สลค.แจ้งเลื่อนประชุม ครม. เป็นวันพุธที่ 10 มิ.ย.นี้ หลังนายกฯ ติดภารกิจเยือนเวียดนาม

สลค.แจ้งเลื่อนประชุม ครม. เป็นวันพุธที่ 10 มิ.ย.นี้ หลังนายกฯ ติดภารกิจเยือนเวียดนาม

สลค.แจ้งเลื่อนประชุม ครม. เป็นวันพุธที่ 10 มิ.ย.นี้ หลังนายกฯ ติดภารกิจเยือนเวียดนาม

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.05 น.

สลค. แจ้งเลื่อนประชุม ครม. เป็นวันพุธที่ 10 มิ.ย.นี้ หลังนายกฯ ติดภารกิจเยือนเวียดนาม พร้อมรมต.หลายคนร่วมคณะเพียบ

เมื่อวันที่ 8 มิ.ย.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ได้แจ้งให้รัฐมนตรี และหน่วยงานรับทราบ ถึงการเลื่อนประชุม คณะรัฐมนตรี (ครม.) ครั้งที่ 9/2569 จากเดิมในวันอังคารที่ 9 มิ.ย. เวลา 10.00 น. ไปเป็นวันพุธที่ 10 มิ.ย. เวลา 10.00 น. ตามที่นายกรัฐมนตรี มีข้อสั่งการ เนื่องจากนายกฯ และรัฐมนตรีหลายคน ร่วมคณะติดตามไปปฏิบัติภารกิจเดินทางเยือนสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ระหว่างวันที่ 8-9 มิ.ย.เป็นจำนวนมากหลายคน

นายกฯ ถึงกรุงฮานอยแล้ว เข้าพบผู้นำระดับสูงเวียดนาม-ภาคเอกชนทั้งสองประเทศ

นายกฯ ถึงกรุงฮานอยแล้ว เข้าพบผู้นำระดับสูงเวียดนาม-ภาคเอกชนทั้งสองประเทศ

นายกฯ ถึงกรุงฮานอยแล้ว เข้าพบผู้นำระดับสูงเวียดนาม-ภาคเอกชนทั้งสองประเทศ

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.51 น.

นายกฯ และคณะเดินทางถึงกรุงฮานอยแล้ว พร้อมเริ่มภารกิจทันที พบผู้นำระดับสูงเวียดนามและภาคเอกชนทั้งสองประเทศ สานต่อความร่วมมือสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม

เมื่อวันที่ 8 มิ.ย.25  69 เวลา 10.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นกรุงฮานอย ซึ่งตรงกับเวลาประเทศไทย) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยนางธนนนท์ ชาญวีรกูล ภริยานายกรัฐมนตรี และคณะ ได้เดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติโหน่ยบ่าย กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม โดยมีนายเหงียน ดิ่ญ คาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงชาติพันธุ์และกิจการศาสนาเวียดนามในฐานะรัฐมนตรีเกียรติยศให้การต้อนรับ

นายกรัฐมนตรีพร้อมเริ่มภารกิจทันทีภายหลังเดินทางถึง โดยในช่วงเช้าจะพบหารือกับภาคเอกชนไทยที่ดำเนินธุรกิจในเวียดนาม และร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนเอกสารความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนของทั้งสองประเทศ ก่อนหารือกับภาคเอกชนเวียดนาม เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแนวทางส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างกัน

สำหรับในช่วงบ่าย จะเป็นกำหนดการเยือนสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี ซึ่งประกอบด้วยพิธีวางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์วีรชนและผู้เสียสละบั๊กเซิน และสุสานประธานโฮจิมินห์ จากนั้นจะเข้าร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ ณ ทำเนียบรัฐบาลเวียดนาม และการหารือเต็มคณะระหว่างสองฝ่าย ก่อนเข้าเยี่ยมคารวะประธานสภาแห่งชาติเวียดนาม และเข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำซึ่งนายกรัฐมนตรีเวียดนามเป็นเจ้าภาพเพื่อเป็นเกียรติแก่นายกรัฐมนตรีไทย

สำหรับวันพรุ่งนี้ (9 มิถุนายน 2569) ในช่วงเช้า นายกรัฐมนตรีมีกำหนดเข้าร่วมพิธีเปิดการประชุม ASEAN Future Forum (AFF) ครั้งที่ 3 เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับความท้าทายและโอกาสของภูมิภาค ตลอดจนแนวทางเสริมสร้างความร่วมมือเพื่ออนาคตของอาเซียนร่วมกัน

จากนั้น นายกรัฐมนตรีจะเข้าเยี่ยมคารวะนายโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม รวมทั้งเข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารกลางวันซึ่งเลขาธิการใหญ่พรรคฯ เป็นเจ้าภาพ

ในช่วงบ่าย นายกรัฐมนตรีจะเข้าร่วมงาน Thailand–Vietnam Investment and Business Forum ซึ่งจัดโดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) พร้อมพบหารือกับภาคเอกชนเวียดนามรายสำคัญเพิ่มเติม เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน และการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ

ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจ นายกรัฐมนตรีและคณะจะเดินทางกลับประเทศไทยในช่วงค่ำวันเดียวกัน

ศรีสุวรรณ ร้อง ป.ป.ช. สอบ ชัชชาติ ละเว้นให้ อากง วิ่งเต้นซื้อ-ขายตำแหน่งหรือไม่

ศรีสุวรรณ ร้อง ป.ป.ช. สอบ ชัชชาติ ละเว้นให้ อากง วิ่งเต้นซื้อ-ขายตำแหน่งหรือไม่

ศรีสุวรรณ ร้อง ป.ป.ช. สอบ ชัชชาติ ละเว้นให้ อากง วิ่งเต้นซื้อ-ขายตำแหน่งหรือไม่

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.14 น.

‘ศรีสุวรรณ’ร้อง ‘ป.ป.ช.’สอบ’ชัชชาติ’ ละเว้นให้ “อากง”วิ่งเต้นซื้อ-ขายตำแหน่ง ข้าราชการ กทม.หรือไม่

8  มิถุนายน 2569 เวลา 10.00 น. ที่สำนัก งานใหญ่ ป.ป.ช.(นนทบุรี) นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ได้เดินทางมายื่นคำร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อขอให้ไต่สวนและวินิจฉัยเอาผิดนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จากกรณีถูก 2 นักการเมือง 2 พรรคการเมืองกล่าวหาว่า ปล่อยให้ “อากง”วิ่งเต้นซื้อ-ขายตำแหน่งข้าราชการระดับสูงของ กทม.เข้าข่ายการทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรม นูญหรือกฎหมายหรือไม่

ทั้งนี้ สืบเนื่องจากกรณีที่นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ อดีต ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย เปิดประเด็น‘เต้าไต่ ผัวน้อยผจญภัย’ ในราย การเจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand ในช่วงเช้าวันที่ 2 มิ.ย.69 ที่ผ่านมาว่า ในการแต่งตั้งโยกย้ายผู้อำนวยการเขตก็ดี ผู้ตรวจราชการ หรือเจ้าหน้าที่ระดับสูงของ กทม. มีคนทำงานหลังบ้านให้กับนายชัชชาติ คือ “เสี่ย ต.” กับ “เสี่ย ป.” มีอำนาจชี้เป็นชี้ตายข้าราชการได้ และคุมงบประมาณใหญ่ๆด้วย มีการเกิดขึ้นของ “ส่วย” ในหน่วยงานสำนักต่างๆ มากมาย รวมทั้งมีการใช้เต้าไต่ในการแต่งตั้งโยกย้าย-ซื้อขายเก้าอี้กันด้วย กระทั่งนายจิรายุ เอาหนังสือที่มีคนเขียนมาร้องเรียนเกี่ยวกับการคุกคามท่างเพศ การนั่ง ผอ.เขต อย่างรวดเร็วผิดสังเกตมาเผยแพร่ในโซเชียลเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมากในขณะนี้

ล่าสุดนายคริส โปตระนันทน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และประธานพรรคเศรษฐกิจ ได้เปิดแถลงข่าว”เปิดปฏิบัติการทุบ! ระบอบอากง เปิดแผลทุจริต กทม.” โดยตั้งข้อสังเกตว่าใครเป็นผู้บริหารกทม.ที่แท้จริงระหว่างนายชัชชาติ หรือบุคคลที่พรรคเรียกว่า “อากง” ซึ่งเป็นข้าราชการการเมืองที่ได้รับการแต่งตั้ง พร้อมอ้างว่ายังมีบุคคลอีกคนหนึ่งซึ่งพรรคใช้ชื่อย่อว่า “ป.ร” เป็นกลไกสำคัญในเครือข่ายเพื่อรองรับการเจรจาวิ่งเต้นเรียกรับผลประโยชน์ในการซื้อ-ขายตำแหน่งกันในตัวเลขระดับ 4 ล้าน

นายศรีสุวรรณ กล่าวในตอนท้ายว่ากรณีตามข้อกล่าวหาของ 2 นักการเมืองดังกล่าว น่าจะมิใช่เพียงการดิสเครดิสกันธรรมดาในช่วงฤดูการหาเสียงเลือกตั้ง หากแต่ข้อมูลที่ทั้ง 2 นักการเมือง ได้นำเสนอผ่านสื่อมวลชนนั้น ย่อมชี้ให้เห็นถึงความผิดปกติ และข้อพิรุธของนายชัชชาติว่า จะมีฐานของข้อเท็จจริงมากเพียงใด โดยเฉพาะเป็นเรื่องที่เข้าข่ายเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 149 ซึ่งชอบที่คณะกรรม การ ป.ป.ช. ซึ่งมีอำนาจหน้าที่โดยตรง ตาม พรป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต 2561 จะใช้อำนาจตามกฎหมายในการเรียกนักการเมืองทั้ง 2 คนพร้อมพยานหลักฐานที่ใช้แถลงข่าวมาสอบเพิ่ม รวมทั้งเรียกผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมดมาสอบ เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยว่า การกระทำของนายชัชชาติ อากง และ ป.ร. เข้าข่ายทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมายหรือไม่ต่อไป

อนุชา-อภิสิทธิ์ ลุยสวนลุมฯ ดัน สวนหย่อม-น้ำพุ-ยกระดับศูนย์อาหาร พร้อมฟังเสียงชาวบ่อนไก่

อนุชา-อภิสิทธิ์ ลุยสวนลุมฯ ดัน สวนหย่อม-น้ำพุ-ยกระดับศูนย์อาหาร พร้อมฟังเสียงชาวบ่อนไก่

อนุชา-อภิสิทธิ์ ลุยสวนลุมฯ ดัน สวนหย่อม-น้ำพุ-ยกระดับศูนย์อาหาร พร้อมฟังเสียงชาวบ่อนไก่

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.00 น.

อนุชา-อภิสิทธิ์ ลุยสวนลุมฯ ดัน สวนหย่อม-น้ำพุ-ยกระดับศูนย์อาหาร ฟังเสียงชาวบ่อนไก่ ลุยสางปัญหาขยะล้นปล่อง คืนคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น

เมื่อวันที่ 8 มิ.ย.2569 ที่สวนลุมพินี กทม.นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 พร้อมด้วย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ , คณะผู้บริหารพรรคอาทิ นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค , ดร.การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรค , นายชัยชนะ เดชเดโช รองหัวหน้าพรรค , นายเมฆินทร์ เอี่ยมสอาด รองหัวหน้าพรรค , นางรัดเกล้า สุวรรณคีรี รองหัวหน้าพรรค , นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค และนายธนนรินทร์ ศิริหิรัญพงษ์ ผู้สมัคร สก.เขตปทุมวัน หมายเลข 2 ลงพื้นที่สวนลุมพินีตั้งแต่เช้า โดยได้เข้าพูดคุยกับผู้หลักผู้ใหญ่ที่ชมรมไทเก็ก สวนลุมพินี และทักทายรณรงค์หาเสียงกับประชาชนที่มาออกกำลังกาย จากนั้นไปรับประทานอาหารที่ศูนย์อาหารแห่งใหม่ของสวนลุมพินี โดยประชาชนให้การต้อนรับทักทายอย่างอบอุ่น

โดยหลังการพบปะประชาชนที่สวนลุมพินี นายอนุชา กล่าวถึงนโยบายสำคัญที่ยกระดับภูมิทัศน์และคุณภาพชีวิตของชาวกรุงเทพมหานคร ใน 3 เรื่องคือ การเพิ่มพื้นที่สีเขียว เนื่องจากปัจจุบัน กทม. มีพื้นที่สีเขียวลดลง จึงมีแนวคิดผลักดันการสร้างสวนหย่อมขนาดเล็ก ตามมุมเมืองหรือจัตุรัสต่างๆ ตามแบบฉบับเมืองในต่างประเทศ เพื่อให้ประชาชนมีพื้นที่นั่งพักผ่อนระหว่างวัน โดยไม่ต้องเดินทางไปสวนสาธารณะขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว ซึ่งนอกจากจะช่วยเพิ่มปอดให้กับกรุงเทพฯ แล้ว ยังเป็นกลไกสำคัญในการช่วยลดปัญหามลพิษและฝุ่นควัน

นโยบายที่สองคือ การปรับภูมิทัศน์เมืองด้วยน้ำพุและน้ำตก นายอนุชาระบุว่า ปัจจุบันทัศนียภาพของกรุงเทพฯ ดูแห้งแล้ง ต่างจากในอดีตที่มักจะมีน้ำพุหรือน้ำตกจำลองประดับตามจุดต่างๆ เช่น บริเวณสี่แยกหรือวงเวียน ทางพรรคจึงมีนโยบายที่จะนำน้ำพุกลับมาสร้างความสดชื่น เพื่อปรับภูมิทัศน์ของ กทม. ให้กลับมาสวยงามและมีชีวิตชีวาอีกครั้ง ซึ่งประเด็นนี้เป็นสิ่งที่ประชาชนในพื้นที่ได้สะท้อนความต้องการเข้ามาโดยตรง

ส่วนนโยบายที่สามคือ การจัดการขยะและการยกระดับศูนย์อาหาร นายอนุชาเน้นย้ำถึงปัญหาการจัดเก็บขยะที่ยังไม่เป็นระบบ แม้ประชาชนจะให้ความร่วมมือในการคัดแยกขยะแล้ว แต่ยังพบปัญหาผู้ที่มาคุ้ยขยะเพื่อนำไปขาย ทำให้เกิดความสกปรกและไม่เป็นระเบียบ ซึ่งภาครัฐจำเป็นต้องเข้ามาจัดการระบบตรงนี้ให้เหมาะสม รวมถึงแนวทางปรับปรุงศูนย์อาหารและตลาดให้มีความทันสมัยและอากาศถ่ายเทได้ดีขึ้น ด้วยการติดตั้งพัดลมระบายอากาศขนาดใหญ่ แทนพัดลมขนาดเล็กที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งนโยบายนี้ใช้งบประมาณไม่มาก แต่สามารถทำให้อากาศถ่ายเท แก้ปัญหาความร้อนอบอ้าวได้อย่างตรงจุด สร้างความพึงพอใจและยกระดับคุณภาพชีวิตให้ทั้งกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่มาใช้บริการได้

จากนั้น นายอนุชา คณะผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์ และผู้สมัคร สก. ลงพื้นที่ชุมชนบ่อนไก่ รณรงค์หาเสียงกับพ่อค้า แม่ค้า และประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอยในตลาดชุมชน จากนั้นลงสำรวจพื้นที่อาคารการเคหะชุมชนบ่อนไก่ ซึ่งมีปัญหาโครงสร้างอาคารทรุดโทรมเนื่องจากเป็นอาคารเก่า ยังมีปัญหาการจัดการขยะที่กระทบต่อคุณภาพชีวิตคนในชุมชนค่อนข้างมาก ปัญหาหลักเกิดจากการที่อาคารพักอาศัยสูง 4-5 ชั้นมีข้อจำกัดเรื่องปล่องทิ้งขยะ เมื่อจุดพักขยะด้านล่างเต็มและไม่มีการจัดเก็บอย่างสม่ำเสมอ ขยะจึงล้นย้อนกลับขึ้นมาตามปล่อง เมื่อประกอบกับสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าว จึงทำให้เกิดการหมักหมมและส่งกลิ่นเหม็นรุนแรงไปทั่วบริเวณ

นอกจากนี้ ชาวบ้านยังสะท้อนว่าในพื้นที่ที่อยู่ลึกเข้าไป เจ้าหน้าที่เขตไม่ได้เข้ามาจัดเก็บทุกวัน บางจุดถูกปล่อยทิ้งไว้นาน 2-3 สัปดาห์ ทำให้ชาวบ้านต้องนำขยะมาทิ้งกองรวมกันในบริเวณที่ไม่ใช่จุดทิ้งขยะทางการ จนเกิดเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคที่ส่งผลกระทบต่อสุขอนามัยของคนในชุมชน โดยเฉพาะบริเวณใกล้ลานกีฬาที่มีเด็กๆ มารวมตัวกัน พบปัญหาแมลงวันจากกองขยะไปตอมอาหารของเด็กๆ ทั้งนี้ เสียงสะท้อนจากพื้นที่ระบุว่า การแก้ไขปัญหานี้ไม่จำเป็นต้องใช้นโยบายที่ซับซ้อนหรือใช้ความคิดสร้างสรรค์ที่แปลกใหม่แต่อย่างใด เพียงแค่ กทม. จัดการระบบพื้นฐานให้ดี โดยกำหนดจุดทิ้งที่ชัดเจน และเข้ามาจัดเก็บขยะให้ตรงเวลาและบ่อยครั้งขึ้นก็เพียงพอที่จะคืนความสะอาดให้ชุมชนได้แล้ว

เอกนิติ เผยนายกฯ สั่งทบทวนเกณฑ์บัตรสวัสดิการฯ หลังพบปมลูกอ้างสิทธิ์แต่ไม่ดูแลพ่อแม่

เอกนิติ เผยนายกฯ สั่งทบทวนเกณฑ์บัตรสวัสดิการฯ หลังพบปมลูกอ้างสิทธิ์แต่ไม่ดูแลพ่อแม่

เอกนิติ เผยนายกฯ สั่งทบทวนเกณฑ์บัตรสวัสดิการฯ หลังพบปมลูกอ้างสิทธิ์แต่ไม่ดูแลพ่อแม่

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.04 น.

‘เอกนิติ’เผยนายกฯ สั่งทบทวน เกณฑ์บัตรสวัสดิการฯ ลดหย่อนภาษีเลี้ยงดูพ่อแม่ ให้คกก.ประชารัฐฯ พิจารณาด่วนเร็วที่สุดเสร็จภายในก.ค.นี้ ย้ำเพื่อความเป็นธรรมกับทุกคน

8 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา 07.27 น. ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง  นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายอนุทิน ชาญวรีกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย สั่งให้กระทรวงการคลัง ยกเลิกการใช้มาตรการภาษี ลดหย่อนค่าอุปการะพ่อแม่ ที่ใช้เป็นเกณฑ์การกลั่นกรองสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ว่าในเรื่องของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ได้หารือกับนายกฯ ในประเด็นที่สังคมและประชาชนเป็นห่วงเรื่องเกณฑ์ ผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่บุตรได้นำไปใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษี ในช่วงที่ผ่านมา และถูกตัดสิทธิ์ 

โดยนายกฯและกระทรวงการคลังได้รับฟังความคิดเห็นทางสังคม โดยเป็นห่วงประเด็นนี้และเน้นย้ำจะให้ความเป็นธรรม ซึ่งจุดประสงค์คือต้องการดูแลประชาชนที่เดือดร้อน และไม่มีสิทธิ์ใดๆ ไม่มีใครดูแล เราไม่ได้เปิดสิทธิ์ทบทวนคนที่เดือดร้อนมานานครั้งที่แล้วก็ประมาณ 4-5 ปีที่แล้ว ซึ่งมีข้อร้องเรียนมากมายว่าบัตรว่าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ คนที่ถือบัตรปัจจุบันประมาณ 13.2 ล้านคน มีคนที่เดือดร้อนจริงและไม่ได้เดือดร้อนจริงมาแอบอ้างใช้สิทธิ์ เราอยากให้บัตรสวัสดิการตรงนี้ตกไปถึงคนที่เดือดร้อนจริง ซึ่งวันนี้ได้เปิดให้กระทรวงมหาดไทยไปช่วยดูแลหาคนที่เดือดร้อนจริง และอาจจะตกหล่นคนที่จนไม่มีใครดูแล โดยเปิดตั้งแต่วันที่ 4 มิ.ย.-21 มิ.ย.2569 และคนที่อยู่ในสิทธิ์ปัจจุบันก็มาทบทวนคนที่ไม่เดือดร้อนจริงมีใครบ้าง และคนที่ไม่มีคนดูแลมีใครบ้าง ซึ่งเกณฑ์ที่บอกว่าคนที่ลูกดูแลแล้ว แต่มีเรื่องเกณฑ์ใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษี  ซึ่งคนที่มีสิทธิ์คือพ่อแม่ ก็ถือว่ามีลูกดูแลแล้ว แต่ความเป็นจริงไทยปัจจุบันในสังคมไทยปัจจุบันจากข้อมูลที่ฟังมาทั้งหมดจะมีรูปบางคนที่ใช้สิทธิ์ลดหย่อน แต่ไม่ได้ดูแลพ่อแม่จริงตรงนี้เราก็เป็นตรงนี้เราก็เป็นห่วง การที่ไปตัดสินพ่อแม่ตรงนี้อาจจะถูกกระทบ นายกฯจึงสั่งให้ไปทบทวน

นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า ตนได้พูดคุยกับกระทรวงการคลัง ซึ่งกระบวนการในการทบทวนตรงนี้เรามีคณะกรรมการพิจารณาคือ คณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม จะไปพิจารณาทบทวนตามข้อสั่งการของนายกฯ ว่าข้อนี้อาจจะไม่เป็นธรรมกับพ่อแม่ลูกที่ลูกไปแอบอ้างใช้สิทธิ์ แล้วตัวเองต้องขาดสิทธิ์ตรงนี้ ซึ่งวันนี้ได้มอบกระทรวงการคลังนำเรื่องไปพิจารณาในคณะกรรมการชุดดังกล่าว เพื่อทบทวนสิทธิ์ในข้อนี้ เพราะเราได้คำนึงถึงเสียงของสังคม และเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกคน

เมื่อถามว่าตรงนี้จะพิจารณาแล้วเสร็จนานหรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า หลักการที่เข้าคณะรัฐมนตรี(ครม.)ได้มอบให้คณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ไปพิจารณาในกระบวนการทบทวนทบทวนหลักเกณฑ์ ได้อยู่แล้ว ซึ่งจะดำเนินการด่วนที่สุด

เมื่อถามต่อว่าถึงขั้นว่าจะต้องมีการทบทวนฐานเงินเดือนลูกในการเสียภาษีด้วยหรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า ณ วันนี้ได้มีการลดหย่อนภาษีไปแล้วในปีที่แล้ว ลูกได้ใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีแล้ว ซึ่งเกณฑ์นี้ต้องเรียนว่าในหลักเกณฑ์ที่เข้าครม. ไม่ได้กำหนดวัน เพราะอาจจะเกิดความไม่เป็นธรรมจากปีที่แล้ว ลูกเอามาลดหย่อนภาษีแล้วพ่อแม่จะถูกตัดสิทธิ์ ตรงนี้ตนคิดว่าอาจจะไม่ได้ใช้ในปีนี้ เพราะว่าได้ดำเนินการผ่านไปแล้ว สำหรับในปีหน้าคงต้องมานั่งทบทวนกันใหม่ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย แต่หัวใจสำคัญของเรื่องที่จะเข้าครม.คือการทบทวนคนที่ตกหล่นที่ไม่มีโอกาส ไม่มีใครดูแลเลย และไม่มีระบบสวัสดิการที่จะดูแล ซึ่งที่ผ่านมาที่ใช้กันมา ตลอด 10 ปีก็ถูกร้องเรียนเป็นจำนวนมากว่าคนที่ใช้สิทธิ์เป็นคนที่ไม่ได้เดือดร้อนจริงมาแอบอ้างใช้สิทธิ์ เราต้องการเอาคนกลุ่มนี้ออกจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อไปใช้สิทธิ์อื่น ยกตัวอย่างคนที่จะถูกตัดสิทธิ์ จาก 13.2 ล้านคน ที่เขาไม่ได้เดือดร้อนจริงไม่ใช่คนที่ที่จนที่สุด หลายคนไปยื่นใบสมัครโครงการไทยช่วยไทยพลัส แต่เราไม่ได้ให้ เพราะถือว่าอยู่ในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอยู่แล้ว ซึ่งคนที่จนที่สุดที่ไม่มีเงินแม้จะไปสมทบ ในไทยช่วยไทยพลัสคนกลุ่มนั้น คือกลุ่มคนที่เราต้องการช่วย วันนี้จึงต้องมีการทบทวน

นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า สาเหตุที่ให้กระทรวงมหาดไทยเข้ามาเร่งดำเนินการในเรื่องนี้เพราะต้องการให้เสร็จภายในเดือนก.ค.2569 เพราะวันที่ 1 ส.ค.2569 เราจะให้คนที่หลุดจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สามารถใช้สิทธิ์ไทยช่วยไทยพลัสได้ด้วย 

เมื่อถามอีกว่าคนที่ไม่ได้สิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐและต้องมาใช้ไทยช่วยไทยพลัสในวันที่ 1 ส.ค. จะได้ใช้สิทธิ์ 2 เดือนใช่หรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า ใช่ได้ 2 เดือน  ทั้งนี้ ข้อมูลการลงทะเบียนบัตรคนจนล่าสุดเกือบ 10 ล้านรายแล้ว 

เมื่อถามย้ำว่าที่ติดปัญหาข้อมูลไม่ครบถ้วนติดเพราะหลักเกณฑ์ลดหย่อนภาษีด้วยหรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า ไม่ วันนี้เป็นเพียงการสำรวจสิทธิ์ยังไม่ได้ตัดสิทธิ์ใครเลย

ไทยช่วยไทย 7 วันยอดสะพัด 1.6 หมื่นล้าน รัฐเดินหน้าลดค่าไฟ 200 หน่วยแรก ไม่เกิน 3 บาท

ไทยช่วยไทย 7 วันยอดสะพัด 1.6 หมื่นล้าน รัฐเดินหน้าลดค่าไฟ 200 หน่วยแรก ไม่เกิน 3 บาท

ไทยช่วยไทย 7 วันยอดสะพัด 1.6 หมื่นล้าน รัฐเดินหน้าลดค่าไฟ 200 หน่วยแรก ไม่เกิน 3 บาท

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.43 น.

รัฐบาลย้ำไทยช่วยไทย 7วัน 1.6 หมื่นล้าน–ค่าไฟ 3 บาท ดูแลคนตัวเล็ก ควบคู่แก้โครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว

8 มิถุนายน 2569 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มาตรการเศรษฐกิจของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงมาตรการระยะสั้น แต่เป็นการดูแลประชาชนฐานราก คนตัวเล็ก ผู้มีรายได้น้อย และผู้ประกอบการรายย่อย ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกผันผวน ต้นทุนพลังงานสูง และกำลังซื้อยังเปราะบาง

ทั้งนี้ 7 วันแรกของโครงการฯ มีความคึกคักอย่างมาก ยอดใช้จ่ายทะลุ 16,829.82 ล้านบาท (ณ เวลา 17.00 น.) และที่ใช้สิทธิครบ 1,000 บาทแล้วกว่า สามแสนราย คาดว่าจะมีกำลังซื้อตลอดโครงการ ส่งผลให้ผู้ประกอบการรายเล็กมีรายได้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

น.ส.รัชดา กล่าววต่อว่า มาตรการไทยช่วยไทยพลัสเป็นเพียงหนึ่งในเครื่องมือประคองค่าครองชีพ ไม่ใช่คำตอบทั้งหมดของเศรษฐกิจ มาตรการนี้ช่วยให้เม็ดเงินหมุนถึงร้านค้ารายเล็ก ตลาดชุมชน ภาคบริการ และผู้ประกอบการฐานราก เพื่อไม่ให้กำลังซื้อสะดุดในช่วงที่ประชาชนจำนวนมากยังเผชิญรายจ่ายสูง

พร้อมกันนี้ บิลค่าไฟในรอบเดือน มิ.ย. 2569  รัฐบาลจะเริ่มมาตรการค่าไฟฟ้า 200 หน่วยแรก ไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย ครอบคลุมประชาชนกว่า 20 ล้านครัวเรือน หรือประมาณ 90% ของครัวเรือนผู้ใช้ไฟฟ้า เป็นการลดภาระรายเดือนที่ประชาชนสัมผัสได้ทันที

ทั้งนี้ ค่าไฟไม่ใช่แค่รายจ่ายครัวเรือน แต่เป็นต้นทุนราคาสินค้า ต้นทุนธุรกิจ และต้นทุนการแข่งขันของประเทศ รัฐบาลจึงทำทั้งมาตรการเฉพาะหน้าและการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างไปพร้อมกัน โดยในส่วนของการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างเดินหน้าปรับอัตราค่าไฟฟ้าบ้านแบบก้าวหน้าด้วย 

ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีได้แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาแก้ไขปัญหาจากการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตเอกชน โดยมีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เพื่อพิจารณาต้นทุนค่าไฟทั้งค่าความพร้อมจ่าย ค่าพลังงานไฟฟ้า และเงื่อนไขสัญญาบางประเภทที่ทำไว้ในอดีตว่ายังเหมาะสมกับต้นทุนปัจจุบันหรือไม่

น.ส.รัชดา กล่าวว่า รัฐบาลยังเดินมาตรการเศรษฐกิจอื่นควบคู่ ทั้งการเร่งลงทุน ดึงดูดการลงทุนใหม่ อำนวยความสะดวกภาคธุรกิจ และรักษาวินัยการเงินการคลัง เพราะการดูแลประชาชนต้องทำอย่างรับผิดชอบ ไม่ใช่ใช้จ่ายโดยไม่มองฐานะการคลังของประเทศ ด้วยเป้าหมายคือประคองคนตัวเล็กไม่ให้ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ลดต้นทุนชีวิตในเวลาจำเป็น และเดินหน้าแก้โครงสร้างเศรษฐกิจให้มีแรงส่งระยะยาว

นายกฯ นำคณะ รมต.-ผู้บัญชาการเหล่าทัพ-ภาคเอกชน บินเยือนเวียดนาม พร้อมร่วมประชุม AFF

นายกฯ นำคณะ รมต.-ผู้บัญชาการเหล่าทัพ-ภาคเอกชน บินเยือนเวียดนาม พร้อมร่วมประชุม AFF

นายกฯ นำคณะ รมต.-ผู้บัญชาการเหล่าทัพ-ภาคเอกชน บินเยือนเวียดนาม พร้อมร่วมประชุม AFF

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.41 น.

นายกฯ นำคณะ รมต.-ผู้บัญชาการเหล่าทัพ-ภาคเอกชน บินเยือนเวียดนาม พร้อมร่วมการประชุม ASEAN Future Forum (AFF) ครั้งที่ 3 

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 8 มิ.ย.2569 ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยภริยา นำคณะประกอบด้วยนายเอก​นิติ​ นิติ​ทัณฑ์​ประภาศ​ รองนายกฯ และรมว.คลัง นางศุ​ภ​จี​ สุ​ธรรม​พันธุ์​ รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ นาย​สีหศักดิ์​ พวง​เกตุ​แก้ว รองนายกฯ และรมว.การต่างประเทศ พล.ท.อดุลย์​ บุญธรรม​เจริญ ​รมว.กลาโหม​ นายสุรศักดิ์​ พันธ์​เจริญ​วร​กุล ​รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา นายวราวุธ​ ศิลปอาชา​ รมว.อุตสาหกรรม​ นายภราดร​ ปริศนา​นันท​กุล ​รมต.​ประจำ​สำนักนายกรัฐมนตรี​ พร้อมผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารอากาศ​ ผู้บัญชาการทหารเรือ ตลอดจนผู้แทนภาคเอกชนชั้นนำของไทย ที่มีการลงทุนในเวียดนามกว่า 10 บริษัท ร่วมคณะ เยือนสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามอย่างเป็นทางการ และเข้าร่วมการประชุม ASEAN Future Forum (AFF) ครั้งที่ 3 ระหว่างวันที่ 8–9 มิ.ย. 2569 ณ กรุงฮานอย เพื่อหารือกับผู้นำเวียดนามและภาคเอกชนเพื่อสานต่อความร่วมมือในทุกมิติ 

20 เยาวชน ODOS ล็อตแรกถึงสหรัฐฯ เดินหน้าเปิดรับสมัครทุนรุ่น 2 อีก 100 ทุน

20 เยาวชน ODOS ล็อตแรกถึงสหรัฐฯ เดินหน้าเปิดรับสมัครทุนรุ่น 2 อีก 100 ทุน

20 เยาวชน ODOS ล็อตแรกถึงสหรัฐฯ เดินหน้าเปิดรับสมัครทุนรุ่น 2 อีก 100 ทุน

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.08 น.

รัฐบาลปลื้ม 20 เยาวชน ODOS ล็อตแรกถึงสหรัฐฯ อย่างปลอดภัย เดินหน้าเปิดรับสมัครทุนรุ่น 2 อีก 100 ทุน ต่อยอดฝันเด็กไทยสู่เวทีโลกถึง 15 มิ.ย.นี้

เมื่อวันที่ 8 มิ.ย.2569 ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลขอร่วมแสดงความยินดีกับนักเรียนทุนโครงการ ODOS (Outstanding Development Opportunity Scholarship) รุ่นแรก จำนวน 20 คน ที่ได้เดินทางถึงประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยคณะนักเรียนได้เดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติบอสตัน ก่อนเดินทางต่อเข้าสู่โรงเรียน Brewster Academy เมืองวูล์ฟโบโร (Wolfeboro) มลรัฐนิวแฮมป์เชียร์ ซึ่งเป็นสถานศึกษาที่ใช้จัดกิจกรรมการเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพในครั้งนี้

ล่าสุด สำนักงานผู้ดูแลนักเรียนในสหรัฐอเมริกา รายงานว่า นักเรียนทุกคนมีสุขภาพแข็งแรง ไม่มีอาการเจ็บป่วย และสามารถเดินทางถึงที่พักอย่างปลอดภัย โดยได้เข้าห้องพัก เก็บสัมภาระ และเตรียมเข้ารับการชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับโรงเรียน รวมถึงกิจกรรมเตรียมความพร้อมด้านการเรียนและการใช้ชีวิตในต่างประเทศ (Proactive Preparatory Session) ซึ่งจะช่วยให้นักเรียนสามารถปรับตัวและใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมใหม่ได้อย่างมั่นใจ

“รัฐบาลมีความภาคภูมิใจที่ได้เห็นเยาวชนไทยก้าวออกไปเปิดโลกการเรียนรู้ในระดับนานาชาติ โครงการ ODOS ซึ่งเกิดจากความร่วมมือระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงาน ก.พ. กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถือเป็นอีกหนึ่งนโยบายสำคัญที่มุ่งสร้างโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม เปิดพื้นที่ให้เด็กและเยาวชนที่มีศักยภาพได้พัฒนาความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ เพื่อนำกลับมาต่อยอดในการพัฒนาประเทศในอนาคต” ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าว

ความสำเร็จของนักเรียน ODOS รุ่นแรก สะท้อนว่า โอกาสทางการศึกษาสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตและสร้างอนาคตใหม่ให้กับเยาวชนไทยได้ รัฐบาลจึงขอเชิญชวนนักเรียนที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ สมัครเข้ารับการคัดเลือกในโครงการทุนการศึกษา ODOS รุ่นที่ 2 ประจำปี 2569 ซึ่งขณะนี้เปิดรับสมัครแล้ว

สำหรับทุน ODOS รุ่นที่ 2 สำนักงาน ก.พ. เปิดรับรวม 100 ทุน สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 และนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ชั้นปีที่ 3 ที่มีผลการเรียนดี มีศักยภาพ และได้รับทุนภายใต้โครงการ ODOS ของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เพื่อศึกษาต่อในสาขาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ คณิตศาสตร์ (STEM) และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ณ สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และออสเตรเลีย

ทุนดังกล่าวครอบคลุมค่าใช้จ่ายที่จำเป็นทั้งหมด ได้แก่ ค่าเล่าเรียน ค่าตั๋วเครื่องบินไป-กลับ ค่าหนังสือและอุปกรณ์การศึกษา ค่าคอมพิวเตอร์ ค่าใช้จ่ายในการเตรียมความพร้อมก่อนเดินทาง และค่าใช้จ่ายรายเดือนตลอดระยะเวลาการศึกษา เพื่อให้ผู้ได้รับทุนสามารถมุ่งเน้นการเรียนได้อย่างเต็มศักยภาพโดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย

ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถสมัครผ่านระบบออนไลน์ได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 15 มิถุนายน 2569 ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่เว้นวันหยุดราชการ ก่อนเข้าสู่กระบวนการสอบข้อเขียนในวันที่ 2 สิงหาคม 2569 ซึ่งประกอบด้วยวิชาภาษาอังกฤษและการวัดความสามารถด้าน STEM

รัฐบาล เผยสายด่วน 1441 ช่วยเหยื่อสแกมเมอร์ ปชช.โทรแจ้งเพิ่ม ความเสียหายลดลง

รัฐบาล เผยสายด่วน 1441 ช่วยเหยื่อสแกมเมอร์ ปชช.โทรแจ้งเพิ่ม ความเสียหายลดลง

รัฐบาล เผยสายด่วน 1441 ช่วยเหยื่อสแกมเมอร์ ปชช.โทรแจ้งเพิ่ม ความเสียหายลดลง

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.04 น.

ศูนย์ AOC 1441 ด่านหน้าช่วยเหลือประชาชน หนุนรัฐบาลลุยปราบสแกมเมอร์ ย้ำหลัก ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม ไม่มีข้อยกเว้น

น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้าปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์อย่างจริงจังและต่อเนื่อง โดยยึดหลักสำคัญของนายกรัฐมนตรี คือ “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” ใครเกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ เครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ หรือขบวนการที่สร้างความเสียหายให้ประชาชน ต้องถูกตรวจสอบตามพฤติการณ์ ไม่ดูชื่อ ไม่ดูเส้นสาย และไม่ยกเว้นให้ผู้มีอิทธิพลหน้าไหน

โดยศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ หรือ AOC 1441 เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ทำหน้าที่เป็นด่านหน้าช่วยเหลือประชาชนที่ถูกหลอกลวงออนไลน์ ไม่ใช่เพียงช่องทางรับแจ้งเหตุ แต่เป็นศูนย์ประสานงานเร่งด่วนระหว่างประชาชน ตำรวจ สถาบันการเงิน หน่วยงานกำกับดูแล และหน่วยงานด้านดิจิทัล เพื่อหยุดความเสียหาย อายัดเส้นทางเงิน และส่งต่อข้อมูลให้เจ้าหน้าที่ดำเนินคดีโดยเร็ว

น.ส.รัชดา กล่าวว่า จากข้อมูลผลการดำเนินงานของศูนย์ AOC 1441 พบว่า ช่วงเดือน ก.พ.-ก.ย. 2568 มีสายโทรเข้า 851,495 สาย เฉลี่ย 3,519 สายต่อวัน ขณะที่ช่วงเดือน ต.ค. 2568-พ.ค. 2569 มีสายโทรเข้าเพิ่มเป็น 966,125 สาย เฉลี่ย 3,992 สายต่อวัน สะท้อนว่าประชาชนใช้ช่องทางนี้เป็นที่พึ่งเมื่อตกเป็นเหยื่อหรือพบความเสี่ยงจากอาชญากรรมออนไลน์

ในด้านการแจ้งระงับบัญชีร่วม ช่วงเดือน ก.พ.-ก.ย. 2568 มีจำนวน 355,381 สาย เฉลี่ย 1,469 สายต่อวัน และช่วงเดือน ต.ค. 2568-พ.ค. 2569 เพิ่มเป็น 362,472 สาย เฉลี่ย 1,498 สายต่อวัน แสดงให้เห็นว่าการทำงานร่วมกันของศูนย์ AOC 1441 กับสถาบันการเงินมีบทบาทสำคัญในการสกัดความเสียหายตั้งแต่ต้นทาง

น.ส.รัชดา กล่าวว่า แม้จำนวนการรับแจ้งและการประสานงานเพิ่มขึ้น แต่มูลค่าความเสียหายกลับลดลง จาก 14,365.97 ล้านบาท ในช่วง ก.พ.-ก.ย. 2568 เหลือ 12,155.87 ล้านบาท ในช่วง ต.ค. 2568-พ.ค. 2569 หรือลดลง 15.38% เป็นตัวเลขที่สะท้อนว่า เมื่อประชาชนเข้าถึงช่องทางช่วยเหลือเร็วขึ้น การสกัดกั้นความเสียหายก็ทำได้เร็วขึ้น

นอกจากการช่วยเหลือผู้เสียหาย รัฐบาลยังเดินหน้าปิดช่องทางผิดกฎหมายและเว็บพนันออนไลน์ด้วย โดยข้อมูลตั้งแต่ปี 2566 ถึงวันที่ 24 พ.ค. 2569 พบว่ามีการปิดเว็บเถื่อนและเว็บหลอกลวงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากปีงบประมาณ 2566 ที่มีคำสั่งศาล 48 รายการ และประสานแพลตฟอร์ม 10,394 รายการ เพิ่มเป็นปีงบประมาณ 2569 ที่มีคำสั่งศาล 41 รายการ และประสานแพลตฟอร์ม 52,906 รายการ ส่วนเว็บพนันออนไลน์เพิ่มจาก 2,059 รายการในปี 2566 เป็น 629,711 รายการในปี 2569

น.ส.รัชดา กล่าวว่า ตัวเลขเหล่านี้ชี้ชัดว่ารัฐบาลไม่ได้แก้ปัญหาเฉพาะปลายทาง แต่เร่งตัดวงจรทั้งระบบ ตั้งแต่ช่องทางหลอกลวง แพลตฟอร์มผิดกฎหมาย เส้นทางการเงิน ไปจนถึงเครือข่ายผู้กระทำผิด และยืนยันว่ารัฐบาลจะดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์อย่างต่อเนื่อง เข้มข้น และทันเทคโนโลยีของมิจฉาชีพ การรับแจ้งเหตุ การอายัดบัญชี การติดตามเส้นทางเงิน และการดำเนินคดีต้องเร็วกว่าเดิม เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่ามีรัฐเป็นที่พึ่ง และผู้กระทำผิดต้องถูกนำเข้าสู่กระบวนการกฎหมายให้ถึงที่สุด

ทั้งนี้ รัฐบาลขอประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบว่า หากตกเป็นผู้เสียหายจากอาชญากรรมออนไลน์ ถูกหลอกโอนเงิน ถูกหลอกลงทุน หรือสงสัยว่ากำลังตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ ขอให้รีบโทรสายด่วน 1441 ศูนย์ AOC ทันที เพราะทุกนาทีมีความหมายต่อการสกัดเส้นทางเงิน ลดความเสียหาย และเพิ่มโอกาสนำผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการกฎหมาย

‘วราวุธ’ ยัน ‘ซิน เคอ หยวน’ ทำตามระเบียบ สั่งปลัดฯ แจงด่วนเรียกความเชื่อมั่น

'วราวุธ' ยัน 'ซิน เคอ หยวน' ทำตามระเบียบ สั่งปลัดฯ แจงด่วนเรียกความเชื่อมั่น

‘วราวุธ’ ยัน ‘ซิน เคอ หยวน’ ทำตามระเบียบ สั่งปลัดฯ แจงด่วนเรียกความเชื่อมั่น

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 07.56 น.

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 8 มิถุนายน ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม กล่าวถึงกรณีกรมโรงงานอุตสาหกรรม อนุญาตให้ บริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด สามารถประกอบกิจการผลิตเหล็กเส้นต่อไปได้ว่า เป็นการเปิดดำเนินการภายใต้พระราชบัญญัติโรงงาน ปี 2535 หลังจากปิดไปเมื่อปีก่อน เนื่องจากสามารถมีการแก้ไขแล้ว จนเปิดโรงงานได้อีกครั้งหนึ่ง

อย่างไรก็ตามแม้จะมีการดำเนินการเรียบร้อยแล้ว แต่ประชาชนและหลายฝ่ายรวมถึง 10 สมาคมผู้ค้าเหล็กยังมีข้อสงสัยในขั้นตอนการดำเนินการเปิดโรงงาน จึงสั่งการให้ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมได้ชี้แจงเพิ่มเติมในรายละเอียดถึงขั้นตอนการดำเนินการว่าเป็นอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนในการใช้ผลิตภัณฑ์เหล็ก ไม่ว่าจะจากเทคโนโลยีใดก็ตาม ตนได้กำชับให้กระทรวงเร่งออกมาตรการ รวมถึงผู้มีการใช้เหล็กที่มาจากกระบวนการผลิตในแบบต่างๆเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน ทั้งนี้หลังกลับจากเวียดนามตนจะได้ติดตามจากกระทรวงอีกครั้งว่าดำเนินการไปถึงไหนอย่างไร