ศาลฮ่องกงตัดสิน 2 นักเคลื่อนไหว รำลึกเทียนอันเหมิน ผิดฐานยุยงโค่นล้มอำนาจรัฐ

ศาลฮ่องกงตัดสิน 2 นักเคลื่อนไหว รำลึกเทียนอันเหมิน ผิดฐานยุยงโค่นล้มอำนาจรัฐ

21 ส.ค. 2569 11:10 น.

ศาลฮ่องกงตัดสิน 2 นักเคลื่อนไหว รำลึกเทียนอันเหมิน ผิดฐานยุยงโค่นล้มอำนาจรัฐ

ศาลฮ่องกงมีคำพิพากษาให้ หลี่ ชอกยัน อายุ 69 ปี และ โจว ฮังถง อายุ 41 ปี นักเคลื่อนไหวที่เคยจัดกิจกรรมรำลึกเหตุการณ์นองเลือดที่จัตุรัสเทียนอันเหมินเมื่อปี 1989 มีความผิดฐาน “ยุยงให้โค่นล้มอำนาจรัฐ” ภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติที่จีนบังคับใช้ในฮ่องกง ซึ่งกำหนดโทษสูงสุดจำคุก 10 ปี โดยศาลจะกำหนดบทลงโทษในภายหลัง

คณะผู้พิพากษา 3 คนระบุว่า ทั้งสองคน “ยุยงให้บุคคลอื่นจัดการ วางแผน กระทำ หรือมีส่วนร่วมในกิจกรรมโดยมิชอบด้วยกฎหมาย โดยมีเป้าหมายเพื่อโค่นล้มอำนาจรัฐ” และเห็นว่าการกระทำของจำเลยเข้าข่าย “ล้มล้างหรือบ่อนทำลายระบบพื้นฐาน” ที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญของจีน

หลี่และโจวถูกตั้งข้อหาความผิดด้านการโค่นล้มอำนาจรัฐตั้งแต่ปี 2021 และถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำมาตั้งแต่นั้น ภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติที่รัฐบาลจีนบังคับใช้ในฮ่องกง โดยในระหว่างการอ่านคำพิพากษา ทั้งสองนั่งนิ่งอยู่ในคอกจำเลย

ทั้งสองเป็นอดีตแกนนำของ พันธมิตรฮ่องกงเพื่อสนับสนุนขบวนการประชาธิปไตยและความรักชาติของจีน หรือ Hong Kong Alliance ซึ่งปัจจุบันยุติการดำเนินงานแล้ว และเคยเป็นกลุ่มหลักที่จัดการชุมนุมจุดเทียนรำลึกเหตุการณ์เทียนอันเหมินเป็นประจำทุกปีที่สวนวิกตอเรียในฮ่องกง

ก่อนหน้านี้ ฮ่องกงและมาเก๊าเคยเป็นเพียงพื้นที่ไม่กี่แห่งในดินแดนจีนที่ประชาชนสามารถจัดกิจกรรมสาธารณะเพื่อรำลึกถึงผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์วันที่ 4 มิถุนายน 1989 ซึ่งกองทัพจีนส่งทหารและรถถังเข้าปราบปรามผู้ประท้วงที่เรียกร้องการปฏิรูปทางการเมืองในกรุงปักกิ่งและบริเวณจัตุรัสเทียนอันเหมิน

พันธมิตรฮ่องกงก่อตั้งขึ้นในเดือนพฤษภาคม 1989 เพื่อสนับสนุนนักศึกษาที่จัดการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย ก่อนที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนจะส่งกองกำลังและรถถังเข้าสลายการประท้วงในกรุงปักกิ่งในอีกไม่กี่สัปดาห์ต่อมา โดยตัวเลขผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าวมีการประเมินแตกต่างกัน ตั้งแต่หลายร้อยคนไปจนถึงหลายพันคน

ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปี พันธมิตรฮ่องกงเรียกร้องให้รัฐบาลจีนยอมรับความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ ปล่อยตัวผู้เห็นต่างทางการเมือง และเดินหน้าปฏิรูปประชาธิปไตย

อย่างไรก็ตาม การจัดกิจกรรมรำลึกเหตุการณ์เทียนอันเหมินในฮ่องกงถูกห้ามตั้งแต่ปี 2020 หลังทางการอ้างมาตรการควบคุมโควิด-19 เป็นเหตุผลในการห้ามการชุมนุม และกิจกรรมดังกล่าวไม่เคยกลับมาจัดได้อีก ขณะเดียวกัน ในปีเดียวกันนั้น กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติของฮ่องกงก็มีผลบังคับใช้ โดยกำหนดความผิดเกี่ยวกับการแสดงออกหรือการกระทำที่ถูกมองว่าเป็นภัยต่อรัฐในวงกว้างมากขึ้น

อัยการกล่าวหาว่า คำปราศรัยและถ้อยแถลงของหลี่และโจวตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไม่ได้เป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นส่วนบุคคล แต่มีเจตนายุยงให้ผู้อื่นกระทำการที่ผิดกฎหมาย พร้อมกล่าวหาทั้งสองว่า “ทำให้ความมั่นคงแห่งชาติตกอยู่ในอันตรายโดยอ้างสิทธิมนุษยชน” และย้ำว่าเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการรวมกลุ่ม “ไม่ใช่สิทธิที่ปราศจากข้อจำกัด”

อัลเบิร์ต โฮ อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติฮ่องกงวัย 74 ปี ซึ่งเป็นจำเลยคนที่สามในคดีนี้ รับสารภาพเมื่อเดือนมกราคม โดยการรับสารภาพมักมีผลให้จำเลยได้รับการลดโทษ

ด้านกลุ่มสิทธิมนุษยชน ฮิวแมนไรท์วอทช์ ระบุว่า คำตัดสินครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า การแสดงออกเพื่อไว้อาลัยต่อผู้เสียชีวิตกำลังกลายเป็นความผิดทางอาญาในฮ่องกง

เอเลน เพียร์สัน ผู้อำนวยการฮิวแมนไรท์วอทช์ประจำภูมิภาคเอเชีย กล่าวว่า นักเคลื่อนไหวเหล่านี้เปิดเผยให้เห็นความหวาดกลัวของรัฐบาลจีนต่อความทรงจำเกี่ยวกับการกระทำที่โหดร้ายของรัฐเอง ซึ่งมองว่าการรำลึกถึงเหตุการณ์ในอดีตเป็นภัยต่อความมั่นคงแห่งชาติ

ก่อนมีคำพิพากษา โจวเขียนข้อความลงในบล็อกว่า “ความยุติธรรมอยู่ในหัวใจของประชาชน ไม่จำเป็นต้องเคารพยำเกรงคำพิพากษาที่ถูกส่งลงมาจากเบื้องบน และคำตัดสินเพียงครั้งเดียวก็มีความสำคัญไม่มากนัก”

โจวยังกล่าวถึงสภาพการควบคุมตัวของเธอว่า เจ้าหน้าที่เรือนจำได้เปลี่ยนวิธีนำตัวเธอออกจากเรือนจำ โดยจากเดิมที่ใช้เพียงกุญแจมือ ปัจจุบันเธอถูกใส่ทั้งกุญแจมือ กุญแจล็อกข้อเท้า โซ่รัดเอว และโซ่ที่ขา ก่อนถูกเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์นำตัวไปด้วยโซ่โลหะ

คดีนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่าเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการลดทอนเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นในฮ่องกง

ยูราเนีย ชิว อาจารย์ด้านกฎหมายจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด บรูคส์ กล่าวว่า คดีนี้ส่งสารที่รุนแรงและสร้างความหวาดกลัวต่อภาคประชาสังคมว่า การวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลและนโยบายของรัฐ ไม่ว่าจะกระทำอย่างสันติเพียงใด ก็ไม่เป็นที่ต้อนรับในฮ่องกงอีกต่อไป

ด้าน แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ระบุว่า คดีนี้อาศัยคำจำกัดความของคำว่า “การโค่นล้มอำนาจรัฐ” ที่คลุมเครือ กว้างเกินไป และเปิดช่องให้มีการใช้กฎหมายโดยพลการ พร้อมเรียกร้องให้ปล่อยตัวโจวและหลี่โดยทันทีและไม่มีเงื่อนไข โดยระบุว่าทั้งสองเป็น “นักโทษทางความคิด” และไม่ควรถูกดำเนินคดีตั้งแต่แรก

โจวยังเคยถูกจับกุมในเดือนมิถุนายน 2021 ในข้อหา “ยุยง” ให้ประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมรำลึกเทียนอันเหมินในปีนั้น และต่อมาถูกตัดสินว่ามีความผิด อย่างไรก็ตาม ศาลสูงสุดของฮ่องกงกลับคำพิพากษาดังกล่าวในปี 2022 โดยผู้พิพากษาระบุว่า ตำรวจไม่สามารถให้เหตุผลอย่างเหมาะสมเพียงพอในการสั่งห้ามการจัดกิจกรรมรำลึก

ก่อนถูกจับกุม โจวเคยให้สัมภาษณ์ว่า เธอพร้อมที่จะถูกจับกุม เพราะ “นี่คือสิ่งที่ฮ่องกงเป็นอยู่ในขณะนี้” และยืนยันว่า เธอยอมรับผลสำหรับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย

กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติของฮ่องกงถูกวิพากษ์วิจารณ์จากฝ่ายต่อต้านและกลุ่มสิทธิมนุษยชนว่า ทำให้เสรีภาพและความเป็นอิสระของฮ่องกงลดลง และสร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัว ขณะที่ทางการฮ่องกงยืนยันว่า กฎหมายดังกล่าวมีความจำเป็นเพื่อรักษาความมั่นคงและเสถียรภาพของเมือง

กฎหมายดังกล่าวกำหนดความผิดหลายประเภท รวมถึงการแบ่งแยกดินแดน การโค่นล้มอำนาจรัฐ การก่อการร้าย และการสมรู้ร่วมคิดกับกองกำลังหรือองค์กรต่างชาติหรือภายนอกประเทศ.

ที่มา BBC / AFP

ญี่ปุ่นประหารชีวิตชายเผาร้านปาจิงโกะ สังหาร 5 ศพ นับเป็นการประหารครั้งแรกในรอบกว่า 1 ปี

ญี่ปุ่นประหารชีวิตชายเผาร้านปาจิงโกะ สังหาร 5 ศพ นับเป็นการประหารครั้งแรกในรอบกว่า 1 ปี

21 ส.ค. 2569 10:55 น.

ญี่ปุ่นประหารชีวิตชายเผาร้านปาจิงโกะ สังหาร 5 ศพ นับเป็นการประหารครั้งแรกในรอบกว่า 1 ปี

ญี่ปุ่นประหารชีวิตนายซูนาโอะ ทาคามิ วัย 58 ปี ผู้ก่อเหตุราดน้ำมันเผาร้านปาจิงโกะในโอซาก้าเมื่อปี 2552 ทำให้มีผู้เสียชีวิต 5 ศพ นับเป็นการประหารครั้งแรกในรอบกว่า 1 ปี

วันที่ 21 สิงหาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า ญี่ปุ่นประหารชีวิต นายซูนาโอะ ทาคามิ วัย 58 ปี ด้วยการแขวนคอ หลังถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานก่อเหตุราดน้ำมันเบนซินและจุดไฟเผาร้านปาจิงโกะในเมืองโอซาก้า เมื่อปี 2552 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 5 ศพ นับเป็นการประหารชีวิตครั้งแรกของญี่ปุ่นในรอบกว่า 1 ปี

รายงานข่าวระบุว่า คณะลูกขุน 6 คนและผู้พิพากษา 3 คน พิจารณาคดีและปฏิเสธข้อโต้แย้งของฝ่ายจำเลยที่ระบุว่า นายทาคามิมีอาการป่วยทางจิตขณะก่อเหตุ ก่อนพิพากษาประหารชีวิตด้วยการแขวนคอไปเมื่อปี 2554 โดยนายทาคามิก่อเหตุที่ร้านปาจิงโกะซึ่งอยู่ใกล้บ้านของเขา โดยใช้น้ำมันเบนซินราดภายในร้านก่อนจุดไฟ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 5 ศพ เป็นลูกค้าของร้าน  4 ราย และพนักงานอีก 1 ราย 

นายฮิโรชิ ฮิรางูจิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมญี่ปุ่น กล่าวว่า ทางการมีคำสั่งประหารชีวิตหลังพิจารณาคดีอย่างรอบคอบและถี่ถ้วน พร้อมระบุว่า การประหารครั้งนี้เป็นครั้งแรกภายใต้รัฐบาลของ นางซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น

ทั้งนี้ ญี่ปุ่นยังคงเป็นหนึ่งในประเทศพัฒนาแล้วไม่กี่แห่งที่ใช้โทษประหารชีวิต โดยเป็นเพียง 2 ประเทศในกลุ่มจี7 ร่วมกับสหรัฐฯ ที่ยังคงมีโทษประหารชีวิต ขณะที่นักโทษประหารในญี่ปุ่นมักได้รับแจ้งกำหนดการประหารเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนถูกนำตัวไปแขวนคอ. 

แผ่นดินไหว 6.7 เขย่าเปรูตอนใต้ บ้าน-โรงเรียน-สถานพยาบาลเสียหาย เจ็บ 3 ราย

 แผ่นดินไหว 6.7 เขย่าเปรูตอนใต้ บ้าน-โรงเรียน-สถานพยาบาลเสียหาย เจ็บ 3 ราย

21 ส.ค. 2569 09:59 น.

แผ่นดินไหว 6.7 เขย่าเปรูตอนใต้ บ้าน-โรงเรียน-สถานพยาบาลเสียหาย เจ็บ 3 ราย

แผ่นดินไหวขนาด 6.7 เขย่าภาคใต้ของเปรู แรงสั่นสะเทือนรับรู้ได้หลายพื้นที่ เบื้องต้นมีผู้บาดเจ็บ 3 ราย บ้าน 22 หลัง โรงเรียน 6 แห่ง และสถานพยาบาล 12 แห่งได้รับผลกระทบ

 วันที่ 20 สิงหาคม 2569 เกิดแผ่นดินไหวขนาด 6.7 ทางภาคใต้ของเปรู เมื่อเวลา 13.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ (USGS) ระบุว่า จุดศูนย์กลางอยู่ห่างจากเมืองอูปาฮัวโช ไปทางตะวันตกเฉียงเหนือราว 40 กิโลเมตร และอยู่ห่างจากกรุงลิมา ราว 800 กิโลเมตร ลึกลงไปใต้ดิน 99 กิโลเมตร เบื้องต้นมีผู้ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย 3 ราย

รายงานเบื้องต้นจากทางการเปรูระบุว่า แรงสั่นสะเทือนส่งผลกระทบต่อบ้านเรือนอย่างน้อย 22 หลัง โรงเรียน 6 แห่ง และสถานพยาบาล 12 แห่ง ขณะที่เจ้าหน้าที่เร่งสำรวจความเสียหายในพื้นที่เพิ่มเติม พร้อมส่งทีมฉุกเฉินลงพื้นที่เมืองปูเกียว และโกราโกรา ในแคว้นอายากูโช ซึ่งอยู่ใกล้จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหว ขณะที่แรงสั่นสะเทือนสามารถรับรู้ได้ในหลายแคว้นด้วยระดับปานกลางถึงรุนแรง รวมถึงเมืองกุสโก อาเรกีปา และกรุงลิมา แม้แรงสั่นสะเทือนในพื้นที่เหล่านี้จะเบาลงตามระยะทาง.

ไต้หวันเพิ่มงบกลาโหมปี 2570 สูงเป็นประวัติการณ์ ทะลุ 1.12 ล้านล้านดอลลาร์ไต้หวัน

ไต้หวันเพิ่มงบกลาโหมปี 2570 สูงเป็นประวัติการณ์ ทะลุ 1.12 ล้านล้านดอลลาร์ไต้หวัน

21 ส.ค. 2569 09:38 น.

ไต้หวันเพิ่มงบกลาโหมปี 2570 สูงเป็นประวัติการณ์ ทะลุ 1.12 ล้านล้านดอลลาร์ไต้หวัน

ไต้หวันเสนอเพิ่มงบกลาโหมปี 2570 แตะ 1.12 ล้านล้านดอลลาร์ไต้หวัน หรือราว 1.16 ล้านล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ท่ามกลางแรงกดดันทางทหารจากจีน

 วันที่ 20 สิงหาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า คณะรัฐมนตรีไต้หวันเสนอร่างงบประมาณปี 2570 โดยจัดสรรงบประมาณด้านกลาโหม 1.1225 ล้านล้านดอลลาร์ไต้หวัน หรือราว 1.16 ล้านล้านบาท นับเป็นครั้งแรกที่งบกลาโหมของไต้หวันทะลุระดับ 1 ล้านล้านดอลลาร์ไต้หวัน ท่ามกลางสถานการณ์ความมั่นคงในช่องแคบไต้หวันที่ตึงเครียดขึ้นจากแรงกดดันทางทหารของจีน

รายงานข่าวระบุว่า งบกลาโหมที่เสนอคิดเป็นประมาณ 3.01% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ จีดีพี โดยรัฐบาลไต้หวันระบุว่า การเพิ่มงบประมาณครั้งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นในการเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศและการป้องกันตนเอง

โดยนายไล่ ชิงเต๋อ ประธานาธิบดีไต้หวัน กล่าวก่อนหน้านี้ว่า แผนงบประมาณแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของไต้หวันที่จะเพิ่มศักยภาพในการป้องกันตนเอง ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับกิจกรรมทางทหารของจีนที่เพิ่มขึ้นรอบเกาะ ซึ่งการเพิ่มงบกลาโหมครั้งนี้ยังเกิดขึ้นในช่วงที่รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ กดดันให้ไต้หวันเพิ่มการใช้จ่ายด้านความมั่นคงและเสริมศักยภาพในการรับมือภัยคุกคามทางทหาร

อย่างไรก็ตาม ร่างงบประมาณนี้อาจเผชิญการพิจารณาอย่างเข้มข้นในสภานิติบัญญัติไต้หวัน ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของฝ่ายค้าน โดยงบประมาณประจำปี 2569 เพิ่งผ่านความเห็นชอบเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังใช้เวลาพิจารณานานเกือบ 1 ปี.

FBI จับกุม หญิงนิวยอร์กวางแผน ระเบิดอาคารรัฐสภา

FBI จับกุม หญิงนิวยอร์กวางแผน ระเบิดอาคารรัฐสภา

21 ส.ค. 2569 06:09 น.

FBI จับกุม หญิงนิวยอร์กวางแผน ระเบิดอาคารรัฐสภา

FBI ของสหรัฐฯ จับกุมตัวหญิงสาวชาวนิวยอร์กรายหนึ่ง ในข้อหาวางแผนวางระเบิดโจมตีอาคารรัฐสภานิวยอร์ก โดยเธอมีแนวคิดสนับสนุนกลุ่มก่อการร้ายอย่างกลุ่มรัฐอิสลาม

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 20 ส.ค. 2568 ว่า เจ้าหน้าที่สำนักงานสืบสวนกลางสหรัฐฯ (FBI) เข้าจับกุมตัว น.ส.เจสซิกา โบวี อายุ 35 ปี จากเมืองออลบานี รัฐนิวยอร์ก ในข้อหาให้การสนับสนุนแก่พรรคพวกหรือองค์กรก่อการร้ายข้ามชาติ หลังพบว่าเธอวางแผนจะวางระเบิดอาคารรัฐสภาประจำรัฐนิวยอร์ก เพื่อสังหารเหล่านักการเมืองและสมาชิกวุฒิสภา

โบวีตกเป็นเป้าหมายการสืบสวนของเจ้าหน้าที่และสายข่าวของ FBI ซึ่งปลอมตัวเป็นสมาชิกกลุ่มรัฐอิสลาม หรือ ไอซิส (ISIS) โดยเธอสารภาพว่าเลือกอาคารรัฐสภาประจำรัฐเป็นเป้าหมายเพราะโจมตีง่ายกว่าทำเนียบขาว โดยเธอเดินทางไปลาดตระเวนและสำรวจพื้นที่อย่างน้อย 5 ครั้ง พร้อมวางแผนจะซ่อนระเบิดไว้ในกระเป๋าเก็บความร้อนสำหรับส่งอาหาร

เจ้าหน้าที่ซึ่งปลอมตัวเป็นสมาชิกไอซิส มอบเงิน 200 ดอลลาร์สหรัฐให้เธอไปซื้อตะปูจากร้านอุปกรณ์ก่อสร้าง Home Depot เพื่อใช้ทำเป็นสะเก็ดระเบิด โดยในวันพุธ (19 ส.ค.) โบวีถูกควบคุมตัวพร้อมของกลางเป็นระเบิดปลอม ปืนชำรุด (ซึ่งเจ้าหน้าที่สายลับจัดหาให้) มีด และจดหมายแสดงความจงรักภักดีต่อกลุ่ม IS

เอกสารคำฟ้องระบุว่า โบวีเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามเมื่อราว 5 ปีก่อน เป็นผู้ใช้โซเชียลมีเดียที่มักโพสต์ข้อความต่อต้านอเมริกัน และสรรเสริญเหตุวินาศกรรมตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์เมื่อ 11 ก.ย. 2544 จนถูกระงับบัญชีในหลายแพลตฟอร์ม เธอยังเคยประกาศสวามิภักดิ์ต่อกลุ่มไอซิสด้วย

ด้านนาง เคที โฮชูล ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก ออกมาขอบคุณความร่วมมือของ FBI และตำรวจรัฐนิวยอร์ก พร้อมเน้นย้ำว่าทางรัฐบาลได้ยกระดับมาตรการความปลอดภัย ณ อาคารรัฐสภาและหน่วยงานรัฐต่าง ๆ มาอย่างต่อเนื่องเพื่อรับมือกับภัยคุกคามและความรุนแรงทางการเมืองที่เพิ่มสูงขึ้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อดีตนายกฯ ปากีสถาน ถูกส่งตัวจากเรือนจำ เข้ารักษาในโรงพยาบาล

อดีตนายกฯ ปากีสถาน ถูกส่งตัวจากเรือนจำ เข้ารักษาในโรงพยาบาล

21 ส.ค. 2569 05:36 น.

อดีตนายกฯ ปากีสถาน ถูกส่งตัวจากเรือนจำ เข้ารักษาในโรงพยาบาล

นายอิมราน ข่าน อดีตนายกรัฐมนตรีปากีสถาน ถูกย้ายจากเรือนจำไปอยู่โรงพยาบาลเพื่อตรวจรักษาทางการแพทย์ ตามคำสั่งศาลแล้ว หลังมีความกังวลเรื่องสุขภาพของเขามานานหลายเดือน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายอิมราน ข่าน อดีตนายกรัฐมนตรีปากีสถานซึ่งกำลังรับโทษจำคุกอยู่ในเรือนจำ ถูกย้ายตัวออกจากเรือนจำ “อาเดียลา” (Adiala) ไปยังโรงพยาบาลนานาชาติ “ชีฟา” (Shifa) ในกรุงอิสลามาบัดแล้ว เมื่อช่วงหลังเที่ยงคืนของวันพฤหัสบดีที่ 20 ส.ค. 2569 เพื่อเข้ารับการตรวจและรักษา ตามคำสั่งของศาลสูงสุด

พรรคปากีสถาน เตห์รีค-อี-อินซาฟ (PTI) ของนายข่านเปิดเผยว่า การย้ายตัวครั้งนี้เป็นไปตามคำสั่งของคณะผู้พิพากษาศาลสูงสุด 3 ท่าน ที่สั่งการให้รัฐบาลนำตัวข่านส่งโรงพยาบาล เพื่อเข้ารับการตรวจร่างกายโดยคณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และ ดร.ไฟซาล สุลต่าน แพทย์ประจำตัวของเขา

นาย ตาริก ฟาซาล ชอดรี รัฐมนตรีฝ่ายกิจการรัฐสภา ระบุว่ารัฐบาลพร้อมปฏิบัติตามคำสั่งศาลอย่างเต็มที่ พร้อมเสริมว่าหากสถานพยาบาลของรัฐไม่สามารถให้บริการดูแลรักษาได้อย่างเพียงพอ รัฐบาลอาจพิจารณาอนุญาตให้ส่งตัวไปรักษาต่อยังต่างประเทศได้

ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกิดขึ้นหลังจากครอบครัวและแพทย์ประจำตัวของข่านแสดงความกังวลเกี่ยวกับสุขภาพและการเข้าถึงการรักษาพยาบาลมานานหลายเดือน โดยเฉพาะประเด็นที่ครอบครัวอ้างว่า นายข่านสูญเสียการมองเห็นในตาขวาไปถึง 85% แม้รัฐบาลจะออกมายืนยันในเวลาต่อมาว่า เขาอาการดีขึ้น และสายตาฟื้นฟูกลับมาราว 70% แล้วก็ตาม

พรรค PTI และครอบครัวเรียกร้องให้ข่านได้รับอนุญาตพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลต่อไป แต่ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าเขาจะถูกนำตัวกลับเข้าเรือนจำหลังการตรวจร่างกายเสร็จสิ้นหรือไม่

ทั้งนี้ อดีตดาวดังวงการคริกเก็ตผู้ผันตัวมาเล่นการเมืองรายนี้ ถูกลงมติถอดถอนออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในเดือนเมษายน 2565 และถูกคุมขังมาตั้งแต่ปี 2566 หลังถูกตัดสินว่ามีความผิดในคดีทุจริตหลายคดี

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

5 ชาติตะวันตก ร่วมประณามอิสราเอล โครงการตั้งถิ่นฐานในเวสต์แบงก์

5 ชาติตะวันตก ร่วมประณามอิสราเอล โครงการตั้งถิ่นฐานในเวสต์แบงก์

21 ส.ค. 2569 04:52 น.

5 ชาติตะวันตก ร่วมประณามอิสราเอล โครงการตั้งถิ่นฐานในเวสต์แบงก์

5 ชาติตะวันตกออกแถลงการณ์ร่วม ประณามอิสราเอลที่เปิดประมูลโครงการสร้างที่พักอาศัยกว่า 1,200 หน่วยในพื้นที่สำคัญของเขตเวสต์แบงก์ ซึ่งจะกระทบต่อการตั้งรัฐปาเลสไตน์อย่างใหญ่หลวง

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 20 ส.ค. 2569 สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี และแคนาดา ได้ออกแถลงการณ์ร่วมประณามอิสราเอลอย่างรุนแรง หลังรัฐบาลอิสราเอลเปิดประมูลโครงการสร้างที่พักอาศัยกว่า 1,200 หน่วย ในเขต “ตะวันออก 1” (E1) ของเขตเวสต์แบงก์ (West Bank) พร้อมเรียกร้องให้อิสราเอลยกเลิกแผนดังกล่าวทันที

โครงการก่อสร้างในพื้นที่ E1 ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ราว 12 ตารางกิโลเมตรระหว่างเยรูซาเล็มตะวันออกและนิคม มาเล อาดูมิม (Maale Adumim) จะส่งผลให้เวสต์แบงก์ถูกตัดขาดออกเป็นสองส่วน (เหนือและใต้) และแยกเยรูซาเล็มตะวันออกจากพื้นที่ของชาวปาเลสไตน์ ซึ่งหลายฝ่ายเตือนว่าจะทำลายโอกาสในการจัดตั้งรัฐปาเลสไตน์ที่เชื่อมติดกันอย่างสิ้นเชิง

แถลงการณ์ร่วมระบุว่า การตัดสินใจของอิสราเอลเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เขตเวสต์แบงก์กำลังเผชิญกับความไม่สงบอย่างหนัก ความรุนแรงจากผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอิสราเอลที่กระทำต่อพลเรือนปาเลสไตน์พุ่งสูงขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน และเศรษฐกิจของปาเลสไตน์กำลังถูกจำกัดอย่างรุนแรง

ทั้งนี้ กระทรวงการเคหะของอิสราเอลเปิดประมูลที่พักอาศัยจำนวน 1,234 หน่วย จากทั้งหมด 3,401 หน่วยที่ได้รับการอนุมัติ โดยกำหนดวันสิ้นสุดการยื่นประมูลในวันที่ 19 ต.ค. ก่อนหน้าการเลือกตั้งทั่วไปของอิสราเอลเพียงไม่กี่วัน ซึ่งจะทำให้รัฐบาลชุดใหม่ยกเลิกโครงการได้ยากยิ่งขึ้น

ด้านเลขาธิการสหประชาชาติ (UN) และรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของเบลเยียม เตือนว่าแผนการนี้เป็นภัยคุกคามต่อการมีอยู่ของรัฐปาเลสไตน์

อนึ่ง นับตั้งแต่อิสราเอลเข้ายึดครองเวสต์แบงก์และเยรูซาเล็มตะวันออกในสงครามปี 2510 อิสราเอลได้สร้างนิคมไปแล้วราว 160 แห่ง รองรับชาวยิวประมาณ 700,000 คน ซึ่งตั้งอยู่ปะปนกับชาวปาเลสไตน์ราว 3.3 ล้านคน

การขยายตัวของนิคมเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดนับตั้งแต่นายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู กลับมาดำรงตำแหน่งพร้อมรัฐบาลผสมฝ่ายขวาจัดเมื่อปลายปี 2565

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ขุนคลังสหรัฐฯ จี้ชาติพันธมิตรร่วมมืออเมริกัน คว่ำบาตรเศรษฐกิจอิหร่าน

ขุนคลังสหรัฐฯ จี้ชาติพันธมิตรร่วมมืออเมริกัน คว่ำบาตรเศรษฐกิจอิหร่าน

21 ส.ค. 2569 03:48 น.

ขุนคลังสหรัฐฯ จี้ชาติพันธมิตรร่วมมืออเมริกัน คว่ำบาตรเศรษฐกิจอิหร่าน

รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ออกมาเรียกร้องให้ชาติพันธมิตรร่วมมือกับสหรัฐฯ ในการโจมตีเศรษฐกิจของอิหร่าน พร้อมยื่นคำขาดถึงพันธมิตรว่า “คุณจะอยู่ฝ่ายเดียวกับเรา หรือเป็นศัตรูกับเรา”

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 20 ส.ค. 2569 นายสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ออกมาเรียกร้องให้ประเทศพันธมิตรร่วมมือกับวอชิงตันในการ “บดขยี้” เศรษฐกิจอิหร่าน เพื่อโค่นล้มระบอบการปกครองโดยส่งสัญญาณเตือนอย่างเด็ดขาดถึงนานาประเทศว่า “คุณจะอยู่ฝ่ายเดียวกับเรา หรือเป็นศัตรูกับเรา”

คำพูดของนายเบสเซนต์เป็นการขานรับคำขู่ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ระบุก่อนหน้านี้ว่าประเทศใดก็ตามที่ให้ความช่วยเหลือแก่รัฐบาลอิหร่านจะต้องเจอกับผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง

ทรัมป์อ้างว่า สหรัฐฯ กำลังเตรียมเปิดตัวมาตรการโดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยจะลงโทษทั้งอิหร่าน และประเทศพันธมิตร รวมถึงภาคธุรกิจต่างชาติที่ยังคงค้าขาย โอนเงิน หรือซื้อน้ำมันจากอิหร่าน ซึ่งรายละเอียดทั้งหมดจะเปิดเผยในงานแถลงข่าววันที่ 24 ส.ค.นี้

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่า มาตรการกดดันทางเศรษฐกิจแบบเข้มข้นดังกล่าว จะช่วยลดความจำเป็นในการกลับไปใช้กำลังทางทหารเพื่อเปิดฉากสงครามเต็มรูปแบบ

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของสหรัฐฯ เกิดขึ้นหลังจาก สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ โดยอ้างเหตุผลเพื่อยับยั้งการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งอิหร่านได้ตอบโต้ด้วยการโจมตีอิสราเอล ฐานทัพสหรัฐฯ และปิดเส้นทางขนส่งน้ำมันในช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกผันผวนอย่างหนัก

แม้จะมีการตกลงหยุดยิงในเดือนเมษายนและมิถุนายนเพื่อเจรจา แต่ข้อตกลงกลับถูกละเมิดเรื่อยมา และการเจรจาต้องหยุดชะงักลงในที่สุด ในขณะที่อิหร่านยังคงถือไพ่เหนือกว่าในเรื่องช่องแคบฮอร์มุซ และเป็นผู้กุมเงื่อนไขในการเปิดเส้นทางเดินเรือสายสำคัญแห่งนี้

โดนัลด์ ทรัมป์ จึงเปลี่ยนแผนมาโจมตีเศรษฐกิจของอิหร่าน ซึ่งเปราะบางอย่างหนักจากการโดนนานาชาติคว่ำบาตรมานานหลายทศวรรษ โดยตัวเลขทางการชี้ว่าในช่วง 12 เดือนจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2569 สินค้าจำเป็นในอิหร่านมีราคาสูงขึ้นเฉลี่ย 60% และราคาอาหารพุ่งสูงขึ้นถึงสองเท่า จนเกิดการประท้วงใหญ่ทั่วประเทศ

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์คาดว่า แม้สหรัฐฯ จะตั้งเป้าสั่นคลอนการปกครอง แต่ชาวเมืองในอิหร่านมองว่า ประชาชนเคยชินกับการใช้ชีวิตภายใต้มาตรการคว่ำบาตรมานานแล้ว และเชื่อว่ารัฐบาลจะหาช่องทางในการค้าขายเพื่อพยุงตัวต่อไปได้ แม้เศรษฐกิจจะได้รับผลกระทบแต่ก็อาจจะไม่ถึงขั้นล่มสลายอย่างที่สหรัฐฯ คาดการณ์

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

นายกเล็กเมืองโคโม สั่งห้ามขี่จักรยานบางพื้นที่ หลังถูกจักรยานไฟฟ้าชน

นายกเล็กเมืองโคโม สั่งห้ามขี่จักรยานบางพื้นที่ หลังถูกจักรยานไฟฟ้าชน

21 ส.ค. 2569 02:33 น.

นายกเล็กเมืองโคโม สั่งห้ามขี่จักรยานบางพื้นที่ หลังถูกจักรยานไฟฟ้าชน

นายกเทศมนตรีเมืองโคโม ของอิตาลี ประกาศห้ามขี่จักรยาน-จักรยานไฟฟ้าในบางพื้นที่ของเมืองแห่งนี้ หลังจากตัวเขาถูกจักรยานไฟฟ้าชน โดยระบุว่า รู้ดีว่าการถูกหนึ่งในอสูรร้ายพวกนี้ชนมันเป็นอย่างไร

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 20 ส.ค. 2569 นายอเลสซานโดร ราปิเนเซ นายกเทศมนตรีเมืองโคโม ในเมืองเก่าอันทรงประวัติศาสตร์ของประเทศอิตาลี ประกาศห้ามประชาชนขี่จักรยานในพื้นที่บางส่วนของเมือง ซึ่งครอบคลุมถนนกว่า 30 สาย นับตั้งแต่เดือนกันยายนเป็นต้นไป โดยอ้างว่ามาตรการนี้จำเป็นอย่างยิ่งต่อความปลอดภัยของสาธารณชน

นายราปิเนเซบอกกับสำนักข่าว อันซา (ANSA) ของอิตาลีว่า “คนเรามักทำตามประสบการณ์ของตัวเอง และผมรู้ดีว่าการถูกหนึ่งในอสูรร้าย (beasts) พวกนี้ชนมันเป็นอย่างไร”

นอกจากที่เมืองโคโมแล้ว องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอีกหลายแห่งทั่วยุโรป รวมถึงในสหราชอาณาจักร ได้ออกข้อจำกัดเกี่ยวกับสถานที่และรูปแบบการใช้งานจักรยานไฟฟ้าและยานพาหนะส่วนบุคคลประเภทอื่นเช่นกัน

มาตรการที่นายราปิเนเซเสนอ เป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายจราจรใหม่ ซึ่งกำหนดให้มีเขตจำกัดการจราจร (ZTL) เพื่อจัดการกับการเติบโตของจำนวนนักท่องเที่ยว และกำหนดกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดมากขึ้นสำหรับรถยนต์และรถตู้ในใจกลางเมือง

ถนนหลายสายที่อยู่ภายใต้คำสั่งห้ามนี้เป็นถนนที่กว้างที่สุดในเขตเมืองเก่า และเป็นเส้นทางยอดนิยมของพนักงานส่งสินค้า โดยมาตรการนี้จะครอบคลุมทั้งจักรยานไฟฟ้าและจักรยานปั่นทั่วไป เนื่องจากประมวลกฎหมายทางหลวงของอิตาลีไม่ได้แยกความแตกต่างระหว่างพาหนะทั้งสองประเภท

นายราปิเนเซเล่าย้อนเหตุการณ์ที่เขาถูกจักรยานไฟฟ้าชนเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยมันเกิดขึ้นขณะที่เขากำลังออกจากศาลาว่าการเมือง และชนกับจักรยานไฟฟ้าอย่างจัง เพียงไม่นานหลังจากที่คณะผู้บริหารของเขาได้หารือเกี่ยวกับข้อจำกัดการจราจรในใจกลางเมือง

“ในกรณีนี้ ผมไม่ได้ถึงขั้นต้องเข้าโรงพยาบาล” นายราปิเนเซกล่าว “ผมแค่ถูกจักรยานชน แต่ผมได้รวบรวมข้อมูล และนั่นคือที่มาของมาตรการนี้”

ทั้งนี้ กฎระเบียบการจราจรใหม่สำหรับเขต ZTL หมายความว่ายานพาหนะบางประเภทจะต้องมีใบอนุญาตรายปี และต้องจ่ายค่าธรรมเนียมใบอนุญาตเข้าพื้นที่วันละ 3 ยูโร

การส่งสินค้าไปยังร้านค้าและร้านอาหารจะได้รับอนุญาตเฉพาะช่วงเวลา 06:00 น. ถึง 23:00 น. เท่านั้น ในขณะที่นักท่องเที่ยวที่พักในโรงแรมจะสามารถขับจักรยานเข้าสู่ใจกลางเมืองได้ก็ต่อเมื่อที่พักมีที่จอดรถรองรับเท่านั้น

แน่นอนว่า คำสั่งห้ามของนายราปิเนเซเผชิญกระแสต่อต้านจากชาวเมือง เนื่องจากจักรยานและจักรยานไฟฟ้าเป็นหนึ่งในพาหนะหลักในการเดินทางของคนท้องถิ่น โดยมีการเปิดแคมเปญล่ารายชื่อบนโลกออนไลน์ เพื่อยับยั้งมติของเทศบาลเมือง

Civitas Como กลุ่มภาคประชาชนในท้องถิ่น ได้ออกมาท้าทายความชอบธรรมของคำสั่งห้ามนี้ โดยระบุว่าเป็นเรื่องที่ “น่าตั้งข้อสงสัยและผิดพลาด” ขณะที่สมาคม Nova Como เตรียมจัดกิจกรรมปั่นจักรยานประท้วงในวันที่ 12 ก.ย.นี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

รัสเซียถล่มกรุงเคียฟ ดับแล้ว 15 ศพ ยูเครนขาดแคลนมิสไซล์สกัดกั้น

รัสเซียถล่มกรุงเคียฟ ดับแล้ว 15 ศพ ยูเครนขาดแคลนมิสไซล์สกัดกั้น

21 ส.ค. 2569 00:18 น.

รัสเซียถล่มกรุงเคียฟ ดับแล้ว 15 ศพ ยูเครนขาดแคลนมิสไซล์สกัดกั้น

รัสเซียโจมตีกรุงเคียฟของยูเครนและพื้นที่โดยรอบอย่างหนัก ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 15 ศพ ขณะที่ทางการยูเครนเรียกร้องให้ชาติตะวันตกช่วยส่งมิสไซล์สกัดกั้นที่กำลังร่อยหรอ มาให้เพิ่มเติมอย่างเร่งด่วน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กองทัพรัสเซียโจมตีกรุงเคียฟและพื้นที่โดยรอบอีกครั้งในช่วงข้ามคืนเข้าสู่วันพฤหัสบดี (20 ส.ค. 2569) ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 15 ศพ สร้างความเสียหายแก่แฟลตที่พักอาศัย คลังสินค้า โรงพยาบาลเด็ก และโรงเรียน รวมถึงทำให้ไฟฟ้าดับกระทบประชาชนหลายพันครัวเรือน

รองหัวหน้าฝ่ายข่าวกรองยูเครนระบุว่า รัสเซียตั้งใจโจมตีคลังสินค้าและอาคารกำเนิดพลังงานความร้อนเพื่อทำลายระบบทำความร้อน ก่อนจะเข้าสู่ช่วงฤดูหนาว ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ที่รัสเซียใช้มาหลายปี

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายรัสเซียอ้างว่าพวกเขาเล็งเป้าเฉพาะสิ่งปลูกสร้างทางการทหารและคลังสินค้า พร้อมระบุว่าสกัดโดรนของยูเครนได้ 726 ลำในหลายภูมิภาค

ด้านนายวิตาลี คลิตช์โก นายกเทศมนตรีกรุงเคียฟ กับนายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ออกมาร้องขอความช่วยเหลือจากชาติตะวันตก ให้ส่งขีปนาวุธสำหรับระบบป้องกันทางอากาศ “แพทริออต” (Patriot) มาให้อย่างเร่งด่วน เนื่องจากการขาดแคลนกระสุน ทำให้ยูเครนไม่สามารถสกัดกั้นมิสไซล์ที่รัสเซียยิงมาได้เลย

อย่างไรก็ตาม การสนับสนุนด้านอาวุธจากชาติตะวันตกให้ยูเครนประสบความล่าช้าในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะจากสหรัฐฯ ซึ่งสต็อกขีปนาวุธสกัดกั้นร่อยหรอเนื่องจากถูกนำไปใช้ในสงครามกับอิหร่าน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อขีดความสามารถในการคุ้มกันน่านฟ้าของยูเครน

ทั้งนี้ ยูเครนเร่งยกระดับการโจมตีโต้กลับลึกเข้าไปในดินแดนรัสเซีย รวมถึงการใช้โดรนกว่า 600 ลำโจมตีกรุงมอสโกในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตในฝั่งรัสเซียอย่างน้อย 16 รายในสัปดาห์นี้

ทางการกรุงเคียฟประกาศให้วันศุกร์ที่ 21 ส.ค. เป็นวันไว้อาลัยแก่ผู้เสียชีวิตจากการโจมตีของรัสเซียในช่วงที่ผ่านมา ขณะที่การเจรจาทางการทูตเพื่อหยุดยิงยังคงไม่มีความคืบหน้าใดๆ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc