หนุนบอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์ ขึงเกณฑ์คุมน้ำ-ไฟ ชี้กฎหมายเดิมมีช่องว่าง เสี่ยงกระทบพลังงาน-เชื่อมั่นลงทุน

23 สิงหาคม 2569 เวลา 10:58 น.

นักวิชาการธรรมศาสตร์ ชี้ ปรับหลักเกณฑ์อนุมัติสิทธิประโยชน์ BOI สำหรับ “ดาต้าเซ็นเตอร์” เพื่อควบคุมผลกระทบด้านน้ำ – ไฟฟ้า – สิ่งแวดล้อม เป็นทิศทางที่ถูกต้อง แต่ช่วยได้ระดับหนึ่ง พร้อมจี้ “บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์” เร่งวางนโยบาย – แนวปฏิบัติที่ชัดเจน เหตุ กฎหมายปัจจุบันยังมีช่องว่าง เสี่ยงกระทบความมั่นคงทางพลังงาน – ความคุ้มค่า – ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ

23 สิงหาคม 2569 รศ.ดร.สุรศักดิ์ บุญเรือง อาจารย์ประจำศูนย์กฎหมายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า การที่รัฐบาลออกระเบียบจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ และปรับแนวทางการพิจารณาสิทธิประโยชน์ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) โดยมุ่งเน้นการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ไฟฟ้า และผลกระทบในด้านสิ่งแวดล้อม ถือเป็นทิศทางที่ถูกต้อง อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการชุดนี้ที่เพิ่งมีประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 13 ส.ค. 2569 ที่ผ่านมา จำเป็นต้องเร่งออกกรอบนโยบาย มาตรฐาน และแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนโดยเร็ว

รศ.ดร.สุรศักดิ์ กล่าวว่า ปัจจุบันไทยยังขาดแนวทางการกำกับดูแลธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์เป็นการเฉพาะ ส่งผลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) BOI ฯลฯ ต้องใช้อำนาจตามกฎหมายเดิมที่มีอยู่ ซึ่งควบคุมได้เพียงระดับหนึ่งและยังมีข้อจำกัดจากความคลุมเครือของกฎระเบียบในบางจุด

ทั้งนี้ ตัวอย่างเช่น ข้อจำกัดของระบบการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ของโครงการหรือกิจกรรมตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2561 เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีการประกาศกำหนดให้กิจการดาต้าเซ็นเตอร์เป็นประเภทโครงการที่ต้องจัดทำ EIA โดยพิจารณาจากลักษณะเฉพาะของกิจการ เช่น ปริมาณการใช้ไฟฟ้า หรือปริมาณการใช้น้ำ ดังนั้นดาต้าเซ็นเตอร์ที่ใช้พลังงานหรือน้ำในปริมาณสูงจึงไม่ได้เข้าข่ายต้องจัดทำ EIA เพียงเพราะมีการใช้ทรัพยากรในระดับสูง ทว่า ก็อาจเข้าข่ายได้จากลักษณะ ขนาด ที่ตั้ง หรือองค์ประกอบอื่นของโครงการตามหลักเกณฑ์ EIA ที่มีอยู่

นอกจากนี้ จะมีข้อจำกัดเรื่องที่กิจการดาต้าเซ็นเตอร์อาจไม่เข้าข่ายเป็นโรงงานที่อยู่ภายใต้การควบคุมตาม พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2562 เนื่องจากกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ยังไม่ได้ถูกประกาศกำหนดให้เป็นโรงงานจำพวกใดจำพวกหนึ่งตามกฎหมายโดยเฉพาะ รวมถึงยังมีเรื่องการขาดความชัดเจนเกี่ยวกับเกณฑ์ขออนุญาตใช้น้ำสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์แต่ละขนาด โดยเฉพาะดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ที่ต้องใช้น้ำปริมาณมากในระบบหล่อเย็นเพื่อระบายความร้อน ยังอาจไม่อยู่ในเงื่อนไขที่บังคับให้ต้องขออนุญาตใช้น้ำเพื่อการอุตสาหกรรมโดยตรง เนื่องจากขาดความชัดเจนว่าเข้าข่ายเป็นโรงงานตามกฎหมายโรงงานจำพวกที่ต้องขออนุญาตใช้น้ำหรือไม่

รศ.ดร.สุรศักดิ์ กล่าวต่อไปว่า การขาดนโยบายที่ชัดเจนอาจส่งผลให้เกิดการกระจุกตัวของดาต้าเซ็นเตอร์ เช่น ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) ที่มีหลายแหล่งข่าวประเมินว่ามีดาต้าเซ็นเตอร์ไม่น้อยกว่า 30 แห่ง โดยกิจการประเภทนี้มีการดึงไฟฟ้าไปใช้สูงมากในบางช่วงเวลา จึงจำเป็นต้องมีการกำหนดเกณฑ์ที่ชัดเจน ทั้งเรื่องจำนวนศูนย์ที่อนุญาตในแต่ละพื้นที่ ปริมาณการใช้พลังงาน และระบบการจ่ายไฟ

รวมถึงทำให้เกิดความกังวลถึงพื้นที่เป้าหมายอย่าง 3 จังหวัดนโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งเป็นฐานของอุตสาหกรรมเดิม และ New S-Curve ที่ใช้พลังงานสูงอยู่แล้ว หากมีดาต้าเซ็นเตอร์เข้าไปเพิ่มโดยไม่มีแผนรองรับที่ชัดเจน อาจเกิดปัญหาแย่งชิงทรัพยากร เช่น การสร้างอ่างเก็บน้ำเพิ่มจนเกิดความขัดแย้งในพื้นที่ หรือปัญหาการจัดหาพลังงานสะอาดที่ไม่ครอบคลุม จนต้องส่งไฟฟ้ามาจากพื้นที่ไกลๆ อาจทำให้เกิดความจำเป็นในการลงทุนขยายระบบผลิต ระบบส่ง และสถานีไฟฟ้าเพิ่มเติม รวมถึงมีต้นทุนและการสูญเสียในระบบส่งเพิ่มขึ้น และส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนในที่สุด

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวอีกว่า ในระยะสั้น กฎหมายที่มีอยู่เดิมอาจเพียงพอในระดับหนึ่ง หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปรับเกณฑ์การอนุมัติตามแนวทางของคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ เช่น การปรับประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กำหนดให้ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่มากที่ปล่อยความร้อนสูงและใช้น้ำมาก ต้องทำ EIA รวมถึงควรกำหนดให้ดาต้าเซ็นเตอร์ตามขนาดที่กำหนดมีหน้าที่รายงานข้อมูลที่เกี่ยวกับการใช้ไฟฟ้า ปริมาณการใช้น้ำ ตลอดจนสัดส่วนพลังงานสะอาด รวมทั้งผลกระทบด้านความร้อน เสียง น้ำเสีย และการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อย่างไรก็ตาม หากในอนาคตมีการตั้งดาต้าเซ็นเตอร์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนกรอบนโยบายเดิมเริ่มรับมือไม่ไหว รัฐอาจจำเป็นต้องพิจารณาออกกฎหมายเฉพาะมากำกับดูแลเป็นการเฉพาะเจาะจง

รศ.ดร.สุรศักดิ์ กล่าวด้วยว่า แม้ในด้านหนึ่งการออกระเบียบคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ จะแสดงให้เห็นถึงท่าทีของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการกำกับกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ที่คำนึงถึงมิติด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม แต่ก็มีความกังวลว่าโครงสร้างของคณะกรรมการชุดนี้ ที่มีรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และมีรัฐมนตรีจากหลายกระทรวงเป็นกรรมการ รวมทั้งมีเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ เป็นฝ่ายเลขานุการ จึงน่ากังวลว่าการขับเคลื่อนเชิงนโยบายในการออกมาตรฐานและแนวทางกำกับจะมีความล่าช้าหรือไม่ ตลอดจนกังวลว่ารัฐบาลอาจมุ่งเน้นการขับเคลื่อนไปที่การส่งเสริมการลงทุนจนอาจมองข้ามความสำคัญของการกำกับดูแลและควบคุมผลกระทบ ซึ่งหากปล่อยให้แนวทางกำกับดูแลล่าช้า จะกลายเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อทั้งระบบพลังงานและความเชื่อมั่นของประเทศ

นักวิชาการธรรมศาสตร์,บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์,พลังงาน,

นายกฯ ถกเครียดฝ่ายความมั่นคง สั่งบังคับใช้กฎหมายเด็ดขาด หลังเหตุป่วนชายแดนใต้

23 สิงหาคม 2569 เวลา 10:53 น.

นายกฯ เรียกฝ่ายความมั่นคง ถกเครียดนาน 1 ชม. ติดตามเหตุป่วน 3 จว.ชายแดนใต้ ขณะที่ ‘แม่ทัพภาคที่ 4 ’ โทรรายงานสถานการณ์ สั่งบังคับใช้กฎหมายเด็ดขาด

เมื่อเวลา 08.05 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เดินทางถึงท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) เพื่อลงพื้นที่จังหวัดน่าน ติดตามสถานการณ์ และแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ โดยนายกฯได้สวมใส่ชุดนายกองใหญ่ในการปฏิบัติหน้าที่

ทั้งนี้ก่อนการเดินทางลงพื้นที่ จ.น่าน นายกฯได้เรียกฝ่ายความมั่นคงเข้าร่วมประชุม ภายหลังเกิดเหตุความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ 51 จุดช่วงคืนวันที่ 22 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยมี พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก และเลขาธิการ กอ.รมน. เข้าร่วมประชุม เพื่อติดตามสถานการณ์ด้วย

โดยพล.อ.ชัยพฤกษ์ เปิดเผยว่า จะสรุปสถานการณ์ให้นายกรัฐมนตรีรับทราบ หลังจากที่มีผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้ก่อเหตุพร้อมกันหลายจุดใน 3 จังหวัด

นอกจากนี้ พล.ท.นราธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ได้โทรศัพท์เข้ามารายงานสถานการณ์ในพื้นที่ให้นายกรัฐมนตรีได้รับทราบ โดยนายกรัฐมนตรีได้กำชับให้ดูแลประชาชนที่ได้รับบาดเจ็บ รวมทั้ง ให้บังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ได้ใช้เวลาในการประชุมนานกว่า 1 ชม. ก่อนเดินทางไปปฏิบัติราชการเพื่อติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ จ.น่าน โดยเดินทางขึ้นเครื่องในเวลา 09.35 น.

กลุ่มก่อความไม่สงบนายกฯป่วนชายแดนใต้

อธิบดีปกครอง สั่งยกระดับ คุมเข้ม 3 จังหวัดชายแดนใต้ขั้นสูงสุด หลังเกิดเหตุป่วนหลายจุด

23 สิงหาคม 2569 เวลา 10:48 น.

23 สิงหาคม 2569 ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง กล่าวถึงสถานการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่เกิดเหตุหลายจุดในช่วงคืนที่ผ่านมา ว่า เราทราบข่าวตั้งแต่เมื่อวานแล้ว และเร่งกำชับโดยเฉพาะการยกมาตรการรักษาความปลอดภัย และกำลังทั้งหลายที่อยู่ในพื้นที่ โดยเฉพาะจังหวัดยะลา ได้ให้ยกระดับการเตรียมพร้อมระดับสูงสุด และกำลังหลักในส่วนที่อยู่ในชุดคุ้มครองตำบล ได้กำชับให้ระมัดระวังพื้นที่อย่างสูงสุด โดยเฉพาะการแจ้งเตือนประชาชน ห้ามออกจากพื้นที่ตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว ทั้งหมดก็เป็นเรื่องการแจ้งกำชับและเฝ้าระวัง ในเรื่องของมาตรการรักษาความปลอดภัย และรักษาฐานที่มั่นตนเองด้วย อีกทั้งกรมการปกครองและหน่วยที่เกี่ยวข้องออกพื้นที่ติดตามผู้ก่อการร้าย และอีกส่วนก็ปฏิบัติให้เป็นตามแผนมาตราการของแผนพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ (จจต.)

เมื่อถามว่า ระหว่างนี้หากยังไม่สามารถจับกุมตัวผู้ก่อเหตุได้ จะมีประกาศห้ามออกจากพื้นที่จะต้องดูแลอย่างไรบ้าง นายนฤชา กล่าวว่า เรื่องการประกาศเป็นแผนของ จจต.อยู่แล้ว โดยเฉพาะกองทัพภาค ที่จะเป็นผู้ควบคุมสถานการณ์ ดูแลเรื่องนี้

เมื่อถามต่อว่า เบื้องต้นได้รับรายงานจำนวนผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตหรือไม่ นายนฤชา กล่าวว่า ต้องรอรายงานอย่างเป็นทางการ แต่เฉพาะจำนวนที่เกิดเหตุก็ค่อนข้างหนัก รวม 3 จังหวัด

เมื่อถามอีกว่า ฝ่ายปกครองมีการข่าวหรือไม่ ว่าการก่อเหตุหลายจุดพร้อมกัน ต้องการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์หรือสื่อถึงอะไร นายนฤชา กล่าวว่า ด้านการข่าวเราก็ได้รับแจ้งมาเป็นระยะ และเราได้แจ้งกลับไปที่หน่วยปฏิบัติ ในส่วนของการดำเนินการเมื่อคืนนี้ เป็นเรื่องที่ถือว่าเขาได้เตรียมการ ในเรื่องของการกระจายในพื้นที่ค่อนข้างกว้าง และทุกพื้นที่ก็เฝ้าระวังอยู่ตลอดเวลา ตรงนี้เราก็กำชับว่าต้องปฏิบัติอย่างไร ด้วยการยกระดับในขั้นสูงสุดอยู่ตลอดเวลา

กรมการปกครอง,จังหวัดชายแดนภาคใต้,ความไม่สงบ,

นายกฯ บินน่าน เร่งประชุมแก้ปัญหาน้ำท่วมเหนือ-อีสาน

23 สิงหาคม 2569 เวลา 10:42 น.

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย พร้อมคณะ ประกอบด้วย พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ  รมว.เกษตรและสหกรณ์  นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.กระทรวงมหาดไทย  นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง , พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการกองทัพบก (ผบ.ทบ.) พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก ออกเดินทางจากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6)  ลงพื้นที่ตรวจติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดน่าน

โดยเมื่อนายกฯ เดินทางถึงเป็นประธานการประชุมการประชุมคอนเฟอร์เรนซ์ ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดภาคเหนือ เพื่อติดตามสถานการณ์การแก้ปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ศาลากลาง จังหวัดน่าน

จากนั้นในช่วงบ่าย นายกฯเดินทางต่อไปยังจังหวัดอุบลราชธานี เพื่อเยี่ยมและให้กำลังใจ กำลังพลหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรม ซึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการเหยียบทุ่นระเบิดขณะปฏิบัติหน้าที่บริเวณช่องอานม้า อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานีเมื่อวันที่ 17 ส.ค. ที่ผ่านมา

นายกฯน้ำท่วมอนุทิน

“เท้ง” ประณามเหตุป่วนใต้ จี้รัฐบาลเร่งทบทวนยุทธศาสตร์ความมั่นคง

23 สิงหาคม 2569 เวลา 10:25 น.

วันที่ 23 สิงหาคม 2569 จากกรณีเกิดสถานการณ์ความไม่สงบขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้หลายจุด เมื่อค่ำคืนของวันที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยพบปฏิบัติการก่อกวนทั้งการลอบวางระเบิด เผายางรถยนต์ และวางเพลิงในหลายพื้นที่ของจังหวัดนราธิวาส ยะลา และปัตตานี ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและสร้างความหวาดผวาให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมากนั้น

ล่าสุด นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ จากพรรคส้ม ได้ออกมาเคลื่อนไหวผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว เพื่อแสดงจุดยืนต่อเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น โดยได้โพสต์ข้อความประณามการก่อเหตุในครั้งนี้อย่างรุนแรง ระบุว่า

ผมขอประณามเหตุความรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ยะลา และปัตตานี ในคืนนี้ ซึ่งมีทั้งเหตุระเบิด เผายางรถยนต์ และวางเพลิงหลายจุด จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บ และสร้างความหวาดกลัวให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ การใช้ความรุนแรงต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ เจ้าหน้าที่ หรือทรัพย์สินสาธารณะ เป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้”

พร้อมกันนี้ นายณัฐพงษ์ยังได้ส่งสัญญาณเรียกร้องไปยังผู้มีอำนาจบริหารประเทศ โดยเน้นย้ำว่า รัฐบาลจำเป็นต้องทบทวนยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนใต้โดยเร่งด่วน เพื่อให้สามารถควบคุมสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที และดูแลความปลอดภัยของประชาชนผู้บริสุทธิ์ ซึ่งทุกคนควรได้รับสิทธิในการใช้ชีวิตอย่างปลอดภัย ไม่ว่าจะอาศัยอยู่ในพื้นที่ใดก็ตาม

ในตอนท้ายของข้อความ นายณัฐพงษ์ได้แสดงความห่วงใยและส่งกำลังใจไปยังทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยกล่าวทิ้งท้ายว่า

ผมขอส่งกำลังใจไปยังผู้ได้รับบาดเจ็บ ครอบครัวของผู้ได้รับผลกระทบ เจ้าหน้าที่ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ รวมถึงพี่น้องประชาชนในพื้นที่ที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์ความรุนแรงในคืนนี้ ท้ายนี้ ผมขอเป็นกำลังใจให้พี่น้องประชาชนและเจ้าหน้าที่ทุกคนที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่ครับ”

3จังหวัดชายแดนใต้พรรคส้ม

รัฐบาลยกระดับ JIC น่าน ศูนย์กลางประสานความช่วยเหลือ จับคู่สิ่งของตามความต้องการจริง ลดของล้น-ซ้ำซ้อน ส่งต่อถึงผู้ประสบภัยตรงจุด

23 สิงหาคม 2569 เวลา 08:59 น.

23 สิงหาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลมีความห่วงใยผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือ และต้องการให้ความช่วยเหลือจากทุกภาคส่วนส่งถึงมือประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพและตรงกับความต้องการของแต่ละพื้นที่ โดยนางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้กรมประชาสัมพันธ์ต่อยอดการทำงานของศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย จังหวัดน่าน (JIC น่าน) จากการเป็นศูนย์รวบรวมและรายงานสถานการณ์ ให้ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางประสานข้อมูลความช่วยเหลือ รวบรวมความต้องการจากพื้นที่ และเชื่อมต่อไปยังภาคเอกชน หน่วยงาน และประชาชนที่พร้อมให้การสนับสนุน เพื่อให้ทราบว่าพื้นที่ใดต้องการสิ่งของประเภทใดและในปริมาณเท่าใด

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในช่วงเกิดภัยพิบัติมักพบว่า สิ่งของบริจาคบางประเภทมีจำนวนมากเกินความต้องการในบางพื้นที่ ขณะที่สิ่งของจำเป็น โดยเฉพาะวัตถุดิบสำหรับประกอบอาหาร ต้องเติมอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลจึงมุ่งจัดระบบข้อมูลและการส่งต่อความช่วยเหลือให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง โดยให้ JIC น่าน รวบรวมความต้องการจากศูนย์พักพิงและโรงครัวกลางเป็นรายวัน ล่าสุดข้อมูลวันที่ 22 สิงหาคม 2569 โรงครัวกลางแจ้งความต้องการวัตถุดิบเพิ่มเติม ได้แก่ เนื้อไก่ ข้าวสาร ผักสด เครื่องปรุงรส และภาชนะบรรจุอาหาร ซึ่งเป็นสิ่งของที่มีการใช้ทุกมื้อและหมุนเวียนอย่างรวดเร็ว

“ทุกน้ำใจมีคุณค่า แต่ในสถานการณ์ภัยพิบัติ สิ่งสำคัญคือทำอย่างไรให้ความช่วยเหลือตรงกับสิ่งที่ประชาชนกำลังต้องการในเวลานั้นมากที่สุด JIC น่าน จึงเข้ามาช่วยเชื่อมข้อมูลระหว่างพื้นที่กับผู้ที่ต้องการสนับสนุน เพื่อให้รู้ว่าของอะไรขาด ที่ไหนต้องการ และควรส่งไปจุดใด ลดทั้งปัญหาของล้นในบางจุดและของขาดในอีกจุดหนึ่ง” นางสาวลลิดากล่าว

นางสาวลลิดา กล่าวว่า JIC น่าน จะมีการอัปเดตข้อมูลความต้องการวันละ 2 รอบ เวลา 10.00 น. และ 16.00 น. จึงขอแนะนำภาคเอกชน องค์กร และประชาชนที่ประสงค์สนับสนุนสิ่งของ ตรวจสอบรายการความต้องการล่าสุดจากช่องทางทางการก่อนจัดส่ง เพื่อช่วยให้การบริหารจัดการสิ่งของและการขนส่งมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งนี้ แนวทาง “จับคู่ของบริจาค” เป็นการอธิบายบทบาทการประสานข้อมูลของ JIC น่าน ไม่ใช่การจัดตั้งศูนย์แห่งใหม่ และไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลจำกัดหรือห้ามการบริจาคสิ่งของประเภทอื่น

สำหรับความช่วยเหลือล็อตแรก รัฐบาลได้ประสานภาคเอกชนจัดส่งเนื้อไก่ เนื้อหมู ไข่ไก่ ข้าวสาร น้ำมันพืช เครื่องปรุงรส และผักสดหลายชนิด ส่งมอบให้มูลนิธิในพื้นที่ซึ่งตั้งโรงครัวกลางสำหรับประกอบอาหารแจกจ่ายแก่ผู้ประสบภัยในจังหวัดน่านแล้ว และเตรียมนำรูปแบบการประสานความต้องการลักษณะนี้ไปใช้ในจังหวัดอื่นที่ยังเผชิญสถานการณ์อุทกภัย เพื่อให้ทรัพยากรและน้ำใจจากทุกภาคส่วนถูกส่งไปยังพื้นที่ที่ต้องการได้อย่างรวดเร็วและเหมาะสม

“รัฐบาลขอขอบคุณภาคเอกชน องค์กร และพี่น้องประชาชนทุกคนที่ร่วมกันช่วยเหลือผู้ประสบภัย น้ำใจของทุกคนมีความหมาย และหากเรามีข้อมูลความต้องการที่เป็นปัจจุบัน ก็จะช่วยเปลี่ยนทุกการบริจาคให้เป็นความช่วยเหลือที่ตรงจุดมากยิ่งขึ้น” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

ทั้งนี้ ผู้ประสงค์สนับสนุนสิ่งของสามารถสอบถามข้อมูลความต้องการก่อนจัดส่งได้ที่ศูนย์รับบริจาคสิ่งของและเงินเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย จังหวัดน่าน โทร. 054-716-414 และ 054-716-409

รัฐบาล,JICน่าน,ศูนย์กลางประสานความช่วยเหลือ,น้ำท่วมน่าน,

รัฐบาลเตือน ปชช. รีบยื่นขอทบทวนสิทธิ โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ย้ำทบทวนสิทธิด่วนก่อน 31 ส.ค.นี้

23 สิงหาคม 2569 เวลา 08:51 น.

รัฐบาลเร่งอำนวยความสะดวก เตือนปชช. รีบยื่นขอทบทวนสิทธิโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ผ่านศูนย์ OSS ดำเนินการเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว ย้ำทบทวนสิทธิด่วนก่อน 31 สิงหาคมนี้

23 สิงหาคม 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเร่งอำนวยความสะดวกให้ประชาชนที่ประสงค์ขอทบทวนสิทธิโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 บูรณาความร่วมมือทุกส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเดินหน้าให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่ ผ่านศูนย์ OSS ระดับเขตและระดับอำเภอ ของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย พร้อมจัดเตรียมบุคลากร เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการอย่างสะดวก รวดเร็ว และสามารถดำเนินการได้อย่างเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ศูนย์ OSS จะเป็นศูนย์กลางในการรับเรื่อง ให้คำแนะนำ และประสานงานกับหน่วยงานตรวจสอบคุณสมบัติ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในทุกขั้นตอน หากมีความจำเป็นต้องจัดส่งเอกสารเพิ่มเติม ศูนย์ OSS จะรวบรวมและส่งต่อข้อมูลไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อลดภาระการเดินทางและการติดต่อหลายหน่วยงานของประชาชน ในกรณีประชาชนถูกนำข้อมูลส่วนบุคคลไปแอบอ้าง ให้แจ้งความต่อพนักงานสอบสวนเพื่อใช้เป็นหลักฐาน โดยศูนย์ OSS จะประสานสถานีตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่ออำนวยความสะดวกในการรวบรวมเอกสารและส่งเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบสิทธิต่อไป

สำหรับประชาชนที่ไม่ผ่านการพิจารณาคุณสมบัติและประสงค์ขอทบทวนสิทธิ จะต้องยืนยันความประสงค์ “ขอทบทวนสิทธิ” ผ่าน 4 ช่องทาง ได้แก่ แอปพลิเคชันเป๋าตัง แอปพลิเคชันทางรัฐ เว็บไซต์โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ หรือธนาคารของรัฐที่เข้าร่วมโครงการ 5 แห่ง ได้แก่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงไทย ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ทั้งนี้ ภายหลังการยืนยันความประสงค์ “ขอทบทวนสิทธิ” แล้ว ประชาชนสามารถแก้ไขหรือปรับปรุงข้อมูลกับหน่วยงานตรวจสอบคุณสมบัติได้จนถึงวันที่ 20 กันยายน 2569 ก่อนประกาศผลการพิจารณาคุณสมบัติรอบทบทวนในวันที่ 30 กันยายน 2569 และผู้ผ่านการพิจารณาจะสามารถเริ่มใช้สิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป

รัฐบาล,สวัสดิการแห่งรัฐ,โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ,

สวนดุสิตโพลเผย ประชาชนเกาะติดซักฟอก หวังแก้เศรษฐกิจ-ทุจริต จี้ตรวจสอบจริงจัง

23 สิงหาคม 2569 เวลา 08:28 น.

“สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ประชาชนกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,267 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 18-21 สิงหาคม 2569

ผลการสำรวจ พบว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 38.28 ค่อนข้างสนใจติดตามการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลที่กำลังจะมีขึ้น โดยเรื่อง
ที่อยากให้มีการอภิปรายมากที่สุด คือ การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง ร้อยละ 80.58 รองลงมาคือ ทุจริตสอบท้องถิ่น ร้อยละ
54.54 กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 54.30 ไม่เชื่อว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจจะช่วยตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลได้สำหรับสิ่งที่
อยากเห็นภายหลังการอภิปรายคือ ต้องการให้มีการตรวจสอบข้อกล่าวหาอย่างต่อเนื่องจริงจัง ร้อยละ 56.99 และเห็นว่า
สถานการณ์การเมืองไทยโดยรวมหลังจากการอภิปรายนี้ไม่น่าจะเปลี่ยนแปลง ร้อยละ 50.28

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ประชาชนมากกว่าครึ่งยังไม่เชื่อว่าการอภิปรายจะช่วยตรวจสอบ
การท างานของรัฐบาลได้และมองว่าหลังการอภิปรายสถานการณ์การเมืองไม่น่าจะเปลี่ยนแปลง สิ่งที่ประชาชนคาดหวังจึงเป็น
การติดตามตรวจสอบข้อกล่าวหาอย่างจริงจัง การชี้แจงข้อสงสัย และการแสดงความรับผิดชอบของผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งจะเป็น
ตัวชี้วัดว่าการอภิปรายครั้งนี้จะสร้างผลทางการเมืองได้มากน้อยเพียงใด

อาจารย์นนทวัฒน์ สุวรรณ อาจารย์ประจำโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า ผลโพล
ครั้งนี้ สะท้อนว่าประชาชนยังให้ความสำคัญกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจในฐานะกลไกตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจรัฐบาล
แต่คาดหวังให้เกิดผลในทางปฏิบัติมากกว่าการอภิปรายและลงมติในรัฐสภา ซึ่งปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง และการทุจริต
ในระบบราชการยังคงเป็นปัจจัยส าคัญที่ประชาชนใช้ประเมินประสิทธิภาพและความชอบธรรมของรัฐบาล ขณะเดียวกัน
ประชาชนยังให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบทางการเมือง (Political Accountability) โดยต้องการให้ข้อกล่าวหาจากการ
อภิปรายได้รับการติดตามและตรวจสอบอย่างจริงจัง จึงกล่าวได้ว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลไม่ควรสิ้นสุดเพียงการลงมติ
ในรัฐสภา แต่ควรนำไปสู่กระบวนการตรวจสอบและประเมินผลการทำงานของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุนี้จึงควรใช้โอกาส
จากการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ในการยกระดับความเชื่อมั่น ความชอบธรรม ความรับผิดชอบต่อสังคม ตลอดจนเสริมสร้าง
เสถียรภาพทางการเมืองของไทยในระยะยาว

Art & Illustration

การเมืองรัฐบาลสวนดุสิตโพลอภิปราย

ศึกรอบด้าน! นิด้าโพลชี้เสียงส่วนใหญ่ มองรัฐบาลอนุทินอ่วมแน่ หลังเจอสารพัดปัญหาถาโถม

23 สิงหาคม 2569 เวลา 07:29 น.

23 สิงหาคม 2569 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “ปัญหามากมาย จะรอดไหมเนี่ย” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 18-20 สิงหาคม 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับประเด็นที่อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

จากการสำรวจเมื่อถามถึงประเด็นที่อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 62.75 ระบุว่า การทุจริตการสอบเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่นรองลงมา ร้อยละ 55.88 ระบุว่า การถูกกล่าวหา คดีฮั้ว สว. ร้อยละ 42.29 ระบุว่า การโดน สส. ตรวจสอบคดีเขากระโดง ร้อยละ 37.33 ระบุว่า ความผันผวนในราคาพลังงาน ร้อยละ 33.36 ระบุว่า ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ร้อยละ 28.78 ระบุว่า แผนการใช้งบประมาณตาม พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ร้อยละ 28.17 ระบุว่า ความผันผวนในราคาพืชผลทางการเกษตร ร้อยละ 25.27 ระบุว่า การจำกัดการถือครองอาวุธปืน ร้อยละ 24.27 ระบุว่า หลักเกณฑ์ที่เข้มงวดในการขอรับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 ร้อยละ 22.98 ระบุว่า การกระทำที่ผิดกฎหมายของชาวต่างชาติในประเทศไทย ร้อยละ 18.17 ระบุว่า การถูกตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และร้อยละ 5.34 ระบุว่า ไม่มีประเด็นอะไรที่น่ากลัวมาก จนอาจถึงขั้นสั่นคลอนเสถียรภาพของรัฐบาลได้

ด้านการรับมือกับประเด็นที่อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 39.69 ระบุว่า จะสามารถรับมือได้ บางประเด็น รองลงมา ร้อยละ 31.99 ระบุว่า จะไม่สามารถรับมือได้เลย ร้อยละ 16.26 ระบุว่า จะสามารถรับมือได้ ทั้งหมด ร้อยละ 11.68 ระบุว่า จะสามารถรับมือได้ กับประเด็นส่วนใหญ่ และร้อยละ 0.38 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ

สำหรับความอยู่รอดของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล เกี่ยวกับประเด็นที่อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 37.86 ระบุว่า จะไม่รอดแน่ ๆ รองลงมา ร้อยละ 26.03 ระบุว่า รอด แต่จะบอบช้ำมาก ร้อยละ 17.94 ระบุว่า รอด แต่จะบอบช้ำเล็กน้อย ร้อยละ 17.71 ระบุว่า รอดแบบสบาย ๆ แน่นอน และร้อยละ 0.46 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการที่นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ก้มกราบที่ตัก อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 41.45 ระบุว่า เป็นแค่การแสดงความเคารพของผู้น้อยที่มีต่อผู้ใหญ่ รองลงมา ร้อยละ 29.62 ระบุว่า เป็นแค่ฉากดรามาทางการเมือง ร้อยละ 21.60 ระบุว่า การเมืองไม่มีมิตรแท้และศัตรูที่ถาวร ร้อยละ 17.48 ระบุว่า เป็นการกระทำเพื่อขอการสนับสนุนจากอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ร้อยละ 12.21 ระบุว่า เป็นการแสดงให้เห็นถึงบารมีของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ร้อยละ 9.62
เป็นการส่งสัญญาณว่าพรรคเพื่อไทยจะยังคงสนับสนุนนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ร้อยละ 9.31 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยกับการกระทำของนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ร้อยละ 4.73 ระบุว่า เห็นด้วยกับการกระทำของนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล และร้อยละ 3.82 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

นิด้าโพล,รัฐบาลอนุทิน,อนุทินชาญวีรกูล,

ปปช.ขอเวลา10เดือน ฟ้องโกงสอบ ฟันอาญาไล่ยึดทรัพย์ การันตีสำนวนมัดแน่น

23 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

ปปช.ขอเวลา10เดือน ฟ้องโกงสอบ ฟันอาญาไล่ยึดทรัพย์ การันตีสำนวนมัดแน่น กมธ.ลุยตรวจสอบTOR ยันอธิบดีปค.ไม่มีเอี่ยว

“อาสพลธ์”ประธานกมธ.ป.ป.ช.สภาผู้แทนราษฎร โร่เคลียร์ปมโกงสอบท้องถิ่นโยง บิ๊กขรก. ยืนยันอธิบดีกรมการปกครองไม่เอี่ยวทุจริต เตรียมเชิญประธานคณะกรรมการร่าง TOR ใหม่มาให้ข้อมูลข้อเท็จจริงต่อ 27 สิงหาคมนี้ เผย ป.ป.ช.แจงกางแผนเผด็จศึก อีก 10 เดือนสั่งฟ้องคดีโกงสอบทั้งอาญา และคดีแพ่งยึดทรัพย์

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2569 นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.)สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่ให้สัมภาษณ์ในรายการ เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand ในคดีทุจริตการสอบท้องถิ่น พบว่ามีข้าราชการระดับอธิบดีเกี่ยวข้อง และมีชื่อของ นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ในฐานะอดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น(สถ.)ด้วยว่า ตนอาจจะพูดไม่ตรง พูดผิด และได้ยินคำถามไม่ชัด เพราะอยู่ในบริเวณพื้นที่ที่เสียงดัง จึงฟังคำถามไม่ชัด

ยันอธิบดีปค.ไม่เกี่ยว

“ผมยืนยันว่า นายนฤชา ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริต และท่านยังเป็นผู้เซ็นคำสั่งแต่งตั้งประธานและกรรมการร่าง TOR ใหม่ ที่ตรวจพบการจับกุมปลัดเทศบาลนครราชสีมา ซึ่งในการร่าง TOR ใหม่ทั้งประธานและกรรมการต่างๆ วันนี้ยังไม่มีใครเชิญ ประธาน และ กรมการร่าง TOR มาให้ข้อมูล ดังนั้น ในการประชุมกรรมาธิการ ป.ป.ช. วันพฤหัสบดีที่ 27 ส.ค.นี้ จะเชิญประธานร่าง TOR มาให้ข้อมูลถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น”นายอาสพลธ์ กล่าว

ประธาน กมธ.ป.ป.ช. กล่าวต่อว่า ในการประชุมคณะกรรมาธิการป.ป.ช.ที่ผ่านมา เลขานุการคณะทำงานข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายของนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ได้ให้ข้อมูลว่า ระยะเวลา 30 วัน ที่ตรวจสอบทั้งหมด ขณะนี้ถึงระดับ 10 คืออธิบดี และ ข้าราชการท้องถิ่น คณะทำงานชุดนี้ทำงานเสร็จสิ้นแล้วที่เหลือเป็นการทำหน้าที่ของ ป.ป.ช./ปปง. และ ป.ป.ป. แต่ว่าในส่วนของคณะทำงานชุดนี้อยู่ที่การสอบหาข้อเท็จจริง ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ แต่ไม่ตรงกันกับกรณีที่ทางมหาวิทยาลัยบูรพาพูดผ่านสื่อ

เดินหน้าตรวจสอบ

นายอาสพลธ์กล่าวอีกว่า กรณีนี้เหตุเกิดช่วงปี 2564 ของการสอบแข่งขันข้าราชการส่วนท้องถิ่น ก่อนที่จะได้มีการจัดสอบ ปรากฏว่าได้มีผู้ร้องเรียนการทุจริตเกิดขึ้น จนกระทั่งนำมาสู่การไปจับกุมตัวปลัดเทศบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดนครราชสีมา จึงเป็นการแก้ไข TOR ใหม่ ทางมหาวิทยาลัยบูรพาได้เป็นผู้ชนะจริง แต่เมื่อมีการจับกุมว่ามีการสอบและเกิดการทุจริตครั้งใหญ่ขึ้นในปี 2564 จึงได้แก้ TOR ใหม่ เมื่อแก้ TOR เสร็จแล้ว เงื่อนไขใน TOR ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมพอสมควร ทางผู้ว่าจ้างได้สอบถามกับทางมหาวิทยาลัยบูรพา ว่า จะทำในราคานี้ได้หรือไม่ ทางมหาวิทยาลัยบูรพาก็ตอบกลับมาว่า เงื่อนไขเปลี่ยนไปขนาดนี้เช่นไป จัดสอบทั่วประเทศและให้ตรวจผลสอบที่นั้นเลย เขาก็ไม่สามารถทำตามหลักการที่เสนอตอนแรกได้ จึงไม่มีการลงนามและเป็นที่มาของการประกวดราคาใหม่ TOR ใหม่ ก็ได้เชิญมหาวิทยาลัยบูรพามาร่วม แต่ก็ไม่มาร่วมประกวดราคาด้วย นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น ที่ทางคณะทำงานได้แจ้ง ที่ประชุมคณะกรรมาธิการฯและทางคณะทำงานได้ฝากเรียนว่า ในการสอบข้อเท็จจริง คณะทำงานได้เชิญมหาวิทยาลัยบูรพา มาให้ข้อมูลทางมหาวิทยาลัยบูรพาก็ไม่มาให้ข้อมูล ซึ่งก็มีการตั้งข้อสังเกตเหมือนกันว่า ทำไมถึงไม่มา ก็เป็นประเด็นที่สำคัญและไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่เขาให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อช่วงที่ผ่านมา

แฉซื้อเก้าอี้มาตลอด

นายอาสพลธ์กล่าวว่า จากการไปศึกษาดูงานที่ DSI ได้มีการสอบถามคดีทุจริตการสอบท้องถิ่น ว่ามีนายหน้าตามต่างจังหวัด เช่น ศรีสะเกษ ทางอธิบดี DSI บอกว่ามีการสอบปากคำผู้ต้องหา และผู้ถูกกล่าวหาครบถ้วนหมดแล้ว แต่มีประเด็นสำคัญคือ ขบวนการนี้ไม่ได้ทำครั้งนี้ครั้งแรก คือทำมาโดยตลอด และที่สำคัญไม่ว่ามหาวิทยาลัยไหนจัดกลุ่มนายหน้าเหล่านี้ กลุ่มที่ผูกพันกระบวนการทุจริตเขาจะรู้จักกับคนที่จัดสอบในมหาวิทยาลัยทั้งหมด ต่อให้เราไปจ้างมหาวิทยาลัยไหนเขาก็มีช่องในการติดต่อเพื่อทำการทุจริตทั้งหมด

“ข้อมูลในวันนี้ยังคงถึงแต่นักการเมืองท้องถิ่น ยังไม่ไปถึงนักการเมืองระดับชาติ การที่ รังสิมันต์ โรม ไปพูดถึงนั้นในที่ประชุม DSI ก็บอกว่าเป็นแค่ข่าวยังไม่มีข้อมูลอะไรเลย ผมอยากจะขอให้ทาง DSI และ ป.ป.ช. ได้เชิญนายรังสิมันต์ โรม ไปให้รายละเอียดว่า ข่าวที่เอามามีรายละเอียดอย่างไร เพราะเราไม่มีรายละเอียดตรงนั้นและไปกล่าวหาบุคคลที่ 3 ผมว่ามันไม่เป็นธรรมกับคนที่ถูกกล่าวหา”ประธาน กมธ.ป.ป.ช. กล่าว

อีก10เดือนส่งฟ้องโกงสอบ

นายอาสพลธ์กล่าวด้วยว่า ทาง กมธ.ป.ป.ช.ได้ติดตามความคืบหน้า เพื่อให้คนทุจริตทั้งหมด มารับโทษ แต่พี่น้องประชาชนหลายท่านสงสัยว่า ผ่านมาเกือบเดือนแล้ว ยังไม่เห็นคนผิดมาถูกลงโทษ จริงๆ กระบวนการเดินมาได้พอสมควร คือ อย่างที่กรม สถ.นำคนที่สอบตกเป็นสอบผ่านนำคนที่รับราชการ 3,000 กว่าราย ต้องออกจากราชการ เนื่องจากไม่เข้าหลักเกณฑ์สอบไม่ผ่าน และนำคนที่สมควรได้และสอบผ่านเข้ารับราชการนี้คือสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วในปัจจุบัน ส่วนการดำเนินคดีอาญา ผู้แทน ป.ป.ช. ได้ชี้แจงว่า ใช้เวลาประมาณ 10 เดือนก็จะได้ฟ้องคดีต่อศาล และทาง ป.ป.ช.จะนำผลการศึกษาของทีมงานนายปกรณ์นำไปศึกษาด้วยเพื่อส่งฟ้องรวดเร็วยิ่งขึ้น ส่วนคดีเพ่งที่ดำเนินงานหลักของ ปปง.ก็ดำเนินการไปแล้ว ซึ่งเลขาธิการปปง.ก็ให้ข่าวแล้วว่าอีกไม่นานจะมีข่าวในการอายัดทรัพย์ของผู้ทุจริตบางรายเกิดขึ้นและจะส่งฟ้องศาลแพ่ง ซึ่ง 99 เปอร์เซ็นต์ผู้ที่ถูกส่งฟ้องศาลทางศาลจะเห็นพ้องตาม ปปง.ก็คือจะยึดทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดิน ซึ่งทั้งคดีทางแพ่งและคดีอาญากระบวนการได้เดินไปแล้วทางกรรมาธิการฯจะได้ติดตามและรายงานให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบต่อไป

ปปช.ประธานกมธ.ปปช.อาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพโกงสอบ