คณะแพทยศาสตร์ ม.สยาม ร่วมรับรางวัล ‘Safety Innovation Awards 2026’

3 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานมอบโล่ประกาศเกียรติคุณแก่หน่วยงานที่ได้รับรางวัล Safety Innovation Awards 2026 รางวัลสถานประกอบกิจการต้นแบบด้านการยศาสตร์ และหน่วยงานที่ให้การสนับสนุนการจัดงาน ณ แกรนด์ฮอลล์ ทรู ดิจิทัล พาร์ค กรุงเทพมหานคร

ในโอกาสนี้ สาขาวิชาอาชีวอนามัยและความปลอดภัย คณะแพทยศาสตร์ ได้เข้าร่วมงานดังกล่าว โดยมีคณาจารย์ และ นักศึกษาหลักสูตรอาชีวอนามัยและความปลอดภัย เข้าร่วมรับรางวัล นวัตกรรมรางวัลรองชนะเลิศ ระดับประเทศ จากนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

รางวัลดังกล่าวนับเป็นความภาคภูมิใจและเป็นเครื่องยืนยันถึงศักยภาพของนักศึกษาหลักสูตรอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ในการนำองค์ความรู้ด้านอาชีวอนามัย ความปลอดภัย และนวัตกรรม มาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างสรรค์ผลงานที่เป็นประโยชน์ต่อการส่งเสริมสุขภาพและความปลอดภัยในการทำงาน

ทั้งนี้ ความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือของคณาจารย์ และนักศึกษาในการพัฒนาศักยภาพด้านวิชาการและนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของหลักสูตรในการผลิตบัณฑิตที่มีความรู้ ความสามารถ และพร้อมเป็นกำลังสำคัญในการยกระดับมาตรฐานด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยของประเทศไทย

Safety Innovation Awards 2026, คณะแพทยศาสตร์ ม.สยาม

พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุก องคมนตรี มอบ 109 รางวัล ‘THAILAND MORAL AWARDS 2025’เชิดชู ‘ต้นแบบความดีของประเทศ’

3 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) จัดพิธีมอบรางวัล THAILAND MORAL AWARDS 2025 ภายใต้แนวคิด “ความดีที่ส่งต่อ พลังที่เปลี่ยนสังคม” เนื่องในโอกาสครบรอบ 15 ปี ศูนย์คุณธรรม โดยได้รับเกียรติจาก พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี เป็นผู้มอบรางวัลและกล่าวโอวาทแก่ผู้ได้รับรางวัล พร้อมด้วย น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล ประธานกรรมการศูนย์คุณธรรม รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม ตลอดจนคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ภาคีเครือข่าย เข้าร่วมงาน ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

สำหรับรางวัล THAILAND MORAL AWARDS 2025 มีผู้ได้รับการยกย่องรวมทั้งสิ้น 109 รางวัล แบ่งเป็น รางวัลประเภทสื่อ จำนวน 57 รางวัล จาก 8 สาขา ได้แก่ ละคร ภาพยนตร์ โฆษณา บทเพลง รายการวิทยุ รายการโทรทัศน์ หนังสือ และสื่อดิจิทัล รางวัลประเภทบุคคล จำนวน 25 รางวัล และ รางวัลประเภทชุมชนและองค์กร จำนวน 27 รางวัล ซึ่งผู้ได้รับรางวัลล้วนสะท้อนให้เห็นถึงรูปแบบการทำความดีที่หลากหลาย ตั้งแต่การใช้พลังของสื่อสร้างค่านิยมเชิงบวก การทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ไปจนถึงการรวมพลังของชุมชนและองค์กรในการแก้ไขปัญหา สร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในสังคมอย่างเป็นรูปธรรม

น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วธ. กล่าวว่า ผู้ได้รับรางวัล THAILAND MORAL AWARDS 2025 ทุกท่าน มิได้เป็นเพียง “ผู้ได้รับรางวัล” แต่คือ “ผู้ส่งต่อแรงบันดาลใจ” ที่ทำให้เราเห็นว่า ไม่ว่าเราจะอยู่ในบทบาทใด ทุกคนสามารถเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่ดีได้ รางวัลที่ได้รับในวันนี้จึงเป็นทั้งกำลังใจในการเดินหน้าทำสิ่งดีๆต่อไป ขณะเดียวกัน เรื่องราวและผลงานของทุกท่านจะได้รับการส่งต่อเพื่อจุดประกายให้เกิดคนทำความดีเพิ่มขึ้น เกิดเครือข่ายของการทำความดีที่เข้มแข็งขึ้น และทำให้คุณธรรมเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้จริงในชีวิตประจำวันของคนในสังคม เพราะความสำเร็จของ THAILAND MORAL AWARDS มิได้อยู่เพียงที่จำนวนของรางวัลที่มอบในวันนี้ แต่อยู่ที่เรื่องราวของผู้ได้รับรางวัลจะสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการลงมือทำที่ดีต่อไปได้อีกมากเพียงใด

ด้าน คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล ประธานกรรมการศูนย์คุณธรรม กล่าวว่า ความสำเร็จที่ได้รับในวันนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน แต่เกิดจากความมุ่งมั่น ความเสียสละ และความเชื่อมั่นในการทำสิ่งที่ถูกต้องอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในโอกาสครบรอบ 15 ปีของศูนย์คุณธรรม ผลงานของผู้ได้รับรางวัลและภาคีเครือข่าย ทั้งภาคธุรกิจเอกชน ภาคประชาสังคม ครอบครัวและชุมชน ภาครัฐ ภาคศาสนา ภาคการศึกษา และภาคสื่อมวลชน สะท้อนให้เห็นถึงพลังของความร่วมมือ ความไว้วางใจ และความมุ่งมั่นของเครือข่ายที่ร่วมกันลงมือทำอย่างต่อเนื่อง จนสามารถสร้างต้นแบบ ขยายผล และก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมในสังคม

“คุณค่าของความดี ไม่ได้อยู่ที่การได้รับการยกย่อง แต่อยู่ที่ความดีนั้นสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นลุกขึ้นมาทำความดีต่อได้ นี่คือความหมายสำคัญของรางวัล THAILAND MORAL AWARDS ผู้ได้รับรางวัลทุกท่าน ไม่ว่าจะเป็นบุคคล ชุมชน องค์กร หรือผู้สร้างสรรค์สื่อ ล้วนเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า ทุกคนสามารถใช้ความรู้ ความสามารถ และบทบาทของตนเองสร้างคุณประโยชน์ให้แก่สังคมได้ และหวังว่ารางวัลในวันนี้จะไม่ใช่เพียงความภาคภูมิใจ แต่จะเป็นพลังให้ทุกท่านก้าวเดินต่อไป พร้อมส่งต่อเรื่องราวดี ๆ แรงบันดาลใจ และคุณค่าของการทำความดีไปสู่ผู้คนอีกมากมาย” คุณหญิงปัทมา กล่าว

ขณะที่ พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี กล่าวให้โอวาทแก่ผู้ได้รับรางวัลว่า ผลงานและการดำเนินงานของผู้ได้รับรางวัลทุกท่านเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า คุณธรรมมิใช่เพียงถ้อยคำหรือแนวคิด แต่สามารถเกิดขึ้นได้จริงในทุกวิชาชีพ ทุกพื้นที่ และทุกบทบาทของชีวิต จึงขอฝากให้ทุกท่านถือว่ารางวัลที่ได้รับในวันนี้ มิใช่จุดสิ้นสุดของความสำเร็จ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการสานต่อความดี และส่งต่อแรงบันดาลใจให้ขยายออกไปในสังคมอย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น

รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม กล่าวว่า สิ่งที่มีคุณค่าไม่แพ้รางวัล คือการนำ “ต้นแบบ” เหล่านี้ออกมาสู่สาธารณะ เพราะหลายครั้งการทำความดีเกิดขึ้นอย่างเงียบๆในพื้นที่ต่างๆของประเทศ ดังนั้นการมีเวทีเข้ามาเชิดชูจึงเป็นการทำให้คุณค่าของคนทำความดีได้รับการมองเห็น พร้อมเปลี่ยนจาก “ความดีของคนหนึ่งคน” ให้กลายเป็น “พลังบวกของสังคม”

“นี่คือความหมายของคำว่า “ความดีที่ส่งต่อ พลังที่เปลี่ยนสังคม” เพราะเราไม่ได้ต้องการให้เรื่องราวจบลงเมื่อผู้ได้รับรางวัลเดินลงจากเวที แต่ต้องการให้ต้นแบบเหล่านี้กลับไปสร้างแรงกระเพื่อมต่อในพื้นที่ของตนเอง และทำให้คนที่ได้รับรู้เรื่องราวเกิดความรู้สึกว่า สามารถลงมือทำบางสิ่งเพื่อคนอื่นและสังคมได้เช่นกัน หากความดีหนึ่งเรื่องสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดความดีเรื่องที่สอง ที่สาม และขยายต่อไปเรื่อยๆ นั่นคือคุณค่าที่แท้จริงของรางวัลนี้” ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม กล่าวและว่า THAILAND MORAL AWARDS จึงมีความหมายมากกว่าการเป็นพิธีมอบรางวัลประจำปี แต่กำลังทำหน้าที่เป็น “เวทีเชิดชูต้นแบบของประเทศ” ที่นำคนทำความดีจากหลากหลายพื้นที่มาสอดประสานเชื่อมโยงกัน และทำให้สังคมได้เห็นภาพร่วมกันว่า “คนดี” และ “ความดี” ไม่ได้มีเพียงรูปแบบเดียว การทำหน้าที่ของตนเองด้วยความรับผิดชอบ การเสียสละเพื่อส่วนรวม การสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ผู้อื่น การใช้ความรู้และความสามารถแก้ไขปัญหาสังคม ตลอดจนการใช้สื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงพลังเชิงบวก ล้วนเป็นสิ่งที่มีคุณค่าต่อการขับเคลื่อนพัฒนาประเทศต่ออย่างยั่งยืน

“การมอบรางวัลวันนี้จึงไม่ใช่ปลายทาง แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการขยายผล เราต้องการให้ผู้ได้รับรางวัลทั้ง 109 รางวัล กลายเป็นต้นแบบที่สังคมเข้าถึงได้ เรียนรู้ได้ และนำสิ่งที่เหมาะสมไปปรับใช้ได้ เพราะ รางวัลคุณธรรมระดับประเทศจะมีความหมายอย่างแท้จริง ก็ต่อเมื่อคุณค่าของผู้ได้รับรางวัลสามารถเดินทางต่อไปถึงผู้คนในสังคม และนี่คือสิ่งที่ศูนย์คุณธรรมต้องการเดินหน้าต่อจากเวที THAILAND MORAL AWARDS” รศ.นพ.สุริยเดว กล่าวทิ้งท้าย

THAILAND MORAL AWARDS 2025, พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุก

มวล. ผนึก 3 มรภ. MOU จัดตั้ง ‘อุทยานวิทยาศาสตร์ภาคใต้ตอนบน’ ยกระดับนวัตกรรม-เศรษฐกิจภูมิภาคครบวงจร

3 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

มวล.ร่วมกับเครือข่าย 3 มรภ. ลงนามเอ็มโอยู จัดตั้ง “อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคใต้ตอนบน” ตั้งเป้าเป็นฟันเฟืองหลักบูรณาการงานวิจัยและนวัตกรรม ยกระดับขีดความสามารถผู้ประกอบการ รองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างยั่งยืน เผยรัฐหนุนงบกว่า 313 ล้านบาท

ศ.ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “โครงการขับเคลื่อนการจัดตั้งอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคใต้ตอนบน” ร่วมกับผู้บริหารจาก มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี และ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช ตั้งเป้าเป็นฟันเฟืองหลักบูรณาการงานวิจัยและนวัตกรรม ยกระดับขีดความสามารถผู้ประกอบการ รองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างยั่งยืน โดยมีผู้บริหารของทั้ง 4 มหาวิทยาลัยร่วมกันเป็นสักขีพยาน ณ ห้องประชุมเขาหลวง อาคารสหกิจศึกษา มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

ศ.ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดี มวล. กล่าวว่า การจัดตั้งอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคใต้ตอนบน เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม เนื่องจากภาคใต้ตอนบนมีศักยภาพสูงทั้งในด้านทรัพยากรธรรมชาติ เกษตร อาหาร สุขภาพ และการท่องเที่ยว การมีอุทยานวิทยาศาสตร์จะช่วยเชื่อมโยงองค์ความรู้และงานวิจัยของมหาวิทยาลัยเข้ากับภาคธุรกิจได้อย่างเป็นระบบ

“มวล.พร้อมสนับสนุนทั้งด้านบุคลากร นักวิจัย ห้องปฏิบัติการ และเครื่องมือที่ทันสมัย เพื่อทำงานร่วมกับเครือข่ายทั้ง 3 มหาวิทยาลัยราชภัฏ ในการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันให้แก่ผู้ประกอบการท้องถิ่น สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม” ศ.ดร.สมบัติ กล่าว

ด้าน รศ.ดร.ศิวฤทธิ์ พงศกรรังศิลป์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม มวล. ระบุว่า ความร่วมมือในครั้งนี้เป็นการสร้างกลไกกลางในการสำรวจความต้องการของผู้ประกอบการและจัดทำฐานข้อมูลศักยภาพพื้นที่ เพื่อผลักดันโครงการที่สร้างผลกระทบเชิงบวกทางเศรษฐกิจและสังคมให้เกิดขึ้นจริง

ขณะที่ ผศ.ดร.อนุรักษ์ ถุงทอง ผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มวล. กล่าวเสริมว่า ความร่วมมือนี้คือการรวมพลังเพื่อนำโครงสร้างพื้นฐานของมหาวิทยาลัยมาให้บริการภาคเอกชนและชุมชนอย่างเต็มรูปแบบ

ซึ่งนอกจากความร่วมมือทางวิชาการแล้ว มวล. โดยอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ยังได้รับการจัดสรรงบประมาณจากรัฐบาล จำนวน 313,101,700 บาท เพื่อดำเนินการก่อสร้าง “อาคารส่งเสริมผู้ประกอบการและนวัตกรรม” ซึ่งจะเป็นพื้นที่หลัก (Hub) ในการบ่มเพาะธุรกิจนวัตกรรม ให้บริการทดสอบมาตรฐาน และสนับสนุนผู้ประกอบการในทุกมิติ ขณะนี้อาคารดังกล่าวมีการก่อสร้างคืบหน้าแล้วกว่า 33 % กำหนดแล้วเสร็จในปี 2570

MOU, มวล., อุทยานวิทยาศาสตร์ภาคใต้ตอนบน

กองทุน ป.ป.ช. ดันเยาวชนไทยเติบโตบนเวทีโลก! 2 เด็กเก่งคว้ารางวัลสันติภาพสวีเดน จากผลงานสื่อต้านทุจริต

2 กันยายน 2569 เวลา 17:30 น.

sweden-017

กองทุน ป.ป.ช.พิสูจน์ความสำเร็จบนเวทีโลก ส่งยุวฑูตต้านทุจริตต้นแบบ คว้ารางวัลระดับโลก World Peace Youth Ambassador Awards 2026 ที่สวีเดน

2 เด็กไทยเจ้าของตำแหน่งยุวทูตต้านทุจริตต้นแบบ คว้ารางวัล World Peace Youth Ambassador Awards 2026 ที่สวีเดน จากผลงานการผลิตสื่อรณรงค์ต่อต้านการทุจริต ในโครงการอบรมยุวทูตต้านทุจริตต้นแบบ สนับสนุนโดย กองทุนป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (กองทุน ป.ป.ช.) ได้แก่ ด.ช.นราวิชญ์ บุญฤทธิ์ โรงเรียนอัสสัมชัญ และ ด.ช.ภูดิท ตันเจริญ โรงเรียน ภ.ป.ร. ราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ขึ้นรับรางวัลระดับโลก ณ หอประชุมคอนเสิร์ตสตอกโฮล์ม สถานที่จัดพิธีมอบรางวัลโนเบล กรุงสตอกโฮล์ม ราชอาณาจักรสวีเดน 

นายจุลภควัฒน์ ศรีสุวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มหารวย เอ็นเตอร์เทนเมนต์ จำกัด ผู้จัดการโครงการยุวทูตต้านทุจริตต้นแบบ กล่าวว่า “รู้สึกดีใจและภูมิใจเป็นอย่างมาก ที่เด็กไทยได้ขึ้นรับรางวัลระดับโลกในเวทีอันศักดิ์สิทธิเวทีเดียวกับรางวัลโนเบล ณ ประเทศสวีเดน โดยรางวัลนี้มอบให้แก่เยาวชนที่มีบทบาทโดดเด่นในการส่งเสริมความซื่อสัตย์สุจริต และร่วมขับเคลื่อนสังคมตามแนวคิดการป้องกันความขัดแย้งเชิงรุก โดยคณะกรรมการพิจารณาเห็นว่า  การทุจริตคือจุดเริ่มต้นของความอยุติธรรม การต่อต้านคอร์รัปชันสร้างรากฐานความเท่าเทียมในสังคม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืน  ปลูกฝังวัฒนธรรมแห่งสันติภาพ โครงการอบรมยุวฑูตต้านทุจริตต้นแบบทำหน้าที่เป็นสื่อกลางส่งต่อค่านิยมความซื่อสัตย์และคุณธรรมในสถานศึกษาและชุมชน สอดคล้องกับแนวทางของ UNESCO ในการพัฒนาเยาวชนให้มีทักษะคิดวิเคราะห์และแก้ปัญหาโดยไม่ใช้ความรุนแรง  สร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่กล้าลุกขึ้นมาทำในสิ่งที่ถูกต้อง มีความซื่อสัตย์ และเป็นแบบอย่างในการต่อต้านการทุจริตตั้งแต่ระดับเด็กเยาวชน  การได้รับมอบรางวัล ณ Stockholm Concert Hall ซึ่งเป็นสถานที่จัดพิธีมอบรางวัลโนเบล สะท้อนให้เห็นว่านานาชาติให้การยอมรับบทบาทของเยาวชนไทยในฐานะตัวแทนการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก ยกระดับภาพลักษณ์ประเทศนำโดย กองทุน ป.ป.ช. ให้ความสำคัญกับการปลูกฝังคุณธรรมและการต่อต้านคอร์รัปชันในเด็กและเยาวชน  ภายในงานมอบรางวัลเกิดการเชื่อมโยงเครือข่ายสันติภาพ เปิดโอกาสให้เยาวชนไทยได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้นำจากทั่วโลก เพื่อสร้างเครือข่ายในการขับเคลื่อนสังคมที่ปราศจากการทุจริตและความขัดแย้งในอนาคต ร่วมสร้างพลเมืองที่ซื่อสัตย์สุจริตให้กับประเทศของเราและโลกของเราต่อไปครับ”

ด.ช.นราวิชญ์ บุญฤทธิ์ ยุวทูตต้านทุจริตต้นแบบ โรงเรียนอัสสัมชัญ ผู้คว้ารางวัล World Peace Youth Ambassador Awards 2026  กล่าวว่า ผมรู้สึกภูมิใจและเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ได้เป็นตัวแทนประเทศไทยขึ้นรับรางวัลบนเวทีระดับสากล ณ หอประชุมคอนเสิร์ตสตอกโฮล์ม ซึ่งเป็นสถานที่จัดพิธีมอบรางวัลโนเบล  จากผลงานการเข้าร่วมโครงการอบรมยุวฑูตต้านทุจริตต้นแบบ ผมได้พบปะกับผู้นำจากนานาประเทศ ช่วยเปิดโลกทัศน์ ปลูกฝังความมั่นใจ และสร้างพลังใจในการกล้าลุกขึ้นมาทำสิ่งที่ถูกต้องเพื่อสังคม  ขอบคุณโครงการของ กองทุน ป.ป.ช.ที่เปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้ร่วมโครงการดีดี สร้างยุวฑูตต้านทุจริต สร้างกิจกรรมที่มีคุณค่าและประโยชน์ต่อตัวผม ต่อผู้เข้าอบรม ร่วมถึงประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติ และวันนี้ก็ได้รับการยอมรับในเวทีระดับสากล ผมดีใจและภูมิใจมากครับ”

ด.ช.ภูดิท ตันเจริญ ยุวฑูตต้านทุจริตต้นแบบ โรงเรียน ภ.ป.ร. ราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ผู้คว้ารางวัล World Peace Youth Ambassador Awards 2026 กล่าวว่า “ผมดีใจและตื่นเต้นมากๆ ครับ รู้สึกถึงตัวแทนการเปลี่ยนแปลงเรื่องค่านิยมความซื่อสัตย์สุจริตที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้เราเป็นเด็กตัวเล็กๆ เสียงเล็กๆ แต่เมื่อได้เป็นยุวฑูตต้านทุจริตต้นแบบ ทำให้ได้เรียนรู้เรื่องโทษและผลเสียของการทุจริต เราในฐานะยุวฑูตต้านทุจริตก็จะไม่ทำสิ่งที่ไม่ได้ไม่โกงอย่างแน่นอนครับ และพร้อมจะเป็นอีกหนึ่งกระบอกเสียงที่จะสร้างสื่อต้านทุจริตรณรงค์ให้เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ได้ตระหนักรู้ถึงโทษของการทุจริตและสร้างแนวร่วมในการต่อต้านทุจริตกันด้วยนะครับ”

การได้รับรางวัล World Peace Youth Ambassador Awards 2026 ที่กรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ไม่เพียงสร้างความภาคภูมิใจอย่างสูงสุดแก่ตัวแทนเยาวชนไทย แต่ยังเป็นหมุดหมายสำคัญที่สามารถนำไปต่อยอดและสร้างประโยชน์มหาศาลให้กับประเทศไทยในหลายมิติ  ยกระดับภาพลักษณ์ประเทศบนเวทีโลก ประเทศไทยได้รับคำชื่นชมในฐานะประเทศที่ให้ความสำคัญกับการปลูกฝังคุณธรรมและปราบปรามการทุจริตเชิงรุกตั้งแต่ระดับเด็กและเยาวชน  วางรากฐาน “สังคมไร้ทุจริต” ในระยะยาว การพัฒนาเยาวชนให้มีจิตสำนึกต่อต้านคอร์รัปชันตั้งแต่เยาว์วัย จะช่วยสร้างพลเมืองที่มีคุณภาพ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการลดปัญหาคอร์รัปชัน และเพิ่มดรรชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ของประเทศในอนาคต  พิสูจน์ความสำเร็จของโครงการอบรมยุวฑูตต้านทุจริตต้นแบบ เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าโครงการสนับสนุนจาก กองทุน ป.ป.ช. สามารถผลักดันศักยภาพเด็กไทยให้โดดเด่นและเป็นที่ยอมรับในระดับสากลได้อย่างแท้จริง  การได้รับรางวัลครั้งนี้เป็นการการันตรีถึงความสำเร็จและเป็น “จุดเริ่มต้น” ของการสร้างวัฒนธรรมความซื่อสัตย์สุจริตที่จะส่งผลดีต่อโครงสร้างสังคมไทยอย่างยั่งยืนต่อไป 

กองทุนปปช, ข่าวการศึกษา

คณะบริหารธุรกิจฯ มจพ.ระยอง ทีม ‘Esther Bloody’ คว้าถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ เวที Logistics Hackathon 2026

2 กันยายน 2569 เวลา 15:06 น.

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) ขอแสดงความยินดีกับนักศึกษาและอาจารย์ที่ปรึกษา คณะบริหารธุรกิจ มจพ. วิทยาเขตระยอง สร้างชื่อเสียงระดับประเทศในการแข่งขันประกวดนวัตกรรมด้านโลจิสติกส์ (Logistics Innovation Hackathon 2026) ภายใต้โจทย์และแนวคิด “Smart Wellness and Healthcare Logistics” นวัตกรรมเพื่อการบริหารจัดการและยกระดับห่วงโซ่อุปทานโลหิตอัจฉริยะ Bloom (Blood Logistics Optimization & Operations Management) ณ ห้องประชุม Amber 1–2 ชั้น 2 อาคารภิรัช คอนเวนชั่น ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2569

การแข่งขันในครั้งนี้ ทีม Esther Bloody ทำผลงานได้อย่างโดดเด่น คว้ารางวัลชนะเลิศ รับถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมทุนการศึกษาจำนวน 20,000 บาท สมาชิกในทีม ได้แก่ นายภานุภัส โคตรชมภู, นายวรายุทธ์ คำเขียว, นางสาวภลินี จิรพัสตระกูล, นางสาวมนัญชยา ธารีจิตร และนางสาวสุภิญญา จันทร์แช่ม

นอกจากนี้ นักศึกษาทีม LifeHack คว้ารางวัลชมเชย สมาชิกในทีม ได้แก่ นายปวริศร์ ฉิมพาลี, นางสาวพัฒนรีย์พร ไร่เรือง, นางสาวพิมสุพัฒน์ ตวิเชียร, นางสาวญาณภา หาจุมปู และ นางสาวชมขนก เป็งวัง  โดยมี อาจารย์ศาศวัต กันภัย, ผศ.ดร.พรรษวดี พงษ์ศิริ, ผศ.ดร.เกศสุดา เพชรดี และ ผศ.ดร.ณฐา เศวตนรากุล ร่วมเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาให้คำแนะนำทั้ง 2 ทีม

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) ขอชื่นชมในความมุ่งมั่น ทุ่มเท และสร้างสรรค์ผลงานนวัตกรรมด้านโลจิสติกส์การแพทย์ของนักศึกษา ตลอดจนการสนับสนุนอย่างดียิ่งจากอาจารย์ที่ปรึกษาทุกท่าน ที่สะท้อนถึงคุณภาพการศึกษาและการประยุกต์ใช้องค์ความรู้จริงเพื่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

Logistics Hackathon 2026, คณะบริหารธุรกิจฯ มจพ.ระยอง, ทีม Esther Bloody

ปักหมุดไว้เลย ‘BEM Care 2026’ Health Station 4 – 6 กันยายน สถานีสวนจตุจักร ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ตรวจเช็กความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง ฟรี

3 กันยายน 2569 เวลา 11:41 น.

บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM ชวนคนเมืองใส่ใจสุขภาพกับกิจกรรม “BEM Care 2026 Health Station” สถานีเพื่อสุขภาวะที่ดี ตั้งแต่วันที่ 4 – 6 กันยายน 2569 ณ MRT สถานีสวนจตุจักร ยกระดับพื้นที่สถานี MRT ให้เป็น “Health Station” และ “จุดเช็กอินสุขภาพของคนเมือง” ที่ทุกคนเข้าถึงได้ง่าย สะดวก และตอบโจทย์ชีวิตที่เร่งรีบ โดยการจับมือระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อนำบริการและความรู้ด้านสุขภาพมาไว้ใกล้ตัวคุณ


ตลอด 3 วัน พบกับบริการด้านสุขภาพฟรี ได้แก่ ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 4 สายพันธุ์ จากโรงพยาบาลปิยะเวท (1,000 สิทธิ์/วัน รวม 3,000 สิทธิ์) โดยต้องมีอายุ 15 ปี – 65 ปี ตรวจเช็กความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง ด้วยรถรักษาอัมพาตเคลื่อนที่ Mobile Stroke Unit Stroke One Stop (MSU-SOS) จากโรงพยาบาลศิริราช (50 สิทธิ์/วัน) ซึ่งเป็นเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ที่สามารถสแกนสมองผู้ป่วยได้ทันที ให้การรักษาเฉพาะโรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลัน โดยผู้ที่ต้องการใช้บริการจะต้องอายุมากกว่า 18 ปีขึ้นไปและมีเลขประจำตัวผู้ป่วยของโรงพยาบาลศิริราชเรียบร้อยแล้ว พร้อมรับคำแนะนำด้านสุขภาพจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญของโรงพยาบาลต่างๆ รวมทั้งบูธกิจกรรมมากมาย อาทิ การตรวจสุขภาพทั่วไป การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ การเช็กสุขภาพสมอง การเช็กความเครียด การคัดกรองโรคตา การตรวจแพทย์แผนไทย เป็นต้น ร่วมด้วยกิจกรรมที่น่าสนใจในแต่ละวัน ดังนี้

ศุกร์ 4 กันยายน 2569 พบกับ เบเบ้ – ธันย์ชนก ฤทธินาคา กูรูและเทรนเนอร์ออกกำลังกายสายสุขภาพ, พี่ฝุ่ง อมต ชัยเกรียงไกร เภสัชกรและนักวิจัยสกินแคร์ ปิดท้ายวันด้วย ลีโอ ไมค์หมดหนี้ ที่จะมาร่วมสร้างสีสันและความสนุกภายในงาน

เสาร์ 5 กันยายน 2569 พบกับสาระเรื่องสุขภาพจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โรงพยาบาลรวมใจรักษ์ และโรงพยาบาลบางโพ กิจกรรมเวิร์กช็อปปรุงกลิ่นบำบัดเพื่อช่วยผ่อนคลายความเครียด และสาธิตการทำเมนูสุขภาพจาก เชฟบีม นอกจากนี้ยังได้พูดคุยเรื่องสุขภาพจาก วีเจจ๋า – ดร.ณัฐฐาวีรนุช ทองมี วีเจและนักแสดงสายสุขภาพ ก่อนปิดท้ายด้วยกิจกรรมเต้นแอโรบิกจาก ครูตุ๊ก ครูสอนเต้นแอโรบิกชื่อดัง

อาทิตย์ 6 กันยายน 2569 พบกับกิจกรรม เต้นเพลิน เบิร์นไขมัน ชวนขยับร่างกายไปพร้อมกัน จาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ทอล์คบนเวทีไปกับสาระสุขภาพจาก โรงพยาบาลเปาโล โชคชัย 4 และเรื่องราวเกี่ยวกับมะเร็งจาก กลุ่มมะเร็งเรียกพี่ ก่อนปิดท้ายความสนุกด้วย ครูหนุ่ม ซุมบ้า ครูสอนซุมบ้าและฟิตเนสแถวหน้าของเมืองไทย

อย่าพลาด!! กิจกรรม BEM Care 2026 Health Station ตั้งแต่วันที่ 4 -6 กันยายน 2569 ตั้งแต่เวลา 10.00 -20.00 น. ณ สถานีสวนจตุจักร ทางออก 2 และ 3 มาเช็กอินสุขภาพดีไปด้วยกัน เพราะสุขภาพที่ดี เริ่มต้นจากความใส่ใจ ติดตามรายละเอียดได้ทาง Facebook (เฟซบุ๊ก) : BEM Bangkok Expressway and Metro

BEMCare2026, บริษัททางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพจำกัด(มหาชน)

Sea (ประเทศไทย) ชวนคุยกับผู้หญิงต้นแบบในสาย STEM จากโครงการ ‘Women Made: Girl in STEM 2026’

3 กันยายน 2569 เวลา 11:20 น.

การขาดต้นแบบผู้หญิงในสาย STEM เป็นหนึ่งในอุปสรรคสำคัญที่กีดกันเด็กผู้หญิงจากเส้นทางอาชีพในแวดวง STEM (สะเต็ม) หรืออาชีพในสายวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ เทคโนโลยี และคณิตศาสตร์

Sea (ประเทศไทย) ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตแพลตฟอร์มชั้นนำ ได้แก่ Garena, Shopee และ Monee จึงร่วมกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.), insKru และ a-chieve สานต่อ โครงการ Women Made: Girl in STEM ต่อเนื่องเป็นปีที่สาม จุดประกายแรงบันดาลใจและเปิดมุมมองสู่เส้นทางการศึกษาและอาชีพด้าน STEM ให้แก่นักเรียนระดับมัธยมศึกษา โดยเฉพาะนักเรียนหญิง เชื่อมโยงห้องเรียนกับโลกการทำงานจริงผ่าน “พี่ต้นแบบ” ในแวดวง STEM ถึง 21 อาชีพ โดยมีนักเรียนระดับมัธยมศึกษา 144 คน พร้อมครูผู้สอนและครูแนะแนว 48 คน ร่วมโครงการ ณ บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย เมื่อเร็ว ๆ นี้

วิศวกรหญิงผู้ขับเคลื่อนความฝันสู่ห้วงอวกาศ

แม้ปัจจุบันผู้หญิงจะมีส่วนร่วมในสาย STEM เพิ่มขึ้น แต่ความเหลื่อมล้ำทางเพศยังคงปรากฏชัดในบางสาขา โดยเฉพาะวิศวกรรมศาสตร์  โดยข้อมูลจากโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ระบุว่าในประเทศไทยมีผู้หญิงในสาขาวิศวกรรมศาสตร์เพียง 16.8% หนึ่งในนั้นคือ  มิ้ง – ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิรดา เตชะวิจิตร์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมการบิน วิทยาลัยอุตสาหกรรมการบินนานาชาติ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังที่เริ่มต้นเส้นทางอาชีพด้านเทคโนโลยีอวกาศจากความหลงใหลในวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีตั้งแต่เด็ก ก่อนเลือกเรียนสาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และได้รับทุนศึกษาต่อในระดับปริญญาโทด้านวิศวกรรมอวกาศที่ประเทศฝรั่งเศส ในช่วงที่ประเทศไทยเริ่มโครงการดาวเทียมสำรวจโลก THEOS ซึ่งกลายเป็นประตูบานแรกสู่งานด้านเทคโนโลยีอวกาศ

 มิ้ง – ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิรดา เตชะวิจิตร์

“เราโชคดีที่รู้ว่าตัวเองชอบและถนัดอะไร เมื่อความชอบด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีผนวกกับพื้นฐานด้านวิศวกรรม ทำให้มีโอกาสได้รับทุนไปเรียนต่อในระดับปริญญาโทด้านวิศวกรรมดาวเทียมและวิศวกรรมอวกาศที่สถาบัน ISAE (Institut Supérieur de L’aéronautique et de L’espace) ประเทศฝรั่งเศส โดยมีเวลาเพียง 5 เดือนในการเตรียมตัว ในการปรับตัวกับการเรียน การใช้ชีวิต และการสื่อสาร เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การศึกษาในหลักสูตรที่ใช้ภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาหลัก”  มิ้ง– ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิรดา กล่าว

หลังจบการศึกษา เธอกลับมาทำงานเป็น วิศวกรฝ่ายควบคุมดาวเทียม ดูแลการปฏิบัติการดาวเทียม THEOS ที่สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) ก่อนก้าวสู่งานด้านนวัตกรรมอวกาศ ขณะเดียวกัน ความสนใจเรื่องอวกาศยังนำพาเธอเข้าสู่โครงการ AXE Apollo Space Academy ผ่านการแข่งขันรายการ “แฟนพันธุ์แท้ Apollo” โดยเธอสามารถตอบคำถามเกี่ยวกับประวัติการบินของยานอวกาศ Apollo ได้อย่างถูกต้องทุกคำถาม จนได้เป็นคนไทยเพียงคนเดียวที่ได้รับการคัดเลือกเป็น 1 ใน 23 คนจากทั่วโลกให้ได้รับตั๋วเดินทางสู่อวกาศ แม้จะเป็นที่น่าเสียดายที่สุดท้ายโครงการดังกล่าวมีเหตุให้ต้องยกเลิกไป

“แม้สุดท้ายเราจะไม่ได้ขึ้นไปอวกาศจริง ๆ แต่ประสบการณ์ครั้งนี้สนุกมาก เพราะเราได้ทำเต็มที่ในทุกขั้นตอน สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการทำงานสาย STEM คือเราต้องพร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ตลอดเวลา เพราะเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เรื่องที่เราเชี่ยวชาญในวันนี้ อาจไม่ใช่สิ่งที่ตลาดต้องการในวันข้างหน้า เราจึงต้องเปิดใจเรียนรู้อยู่เสมอ โดยเฉพาะในยุคปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ที่เราปฏิเสธเทคโนโลยีไม่ได้ แต่ต้องเรียนรู้ว่าจะใช้มันอย่างไรให้เกิดประโยชน์กับชีวิตและการทำงานมากที่สุด”  มิ้ง- ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิรดา กล่าวทิ้งท้าย

พุทธวรรณ สุภัทรนันท์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร Sea (ประเทศไทย) ในฐานะผู้ริเริ่มโครงการ Women Made: Girl in STEM กล่าวว่า  ช่วงมัธยมศึกษาเป็นช่วงเวลาสำคัญของการค้นหาตัวตนและเส้นทางอาชีพ การเปิดโลกทัศน์ให้เยาวชนได้เห็นอาชีพที่หลากหลาย เชื่อมโยงสิ่งที่เรียนกับโลกการทำงานจริงและค้นพบศักยภาพของตัวเองจึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการมองเห็นเส้นทางอนาคต

“กิจกรรม Human Library ภายใต้โครงการ ‘Women Made: Girl In STEM’ ในครั้งนี้จึงเป็นการเปิดมุมมองให้นักเรียนหญิงเห็นว่า STEM มีเส้นทางอาชีพที่หลากหลาย และเด็กผู้หญิงก็สามารถเติบโตและสร้างความสำเร็จได้ในทุกพื้นที่ของโลก STEM ไม่ว่าจะเป็นอวกาศ สุขภาพ การเกษตร เทคโนโลยีและอุตสาหกรรมเกมและอีสปอร์ต การได้พบกับพี่ต้นแบบจากหลากหลายเส้นทางจึงไม่เพียงช่วยให้เยาวชนเห็นว่าโลกของการทำงานว่ามีอาชีพอะไรอยู่บ้าง แต่ยังช่วยให้พวกเขาเริ่มมองเห็นความเป็นไปได้ของตัวเองและกล้าที่จะออกแบบเส้นทางอนาคตของตัวเอง” พุทธวรรณ กล่าว

ภาพสะท้อนจากความสำเร็จของรุ่นพี่ต้นแบบ มิ้ง – ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิรดา เตชะวิจิตร์ คือเครื่องพิสูจน์ว่าโลก STEM กว้างกว่าที่คิดและไม่มีเส้นทางสู่ความสำเร็จเพียงหนึ่งเดียว  การสร้างพื้นที่การเรียนรู้ที่เปิดกว้างให้เยาวชนได้เรียนรู้จากพี่ต้นแบบที่หลากหลายและสามารถเชื่อมโยงกับเด็กผู้หญิงได้ เป็นสิ่งสำคัญในการทลายกรอบความคิดทางสังคมเกี่ยวกับบทบาททางเพศ ช่วยให้เด็กผู้หญิงค้นพบศักยภาพของตนเองและก้าวเข้าสู่เส้นทางสาย STEM อย่างมั่นใจ

Sea(ประเทศไทย)

แฟชั่นเฮาส์ Dolce&Gabbana เปิดแคมเปญ ADV ฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว 2026

3 กันยายน 2569 เวลา 11:19 น.

Dolce&Gabbana ถ่ายทอดตัวตนของแฟชั่นเฮาส์ผ่านแคมเปญโฆษณาประจำฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว 2026 สำหรับสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษ ผ่านมุมมองอันเป็นเอกลักษณ์ของช่างภาพแฟชั่นระดับตำนาน Steven Meisel ที่สะท้อนตัวตนของแบรนด์ได้อย่างชัดเจน

บุคลิกภาพถูกหล่อหลอมขึ้นจากอัตลักษณ์ และเมื่อบุคลิกที่แตกต่างมาบรรจบกัน อัตลักษณ์ก็ยิ่งโดดเด่นชัดเจนยิ่งขึ้น สอดคล้องกับแก่นแท้ของ Dolce&Gabbana  แคมเปญนี้สำรวจเคมีของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ทั้งแรงปรารถนาและอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน เมื่อบุคลิกที่แตกต่างกันได้มาพบปะ ผสมผสาน และหลอมรวมเข้าด้วยกัน

การศึกษาภาษากายของ Meisel ถูกถ่ายทอดผ่านคอลเลกชันฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว 2026 ของแบรนด์ สำหรับสุภาพสตรี พลังแห่งบุคลิกภาพถูกเสริมให้ชัดเจนยิ่งขึ้นผ่านรหัสอันเป็นเอกลักษณ์ของ Dolce&Gabbana ไม่ว่าจะเป็นภาษาของการแต่งกายที่หยั่งรากจากซิซิลี สีดำ ลูกไม้ การตัดเย็บ ความเย้ายวน และความศรัทธา ทั้งหมดถูกขับเคลื่อนให้มีชีวิตชีวาด้วยความจริงใจและแรงปรารถนา

สำหรับสุภาพบุรุษ อัตลักษณ์ดังกล่าวถ่ายทอดผ่านภาพลักษณ์ความเป็นชายร่วมสมัยในแบบเฉพาะตัวของ Meisel โดยที่ DNA ของ Dolce&Gabbana ถูกนำมาตีความให้เข้ากับยุคปัจจุบันผ่านความพิถีพิถันในการตัดเย็บ เสื้อถัก เดนิม และความเย้ายวนแบบเมดิเตอร์เรเนียน ขณะเดียวกันยังคงยึดโยงกับท่าทางและทัศนคติของชีวิตร่วมสมัยไว้ หนึ่งในบุคคลสำคัญของแคมเปญคือ ซาน (San) แบรนด์แอมบาสเดอร์ระดับโลกของ Dolce&Gabbana จากวง ATEEZ ประเทศเกาหลีใต้

แคมเปญทั้งสองมีความเป็นอิสระจากกัน และยังคงเติมเต็มซึ่งกันและกัน เนื่องจากพลังทางอารมณ์ที่เกิดขึ้นจากความแตกต่างที่สอดคล้อง และแรงดึงดูด โดยผ่านบทสนทนาที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอระหว่างความเป็นหญิงและความเป็นชาย ซึ่งหล่อเลี้ยงจินตนาการทางแฟชั่นของเฮาส์มาอย่างยาวนาน 

บุคลิกภาพและมุมมองคือหัวใจสำคัญทั้งในประวัติศาสตร์ของ Dolce&Gabbana และความสัมพันธ์เชิงสร้างสรรค์ระหว่างแบรนด์กับ Steven Meisel ตั้งแต่ ฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว ปี1989 ภาพถ่ายของ Meisel มีบทบาทสำคัญในการวางภาพลักษณ์ของแบรนด์  ถ่ายทอดความเย้ายวนพร้อมความหรูหรา และคาแรกเตอร์ของ Dolce&Gabbana ให้คงอยู่เหนือกาลเวลา

ผลลัพธ์ในฤดูกาลนี้ คือแคมเปญสองชุดที่เน้นย้ำความโดดเด่นของคอลเลกชันซึ่งเป็นต้นกำเนิดของแคมเปญให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ตอกย้ำว่าอัตลักษณ์คือหลักสำคัญที่กำกับทั้งฤดูกาลและตัวตนของ Dolce&Gabbana เอง ในฐานะแฟชั่นเฮาส์ที่ยืนหยัดอย่างเป็นอิสระมาตั้งแต่จุดเริ่มต้น แบรนด์ยังคงยึดมั่นในตนเอง ด้วยการพัฒนา ขยายขอบเขต และทดลองตีความรหัสทางแฟชั่น ทัศนคติ และบุคลิกต่างๆ ที่ทำให้อัตลักษณ์ของ Dolce&Gabbana โดดเด่นและเป็นที่จดจำ

Dolce&Gabbana

‘ชินเซเก’ จับมือ ‘ห้างเซ็นทรัล’ เปิดตัว 7 แบรนด์เกาหลี Next Generation ในไทย

3 กันยายน 2569 เวลา 11:14 น.

“ชินเซเก” (SHINSEGAE) ผู้นำธุรกิจห้างสรรพสินค้าและดิวตี้ฟรีชั้นนำจากประเทศเกาหลีใต้ จับมือ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ชวนคนรัก K-Lifestyle สัมผัสประสบการณ์ช้อปปิ้งสไตล์เกาหลี พร้อมเปิดตัว 7 แบรนด์เกาหลี Next Generation ที่คัดสรรมาแบบเอ็กซ์คลูซีฟ และเปิดตัวในประเทศไทยเป็นครั้งแรก (First-to-Market in Thailand) มาครบทั้งแฟชั่น บิวตี้ และไลฟ์สไตล์ ณ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล แอท เซ็นทรัลเวิลด์

ภายในงานครั้งนี้ พาทุกคนก้าวสู่โลกของ K-Lifestyle อัปเดตเทรนด์เกาหลีแบบไม่ต้องบินไปไกล
ถึงโซล เพราะห้างเซ็นทรัลและชินเซเก พา 7 แบรนด์ Next Generation จาก SHINSEGAE Hyperground
ที่กำลังได้รับความนิยมในเกาหลี ส่งตรงมาให้ลูกค้าเซ็นทรัลได้สัมผัสก่อนใคร ครบครันในทุกหมวดหมู่

เริ่มต้นด้วยไอเทมฝั่งแฟชั่นที่โดดเด่น มีสไตล์ สร้างเอกลักษณ์พร้อมเติมลุคให้คุณดูดีได้ทุกวันในแบบฉบับของคุณ อาทิ แบรนด์ Lartigent (ลาทิเจน), Tannat (ทานัต) และ Threetimes (ทรีไทมส์)  อัพเดตเทรนด์ความงามกับ Dear Dahlia (เดียร์ ดาเลีย), Toun28 (โทน ทเวนตี้เอท) และ Verries (เวรีส์) พร้อมปลุกเอเนอร์จี้ด้วย Sans (ซานส์) แบรนด์กาแฟจากเกาหลีใต้กับนวัตกรรม “กาแฟไร้เมล็ด” (Bean-Free Coffee) ปราศจากคาเฟอีน ทางเลือกใหม่สำหรับคนรักกาแฟที่ใส่ใจสุขภาพ

SHINSEGAE Hyperground K-Experience x CENTRAL @ centralwOrld ถือเป็นจุดเริ่มต้นความร่วมมือระยะยาวระหว่าง “ห้างเซ็นทรัล” และ “ชินเซเก” ในการเชื่อมโยงวัฒนธรรม เทรนด์ และแบรนด์ศักยภาพจากเกาหลีใต้สู่ลูกค้าชาวไทย พร้อมสร้างประสบการณ์ค้าปลีกรูปแบบใหม่ที่มากกว่าการช้อปปิ้ง โดยมองว่าหน้าที่ของห้างสรรพสินค้าในปัจจุบัน ไม่ใช่เพียงพื้นที่จำหน่ายสินค้า แต่เป็นผู้นำที่ช่วยเฟ้นหา คัดสรรเทรนด์ แบรนด์ และประสบการณ์ใหม่ๆ จากทั่วโลก มาส่งต่อถึงมือลูกค้าคนไทย จึงขยายบทบาทจาก Retailer ไปสู่ “Trend Curator” ผู้คัดสรรแบรนด์ เทรนด์ และประสบการณ์จากทั่วโลกมาสู่ลูกค้าไทย

ชินเซเก, ห้างเซ็นทรัล

ดิบ บางกอก เปิดนิทรรศการครั้งใหม่ ‘ชีวิต ชีวา (Giving Life)’ โชว์ผลงานมาสเตอร์พีซหาชมยาก ‘อเล็กซานเดอร์ คาลเดอร์’ ในไทย

3 กันยายน 2569 เวลา 11:11 น.

ดิบ บางกอก เตรียมเปิดนิทรรศการครั้งที่ 2 “ชีวิต ชีวา (Giving Life)” นำเสนอผลงานกว่า 160 ชิ้นจากศิลปินไทยและนานาชาติ 33 คน โดยมีผลงานชิ้นสำคัญที่หาชมได้ยากของ อเล็กซานเดอร์ คาลเดอร์ ศิลปินผู้พลิกโฉมประติมากรรมแห่งศตวรรษที่ 20 เป็นหนึ่งในไฮไลต์ของนิทรรศการ เพื่อถ่ายทอดพลังแห่งการเคลื่อนไหว การเปลี่ยนแปลง และการเริ่มต้นชีวิตใหม่ผ่านศิลปะ

ดร. มิวาโกะ เทสุกะ

ดิบ บางกอก คือพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยระดับนานาชาติแห่งแรกของประเทศไทย ดำเนินงานในฐานะองค์กรไม่แสวงผลกำไรด้วยพันธกิจในการเชื่อมโยงวงการศิลปะไทยเข้ากับบทสนทนาศิลปะระดับโลก พร้อมเป็นพื้นที่สาธารณะของกรุงเทพฯ ที่เปิดโอกาสให้ผู้คนได้หยุดคิด ใคร่ครวญ และเชื่อมโยงกับศิลปะ เช่นเดียวกับบทบาทของ Museum of Modern Art (MoMA) ในนครนิวยอร์ก และ Tate Modern ในกรุงลอนดอน ในฐานะสถาบันศิลปะสำคัญประจำกรุงเทพฯ ดิบ บางกอก จึงถือกำเนิดขึ้นเพื่อลดช่องว่างนี้ และมีบทบาทเพื่อกรุงเทพฯ และศิลปินในภูมิภาค ด้วยความเชื่อว่ากรุงเทพฯ สมควรมีพิพิธภัณฑ์ระดับโลก และพื้นที่ที่จะรองรับและส่งเสริมชุมชนสร้างสรรค์ของเมืองอย่างแท้จริง ด้วยวิสัยทัศน์และพันธกิจดังกล่าว การที่ ดิบ บางกอก ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งปีหลังเปิดตัว จึงเป็นเครื่องยืนยันว่าความตั้งใจของสถาบันกำลังเริ่มส่งเสียงของกรุงเทพฯ ให้ดังขึ้นบนแผนที่ศิลปะโลก

หลังจากเปิดประตูต้อนรับผู้ชมได้เพียง 8 เดือน ดิบ บางกอก ก็ได้รับความสนใจจากสื่อต่าง ๆ ทั่วโลก จนขึ้นชื่อว่าเป็นแลนด์มาร์กด้านวัฒนธรรมแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ ล่าสุดเพิ่งได้รับการจัดอันดับให้อยู่ใน TIME’s World’s Greatest Place 2026 หนึ่งในจุดหมายระดับโลกที่คุณไม่ควรพลาด ขณะที่นิตยสาร Monocle สื่อนานาชาติชั้นนำด้านธุรกิจการออกแบบและวัฒนธรรมยังกล่าวถึงในฐานะ แลนด์มาร์กทางสถาปัตยกรรม พร้อมนิยาม ดิบ บางกอก ว่าเป็น “Thailand’s answer to New York’s MoMA” ขณะที่ South China Morning Post ยกให้ ดิบ บางกอก เป็นจุดหมายที่ไม่ควรพลาดในประเทศไทย รวมถึงยังได้รับการคัดเลือกให้เป็น Finalist ในรางวัล Cathay Member’s Choice Award 2026 สาขา Asia’s Best New Attraction ของสายการบินระดับโลกอย่าง คาเธย์ แปซิฟิก ด้วย

อารียนา ชัยวาระนนท์

หลังจากที่ใช้เวลาปิดเพื่อเตรียมงานสำหรับนิทรรศการครั้งใหม่ ดิบ บางกอก กำลังเตรียมมอบ ชีวิต ชีวา Give Life สู่ผู้ชมทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ด้วยแนวคิดที่ต้องการสื่อถึงการขับเคลื่อน การเริ่มต้นชีวิตใหม่ ผ่านงานประติมากรรมระดับโลกของ อเล็กซานเดอร์ คาลเดอร์ ศิลปินชาวอเมริกัน อดีตนักศึกษาด้านวิศวกรรมเครื่องกล ผู้พลิกแนวคิดของประติมากรรมจากวัตถุที่หยุดนิ่งสู่ผลงานที่เคลื่อนไหวได้ จนกลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของศิลปะแห่งศตวรรษที่ 20 ซึ่งนิทรรศการครั้งใหม่ของ ดิบ บางกอก ยังจัดขึ้นเพื่อเป็นการรำลึกถึงการจากไปครบ 50 ปีของศิลปินอีกด้วย

ภูรัตน์ “แฌง” โอสถานุเคราะห์

ผลงานของ คาลเดอร์ เป็นที่รู้จัก และสะสมในพิพิธภัณฑ์ระดับโลกซึ่งคนรักศิลปะจำเป็นจะต้องบินไปเยี่ยมชมในต่างประเทศ เช่น The Museum of Modern Art (MoMA), Guggenheim Museum, The Metropolitan Museum of Art (The Met) นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา, Centre Pompidou กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส หรือ Tate Modern ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ แต่ครั้งนี้ ดิบ บางกอก จะนำมาให้ชมได้ในประเทศไทยโดยไม่ต้องบินไปไกล

งานของ คาลเดอร์ จะจัดแสดงร่วมกับ 32 ศิลปินทั้งไทยและนานาชาติ เช่น อิซุมิ กาโตะ, เคทลิน คีโอห์, ตวน แอนดรูว์ เหงียน, โทเบียส เรห์แบร์เกอร์, เซซิเลีย บีกุญญา, เมเรียม เบนนานี และ ยูกิโนริ ยานากิ ส่วนศิลปินไทยได้แก่ ฤกษ์ฤทธิ์ ตีระวนิช, อารยา ราษฎร์จำเริญสุข, สุธี คุณาวิชยานนท์ และ วสันต์ สิทธิเขตต์ ผู้โดดเด่นในฐานะศิลปินนักเคลื่อนไหวทางสังคมของไทย

ผลงานของ เคทลิน คีโอห์

ดร. มิวาโกะ เทสุกะ ผู้อำนวยการ ดิบ บางกอก ยังเน้นแนวทางการทำงานของ ดิบ บางกอก ผ่านแนวคิดเบื้องหลังนิทรรศการใหม่ว่า “ที่ ดิบ บางกอก ผู้ชมไม่ได้มาแค่เพื่อชมศิลปะเท่านั้น แต่เราอยากเชิญให้ผู้ชมมาศึกษาประวัติศาสตร์ศิลป์ของไทยเพื่อเชื่อมโยงประวัติศาสตร์ศิลปะของโลก นิทรรศการ ชีวิต ชีวา Giving Life จะพาผู้ชมย้อนกลับไปมองพัฒนาการของศิลปะร่วมสมัยและจุดเปลี่ยนสำคัญของวงการศิลปะไทยในทศวรรษ 1970 (ช่วงพ.ศ. 2513-2523) ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกับการจัดแสดงงานของคาลเดอร์ เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับศิลปะร่วมสมัยที่มีหลากหลายมากยิ่งขึ้น”

อารียนา ชัยวาระนนท์ ภัณฑารักษ์ของ ดิบ บางกอก และของนิทรรศการ กล่าวว่า “ศิลปินคือ ผู้ที่มอบชีวิตให้สรรพสิ่งจนออกมาเป็นงานศิลปะ พวกเขานำวัสดุรอบตัวมาดัดแปลงให้เข้ากับแนวคิดที่เชื่อมโยงชีวิตของผู้คนผ่านยุคสมัย ยิ่งในยุคสมัยที่การกำหนดเส้นทางชีวิตตัวเองเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากขึ้น เราขับเคลื่อนตัวเองตลอดเวลา ทั้งจากการทำงาน การแสดงออก และการดำรงชีวิต ผลงานเหล่านี้จึงสะท้อนประสบการณ์อันซับซ้อนในชีวิตเราว่า ธรรมชาติที่แท้จริงของชีวิตคือ ‘การเปลี่ยนแปลง’”

ขณะที่ ภูรัตน์ “แฌง” โอสถานุเคราะห์ ประธานผู้ก่อตั้ง ดิบ บางกอก กล่าวว่า “ดิบ บางกอก คือสถาบันที่มีชีวิต เติบโตไปพร้อมกับคอลเลกชัน ผู้ชม และบริบททางวัฒนธรรมรอบตัว นิทรรศการ ชีวิต ชีวา Giving Life คือก้าวใหม่ของการเดินทางนั้น ผมเชื่อว่ากรุงเทพฯ ควรมีพิพิธภัณฑ์ที่สามารถพูดคุยกับโลกในมาตรฐานเดียวกับเมืองศิลปะชั้นนำ โดยยังสะท้อนมุมมองของประเทศไทยอย่างเป็นธรรมชาติ นั่นคือเหตุผลเดียวกันที่ทำให้ผมทำงานด้านการศึกษาและการลงทุนระยะยาวมาโดยตลอด เพราะท้ายที่สุดแล้ว ทุกอย่างคือการลงทุนในคน เราหวังว่าสิ่งที่ภาคธุรกิจสร้างขึ้นจะกลับมาสร้างโอกาสให้สังคม ผ่านศิลปะ การศึกษา และการพัฒนาสถาบันที่อยู่ต่อไปได้อีกหลายรุ่น”

นิทรรศการ ชีวิต ชีวา Giving Life จัดแสดงที่ ดิบ บางกอก ระหว่างวันที่ 26 กันยายน 2569 ถึง 3 พฤษภาคม 2570 เปิดให้จองบัตรล่วงหน้าแล้ว ทางเว็บไซต์ www.dibbangkok.org เวลาทำการ: วันพฤหัสบดี–วันจันทร์ เวลา 10:00-19:00 น. (ปิดวันอังคารและวันพุธ)  บัตรเข้าชม: บัตรทั่วไป 700 บาท 550 บาทสำหรับคนไทย บัตรนักศึกษา 250 บาท บัตรนักเรียน 150 บาท

ชีวิตชีวา, ดิบบางกอก