ผู้นำออสเตรเลีย-ไทย ชื่นมื่น ประกาศยกระดับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ 4 ด้าน ออสซี่ย้ำหนุนไทยผงาดเข้าสมาชิก OECD

19 สิงหาคม 2569 เวลา 09:51 น.

ผู้นำออสเตรเลีย-ไทย แถลงข่าวร่วมหลังหารือทวิภาคีเต็มคณะ ชื่นมื่นการเยือนระดับนายกฯ ในรอบ 14 ปี ประกาศยกระดับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ 4 ด้าน ออสซี่ย้ำหนุนไทยผงาดเข้าสมาชิก OECD พร้อมขอบคุณช่วยป้อนน้ำมันอากาศยานช่วงวิกฤต ด้านนายกฯ ชูจับมือปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ ดัน สวทช.จับมือวิจัยออสเตรเลีย รับความผันผวนทางเศรษฐกิจโลก

19 สิงหาคม 2569 เมื่อเวลา 10.50 น.ตามเวลาท้องถิ่น ที่เร็วกว่าประเทศไทย 3 ชั่วโมง ที่อาคารรัฐสภา กรุงแคนเบอร์รา เครือรัฐออสเตรเลีย นายแอนโทนี อัลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย และนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เปิดการแถลงข่าวร่วมภายหลังเสร็จสิ้นการหารือทวิภาคีแบบเต็มคณะ

โดย นายแอนโทนี ได้กล่าวต้อนรับนายกรัฐมนตรีไทยอย่างเป็นทางการ พร้อมระบุว่า การเดินทางเยือนครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 14 ปี ซึ่งสะท้อนถึงความสำคัญที่ออสเตรเลียมีต่อไทยในฐานะพันธมิตรที่ใกล้ชิด เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเฉลิมฉลองครบรอบ 75 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตในปีหน้า

นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย เปิดเผยว่า ทั้งสองฝ่ายได้บรรลุข้อตกลงครั้งสำคัญด้วยการออกแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยอาชญากรรมข้ามชาติฉบับใหม่ ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติของทั้งสองประเทศจะทำงานประสานกันอย่างใกล้ชิดเพื่อกวาดล้างเครือข่ายยาเสพติดและแก๊งมิจฉาชีพออนไลน์ นอกจากนี้ ยังเห็นพ้องให้ยกระดับความมั่นคงในภูมิภาคอินโดแปซิฟิก โดยจะจัดการประชุมรัฐมนตรีกลาโหมร่วมกันในทุกสองปี

ในด้านเศรษฐกิจ ออสเตรเลียและไทยได้ตกลงกระชับความร่วมมือผ่านแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยการกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจเชิงลึก เพื่อเดินหน้าใช้ประโยชน์จากข้อตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลียอย่างเต็มรูปแบบ ท่ามกลางความท้าทายจากสถานการณ์โลก นายแอนโทนีได้กล่าวขอบคุณนายกรัฐมนตรีไทยและประเทศไทยที่ให้ความช่วยเหลือออสเตรเลียในการเข้าถึงเชื้อเพลิงอากาศยานในช่วงที่ห่วงโซ่อุปทานได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง พร้อมย้ำจุดยืนในการสนับสนุนประเทศไทยอย่างเต็มที่เพื่อก้าวเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือโออีซีดี

ด้าน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวตอบรับว่า ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์นี้จะเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งในการพัฒนาของทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะการรับมือกับความท้าทายด้านความมั่นคงที่ไร้พรมแดน ซึ่งไทยมุ่งมั่นที่จะใช้แถลงการณ์ร่วมฉบับใหม่นี้จัดการกับปัญหาการหลอกลวงออนไลน์ การค้ามนุษย์ และการฟอกเงินอย่างเด็ดขาด ขณะเดียวกันเพื่อสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจท่ามกลางความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งสองฝ่ายได้ลงนามในหนังสือแสดงเจตจำนงระหว่างสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติของไทย และองค์การวิจัยวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมแห่งเครือจักรภพของออสเตรเลีย เพื่อนำไปสู่การถ่ายทอดเทคโนโลยีและยกระดับขีดความสามารถด้านวิทยาศาสตร์ร่วมกัน

นายกรัฐมนตรีไทยยังได้ชื่นชมบทบาทของชุมชนชาวไทยในออสเตรเลีย รวมถึงความนิยมของนักท่องเที่ยวออสเตรเลียที่เดินทางมายังประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง พร้อมยืนยันว่าไทยจะสานต่อความร่วมมือกับออสเตรเลียอย่างแน่นแฟ้นผ่านกลไกอาเซียนและความเป็นหุ้นส่วนลุ่มน้ำโขง-ออสเตรเลีย และขอบคุณรัฐบาลออสเตรเลียอีกครั้งที่ให้การสนับสนุนไทยในการผลักดันเข้าสู่โออีซีดีอย่างเต็มกำลัง

อนุทินชาญวีรกูล,นายกรัฐมนตรี,ด่านตรวจ,ยาเสพติด,

เปิดภารกิจนายกฯ อนุทิน นำทัพ 9 บริษัทชั้นนำไทย พบผู้นำออสเตรเลีย กระชับความร่วมมือเศรษฐกิจ

19 สิงหาคม 2569 เวลา 08:11 น.

19 สิงหาคม 2569 ที่กรุงแคนเบอร์รา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมภริยา และคณะผู้แทนระดับสูงของไทย ได้ปฏิบัติภารกิจสำคัญอย่างต่อเนื่องในการเยือนเครือรัฐออสเตรเลียอย่างเป็นทางการ ณ กรุงแคนเบอร์รา โดยภารกิจตลอดทั้งวันมุ่งเน้นไปที่การยกระดับความร่วมมือระดับทวิภาคีในหลายมิติ

พิธีต้อนรับอย่างสมเกียรติและการหารือทวิภาคีในช่วงเช้าเวลา 09.00 น. นายกรัฐมนตรีและภริยาได้เดินทางไปยังอาคารรัฐสภาเครือรัฐออสเตรเลีย (Parliament House) เพื่อเข้าร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ โดยมีนายแอนโทนี แอลบาเนซี (The Hon. Anthony Albanese MP) นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น ภายในพิธีมีการยิงสลุต 19 นัด และการตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ

จากนั้นในเวลา 09.50 น. ผู้นำทั้งสองประเทศได้ร่วมการหารือทวิภาคีแบบเต็มคณะ ณ ห้องประชุมคณะรัฐมนตรี (Cabinet Room) ก่อนที่จะร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามความตกลงสำคัญ 2 ฉบับ ได้แก่ แถลงการณ์ร่วมว่าด้วยอาชญากรรมข้ามชาติ (Joint Statement on Transnational Crime) และแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยการกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ (Leaders’ Statement on deepening economic engagement) ต่อด้วยการแถลงข่าวร่วมกัน ณ Prime Minister’s Courtyard นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้ใช้โอกาสนี้เข้าพบและหารือกับนายแองกัส เทย์เลอร์ (The Hon. Angus Taylor MP) ผู้นำฝ่ายค้านของออสเตรเลียอีกด้วย

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรียังได้นำภาคเอกชนไทยเข้าพบนายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย จำนวน14 คน จาก 9 บริษัท ได้แก่

1.บริษัท RATCH Australia จำกัด ได้แก่ นายพุฒิกานต์ เอารัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) และ นางสาว Hilda Luong Community Engagement Advisor

2. บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) ได้แก่ ดร. ประทีป ตั้งมติธรรม ประธานคณะกรรมการบริษัท และประธานกรรมการบริหาร และ ดร. ประศาสน์ ตั้งมติธรรม กรรมการบริษัท และกรรมการบรรษัทภิบาลและการพัฒนาอย่างยั่งยืน

3.บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ได้แก่ นายโสภณ ราชรักษา รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่

4.บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) ได้แก่ นายนพเดช กรรณสูต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจในประเทศไทย มาเลเซีย และโซลูชั่นธุรกิจอุตสาหกรรม

5. บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ได้แก่ นายธนรัตน์ ชัยสิริ ประธานกรรมการบริหาร (Executive Director) และ นายCraig Gillard CEO and Managing Director

6. กลุ่มเซ็นทรัล (Central Group) ได้แก่ นายสุภรัฐ จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านพัฒนาธุรกิจองค์กร

7.บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ได้แก่ นายปณต สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (Group CEO) นาย Cameron Leggatt Chief Executive Officer, Frasers Property Australia และ นาย Ian Barter: Managing Director Australia, Frasers Property Industrial

8. บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ได้แก่ นาย Craig Hooley Chief Operating Officer, Minor Hotels Australasia

และ 9. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้แก่ นายไวธยางค์ กุลละวณิชย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่การค้าระหว่างประเทศ

ในช่วงบ่าย เวลา 13.15 น. นายกรัฐมนตรีและคณะได้เดินทางไปยังทำเนียบผู้สำเร็จราชการแห่งเครือรัฐออสเตรเลีย (Government House) เพื่อเข้าเยี่ยมคารวะนางแซม มอสติน (H.E. the Hon. Ms. Sam Mostyn AC) ผู้สำเร็จราชการฯ และในเวลา 14.20 น. ได้เดินทางไปร่วมพิธีวางพวงมาลา ณ อนุสรณ์สถานสงครามเครือรัฐออสเตรเลีย (Australian War Memorial) เพื่อไว้อาลัยแก่ทหารชาวออสเตรเลียที่เสียชีวิตในสงคราม

เวลา 14.55 น. คณะฝ่ายไทยได้เดินทางไปเยี่ยมชมองค์การวิจัยทางวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมแห่งเครือรัฐ (CSIRO) โดยได้เข้าดูงานที่ห้องปฏิบัติการฝ้าย (Cotton Lab) และเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามหนังสือแสดงเจตจำนงค์ (Letter of Intent) ความร่วมมือระหว่างสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กับ CSIRO

ต่อมาในเวลา 15.35 น. นายกรัฐมนตรีและภริยาได้เดินทางไปยังวัดธัมมธโร เพื่อกราบนมัสการและถวายผ้าไตรแด่เจ้าอาวาส พร้อมถวายราชสักการะพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และร่วมปลูกต้น Magnolia รุ่น “Inspiration” ไว้เป็นที่ระลึก

ปิดท้ายภารกิจของวันในเวลา 18.35 น. นายแอนโทนี แอลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ได้เป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงรับรองอาหารค่ำเพื่อเป็นเกียรติแก่นายกรัฐมนตรีและภริยา ณ บ้านพักประจำตำแหน่ง (The Lodge) ถือเป็นการตอกย้ำความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศตลอดการเยือนในครั้งนี้

อนุทินชาญวีรกูล,นายกรัฐมนตรี,ด่านตรวจ,ยาเสพติด,

พริษฐ์ สวน โสภณ ไม่มีใคร หมกมุ่น คดีศักดิ์สยาม แต่กลัวท่านปธ. หมกเม็ด ตัดตอนให้ไปไม่ถึงศาล เหตุเป็นแผลใหญ่ระบอบน้ำเงิน

19 สิงหาคม 2569 เวลา 08:00 น.

พริษฐ์ สวนกลับ โสภณ ยันไม่มีใคร หมกมุ่น คดีศักดิ์สยาม แต่กลัวท่านประธาน หมกเม็ด ตัดตอนเรื่องนี้-ฮั้วสว.ไปไม่ถึงศาล เหตุเป็นแผลใหญ่ของระบอบสีน้ำเงิน

เมื่อวันที่ 19 ส.ค.2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคการเมืองฝ่ายค้าน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ” [ถึงประธานรัฐสภาโสภณ ซารัมย์: ไม่ได้มีใคร “หมกมุ่น” กับเรื่อง ป.ป.ช. และคดีศักดิ์สยาม แต่เราเพียงกังวลว่าท่านประธานจะ “หมกเม็ด” และตัดตอนให้เรื่องนี้ไปไม่ถึงศาล ]

วันนี้ ผมเห็นประธานรัฐสภา โสภณ ซารัมย์ ให้สัมภาษณ์โดยแนะนำไม่ให้เรา “หมกมุ่น” กับคำร้องที่ฝ่ายค้านและ สว. บางส่วน ยื่นต่อประธานรัฐสภาเพื่อส่งต่อให้ศาลฎีกาตั้งคณะมาไต่สวน ป.ป.ช. กรณีที่มีการยกคำร้องคดีซุกหุ้นของศักดิ์สยาม ชิดชอบ

ผมย้ำว่า ไม่ใคร “หมกมุ่น” กับเรื่องนี้ แต่เรากังวลว่าท่านจะ “หมกเม็ด” และตัดตอนให้เรื่องนี้ไปไม่ถึงศาล

– ท่านบอกว่าท่าน “ทำเหมือนในอดีต” แต่ในอดีตครั้งล่าสุด ประธานมงคล (ประธานวุฒิสภาที่ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะประธานรัฐสภา ณ เวลานั้น) ใช้เวลาไม่ถึง 41 วัน ในการส่งเรื่องไปที่ศาล, แต่ในกรณีนี้ ผ่านไปแล้ว 74 วัน ประธานโสภณ กลับทำได้เพียงแค่ตั้งคณะกรรมการขึ้นมากลั่นกรอง

– ท่านบอกว่าท่านต้องการให้คณะกรรมการทำงานอย่างเป็น “อิสระ” แต่ท่านกลับจิ้มเลือกกรรมการเองทั้งหมดทุกคนแบบผูกขาด แถมยังปกปิดรายชื่อกรรมการจนทำให้การทำงานของคณะกรรมการ กลายเป็น “อิสระจากประชาชนในการตรวจสอบ”

– ท่านบอกว่าท่านต้องการให้การพิจารณามีความรอบคอบ แต่ท่านกลับยังไม่กำหนดหรือรับประกันว่าจะมีการเชิญตัวแทนผู้ยื่นคำร้อง เข้าไปให้ข้อมูลต่อคณะกรรมการะหว่างการพิจารณา

– ท่านบอกว่าท่านไม่ได้ยื้อเวลา แต่ท่านกลับไม่กำหนดกรอบระยะเวลาที่ชัดเจน ว่าคณะกรรมการที่ท่านตั้งขึ้นมา จะต้องดำเนินการและเสนอความเห็นต่อท่านภายในกี่วัน

ทางวิปฝ่ายค้านเราได้ทำหนังสือไปถึงท่านประธานโสภณตั้งแต่เดือนที่แล้ว (22 ก.ค.) เพื่อขอให้ท่าน (1) เปิดรายชื่อคณะกรรมการกลั่นกรอง (2) กำหนดกรอบเวลาให้ชัด (3) เชิญผู้ร้องเข้าให้ข้อมูล (4) เผยแพร่บันทึกการประชุม แต่มาถึงวันนี้ เรายังไม่ได้รับคำตอบใดๆจากประธานโสภณ

หากเรากังวลว่า กกต. จะตัดตอนคดีโกง สว. ให้ไปไม่ถึงศาล เช่นไร

เราก็ควรกังวลว่า ประธานรัฐสภา จะตัดตอนเรื่อง ป.ป.ช. และศักดิ์สยาม ให้ไปไม่ถึงศาล เช่นนั้น

เพราะทั้งสองเรื่องนี้เป็นบาดแผลขนาดใหญ่ ที่ระบอบสีน้ำเงินคงต้องทำทุกวิถีทางให้เรื่องไปไม่ถึงศาล”

คดีศักดิ์สยาม, นายกฯ, ป.ป.ช., พริษฐ์, ฮั้วสว., แนวหน้าออนไลน์, โสภณ

ยิงสลุต 19 นัด! ต้อนรับ นายกฯ อนุทิน เยือนออสเตรเลียอย่างเป็นทางการ

19 สิงหาคม 2569 เวลา 07:34 น.

ยิงสลุต 19 นัด! ต้อนรับ นายกฯ อนุทิน เยือนออสเตรเลียอย่างเป็นทางการ ก่อนเปิดวงหารือกลุ่มเล็ก ต่อยอดหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ไทย–ออสเตรเลีย

เมื่อวันที่ 19 ส.ค.2569 เวลา 09.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นกรุงแคนเบอร์รา ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 3 ชั่วโมง ณ ลาน Ceremonial Forecourt ด้านหน้าอาคารรัฐสภาเครือรัฐออสเตรเลีย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ ในโอกาสเดินทางเยือนเครือรัฐออสเตรเลียอย่างเป็นทางการ

เมื่อนายกรัฐมนตรีเดินทางถึงอาคารรัฐสภาเครือรัฐออสเตรเลีย นายแอนโทนี แอลบาเนซี นายกรัฐมนตรีเครือรัฐออสเตรเลีย ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น ก่อนนำนายกรัฐมนตรีเข้าสู่พิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ ณ ลาน Ceremonial Forecourt โดยมีการยิงสลุต 19 นัด จากนั้นนายกรัฐมนตรีตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ ท่ามกลางการบรรเลงเพลงชาติไทยและเพลงชาติออสเตรเลีย ก่อนที่นายกรัฐมนตรีทั้งสองฝ่ายจะแนะนำคณะทางการของแต่ละฝ่าย โดยพิธีต้อนรับเป็นไปอย่างสมเกียรติและสง่างาม สะท้อนถึงมิตรภาพอันใกล้ชิดและการให้ความสำคัญต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับออสเตรเลีย

ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีต้อนรับ นายกรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีเครือรัฐออสเตรเลียเดินเข้าสู่อาคารรัฐสภา โดยนายกรัฐมนตรีได้ลงนามในสมุดเยี่ยม ณ โถง Marble Foyer และร่วมถ่ายภาพเป็นที่ระลึกกับนายกรัฐมนตรีเครือรัฐออสเตรเลีย ตามธรรมเนียมการต้อนรับแขกต่างประเทศระดับสูงของออสเตรเลีย

จากนั้น นายกรัฐมนตรีทั้งสองฝ่ายได้ร่วมหารือข้อราชการกลุ่มเล็ก ณ ห้องทำงานของนายกรัฐมนตรีเครือรัฐออสเตรเลีย ในบรรยากาศที่เป็นมิตรและสร้างสรรค์ โดยได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับแนวทางการต่อยอดความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ไทย–ออสเตรเลียให้มีความแน่นแฟ้นและเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น รวมถึงหารือประเด็นที่ทั้งสองประเทศให้ความสำคัญร่วมกัน ทั้งด้านเศรษฐกิจ การลดอุปสรรคและอำนวยความสะดวกทางการค้าระหว่างกัน ตลอดจนความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติและอาชญากรรมออนไลน์

ทั้งสองฝ่ายจะแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวทางในการรับมือกับความท้าทายร่วมกัน พร้อมยืนยันความมุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนความสัมพันธ์ไทย–ออสเตรเลียให้ก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง และเปลี่ยนความร่วมมือที่มีอยู่ให้เกิดผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศ

ภายหลังเสร็จสิ้นการหารือข้อราชการกลุ่มเล็ก นายกรัฐมนตรีทั้งสองฝ่ายได้เข้าร่วมการหารือทวิภาคีแบบเต็มคณะ เพื่อหารือแนวทางขยายความร่วมมือระหว่างไทยกับออสเตรเลียในมิติต่าง ๆ ต่อไป

นายกฯ, อนุทิน, ออสเตรเลีย, แนวหน้าออนไลน์

หมอตุลย์ นัดรวมพล ยื่นหนังสือ กกต. วันนี้ 10 โมง จี้ส่งฟ้องคดีฮั้ว สว. 229 ราย

19 สิงหาคม 2569 เวลา 07:28 น.

19 สิงหาคม 2569 นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง และอาจารย์ประจำภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า เรียนพี่น้องประชาชนคนไทยที่รักความเป็นธรรมทุกท่าน ทุกท่านคงทราบดีเรื่องการทุจริตการเลือก สว. (ฮั้ว สว.) ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้สอบสวนมา 2 ปีแล้ว อนุสอบสวนชุดที่ 26 มีมติว่าเห็นควรส่งฟ้อง 229 คน ขั้นตอนต่อไป กกต.จะต้องยื่นต่อศาลฎีกา แต่ กกต.กลับตั้งอนุฯ ชุดที่ 36 กลับมีมติไม่ฟ้องใครเลย อันขัดกับหลักฐานที่สังคมรับรู้ และ กกต.อาจสั่งไม่ฟ้อง ดังนั้น เพื่อเรียกร้องให้ กกต.ทำตามหน้าที่อย่างถูกต้อง ผมและเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ขอเชิญชวนพี่น้องทุกท่านมาร่วมกันยื่นหนังสือต่อ กกต. ในวันพุธที่ 19 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00 น.ที่สำนักงาน กกต. ศูนย์ราชการ อาคาร B (ประตูด้านทิศตะวันออก) 

กกต, คณะกรรมการการเลือกตั้ง, ตุลย์สิทธิสมวงศ์, หมอตุลย์, ฮั้วสว.

เท้งซัดอนุทิน เบี่ยงประเด็นฮั้วสว. โวลั่นทีเด็ดซักฟอก

19 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

เท้งซัดอนุทิน

เบี่ยงประเด็นฮั้วสว.

โวลั่นทีเด็ดซักฟอก

การเมืองสาดน้ำลายโหมโรง ศึกซักฟอก“ภราดร”ยืนกรานรัฐบาลไม่เกี่ยวข้องคดีฮั้วสว. ชี้เกิดมาตั้งแต่ปี 2567 แล้ว ยืนยัน 6 เดือนไม่มีเรื่องทุจริต ด้าน“เท้ง”นั่งไม่ติดหลังเจอสวนพวกแพ้เลือกตั้งอยากเป็นรัฐบาล ฟาดกลับนายกฯอย่าเบี่ยงประเด็น โวลั่นมีหลักฐานชัดเจนเก็บไว้เป็นหมัดน็อกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ขณะที่“ปกรณ์”เดินหน้าจัดระเบียบปืนเถื่อนเผยมหาดไทยจ่อเสนอเอามาคืนโดยไม่ต้องรับผิด ย้ำต้องปรับปรุงระบบใหม่ทั้งหมด

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2569 นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ถึงมาตรการควบคุมอาวุธปืนว่าตามที่นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งให้มีการควบคุมอาวุธปืนและให้ตนดูแลปรับปรุงข้อกฎหมายใหม่ เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเมื่อวันที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมา กระทรวงมหาดไทยมาขอหารือนอกรอบเพื่อกลับไปประสานงานกับทางเลขาคณะกรรมการกฤษฎีกาซึ่งเรื่องนี้กระทรวงมหาดไทยและรัฐบาลต้องทำงานร่วมกัน

ปกรณ์ชี้ปรับปรุงระบบใหม่ทั้งหมด

เมื่อถามว่ารายละเอียดที่สังคมเป็นห่วงเกี่ยวกับการครอบครองปืนการพกพาจะต้องดูทั้งหมดใช่หรือไม่ นายปกรณ์กล่าวว่าตามที่นายกฯให้สัมภาษณ์คือ ต้องดูแลตั้งแต่ต้นทาง การสั่งเข้า การจำหน่าย การมีไว้ในครอบครอง เรื่องใบอนุญาตรวมถึงการนำไปใช้ สุดท้ายไม่ใช่เรื่องของปืนอย่างเดียว แต่รวมถึงเรื่องกระสุนปืนที่จะต้องสัมพันธ์กับประกาศที่จะมีการใช้ด้วย

นอกจากนี้ยังมีสถานที่ที่มีการใช้ปืนที่ต้องตรวจสอบอย่างเข้มข้น ไม่ให้กระสุนรั่วไหลไปที่อื่น เราต้องตรวจสอบอยู่ตลอดเช่นเดียวกันระบบการอนุญาตที่ต้องมีการปรับปรุงใหม่ทั้งหมดเพราะที่ผ่านมาทำด้วยมือออกคนละใบสองใบแล้วไม่รู้อยู่ตรงไหนแน่ ก็ต้องทำให้พบยอดได้ทั้งหมดซึ่งถ้านำระบบเทคโนโลยีเข้ามาใช้ จะทำให้การอนุมัติอนุญาตเร็วขึ้น สามารถควบคุมได้ง่ายขึ้น และดูได้ว่ามีช่องโหว่ตรงไหนบ้าง

เมื่อถามว่าปืนที่ขณะนี้มี 10ล้านกระบอกในประเทศจากนี้จะไม่ได้เพิ่มไปมากกว่านี้ใช่หรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า“ตอนนี้จะไม่มีอนุมัติเพิ่ม”

ย้ำร้านขายปืน ต้องช่วยควบคุม

ผู้สื่อข่าวถามว่าต้องพิจารณาการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ จะต้องนำมาพิจารณาด้วยหรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า ขอแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ ร้านปืน ที่ต้องมีความรับผิดชอบในการดูแลการขายปืน ต้องมีการควบคุมเหมือนในต่างประเทศ ที่ควบคุมตั้งแต่ร้านขายปืน ไม่ใช่อยู่ที่เจ้าหน้าที่อย่างเดียว ถ้าร้านได้รับการอนุญาตให้ขาย คนขายก็ต้องช่วยรัฐดูแลด้วยว่าจะขายให้ใครและเรื่องของสุขภาพจิตต่างๆ ต้องมีการตรวจสอบด้วย เพราะที่ผ่านมาไม่มีการดูแลกันตรงนี้ ซึ่งในต่างประเทศเขาดูหมด

มท.เสนอคืนปืนเถื่อนไม่ต้องรับผิด

นายปกรณ์ กล่าวว่าในเรื่องของตัวเจ้าหน้าที่ก็ต้องดูแลกำกับให้เข้มข้นขึ้น แต่มันยาก เพราะระบบที่ผ่านมาปืนรั่วไหลไปในท้องตลาด อยู่ในมือของผู้คนเยอะไปหมด ฉะนั้นสิ่งที่เราต้องทำคือบอกให้ประชาชนอย่าใช้อารมณ์กันมาก ส่วนเรื่องที่จะให้เอาปืนมาคืน ก็เป็นส่วนหนึ่งที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ คล้ายว่าถ้ามีปืน แต่ไม่มีใบอนุญาต ป.4 ให้นำปืนมามอบคืนกับทางราชการก็จะไม่มีความผิด กระทรวงมหาดไทยเสนอมาอยู่เหมือนกัน อยู่ในสิ่งที่กำลังทำ

แนะปชช.อย่าใช้อารมณ์เป็นที่ตั้ง

นายปกรณ์ กล่าวอีกว่า ในต่างประเทศ เช่น ออสเตรเลีย มีเหตุการณ์กราดยิงที่หาดบอนได รัฐบาลกลางของออสเตรเลียก็ออกกฏหมายมาคือการซื้อปืนคืนจากผู้ได้รับอนุญาตแต่ก็ยังเป็นกฎหมายที่ถกเถียงกันอยู่ เพราะมีบางรัฐไม่ยอมรับกฎหมายฉบับนี้ เช่น นอร์เทิร์นเทร์ริทอรี ส่วนบางรัฐก็โอเค ไม่มีปัญหา ทำได้ แต่ราคาที่ซื้อก็อีกราคาหนึ่ง เช่นซื้อมาแพงแต่รัฐรับซื้อในราคาถูกกว่าประมาณ 1,000 เหรียญ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะประสบความสำเร็จหรือไม่ อันนี้เป็นตัวอย่างที่เกิดขึ้นแล้วในต่างประเทศ พี่จะพยายามควบคุม ไม่ได้เกิดที่ประเทศไทยประเทศเดียว มันอยู่ที่คนใช้ปืนถ้ามีสติสัมปชัญญะ ไม่ใช้อารมณ์วู่วาม ก็จะไม่เกิดปัญหา

ย้ำปืนจำนำไม่ได้-ให้เอามาคืนหลวง

เมื่อถามว่า หากมีการเซ็ตระบบเรียบร้อย ผู้ที่มีปืนไม่สามารถนำปืนไปจำนำได้ใช่หรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า โดยหลักปืนจำนำไม่ได้อยู่แล้ว เพราะปืนออกให้เฉพาะตัวผู้มีใบอนุญาตเท่านั้น ตรงนี้ชาวบ้านไม่รู้ เอาปืนมาวางแล้วเอาตังค์ไปจำนำไว้ผิด ซึ่งคนรับจำนำไว้ผิดกฎหมาย และขณะนี้ก็ถือว่าผิดกฎหมายอยู่ ถึงได้บอกว่าถ้าเอาปืนไปจำนำแล้วผิดกฎหมายเอามาคืนหลวงดีกว่าไหม หรือเอาไปให้เจ้าหน้าที่ได้เลย ไปแสดงความบริสุทธิ์ใจได้เลย ไม่ต้องรอกฎหมายออก ว่าเราครอบครองปืนโดยมิชอบ

เมื่อถามย้ำว่ารวมถึงปืนเถื่อนด้วยหรือไม่ ที่ต้องเอามาไว้กับรัฐ นายปกรณ์ กล่าวว่า ทั้งหมด ปืนอะไรก็ตามถ้าไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ยิ่งปืนเถื่อนยิ่งหนัก สมัยตอนตนเด็กๆ มีสงครามเวียดนาม สงครามในกัมพูชาที่เขารบกันเอง ปืนทะลักเข้ามาในบ้านเราเต็มไปหมด หาง่ายจะตาย ซึ่งรัฐบาลที่ผ่านมาพยายามให้เขานำสิ่งเหล่านี้มาคืน และออกกฏหมายมา ถ้าใครเอาปืนมาให้ทางราชการ สิ่งที่ไม่ชอบก็ไม่เป็นความผิด ซึ่งทำมาแล้ว 8 หน แต่ก็รับได้บางส่วนเท่านั้นเอง มันไม่ได้เยอะ เพราะระบบการอนุมัติอนุญาตล้าสมัยอยู่แค่นั้นเอง

กฎหมายปืนแต่ละปท.ไม่เหมือนกัน

เมื่อถามว่าจะมีการนำการปรับปรุงกฎหมายของต่างประเทศมาศึกษาด้วยหรือไม่ นายปกรณ์กล่าวว่า นโยบายปืนไม่เหมือนกันในทุกประเทศ แต่ละประเทศมีกฎหมายไม่เหมือนกัน อย่างที่อเมริกาก็จะเสรีปืนตามรัฐธรรมนูญ มีการซื้อขายปืนโดยเสรี มีกระทั่งปืนอาวุธสงคราม เพียงแต่ร้านขายปืนได้รับการอนุมัติอนุญาตในการขายปืนดังนั้นตัวร้านจะมีส่วนช่วยกับรัฐในการดูแลอย่างมาก ทั้งในเรื่องตัวปืน เครื่องกระสุนปืน พฤติกรรมของผู้ซื้อเพราะมีสิทธิ์ปฏิเสธไม่ขายปืนให้ใครก็ได้ ถึงแม้คุณจะมีใบอนุญาตเขาก็มีสิทธิ์ปฏิเสธซึ่งตรงนี้เป็นประเทศที่เสรี ส่วนในประเทศที่มีการควบคุมมากๆอย่างที่ออสเตรเลียเขาควบคุมปืนอยู่แล้ว ปืนทุกกระบอกต้องมีใบอนุญาต แต่บางคนก็มีเหมือนบ้านเราคือมี 30-40 กระบอก เพราะบางคนชอบ ห้ามไม่ได้ แต่คนพวกนี้มักไม่เอาไปทำอะไรใคร แต่คนมักจะไปทำอะไรใครคือคนที่มักมีปืนเถื่อน

‘ภราดร’เมินฝ่ายค้านจั่วซักฟอกฮั้วสว.

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่พรรคฝ่ายค้านเตรียมยื่นญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล หลังเปิดสมัยประชุมสภาว่า ต้องดูว่าฝ่ายค้านจะตกลงกันว่าจะยื่นเปิดอภิปรายตามมาตรา 151เมื่อใด หรือจะยื่นตามมาตรา 152ซึ่งจนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจน จึงต้องรอดูฝ่ายค้านก่อนเมื่อถามว่ามองอย่างไรที่มีความพยายามนำเรื่องคดีฮั้วสว.มาอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายภราดร กล่าวว่า อย่างที่นายกรัฐมนตรีเคยให้สัมภาษณ์ว่ารัฐบาลนี้เข้ามาบริหารประเทศในปี 2569 ส่วนรัฐบาลอนุทิน 1ก็ปี2568 แต่คดีฮั้วสว.เกิดขึ้นเมื่อปี2567ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าฝ่ายค้านจะอภิปรายในประเด็นใด ต้องดูหลักการและเหตุผลในญัตติก่อน

ไม่ต้องเก็งตรียมวางแผนรับมือ

เมื่อถามว่ามีการเก็งบ้างหรือไม่ว่าฝ่ายค้านจะหยิบเรื่องใดมาอภิปรายบ้าง นายภราดร กล่าวว่า ยังไม่ได้เก็งอะไร คงอีกสักพักและไม่แน่ใจว่าจะเป็นช่วงใดเมื่อถามว่าจะต้องมีการประชุมวางแผนเตรียมพร้อมรับมือกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า ทำงานก่อน หากมีการยื่นอภิปราย ค่อยมาศึกษาแล้วเตรียมตอนนั้น

ย้ำ6เดือนรัฐบาลยังไม่มีทุจริต

เมื่อถามว่าฝ่ายค้านจั่วว่าประเด็นการทุจริตจะเป็นประเด็นหลักในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายภราดร กล่าวว่า รัฐบาลเพิ่งบริหารประเทศมาได้ 6 เดือน ยังไม่เห็นมีเรื่องทุจริตอะไร มีแต่มาแก้ไขปัญหา ส่วนที่มีการกล่าวอ้างว่าทุจริตเช่นเรื่องการสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่นก็เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่หยิบเรื่องนี้ขึ้นมาดำเนินการ เรื่องไม่ได้เกิดขึ้นในรัฐบาลนี้ แต่เกิดขึ้นมาต่อเนื่องหลายครั้งที่มีการสอบ ตั้งแต่ปี 2562

ไชยชนกไม่รู้จักวิทยาหลังปชน.โยงภท.

ขณะที่ นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย(ภท.)กล่าวถึงกรณีที่นายพริษฐ์วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ออกมาเปิดหลักฐานคดีฮั้วสว.โดยเชื่อมโยงถึงนายวิทยา คำพวง นายกเทศมนตรีตำบลโพนสา อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย กับพรรคภูมิใจไทย โดยนายไชยชนก ตอบเพียงสั้นๆว่า“ยังไม่ทราบรายละเอียด และส่วนตัวก็ยังไม่รู้จักนายวิทยาเลยว่าเป็นใคร”ก่อนขอตัวขึ้นไปประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)

เท้งซัดรบ.หวังสกัดซักฟอกโกงสว.

วันเดียวกัน ที่หอประชุมองค์การบริหารส่วนปราจีนบุรี จ.ปราจีนบุรี นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงคดีการโกงสว.ว่าฝ่ายค้านมีหลักฐานค่อนข้างชัดว่าอาจจะมีส่วนพัวพันกับนักการเมืองพรรคภูมิใจไทยแต่กลายเป็นว่ากลับมีการแสดงความเห็นจากฝั่งรัฐบาลว่าโกงสว.ไม่เกี่ยวกับพรรคการเมืองจะเอาเข้าการอภิปรายไม่ไว้วางใจได้หรือซึ่งการแสดงความคิดความเห็นลักษณะเช่นนี้เป็นการพยายามที่จะเตะสกัดการทำหน้าที่ของพรรคฝ่ายค้านและขาดความกล้าหาญทางการเมืองอย่างชัดเจนที่ไม่ยอมให้ฝ่ายค้านตรวจสอบ

ซัดนายกฯเบี่ยงประเด็นถูกซักฟอก

เมื่อถามถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีบอกว่าฝ่ายค้านเดินเกมเรื่องฮั้วสว.เพราะอยากเป็นรัฐบาล นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนคิดว่านายกฯพยายามเบี่ยงประเด็น จากหลักฐานที่นายพริษฐ์วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร (วิปฝ่ายค้าน) รวมถึงภาคประชาชนเปิดมาเรื่อยๆ นายกฯอาจจะตอบไม่ได้ทั้งหมด วิธีการเดียวที่จะเบี่ยงประเด็น ไม่อยากให้ฝ่ายค้านตรวจสอบในสภาได้อย่างเต็มที่ จึงเบี่ยงประเด็นโยนมาที่ฝ่ายค้านว่าอยากไปเป็นรัฐบาล

“ผมคิดว่าเป็นคนละเรื่องกันและพรรคการเมืองทุกพรรคที่อาสาลงเลือกตั้งก็อยากเป็นรัฐบาลอยู่แล้ว ไม่มีใครตั้งใจลงเลือกตั้งเพื่ออยากจะแพ้การเลือกตั้งฉะนั้นผมไม่ปฏิเสธจุดมุ่งหมายของพรรคประชาชนคืออยากเป็นรัฐบาลเพื่อเข้าไปเปลี่ยนการเมืองไทยให้ดีขึ้นแต่นายกฯเองก็ไม่ควรจะใช้วาทกรรมแบบนี้มาเบี่ยงประเด็นเพื่อที่คุณจะไม่ได้ถูกตรวจสอบในสภา” นายณัฐพงษ์ กล่าว

ชี้หลักฐานชัดกกต.ต้องส่งศาลฎีกา

เมื่อถามว่ามองว่าสุดท้ายหากคดีฮั้วสว. ไม่ได้ถูกชี้มูลทั้งหมด 229 คนจะเป็นการฟอกขาวหรือเปิดทางให้รัฐบาลเดินหน้าทำงานต่อหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า จากหลักฐานที่มีการเปิดเผยออกมาทั้งหมด กกต.ต้องส่งไปยังศาลฎีกาทั้งหมด ซึ่งตามกฎหมายก็ระบุไว้ว่าแค่มีหลักฐานเพียงความเชื่อได้ว่า ก็เพียงพอแล้วที่จะส่งศาล แต่ถ้าหากมีกรณีส่งบางส่วนหรือยกคำร้องทั้งหมด พรรคประชาชนก็เตรียมที่จะร้องคัดค้านไว้เรียบร้อยแล้วงก็คาดว่าน่าจะมีมากกว่า 1ช่องทาง ถ้ากกต.ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เราก็พร้อมที่จะใช้กลไกทางกฎหมายทุกช่องทาง ดำเนินคดีกับกกต.เช่นเดียวกัน

ลั่นเกมบีบนายกฯต้องถูกตรวจสอบ

เมื่อถามว่าตอนนี้เหมือนมีเกมการเมืองที่จะบีบให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ลาออก นายณัฐพงษ์กล่าวว่านายกรัฐมนตรีมีทางเลือกตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการยุบสภาหรือลาออก ตนคิดว่าสิ่งที่สำคัญของคนที่จะดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี ต้องพร้อมที่จะถูกตรวจสอบและตอบคำถามจากประชาชนได้ ตนคงไปตัดสินใจแทนนายกรัฐมนตรีไม่ได้ว่าจะยุบสภาฯ หรือลาออกเมื่อไหร่ อยู่ที่ตัวท่านเองเพราะสุดท้ายประชาชนก็จะตัดสินผ่านการเลือกตั้งอยู่แล้ว

ส่วนที่มองเป็นการสกัดหรือตีกันเองในขั้วเดียวกันหรือไม่นายณัฐพงษ์กล่าวว่าพรรคประชาชน พูดมาโดยตลอดว่ามองผิวเผินภายนอกระบอบสีน้ำเงิน อาจจะมองดูว่าแข็งแต่ภายในตราบใดที่ยึดโยงกันด้วย ผลประโยชน์ต่างตอบแทน ไม่ได้ยึดโยงกันด้วยเจตจำนงทางการเมืองที่เข้ามาจัดตั้งรัฐบาลร่วมกันเพราะแก้ปัญหาร่วมกัน

เชื่อระบอบสีน้ำเงินยึดโยงผลประโยชน์

นายณัฐพงษ์กล่าวอีกว่าตนเชื่อว่าโครงสร้างของระบอบสีน้ำเงินที่ยึดโยงกันด้วย ผลประโยชน์แบบนี้ตัวมันเองก็จะบอบบางภายในซึ่งตอนนี้ก็เห็นรอยร้าว หลายๆเรื่องจากสิ่งที่เกิดขึ้น เช่น หลักฐานต่างๆ ที่เปิดเผยออกมา คิดว่าเราได้มาจากไหนถ้าไม่ใช่คนที่อยู่ในกระบวนการตอนแรก แล้วเสียประโยชน์จากกระบวนการดังกล่าว ซึ่งในกระบวนการก็ต้องมีทั้งผู้ได้และผู้เสีย สุดท้ายเราบอกแบบนี้ก็เป็นระบอบที่กัดกินตัวเอง และพวกเราฝ่ายค้านก็พร้อมที่จะแฉทุกอย่างออกมาผ่านเวทีสภาฯ

โวมีหลักฐานเด็ดเก็บไว้เปิดช่วงซักฟอก

นายณัฐพงษ์กล่าวด้วยว่านอกจากนี้ยังมีข้อมูลอีกหลายอย่าง ที่ตนก็มี แต่ทีมงานยังไม่ให้โพสต์หรือเปิดเผยออกมา ขอให้เก็บไว้เปิดในช่วงอภิปรายไม่ไว้วางใจดีกว่า ทั้งนี้ ในนามผู้นำฝ่ายค้านฯจะเป็นหลักฐานที่ทำให้เห็นว่ารัฐบาลในนามระบอบสีน้ำเงิน ใช้อำนาจรัฐทุกอย่างเพื่อที่จะพยายามคงอำนาจของตัวเองไว้ ไม่ได้ใช้ไปเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง และใช้อำนาจที่ตัวเองมีทำลายขั้วการเมืองฝั่งตรงข้าม

เมื่อถามถึงกรณีที่นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมาเปิดเผยว่ารัฐบาลทำงานมา 6 เดือนแล้วยังไม่เห็นปัญหาทุจริต ฝ่ายค้านกังวลหรือไม่ว่าจะเป็นเหมือนการปิดตาข้างเดียวหรือเป่าคดีต่างๆ นายณัฐพงษ์กล่าวว่า “ลองถามคำถามเดียวกัน กับคนหลายๆ กลุ่มในสังคมดูก็จะได้คำตอบ”

ปชน.จวกกกต.ยับไร้ความน่าเชื่อถือ!

ที่รัฐสภา นายภัณฑิล น่วมเจิม ส.ส.กทม. พรรคประชาชน(ปชน.)แถลงถึงการตรวจสอบคดีฮั้วส.ว.ของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ในขณะนี้ว่าขอเรียกร้องให้กกต.มีมติส่งสำนวนคดีฮั้วส.ว.ให้ศาลฎีกา ได้พิจารณาต่อเพียงอย่างเดียว เนื่องจากขณะนี้ความน่าเชื่อถือของกกต.แทบไม่เหลือแล้วและยังไม่นับรวมข่าวรายวันอย่างกรณีที่กกต.ให้นายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม หรือ ดร.ณัฏฐ์ ทนายความของนายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในคดีหมิ่นประมาท น.ส.รักชนก ศรีนอก ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และยังเคยเป็นที่ปรึกษาของนายฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ กรรมการกกต.ที่เป็นคนเดินเก็บโพยส.ว.ในหน่วยออกเสียง มาเป็นพยานในคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง ซึ่งเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมานายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต.ก็จะเดินทางไปร้องเรียนดร.ณัฏฐ์ ต่อสภาทนายความ เนื่องจากเคยถูกให้ออกจากราชการในตำแหน่งอัยการที่ขอนแก่น แต่กกต.ก็ยังกลับดึงมาเป็นพยานซึ่งไม่มีความน่าเชื่อถือใดๆ

จี้ส่งสำนวนให้ศาลฎีกาฟันคดีฮั้วสว.

นายภัณฑิลกล่าวว่าเมื่อกกต.ไม่มีความน่าเชื่อถืออยู่แล้ว คดีส.ว.ที่สำนวนหลายหมื่นหน้าและหลักฐานที่ชัดเจนกกต.จึงอย่าทำตัวเป็นศาล หากมีหลักฐานอันควรเชื่อก็ต้องส่งให้ศาลวินิจฉัย เพราะขณะนี้พยานเต็มไปหมด และสำนวนก็มีเป็นหมื่นหน้า ดังนั้นกกต.จะต้องอธิบายประชาชนว่าสำนวนหมื่นหน้าเหตุใดถึงจะไม่ส่งศาลฎีกา หรือกกต.กำลังทำหน้าที่แทนศาล ซึ่งตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งส.ว.ระบุว่าหากมีหลักฐานอันควรเชื่อ ก็ให้กกต.ยื่นศาลฎีกาได้ซึ่งตามกฎหมายไม่ได้แต่งตั้งให้กกต.เป็นศาลฎีกา หรือทำหน้าที่แทนศาล

ชี้หลักฐานเพียบยังไม่เพียงพออีกหรือ

เมื่อถามกรณีที่นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการกกต.ออกมาระบุหากสำนวนคดีมีน้ำหนักก็สามารถส่งศาลฎีกาได้และกรรมการกกต.จะพิจารณาสำนวนจากอนุกรรมการชุดที่26เป็นหลักและใช้สำนวนของอนุกรรมการชุดที่ 36ประกอบนั้น นายภัณฑิล กล่าวว่านอกจากสำนวนดังกล่าวแล้ว ยังมีหลักฐานที่ฝ่ายค้านซึ่งนำโดยนายพริษฐ์ วัชระสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนในฐานะประธานวิปฝ่ายค้านได้ออกมาเปิดเผยทั้งเส้นทางการเงิน ตั๋วเครื่องบินโพยพฤติกรรมต่างๆแล้ว อยากถามว่ายังไม่เพียงพอที่จะทำให้กกต.ส่งศาลอีกหรือ หรือยังมีพยานใหม่ที่ยังไม่มีใครทราบ

“ดังนั้นถ้ากกต.จะบอกว่าหลักฐานไม่เพียงพอแล้วยังต้องการอะไรอีกขอย้ำว่ายังมีหลักฐานของนายสุบิน ซึ่งเป็นผู้ช่วยสส.ของสส.พรรคภูมิใจไทย ที่มีความเชื่อมโยงและมั่นใจว่า หากมีการตรวจสอบก็จะสาวไปถึงแม่ทัพภาคใต้ของพรรคภูมิใจไทยได้แน่นอน”นายภัณฑิล กล่าว

ขู่หากยื่นส่งศาลบางราย เจอม.157แน่

นายภัณฑิล กล่าวด้วยว่าสุดท้ายแล้วหากกกต.จะส่งสำนวนของผู้ถูกกล่าวหาในคดีฮั้วส.ว.ไปให้ศาลฎีกาพิจารณาเพียงบางรายก็จะต้องถูกฟ้องตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 แน่นอน ดังนั้นจึงขอให้กกต.ตระหนักว่าการลงมติครั้งนี้มีผลต่ออนาคต และมีหลักฐานชัดเจนที่จะต้องส่งศาลฎีกา ซึ่งหลังการลงมติของ กกต.แล้ว ก็ยังมีรัฐสภา ที่กรรมาธิการ(กมธ.)มีอำนาจในการเรียกเอกสาร และหลักฐาน ดังนั้นเรื่องจึงยังไม่จบแน่นอน เพราะทุกการลงมติและหลักฐาน จะต้องถูกตรวจสอบต่อไป

อนุทิน, ฮั้วสว., เท้ง

รัสเซียขู่อังกฤษ “เตรียมรับผล” หลังส่งโดรนให้ยูเครนโจมตีเป้าหมายในรัสเซีย

รัสเซียขู่อังกฤษ "เตรียมรับผล" หลังส่งโดรนให้ยูเครนโจมตีเป้าหมายในรัสเซีย

18 ส.ค. 2569 16:46 น.

รัสเซียขู่อังกฤษ “เตรียมรับผล” หลังส่งโดรนให้ยูเครนโจมตีเป้าหมายในรัสเซีย

สถานเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำกรุงลอนดอน ออกแถลงการณ์เตือนสหราชอาณาจักรว่าจะต้องเผชิญกับผลลัพธ์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หลังยืนยันพบยูเครนใช้โดรนสัญชาติอังกฤษยิงถล่มเป้าหมายทางทหารและอุตสาหกรรมลึกเข้าไปในดินแดนรัสเซีย

รัสเซียออกคำเตือนอย่างรุนแรงต่อสหราชอาณาจักร โดยระบุว่าอังกฤษจะต้องเผชิญ “ผลที่ตามมา” จากการจัดหาโดรนให้ยูเครน ซึ่งถูกนำไปใช้โจมตีเป้าหมายภายในดินแดนรัสเซีย พร้อมกล่าวหาว่าลอนดอนกำลังจงใจยกระดับความขัดแย้งในยูเครน

สถานเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำสหราชอาณาจักรระบุในแถลงการณ์ว่า การกระทำของอังกฤษ “ย่อมนำมาซึ่งผลที่ตามมา ซึ่งอังกฤษจะต้องรับผิดชอบ” และเตือนว่า ยิ่งอังกฤษเข้าไปมีส่วนร่วมในความขัดแย้งมากขึ้น ราคาที่ต้องจ่ายก็จะยิ่งสูงขึ้น

คำเตือนดังกล่าวมีขึ้นหลังหนังสือพิมพ์ The Times รายงานว่า โดรนที่ผลิตในอังกฤษถูกนำมาใช้เป็นครั้งแรกในการโจมตีเป้าหมายระยะไกลภายในรัสเซีย โดยแหล่งข่าวทางทหารยืนยันกับบีบีซีว่าโดรนของอังกฤษถูกใช้ในการโจมตีจริง

ยูเครนได้เพิ่มปฏิบัติการโจมตีเป้าหมายที่อยู่ลึกเข้าไปในดินแดนรัสเซียในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยมุ่งเป้าไปที่โรงกลั่นน้ำมัน โรงงานอุตสาหกรรม และศูนย์โลจิสติกส์ โดยเฉพาะคลังสินค้าของ “ไวลด์เบอร์รีส์” (Wildberries) บริษัทค้าปลีกออนไลน์รายใหญ่ของรัสเซีย ซึ่งมักถูกเปรียบว่าเป็น “แอมะซอนของรัสเซีย”

เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นของรัสเซียระบุว่า ในช่วง 2 วันที่ผ่านมา ยูเครนส่งโดรนหลายร้อยลำโจมตีพื้นที่กรุงมอสโก โดยอันเดรย์ โวโรบิยอฟ ผู้ว่าการแคว้นมอสโก กล่าวว่า มีเด็กหญิงวัย 10 ปีได้รับบาดเจ็บ และคลังสินค้าของไวลด์เบอร์รีส์ได้รับความเสียหาย

ไวลด์เบอร์รีส์ ระบุว่า ศูนย์โลจิสติกส์แห่งหนึ่งได้รับความเสียหายเล็กน้อยจากการโจมตี ขณะที่รัฐบาลยูเครนระบุว่า ศูนย์โลจิสติกส์ขนาดใหญ่ของบริษัท 7 แห่งจากทั้งหมด 10 แห่งได้รับความเสียหายหรือไม่สามารถดำเนินงานได้

แหล่งข่าวระบุว่า มีบริษัทอังกฤษ 2 แห่งที่เป็นที่รู้จักว่าเป็นผู้ผลิตโดรนที่ส่งให้ยูเครน ขณะที่การโจมตีด้วยโดรนของยูเครนสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจให้รัสเซียแล้วมากกว่า 35,000 ล้านปอนด์

อย่างไรก็ตาม กระทรวงกลาโหมอังกฤษไม่ได้ยืนยันโดยตรงว่าโดรนของอังกฤษถูกใช้ในการโจมตีครั้งล่าสุด แต่โฆษกกระทรวงกลาโหมกล่าวว่า อังกฤษจะ “ยืนเคียงบ่าเคียงไหล่” กับยูเครน

โฆษกกระทรวงกลาโหมอังกฤษระบุว่า รัสเซียไม่ควรสงสัยในความมุ่งมั่นของรัฐบาลอังกฤษที่จะต่อต้านการรุกรานของรัสเซีย ทั้งในยูเครน รวมถึงการต่อต้านการคุกคามต่ออังกฤษและชาติพันธมิตร พร้อมยืนยันว่าอังกฤษมุ่งมั่นจัดหาอุปกรณ์ที่ยูเครนต้องการเพื่อป้องกันตนเองจากการรุกรานของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน

เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา อังกฤษประกาศว่าจะจัดหาโดรนให้ยูเครน 150,000 ลำภายในสิ้นปี 2026 ภายใต้แพ็กเกจสนับสนุนมูลค่า 752 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 996 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

นอกจากโดรนที่ได้รับจากต่างประเทศแล้ว ยูเครนยังพัฒนาเทคโนโลยีโดรนและขีปนาวุธของตนเอง โดยหนึ่งในอาวุธที่ถูกนำมาใช้ในช่วงที่ผ่านมา คือขีปนาวุธร่อน FP-5 Flamingo

เจ้าหน้าที่รัสเซียระบุว่า ในการโจมตีระลอกล่าสุด มีโดรนประมาณ 620 ลำ มุ่งหน้าเข้าสู่พื้นที่โดยรอบกรุงมอสโก ระบบป้องกันภัยทางอากาศของรัสเซียสามารถทำลายโดรนได้มากกว่า 180 ลำ แต่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหลายคน

ก่อนหน้านี้ เมื่อคืนวันเสาร์ ยูเครนเปิดฉากโจมตีด้วยโดรนประมาณ 822 ลำ ไปยังเป้าหมายในรัสเซีย โดยผู้ว่าการแคว้นมอสโกระบุว่า ประมาณ 600 ลำมุ่งหน้าไปยังกรุงมอสโก และเรียกเหตุการณ์ดังกล่าวว่าเป็นหนึ่งในการโจมตีด้วยโดรนครั้งใหญ่ที่สุดในช่วงเวลาที่ผ่านมา โดยมีรายงานผู้เสียชีวิต 7 คนทั่วรัสเซีย

กระทรวงการต่างประเทศรัสเซียเคยกล่าวในปี 2024 ว่า โดรนที่ใช้ชิ้นส่วนและระบบจากอังกฤษถูกนำมาใช้โจมตีดินแดนรัสเซีย รวมถึงโจมตีคลังเชื้อเพลิงในเขตคาเมนสกี แคว้นรอสตอฟ

รัสเซียยังเคยเตือนอังกฤษหลายครั้งเกี่ยวกับการจัดหาเทคโนโลยีโดรนและขีปนาวุธ Storm Shadow ให้ยูเครน แต่ในแถลงการณ์ล่าสุด สถานทูตรัสเซียไม่ได้ระบุรายละเอียดว่ามอสโกกำลังพิจารณามาตรการตอบโต้ในรูปแบบใด

การโจมตีลึกเข้าไปในดินแดนรัสเซียเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่รัสเซียเปิดฉากโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนครั้งใหญ่ต่อยูเครน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 17 คน

ที่หมู่บ้านเปเชนีฮี ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของยูเครน เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นระบุว่า มีผู้เสียชีวิต 10 คน หลังขีปนาวุธรัสเซีย 2 ลูกโจมตีบ้านเรือน ร้านกาแฟ และที่ทำการไปรษณีย์ ขณะที่มีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 17 คนในแคว้นคาร์คิฟ

นอกจากนี้ มีรายงานผู้เสียชีวิตในเมืองซูมี 3 คน เมืองซาปอริซเซีย 2 คน และเมืองเคอร์ซอนอีก 2 คน ส่วนเมืองอีเซียมใกล้แนวหน้าทางตะวันออก มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 5 คน และกรุงเคียฟเผชิญการโจมตีถึง 5 ระลอกในช่วงข้ามคืน

นับตั้งแต่รัสเซียเปิดฉากการรุกรานยูเครนเต็มรูปแบบในเดือนกุมภาพันธ์ 2022 มอสโกได้เตือนอังกฤษและชาติพันธมิตรตะวันตกซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า การสนับสนุนยูเครน รวมถึงการส่งมอบอาวุธและยุทโธปกรณ์ อาจนำไปสู่มาตรการตอบโต้จากรัสเซีย และเพิ่มความเสี่ยงที่ความขัดแย้งจะขยายวงไปสู่การเผชิญหน้าโดยตรงระหว่างรัสเซียกับชาติตะวันตก.

ที่มา BBC / Reuters

ปธน.ไต้หวันแจกเงินสดถ้วนหน้า 10,000 บาทปีหน้า อานิสงส์เศรษฐกิจ AI โตสูงสุดรอบ 39 ปี

ปธน.ไต้หวันแจกเงินสดถ้วนหน้า 10,000 บาทปีหน้า อานิสงส์เศรษฐกิจ AI โตสูงสุดรอบ 39 ปี

18 ส.ค. 2569 16:12 น.

ปธน.ไต้หวันแจกเงินสดถ้วนหน้า 10,000 บาทปีหน้า อานิสงส์เศรษฐกิจ AI โตสูงสุดรอบ 39 ปี

ประธานาธิบดีไล่ ชิงเต๋อ ผู้นำไต้หวัน ประกาศแผนจัดสรรงบประมาณปี 2027 แจกเงินสดถ้วนหน้าคนละ 10,000 ดอลลาร์ไต้หวัน หรือประมาณ 10,000 บาท เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกคนได้มีส่วนร่วมรับ “เงินปันผลจาก AI” จากอานิสงส์การเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างแข็งแกร่งที่คาดว่าจะพุ่งสูงที่สุดในรอบ 39 ปี พร้อมตั้งงบกลาโหมทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์ไต้หวันเป็นครั้งแรก

ประธานาธิบดี ไล่ ชิงเต๋อ ของไต้หวัน ประกาศเมื่อวันจันทร์ (17 ส.ค.) ว่า รัฐบาลจะบรรจุโครงการแจกเงินสดให้ประชาชนทุกคนคนละ 10,000 ดอลลาร์ไต้หวัน หรือประมาณ 10,000 บาท ในงบประมาณรัฐบาลกลางปี 2027 เพื่อให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในผลประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจ หลังเศรษฐกิจไต้หวันขยายตัวอย่างแข็งแกร่งจากความต้องการสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI

ไล่เปิดเผยเรื่องดังกล่าวที่ทำเนียบประธานาธิบดีในนครไทเป หลังได้รับรายงานเกี่ยวกับร่างงบประมาณรัฐบาลกลางปีหน้าเป็นครั้งที่ 2 โดยระบุว่า รัฐบาลจะเพิ่มรายจ่าย 235,700 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน หรือประมาณ 7,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อรองรับการแจกเงินสด โดยยังคงรักษาสมดุลงบประมาณและไม่จำเป็นต้องก่อหนี้ใหม่เพิ่มเติม

ประธานาธิบดีไต้หวันกล่าวว่า รัฐบาลตัดสินใจเพิ่มงบประมาณเพื่อแจกเงินคนละ 10,000 ดอลลาร์ไต้หวัน เพื่อให้ประชาชนทุกคนสามารถได้รับประโยชน์จากสิ่งที่เขาเรียกว่า “เงินปันผลจาก AI” โดยแต่ละบุคคลและครอบครัวจะสามารถตัดสินใจได้เองว่าจะนำเงินไปใช้ด้านใด เช่น การศึกษา การดูแลผู้สูงอายุ ค่าใช้จ่ายในครัวเรือน หรือการจับจ่ายที่ช่วยสนับสนุนธุรกิจในท้องถิ่น

อย่างไรก็ตาม ทำเนียบประธานาธิบดียังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้มีสิทธิได้รับเงิน วิธีการจ่ายเงิน หรือกำหนดเวลาที่จะเริ่มแจกเงิน

ไต้หวันเคยดำเนินโครงการแจกเงินสดคนละ 10,000 ดอลลาร์ไต้หวัน มาแล้วในปี 2025 ภายใต้งบประมาณพิเศษ ซึ่งส่วนหนึ่งมีเป้าหมายช่วยประชาชนรับมือผลกระทบจากภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และภาวะเงินเฟ้อ โดยผู้มีสิทธิในครั้งนั้นครอบคลุมทั้งชาวไต้หวัน ผู้มีถิ่นพำนักถาวรชาวต่างชาติ และคู่สมรสชาวต่างชาติของพลเมืองไต้หวันที่มีใบอนุญาตพำนัก

การประกาศครั้งล่าสุดมีขึ้นหลังสำนักงานงบประมาณ บัญชี และสถิติของไต้หวันปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจปี 2026 เป็น 11.05% จากเดิม 9.64% เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

ไล่ระบุว่า เศรษฐกิจไต้หวันขยายตัว 14.15% ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ และคาดว่าอัตราการเติบโตตลอดทั้งปีจะทำสถิติสูงสุดในรอบ 39 ปี โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากความต้องการทั่วโลกที่เพิ่มขึ้นสำหรับเทคโนโลยี AI ระบบประมวลผลสมรรถนะสูง หรือ HPC และบริการคลาวด์ ส่งผลให้คำสั่งซื้อ การส่งออก และการลงทุนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร รวมถึงห่วงโซ่การผลิตของไต้หวันเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม ไล่เตือนว่าผลประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจไม่ได้กระจายไปถึงประชาชนทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียมกัน เนื่องจากประชาชนจำนวนมากยังทำงานอยู่ในภาคบริการ อุตสาหกรรมดั้งเดิม และธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งไม่ได้รับประโยชน์โดยตรงจากการเติบโตของอุตสาหกรรมเทคโนโลยี

นอกจากมาตรการแจกเงินสดแล้ว รัฐบาลไต้หวันกำหนดนโยบายสำคัญสำหรับปี 2027 อีก 5 ด้าน ได้แก่ การสนับสนุนครอบครัว การเสริมสร้างความมั่นคงและการป้องกันประเทศ การพัฒนาเทคโนโลยี การเร่งโครงการโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะ และการเพิ่มเงินสนับสนุนให้รัฐบาลท้องถิ่น

รัฐบาลเตรียมจัดสรรงบประมาณ 373,000 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน สำหรับมาตรการสนับสนุนครอบครัว ขณะที่งบประมาณด้านกลาโหมทั้งหมด ซึ่งรวมทั้งงบประมาณประจำปีและงบประมาณพิเศษ จะเพิ่มขึ้นเป็น 1.1225 ล้านล้านดอลลาร์ไต้หวัน เป็นครั้งแรกที่งบกลาโหมของไต้หวันทะลุระดับ 1 ล้านล้านดอลลาร์ไต้หวัน และคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 3% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP

นายไล่กล่าวว่า เป้าหมายของรัฐบาลคือการดูแลประชาชนทุกคนและทำให้ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมกับผลประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจ พร้อมสั่งให้คณะรัฐมนตรีเดินหน้าจัดเตรียมร่างงบประมาณตามกำหนด และหวังว่าสภานิติบัญญัติจะพิจารณางบประมาณตามกรอบเวลาที่กำหนด

คำเรียกร้องดังกล่าวมีขึ้นเพียง 3 วันหลังจากสภานิติบัญญัติซึ่งฝ่ายค้านครองเสียงข้างมากผ่านงบประมาณรัฐบาลกลางปี 2026 หลังเกิดความล่าช้าเป็นประวัติการณ์

พรรคก๊กมินตั๋ง หรือ KMT และพรรคประชาชนไต้หวัน หรือ TPP ซึ่งครองเสียงข้างมากร่วมกันในสภา ได้ตัดลดงบประมาณจากข้อเสนอของรัฐบาลไป 48,000 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน ก่อนอนุมัติวงเงินรายจ่ายรวม 2.9869 ล้านล้านดอลลาร์ไต้หวัน.

ที่มา Focus Taiwan / The Taipei Times

แรงงานไทยเจ็บ 6 ราย ระเบิดเก่าเกิดระเบิดกลางสวนผลไม้อิสราเอล

แรงงานไทยเจ็บ 6 ราย ระเบิดเก่าเกิดระเบิดกลางสวนผลไม้อิสราเอล

18 ส.ค. 2569 15:29 น.

แรงงานไทยเจ็บ 6 ราย ระเบิดเก่าเกิดระเบิดกลางสวนผลไม้อิสราเอล

แรงงานไทย 6 คนได้รับบาดเจ็บจากเหตุวัตถุระเบิดที่ยังไม่เคยถูกเก็บกู้ เกิดระเบิดขึ้นในสวนผลไม้ใกล้เมืองเมทูลา ทางตอนเหนือของอิสราเอลติดชายแดนเลบานอน เบื้องต้นมี 2 คนอาการสาหัส ขณะที่ตำรวจเร่งสอบสวนที่มาของวัตถุระเบิดเก่า

สื่ออิสราเอลรายงานว่า แรงงานไทย 6 คนได้รับบาดเจ็บจากเหตุวัตถุระเบิดเก่า ที่เกิดระเบิดขึ้นภายในพื้นที่เกษตรกรรมใกล้เมืองเมทูลา ทางตอนเหนือของอิสราเอล บริเวณชายแดนติดกับเลบานอน เมื่อช่วงเช้าวันอังคาร (18 ส.ค.)

เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยแพทย์ฉุกเฉินอิสราเอลระบุว่า ได้รับแจ้งเหตุระเบิดในสวนผลไม้ใกล้เมืองเมทูลา เมื่อเวลา 06.52 น. ตามเวลาท้องถิ่น ก่อนส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบพื้นที่ และประสานหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดเข้าดำเนินการ

แรงงานไทยทั้ง 6 คนได้รับบาดเจ็บและถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล ศูนย์การแพทย์ซิฟ ในเมืองซาเฟด โดยในจำนวนนี้มี 2 คนได้รับบาดเจ็บสาหัส และอีก 1 คนได้รับบาดเจ็บปานกลาง ส่วนอีก 3 คนอยู่ระหว่างการรักษาที่แผนกฉุกเฉิน

ศาสตราจารย์อวิรัม นิสซาน ผู้อำนวยการแผนกศัลยกรรมของศูนย์การแพทย์ซิฟ เปิดเผยว่า หนึ่งในผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสถูกนำตัวเข้าห้องผ่าตัดอย่างเร่งด่วน ขณะที่ผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสอีกคนกำลังเข้ารับการตรวจด้วยเครื่องมือวินิจฉัย เพื่อประเมินอาการและวางแนวทางรักษาต่อไป

หน่วยบริการการแพทย์ฉุกเฉิน มาเกน เดวิด อดอม ระบุว่า เมื่อทีมแพทย์ไปถึงที่เกิดเหตุ พบผู้บาดเจ็บยังรู้สึกตัว แต่มีบาดแผลตามร่างกาย เจ้าหน้าที่ได้คัดแยกผู้บาดเจ็บ ห้ามเลือด ให้ยา และปฐมพยาบาลเบื้องต้น ก่อนร่วมกับทีมแพทย์ของกองทัพอิสราเอลลำเลียงผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลทั้งทางเฮลิคอปเตอร์และรถพยาบาล

สภาท้องถิ่นเมืองเมทูลาระบุว่า เหตุระเบิดเกิดขึ้นในสวนเนกทารีนใกล้เมือง และเบื้องต้นคาดว่าเกิดจาก วัตถุระเบิดที่ยังไม่ทำงานหรือยังไม่ถูกเก็บกู้ ซึ่งตกค้างอยู่ในพื้นที่และไม่เคยถูกตรวจพบหรือทำให้ปลอดภัยมาก่อน

เบื้องต้นยังไม่สามารถระบุได้ว่าวัตถุระเบิดดังกล่าวมาจากฝ่ายใด หรือถูกทิ้งไว้ตั้งแต่ช่วงใด โดยตำรวจอิสราเอลได้เริ่มสอบสวนเพื่อหาสาเหตุและที่มาของเหตุระเบิด

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังการสู้รบเป็นเวลานานตามแนวชายแดนตอนเหนือของอิสราเอล ทำให้มีวัตถุระเบิดและเศษซากจากอาวุธตกค้างในหลายพื้นที่ เจ้าหน้าที่เตือนประชาชน ห้ามสัมผัสเศษสะเก็ดระเบิด เศษชิ้นส่วนจากการสกัดกั้นจรวด หรือวัตถุต้องสงสัยใด ๆ ที่พบในพื้นที่ และให้ถอยห่างพร้อมแจ้งตำรวจทันที

สภาท้องถิ่นเมทูลาระบุว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ถือเป็นเหตุการณ์ด้านความมั่นคง และการดำเนินกิจกรรมตามปกติภายในเมืองยังคงดำเนินต่อไป

ทั้งนี้ มีรายงานข้อมูลจำนวนผู้บาดเจ็บจากหน่วยงานในพื้นที่แตกต่างกันเล็กน้อย โดยสภาท้องถิ่นเมทูลาระบุในช่วงแรกว่ามีผู้บาดเจ็บ 5 คน ขณะที่ MDA รายงานว่ามีผู้บาดเจ็บ 6 คน แต่ยังไม่มีการชี้แจงสาเหตุของความแตกต่างดังกล่าวอย่างชัดเจน

ขณะเดียวกัน สื่ออาหรับรายงานว่า เกิดการโจมตีทางอากาศ 4 ครั้งในช่วงข้ามคืนต่อฐานทัพอาบู อัล-ดูฮูร์ ในพื้นที่ชนบททางตะวันออกของจังหวัดอิดลิบ ประเทศซีเรีย โดยรายงานระบุว่าอิสราเอลอาจเป็นผู้โจมตี หากได้รับการยืนยัน เหตุการณ์ดังกล่าวจะถือเป็นการกลับมาโจมตีเป้าหมายในซีเรียของกองทัพอิสราเอล หลังจากไม่มีรายงานการโจมตีในลักษณะดังกล่าวเป็นเวลานาน อย่างไรก็ตาม กองทัพอิสราเอลยังไม่แสดงความคิดเห็นต่อรายงานนี้

นอกจากนี้ สื่อเลบานอนรายงานว่า อิสราเอลยังโจมตีพื้นที่หมู่บ้านอัล-มันซูรีและเดียร์ เซอร์ยาน ทางตอนใต้ของเลบานอน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีกิจกรรมทางทหารของอิสราเอลเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน เมื่อช่วงเช้าวันอังคาร มีการยิงขีปนาวุธสกัดกั้นจากพื้นที่กาลิลีตะวันตกของอิสราเอล โดยเบื้องต้นคาดว่าอาจเป็นการยิงตอบสนองต่อเป้าหมายที่ระบุผิดพลาด และยังไม่มีรายงานรายละเอียดเพิ่มเติม.

ที่มา Times of Israel / Ynet News / Jerusalem Post

ศรีลังกาผ่าตัด “นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ” หนัก 3.1 กก. จากชายวัย 55 ปี เชื่อใหญ่ที่สุดในโลก (คลิป)

ศรีลังกาผ่าตัด "นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ" หนัก 3.1 กก. จากชายวัย 55 ปี เชื่อใหญ่ที่สุดในโลก (คลิป)

18 ส.ค. 2569 14:38 น.

ศรีลังกาผ่าตัด “นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ” หนัก 3.1 กก. จากชายวัย 55 ปี เชื่อใหญ่ที่สุดในโลก (คลิป)

ทีมศัลยแพทย์ประจำโรงพยาบาลทั่วไปเขตตรินโคมาลี ประเทศศรีลังกา ประสบความสำเร็จในการผ่าตัดนำก้อนนิ่วขนาดใหญ่ยักษ์น้ำหนักถึง 3.1 กิโลกรัม ออกจากกระเพาะปัสสาวะของผู้ป่วย เผยมีขนาดใหญ่และหนักเทียบเท่าทารกแรกเกิด และคาดว่าเป็นก้อนนิ่วในกระเพาะปัสสาวะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกเท่าที่มีการบันทึกไว้

ทีมศัลยแพทย์จากโรงพยาบาลทั่วไปเขตตรินโคมาลี ทางตะวันออกของศรีลังกา ประสบความสำเร็จในการผ่าตัดนำก้อนนิ่วในกระเพาะปัสสาวะขนาดใหญ่ผิดปกติ น้ำหนักถึง 3.1 กิโลกรัม ออกจากร่างกายผู้ป่วย โดยแพทย์ระบุว่า จากข้อมูลที่มีอยู่ ก้อนนิ่วดังกล่าวอาจเป็นก้อนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกและผ่าตัดนำออก

การผ่าตัดเกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยมี นพ.ปรากาลาธาน บาลากริชนัน  ศัลยแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะ เป็นผู้นำทีมแพทย์

ผู้ป่วยเป็นชายวัย 55 ปี ซึ่งเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลหลังมีอาการโรคหลอดเลือดสมอง แต่ระหว่างการรักษาแพทย์สังเกตว่าผู้ป่วยมีปัญหาในการปัสสาวะ จึงตรวจเพิ่มเติมและพบก้อนนิ่วขนาดมหึมาอยู่ภายในกระเพาะปัสสาวะ

ระหว่างการผ่าตัด แพทย์สามารถนำก้อนนิ่วออกมาได้สำเร็จ โดยก้อนนิ่วมีน้ำหนักประมาณ 3.1 กิโลกรัม ซึ่งใกล้เคียงกับน้ำหนักของทารกครบกำหนดคลอดหนึ่งคน และมีขนาดใกล้เคียงกับไข่นกกระจอกเทศ โดยมีความยาวประมาณ 17 เซนติเมตร

นพ.บาลากริชนันเปิดเผยว่า จากข้อมูลที่มีอยู่ในปัจจุบัน ก้อนนิ่วดังกล่าวน่าจะเป็น นิ่วในกระเพาะปัสสาวะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกและนำออกด้วยการผ่าตัด แพทย์ระบุว่า ผู้ป่วยมีอาการดีมากหลังการผ่าตัด และยังคงพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล เพื่อรับการรักษาอาการป่วยอื่น ๆ โดยคาดว่าจะสามารถออกจากโรงพยาบาลได้ภายในไม่กี่วัน

ทีมแพทย์ประเมินว่า ก้อนนิ่วขนาดใหญ่นี้น่าจะสะสมอยู่ในกระเพาะปัสสาวะของผู้ป่วยมานานประมาณ 5-10 ปี

นิ่วในกระเพาะปัสสาวะเกิดจากแร่ธาตุที่อยู่ในปัสสาวะตกผลึกและรวมตัวกันจนกลายเป็นก้อนแข็ง มักเกิดขึ้นเมื่อกระเพาะปัสสาวะไม่สามารถขับปัสสาวะออกได้หมด ทำให้มีปัสสาวะเข้มข้นตกค้างอยู่ภายใน และเพิ่มโอกาสที่แร่ธาตุจะตกผลึกเป็นนิ่ว

นิ่วขนาดเล็กมาก ซึ่งอาจมีขนาดใกล้เคียงเม็ดทราย สามารถถูกขับออกจากร่างกายได้เอง แต่หากนิ่วมีขนาดใหญ่กว่า 1 เซนติเมตร อาจขัดขวางการไหลของปัสสาวะและจำเป็นต้องได้รับการรักษาทางการแพทย์ ขณะที่นิ่วที่มีขนาดใหญ่กว่า 4 เซนติเมตร ถือว่าเป็นนิ่วขนาดยักษ์

ก่อนหน้านี้ ตามข้อมูลของกินเนสส์ บุ๊ก นิ่วในกระเพาะปัสสาวะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดที่มีการบันทึกไว้ ถูกนำออกจากผู้ป่วยในประเทศบราซิลเมื่อปี 2003 มีน้ำหนัก 1.9 กิโลกรัม และมีความยาว 17.9 เซนติเมตร

หากการตรวจสอบข้อมูลยืนยันผลดังกล่าว ก้อนนิ่วที่ทีมแพทย์ศรีลังกานำออก ซึ่งมีน้ำหนัก 3.1 กิโลกรัม และยาวประมาณ 17 เซนติเมตร จะมีน้ำหนักมากกว่าสถิติเดิมเกือบ 1.6 เท่า

โรงพยาบาลทั่วไปเขตตรินโคมาลีระบุว่า ความสำเร็จครั้งนี้สะท้อนถึงความเชี่ยวชาญของทีมแพทย์ ศัลยแพทย์ และบุคลากรสนับสนุน รวมถึงศักยภาพของระบบสาธารณสุขของศรีลังกาในการรับมือกับกรณีทางการแพทย์ที่มีความซับซ้อนสูง.

ที่มา BBC / Newsfirst.lk Sri Lanka