ทรัมป์ตัดพ้อ พันธมิตรไม่ส่งเรือรบไปช่องแคบฮอร์มุซ ชี้ไม่ภักดีมากพอ

ทรัมป์ตัดพ้อ พันธมิตรไม่ส่งเรือรบไปช่องแคบฮอร์มุซ ชี้ไม่ภักดีมากพอ

17 มี.ค. 2569 00:47 น.

ทรัมป์ตัดพ้อ พันธมิตรไม่ส่งเรือรบไปช่องแคบฮอร์มุซ ชี้ไม่ภักดีมากพอ

โดนัลด์ ทรัมป์กล่าวตัดพ้อชาติพันธมิตร ที่ปฏิเสธส่งเรือรบไปยังช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อช่วยคุ้มกันเรือสินค้า โดยระบุว่า ประเทศเหล่านี้ขาดความภักดีต่อสหรัฐฯ ทั้งที่รับความช่วยเหลือมาตลอด

เมื่อ 16 มี.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวตัดพ้อบรรดาประเทศพันธมิตรของสหรัฐฯ ที่ปฏิเสธคำร้องขอให้ส่งเรือรบไปช่วยคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยระบุว่าประเทศเหล่านี้ขาดความภักดีต่อสหรัฐฯ ทั้งที่ได้รับความช่วยเหลือด้านความมั่นคงมานานหลายทศวรรษ

นายทรัมป์อ้างว่า “มีหลายประเทศบอกผมว่าพวกเขากำลังเดินทางมา” โดยไม่ได้ระบุชื่อประเทศใดๆ

“บางประเทศกระตือรือร้นมาก แต่บางประเทศก็ไม่ บางแห่งเป็นประเทศที่เราช่วยเหลือมานานหลายต่อหลายปี เราปกป้องพวกเขาจากภัยคุกคามภายนอกที่เลวร้าย แต่พวกเขากลับไม่ค่อยกระตือรือร้นนัก ซึ่งระดับของความกระตือรือร้นนี้มีความหมายต่อผมมาก” ทรัมป์กล่าวในงานอีเวนต์ที่ทำเนียบขาว

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา ทรัมป์พยายามโน้มน้าวให้นานาประเทศช่วยรักษาความปลอดภัยในการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หลังอิหร่านโจมตีเรือที่เดินทางผ่านเส้นทางน้ำแห่งนี้ เพื่อตอบโต้ที่สหรัฐฯ กับอิสราเอลโจมตีพวกเขา อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้บรรดาพันธมิตรของสหรัฐฯ ต่างยังมีท่าทีแบ่งรับแบ่งสู้ หรือบางรายก็ปฏิเสธข้อเรียกร้องอย่างสิ้นเชิง

“เรามีทหารที่ยอดเยี่ยมถึง 45,000 นายประจำการอยู่ในบางประเทศ เพื่อปกป้องพวกเขาจากอันตราย และเราก็ทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยม” ทรัมป์กล่าว “แต่พอเราถามว่า ‘คุณมีเรือกวาดทุ่นระเบิดบ้างไหม?’ คำตอบที่ได้คือ ‘เอ่อ… เราขอไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ดีกว่าครับท่าน’”

ทรัมป์อธิบายว่าภารกิจทางเรือที่เขาร้องขอนั้นเป็นเพียง “เรื่องเล็กน้อยมาก” แม้ว่าอิหร่านจะยังคงเดินหน้ายิงขีปนาวุธใส่เรือบรรทุกน้ำมันอย่างต่อเนื่องก็ตาม นอกจากนี้เขายังอ้างว่าเขารู้อยู่แล้วว่าพันธมิตรจะไม่ยอมมาช่วยสหรัฐฯ

“ผมเป็นคนวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการไปปกป้องประเทศต่างๆ มาโดยตลอด เพราะผมรู้ว่าเราจะปกป้องพวกเขาแน่ๆ แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เราต้องการความช่วยเหลือ พวกเขาจะไม่ยอมอยู่ตรงนั้นเพื่อเรา ผมรู้เรื่องนี้มานานแล้ว” ทรัมป์กล่าวทิ้งท้าย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ส่องท่าทีนานาชาติ หลังทรัมป์ชวนส่งเรือรบ เพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

ส่องท่าทีนานาชาติ หลังทรัมป์ชวนส่งเรือรบ เพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

16 มี.ค. 2569 23:18 น.

ส่องท่าทีนานาชาติ หลังทรัมป์ชวนส่งเรือรบ เพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

หลายประเทศออกมาแสดงท่าทีต่อคำเรียกร้องของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ขอให้ชาติพันธมิตรส่งเรือรบไปยังช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อเปิดเส้นทางเดินเรือแห่งนี้แล้ว แต่ยังไม่มีชาติใดสัญญาว่าจะส่งเรือรบไป

หลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ เรียกร้องให้ชาติพันธมิตรส่งเรือรบไปยังช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อช่วยกันคุ้มครองเส้นทางเดินเรือสำคัญแห่งนี้ พร้อมเตือนว่า NATO จะเผชิญกับอนาคตที่ “เลวร้ายมาก” หากพันธมิตรล้มเหลวในการช่วยรักษาความปลอดภัยของช่องแคบแห่งนี้ หลายประเทศได้ออกมาแสดงท่าที แต่ยังไม่มีประเทศใดให้คำมั่นว่าจะส่งเรือไป

นางคายา คัลลาส หัวหน้าฝ่ายนโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรป (EU) กล่าวว่า การเปิดช่องแคบฮอร์มุซถือเป็น “ผลประโยชน์” ของยุโรป แต่เธอชี้ด้วยว่า “เรื่องนี้อยู่นอกเหนือขอบเขตการปฏิบัติงานของ NATO” และ “ไม่มีประเทศสมาชิก NATO ใดตั้งอยู่ในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ”

ส่วนโฆษกของรัฐบาลเยอรมนีแถลงเมื่อเช้าวันจันทร์ที่ 16 มี.ค. 2569 ว่า “สงครามครั้งนี้ไม่เกี่ยวข้องกับ NATO มันไม่ใช่สงครามของ NATO” ขณะที่ โยฮันน์ วาเดพูล รัฐมนตรีต่างประเทศเยอรมนี ระบุกับผู้สื่อข่าวว่าเขาไม่เห็นว่าสมาชิก NATO ควรเข้าไปมีบทบาทใดๆ ในช่องแคบฮอร์มุซ

ด้าน เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีของสหราชอาณาจักร (UK) กล่าวว่าประเทศของเขากำลังทำงานร่วมกับพันธมิตร “เพื่อสร้างแผนปฏิบัติการร่วมกันที่ทำได้จริง ซึ่งจะสามารถฟื้นฟูเสรีภาพในการเดินเรือในภูมิภาคให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจ”

ขณะที่รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมของออสเตรเลียกล่าวในวันนี้ว่า ประเทศของเธอจะไม่มีการส่งเรือไปยังช่องแคบฮอร์มุซ แม้ว่าโดนัลด์ ทรัมป์ จะไม่ได้เจาะจงชื่อออสเตรเลียในตอนที่เรียกร้องให้ประเทศต่างๆ ส่งเรือรบไปก็ตาม

ส่วนโฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน เลี่ยงที่จะตอบคำถามว่าได้รับคำร้องจากสหรัฐฯ ให้ส่งเรือไปยังช่องแคบฮอร์มุซหรือไม่ โดยระบุเพียงว่า จีนขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยุติการปฏิบัติการทางทหารทันที หลีกเลี่ยงการยกระดับความตึงเครียด และป้องกันไม่ให้ความวุ่นวายในภูมิภาคส่งผลกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจโลกไปมากกว่านี้

ด้านนางซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น แถลงต่อรัฐสภาในวันนี้ว่า ขณะนี้ญี่ปุ่นยังไม่มีแผนที่จะส่งเรือรบไปยังช่องแคบดังกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

อิสราเอลเริ่มปฏิบัติการภาคพื้นดินในเลบานอน อ้างจัดการกลุ่มฮิซบอลเลาะห์

อิสราเอลเริ่มปฏิบัติการภาคพื้นดินในเลบานอน อ้างจัดการกลุ่มฮิซบอลเลาะห์

16 มี.ค. 2569 22:17 น.

อิสราเอลเริ่มปฏิบัติการภาคพื้นดินในเลบานอน อ้างจัดการกลุ่มฮิซบอลเลาะห์

กองทัพอิสราเอลเริ่มปฏิบัติการทางทหารภาคพื้นดินในพื้นที่ทางตอนใต้ของเลบานอนแล้ว อ้างว่าเพื่อจัดการกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ และทำลายโครงสร้างพื้นฐานของผู้ก่อการร้าย

เมื่อ 16 มี.ค. 2569 กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ออกแถลงการณ์ผ่านแอปพลิเคชัน Telegram ระบุว่า ได้เริ่มปฏิบัติการภาคพื้นดินแบบจำกัดขอบเขตและเจาะจงเป้าหมายในพื้นที่ทางตอนใต้ของประเทศเลบานอนแล้ว เพื่อจัดการกับฐานที่มั่นสำคัญของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์

IDF เผยว่า ได้มีการระดมโจมตี “เป้าหมายผู้ก่อการร้ายจำนวนมาก” ในพื้นที่ดังกล่าวก่อนที่กำลังพลจะเคลื่อนเข้าสู่เลบานอนตอนใต้ โดยปฏิบัติการนี้มีจุดประสงค์เพื่อเสริมสร้างพื้นที่ป้องกันในแนวหน้า และทำลายโครงสร้างพื้นฐานของผู้ก่อการร้ายในภูมิภาค

ด้านนายอิสราเอล คัตซ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอิสราเอล ระบุว่า ชาวเลบานอนในพื้นที่ทางตอนใต้หลายแสนคนที่ถูกอพยพออกไป หรือกำลังอยู่ระหว่างการอพยพ จะไม่ได้กลับเข้าสู่พื้นที่ทางตอนใต้ของแม่น้ำลิตานี จนกว่าความปลอดภัยของผู้อยู่อาศัยทางตอนเหนือของอิสราเอลจะได้รับการรับรอง

ทั้งนี้ อิสราเอลเริ่มระดมโจมตีพื้นที่ทางตอนใต้ของเลบานอน ซึ่งติดกับชายแดนทางเหนือของอิสราเอลอีกครั้งเมื่อ 2 มี.ค. ไม่ถึง 48 ชั่วโมงหลังจากกองทัพสหรัฐฯ กับอิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศเข้าใส่อิหร่าน จนทำให้กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ยิงจรวด 6 ลูกเข้าใส่อิสราเอล

กระทรวงสาธารณสุขของเลบานอนรายงานเมื่อวันอาทิตย์ (15 มี.ค.) ว่า มีผู้เสียชีวิตในเลบานอนแล้วอย่างน้อย 850 ราย ซึ่งรวมถึงเด็ก 107 ราย นับตั้งแต่เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้น

นายคัตซ์กล่าวอีกว่า กองกำลัง IDF ได้เริ่ม “การดำเนินกลยุทธ์ภาคพื้นดิน” ในเลบานอนเพื่อ “กำจัดภัยคุกคาม” และปกป้องพลเมืองทางตอนเหนือของอิสราเอลแล้ว

“นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู และตัวผม ได้สั่งการให้กองทัพอิสราเอลทำลายโครงสร้างพื้นฐานของผู้ก่อการร้ายในหมู่บ้านตามแนวชายแดนของเลบานอน” นายคัตซ์กล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn , bbc

ทรัมป์คุยแล้ว 7 ประเทศ เรื่องเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ลั่นจะจำไว้หากใครไม่ช่วย

ทรัมป์คุยแล้ว 7 ประเทศ เรื่องเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ลั่นจะจำไว้หากใครไม่ช่วย

16 มี.ค. 2569 21:34 น.

ทรัมป์คุยแล้ว 7 ประเทศ เรื่องเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ลั่นจะจำไว้หากใครไม่ช่วย

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยว่า เขาได้พูดคุยกับอย่างน้อย 7 ประเทศแล้ว เรื่องการส่งเรือรบมาร่วมเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง โดยระบุว่าสหรัฐฯ ช่วยยุโรปมามาก และเขาจะจำไว้หากใครไม่ช่วย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวระหว่างโดยสารเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันกลับกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อคืนวันอาทิตย์ (15 มี.ค. 2569) ตามเวลาท้องถิ่น ว่า เขาได้หารือกับประเทศต่างๆ “ประมาณ 7 ประเทศ” เกี่ยวกับการส่งกองกำลังเข้า “ลาดตระเวน” บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ

ทรัมป์ระบุว่า จีน คือหนึ่งในประเทศเหล่านั้น โดยเน้นย้ำว่าจีนเป็นประเทศที่พึ่งพาการขนส่งน้ำมันผ่านเส้นทางเดินเรือดังกล่าวอย่างมาก แม้เขาจะปฏิเสธที่จะระบุชื่อประเทศอื่นๆ ที่เขาได้ติดต่อไป แต่ได้มีการอ้างถึง กลุ่มพันธมิตร NATO รวมถึงประเทศอื่นๆ ที่เขาเชื่อว่าจำเป็นต้อง “ปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง”

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับ Financial Times ว่าเป็นเรื่อง “เหมาะสมอย่างยิ่ง” ที่นานาประเทศซึ่งได้รับประโยชน์จากช่องแคบฮอร์มุซ ควรจะเข้ามามีส่วนร่วมในการพยายามเปิดเส้นทางนี้อีกครั้ง

เขายังได้กล่าวเตือนว่า หากไม่มีการตอบรับจากประเทศอื่นๆ อาจส่งผลเลวร้ายมากต่ออนาคตของ NATO พร้อมเสริมว่าที่ผ่านมาสหรัฐฯ “ใจดี” กับพันธมิตรในยุโรปมากๆ แล้ว

โดนัลด์ ทรัมป์กล่าวว่า “เราไม่จำเป็นต้องช่วยพวกเขาเรื่องยูเครนก็ได้ เพราะยูเครนอยู่ห่างจากเราเป็นพันๆ ไมล์… แต่เราก็ช่วย ตอนนี้เราจะได้เห็นกันว่าพวกเขาจะช่วยเราบ้างไหม เพราะผมพูดมานานแล้วว่าเราจะอยู่เคียงข้างพวกเขาเสมอ แต่พวกเขาจะไม่ยอมอยู่เคียงข้างเรา และผมเองก็ไม่แน่ใจว่าพวกเขาจะมาช่วยจริงหรือไม่”

ทรัมป์ย้ำด้วยว่า “จะจดจำไว้” หากประเทศใดปฏิเสธที่จะช่วย

ทั้งนี้ ถ้อยแถลงของทรัมป์มีขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากที่เขาเรียกร้องให้ จีน ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสหราชอาณาจักร ส่งเรือรบมาช่วยเปิดช่องแคบฮอร์มุซที่ถูกอิหร่านปิดไปอีกครั้ง แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่มีประเทศใดตอบรับคำขอ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิสราเอลทำลายเครื่องบินที่ “อยาตอลเลาะห์ คาเมเนอี” เคยใช้

อิสราเอลทำลายเครื่องบินที่ "อยาตอลเลาะห์ คาเมเนอี" เคยใช้

16 มี.ค. 2569 17:39 น.

อิสราเอลทำลายเครื่องบินที่ “อยาตอลเลาะห์ คาเมเนอี” เคยใช้

กองทัพอิสราเอลเผยกองทัพอากาศโจมตีทำลายเครื่องบินที่เคยใช้โดย “อยาตอลเลาะห์ คาเมเนอี” อดีตผู้นำสูงสุดอิหร่านที่สนามบินเมห์ราบัด กรุงเตหะราน ระบุเป็นการลดศักยภาพเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐบาลอิหร่าน ขณะที่สงครามสหรัฐ–อิสราเอลกับอิหร่านยืดเยื้อเข้าสู่สัปดาห์ที่สาม สถานการณ์ยังทวีความตึงเครียดทั่วภูมิภาค

กองทัพอิสราเอล (IDF) แถลงวันนี้ (16 มี.ค.) ว่า ฝูงบินขับไล่ได้ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศในช่วงข้ามคืน โดยมีเป้าหมายสำคัญคือเครื่องบินประจำตำแหน่งของ “อยาตอลเลาะห์  อาลี คาเมเนอี” อดีตผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ซึ่งจอดอยู่ที่สนามบินเมห์ราบัดในกรุงเตหะราน

แถลงการณ์ระบุว่า เครื่องบินลำดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงพาหนะส่วนตัว แต่เป็นกลไกสำคัญที่ระบอบอิหร่านและเจ้าหน้าที่ระดับสูงใช้ในการเดินทางเพื่อ จัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ รวมถึงใช้ประสานงานกับกลุ่มประเทศในเครือข่ายพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ การทำลายเครื่องบินลำนี้จึงถือเป็นการลดขีดความสามารถทางยุทธศาสตร์ในการฟื้นฟูกำลังพลและการขยายอำนาจทางทหารของอิหร่านโดยตรง

การโจมตีครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของระลอกการโจมตีขนาดใหญ่ที่อิสราเอลเปิดฉากถล่มโครงสร้างพื้นฐานใน 3 เมืองหลัก ได้แก่ เตหะราน, ชีราซ และตาบริซ หลังจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่านดำเนินมานานกว่า 2 สัปดาห์ และยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติลง

สถานการณ์ตึงเครียดขึ้นเมื่ออิหร่านสั่งปิดช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว 1 ใน 5 ของโลก ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลกและทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้ออกมาเรียกร้องให้ประเทศที่ต้องพึ่งพาน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียส่งกำลังมาช่วยคุ้มกันเส้นทางเดินเรือ โดยทรัมป์ใช้มาตรการกดดันหลายด้าน เช่น การขู่เลื่อนการไปเยือนจีน หากรัฐบาลจีนไม่ให้ความช่วยเหลือ และการเตือนพันธมิตรนาโตว่าอาจเผชิญกับอนาคตที่ “เลวร้ายมาก” หากไม่ช่วยเปิดเส้นทางเดินเรือ

อย่างไรก็ตาม หลายประเทศยังคงท่าทีแบ่งรับแบ่งสู้ โดย ญี่ปุ่นและออสเตรเลีย ปฏิเสธการส่งเรือรบไปยังตะวันออกกลาง ขณะที่สหภาพยุโรปกำลังอยู่ระหว่างการหารือเพื่อหาทางออกในเรื่องนี้

ความขัดแย้งไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในอิหร่าน แต่ได้ลุกลามไปยังประเทศเพื่อนบ้าน โดยมีรายงานการโจมตีด้วยโดรนใน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จนต้องระงับการขนถ่ายน้ำมันที่ท่าเรือฟูไจราห์เนื่องจากเกิดเหตุเพลิงไหม้ ส่วนที่นครดูไบ เที่ยวบินต่าง ๆ เริ่มกลับมาให้บริการอย่างจำกัดหลังต้องหยุดชะงักจากเหตุโดรนโจมตีเช่นกัน.

ที่มา The Jerusalem Post

จับตา “ทรัมป์” อาจเลื่อนพบ “สี จิ้นผิง” หากจีนยังเมินช่วยเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

จับตา "ทรัมป์" อาจเลื่อนพบ "สี จิ้นผิง" หากจีนยังเมินช่วยเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

16 มี.ค. 2569 17:38 น.

จับตา “ทรัมป์” อาจเลื่อนพบ “สี จิ้นผิง” หากจีนยังเมินช่วยเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

ทางการจีนยืนยันกำลังประสานงานกับสหรัฐฯ เรื่องแผนเยือนจีนของ โดนัลด์ ทรัมป์ ปลายเดือนนี้ ขณะที่ทรัมป์ยังขู่เลื่อนพบ สี จิ้นผิง หากจีนไม่ยื่นมือช่วยเปิดช่องแคบฮอร์มุซ หลังราคาน้ำมันโลกพุ่งสูง

วันนี้ (16 มี.ค.) ทางการจีนได้ออกมาเปิดเผยถึงความคืบหน้าในการประสานงานกับรัฐบาลสหรัฐอเมริกา เกี่ยวกับกำหนดการเดินทางเยือนประเทศจีนของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นภายในเดือนนี้ ท่ามกลางกระแสข่าวว่าผู้นำสหรัฐฯ อาจตัดสินใจเลื่อนการประชุมสุดยอดครั้งสำคัญนี้ออกไป หากรัฐบาลจีนไม่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือในการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

นายโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ส่งสัญญาณว่าสหรัฐอาจจำเป็นต้องชะลอการพบปะกับนายสี จิ้นผิง ผู้นำสูงสุดของจีน ออกไป หากจีนยังมีท่าทีนิ่งเฉยต่อสถานการณ์ที่ตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการที่ประเทศอิหร่านได้สั่งปิดเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการขนส่งน้ำมันของโลก เพื่อตอบโต้การทำสงครามกับสหรัฐฯ และอิสราเอล

โดยนายหลิน เจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน แถลงต่อสื่อมวลชนว่า ขณะนี้ทั้งจีนและสหรัฐยังคงติดต่อสื่อสารกันอย่างต่อเนื่องในประเด็นเรื่องการเดินทางเยือนจีนของประธานาธิบดีทรัมป์  พร้อมย้ำว่าการทูตระดับประมุขของรัฐระหว่างสองมหาอำนาจโลกอย่างจีนและสหรัฐฯ เป็นกลไกสำคัญในการวางแนวทางด้านยุทธศาสตร์อย่างที่ไม่มีสิ่งใดมาทดแทนได้

อย่างไรก็ตามนายหลิน เจี้ยน ไม่ได้ตอบคำถามเรื่องแรงกดดันจากสหรัฐฯ ที่เรียกร้องให้ทั้งพันธมิตรนาโตและจีนเร่งหาทางเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง เพียงแต่ยอมรับว่าสถานการณ์ที่ตึงเครียดในพื้นที่ดังกล่าวกำลังสร้างความปั่นป่วนอย่างมากต่อเส้นทางการค้าสากล ทั้งในแง่ของการขนส่งสินค้าทั่วไปและสินค้าพลังงาน

วิกฤตการณ์ในตะวันออกกลางครั้งนี้ส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลก โดยทำให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นถึงร้อยละ 40-50 นับตั้งแต่สงครามเริ่มปะทุ เนื่องจากการปิดช่องทางเดินเรือหลักที่ใช้ขนส่งสินค้าพลังงาน และที่การอิหร่านโจมตีแหล่งพลังงานรวมถึงอุตสาหกรรมการเดินเรือของประเทศเพื่อนบ้านต่าง ๆ ในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย 

จีนเองถือเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ รวมทั้งยังเป็นหนึ่งในประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของเอเชียที่ต้องพึ่งพาน้ำมันจากช่องแคบฮอร์มุซเป็นอย่างมากในการดำเนินเศรษฐกิจ โดยข้อมูลจากบริษัทวิเคราะห์ Kpler ระบุว่า ในปีที่ผ่านมา จีนนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางผ่านทางทะเลสูงถึงร้อยละ 57 ของการนำเข้าทั้งหมด

สำหรับกำหนดการเดินทางเยือนจีนตามที่สหรัฐฯระบุไว้นั้น คาดว่า ทรัมป์จะเดินทางถึงประเทศจีนในวันที่ 31 มีนาคม และจะพำนักอยู่จนถึงวันที่ 2 เมษายน นี้ อย่างไรก็ตาม ทางรัฐบาลจีนยังไม่ได้ออกมายืนยันวันเวลาที่แน่นอน ตามธรรมเนียมปฏิบัติที่จีนมักจะเปิดเผยกำหนดการต่าง ๆ ออกมาอย่างเป็นทางการเพียงไม่นานก่อนถึงเวลาจริง.

ที่มา: CNA

อธิบดีฝนหลวงฯ สั่งปฏิบัติการช่วงชิงสภาพอากาศทำฝนให้ตรงพื้นที่ความต้องการน้ำ

อธิบดีฝนหลวงฯ สั่งปฏิบัติการช่วงชิงสภาพอากาศทำฝนให้ตรงพื้นที่ความต้องการน้ำ

อธิบดีฝนหลวงฯ สั่งปฏิบัติการช่วงชิงสภาพอากาศทำฝนให้ตรงพื้นที่ความต้องการน้ำ

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.44 น.

อธิบดีฝนหลวงฯ สั่งปฏิบัติการช่วงชิงสภาพอากาศทำฝนให้ตรงพื้นที่ความต้องการน้ำ พร้อมกำชับติดตามค่าฝุ่น PM2.5 และระบายฝุ่นออกจากพื้นที่ต่อเนื่อง

17 มีนาคม 2569 นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เป็นประธานการประชุมวางแผนปฏิบัติการฝนหลวงและปฏิบัติการดัดแปรสภาพอากาศประจำวัน (Morning brief) โดยมี นายวีระพล สุดชาฎา ผู้อำนวยการกองดัดแปรสภาพอากาศ นางสาวศิริพร ทวีเดช ผู้อำนวยการกองตรวจและพัฒนาการตรวจสภาพฝนหลวง นายสุรพันธ์ สุวรรณไพบูลย์ ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นักวิชาการ และเจ้าหน้าที่ ณ ห้องประชุมหน่วยยับยั้งการเกิดพายุลูกเห็บ จ.อุดรธานี ภายในกองบิน 23 จ.อุดรธานี

จากการติดตามสภาพอากาศ พบว่า ในช่วงนี้มีความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นกำลังอ่อนจากประเทศจีนปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และทะเลจีนใต้ ประกอบกับลมใต้และลมตะวันออกเฉียงใต้พัดนำความชื้นจากอ่าวไทย และทะเลจีนใต้เข้าปกคลุมประเทศไทยตอนบน ทำให้บริเวณภาคเหนือตอนบนมีโอกาสเกิดฝนตกชุก ขณะที่สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็กยังอยู่ในระดับปานกลางถึงเริ่มส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน อธิบดีฝนหลวงฯ จึงสั่งการให้วางแผนช่วงชิงสภาพอากาศปฏิบัติการฝนหลวงให้ตรงพื้นที่ความต้องการน้ำ บริเวณภาคเหนือตอนบน และภาคใต้ตอนบน

สำหรับปัญหาฝุ่น PM2.5 ค่าฝุ่นในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ยังมีแนวโน้มสูงขึ้น เนื่องจากมีจุดความร้อนหนาแน่นในประเทศเป็นจำนวนมาก และมีจุดความร้อนจากประเทศเพื่อนบ้านทั้ง 2 ฝั่ง จึงได้กำชับให้นักวิชาการและเจ้าหน้าที่วางแผนปฏิบัติการระบายฝุ่นออกจากพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงติดตามสถานการณ์พายุลูกเห็บที่อาจจะเกิดขึ้นในช่วงนี้ บริเวณ จ.สุโขทัย จ.เลย และบริเวณฝั่งตะวันตกของภาคเหนือ

‘จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย’สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่วงการแพทย์ไทย จัดงาน ‘MDCU MedUMORE: The Global Phenomenon’

'จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย'สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่วงการแพทย์ไทย จัดงาน 'MDCU MedUMORE: The Global Phenomenon'

‘จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย’สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่วงการแพทย์ไทย จัดงาน ‘MDCU MedUMORE: The Global Phenomenon’

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.55 น.

11 มีนาคม 2569 – MDCU MedUMORE แพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ทางการแพทย์แห่งอนาคต ที่พัฒนาโดยคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่วงการแพทย์ไทย จัดงาน “MDCU MedUMORE: The Global Phenomenon”. ประกาศความสำเร็จแพลตฟอร์มการเรียนรู้ ออนไลน์ทางการแพทย์ที่มียอดผู้ใช้งานทะลุ 5.5 ล้านการรับชม พร้อมโชว์ศักยภาพคว้ารางวัลระดับโลก
4 สถาบัน พร้อมเดินหน้าเปิดตัวฟีเจอร์ AI อัจฉริยะ และจับมือพันธมิตรระดับโลก มุ่งยกระดับแพทย์ไทยสู่สากล

ศาสตราจารย์ ดรนายแพทย์สมบัติ ตรีประเสริฐสุข รองอธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประธานในพิธีเปิดเผยว่า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีวิสัยทัศน์มุ่งสู่การเป็น AI University และผู้นำด้าน การเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ซึ่งความสำเร็จของ MDCU MedUMORE ในวันนี้ เป็นเครื่องพิสูจน์ ศักยภาพของคนไทยที่ไม่แพ้ชาติใดในโลก โดยแพลตฟอร์มนี้ไม่ได้เป็นเพียงความภูมิใจของชาวจุฬาฯแต่เป็น สมบัติของวงการแพทย์ไทยที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำและกระจายโอกาสในการเข้าถึงองค์ความรู้ที่ทันสมัยไปสู่แพทย์ทั่วประเทศ

ศาสตราจารย์ พญ.นิจศรี ชาญณรงค์ รองคณบดีด้านการบริการวิชาการและการศึกษานานาชาติ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวถึงความสำเร็จในโอกาสก้าวสู่ปีที่ 4 ว่า “MDCU MedUMORE ได้รับ เสียงตอบรับจากบุคลากรทางการแพทย์อย่างท่วมท้น กว่า 5.5 ล้านการรับชม และสมาชิก ทางการแพทย์กว่า 25,000 คน ที่สำคัญคือการก้าวข้ามขีดจำกัดจากระดับประเทศสู่การยอมรับในเวทีโลก ด้วยการคว้ารางวัล เกียรติยศถึง 4 รางวัล ได้แก่

  1. Shortlist Finalist จากเวที Digital Education Awards 2025
  2. Prize Winner สาขานวัตกรรม จากเวที Quality Innovation Award (QIA) 2025
  3. Winner สาขากลยุทธ์ดิจิทัลยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย จาก THE Awards Asia 2025
  4. Winner รางวัลมาตรฐานการศึกษาสูงสุด จาก AMEE (Aspire-to-Excellence)

และเพื่อตอกย้ำพันธกิจดังกล่าว ในปีนี้ MedUMORE ได้ประกาศเดินหน้ายกระดับความร่วมมือเชิงลึก กับสถาบันระดับโลก อาทิ มหาวิทยาลัยคอร์เนล (Cornell University) ในการร่วมพัฒนาและผลิตหลักสูตร (Co-Creation) เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ทางการแพทย์ระดับ World-Class รวมทั้งใช้แพลตฟอร์ม เครือข่ายสากลอย่าง Scalar LX เป็นช่องทางส่งออก ‘ภูมิปัญญาแพทย์ไทย’ (Medical Soft Power) สู่สายตาบุคลากรทางการแพทย์ทั่วโลก

ภายในงานยังมีการเปิดตัวนวัตกรรม “The AI Trinity” โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ (พิเศษนพ.สุรินทร์ อัศววิทูรทิพย์ ผู้ช่วยด้านการบริการวิชาการและการศึกษานานาชาติ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ซึ่งประกอบด้วย 3 ฟีเจอร์หลักที่จะเปลี่ยนโฉมการเรียนรู้ ได้แก่ 1) AI Scenario Based Learning ห้องเรียน จำลองสถานการณ์ให้แพทย์ฝึกตัดสินใจในพื้นที่ปลอดภัย 2) Smart Studio (Multi Visual Interactive Learning) สัมผัส ประสบการณ์การเรียนรู้แบบใหม่ ดูวิดีโอพร้อม Learning Materials และมีผู้ช่วยอัจฉริยะ ที่ตอบคำถามผู้เรียนได้ทันที และ 3) AI Powered Content Creator ระบบอัตโนมัติที่ช่วยอาจารย์แพทย์ ผลิตสื่อการสอน ข้อสอบ และบทสรุปได้ภายในไม่กี่นาที

นอกจากนี้ ยังมีการจัดเสวนาพิเศษหัวข้อ “Standardizing the Future: AI & Global Recognition” โดยได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิระดับประเทศ อาทิ นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ เลขาธิการสำนักงานปรมาณู เพื่อสันติดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ กระทรวงศึกษาธิการ (ผู้แทนปลัด กระทรวงศึกษาธิการ), พล..นพอิทธพร คณะเจริญ เลขาธิการแพทยสภา และผู้บริหารจาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองในการยกระดับมาตรฐานการศึกษาไทยให้ก้าวทันโลกยุค AI

ทั้งนี้ ภายในงานได้มีการมอบมอบรางวัลเชิดชูเกียรติแก่สุดยอดผู้เรียนรู้ (Ultimate Learner) และคอร์สยอดนิยม (Most Popular Course) เพื่อเป็นการขอบคุณและสร้างแรงบันดาลใจในการเรียนรู้ ตลอดชีวิตต่อไป และมอบรางวัล Partner of the Year 2025 ให้แก่พันธมิตรผู้สนับสนุน อาทิ ช่อง 7HD, บริษัท พิกเซอร์ (ประเทศไทย), ไทยรอยัลไอศกรีม, เมดโทรนิค, The Coffee Club และ วี เอส คอฟฟี่ เฮ้าส์

เกี่ยวกับ MDCU MedUMORE:

MDCU MedUMORE คือแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ทางการแพทย์ พัฒนาโดยคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้วยพันธกิจหลักในการปฏิวัติการเรียนรู้ทางการแพทย์ตลอดชีพ และส่งเสริมความ เท่าเทียมในการเข้าถึงองค์ความรู้ทางการแพทย์ในประเทศไทย MDCU MedUMORE นำเสนอเนื้อหาทาง การแพทย์ที่ทันสมัย หลากหลาย และครอบคลุมทุกสาขา ด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย และความร่วมมือจาก คณาจารย์แพทย์และผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้า พร้อมพันธมิตรองค์กรด้านการแพทย์ระดับประเทศ MDCU MedUMORE มุ่งมั่นที่จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาศักยภาพบุคลากรทางการแพทย์ไทย ให้พร้อม รับมือกับทุกความท้าทายในโลกการแพทย์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

หากท่านสนใจคอร์สเรียนแพทย์ออนไลน์

สามารถเข้าชมแพลตฟอร์ม

 สมัครฟรีตอนนี้  www.medumore.orgติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม:

[งานการบริการวิชาการ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย]

[อีเมล medumore@chula.md]

[เว็บไซต์ www.medumore.org]

ภาคธุรกิจร่วมสนับสนุนภารกิจสภากาชาดไทย ผ่าน Donation HUB

ภาคธุรกิจร่วมสนับสนุนภารกิจสภากาชาดไทย ผ่าน Donation HUB

ภาคธุรกิจร่วมสนับสนุนภารกิจสภากาชาดไทย ผ่าน Donation HUB

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.55 น.

สภากาชาดไทย นำโดย ขรรค์ ประจวบเหมาะ ผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้ พร้อมด้วย จันทร์ประภา วิชิตชลชัย รองผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทย ศ.นพ.รุ่งโรจน์ พิทยศิริ หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์โรคพาร์กินสันฯ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย สายสมร พุ่มพิศ ผู้จัดการโครงการเฉลิมพระเกียรติฯ เพื่อสำรวจประชาชนที่มีความเสี่ยงโรคพาร์กินสัน และ ชนวัฒน์ อนันต์ วิทยาศาสตร์การแพทย์ ประจำศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์โรคพาร์กินสันฯ ร่วมรับมอบเงินบริจาคจำนวน 3,000,000 จาก ปราโมทย์ ศักดิ์กำจร รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วย พิตราภรณ์ บุณยรัตพันธุ์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส นพ.วุฒิวงศ์ สมบุญเรืองศรี รองกรรมการผู้จัดการ จิตต์เกษม สุรธรรมานันท์ รองกรรมการผู้จัดการ และ ฉัตรกนก ลพถนอมชาติ รองกรรมการผู้จัดการ เพื่อสนับสนุนโครงการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทย เพื่อสำรวจประชาชนที่มีความเสี่ยงเป็นโรคพาร์กินสัน ซึ่งดำเนินงานโดยศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์โรคพาร์กินสันฯ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย รับมอบ ณ บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่

แบรนด์เครื่องนอนคุณภาพ SANTAS ในเครือ บริษัท ยัสปาล จำกัด (มหาชน) นำโดย ตรุณ ปุริ Chief Marketing & Sales Officer พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร มอบเครื่องนอนคุณภาพจากแบรนด์ SANTAS รวมมูลค่า 241,800 บาท เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานตามภารกิจของสภากาชาดไทย รับมอบ ณ Donation HUB

ทาเคโอะ โนดะ ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ ยาสุยูกิ ฮายาชิ ประธานเจ้าหน้าที่กลยุทธ์              บริษัท อีซี่ บาย จำกัด (มหาชน) มอบเงินบริจาค502,383.88 บาท เพื่อร่วมสมทบทุนโครงการเงินทุนฉุกเฉินเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ สภากาชาดไทย  รับมอบ ณ Donation HUB สภากาชาดไทย

ดวงตา 93 ข้อเทียม รวมพลังคณะแพทยฯ ศิริราช น้อมถวายพระราชกุศลแด่พระบรมราชชนนีพันปีหลวง”

ดวงตา 93 ข้อเทียม รวมพลังคณะแพทยฯ ศิริราช  น้อมถวายพระราชกุศลแด่พระบรมราชชนนีพันปีหลวง”

ดวงตา 93 ข้อเทียม รวมพลังคณะแพทยฯ ศิริราช น้อมถวายพระราชกุศลแด่พระบรมราชชนนีพันปีหลวง”

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.52 น.

93 โรงพยาบาลศิริราช และศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ผนึกกำลังครั้งยิ่งใหญ่ จัดแถลงข่าวโครงการ “93 ดวงตา  93 ข้อเทียม รวมพลังคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล น้อมถวายพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ภารกิจผ่าตัดต้อกระจก 93 ดวงตา และเปลี่ยนข้อเข่า – ข้อสะโพกด้วยหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด จำนวน 93 ข้อ ช่วยเหลือผู้สูงอายุด้อยโอกาส เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย ให้สามารถเข้าถึงการรักษาถวายเป็นพระราชกุศล เมื่อวันที่ 10 มีนาคม ณ ศาลาศิริราช 100 ปี โรงพยาบาลศิริราช

ในการนี้มี ศ. นพ. อภิชาติ อัศวมงคลกุล คณบดี คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นประธานในงาน พร้อมด้วย ศ.นพ.กีรติ เจริญชลวานิช หัวหน้าภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิคส์และกายภาพบำบัด ในฐานะประธานโครงการ, รศ. พญ. กนกรัตน์ พรพาณิชย์ หัวหน้าภาควิชาจักษุวิทยา และประธานร่วมโครงการฯ, ศ. ดร. นพ.ยงยุทธ ศิริวัฒนอักษร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราช, รศ.นพ.ธีระ กลลดาเรืองไกร ผู้อำนวยการศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก, รศ.นพ.นริศ กิจณรงค์ รองหัวหน้าภาควิชาจักษุวิทยา, นพ.นิมิตร ทองพูลสวัสดิ์ รองผู้อำนวยการศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก, นพ.ตะวัน อินทิยนราวุธ รองผู้อำนวยการศูนย์การแพทย์กาญจนา-ภิเษก และ พญ.มนัสวี จรดล รองผู้อำนวยการศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก ร่วมให้รายละเอียดการจัดโครงการ

ศ. นพ. อภิชาติ อัศวมงคลกุล คณบดี คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า “คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มุ่งมั่นสืบสานพระราชปณิธานของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการดูแลสุขภาพของราษฎร โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบางผู้สูงอายุที่ประสบภาวะข้อเสื่อมและต้อกระจก ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการใช้ชีวิตอย่างมาก จึงสร้างต้นแบบความร่วมมือการบูรณาการความเชี่ยวชาญ ระหว่างคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก เพื่อระดมสรรพกำลังทั้งด้านนวัตกรรมหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดที่ทันสมัย เทคโนโลยีเลนส์แก้วตาเทียมชั้นสูง และทีมสหวิชาชีพที่เปี่ยมด้วยประสบการณ์ มามอบโอกาสในการรักษาให้แก่ประชาชนโดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีสามารถกลับมาเคลื่อนไหวและมองเห็นได้ชัดเจนอีกครั้ง”

ศ. นพ. อภิชาติ อัศวมงคลกุล

ศ.นพ.กีรติ เจริญชลวานิช หัวหน้าภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิคส์และกายภาพบำบัด ประธานโครงการฯ เผยว่า “ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ สอดคล้องกับข้อมูลสถิติผู้สูงอายุในประเทศไทยซึ่งมีประมาณ 12 ล้านคน และกว่าร้อยละ 70 พบว่ามีปัญหาโรคข้อเข่าและข้อสะโพกเสื่อม ไม่ใช่เพียงปัญหาทางกายภาพ หากแต่เป็นภาพสะท้อนของปัญหาสังคม เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิต เนื่องจากผู้สูงอายุจำนวนมาก “รอคอย” และยังเข้าไม่ถึงการรักษา ภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิคส์ฯ จึงดำเนินโครงการ 72 ข้อเทียม เทิดพระเกียรติวโรกาส 72 พรรษา ทศมราชา ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า – ข้อสะโพก ให้ผู้ป่วย 72 ข้อเทียม ในปี 2567-2568 และประสบผลสำเร็จเป็นอย่างมาก ในปีนี้เราจึงรวมพลังคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล สานต่อภารกิจผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า – ข้อสะโพกด้วยหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด จำนวน 93 ข้อเทียม พร้อมด้วยผ่าตัดต้อกระจก 93 ดวงตา โดยภาควิชาจักษุวิทยา เพื่อให้ผู้สูงอายุที่ด้อยโอกาสเข้าถึงการรักษาโดยไม่มีค่าใช้จ่าย น้อมถวายพระราชกุศลแด่พระบรมราชชนนีพันปีหลวง”  

พญ.มนัสวี จรดล, รศ.นพ.นริศ กิจณรงค์, ศ.นพ.กีรติ เจริญชลวานิช,รศ.นพ.ธีระ กลลดาเรืองไกร, ศ.นพ. อภิชาติ อัศวมงคลกุล, ศ.ดร. นพ.ยงยุทธ ศิริวัฒนอักษร,รศ. พญ. กนกรัตน์ พรพาณิชย์, นพ.นิมิตร ทองพูลสวัสดิ์ และ นพ.ตะวัน อินทิยนราวุธ

รศ.พญ.กนกรัตน์ พรพาณิชย์ หัวหน้าภาควิชาจักษุวิทยา ประธานร่วมของโครงการฯ กล่าวว่า “ในโครงการนี้เราได้ระดมทีมจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง พร้อมด้วยเทคโนโลยีเลนส์แก้วตาเทียมที่มีประสิทธิภาพสูง และทีมสหวิชาชีพที่มีความพร้อมสูงสุดในการดูแลผู้ป่วยแบบครบวงจร ตั้งแต่ขั้นตอนการตรวจวินิจฉัย การเตรียมความพร้อมก่อนผ่าตัด ไปจนถึงการดูแลหลังผ่าตัด
เพื่อให้เกิดผลลัพธ์การรักษาที่ดีที่สุด โดยเราไม่ได้มุ่งหวังเพียงแค่การรักษาโรค แต่เป้าหมายสำคัญคือการ ยกระดับคุณภาพชีวิต เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวันและมองเห็นได้ชัดเจนขึ้น โดยกำหนดวันผ่าตัดใหญ่ร่วมกันในวันที่ 20 – 21 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก”

ทั้งนี้ ผู้ป่วยโรคต้อกระจก, โรคข้อเข่า และข้อสะโพกเสื่อม ที่สนใจเข้าร่วมโครงการ “93 ดวงตา 93 ข้อเทียม รวมพลังคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล น้อมถวายพระราชกุศลแด่ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” จะต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทย และเลขบัตรประจำตัวประชาชน 13 หลัก โดยจะต้องได้รับการตรวจวินิจฉัย การประเมินจากทีมแพทย์ นักสังคมสงเคราะห์ของโครงการ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  หน่วยตรวจโรคออร์โธปิดิคส์ โรงพยาบาลศิริราช โทร. 02-419-7968 แผนกศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์ ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก โทร. 02-849-6728 และ แผนกจักษุวิทยา ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก โทร. 02-849-6610