลาโหม ส่วนความชัดเจนของกระทรวงยุติธรรม ยังเป็นคนเดิม คือ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ขณะที่กระทรวงคมนาคม นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ นั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โดยมีรัฐมนตรีช่วย ได้แก่ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ สส.ศรีสะเกษ นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ สส.พิจิตร และนายสรรเพชญ บุญญามณี สส.สงขลา ด้านกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มีนายไชยนก ชิดชอบ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และมี น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี เป็นรัฐมนตรีช่วยฯกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล นั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็น นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงพลังงาน มีนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เป็น รมว.พลังงาน กระทรวงวัฒนธรรม มีน.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ เป็น รมว.วัฒนธรรม กระทรวงสาธารณสุข มี นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ เป็นรมว.สาธารณสุข กระทรวงอุตสาหกรรม มี นายวราวุธ ศิลปอาชา เป็น รมว.อุตสาหกรรม

‘สีหศักดิ์-เอกนิติ-ศุภจี’ยังนั่งที่เดิม

ขณะที่โควตาเทคโนแครตของ นายอนุทิน ประกอบด้วย นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ โดยจะไม่มีตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยฯ เพราะต้องการให้ทำงานเต็มที่และไม่มีการเมืองแทรกและนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี 

ส่วนโควตาพรรคร่วมรัฐบาลได้รับการจัดสรร 5 กระทรวง 9 ตำแหน่ง โดยมีรัฐมนตรีว่าการ 5 ตำแหน่งควบรองนายกฯและรัฐมนตรีช่วย 3 ตำแหน่งและนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาฯคนที่2 ประกอบด้วย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม กระทรวงแรงงาน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ขณะที่พรรคพลังประชารัฐ ได้ 1 ตำแหน่ง จับตาพรุ่งนี้ 292 เสียง 16 พรรค โหวต อนุทิน นายกฯ

จับตา19มี.ค.สภานัดโหวตนายกฯใหม่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 10.00 น.วันที่ 19 มีนาคม 2569 จะมีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 159 ที่ระบุในวรรคท้ายว่าผู้ที่ได้รับการโหวตเป็นนายกฯ ต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของ
จํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งขณะนี้สภาผู้แทนราษฎรมีสมาชิก 499 คน มากกว่ากึ่งหนึ่งคือต้องมีเสียง 250 คน ขณะนี้พรรคภูมิใจไทยได้รวบรวมเสียง สส.พรรคร่วมรัฐบาล ที่จะยกมือสนับสนุนให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกฯได้แล้ว 292 เสียง โดยประกอบด้วยพรรคภูมิใจไทย 191 เสียง พรรคเพื่อไทย 74 เสียง พรรคพลังประชารัฐ 5 เสียง พรรคประชาชาติ 5 เสียง พรรคเศรษฐกิจ 3 เสียง พรรค เพื่อชาติไทย, พรรครวมไทยสร้างชาติ และพรรคไทยสร้างไทย พรรคละ 2 เสียง พรรคใหม่, พรรครวมใจไทย, พรรคไทยทรัพย์ทวี, พรรครวมพลังประชาชน, พรรคมิติใหม่, พรรคประชาธิปไตยใหม่,พรรคทางเลือกใหม่, พรรคโอกาสใหม่ พรรคละ 1 เสียง รวม 292 เสียง

พท.มติเอกฉันท์หนุนอนุทินนายกฯ

เวลา 14.00 น. ที่พรรคเพื่อไทยมีการประชุม สส.พรรคเพื่อไทย (พท.) ก่อนการโหวตนายกรัฐมนตรีในวันที่ 19 มีนาคมนี้ โดยมีนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย เป็นประธานการประชุม ที่ประชุมได้มีการหารือแนวทางแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานในปัจจุบันด้วย นายจุลพันธ์ แถลงหลังประชุมว่า การประชุมสส.เพื่อไทยวันนี้ เป็นวาระการเสนอรายชื่อบุคคลซึ่งสมควรได้รับตำแหน่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และจากความชัดเจนของพรรคเพื่อไทยในการเข้าร่วมรัฐบาล พรรคมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า จะสนับสนุน นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้ดำรงตำแหน่งนายกฯเป็นมติที่สมาชิกได้มีร่วมกันและวันที่ 19 มีนาคมนี้ มีการนัดหมายก่อนประชุมราว 09.00 น.เพื่อจะไปประชุมร่วมกันและเตรียมพร้อมสู่การลงมติ

เรื่องเก้าอี้รัฐมนตรีไว้คุยลำดับต่อไป

ผู้สื่อข่าวถามว่า หลังจากนี้มีการคุยเรื่องการส่งชื่อว่าที่รัฐมนตรีไปอย่างไรบ้าง นายจุลพันธ์กล่าวว่า ไปทีละขั้นตอน เมื่อลงมติเลือกนายกฯเสร็จแล้วคงได้พูดคุยกับท่านนายกฯเพื่อหารือนัดหมายในเรื่องการพิจารณาเรื่องการจัดสรรและการทำงานร่วมกันต่อไป ถามอีกว่า ภายในเพื่อไทยมีการพูดคุยกันหรือยัง นายจุลพันธ์กล่าวว่า มีการพูดคุยอยู่ตลอด เป็นเรื่องปกติ แต่การตัดสินใจยังไม่ได้ดำเนินการ อยู่ที่องค์คณะกรรมการบริหารพรรคมอบหมายไป ถามย้ำว่า ใกล้ลงตัวหรือยังนายจุลพันธ์กล่าวว่า ใกล้นานแล้ว

ปชป.มีมติงดออกเสียงโหวตนายกฯ

ที่พรรคประชาธิปัตย์ มีการประชุมสส.เพื่อพิจารณาในการโหวตนายกรัฐมนตรีที่จะมีขึ้นในวันที่ 19 มี.ค. เวลา 10.00 น. โดยมี นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ และประธานสส.พรรคประชาธิปัตย์เป็น(ปชป.) ประธาน โดยมีสส. 20 คนเข้าร่วมประชุม ขาดเพียง นายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อประชาธิปัตย์ ลาการประชุมไปพบแพทย์ 

จากนั้นเวลา 15.30 น. นายสาทิตย์ แถลงว่าพรรคประชาธิปัตย์มีมติงดออกเสียงในการโหวตนายกรัฐมนตรี เพราะจากที่ผ่านมาพรรคจะลงมติงดออกเสียงเป็นส่วนใหญ่ และหากที่ประชุม ให้สมาชิกอภิปรายเรื่องคุณสมบัตินายกรัฐมนตรีพรรคมีมติให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ปชป.เป็นผู้อภิปรายและชี้แจงเหตุผลรายละเอียดว่า เหตุใดพรรค ปชป.จึงงดออกเสียง

จับตาปชป.งดโหวตปชน.หรือไม่

เมื่อถามว่า เป็นเพราะมีการส่งแข่งพรรคจึงได้มีมติงดออกเสียง หากมีเพียงคนเดียวก็สามารถที่จะลงมติถึงได้งดออกเสียง หากมีเพียงคนเดียวก็สามารถลงมติ เห็นด้วยหรือเห็นด้วยได้ นายสาทิตย์กล่าวว่า เป็นเหตุผลหนึ่ง แต่ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะเราได้พิจารณาคุณสมบัติของทั้งสองคนที่จะลงแข่งขันเป็นนายกฯ แต่เห็นว่า การงดออกเสียงจำเป็นและสำคัญส่วนเหตุผลและรายละเอียด นายอภิสิทธิ์ จะเป็นผู้ชี้แจง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ต้องจับตาดูว่า ในการโหวตวันที่ 19 มีนาคม พรรค ปชป.จะงดออกเสียงในการโหวตให้กับ นายณัฐพงษ์ ถ้าพรรคปชน.จะเสนอชื่อแข่งด้วยหรือไม่ เพราะก่อนหน้าที่พรรคปชป.เคยงดออกเสียงตอนโหวต นายพริษฐ์ เวชชาชีวะ ชิงประธานสภามาแล้วครั้งหนึ่ง โดยให้เหตุผลว่าพรรคปชน.ไม่เคยขอความเห็นจากพรรคร่วมฝ่ายค้าน

‘บวรศักดิ์’ชี้บาร์โค้ดยังเป็นความลับ

ด้าน นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดิน กรณีบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ด และคิวอาร์โค้ดไว้พิจารณามีข้อกังวลในเรื่องนี้หรือไม่ ว่า เป็นเรื่องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กับศาลรัฐธรรมนูญซึ่งศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นผู้พิจารณา เมื่อถามว่า มีความกังวลว่าการเลือกตั้งจะเป็นโมฆะนายบวรศักดิ์กล่าวว่า ก็อยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญ และอยู่ที่การนำสืบของ กกต. เมื่อถามต่อว่า มองอย่างไรการมีคิวอาร์โค้ดจะทำให้ไม่เป็นความลับหรือไม่ นายบวรศักดิ์กล่าวว่า“ผมเห็นว่ายังเป็นความลับอยู่ และหลายประเทศเขาก็ใช้ และไม่มีประเทศไหน วินิจฉัยว่าการเลือกตั้งเป็นโมฆะ แต่เรื่องนี้ก็ขึ้นอยู่กับศาล และขึ้นอยู่กับการนำสืบของกกต.ทางกกต.ก็ควรจะไปนำผู้เชี่ยวชาญมาสาธิตให้ศาลดูว่ามันเข้าถึงไม่ได้ง่ายหรอก เคยมีคนลองทำแล้วก็สำเร็จไหมล่ะ”