แอนิเมชันจีนทุนต่ำ “Niu Lai” ดังเพราะห่วย กลายเป็นหนังม้ามืดโกยรายได้ทะลุ 14.9 ล้านหยวน

แอนิเมชันจีนทุนต่ำ "Niu Lai" ดังเพราะห่วย กลายเป็นหนังม้ามืดโกยรายได้ทะลุ 14.9 ล้านหยวน

18 ส.ค. 2569 13:12 น.

แอนิเมชันจีนทุนต่ำ “Niu Lai” ดังเพราะห่วย กลายเป็นหนังม้ามืดโกยรายได้ทะลุ 14.9 ล้านหยวน

ภาพยนตร์แอนิเมชันจีนทุนต่ำเรื่อง “Niu Lai” หรือ “วัวมาแล้ว” กลายเป็นปรากฏการณ์ฮิตแบบเหนือความคาดหมาย หลังผู้ชมแห่แชร์และล้อเลียนคุณภาพของภาพและเนื้อเรื่องที่ดูแปลกประหลาด จนกระแส “แย่จนกลายเป็นดี” ผลักดันยอดขายตั๋วจากไม่ถึง 8,000 หยวนในช่วง 10 วันแรก สู่รายได้มากกว่า 14.9 ล้านหยวน และขึ้นมาแข่งขันกับภาพยนตร์ฮอลลีวูดฟอร์มยักษ์บนตารางรายได้ในจีน

ภาพยนตร์แอนิเมชันทุนต่ำของจีนเรื่อง “Niu Lai” ซึ่งแปลว่า “วัวมาแล้ว” กลายเป็นหนังม้ามืดประจำฤดูร้อนของจีน หลังได้รับความสนใจอย่างถล่มทลายจากโลกออนไลน์ แม้เดิมแทบไม่มีใครรู้จัก และมีคุณภาพงานแอนิเมชันที่ถูกผู้ชมวิจารณ์อย่างหนัก

“Niu Lai” เป็นภาพยนตร์ความยาว 86 นาที เล่าเรื่องลูกวัวแรกเกิดกับนกจาบคาที่พัฒนาความสัมพันธ์กันผ่านเหตุการณ์ในโลกแห่งความฝันที่มีลักษณะเป็นนามธรรม ภาพยนตร์เข้าฉายในจีนเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม และในช่วง 10 วันแรกทำรายได้เพียงประมาณ 7,700 หยวน โดยมีผู้ซื้อตั๋วทั่วประเทศไม่ถึง 300 คน

ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่มีการจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ก่อนฉาย ไม่มีการโปรโมตล่วงหน้า และไม่มีแม้แต่ตัวอย่างภาพยนตร์ แต่กระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับเนื้อเรื่องที่สับสนและภาพแอนิเมชันที่ดูหยาบ กลับทำให้เกิดการแชร์คลิปและมีมบนสื่อสังคมออนไลน์อย่างรวดเร็ว

จากนั้นผู้ชมจำนวนมากเริ่มเดินทางไปโรงภาพยนตร์เพื่อพิสูจน์ด้วยตัวเองว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้ “แย่แค่ไหน” จนยอดขายตั๋วพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว เว็บไซต์ติดตามรายได้ภาพยนตร์ Mao Yan ระบุว่า ปัจจุบัน “Niu Lai” ทำรายได้มากกว่า 14.9 ล้านหยวน และกลายเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่ทำรายได้โดดเด่นของปีนี้

ผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์บางส่วนถึงกับยกให้ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็น “ยาแก้” กระแสคอนเทนต์ที่สร้างโดยปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ซึ่งกำลังแพร่หลายในโลกออนไลน์ โดยชื่นชมความเป็นงาน “ทำด้วยมือ” ของภาพยนตร์ แม้คำดังกล่าวจะเป็นการประชดคุณภาพแอนิเมชันที่ดูหยาบและล้าสมัยก็ตาม

ผู้ชมรายหนึ่งเขียนบนเว่ยป๋อว่า “นี่คือฝีมือการทำงานที่จริงจังมาก” ขณะที่อีกรายเรียกภาพยนตร์เรื่องนี้ว่า “งานทำมืออย่างแท้จริง” และยกให้เป็น “หนังม้ามืดที่ใหญ่ที่สุด” ของฤดูกาลภาพยนตร์ฤดูร้อน

กระแสความนิยมยังเชื่อมโยงไปถึงตลาดหุ้นจีน เนื่องจากคำว่า “วัว” มีความหมายเชื่อมโยงกับแนวคิดตลาดหุ้นขาขึ้นในภาษาจีน ผู้ใช้รายหนึ่งโพสต์ว่า หากดัชนีตลาดหุ้นแตะระดับ 4,000 จุดในวันรุ่งขึ้น จะเดินทางไปโรงภาพยนตร์เพื่อสนับสนุนภาพยนตร์เรื่องนี้

เดิม “Niu Lai” เป็นผลงานขนาดเล็กที่สร้างโดยคนเพียง 2 คน ใช้เวลาผลิตนานถึง 5 ปี โดยผู้สร้างทั้งสองทำหน้าที่ทั้งเขียนบท กำกับ พากย์เสียง และอำนวยการสร้าง และมีรายงานว่าเป็นทีมแม่ลูก ภาพยนตร์จึงแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากแอนิเมชันจีนทุนสูงที่มีภาพสวยงามและเทคนิคอลังการ ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

เมื่อความต้องการชมเพิ่มขึ้น โรงภาพยนตร์หลายแห่งจึงเพิ่มรอบฉาย แม้ภาพยนตร์จะไม่มีโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์อย่างเป็นทางการ เจ้าหน้าที่โรงภาพยนตร์บางแห่งถึงกับวาดโปสเตอร์ขึ้นเองเพื่อดึงดูดผู้ชม

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของ “Niu Lai” ไม่ได้ได้รับการต้อนรับจากทุกฝ่าย สำนักข่าวปักกิ่งนิวส์ ซึ่งเป็นสื่อของรัฐ วิจารณ์ว่าโรงภาพยนตร์อาจ “สูญเสียความไว้วางใจจากผู้ชม” หากยังคงเพิ่มรอบฉายภาพยนตร์ที่มีคุณภาพต่ำ พร้อมเรียกร้องให้โรงภาพยนตร์ทำหน้าที่เป็น “ผู้คัดกรอง” และปฏิเสธภาพยนตร์ที่เห็นได้ชัดว่าไม่ผ่านมาตรฐาน แทนที่จะปล่อยให้ภาพยนตร์ลักษณะนี้ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย

ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมภาพยนตร์รายหนึ่ง ซึ่งไม่เปิดเผยชื่อ มองว่า “Niu Lai” มีความโดดเด่นตรงที่ “แย่ในแทบทุกองค์ประกอบเท่าที่จะจินตนาการได้” ทั้งเรื่องราว เทคนิคพิเศษ และองค์ประกอบต่าง ๆ ของภาพยนตร์ แต่ความย้อนแย้งนี้เองกลับกลายเป็นสิ่งที่ดึงดูดความอยากรู้อยากเห็นของผู้ชม

เขายังมองว่า ความสำเร็จของภาพยนตร์เรื่องนี้อาจสร้างความอับอายให้กับอุตสาหกรรมภาพยนตร์จีน เพราะความนิยมเกิดขึ้นจากการที่ผู้ชมมองว่าภาพยนตร์ “แย่จนดี” มากกว่าจะเป็นเพราะคุณภาพของผลงาน ขณะที่ผู้ชมอีกส่วนกลับมองว่ากระแส “Niu Lai” เป็นปฏิกิริยาสนุก ๆ ต่อภาพยนตร์ทุนสูงและคอนเทนต์ที่สร้างโดย AI ซึ่งกำลังครองพื้นที่บนโลกออนไลน์ในปัจจุบัน.

ที่มา BBC / Guardian

จีนจัดพิธีศพอดีตนายกฯ “จู หรงจี” คุมเข้มการไว้อาลัยสาธารณะ

จีนจัดพิธีศพอดีตนายกฯ "จู หรงจี" คุมเข้มการไว้อาลัยสาธารณะ

18 ส.ค. 2569 12:46 น.

จีนจัดพิธีศพอดีตนายกฯ “จู หรงจี” คุมเข้มการไว้อาลัยสาธารณะ

ทางการจีนจัดพิธีฌาปนกิจอดีตนายกรัฐมนตรี “จู หรงจี” ในกรุงปักกิ่งอย่างเป็นทางการ โดยมีการลดธงครึ่งเสาและเพิ่มการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ขณะที่โลกออนไลน์กลับถูกเซ็นเซอร์การไว้อาลัยอย่างหนัก หลังเกิดกระแสถวิลหาอดีตยุคเศรษฐกิจรุ่งเรืองและความมีเสรีภาพ ซึ่งถูกมองว่าเป็นสะท้อนการวิพากษ์วิจารณ์การบริหารของรัฐบาลปัจจุบันภายใต้การนำของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง

สถานที่ราชการหลายแห่งทั่วประเทศจีนได้ลดธงลงครึ่งเสาเพื่อเป็นการไว้อาลัยต่อการจากไปของ นายจู หรงจี อดีตนายกรัฐมนตรีผู้เป็นกำลังสำคัญในการปฏิรูปเศรษฐกิจจีน ซึ่งเสียชีวิตลงด้วยโรคชราในวัย 97 ปี โดยพิธีฌาปนกิจจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายในกรุงปักกิ่ง และไม่มีการถ่ายทอดสดภาพพิธีการผ่านสื่อกระแสหลัก ท่ามกลางการตรึงกำลังของรถตำรวจและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยทั่วใจกลางเมืองหลวง

สื่อรัฐบาลจีนได้ยกย่องนายจู หรงจี ว่าเป็น “สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ที่โดดเด่น” และเป็น “นักสู้คอมมิวนิสต์ที่ซื่อสัตย์และผ่านการพิสูจน์ตามกาลเวลา” โดยนายจู ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีระหว่างปี 1998 ถึง 2003 และเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ทั้งการเปิดรับระบบตลาด การนำจีนเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) ในปี 2001 ตลอดจนการฝ่าวิกฤตการเงินเอเชียในช่วงปลายยุค 1990

แม้มวลชนจะร่วมไว้อาลัย แต่การเซ็นเซอร์ในโลกออนไลน์ของจีนกลับทำงานอย่างหนัก โดยมีการลบโพสต์และบทความที่พูดถึงอดีตนายกรัฐมนตรีผู้นี้ เช่น บทความของ จ้าว เจียน นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดัง ที่บรรยายถึงยุคของจู หรงจี ว่าเป็นช่วงเวลาที่แม้คนจะยังยากจนแต่ก็มองเห็นอนาคตที่ชัดเจน ไม่มีความกังวลจากโลกโซเชียล และสามารถพูดในสิ่งที่คิดได้จริงๆ ซึ่งบทความดังกล่าวถูกลบออกจากแพลตฟอร์ม WeChat เพียงหนึ่งวันหลังเผยแพร่

พรรคคอมมิวนิสต์จีนหวาดเกรงกระแสการแสดงความเสียใจต่อการจากไปของผู้นำระดับสูงมาโดยตลอด เนื่องจากในอดีต การถึงแก่อสัญกรรมของอดีตนายกรัฐมนตรี โจว เอินไหล ในปี 1976 และอดีตเลขาธิการพรรค หู เหยาปัง ในปี 1989 ได้กลายเป็นจุดชนวนความหวังและการประท้วงใหญ่ระดับประเทศ

การถึงแก่อสัญกรรมของ นายจู หรงจี เกิดขึ้นตามหลังการถึงแก่อสัญกรรมของอดีตประธานาธิบดี เจียง เจ๋อหมิน ซึ่งเสียชีวิตเมื่อปี 2022 ทำให้เกิดกระแสถวิลหาอดีตในกลุ่มชาวจีนจำนวนมากที่โหยหายุคสมัยแห่งการเปิดกว้าง การเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดด และสไตล์การบริหารงานที่ตรงไปตรงมา ตรงข้ามกับสไตล์การเมืองที่เคร่งครัดและวางบทบาทอย่างระมัดระวังในปัจจุบัน

นายจู หรงจี เป็นที่จดจำจากบุคลิกที่พูดจาตรงไปตรงมา ไม่เกรงกลัวใคร และมีอารมณ์ขันแบบนุ่มลึก โดยครั้งหนึ่งเขาเคยเรียกนายธนาคารที่ทุจริตว่า “พวกสมองขี้เลื่อย” และเคยกล่าวเปรียบเทียบเขื่อนกั้นน้ำในแม่น้ำแยงซีว่า “บอบบางเหมือนกากเต้าหู้” นอกจากนี้ยังมีคลิปและภาพถ่ายของเขากับ เจียง เจ๋อหมิน ที่พูดคุยกันอย่างเปิดเผยถูกส่งต่อในโซเชียลมีเดีย พร้อมคำสรรเสริญว่า “พวกเขากล้าพูดความจริง รับผิดชอบหน้าที่ และทำเพื่อประชาชนอย่างเต็มที่”

การจากไปของสองผู้นำยุคปฏิรูปเป็นการปิดฉากยุคแห่งการส่งเสริมภาคเอกชนและการสร้างความมั่งคั่งอย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งแตกต่างจากแนวทางของ ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ที่เน้นการควบคุมจากศูนย์กลาง เสริมความแข็งแกร่งของภาครัฐ และมุ่งเน้นพึ่งพาตนเองทางเทคโนโลยี

ในพิธีรำลึกครบรอบชาตกาลของ เจียง เจ๋อหมิน เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (17 ส.ค.) ประธานาธิบดีสี ได้กล่าวสุนทรพจน์เตือนให้พรรคคอมมิวนิสต์ “ตระหนักถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้น และเตรียมพร้อมรับมือกับพายุลูกใหญ่” พร้อมทั้งพยายามผนวกประวัติศาสตร์ของผู้นำรุ่นก่อนให้เป็นเนื้อเดียวกับแนวทางบริหารของเขาในปัจจุบัน

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ประชาชนกำลังเปรียบเทียบยุคสมัยเนื่องจากปัจจุบันจีนกำลังเผชิญปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัว ตลาดอสังหาริมทรัพย์ซบเซา และอัตราการว่างงานของวัยรุ่นที่สูงขึ้น ทำให้ความมั่นคงในชีวิตที่เคยเชื่อว่า “หากขยันทำงานแล้วชีวิตจะดีขึ้น” ได้สูญหายไป นำมาซึ่งความรู้สึกอ้างว้างของคนรุ่นปัจจุบันแม้จะห้อมล้อมไปด้วยตึกสูงและวัตถุที่ทันสมัยก็ตาม.

ที่มา BBC

ฟ้าผ่าคลังก๊าซธรรมชาติเหลวรัฐโอคลาโฮมา ไฟลุกลาม 3 ถัง ไร้ผู้บาดเจ็บ

ฟ้าผ่าคลังก๊าซธรรมชาติเหลวรัฐโอคลาโฮมา ไฟลุกลาม 3 ถัง ไร้ผู้บาดเจ็บ

18 ส.ค. 2569 12:14 น.

ฟ้าผ่าคลังก๊าซธรรมชาติเหลวรัฐโอคลาโฮมา ไฟลุกลาม 3 ถัง ไร้ผู้บาดเจ็บ

เกิดเหตุเพลิงไหม้ถังเก็บผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่คลังก๊าซธรรมชาติเหลว ของบริษัท เอ็กซ์พลอเรอร์ ไพพ์ไลน์ ในเมืองเกลนพูล รัฐโอคลาโฮมา สหรัฐฯ หลังคาดว่าถูกฟ้าผ่า ทำให้ไฟลุกลามไปยังถังเก็บ 3 ใบ เจ้าหน้าที่เกือบ 50 นายระดมกำลังควบคุมสถานการณ์ ขณะที่ทางการยืนยันยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ และการตรวจวัดอากาศยังไม่พบสารอันตรายต่อประชาชน

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 08:34 น. เช้าวันจันทร์ (17 ส.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น โดยจุดเกิดเหตุอยู่ที่คลังเก็บก๊าซธรรมชาติเหลวของบริษัท เอ็กซ์พลอเรอร์ ไพพ์ไลน์ (Explorer Pipeline) ใกล้ทางหลวงหมายเลข 75 และถนนเวสต์ 126 ในเมืองเกลนพูล รัฐโอคลาโฮมา สหรัฐอเมริกา

รายงานจากเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยกู้ภัยระบุว่า ได้รับแจ้งเหตุระเบิดโดยคาดว่าเกิดจากฟ้าผ่าที่ผ่าลงมายังถังเก็บก๊าซธรรมชาติเหลว ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้ถังเก็บในตอนแรก ก่อนที่เปลวไฟจะลุกลามไปยังถังข้างเคียงจนเสียหายรวมทั้งหมด 3 ถัง

แมนดี วาฟรินัค เจ้าหน้าที่สารนิเทศประจำฝ่ายป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเมืองเกลนพูล เปิดเผยว่า เนื่องจากภายในถังบรรจุผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมเหลว ทำให้ไม่สามารถใช้น้ำเปล่าในการดับไฟได้ตามปกติ แต่ต้องอาศัยสารเคมี โฟมดับเพลิง อุปกรณ์พิเศษ และบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง

เหตุการณ์นี้ต้องใช้นักดับเพลิงและเจ้าหน้าที่กู้ภัยเกือบ 50 นาย จากหลายหน่วยงาน รวมถึงทีมดับเพลิงอุตสาหกรรมเฉพาะทาง เช่น Cushing Fire Department, Sinclair Refining Fire Team, Coffeyville Resources Fire Team, Williams Fire and Hazard Control, U.S. Fire Pump และหน่วยดับเพลิงพื้นที่ใกล้เคียง โดยเจ้าหน้าที่ได้ใช้รถพ่วงทำความเย็น ที่สนับสนุนโดยบริษัทเจ้าของพื้นที่เข้าช่วยระบายความร้อน

ล่าสุด เจ้าหน้าที่สามารถดับเปลวไฟทั้งหมดได้สำเร็จ โดยไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต แต่ยังคงต้องฉีดโฟมปกคลุมถังก๊าซธรรมชาติเหลวที่ยังคงคุอยู่ตลอดทั้งคืนเพื่อลดอุณหภูมิและป้องกันไม่ให้ไฟลุกไหม้ขึ้นมาอีก

ด้านการดูแลความปลอดภัยของประชาชน เจ้าหน้าที่ได้ปิดการจราจรบนถนนเวสต์ 126 ช่วงระหว่าง ถนนแคสเปอร์ ถึงถนนเอลวูด พร้อมแนะนำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้ง

อย่างไรก็ตาม ผลการตรวจวัดคุณภาพอากาศโดยอุปกรณ์ของสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมสหรัฐฯ และหน่วยงานจัดการภาวะฉุกเฉินเขตทัลซา คาวน์ตี ไม่พบสารเคมีที่เป็นอันตรายในระดับพื้นดิน และควันไฟไม่ได้ส่งผลกระทบอันตรายต่อสาธารณชน ทำให้เจ้าหน้าที่ได้ประกาศยกเลิกคำแนะนำให้กักตัวในบ้าน สำหรับพื้นที่เกลนพูลและโรงเรียนในเขตพื้นที่เมื่อเวลาประมาณ 14:00 น. วันเดียวกัน

บริษัท เอ็กซ์พลอเรอร์ ไพพ์ไลน์ ได้ออกแถลงการณ์ยืนยันเหตุการณ์ฟ้าผ่าถังก๊าซธรรมชาติเหลวดังกล่าว โดยระบุว่าบริษัทได้ประสานงานกับหน่วยกู้ภัยท้องถิ่นอย่างใกล้ชิดเพื่อควบคุมพื้นที่และดูแลความปลอดภัยรอบบริเวณอย่างเร่งด่วน

ทั้งนี้ รายงานท้องถิ่นระบุเพิ่มเติมว่า คลังน้ำมันในเมืองเกลนพูลแห่งนี้เคยมีประวัติเกิดเหตุไฟไหม้ถังก๊าซธรรมชาติเหลวมาแล้ว 3 ครั้งในอดีต ซึ่งอย่างน้อย 2 ครั้งในจำนวนนั้นมีสาเหตุมาจากปรากฏการณ์ฟ้าผ่าเช่นเดียวกัน.

ที่มา NewsOn6.com / KTUL.com

ทรัมป์เผย “คิม จองอึน” ตอบรับข้อเสนอเจรจา หลังสั่งลดซ้อมรบร่วมเกาหลีใต้

ทรัมป์เผย “คิม จองอึน” ตอบรับข้อเสนอเจรจา หลังสั่งลดซ้อมรบร่วมเกาหลีใต้

18 ส.ค. 2569 09:28 น.

ทรัมป์เผย “คิม จองอึน” ตอบรับข้อเสนอเจรจา หลังสั่งลดซ้อมรบร่วมเกาหลีใต้

“โดนัลด์ ทรัมป์” เผย “คิม จองอึน” ตอบรับข้อเสนอเปิดการเจรจา หลังสั่งลดการซ้อมรบร่วมสหรัฐฯ-เกาหลีใต้ครั้งใหญ่ ชี้สัมพันธ์กับผู้นำเกาหลีเหนืออยู่ในระดับ “ดีมาก”

วันที่ 18 สิงหาคม 2569 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ได้ตอบรับข้อเสนอของเขาที่ต้องการเปิดการเจรจากับเกาหลีเหนือ หลังจากทรัมป์เพิ่งสั่งให้ลดการซ้อมรบทางทหารร่วมระหว่างสหรัฐฯ กับเกาหลีใต้ลงอย่างมาก ท่ามกลางความคาดหวังว่าอาจเปิดทางให้การเจรจากับเปียงยางกลับมาอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดว่า ผู้นำทั้งสองติดต่อกันเมื่อใด ผ่านช่องทางใด หรือพูดคุยเรื่องอะไร โดยระบุเพียงว่าการสนทนาครั้งนี้เป็นไปในทาง “บวกมาก”

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม ทรัมป์โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์มทรูธ โซเชียล  ว่าได้สั่งให้นายพีต เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ลดการซ้อมรบร่วมกับเกาหลีใต้ โดยอ้างว่าเขามีความสัมพันธ์ที่ดีมาก กับคิม จองอึน และไม่พอใจที่สหรัฐฯ ยังคงเข้าร่วมการซ้อมรบร่วมกับเกาหลีใต้ โดยทรัมป์ให้เหตุผลว่า การซ้อมรบร่วมไม่เพียงมีค่าใช้จ่ายสูง แต่ยังส่งสัญญาณที่ไม่เหมาะสมและเป็นปฏิปักษ์อย่างสิ้นเชิงไปยังเกาหลีเหนือ ซึ่งเขาระบุว่าไม่เคยคุกคามและให้ความเคารพต่อเขาตลอดช่วงที่ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังกล่าวถึงความสัมพันธ์ส่วนตัวกับคิมว่า ทั้งสองพบกันหลายครั้งและต่างเข้าใจกัน พร้อมย้ำว่าผู้นำเกาหลีเหนือปฏิบัติต่อเขาด้วยความเคารพอย่างมาก

ทั้งนี้ ในสมัยแรกที่ทรัมป์ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี เขาเคยพบคิม จองอึนแบบพบหน้ากัน 3 ครั้ง ได้แก่ การประชุมสุดยอดที่สิงคโปร์ในเดือนมิถุนายน 2561 การประชุมที่กรุงฮานอยของเวียดนามในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 และการพบกันที่หมู่บ้านปันมุนจอม บริเวณชายแดนเกาหลีเหนือ-ใต้ ในเดือนมิถุนายน 2562.

“บู เม็ง” เหยื่อคุก S-21 เขมรแดง เสียชีวิตแล้วในวัย 85 ปี

“บู เม็ง” เหยื่อคุก S-21 เขมรแดง เสียชีวิตแล้วในวัย 85 ปี

18 ส.ค. 2569 09:21 น.

“บู เม็ง” เหยื่อคุก S-21 เขมรแดง เสียชีวิตแล้วในวัย 85 ปี

นายบู เม็ง หนึ่งในผู้รอดชีวิตเพียงไม่กี่คนจากเรือนจำ S-21 ของเขมรแดง เสียชีวิตที่บ้านในกัมดาล ขณะอายุ 85 ปี หลังออกมาบอกเล่าความโหดร้ายและเรียกร้องความยุติธรรมแก่เหยื่อ

วันที่ 18 สิงหาคม 2569 นายฮัง นิเสย์ ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ตวลสเลง (Tuol Sleng Genocide Museum) เปิดเผยว่า นายบู เม็ง หนึ่งในผู้รอดชีวิตเพียงไม่กี่คนที่เป็นที่รู้จักจากเรือนจำเอส-21 (S-21) อันเลื่องชื่อของเขมรแดง ได้เสียชีวิตที่บ้านพักในจังหวัดกันดาล ประเทศกัมพูชา เมื่อคืนวันศุกร์ที่ 14 สิงหาคม ขณะมีอายุ 85 ปี

รายงานข่าวระบุว่า นายบู เม็ง ถือเป็นบุคคลสำคัญในการเก็บรักษาความทรงจำเกี่ยวกับความโหดร้ายของระบอบเขมรแดง หลังระบอบการปกครองล่มสลาย โดยตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา เขาออกมาเปิดเผยเรื่องราวเกี่ยวกับการปราบปรามและการสังหารผู้คน พร้อมเรียกร้องให้มีการค้นหาความจริงและนำผู้ที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมมารับผิด

โดยเรือนจำ S-21 หรือคุกตวลสเลง ในกรุงพนมเปญ เคยเป็นศูนย์กักกันและสอบสวนที่สำคัญของเขมรแดงในช่วงที่กัมพูชาอยู่ภายใต้การปกครองของระบอบพล พต ระหว่างปี 2518-2522 ผู้ต้องขังจำนวนมากถูกทรมานและสังหาร ขณะที่มีผู้รอดชีวิตเพียงไม่กี่ราย ขณะที่ต่อมา บู เม็ง ได้ขึ้นให้การต่อศาลพิเศษในศาลกัมพูชา หรือ ศาลพิเศษพิจารณาคดีอาชญากรรมเขมรแดง (Extraordinary Chambers in the Courts of Cambodia-ECCC) ในคดีหมายเลข 001 ซึ่งดำเนินคดีกับคัง เค็ก เอียว หรือ “สหายดุจ” (Kaing Guek Eav หรือ Duch) อดีตหัวหน้าและเลขานุการฝ่ายความมั่นคงของเรือนจำ S-21 

การเสียชีวิตของบู เม็ง ถือเป็นการสูญเสียพยานสำคัญอีกคนหนึ่งของประวัติศาสตร์เขมรแดง ซึ่งมีบทบาทในการถ่ายทอดความทรงจำเกี่ยวกับเหยื่อและเหตุการณ์ความโหดร้ายในช่วงหนึ่งที่มืดมนที่สุดของประวัติศาสตร์กัมพูชา.

ที่มา Freshnews

“มิน อ่อง หล่าย” เยือนรัสเซียครั้งแรกในฐานะปธน. เตรียมหารือปูติน ขยายความร่วมมือ

"มิน อ่อง หล่าย" เยือนรัสเซียครั้งแรกในฐานะปธน. เตรียมหารือปูติน ขยายความร่วมมือ

18 ส.ค. 2569 08:22 น.

“มิน อ่อง หล่าย” เยือนรัสเซียครั้งแรกในฐานะปธน. เตรียมหารือปูติน ขยายความร่วมมือ

“มิน อ่อง หล่าย” ผู้นำเมียนมา เดินทางเยือนรัสเซียครั้งแรกนับตั้งแต่ขึ้นเป็นประธานาธิบดี หารือ “วลาดิเมียร์ ปูติน” พร้อมผลักดันความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ พลังงาน เทคโนโลยี และการทหาร

วันที่ 18 สิงหาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า พล.อ.มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา เดินทางออกจากกรุงเนย์ปิดอว์ เมืองหลวงของเมียนมา ในช่วงเช้าวันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม เพื่อเยือนรัสเซียเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี โดยมีกำหนดพบหารือกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน นายกรัฐมนตรีมิคาอิล มิชูสติน และนายวยาเชสลาฟ โวโลดิน ประธานสภาดูมาแห่งรัฐ รวมถึงเข้าร่วมเวทีการประชุมเศรษฐกิจเมียนมา-รัสเซีย

กระทรวงการต่างประเทศรัสเซียเปิดเผยว่า การเยือนครั้งนี้มีเป้าหมายกระชับความร่วมมือระหว่างสองประเทศ ขณะที่คณะผู้ติดตามของมิน อ่อง หล่าย ประกอบด้วยรัฐมนตรีหลายกระทรวงและนักธุรกิจที่มีความใกล้ชิดกับครอบครัวของเขาและรัฐบาลทหาร

นอกจากนี้ยังมีโซ มินต์ หม่อง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสำนักงานอวกาศเมียนมา ร่วมเดินทางด้วย ท่ามกลางกระแสการหารือความร่วมมือด้านเทคโนโลยีดาวเทียมกับรัสเซีย รวมถึงแนวคิดในการคัดเลือกและฝึกอบรมนักบินอวกาศคนแรกของเมียนมาในรัสเซีย ขณะเดียวกัน นายทหารระดับสูงหลายรายร่วมคณะเดินทางเพื่อหารือกับฝ่ายกองทัพรัสเซียเกี่ยวกับความร่วมมือด้านการทหารที่แน่นแฟ้นขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ การเดินทางครั้งนี้ถือเป็นการเยือนต่างประเทศครั้งที่ 5 ของมิน อ่อง หล่าย นับตั้งแต่เขาขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีในเดือนเมษายน โดยก่อนหน้านี้เดินทางเยือนอินเดีย จีน ลาว และไทย และเป็นการเดินทางไปรัสเซียครั้งที่ 6 นับตั้งแต่กองทัพเมียนมายึดอำนาจจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในปี 2564.

ที่มา Irrawaddy

กษัตริย์นอร์เวย์เข้าประทับที่โรงพยาบาล จากภาวะคั่งของน้ำในร่างกาย

กษัตริย์นอร์เวย์เข้าประทับที่โรงพยาบาล จากภาวะคั่งของน้ำในร่างกาย

18 ส.ค. 2569 06:46 น.

กษัตริย์นอร์เวย์เข้าประทับที่โรงพยาบาล จากภาวะคั่งของน้ำในร่างกาย

สมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ที่ 5 แห่งนอร์เวย์ เข้าประทับที่โรงพยาบาล เพื่อรักษาอาการประชวร และจะทรงลาป่วยเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ขณะที่สมเด็จพระราชินีก็ทรงเข้ารับการตรวจเพื่อเฝ้าระวังด้วยเช่นกัน

เมื่อวันจันทร์ที่ 17 ส.ค. 2569 สำนักพระราชวังนอร์เวย์ประกาศว่า สมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ที่ 5 เข้าประทับที่โรงพยาบาลและทรงลาจากการปฏิบัติพระราชกรณียกิจเป็นเวลา 2 สัปดาห์ เนื่องจาก “ภาวะคั่งของน้ำในร่างกายซึ่งจำเป็นต้องได้รับการรักษาในโรงพยาบาล”

สำนักพระราชวังระบุอีกว่า เจ้าชายฮากอน มกุฎราชกุมาร พระชนมายุ 53 พรรษา จะทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนในฐานะผู้สำเร็จราชการแทนองค์ ในระหว่างที่พระราชบิดาทรงลาป่วย

ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา คิงฮารัลด์ที่ 5 ซึ่งมีพระชนมายุ 89 พรรษาแล้ว และเป็นหนึ่งในกษัตริย์ที่ครองราชย์ยาวนานที่สุดในยุโรป เพิ่งเข้ารับการรักษาด้วยฮอร์โมนคอร์ติโซนสำหรับโรคโลหิตจางจากภาวะเม็ดเลือดแดงถูกทำลาย (haemolytic anaemia) ซึ่งเป็นโรคเลือดหายาก ที่ส่งผลให้จำนวนเม็ดเลือดแดงในร่างกายลดลง

ทั้งนี้ คิงฮารัลด์เสด็จขึ้นครองราชย์ในเดือนมกราคม 2534 และทรงปฏิเสธการสละราชสมบัติอย่างเปิดเผยมาโดยตลอด

ในปี 2567 พระองค์ทรงได้รับการผ่าตัดใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจหลังจากทรงพระประชวรขณะเสด็จประพาสพักผ่อนที่ประเทศมาเลเซีย และในปีเดียวกัน สำนักพระราชวังนอร์เวย์ก็ประกาศว่า สมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์จะทรง “ลดพระราชกรณียกิจสาธารณะลงอย่างถาวร” เนื่องจากอายุที่เพิ่มมากขึ้นของพระองค์

คิงฮารัลด์เคยถูกนำส่งโรงพยาบาลบนเกาะเตเนริเฟของสเปนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา หลังทรงมีพระอาการติดเชื้อและภาวะขาดน้ำ

นอกจากคิงฮารัลด์แล้ว สำนักพระราชวังเผยด้วยว่า สมเด็จพระราชินีซอนยาได้เสด็จฯ เข้าประทับที่โรงพยาบาลในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เพื่อเข้ารับการตรวจและเฝ้าระวังอาการเนื่องจากปัญหาเกี่ยวกับพระหทัย (หัวใจ)

ปัญหาสุขภาพของสมเด็จพระราชาและพระราชินีแห่งนอร์เวย์ยังเกิดขึ้นในช่วงเวลาแห่งความวุ่นวายของราชวงศ์

ในเดือนมีนาคม เจ้าหญิงเมตเต-มาริต มกุฎราชกุมารี พระชายาในเจ้าชายฮากอน ตกเป็นข่าวพัวพันกับ เจฟฟรีย์ เอปสตีน ผู้กระทำผิดคดีล่วงละเมิดทางเพศผู้ล่วงลับ โดยพระองค์ให้สัมภาษณ์ผ่านสถานีโทรทัศน์แห่งชาติว่า พระองค์ทรงปรารถนาที่จะไม่เคยพบกับชายคนนี้

เจ้าหญิงเมตเต-มาริต ถูกเปิดเผยว่า เคยแลกเปลี่ยนอีเมลหลายร้อยฉบับกับเอปสตีน ในช่วงปี 2554-2557 ซึ่งเป็นช่วงหลังจากที่อดีตนักการเงินรายนี้ถูกตัดสินว่ามีความผิดข้อหาค้าประเวณีไปแล้ว และเคยประทับที่บ้านของเอปสตีนในฟลอริดาในช่วงที่เขาไม่ได้อยู่ที่นั่นด้วย

3 เดือนต่อมา ในเดือนมิถุนายน มาริอุส บอร์ก ฮอยบี บุตรชายของเจ้าหญิงเมตเต-มาริต ที่เกิดจากความสัมพันธ์ครั้งก่อน ถูกศาลตัดสินว่ามีความผิดในข้อหาข่มขืน 2 กระทง และถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลา 4 ปี

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ศาลรัสเซียตัดสิน จำคุกฝ่ายค้านผู้ต่อต้านสงคราม นาน 11 ปี ข้อหาเผยแพร่ข่าวเท็จ

ศาลรัสเซียตัดสิน จำคุกฝ่ายค้านผู้ต่อต้านสงคราม นาน 11 ปี ข้อหาเผยแพร่ข่าวเท็จ

18 ส.ค. 2569 06:02 น.

ศาลรัสเซียตัดสิน จำคุกฝ่ายค้านผู้ต่อต้านสงคราม นาน 11 ปี ข้อหาเผยแพร่ข่าวเท็จ

ศาลในรัสเซียตัดสินจำคุกสมาชิกพรรคฝ่ายค้านคนสำคัญ ซึ่งต่อต้านการทำสงครามกับยูเครนเป็นเวลา 11 ปี 1 เดือน ในข้อหาเผยแพร่ข่าวเท็จและทำลายความน่าเชื่อถือของกองทัพ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันจันทร์ที่ 17 ส.ค. 2569 ว่า นาย เลฟ ชลอสเบิร์ก นักการเมืองฝ่ายค้านคนสำคัญของรัสเซียวัย 63 ปี และรองหัวหน้าพรรค “ยาโบลโค” (Yabloko) ฝ่ายเสรีนิยม ถูกศาลในเมืองปัสคอฟ (Pskov) ตัดสินจำคุกเป็นเวลา 11 ปีกับอีก 1 เดือน

ข่าวระบุว่า ชลอสเบิร์ก ถูกตัดสินว่ามีความผิดในข้อหา “ทำลายความน่าเชื่อถือ” ของกองทัพรัสเซีย และ “เผยแพร่ข้อมูลเท็จ” เกี่ยวกับกองทัพ ผ่านข้อความที่โพสต์บนสื่อสังคมออนไลน์

ชลอสเบิร์กปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา โดยระบุว่ากระบวนการตัดสินนี้เป็นเพียงการเลียนแบบการสอบสวนเพื่อลงโทษผู้ที่มีจุดยืนทางการเมืองแตกต่าง และเขาได้ย้ำข้อเรียกร้องให้รัสเซียหยุดยิงกับยูเครน และเริ่มการเจรจาทางการเมืองอีกครั้งด้วย

ทั้งนี้ ศาลฎีกาของรัสเซียได้ปฏิเสธคำร้องอุทธรณ์ของพรรคยาโบลโค ส่งผลให้พรรคถูกห้ามส่งผู้สมัครลงรับการเลือกตั้งรัฐสภาที่จะเกิดขึ้น โดยพรรคยาโบลโคถือเป็นพรรคการเมืองที่จดทะเบียนถูกต้องเพียงพรรคเดียวที่คัดค้านการรุกรานยูเครน

พรรคถูกถอดถอนจากการเลือกตั้งรัฐสภาภายใต้ข้อกล่าวหาว่า ให้การสนับสนุน “ขบวนการ LGBT สากล” ซึ่งรัสเซียจัดให้เป็นกลุ่มแนวคิดสุดโต่ง รวมถึงข้อกล่าวหาเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ ที่พรรคฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลรัสเซียยื่นฟ้องร้อง โดยพรรคยาโบลโคปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด

อนึ่ง ปัจจุบันรัสเซียเหลือพรรคการเมือง 10 พรรคที่มีสิทธิ์ส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งรัฐสภา และทั้งหมดล้วนให้การสนับสนุนการทำสงครามในยูเครน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สิงคโปร์-จีน ลงนามความร่วมมือ ใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์อย่างสันติ

สิงคโปร์-จีน ลงนามความร่วมมือ ใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์อย่างสันติ

18 ส.ค. 2569 03:47 น.

สิงคโปร์-จีน ลงนามความร่วมมือ ใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์อย่างสันติ

เจ้าหน้าที่ของสิงคโปร์กับจีน ลงนามในบันทึกความเข้าใจ ด้านความร่วมมือในการใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์อย่างสันติ เพื่อนำไปสู่ความเป็นไปได้ในการใช้พลังงานนิวเคลียร์ของสิงคโปร์

เมื่อวันจันทร์ที่ 17 ส.ค. 2569 เจ้าหน้าที่ของสิงคโปร์กับจีนลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือในการใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์ในทางสันติ ในขณะที่สิงคโปร์กำลังสร้างเสริมขีดความสามารถเพื่อประเมินความเป็นไปได้ในการใช้งานพลังงานนิวเคลียร์

ข้อตกลงดังกล่าว ซึ่งลงนามโดยกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมสิงคโปร์ (MTI) และสำนักงานพลังงานปรมาณูแห่งประเทศจีน (CAEA) ถือเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความร่วมมือล่าสุดของสิงคโปร์กับพันธมิตรระหว่างประเทศต่างๆ เช่น สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส และเกาหลีใต้

MTI ระบุในแถลงการณ์เมื่อวันจันทร์ว่า บันทึกความเข้าใจนี้จะสนับสนุนความพยายามของสิงคโปร์ในการพัฒนาขีดความสามารถที่เป็นอิสระ เพื่อประเมินความเป็นไปได้ในการใช้งานพลังงานนิวเคลียร์อย่างเป็นกลางและถูกต้องตามหลักเทคนิค

การทำงานร่วมกับพันธมิตรระหว่างประเทศยังช่วยในการเตรียมความพร้อมของสิงคโปร์ สำหรับภารกิจการทบทวนโครงสร้างพื้นฐานนิวเคลียร์แบบบูรณาการ (INIR) ระยะที่ 1 ของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ในปี 2570 ด้วย

MOU ฉบับนี้ลงนามโดยนาย ออกัสติน ลี เลขาธิการถาวรด้านพลังงานและการค้าของ MTI และนายหลิว จิ้ง รองประธาน CAEA โดยมี ดร.ตัน ซี เล่ง รัฐมนตรีกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรม (ด้านพลังงานและอุตสาหกรรม) และนายซ่าน จงเต๋อ ประธาน CAEA ร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามด้วย

ภายใต้ข้อตกลงนี้ สิงคโปร์และจีนจะร่วมมือกันในด้านต่างๆ รวมถึงการประเมินความปลอดภัยของเทคโนโลยีเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์, การฝึกอบรมบุคลากรและการเยี่ยมชมเชิงวิทยาศาสตร์, การศึกษาและการสร้างความเข้าใจกับสาธารณชน, ความปลอดภัยทางนิวเคลียร์, มาตรการพิทักษ์ความปลอดภัย และความมั่นคง ตลอดจนการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์

เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา สิงคโปร์ได้ลงนามในกรอบข้อตกลงระยะเวลา 5 ปีกับ IAEA เพื่อยกระดับความสามารถของสิงคโปร์ในการประเมินเทคโนโลยีพลังงานใหม่ๆ, เสริมสร้างการเฝ้าระวังรังสีในสิ่งแวดล้อม, ปรับปรุงเคมีรังสีในอาหารและการทดสอบความปลอดภัย รวมถึงพัฒนาการตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ด้วยเวชศาสตร์นิวเคลียร์ระดับสูง และการรักษาโรคมะเร็ง

ในเดือนเดียวกัน สำนักงานสิ่งแวดล้อมแห่งชาติสิงคโปร์ (NEA) ได้ลงนามในบันทึกความร่วมมือกับคณะกรรมการกำกับดูแลนิวเคลียร์แห่งสหรัฐอเมริกา (USNRC) เพื่อพัฒนากรอบหลักสูตรการฝึกอบรมสำหรับฝ่ายความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ที่จัดตั้งขึ้นใหม่ด้วย

โดยโครงการนี้จะเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ของ NEA เข้าร่วมการฝึกอบรมและการดูงานในด้านต่างๆ เช่น การกำกับดูแลเตาปฏิกรณ์, การประเมินความปลอดภัย และขั้นตอนการตรวจสอบ เพื่อเพิ่มพูนความรู้ด้านการกำกับดูแลทางนิวเคลียร์ของสิงคโปร์ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ สิงคโปร์ประกาศเมื่อหลายปีก่อนว่า จะเริ่มการศึกษาเกี่ยวกับความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และผลกระทบของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ต่อสิ่งแวดล้อม โดยในการประกาศงบประมาณปี 2568 นายกรัฐมนตรีลอว์เรนซ์ หว่อง กล่าวว่า รัฐบาลจะศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้งานพลังงานนิวเคลียร์ และสร้างเสริมขีดความสามารถในด้านนี้อย่างเป็นระบบ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เมียนมาเผย อหิวาตกโรคระบาดในย่างกุ้ง เข้าโรงพยาบาลแล้ว 500 คน

เมียนมาเผย อหิวาตกโรคระบาดในย่างกุ้ง เข้าโรงพยาบาลแล้ว 500 คน

18 ส.ค. 2569 02:48 น.

เมียนมาเผย อหิวาตกโรคระบาดในย่างกุ้ง เข้าโรงพยาบาลแล้ว 500 คน

รัฐมนตรีเมียนมาเปิดเผยว่า เกิดการระบาดของเชื้ออหิวาตกโรคในนครย่างกุ้ง ส่งผลให้มีผู้ป่วยต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาลกว่า 500 รายแล้ว

เมื่อวันจันทร์ที่ 17 ส.ค. 2569 โบ เทย์ (Bo Htay) รัฐมนตรีกระทรวงกิจการสังคมประจำภูมิภาคออกมาระบุว่า นับตั้งแต่วันที่ 9 ส.ค.เป็นต้นมา มีประชาชนรวม 500 รายต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเนื่องจากอาการท้องร่วงรุนแรง โดยในจำนวนนี้เกือบ 150 รายมีผลตรวจเชื้ออหิวาตกโรคเป็นบวก

ถ้อยแถลงของนาย โบ เทย์ นับเป็นการยืนยันอย่างเป็นทางการครั้งแรกว่ามีการระบาดของเชื้ออหิวาตกโรค หลังจากในช่วงกว่า 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีผู้ป่วยทยอยเข้าโรงพยาบาลเพื่อรักษาอาการท้องร่วงอย่างต่อเนื่อง

นาย โบ เทย์ แถลงต่อสภาภูมิภาคย่างกุ้ง ซึ่งครอบคลุมเมืองใหญ่ที่สุดของประเทศว่า ผลการตรวจหาเชื้ออหิวาตกโรคแบบรวดเร็ว (Rapid tests) พบผู้มีผลเป็นบวกแล้ว 149 ราย และในจำนวนนี้ มี 9 รายที่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการจากห้องปฏิบัติการสาธารณสุขแห่งชาติ ว่าติดเชื้อแบคทีเรีย Vibrio cholerae

ทั้งนี้ อหิวาตกโรคเป็นโรคติดเชื้อทางเดินอาหารรุนแรงที่เกิดจากการบริโภคอาหารหรือน้ำที่มีการปนเปื้อน และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงหากไม่ได้รับการรักษา

องค์การอนามัยโลกระบุว่า โรคนี้เป็น “ภัยคุกคามด้านสาธารณสุขระดับโลก และสะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำตลอดจนการขาดการพัฒนาทางสังคมและเศรษฐกิจ” ในขณะที่ระบบโครงสร้างพื้นฐานและภาคสาธารณสุขของเมียนมาอยู่ในสภาทรุดโทรม หลังเผชิญสงครามกลางเมืองมา 5 ปี

รัฐมนตรีกล่าวอีกว่า เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (13 ส.ค.) มีผู้ป่วยรายใหม่มากกว่า 100 รายถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล ทว่าจำนวนผู้ป่วยรายใหม่เริ่มลดลงหลังจากนั้น

ผู้ป่วยวัย 92 ปีรายหนึ่งเสียชีวิตหลังจากเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลด้วยอาการท้องร่วง แต่หนังสือพิมพ์ Global New Light of Myanmar ของรัฐบาลรายงานเมื่อวันอาทิตย์ โดยอ้างคำกล่าวของเจ้าหน้าที่ว่า ชายคนดังกล่าวเสียชีวิตจากโรคประจำตัวเกี่ยวกับหัวใจและปอด โดยไม่มีการยืนยันว่าเขาติดเชื้ออหิวาตกโรคหรือไม่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna