หญิงออสเตรเลียคลอดลูกแฝด 4 คนที่แบบตั้งครรภ์ตามธรรมชาติ แพทย์ชี้โอกาสเกิดเพียง 1 ใน 15 ล้าน

หญิงออสเตรเลียคลอดลูกแฝด 4 คนที่แบบตั้งครรภ์ตามธรรมชาติ แพทย์ชี้โอกาสเกิดเพียง 1 ใน 15 ล้าน

21 ก.ค. 2569 09:04 น.

หญิงออสเตรเลียคลอดลูกแฝด 4 คนที่แบบตั้งครรภ์ตามธรรมชาติ แพทย์ชี้โอกาสเกิดเพียง 1 ใน 15 ล้าน

หญิงชาวออสเตรเลีย วัย 34 ปี ให้กำเนิดลูกสาวแฝด 4 คน ที่เกิดจากการตั้งครรภ์ตามธรรมชาติ ซึ่งพบได้ยากมาก มีโอกาสเกิดได้เพียง 1 ใน 15 ล้านคน และแพทย์ระบุว่าเป็นการตั้งครรภ์ความเสี่ยงสูง 

วันที่ 20 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าว BBC รายงานว่า คณะแพทย์โรงพยาบาลสตรีรอยัลบริสเบน ในเมืองบริสเบน ของออสเตรเลีย เปิดเผยว่า นางเจนิทาร์ นาอาโมอานา วัย 34 ปี ให้กำเนิดลูกสาวฝาแฝด 4 แท้จากการตั้งครรภ์ตามธรรมชาติ หลังแพทย์ดูแลอย่างใกล้ชิดตลอดการตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงสูง

รายงานระบุว่า ทารกทั้ง 4 คน ได้แก่ เอมิลี แฮร์เรียต แคเธอรีน และอเล็กซา ลืมตาดูโลกด้วยการผ่าตัดคลอดเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ขณะอายุครรภ์ 28 สัปดาห์ 4 วัน โดยทั้งหมดเป็นแฝดแท้ 4 คน (Monozygotic Quadruplets) ซึ่งเกิดจากไข่ที่ปฏิสนธิเพียงใบเดียวแบ่งตัวออกเป็นตัวอ่อน 4 ตัว 

แพทย์หญิงอเล็กซา เบนดอลล์ สูตินรีแพทย์ผู้ดูแลการตั้งครรภ์ เปิดเผยว่า การตั้งครรภ์ลักษณะนี้พบได้เพียงประมาณ 1 ใน 15 ล้านการตั้งครรภ์ และยิ่งกรณีที่ทารกทั้ง 4 ใช้รกเดียวกัน ยิ่งถือว่าหาได้ยากอย่างยิ่ง พร้อมระบุว่าเป็นการตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงสูง ทั้งต่อมารดาและทารก

รายงานข่าวระบุว่า ทางโรงพยาบาลรับตัวนางนาอาโมอานาเข้าพักรักษาตั้งแต่อายุครรภ์ 25 สัปดาห์ เพื่อเฝ้าติดตามอาการอย่างใกล้ชิด โดยทีมแพทย์ตั้งเป้าหมายให้สามารถประคองการตั้งครรภ์จนถึง 28 สัปดาห์ ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จเกินความคาดหมาย เพราะทารกทั้ง 4 คนคลอดออกมาอย่างปลอดภัยและมีสุขภาพแข็งแรง

แพทย์หญิงเบนดอลล์กล่าวชื่นชมมารดาว่า สามารถผ่านการตั้งครรภ์ที่ยากลำบากมาได้โดยแทบไม่เกิดภาวะแทรกซ้อน และรู้สึกซาบซึ้งที่ครอบครัวตั้งชื่อลูกสาวคนหนึ่งว่า “อเล็กซา” เพื่อเป็นเกียรติแก่เธอ

โดยแพทย์ระบุว่าทารกทั้ง 4 คนมีอาการแข็งแรงและตอบสนองต่อการรักษาเป็นอย่างดีขณะนี้ทารกยังพักรักษาตัวอยู่ในหอผู้ป่วยทารกแรกเกิดวิกฤต จนกว่าจะมีพัฒนาการเทียบเท่าทารกครบกำหนดคลอด 

ขณะที่นางนาอาโมอานาและสามี นายจอร์แธม นาอาโมอานา มีลูกอยู่แล้ว 4 คน อายุระหว่าง 1-10 ปี ทำให้ปัจจุบันทั้งคู่มีลูกทั้งหมด 8 คน และได้เปิดระดมทุนผ่านทางออนไลน์เพื่อนำเงินไปซื้อรถตู้ที่มีที่นั่งอย่างน้อย 10 ที่นั่ง สำหรับใช้เดินทางพร้อมสมาชิกทั้งครอบครัว

ทั้งนี้ แพทย์ระบุว่า การคลอดลูกแฝด 4 จากการตั้งครรภ์ตามธรรมชาติโดยทั่วไปพบได้ประมาณ 1 ใน 700,000 การคลอด แต่กรณีของแฝดแท้ทั้ง 4 คนที่เกิดจากไข่ใบเดียวแบ่งตัวออกเป็นตัวอ่อน 4 ตัวนั้น นับเป็นปรากฏการณ์ที่หายากยิ่งกว่า และสร้างความสนใจในวงการแพทย์ทั่วโลก.

ที่มา BBC

สุดสลด! เพื่อนกระโดดลงน้ำช่วยเพื่อนกำลังจะจม สุดท้ายเสียชีวิต 5 ศพในแม่น้ำโอไฮโอ

สุดสลด! เพื่อนกระโดดลงน้ำช่วยเพื่อนกำลังจะจม สุดท้ายเสียชีวิต 5 ศพในแม่น้ำโอไฮโอ

21 ก.ค. 2569 08:59 น.

สุดสลด! เพื่อนกระโดดลงน้ำช่วยเพื่อนกำลังจะจม สุดท้ายเสียชีวิต 5 ศพในแม่น้ำโอไฮโอ

เกิดเหตุสลดในรัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา หลังมีผู้เสียชีวิตถึง 5 ราย จากความพยายามลงไปช่วยผู้ที่กำลังจะจมน้ำในแม่น้ำ โดยเด็กคนหนึ่งวิ่งออกไปขอความช่วยเหลือ จนนำไปสู่การแจ้งเหตุฉุกเฉิน 911

สำนักข่าว AP รายงานว่า เหตุสลดเกิดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์บริเวณแม่น้ำไซโอโต ในเมืองพาวเวลล์ ชานเมืองโคลัมบัส รัฐโอไฮโอ โดยกลุ่มผู้เสียชีวิตได้เดินทางมาพักผ่อนริมแม่น้ำ ก่อนที่หนึ่งในสมาชิกจะลงไปว่ายน้ำ

เจฟฟรีย์ บัลเซอร์ นายอำเภอเขตเดลาแวร์ เปิดเผยว่า ช่วงเวลานั้นเองคือจุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรม เมื่อผู้ที่ลงไปว่ายน้ำมีทีท่าว่าจะจมน้ำ ทำให้คนอื่น ๆ พากันกระโดดลงไปช่วย แต่กลับถูกกระแสน้ำพัดจนตกอยู่ในอันตรายเช่นกัน

ระหว่างเกิดเหตุ เด็กคนหนึ่งที่อยู่ในกลุ่มตัดสินใจวิ่งออกไปตามถนนเพื่อขอความช่วยเหลือ จนมีผู้ขับรถผ่านมาพบและโทรแจ้งสายด่วน 911 ส่งผลให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยเร่งเข้าค้นหา

เจ้าหน้าที่สามารถช่วยเหลือและนำหญิง 2 คนขึ้นจากแม่น้ำได้เมื่อวันอาทิตย์ แต่ทั้งคู่เสียชีวิตในเวลาต่อมาที่โรงพยาบาล ส่วนเช้าวันจันทร์เจ้าหน้าที่ค้นพบร่างของผู้ชายอีก 3 คนในแม่น้ำ ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตรวมเป็น 5 ราย ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ยังไม่เปิดเผยจุดที่พบร่างผู้เสียชีวิตแต่ละราย และอยู่ระหว่างการแจ้งญาติ

ข้อมูลจากสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐ (USGS) ระบุว่า ในวันเกิดเหตุระดับน้ำในแม่น้ำไซโอโตสูงและไหลเชี่ยวผิดปกติ โดยอัตราการไหลของน้ำอยู่ที่ประมาณ 350 ลูกบาศก์ฟุตต่อวินาที หรือราว 10 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพิ่มขึ้นมากกว่า 4 เท่าเมื่อเทียบกับช่วง 3 วันก่อนหน้า และสูงกว่าค่าเฉลี่ยมากกว่า 2 เท่า

หลังเกิดเหตุ เด็ก 2 คนที่มีอายุต่ำกว่า 10 ปี ซึ่งอยู่ในที่เกิดเหตุ ได้รับการดูแลจากหน่วยงานคุ้มครองเด็กและครอบครัวเป็นการชั่วคราว

นายอำเภอบัลเซอร์กล่าวเตือนประชาชนว่า ผู้ที่ลงเล่นน้ำควรประเมินสภาพแหล่งน้ำและความสามารถของตนเองทุกครั้ง โดยเฉพาะในช่วงที่ระดับน้ำสูงและกระแสน้ำไหลแรง และควรมีคนอยู่ใกล้ ๆ เพื่อแจ้งขอความช่วยเหลือหากเกิดเหตุฉุกเฉิน

โศกนาฏกรรมครั้งนี้เกิดขึ้นเพียง 2 วัน หลังจากเกิดเหตุน้ำป่าไหลหลากในรัฐยูทาห์ ซึ่งพัดนักเดินป่าเสียชีวิต 5 ราย สะท้อนถึงอันตรายจากกระแสน้ำที่เชี่ยวกรากในหลายพื้นที่ของสหรัฐฯ ช่วงฤดูฝนและพายุในขณะนี้.

ที่มา : AP

สหรัฐฯ จำคุกตลอดชีวิต “เอล มาโย” เจ้าพ่อแก๊งค้ายาเสพติด

สหรัฐฯ จำคุกตลอดชีวิต “เอล มาโย” เจ้าพ่อแก๊งค้ายาเสพติด

21 ก.ค. 2569 06:10 น.

สหรัฐฯ จำคุกตลอดชีวิต “เอล มาโย” เจ้าพ่อแก๊งค้ายาเสพติด

ศาลสหรัฐฯ ตัดสินจำคุกตลอดชีวิต “เอล มาโย” เจ้าพ่อแก๊งค้ายาเสพติดเม็กซิโก ผู้ถูกหลอกมาจับกุมตัวในสหรัฐฯ เมื่อ 2 ปีก่อน โดยเจ้าตัวกล่าวขอโทษในศาล และขอให้คนรุ่นหลังเลือกเดินเส้นทางอื่น

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันจันทร์ที่ 20 ก.ค. 2569 ว่า อิสมาเอล “เอล มาโย” ซัมบาดา หนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลและฉาวโฉ่ที่สุดแห่งวงการแก๊งค้ายาเสพติดในเม็กซิโก ถูกผู้พิพากษาสหรัฐฯ ตัดสินให้จำคุกตลอดชีวิต หลังจากเขาถูกหลอกมาติดกับและถูกจับกุมในสหรัฐฯ เมื่อ 2 ปีก่อน

เอล มาโย วัย 76 ปี เป็นผู้ร่วมก่อตั้งแก๊งซินาโลอา (Sinaloa Cartel) ซึ่งเป็นแก๊งอาชญากรรมขนาดใหญ่ในเม็กซิโก ร่วมกับ ฮวาคิน “เอล ชาโป” กุซมัน โดยเขากล่าวขอโทษในชั้นศาล และถูกสั่งให้จ่ายเงินค่าปรับและยึดทรัพย์เป็นจำนวน 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

ทั้งนี้ ปฏิบัติการซ้อนแผนจับกุม เอล มาโย เกิดขึ้นในปี 2567 โดยลูกชายของเอล ชาโป ได้ทำให้ เอล มาโย เชื่อว่า พวกเขากำลังเดินทางไปยังตอนเหนือของเม็กซิโกเพื่อตรวจตราสนามบินลับ แต่เครื่องบินกลับลงจอดในรัฐเทกซัส และเขาถูกจับกุมในที่สุด

เมื่อปีก่อน เอล มาโย ได้บรรลุข้อตกลงรับสารภาพกับอัยการ โดยเขาจะยอมรับข้อหาลักลอบค้ายาเสพติดและสมคบคิด เพื่อแลกกับการรอดพ้นจากโทษประหารชีวิต

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ไบรอัน โคแกน ผู้พิพากษาศาลแขวงสหรัฐฯ พิพากษาโทษ เอล มาโย ระหว่างการไต่สวนที่ศาลรัฐบาลกลางในบรุกลิน โดยการรับสารภาพของเขาทำให้ต้องรับโทษจำคุกตลอดชีวิตตามที่กฎหมายกำหนด

เอล มาโย กล่าวผ่านล่ามแปลภาษาระหว่างการไต่สวนว่า เขาเสียใจสำหรับความเสียหายที่เขาก่อขึ้น และสำหรับการเป็นแบบอย่างที่เลวร้าย พร้อมเรียกร้องให้คนรุ่นหลัง “เลือกเส้นทางอื่น”

“หากมีสิ่งหนึ่งที่ผมสามารถพูดและมีคุณค่าในวันนี้ มันคือสิ่งนี้ ความรุนแรงจะต้องยุติลง” อดีตหัวหน้าแก๊งค้ายาเสพติดกล่าว “ในเม็กซิโกและพื้นที่อื่น ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากอาชญากรรมประเภทนี้ มีหลายชีวิตต้องสูญเสียไป หลายครอบครัวต้องพังทลาย และคนหนุ่มสาวจำนวนมากต้องติดอยู่ในวงจรที่นำไปสู่เรือนจำหรือความตายเท่านั้น”

ด้านกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ระบุว่า เงินจำนวน 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ที่ เอล มาโย ถูกสั่งให้ชดใช้นั้น สะท้อนถึงผลกำไรจากการค้ายาเสพติดในบทบาทผู้นำหลักขององค์กรอาชญากรรม

ทั้งนี้ แก๊งซินาโลอาได้เปิดศึกสู้รบกันเองนับตั้งแต่ เอล มาโย ถูกจับกุมตัว และสร้างความวุ่นวายโกลาหลไปทั่วรัฐซินาโลอาของเม็กซิโก โดยมีรายงานว่ามีผู้สูญหายหลายร้อยคนในระหว่างการปะทะกันของกลุ่มอริสองฝ่ายภายในแก๊ง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์ประกาศ ตั้งกำแพงภาษี 50% กับสินค้านำเข้าจากแคนาดา

ทรัมป์ประกาศ ตั้งกำแพงภาษี 50% กับสินค้านำเข้าจากแคนาดา

21 ก.ค. 2569 05:31 น.

ทรัมป์ประกาศ ตั้งกำแพงภาษี 50% กับสินค้านำเข้าจากแคนาดา

โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้าจากแคนาดา 50% อ้างว่าเพื่อตอบโต้ที่แคนาดาปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียมต่อผลิตภัณฑ์ของสหรัฐฯ ทั้ง รถยนต์, นม และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

เมื่อวันจันทร์ที่ 20 ก.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารเพื่อเก็บภาษีศุลกากรในอัตราร้อยละ 50 กับสินค้าหลากหลายประเภทที่นำเข้ามาจากแคนาดา โดยอ้างว่านี่เป็นการตอบโต้ที่แคนาดา “ปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียม” ต่อรถยนต์ ผลิตภัณฑ์นม และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของสหรัฐฯ

มาตรการจัดเก็บภาษีดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 19 สิงหาคม ซึ่งถือเป็นการยกระดับความตึงเครียดทางการค้าครั้งใหญ่ระหว่างสองประเทศเพื่อนบ้านในทวีปอเมริกาเหนือ

ทำเนียบขาวระบุว่า การตั้งกำแพงภาษีนี้มีความจำเป็นเพื่อปกป้องภาคธุรกิจของอเมริกา โดยสินค้าที่ตกเป็นเป้าหมายมีตั้งแต่สินค้าอุปโภคบริโภค เช่น ไวน์ และไม้ฮอกกี้ ไปจนถึงสินค้าอุตสาหกรรมอย่างปูนซีเมนต์เพื่อการพาณิชย์ อย่างไรก็ตาม สินค้าส่งออกหลักหลายรายการจะได้รับการยกเว้น เช่น พลังงาน โพแทช แร่ธาตุสำคัญ และปลา

ภาษีศุลกากรใหม่นี้เป็นการซ้ำเติมอุปสรรคทางการค้าที่มีผลบังคับใช้อยู่แล้วระหว่างทั้งสองประเทศ

ในปัจจุบันสหรัฐฯ ยังคงเก็บภาษีศุลกากรจาก เหล็ก อลูมิเนียม และทองแดง ที่นำเข้าจากแคนาดาในอัตรา 15% ถึง 50% นอกจากนี้ วอชิงตันยังจัดเก็บภาษีจากไม้แปรรูปเนื้ออ่อนของแคนาดาในอัตรา 35% ควบคู่ไปกับภาษีชิ้นส่วนรถยนต์ที่ไม่ได้ผลิตในสหรัฐฯ อัตรา 25% ด้วย

ขณะที่แคนาดาก็มีมาตรการตอบโต้ด้วยการเก็บภาษี 25% จากเหล็ก อลูมิเนียม และรถยนต์บางรายการที่นำเข้าจากสหรัฐฯ

การประกาศจัดเก็บภาษีเมื่อวันจันทร์มีขึ้นหลังจากที่ประธานาธิบดีทรัมป์เคยขู่ว่าจะคำสั่งเก็บภาษี สืบเนื่องจากปัญหากลุ่มควันไฟป่าของแคนาดาที่พัดเข้าสู่เมืองต่าง ๆ ของสหรัฐฯ ทว่า กลับไม่มีการกล่าวถึงเรื่องไฟป่าในคำสั่งฝ่ายบริหารที่ทรัมป์ลงนามแต่อย่างใด

ในทางกลับกัน แถลงการณ์ทั้ง 3 ฉบับกลับพูดถึงประเด็นความขัดแย้งทางการค้าของสหรัฐฯ ที่แคนาดาทราบดีอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งเกี่ยวข้องกับรถยนต์ ผลิตภัณฑ์นม และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงความล้มเหลวในการเจรจาทางการค้าระหว่างทั้งสองประเทศ

ในส่วนของรถยนต์ ทรัมป์กล่าวหาแคนาดาว่าจัดเก็บภาษียานยนต์และชิ้นส่วนของสหรัฐฯ ที่ไม่ได้อยู่ภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างแคนาดา สหรัฐฯ และเม็กซิโก หรือที่รู้จักกันในชื่อ USMCA ฉบับปัจจุบัน แต่กลับไม่จัดเก็บภาษีในลักษณะเดียวกันนี้กับประเทศอื่น ๆ ซึ่งทรัมป์มองว่านี่เป็นการเลือกปฏิบัติต่อสหรัฐฯ

ทั้งนี้ กระบวนการผลิตยานยนต์ในอเมริกาเหนือนั้นมีความเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้งระหว่างแคนาดา สหรัฐฯ และเม็กซิโก โดยนายทรัมป์เคยระบุว่าเรื่องรถยนต์เป็นหนึ่งในประเด็นที่ทั้งสองประเทศมีผลประโยชน์ขัดกันในอดีต

ขณะเดียวกัน ผลิตภัณฑ์นมก็เป็นปัญหาเรื้อรังสำหรับสหรัฐฯ มาโดยตลอด โดยเฉพาะระบบการจัดการอุปทานของแคนาดาที่จำกัดการนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งสินค้าที่เกินโควตาจะถูกจัดเก็บภาษีสูงถึงกว่า 300%

และประการสุดท้ายคือ การที่หลายรัฐในแคนาดาคว่ำบาตรเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของสหรัฐฯ ซึ่งบังคับใช้ตั้งแต่ปีก่อน กลายเป็นจุดขัดแย้งสำคัญสำหรับฝ่ายอเมริกัน โดยเหล่าผู้ว่าการรัฐของแคนาดายืนยันว่า มาตรการจะถูกยกเลิกก็ต่อเมื่อสหรัฐฯ ยอมยกเว้นภาษีในภาคส่วนสำคัญของแคนาดา ซึ่งรวมถึงโลหะและยานยนต์

ที่ผ่านมา คณะผู้เจรจาทางการค้าของแคนาดาพยายามดำเนินการเพื่อบรรลุข้อตกลงที่จะช่วยลดภาษีปัจจุบันของสหรัฐฯ ลงบางส่วน แต่การประกาศตั้งกำแพงภาษีล่าสุดของนายทรัมป์ เป็นสัญญาณชัดเจนว่า การเจรจาดังกล่าวกำลังดำเนินไปในทิศทางที่ไม่เป็นผลดีต่อแคนาดาเลย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

กลุ่มฮามาสตั้ง “คาลิล อัล-ฮายยา” เป็นผู้นำสูงสุดคนใหม่

กลุ่มฮามาสตั้ง “คาลิล อัล-ฮายยา” เป็นผู้นำสูงสุดคนใหม่

21 ก.ค. 2569 04:34 น.

กลุ่มฮามาสตั้ง “คาลิล อัล-ฮายยา” เป็นผู้นำสูงสุดคนใหม่

กลุ่มฮามาสแต่งตั้ง คาลิล อัล-ฮายยา ซึ่งมีแนวคิดแข็งกร้าว ขึ้นเป็นผู้นำสูงสุดคนใหม่ของกลุ่ม ส่งสัญญาณไม่ละทิ้งการต่อสู้ด้วยอาวุธ และปฏิเสธการปลดอาวุธใด ๆ

เมื่อวันจันทร์ที่ 20 ก.ค. 2569 กลุ่มฮามาสออกแถลงการณ์ประกาศแต่งตั้ง คาลิล อัล-ฮายยา (Khalil Al-Hayya) ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดคนใหม่ โดยนักวิเคราะห์มองว่า ความเคลื่อนไหวนี้อาจเป็นสัญญาณว่าทางกลุ่มจะมีท่าทีที่แข็งกร้าวมากขึ้นต่อข้อเรียกร้องของอิสราเอลที่ต้องการให้พวกเขาปลดอาวุธ

นายอัล-ฮายยา จะเข้ามารับตำแหน่งแทน ยาห์ยา ซินวาร์ ซึ่งเสียชีวิตจากการสู้รบกับกองกำลังอิสราเอลเมื่อเดือนตุลาคม 2567 ในสงครามที่ปะทุขึ้นเมื่อ 1 ปีก่อนหน้านั้น และจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติลง

นายอัล-ฮายยา เป็นผู้นำกลุ่มฮามาสประจำฉนวนกาซาที่ลี้ภัยอยู่ในต่างประเทศและยังเป็นหัวหน้าคณะเจรจา ก่อนจะก้าวขึ้นมาเป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในโครงสร้างผู้นำของฮามาส นับตั้งแต่การเสียชีวิตของซินวาร์ และ อิสมาอิล ฮานิเยห์ ซึ่งถูกลอบสังหารในอิหร่านเมื่อเดือนกรกฎาคม 2567

เขาถูกมองว่าเป็นผู้ที่มีแนวคิดสายแข็งกร้าว (Hardline) มากกว่า คาเลด เมชาล หัวหน้าสำนักงานของกลุ่มฮามาสในต่างแดน ซึ่งเป็นตัวเก็งอีกคนหนึ่งในการชิงตำแหน่งผู้นำครั้งนี้

ด้านเจ้าหน้าที่อิสราเอลเปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า อัล-ฮายยา เป็นหนึ่งในบรรดาผู้นำระดับสูงของกลุ่มฮามาสที่ตกเป็นเป้าหมายการโจมตีของอิสราเอลในกรุงโดฮา เมืองหลวงของกาตาร์ ซึ่งเป็นสถานที่พำนักของเขา เมื่อปี 2568 ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ กลุ่มฮามาสกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งนับตั้งแต่ก่อตั้งกลุ่มขึ้นในปี 2530 หลังได้รับความบอบช้ำอย่างหนักจากสงครามที่ยืดเยื้อนานกว่า 2 ปีครึ่ง ซึ่งปะทุขึ้นจากการที่พวกเขาบุกโจมตีอิสราเอลเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566 อีกทั้งยังต้องเผชิญกับข้อเรียกร้องจากนานาชาติให้มีการปลดอาวุธ

แม้ว่าการสู้รบในฉนวนกาซาจะบรรเทาลงนับตั้งแต่มีการประกาศหยุดยิงซึ่งมีสหรัฐฯ เป็นคนกลางเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา แต่อิสราเอลยังคงควบคุมพื้นที่กว่าร้อยละ 60 ของดินแดนแห่งนี้ การโจมตียังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และความเป็นอยู่ของประชากรในกาซากว่า 2 ล้านคนยังคงอยู่ในขั้นวิกฤต

ผู้นำของกลุ่มฮามาสยังถูกสังหารไปเป็นจำนวนมาก โดยนับตั้งแต่การเสียชีวิตของนายซินวาร์ ฮามาสก็หันมาใช้ระบบสภาบริหารสูงสุดที่มีสมาชิก 5 คน ซึ่งรวมถึง อัล-ฮายยาและเมชาล ร่วมกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงอีก 3 คน

กระบวนการเลือกตั้งหัวหน้ากลุ่มฮามาสนั้นเป็นขั้นตอนที่ยาวนานซึ่งเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เดือนมกราคม แต่ต้องหยุดชะงักลงเนื่องจากสงครามในอิหร่านและเลบานอน รวมถึงปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลที่ยังคงดำเนินอยู่ในพื้นที่ฉนวนกาซา

เรฮาม โอดาห์ นักวิเคราะห์การเมืองชาวปาเลสไตน์ กล่าวว่า ชัยชนะของ อัล-ฮายยา เป็นสารที่แสดงให้เห็นว่า กลุ่มฮามาสยังคงมุ่งมั่นกับการต่อสู้ด้วยอาวุธ ปฏิเสธการปลดอาวุธภายใต้เงื่อนไขใด ๆ และตั้งใจที่จะฟื้นฟูความแข็งแกร่งทางทหารของตนขึ้นมาใหม่ ในขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาพันธมิตรกับอิหร่านและกลุ่มที่เรียกตนเองว่า “อักษะแห่งการต่อต้าน” (Axis of Resistance) เอาไว้

“สิ่งนี้บ่งชี้ว่า การเจรจาที่เกี่ยวข้องกับการปลดอาวุธมีแนวโน้มที่จะต้องเผชิญกับความยากลำบากและอุปสรรคครั้งใหญ่” โอดาห์บอกกับสำนักข่าวรอยเตอร์

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทรัมป์ลั่น โจมตีอิหร่านเพื่อ “เป็นเกียรติ” แก่ทหารอเมริกันที่เสียชีวิต

ทรัมป์ลั่น โจมตีอิหร่านเพื่อ “เป็นเกียรติ” แก่ทหารอเมริกันที่เสียชีวิต

21 ก.ค. 2569 03:38 น.

ทรัมป์ลั่น โจมตีอิหร่านเพื่อ “เป็นเกียรติ” แก่ทหารอเมริกันที่เสียชีวิต

โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศกร้าวว่า การโจมตีอิหร่านระลอกล่าสุดมีขึ้นเพื่อ “เป็นเกียรติ” แก่ทหารอเมริกัน 3 นายที่เสียชีวิต ขณะที่เตหะรานตอบโต้ด้วยการโจมตีทรัพย์สินของสหรัฐฯ ในซีเรียและจอร์แดน

เมื่อ 20 ก.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมากล่าวว่า การโจมตีระลอกล่าสุดของสหรัฐฯ ได้ถล่มอิหร่านอย่าง “หนักหน่วงมาก” พร้อมเสริมว่าการโจมตีดังกล่าวมีขึ้นเพื่อ “เป็นเกียรติ” ให้แก่ทหารสหรัฐฯ 3 นายที่เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา โดย 2 นายเสียชีวิตในจอร์แดน และอีก 1 นายในอิรัก

ทรัมป์เตือนด้วยว่า “ทุกครั้งที่อิหร่านสังหารทหารอเมริกัน พวกเขาจะต้องชดใช้ให้กับการเข่นฆ่านั้นมากกว่าเดิมหลายเท่า”

กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (Centcom) ระบุว่า การโจมตีของกองทัพซึ่งดำเนินติดต่อกันเป็นคืนที่ 9 เมื่อวันอาทิตย์ มุ่งเป้าไปที่ฐานทัพทหารและเครือข่ายการสื่อสาร เพื่อ “ลดทอนขีดความสามารถ” ของอิหร่านในการโจมตีเรือขนส่งสินค้าในช่องแคบฮอร์มุซ โดยมีรายงานเสียงระเบิดดังสนั่นไปทั่วอิหร่าน

ทางด้านอิหร่านระบุว่า กองทัพของพวกเขาตอบโต้ด้วยการ “โจมตีแบบไม่ให้ตั้งตัว” ในซีเรีย และมุ่งเป้าโจมตีเครื่องบินของสหรัฐฯ ที่ท่าอากาศยาน “อควาบา” ของจอร์แดนด้วย ขณะที่คูเวตระบุว่า พวกเขาสามารถสกัดการโจมตีด้วยโดรนของอิหร่านเอาไว้ได้

สำนักข่าว “ทัสนิม” (Tasnim) สื่อกึ่งทางการของอิหร่านรายงานว่า มีเมืองหลายแห่งถูกโจมตี รวมถึงทาบริซ, ชาบาฮาร์, โกนารัก, บันดาร์ มาห์ชาห์ร และบันดาร์ อิหม่าม โคมัยนี

สื่ออิหร่านระบุว่าด้วยว่า มีเรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำเกิดระเบิดขึ้น ขณะที่เรือดังกล่าวพยายามจะเดินทางข้ามช่องแคบฮอร์มุซ

กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC) ระบุว่า เรือบรรทุกน้ำมันทั้งสองลำกำลังเดินทางผ่านเส้นทางสายใต้ของช่องแคบ ซึ่งอิหร่านเรียกว่าเป็น “เส้นทางที่ไม่ปลอดภัยและอันตราย” ส่งผลให้เรือ “เกิดระเบิดและต้องหยุดชะงักลง” อย่างไรก็ตาม กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ ได้ปฏิเสธคำกล่าวอ้างดังกล่าว

IRGC ย้ำด้วยว่า ช่องแคบแห่งนี้ “จะไม่ปลอดภัยสำหรับการขนส่งผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี หรือแม้แต่น้ำมันและก๊าซเพียงหยดเดียว” ตราบใดที่การโจมตีของสหรัฐฯ ยังคงดำเนินต่อไป และระบุว่าพวกเขาจะตอบโต้ด้วย “ปฏิบัติการลงโทษ”

ทั้งนี้ สถานการณ์ในตะวันออกกลางตึงเครียดยิ่งขึ้นอีก หลังจากในช่วงสุดสัปดาห์ทางกองทัพสหรัฐฯ รายงานว่า มีทหารอเมริกัน 2 นายเสียชีวิตจากการโจมตีของอิหร่านในจอร์แดนเมื่อวันศุกร์ (17 ก.ค.) และมีทหารนายที่ 3 ถูกประกาศว่าเป็นผู้สูญหาย โดยเจ้าหน้าที่พบ “ชิ้นส่วนร่างที่ยังระบุอัตลักษณ์ไม่ได้” ในระหว่างกระบวนการค้นหา

สหรัฐฯ ยืนยันด้วยว่า มีเจ้าหน้าที่กองทัพอีกนายเสียชีวิตระหว่างการจุดระเบิดทำลายโดรนพลีชีพของอิหร่านที่ถูกยิงตกในอิหร่าน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

รัสเซียยกระดับโจมตีเรือสินค้าในทะเลดำ ดับพุ่ง 10 ศพแล้ว

รัสเซียยกระดับโจมตีเรือสินค้าในทะเลดำ ดับพุ่ง 10 ศพแล้ว

21 ก.ค. 2569 02:56 น.

รัสเซียยกระดับโจมตีเรือสินค้าในทะเลดำ ดับพุ่ง 10 ศพแล้ว

รัสเซียยกระดับการโจมตีเรือสินค้าที่เดินทางผ่านทะเลดำ นอกชายฝั่งยูเครน โดยล่าสุดโจมตีเรือสัญชาติกินี-บิสเซา ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 10 ศพ ขณะที่ทางการเคียฟกำลังหาวิธีเพื่อคุ้มครองเรือต่างๆ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ที่รัสเซียใช้ขีปนาวุธครูซโจมตีเรือสินค้าสัญชาติกินี-บิสเซา นอกชายฝั่งเมืองโอเดซา ของยูเครนเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (20 ก.ค. 2569) เพิ่มขึ้นเป็น 10 ศพแล้ว แบ่งเป็นลูกเรือ 9 ราย และเจ้าหน้าที่นำร่องของท่าเรือยูเครน 1 ราย

นี่ถือเป็นการโจมตีเรือขนส่งสินค้าครั้งที่นองเลือดที่สุด นับตั้งแต่รัสเซียเริ่มพุ่งเป้าถล่มเส้นทางเดินเรือพาณิชย์ในทะเลดำ โดยคาดว่า มอสโกมีจุดประสงค์เพื่อข่มขู่และสกัดกั้นไม่ให้บริษัทต่างชาติเข้ามาซื้อสินค้าของยูเครน รวมถึงกดดันไม่ให้ใช้เส้นทางเดินเรือนี้

อนึ่ง เส้นทางทะเลดำถือเป็นท่อน้ำเลี้ยงหลักทางเศรษฐกิจของรัฐบาลยูเครน โดยการส่งออกทางเรือคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 2 ใน 3 ของการส่งออกสินค้าเกษตรทั้งหมดของยูเครน ซึ่งมีมูลค่าสูงถึงประมาณ 9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

ฝ่ายยูเครนก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยนายกรัฐมนตรี เซอร์ฮีย์ โกเรตสกี แถลงว่ารัฐบาลและกองทัพกำลังเตรียมออกมาตรการเร่งด่วนเพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการเดินเรือ และปกป้องเรือพาณิชย์รวมถึงลูกเรือจากการโจมตีของรัสเซีย

ทั้งนี้ ในเดือนกรกฎาคมเพียงเดือนเดียว มีผู้เสียชีวิตจากการโจมตีของรัสเซียในภูมิภาคโอเดซาแล้วถึง 28 ศพ อย่างไรก็ดี ชายหาดในเมืองนี้ยังคงเปิดรับนักท่องเที่ยว โดยมีการสร้างบังเกอร์หลบภัยไว้ตามชายหาดต่าง ๆ แม้จะมีความเสี่ยงสูงเนื่องจากขีปนาวุธมักถูกยิงมาจากทางทะเล

ยูเครนตอบโต้การโจมตีของรัสเซียด้วยการส่งโดรนกว่า 400 ลำ โจมตีเป้าหมายทางทหารและคลังน้ำมันในแคว้นมอสโก ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ 10 ราย นอกจากนี้ยังมีรายงานเหตุโดรนยูเครนโจมตีรถบัสในแคว้นเบลโกรอดของรัสเซีย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 5 ศพ รวมเด็ก 1 ราย ซึ่งทางยูเครนยังไม่ได้แสดงความคิดเห็นในกรณีนี้

ด้านองค์การสหประชาชาติ (UN) ระบุว่า เดือนมิถุนายนที่ผ่านมาเป็นเดือนที่มีพลเรือนยูเครนเสียชีวิตและบาดเจ็บจากการโจมตีของรัสเซีย สูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2565 ซึ่งเป็นช่วง 2 เดือนแรกของสงคราม โดยมีพลเรือนเสียชีวิตอย่างน้อย 293 ศพ และบาดเจ็บอีก 1,990 ราย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

น้ำพุถล่มในสเปน ขณะฉลองแชมป์บอลโลก เด็กชาย 13 ขวบเสียชีวิต

น้ำพุถล่มในสเปน ขณะฉลองแชมป์บอลโลก เด็กชาย 13 ขวบเสียชีวิต

21 ก.ค. 2569 00:10 น.

น้ำพุถล่มในสเปน ขณะฉลองแชมป์บอลโลก เด็กชาย 13 ขวบเสียชีวิต

เกิดเหตุสลดระหว่างการเฉลิมฉลองแชมป์ฟุตบอลโลกในประเทศสเปน เมื่อเกิดเหตุน้ำพุพังถล่มลงมา ส่งผลให้เด็กชายวัยเพียง 13 ขวบเสียชีวิต และมีเด็กได้รับบาดเจ็บอีก 2 ราย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โครงสร้างส่วนหนึ่งของน้ำพุ “อาร์บอล กอร์ดอน” (Árbol Gordo) ในเมืองซิวดัด โรดริโก ของจังหวัดซาลามังกา ทางตะวันตกเฉียงเหนือของสเปน เกิดพังถล่มลงมาในขณะที่ผู้คนจำนวนมากออกมาเฉลิมฉลองการคว้าแชมป์ของทีมชาติสเปนในศึกฟุตบอลโลก ซึ่งเพิ่งสิ้นสุดลงเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

โครงสร้างบางส่วนเกิดถล่มลงมาเมื่อเวลาประมาณ 00:30 น. ของวันจันทร์ที่ 20 ก.ค. 2569 ตามเวลาท้องถิ่น หลังจากมีคนหลายคนปีนขึ้นไปเพื่อฉลองชัยชนะ ทำให้เด็กชายวัยเพียง 13 ขวบเสียชีวิต ขณะที่มีเยาวชนอีก 2 คนได้รับบาดเจ็บด้วย โดยหนึ่งในนั้นถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเนื่องจากต้องสงสัยว่ากระดูกขาหัก

“สิ่งที่ควรจะเป็นการเฉลิมฉลองชัยชนะในฟุตบอลโลกของทีมชาติสเปน ได้กลายเป็นโศกนาฏกรรมไปเสียแล้ว” ศาลาว่าการเมืองซิวดัด โรดริโก โพสต์ข้อความบนสื่อสังคมออนไลน์

หน่วยบริการฉุกเฉินประจำแคว้นกัสติยาและเลออนระบุว่าได้แจ้งไปยังตำรวจท้องถิ่นของเมือง รวมถึงกองกำลังพิทักษ์พลเรือนของซาลามังกา, นักดับเพลิง และหน่วยบริการทางการแพทย์ฉุกเฉินท้องถิ่น ซึ่งได้ส่งหน่วยดูแลผู้ป่วยวิกฤตเคลื่อนที่และรถพยาบาลช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานไปยังที่เกิดเหตุ

ในเวลาต่อมา หน่วยบริการฉุกเฉินฯ ก็ได้ร้องขอให้กองกำลังพิทักษ์พลเรือนเข้าตรวจสอบการเสียชีวิตของเด็กชาย ที่ได้รับการรักษาตัวที่ศูนย์การแพทย์ท้องถิ่น และขอให้จัดส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาเยียวยาและประคับประคองจิตใจให้กับครอบครัวผู้สูญเสียด้วย

ทั้งนี้ ความสูญเสียดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจาก สเปนเอาชนะอาร์เจนตินาไปได้ 1-0 ในการแข่งขันฟุตบอลโลกนัดชิงชนะเลิศเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นการคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกครั้งที่สองในประวัติศาสตร์ของประเทศ ต่อจากความสำเร็จครั้งล่าสุดในปี 2010 (พ.ศ. 2553)

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

นายกฯ ใหม่อังกฤษ ประกาศแผนปฏิรูป 10 ปี มุ่งแก้วิกฤตค่าครองชีพ

นายกฯ ใหม่อังกฤษ ประกาศแผนปฏิรูป 10 ปี มุ่งแก้วิกฤตค่าครองชีพ

20 ก.ค. 2569 22:51 น.

นายกฯ ใหม่อังกฤษ ประกาศแผนปฏิรูป 10 ปี มุ่งแก้วิกฤตค่าครองชีพ

นายแอนดี เบิร์นแฮม รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของสหราชอาณาจักรแล้ว พร้อมประกาศแผนปฏิรูปประเทศ 10 ปี เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตค่าครองชีพ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจซบเซาของประเทศ

เมื่อวันจันทร์ที่ 20 ก.ค. 2569 นายแอนดี เบิร์นแฮม วัย 56 ปี อดีตนายกเทศมนตรีเมืองแมนเชสเตอร์ผู้ได้รับฉายา “ราชาแห่งภาคเหนือ” ได้เข้าเฝ้าพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ณ พระราชวังบักกิงแฮม เพื่อรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของสหราชอาณาจักรอย่างเป็นทางการแล้ว ทำให้เขากลายเป็นนายกฯ อังกฤษคนที่ 7 นับตั้งแต่ปี 2559

นายเบิร์นแฮมจัดงานแถลงข่าวที่หน้าบ้านเลขที่ 10 ถนนดาวนิง ซึ่งเป็นทั้งทำเนียบรัฐบาลสหราชอาณาจักรและที่พำนักของนายกรัฐมนตรี โดยให้คำมั่นว่าจะนำ “โมเดลทางการเมืองแบบใหม่” มาใช้เพื่อสร้างเสถียรภาพและเศรษฐกิจใหม่ให้กับประเทศผ่านแผนการดำเนินงานระยะ 10 ปี เพื่อบรรเทาวิกฤตค่าครองชีพและอื่นๆ

นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของสหราชอาณาจักรระบุว่า แผนของเขารวมถึงมาตรการระยะสั้นเพื่อเร่งช่วยเหลือประชาชนจากวิกฤตค่าครองชีพทันที

เขายังตั้งเป้าหมายสูงสุดในการ “ยุติปัญหาคนไร้บ้านที่ต้องนอนตามท้องถนน” ให้หมดไป และประกาศฟื้นฟูอุตสาหกรรมในประเทศผ่านการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐ และเร่งสร้างบ้านพักสวัสดิการแห่งรัฐ (Public Housing) เพิ่มเติม

ในส่วนของนโยบายต่างประเทศ เบิร์นแฮมเผยว่า เขาเตรียมต่อสายตรงถึงประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ และโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน โดยยืนยันจะสนับสนุนยูเครนอย่างเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ต่อไป

อย่างไรก็ตาม นายเบิร์นแฮมก้าวขึ้นสู่อำนาจท่ามกลางข้อจำกัดและโจทย์ยากมากมาย ก่อนที่การเลือกตั้งทั่วไปครั้งหน้าจะจัดขึ้นในปี 2572 รวมถึงวิกฤตเศรษฐกิจและการคลัง ซึ่งเขาต้องรับมือกับภาวะเศรษฐกิจซบเซา, หนี้สาธารณะระดับสูง และข้อบังคับทางการเงินที่เข้มงวดในการรักษาสมดุลระหว่างรายจ่ายของรัฐกับรายได้จากภาษี

นอกจากนั้นยังมีปัญหาสังคมและการย้ายถิ่นฐาน เช่น วิกฤตผู้พ้นสภาพการมีงานทำ, ค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการที่พุ่งสูง และปัญหาผู้อพยพทางเรือที่ผิดกฎหมาย ซึ่งส่งผลให้พรรคขวาจัดอย่าง Reform UK ของไนเจล ฟาราจ ซึ่งต่อต้านผู้อพยพ ได้รับความนิยมมากขึ้น

ขณะเดียวกันยังมีปัจจัยภายในประเทศ อย่างเช่น ความผันผวนของราคาพลังงานจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน และความไม่แน่นอนทางการเมืองของสหรัฐฯ ภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์

ทั้งนี้ นายเบิร์นแฮมก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ หลังจาก เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ ประกาศลาออกในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา หลังเผชิญกับเรื่องอื้อฉาวและการกลับลำนโยบายหลายครั้ง โดยก่อนลงจากตำแหน่งสตาร์เมอร์ยืนยันว่าเขาได้ส่งต่อสหราชอาณาจักรที่ “แข็งแกร่งและยุติธรรมยิ่งขึ้น” กว่าเมื่อสองปีก่อน

พรรคแรงงานเลือกดึงตัวเบิร์นแฮม (ซึ่งเพิ่งกลับมาเป็น สส. ได้เพียง 4 สัปดาห์ หลังจากเคยเป็น สส. และรัฐมนตรีในยุคโทนี แบลร์ และกอร์ดอน บราวน์) กลับมานำทัพ เนื่องจากมองว่าสไตล์ที่เข้าถึงง่ายและเป็นกันเองของเขา จะเป็นอาวุธสำคัญในการสกัดกั้นความนิยมของพรรค Reform UK

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

กบฏฮูตีในเยเมน ประกาศปิดกั้นเรือซาอุดีอาระเบีย หลังยิงปะทะเมื่อสัปดาห์ก่อน

กบฏฮูตีในเยเมน ประกาศปิดกั้นเรือซาอุดีอาระเบีย หลังยิงปะทะเมื่อสัปดาห์ก่อน

20 ก.ค. 2569 21:53 น.

กบฏฮูตีในเยเมน ประกาศปิดกั้นเรือซาอุดีอาระเบีย หลังยิงปะทะเมื่อสัปดาห์ก่อน

กบฏฮูตีในเยเมน ประกาศปิดกั้นการเดินเรือของซาอุดีอาระเบีย หลังมีการโจมตีสนามบินตอบโต้กันเมื่อสัปดาห์ก่อน โดยฮูตียืนยันว่านี่เป็นมาตรการตาต่อตาฟันต่อฟัน

เมื่อวันจันทร์ที่ 20 ก.ค. 2569 กลุ่มกบฏฮูตี ซึ่งยึดครองพื้นที่ขนาดใหญ่ในประเทศเยเมน ประกาศใช้มาตรการปิดกั้นการเดินเรือ (maritime embargo) ต่อประเทศซาอุดีอาระเบีย ยกระดับความตึงเครียดหลังจากทั้งสองฝ่ายยิงอาวุธตอบโต้กันเป็นครั้งแรกของปีนี้เมื่อสัปดาห์ก่อน

นายยาห์ยา ซารี โฆษกของกลุ่มฮูตีระบุในวิดีโอแถลงการณ์ว่า “เราขอประกาศใช้มาตรการปิดกั้นการเดินเรือต่ออาชญากรและศัตรูชาวซาอุฯ ของเรา โดยอิงตามหลักการ ‘ตาต่อตา ฟันต่อฟัน’ และมีผลบังคับใช้ทันทีเมื่อมีการออกแถลงการณ์นี้”

นายซารีระบุอีกว่า ความเคลื่อนไหวนี้มีขึ้นเพื่อตอบสนองต่อการที่ซาอุดีอาระเบียปิดกั้นท่าเรือและสนามบินของกลุ่มฮูตี และมุ่งเป้าโจมตีสนามบินในกรุงซานาเมื่อสัปดาห์ก่อน พร้อมเสริมว่าพวกเขาจะตอบโต้ “การปิดล้อมด้วยการปิดล้อมเช่นกัน”

“การกระทำอันโง่เขลาใด ๆ ที่เกิดจากศัตรูชาวซาอุฯ ที่ไร้ความยั้งคิดผ่านการยกระดับความรุนแรงในทุกรูปแบบ จะต้องเผชิญกับการยกระดับการตอบโต้ที่เบ็ดเสร็จและเด็ดขาด” ซารีกล่าวเสริม

ทั้งนี้ เมื่อสัปดาห์ก่อน ความขัดแย้งในเยเมนที่สงบลงไปนานได้ปะทุขึ้นอีกครั้ง เมื่อรัฐบาลเยเมน ซึ่งได้รับการหนุนหลังจากซาอุดีอาระเบียโจมตีสนามบินในกรุงซานา เพื่อสกัดเที่ยวบินจากอิหร่านที่มีคณะผู้แทนของฮูตีอยู่บนเครื่อง ทำให้กบฏฮูตียิงขีปนาวุธเข้าใส่สนามบินในเมืองอับฮา ทางตอนใต้ของซาอุดีอาระเบีย ในวันจันทร์ที่ 13 ก.ค.

กลุ่มฮูตีกล่าวโทษซาอุดีอาระเบียว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการโจมตีสนามบินซานา ทั้งนี้ เนื่องจากเป็นเวลานานกว่าทศวรรษแล้วที่เครื่องบินใด ๆ ก็ตามที่จะเข้าสู่น่านฟ้าของเยเมน จำเป็นต้องได้รับอนุญาตล่วงหน้าจากกองกำลังผสมที่นำโดยซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนรัฐบาลเยเมนและระบุว่าพวกเขาบังคับใช้ข้อจำกัดดังกล่าวตามคำขอของรัฐบาลเยเมน

ก่อนหน้านี้ กลุ่มฮูตีเคยโจมตีเรือขนส่งสินค้าในอ่าวเอเดนและทะเลแดง ซึ่งเป็นเส้นทางมุ่งสู่ยุโรปผ่านทางคลองสุเอซ เพื่อตอบโต้อิสราเอลที่ทำสงครามในฉนวนกาซา ส่งผลให้เรือขนส่งต่าง ๆ ต้องเปลี่ยนเส้นทางอ้อมทวีปแอฟริกาซึ่งใช้เวลานานกว่ามาก

นอกจากนี้ ทะเลแดงยังเป็นที่ตั้งของท่าเรือยันบูของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งช่วยให้ริยาดสามารถส่งออกน้ำมันได้หลายล้านบาร์เรล โดยหลีกเลี่ยงการปิดช่องแคบฮอร์มุซและอ่าวเปอร์เซียอย่างมีประสิทธิภาพของอิหร่านในช่วงที่ทำสงครามกับสหรัฐอเมริกา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna