สิงคโปร์ จ่อเริ่มมาตรการ “ยิงอีกา” อีกครั้ง หลังเหตุกาโจมตีพุ่ง 4 เท่า

สิงคโปร์ จ่อเริ่มมาตรการ “ยิงอีกา” อีกครั้ง หลังเหตุกาโจมตีพุ่ง 4 เท่า

23 ก.พ. 2569 23:31 น.

สิงคโปร์ จ่อเริ่มมาตรการ “ยิงอีกา” อีกครั้ง หลังเหตุกาโจมตีพุ่ง 4 เท่า

สิงคโปร์เตรียมกลับมาใช้มาตรการยิงอีกาอีกครั้งแล้ว หลังยกเลิกไปกว่า 6 ปี เนื่องจากปริมาณอีกาเพิ่มสูง เช่นเดียวกับเหตุอีกาทำร้ายคน ซึ่งมากกว่าก่อนยกเลิกมาตรการหลายเท่า

เมื่อวันจันทร์ที่ 23 ก.พ. 2569 นาย ชี ฮง ตัต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาแห่งชาติเปิดเผยว่า คณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ (NParks) ระบุว่า จะกลับมาดำเนินมาตรการกำจัดอีกา “ด้วยการยิง” อีกครั้งตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของเดือนมีนาคมเป็นต้นไป

การตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจาก กระทรวงการพัฒนาแห่งชาติหารือร่วมกับกระทรวงมหาดไทย และกองกำลังตำรวจสิงคโปร์ โดยปฏิบัติการยิงอีกาเคยถูกระงับไปในปี 2563 หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ยิงปืนไปถูกบ้านเรือนประชาชน

อย่างไรก็ตาม นายชีระบุว่า นับตั้งแต่นั้นมา มาตรการอื่นๆ ในการจัดการประชากรอีกา เช่น การวางกับดักและเคลื่อนย้ายอีกา การรื้อถอนรัง รวมถึงการยกระดับความพยายามในการลดแหล่งอาหารที่เกิดจากมนุษย์ ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า ยังไม่เพียงพอหากไม่ใช้ร่วมกัน

“เฉพาะในปี 2568 เพียงปีเดียว สำนักงานบริการเทศบาลได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับอีกา ราว 15,000 รายการ ซึ่งมากกว่าปี 2563 ถึง 3 เท่า” นายชีกล่าว พร้อมเสริมว่ารายงานการถูกอีกาโจมตีก็เพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า โดยมีมากกว่า 2,000 รายในปีเดียวกัน

“หากประชากรอีกายังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง มันจะส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของผู้อยู่อาศัย เนื่องจากจะมีการโจมตีจากอีกามากขึ้นเรื่อยๆ” นายชีกล่าว “ด้วยเหตุนี้ ผมจึงได้สั่งการให้ NParks นำมาตรการยิงกำจัดกลับมาใช้ เพื่อเป็นหนึ่งในวิธีลดประชากรอีกาในสิงคโปร์”

นายชียอมรับว่า ปฏิบัติการยิงอีกานี้จะมีความเสี่ยงอยู่บ้างเนื่องจากมีการใช้ปืนลูกซอง ดังนั้น ผู้ปฏิบัติหน้าที่ยิงจะต้องปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด เช่น ต้องยิงขึ้นด้านบนเท่านั้น, กั้นพื้นที่ปฏิบัติงานพร้อมติดป้ายเตือนที่ชัดเจน และการจัดวางเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้เพียงพอ ไม่ให้ผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้าพื้นที่ขณะปฏิบัติการ

ทางด้าน NParks เปิดเผยว่า ปฏิบัติการยิงอีกาจะดำเนินการโดยผู้รับเหมาจัดการสัตว์ป่าที่ได้รับใบอนุญาต ซึ่งผ่านการรับรองด้านการใช้อาวุธปืนโดยเฉพาะ

นอกจากนี้ NParks ยังระบุด้วยว่า ในปี 2568 ทางหน่วยงานรื้อถอนรังอีกาไปแล้วเกือบ 9,000 รังทั่วเกาะ ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับปี 2564 ที่มีการรื้อถอนเพียง 600 กว่ารัง ส่วนจำนวนอีกาที่ถูกดักจับและเคลื่อนย้ายก็เพิ่มขึ้นจากราว 1,800 ตัวในปี 2564 เป็นมากกว่า 13,000 ตัวในปี 2568

ทั้งนี้ นกกาที่กำลังสร้างปัญหาในสิงคโปร์นั้นคือ “นกอีแก” หรือ “อีกาบ้าน” (House crow) ซึ่งมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Corvus splendens ไม่ใช่สัตว์ท้องถิ่นของสิงคโปร์ แต่เป็นสายพันธุ์ต่างถิ่นรุกราน ที่ส่งผลกระทบและเป็นอันตรายต่อความหลากหลายทางชีวภาพในท้องถิ่น

พวกมันสามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมในเมืองได้ง่ายมาก อีกาเหล่านี้จึงมีสัญชาตญาณในการปกป้องลูกของพวกมันสูงเป็นพิเศษ และอาจเข้าโจมตีทันทีหากรู้สึกว่าลูกๆ ของมันกำลังถูกคุกคาม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ออสเตรเลียหนุนแผนถอดถอน “แอนดรูว์” จากลำดับการสืบราชสันตติวงศ์

ออสเตรเลียหนุนแผนถอดถอน “แอนดรูว์” จากลำดับการสืบราชสันตติวงศ์

23 ก.พ. 2569 22:40 น.

ออสเตรเลียหนุนแผนถอดถอน “แอนดรูว์” จากลำดับการสืบราชสันตติวงศ์

นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียแจ้งผู้นำสหราชอาณาจักรว่า เขาพร้อมสนับสนุนหากมีแผนการใดๆ เพื่อถอดถอน อดีตเจ้าชายแอนดรูว์ ออกจากลำดับการสืบราชสันตติวงศ์ จากกรณีอื้อฉาวต่างๆ ที่ผ่านมา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 23 ก.พ. 2569 ว่า นายแอนโทนี อัลบาเนซี นายกรัฐมนตรีแห่งออสเตรเลียส่งจดหมายถึง เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักรเพื่อแจ้งว่า รัฐบาลของเขาพร้อมจะสนับสนุนแผนการถอดถอน แอนดรูว์ เมานต์แบ็ตเทน-วินด์เซอร์ ออกจากลำดับการสืบราชสันตติวงศ์

ปัจจุบัน แอนดรูว์ยังคงอยู่ในลำดับที่ 8 ของการสืบราชบัลลังก์ แม้จะถูกถอดถอนพระยศต่าง ๆ รวมถึงคำนำหน้าชื่อว่า “เจ้าชาย” ไปเมื่อเดือนตุลาคม 2569 ท่ามกลางแรงกดดันเรื่องความสัมพันธ์ของเขากับ เจฟฟรีย์ เอปสตีน นักการเงินผู้ถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานล่วงละเมิดทางเพศเด็ก

ขณะนี้รัฐบาลสหราชอาณาจักรกำลังพิจารณาที่จะเสนอกฎหมายเพื่อถอดถอนอดีตเจ้าชายแอนดรูว์ออกจากลำดับการสืบราชสันตติวงศ์ หลังจากเขาถูกจับกุมในฐานะผู้ต้องสงสัยว่าประพฤติมิชอบในตำแหน่งหน้าที่สาธารณะเมื่อ 19 ก.พ.ที่ผ่านมา หลังถูกแฉว่า เขาแบ่งปันข้อมูลลับระหว่างปฏิบัติหน้าที่ทูตการค้าให้นายเอปสตีนรู้

ข้อความในจดหมายของนายอัลบาเนซีระบุว่า “เรียน นายกรัฐมนตรีสตาร์เมอร์ สืบเนื่องจากเหตุการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับ แอนดรูว์ เมานต์แบ็ตเทน-วินด์เซอร์ ผมเขียนจดหมายฉบับนี้เพื่อยืนยันว่า รัฐบาลของผมจะเห็นชอบต่อข้อเสนอใดก็ตามที่จะถอดถอนเขาออกจากลำดับการสืบราชสันตติวงศ์”

“ผมเห็นพ้องกับท่านว่า กระบวนการทางกฎหมายควรดำเนินไปอย่างเต็มที่ และต้องมีการสอบสวนอย่างถี่ถ้วน เป็นธรรม และเหมาะสม” จดหมายระบุ “ข้อกล่าวหาเหล่านี้เป็นเรื่องร้ายแรง และชาวออสเตรเลียให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างมาก”

อดีตเจ้าชายได้รับการปล่อยตัวภายใต้การสอบสวน หลังจากถูกสำนักงานตำรวจเทมส์แวลลีย์ ควบคุมตัวไว้นานถึง 11 ชั่วโมง โดยไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดการสอบปากคำ แต่ที่ผ่านมา แอนดรูว์ปฏิเสธข้อกล่าวหาและการกระทำผิดใด ๆ อย่างแข็งขันมาโดยตลอด

ทั้งนี้ การจะถอดถอนเชื้อพระวงศ์ออกจากลำดับการสืบราชสันตติวงศ์ จำเป็นต้องตราเป็น พระราชบัญญัติ (Act of Parliament) ซึ่งต้องได้รับความเห็นชอบจากทั้งสภาผู้แทนราษฎรและสภาขุนนาง (วุฒิสภา) และจะมีผลบังคับใช้เมื่อกษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้กฎหมาย

นอกจากนั้น การถอดถอนยังต้องได้รับความเห็นชอบจากประเทศในเครือจักรภพอีก 14 ประเทศที่พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ทรงเป็นประมุขแห่งรัฐ รวมถึงแคนาดา ออสเตรเลีย จาเมกา และนิวซีแลนด์ด้วย

ทางด้านพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ทรงมีพระราชดำรัสหลังการจับกุมแอนดรูว์ พระอนุชาของพระองค์ว่า “สิ่งที่ต้องดำเนินการต่อไปจากนี้ คือกระบวนการที่ยุติธรรม เป็นธรรม และถูกต้อง ซึ่งจะมีการสอบสวนประเด็นนี้ในแนวทางที่เหมาะสมโดยเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจที่เกี่ยวข้อง”

ขณะที่โฆษกนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรระบุว่า รัฐบาลไม่ได้ตัดทางเลือกใดทิ้งทั้งสิ้น “เนื่องจากกระบวนการสอบสวนของตำรวจยังคงดำเนินอยู่ จึงไม่เป็นการเหมาะสมที่รัฐบาลจะให้ความเห็นเพิ่มเติมในระยะนี้”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

รถบัสเนปาล ตกเหวลึก 200 ม. ดับแล้ว 19 ศพ รวมชาว UK

รถบัสเนปาล ตกเหวลึก 200 ม. ดับแล้ว 19 ศพ รวมชาว UK

23 ก.พ. 2569 21:47 น.

รถบัสเนปาล ตกเหวลึก 200 ม. ดับแล้ว 19 ศพ รวมชาว UK

เกิดเหตุรถบัสตกเหวลึกกว่า 200 ม. ที่ประเทศเนปาล ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 19 ศพ รวมถึงนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ และมีผู้บาดเจ็บอีกหลายสิบราย

เมื่อวันจันทร์ที่ 23 ก.พ. 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจเนปาลเปิดเผยว่า เกิดเหตุรถบัสลื่นไถลออกนอกเส้นทางบนภูเขา และตกเหวลึกกว่า 200 เมตร ลงสู่พื้นดินริมตลิ่งแม่น้ำตริศูลี (Trishuli) ในเขตธาดิง (Dhading) เมื่อช่วงเช้ามืดของวันจันทร์

รถบัสคันดังกล่าวกำลังเดินทางจากเมืองท่องเที่ยวโพขรา (Pokhara) มุ่งหน้าไปยังกรุงกาฐมาณฑุ ก่อนเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 19 ราย ซึ่งรวมถึงนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ 1 ราย

“จากผู้โดยสารทั้งหมด 44 คน มีผู้เสียชีวิต 19 ราย และอีก 25 รายกำลังอยู่ระหว่างการรักษาตัว” นายประกาศ ธาฮาล นายตำรวจอาวุโสท้องถิ่นบอกกับสำนักข่าว AFP พร้อมยืนยันว่ามีพลเมืองชาวอังกฤษรวมอยู่ในกลุ่มผู้เสียชีวิตด้วย

นอกจากนี้ เขายังระบุว่ามีชาวจีน 1 ราย และชาวนิวซีแลนด์ 1 รายได้รับบาดเจ็บด้วย แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม

ด้านนาย โมฮัน ปราสาท เนอพาเน เจ้าหน้าที่สารสนเทศประจำสำนักงานบริหารท้องถิ่น กล่าวว่าปฏิบัติการกู้ภัยได้เสร็จสิ้นลงแล้วเมื่อช่วงรุ่งเช้า และผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งหมดกำลังอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ARDA ลุยภาคเหนือ โชว์ 4 นวัตกรรมจาก ‘APP TECH’ ผลิกชีวิตเกษตรกร

ARDA ลุยภาคเหนือ โชว์ 4 นวัตกรรมจาก ‘APP TECH’ ผลิกชีวิตเกษตรกร

ARDA ลุยภาคเหนือ โชว์ 4 นวัตกรรมจาก ‘APP TECH’ ผลิกชีวิตเกษตรกร

วันจันทร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 18.00 น.

สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ ARDA จัดกิจกรรม “App Tech Connect เทคโนโลยีที่เหมาะสม เชื่อมอนาคตเกษตรกรไทย” นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ 4 จังหวัดภาคเหนือ : เชียงใหม่ ลำปาง พะเยา เชียงราย เปิดโลกนวัตกรรมสู่การใช้งานในสนามจริง ชี้ให้เห็นพลังงานวิจัยที่พร้อมเปลี่ยนชีวิตเกษตรกร ตั้งแต่กระบวนการผลิต คุณภาพผลผลิต ตลาดสร้างรายได้ ไปจนถึงความยั่งยืนของชุมชน

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร กล่าวว่า ปัจจุบันกษตรกรไทยต้องเจอกับปัญหากดดันรอบด้านทั้งต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ราคาผลผลิตและภูมิอากาศผันผวน มาตรการกีดกันทางการค้า ตลอดจนโครงสร้างประชากรที่ก้าวสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว ปัญหาเหล่านี้หากไม่เร่งปรับตัวจะกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตรไทยทั้งระบบ จากความท้าทายดังกล่าว ARDA จึงเดินหน้าผลักดัน “เทคโนโลยีที่เหมาะสม (Appropriate Technology)” ภายใต้นโยบายของ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ที่ตั้งเป้าหมายชัดว่าต้องทำให้เกษตรกร 20,000 ครัวเรือน มีรายได้เพิ่มขึ้น 20% ภายใน 2 ปี ผ่านเทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยให้เกิดผลจริงในพื้นที่โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อยที่มีต้นทุนจำกัด ปัจจุบัน ARDA ได้อนุมัติทุนวิจัยภายใต้แผนงานมุ่งเป้า APP TECH แล้ว 36 โครงการ ครอบคลุมเทคโนโลยีทั้งพืชไร่ พืชสวน และปศุสัตว์ ร่วมกับพันธมิตร 24 หน่วยงาน ครอบคลุมพื้นที่กว่า 61 จังหวัดทั่วประเทศ ขณะนี้มีเกษตรกรสมัครเข้าร่วมแล้วกว่า 17,596 ครัวเรือน สะท้อนให้เห็นว่าเกษตรกรมีความเชื่อมั่นต่อเทคโนโลยีที่ใช้ได้จริง สำหรับกิจกรรมในครั้งนี้ ARDA นำชม 4 ผลงานเด่นที่ ดังนี้

ครั้งแรกของไทย! เทคโนโลยีผสมเทียมขั้นสูง ไทยแบล็คกรมปศุสัตว์’ เขย่าอุตสาหกรรมเนื้อ ลดนำเข้า 2 ล้านตัน/ปี ดันรายได้เกษตรกรพุ่งตัวละ 40,000 บาท         

อุตสาหกรรมโคเนื้อไทยกำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญ ผลผลิตลดลงจากโรคลัมปีสกิน ต้นทุนอาหารสัตว์พุ่งสูง ขณะที่ความต้องการเนื้อพรีเมียมในประเทศเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่กำลังผลิตยังไม่พอจนต้องนำเข้ามากกว่า 2 ล้านตันต่อปี กระทบทั้งความมั่นคงอาหารและขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศในระยะยาว  ARDA สนับหนุนงานวิจัยให้ กรมปศุสัตว์พัฒนา “โคไทยแบล็คกรมปศุสัตว์” โคเนื้อพรีเมียมที่ผสมระหว่างวากิว แองกัส และโคพื้นเมืองไทย จนได้โคที่ทนร้อน เนื้อนุ่ม และให้เกรดเนื้อสูงกว่าเกณฑ์ทั่วไปอย่างชัดเจน พร้อมช่วยเพิ่มรายได้เกษตรกรถึง 30,000–40,000 บาทต่อตัว

จุดเปลี่ยนสำคัญของโครงการฯ คือการพัฒนาชุดเทคโนโลยีชีวภาพขั้นสูงตั้งแต่กระบวนการ “เก็บไข่ – ปฏิสนธิ – ย้ายฝากตัวอ่อน” ทำให้สามารถขยายพันธุ์โคคุณภาพสูงได้เร็วกว่าเดิมหลายเท่า โดยเก็บไข่จากแม่พันธุ์ปฏิสนธิในห้องแล็บ และย้ายฝากไปยังแม่โคอุ้มบุญในฟาร์มทั่วประเทศ และเมื่อผสานกับเทคนิคอาหารสัตว์แบบแม่นยำ ทำให้เกษตรกรขุนโคได้เร็วขึ้น ลดเวลาอย่างน้อย 2 เดือน

โดยปัจจุบันโครงการฯ สามารถสร้างแม่โคตั้งท้องแล้วกว่า 541 ตัว ฝากย้ายตัวอ่อนแล้ว 170 ตัว เกษตรกรกว่า 540 รายได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้ผ่านการพัฒนาทักษะอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้ฟาร์มจำนวน 108 แห่ง ในกว่า 17 จังหวัด และเริ่มผลิตเนื้อพรีเมียมออกสู่ตลาดได้จริง

ARDA เปิดตัวข้าวโพดเลี้ยงสัตว์พันธุ์ใหม่ “UP 242 – UP 227” สร้างทางเลือก เพิ่มรายได้ให้เกษตรกรพื้นที่ภาคเหนือตอนบน

ARDA สนับสนุนทุนวิจัยแก่มหาวิทยาลัยพะเยาพัฒนาพันธุ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลูกผสม “UP227 และ UP242 ” ชูจุดเด่นให้ผลผลิตเมล็ดเพิ่มมากกว่า 20% จาก 1,200 กก./ไร่ เป็น 1,500 กก./ไร่ สร้างรายได้เกษตรกรสูงขึ้น 20–30% ต้านทานโรคและแมลงได้ดี เหมาะกับพื้นที่หลังนาในภาคเหนือโดยเฉพาะ ปัจจุบันโครงการฯ สามารถรวมกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังนาในพื้นที่ 6 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ พะเยา เชียงราย แพร่ ลำปาง น่าน และเชียงใหม่ ซึ่งผลจากการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตเมล็ดพันธุ์ทำให้ “เกษตรกรผลิตพันธุ์เองได้” สามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ลูกผสมได้มากถึง 25,000–36,000 กก. ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นโดยได้ผลผลิต 550 กก.ต่อไร่ จากเดิมได้เพียง 450 กก.ต่อไร่ ซึ่งช่วยรองรับอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์ SMEsเทคโนโลยีการผลิตเมล็ดพันธุ์ทำให้ “เกษตรกรผลิตพันธุ์เองได้” และผ่านการขึ้นทะเบียนพันธุ์ลูกผสมดีเด่นเรียบร้อยแล้ว

ARDA ปั้นภาคเหนือเป็นแหล่ง ข้าวพรีเมียมไทย’ ดันสาลีจาปอนิกาทะยาน เพิ่มรายได้เกษตรกรพุ่งเป็นเท่าตัว!

ARDA เดินหน้าพัฒนาพืชหลังนาและพืชพรีเมียมมูลค่าสูงในภาคเหนืออย่างเป็นระบบ เแก้โจทย์รายได้ไม่ต่อเนื่องของเกษตรกรในพื้นที่น้ำน้อย ตั้งเป้าลดการพึ่งพาการนำเข้าข้าวระดับพรีเมียมของประเทศ โดยผลักดันสองโครงการสำคัญ คือ “ข้าวสาลี” และ “ข้าวจาปอนิกา” ซึ่งต่างเป็นพืชที่ตอบโจทย์ทั้งตลาดและศักยภาพพื้นที่จริง ข้าวสาลี ดำเนินโครงการโดย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ช่วยพลิกพื้นที่หลังนาให้มีรายได้เพิ่ม 3 เดือนช่วงฤดูหนาว ด้วยคุณสมบัติใช้น้ำน้อยและเหมาะกับพื้นที่สูง ยกระดับผลผลิตจากต่ำกว่า 250 เป็น 350–400 กก./ไร่ ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นมากกว่า 20% พร้อมสร้างต้นแบบเกษตรกรและผู้ประกอบการแปรรูปในการผลิตผลิตภัณฑ์ใหม่มูลค่าสูง เช่น คราฟต์เบียร์ อาหารสุขภาพ และหลอดข้าวสาลี ในขณะเดียวกัน ข้าวจาปอนิกา ดำเนินโครงการโดย มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย เป็นสินค้าทางเลือกเพื่อตลาดเฉพาะที่ไทยต้องนำเข้า 2,100 ตันต่อปี มูลค่า 50 ล้านบาท ปัจจุบันเกษตรกรได้รับการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตเมล็ดและการผลิตเมล็ดพันธุ์ที่ลดต้นทุนลง 14% ผลผลิตเพิ่มเป็นเฉลี่ย 945 กก./ไร่ (เดิมเกษตรกรผลิตได้น้อยกว่า 800 กก./ไร่) ทำให้เกษตรกร 105 รายมีกำไรเพิ่มขึ้นมากกว่า 20% หรือกว่า 6,567 บาท/ไร่ พร้อมยกระดับมาตรฐาน GAP ให้เกษตรกร และพัฒนาโรงสีสู่มาตรฐาน GHP/HACCP เพื่อรองรับการผลิตเชิงพาณิชย์ ทั้งสองโครงการกำลังปั้นห่วงโซ่มูลค่าข้าวภาคเหนือใหม่อย่างครบวงจร เพิ่มรายได้ ลดนำเข้าและยกระดับเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็งและยั่งยืน

ผลงานวิจัยที่นำเสนอในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการโชว์ผลงานวิจัย แต่คือการโชว์จุดเริ่มต้นของการยกระดับเกษตรไทยทั้งระบบ ให้หลุดพ้นจากวงจรต้นทุนสูง–รายได้ต่ำ สู่ยุคใหม่ที่ “เทคโนโลยีทำงานแทนต้นทุน และงานวิจัยสร้างรายได้จริง” และ ARDA พร้อมเป็นตัวกลางเชื่อมโยงทุกความสำเร็จของงานวิจัยไปขยายผลจากต้นแบบในภาคเหนือไปสู่เกษตรกรทั่วประเทศ เพื่อให้ทุกครัวเรือนมีอนาคตที่มั่นคง แข่งขันได้ และยืนอยู่ได้อย่างภาคภูมิในเศรษฐกิจใหม่ของโลกได้อย่างมั่นใจ

ซูเปอร์สปอร์ต เดินเกมรุก ‘Move to a New Height’ ดึง ATLAS เสิร์ฟเอเนอร์จี้

ซูเปอร์สปอร์ต เดินเกมรุก ‘Move to a New Height’ ดึง ATLAS เสิร์ฟเอเนอร์จี้

ซูเปอร์สปอร์ต เดินเกมรุก ‘Move to a New Height’ ดึง ATLAS เสิร์ฟเอเนอร์จี้

วันอังคาร ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.07 น.

เปิดศักราชใหม่แบบคึกคักตั้งแต่ต้นปี Supersports (ซูเปอร์สปอร์ต) ในเครือเซ็นทรัล รีเทล แหล่งรวมสินค้าและแบรนด์กีฬาอันดับ 1 ของไทย จัดงาน “Supersports Powering Year Of Sport 2026 – Beyond Movement Beyond Limits” ณ Central Court ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ พร้อมเดินหน้า “Move to A New Height”    ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสร้าง Sports Ecosystem ที่ครบวงจรที่สุด เชื่อมทุกมิติของกีฬาเพื่อตอบโจทย์ Active Lifestyle ของคนยุคใหม่

ภายในงาน Supersports ย้ำถึงก้าวสำคัญของแบรนด์ในการเดินหน้าสู่การเป็น Sport Destination & Hub of Sports Communities อย่างเต็มรูปแบบ โดยหนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือการยกระดับ “Supersports เซ็นทรัลเวิลด์   แฟลกชิพสโตร์” สู่มาตรฐาน The Best Multi-Brand Sports Store in Southeast Asia ศูนย์รวมแบรนด์กีฬาระดับโลก ประสบการณ์อินเทอร์แอคทีฟ และเทคโนโลยีที่ช่วยให้ผู้คนเชื่อมต่อกับกีฬาได้อย่างแท้จริง

แฟลกชิพสโตร์แห่งนี้ถูกพัฒนาภายใต้โมเดล Store 3.0 ที่ผสานดิจิทัล เทคโนโลยี และประสบการณ์แบบ immersive เพื่อยกระดับ Customer Journey ตั้งแต่โซนทดลองสินค้าเฉพาะทาง การวิเคราะห์รูปเท้าโดยผู้เชี่ยวชาญ พื้นที่ให้คำปรึกษา ไปจนถึงระบบ Omnichannel ที่เชื่อมต่อประสบการณ์ช้อปปิ้งอย่างไร้รอยต่อ โดยแนวคิดของร้านไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ค้าปลีก แต่ถูกออกแบบให้เป็น พื้นที่แห่งแรงบันดาลใจ ประสบการณ์ และการเติบโตของ Sports Community

Supersports ยังตอกย้ำความเชื่อว่า กีฬาเป็นพลังที่สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตผู้คนได้ พร้อมมุ่งเชื่อมโยงผู้คนกับกีฬาในทุกระดับ ตั้งแต่มือใหม่ที่เริ่มต้นก้าวแรกอย่างมั่นใจ ไปจนถึงนักกีฬาที่มุ่งสู่ศักยภาพสูงสุด ภายใต้แนวคิด  Move You, Move Sports ที่ผลักดันให้กีฬากลายเป็นสิ่งเข้าถึงได้สำหรับทุกคน ในแบบและจังหวะของตนเอง

บรรยากาศภายในงานสะท้อนภาพคอมมูนิตี้กีฬาที่เติบโตและหลากหลายมากขึ้น ผ่านกิจกรรมครบทุกมิติ   ทั้งกิจกรรมบนเวทีพูดกับนักกีฬาและ Sporty KOLs ชื่อดัง ซิโก้ – เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง  , เอสที – วารีรยา สุขเกษม, บาส – เดชาพล  พัววรานุเคราะห์ , หมอนอิง – เพียงขวัญ ปะวะโพตะโก , ซุปเปอร์บอน – ศุภชัย หมื่นสังข์ , ไอซ์ ชยุตม์ คงประสิทธิ์  รวมไปถึงแฟชั่นโชว์จากแบรนด์กีฬาชั้นนำ และ Special Session   อาทิ Racket Guru Session, Soccer Star Session และ HYROX Training Session ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้สัมผัสประสบการณ์กีฬาเชิงลึกอย่างใกล้ชิด

อีกหนึ่งสีสันของงานคือมินิคอนเสิร์ต “MOVE WITH ATLAS” จาก 7 หนุ่มวง ATLAS ที่มาร่วมสร้างพลังบนเวที โดยสมาชิกวงเผยว่า การเต้นและการฝึกซ้อมเปรียบเสมือนการเล่นกีฬา ต้องใช้ทั้งวินัย ความทุ่มเท และพลังใจ การได้มีส่วนร่วมในงานที่รวมคอมมูนิตี้กีฬาหลากหลายเช่นนี้ ทำให้เห็นชัดว่ากีฬาเข้าถึงทุกคนได้จริง และอยากชวนแฟน ๆ มาร่วมสัมผัสพลังของกีฬาไปด้วยกัน

งาน “Supersports Powering Year Of Sport 2026 – Beyond Movement Beyond Limits” จึงไม่ใช่เพียงการเปิดปีใหม่ แต่เป็นการประกาศหมุดหมายสำคัญของ Supersports ในการยกระดับสู่ Sport Destination ของประเทศไทย และการสร้าง Ecosystem กีฬาที่ขับเคลื่อนทั้งสินค้า ประสบการณ์ และคอมมูนิตี้ให้เติบโตไปพร้อมกัน พร้อมเชิญชวนทุกคนมาสัมผัสพลังแห่งกีฬาและออกไปก้าวต่ออย่างมั่นใจ

สามารถสัมผัสประสบการณ์สปอร์ตระดับโลกได้แล้ววันนี้ที่ Supersports ชั้น 3 โซน Central Court ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ หรือติดตามข่าวสารและโปรโมชันเพิ่มเติมได้ที่ www.supersports.co.th และ Facebook: Supersports

Bangkok Art Auction จัดประมูลศิลปะครั้งสำคัญ เตรียมยกป้ายชิง 90 ผลงานสุดแรร์ ในงาน The Extraordinaire

Bangkok Art Auction จัดประมูลศิลปะครั้งสำคัญ เตรียมยกป้ายชิง 90 ผลงานสุดแรร์ ในงาน The Extraordinaire

Bangkok Art Auction จัดประมูลศิลปะครั้งสำคัญ เตรียมยกป้ายชิง 90 ผลงานสุดแรร์ ในงาน The Extraordinaire

วันอังคาร ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.02 น.

บางกอก อาร์ต อ๊อกชั่น จัดงานประมูลศิลปะ และไพรเวทเซลล์ครั้งประวัติศาสตร์ภายใต้ชื่อ “The Extraordinaire” (เดอะ เอ๊กซ์ตรอว์ดิแนร์การรวมตัวครั้งสำคัญของอัญมณีแห่งวงการศิลปะไทยจาก ศิลปินชั้นครูระดับตำนาน ขนทัพผลงานระดับไอคอนิกรวม 82 ผลงาน ที่ผ่านการคัดสรรแล้วว่า หายากและทรงคุณค่าที่สุด” และมีมูลค่ารวมกันสูงที่สุดเท่าที่เคยมีมาในวงการประมูลศิลปะไทย  เพื่อตอบโจทย์ทั้งสุนทรียภาพแห่งการสะสมและการลงทุนใน Passion Investment ที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง

 นายเสริมคุณ คุณาวงศ์ ประธาน บางกอก อาร์ต อ๊อกชั่น กล่าวว่า  การลงทุนในสินทรัพย์ที่รัก Passion Investment กลายเป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมสูง เนื่องจากมีค่าความผันผวนต่ำกว่าตลาดหุ้น และมีแนวโน้มการเติบโตที่มั่นคง ในงานประมูลครั้งนี้ เป็นการเปิดประสบการณ์ใหม่ให้นักสะสมได้เข้าถึงผลงานระดับ “Iconic” ที่ไม่ได้เป็นเพียงภาพเขียนหรือรูปปั้น แต่เป็นสมบัติทางวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและมีความพิเศษในทุกแง่มุม โดยครั้งนี้มีผลงานเข้าร่วมทั้งหมดกว่า 82 ผลงาน แบ่งเป็นผลงานระดับมาสเตอร์พีซ 8 ชิ้น ผลงานประมูลชุด The Extraordinaire 69 ชิ้น และการจำหน่ายแบบไพรเวทเซลล์อีก 13 ชิ้น

ส่อง 8 ผลงานระดับมาสเตอร์พีซ ที่สุดแห่งการลงทุนและสุนทรียศิลป์

การประมูลครั้งนี้รวบรวมผลงานจากศิลปินชั้นครู อาทิ ถวัลย์ ดัชนี, เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์, ชาติชาย ปุยเปีย, ประเทือง เอมเจริญ, สุเชาว์ ศิษย์คเณศ, ศักดิ์วุฒิ วิเศษมณี และ ชลูด นิ่มเสมอ มาไว้บนเวทีเดียวกัน  ซึ่งถือเป็นโอกาสดีของนักสะสมและนักลงทุนที่ต้องการครอบครองทรัพย์สินที่มีสภาพคล่องในตลาดนักสะสมระดับสูง โดยมีไฮไลต์ที่ไม่ควรพลาด

  1. ประติมากรรม “พระพุทธรูปและพระมหาชนก ชุดสำคัญ” โดย เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์: งานทองสำริด (บรอนซ์) สุดประณีต ราคาเริ่มต้น 4,200,000 บาท
  2. LV Cherry Infinity โดย Takashi Murakami: สร้างผลงานร่วมกับ Louis Vuitton ถ่ายทอดผ่านแพตเทิร์นที่เป็นซิกเนเจอร์ของทั้งสอง ราคาเริ่มต้น 700,000 บาท
  3. จิตรกรรมแนวเอ็กซ์เพรสชันนิสม์ โดย สุเชาว์ ศิษย์คเณศ: ภาพบ้านที่ถ่ายทอดผ่านฝีแปรงและโทนสีหม่นอันเป็นเอกลักษณ์ ราคาเริ่มต้น 3,900,000 บาท
  4. “หยดน้ำบนใบบัว” โดย ประเทือง เอมเจริญ: ผลงานแนวนามธรรมขนาดใหญ่ที่มอบความสงบชุ่มเย็นและสุนทรียภาพแห่งธรรมชาติ ราคาเริ่มต้น 2,800,000 บาท
  5. จิตรกรรม “จิตพระอริยะ หรือบัวทิพย์” โดย เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์: ความอ่อนช้อยของกลีบบัวและเกลียวคลื่นตามแบบฉบับเฉพาะตัว ราคาเริ่มต้น 2,800,000 บาท
  6. “จารุวี” โดย ศักดิ์วุฒิ วิเศษมณี: ผลงานยุคแรกที่สะท้อนอารมณ์และแฟชั่นทศวรรษ 1980 ราคาเริ่มต้น 2,200,000 บาท
  7. “กล้วยไม้” โดย ชาติชาย ปุยเปีย: การผสมผสานสัญลักษณ์กล้วยไม้เข้ากับอักขระและใบหน้าศิลปิน ราคาเริ่มต้น 2,000,000 บาท
  8. ชุด “อีสานบ้านเฮา” โดย ชลูด นิ่มเสมอ: ผลงานขนาดใหญ่ถึง 1.5 เมตรที่หาได้ยากยิ่ง ที่ใช้เทคนิคโบราณบนกระดาษสา ราคาเริ่มต้น 1,350,000 บาท

ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมชม Exclusive Preview ได้ตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ – 8 มีนาคม 2569เวลา 10.00 น. – 18.00 น. และเข้าร่วมการประมูลในวันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม 2569 เวลา 14.00 น.  ณ บ้านพิพิธภัณฑ์คุณาวงศ์ ซอยลาดพร้าว 54

พม.นำขับเคลื่อนสังคมครอบคลุมทุกช่วงวัย บนเวที ‘APFSD 2026’

พม.นำขับเคลื่อนสังคมครอบคลุมทุกช่วงวัย บนเวที 'APFSD 2026'

พม.นำขับเคลื่อนสังคมครอบคลุมทุกช่วงวัย บนเวที ‘APFSD 2026’

วันอังคาร ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.57 น.

ประเทศไทยได้ยืนยันบทบาทนำในการขับเคลื่อนการสร้างสังคมที่ครอบคลุมและยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางสำหรับคนทุกช่วงวัย ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพมหานคร โดยเรียกร้องเพื่อเสริมความเชื่อมโยงและสอดประสานของนโยบายในทุกระดับและเร่งรัดการดำเนินงานเพื่อแปลงพันธกรณีระดับโลกให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก

นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้กล่าวเปิดการประชุมในกิจกรรมคู่ขนานภายใต้การประชุม “Asia-Pacific Forum on Sustainable Development หรือ APFSDประจำปี 2569” ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพมหานคร โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการเชื่อมโยงกรอบความร่วมมือระดับโลกกับการจัดลำดับความสำคัญระดับภูมิภาคและบริบทระดับพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว

กิจกรรมในหัวข้อ “จากระดับโลกสู่ระดับภูมิภาคและระดับพื้นที่: การติดตามผลการประชุมสุดยอดระดับโลกว่าด้วยการพัฒนาสังคม ครั้งที่ 2 การสร้างสังคมที่ครอบคลุมสำหรับคนทุกช่วงวัยในเอเชียและแปซิฟิก” ได้รวบรวมผู้กำหนดนโยบาย ภาคีเครือข่ายการพัฒนา และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากหลายภาคส่วนทั่วภูมิภาค เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการพัฒนาสังคมอย่างครอบคลุมภายใต้เวทีสหประชาชาติ

นายกันตพงศ์ฯ ได้กล่าวถึงความสำคัญของการเชื่อมโยงการหารือกับวาระการพัฒนาระดับโลก โดยเน้นว่าประสิทธิผลของพันธกรณีระหว่างประเทศขึ้นอยู่กับการแปลงสู่การกำหนดนโยบาย ระบบการให้บริการ และกลไกการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรมในระดับประเทศและระดับพื้นที่ การหารือครั้งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นร่วมกันในการสร้างหลักประกันว่าจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ด้วยการเสริมสร้างการพัฒนาสังคมอย่างครอบคลุมในทุกช่วงวัยของชีวิต

จากผลการหารือระดับสูงที่ประเทศไทยและคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (ESCAP) ร่วมเป็นเจ้าภาพ ณ กรุงโดฮา เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาการอภิปรายได้ยืนยันแนวทางเชิงนโยบายสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมที่ครอบคลุม ได้แก่ การนำแนวคิดตลอดช่วงชีวิตมาใช้ การส่งเสริมนโยบายที่ยึดหลักสิทธิมนุษยชนและประชาชนเป็นศูนย์กลาง การสนับสนุนการมีงานทำที่มีคุณค่าสำหรับทุกช่วงวัย การขยายระบบคุ้มครองทางสังคมแบบครอบคลุมและการดูแลระยะยาว การเสริมสร้างบริการฐานชุมชน และการยกระดับความร่วมมือระดับภูมิภาค

นายกันตพงศ์ฯ กล่าวว่า การประชุม APFSD 2026 เป็นเวทีสำคัญในการขับเคลื่อนลำดับความสำคัญดังกล่าว รวมทั้งเสาหลักทั้งสามประการของปฏิญญาการเมืองโดฮา ได้แก่ การขจัดความยากจน การส่งเสริมการทำงานที่มีคุณค่า และการสร้างสังคมที่ครอบคลุม ให้เป็นยุทธศาสตร์ที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริงในทุกระดับ

ประเทศไทยกำลังขับเคลื่อนประเด็นเหล่านี้ผ่านแนวทางตลอดช่วงชีวิตอย่างรอบด้าน เพื่อให้มีการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยสูงอายุ โดยยึดหลัก “ครอบครัวเป็นศูนย์กลาง (Family First)” ซึ่งช่วยรองรับการเปลี่ยนแปลงทางประชากร เสริมสร้างความเป็นปึกแผ่นระหว่างรุ่น และตอบสนองต่อความต้องการด้านการดูแลที่เปลี่ยนแปลงไปของสังคม ควบคู่กับการเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัวและชุมชน

นอกจากนี้ ยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของแนวทางบูรณาการทั้งภาครัฐและสังคม โดยระบุว่าการพัฒนาสังคมที่มีประสิทธิผลจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมืออย่างเข้มแข็งระหว่างภาครัฐ ภาคประชาสังคม องค์กรระหว่างประเทศ และชุมชนในพื้นที่ เพื่อร่วมกันพัฒนานโยบายที่อิงหลักฐาน มีความครอบคลุม และสอดคล้องกับบริบท ซึ่งสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง “ด้วยความร่วมมือระดับภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง เราสามารถเปลี่ยนพันธกรณีร่วมกันให้เป็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ซึ่งช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกระดับของสังคม”

ประเทศไทยยังได้ยืนยันความมุ่งมั่นในการเสริมสร้างความร่วมมือระดับภูมิภาคภายใต้กรอบเอเชียและแปซิฟิก โดยยกระดับการพัฒนาสังคมอย่างครอบคลุมให้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืน ความยืดหยุ่นของสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ท่ามกลางบริบทโลกที่มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ในตอนท้ายนายกันตพงศ์ฯ ได้เรียกร้องให้ทุกภาคส่วนร่วมมือกันสร้างสังคมที่ครอบคลุม ซึ่งประชาชนทุกช่วงวัยสามารถดำรงชีวิตด้วยศักดิ์ศรี ความมั่นคง และโอกาส เพื่อให้การพัฒนาไม่เพียงยั่งยืนเท่านั้นแต่ยังเป็นธรรมและครอบคลุมสำหรับทุกคนด้วยเช่นกัน

“MSDHS Leads Thailand in Advancing Inclusive Societies for All Ages at APFSD 2026, Strengthening Policy Coherence from Global Commitments to Local Action”

Thailand has reaffirmed its leadership in advancing inclusive, people-centred societies for all ages at the United Nations Conference Centre in Bangkok, calling for stronger policy coherence and accelerated implementation to translate global commitments into tangible outcomes across the Asia-Pacific region.

Mr. Kantapong Rangsesawang, Permanent Secretary of the Ministry of Social Development and Human Security of Thailand, delivered the opening remarks at an associated event of the Asia-Pacific Forum on Sustainable Development (APFSD) 2026, held at the United Nations Conference Centre (UNCC), Bangkok, underscoring the urgency of aligning global frameworks with regional priorities and local realities, particularly in response to profound demographic transitions, including rapid population ageing.

The event, “From Global to Regional to Local: Follow-up to the Second World Summit for Social Development – Building Inclusive Societies for All Ages in Asia and the Pacific,” convened policymakers, development partners, and multi-sector stakeholders from across the Asia-Pacific region to advance collective action on inclusive social development under the United Nations platform.

Positioning the dialogue within the broader global development agenda, Mr. Kantapong emphasized that the effectiveness of international commitments depends on their translation into concrete policies, delivery systems, and implementation mechanisms at national and local levels.

“This dialogue reflects our shared commitment to ensuring that no one is left behind, by strengthening inclusive social development across all stages of life,” he stated.

Building on the outcomes of a high-level dialogue co-hosted by Thailand and ESCAP in Doha in November, the discussions reaffirmed key policy directions to advance inclusive societies. These include adopting a life-course approach, promoting rights-based and people-centred policies, enabling decent work for all ages, expanding inclusive social protection systems and long-term care, strengthening community-based services, and enhancing regional cooperation frameworks.

Mr. Kantapong noted that APFSD 2026 serves as a critical platform to operationalize these priorities, as well as the three pillars of the Doha Political Declaration including poverty eradication, decent work for all, and social inclusion into actionable strategies and practical implementation across all levels.

Thailand is advancing these priorities through a comprehensive life-course approach, ensuring continuity of support from childhood to old age, guided by the principle of “Family First.” This approach addresses demographic transitions, strengthens intergenerational solidarity, and responds to evolving care needs within society, while reinforcing resilience at the family and community levels.

He further underscored the importance of whole-of-government and whole-of-society approaches, highlighting that effective social development requires strong partnerships among governments, civil society, international organizations, and local communities. Such collaboration is essential to develop evidence-based, inclusive, and context-responsive policies that can be effectively implemented on the ground.

“Through sustained regional cooperation, we can transform shared commitments into tangible outcomes that improve the quality of life for people at all levels of society,” he said.

Thailand also reaffirmed its commitment to strengthening regional cooperation under the Asia-Pacific framework, positioning inclusive social development as a key driver of sustainable development, resilience, and human security in an increasingly complex global landscape.

Mr. Kantapong concluded by calling on all stakeholders to work together in building inclusive societies where people of all generations can live with dignity, security, and opportunity to ensure that development is not only sustainable, but equitable and inclusive for all.

-(016)

มะเร็งถุงน้ำดี ‘มัจจุราชเงียบ’ ไม่ปวด ไม่เตือน แต่อันตรายถึงชีวิต

มะเร็งถุงน้ำดี ‘มัจจุราชเงียบ’ ไม่ปวด ไม่เตือน แต่อันตรายถึงชีวิต

มะเร็งถุงน้ำดี ‘มัจจุราชเงียบ’ ไม่ปวด ไม่เตือน แต่อันตรายถึงชีวิต

วันอังคาร ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มะเร็งถุงน้ำดี แม้จะเป็นโรคที่พบไม่บ่อย แต่กลับเป็นหนึ่งในมะเร็งที่มีอัตราการเสียชีวิตสูงชนิดหนึ่งในช่องท้อง ด้วยลักษณะของโรคที่แทบไม่แสดงอาการในระยะเริ่มต้น ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากมารู้ตัวอีกครั้งเมื่อโรคลุกลามเข้าสู่ระยะสุดท้าย จึงถูกขนานนามว่าเป็น “มัจจุราชเงียบ” ที่ค่อยๆ คืบคลานโดยไม่มีสัญญาณเตือนชัดเจน

ผศ.นพ. ปณต สายน้ำทิพย์ อายุรแพทย์มะเร็งวิทยา โรงพยาบาลพระรามเก้า

ผศ.นพ. ปณต สายน้ำทิพย์ อายุรแพทย์มะเร็งวิทยา โรงพยาบาลพระรามเก้า ให้ข้อมูลว่า “ถุงน้ำดี” เป็นอวัยวะขนาดเล็กบริเวณใต้ตับ ทำหน้าที่กักเก็บน้ำดีเพื่อช่วยย่อยไขมัน เมื่อมีนิ่วซึ่งมีลักษณะคล้ายก้อนกรวดสะสมอยู่ภายใน จะเกิดการเสียดสีและกระตุ้นให้เยื่อบุถุงน้ำดีอักเสบซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน การอักเสบเรื้อรังนี้อาจนำไปสู่การกลายพันธุ์ของเซลล์และพัฒนาเป็นมะเร็งในที่สุด โดยเฉพาะกรณีที่นิ่วมีขนาดใหญ่กว่า 3 เซนติเมตร จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งมากขึ้น

มะเร็งถุงน้ำดี เกิดจากการอักเสบเรื้อรังของเยื่อบุถุงน้ำดี โดยมี “นิ่วในถุงน้ำดี” เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่สุด พบร่วมในผู้ป่วยมะเร็งถุงน้ำดีประมาณ 4 ใน 5 ราย ความน่ากลัวของโรคคือ ในระยะแรกแทบไม่มีอาการ ผู้ป่วยจำนวนมากคิดว่าเป็นเพียงอาการแน่นท้องหรือกรดไหลย้อน แต่เมื่อเริ่มมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง หรือปวดท้องรุนแรง มักเป็นระยะที่โรคลุกลามแล้ว

ในระยะเริ่มต้น มะเร็งถุงน้ำดีมักไม่แสดงอาการชัดเจน หรือมีเพียงอาการปวดตื้อบริเวณลิ้นปี่หรือใต้ชายโครงขวาหลังรับประทานอาหาร ซึ่งอาจปวดนานเป็นชั่วโมงแล้วทุเลาลง อาการลักษณะนี้มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นโรคกระเพาะหรือกรดไหลย้อน คนไข้ส่วนใหญ่จึงไม่ได้ให้ความสนใจ เพราะอาการเหล่านี้มักเป็นๆ หายๆ เมื่อมารู้ตัวอีกทีก็มักอยู่ในระยะท้ายของโรคแล้ว

เมื่อโรคลุกลามเข้าสู่ระยะที่ 3 หรือ 4 ก้อนมะเร็งอาจโตจนไปอุดตันท่อน้ำดี ทำให้เกิดภาวะตัวเหลือง ตาเหลือง ปวดท้องรุนแรง น้ำหนักลด และอ่อนเพลีย ซึ่งในระยะนี้แนวทางการรักษาจะซับซ้อนขึ้น และโอกาสรอดชีวิตจะลดลงอย่างมาก ข้อมูลทางการแพทย์ระบุว่า หากตรวจพบในระยะที่ 1 อัตราการรอดชีวิตที่ 5 ปีอาจสูงถึงประมาณ 60% แต่หากพบในระยะที่ 4 อัตราการรอดชีวิตจะเหลือเพียงประมาณ 10% เท่านั้น

สำหรับกลุ่มเสี่ยงที่ควรเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ ผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะเพศหญิง ผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน และผู้ที่รับประทานอาหารไขมันสูงเป็นประจำ เช่น อาหารปิ้งย่าง บุฟเฟต์ หรือเครื่องดื่มหวานมัน ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยกระตุ้นการเกิดนิ่วในถุงน้ำดี

การรักษาในระยะต้น คือการผ่าตัดเอาถุงน้ำดีและเนื้อเยื่อที่เกี่ยวข้องออกทั้งหมด หากเป็นระยะลุกลามอาจต้องใช้เคมีบำบัด และปัจจุบันมีการนำยาภูมิคุ้มกันบำบัดมาใช้ร่วม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมโรคและยืดอายุผู้ป่วย

อย่างไรก็ตาม การป้องกันยังคงเป็นหัวใจสำคัญ ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือมีอายุ 40 ปีขึ้นไป ควรตรวจสุขภาพและอัลตราซาวด์ช่องท้องหากมีอาการที่เข้าได้หรือสงสัยมีความผิดปกติ เพื่อตรวจเช็กความผิดปกติและนิ่วในถุงน้ำดี

สำหรับผู้ที่ต้องการปรึกษาแพทย์ สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 1270 หรือLine: @praram9hospital หรือคลิก https://lhco.li/4k96B90 นอกจากนี้ ควรควบคุมน้ำหนัก ลดการบริโภคอาหารไขมันสูง ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และหากตรวจพบนิ่วในถุงน้ำดี ควรปรึกษาศัลยแพทย์เพื่อประเมินความจำเป็นในการรักษาไม่ปล่อยให้เกิดการอักเสบเรื้อรังในระยะยาว

ท่ามกลางโรคมะเร็งหลากหลายชนิดที่สังคมให้ความสนใจ “มะเร็งถุงน้ำดี” อาจไม่ใช่ชื่อที่ฟังดูคุ้นหู  แต่สำหรับแพทย์ผู้รักษาแล้ว นี่คือโรคที่ไม่ควรถูกมองข้าม เพราะในความเงียบของมันอาจซ่อนความรุนแรงที่รอวันปะทุโดยไม่มีสัญญาณเตือน การตรวจสุขภาพปีละครั้งอาจเป็นสิ่งเล็ก ๆ ที่ช่วยรักษาชีวิตคุณไว้ได้

สามารถศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการดูแลและรักษาโรคมะเร็งเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของ ศูนย์อองโคแคร์ (ศูนย์มะเร็ง) โรงพยาบาลพระรามเก้า หรือคลิก praram9.com/th/medical-center/oncocare-center-th

‘Toxic Relationship’ ภัยเงียบทำลายใจ เสี่ยงซึมเศร้า ปัญหาสุขภาพจิต

‘Toxic Relationship’ ภัยเงียบทำลายใจ เสี่ยงซึมเศร้า ปัญหาสุขภาพจิต

‘Toxic Relationship’ ภัยเงียบทำลายใจ เสี่ยงซึมเศร้า ปัญหาสุขภาพจิต

วันอังคาร ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ความสัมพันธ์ที่ดี คือแรงผลักดันที่ทำให้คนเรามีความสุขและความมั่นคงทางอารมณ์ แต่ในทางตรงกันข้าม หากความสัมพันธ์เต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ การสื่อสารผิดพลาด หรือพฤติกรรมที่บั่นทอนกันอย่างต่อเนื่อง ก็อาจกลายเป็น Toxic Relationship หรือ “ความสัมพันธ์เป็นพิษ” ที่ค่อยๆ กัดกร่อนหัวใจและสุขภาพจิตโดยไม่รู้ตัว

นพ. ธนานันต์ นุ่มแสง จิตแพทย์ โรงพยาบาลพระรามเก้า

นพ. ธนานันต์ นุ่มแสง จิตแพทย์ โรงพยาบาลพระรามเก้า เปิดเผยว่า ความล้มเหลวในการสื่อสารคือรากเหตุสำคัญของปัญหาความสัมพันธ์ โดยเฉพาะคำพูด สีหน้า ท่าทาง หรือเจตนาแฝงที่ทำให้ผู้รับสารรู้สึกถูกกดทับหรือด้อยคุณค่า ปัจจุบันผู้คนมัก “พูดมากกว่าฟัง” ส่งผลให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนสะสมจนกลายเป็นความขัดแย้งเรื้อรัง คำพูดเชิงลบที่ได้รับซ้ำๆ อาจทำให้ผู้ฟังตั้งคำถามกับคุณค่าของตนเอง และเสี่ยงต่อภาวะ Gaslighting เมื่อการบั่นทอนเกิดขึ้นต่อเนื่อง โครงสร้างความคิดเชิงลบจะฝังลึก มองโลกในแง่ดีได้ยาก และอาจลุกลามไปสู่ความเครียด วิตกกังวล หรือภาวะซึมเศร้าในที่สุด

ความสัมพันธ์ที่เป็นพิษมักเริ่มจากสัญญาณเล็กๆ ที่หลายคนมองข้าม เช่น ความรู้สึกอึดอัด เหนื่อยใจ อารมณ์แปรปรวนผิดปกติ หรือมีอาการทางกายทันทีเมื่อพบเจออีกฝ่าย หากปล่อยให้เหตุการณ์ลบเกิดขึ้นซ้ำๆ จนมีอิทธิพลเหนือกว่าด้านดี ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพจิตในระยะยาว แม้เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้อื่นได้เสมอไป แต่สามารถปรับวิธีมองและปกป้องใจตัวเองได้

 เมื่อเปรียบเทียบการรับมือความสัมพันธ์พิษร้ายกับการใช้ “กล้องถ่ายรูป”  จะมีลักษณะดังนี้ 1. เลนส์ที่ใช้มอง เปลี่ยนมุมมองต่อคนที่ทำร้ายใจ มองเขาเป็น “ครูสอนอารมณ์” ช่วยให้ตั้งสติและจัดการอารมณ์ได้ดีขึ้นเมื่อเผชิญหน้า 2. ฟิลเตอร์ที่ใช้กรอง เลือกรับเฉพาะสาระสำคัญของคำพูด ไม่แบกรับอารมณ์ด้านลบที่อีกฝ่ายโยนมา เพื่อลดผลกระทบต่อจิตใจ 3. เกราะป้องกันภายใน สร้างคุณค่าในตัวเอง (Self-worth) ให้มั่นคง เมื่อแกนกลางแข็งแรง ปัจจัยภายนอกก็ยากจะทำให้ใจสั่นคลอน

อย่างไรก็ตาม การสื่อสารอย่างมีคุณภาพคือกุญแจสำคัญในการลดความขัดแย้ง ซึ่งทำได้ด้วย 3 หลักง่ายๆ ได้แก่ 1.ฟังอย่างตั้งใจ คิดก่อนพูด และมีเจตนาเชิงบวก การสื่อสารเชิงบวกช่วยให้ผู้ฟังรู้สึกได้รับการเข้าใจ ลดการปะทะทางอารมณ์ และป้องกันไม่ให้ความสัมพันธ์พัฒนาไปสู่ความเป็นพิษ 2..การตั้งขอบเขตที่เหมาะสม 3.การยอมรับความจริงของความสัมพันธ์ และการรู้ว่าเมื่อใดควรถอยออกมา เป็นทักษะสำคัญในการดูแลใจตนเอง

เพราะสุขภาพจิตที่ดีคือรากฐานของคุณภาพชีวิต การหมั่นฟังเสียงหัวใจและใส่ใจตัวเอง คือวิธีที่ช่วยให้เราห่างไกลความสัมพันธ์พิษร้ายและก้าวเดินต่อไปได้อย่างมั่นคง

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ปลวกสร้างรัง

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ปลวกสร้างรัง

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ปลวกสร้างรัง

วันอังคาร ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                   กาลครั้งหนึ่ง ณ ป่าใหญ่อันอุดมสมบูรณ์ มีปลวกฝูงหนึ่งกำลังเตรียมตัวสร้างรังใหญ่เพื่อหลบภัยในฤดูฝนที่กำลังจะมาถึง แม้ว่าปลวกแต่ละตัวจะมีพละกำลังมหาศาลเมื่อเทียบกับขนาดตัว แต่มีบุคลิกที่พิเศษประการหนึ่งคือ “ความอ่อนน้อม”

                   นางพญาปลวกเรียกประชุมปลวกทุกตัว และกล่าวด้วยเสียงที่อ่อนโยนว่า “ลูกๆ ทั้งหลาย รังที่ยิ่งใหญ่นี้มิอาจสร้างได้ด้วยความแข็งแรงของปลวกทหาร หรือความว่องไวของปลวกสำรวจเพียงลำพัง แต่จะสำเร็จได้หากพวกเราวางความถือดีลง และให้เกียรติในหน้าที่ของกันและกัน”

1.ปลวกสำรวจ: เมื่อกลับมาจากการหาทำเล ไม่ได้โอ้อวดว่าตนลำบากกว่าใคร หรือเก่งกว่าใครที่หาทางถูก แต่กลับกล่าวขอบคุณปลวกทหารที่ช่วยเฝ้าระวังภัย2.ปลวกทหาร: แม้จะมีร่างกายกำยำและอาวุธร้ายแรง แต่ไม่เคยข่มเหงปลวกงานที่ตัวเล็กกว่า     

3.ปลวกงาน: ปลวกงานแต่ละตัวที่คาบเศษดินมา ไม่เคยคิดว่า “ดินก้อนของฉันสำคัญที่สุด” หรือ “ฉันทำมากกว่าตัวอื่น” เมื่อปลวกงานเดินสวนกัน พวกมันจะหยุดทักทายและใช้หนวดแตะกันเพื่อแสดงความเคารพและให้กำลังใจ

                 มีปลวกหนุ่มตัวหนึ่งพยายามจะยกกิ่งไม้ใหญ่ด้วยตัวเองเพียงลำพัง   เพื่อหวังคำชม แต่ก็ทำไม่สำเร็จจนเกือบถูกกิ่งไม้ทับ ปลวกตัวอื่นๆ ไม่ได้หัวเราะเยาะ แต่รีบเข้ามาช่วยกันประคองอย่างสุภาพ ปลวกหนุ่มจึงเข้าใจว่า “ความอวดดีนั้นหนักกว่ากิ่งไม้ แต่ความอ่อนน้อมต่างหากที่ช่วยให้งานเบาลง”

                 ในที่สุด รังปลวกที่สลับซับซ้อนก็สำเร็จลง ไม่ใช่ด้วยการแย่งกันเป็นใหญ่ แต่สำเร็จด้วยการ “ยอมเป็นส่วนเล็กๆ” ที่ประดิดประดอยเข้าด้วยกัน

                 นางพญาปลวกสอนบทเรียนว่า “รังนี้มั่นคงเพราะพวกเจ้ารู้จักลดตัวลงเพื่อประสานกับผู้อื่น เหมือนก้อนดินที่ยอมให้ก้อนอื่นทับถัดไปเพื่อให้ฐานรากแน่นหนา”

                 ข้อคิดตามหลักบุญกิริยาวัตถุ เรื่องความอ่อนน้อม   (อปจายนมัย):

1.ลดอัตตา (No Ego): ความสำเร็จในทีมเริ่มจากการไม่ยึดถือว่า “ฉันเก่งที่สุด” แต่ยอมรับว่าทุกคนมีส่วนสำคัญ

2.การให้เกียรติ (Respect): การเคารพในหน้าที่ของผู้อื่น (ไม่ว่างานนั้นจะดูเล็กน้อยเพียงใด) คือกาวชั้นดีที่ยึดโยงองค์กรไว้

3.ความอ่อนโยนคือพลัง (Soft Power): ปลวกที่รู้จักอ่อนน้อม สามารถสร้างรังที่แข็งแกร่งกว่าศิลาได้ด้วยพลังแห่งการร่วมใจ

อาทร  จันทวิมล