นายกฯเตรียมขึ้นเรือ รล.จักรีนฤเบศร ย้ำ’รล.ภูมิพลฯ’ อยู่ระหว่างเปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่

19 สิงหาคม 2569 เวลา 14:18 น.

“นายกฯ” เตรียมตรวจความพร้อมรบ บน ร.ล.จักรีนฤเบศร กลางอ่าวไทย ย้ำ ร.ล.ภูมิพลฯ ที่อยู่ระหว่างเปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่ ร่วมการฝึก ด้าน โฆษก ทร. แจงผลสอบเครื่องยนต์ เสียหาย ยังไม่เสร็จ ชี้ หากสาเหตุเกิดความบกพร่องของคน ต้องมีหลักฐาน

วันที่ 19 สิงหาคม 2569 ที่โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพมหานคร พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ชี้แจงความคืบหน้ากรณีปัญหาเครื่องยนต์เรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช หลังตรวจพบความเสียหายตั้งแต่ปี 2567 ว่า ขณะนี้กรมอู่ทหารเรือเตรียมการไว้แล้ว ทันทีที่พร้อมก็จะมีการเรียกเรือหลวงภูมิพล เข้าอู่เพื่อเปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่ 2 เครื่อง วงเงินประมาณ 490 ล้านบาท ทันที โดยใช้เวลาราว 1-2 เดือน พร้อมกับทดสอบทดลอง ตรวจรับเพื่อให้เรือกลับมาพร้อมปฏิบัติภารกิจโดยเร็วที่สุด ทั้งหมดนี้ทำโดยช่างของกรมอู่ทหารเรือทั้งหมด ไม่เกี่ยวกับบริษัทอู่ต่อเรือของเกาหลีใต้ สำหรับเครื่องยนต์ที่จะนำมาเปลี่ยนในครั้งนี้ เป็นเครื่องยนต์ MTU ที่ไทยสั่งซื้อโดยตรงจากเยอรมนี เหมือนกับเครื่องยนต์ชุดแรก

ทั้งนี้ ปัญหาเกิดขึ้นหลังจากเรือหลวงภูมิพล เดินทางปฏิบัติราชการหลายครั้ง โดยเฉพาะภารกิจต่างประเทศ พบความผิดปกติของอะไหล่จนทำให้เครื่องยนต์หยุดทำงาน (Shutdown) ก่อนเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบอย่างละเอียด และพบความเสียหายภายในเครื่องยนต์ โดยเมื่อประเมินแนวทางซ่อมบำรุง พบว่าการจัดหาเครื่องยนต์ใหม่มีความเหมาะสมกว่าการซ่อมและใช้งานเครื่องยนต์เดิม จึงนำไปสู่การตั้งงบประมาณจัดซื้อเครื่องยนต์ใหม่ทั้ง 2 เครื่อง โดยกระบวนการดังกล่าวเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ประมาณ 2 ปีที่ผ่านมา

เมื่อถามว่า ประเด็นของเรือหลวงภูมิพล จะมีผลต่อการพิจารณาโครงการเรือฟริเกตในอนาคตหรือไม่ โฆษกกองทัพเรือ ยอมรับว่า มีผลกระทบ เพราะเรื่องนี้เกิดขึ้นหลายปีก่อนเกี่ยวกับเครื่องยนต์ ซึ่งผู้บัญชาการทหารเรือในขณะที่ดำรงตำแหน่งเสนาธิการทหารเรือ ก็เห็นความจำเป็นของเรื่องนี้จนนำไปสู่การเร่งรัดงบประมาณ การจัดหา จนนำมาสู่การติดตั้ง ทำให้กระบวนการเดิมที่วางแผนไว้อาจจะล่าช้า เพื่อทำให้เรือมีความพร้อมมากขึ้น สอดคล้องกับนโยบายปีแห่งความพร้อมรบ เราพยายามหยิบทุกอย่างที่ไม่พร้อมในกองทัพเรือ มาทำให้พร้อมมากขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นในเรือหลวงภูมิพลเรานำมาทบทวน ซึ่งบางส่วนมีผลกระทบต่อการกำหนดทีโออาร์ในโครงการเรือฟริเกตที่จัดหาอยู่ในปัจจุบันด้วย เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นซ้ำซ้อนอีก

โฆษกกองทัพเรือ ย้ำอีกว่า เรือหลวงภูมิพล ถือเป็นเรือรบหลัก จึงเร่งรัดกระบวนการจัดหาและซ่อมทำ เพื่อให้สามารถกลับมาปฏิบัติภารกิจได้ตามปกติ โดยปัจจุบันระบบเครื่องยนต์กังหันแก๊ส (Gas Turbine) ของเรือยังสามารถใช้งานได้ ทำให้เรือยังสามารถออกปฏิบัติภารกิจได้ตามแผน

ส่วนสาเหตุความเสียหาย ผลการตรวจสอบบางส่วนจากกรมอู่ทหารเรือได้นำข้อมูลบทเรียนไปใช้ประกอบการปรับปรุงข้อกำหนดทางเทคนิค (TOR) สำหรับโครงการเรือฟริเกตลำใหม่

ส่วนกระแสข่าวเกี่ยวกับการออกแบบเรือของบริษัทผู้ต่อเรือจากเกาหลีใต้ กองทัพเรือเห็นว่า ยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอ พร้อมชี้แจงว่าแบบเรือได้รับการรับรองจากสถาบันจัดชั้นเรือเกาหลี (KR Class) ซึ่งเป็นหน่วยงานรับรองมาตรฐานการต่อเรือของเกาหลีใต้
ขณะที่กรณีข้อสงสัยเรื่องความผิดพลาดจากมนุษย์ หรือ Human Error กองทัพเรือยืนยันว่า การสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น โดยยังมีคณะกรรมการสอบสวนอีกชุดที่อยู่ระหว่างดำเนินการ หากผลสอบพบว่ามีผู้กระทำผิดจริง จะต้องมีหลักฐานที่ชัดเจน ทั้งด้านวิศวกรรม วิทยาศาสตร์ และพยานหลักฐานประกอบ ไม่สามารถสรุปจากข้อกล่าวอ้างเพียงบางส่วนได้ เพราะหากจะดำเนินการทางละเมิดเพื่อเรียกร้องความเสียหาย จำเป็นต้องมีหลักฐานที่ครบถ้วน

ส่วนข้อสันนิษฐานว่ากำลังพลอาจขาดความชำนาญในการดูแลเครื่องยนต์ กองทัพเรือยอมรับว่าเป็นหนึ่งในประเด็นที่มีความเป็นไปได้ เนื่องจากกำลังพลชุดรับเรือมีการโยกย้ายหมุนเวียน ทำให้องค์ความรู้บางส่วนอาจสูญหายระหว่างการส่งต่อหน้าที่ แต่ต้องรอผลการสอบสวนอย่างเป็นทางการ

ส่วนระบบป้องกันระยะประชิดของเรือ Phalanx CIWS ยอมรับ มีการชำรุดบกพร่องจริง หลังจากที่เราได้มีการตรวจรับและมาถึงไทย ซึ่งเดิมยังใช้ได้ แต่มาตรวจพบในช่วงใกล้หมดระยะเวลาประกัน จึงมีการเคลม ซึ่งอุปกรณ์นี้เป็นของสหรัฐฯ ที่มาติดตั้งในเรือเกาหลีฯ ขณะนี้อยู่ระหว่างซ่อมโดย บริษัท Raytheon ของสหรัฐฯ

ทั้งนี้ กองทัพเรือยืนยันว่า เรือหลวงภูมิพลฯ ยังคงใช้งานได้ โดยใช้ระบบเครื่องยนต์กังหันแก๊ส และ ในวันพฤหัสบดีที่ 27 สิงหาคม 2569 ที่นายอนุทิน ชาญวีรกูลนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีกำหนดไปตรวจการฝึกความพร้อมรบกองทัพเรือประจำปีครั้งสุดท้าย เรือหลวงภูมิพล ก็ร่วมภารกิจนี้ด้วย

โดยตามกำหนดการ นายกรัฐมนตรี จะนั่งเฮลิคอปเตอร์ จากสนามบินอู่ตะเภาไปลงที่เรือหลวงจักรีนฤเบศร ที่จอดอยู่กลางอ่าวไทยตอนบน เพื่อชมการฝึกประจำปีงบประมาณ 2569 ของกองทัพเรือ ซึ่งกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26-27 สิงหาคม 2569

นายก, ร.ล.จักรีนฤเบศร, ร.ล.ภูมิพล

ผอ. JIC ซัดนักลงทุนจีนในกัมพูชา อย่าอ้างรัฐบาลจีน กล่าวหาไทย ยึด-ปล้นทรัพย์สิน ย้ำคุมพื้นที่ตามข้อตกลงหยุดยิง

19 สิงหาคม 2569 เวลา 13:24 น.

19 สิงหาคม 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย -กัมพูชา (ผอ. JIC) กล่าวถึงกรณีที่มีเจ้าของโรงแรมเฮงฟ่าง พาเจ้าหน้าที่สถานทูตจีนประจำกัมพูชาลงพื้นที่ และเรียกร้องให้ไทยคืนทรัพย์สิน ทั้งหมดให้ทางนักลงทุนชาวจีนในกัมพูชา ว่า ตนอยากแยกเรื่องนี้ให้ชัด ระหว่าง นักลงทุน รัฐบาลจีน ข้อเท็จจริง เขตแดน แยกส่วนกันอย่านำมาปะปนกัน

ส่วนบุคคลใดจะร้องเรียนหรือขอความช่วยเหลือจากสถานทูตของประเทศตน เป็นสิทธิที่สามารถดำเนินการได้ แต่การกล่าวอ้างของบุคคลว่า ประเทศไทยรุกราน ยึดที่ดิน หรือ ปล้นทรัพย์สินไม่ได้ทำให้คำกล่าวนั้นกลายเป็นข้อเท็จจริง และมีข้อเท็จจริงสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจให้ตรงกัน คือ การวางกำลังของทหารไทยในปัจจุบันเป็นการปฏิบัติตามถ้อยแถลงร่วม (Joint Statement) เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ซึ่งกำหนดให้ทั้งสองฝ่ายคงการวางกำลัง ณ ที่ตั้งของตนตามที่ตกลงกัน และไม่เคลื่อนกำลังไปข้างหน้าหรือที่เรียกว่า “Troop Deployment Line”

ดังนั้น การที่กำลังทหารไทยรักษาพื้นที่ตามแนวการวางกำลังดังกล่าว ไม่ควรถูกนำไปตีความโดยบุคคลฝ่ายเดียวว่าเป็นการ รุกรานหรือ ยึดครองพื้นที่ ถือเป็นคนละเรื่องกันทหารไทยไม่ได้กำหนดเส้นขึ้นมาเองตามอำเภอใจ แต่กำลังปฏิบัติตามกรอบที่ทั้งสองฝ่ายตกลงร่วมกัน หากฝ่ายใดมีข้อสงสัยหรือเห็นต่างเกี่ยวกับตำแหน่งการวางกำลัง ก็ต้องนำเข้าสู่กลไกที่ทั้งสองประเทศตกลงกัน ไม่ใช่ใช้การให้สัมภาษณ์ คลิปวิดีโอ หรือโพสต์ในโซเชียลมีเดียมาตัดสินสถานะของพื้นที่

ส่วนข้อพิพาทเกี่ยวกับทรัพย์สิน ก็ต้องแยกออกจากเรื่องการวางกำลังทางทหาร และพิสูจน์ให้ชัดว่าทรัพย์สินตั้งอยู่ตรงไหน ใครเป็นเจ้าของโดยชอบด้วยกฎหมายอยู่ภายใต้เขตอำนาจของฝ่ายใดและสถานะของพื้นที่ตามข้อตกลงและกลไกชายแดนเป็นอย่างไร เรื่องเหล่านี้ต้องคุยกันด้วย เอกสาร พิกัด หลักฐาน และกลไกระหว่างรัฐ ไม่ใช่ใช้กล้อง ใช้กระแส หรือใช้คำว่ารุกรานมาตัดสินเขตแดน

ส่วนกรณีเจ้าหน้าที่ทางการทูตของจีน หากเดินทางไปดูแลหรือรับฟังปัญหาของพลเมืองจีนในกัมพูชา เราไม่ควรรีบด่วนสรุปว่านั่นหมายความว่า รัฐบาลจีนรับรองข้อกล่าวหาของนักลงทุนรายนั้น

ประเทศไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสัมพันธ์ไทย–จีน และเราเชื่อว่าจีนในฐานะประเทศสำคัญในภูมิภาค ย่อมเข้าใจดีว่าข้อพิพาทระหว่างสองประเทศต้องแก้ด้วยข้อเท็จจริงและกลไกที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่ข้อกล่าวหาของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

“ขอย้ำว่านักลงทุนมีสิทธิเรียกร้อง แต่ไม่มีใครมีสิทธิเปลี่ยนข้อกล่าวหาให้เป็นข้อเท็จจริงและไม่มีใครเปลี่ยนเขตแดนได้ด้วยโพสต์ในโซเชียลมีเดียและสำหรับทหารไทยก็ชัดเจนเช่นกันว่า เราไม่ได้รุกไปข้างหน้า เรารักษาการวางกำลังตามข้อตกลงและเราจะไม่ละทิ้งหน้าที่ในการรักษาอธิปไตยของประเทศไทย ประเทศไทยไม่ต้องการขยายความขัดแย้งกับใคร แต่ในเรื่องอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติ เราจะยึด ข้อเท็จจริง หลักฐาน ข้อตกลง และกฎหมาย เป็นหลัก”

พล.อ.อ.ประภาส กล่าวอีกว่า หากมีการเผยแพร่ข้อมูลที่บิดเบือนว่าประเทศไทยรุกรานหรือ ปล้นทรัพย์สิน ฝ่ายไทยก็พร้อมนำข้อเท็จจริงออกมาชี้แจงอย่างตรงไปตรงมา เราไม่ทะเลาะกับนักลงทุน เราไม่ทะเลาะกับสถานทูต และเราไม่ต้องการทะเลาะกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่เราจะไม่ยอมให้คำกล่าวหาที่ไม่มีหลักฐาน กลายเป็นความจริงในสายตาสาธารณชน นี่คือจุดยืนของเรา รักษาข้อตกลง รักษาพื้นที่ รักษาอธิปไตย และรักษาสันติภาพไปพร้อมกัน

ประภาสสอนใจดี,นักลงทุนจีน,กัมพูชา,รัฐบาลจีน

โรม ถก กมธ.กฎหมายฯ คุ้ยหลังบ้าน เชื่อมโยงทุจริตสอบท้องถิ่น ลั่นสอบเพิ่มมีพรรคการเมืองอื่น เอี่ยวด้วยหรือไม่

19 สิงหาคม 2569 เวลา 13:16 น.

19 สิงหาคม 2569 ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงการประชุมกมธ.ฯ วันนี้ (19 ส.ค.) ว่า มีวาระสำคัญในการพิจารณาการดำเนินการตามกฎหมาย กรณีการทุจริตสอบท้องถิ่น ประจำปี 2567-2569 โดยได้เชิญบุคคล และหน่วยงานเข้าชี้แจง อาทิ นายกรัฐมนตรี, เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปคราบปรามการทุขริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) , ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง, รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์, อธิการบดีมหาวิทยาลัยบูรณา, อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ(มศว), นายมนัส สุวรรณรินทร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา, นายเรืองเดช ศิริกิจ ผู้อำนวยการสำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา มศว , นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายทองเจือ ชาติกิจเจริญ ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี มือทำงานเงาของรัฐบาล และพรรคภูมิใจไทย

นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า จากพยาน และหลักฐานการทุจริตสอบท้องถิ่น ไม่ได้จบแค่ข้าราชการเท่านั้น แต่ยังเชื่อมไปยังฝ่ายการเมือง ที่รู้เห็นกับปัญหาที่เกิดขึ้น เช่น การเปลี่ยนการจัดสอบจากมหาวิทยาลัยบูรพา มาเป็น มศว โดยมีการร่าง TOR และมีฝ่ายการเมือง ร่วมตัดสินใจ ซึ่งมีการอ้างถึง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ขณะดำรงตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย มีส่วนในการยกเลิกสัญญากับมหาวิทยาบูรพา และมีนายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง สมัยดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น(สถ.) ที่ถูกอ้างอิงในผลการประชุม และยังพบว่า มีรองอธิบดี สถ. ที่ถูกสั่งการโดยนายนฤชา ให้หาแนวทางการยกเลิกสัญญากับมหาวิทยาลัยบูรพาในการจัดสอบ ดังนั้น กระบวนการต่างๆ มีดำเนินการมาตั้งแต่ฝ่ายการเมือง และฝ่ายประจำ ส่วนจะโยงถึงพรรคการเมืองอื่นด้วยหรือไม่ ก็จะต้องรอตรวจสอบเพิ่มเติม

นายรังสิมันต์ กล่าวด้วยว่า ในการร่าง TOR มีผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอื่นๆ เช่น นายมนัส สุวรรณรินทร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งในวันนี้ (19 ส.ค.) แจ้งว่า จะไม่มาชี้แจงต่อ กมธ.ฯ ซึ่งเป็นอดีตหน้าห้องของนายอนุทิน และยังเป็นกรรมการยกร่าง TOR ที่อ้างว่า จะเป็น TOR ที่ปราบโกงได้ แต่กลายเป็นกลับมีการเปิดช่อง ให้มีการโกงอย่างมโหฬาร นอกจากนี้ กมธ.ฯ ยังได้รับเบาะแสว่า การสอบท้องถิ่นครั้งนี้ จำเป็นที่จะต้องเชิญนายทรงศักดิ์ ละนายทองเจือ มาชี้แจงด้วย เพราะน่าจะมีข้อมูล ที่สามารถช่วยคลี่คลายการทุจริตสอบท้องถิ่นได้

นายรังสิมันต์ กล่าวว่า การเชิญนายทองเจือ มาชี้แจงเพราะนายทองเจือ เป็นหลังบ้านที่สำคัญของนายอนุทิน เพราะปัญหาการทุจริต มี 2 ส่วน คือ หน้าบ้าน และหลังบ้าน แม้หน้าบ้านจะถูกหมด แต่หลังบ้านก็น่ากลัว ดังนั้น กมธ.ฯ ต้องการทราบว่า การยัดรายชื่อให้มหาวิทยาลัยทำให้เกิดการทุจริต หรือมีการดำเนินการเป็นขบวนการ นายทองเจือ ได้รู้และเกี่ยวข้องกับเรื่องเหล่านี้หรือไม่ ซึ่งนายทองเจือ น่าจะตอบได้ และเป็นเรื่องที่ไม่น่ากังวลใดๆ

ส่วนกรณีที่มหาวิทยาลัยบูรพาให้การว่า ถูกสกัดการอุธรณ์ของมหาวิทยาลัยบูรพาตอนนั้น นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ขณะนี้ ได้เบาะแสมาพอสมควร และใช้กลไก กมธ.ฯ เรียกฝ่ายต่างๆ มาชี้แจง ซึ่งมีเรื่องหลังบ้านที่เกิดขึ้น แต่ไม่ได้เป็นเรื่องที่สังคมทั่วไปทราบ กมธ.ฯ จึงเชิญหน่วยงานที่อยู่เบื้องหลังมาชี้แจง แม้จะไม่มาชี้แจง ก็จะยิ่งทำให้บุคคลต่างๆ ไม่มีโอกาสชี้แจง และถูกกล่าวหาได้

เมื่อถามว่า พรรคประชาชนได้ข้อสรุปจะนำประเด็นการทุจริตการสอบท้องถิ่นไปเป็นส่วนหนึ่งในการอภิปรายไม่ไว้วางใจด้วยหรือไม่ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า จะต้องแยกส่วนกัน เพราะการอภิปรายไม่ไว้วางใจ จะต้องรอพูดคุยกับพรรคร่วมฝ่ายค้าน แต่การทำหน้าที่ของ กมธ.ฯ ในการปราบปรามการทุจริต ยังมีข้อสงสัยคาใจ โดยเฉพาะเงินจำนวนมหาศาลที่มีการจ่ายกันถึง 500,000 บาทต่อหัว ไปสิ้นสุดถึงใคร รวมถึงการรับจบเรื่องดังกล่าว จะมีเพียงข้าราชการประจำ อย่างอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นเท่านั้น ซึ่งก็ยังมีหลายประเด็นที่รอการคลี่คลาย

“ผมจึงยังไม่สามารถตอบได้ว่า จากวันนี้จนถึงวันอภิปรายไม่ไว้วางใจ จะได้ข้อมูลมากน้อยเพียงใด และจะนำไปใช้ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่ เพราะผมแยกส่วนการทำงาน และตั้งใจทำงานช่วย ป.ป.ช.เพื่อนำข้อมูลไปจัดการเรื่องดังกล่าว เพราะบางเรื่อง ป.ป.ช.ก็ยอมรับว่า ไม่เคยได้ข้อมูลมาก่อน” นายรังสิมันต์ กล่าว

สำหรับการประชุม กมธ.ฯในวันนี้ (19 ส.ค.) นายกรัฐมนตรี ไม่ได้เดินทางมาชี้แจง เช่นเดียวกับ นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี และนายทองเจือ ชาติกิจเจริญ ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี มือทำงานเงาของรัฐบาลและพรรคภูมิใจไทย และนายมนัส สุวรรณรินทร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ขณะที่ อธิการบดีมหาวิทยาลัยบูรพา ได้มอบหมายให้ผู้อำนวยการสำนักบริการวิชาการ และนิติกรของมหาวิทยาลัย มาชี้แจงแทน ส่วนอธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ(มศว) ได้มอบหมายรองอธิการบดีฝ่ายนิติกรและกิจการสภามหาวิทยาลัย รวมถึงผู้ช่วยอธิการบดี และผู้อำนวยการสำนัก มาชี้แจงแทน รวมถึงนายเรืองเดช ศิริกิจ ผู้อำนวยการสำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา มศว เดินทางมาชี้แจงตามคำเชิญของ กมธ.ฯ

รังสิมันต์โรม,กมธกฎมาย,ทุจริตสอบท้องถิ่น,พรรคการเมือง,

คปท.-สว.สำรอง บุก กกต. จี้ยึดมติอนุฯ ไต่สวนชุด 26 ฟันคดีฮั้ว สว. 229 คน ย้ำต้องส่งถึงศาลฯ

19 สิงหาคม 2569 เวลา 12:35 น.

19 สิงหาคม 2569 เครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) นำโดย นายพิชิต ไชยมงคล และ นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ เข้ายื่นหนังสือต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอให้ดำเนินการพิจารณาคดีฮั้วสว.อย่างโปร่งใส

โดย นายพิชิต ระบุว่า กกต.ใช้เวลานานกว่า 2 ปี ถึงจะพิสูจน์เรื่องนี้ได้ การตั้งอนุกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ขึ้นมาซึ่งมีองค์ประกอบชัดเจน มีการประชุมหลายครั้ง มีรายงานจำนวนหลายร้อยหน้า และมีมติให้ส่งฟ้องศาล 200 กว่าคน แต่วันนี้ กกต.กลับตั้งอนุกรรมการชุดที่ 36 ขึ้นมาใช้คนไม่กี่คน มาเปลี่ยนมติของอนุฯชุดที่ 26 วันนี้ได้ข่าวว่าจะส่งสำนวนบางคน ซึ่งไม่ใช่สว.ชุดปัจจุบัน แต่เป็นผู้เกี่ยวข้องแบบปลายแถวด้วยซ้ำ ดังนั้น ฮั้วครั้งนี้ไม่ใช่แค่การฮั้วการเลือกตั้ง สว.แต่ยังกลายเป็น กกต.ฮั้วกันเองด้วย คือใช้อนุฯ วินิจฉัยชุด 36 ลบล้างอนุฯ ไต่สวนชุด 26 มันไม่เคยเกิดขึ้นแบบนี้ นี่คือมหกรรมของการฮั้วๆ เท่ากับโกง ซึ่งไม่ต่างจากโกงเลือกตั้งหรือโกงสอบท้องถิ่น วันนี้จึงต้องการให้ กกต.ใช้ดุลพินิจพิจารณายืนตามความเห็นของอนุฯ ชุดที่ 26 ที่มีรายงานชัดเจนและเป็นที่ยอมรับของสังคม

“อยากเตือนไปยัง กกต.ให้คำนึงถึงกรณีของ พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ อดีตประธาน กกต.ที่เคยต้องจำคุก ดังนั้น กกต.อย่าไปรับใช้ฝ่ายการเมืองมาก เพราะไม่เช่นนั้นปลายทางจะอยู่ที่เรือนจำแบบ พล.ต.อ.วาสนา วันนี้ กกต.จึงต้องตอบปัญหาสังคมให้ได้ว่า ทำไมเปลี่ยนแปลงความเห็นจากที่ยึดอนุฯ ชุด 26 มาเป็นอนุฯ ชุดที่ 36 ทั้งที่การที่ก่อนหน้านี้มีคำแถลงของตัวเองชัดเจน เพราะถ้าดำเนินการแบบนี้พวกเรา คปท.ก็ต้องดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ด้าน นพ.ตุลย์ เรียกร้องให้ กกต.ยึดมติอนุฯ ชุดที่ 26 เท่านั้น ซึ่งการตั้งอนุฯ ที่ 36 ซึ่งเป็นคณะพิเศษ ถือว่ามีพิรุธ และถ้า กกต.ใช้วิธีการที่จะยื่นส่งฟ้องต่อศาลน้อยกว่า 229 คนก็ถือว่ามีพิรุธเช่นกัน

“ถ้า กกต.ชุดนี้ไม่อยากเดินตามรอยชุดของ พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ ที่ต้องคำพิพากษาจำคุกก็ขอให้เร่งพิจารณา และใช้มติของอนุฯ ชุดที่ 26 เป็นหลัก นี่คือสิ่งที่พวกเรามานำเสนอวันนี้ และถ้าเกิดมีคำวินิจฉัยใดๆ ขอให้พิจารณาว่าองค์กรอิสระที่ถูกตั้งโดย สว.ชุดนี้ ซึ่งน่าจะเป็นโมฆะเกินกว่าครึ่งหนึ่งของสภา จึงอยากให้พิจารณาว่าองค์กรอิสระที่ถูกตั้งในช่วงนี้ควรจะเป็นโมฆะไปด้วยหรือไม่”

ขณะที่กลุ่ม สว.สำรอง นำโดย พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว อดีตผู้ช่วย ผบ.ตร.พร้อมคณะ ก็ได้ยื่นหนังสือเรียกร้องให้ กกต.เร่งรัดการดำเนินคดีทุจริตในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2567 และส่งเรื่องให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งพิจารณาวินิจฉัยตามขั้นตอนของกฎหมาย โดยเห็นว่ากระบวนการพิจารณาของ กกต.มีความยืดเยื้อล่าช้ากว่า 2 ปี 2 เดือนนับแต่การเลือกสว. ปัจจุบันสำนวนยังไม่เข้าสู่การพิจารณาของศาล ทั้งที่มีข้อร้องเรียนและพยานหลักฐานปรากฏอย่างต่อเนื่อง จึงขอให้ กกต.ชี้แจงความคืบหน้าให้ชัดเจน

นอกจากนี้ คดีนี้มีผู้ถูกกล่าวหารวม 229 คน ประกอบด้วย นักการเมือง ผู้บริหารพรรคการเมือง และสมาชิกวุฒิสภาจำนวน 138 คน ถือเป็นคดีที่มีผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบการเลือกตั้ง จึงต้องการให้ดำเนินการอย่างโปร่งใส รวด เร็ว และตรวจสอบได้ พร้อมเรียกร้องให้ กกต.เร่งส่งสำนวนให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งเป็นผู้พิจารณาวินิจฉัยตามกระบวนการยุติธรรม โดยยืนยันว่าการออกมาเรียกร้องไม่ได้เป็นการตัดสินความผิดของบุคคลใดล่วงหน้า แต่ต้องการให้พยานหลักฐานเข้าสู่การตรวจสอบอย่างเต็มรูปแบบ

ภายหลังการยื่นเรื่องต่อ กกต.ทางกลุ่มได้เดินทางไปยื่นหนังสือเพิ่มเติมที่ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เพื่อเร่งรัดการดำเนินคดีพิเศษที่ 24/2568 ในข้อหาอั้งยี่และฟอกเงิน ซึ่งทางอัยการเคยส่งสำนวนกลับมาให้สอบสวนเพิ่มเติม รวมถึงได้ยื่นหนังสือเร่งรัดในเรื่องเดียวกันไปยัง สำนักงานอัยการสูงสุด และ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการคดีพิเศษ (คกพ.) เพื่อให้ดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

ด้าน นางกุสุมาลวตี ศิริโกมุท หรือ “เจ๊แมว” ก็เดินทางมายังสำนักงาน กกต.พร้อมโชว์หมายศาล เพื่อยื่นเรื่องขอรับเอกสารสำนวนคำวินิจฉัยสำคัญจาก นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.โดยยืนยันว่าตนเองและทีมทนายความ ขอรับหมายศาลมาดำเนินการส่งด้วยตนเอง เพื่อความรวดเร็วในการประกอบการพิจารณาคดี โดยเอกสารที่มาขอในวันนี้คือ คำวินิจฉัยของคณะกรรมการชุดที่ 26 ทั้งหมด ซึ่งถือเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่เคยชี้มูลความผิดบุคคลจำนวน 229 คน ในคดีที่เกี่ยวข้องกับเส้นทางการเงินและคดียุบพรรคภูมิใจไทย รวมถึงกรณีของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล และบุคลากรภายในพรรคภูมิใจไทย

“เอกสารของอนุฯ ชุดที่ 26 เป็นชุดที่ชี้มูลความผิดชัดเจนและสมบูรณ์ที่สุด หาก กกต.ไม่ส่งศาล หรือจะส่งชุดอื่นอย่างของอนุฯชุดที่ 36 ทางเราก็นำเอกสารของอนุฯชุดที่ 26 นี้ไปดำเนินการฟ้องเองตามมาตรา 144 ได้ เพื่อทำหน้าที่คุ้มครองประโยชน์ของประชาชน” นางกุสุมาลวตี กล่าว

ทั้งนี้ นางกุสุมาลวตี ระบุเพิ่มเติมว่า ศาลได้นัดขึ้นศาลอีกครั้งในวันที่ 9 ตุลาคม ที่จะถึงนี้ จึงต้องรีบนำเอกสารหลักฐานชุดดังกล่าวไปประกอบการพิจารณาคดี โดยขั้นตอนในวันนี้เป็นการนำหมายศาลมาลงรับและยื่นส่งแก่ กกต.อย่างเป็นทางการ

คปท,สวสำรอง,กกต,ฮั้วสว,คณะกรรมการการเลือกตั้ง,

มท.4 ลั่น!โกงสอบท้องถิ่น 31 ส.ค.นี้ จบแน่ ชี้หลายจังหวัดเข้าใจ-ไร้กังวล เร่งเซ็นปลดข้าราชการ หลังเห็นหลักฐาน-คะแนนจริง

19 สิงหาคม 2569 เวลา 12:18 น.

19 สิงหาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้า ก.จังหวัด ประชุมทุจริตสอบท้องถิ่น ว่า ก่อนหน้านี้ นายก อบจ. หลายพื้นที่มีความกังวล ตนเองเข้าใจในฐานะของคนทำงาน แต่รู้ว่าหลายส่วนหลายคนที่มีความกังวลขณะนี้ ยังไม่เห็นข้อมูล โดยทางกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น หรือ สถ. ได้มีการทำเป็นแพ็กเกจให้อยู่แล้ว ว่าการดำเนินการควรจะเป็นอย่างไร ข้อปฏิบัติต่อผู้ที่มีรายชื่อจะต้องมีวิธีปฏิบัติอย่างไร รวมถึงแบบฟอร์ม และเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ก็จะแนบไปด้วย เพื่อให้ทุกคนสิ้นสงสัย ส่วนรายชื่อที่มีความผิดปกติจนถูกถอดถอนเกิดขึ้นเพราะเหตุใด ซึ่งหลังจากมีการชี้แจงเพิ่มเติม ก็เห็นว่าหลายคนเข้าใจและดำเนินการเรียบร้อยแล้ว

ส่วนที่นายก อบจ. ลำพูน ได้มีการขอบคุณหลังจากเห็นหลักฐานทั้งหมดแล้วนั้น ก็เป็นไปตามที่ได้แจ้งไปเบื้องต้น เราเข้าใจดี ว่าตอนแรกทุกคนอาจจะยังไม่เห็นข้อมูล แต่เมื่อข้อมูลมีความชัดเจน สามารถพิสูจน์ด้วยข้อเท็จจริงตามหลักนิติวิทยาศาสตร์ จึงคิดว่าไม่มีอะไรที่จะเป็นเงื่อนไขในการไม่ดำเนินการ

ขณะที่กรณี 3 สมาคมองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น จี้ให้ สถ.ส่งหลักฐานเพิกถอนข้าราชการท้องถิ่น เมื่อวานนี้(18ส.ค.)นั้น นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ก็เป็นลักษณะเช่นเดียวกัน ซึ่ง ก.จังหวัด ยังดำเนินการประชุมไม่พร้อมกัน บางทีอาจจะยังไม่มีการส่งข้อมูลไปยังท้องถิ่น เมื่อวานนี้ได้พูดคุย ประธานสมาคม อปท. ก็อยากจะให้ทาง กรมสถ. สนับสนุนทีมกฎหมาย ซึ่งอธิบดี สถ. ได้เตรียมการในส่วนนี้ไว้อยู่แล้ว พร้อมเน้นย้ำว่าสถานการณ์ที่มีกรอบระยะเวลาค่อนข้างสั้น ต้องพยายามทำให้มันง่าย รวดเร็ว ตอบสนองท้องถิ่น ที่มีความสงสัย และต้องการคำแนะนำให้เร็วที่สุด เพราะหากจะรอหนังสือราชการแล้วมาสอบถาม ส่งกันไปมาคงไม่ทันการ ซึ่งมีการเน้นย้ำในเรื่องนี้ไปแล้ว

ส่วนหลักฐานข้อสรุปของแต่ละจังหวัดมาไม่พร้อมกัน จะมีผลต่อการพิจารณาหรือไม่ นายวรศิษฎ์ ยืนยัน ไม่มี นี่จึงเป็นเหตุผลที่ต้องตั้งกรอบเวลา ให้องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 31 สิงหาคมนี้ เพราะเข้าใจดีว่า ก.จังหวัด แต่ละพื้นที่ ดำเนินการไม่พร้อมกัน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็มีหลายแห่ง จึงตั้งกรอบใหญ่ไว้ให้

ทั้งนี้ นายวรศิษฎ์ ยืนยันว่า 31 สิงหาคมนี้ คดีทุจริตการสอบท้องถิ่นต้องแล้วเสร็จ

วรศิษฎ์เลียงประสิทธิ์,มหาดไทย,สวมสิทธิ์ต่างด้าว,ต่างด้าว,

ปกรณ์ ถกเข้ม! งบฟื้นฟูน้ำท่วมหาดใหญ่ หลังพบข้อร้องเรียน ลั่น!ทำให้กระจ่างไม่ว่ากรณีใด

19 สิงหาคม 2569 เวลา 12:10 น.

19 สิงหาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายกรณี การใช้จ่ายงบประมาณรายจ่าย งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อดำเนินโครงการฟื้นฟูเมืองหลังวิกฤติน้ำท่วมอำเภอหาดใหญ่และบริเวณโดยรอบ ครั้งที่ 1/2569 โดยมีนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายภูมิวิศาล เกษมศุข เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) โดย นายปกรณ์ กล่าวก่อนประชุมว่า หลังจากเกิดเหตุการณ์วิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่ และบริเวณโดยรอบเมื่อประมาณวันที่ 19-21 พ.ย.68 ที่เกิดเหตุน้ำท่วมใหญ่จนกระทั่งรัฐบาลได้มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเมื่อวันที่ 25 พ.ย.68 มีผู้ประสบภัย 800,000 กว่าคน และมีผู้ที่ได้รับความเสียหายจำนวนมากและมีผู้เสียชีวิต สิ่งที่รัฐบาลพยายามทำในช่วงเวลานี้คือ การช่วยเหลือและฟื้นฟูประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และมีการร้องเรียนเกิดขึ้นว่า มีการใช้งบประมาณส่วนกลางโดยไม่ชอบ นายปกรณ์ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีไม่ได้นิ่งนอนใจจึงตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายชุดนี้ขึ้นมา ช่วยกันดูแลตรวจสอบข้อเท็จจริงตามข้อกฎหมาย ว่าเป็นไปตามข้อที่มีการร้องเรียนหรือไม่ และผลเป็นอย่างไรบ้าง ใครเป็นผู้เกี่ยวข้องบ้าง และมีข้อสงสัยในการใช้งบประมาณรายจ่ายในหลายกรณี ในเบื้องต้น ครม.มีมติอนุมัติงบกลางเมื่อวันที่ 2 ธ.ค.68 ตั้งไว้ 30 ล้านบาท ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ และหลังจากนั้นได้มีการดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องในการปฏิบัติ แต่ในการปฏิบัตินั้นต้องดูว่าเป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องหรือไม่ และในสถานะที่มีความจำเป็นเร่งด่วนขนาดนั้น ได้มีการยกเว้นกฎเกณฑ์ต่างๆ อะไรหรือไม่ จะต้องมีการตรวจสอบหลักเกณฑ์ให้ชัดเจน คณะกรรมการชุดนี้มีอำนาจและหน้าที่ในการตรวจสอบอำนาจหน้าที่ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาประกอบการพิจารณา ตนคิดว่า นี่เป็นสิ่งที่เราจะต้องทำให้เกิดการกระจ่างให้เกิดขึ้นให้ได้ไม่ว่าจะเป็นในกรณีใด

น้ำท่วม, น้ำท่วมหาดใหญ่, ปกรณ์นิลประพันธ์, ฟื้นฟูน้ำท่วม

มท.4 เร่งขยายผล ขบวนการสวมสิทธิ์ต่างด้าวเข้าทะเบียนบ้าน รับมี จนท.ปล่อยปละละเลย ลุยสแกนทุกเขตทั่วกรุง

19 สิงหาคม 2569 เวลา 11:51 น.

มท.4 เร่งขยายผล ขบวนการสวมสิทธิ์ต่างด้าวเข้าทะเบียนบ้าน รับมี จนท.ปล่อยปละละเลย ลุยสแกนทุกเขตทั่วกรุง ก่อนขยายทั้งประเทศ ลั่น!เป็นเรื่องความมั่นคง ต้องตัดไฟแต่ต้นลม

19 สิงหาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจและฝ่ายปกครองเข้าปราบปรามเครือข่ายทุจริตแจ้งย้ายที่อยู่คนต่างด้าวเข้าทะเบียนบ้านแฟลตดินแดงเพื่อทำบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทยโดยมิชอบ ที่มีการกังวลว่าเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นได้อย่างไรและหลังจากนี้จะดำเนินการอย่างไร ว่า จากที่มีการจับกุม 7 หมายจับ ที่สน.ดินแดง ปรากฏว่าเราไปพบเจอความผิดปกติทางทะเบียน ว่ามีการย้ายเข้าของคนต่างด้าว เพื่อไปออกบัตรหมายเลข 7 ผิดปกติ หลังจากการตรวจสอบของฝ่ายปกครอง รวมถึงกรุงเทพมหานคร ในปี 2567 จึงได้มีการสอบสวน แล้วออกหมายจับ จึงนำไปสู่การจับกุมเมื่อวานที่ผ่านมา

ถ้าถามว่าจริงๆ แล้วเกิดได้อย่างไรก็ต้อง ยอมรับโดยตรงว่าเจ้าหน้าที่ก็มีส่วน เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการขอย้ายเข้ามาในพื้นที่ แล้วเจ้าหน้าที่เองก็อาจจะปล่อยปละละเลย หรือมีการทุจริตอย่างไรทางตำรวจจะไปว่ากัน อย่างห้องหนึ่งห้องถ้าเอะใจหน่อยว่ามีการย้ายเข้ามาตั้ง 60 คน ถามว่ามันเป็นไปได้หรือไม่ซึ่งมันก็ไม่ควรจะเป็นไปได้ ห้องแค่ 30 กว่าตารางเมตร ฉะนั้น ถ้าพบเจอแบบนั้นก็ต้องดำเนินการ

เมื่อถามว่า จะสาวไปถึงเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในการทำผิดหรือไม่ นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า จากการออกหมายจับทั้ง 7 ราย มีส่วนของนายหน้าที่เป็นผู้ประสานงาน ส่วนของเจ้าของบ้านและส่วนของเจ้าหน้าที่ ทั้ง 3 กลุ่ม 7 ราย กำลังดำเนินการในชั้นของตำรวจ

เมื่อถามว่า ที่มีการแจ้งเตือนความผิดปกติของการย้ายเข้าจำนวนมากแต่ก็ยังมีการปล่อยปละละเลยส่วนนี้จะดำเนินการอย่างไร เพื่อให้เกิดความรัดกุมมากกว่านี้ นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ในขั้นแรกเราดำเนินคดีอยู่แล้ว ในส่วนของเจ้าหน้าที่กรุงเทพมหานครก็ให้ออกไว้ก่อน รวมถึงตั้งสอบวินัยร้ายแรง และการดำเนินคดีของตำรวจก็ทำ ซึ่งหลังจากนี้ให้มีการคุยกัน ว่าดุลพินิจหรือการรับแจ้ง ที่มีความผิดปกติอะไรเพิ่มเติม จะมีการประสานให้รายงานผู้บังคับบัญชา เพิ่มเติมด้วย

เมื่อถามว่า จะมีการประสานกรุงเทพมหานครหรือไม่ เพราะตัวนายหน้าระบุว่ามีการทำลักษณะนี้ในทุกเขต นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า มี และไม่ใช่เฉพาะกรุงเทพมหานคร ซึ่งจากเมื่อวานที่เราไปโฟกัสที่ดินแดงและจากตรงนั้นจะสามารถขยายผลได้ และตามข้อมูลที่เราตรวจสอบมาหากไปดูในแฟลตดินแดง ตามทะเบียน จะต้องมีเด็กที่เป็นต่างด้าวอยู่ ร่วม 1,000 คน ซึ่งในความเป็นจริงส่วนใหญ่ก็จะมีแต่ชื่ออยู่แล้ว เพื่อไปออกบัตรสวมสิทธิ์ และการขยายผลตอนนี้ได้ให้มีการสแกนทั้งพื้นที่ ซึ่งทางกรุงเทพฯก็พร้อมให้ความร่วมมือและดำเนินการไปด้วยกัน รวมถึงหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ซึ่งร่วมการทำงาน และไม่ใช่แค่เฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ จะมีการขยายผลไปในพื้นที่อื่นๆ ด้วย ที่คิดว่าจะมีโอกาสเกิดเหตุการณ์ลักษณะแบบนี้

ทั้งนี้ เรื่องการทุจริตทางทะเบียน ไม่ใช่แค่เรื่องการสวมบัตรอย่างเดียว ยังรวมไปถึงเรื่องของการแจ้งเกิดเท็จ เรื่องพ่อทิพย์ในลักษณะแบบนี้ด้วย ก็คิดว่าจะมีข้อมูลเพิ่มเติมในเร็ววันนี้ แล้วจะขยายผลได้เพิ่มเติม

“มันเป็นเรื่องของความมั่นคงด้วย เพราะต่อไปเมื่อเขาเดินทางง่าย ใช้ชีวิตสะดวกมากกว่าที่ควรจะเป็น โอกาสที่จะไปทำอะไรก็ไม่รู้มันก็เยอะมากขึ้นตามไปด้วย”

เมื่อถามว่า เป็นการตัดไฟตั้งแต่ต้นลมใช่หรือไม่ นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ก็ต้องทำอย่างนั้น เมื่อถามว่า เขาสามารถมีสิทธิ์ขั้นพื้นฐานเหมือนคนไทยได้หรือไม่ นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า มันไม่ทั้งหมดแต่หลักๆ ก็เป็นเรื่องของการขอสัญชาติในอนาคต

วรศิษฎ์เลียงประสิทธิ์,มหาดไทย,สวมสิทธิ์ต่างด้าว,ต่างด้าว,

รองปลัด มท. ให้ความมั่นใจ! สอบปมทุจริตเข้าท้องถิ่น ผ่านการรับรองหลาย คกก. เผยเคลียร์ อบจ.ลำพูน แล้ว เผือกไม่ได้ร้อน อุ่นแล้ว

19 สิงหาคม 2569 เวลา 11:43 น.

รองปลัด มท. ให้ความมั่นใจ! สอบปมทุจริตเข้าท้องถิ่น ผ่านการรับรองหลาย คกก. ผู้บริหารท้องถิ่นไม่ต้องกังวล บอกจะได้เห็นใบคะแนนวันประชุม ตอนนี้เป็นเอกสารลับเผยแพร่ไม่ได้ หวั่นถูกฟ้อง เผยเคลียร์ อบจ.ลำพูน แล้ว เผือกไม่ได้ร้อน อุ่นแล้ว เย็นลงเยอะ

19 สิงหาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย และรักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) แสดงความกังวลเรื่องการเพิกถอนข้าราชการที่ทุจริตสอบเข้าท้องถิ่นว่า ตนมั่นใจว่า ได้ความครบและความรอบคอบของขั้นตอนที่เราทำกันมาตั้งแต่คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) รับรองผลคะแนนที่ถูกต้องเอาไปเข้าคณะกรรมการกลางข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น (ก.กลาง) ได้รับรองผลคะแนนที่ถูกต้อง ถ้าถามว่า คะแนนทั้งหมดมาจากไหน ข้อเท็จจริงคือ มีการตรวจคะแนนอยู่แล้วโดยบริษัทคู่สัญญาของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) อันนี้คือ หน้าที่เขาเลย แต่คะแนนที่ถูกต้องไม่เคยถูกนำมาใช้แค่นั้นเอง วันที่เกิดเรื่อง กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ก็ไปเจอบัญชีเดียวกัน จึงเป็นที่มาของคะแนนที่ถูกต้อง ซึ่งมีมีบัญชีเดียว

นายนิรัตน์ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 18 ส.ค. นายวรศิษฏ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย มีความห่วงกังวล อยากให้ตนให้ความมั่นใจกับเทศบาล องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ที่อยู่ในพื้นที่ว่า บัญชีนี้มาจากไหน ซึ่งมาจากการตรวจของบริษัทคู่สัญญาของ มศว แม้ทาง มศว กับ สถ.จะประสบปัญหาบ้าง แต่การตรวจจากบริษัทที่ถูกต้องเริ่มต้นกระดุมเม็ดที่หนึ่งต้องถูกก่อน เมื่อเกิดเรื่อง ป.ป.ช.ได้เอาบัญชีไปใช้ขยายผลการไต่สวน เพราะฉะนั้น เป็นบัญชีเดียวกัน ตำรวจสอบสวนกลางก็ใช้บัญชีเดียวกัน เอาไปตรวจและรับรองบัญชีนี้มาเลย เท่านั้นยังไม่พอ สถ.ได้นำบัญชีเดียวกันนี้มาสอบทานด้วยมือ ข้างหนึ่งเป็นเครื่อง ข้างหนึ่งเป็นมือบุคคล เราสอบทานใช้เวลาเป็นสิบกว่าวันกว่าจะเสร็จ ฉะนั้น ทำมา 4 รอบแล้วโดยบัญชีเดียวกัน

นายนิรัตน์ กล่าวว่า ความถูกต้องของบัญชีวันนี้ ผู้มีหน้าที่รับรองถูกต้อง หลังจากนั้นมีขั้นตอนรับรองโดยคณะกรรมการชุดต่างๆ กสถ. ก.กลาง ได้ทำแล้ว จะส่งโดยเป็นเอกสารลับจาก ก.กลางไปยัง ก.จังหวัดทุกจังหวัด ก.จังหวัดรับแล้วจะนัดประชุม ซึ่งใน 1 จังหวัดจะมี 3 ก. ได้แก่ ก.อบต. ก.เทศบาล และก.อบจ. โดยแต่ละจังหวัดจะนัดประชุม ตั้งแต่วันที่ 18 ส.ค. ไม่เกินวันที่ 28 ส.ค. โดยผู้ที่เป็นกรรมการซึ่งจะเห็นบัญชีเอกสาร ซึ่งตนเรียนว่า การมีความกังวลเป็นเรื่องปกติ เพราะยังไม่เห็นอะไรเลย แต่ท่านจะได้เห็นในที่ประชุม เพราะมันเป็นเอกสารลับ ไม่ได้โพสต์ลงโซเชียล หรือเปิดเผยทั่วไป เนื่องจากต้องปกปิดข้อมูลส่วนบุคคลเหมือนกัน แต่เอกสารรับรองที่ส่งไปจะมีทั้งใบคะแนนที่ตรวจสอบ ทุกคนมีตรงนี้มั่นใจได้ว่า ถูกต้อง

ผู้สื่อข่าวถามว่า แต่ละจังหวัดมีการรายงานกลับเข้ามาหรือยังว่า มีการเพิกถอนไปถึงไหนแล้ว นายนิรัตน์ กล่าวว่า มี การเพิกถอนจะไปมีผลในวันที่ 31 ส.ค. แต่การรายงานกลับมาจะเป็นการรายงานเรื่องการประชุม ก.จังหวัด เช่น ที่ จ.ลำพูน นายวีระเดช ภู่พิสิฐ นายก อบจ.ลำพูน วันก่อนซึ่งท่านกังวลเนื่องจากยังไม่เห็นตัวเอกสารว่า มีใบคะแนนหรือไม่ ตนบอกไปว่า มี เพียงแต่ท่านจะเห็นในวันที่ประชุม ซึ่ง จ.ลำพูนประชุมไปเมื่อวันที่ 18 ส.ค. พอประชุมท่านก็ร้องอ๋อว่า ครบแล้ว มั่นใจแล้ว แต่จะบอกว่า ที่ตนส่งเป็นเผือกร้อนไปให้ผู้บริหารท้องถิ่นปลายทาง ต้องบอกว่า มันอุ่นลงแล้ว มันเย็นลงเยอะแล้ว ด้วยการกลั่นกรองอย่างรอบคอบและตรวจอย่างละเอียดของ กสถ. ก.กลาง และ สถ.

เมื่อถามย้ำว่า แปลว่า สิ่งที่แต่ละพื้นที่กังวล เนื่องจากยังไม่เห็นผลใบคะแนนจริงใช่หรือไม่ นายนิรัตน์ กล่าวว่า ยังไม่เห็น จะเห็นวันประชุม เพราะว่า ใบคะแนนจริงของคนทั้งหมดหลายหมื่นคน เราเอามาแปะลงเพจเผยแพร่ทั่วไปไม่ได้ บางคนเขาจะฟ้องเอา นี่คือ สิ่งที่น่ากลัวกว่า คือ ไปเอาคะแนนของแต่ละคนมาเผยแพร่สู่สาธารณะ ถูกฟ้องแน่นอน ตนไม่ทำ แต่ในที่ประชุมสามารถเอาขึ้นมาดูกันได้ แต่เป็นการประทับตราลับ

ทุจริตสอบท้องถิ่น,ท้องถิ่น,นิรัตน์พงษ์สิทธิถาวร,รองปลัดมหาดไทย,

ครูใหญ่ วืดประกันรอบ 8 ศาลอาญายกคำร้องขอประกันตัว คดีชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร

19 สิงหาคม 2569 เวลา 11:34 น.

19 สิงหาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน” โพสต์ข้อความระบุว่า ศาลอาญายกคำร้องขอประกันตัว “ครูใหญ่” เป็นครั้งที่ 8 คดีชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร แม้เข้าเกณฑ์ได้นิรโทษกรรม

วานนี้ (18 ส.ค. 2569) ศาลอาญามีคำสั่งยกคำร้องขอประกันตัว “ครูใหญ่” อรรถพล บัวพัฒน์ ในระหว่างพิจารณาคดีชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร เมื่อปี 2563 ซึ่งเขาถูกฟ้องในข้อหาหลักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 หลังจากทนายความยื่นขอประกันตัวในช่วงเช้า โดยระบุคำสั่งเป็นตราปั๊มว่า ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 5 ส.ค. 2569 ศาลอาญาได้ยกคำร้องขอประกันตัวอรรถพลและจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา แม้ทั้งคู่ได้ประกันตัวในคดีชุมนุมที่อำเภอภูเขียวซึ่งศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัว โดยให้ติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และทั้งคู่ต้องติดอุปกรณ์ดังกล่าวระหว่างถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ

ในวันที่ 18 ส.ค. 2569 ทนายความได้ยื่นขอประกันตัวต่อศาลอาญาอีกครั้ง โดยยื่นเฉพาะอรรถพล นับเป็นการยื่นประกันในคดีนี้เป็นครั้งที่ 8 โดยเสนอหลักประกันจำนวน 200,000 บาท โดยคำร้องขอประกันตัวฉบับนี้ ได้ระบุโดยสรุปว่า

ในคดีนี้ อรรถพลถูกฟ้องในข้อหาหลักตามมาตรา 116 มาตราเดียว พร้อมข้อหาอื่น เช่น ความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ร.บ.จราจรทางบก และ พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียง ไม่ได้ถูกฟ้องในข้อหาตามมาตรา 112

การกระทำที่ถูกกล่าวหามาจากการเข้าร่วมการชุมนุมสาธารณะ และการแสดงออกทางการเมือง ระหว่างวันที่ 19 – 20 ก.ย. 2563 ซึ่งปัจจุบัน “ร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข” ซึ่งเป็นกฎหมายนิรโทษกรรมแก่ผู้ถูกดำเนินคดีจากการชุมนุมทางการเมือง ได้ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาครบถ้วนทุกขั้นตอนแล้ว เหลือเพียงขั้นตอนการนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อประกาศใช้เป็นกฎหมาย

การกระทำที่ถูกกล่าวหาของอรรถพล เข้าเกณฑ์ที่จะได้รับการนิรโทษกรรมตามร่างกฎหมายดังกล่าว เนื่องจากอยู่ในกรอบระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด (1 ม.ค. 2548 – 16 ก.ค. 2568) และไม่ได้อยู่ในข้อยกเว้นที่จะไม่ได้รับการนิรโทษกรรม รวมทั้งข้อกล่าวหาที่ถูกฟ้องก็ถูกบัญญัติไว้ในบัญชีแนบท้ายของกฎหมาย

ดังนั้น เมื่อกฎหมายนี้มีผลบังคับใช้ คดีในส่วนของอรรถพลจะต้องถูกจำหน่ายออกจากศาล ผู้ร้องจึงขอให้ศาลพิจารณาปล่อยตัวชั่วคราวในระหว่างนี้ โดยจำเลยยินดีที่จะปฏิบัติตามเงื่อนไขการปล่อยชั่วคราวของศาลอย่างเคร่งครัด

ต่อมา 17.23 น. ศาลอาญามีคำสั่งยกคำร้องระบุ “พิเคราะห์แล้ว ศาลนี้และศาลอุทธรณ์เคยมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยที่ 8 มาแล้วหลายครั้ง โดยระบุเหตุผลไว้ชัดแจ้งแล้ว กรณีไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมจึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ยกคำร้อง” ลงนามผู้สั่งโดย ชยกมล เกษมสันต์ ณ อยุธยา

ทั้งนี้ คำสั่งมีลักษณะเป็นตราปั๊มข้อความที่มีเนื้อหาอยู่แล้ว ให้เติมรายละเอียดข้อความเกี่ยวกับคดีเพียงเล็กน้อย

สำหรับคดีชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร ศาลอาญามีนัดสืบพยานต่อไปในวันที่ 28 ส.ค., 1-4 ก.ย. นี้

อ่านบนเว็บไซต์: https://tlhr2014.com/archives/85658

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน,อรรถพลบัวพัฒน์,ครูใหญ่,คดีชุมนุม,19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร,

นายกฯสั่งด่วน! ช่วยน้ำท่วมน่าน ประกาศพื้นที่ภัยพิบัติแล้ว กำชับดูแลศูนย์พักพิง-อาหารต้องมีคุณภาพ

19 สิงหาคม 2569 เวลา 11:17 น.

19 สิงหาคม 2569 ที่กรุงแคนเบอร์รา ประเทศออสเตรเลีย เมื่อเวลา12.55 น. ตามเวลาท้องถิ่นที่เร็วกว่าไทย 3 ชั่วโมง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งอยู่ระหว่างการปฏิบัติราชการที่ประเทศออสเตรเลีย ได้ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องในพื้นที่จังหวัดน่าน จนทำให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ต้องส่งข้อความแจ้งเตือนภัยฉุกเฉิน (Cell Broadcast) เตือนภัยน้ำท่วมในพื้นที่อำเภอปัว จังหวัดน่าน ว่า ตนได้รับรายงานจากปลัดกระทรวงมหาดไทยแล้ว และได้สั่งการให้ทีมช่วยเหลือจากทุกส่วนราชการลงพื้นที่ดำเนินการอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ยังได้มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี ที่รับผิดชอบในแต่ละพื้นที่กำกับดูแลสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยในส่วนของภาคเหนือนั้นมีนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นผู้รับผิดชอบ ซึ่งขณะนี้ได้ส่งทีมงานลงพื้นที่และตัวท่านเองก็กำลังจะเดินทางลงไปบัญชาการด้วยเช่นกัน

นายอนุทิน ระบุว่า การทำงานจะเป็นไปในรูปแบบการสั่งการแบบบูรณาการ โดยนายยศชนันท์สามารถสั่งการในนามคณะรัฐมนตรีได้ทันที เพื่อให้ทุกหน่วยงานปฏิบัติตามข้อสั่งการในการช่วยเหลือกรณีน้ำท่วมอย่างเป็นเอกภาพ ในขณะที่ผู้ว่าราชการจังหวัดน่านซึ่งไปราชการนอกพื้นที่ ก็กำลังเร่งเดินทางกลับไปบัญชาการเหตุการณ์ที่จังหวัดแล้ว

สำหรับการให้ความช่วยเหลือในพื้นที่ นายอนุทินเปิดเผยว่า ได้พูดคุยโทรศัพท์กับรองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน และได้รับทราบว่าขณะนี้ได้มีการประกาศให้จังหวัดน่านเป็นพื้นที่ภัยพิบัติเรียบร้อยแล้ว ทำให้สามารถดำเนินการให้ความช่วยเหลือและเบิกจ่ายงบประมาณในพื้นที่ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอผ่านส่วนกลาง พร้อมกันนี้ยังได้มีการจัดตั้งศูนย์พักพิงขึ้นแล้ว โดยตนได้เน้นย้ำให้ดูแลพี่น้องประชาชนอย่างเต็มที่ ทั้งเรื่องอาหารการกิน เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรค

“ได้เน้นย้ำไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องอาหารการกิน บอกเลยว่าไม่เอาเหมือนตอนหาดใหญ่ ที่ข้าวเต็มกล่องแต่มีปีกไก่ชิ้นเล็กๆ อยู่ 2 ชิ้น แบบนั้นยังไม่ได้” นายอนุทิน กล่าว

นายกฯ กล่าวด้วยว่า ขอส่งกำลังใจจากประเทศออสเตรเลียไปยังพี่น้องชาวจังหวัดน่านทุกคน พร้อมระบุว่าขณะนี้ทั้งทางกองทัพและทุกภาคส่วนได้ระดมกำลังเข้าไปช่วยเหลืออย่างเต็มความสามารถแล้ว ส่วนเรื่องการเยียวยานั้นจะเป็นไปตามระเบียบของทางราชการ หากน้ำท่วมติดต่อกัน 3 วัน ก็จะมีการจ่ายค่าเยียวยาให้แก่ครอบครัวผู้ประสบภัย และหากบ้านเรือนได้รับความเสียหาย รัฐบาลก็จะมีงบประมาณเข้าไปดูแลซ่อมแซมให้เป็นรายหลังคาเรือนต่อไป ทำให้เชื่อมั่นได้ว่าสถานการณ์ทุกอย่างจะสามารถควบคุมได้

อนุทินชาญวีรกูล,นายกรัฐมนตรี,ด่านตรวจ,ยาเสพติด,