นายกฯไทย-เวียดนาม แน่นแฟ้น หารือร่วมมือรอบด้าน เร่งเศรษฐกิจ ความมั่นคง

นายกฯไทย-เวียดนาม แน่นแฟ้น หารือร่วมมือรอบด้าน เร่งเศรษฐกิจ ความมั่นคง

นายกฯไทย-เวียดนาม แน่นแฟ้น หารือร่วมมือรอบด้าน เร่งเศรษฐกิจ ความมั่นคง

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.28 น.

ไทย–เวียดนามแน่นแฟ้น นายกฯ สองประเทศนำทีมคณะใหญ่หารือรอบด้าน เร่งเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการพัฒนาร่วมกัน

วันที่ 8 มิถุนายน 2569 เวลา 15.00 ที่ทำเนียบรัฐบาลเวียดนาม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ และตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ ในโอกาสเยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการ โดยนายเล มิญ ฮึง นายกรัฐมนตรีเวียดนาม ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

จากนั้นในเวลา 15.15 น. ณ ห้องรับรองพิเศษ สำนักงานนายกรัฐมนตรีเวียดนาม นายกรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีเวียดนามเข้าร่วมการหารือเต็มคณะ โดยภายหลังเสร็จสิ้นการหารือ 

นายกรัฐมนตรี ขอบคุณต่อการต้อนรับอย่างอบอุ่นพร้อมเน้นย้ำว่า การเยือนเวียดนามครั้งนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นการเยือนเวียดนามในฐานะนายกรัฐมนตรีเป็นครั้งแรก และเป็นการเยือนในช่วงปีแห่งการเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ 50 ปี ตลอดจนเป็นโอกาสในการต่อยอดผลสำเร็จจากการเยือนประเทศไทยของประธานาธิบดีโต เลิม และร่วมกันกำหนดทิศทางการนำความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านระหว่างสองประเทศไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการผสานจุดแข็งของทั้งไทยกับเวียดนามเข้าด้วยกัน เพื่อให้เศรษฐกิจของทั้งสองประเทศเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน

คณะผู้แทนไทยที่ร่วมเดินทาง ครั้งนี้มาจากหลายภาคส่วน ประกอบด้วย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงการต่างประเทศ การคลัง พาณิชย์ กลาโหม การท่องเที่ยวและกีฬา พลังงาน และอุตสาหกรรม ตลอดจนเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และผู้บัญชาการเหล่าทัพ ได้แก่ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ และผู้บัญชาการทหารอากาศ ร่วมคณะด้วย 

ในขณะที่ทางเวียดนามเองก็มีรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องทางด้านกลาโหม กระทรวงการต่างประเทศ การคลัง การท่องเที่ยวและกีฬา รวมถึงรัฐมนตรีด้านวัฒนธรรม ซึ่งทำให้การหารือกันครั้งนี้เปรียบเสมือนการประชุมที่สำคัญระหว่างคณะรัฐมนตรีของทั้งสองประเทศ สะท้อนให้เห็นว่าทั้งสองประเทศ ต่างเห็นถึงความสำคัญของกันและกันรวมถึงมีความมุ่งมั่นที่จะกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือให้ใกล้ชิดในทุกด้าน 

นอกจากนี้ทางด้านนายกรัฐมนตรีเวียดนามยัง เห็นพ้องที่จะให้กระชับความสัมพันธ์ให้ใกล้ชิดโดยให้มีการหารือในระดับทั้งรัฐบาลและในระดับคณะกรรมการและกลไกต่าง ๆ อย่างสม่ำเสมอ

ทั้งสองฝ่ายยังหารือร่วมกัน ในประเด็นต่าง ๆ ดังนี้

1. ในด้านความสัมพันธ์ทวิภาคี ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องถึงความสำคัญในการใช้กลไกความร่วมมือทวิภาคีที่มีอยู่ ทั้งการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีไทย–เวียดนาม (JCBC) ระดับรัฐมนตรีต่างประเทศ และการประชุมร่วมนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอย่างไม่เป็นทางการ (Joint Cabinet Retreat: JCR) เพื่อขับเคลื่อนผลการหารือสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป โดยหวังว่าจะมีการประชุมดังกล่าวในสิ้นปีนี้โดยมีไทยเป็นเจ้าภาพ

2. ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันกระชับความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนโดยต่างมุ่งหมายที่จะผลักดันมูลค่าการค้าของทั้งสองประเทศให้ทะลุ 25,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ พร้อมมุ่งยกระดับความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ และยุทธศาสตร์ Three Connects ได้แก่ การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน เศรษฐกิจท้องถิ่น และยุทธศาสตร์การพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน ให้ใกล้ชิดและลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยใช้ประโยชน์จากศักยภาพของทั้งสองประเทศ 

รวมทั้งไทยเสนอให้มีการตั้งคณะกรรมการร่วมด้านการค้าในระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการค้าให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น รวมถึงการส่งเสริมความร่วมมือภาคการธนาคารด้วย

สำหรับอุปสรรคด้านการค้าและการลงทุนต่างๆ ที่เอกชนไทยได้เสนอต่อนายกรัฐมนตรี ทางเวียดนามพร้อมรับไปดูแลและอำนวยความสะดวกการค้าและการลงทุนระหว่างกันให้มากยิ่งขึ้น

3. ส่งเสริมความสัมพันธ์ในระดับประชาชนต่อประชาชน โดยประชาชนของทั้งสองประเทศต่างชื่นชอบในวัฒนธรรมรวมถึงอาหารซึ่งกันและกัน โดยความสัมพันธ์ในระดับประชาชนนี้จะเป็นมาตรฐานของความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนของทั้งสองประเทศในทุกๆด้าน

4. ความร่วมมือด้านความมั่นคง ไทยและเวียดนามเห็นพ้องยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคง ผ่านกลไกคณะกรรมการด้านความมั่นคง โดยมุ่งปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ และเสริมสร้างความมั่นคงทางทะเล

5. ความร่วมมือระดับภูมิภาค นายกรัฐมนตรีเวียดนามชื่นชมไทยที่ผลักดันสันติภาพที่เกิดขึ้นในเมียนมา และใช้แนวทางสันติวิธีในการแก้ไขความขัดแย้ง พร้อมเห็นพ้องกับไทยในการส่งเสริมความเชื่อมโยงกรอบความร่วมมือต่าง ๆ ทั้งการคมนาคม และความร่วมมือในลุ่มน้ำโขง รวมถึงร่วมกันสร้างความเข้มแข็งให้กับอาเซียน และสร้างอาเซียนให้มีความเป็นเอกภาพสามารถต่อรองในเวทีระดับโลกได้

ในช่วงหนึ่งของการหารือ นายกรัฐมนตรีเวียดนามยังได้กล่าวขอบคุณไทยที่ได้ส่งมอบนกกระเรียนให้แล้ว 6 ตัว จัไปงหวัด ดงทับ ของเวียดนาม และอยู่ระหว่างการส่งมอบเพิ่มเติมอีก 6 ตัว เพื่อใช้ในการอนุรักษ์และขยายพันธุ์ในพื้นที่ธรรมชาติ ซึ่งนายกรัฐมนตรียินดีเป็นอย่างยิ่ง กล่าวตอบว่า หากเวียดนามมีความประสงค์จะได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติม ก็ยินดีให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ ถือเป็นสัญลักษณ์มิตรภาพระหว่างไทยและเวียดนามโดยความรู้ร่วมมือของภาคเอกชนไทย

กองทัพพร้อมปกป้องอธิปไตยทุกตารางนิ้ว ยันพร้อมมากกว่าครั้งที่ผ่านมา หากปะทะกัมพูชา

กองทัพพร้อมปกป้องอธิปไตยทุกตารางนิ้ว ยันพร้อมมากกว่าครั้งที่ผ่านมา หากปะทะกัมพูชา

กองทัพพร้อมปกป้องอธิปไตยทุกตารางนิ้ว ยันพร้อมมากกว่าครั้งที่ผ่านมา หากปะทะกัมพูชา

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.38 น.

“ผอ. ศูนย์ข่าวสถานการณ์ ฯ” ยัน ติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย -กัมพูชา ต่อเนื่อง ลั่น กองทัพพร้อมปกป้องอธิปไตยทุกตารางนิ้ว ชี้ ใช้กำลังเป็นทางเลือกสุดท้าย

เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2569  ที่กองทัพอากาศ พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา เปิดเผยถึงภาพรวมสถานการณ์ไทย-กัมพูชาในขณะนี้ ภายหลังปรากฏข่าวสารที่สร้างความวิตกกังวลให้กับประชาชนว่าอาจเกิดสถานการณ์บริเวณชายแดนขึ้น โดยได้ชี้แจงผ่าน 3 ประเด็นหลัก

ประเด็นแรก คาดว่าในวันศุกร์นี้ (12 มิ.ย.69) จะมีการหารือเป็นการภายในระหว่างหน่วยงานด้านความมั่นคง เพื่อประสานด้านนโยบายและการปฏิบัติให้สอดคล้องและเป็นเอกภาพตามนโยบายของรัฐบาล อาทิ การยังคงปิดด่านผ่านแดน หรือการไม่เปิดให้มีการเจรจาใด ๆ ระหว่างกันในขณะนี้ เนื่องจากฝ่ายกัมพูชาเลือกใช้กระบวนการประนอมภาคบังคับภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) แทนที่จะเปิดโอกาสให้มีการเจรจาระหว่างกัน

ประเด็นที่ 2 ประเทศไทยยังคงยึดมั่นการปฏิบัติตามถ้อยแถลงร่วม ปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ รวมทั้งหลักมนุษยธรรมสากล ดังนั้นการดำเนินการต่าง ๆ จึงต้องเป็นไปตามขั้นตอน และต้องสื่อสารด้วยภาษากฎหมายสากล พร้อมย้ำว่าไทยไม่ใช่ฝ่ายที่รุกรานกัมพูชาก่อน ไทยไม่รังแกประเทศที่เล็กกว่า และไม่มีการยั่วยุที่เกิดจากฝ่ายไทยอย่างแน่นอน

นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยังได้ย้ำว่า หน่วยในพื้นที่มีกฎการปะทะจากเบาไปหาหนัก พร้อมยืนยันว่ากองทัพไทยมีความพร้อมปฏิบัติการ หากมีเหตุการณ์เกิดขึ้นและมีความจำเป็นต้องตอบโต้ตามกฎการป้องกันตนเอง โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง เพื่อเลือกแนวทางที่ดีที่สุดให้กับประเทศชาติและประชาชนไทย ไม่ต้องการให้ความขัดแย้งนำไปสู่เหตุการณ์ที่ไม่สามารถแก้ไขได้ แต่หากมีเหตุเกิดขึ้นและไม่สามารถแก้ไขได้ ก็จำเป็นต้องดำเนินการ

สำหรับประเด็นที่ 3 คือข่าวสารที่ปรากฏในหลายสื่อ โดยเฉพาะในสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ว่า บางเรื่องอาจไม่ใช่ข้อเท็จจริงและอาจสร้างความเข้าใจผิดแก่ประชาชน เช่น กรณีมีข่าวว่าฝ่ายกัมพูชาเสริมกำลังรถถังจำนวนมากในพื้นที่ชายแดน ซึ่งอาจเป็นผลจากความสูญเสียจากการปะทะครั้งก่อน ๆ กับฝ่ายไทย จึงต้องมีการเสริมกำลังเพิ่มเติม ถือเป็นเรื่องปกติและไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวล

เมื่อถามว่า การสร้างบันไดทางขึ้นจากฝั่งกัมพูชาเข้าสู่เขตอธิปไตยไทย หรือไม่ พล.อ.อ. ประภาส กล่าวว่า ได้มีการดำเนินการจัดการเรียบร้อยแล้ว พร้อมขอความร่วมมือประชาชน หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสถานการณ์ สามารถสอบถามไปยังหน่วยงานความมั่นคงได้โดยตรง เพื่อรับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นทางการ

พล.อ.อ.ประภาส กล่าวอีกว่า ขอให้ประชาชนมั่นใจว่า หากเกิดเหตุการณ์และมีความจำเป็นต้องปกป้องประเทศชาติ ขณะนี้ประเทศไทยมีความพร้อมมากกว่าการปะทะในครั้งที่ผ่านมา ทั้งในด้านกำลังพลและความได้เปรียบทางภูมิประเทศในการวางกำลัง ซึ่งปัจจุบันอยู่ในจุดที่สูงกว่าฝ่ายกัมพูชา หรือเป็นจุดสูงข่มเกือบทุกจุด แม้อาจมีบางพื้นที่ที่ต้องดำเนินการเพิ่มเติม เช่น เนิน 745 หรือเขาสัตตะโสม เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ด้วยความยาวของพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชากว่า 800 กิโลเมตร อาจมีเหตุการณ์ยั่วยุเกิดขึ้นได้เป็นบางจุด ซึ่งอาจนำไปสู่การยกระดับสถานการณ์ตามแต่ละกรณี แต่ยืนยันว่าการใช้กำลังจะเป็นทางเลือกสุดท้าย เนื่องจากจะนำมาซึ่งความสูญเสียอย่างมหาศาล

“หากมีทะเลาะก็คุยก่อน เจรจาก่อน หากมีการใช้อาวุธก็จากเบาไปหาหนัก สุดท้ายถ้าถึงจุดจริง ๆ แล้ว เราพร้อม แต่เป็นหนทางสุดท้าย การใช้กำลังทหารคือหนทางสุดท้ายในการแก้ปัญหา เพราะถ้าแก้ปัญหาด้วยการใช้กำลังหรือหน่วยความมั่นคงแล้ว ความสูญเสียจะตามมามากทีเดียว เน้นย้ำว่าในฐานะที่เป็นทหารอาชีพ และมีความเป็นมืออาชีพพอสมควร เราฝึกมาเพื่อปกป้องประเทศอยู่แล้ว แม้ชีวิตเรา เราก็ยอมได้ ถ้าเหตุการณ์ต้องดำเนินการ ขอให้มั่นใจ” พล.อ.อ.ประภาส กล่าว

ศุภมาส ลุยหาดใหญ่ ขีดเส้นตายคลินิกเสริมความงาม สั่งเชือดทันทีหากพบเอาเปรียบผู้บริโภค

ศุภมาส ลุยหาดใหญ่ ขีดเส้นตายคลินิกเสริมความงาม สั่งเชือดทันทีหากพบเอาเปรียบผู้บริโภค

ศุภมาส ลุยหาดใหญ่ ขีดเส้นตายคลินิกเสริมความงาม สั่งเชือดทันทีหากพบเอาเปรียบผู้บริโภค

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.20 น.

“ศุภมาส” บุกหาดใหญ่ ลุยตรวจคลินิกเสริมความงาม ลั่น! ทุกคลินิกต้องมีสัญญา เจอเอาเปรียบผู้บริโภคฟันทันที

วันนี้ (8 มิถุนายน 2569) เวลา 14.30 น. นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ลงพื้นที่ตรวจคลินิกเสริมความงาม ณ ห้างเซ็นทรัล หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยมี นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ที่ปรึกษารัฐมนตรี นางสาวพัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ เลขานุการรัฐมนตรี และนายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการ สคบ. ร่วมด้วย โดยบูรณาการความร่วมมือกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสงขลา สำนักงานพาณิชย์จังหวัดสงขลา กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) เทศบาลนครหาดใหญ่ และสภาองค์กรของผู้บริโภค หน่วยประจำจังหวัดสงขลา ในฐานะตัวแทนภาคประชาชน ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของผู้บริโภค

ศุภมาส

นางสาวศุภมาส กล่าวว่า จากข้อมูลเรื่องร้องทุกข์ของ สคบ. พบว่า ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 การร้องทุกข์ในพื้นที่จังหวัดสงขลา อันดับ 1 คือ เรื่องคลินิกเสริมความงาม โดยส่วนใหญ่เป็นการขอเงินคืนเพราะยังไม่ได้ใช้บริการจากกรณีที่คลินิกปิดกิจการหรือไม่สามารถให้บริการได้ รองลงมาคือซื้อแล้วเปลี่ยนใจไม่มาใช้บริการ และการบาดเจ็บหรือผลข้างเคียงจากการเสริมความงาม ซึ่งพอทราบว่าเจ้าหน้าที่กำลังลงตรวจในพื้นที่ที่มีปัญหามากที่สุด ตนจึงไปดูด้วยตนเอง อยากเห็นกับตาว่าผู้ประกอบการปฏิบัติถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ และผู้บริโภคได้รับบริการที่ปลอดภัยจริง

อำนาจหน้าที่ของ สคบ. คือการควบคุมสัญญา ตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา ที่กำหนดให้ธุรกิจเสริมความงามเป็นธุรกิจควบคุมสัญญา พ.ศ. 2568 คลินิกทุกแห่งต้องจัดทำสัญญาและส่งมอบให้ผู้รับบริการ หากฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากผู้บริโภคเสียหายจริง สคบ. ฟ้องคดีแทนได้ โดยวันนี้เจ้าหน้าที่ได้เก็บสัญญากลับไปตรวจสอบ หากพบข้อสัญญาที่ไม่เป็นไปตามประกาศ สคบ. จะดำเนินคดีทันที

ศุภมาส

นางสาวศุภมาส กล่าวเพิ่มเติมว่า สัญญามาตรฐานระบุสิทธิของผู้บริโภคไว้ชัดเจน ทั้งสิทธิบอกเลิกสัญญาภายใน 7 วันและได้รับเงินคืนเต็มจำนวนหากยังไม่ใช้บริการ สิทธิขอเงินคืนตามสัดส่วนเมื่อคลินิกปิดกิจการ ปิดปรับปรุง ย้ายสถานที่ หรือมีใบรับรองแพทย์ว่าการใช้บริการต่อไปอาจเสี่ยงอันตราย รวมถึงกำหนดคืนเงินภายใน 15 วันสำหรับเงินสด เงินโอน และเช็ค หรือภายใน 45 วันสำหรับบัตรเครดิต  พร้อมระบุว่า การกำกับดูแลคลินิกเสริมความงามยังเกี่ยวข้องกับกฎหมายของหน่วยงานอื่นอีกหลายฉบับ สคบ. จึงทำงานร่วมกับกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และแพทยสภา เพื่อตรวจสอบทั้งใบอนุญาต มาตรฐานการให้บริการ และความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์และเครื่องมือแพทย์อย่างต่อเนื่อง

“ขอย้ำว่าทุกคลินิกเสริมความงามต้องทำสัญญาให้ถูกต้องและส่งมอบให้ผู้รับบริการ ส่วนประชาชนก่อนเข้ารับบริการ ขอให้ตรวจสอบใบอนุญาตของสถานประกอบการ ดูเครื่องหมาย อย. ของผลิตภัณฑ์ และเก็บสัญญาไว้ทุกฉบับ อย่าหลงเชื่อโฆษณาราคาถูกผิดปกติหรือคำโฆษณาออนไลน์ที่ไม่มีเอกสารรับรอง เพราะอาจเสียทั้งเงินและเสี่ยงต่อชีวิต หากผู้ประกอบการรายใดเอาเปรียบผู้บริโภค สคบ. จะดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด” นางสาวศุภมาสกล่าว

อัครนันท์ ลงพื้นที่ปัตตานี เร่งเยียวยาครอบครัว ครูปาตีเมาะ ย้ำครูใต้คือนักรบแถวหน้า

อัครนันท์ ลงพื้นที่ปัตตานี เร่งเยียวยาครอบครัว ครูปาตีเมาะ ย้ำครูใต้คือนักรบแถวหน้า

อัครนันท์ ลงพื้นที่ปัตตานี เร่งเยียวยาครอบครัว ครูปาตีเมาะ ย้ำครูใต้คือนักรบแถวหน้า

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.10 น.

“อัครนันท์” ลุยปัตตานีติดตามเงินเยียวยา “ครูปาตีเมาะ” ลั่นครูใต้คือนักรบแถวหน้า

วันที่ 8 มิถุนายน 2569 นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์พิทักษ์สิทธิ์ โดยได้รับมอบหมายจาก นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย ดร.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ และคุณปารมี ไวจงเจริญ ที่ปรึกษาของ รมช.ศธ. ลงพื้นที่โรงเรียนประสานวิทยามูลนิธิ อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี เพื่อเยี่ยมให้กำลังใจ มอบเงินเยียวยา และอำนวยความสะดวกด้านเอกสารให้แก่ครอบครัว “ครูปาตีเมาะ ยาโงะ” ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมรับฟังปัญหาและให้กำลังใจบุคลากรทางการศึกษาในพื้นที่

ครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์

นายอัครนันท์ กล่าวว่า ศธ. ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อความสูญเสีย และหวังให้เกิดความสงบสุขในพื้นที่โดยเร็ว ขอเป็นกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย โดยเฉพาะครูในพื้นที่ที่ต้องทำงานหนักเป็นสองเท่าในการสอนทั้งวิชาสามัญและศาสนา ควบคู่กับการดูแลความปลอดภัยของเด็กๆ ทั้งนี้ ศธ. ได้เข้ามาเร่งรัดสิทธิ์เยียวยาจากกองทุนสงเคราะห์ครูเอกชนจำนวน 4 ล้านบาท พร้อมมอบทุนการศึกษาให้บุตรของครูปาตีเมาะทุกคนจนจบปริญญาตรี และเตรียมผลักดันนโยบายเพิ่มงบสนับสนุนรวมถึงขยายสวัสดิการครูเอกชนนอกระบบให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น

 รมช.ศธ. กล่าวเพิ่มเติมว่า  บุคลากรทางการศึกษาเป็นเรื่องที่ทิ้งไม่ได้ และเราคือกระทรวงแห่งความหวังในการสร้างชาติ หน่วยงานยุคใหม่จะมุ่งมั่นทลายทุกข้อจำกัดและดูแลสวัสดิภาพของนักรบแถวหน้าทางการศึกษาในพื้นที่ชายแดนใต้ด้วยความจริงใจ โดยจะไม่ปล่อยให้ใครต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวอีกต่อไป” นายอัครนันท์ กล่าวทิ้งท้าย

อัครนันท์
อัครนันท์
อัครนันท์
อัครนันท์
อัครนันท์
อัครนันท์
อัครนันท์

กรมที่ดินงัดหลักฐานแจง ปม นายชัย ชิดชอบ เช่าที่ดินเขากระโดง

กรมที่ดินงัดหลักฐานแจง ปม นายชัย ชิดชอบ เช่าที่ดินเขากระโดง

กรมที่ดินงัดหลักฐานแจง ปม นายชัย ชิดชอบ เช่าที่ดินเขากระโดง

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.07 น.

กรมที่ดินแจงข้อเท็จจริง นายชัย ชิดชอบ เช่าที่ดินเขากระโดง

วันที่ 8 มิถุนายน 2569 ตามที่มีข่าวทางสื่อมวลชนว่า ปรากฏเอกสารบันทึกการประชุม ระบุว่า นายชัย ชิดชอบ ยอมรับว่าที่ดินบริเวณเขากระโดงเป็นที่ดินการรถไฟฯ และทำเรื่องขออาศัยที่ดินจากการรถไฟฯ นั้น ทำให้สื่อมวลชนตลอดจนประชาชนเข้าใจข้อเท็จจริงที่คลาดเคลื่อน เกิดผลกระทบต่อการปฏิบัติงานของกรมที่ดิน จึงขอชี้แจงข้อเท็จจริง ดังนี้

1. ตามสัญญาอาศัยที่ดิน ซึ่ง นายชัย ชิดชอบ ได้ทำสัญญากับการรถไฟฯ เมื่อปี พ.ศ. 2516 เนื้อที่ 6 – 1 – 98 ไร่ นั้น ตรวจสอบแล้วตำแหน่งที่ดินอยู่ในบริเวณกิโลเมตรที่ 5.6 และอยู่ในแนวเขต รางรถไฟข้างละ 100 เมตร กรมที่ดินยืนยันว่า ไม่มีการออกหนังสือแสดงสิทธิที่ดินในบริเวณดังกล่าว เนื้อที่ตามสัญญาอาศัยมีเพียง 6 – 1 – 98 ไร่ ไม่ได้หมายความรวมถึงที่ดินแปลงอื่นและเนื้อที่ทั้งหมด 5,083 ไร่ แต่อย่างใด

2. จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่รางรถไฟตอนแยกไปยังที่ย่อยศิลาฯ มีระยะทาง     ยาวประมาณ 6.2 กิโลเมตร โดยมีแนวเขตรางรถไฟ ดังนี้

– กิโลเมตรที่ 1 ถึง 2 แนวเขตรางรถไฟข้างละ 15 เมตร

– กิโลเมตรที่ 2 ถึง 4.54     แนวเขตรางรถไฟข้างละ 20 เมตร

– กิโลเมตรที่ 4.54 ถึง 6.2   แนวเขตรางรถไฟข้างละ 100 เมตร

ซึ่งในบริเวณแนวเขตรางรถไฟดังกล่าวไม่มีการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินให้กับประชาชนแต่อย่างใด หากเกินกว่าระยะแนวเขตรางรถไฟ การรถไฟฯ ได้รับรองแนวเขตที่ดินให้ทุกแปลงที่ออกเอกสารสิทธิโดยไม่เคยหวงกันพื้นที่แต่อย่างใด แสดงให้เห็นว่า การรถไฟฯ ยอมรับสิทธิของตนเฉพาะแนวเขตรางรถไฟ  ตามนัยดังกล่าวข้างต้นเท่านั้น

กรมที่ดินขอเรียนว่า การออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินบริเวณเขากระโดง ตำบลเสม็ด และตำบลอิสาณ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน กรมที่ดินได้ดำเนินการไปตามระเบียบกฎหมาย   ที่เกี่ยวข้องทุกประการ ซึ่งข้อพิพาทในบริเวณที่ดินระหว่างการรถไฟฯ และราษฎรในพื้นที่ ปัจจุบันการรถไฟฯ ก็ได้นำข้อพิพาทขึ้นสู่การพิจารณาของศาลแล้ว จึงควรรอผลการพิจารณาของศาล หากศาลมีคำพิพากษา   หรือคำสั่งเป็นประการใดคู่ความทุกฝ่ายย่อมต้องปฏิบัติตามต่อไป

‘ศิริกัญญา’ ไล่บี้ ‘รัฐบาล’ ทบทวนเกณฑ์ ‘บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ’ ทำคนจนถูกกีดกัน

‘ศิริกัญญา’ ไล่บี้ ‘รัฐบาล’ ทบทวนเกณฑ์ ‘บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ’ ทำคนจนถูกกีดกัน

‘ศิริกัญญา’ ไล่บี้ ‘รัฐบาล’ ทบทวนเกณฑ์ ‘บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ’ ทำคนจนถูกกีดกัน

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.30 น.

‘ศิริกัญญา’ ไล่บี้ ‘รัฐบาล’ ทบทวนเกณฑ์ ‘บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ’ ทำคนจนถูกกีดกัน ชี้การปล่อยผ่านแค่ปีภาษีนี้ ไม่ใช่ทางออก  

วันที่ 8 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา 15.00 น. ที่รัฐสภา น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีเงา(ครม.เงา)พรรคประชาชน ถึงประเด็นหลักเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐว่า แม้ล่าสุดนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ออกมาแถลงและยืนยันการทบทวนหลักเกณฑ์ผู้ได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ ของคณะกรรมการกองทุน แต่ไม่ใช่การทบทวนมติครม. ซึ่งในรายละเอียดที่ให้ต่อมา คือ รอบปีภาษีนี้คงจะแก้ไขอะไรไม่ได้ เนื่องจากลูก ๆ ได้ลดหย่อนภาษีไปเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นพ่อแม่ที่จะยืนยันหรือขอรับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ยังขอได้อยู่แม้ลูกจะเอาชื่อไปลดหย่อนภาษี แต่ในปีภาษีหน้าก็จะกลับไปเป็นตามมติ ครม. เดิม คือถ้าลูกนำชื่อไปลดหย่อนภาษีเมื่อไหร่พ่อแม่ก็จะถูกตัดสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเมื่อนั้น เราคิดว่าตรงนี้เป็นปัญหาอยู่ซึ่งเราไม่สามารถพิจารณาเรื่องนี้รวมกันได้ เพราะการที่ลูกอุปการะ ไม่ได้หมายความว่าพ่อแม่อยู่ในสถานะที่ไม่เดือดร้อน 

“ขอเสนอแนะให้รัฐบาล ทบทวนหลักเกณฑ์ครั้งนี้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการลดหย่อนภาษีของลูกและพ่อแม่ รวมถึงเกณฑ์การถือครองที่ดิน 10 ไร่ ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่แข็งมาก พบว่ามีเกษตรกรที่อาจมีที่ดินเกิน 10 ไร่แต่ไม่ได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี ยังอยู่ในภาวะที่เดือดร้อนจำเป็นต้องได้รับสวัสดิการแห่งรัฐ” น.ส.ศิริกัญญา กล่าว 

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า ส่วนเกณฑ์เรื่องหนี้สิน 100,000 บาท จะทำให้เกษตรกรรายย่อยจำนวนมากไม่ได้เข้าเกณฑ์นี้ ขณะที่เรื่องของรถยนต์ไม่ว่าจะมีกรรมสิทธิ์ มาเป็นระยะเวลานานแล้วมูลค่ารถยนต์จริงไม่เหลือแล้ว หรือเป็นรถยนต์ที่ใช้การไม่ได้แล้ว ก็จะถูกตัดสิทธิ์เช่นเดียวกัน เรื่องนี้มีปัญหาเยอะมากในหลักเกณฑ์ของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบนี้ จึงขอเรียกร้องให้มีการทบทวนมติ ครม. อีกครั้งหนึ่ง 

‘เท้ง’ ถาม ‘อนุทิน-สุชาติ’ เลือกคนไทย หรือ นายทุนเหมือง หลังทำเฉยไม่แก้ปมสารพิษตกค้างในแม่น้ำ

‘เท้ง’ ถาม ‘อนุทิน-สุชาติ’ เลือกคนไทย หรือ นายทุนเหมือง หลังทำเฉยไม่แก้ปมสารพิษตกค้างในแม่น้ำ

‘เท้ง’ ถาม ‘อนุทิน-สุชาติ’ เลือกคนไทย หรือ นายทุนเหมือง หลังทำเฉยไม่แก้ปมสารพิษตกค้างในแม่น้ำ

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.12 น.

‘เท้ง‘ ถามตรง ‘อนุทิน-สุชาติ’ จะเลือก ‘คนไทย’ หรือ ‘นายทุนเหมือง’ หลังทำเฉยเมินแก้ ‘สารพิษ’ ตกค้างใน ’แม่น้ำ6สาย‘ จี้ ‘รัฐบาล’ ตั้งงบฯ ช่วยประชาชนได้รับผลกระทบ เจรจา-วางแผนตรวจสอบคุณภาพน้ำ ดิน สิ่งแวดล้อม สุขภาพคน พ่วงออกกฎหมายลูกสกัดนำเข้าแร่ที่ผลิตไม่ได้คุณภาพ  
 
วันที่ 8 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา 15.05 น. ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีเงา (ครม.เงา) พรรคประชาชนว่า ตนอยากเรียกร้องตรงไปยังรัฐบาลให้เร่งดำเนินการแก้ไขวิกฤตสารพิษในแม่น้ำ 6 สาย คือ กก โขง สาละวิน กระบุรี ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ระนอง โดยขอส่งคำถามตรงไปยังนาย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตกลงแล้วท่านอยู่ข้างประชาชนคนไทย หรือเลือกอยู่ข้างเดียวกับประเทศของคนที่เป็นเจ้าของเหมือง ที่กำลังก่อมลพิษ สร้างผลกระทบต่อคนไทยจำนวนมาก 

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า ที่ตนกล่าวเช่นนี้ เพราะการกระทำของรัฐบาลที่ผ่านมา ไม่ได้ให้ความสำคัญกับข้อเรียกร้องของประชาชน รัฐบาลไม่ได้ใช้อำนาจของตัวเอง ในการออกกฎหมายลำดับรองที่จำเป็น ยังไม่เห็นรัฐบาลใช้อำนาจในการจัดสรรงบประมาณเพื่อแก้ไขปัญหาตรงนี้ได้อย่างตรงจุด ซึ่งที่ผ่านมาตนและพรรคประชาชนพยายามผลักดันการแก้ปัญหาสารพิษในแม่น้ำสายต่างๆ มาถึง 3 รัฐบาล แต่ยังไม่ได้รับการแก้ไขแต่อย่างใด ทั้งนี้ เรามองว่า มาตรการเร่งด่วนที่ควรทำทันที คือ 1. การใช้คน คือส่งตัวแทนไปเจรจาในเวทีพหุภาคีระหว่าง ไทย จีน เมียนมา และลาว โดยจะต้องมีการออกแผนปฏิบัติการในการตรวจคุณภาพดิน ตรวจคุณภาพน้ำ ตรวจคุณภาพผลผลิตทางการเกษตร รวมถึงสุขภาพของประชาชน อย่างสม่ำเสมอและมีมาตรฐาน ได้รับการยอมรับร่วมกัน ตลอดจนการตรวจสอบผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่เหมือง การขนส่ง การนำเข้าและการส่งออก 

นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า 2.ใช้กฎ ซึ่งรัฐบาลยังไม่ได้ใช้อำนาจที่มีอยู่ในการออกกฎหมายลำดับรองตาม พ.ร.บ. แร่ มาตรา 104 เพื่อป้องกันไม่ให้ไทยถูกใช้เป็นทางผ่านในการขนแร่พิษ เช่น การประกาศว่า การนำเข้าแร่ต่างๆ เช่น แร่ rare earths พลวง ดีบุก จะต้องขออนุญาตเพื่อจะได้ตรวจสอบต้นตอมาจากเหมืองที่ไม่ได้มีการจัดการสิ่งแวดล้อม อย่างเพียงพอหรือไม่ ถ้าไม่มีหลักฐานมายืนยัน ว่าแร่ที่กำลังจะนำเข้ามามีการจัดการที่ถูกต้อง ก็ต้องห้ามนำเข้าโดยเด็ดขาด และ3. การจัดสรรงบประมาณเพื่อบรรเทาผลกระทบของประชาชนจากสารพิษตกค้างเป็นเวลานาน ที่เราอยากเห็นคือในร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 ที่กำลังจะเสนอเข้าสู่สภาฯภายในสิ้นเดือนนี้จนถึงต้นเดือนหน้า อย่างน้อยควรมีโครงการที่ใช้ในการปรับปรุง ตรวจสอบคุณภาพและปรับปรุงน้ำประปา การปรับเปลี่ยนการเพาะปลูกพืชในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ การเพิ่มห้องแล็บตรวจวัดคุณภาพน้ำ คุณภาพดิน  และส่วนสุดท้ายคืองบฯ เยียวยาเกษตรกร ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากสารพิษดังกล่าว

อนุทิน ร่วมพิธีวางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์วีรชนและผู้เสียสละบั๊กเซิน-สุสานโฮจิมินห์ ตอกย้ำมิตรภาพเวียดนาม

อนุทิน ร่วมพิธีวางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์วีรชนและผู้เสียสละบั๊กเซิน-สุสานโฮจิมินห์ ตอกย้ำมิตรภาพเวียดนาม

อนุทิน ร่วมพิธีวางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์วีรชนและผู้เสียสละบั๊กเซิน-สุสานโฮจิมินห์ ตอกย้ำมิตรภาพเวียดนาม

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.07 น.

นายกฯ นำคณะร่วมพิธีวางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์วีรชนและผู้เสียสละบั๊กเซิน–สุสานโฮจิมินห์ สะท้อนความเคารพต่อประวัติศาสตร์ชาติ ตอกย้ำมิตรภาพไทย–เวียดนามบนพื้นฐานแห่งความไว้วางใจ

วันที่ 8 มิถุนายน 69 เวลา 14.30 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมพิธีวางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์วีรชนและผู้เสียสละบั๊กเซิน และสุสานโฮจิมินห์ เพื่อแสดงความเคารพต่อวีรชนและบุคคลสำคัญผู้มีบทบาทในการสร้างชาติของเวียดนาม ซึ่งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติสำคัญในการเยือนอย่างเป็นทางการที่สะท้อนถึงการให้เกียรติประเทศเจ้าภาพและความเคารพซึ่งกันและกัน ซึ่งอนุสาวรีย์วีรชนและผู้เสียสละบั๊กเซิน เป็นอนุสรณ์สถานสำคัญที่สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงความเสียสละและความกล้าหาญของประชาชนชาวเวียดนามในการต่อสู้เพื่อเอกราชและอธิปไตยของชาติ

จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้เดินทางไปยังสุสานโฮจิมินห์ ณ จัตุรัสบาดิ่งห์ เพื่อวางพวงมาลาและแสดงความเคารพต่อประธานโฮจิมินห์ อดีตผู้นำผู้ได้รับการยกย่องในฐานะบิดาแห่งชาติของเวียดนาม และมีบทบาทสำคัญในการนำพาประเทศสู่เอกราช โดยบริเวณจัตุรัสบาดิ่งห์ยังเป็นสถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่ประธานโฮจิมินห์ได้ประกาศเอกราชของเวียดนามเมื่อปี ค.ศ. 1945

การเข้าร่วมพิธีวางพวงมาลาในครั้งนี้สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างไทยและเวียดนามที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเคารพและให้เกียรติซึ่งกันและกัน อันเป็นรากฐานสำคัญของความไว้วางใจ ความเข้าใจอันดี และความร่วมมือที่แน่นแฟ้นระหว่างทั้งสองประเทศในทุกระดับ

ภายหลังเสร็จสิ้นพิธี นายกรัฐมนตรีจะเดินทางเข้าร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการและการหารือเต็มคณะระหว่างสองฝ่าย ณ ทำเนียบรัฐบาลเวียดนาม

ส้มมีเพียงหนึ่งเดียว วิโรจน์ แจงป้ายปริศนาเขตพระนคร สก.

ส้มมีเพียงหนึ่งเดียว วิโรจน์ แจงป้ายปริศนาเขตพระนคร สก.

ส้มมีเพียงหนึ่งเดียว วิโรจน์ แจงป้ายปริศนาเขตพระนคร สก.

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.58 น.

”วิโรจน์“ แจงป้ายปริศนาเขตพระนคร สก. ส้มมีเพียงหนึ่งเดียว

วันที่ 8 มิถุนายน 2569 นายวิโรจน์ ลัคนาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์เฟชบุ๊ก Wiroj Lakkhanaadisorn -วิโรจน์ ลัคคณาดิศร ระบุว่า เนื่องจากมีประชาชนในเขตพระนครสอบถามผมเข้ามามากว่า ผู้สมัคร ส.ก. ของพรรคประชาชน นั้นเป็นใครกันแน่ เพราะพบว่า มีผู้สมัคร 2 ท่าน ที่ใช้ป้ายหาเสียงเป็นโทนสีส้ม เพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้สมัคร ส.ก. ทั้งสองท่าน ตลอดจนประชาชนที่ต้องออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ผมขออนุญาตชี้แจง เพื่อให้เกิดความชัดเจนนะครับ ผู้สมัคร ส.ก. ของพรรคประชาชน เราชื่อว่า “อดิเจษฎ์ ประยูรพฤกษ์” เบอร์ 5 สังเกตรูปที่ป้าย และรูปที่ติดบอร์ด จะมีโลโก้พรรค สามเหลี่ยมหัวกลับสีส้ม

วิโรจน์ ลัคนาอดิศร

ส่วนอีกท่านหนึ่ง ที่ชื่อว่า “ศศิธร ประสิทธิ์พรอุดม” ที่ป้ายเขียนว่า “ส.ก.ของประชาชน” นั้นเป็นผู้สมัครอิสระ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับพรรคประชาชน จึงขอประชาสัมพันธ์แจ้งให้กับชาวเขตพระนครทราบ 28 มิถุนายน 2569 จะได้ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้อย่างถูกต้อง ไม่เผลอจำสลับกันครับ

วิโรจน์ ลัคนาอดิศร
วิโรจน์ ลัคนาอดิศร
วิโรจน์ ลัคนาอดิศร
วิโรจน์ ลัคนาอดิศร

ร้านอาหารเตรียมพร้อม เปิดสมัครไทยช่วยไทย ฟู้ดเดลิเวอรี 10 มิ.ย. ผ่านแอปถุงเงิน ลงได้ 1 แพลตฟอร์ม

ร้านอาหารเตรียมพร้อม เปิดสมัครไทยช่วยไทย ฟู้ดเดลิเวอรี 10 มิ.ย. ผ่านแอปถุงเงิน ลงได้ 1 แพลตฟอร์ม

ร้านอาหารเตรียมพร้อม เปิดสมัครไทยช่วยไทย ฟู้ดเดลิเวอรี 10 มิ.ย. ผ่านแอปถุงเงิน ลงได้ 1 แพลตฟอร์ม

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.43 น.

รัฐบาลเปิดสมัคร ไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ฟู้ดเดลิเวอรี 10 มิ.ย.นี้ ย้ำร้านค้าเลือกได้เพียง 1 แพลตฟอร์มเท่านั้น เริ่มรับออร์เดอร์ 15 มิ.ย.นี้

8 มิถุนายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เดินหน้าขยายช่องทางสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการร้านอาหารและเครื่องดื่มผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ฟู้ดเดลิเวอรี” โดยเปิดให้ร้านค้าที่ผ่านการอนุมัติเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ในประเภทธุรกิจอาหาร อาหารว่าง และเครื่องดื่ม ลงทะเบียนเชื่อมต่อกับผู้ให้บริการฟู้ดเดลิเวอรีผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ได้ตั้งแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2569 เวลา 06.00 – 23.00 น.

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ร้านค้าสามารถเลือกผูกบัญชีกับผู้ให้บริการฟู้ดเดลิเวอรีได้เพียง 1 แพลตฟอร์มเท่านั้น และต้องเป็นแพลตฟอร์มที่ร้านค้าใช้งานอยู่แล้ว โดยเมื่อยืนยันการสมัครแล้วจะ ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงแพลตฟอร์มภายหลังได้ จึงขอให้ผู้ประกอบการตรวจสอบข้อมูลและพิจารณาเลือกแพลตฟอร์มให้เหมาะสมก่อนดำเนินการสมัคร

สำหรับร้านค้าที่ไม่มีสาขา สามารถสมัครได้ผ่านแบนเนอร์ “สมัครใช้งานฟู้ดเดลิเวอรี” ในแอปพลิเคชันถุงเงิน โดยกดยอมรับเงื่อนไข เลือกแพลตฟอร์มที่ต้องการสมัคร กรอกรหัสอ้างอิงร้านค้าจากผู้ให้บริการฟู้ดเดลิเวอรี ตรวจสอบข้อมูล ยืนยันตัวตนด้วยรหัส OTP และรอผลการพิจารณาอนุมัติจากระบบ

ส่วนร้านค้าที่มีหลายสาขา จะมีขั้นตอนเพิ่มเติม โดย สาขาหลักต้องเป็นผู้เลือกแพลตฟอร์มก่อน เนื่องจากทุกสาขาในร้านค้าจะต้องใช้แพลตฟอร์มเดียวกัน หากสาขาหลักประสงค์เข้าร่วมโครงการ จะต้องเลือกเมนู “ผูกบัญชีฟู้ดเดลิเวอรีสาขาหลัก” จากนั้นกรอกรหัสอ้างอิงร้านค้าจากแพลตฟอร์มที่เลือก ยืนยันข้อมูลและยืนยันตัวตน เมื่อสาขาหลักได้รับการอนุมัติแล้ว สาขาย่อยจะสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการผ่านแพลตฟอร์มเดียวกันได้ โดยไม่สามารถเลือกแพลตฟอร์มอื่นแตกต่างจากสาขาหลัก

ในกรณีที่สาขาหลักไม่ประสงค์เข้าร่วมโครงการ แต่ต้องการเปิดโอกาสให้สาขาย่อยเข้าร่วม สาขาหลักสามารถเลือกเมนู “ไม่ผูกบัญชีฟู้ดเดลิเวอรีสาขาหลัก” เพื่อกำหนดแพลตฟอร์มกลางสำหรับร้านค้าได้ จากนั้นสาขาย่อยที่ต้องการเข้าร่วมสามารถเข้าไปสมัครผ่านแอปถุงเงิน โดยระบบจะแสดงเฉพาะแพลตฟอร์มที่สาขาหลักเลือกไว้ และดำเนินการกรอกรหัสอ้างอิงร้านค้า ยืนยันข้อมูล และยืนยันตัวตนด้วย OTP ตามขั้นตอนปกติ ทั้งนี้ ร้านค้าที่มีหลายสาขาสามารถเลือกเข้าร่วมเฉพาะบางสาขาได้ ไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมทุกสาขา

นางสาวลลิดา กล่าวว่า ร้านค้าที่สมัครและเชื่อมต่อระบบสำเร็จจะสามารถเริ่มรับคำสั่งซื้อภายใต้โครงการได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2569 และรับออร์เดอร์ได้จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 เวลา 21.00 น. โดยร้านค้าจะทราบผลการสมัครภายในวันถัดไปผ่านแอปพลิเคชันถุงเงิน

“รัฐบาลเชื่อมั่นว่าโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ฟู้ดเดลิเวอรี จะช่วยเพิ่มช่องทางการขายให้ผู้ประกอบการร้านอาหารและเครื่องดื่มทั่วประเทศ เพิ่มโอกาสเข้าถึงลูกค้าในระบบออนไลน์ และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากควบคู่กับการอำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิได้อย่างทั่วถึงมากยิ่งขึ้น” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว.