ทรู เปิดบ้านต้อนรับ Mister Global Thailand 2026 และรองทั้ง 4 เจาะลึกพลัง AI

ทรู เปิดบ้านต้อนรับ Mister Global Thailand 2026 และรองทั้ง 4 เจาะลึกพลัง AI

ทรู เปิดบ้านต้อนรับ Mister Global Thailand 2026 และรองทั้ง 4 เจาะลึกพลัง AI

วันอังคาร ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.49 น.

เมื่อพลังของสุภาพบุรุษยุคใหม่ มาบรรจบกับศักยภาพของเทคโนโลยีแห่งอนาคตทรู คอร์ปอเรชั่น นำโดย คุณฐานพล มานะวุฒิเวช หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านโฮมคอนเนคทิวิตี้ และคุณโอลิเวอร์ กิตติพงษ์ วีระเตชะ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านแบรนด์และมีเดีย เปิดบ้านต้อนรับ Mister Global Thailand 2026 ราชา – ราชัน รุ่งไพรพนา และรองทั้ง 4 พร้อมด้วย Mister Chinatown Global Thailand 2027 ฟอร์ม – จีรพัฒน์ อุณหะ เพื่อมอบช่อดอกไม้แสดงความขอบคุณต่อการสนับสนุนอันทรงคุณค่าตลอดการประกวดที่ผ่านมา ณ อาคารทรู ทาวเวอร์ รัชดา

พร้อมกันนี้ ทั้ง 6 หนุ่ม ทีม Mister Global Thailand 2026 ได้เปิดประสบการณ์เอ็กซ์คลูซีฟ ณ ศูนย์ปฏิบัติการเครือข่ายอัจฉริยะ Business and Network Intelligence Center (BNIC) ซึ่งผสานศักยภาพของปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เข้ากับการดูแลและบริหารจัดการเครือข่ายอย่างครบวงจร เพื่อเสริมประสิทธิภาพและความเชื่อมั่นให้แก่บริการ 5G, 4G และอินเทอร์เน็ตบ้าน พร้อมรองรับทุกการเชื่อมต่อและทุกไลฟ์สไตล์ของคนไทย ยิ่งไปกว่านั้น ยังได้สัมผัสแนวคิด Happy Workplace ของทรู ซึ่งเชื่อว่า “สุขภาพกายและสุขภาพใจที่ดี คือหัวใจของการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ” จึงออกแบบพื้นที่ทำงานที่ใส่ใจพนักงานอย่างแท้จริง ภายใต้แนวคิด Caring Technology และ Caring in Wellness & Well-being เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตในทุกมิติ อาทิ Flexible Workspace คลินิกและนักกายภาพบำบัด Fitness Center Nap Room เครื่องกรองน้ำอัจฉริยะ RO Water Plant ห้องละหมาด และร้าน 7-Eleven ซึ่งสะท้อนวัฒนธรรมองค์กร True 4C ได้แก่ Compassion ความเข้าใจและใส่ใจซึ่งกันและกัน Credibility ความน่าเชื่อถือบนมาตรฐานระดับสากล Co-creation การผสานพลังร่วมสร้างสรรค์ และ Courage ความกล้าที่จะคิดและก้าวข้ามขีดจำกัด โดยคุณค่าทั้ง 4 ประการได้หลอมรวมผู้คน เทคโนโลยี และธุรกิจให้เป็น One Team ที่พร้อมเติบโตและสร้างคุณค่าไปด้วยกันอย่างยั่งยืน

การเปิดประสบการณ์ครั้งนี้สะท้อนพลังของทรูในการเชื่อมโยงเทคโนโลยีอัจฉริยะเข้ากับวัฒนธรรม True 4C เพื่อเติมเต็มศักยภาพของ “Mister Global Thailand 2026” และรองชนะเลิศทั้ง 4 สู่การเป็น ‘True Gentlemen’ สุภาพบุรุษยุคใหม่ผู้พร้อมสร้างคุณค่าและส่งต่อแรงบันดาลใจจากประเทศไทยสู่สายตาโลกอย่างสง่างาม

#HomeNextxMRGT #TrueOnlineHomeNext

#MisterGlobalThailand2026 #HeyAmi #เน็ตบ้านทรู

เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป ผนึก Amazing Thailand เปิดแคมเปญ ไทยไทย เที่ยวตามหนัง

เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป ผนึก Amazing Thailand เปิดแคมเปญ ไทยไทย เที่ยวตามหนัง

เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป ผนึก Amazing Thailand เปิดแคมเปญ ไทยไทย เที่ยวตามหนัง

วันอังคาร ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.38 น.

เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป ร่วมมือครั้งสำคัญกับ Amazing Thailand โดย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ประกาศปักหมุดขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ผลักดัน Soft Power ด้านภาพยนตร์ไทยสู่สายตาชาวโลก เปิดตัวแคมเปญ “ไทยไทย เที่ยวตามหนัง” ชวนคนรักหนังและนักท่องเที่ยวร่วมออกเดินทางตามรอยสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ไทยทั้งในเมืองหลักและเมืองรอง พร้อมร่วมสนุกถ่ายทอดความประทับใจผ่านภาพถ่าย ลุ้นรับรางวัลใหญ่ที่พักสุดเอ็กซ์คลูซีฟ 3 รางวัล 3 จังหวัด และบัตรชมภาพยนตร์ฟรี 300 รางวัล รวม 600 ที่นั่ง ตั้งแต่วันที่ 22 กรกฎาคม – 20 กันยายน 2569 

นรุตม์ เจียรสนอง รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายสื่อโฆษณา บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป พร้อมเป็นกำลังสำคัญในการสนับสนุนอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยให้เติบโตและเป็น Soft Power ที่แข็งแกร่งในการนำรายได้เข้าสู่ประเทศ 

ภาพยนตร์เป็นสื่อบันเทิงที่เข้าถึงง่ายและทรงพลังที่สุด สามารถสอดแทรกศิลปวัฒนธรรม อาหาร ประเพณี และความสวยงามของสถานที่ท่องเที่ยว ผ่านเนื้อเรื่องได้อย่างเป็นธรรมชาติ เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จึงอยากเชิญชวนคนรักหนังและสายท่องเที่ยว มาร่วมเป็น “กระบอกเสียง” ถ่ายทอดความงดงามของเมืองไทย ผ่านมุมมองและการท่องเที่ยวตามรอยหนังไทย เพื่ออวดโฉมโลเคชั่นสุดมหัศจรรย์นี้ให้คนทั่วโลกได้เห็น และสร้างแรงบันดาลใจให้ออกเดินทางมาสัมผัสประสบการณ์จริงในประเทศไทยมากขึ้น

ด้าน นิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่าความร่วมมือกับ เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป ในครั้งนี้ เป็นการทำการตลาดเชิงรุกเพื่อเจาะกลุ่มคนรักหนัง โดย ททท. มุ่งหวังให้แคมเปญนี้ช่วยกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยเฉพาะการกระจายรายได้สู่พื้นที่ “เมืองน่าเที่ยว” (เมืองรอง) ที่เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ไทย ซึ่งมีศักยภาพและมีทัศนียภาพที่สวยงาม เราอยากชวนให้ทุกคนไปเช็คอิน ถ่ายภาพ และแชร์ต่อบนโลกโซเชียล เพื่อสร้างการรับรู้และส่งต่อแรงบันดาลใจในการท่องเที่ยวผ่านพลังของคอนเทนต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะทุก ๆ ภาพถ่ายและการเล่าเรื่องจากนักท่องเที่ยว คือแรงขับเคลื่อนสำคัญที่จะเปลี่ยนจากกระแสบนหน้าจอ ให้กลายเป็นการออกเดินทางจริง ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวในภาพรวมได้อย่างยั่งยืน 

กิจกรรม “ไทยไทย เที่ยวตามหนัง” จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลา 3 เดือน ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม – กันยายน 2569 ชวนผู้ร่วมสนุกส่งภาพตัวเองพร้อมโลเคชั่นจากภาพยนตร์ไทยเรื่องใดก็ได้ ถ่ายทอดเรื่องราวความประทับใจ ลุ้นรับรางวัลที่พักโรงแรม 1 คืน รวม  3 รางวัล 3 จังหวัด และรางวัลบัตรชมภาพยนตร์ไทยรวม 300 รางวัล ๆ ละ 2 ที่นั่ง รวม 600 ที่นั่ง***

***สุ่มจับรางวัลจากผู้โชคดีที่เข้าร่วมกิจกรรม

กติกาง่าย ๆ ในการร่วมสนุก 

สแกน QR Code บน Strip Ads ในหน้าเพจเฟสบุ๊ค MAJOR GROUP โพสต์ภาพคุณกับสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ไทย เรื่องใดก็ได้ ในจังหวัดต่างๆ ทั่วไทย อาทิ ภาพยนตร์เรื่อง “อัศจรรย์ วันทอง” ถ่ายทำที่จังหวัดสุพรรณบุรี, ภาพยนตร์เรื่อง “ธี่หยด สมิงเขาขวาง” ถ่ายทำที่จังหวัดกาญจนบุรี พร้อมบอกเล่าความรู้สึกประทับใจ ติดแฮชแท็ก #ไทยไทยเที่ยวตามหนัง #Amazingไทยแลนด์ #MajorCineplex 

ร่วมสนุกกับกิจกรรมและการประกาศรางวัล ระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม – กันยายน 2569 

รอบที่ 1 เดือนกรกฎาคม ร่วมสนุกได้ตั้งแต่วันที่ 22 กรกฎาคม – 5 สิงหาคม 2569 ประกาศรายชื่อผู้โชคดีวันที่ 7 สิงหาคม 2569 ลุ้นรับรางวัลที่พักโรงแรม 1 คืน 1 รางวัล และบัตรชมภาพยนตร์ 100 รางวัล ๆ ละ 2 ที่นั่ง รวม 200 รางวัล รอบที่ 2 เดือนสิงหาคม ร่วมสนุกได้ตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม – 26 สิงหาคม 2569 ประกาศรายชื่อผู้โชคดีวันที่ 28 สิงหาคม 2569 ลุ้นรับรางวัลที่พักโรงแรม 1 คืน 1 รางวัล และบัตรชมภาพยนตร์ 100 รางวัล ๆ ละ 2 ที่นั่ง รวม 200 รางวัล 

รอบที่ 3 เดือนกันยายน ร่วมสนุกได้ตั้งแต่วันที่ 3 กันยายน – 20 กันยายน 2569 ประกาศรายชื่อผู้โชคดีวันที่ 25 กันยายน 2569 ลุ้นรับรางวัลที่พักโรงแรม 1 คืน 1 รางวัล และบัตรชมภาพยนตร์ 100 รางวัล ๆ ละ 2 ที่นั่ง รวม 200 รางวัล 

นอกจากการสร้างการมีส่วนร่วมของผู้บริโภคแล้ว เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป และ ททท. ยังมุ่งหวังให้แคมเปญนี้เป็นอีกหนึ่งต้นแบบของการเชื่อมโยงอุตสาหกรรมภาพยนตร์กับการท่องเที่ยว ผ่านพลังของคอนเทนต์และประสบการณ์จริง ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศไทย และการยกระดับ Soft Power ไทยสู่เวทีโลก

 คอหนังและสายเที่ยวห้ามพลาด! ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อน Soft Power ไทย และลุ้นรางวัลใหญ่ไปพร้อมกัน ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเฟสบุ๊ค MAJOR GROUP และ AMAZING ไทยแลนด์

ปรบมือรัวๆ!! ศิลปิน GMMTV คว้าบุคคลผู้ทรงอิทธิพลที่สุดของประเทศไทย

ปรบมือรัวๆ!! ศิลปิน GMMTV คว้าบุคคลผู้ทรงอิทธิพลที่สุดของประเทศไทย

ปรบมือรัวๆ!! ศิลปิน GMMTV คว้าบุคคลผู้ทรงอิทธิพลที่สุดของประเทศไทย

วันอังคาร ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.38 น.

ขอปรบมือรัวๆ ให้กับศิลปินกระแสปังจาก “GMMTV” คอนเทนต์โพรไวเดอร์ชั้นนำของเมืองไทย ในเครือบริษัท “เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน)” ที่มีผลงานโดดเด่นและกระแสมาแรง จนได้รับเลือกเป็น 1 ใน 100 บุคคลผู้ทรงอิทธิพลที่สุดของประเทศไทย ในแคมเปญ #legend100 ประจำปี 2026 กับงาน #100List Social Club 2026 จากนิตยสาร Hashtag Legend Thailand คัดเลือกโดยทีมบรรณาธิการ เพื่อยกย่องวิสัยทัศน์ ภาวะผู้นำ และผลงานอันโดดเด่นของผู้ร่วมขับเคลื่อนอนาคตในหลากหลายแวดวง ตั้งแต่แฟชั่น ความงาม ไลฟ์สไตล์ อาหาร การท่องเที่ยว ธุรกิจ ไปจนถึงวงการ บันเทิง ศิลปะ และวัฒนธรรม ซึ่งไม่เพียงได้รับการยอมรับในประเทศ แต่ยังสร้างอิทธิพลและผลกระทบในระดับนานาชาติอีกด้วย โดยศิลปิน GMMTV ได้รับเลือกใน Category ต่างๆ ดังนี้

(1) #legend100 category : Super Star

ได้แก่ “วิน เมธวิน โอภาสเอี่ยมขจร” และ “เต ตะวัน วิหครัตน์” 2 นักแสดงหนุ่มฮอตมากความสามารถ ที่ได้รับเลือกให้เป็นนักแสดงผู้เป็นหมุดหมายสำคัญของวงการบันเทิงไทย ที่สร้างความประทับใจผ่านความสามารถอันโดดเด่น วิสัยทัศน์ในการทำงาน และเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ จนร่วมกำหนดมาตรฐานใหม่ของวงการ สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คน และก้าวขึ้นเป็นบุคคลผู้ทรงอิทธิพลทางวัฒนธรรมของยุคสมัย

(2) #legend100 category : Lifestyle & Sport

ได้แก่ “เอส ศุภ สง่าวรวงศ์” หนุ่มฮอตที่ได้รับเลือกให้เป็นผู้ร่วมนิยามวิถีชีวิตร่วมสมัยผ่านความเชี่ยวชาญ วิสัยทัศน์ และความคิดสร้างสรรค์ ตั้งแต่กีฬา แฟชั่น ไปจนถึงเทคโนโลยีที่ไม่เพียงสร้างเทรนด์ แต่ยังสร้างประสบการณ์ จุดประกายแรงบันดาลใจ และเปิดมุมมองใหม่ให้ผู้คนได้ใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพและมีความหมาย

 (3) #legend100 category : New Faces

ได้แก่ “จุง อาเชน ไอย์ดึน, มิ้ลค์ พรรษา วอสเบียน, เลิฟ ภัทรานิษฐ์ ลิ้มปติยากร, เอมี่ ทสร กลิ่นเนียม, บอนนี่ ภัทราภัสร์ โบรัชตะสุวรรณ์” 5 นักแสดงที่ได้รับเลือกให้เป็นคนรุ่นใหม่ผู้กำลังก้าวขึ้นมาเป็นพลังสำคัญของวงการด้วยความสามารถ วิสัยทัศน์ และความคิดสร้างสรรค์อันโดดเด่น ไม่ว่าจะผ่านผลงานสร้างสรรค์ การแสดง ธุรกิจ หรือแพลตฟอร์มดิจิทัล ที่กำลังสร้างมาตรฐานใหม่ จุดประกายแรงบันดาลใจและเปิดมุมมองใหม่ให้กับอนาคตของอุตสาหกรรมและสังคม

(4) #legend100 category : KOLS & Influencers

ได้แก่ “น้ำตาล ทิพนารี วีรวัฒโนดม” นักแสดงสาวสวยที่ได้รับเลือกให้เป็นผู้ทรงอิทธิพลแห่งโลกดิจิทัล สร้างมาตรฐานใหม่ผ่านความคิดสร้างสรรค์ วิสัยทัศน์ และตัวตนอันโดดเด่น ที่ไม่เพียงขับเคลื่อนเทรนด์ด้านไลฟ์สไตล์และแฟชั่น ยังมีบทบาทในการกำหนดบทสนทนาทางสังคม หล่อหลอมทัศนคติและสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนผ่านคอนเทนต์ที่จริงใจและทรงพลัง

 (5) #legend100 category : THE RISING FORCE AWARD

ได้แก่ “จุง อาเชน ไอย์ดึน” นักแสดงหนุ่มสุดปังที่ได้ถึง 2 Category เหตุจากเป็นคนรุ่นใหม่ที่น่าจับตามอง ที่มีความมุ่งมั่น วิสัยทัศน์ สร้างสรรค์ผลงานโดดเด่น และขับเคลื่อนเทรนด์ด้านไลฟ์สไตล์และแฟชั่นอย่างทรงพลัง และสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนในสังคม

ซึ่งสร้างความดีใจให้กับศิลปินทุกคนเป็นอย่างมาก และขอขอบคุณแฟนๆ ที่ให้การสนับสนุนด้วยดีมาตลอด ถือเป็นพลังใจสำคัญในการพัฒนาผลงานให้ดียิ่งขึ้นต่อไป

เอก สุระเชษฐ เสิร์ฟความสุข 5 ชั่วโมงเต็มแฟนมีทสุดอบอุ่น แขกรับเชิญแน่น เซอร์ไพรส์ไม่ขาดสาย

เอก สุระเชษฐ เสิร์ฟความสุข 5 ชั่วโมงเต็มแฟนมีทสุดอบอุ่น แขกรับเชิญแน่น เซอร์ไพรส์ไม่ขาดสาย

เอก สุระเชษฐ เสิร์ฟความสุข 5 ชั่วโมงเต็มแฟนมีทสุดอบอุ่น แขกรับเชิญแน่น เซอร์ไพรส์ไม่ขาดสาย

วันอังคาร ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.34 น.

เรียกได้ว่าอิ่มเอมทั้งศิลปินและแฟนคลับ สำหรับงานแฟนมีตติ้ง “I am Ake Surachet” ของนักร้องเสียงนุ่ม เอก สุระเชษฐ ที่จัดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ณ The Crown ลาดพร้าว 130 โดยมีแฟนคลับกว่า 200 คน เดินทางมาร่วมให้กำลังใจจนบรรยากาศอบอวลไปด้วยความรักและความอบอุ่นตลอดเวลากว่า 5 ชั่วโมงเต็ม ไม่มีใครยอมลุกจากที่นั่ง เพราะเอกขนทั้งเพลงฮิตที่ทุกคนร้องตามได้ และเพลง B-Side ที่ไม่ค่อยได้ฟังบนเวทีมาฝากแฟน ๆ แบบเต็มอิ่ม พร้อมพูดคุยย้อนความทรงจำและแบ่งปันเรื่องราวตลอดเส้นทางในวงการเพลงอย่างเป็นกันเอง

อีกหนึ่งช่วงที่ทำเอาทั้งฮอลล์ยิ้มไม่หุบ คือการเชิญ “รษา” ภรรยาคู่ชีวิตขึ้นเวที ร่วมแบ่งปันโมเมนต์สุดหวาน ถ่ายทอดความรักและความผูกพันที่เดินเคียงข้างกันมายาวนาน จนแฟน ๆ พร้อมใจกันปรบมือให้กับความน่ารักของทั้งคู่ด้านแขกรับเชิญคนสำคัญ แอน ธิติมา ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง เมื่อขึ้นเวทีมาร่วมร้องเพลง “ฝันไปหรือเปล่า” กับเอกในเวอร์ชันสุดละมุน ก่อนจะต่อเนื่องด้วยเพลงฮิตของตัวเองที่เรียกเสียงร้องตามได้ทั้งฮอลล์ความสนุกยังเดินหน้าต่อแบบไม่มีแผ่ว เมื่อเหล่าเพื่อนศิลปินอย่าง ปราโมทย์ วิเลปะนะ, เต็น ธีรภัค, เเซก I-ZAX และ กัปตัน One One ทยอยขึ้นเวทีสร้างสีสัน ก่อนจะมีเซอร์ไพรส์ด้วยการเชิญศิลปินที่มาร่วมชมงานอย่าง จั๊ม Color Pitch และ บีม จารุวรรณ ขึ้นมาแจมสด ๆ สร้างโมเมนต์สุดพิเศษที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในงานนี้ปิดท้ายค่ำคืนแห่งความสุขด้วยเมดเลย์เพลงแดนซ์ยุคทองจากค่าย RS ที่ได้ เอก สุระเชษฐ์, ซีแนม AF และ แซม ซามูแอล ชวนแฟน ๆ ลุกขึ้นร้อง เต้น และสนุกไปพร้อมกัน ส่งท้ายแฟนมีตติ้งด้วยรอยยิ้มและเสียงปรบมือดังกึกก้องนับเป็นอีกหนึ่งแฟนมีตติ้งที่เต็มไปด้วยเสียงเพลง ความทรงจำ และความผูกพันระหว่างศิลปินกับแฟนคลับอย่างแท้จริง พร้อมตอกย้ำว่า ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี “เอก สุระเชษฐ” ก็ยังคงเป็นศิลปินที่อยู่ในหัวใจของแฟนเพลงเสมอ

ช่อง 3 จับมือ กรมทรัพย์สินทางปัญญา ยกระดับสินค้าชุมชน เปิดบูธ GI ไทย งาน แจ๋วแซ่บเฟ่อร์

ช่อง 3 จับมือ กรมทรัพย์สินทางปัญญา ยกระดับสินค้าชุมชน  เปิดบูธ GI ไทย งาน แจ๋วแซ่บเฟ่อร์

ช่อง 3 จับมือ กรมทรัพย์สินทางปัญญา ยกระดับสินค้าชุมชน เปิดบูธ GI ไทย งาน แจ๋วแซ่บเฟ่อร์

วันอังคาร ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.32 น.

สานต่อความร่วมมือต่อเนื่อง สำหรับ ช่อง 3 ที่ได้จับมือ กรมทรัพย์สินทางปัญญา เดินหน้าขยายช่องทางการตลาดสินค้า GI ร่วมเปิดบูธในงาน “แจ๋วแซ่บเฟ่อร์” ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม – 2 สิงหาคม 2569 ณ ALIVE PARK HALL ชั้น G ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค โดยสินค้า GI นับเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ที่เชื่อมโยงกับภูมิปัญญาท้องถิ่น มีเรื่องราวประวัติความเป็นมาซึ่งส่งผลให้สินค้ามีอัตลักษณ์เฉพาะตัว ปัจจุบันสินค้า GI ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจากกรมทรัพย์สินทางปัญญามีมากกว่า 200 สินค้าทั่วประเทศไทย ซึ่งงานนี้กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้นำ 6 สินค้าตัวเด็ดตัวดังจากจังหวัดต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ลำปาง, น่าน, ปัตตานี, สกลนคร, มหาสารคาม และ เพชรบูรณ์ มาชวนแฟน ๆ ช่อง 3 ทุกท่านร่วมช้อปชิมฟินกับความภาคภูมิใจในสินค้าและผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นของไทย

เริ่มต้นด้วย เนื้อโคขุนโพนยางคำ จ.สกลนคร ที่บูธ E1 ซึ่งเป็นเนื้อโคขุนคุณภาพสูง ผลิตจากโคเนื้อลูกผสมระหว่างโคสายพันธุ์ยุโรปกับโคสายพันธุ์พื้นเมือง เนื้อมีสีแดงสดใส มีไขมันแทรกในเนื้อ เนื้อนุ่ม ไม่มีกลิ่นสาบ และมีรสชาติดี มีคะแนนไขมันแทรกที่ 3.5 ขึ้นไปตามมาตรฐานเนื้อโค หอมกรุ่นชวนลิ้มลอง! ต่อกันที่ บูธ E2 มะขามหวาน จ.เพชรบูรณ์ เป็นมะขามที่มีเปลือกสีน้ำตาลเนียน มีเนื้อสวยสม่ำเสมอ หนา นุ่มเหนียว ไม่แข็งกระด้าง สาแหรกน้อย รสชาติหวานหอม ปลูกในพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ ใครที่ชอบทานมะขามห้ามพลาด!

ขณะที่ บูธ E3 พบกับ ลูกหยียะรัง จ.ปัตตานี คือลูกหยีพันธุ์หยีทวย หรือ ทวยงาช้าง และพันธุ์หยีธรรมดา หรือ หยีบ้าน เป็น ลูกหยีผลสุกไม่กะเทาะเปลือก และลูกหยี ผลสุกกะเทาะเปลือก มีผลใหญ่ ผิวเปลือกบาง สีดำ เมื่อกะเทาะเปลือกจะมีเนื้อหนายุ่ยสีแดง หรือ แสด รสชาติเปรี้ยว หรือ เปรี้ยวอมหวาน หรือ เปรี้ยวอมฝาด และรวมถึงลูกหยีผลสุกกะเทาะเปลือก ที่ผ่านการแปรรูปเป็นลูกหยีทรงเครื่อง ลูกหยีฉาบ ลูกหยีกวน ที่มีรสชาติหวานอมเปรี้ยวปนเค็ม หรือ หวานอมเปรี้ยว ปนเค็มและเผ็ด ที่ปลูกและแปรรูป ในเขตพื้นที่จังหวัดปัตตานี ผลไม้ชนิดต่อไป คือ มันแกวบรบือ จ.มหาสารคาม อยู่ที่บูธ D3 มันแกวพันธุ์เบามีลักษณะหัวกลม แป้น อวบใหญ่ เปลือกบางสีน้ำตาลอ่อน ลอกออกจากเนื้อได้ง่าย เนื้อมีสีขาว เส้นใยในเนื้อมาก ปริมาณของน้ำในเนื้อมาก รสสัมผัสกรอบ รสชาติหวานและมัน สำหรับใครที่เป็นสายข้าวแต๋นต้องมาที่ บูธ D2 ข้าวแต๋นลำปาง ข้าวเหนียวทอดกรอบราดด้วยน้ำอ้อยที่ผลิตขึ้นในพื้นที่จังหวัดลำปาง มีเทคนิคการทำจากภูมิปัญญาของคนในชุมชนและเป็นขนมโบราณของคนภาคเหนือทำเพื่อเลี้ยงแขกในงานมงคลต่างๆ ต่อมาจึงจำหน่ายเป็นของฝากจังหวัดลำปาง จนข้าวแต๋น เป็นที่แพร่หลายและได้กลายเป็นสินค้าที่ขึ้นชื่อของชาวลำปาง เนื่องจากรสชาติข้าวแต๋นที่หอม กรอบ หวานอร่อย ส่งท้ายด้วยบูธ D1 กาแฟดอยสวนยาหลวงน่าน ที่สายกาแฟห้ามพลาด เพราะนี่คือหนึ่งในสินค้าที่โดดเด่นของจังหวัดน่าน สร้างเศรษฐกิจชุมชนสู่ความยั่งยืน ด้วยสภาพภูมิประเทศที่เป็นที่ราบสูง อากาศที่เหมาะสมกับการปลูกกาแฟ จึงทำให้กาแฟของจังหวัดน่าน ได้รับการยอมรับในวงการกาแฟ เป็นกาแฟสายพันธุ์อาราบิกาที่ผ่านกระบวนการบ่มและคั่วในระยะเวลาที่เหมาะสม เป็นกาแฟสาร กาแฟคั่ว กาแฟคั่วบด ที่มีกลิ่นหอมคล้ายกลิ่นช็อกโกแลต กลิ่นถั่ว และกลิ่นผลไม้ รสชาติเข้มกลมกล่อม มีความเป็นสมุนไพร รสเผ็ดซ่าซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะที่ไม่เหมือนใคร

ของดีประจำจังหวัดได้ถูกยกมาร่วมจัดจำหน่ายอยู่ที่งาน “แจ๋วแซ่บเฟ่อร์” พร้อมให้ทุกท่านได้ร่วมช้อปสินค้า GI กันแล้ว! งานนี้ส่งตรงจากสวน เกษตรกรมาเอง เป็นของแท้แน่นอน! ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม จนถึงวันที่ 2 สิงหาคม 2569 ตลอด 10 วันเต็ม! ณ ALIVE PARK HALL ชั้น G ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค ห้ามพลาดเด็ดขาด!

10 ปีที่ไม่เคยจริงใจ ใหม่ รัชดา ตอกหน้า เจนี่ หวังซีนเคลียร์ใจกลางงานแต่ง ย้ำชัด เสียเวลา

10 ปีที่ไม่เคยจริงใจ ใหม่ รัชดา ตอกหน้า เจนี่ หวังซีนเคลียร์ใจกลางงานแต่ง ย้ำชัด เสียเวลา

10 ปีที่ไม่เคยจริงใจ ใหม่ รัชดา ตอกหน้า เจนี่ หวังซีนเคลียร์ใจกลางงานแต่ง ย้ำชัด เสียเวลา

วันอังคาร ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.10 น.

ทำเอาชาวเน็ตและคนในวงการบันเทิงให้ความสนใจอย่างล้นหลาม สำหรับกรณีดราม่ากลางงานวิวาห์ของคู่รักซุปตาร์ ณเดชน์ คูกิมิยะ และ ญาญ่า อุรัสยา ที่มีข่าวลือหนาหูเกี่ยวกับเหตุการณ์ปะทุอารมณ์ระหว่างนางเอกสาว เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ และอดีตช่างผม-ผู้จัดการส่วนตัวคนสนิท ใหม่ รัชดา ล่าสุด ทางด้าน ใหม่ รัชดา ได้ออกมาเคลื่อนไหวชี้แจงและเปิดใจถึงเหตุการณ์ดังกล่าวผ่านสื่อ (APOP Today) โดยระบุถึงเหตุผลที่ปฏิเสธการพูดคุยเคลียร์ใจกับดาราสาวอย่างชัดเจนว่า

อีกฝ่ายพยายามจะเข้ามาขอโทษในสิ่งที่เคยทำไว้ไม่ดีกับตนเมื่อหลายปีก่อน แต่ตนไม่อนุญาตให้เคลียร์ เพราะไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม เรื่องราวผ่านมาร่วม 10 ปีแล้ว ต่างคนต่างโตกันหมดแล้ว ควรจะ Move on และไม่จำเป็นต้องพูดถึงเรื่องที่เคยทำไม่ดีในอดีตอีก และที่สำคัญต้องให้เกียรติเจ้าของงานแต่งของน้องรัก ‘ณเดชน์’ และ ‘ญาญ่า’ จึงควรรู้จักกาลเทศะ ไม่ใช่เวลามาเคลียร์เรื่องส่วนตัว”

สำหรับชนวนเหตุความขัดแย้งของทั้งคู่นั้น ย้อนกลับไปเมื่อปี 2561 จากปัญหาเรื่องการเปลี่ยนตัวผู้จัดการและการดูแลผลประโยชน์ ซึ่งทำให้ทั้งสองฝ่ายตัดขาดความสัมพันธ์และไม่ได้พูดคุยกันอีกเลยตลอดหลายปีที่ผ่านมา จนกระทั่งในงานวิวาห์ของ ณเดชน์-ญาญ่า ได้มีผู้ใหญ่พาตัว เจนี่ เดินเข้ามาหา ใหม่ รัชดา โดยหวังดีอยากให้ทั้งคู่ได้ปรับความเข้าใจกัน นำไปสู่เหตุการณ์เผชิญหน้าและกระแสข่าวลือเรื่องการสาดน้ำใส่กันกลางงานปาร์ตี้ ซึ่งทางด้าน ใหม่ รัชดา ได้ย้ำชัดเจนว่างานแต่งของน้องรักไม่ใช่สถานที่หรือเวลาที่จะมาขุดเรื่องราวในอดีตมาพูดคุยกันอีกต่อไป

บวงสรวงพระแม่คงคาเสริมสิริมงคล ซักซ้อมขบวนเรือเสมือนจริง เตรียมจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติฯ

บวงสรวงพระแม่คงคาเสริมสิริมงคล ซักซ้อมขบวนเรือเสมือนจริง เตรียมจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติฯ

บวงสรวงพระแม่คงคาเสริมสิริมงคล ซักซ้อมขบวนเรือเสมือนจริง เตรียมจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติฯ

วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.07 น.

บวงสรวงพระแม่คงคาเสริมสิริมงคล ซักซ้อมขบวนเรือเสมือนจริง เตรียมจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติฯ “สายน้ำแห่งชีวิต ใต้ร่มพระบารมี สืบสานวิถีรัตนโกสินทร์” 24-31 ก.ค. 69 ณ สวนสาธารณะป้อมมหากาฬ

22 กรกฎาคม 2569 เมื่อเวลา 07.49 น. นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการพระราชดำริ ตามพระบรมราโชบาย เป็นประธานพิธีบวงสรวงและขอขมาพระแม่คงคา เพื่อแสดงความกตัญญูและขออโหสิกรรมต่อสายน้ำที่เป็นแหล่งหล่อเลี้ยงชีวิตให้ผู้คนได้อาศัยน้ำในการอุปโภคบริโภค สะท้อนถึงความผูกพันอันแน่นแฟ้นระหว่างผู้คนกับสายน้ำ ซึ่งเป็นทั้งต้นกำเนิดแห่งชีวิตและรากฐานสำคัญของการดำรงชีพ เพื่อความเป็นสิริมงคลในการจัดกิจกรรม “สายน้ำแห่งชีวิต ใต้ร่มพระบารมี สืบสานวิถีรัตนโกสินทร์” ระหว่างวันที่ 24-31 ก.ค. 69 ณ สวนสาธารณะป้อมมหากาฬ ถนนคนเดินคลองโอ่งอ่าง คลองผดุงกรุงเกษม คลองหลอดวัดราชนัดดา และคลองหลอดวัดราชบพิธ เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569

สำหรับพิธีบวงสรวงพระแม่คงคาในครั้งนี้มี นายฉัตรชัย ปิ่นเงิน หัวหน้าฝ่ายโหรพราหมณ์ กองพระราชพิธี สำนักพระราชวัง เป็นผู้ประกอบพิธี โดยมีคณะกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการพระราชดำริ ตามพระบรมราโชบาย ผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคมที่เกี่ยวข้อง ร่วมพิธี ณ ปะรำพิธีสวนสาธารณะป้อมมหากาฬ เขตพระนคร เพื่อความเป็นสิริมงคล และความปลอดภัยในการจัดกิจกรรม “สายน้ำแห่งชีวิต ใต้ร่มพระบารมี สืบสานวิถีรัตนโกสินทร์” รวมทั้งการซักซ้อมขบวนเรือเสมือนจริง ในพิธีทำบุญตักบาตรทางเรือ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 26 ก.ค. 69 โดยนิมนต์พระภิกษุสงฆ์ 75 รูป จาก 3 เส้นทางสายน้ำ รวมทั้งสิ้น 225 รูป ได้แก่ คลองรอบเกาะรัตนโกสินทร์ คลองแสนแสบ และคลองเปรมประชากร โดยได้รับความเมตตาจากสมเด็จพระราชาคณะและพระเถระผู้ใหญ่ นับเป็นปรากฏการณ์สำคัญที่สะท้อนคุณค่าของวิถีชีวิตทางน้ำและมรดกทางวัฒนธรรมของกรุงรัตนโกสินทร์

คณะกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการพระราชดำริ ตามพระบรมราโชบาย ขอเชิญชวนประชาชนร่วมกิจกรรม “สายน้ำแห่งชีวิต ใต้ร่มพระบารมี สืบสานวิถีรัตนโกสินทร์” ระหว่างวันที่ 24-31 ก.ค. 69 ภายในงานได้จัดให้มีกิจกรรมด้านศิลปวัฒนธรรม นิทรรศการมีชีวิต ถนนคนเดิน ตลาดชุมชน สตรีทอาร์ต และกิจกรรมสาธารณประโยชน์ที่สะท้อนคุณค่าและวิถีชีวิตริมสายน้ำของไทย ควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชนริมคลองและกลุ่มเปราะบาง เพื่อสืบสานพระราชปณิธานในการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนและสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ คณะกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการพระราชดำริ ตามพระบรมราโชบาย มีภารกิจในการติดตามขับเคลื่อนและบูรณาการร่วมกันของหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การดำเนินงานตามพระบรมราโชบายและโครงการพระราชดำริเกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม มีประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและประเทศชาติ ประชาชนสามารถติดตามรายละเอียดเกี่ยวกับจุดตักบาตรทางเรือ เส้นทางการเดินทาง และกิจกรรมภายในงานได้ทาง Facebook กรุงเทพมหานคร http://www.facebook.com/bangkokbma และ Facebook กรมประชาสัมพันธ์ http://www.facebook.com/prdofficial

นายอรรถพล กล่าวว่า ในช่วงเช้าวันนี้ได้จัดพิธีบวงสรวงพระแม่คงคาขึ้น เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับงานตักบาตรทางเรือที่จะมีขึ้นในวันที่ 26 กรกฎาคมนี้ ซึ่งงานในครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกในกรุงรัตนโกสินทร์ที่มีการตักบาตรทางเรือในลักษณะนี้ โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม ในวันงานจะมีพระสงฆ์มาร่วมรับบิณฑบาตจำนวนทั้งหมด 225 รูป โดยได้รับความเมตตาจากพระเถระผู้ใหญ่ระดับสมเด็จพระราชาคณะถึง 5 รูปมาเป็นผู้นำคณะสงฆ์ นอกจากนี้ยังเป็นสิริมงคลอย่างยิ่งที่สมเด็จพระสังฆราชได้ประทานน้ำมนต์มาเพื่อแจกจ่ายให้กับประชาชนที่มาร่วมทำบุญในวันดังกล่าวด้วย

สำหรับการจัดงานครั้งนี้ มุ่งเน้นให้เห็นถึงความสำคัญของสายน้ำในกรุงเทพมหานคร ซึ่งบูรพมหากษัตริย์ไทยทรงให้ความสำคัญในการปกครองและพัฒนาเมือง เพื่อคุณภาพชีวิตของประชาชนมาโดยตลอด โครงการนี้จึงไม่ได้มีเพียงแค่การทำบุญตักบาตร แต่ยังครอบคลุมถึงการพัฒนาคูคลองรอบกรุงรัตนโกสินทร์ การพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยริมน้ำ และการปรับปรุงภูมิทัศน์พื้นที่ริมคลองต่าง ๆ เพื่อให้เป็นไปตามพระราชประสงค์ของในหลวงรัชกาลที่ 10 ที่ทรงอยากเห็นกรุงเทพฯ กลับมาสวยงามเปรียบเสมือนเวนิสตะวันออกอีกครั้ง

ในส่วนของการเตรียมงาน ขณะนี้ทุกหน่วยงานมีความพร้อมอย่างยิ่ง มีการซ้อมใหญ่เสมือนจริงในวันนี้และอาจมีการซักซ้อมอีกครั้งในวันพรุ่งนี้ เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินงานในวันจริงจะเป็นไปด้วยความราบรื่น โดยสิ่งที่เน้นย้ำมากที่สุดคือเรื่องความปลอดภัยของทั้งพระภิกษุสงฆ์และประชาชน สุดท้ายนี้ ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนมาร่วมทำบุญตักบาตรทางเรือครั้งประวัติศาสตร์นี้ด้วยกัน ในช่วงเช้าของวันที่ 26 กรกฎาคมนี้ บริเวณสวนสาธารณะป้อมมหากาฬ

สกร.จับมือกองทัพบก เปิดตัวโครงการ 1 ปี 1 วุฒิ ยกระดับการศึกษาทหารกองประจำการ ควบคู่รับใช้ชาติ

สกร.จับมือกองทัพบก เปิดตัวโครงการ 1 ปี 1 วุฒิ ยกระดับการศึกษาทหารกองประจำการ ควบคู่รับใช้ชาติ

สกร.จับมือกองทัพบก เปิดตัวโครงการ 1 ปี 1 วุฒิ ยกระดับการศึกษาทหารกองประจำการ ควบคู่รับใช้ชาติ

วันอังคาร ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.25 น.

สกร.จับมือกองทัพบก เปิดตัวโครงการ “1 ปี 1 วุฒิ” ยกระดับการศึกษาทหารกองประจำการ ควบคู่รับใช้ชาติ

กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) กระทรวงศึกษาธิการ โดยนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และ นางสาวเกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ร่วมกับกองทัพบก โดย พลเอกอมฤต บุญสุยา ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก เปิดตัวโครงการ “1 ปี 1 วุฒิ” ภายใต้หลักสูตรส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2567 เพื่อเปิดโอกาสให้ทหารกองประจำการที่ยังไม่จบการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้พัฒนาตนเองและยกระดับวุฒิการศึกษาอย่างน้อย 1 ระดับ ภายในระยะเวลา 1 ปี ระหว่างปฏิบัติหน้าที่รับราชการทหาร

โครงการดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ และกองทัพบก ในการส่งเสริมให้ทหารกองประจำการสามารถเข้าถึงการศึกษาได้อย่างต่อเนื่อง โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้ที่มีความยืดหยุ่น สอดคล้องกับภารกิจและเวลาปฏิบัติราชการ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการสามารถสำเร็จการศึกษาและได้รับวุฒิการศึกษาที่นำไปใช้ศึกษาต่อหรือประกอบอาชีพหลังปลดประจำการได้

นายอัครนันท์ กล่าวว่า โครงการ “1 ปี 1 วุฒิ” เป็นอีกหนึ่งนโยบายสำคัญที่ต้องการสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับกำลังพลของประเทศ เพราะการรับราชการทหารไม่ควรเป็นช่วงเวลาที่หยุดการเรียน แต่ควรเป็นช่วงเวลาที่ได้พัฒนาศักยภาพของตนเองควบคู่ไปด้วย ไม่มีหน้าที่ใดที่ยิ่งใหญ่ไปกว่าการรับใช้ชาติ และไม่มีสิ่งใดที่จะติดตัวคนเราไปได้ตลอดชีวิตเท่ากับการศึกษา เราจึงตั้งใจทำให้ช่วงเวลาที่เยาวชนและประชาชนเข้ามารับราชการทหาร ไม่ใช่ช่วงเวลาที่โอกาสทางการศึกษาต้องหยุดลง แต่เป็นช่วงเวลาที่พวกเขาจะได้สร้างอนาคตของตนเอง

“การเป็นทหารคือการเสียสละเพื่อปกป้องประเทศชาติ แต่ในระหว่างที่รับใช้ชาติ เราไม่อยากให้โอกาสทางการศึกษาของน้อง ๆ ต้องหยุดลง โครงการ ‘1 ปี 1 วุฒิ’ จึงเกิดขึ้นเพื่อให้ทุกคนได้ทั้งทำหน้าที่เพื่อประเทศ และพัฒนาความรู้ของตนเองไปพร้อมกัน เมื่อปลดประจำการแล้วจะมีทั้งประสบการณ์ วินัย และวุฒิการศึกษาที่สามารถต่อยอดสู่การศึกษาที่สูงขึ้นหรือการประกอบอาชีพได้” นายอัครนันท์ กล่าว

โดยโครงการ “1 ปี 1 วุฒิ” จะจัดรูปแบบการเรียนการสอนให้มีความยืดหยุ่น เพื่อให้สอดคล้องกับภารกิจของหน่วยทหาร โดยสามารถเลือกเรียนได้ทั้งแบบ On-site เรียนออนไลน์ Online หรือ เรียนแบบผสมผสาน (Hybrid) ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานด้านการศึกษาและความมั่นคง ที่มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตของกำลังพล ผ่านการสร้างโอกาสทางการศึกษา ควบคู่กับการปลูกฝังระเบียบวินัย ความรับผิดชอบ และการพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพในอนาคต

คุก 2 ปี นักท่องเที่ยวอินเดียสับเปลี่ยนเพชรแท้ 5 ล้านในสิงคโปร์ แอบซ่อนไว้ในปาก

คุก 2 ปี นักท่องเที่ยวอินเดียสับเปลี่ยนเพชรแท้ 5 ล้านในสิงคโปร์ แอบซ่อนไว้ในปาก

21 ก.ค. 2569 16:17 น.

คุก 2 ปี นักท่องเที่ยวอินเดียสับเปลี่ยนเพชรแท้ 5 ล้านในสิงคโปร์ แอบซ่อนไว้ในปาก

ศาลสิงคโปร์สั่งจำคุกนักท่องเที่ยวชาวอินเดียเป็นเวลา 2 ปี 2 เดือนกับอีก 2 สัปดาห์ หลังร่วมมือกับเพื่อนวางแผนสั่งทำเพชรปลอมจากอินเดีย แล้วเดินทางมายังสิงคโปร์เพื่อสับเปลี่ยนเพชรแท้ขนาด 4.95 กะรัต มูลค่ากว่า 5.2 ล้านบาท ในร้านอัญมณีย่านไชน่าทาวน์ โดยใช้วิธีอมเพชรไว้ในปากและเบี่ยงเบนความสนใจพนักงาน ก่อนถูกตำรวจรวบตัวได้ที่สนามบินชางงี ขณะกำลังจะบินหนีกลับประเทศ

ศาลสิงคโปร์มีคำพิพากษาจำคุกนายมังโกรลิยา มาโนจกุมาร์ คูร์จิไภ อายุ 41 ปี ชาวอินเดีย เป็นเวลา 2 ปี 2 เดือน 2 สัปดาห์ หลังรับสารภาพในข้อหาลักทรัพย์จากร้านเครื่องประดับในย่านไชน่าทาวน์ ด้วยการสลับเพชรแท้กับเพชรปลอมที่เตรียมมาอย่างแนบเนียน ส่วนผู้ร่วมก่อเหตุคือนายเซราซิยา มิลาน รามนิกไภ อายุ 30 ปี ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ลงมือสลับเพชร คดียังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล

อัยการเปิดเผยว่า ทั้งสองคนวางแผนก่อเหตุก่อนเดินทางมายังสิงคโปร์ โดยว่าจ้างให้ผลิตเพชรปลอมในเมืองสุรัต ประเทศอินเดีย ให้มีขนาด คุณลักษณะ และหมายเลขประจำอัญมณี ตรงกับเพชรแท้ที่ตกเป็นเป้าหมาย แม้เอกสารของศาลจะไม่ได้ระบุว่าพวกเขาได้ข้อมูลของเพชรเม็ดดังกล่าวมาได้อย่างไร

เมื่อวันที่ 19 มิ.ย. ทั้งคู่เดินทางเข้าสิงคโปร์ด้วยวีซ่านักท่องเที่ยว และในเวลาประมาณ 15.00 น. ได้เข้าไปยังร้านเครื่องประดับ Dianoche บนถนนเครตา อาเยอร์ ในย่านไชน่าทาวน์

นายมังโกรลิยาขอให้พนักงานนำ เพชรน้ำหนัก 4.95 กะรัต มูลค่าประมาณ 199,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 5.18 ล้านบาท) มาให้ชม ก่อนจะขอดูสินค้าอื่น ๆ อีกหลายรายการ เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของผู้จัดการร้าน ซึ่งต้องเดินไปหยิบเครื่องประดับหลายครั้ง ระหว่างนั้นนายเซราซิยา ซึ่งซ่อนเพชรปลอมไว้ในปาก ได้คายเพชรปลอมออกมา ก่อนสลับกับเพชรแท้ แล้วนำเพชรของจริงซ่อนไว้ในปาก จากนั้นทั้งสองบอกว่าจะกลับไปพิจารณาการซื้อ ก่อนเดินออกจากร้าน

อย่างไรก็ตาม กล้องวงจรปิดของร้านสามารถบันทึกพฤติกรรมทั้งหมดไว้ได้ และเมื่อผู้จัดการร้านตรวจสอบเพชรด้วยเครื่องตรวจสอบอัญมณี พบว่าเพชรที่เหลืออยู่เป็นของปลอม จึงรีบแจ้งตำรวจทันที

หลังออกจากร้าน ผู้ต้องหาทั้งสองกลับไปเช็กเอาต์ออกจากโรงแรมก่อนกำหนด และจองเที่ยวบินกลับประเทศอินเดียในช่วงเย็นวันเดียวกัน แต่ก่อนจะขึ้นเครื่อง เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมทั้งคู่ได้เมื่อเวลาประมาณ 20.50 น. ที่อาคารผู้โดยสารเทอร์มินัล 3 ของท่าอากาศยานชางงี ระหว่างผ่านขั้นตอนตรวจคนเข้าเมือง โดยภายหลังการจับกุม เจ้าหน้าที่ตรวจค้นกระเป๋าสะพายของเซราซิยา และพบเพชรแท้ที่ถูกขโมยไป จึงสามารถยึดของกลางกลับคืนได้

อัยการระบุว่า คดีนี้มีลักษณะการวางแผนล่วงหน้าอย่างรอบคอบ ทั้งการสั่งทำเพชรปลอม การแบ่งหน้าที่ระหว่างผู้ก่อเหตุ และการเตรียมหลบหนีออกนอกประเทศทันทีหลังลงมือ โดยทั้งคู่เดินทางเข้าสิงคโปร์เพื่อก่อเหตุครั้งนี้โดยเฉพาะ

ด้านจำเลยขอให้ศาลลดโทษ โดยให้เหตุผลว่ามีบุตร 2 คนที่ต้องดูแลในอินเดีย แต่ศาลเห็นว่าพฤติการณ์มีการเตรียมการล่วงหน้าอย่างเป็นระบบ จึงลงโทษจำคุกตามความเหมาะสม

สำหรับความผิดฐาน ลักทรัพย์ในอาคาร ตามกฎหมายสิงคโปร์ มีโทษสูงสุดจำคุก ไม่เกิน 7 ปี และอาจถูกปรับเงินเพิ่มเติมตามดุลยพินิจของศาล.

ที่มา The Straits Times / CNA

“แอนดี เบอร์แนม” นายกฯ อังกฤษคนใหม่ นำร่องหั่นภาษีค่าไฟ บรรเทาวิกฤตค่าครองชีพ

"แอนดี เบอร์แนม" นายกฯ อังกฤษคนใหม่ นำร่องหั่นภาษีค่าไฟ บรรเทาวิกฤตค่าครองชีพ

21 ก.ค. 2569 15:21 น.

“แอนดี เบอร์แนม” นายกฯ อังกฤษคนใหม่ นำร่องหั่นภาษีค่าไฟ บรรเทาวิกฤตค่าครองชีพ

แอนดี เบอร์แนม นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของสหราชอาณาจักร ประกาศเดินหน้ามาตรการแก้ไขปัญหาวิกฤตค่าครองชีพทันทีในการทำงานวันที่สอง โดยเตรียมยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับค่าไฟฟ้าในครัวเรือน มีผลเดือนตุลาคมนี้ หวังช่วยลดภาระรายจ่ายให้ประชาชนและประหยัดเงินเฉลี่ย 45 ปอนด์ หรือราว 2,000 บาทต่อปี โดยจะนำงบประมาณมาจากการยกเลิกโครงการบัตรประจำตัวดิจิทัลของรัฐบาลชุดเดิม

แอนดี เบอร์แนม นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของสหราชอาณาจักร เปิดตัวมาตรการเศรษฐกิจชุดแรกในวันนี้ (21 ก.ค.) ด้วยการประกาศ ยกเลิกการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จากค่าไฟฟ้าภาคครัวเรือน เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพที่ประชาชนเผชิญมายาวนาน

มาตรการดังกล่าวจะมีผลตั้งแต่ วันที่ 1 ตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่หน่วยงานกำกับดูแลด้านพลังงานของอังกฤษคาดว่าจะปรับเพิ่มเพดานราคาค่าไฟฟ้าและก๊าซธรรมชาติ อันเป็นผลจากความผันผวนของตลาดพลังงานหลังความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน

รัฐบาลระบุว่า การยกเลิกภาษีครั้งนี้จะช่วยให้ครัวเรือนอังกฤษประหยัดค่าไฟได้เฉลี่ย 45 ปอนด์ต่อปี (ประมาณ 2,034 บาท) จากค่าไฟเฉลี่ยต่อครัวเรือนที่อยู่ราว 1,862 ปอนด์ต่อปี โดยมาตรการนี้จะเป็นประโยชน์ต่อครัวเรือนรายได้น้อย ซึ่งต้องใช้สัดส่วนรายได้จำนวนมากไปกับค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน

เบิร์นแฮมกล่าวว่า รัฐบาลกำลังดำเนินมาตรการอย่างเร่งด่วนเพื่อลดภาษีค่าไฟ เพิ่มรายได้ในกระเป๋าของประชาชน และสร้างความหวังให้กลับคืนมา พร้อมย้ำว่าประชาชนควรได้รับ “พื้นที่หายใจ” มากขึ้นจากภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้นต่อเนื่อง

รัฐบาลประเมินว่า มาตรการดังกล่าวจะใช้งบประมาณประมาณ 850 ล้านปอนด์ (ราว 38,400 ล้านบาท) ในปีงบประมาณปัจจุบัน โดยจะนำเงินมาจากการยกเลิกโครงการบัตรประจำตัวประชาชนดิจิทัล (Digital ID) ของรัฐบาลชุดก่อน ซึ่งมีมูลค่าโครงการประมาณ 1,800 ล้านปอนด์

อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวถูกตั้งคำถามจากนายดาร์เรน โจนส์ อดีตรัฐมนตรีในรัฐบาลของเคียร์ สตาร์เมอร์ ซึ่งระบุว่า โครงการ Digital ID ยังไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณอย่างเป็นทางการ จึงยังไม่ชัดเจนว่ารัฐบาลจะนำเงินส่วนใดมาสนับสนุนมาตรการลดภาษีค่าไฟ และเรียกร้องให้รัฐบาลชี้แจงรายละเอียดในการแถลงงบประมาณครั้งต่อไป

วิกฤตราคาพลังงานถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ผลักดันค่าครองชีพของชาวอังกฤษให้พุ่งสูงขึ้น นับตั้งแต่ราคาก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกทะยานขึ้นหลังรัสเซียเปิดฉากรุกรานยูเครนในปี 2022 แม้ว่าราคาจะเริ่มปรับลดลงในช่วงกลางปี 2023 แต่ยังคงสูงกว่าระดับก่อนเกิดวิกฤตประมาณ 60% และกลับมาปรับเพิ่มอีกครั้งจากผลกระทบของสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

ด้านเครือข่าย End Fuel Poverty Coalition ซึ่งรณรงค์แก้ปัญหาความยากจนด้านพลังงาน แสดงความยินดีกับมาตรการดังกล่าว โดยมองว่าเป็นสัญญาณเชิงบวกจากรัฐบาลใหม่ แต่เห็นว่ายังไม่เพียงพอที่จะช่วยเหลือประชาชนหลายล้านคนที่ยังต้องแบกรับค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในระดับสูง และมีหนี้ค้างชำระค่าไฟสะสมจากช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน เบิร์นแฮมยังยืนยันว่าจะดำเนินนโยบายภายใต้ วินัยทางการคลังอย่างเข้มงวด เช่นเดียวกับรัฐบาลชุดก่อน โดยจะรักษาสมดุลระหว่างรายได้จากภาษีกับรายจ่ายประจำของภาครัฐ แม้จะเดินหน้าออกมาตรการช่วยเหลือประชาชนและภาคธุรกิจขนาดเล็กที่ได้รับผลกระทบจากการขึ้นภาษีในช่วงที่ผ่านมา

ในวันเดียวกัน สำนักงานสถิติแห่งชาติของอังกฤษเปิดเผยว่า การกู้ยืมของภาครัฐในเดือนมิถุนายนลดลงเหลือ 16,000 ล้านปอนด์ ลดลงประมาณหนึ่งในสามเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อตลาดการเงิน แม้ ONS จะเตือนว่าระดับหนี้สาธารณะของประเทศยังคงอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับมาตรฐานในอดีต

ด้าน จอห์น ฮีลีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนใหม่ ระบุว่า การรักษาวินัยการคลังเป็นหน้าที่สำคัญที่สุดของรัฐบาล เพราะเป็นรากฐานของเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ

เบิร์นแฮมซึ่งเพิ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันจันทร์ ยังประกาศเป้าหมายระยะยาวในการฟื้นฟูภาคอุตสาหกรรมของสหราชอาณาจักร เร่งก่อสร้างที่อยู่อาศัยของรัฐ และอาจพิจารณามาตรการเพิ่มเติม เช่น การควบคุมค่าโดยสารรถประจำทาง เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน หลังเศรษฐกิจอังกฤษยังฟื้นตัวได้ช้าตลอดช่วงสองปีที่ผ่านมา แม้กองทุนการเงินระหว่างประเทศจะคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจอังกฤษจะเติบโตได้ดีกว่าหลายประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ในปีนี้ก็ตาม.

ที่มา GOV.UK / Reuters