อิหร่านยิงขีปนาวุธถล่มอิสราเอลครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนเมษายน

อิหร่านยิงขีปนาวุธถล่มอิสราเอลครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนเมษายน

8 มิ.ย. 2569 05:40 น.

อิหร่านยิงขีปนาวุธถล่มอิสราเอลครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนเมษายน

อิหร่านยิงขีปนาวุธเข้าใส่อิสราเอลครั้งแรกนับตั้งแต่เริ่มหยุดยิงเมื่อเดือนเมษายน ตอบโต้ที่อิสราเอลโจมตีกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอนอย่างต่อเนื่อง ขณะที่โดนัลด์ ทรัมป์ เรียกร้องให้อิหร่านกลับสู่โต๊ะเจรจา

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 7 มิ.ย. 2569 กองทัพอิหร่านเปิดฉากโจมตีด้วยขีปนาวุธเข้าใส่อิสราเอลเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่มีการประกาศหยุดยิงเมื่อช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นการยกระดับความตึงเครียดครั้งใหม่ หลังจากที่ทุกฝ่ายได้ใช้เวลาเจรจานานหลายสัปดาห์เพื่อหาข้อตกลงยุติสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน

กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC) อ้างว่าสามารถยิงขีปนาวุธทิ้งตัวโจมตีฐานทัพอากาศ รามัต เดวิด (Ramat David) ทางตอนเหนือของอิสราเอลได้สำเร็จ

ส่วนกองทัพอิสราเอลเปิดเผยว่า ระบบป้องกันภัยทางอากาศสามารถสกัดกั้นขีปนาวุธที่ยิงเข้ามาอย่างน้อย 3 ระลอก โดยแหล่งข่าวรายหนึ่งระบุว่า สามารถสกัดกั้นขีปนาวุธทิ้งตัว (Ballistic Missiles) ได้อย่างน้อย 10 ลูก ขณะที่แหล่งข่าวฝั่งอิสราเอลเปิดเผยกับสำนักข่าว CNN ว่า อิสราเอลจะทำการตอบโต้การโจมตีครั้งนี้อย่าง “รุนแรง”

สำนักข่าว เพรส ทีวี (Press TV) ของรัฐบาลอิหร่านรายงานว่า การโจมตีครั้งนี้มีความเชื่อมโยงกับปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลที่มุ่งเป้าไปยังกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน พร้อมทั้งเตือนว่าจะมีการโจมตีเข้าใส่อิสราเอลที่รุนแรงกว่าเดิม หากอิสราเอลยังคงไม่หยุดโจมตีพื้นที่ทางตอนใต้ของเลบานอนและกรุงเบรุต

ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวฟ็อกซ์นิวส์ (Fox News) ว่า อิหร่านจำเป็นต้อง “กลับมานั่งที่โต๊ะเจรจาและทำข้อตกลงร่วมกัน” หลังเกิดเหตุโจมตีอิสราเอลครั้งล่าสุดนี้ และย้ำว่า การทำแบบนี้ “ไม่ช่วยให้การเจรจาราบรื่นขึ้นอย่างแน่นอน”

ทรัมป์ยังเผยกับฟ็อกซ์นิวส์ด้วยว่าเขา “ไม่พอใจ” กับเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ที่อิสราเอลโจมตีในกรุงเบรุต โดยแหล่งข่าวในอิสราเอลและผู้ที่ใกล้ชิดกับเหตุการณ์เปิดเผยว่า ทรัมป์และนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู แห่งอิสราเอล ต่อสายตรงพูดคุยกันหลังเกิดเหตุอิหร่านยิงถล่ม

เอฟฟี เดฟริน โฆษกกองทัพอิสราเอล กล่าวว่า อิสราเอลจะ “ยกระดับความรุนแรง” ในการโจมตีกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ เพื่อตอบโต้การระดมยิงถล่มจากฝั่งอิหร่าน

การโจมตีของอิหร่านยังทำให้ “คลาลิต เฮลธ์ เซอร์วิสเซส” (Clalit Health Services) ผู้ให้บริการด้านการแพทย์ที่ใหญ่ที่สุดของอิสราเอลประกาศจะย้ายการดำเนินงานของโรงพยาบาลไปยังสิ่งปลูกสร้างใต้ดินและพื้นที่ที่ได้รับการคุ้มกัน ขณะที่รัฐบาลสั่งปิดโรงเรียนทั่วประเทศในวันจันทร์นี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

OPEC+ อนุมัติเพิ่มโควตาผลิตน้ำมันครั้งที่ 4 ตั้งแต่ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด

OPEC+ อนุมัติเพิ่มโควตาผลิตน้ำมันครั้งที่ 4 ตั้งแต่ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด

8 มิ.ย. 2569 03:49 น.

OPEC+ อนุมัติเพิ่มโควตาผลิตน้ำมันครั้งที่ 4 ตั้งแต่ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด

กลุ่ม OPEC+ เห็นชอบในการปรับเพิ่มเป้าหมายการผลิตน้ำมันดิบเป็นครั้งที่ 4 นับตั้งแต่สงครามในอิหร่านปะทุขึ้น ส่งผลให้ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด จนกระทบต่อตลาดพลังงานโลกอย่างหนัก

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 7 มิ.ย. 2569 กลุ่มโอเปกพลัส (OPEC+) มีมติเห็นพ้องในการปรับเพิ่มเป้าหมายการผลิตน้ำมันดิบเป็นครั้งที่ 4 ในรอบ 4 เดือน แม้ว่าสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านจะยังคงเป็นอุปสรรคที่ทำให้สมาชิกหลายรายของกลุ่มไม่สามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้ก็ตาม

สงครามดังกล่าวส่งผลให้การขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซต้องหยุดชะงัก นำไปสู่วิกฤตอุปทานน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก เนื่องจากสมาชิกหลักของโอเปกพลัส รวมถึงซาอุดีอาระเบีย ไม่สามารถจัดส่งน้ำมันให้แก่คู่ค้าได้อย่างเต็มจำนวนนับตั้งแต่สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

ซ้ำร้าย วิกฤตการณ์ของกลุ่มโอเปกพลัสยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเมื่อสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ตัดสินใจถอนตัวจากการเป็นสมาชิกองค์การกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน หรือ “โอเปก” (OPEC) หลังจากร่วมกลุ่มมานานเกือบ 60 ปี เพื่อให้มีอิสระในการตัดสินใจเรื่องกำลังผลิตของตัวเอง

สมาชิกหลัก 7 รายของกลุ่มโอเปกพลัส ซึ่งเป็นการรวมตัวกันระหว่างกลุ่มโอเปกและประเทศผู้ผลิตพันธมิตร รวมถึงรัสเซีย ปรับเพิ่มโควตาการผลิตแล้วเกือบ 600,000 บาร์เรลต่อวัน นับตั้งแต่เดือนเมษายนถึงมิถุนายน

อย่างไรก็ดี ในความเป็นจริง ตัวเลขกำลังการผลิตของกลุ่มกลับดิ่งลงอย่างรุนแรงเนื่องจากการปรับลดการส่งออกของกลุ่มประเทศสมาชิกในแถบอ่าวอาหรับ โดยข้อมูลจากโอเปกเผยว่า ยอดการผลิตเฉลี่ยในเดือนเมษายนอยู่ที่ 33.19 ล้านบาร์เรลต่อวัน ลดลงเมื่อเทียบกับเดือนกุมภาพันธ์ซึ่งเคยอยู่ที่ 42.77 ล้านบาร์เรลต่อวัน

กลุ่มโอเปกเปิดเผยในแถลงการณ์เมื่อวันอาทิตย์ว่า สมาชิกทั้ง 7 รายมีมติที่จะปรับเพิ่มเป้าหมายการผลิตขึ้นอีก 188,000 บาร์เรลต่อวัน โดยเริ่มมีผลตั้งแต่เดือนกรกฎาคมเป็นต้นไป ซึ่งตัวเลขดังกล่าวเป็นจำนวนที่เท่ากับการปรับเพิ่มของเดือนมิถุนายน ลดลงจากแผนเดิมที่จะเพิ่มขึ้นเดือนละ 206,000 บาร์เรลต่อวัน เพื่อให้สอดคล้องกับการถอนตัวของ UAE

อย่างไรก็ตาม นายฮอร์เก เลออน นักวิเคราะห์จากไรสตัด (Rystad) และอดีตเจ้าหน้าที่โอเปกกล่าวว่า “การปรับเพิ่มกำลังการผลิตของกลุ่มโอเปกพลัสแทบจะไม่มีความหมายอะไรเลย ตราบใดที่ช่องแคบฮอร์มุซยังคงถูกปิดอยู่”

“แต่เมื่อใดก็ตามที่ช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเปิดทำการอีกครั้ง ตลาดก็อาจจะเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว จากความวิตกกังวลเรื่องการขาดแคลนพลังงาน ไปสู่ความหวาดกลัวเรื่องภาวะอุปทานล้นตลาดแทน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

นักเรียนจีน 12.9 ล้าน เริ่มสอบ “เกาเข่า” เข้ามหาวิทยาลัยระดับชาติ

นักเรียนจีน 12.9 ล้าน เริ่มสอบ “เกาเข่า” เข้ามหาวิทยาลัยระดับชาติ

8 มิ.ย. 2569 02:42 น.

นักเรียนจีน 12.9 ล้าน เริ่มสอบ “เกาเข่า” เข้ามหาวิทยาลัยระดับชาติ

นักเรียนชาวจีนกว่า 12.9 ล้านคนเข้าร่วมการสอบ “เกาเข่า” เพื่อแข่งขันกันเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศแล้ว ท่ามกลางการให้กำลังใจของพ่อแม่และผู้ปกครอง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า การสอบ “เกาเข่า” (Gaokao) เพื่อคัดเลือกนักเรียนเข้ามหาวิทยาลัยระดับชาติซึ่งมีการแข่งขันสูงที่สุดของจีน เริ่มต้นขึ้นแล้วในวันอาทิตย์ที่ 7 มิ.ย. 2569 ที่ผ่านมา โดยมีนักเรียนหลายล้านคนตบเท้าเข้าสอบ ขณะที่มีกลุ่มผู้ปกครองสวมเสื้อผ้าสีแดงซึ่งเป็นสีมงคล มาร่วมส่งและให้กำลังใจตามสนามสอบต่างๆ อย่างเนืองแน่น

กระทรวงศึกษาธิการของจีนเปิดเผยว่า มีนักเรียนประมาณ 12.9 ล้านคนทั่วประเทศลงทะเบียนเข้าสอบเกาเข่าในปีนี้ โดยสำหรับนักเรียนส่วนใหญ่แล้ว ผลคะแนนจากการสอบครั้งนี้ถือเป็นปัจจัยหลักเพียงหนึ่งเดียวที่จะตัดสินว่าจะสามารถเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยของจีนได้หรือไม่

การสอบคัดเลือกดังกล่าวใช้เวลาสอบยาวนานหลายวัน โดยเริ่มเปิดฉากขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เพื่อทดสอบความรู้ของผู้เข้าสอบในวิชาต่างๆ อาทิ ภาษาจีน, คณิตศาสตร์, ภาษาอังกฤษ, วิทยาศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ โดยจะมีการประกาศผลคะแนนรวมในช่วงปลายเดือนนี้

ด้านหน่วยงานด้านการศึกษาของจีนต่างอยู่ในภาวะเฝ้าระวังขั้นสูงสุดเป็นประจำทุกปี และได้พยายามปราบปรามการทุจริตอย่างเข้มงวด โดยในปีนี้ได้มีการออกคำเตือนอย่างชัดเจน ห้ามไม่ให้นักเรียนนำแว่นตาอัจฉริยะ (Smart Glass) หรือสมาร์ทวอทช์ (Smart Watch) เข้าไปในห้องสอบ ซึ่งพื้นที่ทั้งหมดจะถูกสอดส่องดูแลผ่านกล้องวงจรปิดอย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ ระบบการศึกษาระดับสูงของจีนมีการขยายตัวอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา ตามการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ช่วยยกระดับมาตรฐานความเป็นอยู่ รวมถึงความคาดหวังของผู้ปกครองที่มีต่อหน้าที่การงานของบุตรหลาน

ทว่า ตลาดแรงงานที่นักศึกษาจบใหม่ต้องเผชิญในปัจจุบันกลับไม่ได้สวยหรูเหมือนในอดีตอีกต่อไป โดยปัญหาอัตราการว่างงานที่สูงในกลุ่มคนหนุ่มสาวได้กลายเป็นประเด็นที่น่ากังวลอย่างยิ่ง

ข้อมูลจากทางการระบุว่า ประชากรชาวจีนอายุระหว่าง 16 ถึง 24 ปี (ไม่รวมกลุ่มที่ยังศึกษาอยู่) ประมาณ 1 ใน 6 คน กำลังอยู่ในสภาวะว่างงาน

ด้วยเหตุนี้ ทัศนคติที่มีต่อการสอบเกาเข่าจึงเริ่มเปลี่ยนไป โดยบรรดานักเรียนและผู้ปกครองเริ่มไม่เต็มใจที่จะแลกสุขภาพกายและสุขภาพจิตของตนเพื่อให้ได้มาซึ่งคะแนนสอบที่สูงอีกต่อไป

“ฉันเลี้ยงลูกแบบค่อนข้างปล่อยอิสระค่ะ” เติ้ง จู ผู้เป็นมารดากล่าวขณะยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามห้องสอบ พร้อมถือตั้งหนังสือคู่มือเตรียมสอบให้ลูกสาวของเธอ ซึ่งกำลังทบทวนหนังสือในนาทีสุดท้ายร่วมกับเพื่อนๆ

“แค่ทำตามปกติก็พอแล้ว” เติ้ง วัย 53 ปี กล่าวเสริม “ฉันให้ความสำคัญกับสุขภาพร่างกายมากกว่า ส่วนการสอบนี้เป็นเพียงแค่พิธีการอย่างหนึ่งเท่านั้น”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

อิสราเอลโจมตีเมืองหลวงเลบานอนแล้ว ไม่กี่วันหลังทำข้อตกลงหยุดยิง

อิสราเอลโจมตีเมืองหลวงเลบานอนแล้ว ไม่กี่วันหลังทำข้อตกลงหยุดยิง

8 มิ.ย. 2569 01:12 น.

อิสราเอลโจมตีเมืองหลวงเลบานอนแล้ว ไม่กี่วันหลังทำข้อตกลงหยุดยิง

อิสราเอลเปิดฉากโจมตีพื้นที่ทางตอนใต้ของกรุงเบรุต เมืองหลวงของเลบานอนแล้ว ไม่กี่วันหลังทำข้อตกลงหยุดยิงในสหรัฐฯ ภายใต้เงื่อนไขว่า กลุ่มฮิซบอลเลาะห์จะต้องหยุดโจมตีด้วย

เมื่อ 7 มิ.ย. 2569 อิสราเอลได้เปิดฉากโจมตีพื้นที่ทางตอนใต้ของกรุงเบรุต เมืองหลวงของเลบานอนเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ที่พวกเขาทำข้อตกลงกับเลบานอนที่สหรัฐอเมริกาเมื่อสัปดาห์ก่อน ว่าจะไม่โจมตีเมืองหลวงแห่งนี้ และกับการที่กลุ่มฮิซบอลเลาะห์จะไม่โจมตีอิสราเอล

สำนักข่าวแห่งชาติของเลบานอนรายงานว่า เหตุโจมตีทางอากาศ 2 ครั้ง ถล่มอาคารอพาร์ตเมนต์ 2 แห่งในเขตดาฮีเย (Dahieh) ซึ่งเป็นฐานที่มั่นของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 2 ศพ และได้รับบาดเจ็บอีกอย่างน้อย 17 ราย

นายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู แห่งอิสราเอล กล่าวว่า อิสราเอลได้สั่งโจมตี “กองบัญชาการของผู้ก่อการร้ายในเขตดาฮีเยของกรุงเบรุต เพื่อตอบโต้ที่กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ยิงถล่มดินแดนอิสราเอล” ขณะที่ทางฝั่งกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นใดๆ

ก่อนหน้านี้ อิสราเอลระงับการโจมตีในพื้นที่ของกรุงเบรุตภายใต้แรงกดดันจากสหรัฐฯ เนื่องจากรัฐบาลวอชิงตันมีความกังวลว่า การโจมตีในพื้นที่ดังกล่าวอาจเป็นอุปสรรคต่อความพยายามในการบรรลุข้อตกลงสันติภาพในวงกว้างกับอิหร่าน ซึ่งเป็นฝ่ายที่ยืนกรานมาตลอดว่าต้องมีการหยุดยิงอย่างสมบูรณ์ในเลบานอน

โฆษกภาคภาษาอาหรับของกองทัพอิสราเอลได้โพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม X โดยระบุว่า “โครงสร้างพื้นฐานของผู้ก่อการร้ายฮิซบอลเลาะห์” ตกเป็นเป้าหมาย พร้อมระบุด้วยว่า “โปรดติดตามตอนต่อไป” ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่า อาจมีการโจมตีระลอกใหม่ตามมา

กองทัพอิสราเอลเผยด้วยว่า สามารถสกัดกั้นวัตถุขีปนาวุธ 2 ลูกที่ยิงข้ามพรมแดนจากเลบานอนเข้ามายังดินแดนอิสราเอลได้สำเร็จ อย่างไรก็ดี กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ยังไม่ได้ออกมายอมรับว่าเป็นผู้ยิงขีปนาวุธดังกล่าว

ด้าน เอบราฮิม เรซาอี โฆษกคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งชาติและนโยบายต่างประเทศของรัฐสภาอิหร่าน ได้ออกมาประกาศกร้าวว่า จะมีการ “ตอบโต้อย่างเด็ดขาดและรุนแรง” ต่อการโจมตีเบรุตของอิสราเอลในครั้งนี้

ทั้งนี้ หนึ่งสัปดาห์ก่อนหน้าที่จะมีข้อตกลงหยุดยิงในวันที่ 3 มิ.ย. อิสราเอลเคยขู่ว่าจะเปิดฉากโจมตีครั้งใหญ่ในเขตดาฮีเย ซึ่งกระตุ้นให้เกิดการอพยพหนีภัยครั้งมโหฬารออกจากพื้นที่ชานเมือง และนำไปสู่กระบวนการทูตที่เร่งด่วนของสหรัฐฯ

ในเวลาต่อมา ประธานาธิบดีทรัมป์ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social เพื่อประกาศว่าจะ “ไม่มีการส่งกองกำลังทหารไปยังเบรุตอย่างแน่นอน” หลังจากได้ต่อสายตรงพูดคุยกับเนทันยาฮู และทางสหรัฐฯ ยังได้แจ้งต่อประเทศกาตาร์—ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการช่วยลดความขัดแย้ง—ว่าสหรัฐฯ ได้สั่งการให้อิสราเอลถอยทัพแล้ว

อย่างไรก็ตาม ในการให้สัมภาษณ์กับรายการ Meet the Press ของสถานีโทรทัศน์ NBC เมื่อวันอาทิตย์ ทรัมป์กล่าวว่าเขาไม่ได้เรียกร้องให้เลบานอนต้องเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงสันติภาพใดๆ กับอิหร่าน ซึ่งเป็นการแยกสองประเด็นนี้ออกจากกัน แม้ว่าเหตุโจมตีในเขตดาฮีเยครั้งล่าสุดนี้จะเสี่ยงทำลายเสถียรภาพของทั้งสองแนวทางก็ตาม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

โป๊ปทำพิธีมิสซากลางกรุงมาดริด ชาวคริสต์ 1.2 ล้านคนร่วมพิธี

โป๊ปทำพิธีมิสซากลางกรุงมาดริด ชาวคริสต์ 1.2 ล้านคนร่วมพิธี

7 มิ.ย. 2569 23:41 น.

โป๊ปทำพิธีมิสซากลางกรุงมาดริด ชาวคริสต์ 1.2 ล้านคนร่วมพิธี

โป๊ปเลโอที่ 14 ทรงประกอบพิธีมิสซาต่อหน้าชาวคริสต์และผู้ศรัทธากว่า 1.2 ล้านคนที่มารวมตัวกันในกรุงมาดริด เมืองหลวงของสเปน โดยพระองค์ตรัสว่าพระเจ้าจะอยู่ข้างผู้ยากไร้และผู้ถูกกดขี่

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 7 มิ.ย. 2569 ประชาชนมากกว่า 1.2 ล้านคนมารวมตัวกันตามท้องถนนในกรุงมาดริด ในขณะที่สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ทรงประกอบพิธีมิสซากลางแจ้ง ณ เมืองหลวงของประเทศสเปน โดยมีสมเด็จพระราชาธิบดีเฟลิเปที่ 6 และสมเด็จพระราชินีเลติเซีย เสด็จฯ เข้าร่วมในพิธีมิสซาช่วงเช้าด้วย

โป๊ปเลโอกำลังอยู่ระหว่างการเยือนประเทศสเปนเป็นวันที่ 2 โดยพระองค์ทรงทักทายฝูงชนขณะประทับรถพระที่นั่งเคลื่อนตัวผ่านกรุงมาดริด โดยกลุ่มผู้ศรัทธาพากันโบกธงชาติสเปนและธงวาติกัน พร้อมทั้งตะโกนก้องว่า “ทรงพระเจริญ” (Long live the Pope) ขณะที่บางส่วนได้โปรยกลีบดอกไม้ต้อนรับเมื่อพระองค์เสด็จฯ มาถึงจัตุรัส “ปลาซา เด ซิเบเลส”

ในระหว่างการเทศนา โป๊ปเลโอทรงกระตุ้นเตือนให้ผู้ที่มารวมตัวกันแสดงออกถึงความศรัทธาผ่านการช่วยเหลือผู้อื่น โดยตรัสว่า พระผู้เป็นเจ้าทรง “รับรู้และเข้าถึงผู้ยากไร้, ผู้ถูกกดขี่, ข่มเหง, ผู้ที่โดดเดี่ยว และผู้ที่ถูกทอดทิ้ง”

พระองค์ตรัสอีกว่า คนไม่ควรระลึกถึงศาสนาในฐานะ “พิพิธภัณฑ์แห่งอดีตที่มีไว้เพียงเพื่อเยี่ยมชม แต่ควรเป็นโรงเรียนแห่งความศรัทธาที่สามารถนำมาปรับใช้ได้ในชีวิตปัจจุบันได้”

เจ้าหน้าที่ของสเปนจัดเตรียมมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดสำหรับพิธีมิสซา รวมถึงการเสด็จตามท้องถนนในใจกลางกรุงมาดริดที่ตามมาหลังจากนั้น

ทั้งนี้ สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ทรงเริ่มการเยือนสเปน 7 วันอย่างเป็นทางการเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยมีฝูงชนจำนวนมากเดินทางมารวมตัวต้อนรับพระองค์ โดยโป๊ปตรัสชื่นชมรัฐบาลสเปนในการแสดงจุดยืนต่อต้านความขัดแย้งระดับโลก และการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ย้ายถิ่นฐาน ระหว่างงานเลี้ยงต้อนรับ ณ พระราชวังหลวง

ในช่วงดึกของวันเสาร์ พระสันตะปาปาทรงร่วมพิธีสวดภาวนาร่วมกับคริสตศาสนิกชนราว 500,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเยาวชน บริเวณใกล้กับสนามกีฬาซานติอาโก เบร์นาเบว ของสโมสร เรอัล มาดริด โดยพิธีกรรมดังกล่าวได้ดำเนินต่อเนื่องไปจนถึงช่วงดึก

“ท่ามกลางความว่างเปล่าของการเพิกเฉยและการยอมจำนน ก่อนที่จะเผชิญกับความรุนแรงของสงครามและคำลวง พวกเธอจะต้องเป็นประกายไฟแห่งการเริ่มต้นมนุษยชาติยุคใหม่” พระองค์ตรัสกับผู้ศรัทธาที่มารวมตัวกัน

พระดำรัสดังกล่าวมีความสอดคล้องกับถ้อยแถลงที่พระองค์ทรงกล่าวในระหว่างงานเลี้ยงต้อนรับที่พระราชวังหลวง ซึ่งพระองค์ทรงชื่นชมความมุ่งมั่นของประเทศสเปนในการสร้างสันติภาพ และ “การยึดมั่นในกฎหมายระหว่างประเทศอย่างซื่อตรง”

ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรี เปโดร ซันเชซ ผู้นำสายสังคมนิยมของสเปน มีความขัดแย้งกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ เกี่ยวกับกรณีที่สหรัฐฯ กับอิสราเอลเปิดฉากทำสงครามกับอิหร่าน และขัดแย้งกับอิสราเอลเริ่มการทำสงครามในฉนวนกาซา โดยเขายึดมั่นที่จะไม่พาสเปนเข้าร่วมสงคราม จนถูกโดนัลด์ ทรัมป์ วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ประธานาธิบดีเกาหลีใต้สั่งสอบปมบัตรเลือกตั้งท้องถิ่นไม่พอ

ประธานาธิบดีเกาหลีใต้สั่งสอบปมบัตรเลือกตั้งท้องถิ่นไม่พอ

7 มิ.ย. 2569 22:47 น.

ประธานาธิบดีเกาหลีใต้สั่งสอบปมบัตรเลือกตั้งท้องถิ่นไม่พอ

ประธานาธิบดีเกาหลีใต้สั่งให้มีการสืบสวนกรณีบัตรเลือกตั้งท้องถิ่นไม่พอในบางเขตอย่างละเอียด และเตรียมหารือแผนการเพื่อป้องกันการเกิดเหตุซ้ำรอย กับแผนปฏิรูปคณะกรรมการเลือกตั้งด้วย

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 7 มิ.ย. 2569 ประธานาธิบดี อี แจ-มยอง แห่งเกาหลีใต้ โพสต์ข้อความเรียกร้องให้มีการตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วนเกี่ยวกับกรณีบัตรเลือกตั้งไม่พอ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการเลือกตั้งท้องถิ่นที่เพิ่งเกิดขึ้น พร้อมระบุว่าอัยการและเจ้าหน้าที่ตำรวจจะเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการสืบสวนครั้งนี้ด้วย

“ในฐานะพลเมืองคนหนึ่ง และในฐานะประธานาธิบดีผู้รับผิดชอบการบริหารราชการแผ่นดิน ผมขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง” นายอีระบุในโพสต์บนแพลตฟอร์ม X

การเลือกตั้งท้องถิ่นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาต้องประสบปัญหาบัตรเลือกตั้งไม่เพียงพอ ส่งผลให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งบางส่วนไม่สามารถลงคะแนนเสียงได้ ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งชาติ (NEC) ซึ่งเป็นองค์กรอิสระที่ทำหน้าที่ควบคุมดูแลการเลือกตั้ง ประกาศลาออกจากตำแหน่ง

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ประชาชนหลายพันคนได้รวมตัวประท้วงบริเวณด้านนอกสถานที่นับคะแนนแห่งหนึ่งในกรุงโซล เพื่อเรียกร้องให้มีการจัดการเลือกตั้งใหม่

ทั้งนี้ นายอีระบุว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น “ยากที่จะเข้าใจ” อีกทั้งการตอบสนองและคำชี้แจงของคณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งชาติก็ยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอ ซึ่งเขาได้ขอให้รัฐสภาดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง, กำหนดมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอย และหารือแผนปฏิรูปคณะกรรมการการเลือกตั้งแล้ว

ด้านนายจาง ดง-ฮยอก ผู้นำพรรคพลังประชาชน (People Power Party) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านสายอนุรักษ์นิยม แถลงข่าวเมื่อวันอาทิตย์ว่า เขาได้เดินทางไปลงพื้นที่การประท้วง และเรียกร้องให้พรรคฝ่ายค้านกับพรรครัฐบาลอย่างพรรคประชาธิปไตยของนายอี มีการตรวจสอบร่วมกัน

นายจางกล่าวว่า ปัญหาบัตรเลือกตั้งไม่พอนั้นมีความรุนแรงเป็นพิเศษในพื้นที่ที่เป็นฐานเสียงของฝั่งอนุรักษ์นิยม แต่เขาก็ไม่ได้ถึงขั้นเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งใหม่ โดยระบุเพียงว่าเขาจะ “น้อมรับและปฏิบัติตามคำบัญชาของประชาชน”

อนึ่ง พรรคประชาธิปไตยสามารถกวาดชัยชนะในการเลือกตั้งท้องถิ่นส่วนใหญ่ไปได้ ทว่าพรรคฝ่ายค้านยังคงรักษาเก้าอี้ผู้ว่าราชการกรุงโซลเอาไว้ได้ โดยนายโอ เซฮุน ผู้ดำรงตำแหน่งคนปัจจุบัน สามารถคว้าชัยชนะได้อีกหนึ่งสมัย

ส่วนปัญหาบัตรเลือกตั้งไม่พอนั้น คณะกรรมการเลือกตั้งชี้แจงว่า มีหน่วยเลือกตั้ง 50 แห่งจากทั้งหมด 14,300 แห่งที่ประสบปัญหาบัตรเลือกตั้งหมด ขณะที่การลงคะแนนเสียงต้องหยุดชะงักลงชั่วคราวในหน่วยเลือกตั้ง 22 แห่งเนื่องจากการจัดส่งบัตรล่าช้า

สำหรับในกรุงโซล มีรายงานความล่าช้าในลักษณะนี้เกิดขึ้นที่หน่วยเลือกตั้ง 12 แห่งในเขตซงปา (Songpa) ซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญของฝั่งอนุรักษ์นิยม นำไปสู่การประท้วงโดยฝูงชนที่โกรธแค้นรวมตัวกันปิดกั้น ไม่ให้เจ้าหน้าที่เคลื่อนย้ายหีบบัตรเลือกตั้งไปยังสถานที่นับคะแนนหลังจากปิดหีบลงคะแนนแล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

สงครามครบ 100 วัน ทรัมป์ลั่นไม่มีแผนถอนทหารที่ทำสงครามในอิหร่าน

สงครามครบ 100 วัน ทรัมป์ลั่นไม่มีแผนถอนทหารที่ทำสงครามในอิหร่าน

7 มิ.ย. 2569 21:48 น.

สงครามครบ 100 วัน ทรัมป์ลั่นไม่มีแผนถอนทหารที่ทำสงครามในอิหร่าน

สงครามอิหร่านดำเนินมาครบ 100 วันแล้ว โดยโดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันว่าไม่มีแผนถอนทหารที่มีส่วนร่วมในสงครามครั้งนี้ เนื่องจากอาจมีความจำเป็นต้องใช้ แม้ตอนนี้จะอยู่ในภาวะหยุดยิงก็ตาม

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันอาทิตย์ที่ 7 มิ.ย. 2569 ว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยืนยันว่าเขาไม่มีแผนที่จะถอนกำลังทหารจำนวนประมาณ 50,000 นายที่เข้าร่วมในสงครามอิหร่าน จนกว่า “ภารกิจของเราในประเทศนั้นจะเสร็จสิ้น” ในขณะที่สถานการณ์สงครามดำเนินมาจบครบ 100 วันแล้ว

“ผมไม่คิดว่ากองกำลังทหารกำลังตกอยู่ในอันตราย” ทรัมป์บอกกับ คริสเตน เวลเกอร์ ผู้ดำเนินรายการ Meet the Press ระหว่างการให้สัมภาษณ์ซึ่งบันทึกเทปไว้เมื่อวันศุกร์และออกอากาศเมื่อวันอาทิตย์ “เรามีระบบป้องกันภัยที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา และเราก็มีระบบการโจมตีที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมาเช่นกัน ดังนั้นผมจึงไม่คิดว่านั่นคืออันตราย”

“ผมอยากจะบอกว่ามันคงเป็นเรื่องที่โง่เขลาหากจะทำเช่นนั้น (ถอนทหาร) เพราะบางทีเราอาจจำเป็นต้องใช้พวกเขา” ทรัมป์กล่าวเสริม

ในระหว่างการสัมภาษณ์ ทรัมป์ได้เปรียบเทียบจำนวนผู้เสียชีวิตในปฏิบัติการที่อิหร่านกับสงครามเวียดนามของสหรัฐฯ ซึ่งในครั้งนั้นสหรัฐฯ ต้องสูญเสียทหารไปมากกว่า 58,000 นาย

“เราสูญเสียคนไป 13 คนที่นี่ ซึ่งนั่นก็ถือว่ามากแล้ว 13 คนมันมากเกินไป” ทรัมป์กล่าว “แต่ถ้าคุณมองไปที่เวียดนาม ที่ซึ่งผู้คนล้มตายกันเป็นแสนๆ คน หรือถ้าคุณมองไปที่สงครามครั้งใดก็ตามในช่วง 7 หรือ 8 ครั้งหลังสุดที่มีผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก แต่เราสูญเสียไป 13 คน ย้ำอีกครั้งนะว่า 13 คนนั้นมากเกินไป ผมไม่อยากสูญเสียใครเลย แต่ 13 คนนี้ก็น้อยกว่าที่ใครๆ เคยคาดการณ์ไว้เสียอีก”

“ผมคิดว่าพวกเรากำลังทำผลงานได้ยอดเยี่ยม” เขากล่าวเสริม

ทั้งนี้ สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อ 28 ก.พ. ดำเนินมาจนครบ 100 วันแล้ว โดยตอนนี้พวกเขาอยู่ภายใต้ข้อตกลงหยุดยิงอันเปราะบาง และมีการปะทะกันประปราย ในขณะที่ทางการเจรจาเพื่อหาทางยุติสงครามอยู่ในภาวะชะชักงันมาหลายสัปดาห์แล้ว เนื่องจากความเห็นที่ไม่ตรงกันระหว่างทั้งสองฝ่าย

นายเอสมาอิล บากาอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ระบุว่า ปัญหาหลักของอิหร่านในการเจรจากับสหรัฐอเมริกา คือท่าทีที่เปลี่ยนแปลงไปมาและขัดกันเองของรัฐบาลวอชิงตัน

“ปัญหาหลักในการเจรจากับรัฐบาลชุดนี้คือ การที่เราต้องรับมือกับท่าทีที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา การเลื่อนเป้าหมายเจรจา (ขยับเส้นชัย) ตลอดจนแถลงการณ์ที่แตกต่างกัน และคำพูดที่ย้อนแย้งกันเองของเจ้าหน้าที่แต่ละคน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้กระบวนการทั้งหมดมีความยุ่งยากซับซ้อนเป็นอย่างมาก” นายบากาอีบอกกับ CNN

เขากล่าวต่อว่า แม้จะมีประเด็นที่เป็นอุปสรรคอยู่หลายประการ “แต่ประเด็นสำคัญที่สุดคือ ฝ่ายอเมริกันต้องเข้าใจว่าพวกเขาจำเป็นต้องยอมรับในสิทธิของอิหร่าน” ซึ่งรวมถึงสิทธิในการปฏิรูปนิวเคลียร์เพื่อสันติภายใต้สนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ระหว่างประเทศ

“ในขณะเดียวกัน เมื่อพวกเขาพูดถึงทรัพย์สินที่ถูกอายัดของเรา พวกเขาก็ไม่ได้ยอมผ่อนปรนอะไรให้เราเลย” นายบากาอีกล่าว โดยที่ผ่านมา อิหร่านพยายามเรียกร้องให้สหรัฐฯ ยอมปลดล็อกทรัพย์สินมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ที่ถูกอายัดไว้ในธนาคารต่างประเทศ เป็นหนึ่งในเงื่อนไขของการทำข้อตกลงใดๆ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

สรรเพชญลงพื้นที่ท่าศาลาพัฒนาหาดบ่อนนท์

สรรเพชญลงพื้นที่ท่าศาลาพัฒนาหาดบ่อนนท์

สรรเพชญลงพื้นที่ท่าศาลาพัฒนาหาดบ่อนนท์

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.44 น.

‘สรรเพชญ’ ลงพื้นที่ท่าศาลา รับฟังแนวทางพัฒนาชายหาดบ่อนนท์ ยกระดับแหล่งท่องเที่ยวสู่ ‘เมืองหยุด’  แทนเมืองผ่าน

วันนี้ (8 มิ.ย.) นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวชายหาดบ่อนนท์ – ท่าสูงบน เทศบาลเมืองท่าศาลา อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อติดตามและรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาพื้นที่สาธารณะชายหาดบ่อนนท์ ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวและนันทนาการที่มีคุณภาพ

ในการนี้มี นายสมชาย ลีหล้าน้อย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ให้การต้อนรับ พร้อมด้วยนายไกรสร วิศิษฐ์วงศ์ ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี นายแวรุสลัน มะสาและ ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นางอวยพรศรี เชาวลิต สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครศรีธรรมราช เขต 8 นายอาลีฟ สารอเอ็ง ผู้อำนวยการสำนักงานภูมิภาคเจ้าท่าที่ 4 ตลอดจนหัวหน้าส่วนราชการ และผู้นำท้องถิ่น เข้าร่วมประชุมหารือถึงแนวทางการพัฒนาพื้นที่ร่วมกัน

จากนั้น คณะได้ลงพื้นที่สำรวจการใช้ประโยชน์พื้นที่สาธารณะบริเวณชายหาดบ่อนนท์ ทั้งโซนกีฬาชายหาด สวนสาธารณะพักผ่อนหย่อนใจ ลานจอดรถ พื้นที่กิจกรรมและนันทนาการ รวมถึงศูนย์จำหน่ายสินค้าชุมชนและศูนย์บริการนักท่องเที่ยว เพื่อประเมินศักยภาพและกำหนดทิศทางการพัฒนาให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนและนักท่องเที่ยว

สำหรับชายหาดบ่อนนท์ ถือเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของอำเภอท่าศาลา ด้วยทัศนียภาพที่สวยงามและบรรยากาศที่สงบร่มรื่น เทศบาลเมืองท่าศาลา จึงมีแนวคิดพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพที่ปลอดภัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างประโยชน์แก่ชุมชนในด้านเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิต ควบคู่กับการพัฒนาอย่างยั่งยืน การผลักดันโครงการครั้งนี้มีเป้าหมายให้ชายหาดบ่อนนท์เป็นทั้งสวนสาธารณะ พื้นที่ออกกำลังกาย และศูนย์กลางกิจกรรมของชุมชน ตลอดจนเป็นแหล่งท่องเที่ยวครบวงจรที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น รองรับการเติบโตของเทศบาลเมืองท่าศาลา และเสริมภาพลักษณ์ “เมืองแห่งการเรียนรู้ น่าอยู่ น่าเที่ยว”

โอกาสนี้ นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้กล่าวชื่นชมทางจังหวัดนครศรีธรรมราช ผู้บริหารท้องที่ ท้องถิ่น และ สส.ในพื้นที่ของอำเภอท่าศาลาในการผลักดันร่วมกันผลักดันการพัฒนาชายหาดบ่อนนท์อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมยืนยันว่ากระทรวงคมนาคม จะสนับสนุนและผลักดันโครงการดังกล่าวอย่างเต็มที่ เป้าหมายสำคัญ คือ การยกระดับท่าศาลาจากเมืองทางผ่าน ให้กลายเป็นเมืองที่นักท่องเที่ยวตั้งใจเดินทางมาเพื่อพักผ่อนและท่องเที่ยว สร้างรายได้ให้กับชุมชนและเศรษฐกิจในพื้นที่ เชื่อมั่นว่าในอนาคตอันใกล้ อำเภอท่าศาลาจะมีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวและโครงสร้างพื้นฐานที่เข้มแข็งมากยิ่งขึ้น

015

นายกฯไทย-เวียดนาม แน่นแฟ้น หารือร่วมมือรอบด้าน เร่งเศรษฐกิจ ความมั่นคง

นายกฯไทย-เวียดนาม แน่นแฟ้น หารือร่วมมือรอบด้าน เร่งเศรษฐกิจ ความมั่นคง

นายกฯไทย-เวียดนาม แน่นแฟ้น หารือร่วมมือรอบด้าน เร่งเศรษฐกิจ ความมั่นคง

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.28 น.

ไทย–เวียดนามแน่นแฟ้น นายกฯ สองประเทศนำทีมคณะใหญ่หารือรอบด้าน เร่งเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการพัฒนาร่วมกัน

วันที่ 8 มิถุนายน 2569 เวลา 15.00 ที่ทำเนียบรัฐบาลเวียดนาม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ และตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ ในโอกาสเยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการ โดยนายเล มิญ ฮึง นายกรัฐมนตรีเวียดนาม ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

จากนั้นในเวลา 15.15 น. ณ ห้องรับรองพิเศษ สำนักงานนายกรัฐมนตรีเวียดนาม นายกรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีเวียดนามเข้าร่วมการหารือเต็มคณะ โดยภายหลังเสร็จสิ้นการหารือ 

นายกรัฐมนตรี ขอบคุณต่อการต้อนรับอย่างอบอุ่นพร้อมเน้นย้ำว่า การเยือนเวียดนามครั้งนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นการเยือนเวียดนามในฐานะนายกรัฐมนตรีเป็นครั้งแรก และเป็นการเยือนในช่วงปีแห่งการเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ 50 ปี ตลอดจนเป็นโอกาสในการต่อยอดผลสำเร็จจากการเยือนประเทศไทยของประธานาธิบดีโต เลิม และร่วมกันกำหนดทิศทางการนำความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านระหว่างสองประเทศไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการผสานจุดแข็งของทั้งไทยกับเวียดนามเข้าด้วยกัน เพื่อให้เศรษฐกิจของทั้งสองประเทศเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน

คณะผู้แทนไทยที่ร่วมเดินทาง ครั้งนี้มาจากหลายภาคส่วน ประกอบด้วย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงการต่างประเทศ การคลัง พาณิชย์ กลาโหม การท่องเที่ยวและกีฬา พลังงาน และอุตสาหกรรม ตลอดจนเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และผู้บัญชาการเหล่าทัพ ได้แก่ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ และผู้บัญชาการทหารอากาศ ร่วมคณะด้วย 

ในขณะที่ทางเวียดนามเองก็มีรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องทางด้านกลาโหม กระทรวงการต่างประเทศ การคลัง การท่องเที่ยวและกีฬา รวมถึงรัฐมนตรีด้านวัฒนธรรม ซึ่งทำให้การหารือกันครั้งนี้เปรียบเสมือนการประชุมที่สำคัญระหว่างคณะรัฐมนตรีของทั้งสองประเทศ สะท้อนให้เห็นว่าทั้งสองประเทศ ต่างเห็นถึงความสำคัญของกันและกันรวมถึงมีความมุ่งมั่นที่จะกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือให้ใกล้ชิดในทุกด้าน 

นอกจากนี้ทางด้านนายกรัฐมนตรีเวียดนามยัง เห็นพ้องที่จะให้กระชับความสัมพันธ์ให้ใกล้ชิดโดยให้มีการหารือในระดับทั้งรัฐบาลและในระดับคณะกรรมการและกลไกต่าง ๆ อย่างสม่ำเสมอ

ทั้งสองฝ่ายยังหารือร่วมกัน ในประเด็นต่าง ๆ ดังนี้

1. ในด้านความสัมพันธ์ทวิภาคี ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องถึงความสำคัญในการใช้กลไกความร่วมมือทวิภาคีที่มีอยู่ ทั้งการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีไทย–เวียดนาม (JCBC) ระดับรัฐมนตรีต่างประเทศ และการประชุมร่วมนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอย่างไม่เป็นทางการ (Joint Cabinet Retreat: JCR) เพื่อขับเคลื่อนผลการหารือสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป โดยหวังว่าจะมีการประชุมดังกล่าวในสิ้นปีนี้โดยมีไทยเป็นเจ้าภาพ

2. ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันกระชับความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนโดยต่างมุ่งหมายที่จะผลักดันมูลค่าการค้าของทั้งสองประเทศให้ทะลุ 25,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ พร้อมมุ่งยกระดับความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ และยุทธศาสตร์ Three Connects ได้แก่ การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน เศรษฐกิจท้องถิ่น และยุทธศาสตร์การพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน ให้ใกล้ชิดและลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยใช้ประโยชน์จากศักยภาพของทั้งสองประเทศ 

รวมทั้งไทยเสนอให้มีการตั้งคณะกรรมการร่วมด้านการค้าในระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการค้าให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น รวมถึงการส่งเสริมความร่วมมือภาคการธนาคารด้วย

สำหรับอุปสรรคด้านการค้าและการลงทุนต่างๆ ที่เอกชนไทยได้เสนอต่อนายกรัฐมนตรี ทางเวียดนามพร้อมรับไปดูแลและอำนวยความสะดวกการค้าและการลงทุนระหว่างกันให้มากยิ่งขึ้น

3. ส่งเสริมความสัมพันธ์ในระดับประชาชนต่อประชาชน โดยประชาชนของทั้งสองประเทศต่างชื่นชอบในวัฒนธรรมรวมถึงอาหารซึ่งกันและกัน โดยความสัมพันธ์ในระดับประชาชนนี้จะเป็นมาตรฐานของความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนของทั้งสองประเทศในทุกๆด้าน

4. ความร่วมมือด้านความมั่นคง ไทยและเวียดนามเห็นพ้องยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคง ผ่านกลไกคณะกรรมการด้านความมั่นคง โดยมุ่งปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ และเสริมสร้างความมั่นคงทางทะเล

5. ความร่วมมือระดับภูมิภาค นายกรัฐมนตรีเวียดนามชื่นชมไทยที่ผลักดันสันติภาพที่เกิดขึ้นในเมียนมา และใช้แนวทางสันติวิธีในการแก้ไขความขัดแย้ง พร้อมเห็นพ้องกับไทยในการส่งเสริมความเชื่อมโยงกรอบความร่วมมือต่าง ๆ ทั้งการคมนาคม และความร่วมมือในลุ่มน้ำโขง รวมถึงร่วมกันสร้างความเข้มแข็งให้กับอาเซียน และสร้างอาเซียนให้มีความเป็นเอกภาพสามารถต่อรองในเวทีระดับโลกได้

ในช่วงหนึ่งของการหารือ นายกรัฐมนตรีเวียดนามยังได้กล่าวขอบคุณไทยที่ได้ส่งมอบนกกระเรียนให้แล้ว 6 ตัว จัไปงหวัด ดงทับ ของเวียดนาม และอยู่ระหว่างการส่งมอบเพิ่มเติมอีก 6 ตัว เพื่อใช้ในการอนุรักษ์และขยายพันธุ์ในพื้นที่ธรรมชาติ ซึ่งนายกรัฐมนตรียินดีเป็นอย่างยิ่ง กล่าวตอบว่า หากเวียดนามมีความประสงค์จะได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติม ก็ยินดีให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ ถือเป็นสัญลักษณ์มิตรภาพระหว่างไทยและเวียดนามโดยความรู้ร่วมมือของภาคเอกชนไทย

กองทัพพร้อมปกป้องอธิปไตยทุกตารางนิ้ว ยันพร้อมมากกว่าครั้งที่ผ่านมา หากปะทะกัมพูชา

กองทัพพร้อมปกป้องอธิปไตยทุกตารางนิ้ว ยันพร้อมมากกว่าครั้งที่ผ่านมา หากปะทะกัมพูชา

กองทัพพร้อมปกป้องอธิปไตยทุกตารางนิ้ว ยันพร้อมมากกว่าครั้งที่ผ่านมา หากปะทะกัมพูชา

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.38 น.

“ผอ. ศูนย์ข่าวสถานการณ์ ฯ” ยัน ติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย -กัมพูชา ต่อเนื่อง ลั่น กองทัพพร้อมปกป้องอธิปไตยทุกตารางนิ้ว ชี้ ใช้กำลังเป็นทางเลือกสุดท้าย

เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2569  ที่กองทัพอากาศ พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา เปิดเผยถึงภาพรวมสถานการณ์ไทย-กัมพูชาในขณะนี้ ภายหลังปรากฏข่าวสารที่สร้างความวิตกกังวลให้กับประชาชนว่าอาจเกิดสถานการณ์บริเวณชายแดนขึ้น โดยได้ชี้แจงผ่าน 3 ประเด็นหลัก

ประเด็นแรก คาดว่าในวันศุกร์นี้ (12 มิ.ย.69) จะมีการหารือเป็นการภายในระหว่างหน่วยงานด้านความมั่นคง เพื่อประสานด้านนโยบายและการปฏิบัติให้สอดคล้องและเป็นเอกภาพตามนโยบายของรัฐบาล อาทิ การยังคงปิดด่านผ่านแดน หรือการไม่เปิดให้มีการเจรจาใด ๆ ระหว่างกันในขณะนี้ เนื่องจากฝ่ายกัมพูชาเลือกใช้กระบวนการประนอมภาคบังคับภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) แทนที่จะเปิดโอกาสให้มีการเจรจาระหว่างกัน

ประเด็นที่ 2 ประเทศไทยยังคงยึดมั่นการปฏิบัติตามถ้อยแถลงร่วม ปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ รวมทั้งหลักมนุษยธรรมสากล ดังนั้นการดำเนินการต่าง ๆ จึงต้องเป็นไปตามขั้นตอน และต้องสื่อสารด้วยภาษากฎหมายสากล พร้อมย้ำว่าไทยไม่ใช่ฝ่ายที่รุกรานกัมพูชาก่อน ไทยไม่รังแกประเทศที่เล็กกว่า และไม่มีการยั่วยุที่เกิดจากฝ่ายไทยอย่างแน่นอน

นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยังได้ย้ำว่า หน่วยในพื้นที่มีกฎการปะทะจากเบาไปหาหนัก พร้อมยืนยันว่ากองทัพไทยมีความพร้อมปฏิบัติการ หากมีเหตุการณ์เกิดขึ้นและมีความจำเป็นต้องตอบโต้ตามกฎการป้องกันตนเอง โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง เพื่อเลือกแนวทางที่ดีที่สุดให้กับประเทศชาติและประชาชนไทย ไม่ต้องการให้ความขัดแย้งนำไปสู่เหตุการณ์ที่ไม่สามารถแก้ไขได้ แต่หากมีเหตุเกิดขึ้นและไม่สามารถแก้ไขได้ ก็จำเป็นต้องดำเนินการ

สำหรับประเด็นที่ 3 คือข่าวสารที่ปรากฏในหลายสื่อ โดยเฉพาะในสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ว่า บางเรื่องอาจไม่ใช่ข้อเท็จจริงและอาจสร้างความเข้าใจผิดแก่ประชาชน เช่น กรณีมีข่าวว่าฝ่ายกัมพูชาเสริมกำลังรถถังจำนวนมากในพื้นที่ชายแดน ซึ่งอาจเป็นผลจากความสูญเสียจากการปะทะครั้งก่อน ๆ กับฝ่ายไทย จึงต้องมีการเสริมกำลังเพิ่มเติม ถือเป็นเรื่องปกติและไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวล

เมื่อถามว่า การสร้างบันไดทางขึ้นจากฝั่งกัมพูชาเข้าสู่เขตอธิปไตยไทย หรือไม่ พล.อ.อ. ประภาส กล่าวว่า ได้มีการดำเนินการจัดการเรียบร้อยแล้ว พร้อมขอความร่วมมือประชาชน หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสถานการณ์ สามารถสอบถามไปยังหน่วยงานความมั่นคงได้โดยตรง เพื่อรับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นทางการ

พล.อ.อ.ประภาส กล่าวอีกว่า ขอให้ประชาชนมั่นใจว่า หากเกิดเหตุการณ์และมีความจำเป็นต้องปกป้องประเทศชาติ ขณะนี้ประเทศไทยมีความพร้อมมากกว่าการปะทะในครั้งที่ผ่านมา ทั้งในด้านกำลังพลและความได้เปรียบทางภูมิประเทศในการวางกำลัง ซึ่งปัจจุบันอยู่ในจุดที่สูงกว่าฝ่ายกัมพูชา หรือเป็นจุดสูงข่มเกือบทุกจุด แม้อาจมีบางพื้นที่ที่ต้องดำเนินการเพิ่มเติม เช่น เนิน 745 หรือเขาสัตตะโสม เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ด้วยความยาวของพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชากว่า 800 กิโลเมตร อาจมีเหตุการณ์ยั่วยุเกิดขึ้นได้เป็นบางจุด ซึ่งอาจนำไปสู่การยกระดับสถานการณ์ตามแต่ละกรณี แต่ยืนยันว่าการใช้กำลังจะเป็นทางเลือกสุดท้าย เนื่องจากจะนำมาซึ่งความสูญเสียอย่างมหาศาล

“หากมีทะเลาะก็คุยก่อน เจรจาก่อน หากมีการใช้อาวุธก็จากเบาไปหาหนัก สุดท้ายถ้าถึงจุดจริง ๆ แล้ว เราพร้อม แต่เป็นหนทางสุดท้าย การใช้กำลังทหารคือหนทางสุดท้ายในการแก้ปัญหา เพราะถ้าแก้ปัญหาด้วยการใช้กำลังหรือหน่วยความมั่นคงแล้ว ความสูญเสียจะตามมามากทีเดียว เน้นย้ำว่าในฐานะที่เป็นทหารอาชีพ และมีความเป็นมืออาชีพพอสมควร เราฝึกมาเพื่อปกป้องประเทศอยู่แล้ว แม้ชีวิตเรา เราก็ยอมได้ ถ้าเหตุการณ์ต้องดำเนินการ ขอให้มั่นใจ” พล.อ.อ.ประภาส กล่าว