เจ้าหญิงยูจีนี ประกาศตั้งชื่อลูกสาวคนเล็กว่า “แอดิเลด เอลิซาเบธ แอนนินา”

เจ้าหญิงยูจีนี ประกาศตั้งชื่อลูกสาวคนเล็กว่า “แอดิเลด เอลิซาเบธ แอนนินา”

18 ส.ค. 2569 01:47 น.

เจ้าหญิงยูจีนี ประกาศตั้งชื่อลูกสาวคนเล็กว่า “แอดิเลด เอลิซาเบธ แอนนินา”

เจ้าหญิงยูจีนีประกาศชื่อลูกสาวคนสุดท้องที่เพิ่งเกิดเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาว่า แอดิเลด เอลิซาเบธ แอนนินา บรูกส์แบงก์ เพื่อเป็นเกียรติแก่บุคคลที่เคารพ 3 คน รวมถึงควีนเอลิซาเบธที่ 2

เมื่อวันจันทร์ที่ 17 ส.ค. 2569 เจ้าหญิงยูจีนี แห่งราชวงศ์อังกฤษ ทรงประกาศผ่านอินสตาแกรมว่า ทรงตั้งชื่อลูกสาวคนเล็กของพระองค์ว่า แอดิเลด เอลิซาเบธ แอนนินา บรูกส์แบงก์ เพื่อเป็นเกียรติแก่ “บุคคล 3 ท่านที่เราเคารพรักและชื่นชมทั้งในอดีตและปัจจุบัน” ซึ่งรวมถึงสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2

ข้อความของเจ้าหญิงยูจีนีระบุอีกว่า การตั้งชื่อนี้ยังสะท้อนถึงประวัติศาสตร์ของอังกฤษและโปรตุเกส ซึ่งเป็น “สองสถานที่ที่เราเคารพรักและเรียกว่าบ้าน” ด้วย

แอดิเลด เกิดเมื่อต้นเดือนสิงหาคม ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงลิสบอน ประเทศโปรตุเกส โดยมีน้ำหนักแรกคลอด 6 ปอนด์ 9 ออนซ์ หรือประมาณ 2,976 กรัม โดยเป็นทายาทคนที่ 3 ของเจ้าหญิงยูจีนี กับ แจ็ก บรูกส์แบงก์ พระสวามี ต่อจากลูกชาย 2 คนคือ ออกัสต์ ฟิลิป ฮอว์ก บรูกส์แบงก์ ผู้เกิดในปี 2564 และ เออร์เนสต์ จอร์จ รอนนี บรูกส์แบงก์ ผู้เกิดในปี 2566

ทั้งนี้ เจ้าหญิงยูจีนี พระชนมายุ 36 พรรษา ทรงแบ่งปันรูปใหม่ของ แอดิเลด รวมถึงรูปที่ลูกชายทั้งสองกำลังอุ้มน้องสาวพร้อมข้อความว่า “ครบ 2 สัปดาห์พอดีในวันนี้ที่เราได้ต้อนรับลูกสาวของเราสู่โลกใบนี้ และนับตั้งแต่นั้นมา เราได้ใช้เวลาที่แสนพิเศษ อบอุ่น และเต็มไปด้วยความรักอย่างที่สุด”

“พวกเรามีความสุขอย่างยิ่งที่จะแนะนำ แอดิเลด เอลิซาเบธ แอนนินา บรูกส์แบงก์” ข้อความของเจ้าหญิงยูจีนีระบุ “ชื่อนี้ตั้งตามบุคคลสามคนที่เรารักและชื่นชมทั้งในอดีตและปัจจุบัน ซึ่งรวมถึงย่าทวดของแอดิเลด (ควีนเอลิซาเบธที่ 2) ผู้ซึ่งอยู่ในใจของเราเสมอ”

“พระนามของพระองค์เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์อังกฤษและโปรตุเกส ซึ่งเป็นสองสถานที่ที่เราเคารพรักและเรียกว่าบ้าน” ข้อความระบุต่อ “อ็อกกี และ เออร์นี เป็นพี่ชายที่ดีที่สุดเรียบร้อยแล้ว”

ด้านสำนักข่าว PA Media รายงานว่า ชื่อ “แอดิเลด” เชื่อว่าได้รับแรงบันดาลใจมาจากสมเด็จพระราชินีแอดิเลด (ค.ศ. 1792-1849) พระมเหสีในสมเด็จพระเจ้าวิลเลียมที่ 4 รวมถึงนักบุญมาเรีย แอดิเลด แห่งโปรตุเกส

ส่วนที่มาของชื่อ “แอนนินา” นั้นยังไม่ชัดเจนนัก แต่คาดกันว่าเป็นความผูกพันส่วนตัวของเจ้าหญิงยูจีนีและแจ็กที่ยังไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะ

ทั้งนี้ แอดิเลดจะไม่มียศ “เจ้าหญิง” เช่นเดียวกับพี่ชายทั้งสองคนของเธอที่ไม่มียศ “เจ้าชาย” และจะอยู่ในลำดับที่ 15 ของการสืบราชสันตติวงศ์อังกฤษ ก่อนหน้าเจ้าชายเอ็ดเวิร์ด ดยุกแห่งเอดินบะระ เสด็จอาของเธอ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ชายชาวอเมริกัน ถูกฟ้าผ่าดับสลด บนภูเขาไฟเอตนา ในอิตาลี

ชายชาวอเมริกัน ถูกฟ้าผ่าดับสลด บนภูเขาไฟเอตนา ในอิตาลี

17 ส.ค. 2569 23:50 น.

ชายชาวอเมริกัน ถูกฟ้าผ่าดับสลด บนภูเขาไฟเอตนา ในอิตาลี

นักท่องเที่ยวชาวอเมริกันถูกฟ้าผ่าเสียชีวิต ขณะอยู่บนภูเขาไฟเอตนา ในประเทศอิตาลี ซึ่งเกิดการปะทุต่อเนื่องในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ทำให้เกิดพายุฟ้าคะนองบนยอดเขา

สื่อของอิตาลีรายงานในวันจันทร์ที่ 17 ส.ค. 2569 ว่า นักท่องเที่ยวชายชาวอเมริกันวัย 30 ปี ซึ่งยังไม่มีการเปิดเผยชื่อ เสียชีวิตหลังจากถูกฟ้าผ่าขณะอยู่บนภูเขาไฟ “เอตนา” (Mount Etna) ในแคว้นซิซิลี ของอิตาลี เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (16 ส.ค.) ในตอนที่เกิดพายุฟ้าคะนอง

รายงานระบุว่า พนักงานดับเพลิงและหน่วยบริการฉุกเฉินพบชายคนดังกล่าวในภาวะหัวใจหยุดเต้นเมื่อเวลาประมาณ 20:00 น. วันอาทิตย์ ตามเวลาท้องถิ่น ในพื้นที่หวงห้ามซึ่งบางครั้งถูกใช้เป็นเส้นทางเพื่อเข้าใกล้ยอดเขามากขึ้น โดยชายคนนี้ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล “คันนิตซาโร” ในเมืองคาตาเนีย ด้วยเฮลิคอปเตอร์ ก่อนจะถูกประกาศว่าเสียชีวิตเมื่อมาถึง

ทั้งนี้ ภูเขาไฟเอตนา ซึ่งเป็นภูเขาไฟที่มีพลังมากที่สุดในยุโรป เกิดการปะทุอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ส่งผลให้เถ้าถ่านปกคลุมท้องฟ้าเหนือแคว้นซิซิลีตะวันออก และส่งผลกระทบต่อเที่ยวบินหลายร้อยเที่ยว ที่ท่าอากาศยานนานาชาติคาตาเนีย

แต่ขณะเดียวกันกิจกรรมของภูเขาไฟนี้ ก็ดึงดูดนักท่องเที่ยวมาชมปรากฏการณ์เป็นจำนวนมากด้วยเช่นกัน โดยในแต่ละปีมีผู้เยี่ยมชมภูเขาไฟเอตนาประมาณ 1.5 ล้านคน

เจ้าหน้าที่ต้องจำกัดการเข้าถึงพื้นที่ต่างๆ ของภูเขาไฟเอตนามากขึ้น รวมถึงบริเวณลาดเขาส่วนบนเหนือแนวเขตป่า ซึ่งแทบไม่มีที่หลบภัย เนื่องจากภูเขาไฟมีความเคลื่อนไหวมากขึ้น

หน่วยงานป้องกันพลเรือนของอิตาลีเตือนว่า การผสมผสานระหว่างกิจกรรมของภูเขาไฟและความกดอากาศ หรือสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันบนที่สูง สามารถทำให้เกิดเงื่อนไขที่เป็นอันตรายได้ รวมถึงพายุฟ้าคะนอง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ดีอาร์คองโกยืนยัน อีโบลาระบาดครั้งใหญ่สุด ดับทุบสถิติ 2,325 ศพ

ดีอาร์คองโกยืนยัน อีโบลาระบาดครั้งใหญ่สุด ดับทุบสถิติ 2,325 ศพ

17 ส.ค. 2569 22:52 น.

ดีอาร์คองโกยืนยัน อีโบลาระบาดครั้งใหญ่สุด ดับทุบสถิติ 2,325 ศพ

ทางการดีอาร์คองโกยืนยันว่า ประเทศกำลังเผชิญการระบาดของอีโบลาที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ โดยจำนวนผู้เคราะห์ร้ายเพิ่มขึ้นเป็น 2,325 ศพแล้ว

เมื่อวันจันทร์ที่ 17 ส.ค. 2569 หน่วยงานสาธารณสุขของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก หรือ ดีอาร์คองโก (DR Congo) ออกมายืนยันว่า การระบาดของไวรัสอีโบลาที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศนั้น เป็นการระบาดครั้งที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศแล้ว

จำนวนผู้เสียชีวิตจากเชื้ออีโบลาในการระบาดครั้งนี้ เพิ่มขึ้นเป็น 2,325 ศพแล้ว นับตั้งแต่ทางการของดีอาร์คองโกประกาศการระบาดเมื่อ 15 พ.ค. 2569 แซงหน้าจำนวนผู้เสียชีวิตจากการระบาดในช่วงปี 2561-2563 ซึ่งอยู่ที่ 2,299 ศพ ไปแล้ว

นาย ทอม เฟลตเชอร์ รองเลขาธิการสหประชาชาติฝ่ายกิจการด้านมนุษยธรรมและการประสานงานบรรเทาภัยฉุกเฉิน (OCHA) กล่าวเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า การระบาดครั้งนี้เป็นการระบาดที่แพร่กระจายเร็วที่สุดเท่าที่มีการบันทึกไว้ พร้อมเตือนว่า “โรคระบาดนี้กำลังคร่าชีวิตผู้คนทุกๆ 30 นาที”

ไวรัสที่อยู่เบื้องหลังการระบาดในปัจจุบันคือ อีโบลาสายพันธุ์ “บันดิบูเกียว” (Bundibugyo) ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนเฉพาะทางในการรับมือ แต่มีวัคซีนหลายตัวกำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนา ซึ่งรวมถึงวัคซีนที่ใช้เทคโนโลยีเดียวกับที่ใช้พัฒนาวัคซีนโควิด-19 ของบริษัท “แอสตราเซนเนกา” (AstraZeneca) ด้วย

ทั้งนี้ สถาบันสาธารณสุขของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกเปิดเผยเมื่อวันอาทิตย์ว่า จนถึงตอนนี้มีผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันแล้วว่าติดเชื้ออีโบลาทั้งสิ้น 4,945 ราย โดยรวมถึงผู้ป่วยรายใหม่ 101 รายในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เมื่อเปรียบเทียบกับการระบาดครั้งก่อน มีการพบผู้ป่วยนอกประเทศค่อนข้างน้อย โดย ณ วันที่ 12 ส.ค. มีการยืนยันผู้ป่วย 20 รายในประเทศยูกันดา ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้าน ขณะที่มีผู้ได้รับการรักษา 2 รายในเยอรมนี และมีการประกาศพบผู้ป่วย 1 รายในฝรั่งเศส

อย่างไรก็ตาม องค์การอนามัยโลก (WHO) อธิบายว่า ความเร็วในการแพร่เชื้อของไวรัสในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ซึ่งระบาดไปแล้ว 6 จังหวัดจากทั้งหมด 26 จังหวัดนั้น ถือเป็นเรื่องที่ “ไม่ธรรมดาอย่างยิ่ง”

ตามรายงานของสำนักข่าว รอยเตอร์ส การระบาดของอีโบลาครั้งที่ร้ายแรงที่สุดในโลกช่วงปี 2557-2559 ในแอฟริกาตะวันตก ใช้เวลาเกือบ 5 เดือน กว่าจะมียอดผู้เสียชีวิตถึง 1,000 ราย แต่การระบาดในปัจจุบันมียอดผู้เสียชีวิตถึง 2,000 รายภายในเวลาเพียงสามเดือน แม้ว่านักวิจัยจะระบุว่าไวรัสอาจแพร่ระบาดโดยไม่ถูกตรวจพบมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์แล้วก็ตาม

อนึ่ง การระบาดครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 17 ที่เกิดขึ้นในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก นับตั้งแต่มีการค้นพบเชื้ออีโบลาเมื่อ 50 ปีก่อน โดยความขัดแย้งที่ยืดเยื้อหลายปีและการย้ายถิ่นฐานของประชากรในระดับสูง ได้กลายเป็นอุปสรรคเพิ่มเติมของประเทศในการควบคุมการแพร่ระบาดของโรค

องค์การอนามัยโลกคาดหวังว่า จะสามารถพลิกสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคให้ลดลงได้ภายใน 3 เดือน แต่ก็เตือนว่านั่นหมายถึงการควบคุมการแพร่เชื้อให้อยู่ในวงจำกัด ไม่ใช่การยุติการระบาดทั้งหมด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์ขู่ทิ้งระเบิดถล่มโอมาน หากขวางทางข้อตกลงอิหร่าน

ทรัมป์ขู่ทิ้งระเบิดถล่มโอมาน หากขวางทางข้อตกลงอิหร่าน

17 ส.ค. 2569 21:44 น.

ทรัมป์ขู่ทิ้งระเบิดถล่มโอมาน หากขวางทางข้อตกลงอิหร่าน

โดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ทิ้งระเบิดใส่โอมาน หากมาขวางทางการทำข้อตกลงเรื่องช่องแคบฮอร์มุซระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน พร้อมเรียกร้องให้อิหร่านยอมจำนน

เมื่อวันจันทร์ที่ 17 ส.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาขู่ว่าจะทิ้งระเบิดใส่ประเทศโอมานหากโอมาน “เข้ามากีดขวาง” ข้อตกลงของสหรัฐฯ กับอิหร่านเกี่ยวกับช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมทั้งเรียกร้องให้อิหร่านยอมจำนน หลังจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางยืดเยื้อมานานหลายเดือน

“ถ้าโอมานเข้ามากีดขวาง เราจะทิ้งระเบิดถล่มพวกเขาให้เละ” ทรัมป์บอกกับ เทรย์ ยิงสต์ นักข่าวจากสำนักข่าวฟ็อกซ์นิวส์ โดยอ้างถึงการเจรจาที่กำลังดำเนินอยู่ระหว่างโอมานและอิหร่านเกี่ยวกับการควบคุมช่องแคบดังกล่าว ในขณะที่วอชิงตันเองก็กำลังดำเนินการเจรจาในส่วนของตนเช่นกัน

เจ้าหน้าที่ของอิหร่านและโอมานได้หารือกันเกี่ยวกับเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซมานานหลายสัปดาห์แล้ว และกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านก็ระบุเมื่อช่วงเช้าวันจันทร์ว่า ทั้งสองฝ่ายกำลังจัดทำปฏิญญาร่วมกัน

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ยืนยันหลายต่อหลายครั้งว่า ช่องแคบฮอร์มุซอยู่ภายใต้การควบคุมของสหรัฐฯ แม้ว่าในทางปฏิบัติ การจราจรทางเรือจะยังคงถูกขัดขวางและชะลอตัวอย่างมากก็ตาม

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (14 ส.ค.) ทรัมป์ถึงขั้นอ้างว่าเขาจะประกาศให้ช่องแคบฮอร์มุซเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนสหรัฐฯ ในขณะที่อิหร่านตอบโต้ว่า เส้นทางขนส่งพลังงานสายสำคัญแห่งนี้ “จะยังคงเป็นของอิหร่านต่อไป”

ทั้งนี้ ก่อนที่สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน จะปะทุขึ้นเมื่อ 28 ก.พ. ช่องแคบฮอร์มุซถูกนับว่าเป็นเส้นทางน้ำสากลที่เปิดกว้าง ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบกว่า 1 ใน 5 ของโลก รวมถึงสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ

อิหร่านได้ใช้การเข้าควบคุมช่องแคบฮอร์มุซอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นเครื่องมือต่อรองเพื่อคานอำนาจความพยายามของฝ่ายสหรัฐฯ ที่จะทำลายกองทัพของอิหร่าน และบีบบังคับให้ละทิ้งโครงการพลังงานนิวเคลียร์ที่เป็นประเด็นขัดแย้งมานานหลายปี

นอกจากข่มขู่โอมานแล้ว นายทรัมป์ยังกล่าวว่า อิหร่านควรจะ “ชูธงขาวเพื่อยอมจำนน” ด้วย

ทรัมป์ยืนยันว่าเขาไม่ได้รีบร้อนที่จะบรรลุข้อตกลง แม้ว่าสงครามครั้งนี้จะไม่เป็นที่นิยมอย่างยิ่งในหมู่ชาวอเมริกัน ในขณะที่การเลือกตั้งกลางเทอมครั้งสำคัญกำลังจะมาถึงในเดือนพฤศจิกายนนี้ ซึ่งพรรคเดโมแครตกำลังพยายามที่จะแย่งชิงการควบคุมรัฐสภาคืนจากพรรครีพับลิกันของทรัมป์

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ปลานิลกระชังลำปาวฟื้น! เดินหน้าอนุบาลปลาคึกคัก เร่งผลิตรับตลาดสดใส

18 สิงหาคม 2569 เวลา 14:48 น.

ปลานิลกระชังลำปาวฟื้น! สหกรณ์กาฬสินธุ์เดินหน้าอนุบาลปลาคึกคัก ราคาประกันดีดกลับ กก.ละ 65-75 บาท เร่งผลิตรับตลาดสดใส

         วันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2569 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ติดตามบรรยากาศการเลี้ยงปลานิลในกระชังของเกษตรกร สมาชิกสหกรณ์ผู้เลี้ยงปลานิลในกระชังเขื่อนลำปาว จำกัด ต.ภูดิน อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ พบว่าบรรยากาศกลับมาคึกคักอีกครั้ง เกษตรกรเร่งเพาะพันธุ์และอนุบาลลูกปลานิลและปลาทับทิมเพื่อเตรียมจับขาย หลังสถานการณ์ปรับตัวดีขึ้นจากวิกฤตพลังงานและภาวะปลาล้นตลาดในช่วงเดือนเมษายน–พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา

         นายคารม อิ่มแมน หัวหน้าฝ่ายผลิตและส่งเสริมการเลี้ยงปลานิลในกระชัง สหกรณ์ผู้เลี้ยงปลานิลในกระชังเขื่อนลำปาว จำกัด เปิดเผยว่า สหกรณ์ฯ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2560 และยกระดับเป็นกลุ่มแปลงใหญ่เมื่อปี 2563 ปัจจุบันมีสมาชิก 48 ราย รวมตัวกันเพื่อสร้างอำนาจต่อรองทางการค้าและปัจจัยการผลิตกับกลุ่มนายทุน

         นายคารม ระบุว่า ในช่วงวิกฤตพลังงานและสภาพอากาศวิปริตช่วงต้นฤดูฝนที่ผ่านมา เกิดปัญหาน้ำแดงทำให้ผลผลิตในกระชังเสียหายไปถึง 30% และมีปลาล้นตลาดสะสม 2–3 ตัน จนราคาร่วงหนักจาก 65 บาท เหลือเพียง 32 บาทต่อกิโลกรัม

         ปัจจุบันสถานการณ์เริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ สภาพน้ำและสัตว์น้ำปรับตัวได้ดี โดยมีราคาประกันผลผลิตและต้นทุนปัจจัยการผลิตดังนี้ ราคาประกันผลผลิต (ราคาขายส่ง) : ปลานิล (ปลาดำ): กิโลกรัมละ 65 บาท และ ปลาทับทิม (ปลาแดง) : กิโลกรัมละ 75 บาท ส่วนต้นทุนปัจจัยการผลิต ลูกปลานิลอนุบาล ตัวละ 4 บาท , ลูกปลาทับทิมอนุบาล: ตัวละ 6 บาท และอาหารปลา (ขนาด 20 กก.) ถุงละ 730 บาท

         เกษตรกรในพื้นที่ต่างมีความหวังที่สดใสว่า ตลาดปลานิลและปลาทับทิมจะเติบโตได้ดี ช่วยสร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนให้กับชุมชนต่อไป

กาฬสินธุ์, ปลาทับทิม, ปลานิล, ปลานิลกระชัง, เกษตรกรกาฬสินธุ์, เขื่อนลำปาว

ทส. จับมือจุฬาฯ พัฒนาบุคลากรด้านนวัตวิศวกรรม ขับเคลื่อนการบริหารทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสู่ความยั่งยืน

18 สิงหาคม 2569 เวลา 15:41 น.

18 สิงหาคม 2569 เวลา 11.00 น. ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยหลักสูตรวิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต สหสาขาวิชานวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน (Innovative Engineering for Sustainability: IES) โดยมีนายธีระชุณ บุญสิทธิ์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ พร้อมด้วยนายสยาม ช้างเนียม ผู้ช่วยปลัดกระทรวงฯ รองศาสตราจารย์ ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ และศาสตราจารย์ ดร.เสวกชัย ตั้งอร่ามวงศ์ รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะวิศวกรรมศาสตร์และประธานหลักสูตรวิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชานวัตวิศวกรรมเพื่อความยั่งยืน ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธี ณ อาคารจามจุรี 4 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้และเพิ่มขีดความสามารถบุคลากรของกระทรวงฯ ให้พร้อมรับมือกับความท้าทายด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ดร.รวีวรรณ กล่าวว่า ความร่วมมือภายใต้หลักสูตร IES มีความสำคัญต่อการพัฒนาศักยภาพบุคลากรของกระทรวงฯ เนื่องจากเป็นหลักสูตรที่บูรณาการองค์ความรู้ด้านวิศวกรรม นวัตกรรม เทคโนโลยี และการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างความเข้าใจถึงการเติบโตที่สมดุลทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม และสามารถนำความรู้มาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ความร่วมมือดังกล่าวสอดคล้องกับความท้าทายสำคัญของประเทศ ทั้งการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ข้อกำหนดด้านการค้าและสิ่งแวดล้อมในเวทีระหว่างประเทศ การขยายตัวของเมือง การเพิ่มขึ้นของประชากร ตลอดจนวิกฤตสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยที่ผ่านมา ระหว่างปี พ.ศ. 2565–2568 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเปิดโอกาสให้บุคลากรของกระทรวงฯ เข้าศึกษาในหลักสูตรดังกล่าวแล้ว 14 ราย และในปี พ.ศ. 2569 มีผู้ผ่านการคัดเลือกเพิ่มเติมอีก 8 ราย จากสำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมมลพิษ กรมป่าไม้ และกรมทรัพยากรน้ำ ซึ่งสะท้อนถึงความร่วมมือทางวิชาการที่ต่อเนื่องและมุ่งพัฒนาบุคลากรให้สอดรับกับภารกิจด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศ

ทั้งนี้ ในช่วงท้าย ดร.รวีวรรณ ปลัดกระทรวงฯ ได้กล่าวขอบคุณจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและคณาจารย์ทุกท่านที่สนับสนุนการพัฒนาศักยภาพบุคลากรของกระทรวงฯ มาอย่างต่อเนื่อง พร้อมย้ำว่าความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ และพร้อมนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาใช้ขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศอย่างสมดุลและยั่งยืน พร้อมกันนี้ กระทรวงฯ พร้อมสนับสนุนการแลกเปลี่ยนความร่วมมือทางวิชาการกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในรูปแบบต่าง ๆ โดยมุ่งนำองค์ความรู้ ผลงานวิจัย และนวัตกรรมที่มีศักยภาพมาต่อยอดเชิงนโยบายและขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เพื่อร่วมกันสร้างการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

จุฬาฯ, ทส, นวัตวิศวกรรม

ส.บ.ท.จับมือ พว. ดัน Active Learning สร้างเด็ก ‘คิดเป็น–แก้ปัญหาเป็น’ สร้างภูมิคุ้มกันลดความรุนแรง

18 สิงหาคม 2569 เวลา 15:37 น.

สมาคมผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาแห่งประเทศไทย (ส.บ.ท.) และสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อยกระดับคุณภาพวิชาการและสร้าง “ภาวะผู้นำทางวิชาการ” ให้ผู้บริหารสถานศึกษา ควบคู่การพัฒนานวัตกรรมของผู้บริหาร ครู และนักเรียน ผ่านการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning และกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps มุ่งสร้างเด็กให้ “คิดเป็น–แก้ปัญหาเป็น” สามารถนำกระบวนการคิดไปใช้รับมือสถานการณ์จริง รวมถึงปัญหาพฤติกรรมและความรุนแรงในสถานศึกษา

ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.)บรรยายพิเศษหัวข้อ “นวัตกรรมการบริหารสถานศึกษา” กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญกับการศึกษาซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญของการพัฒนาประเทศ โดยนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ผลักดันแนวคิด “All for Education” เปิดให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมพัฒนาการศึกษา ทั้งสถานศึกษา สมาคมฯและภาคเอกชน

ซึ่งความร่วมมือระหว่างสมาคมฯ กับ พว. ครั้งนี้ จึงเป็นอีกกลไกในการพัฒนาผู้บริหารและครูให้เข้าใจ Active Learning และสามารถนำนโยบายลงสู่ห้องเรียนได้จริง โดยหัวใจของ Active Learning ไม่ใช่เพียงให้เด็ก “ลงมือทำ” แต่ต้องฝึกให้เด็กคิดอย่างเป็นระบบ ใช้เหตุผล และมองเห็นผลกระทบของการตัดสินใจทั้งต่อตนเอง เพื่อน และสังคม ภายใต้แนวคิด “Think Twice” หรือคิดให้รอบคอบก่อนลงมือทำ

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า ครูและผู้บริหารต้องเป็นต้นแบบของการคิดอย่างเป็นระบบ มีเหตุผล คุณธรรม และความยับยั้งชั่งใจ ขณะที่บทบาทของครูต้องเปลี่ยนจากผู้ถ่ายทอดความรู้มาเป็น “โค้ช” ที่ช่วยชี้แนะทั้งด้านวิชาการ การดำรงชีวิต และการอยู่ร่วมกับผู้อื่น เพื่อพัฒนาเด็กให้มีทั้งความรู้และคุณธรรม สามารถวิเคราะห์สถานการณ์ แยกแยะผลดีผลเสีย และตัดสินใจอย่างเหมาะสม

“อีกเป้าหมายสำคัญคือการต่อยอด Active Learning ไปสู่การสร้างนวัตกรรมของนักเรียน ให้เด็กได้คิด ลงมือทำ และนำเสนอผลงาน ก่อนพัฒนาไปสู่การใช้ประโยชน์จริง เชิงธุรกิจ หรือการจดสิทธิบัตรในอนาคต ทั้งนี้ หากโรงเรียนสามารถสร้างพื้นที่ให้นักเรียนคิดค้นนวัตกรรมอย่างต่อเนื่องเพียงโรงเรียนละ 1 ผลงาน ก็จะมีนวัตกรรมถึงกว่า 24,000 นวัตกรรม ถ้าเป็นรายบุคคลก็จะสร้าง นวัตกรรมได้กว่า 6 ล้านนวัตกรรม ซึ่งจะสามารถสร้างมูลค่าให้แก่เศรษฐกิจและสังคมไทยได้มหาศาล”ดร.พิเชฐกล่าว

ดร.ปรพล แก้วชาติ นายกสมาคมผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาแห่งประเทศไทย(สบท.)กล่าวว่า สมาคมฯ วางเป้าหมายการพัฒนาผู้บริหารไว้ 2 ด้านสำคัญ คือ “ภาวะผู้นำทางวิชาการ” และ “การพัฒนานวัตกรรมของนักเรียน ครู และผู้บริหาร” การจับมือกับ พว. จึงเป็นการนำ Active Learning และ GPAS 5 Steps ลงสู่ห้องเรียนอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เด็กคิด วิเคราะห์ และแก้ปัญหาเป็น สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง รวมถึงรับมือกับปัญหาความปลอดภัยและความรุนแรงในสถานศึกษา นอกจากนี้สมาคมฯ ยังยึดหลัก “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” โดยจะพัฒนาโรงเรียนให้สอดคล้องกับบริบทตั้งแต่ โรงเรียน ขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ และใหญ่พิเศษ โดย ปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 10,000 โรงเรียน และจะขยายเครือข่ายทางวิชาการจากผู้บริหารลงไปสู่ครูและนักเรียน เพื่อให้การพัฒนาเกิดผลกับผู้เรียนอย่างเป็นรูปธรรม

ดร.ปรพล กล่าวว่า หัวใจสำคัญคือองค์ความรู้และนวัตกรรมต้องไม่หยุดอยู่ที่ผู้บริหาร แต่ต้องลงไปถึงห้องเรียน ตั้งแต่การวิเคราะห์หลักสูตร การจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา การวางแผนการสอน จนถึงการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ผ่าน GPAS 5 Steps ซึ่งฝึกเด็กตั้งแต่การแสวงหาข้อมูล คิดวิเคราะห์ สร้างองค์ความรู้ใหม่ นำเสนอแลกเปลี่ยนความคิดเห็น จนถึงการกำกับและประเมินการเรียนรู้ของตนเอง (Self-Regulating) และเชื่อมโยงสิ่งที่เรียนกับชีวิตครอบครัว ชุมชน และสังคม

“เมื่อครูคิดเป็นกระบวนการและถ่ายทอดกระบวนการให้เด็ก เวลาเด็กเจอปัญหา เขาก็จะคิดเป็นกระบวนการและแก้ปัญหาด้วยกระบวนการ ไม่ใช่แก้ปัญหาด้วยการท่องจำ” ดร.ปรพล กล่าวและว่า การป้องกันปัญหาพฤติกรรมและความรุนแรงต้องเชื่อมตั้งแต่ผู้บริหารที่มีภาวะผู้นำทางวิชาการ ครูที่เข้าใจกระบวนการเรียนรู้ ไปจนถึงเด็กที่ได้รับการฝึกให้คิดและแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ

ขณะที่ ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิคณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎร และประธานกรรมการบริหาร พว. กล่าวว่า GPAS 5 Steps มีเป้าหมายพัฒนากระบวนการคิดขั้นสูงของผู้เรียน โดยผลจากโรงเรียนนำร่องพบว่าสามารถพัฒนาความสามารถด้านการคิดและการแสดงออกของเด็กได้อย่างเป็นรูปธรรม จึงต้องการขยายผลผ่านเครือข่ายสมาคมผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาฯ ซึ่ง การเปลี่ยนแปลงต้องเริ่มจากผู้บริหาร เมื่อผู้บริหารให้การสนับสนุนอย่างจริงจังจะส่งต่อถึงครูและนักเรียน ทำให้เกิด “ห้องเรียนคุณภาพ” ที่พัฒนาเด็กทุกคนตามศักยภาพ ไม่แบ่งเด็กเพียงว่าเก่งหรือไม่เก่ง และไม่ประเมินผู้เรียนจากคะแนนสอบหรือความจำเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมองความสามารถด้านการคิด การสร้างองค์ความรู้ และทักษะกระบวนการเป็นสำคัญ

ดร.ศักดิ์สิน กล่าวว่า การสร้างกระบวนการคิดขั้นสูงเปรียบเสมือนการสร้าง “ความแข็งแกร่งภายใน” ให้เด็ก เมื่อเผชิญแรงกระแทกจากกระแสสังคม ข้อมูล สิ่งยั่วยุ ปัญหา หรือความผิดหวัง เด็กจะสามารถตั้งหลัก วิเคราะห์ แยกแยะ และตัดสินใจได้ด้วยตนเอง ดังนั้น เป้าหมายของการศึกษาจึงไม่ควรหยุดอยู่ที่การทำให้เด็ก “รู้มาก” แต่ต้องทำให้เด็ก “คิดเป็น คิดก่อนทำ รู้เท่าทัน และตัดสินใจอย่างมีเหตุผล” เพราะในโลกที่ข้อมูลและกระแสสังคมสามารถเข้าถึงเด็กได้ภายในเสี้ยววินาที “กระบวนการคิด” คือภูมิคุ้มกันสำคัญที่จะติดตัวเด็กไปตลอดชีวิต

MOU, พว., ส.บ.ท.

อดีตปลัด มท. ร่วมบรรยายพิเศษเล่าขานตำนานเขาขยาย เขาทะเลทราย สู่เขาสวรรค์

17 สิงหาคม 2569 เวลา 17:22 น.

17 สิงหาคม 2569 สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดชัยนาท จัดกิจกรรม “สืบสานพระปณิธาน เรียนรู้ชุมชน ปลูกจิตสำนึกรักษ์ชัยนาทบ้านเกิด” ผ่านการบูรณาการเรียนรู้โดยใช้แหล่งเรียนรู้เขาขยายเป็นฐาน  โดยมี ดร.พิเชฐร์ วันทอง  ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดฯ และ ดร.พัฒนาพร ไทยพิบูลย์ ศึกษาธิการจังหวัดชัยนาท กล่าวรายงาน นอกจากนี้ยังได้รับเกียรติจากนายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย ที่ปรึกษามูลนิธิรักษ์เขาขยายชัยนาท มาร่วมเป็นวิทยากรบรรยายพิเศษ หัวข้อ เล่าขานตำนานเขาขยาย เขาทะเลทราย สู่เขาสวรรค์ ณ เขาขยาย อ.เมืองชัยนาท จ.ชัยนาท  สำหรับกิจกรรมการเรียนรู้ ประกอบด้วย กิจกรรม รักป่า รักชุมชน รักบ้านเกิด รักษ์สิ่งแวดล้อม โดยมีการบำรุงรักษา ใส่ปุ๋ย พรวนดินต้นไม้บริเวณสวนสิงห์ดำ ในการนี้ นายภูมิวัชร์ อุดมทรัพย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาท พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารหน่วยงานทางการศึกษาทุกสังกัด นักเรียน นักศึกษาสังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดชัยนาท เข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว  นอกจากนี้มีกิจกรรมฐานการเรียนรู้ ประกอบด้วย 1.กิจกรรม เรียนรู้ป่าเขาขยาย สืบสานการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี. (อพ.สธ.) โดย วิทยากรครูแกนนำ จากโรงเรียนชัยนาทพิทยาคม และโรงเรียนวัดสิงห์  2.กิจกรรม ฐานการเรียนรู้สืบสานพระปณิธาน ความเป็นพลเมืองดีตามรอยพระยุคลบาทด้านการศึกษา จำนวน 7 ฐานการเรียนรู้ ได้แก่ ฐานการเรียนรู้ที่ 1 พระบรมราโชบายด้านการศึกษา จากสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดชัยนาท , ฐานการเรียนรู้ที่ 2 SDG4 และดนตรี รักษ์ป่า จากสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดชัยนาท มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม และนักดนตรีโรงเรียนอุลิตไพบูลย์ชนูปถัมภ์ , ฐานการเรียนรู้ที่ 3 เรารักสถาบัน จาก กอ.รมน.ชัยนาท โรงเรียนคุรุประชาสรรค์ และครู ก.จังหวัดชัยนาท , ฐานการเรียนรู้ที่ 4 กิจกรรมการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ จาก โรงเรียนชัยนาทพิทยาคม , ฐานการเรียนรู้ที่ 5 เทคโนโลยีเกษตรสู่เกษตรสร้างรายได้ จาก วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีชัยนาท , ฐานการเรียนรู้ที่ 6 ทักษะอาชีพสู่รายได้ที่ยั่งยืน จาก สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดชัยนาท , ฐานการเรียนรู้ที่ 7 รักษ์เขาขยายบรรยายผ่านกระเป๋าผ้า และดนตรี รักษ์ป่า จาก สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดชัยนาท และน้องๆ นักดนตรี จากวิทยาลัยเทคนิคชัยนาท  สำหรับการจัดกิจกรรมในครั้งนี้นั้น มีผู้เข้าร่วมกิจกรรม ประกอบไปด้วย หัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารหน่วยงานทางการศึกษาทุกสังกัดของจังหวัดชัยนาท ผู้บริหารสถานศึกษา ครูและบุคลากรทางการศึกษาจากทุกสังกัดของกระทรวงศึกษาธิการภายในจังหวัดชัยนาท บุคลากรสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดชัยนาท สมาชิกมูลนิธิรักษ์เขาขยายชัยนาท และแขกผู้มีเกียรติ จำนวนกว่า 650 คน เข้าร่วมกิจกรรมฯ ครั้งนี้  

สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดชัยนาท, สุทธิพงษ์ จุลเจริญ

เปิดตัว ‘Denla Learning Commons’ บิ๊กโปรเจกต์ สร้าง Learning Ecosystem รับยุค AI วางรากฐานเด็กปฐมวัยสู่ศตวรรษที่ 21

17 สิงหาคม 2569 เวลา 06:06 น.

“อนุบาลเด่นหล้า เพชรเกษม” เปิดตัว “Denla Learning Commons” บิ๊กโปรเจกต์สร้างระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ (Learning Ecosystem) รูปแบบใหม่ ทุ่มงบกว่า 25 ล้านบาท เนรมิตพื้นที่ 1,000 ตร.ม. หวังเชื่อมโยงพื้นที่ หลักสูตร และการลงมือทำเข้าด้วยกัน เพื่อเป็นพื้นที่ให้เด็กวัย 6 เดือน – 6 ปี ได้คิด ทดลอง และค้นพบตัวเองตามธรรมชาติ ตอบรับเทรนด์การศึกษายุคอนาคตที่ไม่ได้แข่งขันกันที่ใครสอนมากกว่า แต่แข่งกันที่ใครเข้าใจเด็กมากกว่า และมุ่งสร้างทักษะที่หุ่นยนต์ทดแทนไม่ได้ พร้อมตอบโจทย์คุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ที่ต้องการสร้างรากฐานชีวิตมากกว่าแค่การสอบเข้าโรงเรียนประถมชั้นนำ  ผศ.ดร.ต่อยศ ปาลเดชพงศ์ กรรมการบริหาร Denla Group และผู้ช่วยผู้อำนวยการอนุบาลเด่นหล้า เพชรเกษมประกาศเปิดตัว “Denla Learning Commons” ระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ (Learning Ecosystem) รูปแบบใหม่ของอนุบาลเด่นหล้า เพชรเกษม ที่ออกแบบขึ้นด้วยแนวคิดเพื่อสร้างโอกาสให้เด็กได้ค้นหาศักยภาพ ค้นพบความสนใจ และเติบโตผ่านประสบการณ์ที่หลากหลายในช่วงวัยที่สำคัญที่สุดของชีวิต (6 เดือน – 6 ปี) โดยเชื่อมโยงพื้นที่ คุณครู หลักสูตร และการลงมือทำเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อสร้างรากฐานการเรียนรู้ตลอดชีวิต ดังนั้น Denla Learning Commons จึงไม่ได้ถูกออกแบบให้เป็นเพียงอาคารแห่งใหม่ แต่เป็นพื้นที่ที่เด็กได้คิด ทดลอง สร้างสรรค์ สื่อสาร เล่น และลงมือทำ เพื่อค้นพบตัวเองอย่างเป็นธรรมชาติ “หน้าที่ของการศึกษา ไม่ใช่การกำหนดว่าเด็กควรเป็นอะไร แต่คือการสร้างโอกาสให้เด็กได้ค้นพบว่าตัวเองเป็นใคร เพราะเราเชื่อว่า การค้นหาศักยภาพไม่ควรรอจนเด็กโต”  ตลอดระยะเวลากว่า 47 ปี อนุบาลเด่นหล้า เพชรเกษม เป็นที่รู้จักในฐานะโรงเรียนที่มีความเชี่ยวชาญด้านการศึกษาปฐมวัยและการเตรียมความพร้อมสู่โรงเรียนประถมชั้นนำ อย่างไรก็ตาม โรงเรียนเชื่อว่าความสำเร็จของการเป็น Feeder School ที่ดีไม่ได้เริ่มต้นในวันที่เด็กสอบเข้าได้ แต่เริ่มจากวันที่เด็กมีรากฐานการเรียนรู้ที่แข็งแรง ทั้งการคิดอย่างเป็นระบบ การสื่อสาร การทำงานร่วมกับผู้อื่น ความมั่นใจ และความกล้าที่จะตั้งคำถาม ซึ่งทักษะในโลกยุค AI ไม่ใช่เพียงความรู้ แต่คือความคิดสร้างสรรค์ ความเห็นอกเห็นใจ และการเรียนรู้ตลอดชีวิต สำหรับ Denla Learning Commons ได้รับการพัฒนาภายใต้แนวคิด Child Centered, Play-based และ Experiential Learning ประกอบไปด้วย 5 พื้นที่การเรียนรู้ไฮไลท์ ประกอบด้วย 1.Wonder Garden พื้นที่แห่งการคิดและสร้างสรรค์ผ่าน LEGO, Minecraft Education, ปั้นดิน, และกิจกรรมที่ออกแบบมาเพื่อพัฒนาการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และจินตนาการ 2.Sound Garden พื้นที่แห่งดนตรีและการแสดงออก ส่งเสริมสมาธิ ความคิดสร้างสรรค์ และความมั่นใจ 3.Discovery Garden พื้นที่แห่งภาษาและการสื่อสาร ผ่าน Storytelling, Speech และ Thai Plus เพื่อพัฒนาการสื่อสารและการแสดงออก 4.Play Zone เมืองจำลองแห่งการเรียนรู้ ให้เด็กเรียนรู้การใช้ชีวิตผ่าน Role Play เช่น Café, Clinic, Fire Station, Supermarket และ Carpenter Workshop และ 5.Kids Club พื้นที่สำหรับเด็กวัย 6 เดือน ถึง 3 ปี ส่งเสริมพัฒนาการ ผ่านการเล่นและการเรียนรู้ร่วมกันกับผู้ปกครอง  สำหรับการเปิด Denla Learning Commons ครั้งนี้อนุบาลเด่นหล้า เพชรเกษม ใช้งบประมาณในการสร้างกว่า 25 ล้านบาทกับพื้นที่ 1,000 ตารางเมตร และพร้อมเปิดใช้งานกรกฎาคม 2569 รองรับเด็กนักเรียนทุกคน “การศึกษาปฐมวัยในวันนี้ ไม่ได้แข่งขันกันว่าใครสอนมากกว่า แต่แข่งขันกันว่าใครเข้าใจเด็กมากกว่า และใครสามารถสร้างโอกาสให้เด็กแต่ละคนเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ Denla Learning Commons จึงไม่ใช่เพียงการลงทุนด้านสถานที่ แต่เป็นการลงทุนกับประสบการณ์การเรียนรู้ที่จะอยู่กับเด็กไปตลอดชีวิต” ผศ.ดร.ต่อยศ กล่าว  

Denla Learning Commons, Learning Ecosystem, อนุบาลเด่นหล้า เพชรเกษม

นก สินจัย หวนความหลัง 28 ปี มารยาริษยา ในงาน เมืองมารยา เดอะมิวสิคัล

18 สิงหาคม 2569 เวลา 14:48 น.

กลายเป็นโมเมนต์ประทับใจของแฟนละครยุค 90 เมื่อนักแสดงรุ่นใหญ่ “นก สินจัย หงษ์ไทย” โพสต์คลิปวิดีโอผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว (@noksinjai) เผยภาพบรรยากาศการพบปะและสวมกอดสุดอบอุ่นกับ  แพ็ท สุธาสินี ถ่ายทอดบท ‘เพียงดาว’ อแมนด้า ออบดัม ผู้รับบท’ดีนี่’ ในละครเวที  “เมืองมารยา เดอะมิวสิคัล” ของ บอย ถกลเกียรติ วีรวรรณ  นอกจากนี้ยังได้ร่วมเฟรมกับ ลูกเกด  เมทินี ,แหม่ม คัทลียา ,นก จริยา ,นัฏฐา ลอยด์ 

    โดยงานนี้ นก สินจัย ได้โพสต์ข้อความย้อนวันวานถึงละครในตำนานอย่าง มารยาริษยา (ปี 2541) ที่เคยสร้างปรากฏการณ์โด่งดังทั่วบ้านทั่วเมืองว่า “เรื่องใหญ่ของกะเทยยุค 90” คำนี้ถูกต้องมาก ละครทีวีเรื่องนี้ฮิตหนักจนคนดูและคนในวงการแฟชั่นติดกันงอมแงม ชนิดที่ว่าต้องรอชมรอเชียร์ตัวละครอย่าง เพียงดาว และ ดีนี่ กันอย่างสนุกสนาน

ผ่านมาร่วม 28 ปี นก สินจัย ได้เดินทางไปรับชม “เมืองมารยา เดอะมิวสิคาล” ณ โรงละครเมืองไทยรัชดาลัย เธียเตอร์ ซึ่งเป็นการนำละครยอดฮิตสองเรื่องระดับตำนานอย่าง เมืองมารยา และ มารยาริษยา มารวมไว้ด้วยกัน บนเวทีเดียวกัน

งานนี้เจ้าตัวถึงกับออกปากชมไม่ขาดสายว่า ละครเวทีสนุกและสะใจมาก ไดอะล็อกและคำพูดต่างๆ ยังคงกระแทกใจ เช่น “ทำตัวให้ดี กับ ทำตัวให้ดัง มันมีราคาที่ต้องจ่าย” พร้อมเอ่ยปากชมทีมนักแสดงทุกคนบนเวที และเชิญชวนให้แฟนๆ รีบจองตั๋วไปรับชมความสนุกด้วยตัวเอง เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งภาพประทับใจที่ทำเอาแฟนคลับฟินกันทั่วหน้า