พลังงาน ยันตรึงราคา ดีเซล-เบนซิน อยู่หมัด ชี้นํ้ามันในไทยยังถูกกว่าในอาเซียน

พลังงาน ยันตรึงราคา ดีเซล-เบนซิน อยู่หมัด ชี้นํ้ามันในไทยยังถูกกว่าในอาเซียน

พลังงาน ยันตรึงราคา ดีเซล-เบนซิน อยู่หมัด ชี้นํ้ามันในไทยยังถูกกว่าในอาเซียน

วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569, 12.56 น.

ก.พลังงาน ยัน ตรึงราคาดีเซล-เบนซินอยู่หมัด ชี้ นํ้ามันในไทยยังถูกกว่าในอาเซียน ขอปชช. ช่วยกันประหยัดพลังงาน 

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 23 มีนาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) แถลงสถานการณ์ประจำวัน โดยนายวัชรินทร์ บุญฤทธิ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน แถลงว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคานํ้ามันในตลาดโลก ปรับตัวสูงขึ้นชัดเจน เมื่อวันที่ 20 มี.ค.ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดิบดูไบ พุ่งขึ้นสูงถึง 158 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ซึ่งสูงกว่าช่วงก่อนเกิดวิกฤตการณ์ 122% ทำให้เกิดผลกระทบเรื่องความกดดันในราคาพลังงานของประเทศไทย โดยเฉพาะน้ำมัน อย่างไรก็ดีกระทรวงพลังงานได้ใช้มาตรการที่มีอยู่ เช่นกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อชดเชยให้ราคาน้ำมันในประเทศมีเสถียรภาพ ไม่ผันผวน เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้ราคาน้ำมันในระดับที่ไม่กระทบต่อค่าครองชีพมากจนเกินไป โดย ณ วันนี้ ราคาขายปลีกนํ้ามันในประเทศไทย จะพบว่าน้ำมันดีเซลจำหน่ายอยู่ที่ 31.14 บาทต่อลิตร ในขณะที่แก๊สโซฮอล์ E10 อยู่ที่ 33.5 บาทต่อลิตร 

นายวัชรินทร์ กล่าวว่า นอกเหนือจากการใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อรักษาระดับราคา ภาครัฐยังส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ ได้แก่น้ำมันไบโอดีเซล เพื่อลดภาระการพึ่งพาการนำเข้านํ้ามันจากต่างประเทศ 

นายวัชรินทร์ กล่าวว่า ส่วนสถานการณ์ราคาน้ำมันในประเทศกลุ่มอาเซียน กระทรวงพลังงานได้ติดตามเรื่องของราคาจำหน่ายปลีกอย่างต่อเนื่อง ซึ่งพบว่าประเทศต่างๆ ในอาเซียนได้มีการทยอยปรับราคาขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งเบนซินและดีเซล เช่นประเทศมาเลเซีย เวียดนาม และสิงคโปร์

นายวัชรินทร์ กล่าวต่อว่า มีข้อสังเกตที่สำคัญคือ ราคาน้ำมันดีเซลของไทยอยู่ที่ประมาณ 31.14 บาทต่อลิตร ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านเช่นมาเลเซีย น้ำมันดีเซลอยู่ที่ 38-39 บาทต่อลิตรแล้ว ดังนั้น ประเทศไทยถือว่ามีราคาขายปลีกที่ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน อย่างไรก็ดีกระทรวงพลังงานจะบริหารสถานการณ์ราคาขายปลีกให้มีความมั่นคง เพื่อลดค่าใช้จ่ายของประชาชน แต่ก็ต้องรักษาเสถียรภาพของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงให้เหมาะสม ทั้งนี้ ขอเชิญชวนให้ประชาชนร่วมกันประหยัดพลังงาน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการช่วยสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานให้กับประเทศ

นพพล มั่นใจ เพื่อไทย คุมเกษตร ชาวนาไม่ขาดน้ำทำนาแน่ แนะเร่งพัฒนาผลผลิตพันธุ์ข้าวหอมมะลิ

นพพล มั่นใจ เพื่อไทย คุมเกษตร ชาวนาไม่ขาดน้ำทำนาแน่ แนะเร่งพัฒนาผลผลิตพันธุ์ข้าวหอมมะลิ

นพพล มั่นใจ เพื่อไทย คุมเกษตร ชาวนาไม่ขาดน้ำทำนาแน่ แนะเร่งพัฒนาผลผลิตพันธุ์ข้าวหอมมะลิ

วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569, 12.11 น.

“นพพล”มั่นใจ“เพื่อไทย”คุมเกษตรชาวนาไม่ขาดน้ำทำนาแน่  แนะเร่งพัฒนาผลผลิตพันธุ์ข้าวหอมมะลิเพิ่มรายได้เกษตรกร ชี้ตลาดข้าวไทยยังเป็นที่ต้องการในตลาดโลก

นายนพพล  เหลืองทองนารา สส.พิษณุโลก พรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า ปีนี้สถานการณ์ภัยแล้งน่าจะมีความชัดเจนในช่วงกลางปี 69 แต่จะหนักหนาแค่ไหนขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในรัฐบาลที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าล้มเหลวในการบริหารจัดการน้ำ เพราะเกษตรกรหลายพื้นที่ไม่มีน้ำทำนา แม้จะอยูใกล้เขื่อนแต่กรมชลประทานอ้างว่าน้ำที่มีอยู่เตรียมไว้ใช้ในภารกิจอื่นไม่สามารถจัดสรรน้ำให้เกษตรกรได้ ปล่อยให้นาข้าวหลายแสนไร่ต้องยืนต้นตายเพราะไม่มีน้ำหล่อเลี้ยง

นายนพพล กล่าวด้วยว่า  ทั้งนี้ปี 2569 กระทรวงเกษตรฯ ภายใต้การกำกับดูแลของพรรคเพื่อไทย ที่ผ่านมามีการจัดทำแผนงานการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการศึกษาและวางแนวทางในการบริหารน้ำต้นทุนให้เกิดประโยชน์กับเกษตรกรมากที่สุด ซึ่งพรรคเพื่อไทยหัวใจเกษตรกรยึดเกษตรกรเป็นที่ตั้ง ดังนั้นการเตรียมการเพื่อแก้ปัญหาให้เกษตรกรทั่วประเทศจึงเป็นเป้าหมายหลัก รวมทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพในการเพิ่มผลผลิตให้กับเกษตรกรได้ผลผลิตที่มีคุณภาพและตรงกับความต้องการของลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ

“มั่นใจว่าการทำงานของรัฐบาลระหว่างกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตร พร้อมบูรณาการการทำงานร่วมกัน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับเกษตรกร ทั้งการผลิตและการตลาดต้องทำงานร่วมกัน โดยเฉพาะสินค้าเกษตร ข้าวที่มีคุณภาพ เพื่อส่งออกไปขายให้กับลูกค้าในต่างประเทศ เพราะข้าวหอมมะลิไทยยังคงเป็นที่ต้องการในตลาดโลก ดังนั้นหากกระทรวงเกษตร สามารถผลิตข้าวหอมมะลิที่มีคุณภาพ กระทรวงพาณิชย์ หาตลาดรองรับเชื่อว่าสามารถเพิ่มรายได้ให้ชาวนาได้แน่นอน” นายนพพล กล่าว 

เปิดประวัติ ปกรณ์ นิลประพันธ์ ตัวเต็งรองนายกฯมือกฎหมาย ‘อนุทิน2’

เปิดประวัติ ปกรณ์ นิลประพันธ์ ตัวเต็งรองนายกฯมือกฎหมาย 'อนุทิน2'

เปิดประวัติ ปกรณ์ นิลประพันธ์ ตัวเต็งรองนายกฯมือกฎหมาย ‘อนุทิน2’

วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.57 น.

วันที่ 23 มีนาคม 2569 หลังจากชัดเจนว่า นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ไม่ขอรับตำแหน่งรองนายกฯ และตำแหน่งอื่นทั้งหมด ในรัฐบาลอนุทิน 2 ก็มีชื่อ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เป็นตัวเต็งที่ได้รับตำแหน่งนี้ 

ปกรณ์ นิลประพันธ์

สำหรับนายปกรณ์ มีประวัติการศึกษา 

-นิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

-Master of Laws The University of Sydney, Australia

-หลักสูตรนักกฎหมายกฤษฎีกา รุ่นที่ 1 สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

-Certificate in Public Sector Management and Organizational Change The Australian

-National University, Australia

-หลักสูตร Train the Trainers ด้านกฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำหรับผู้บริหารกระบวนการยุติธรรม รุ่นที่ 1 สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์

-หลักสูตรนักบริหารระดับสูง : ผู้นำที่มีวิสัยทัศน์และคุณธรรม รุ่นที่ 64 สำนักงาน ก.พ.

-หลักสูตร East Asian Public Sector Leadership Challenges National Graduate Institutefor Policy Study, Tokyo, Japan

-หลักสูตรผู้บริหารงานด้านกฎหมายภาครัฐ ระดับสูง รุ่นที่ 1 สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

-หลักสูตรนักบริหารการงบประมาณระดับสูง รุ่นที่ 1 สำนักงบประมาณ

-หลักสูตรผู้บริหารระดับสูงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รุ่นที่ 2 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

-หลักสูตรนักบริหารระดับสูง 2 (นบส 2) รุ่นที่ 9 สำนักงาน ก.พ.

-หลักสูตรวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 64

ประวัติการทำงาน

27 ม.ค. 2563 – ปัจจุบัน

เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาและกรรมการกฤษฎีกา

2561 – 2563

เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ

2561 – 2563

ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.)

2559 – 2562

ปฏิบัติหน้าที่รองผู้อำนวยการสำนักงานบริหารนโยบายของนายกรัฐมนตรี (PMDU)

2559

ปฏิบัติหน้าที่รองเลขาธิการคณะรัฐมนตรี

2558

รองเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

2551

กรรมการร่างกฎหมายประจำ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

2550

ผู้อำนวยการสำนักกฎหมายต่างประเทศ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

ว่าที่รัฐมนตรี ครม.อนุทิน 2 ทยอยส่งเอกสารตรวจคุณสมบัติ ประเสริฐ ส่งทีมงานยื่น

ว่าที่รัฐมนตรี ครม.อนุทิน 2 ทยอยส่งเอกสารตรวจคุณสมบัติ ประเสริฐ ส่งทีมงานยื่น

ว่าที่รัฐมนตรี ครม.อนุทิน 2 ทยอยส่งเอกสารตรวจคุณสมบัติ ประเสริฐ ส่งทีมงานยื่น

วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.32 น.

ว่าที่รัฐมนตรี ครม.อนุทิน 2 ทยอยส่งเอกสารตรวจสอบคุณสมบัติ ด้าน ‘ประเสริฐ’ ส่งคณะทำงานมายื่นแทนตั้งแต่ช่วงเช้า

วันที่ 23 มีนาคม 2569ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่บริเวณอาคารสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีซึ่งเป็นสถานที่ที่กำหนดให้ผู้ที่จะเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลอนุทิน 2 นำเอกสารมายื่นเพื่อตรวจสอบคุณสมบัติ ภายหลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 32 เมื่อวันที่ 20 มีนาคมที่ผ่านมา โดยบรรดาว่าที่รัฐมนตรีตามโผ ครม.อนุทิน 2 ทยอยเข้ายื่นเอกสารเพื่อตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรีแล้ว 

โดยเมื่อเวลา 9.00 น. นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ซึ่งคาดว่าจะได้เป็นรมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้ให้ตัวแทนนำเอกสารตรวจสอบคุณสมบัติมาส่งที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเพื่อตรวจสอบประวัติ

จากนั้น เวลา 9.45 น นายประเสริฐจันทรรวงทอง  รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทยได้ให้เจ้าหน้าที่ นำเอกสารมายื่นให้ตรวจสอบเช่นกัน
 
และเมื่อเวลา 10.43 น. พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม ให้ตัวแทนมายื่นเอกสารตรวจสอบประวัติที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี

อย่างไรก็ตาม เมื่อช่วงเช้านี้มีหนึ่งในทีมงานของผู้ที่มีรายชื่อนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย เดินทางมายื่นหนังสือแล้วเช่นกัน 

ต่อมาเมื่อเวลา 11.27 น. ทีมงานของนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย และทีมงานของนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้มายื่นเอกสาร เพื่อตรวจสอบประวัติและคุณสมบัติที่สำนักเลขาธิหารคณะรัฐมนตรี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ยื่นเอกสารเพื่อตรวจสอบคุณสมบัติที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีแล้ว ภายหลังมีข่าวก่อนหน้านี้ว่า นายปกรณ์ มีชื่อติดโผ ครม.อนุทิน 2 โดยจะเข้ามาทำหน้าที่ดูแลด้านกฎหมาย แทน นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย ที่ แสดงความประสงค์ไม่ไปต่อกับรัฐบาลอนุทิน 2

นายกฯ ขึงขัง! ยกเลิกภารกิจนอกทำเนียบฯ เรียกรัฐมนตรีถกด่วน สถานการณ์น้ำมัน

นายกฯ ขึงขัง! ยกเลิกภารกิจนอกทำเนียบฯ เรียกรัฐมนตรีถกด่วน สถานการณ์น้ำมัน

นายกฯ ขึงขัง! ยกเลิกภารกิจนอกทำเนียบฯ เรียกรัฐมนตรีถกด่วน สถานการณ์น้ำมัน

วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.22 น.

นายกฯ ยกเลิกภารกิจนอกทำเนียบฯ เรียกรมต.ถกด่วนสถานการณ์น้ำมัน 

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 23 มีนาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เดินทางเข้าปฎิบัติหน้าที่บนตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล โดยเวลา 10.40 น. นายกฯเรียกหารือสถานการณ์น้ำมัน พร้อมรับฟังรายงานผลการตรวจสอบคลังน้ำมัน โดยมีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง นายอรรถพล ฤกษ์พิบูล รมว.พลังงาน พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เข้าร่วม
 
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันเดียวกันนี้ นายกฯได้ยกเลิกภารกิจนอกทำเนียบฯตลอดทั้งวัน โดยเวลา 09.00 น. นายกรัฐมนตรีมอบหมาย นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานกล่าวเปิดงานวันน้ำโลก ประจำปี พ.ศ. 2569 ในหัวข้อ “Water and Gender” (น้ำและความเท่าเทียมทางเพศ) ณ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) จังหวัดนนทบุรี

ขณะที่เวลา 17.00 น. นายกรัฐมนตรี มอบหมายนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วัฒนธรรม เฝ้าฯ รับเสด็จ สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ในกิจกรรมการรำบวงสรวงท้าวสุรนารี งานฉลองวันแห่งชัยชนะของท้าวสุรนารี ประจำปี 2569 บริเวณลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา และเวลา 19.30 น.  นายกรัฐมนตรี มอบหมาย นางสาวซาบีดา เป็นประธานในพิธีและกล่าวเปิดงานฉลองวันแห่งชัยชนะของท้าวสุรนารี ประจำปี 2569 

สาธิตได้ทีโว! ชี้ถ้าประชาธิปัตย์ เป็นแกนนำรัฐบาล ภาพต่อคิวเติมน้ำมันจะไม่เกิดขึ้น

สาธิตได้ทีโว! ชี้ถ้าประชาธิปัตย์ เป็นแกนนำรัฐบาล ภาพต่อคิวเติมน้ำมันจะไม่เกิดขึ้น

สาธิตได้ทีโว! ชี้ถ้าประชาธิปัตย์ เป็นแกนนำรัฐบาล ภาพต่อคิวเติมน้ำมันจะไม่เกิดขึ้น

วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.08 น.

วันที่ 23 มีนาคม 2569 นายสาธิต ปิตุเตชะ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) โพสต์ภาพพร้อมข้อความเฟซบุ๊ก “สาธิต ปิตุเตชะ” ซึ่งเป็นภาพรถต่อคิวยาวเพื่อเติมน้ำมัน พร้อมข้อความระบุว่า “ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นพรรคแกนนำรัฐบาลตอนนี้ ภาพและเหตุการณ์แบบนี้จะไม่เกิดขึ้น”

-นำ้มันดีเซลถูกลง ประมาณ 9 บาทจะช่วยตรึงราคาหน้าปั๊มให้ยังไม่เกิน 30 ก็ได้ และกองทุนนำ้มันไม่ติดลบมาก

-เมื่อไม่มีส่วนต่างของการอุดหนุนจากรัฐ ไปที่หน้าปั๊ม กับ จ๊อบเปอร์ทั่วไปนำ้มันดีเซลภาคอุตสาหกรรมก็ไม่ต้องไปแย่งเติมนำ้มันจากประชาชนทั่วไป 

-ใช้วิกฤติเป็นโอกาส ทะลายทุนผูกขาดพลังงาน ด้วยการสนับสนุน พลังงานทางเลือก พลังงานสะอาดต่างๆ โดยรัฐจูงใจซับซิไดท์ค่าใช้จ่ายบางอย่าง แก่ผู้ผลิตรายย่อย รายกลาง หรือภาคประชาชน 

ที่ทำได้เพราะ ไม่ต้องเกรงใจ ทุนต่างๆที่มีประโยชน์ จากห่วงโซ่ธุรกิจพลังงานต่างๆ เช่นโรงกลั่นนำ้มัน เป็นต้น เนื่องจากการเลือกตั้งที่ผ่านมา เน้นเรื่องการเมืองสุจริต นโยบายชัดเจนไม่ให้ สส ซื้อเสียง เงินที่พรรคใช้ในการหาเสียง ก็เป็นไปตาม กฏหมายกำหนด จึงทำเรื่องนี้ได้อย่างจริงจัง โดยไม่คิดเรื่องการถอนทุนที่ใช้ไปในการหาเสียง

คิดทำเพื่อประชาชนอย่างเดียวเต็มที่ เพราะคะแนนเสียงที่ได้ ไม่มีราคาต้นทุน 

จะเร่งสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชน ในสถานการณ์สงคราม ให้เข้าใจยอมรับ ช่วยกันประหยัด แต่รัฐจะเข้ามาดูแลอย่างเต็มที่ให้มีผลต่อประชาชนให้น้อยที่สุด

น้ำมันแพง สงครามจริง เกมการเมืองซ้ำเติมสถานการณ์!

น้ำมันแพง สงครามจริง เกมการเมืองซ้ำเติมสถานการณ์!

น้ำมันแพง สงครามจริง เกมการเมืองซ้ำเติมสถานการณ์!

วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.45 น.

สถานการณ์ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงและเริ่มมีสัญญาณขาดแคลนในบางช่วงเวลา ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย หากเป็นแรงกระแทกระดับโลกที่เกิดขึ้นพร้อมกันหลายประเทศ โดยมีต้นตอจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กระทบต่อระบบพลังงานโดยตรง

จุดสำคัญอยู่ที่ช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางลำเลียงน้ำมันหลักของโลกที่กำลังเผชิญความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ความรุนแรง เมื่อการขนส่งสะดุด อุปทานในตลาดโลกลดลงทันที และราคาน้ำมันจึงขยับขึ้นพร้อมกันในหลายภูมิภาค

น้ำมัน

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

ประเทศไทยในฐานะผู้นำเข้าน้ำมัน ย่อมได้รับผลกระทบโดยตรงจากการเปลี่ยนแปลงนี้ ราคาหน้าปั๊มจึงขยับตามต้นทุนโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ภาพการต่อคิวเติมน้ำมันที่เกิดขึ้นในบางพื้นที่จึงมีเหตุรองรับ ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นลอย ๆ

อย่างไรก็ตาม หากมองในภาพรวม ระบบสำรองน้ำมันและการบริหารจัดการยังคงทำงานได้ตามปกติ สถานการณ์ยังไม่ถึงขั้นขาดแคลนทั้งระบบตามที่มีการพูดถึงในบางกระแส

สิ่งที่เกิดขึ้นควบคู่กับปัญหาพลังงาน คือการขยายภาพของสถานการณ์ผ่านข้อมูลข่าวสารที่ไหลเร็วและขาดการกลั่นกรอง ภาพการต่อคิวหรือข่าวการขาดแคลนในบางจุด ถูกนำไปขยายจนกลายเป็นภาพแทนของทั้งประเทศ

ข้อมูลบางส่วนถูกนำเสนอโดยตัดบริบท บางส่วนเป็นภาพเก่าหรือภาพจากต่างประเทศ แต่เมื่อถูกแชร์ซ้ำหลายครั้ง ก็กลายเป็นความเชื่อในวงกว้าง และสร้างบรรยากาศที่กดดันมากกว่าความเป็นจริง

ลักษณะเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ หากเคยเกิดขึ้นมาแล้วในช่วงโควิด-19 เมื่อข้อมูลจริงปะปนกับข้อมูลที่คลาดเคลื่อน จนสังคมเต็มไปด้วยความกังวลเกินระดับของสถานการณ์ในหลายช่วงเวลา

เมื่อความรู้สึกนำหน้าข้อเท็จจริง พฤติกรรมของผู้คนก็เปลี่ยนไป การเร่งเติม การกักสำรอง และการส่งต่อข้อมูลโดยไม่ตรวจสอบ กลายเป็นปัจจัยที่ทำให้ภาพรวมดูรุนแรงขึ้นไปอีก

อีกด้านที่เห็นชัด คือการที่วิกฤตน้ำมันถูกฝ่ายการเมืองที่อยู่ตรงข้ามรัฐบาลนำมาใช้โจมตีโดยตรง สถานการณ์ที่เป็นผลจากสงครามและตลาดพลังงานโลก ถูกบิดให้กลายเป็นความล้มเหลวของรัฐบาลในประเทศ

น้ำมัน

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

มีการพูดในทำนองว่า รับเงินมาในช่วงเลือกตั้ง แต่วันนี้กลับต้องมาจ่ายค่าน้ำมันแพงขึ้น เพื่อโยงให้เห็นว่าการตัดสินใจทางการเมืองของประชาชนในวันนั้น คือสาเหตุของความเดือดร้อนในวันนี้

การเอาสองเรื่องนี้มาผูกเข้าด้วยกันแล้วชี้ว่าเป็นความผิดของรัฐบาล จึงเป็นการบิดตรรกะเพื่อสร้างอารมณ์ทางการเมือง ไม่ใช่การอธิบายข้อเท็จจริง เพราะราคาน้ำมันขึ้นจากปัจจัยภายนอก ขณะที่ประเด็นเรื่องซื้อเสียงถูกหยิบมาเชื่อมโยงให้ดูเกี่ยวข้อง ทั้งที่เป็นคนละเรื่อง

ข้อเท็จจริงคือ ไม่ว่ารัฐบาลชุดใดเข้ามาในช่วงเวลาเดียวกัน ก็ต้องเผชิญแรงกดดันจากราคาน้ำมันในลักษณะเดียวกัน ไม่มีใครสามารถกำหนดราคาน้ำมันโลกได้ตามต้องการ

สิ่งที่เกิดขึ้นจึงเป็นการโหนวิกฤตน้ำมันเพื่อดิสเครดิตรัฐบาล และยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์ให้หนักขึ้น ทั้งในระดับความรู้สึกของสังคมและการรับมือของประเทศ มากกว่าการช่วยคลี่คลายปัญหาที่เกิดขึ้นจริง

ประเทศไทยใช้กลไกหลายด้านในการชะลอผลกระทบจากราคาน้ำมัน ไม่ว่าจะเป็นกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง การปรับภาษี หรือมาตรการดูแลค่าครองชีพ ซึ่งถูกใช้ต่อเนื่องมาหลายยุคหลายรัฐบาล

น้ำมัน

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล / ภาพสร้างจาก เอไอ

กลไกเหล่านี้ช่วยลดแรงกระแทกได้ในระดับหนึ่ง แต่ไม่สามารถต้านทิศทางของตลาดโลกได้ทั้งหมด เพราะต้นทุนหลักยังคงผูกอยู่กับราคาพลังงานในระดับสากล

สถานการณ์ปัจจุบันจึงมีสองชั้นซ้อนกัน ชั้นแรกคือวิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้นจริงและกระทบทั้งโลก อีกชั้นคือบรรยากาศในประเทศที่ถูกขยายผ่านข้อมูลและการเมือง จนทำให้ความรู้สึกของผู้คนรุนแรงกว่าสถานการณ์จริงในบางช่วง

ในช่วงเวลาที่แรงกดดันเพิ่มขึ้น การยึดข้อเท็จจริงและประเมินสถานการณ์ตามข้อมูลที่ครบถ้วน จึงมีความสำคัญมากกว่าการไหลไปตามกระแส เพราะวิกฤตพลังงานต้องอาศัยความเข้าใจที่ตรงกับความเป็นจริง จึงจะรับมือได้อย่างมีสติ.

ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

เริ่มแล้ว! รัฐคุมเข้มฉลากรถ EV ต้องแจ้งสเปก-เงื่อนไขประกันแบตเตอรี่

เริ่มแล้ว! รัฐคุมเข้มฉลากรถ EV ต้องแจ้งสเปก-เงื่อนไขประกันแบตเตอรี่

เริ่มแล้ว! รัฐคุมเข้มฉลากรถ EV ต้องแจ้งสเปก-เงื่อนไขประกันแบตเตอรี่

วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.40 น.

รัฐกำหนดให้รถยนต์ไฟฟ้าเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก เพื่อให้ประชาชนได้ข้อมูลถูกต้องครบถ้วนก่อนตัดสินใจซื้อ โดยมีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่21มีค.69

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลได้ยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภค โดยกำหนดให้ “รถยนต์ไฟฟ้า” เป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก ตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก ซึ่งมีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 21 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป

รองโฆษกฯ กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และเปรียบเทียบสินค้าได้อย่างชัดเจน ก่อนตัดสินใจซื้อ โดยเฉพาะในช่วงที่รถยนต์ไฟฟ้าได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ผู้ประกอบธุรกิจต้องแสดงฉลากเป็นภาษาไทย หรือมีภาษาไทยกำกับ พร้อมระบุข้อมูลสำคัญอย่างชัดเจน ได้แก่ ยี่ห้อ รุ่น ระบบขับเคลื่อน ราคา วันเดือนปีที่ผลิต วิธีใช้ ข้อแนะนำในการใช้งาน และข้อควรระวังด้านความปลอดภัย โดยต้องมีข้อความเตือนที่เห็นได้ชัด

สำหรับข้อมูลเฉพาะของรถยนต์ไฟฟ้า ต้องระบุเพิ่มเติมอย่างน้อย ได้แก่

ประเภทรถยนต์ไฟฟ้า เช่น HEV, PHEV, BEV หรือ FCEV

กำลังของมอเตอร์ไฟฟ้า และกำลังต่อเนื่อง

ประเภทและความจุแบตเตอรี่

ระยะทางวิ่งต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง

เงื่อนไขการรับประกันแบตเตอรี่ (หากไม่มีต้องระบุชัดเจน)

อัตราการใช้ไฟฟ้า

มาตรฐานความปลอดภัยระบบไฟฟ้า


นอกจากนี้ หากเป็นรถยนต์ไฟฟ้านำเข้า ต้องระบุประเทศผู้ผลิต และข้อมูลผู้นำเข้าอย่างครบถ้วน เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบแหล่งที่มาได้

“มาตรการนี้จะช่วยให้ประชาชนมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจที่ครบถ้วน เข้าใจคุณสมบัติของรถยนต์ไฟฟ้าได้มากขึ้น ลดความเสี่ยงจากการเข้าใจผิด และเพิ่มความปลอดภัยในการใช้งาน” นางสาวลลิดา กล่าว

บวรศักดิ์ ไม่ได้ไปต่อ ครม.อนุทิน 2 สะพัด ปกรณ์ เสียบแทน

บวรศักดิ์ ไม่ได้ไปต่อ  ครม.อนุทิน 2 สะพัด ปกรณ์  เสียบแทน

บวรศักดิ์ ไม่ได้ไปต่อ ครม.อนุทิน 2 สะพัด ปกรณ์ เสียบแทน

วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.17 น.

วันที่ 23 มีนาคม 2569 รายงานข่าวภายในพรรคภูมิใจไทย ภายหลังแกนนำ มอบเอกสารให้ว่าที่รัฐมนตรีกรอกประวัติ นำมาส่งกับสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล ในวันพรุ่งนี้ 23 มี.ค. 2569 ปรากฎชัดเจนว่า ในสัดส่วนของพรรคภูมิใจไทย ไม่มีชื่อของนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย แต่อย่างใด  ก่อนที่จะมีข่าวว่า เจ้าตัวได้ปฏิเสธกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี  ไม่ขอรับตำแหน่งรองนายกฯ และตำแหน่งอื่นทั้งหมด  

ทั้งนี้มีรายงานข่าวว่า ในครม.อนุทิน 2 จะมีนักกฎหมายมือฉมัง ที่อาจไขก็อก ลาออกจากราชการ มาร่วมหัวจมท้ายกับรัฐบาลอนุทิน โดยมีรายงานข่าว ปรากฎชื่อของนายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา คนปัจจุบัน  ศิษย์ก้นกุฎิ “มีชัย-วิษณุ” ส่งตรวจคุณสมบัติ 

หมอวรงค์ ชี้ ภาวะเช่นนี้ น้ำมันแพงเป็นเรื่องปกติ แต่ขาดแคลนถือว่าผิดปกติ

หมอวรงค์ ชี้ ภาวะเช่นนี้ น้ำมันแพงเป็นเรื่องปกติ แต่ขาดแคลนถือว่าผิดปกติ

หมอวรงค์ ชี้ ภาวะเช่นนี้ น้ำมันแพงเป็นเรื่องปกติ แต่ขาดแคลนถือว่าผิดปกติ

วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.51 น.

วันที่ 23 มีนาคม 2569 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี ได้โพสต์ข้อความระบุว่า ภาวะเช่นนี้ น้ำมันแพงขึ้นเป็นเรื่องปกติ แต่การขาดแคลน ถือว่าผิดปกติ