จากจิตรกรรมบนผนังชั้นครู ‘ท่านกูฏ’ สู่ประสบการณ์ศิลปะมีชีวิต โรงแรมมณเฑียร สุรวงศ์ กรุงเทพฯ ต่อยอดมรดกศิลป์จากรุ่นสู่รุ่น

จากจิตรกรรมบนผนังชั้นครู ‘ท่านกูฏ’ สู่ประสบการณ์ศิลปะมีชีวิต โรงแรมมณเฑียร สุรวงศ์ กรุงเทพฯ ต่อยอดมรดกศิลป์จากรุ่นสู่รุ่น

จากจิตรกรรมบนผนังชั้นครู ‘ท่านกูฏ’ สู่ประสบการณ์ศิลปะมีชีวิต โรงแรมมณเฑียร สุรวงศ์ กรุงเทพฯ ต่อยอดมรดกศิลป์จากรุ่นสู่รุ่น

วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ท่ามกลางความเคลื่อนไหวของกรุงเทพมหานคร เมืองที่ไม่เคยหยุดนิ่ง โรงแรมมณเฑียร สุรวงศ์ กรุงเทพฯ ภายใต้การบริหารใหม่และกรรมสิทธิ์ของ บริษัท อิกไนท์ เวนเจอร์ จำกัด ประกาศความพร้อมอีกครั้งในการก้าวสู่บทบาทใหม่ของการเป็นพื้นที่สร้างสรรค์ของเมือง ด้วยความภาคภูมิใจในโอกาสที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในสถานที่จัดงานหลักของ เทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ 2569 (Bangkok Design Week 2026) เทศกาลสร้างสรรค์ระดับนานาชาติ ซึ่งกำลังจัดขึ้นระหว่างนี้ – 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดย สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA เวทีสำคัญที่นำเสนองานออกแบบร่วมสมัย ความคิดสร้างสรรค์ และมุมมองใหม่ ๆ ที่สะท้อนศักยภาพของกรุงเทพมหานครในฐานะเมืองสร้างสรรค์ระดับโลก

สุพิชญา รักปัญญา

การได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในสถานที่จัดงานหลักในปีนี้ สะท้อนบทบาทสำคัญของโรงแรมที่ตั้งอยู่ใจกลาง ย่านบางรัก หนึ่งในย่านที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานและความหลากหลายทางวัฒนธรรมสูงที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพมหานคร ในอดีต บางรักเคยเป็นศูนย์กลางการค้าสำคัญ และเป็นถิ่นฐานของพ่อค้าชาวจีน ชาวยุโรป ชาวอินเดีย และชาวญี่ปุ่น ที่เข้ามาตั้งรกรากและหล่อหลอมวิถีชีวิตร่วมกัน ความหลากหลายของผู้คนเหล่านี้ได้ก่อร่างสร้างอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมอันโดดเด่น เปรียบเสมือนผืนผ้าทางวัฒนธรรมที่ถักทอด้วยมรดก ความทรงจำ และพลังความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งยังคงรอการค้นพบและการตีความใหม่ในบริบทของยุคสมัยปัจจุบัน

ในเทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ 2569 โรงแรมมณเฑียรฯ ได้เลือกเล่าเรื่องราวบทใหม่ผ่านหนึ่งในกิจกรรมไฮไลต์ที่สะท้อนตัวตนของโรงแรมได้อย่างชัดเจนที่สุด นับเป็นครั้งแรกของวงการโรงแรมไทยที่มีการนำผลงานจิตรกรรมชั้นครูที่เป็นดั่งหัวใจของโรงแรมของ ท่านกูฏ-อาจารย์ไพบูลย์ สุวรรณกูฏ ที่หยุดนิ่งบนผืนผ้าใบ นำมาต่อยอดจิตวิณญานและเรื่องราวให้เคลื่อนไหวโดยทายาทอย่าง แทนสกุล สุวรรณกูฏ ผ่านนิทรรศการแสง ด้วยเทคนิค Animation และ Live Interactive Arts “Palace of Food and Cultures” งานจัดแสดงศิลปะแบบ Immersive Experience ที่ไม่เพียงนำศิลปะมาจัดแสดง หากแต่ปลุกให้ศิลปะ “มีชีวิต” และเปิดพื้นที่ให้ผู้ชมกลายเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างสรรค์

นิทรรศการดังกล่าวจัดขึ้นทุกค่ำคืนตลอดเทศกาล ระหว่างเวลา 19:00 – 23:00 น. ณ ลานต้อนรับ โรงแรมมณเฑียร สุรวงศ์ กรุงเทพฯ ถ่ายทอดประสบการณ์แปลกใหม่ผ่านการฉายภาพดิจิทัลแสงสีเชิงสร้างสรรค์บนโครงสร้างสถาปัตยกรรมจริงของโรงแรม ผสานศิลปะ ดนตรี เทคโนโลยี และการมีส่วนร่วมของผู้ชมเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน

หัวใจสำคัญของนิทรรศการครั้งนี้ คือการ “ชุบชีวิต” ผลงานจิตรกรรมชั้นครูของ ท่านกูฏ – อาจารย์ไพบูลย์ สุวรรณกูฏ ศิลปินผู้สร้างงานจิตรกรรมฝาผนังอันทรงคุณค่าให้กับโรงแรมมณเฑียรฯ มาตั้งแต่ยุคเริ่มต้น ผลงานซึ่งหลอมรวมแนวคิดด้านสถาปัตยกรรม ศิลปะ และวัฒนธรรมอาหารไทยไว้อย่างลุ่มลึก ถูกนำมาตีความใหม่โดย แทนสกุล สุวรรณกูฏ หลานชายของท่านกูฏ ผ่านเทคนิค Animation และ Live Interactive Arts ที่เปิดโอกาสให้ผู้ชมสามารถโต้ตอบกับแสง สี และตัวละครบนผนังอาคารได้แบบเรียลไทม์ทุกการเคลื่อนไหวของผู้ชมก่อให้เกิดลวดลายและสีสันที่แตกต่าง เปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้ชม” สู่ “ผู้ร่วมสร้าง” ประสบการณ์ Immersive ที่ไม่ซ้ำกันในแต่ละช่วงเวลา เปรียบเสมือนการร่วมเขียนตำนานบทใหม่ของโรงแรม ผ่านภาษาศิลปะร่วมสมัยที่ยังคงเคารพรากเหง้าดั้งเดิมอย่างลึกซึ้ง

เบื้องหลังการขับเคลื่อนแนวคิดนี้ สะท้อนวิสัยทัศน์ของผู้บริหารที่มองว่า ศิลปะและสถาปัตยกรรมไม่ควรถูกเก็บไว้เพียงในความทรงจำ หากแต่ควรถูกนำมาต่อยอดให้สอดคล้องกับบริบทของยุคสมัย สุพิชญา รักปัญญา หัวหน้าฝ่ายพัฒนาธุรกิจและสร้างสรรค์ ในนาม คอนดูอิท เฮาส์ (Conduit House) บริษัทผู้ดำเนินกิจการโรงแรมมณเฑียร สุรวงศ์ กรุงเทพฯ กล่าวว่า “เราทุกคนตื่นเต้นเป็นอย่างมาก กับนิทรรศการที่จะเกิดขึ้น เพราะนี่เป็นครั้งแรกของวงการโรงแรมไทยและโรงแรมมณเฑียร สุรวงศ์ กรุงเทพฯ ที่เราจะได้เห็นมรดกทางศิลปะในใจกลางลอบบี้ของโรงแรม ที่แขกผู้เคยเยี่ยมเยียนและพนักงานทุกคนได้เห็นและคุ้นเคยกันอย่างดี ออกมาโลกแล่นผ่านการต่อยอดด้วยเทคนิค Animation และ Live Interactive Arts เพื่อเป็นการตอกย้ำว่าการอนุรักษ์และสานต่อเอกลักษณ์ของโรงแรมมณเฑียรฯ คือหัวใจสำคัญที่ผู้บริหารและพนักงานทุกคนยึดถือมาโดยตลอด โรงแรมแห่งนี้ไม่ใช่เพียงสถานที่พักผ่อน แต่คือมรดกทางวัฒนธรรมที่สะท้อนอัตลักษณ์ของโรงแรมไทยอย่างแท้จริง ทั้งในมิติของสถาปัตยกรรม งานจิตรกรรม และการออกแบบภายในที่สร้างความประทับใจให้แก่ผู้มาเยือนมาอย่างยาวนาน”

อีกทั้ง ในวาระที่โรงแรมกำลังก้าวสู่ปีที่ 60 การปรับโฉมครั้งล่าสุดจึงไม่ได้มุ่งเปลี่ยนแปลงเพื่อความทันสมัยเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นการเปิดพื้นที่ให้เรื่องราวในอดีตได้สนทนากับปัจจุบัน ภายใต้แนวคิด “Old Meets New” หรือ “ใหม่ในเก่า”

“เราต้องการเปิดบทใหม่ของการบริการ ด้วยประสบการณ์การต้อนรับที่ผสานเสน่ห์ความเป็นไทยเข้ากับความร่วมสมัยอย่างกลมกลืน เพื่อยกระดับมาตรฐานให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและนานาชาติ โดยยังคงรักษาเอกลักษณ์ของโรงแรมระดับตำนานแห่งนี้ไว้ให้โลกได้จดจำ” สุพิชญา กล่าว

เพื่อตอบรับโจทย์ของ Bangkok Design Week ภายใต้แนวคิดหลัก “DESIGN S/O/S” โรงแรมมณเฑียร สุรวงศ์ กรุงเทพฯ ได้นำเสนอแนวคิด “Food Cultures” จากสำรับข้าวมันไก่ สู่วัฒนธรรมอาหารย่านบางรัก – สุรวงศ์ เป็นแกนหลักของการเข้าร่วมดำเนินกิจกรรมในครั้งนี้ เพื่อถ่ายทอดและตีความมรดกทางวัฒนธรรมของเราใหม่ผ่านความคิดสร้างสรรค์ และยังได้ต่อยอดแนวคิดการหลอมรวมศิลปะ วัฒนธรรม และการบริการ ผ่านประสบการณ์ด้านอาหารที่รังสรรค์ขึ้นเป็นพิเศษเฉพาะเทศกาลนี้ โดยนำรสชาติอันเป็นตำนานมาตีความใหม่อย่างร่วมสมัย อาทิ ดูโอความอร่อย “พัฟมัสมั่นแก้มวัว” ที่นำเมนูซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็น “แกงที่ดีที่สุดในโลก” มาปรับรูปแบบให้หยิบจับง่ายแต่ยังคงรสชาติอันลุ่มลึก จับคู่กับ “บ้าบิ่นชีสเค้กมะพร้าวอ่อน” ที่ผสานเท็กซ์เจอร์ความหนึบหอมมันของขนมไทยเข้ากับความเนียนนุ่มของครีมชีสอย่างลงตัว เสริมด้วยม็อกเทลแก้วพิเศษ Siam Golden Muse จากการ์เดน เลาจน์ ตอกย้ำภาพลักษณ์ของโรงแรมในฐานะหมุดหมายด้านความอร่อยที่เคียงคู่ย่านสุรวงศ์มาอย่างยาวนาน

พร้อมกันนี้ โรงแรมยังคงต้อนรับผู้มาเยือนด้วยเมนูซิกเนเจอร์อันเลื่องชื่อที่อยู่คู่มณเฑียรฯ มายาวนานเกือบห้าทศวรรษ นำโดย ข้าวมันไก่มณเฑียร การันตีคุณภาพด้วยรางวัล Michelin Bib Gourmand เคียงคู่ความอร่อยระดับตำนานจาก สามสหายติ่มซำจักรพรรดิ จากห้องอาหารเรือนต้น สะท้อนบทบาทของโรงแรมในฐานะจุดหมายปลายทางด้านอาหารชั้นนำที่ฝังรากลึกอยู่ในวิถีชีวิตและจิตวิญญาณของย่านบางรักอย่างแท้จริง

ผู้สนใจงานออกแบบ ชุมชนในพื้นที่ และผู้มาเยือนจากทั่วทุกมุมโลก ร่วมสัมผัสประสบการณ์สร้างสรรค์ใน เทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ 2569 ระหว่างวันที่ 29 มกราคม – 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด  พร้อมกิจกรรมหลากหลายรูปแบบที่สะท้อนอัตลักษณ์ของย่านบางรักควบคู่กับความร่วมสมัยของกรุงเทพมหานคร โดยแต่ละโปรแกรมสะท้อนแง่มุมเฉพาะของแนวคิด “Food Cultures” และมรดกเชิงสร้างสรรค์  สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 02 233 6070 หรืออีเมล info@montienbangkok.com

ปวดหลัง ปวดคอ ร้าวลงแขนขา สัญญาณเตือน ‘โรคกระดูกสันหลัง’

ปวดหลัง ปวดคอ ร้าวลงแขนขา สัญญาณเตือน ‘โรคกระดูกสันหลัง’

ปวดหลัง ปวดคอ ร้าวลงแขนขา สัญญาณเตือน ‘โรคกระดูกสันหลัง’

วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

อาการปวดหลัง หรือปวดต้นคอ อาจดูเป็นเรื่องเล็กสำหรับใครหลายคน โดยเฉพาะในยุคที่คนทำงานใช้คอมพิวเตอร์นาน ๆ หรือก้มหน้าดูโทรศัพท์มือถือแทบทั้งวัน แต่คุณรู้หรือไม่ว่า อาการปวดที่มองข้ามเหล่านี้ อาจเป็นสัญญาณเตือนสำคัญของปัญหากระดูกสันหลัง ที่ควรพบแพทย์เฉพาะทางโดยเร็ว

จุดเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้าม นพ. ศรัณย์ จินดาหรา แพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกสันหลัง โรงพยาบาลเอส สไปน์  เผยว่า “อาการปวดหลังเรื้อรัง ปวดคอร้าวลงแขน หรือปวดหลังร้าวลงขา อาจเกิดจากความผิดปกติของหมอนรองกระดูก หรือ การกดทับเส้นประสาท ซึ่งหากปล่อยไว้นานเกินไปโดยไม่ตรวจ อาจส่งผลให้เกิดภาวะ กล้ามเนื้ออ่อนแรง และ สูญเสียศักยภาพในการใช้งาน โดยเฉพาะในผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น นั่งทำงานท่าเดิมนานๆ ยกของหนักผิดท่า ออกกำลังกายไม่ถูกวิธี หรือ แม้แต่ผู้สูงอายุที่มีความเสื่อมของกระดูกตามวัย

นพ. ศรัณย์ จินดาหรา

สัญญาณเตือนที่ควรรีบพบแพทย์ ปวดร้าวลงแขนหรือขา มีอาการชาหรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง ปวดหลังเวลานั่งหรือเดินนาน มีอาการปวดมากขึ้นตอนกลางคืน

อย่างไรก็ตามหาก ผู้ป่วยมีอาการปวดหลังร้าวลงสะโพกหรือขา เดินไกลหรือยืนนานแล้วมีอาการขาอ่อนแรง ต้องนั่งพักก่อนจึงจะเดินต่อได้ อาการลักษณะนี้เป็นสัญญาณของภาวะโพรงไขสันหลังตีบแคบ หรือ หมอนรองกระดูกสันหลังกดทับเส้นประสาทบริเวณเอว ซึ่งสามารถเกิดได้ในทุกช่วงวัย ไม่จำกัดแค่วัยสูงอายุ เพราะในวัยหนุ่มสาวก็สามารถเกิดหมอนรองกระดูกปลิ้นออกมากดทับเส้นประสาทได้เช่นกัน เพียงแต่ในผู้สูงอายุจะมักมีภาวะความเสื่อมร่วมด้วย

ผู้ป่วยที่มีอาการกลุ่มนี้ควรได้รับการวินิจฉัยอย่างรวดเร็ว เพราะหากปล่อยไว้ เส้นประสาทที่ถูกกดทับอาจฟื้นตัวยาก หรือไม่สามารถฟื้นได้สมบูรณ์ 100% การผ่าตัดในกรณีที่มีการกดทับมากก็เปรียบเหมือนการ “เอาหินออกจากหญ้า” เพื่อให้หญ้าได้มีโอกาสฟื้นตัว แต่ถ้าหญ้าถูกทับไว้นานจนแห้งเฉา แม้จะเอาหินออกแล้วก็อาจไม่กลับมาเขียวสดดังเดิม เปรียบได้กับเส้นประสาทในร่างกาย ที่เมื่อเสียหายแล้วไม่สามารถเปลี่ยนใหม่ได้เหมือนเปลี่ยนชิ้นส่วนอื่น

นพ. ศรัณย์ เน้นย้ำว่า การซักประวัติและตรวจร่างกายโดยละเอียดเป็นสิ่งสำคัญมาก เพื่อแยกแยะว่าอาการปวดที่ผู้ป่วยเป็นอยู่เกิดจากกล้ามเนื้อ เส้นประสาท หรือความเสื่อม และต้องดูว่าอาการเหล่านั้นรุนแรงพอที่จะต้องพิจารณาการรักษาแบบเฉพาะทางหรือไม่ หากพบว่ามีอาการปวดร้าวลงแขนหรือขา มีอาการชา หรืออ่อนแรง การรักษาอาจไม่สามารถใช้แค่ยาแก้ปวดหรือกายภาพบำบัดเพียงอย่างเดียวได้ แต่จำเป็นต้องพิจารณาแนวทางที่ตรงจุดมากขึ้น

สำหรับผู้ป่วยกลุ่มใหญ่ที่มีอาการจากกล้ามเนื้อหรือความเสื่อมของกระดูกสันหลัง หากไม่มีการกดทับเส้นประสาทร่วมด้วย ก็สามารถรักษาแบบไม่ผ่าตัดได้ เช่น ควบคุมน้ำหนักร่างกาย การทำกายภาพบำบัด ปรับพฤติกรรมการใช้งาน และเสริมสร้างกล้ามเนื้อหลังและคอให้แข็งแรงขึ้น เพื่อรองรับโครงสร้างที่อาจเสื่อมไปแล้วบางส่วน ถึงแม้ความเสื่อมจะย้อนคืนไม่ได้ แต่เราสามารถทำให้ร่างกายกลับมาใช้งานได้ดีใกล้เคียงปกติอีกครั้ง

วิธีป้องกันที่สามารถทำได้ทันที เช่น  การจัดท่านั่งให้ถูกต้องระหว่างทำงาน  ,ลุกเปลี่ยนอิริยาบถทุก 30-60 นาที และออกกำลังกายเพื่อเสริมกล้ามเนื้อหลังและแกนกลางลำตัวอย่างสม่ำเสมอ  แต่หากเริ่มมีอาการปวดอย่ารอจนเรื้อรัง 

เพราะ “หลังและคอ” คือ แกนสำคัญของร่างกาย หากมีอาการผิดปกติ ควรรีบปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อป้องกันโรคร้ายก่อนสายเกินไป ที่ โรงพยาบาลเอส สไปน์ เรามีทีมแพทย์ที่เชี่ยวชาญมากประสบการณ์ และเทคโนโลยีที่ทันสมัย ช่วยให้การวินิจฉัยและการรักษามีประสิทธิภาพ ผู้ป่วยสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้เร็วขึ้น ทั้งนี้ หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับอาการปวดคอ ปวดหลัง สามารถของรับคำปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ที่ โรงพยาบาลเอส สไปน์ โรงพยาบาลเฉพาะทางด้านกระดูกสันหลัง โทร. 02 034 0808

มะเร็งตับอ่อน ภัยเงียบที่คร่าชีวิตสูง เพราะรู้ตัวเมื่อสายเกินไป

มะเร็งตับอ่อน ภัยเงียบที่คร่าชีวิตสูง เพราะรู้ตัวเมื่อสายเกินไป

มะเร็งตับอ่อน ภัยเงียบที่คร่าชีวิตสูง เพราะรู้ตัวเมื่อสายเกินไป

วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มะเร็งตับอ่อน จัดเป็นมะเร็งที่พบได้เป็นลำดับที่ 10 ในเพศชายของประเทศไทย จากข้อมูลทะเบียนมะเร็งระดับโรงพยาบาล ปี 2563 แม้จะไม่ใช่มะเร็งที่พบมากที่สุด แต่กลับเป็นหนึ่งในชนิดที่มีอัตราการเสียชีวิตสูงเป็นอันดับต้น ๆ สาเหตุสำคัญมาจากการที่โรคนี้มักไม่แสดงอาการชัดเจนในระยะแรก ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากรู้ตัวเมื่อโรคลุกลามไปแล้ว

นายแพทย์ธนภูมิ ลิ้มตระกูล

นายแพทย์ธนภูมิ ลิ้มตระกูล ศัลยแพทย์ชำนาญการด้านโรคตับและทางเดินน้ำดี โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล อธิบายว่า ตับอ่อนเป็นอวัยวะสำคัญในระบบย่อยอาหาร อยู่บริเวณด้านหลังต่อกระเพาะอาหารและด้านหน้ากระดูกสันหลัง มีความยาวประมาณ 12–15 เซนติเมตร ทำหน้าที่สร้างน้ำย่อยสำหรับย่อยคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมัน รวมถึงผลิตฮอร์โมนอินซูลินเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด เมื่อการทำงานของตับอ่อนผิดปกติ จึงส่งผลทั้งต่อระบบย่อยอาหารและการควบคุมระดับน้ำตาลในร่างกาย

ปัจจุบันยังไม่พบสาเหตุที่ชัดเจนของการเกิดมะเร็งตับอ่อน แต่พบความสัมพันธ์กับปัจจัยเสี่ยงหลายประการ เช่น เพศชาย อายุที่มากกว่า 55 ปี การสูบบุหรี่ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงมากกว่าผู้ไม่สูบถึง 2–3 เท่า โรคตับอ่อนอักเสบเรื้อรังจากการดื่มสุรา โรคอ้วน การรับประทานอาหารไขมันสูงเป็นประจำ รวมถึงโรคทางพันธุกรรมบางชนิด

 มะเร็งตับอ่อนเป็นโรคที่วินิจฉัยได้ค่อนข้างยาก โดยเฉพาะในระยะเริ่มต้นที่แทบไม่แสดงอาการจำเพาะ ผู้ป่วยจำนวนมากจึงมาพบแพทย์เมื่อโรคอยู่ในระยะลุกลามและไม่สามารถผ่าตัดรักษาให้หายขาดได้

แม้อาการในระยะแรกจะไม่ชัดเจน แต่อาการที่มักพบเมื่อโรคเริ่มลุกลาม ได้แก่ เบื่ออาหาร น้ำหนักลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ อาการปวดท้องบริเวณลิ้นปี่ ซึ่งอาจปวดร้าวไปด้านหลัง รวมถึงอาการตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม และอุจจาระสีซีด อาการเหล่านี้ถือเป็นสัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม และควรรีบเข้ารับการตรวจจากแพทย์

การวินิจฉัยมะเร็งตับอ่อนจำเป็นต้องอาศัยการตรวจพิเศษทางรังสีวิทยา เช่น เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) และการส่องกล้องอัลตราซาวนด์ผ่านทางเดินอาหาร (Endoscopic Ultrasound: EUS)

แนวทางการรักษามะเร็งตับอ่อนที่ให้ผลดีที่สุดคือการผ่าตัดเอาก้อนเนื้อร้ายตับอ่อนออก อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยจำนวนมากไม่สามารถเข้ารับการผ่าตัดได้ เนื่องจากโรคอยู่ในระยะลุกลาม โดยวิธีการรักษามะเร็งตับอ่อน เราจะแบ่งเป็น 3 แบบหลักๆ คือ  กรณีผ่าตัดได้ (resectable) – การผ่าตัด (Surgical resection) ในกรณีที่มะเร็งตับอ่อนอยู่ส่วนหัวของตับอ่อน จะเป็นการผ่าตัด Whipple’s operation เป็นการผ่าตัดใหญ่เอาส่วนหัวของตับอ่อน กระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก และท่อน้ำดีออกไปเป็นก้อนเดียวกัน (Enbloc resection) ร่วมกันกับเลาะต่อมน้ำเหลืองโดยรอบ เพื่อกำจัดเซลล์มะเร็งในตับอ่อนและอวัยวะใกล้เคียง

กรณีมะเร็งอยู่ส่วนท้ายของตับอ่อน จะเป็นการผ่าตัดเอาตับอ่อนส่วนปลายและม้ามออก  ซึ่งการผ่าตัดมะเร็งตับอ่อน ถือเป็นการผ่าตัดที่ใหญ่และซับซ้อน ไม่สามารถผ่าตัดแบบส่องกล้องแบบทั่วไปได้ ต้องได้รับการผ่าตัดแบบเปิดช่องท่อง อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันมีการนำหุ่นยนต์มาช่วยในการผ่าตัด ซึ่งสามารถผ่าตัดได้เทียบเคียงการผ่าตัดแบบเปิด แต่ฟื้นตัวเร็วกว่า แผลเล็กและเจ็บน้อย

กรณีก้ำกึ่ง (borderline) – กรณีที่ต้องให้ยาเคมีบำบัดก่อน  และ กรณีผ่าตัดไม่ได้ – ให้การรักษาด้วยการฉายรังสีและยาเคมีบำบัด

มะเร็งตับอ่อน อาจเป็นโรคที่เงียบและรุนแรง แต่การรู้เท่าทันความเสี่ยง การสังเกตอาการผิดปกติ และการเข้ารับการตรวจอย่างเหมาะสมตั้งแต่เนิ่น ๆ คือโอกาสสำคัญในการเพิ่มทางเลือกในการรักษาและยืดอายุผู้ป่วย หากมีความกังวลหรือมีปัจจัยเสี่ยง ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะสม

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ เด็กชายกับข้าวต้มมัด

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ เด็กชายกับข้าวต้มมัด

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ เด็กชายกับข้าวต้มมัด

วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

            เช้าวันหนึ่งเด็กชายน้อยสะพายกระเป๋านักเรียนใบเก่า ภายในกระเป๋า มีข้าวต้มมัดสองห่อ ที่แม่ให้ไปกินตอนหิว

            ระหว่างทาง เขาเห็นผีเสื้อปีกสีเหลือง กำลังดิ้นรน ติดอยู่ในใยแมงมุม

            เด็กชายค่อย ๆ เอื้อมมือไป แกะใยออกทีละเส้น ทำให้ผีเสื้อหลุดออกจากใยแมงมุมได้  มันโบยบินวนรอบเด็กชายสองรอบ เหมือนจะบอกว่า“ขอบคุณนะ!”แล้วก็บินหายไป

            พอใกล้ถึงโรงเรียน เด็กชายเห็นชายไร้บ้านคนหนึ่ง ยืนพิงกำแพง อยู่ข้างถนน หน้าซีด ผอมโซ เด็กชายเปิดกระเป๋า หยิบข้าวต้มมัดที่แม่ให้มาหนึ่งห่อ แล้วยื่นให้

            “ลุงครับ…ผมมีข้าวต้มมัดสองห่อ แบ่งให้ลุงหนึ่งห่อครับ  ”

            ชายคนนั้นรับข้าวต้มมัดไป มือสั่นเล็กน้อย กัดคำแรกแล้วน้ำตาคลอ

            เด็กชายรู้สึกแปลกใจ ถึงแม้ข้าวต้มมัดของเขาจะหายไปหนึ่งห่อ แต่หัวใจของเขากลับเต็มอิ่มมากกว่าเดิม 

            ในห้องเรียนวันนั้น ก็ยังมีเรื่องดี ๆ ต่อเนื่อง เพราะเพื่อนที่อยู่ข้าง ๆ กระซิบเสียงเบา “เราลืมเอาดินสอมา…”

            เด็กชายไม่พูดอะไรเพียงหยิบดินสอที่มีหลายแท่งในกระเป๋า แล้วยื่นให้

            เมื่อครูทราบเรื่อง ข้าวต้มมัด และดินสอ ครูก็ยิ้มแล้วพูดกับนักเรียนทั้งห้องว่า

           “การทำความดีนั้นไม่ต้องมากมายอะไร เพียงแค่การแบ่งปันในสิ่งที่มีเพียงเล็กน้อย ก็เป็นผลงานอันยิ่งใหญ่ได้”

            เด็กชายน้อยยิ้ม มองกระเป๋าใบเก่าของตัวเองที่มิได้เหลือเพียงข้าวต้มมัดห่อเดียว แต่เต็มไปด้วย ความสุข ความเมตตา และหัวใจที่อบอุ่น

อาทร  จันทวิมล

งานยิ่งเป๊ะ ใจยิ่งพัง! รู้จักภาวะ ‘Professionalism Trap’ เมื่อความกลัวความผิดพลาด ทำร้ายคนทำงานไม่รู้ตัว

งานยิ่งเป๊ะ ใจยิ่งพัง! รู้จักภาวะ ‘Professionalism Trap’  เมื่อความกลัวความผิดพลาด  ทำร้ายคนทำงานไม่รู้ตัว

งานยิ่งเป๊ะ ใจยิ่งพัง! รู้จักภาวะ ‘Professionalism Trap’ เมื่อความกลัวความผิดพลาด ทำร้ายคนทำงานไม่รู้ตัว

วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

การเป็น “มืออาชีพ” คือเป้าหมายในการทำงานของใครหลายคน แต่เคยรู้สึกไหมว่า บางครั้งความตั้งใจที่อยากทำให้ทุกอย่างออกมาดี กลับกลายเป็นแรงกดดันที่ตัวเองทนแทบไม่ไหว ความรู้สึกนี้เองอาจเป็นสัญญาณว่าคุณกำลังติดอยู่ในภาวะ กับดักความเป็นมืออาชีพในที่ทำงาน (Professionalism Trap) ซึ่งหากปล่อยไว้นาน ๆ จนปล่อยวางไม่ลง อาจนำไปสู่ความเครียดสะสมและปัญหาสุขภาพจิตในระยะยาว

พญ. นงนุช สัตกรพรพรหม จิตแพทย์ แพทย์ผู้ชำนาญการด้านจิตเวช ศูนย์สุขภาพใจ โรงพยาบาลวิมุต  ชวนคนทำงานมาสำรวจใจและปลดล็อกกับดักนี้ไปด้วยกัน เพื่อเปลี่ยนความเป็นมืออาชีพให้เป็นพลังบวก ไม่ใช่ภาระที่หนักอึ้งอีกต่อไป

พญ. นงนุช สัตกรพรพรหม จิตแพทย์ แพทย์ผู้ชำนาญการด้านจิตเวช ศูนย์สุขภาพใจ โรงพยาบาลวิมุต 

“กับดักความเป็นมืออาชีพในที่ทำงาน” ภัยเงียบที่ทำลายใจคนทำงาน

กับดักความเป็นมืออาชีพในที่ทำงาน (Professionalism Trap) ไม่ใช่โรคทางกายภาพ แต่เป็นภาวะทางใจที่คล้ายกับโรคบุคลิกภาพย้ำคิดย้ำทำ (Obsessive Compulsive Personality Disorder: OCPD) มักเกิดขึ้นกับคนที่ให้ความสำคัญกับความสมบูรณ์แบบ ความเป็นระเบียบ และความถูกต้องมากเกินไป รวมถึงผู้ที่ตั้งมาตรฐานกับตัวเองไว้สูง หรือเติบโตมาในครอบครัวที่เน้นความสมบูรณ์แบบ อีกทั้งอาจได้รับแรงกดดันจากสังคมที่ทำงานซึ่งมีการแข่งขันสูง ปัจจัยเหล่านี้เองที่ค่อย ๆ พาเราเข้าไปติดกับดักโดยไม่รู้ตัว และรู้สึกว่าตัวเองต้อง “ดีที่สุด” ตลอดเวลา

เช็กด่วน! คุณกำลังติด “กับดักความเป็นมืออาชีพในที่ทำงาน” อยู่หรือเปล่า

แม้ภาวะ Professionalism Trap จะไม่ใช่โรคที่มีแบบวินิจฉัยชัดเจน แต่สามารถสังเกตได้จากพฤติกรรมที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน ได้แก่ 1) การไม่กล้าพูดคำว่า “ฉันทำไม่ได้” เพราะกลัวถูกมองว่าไร้ความสามารถ 2) การพยายามวางมาดเข้มแข็งตลอดเวลาเพราะเชื่อว่าความอ่อนแอคือความล้มเหลว 3) ยึดติดว่าทุกอย่างต้องสมบูรณ์แบบจนไม่ยอมรับข้อผิดพลาดใด ๆ และ 4) รู้สึกว่าต้องควบคุมอารมณ์และภาพลักษณ์อยู่เสมอจนกลายเป็นภาระใจ หากพบว่ามีหลายข้อที่ตรงกับตัวเอง อาจถึงเวลาทบทวนว่าความเป็นมืออาชีพที่คุณรักษาไว้ ว่ากำลังช่วยสร้างคุณค่าหรือบั่นทอนสุขภาพใจอยู่กันแน่

ซึมเศร้า-วิตกกังวล-ภาวะหมดไฟ ปลายทางของ “กับดักความเป็นมืออาชีพในที่ทำงาน”

สมองของมนุษย์ทำงานร่วมกันระหว่าง Prefrontal Cortex ซึ่งควบคุมเหตุผลและการยับยั้งชั่งใจ กับ Amygdala ซึ่งเกี่ยวข้องกับอารมณ์ ความกลัว และความกังวล หากสมดุลระหว่างสองส่วนนี้ถูกรบกวน สมองจะตอบสนองต่อความผิดพลาดแรงเกินจริงจนรู้สึกว่าความล้มเหลวเล็กน้อยคือเรื่องใหญ่ ส่งผลให้สมองหลั่งสารกระตุ้นความตึงเครียดซ้ำ ๆ จนระบบควบคุมอารมณ์อ่อนแรงลง “ในระยะยาว ภาวะนี้อาจนำไปสู่โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล และภาวะหมดไฟ (Burnout) โดยเฉพาะอาชีพที่ต้องรับผิดชอบสูง เช่น บุคลากรทางการแพทย์ ผู้บริหาร นักวิชาการ หรือศิลปิน ที่เผชิญแรงกดดันให้ต้องดีพอตลอดเวลา ดังนั้นหากใครที่พบว่าตัวเองกำลังเผชิญกับภาวะนี้อยู่ อยากให้เริ่มดูแลสุขภาพใจตัวเองทันทีเพื่อป้องกันโรคทางจิตใจที่อาจตามมา” พญ.นงนุช สัตกรพรพรหม กล่าว

เมื่อ “กับดักความเป็นมืออาชีพในที่ทำงาน” เริ่มทำร้ายคนรอบข้าง

พญ.นงนุช สัตกรพรพรหม กล่าวว่า “กับดักความเป็นมืออาชีพนอกจากจะทำร้ายตัวเอง อาจส่งผลกระทบให้คนรอบข้างด้วยเช่นกัน แบบแรกคือการสร้างบรรยากาศความกดดัน เพราะผู้ที่ยึดติดกับความสมบูรณ์แบบมักคาดหวังว่าคนอื่นต้องมีมาตรฐานที่สูงเท่ากับตัวเอง ทำให้เพื่อนร่วมงานรู้สึกเครียด อึดอัด และเหมือนถูกจับตามองอยู่เสมอ อีกแบบคือการสร้างความหงุดหงิดรำคาญใจ เพราะการกลัวความผิดพลาดอาจทำให้เกิดนิสัยที่ละเอียดเกินจำเป็น เช่น การเช็กงานซ้ำ ๆ หรือถามคำถามเดิมซ้ำไปซ้ำมา ซึ่งแม้จะทำไปด้วยเจตนาที่ดี แต่กลับสร้างความน่ารำคาญให้คนในทีมโดยไม่รู้ตัว”

ปลดล็อก “กับดักความเป็นมืออาชีพในที่ทำงาน” ด้วยความเข้าใจตนเอง

การออกจากกับดักความเป็นมืออาชีพไม่ได้หมายถึงการลดมาตรฐานของตนเอง แต่คือการเรียนรู้ที่จะมีสมดุลระหว่างความรับผิดชอบกับความเมตตาต่อตัวเอง เริ่มจากการต้องเข้าใจว่าคุณค่าของเราไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสำเร็จที่สมบูรณ์แบบเท่านั้น แต่ยังอยู่ที่ความพยายามและความตั้งใจด้วย ลองเปลี่ยนจากการตั้งเป้าหมายใหญ่ ๆ ที่ไกลเกินเอื้อม มาเป็นการตั้งเป้าหมายที่เหมาะสมกับความสามารถ เพราะทุกความสำเร็จที่เกิดขึ้นระหว่างทางจะเป็นสิ่งที่ช่วยเติมเต็มและตอกย้ำว่าเรามีคุณค่าในทุกก้าวที่เดิน

พญ.นงนุช สัตกรพรพรหม กล่าวเสริมว่า “นอกจากการปรับความคิดแล้ว สิ่งที่คนทำงานควรทำควบคู่ไปด้วยคือการทำกิจกรรมผ่อนคลายความเครียด รวมถึงต้องพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกาย และสร้างสมดุลระหว่างงานและชีวิตส่วนตัว (work-life balance) แต่ถ้ารู้สึกว่าความกดดันมันหนักจนรับไม่ไหว ก็อยากให้ลองเข้ามาพูดคุยกับจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา เพราะการมาขอคำปรึกษาไม่ได้หมายความว่าเราอ่อนแอ แต่เป็นการดูแลสุขภาพใจอย่างมืออาชีพเช่นกัน”

“การจะเป็นมืออาชีพที่มีความสุขย่อมทำได้ ตราบใดที่เรายอมรับว่าตัวเองเป็นมนุษย์ที่ทำผิดพลาดได้ เพราะความล้มเหลวมันไม่เคยฆ่าใคร มันเป็นแค่บทเรียนให้เราเติบโตขึ้น ความผิดพลาดไม่ได้ทำให้เราหมดความน่าชื่นชม คุณยังเป็นหัวหน้าที่ดี เป็นเพื่อนร่วมงานที่มีคุณค่า เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่สมบูรณ์ ทั้งในวันที่ทำอะไรสักอย่างสำเร็จหรือผิดพลาดก็ตาม” พญ.นงนุช สัตกรพรพรหม กล่าวทิ้งท้าย

หากมีข้อสงสัย หรือมีอาการของ ภาวะ ‘Professionalism Trap’ สามารถขอรัยคำปรึกษาแพทย์โรงพยาบาลวิมุตหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์สุขภาพใจ ชั้น 18 โรงพยาบาลวิมุต เวลาทำการ 08.00-18.00 น. โทร. 02-079-0078 หรือดาวน์โหลด ViMUT Application เพื่อนัดหมายแพทย์ หรือใช้บริการปรึกษาหมอออนไลน์

มูลนิธิศุภนิมิตฯ ส่งต่อความรักที่ยั่งยืน ผ่านโครงการ ‘เพ(ร)าะรัก’ โค้งสุดท้ายก่อนจบโครงการ

มูลนิธิศุภนิมิตฯ ส่งต่อความรักที่ยั่งยืน ผ่านโครงการ ‘เพ(ร)าะรัก’ โค้งสุดท้ายก่อนจบโครงการ

มูลนิธิศุภนิมิตฯ ส่งต่อความรักที่ยั่งยืน ผ่านโครงการ ‘เพ(ร)าะรัก’ โค้งสุดท้ายก่อนจบโครงการ

วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย เดินหน้าสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนให้กับชีวิตเด็ก ครอบครัว และชุมชนในพื้นที่ห่างไกล ผ่านโครงการ “เพ(ร)าะรัก” แคมเปญใหญ่ที่มุ่งเน้นการให้ที่เป็นมากกว่าการบริจาค แต่เป็นการ “เพาะ” เมล็ดพันธุ์แห่งความหวังและ “เพราะ” ความรักที่มีต่อเพื่อนมนุษย์ โดยโครงการนี้เดินเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายก่อนจะสิ้นสุดในเดือนมีนาคมที่จะถึงนี้

จากการดำเนินพันธกิจของมูลนิธิศุภนิมิตฯ ที่มุ่งสร้างความเปลี่ยนแปลงคุณภาพชีวิตของเด็กกลุ่มเปราะบางให้เติบโตอย่างเต็มศักยภาพ จึงนำมาสู่การขับเคลื่อน โครงการเพ(ร)าะรัก ที่จะเพาะโอกาสที่เปลี่ยนอนาคตที่ดีให้กับเด็กได้จริง ซึ่งเป็นโครงการที่มูลนิธิศุภนิมิตฯ ตั้งใจให้เด็กกลุ่มเปราะบางได้รับการปกป้องและเติบโตอย่างมีคุณภาพ และโครงการนี้ ยังมุ่งเน้นแก้ไขปัญหาความยากจนจากต้นตอ เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน โดยหัวใจสำคัญคือ การเปลี่ยนความรักให้กลายเป็นโอกาส เปลี่ยนการให้ชั่วคราวให้กลายเป็นการสร้างอนาคตที่มั่นคงและยั่งยืน โดยที่ผ่านมา โครงการนี้ได้ทำหน้าที่เป็นสะพานส่งต่อความเมตตาจากสังคม ไปสู่การเปลี่ยนแปลงชีวิตเด็ก ครอบครัว และชุมชน อย่างเป็นรูปธรรม จนเกิดเป็นพลังแห่งความสำเร็จในการสร้างชีวิตใหม่ให้แก่ครอบครัวเปราะบางไปแล้วหลายครอบครัว

จากการค้นพบ ยังมีเด็กไทยจำนวนมากที่เติบโตขึ้นมาท่ามกลางความยากจน สิ่งที่ขาดหายไปไม่ใช่เพียงปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต แต่คือความรัก ความอบอุ่น และกำลังใจที่ช่วยให้พวกเขาก้าวต่อไปได้อย่างมั่นคง โครงการ “เพ(ร)าะรัก” จึงเกิดขึ้นภายใต้แนวคิดที่ว่า การอุปการะเด็กไม่ได้เป็นแค่เพียงการบริจาคเงินหรือสิ่งของ แต่คือ การมอบความรักและโอกาสเพื่อให้เด็กยากไร้ได้มีอนาคตที่สดใสและอย่างยั่งยืน โดยโครงการฯ มุ่งเน้นให้การสนับสนุนด้านปัจจัยพื้นฐาน  4 ด้านที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ เพื่อสร้างรากฐานที่มั่นคงให้กับเด็ก ครอบครัวและชุมชน อาทิเช่น การสนับสนุนด้านการศึกษา การส่งเสริมโภชนาการที่มีคุณภาพ  การเข้าถึงแหล่งน้ำสะอาดและสุขอนามัย  การส่งเสริมอาชีพให้ครอบครัว และการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับการเรียนรู้ให้กับเด็ก ด้วยแนวคิดที่มุ่งมั่น จึงทำให้โครงการเพ(ร)าะรัก ไม่ได้เป็นเพียงการส่งมอบสิ่งของเพียงครั้งเดียวแล้วจบไป แต่คือการวางรากฐานที่มั่นคงให้กับเด็กและครอบครัว สามารถยืนหยัดได้ด้วยตัวเองในระยะยาว ด้วยความเชื่อว่าการหยิบยื่นโอกาสผ่านการอุปการะเด็กหรือการสนับสนุนโครงการพัฒนาต่าง ๆ จะเป็นเหมือนการรดน้ำพรวนดินให้ชีวิตเล็ก ๆ ได้เติบโตอย่างแข็งแรงและมีคุณภาพ นอกจากนี้ เรายังพบว่าครอบครัวที่ได้รับโอกาสในหลายพื้นที่ ล้วนมีการเปลี่ยนแปลงที่น่าประทับใจเกิดขึ้น นับตั้งแต่เริ่มโครงการในปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันนี้

นางรสลิน โกแวร์ ผู้อำนวยการมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย กล่าวว่า มูลนิธิศุภนิมิตฯ ได้อยู่เคียงข้างเด็กๆ ในพื้นที่ที่ยากลำบากที่สุด โดยมีโครงการเพ(ร)าะรักเป็นตัวแทนของการเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความหวังผ่านความรักที่เรามีต่อเพื่อนมนุษย์ เราไม่ได้เพียงแค่ให้สิ่งของ แต่เราเข้าไปช่วยให้เขาสามารถพึ่งพาตนเองได้ เพราะหัวใจสำคัญของการทำงานคือ ความยั่งยืนที่จะติดตัวเด็กและครอบครัวไปตลอดชีวิต แม้โครงการจะจบลง แต่เมล็ดพันธุ์ที่เราช่วยกันปลูก ก็จะยังคงเติบโตต่อไปอย่างแน่นอน

เสียงสะท้อนจากพื้นที่การดำเนินงาน แม่สลอง จ.เชียงราย ตัวแทนผู้ปกครองและเด็กที่ได้รับโอกาสจากโครงการเพ(ร)าะรัก ได้แบ่งปันความรู้สึกว่า “ครอบครัวเรามีอาชีพรับจ้างทำไร่และเก็บชาเพื่อหารายได้เลี้ยงครอบครัว ดีใจมากค่ะ เราในฐานะพ่อแม่ ไม่มีกำลังมากพอที่จะมอบให้น้อง แต่ผู้อุปการะได้มอบโอกาสให้น้อง ขอบคุณผู้อุปการะที่ช่วยให้ลูกของเราได้รับโอกาสทางการศึกษาและชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เพราะถ้าต้องพึ่งเพียงลำพังครอบครัวเรา ก็คงไม่รู้เลยว่าจะสามารถส่งลูกเรียนไปได้สูงแค่ไหน” นางหมี่จ๊ะ คุณแม่ของ เด็กชายอาหือ กล่าวด้วยความซาบซึ้ง

“ผมดีใจมากครับที่ได้รับความช่วยเหลือ ทำให้ผมได้มีโอกาสเรียนหนังสือ ได้ชุดนักเรียน อุปกรณ์การเรียน และวันเกิดก็ยังได้ของขวัญจากผู้อุปการะ ดีใจและมีกำลังใจมากๆ ครับ ผมจะตั้งใจเรียน โตขึ้นผมอยากเป็นตำรวจเพื่อจะได้มาดูแลความปลอดภัยให้ครอบครัวและชุมชนครับ” ด.ช.อาหือ อายุ 10 ปี บอกเล่าความรู้สึก

คุณแหน : 3 กุมภาพันธ์ 2569

คุณแหน : 3 กุมภาพันธ์ 2569

คุณแหน : 3 กุมภาพันธ์ 2569

วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • มหาอำนาจยุโรปอังกฤษ ทนการป่วนของ ประธานาธิบดี TRUMP ไม่ไหว ต้องขอตอบโต้กลับบ้างและไม้นี้ถึงกับทำให้ TRUMP ต้องช็อก เพราะมันอาจเป็นจุดอ่อน (ACHILLES HEEL) ของสหรัฐฯในอนาคต กล่าวคืออังกฤษกำลังเตรียมที่จะมอบคืนอำนาจอธิปไตยบริหารราชการแผ่นดินหมู่เกาะ “DIEGO GARCIA ของ CHAGOS ISLANDS” กลับคืนสู่ MAURITIUS สำหรับสหราชอาณาจักรการดำเนินการดังกล่าวกลายเป็นเครดิตทางประชาธิปไตยอันสง่างาม, สิ้นสุดลัทธิอาณานิคม แต่สำหรับสหรัฐฯนี่คือการสูญเสียที่มั่นสำคัญทางยุทธศาสตร์เลย TRUMP กล่าวหาว่าราชอาณาจักรเดนมาร์กเป็นพันธมิตรนาโต้ที่อ่อนแอ และตอกย้ำว่าในเมื่อมีพันธมิตรที่อ่อนแอเช่นนี้สหรัฐฯจึงมีความชอบธรรมที่จะเข้ายึดครองกรีนแลนด์ให้ได้…ถามว่า DIEGO GARCIA มีความสำคัญแค่ไหนถึงทำท่านช็อกได้, มันเป็นฐานทัพอากาศสหรัฐฯสำหรับยุทธการการโจมตีเป้าหมายทางไกล สภาพเป็นเกาะเดียวดายกลางมหาสมุทรอินเดีย ระยะทางประมาณครึ่งทางของการบินจากฐานทัพต่างๆของสหรัฐฯเพื่อเข้าปฏิบัติการโจมตีทั้งในมิดเดิ้ลอีสท์และยุโรป, บาดแผลนี้จึงนับว่าบาดลึกในสายตาของ TRUMP อย่างยิ่ง…
  • ขอแสดงความยินดีย้อนหลังกับ ดร. มหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธคส.) คนใหม่ ซึ่งได้ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ 22 ธ.ค.68 โดยเป็นผู้บริหารที่นำวิสัยทัศน์ “Beyond Housing Bank” เข้ามาขับเคลื่อนองค์กรผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital & Data-Driven) เพื่อช่วยเหลือคนไทยให้มีบ้านอย่างยั่งยืน…
  • เนื่องในวันครูที่ผ่านมา มีการนัดคารวะอาจารย์และสังสรรค์เพื่อนร่วมรุ่นสุทธิวราราม มีเพื่อนบางคน ป่วย ติดภารกิจ โดยเฉพาะ สุภักดี หันทาชีวะ ซึ่งไปตั้งรกรากที่อเมริกาทำให้ ชาติชาย อัครวิบูลย์ นัด อ.ระเบียบ จรรยา ให้เพื่อนได้แสดงมุทิตาจิต โดยมี นัทที ศรีบัณฑิต ,ไพสันต์ พรหมน้อย , นพพริษฐ์ พร้อมเพราะ โดยเฉพาะ จาตุรงค์ อังกาบสี เสร็จงานนี้จะพาเพื่อนจากต่างแดนล่องใต้อีกด้วย งานนี้จัดให้มีขึ้น ณ ร้านอาหารบ้านจิตรประภัสสร วันที่ 5 ก.พ. 11.30น…
  • ฤกษ์งามยามดี ดร.ชลวิทย์ สุขอุดม นายกสมาคมศิษย์เก่าสื่อสารมวลชน มช. เป็นเจ้ามือเลี้ยงสังสรรค์เนื่องในปีใหม่2569 เหล่ากรรมการฯ อาทิ ดร.นงนาถ ห่านวิไล ,บุญลาภ ภูสุวรรณ ,มานิดา นฤภัทร ,พิมพร ศิริวรรณ ,อกนิษฐ์ มาโนษยวงศ์ ,และ รุ่นพี่อาวุโส ธนิต วิจิตรพันธุ์ โดยมีเลขาธิการสมาคมฯ คนขยัน ศุลีพร โชควิวัฒน ดูแลตลอดงาน ณ ร้านพึงชม พหลโยธิน 7 วันที่ 9 ก.พ.ตั้งแต่เวลา 17.00 น.เป็นต้นไป…
  • การเมืองไทยโค้งสุดท้าย ก่อนการเลือกตั้ง…ทุกพรรคระดมสรรพกำลังทุกรูปแบบ เพื่อชนะใจผู้เลือกตั้ง…สัปดาห์ที่แล้วคณะใหญ่พรรคประชาชนลงหาเสียงเลือกตั้งที่ตลาดเจ้าพรหม จ. พระนครศรีอยุธยา ให้ผู้สมัคร สส.เขต 1 ปรากฏว่าคณะผู้หาเสียงได้รับการต้อนรับจากท้องที่อย่างอุ่นหนาฝาคั่ง บังเอิญมีแม่ค้าประจำตลาดผู้หนึ่งมีทักษะสนทนาการเมืองเป็นอย่างดีเข้าร่วมทักทาย ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ช่วยการหาเสียงฯเลยถือโอกาสแจมด้วย คุณแม่ค้าก็สามารถคุยต่อด้วยในระนาบเดียวกัน ยังไม่พอกล่าวชมเชยผลงานของ “พรรคส้ม” อีกมาก ซ้ำยังให้คะแนนนิยมส่วนตัวกับดาวรุ่ง “ไอซ์” รักชนก ศรีนอก ว่าเก่งมากจับงานได้ทะลุทะลวง ฉะนั้นเลือกตั้งครั้งนี้ขออวยพรให้พรรคฯ เข้าสภาได้ เพื่อเป็นฝ่ายค้านคุมเข้มรัฐบาล…ผู้นำจิตวิญญาณ ได้ฟังแล้วถึงกับร้องจ๊ากว่า “ไม่ใช่ครับเข้าไปเป็นรัฐบาลสถานเดียว”
  • ทางด้าน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้ยังคงคอนเซ็ปต์ มั่นคง ชัดเจน ไม่มีแผ่ว พาคณะไปหาเสียงที่ไหน ถูกรุมจาก FC รุ่นใหญ่มากมาย พร้อมชื่นชมว่า ยังรูปหล่อ เสียงดี สำหรับรูปลักษณ์ภายนอก แม้จะมีผมขาวแซมอยู่มากมาย ทำให้อาวุโสขึ้นอีกนิด แต่เจ้าตัวยังคงยืนยัน “ผม(กู)ไม่มีเทาเด็ดขาด”…หนักแน่น ดังแผ่นผาจริงๆเชียว !!…

บารอนเนส

มธ.เลี้ยงแสดงความยิน 6 ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ศิษย์เก่าผู้ได้รับเข็มเกียรติยศ โล่เกียรติยศ โล่เกียรติคุณ 2568

มธ.เลี้ยงแสดงความยิน 6 ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์  ศิษย์เก่าผู้ได้รับเข็มเกียรติยศ โล่เกียรติยศ โล่เกียรติคุณ  2568

มธ.เลี้ยงแสดงความยิน 6 ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ศิษย์เก่าผู้ได้รับเข็มเกียรติยศ โล่เกียรติยศ โล่เกียรติคุณ 2568

วันจันทร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 17.10 น.

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นำโดย ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาล อธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดงานเลี้ยงแสดงความยินดีแก่ ผู้ได้รับพระราชทานปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ประจำปีการศึกษา 2567 และศิษย์เก่าผู้ได้รับ เข็มเกียรติยศ  โล่เกียรติยศ โล่เกียรติคุณ ประจำปี 2568 และบุคลากรดีเด่น ประจำปี 2567 โดยได้รับเกียรติจาก ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ นายกสภามหาวิทยาลัย เป็นประธานกล่าวแสดงความยินดีแก่ผู้ได้รับเกียรติและความสำเร็จในครั้งนี้ งานจัดขึ้นเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2568 ณ โรงแรม เดอะสุโกศล

งานเลี้ยงแสดงความยินดีจัดขึ้นเพื่อแสดงความยินดีแก่ ผู้ได้รับพระราชทานปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ เนื่องในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร ประจำปีการศึกษา 2567 6 ท่าน ได้แก่ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ รศ.ดร.อภิญญา เวชยชัย สังคมสงเคราะห์ศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ วิรัช อยู่ถาวร ศิลปกรรมศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาการละคอน อานนท์ วังวสุ ปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาวิทยาการประกันภัย รศ.ดร.กำพล รุจิวิชชญ์ วิทยาศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาเทคนิคการแพทย์ และ ศ.กิตติคุณ นายแพทย์ประพันธ์ ภานุภาค สาธารณสุขศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์  ศิษย์เก่าผู้ได้รับ เข็มเกียรติยศ  ประจำปี 2568  ได้แก่ ผาณิต พูนศิริวงศ์    รวมถึงโล่เกียรติยศ โล่เกียรติคุณ และบุคลากรดีเด่น รวมจำนวน 100 ท่าน  เนื่องในโอกาสครบรอบ  91 ปี วันสถาปนามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อเป็นเกียรติสูงสุดสำหรับผู้ที่มีเกียรติประวัติ ผลงาน ความสามารถอันโดดเด่นและยึดถือความซื่อสัตย์สุจริตต่อวิชาชีพ รวมทั้งมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไปสู่มาตรฐานเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติในการพัฒนาและส่งเสริมงานด้านต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนและสังคมเสมอมา รวมทั้งยังให้การสนับสนุนกิจกรรมของมหาวิทยาลัยมาโดยตลอด อันเป็นแบบอย่างที่ดียิ่งแก่บุคคลโดยทั่วไป

โดยภายในงานมีคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณบดี คณาจารย์ คณะกรรมการสมาคมธรรมศาสตร์ในพระบรมราชูปถัมภ์ และแขกผู้มีเกียรติร่วมงานคับคั่ง

ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ นายกสภามหาวิทยาลัย, ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาล อธิการบดี พร้อมด้วย ผู้ได้รับพระราชทานปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ รศ.ดร.อภิญญา เวชยชัย, วิรัช อยู่ถาวร, อานนท์ วังวสุ, ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์,  รศ.ดร.กำพล รุจิวิชชญ์ และ ศ.กิตติคุณ นายแพทย์ประพันธ์ ภานุภาค มีคณะผู้บริหาร มธ. (ยืน)  รศ.ดร.วีริศ อัมระปาล, ดร.ทวีลาภ ฤทธาภิรมย์, พงศ์เทพ เทพกาญจนา นายกสมาคมธรรมศาสตร์ฯ, วินิจ ศิลามงคล, ชาญศิลป์ ตรีนุชกร, นนทิกร กาญจนะจิตรา, ศ.ดร.สกนธ์ วรัญญูวัฒนา, สิทธิชัย พันเศษ, ศ.ดร.สิทธิผล เครือรัตติกาล ประธานสภาอาจารย์, ผศ.ดร.ปาริยา ณ นคร, รศ.ดร.ไพลวรรณ สัทธานนท์, พิศิษฐ์ เสรีวัฒนา, รศ.ดร.สุปรีดี ฤทธิรงค์ รองอธิการบดี,  ผศ.ดร.ชยกฤต อัศวธิตานนท์,รศ.ดร.ดนุพันธุ์ วิสุวรรณ และ รศ.ดร.จิรพล สังข์โพธิ์

คณะกรรมการสภามหาวิทยาลัย (จากซ้าย) ชาญศิลป์ ตรีนุชกร, ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาล อธิการบดี, ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ นายกสภาฯ, พงศ์เทพ เทพกาญจนา นายกสมาคมธรรมศาสตร์ฯ , พิศิษฐ์ เสรีวัฒนา, วินิจ ศิลามงคล, ดร.ทวีลาภ ฤทธาภิรมย์ ยินดีกับ ผาณิต พูนศิริวงศ์ ศิษย์เก่าผู้รับรางวัลเข็มเกียรติยศ


ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ นายกสภามหาวิทยาลัย มอบภาพถ่ายที่ระลึกแก่ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์

นายกสภามหาวิทยาลัย มอบภาพถ่ายที่ระลึกแก่ รศ.ดร.อภิญญา เวชยชัย


นายกสภามหาวิทยาลัย มอบภาพถ่ายที่ระลึกแก่ วิรัช อยู่ถาวร


อานนท์ วังวสุ รับมอบภาพถ่ายที่ระลึกจากนายกสภามหาวิทยาลัย มีอธิการบดี มธ. ร่วมยินดี


รศ.ดร.กำพล รุจิวิชชญ์ วิทยาศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาเทคนิคการแพทย์


ศ.กิตติคุณ นายแพทย์ประพันธ์ ภานุภาค สาธารณสุขศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ 


ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ นายกสภามหาวิทยาลัย, ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาล อธิการบดี มธ. มอบดอกไม้แสดงความยินดีกับ ผาณิต พูนศิริวงศ์ ศิษย์เก่าผู้รับรางวัลเข็มเกียรติยศ ประจำปี 2568


รศ.ดร.กำพล รุจิวิชชญ์, ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ผู้ได้รับพระราชทานปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ มี วินิจ ศิลามงคล, พิศิษฐ์ เสรีวัฒนา, รศ.ดร.พีระ เจริญพร, และ ศ.ดร.สกนธ์ วรัญญูวัฒนา และ ดารณี วัธนเวคิน ร่วมยินดี


รศ.ดร.อภิญญา เวชยชัย มีคู่ชีวิต ภูมิธรรมเวชยชัย ร่วมยินดี

พงศ์เทพ เทพกาญจนา นายกสมาคมธรรมศาสตร์, นนทิกร กาญจนะจิตรา และ ปสันน์ เทพรักษ์

ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาล, รศ.ดร.อภิญญา – ภูมิธรรม เวชยชัย และ วิรัช อยู่ถาวร

สิทธิชัย พันเศษ,ศ.ดร.สิทธิผล เครือรัตติกาล,ผศ.ดร.ปาริยา ณ นคร, รศ.ดร.ไพลวรรณ สัทธานนท์


ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ และ ศ.ดร.มรรยาท-รศ.ดร.กำพล รุจิวิชชญ์


รศ.ดร.พีระ เจริญพร คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มธ. และ ศ.ดร.สกนธ์ วรัญญูวัฒนา อดีตคณบดี ร่วมแสดงความยินดีกับ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ได้รับพระราชทานปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์

ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์, ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาล และศิษย์เก่าผู้ได้รับโล่เกียรติยศ  โล่เกียรติคุณ ประจำปี 2568

ผู้รับโล่เกียรติยศ ทำคุณประโยชน์ ศ.กิตติคุณ นพ.สุรศักดิ์ ฐานีพานิชสกุล, กัลยาณี วิสิษฐยุทศาสตร์ และ บุคลากรดีเด่น 2568 ฐิตารีย์ แก้วตาทิพย์ พยาบาล รพ.ธรรมศาสตร์ฯ และ ผศ.อาสาฬห์ สุวรรณฤทธิ์ อดีต คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง

‘ดวลเพลงดัง พลังมัธยม’ดรามาน้ำตาท่วมจออินจัดกับเพลง’ไสว่าสิบ่ถิ่มกัน’ของ ‘ก้อง ห้วยไร่’

'ดวลเพลงดัง พลังมัธยม'ดรามาน้ำตาท่วมจออินจัดกับเพลง'ไสว่าสิบ่ถิ่มกัน'ของ 'ก้อง ห้วยไร่'

‘ดวลเพลงดัง พลังมัธยม’ดรามาน้ำตาท่วมจออินจัดกับเพลง’ไสว่าสิบ่ถิ่มกัน’ของ ‘ก้อง ห้วยไร่’

วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 17.00 น.

สาวกเพลงอกหัก ช้ำรักฟังทางนี้ “ดวลเพลงดัง พลังมัธยม” ท้าดวล 3 หนุ่มน้อยประชันอารมณ์กับเพลงสุดฮิต”ไสว่าสิบ่ถิ่มกัน” ของ “ก้อง ห้วยไร่” ลุ้นหน้าจอไปด้วย วันพุธที่ 4 กุมภาพันธ์นี้

เตรียมผ้าเช็ดน้ำตารอได้เลย สัปดาห์นี้ ดวลเพลงดัง พลังมัธยม ส่งเพลงลูกทุ่งอินดี้สุดฮิตเป็นโจทย์ท้าทายความสามารถเหล่าผู้เข้าแข่งขันเสียงดี งานนี้ 2 พิธีกรคู่หู โหน-ธนากร ศรีบรรจง และอ้น-อัครวัฒน์ จุมพลวิวัฒน์ การันตีเชียร์มันแน่ พร้อมได้ 3 กรรมการเสียงดี ฝน-ธนสุนทร, ไอซ์-ศรัณยู และกานต์-ทศน มาร่วมเฟ้นหาแชมป์ และไม่ลืมแนะนำเทคนิคดี ๆ ทั้งการร้อง การทำโชว์ รวมถึงการสื่อสารอารมณ์ซึ่งสำคัญมากกับเพลงนี้ และห้ามพลาดกับการแสดงของน้อง ๆ โรงเรียนศรีอยุธยา ในพระอุปถัมภ์ฯ ที่ยกความงามของภาคใต้มาให้ชมกันแบบอลังการ  ชมโชว์สวย ๆ กันแล้ว ลุ้นไปกับการแข่งขันของ 3 หนุ่มน้อยกันต่อ น้องนนท์, น้องโอเว่น และน้องโดโด้ คว้าไมค์สู้กันแบบไม่ยั้งในเพลง ไสว่าสิบ่ถิ่มกัน ของนักร้องหนุ่มอารมณ์ดี ก้อง ห้วยไร่ บอกเลยว่าเพลงนี้ไม่หมู มีทั้งท่อนเสียงสูงและเสียงต่ำโหด ๆ ปราบเซียน แถมอินเนอร์จัดเต็ม ซึ่งแต่ละคนทำผลงานออกมาได้โดนใจกรรมการสุด ๆ เรียกว่าเก่งเกินอายุมาลุ้นไปด้วยกันว่าสุดท้ายใครจะคว้าแชมป์ไปครองติดตามความสนุก และร่วมส่งกำลังใจให้ผู้เข้าแข่งขันได้ในรายการ ดวลเพลงดัง พลังมัธยม วันพุธที่ 4 กุมภาพันธ์นี้เวลา 13.30 น. ทาง ช่อง 7HD กด 35 Facebook : Ch7HD และ Ch7HD Entertainment  และสามารถชมความเคลื่อนไหวรายการต่าง ๆ ได้ทาง ช่อง 7HD ดูทีวีกด 35 สดออนไลน์ BUGABOO.TV และช่องทางออนไลน์ Facebook, IG, X, TikTok, YouTube : Ch7HD เว็บไซต์ :  www.ch7.com

สะกดทุกสายตา พิ้งกี้ สาวิกา อวดลุคอาหรับสุดปัง สวยจนตะลึง

สะกดทุกสายตา พิ้งกี้ สาวิกา อวดลุคอาหรับสุดปัง สวยจนตะลึง

สะกดทุกสายตา พิ้งกี้ สาวิกา อวดลุคอาหรับสุดปัง สวยจนตะลึง

วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.38 น.

3 กุมภาพันธ์ 2569 เรียกเสียงฮือฮาในโลกโซเชียลได้อีกครั้ง สำหรับนางเอกสาวสวย “พิ้งกี้ สาวิกา ไชยเดช” ที่นอกจากผลงานในวงการบันเทิงแล้ว ยังเดินหน้าทำธุรกิจส่วนตัวอย่างจริงจัง

ล่าสุด พิงกี้ทำเอาอินสตาแกรมแทบแตก หลังปล่อยภาพแฟชั่นเซ็ตใหม่ชุดส่าหรี โทน ดำ-ทอง แถมแต่งหน้าตาคมจัดเต็ม เสริมลุคด้วยผ้าคลุมศีรษะสีดำ ช่วยขับใบหน้าคมเข้ม

โดยเจ้าตัวได้เขียนแคปชั่นกำกับภาพไว้ว่า Gold threads, dark skies, and a timeless Arabic night