อนุชา ซัดส่วย กทม. ถ้าหัวไม่ส่าย หางก็ไม่กระดิก ชี้คนกรุงรู้กันหมด อิสระจริงไม่จริง

อนุชา ซัดส่วย กทม. ถ้าหัวไม่ส่าย หางก็ไม่กระดิก ชี้คนกรุงรู้กันหมด อิสระจริงไม่จริง

อนุชา ซัดส่วย กทม. ถ้าหัวไม่ส่าย หางก็ไม่กระดิก ชี้คนกรุงรู้กันหมด อิสระจริงไม่จริง

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.55 น.

“อนุชา”ซัดส่วย กทม. “ถ้าหัวไม่ส่าย หางก็ไม่กระดิก” ชี้คนกรุงรู้กันหมด อิสระจริงไม่จริง ไม่อยากพูดมาก

7 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา 07.00 น.ที่ตลาดวัดแขก เขตบางรัก นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 พร้อมด้วย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คณะผู้บริหารพรรค อาทิ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค ดร.การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรค นายเมฆินทร์ เอี่ยมสอาด รองหัวหน้าพรรค และนายธนากร ลิ้มวาทะรส ผู้สมัคร ส.ก.เบอร์ 1 เขตบางรัก ลงพื้นที่หาเสียง

โดยบรรยากาศก่อนเดินหาเสียงนายอนุชาพร้อมคณะผู้บริหารพรรคได้ไหว้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ขอพร พระแม่ศรีมหาอุมาเทวี ที่วัดแขก จากนั้นเดินหาเสียงต่อที่บริเวณตลาดแขก ซอยสีลม 20 ทักทายพ่อค้าแม่ค้าถามสารทุกข์สุขดิบ พ่อค้าแม่ค้า ประชาชนที่ผ่านไปผ่านมา ซึ่งมีประชาชนบางคนบอกว่า แม้จะไม่ได้อยู่ในเขตหาเสียงนี้แต่ว่าเป็นคน กทม.เหมือนกัน ก็จะเลือกเบอร์ 5 เบอร์ 5 บ้านทั้งหมู่บ้าน และระหว่างหาเสียงได้เจอกับผู้สมัคร ส.ก.อีกกลุ่ม มีการจับไม้จับมือทักทายกัน

โดย นายอนุชา กล่าวว่า เรื่องของเศรษฐกิจก็ยังเป็นประเด็นหลัก ซึ่งลงพื้นที่เห็นการใช้สอยอาจจะยังไม่มากเหมือนปกติ เพราะฉะนั้น กทม.ถ้ามีโอกาสก็ต้องมาสนับสนุนในเรื่องของการทำให้ทุกอย่างให้สะดวกสบายมากขึ้น เรื่องความสะอาดการเก็บขยะบริเวณนี้ ต้องทำเพิ่มเติมมากขึ้น ทำเป็นให้สัดส่วนมากขึ้น และบริเวณสีลม มีในส่วนของสถานที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมเยอะมาก มีสถาปัตยกรรมต่างๆสวยงามคือ ความเป็นกรุงเทพฯ กทม.ควรเข้ามาดูในขอบเขตต่างๆที่มีแหล่งท่องเที่ยวมีตลาดและสถานที่อื่นอื่นที่น่าสนใจ

เมื่อถามว่า ในเรื่องของทางเท้าเรามีนโยบายอย่างไร นายอนุชา กล่าวว่า ถ้าอยู่ในถนนหลัก เราเข้าใจเรื่องการสัญจรไปมา ต้องให้ประชาชนที่เดินทางก่อนเพื่อสะดวกสบาย แต่หากอยู่ในซอยแบบนี้การเดินทางควรเข้าใจผู้ที่ใช้ถนน สามารถหลีกเลี่ยงได้ เพราะต่อให้ไม่มีพ่อค้าแม่ค้า การเดินทางก็ลำบากอยู่แล้วเพราะเป็นซอยแคบ ซึ่งหากเราจัดแบบนี้ ก็สามารถอยู่กันกับพ่อค้าแม่ค้า ความเป็นกรุงเทพฯ คือ เรื่องของสตรีทฟู๊ด คือ อาหารที่หาได้ตามทางเดิน ที่คนต่างชาติมาและเห็นในส่วนนี้ ซึ่งเขตต่างๆ ถ้ามีแบบนี้ทำให้เศรษฐกิจเดินหน้าไปได้

เมื่อถามว่า หากมีโอกาสเข้าไปเป็นผู้ว่าฯ เรื่องคอรัปชัน จะจัดการอย่างไร นายอนุชา กล่าวว่า เป็นหนึ่งนโยบายของเรา คือ ตรวจสอบได้ แต่ตอนนี้ถ้าไม่พูดถึงก็ไม่ได้ เพราะเป็นเรื่อง มีข้าราชการ กทม.หลายคนมีการส่งสัญญาณมาถึงตน จะพูดว่า ไม่มีก็เป็นไปไม่ได้ ตามที่หลายคนพูดกันมา คำพูดที่เข้าใจง่าย คือ “ถ้าหัวไม่ส่าย หางก็ไม่กระดิก” เขาบอกเองว่า กทม.มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น แต่การหาใบเสร็จเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นผู้ที่หาประโยชน์และผู้สมประโยชน์ เขามีวิธีการที่เลี่ยงอยู่แล้ว เรื่องใบเสร็จเป็นไปไม่ได้ที่จะหามา เพียงแต่ว่าผู้บริหาร ซึ่งตอนนี้หมดวาระไปแล้ว จะออกมาพูดความจริงเมื่อไหร่ เห็นกันอยู่ว่าเป็นอย่างไร

“จริงๆ คน กทม.เขารู้กันหมดว่า ผู้ว่าฯ ที่เป็นอิสระจริงหรือเปล่า หรือเป็นทีมเดียวกัน ไม่อยากพูดอะไรมากไปกว่านี้ เพราะหลายคนรอไปเลือกตั้งอย่างเดียว ว่าสิ่งที่เขาได้รับทราบ เป็นข้อเท็จจริงหรือไม่ อย่าประเมินประชาชนต่ำไป เขารู้ข้อเท็จจริงทั้งหมด แต่ทั้งหมดตนคิดว่าประชาชนเข้าใจแล้วตัดสินใจได้” นายอนุชา กล่าว

จากนั้นเวลา 08.30 น. นายอนุชา พร้อมคณะผู้บริหารพรรค ได้เดินทางมาหาเสียงต่อ ที่ตลาดริมคลอง ซอยเจริญกรุง 103 ช่วย ดร.สุดคนึง แก้วทอง ผู้สมัคร ส.ก.เบอร์ 2 เขตบางคอแหลม หาเสียง

– 006

น้ำมา ปิดได้เลย! รัฐบาลให้อำนาจผู้บริหารโรงเรียน สั่งหยุดเรียนได้ทันที

น้ำมา ปิดได้เลย! รัฐบาลให้อำนาจผู้บริหารโรงเรียน สั่งหยุดเรียนได้ทันที

น้ำมา ปิดได้เลย! รัฐบาลให้อำนาจผู้บริหารโรงเรียน สั่งหยุดเรียนได้ทันที

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.22 น.

น้ำมา ปิดได้เลย! รัฐบาลให้อำนาจผู้บริหารโรงเรียน สั่งหยุดเรียนได้ทันที ลุยรับมือเชิงรุกน้ำท่วมปี 69 ยึดความปลอดภัยเด็กเป็นอันดับหนึ่ง

รัฐบาลวางมาตรการเชิงรุกรับมือน้ำหลากปี 2569 รองโฆษกรัฐบาลเผย สพฐ.ถอดบทเรียนความเสียหายย้อนหลัง 3 ปี ป้องกันปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก เน้นความปลอดภัยสูงสุด ให้อำนาจผู้บริหารสถานศึกษาประเมินสถานการณ์ สั่งปิดโรงเรียนหนีน้ำได้ทันที

7 มิถุนายน 2569 ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเตรียมความพร้อมในการเฝ้าระวังและรับมือเหตุอุทกภัยในสถานศึกษา ว่า จากการประเมินสถานการณ์ร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยา และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) พบว่าแนวโน้มอุทกภัย ดินสไลด์ และน้ำท่วมฉับพลันในทุกภูมิภาคมีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้นทุกปี ซึ่งจากข้อมูลย้อนหลัง 3 ปี โดยเฉพาะในปี 2568 ที่ผ่านมา พบว่ามีสถานศึกษาได้รับผลกระทบเกือบ 2,000 แห่ง และมีเด็กนักเรียนได้รับผลกระทบกว่า 1.6 แสนคน และยังพบว่า มีโรงเรียนจำนวนมากที่ประสบภัยพิบัติซ้ำซ้อน

ล่าสุด รัฐบาล โดยกระทรวงศึกษาธิการ ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องปรับเปลี่ยนวิธีการทำงาน จากการตั้งรับเป็นการทำงานเชิงรุก และออกมาตรการระยะสั้นคุมเข้มสถานศึกษาทั่วประเทศ เพื่อป้องกันเหตุที่อาจจะเกิดขึ้น โดยกำชับให้ติดตามพยากรณ์อากาศและประสานงานฝ่ายปกครองท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด และให้อำนาจผู้บริหารสถานศึกษาประเมินความเสี่ยงและสั่งปิดโรงเรียนชั่วคราวได้ทันที พร้อมปรับระบบการเรียนการสอนเป็น Online , On-Hand หรือ On-Demand ตามความเหมาะสม ขณะเดียวกันให้ครูผู้สอนผ่อนปรนการส่งการบ้าน และการสอบในช่วงวิกฤต เพื่อดูแลสภาพจิตใจของเด็กและผู้ปกครอง ไม่ให้เครียด

นอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้สถานศึกษาจัดเตรียมพื้นที่ปลอดภัยในโรงเรียนเป็นศูนย์อพยพชั่วคราวของชุมชน กรณีต้องมีการอพยพประชาชนในพื้นที่ และให้ทุกโรงเรียนรายงานสถานการณ์แบบเรียลไทม์ ผ่านแอปพลิเคชัน Line เพื่ออนุมัติถุงยังชีพและสิ่งของจำเป็นได้แบบทันท่วงที

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงเพิ่มเติมถึงมาตรการระยะยาวว่า จะเน้นเรื่องการฟื้นฟูโครงสร้างและการสร้างความร่วมมือกับท้องถิ่น เพื่อแก้ปัญหาอย่างถาวร โดยเมื่อสถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ ให้เร่งจัดทำแผนสอบชดเชย จัดหาอุปกรณ์การเรียนทดแทนส่วนที่เสียหาย และประสานศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชนของอาชีวศึกษา ส่งทีมช่างเข้าซ่อมแซมทันที จากนั้น ให้สถานศึกษารายงานความเสียหายของอาคารเพื่อขอรับงบซ่อมแซมจาก สพฐ.ตามระเบียบวาระเร่งด่วน รวมทั้งประสานความร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อปรับปรุงระบบระบายน้ำของโรงเรียนและชุมชนในระยะยาวต่อไป

ต่อยอดความร่วมมือ! นายกฯ เตรียมเยือนเวียดนาม 8-9 มิ.ย.นี้

ต่อยอดความร่วมมือ! นายกฯ เตรียมเยือนเวียดนาม 8-9 มิ.ย.นี้

ต่อยอดความร่วมมือ! นายกฯ เตรียมเยือนเวียดนาม 8-9 มิ.ย.นี้

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.15 น.

นายกฯ เตรียมเยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการ 8-9 มิ.ย.นี้ ต่อยอดความร่วมมือหลังผู้นำเวียดนามเยือนไทย พร้อมร่วมประชุม ASEAN Future Forum ผลักดันความร่วมมือไทย-เวียดนามสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม

7 มิถุนายน 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีกำหนดการเยือนสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามอย่างเป็นทางการ และเข้าร่วมการประชุม ASEAN Future Forum (AFF) ครั้งที่ 3 ระหว่างวันที่ 8 – 9 มิถุนายน 2569 ณ กรุงฮานอย เพื่อหารือกับผู้นำเวียดนามและภาคเอกชนเพื่อสานต่อความร่วมมือในทุกมิติ

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้นำคณะรัฐมนตรีและผู้แทนระดับสูงของไทยร่วมเดินทาง ประกอบด้วย นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการเหล่าทัพ ตลอดจนผู้แทนภาคเอกชนชั้นนำของไทยที่มีการลงทุนในเวียดนามกว่า 10 บริษัท ร่วมคณะครั้งนี้ด้วย เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทั้งในระดับรัฐบาลและภาคเอกชนระหว่างไทยและเวียดนามให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การเยือนเวียดนามครั้งนี้นับเป็นการเยือนเวียดนามครั้งแรกของนายกรัฐมนตรี ภายหลังการเยือนไทยอย่างเป็นทางการของนายโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีเวียดนาม เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี และถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการกระชับความสัมพันธ์ไทย – เวียดนาม ให้แน่นแฟ้น

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีจะใช้โอกาสการเยือนครั้งนี้หารือกับผู้นำเวียดนามในระดับการเมือง ทั้งประธานาธิบดีเวียดนาม นายกรัฐมนตรีเวียดนาม และประธานสภาแห่งชาติเวียดนาม รวมถึงจะพบปะภาคเอกชนไทยที่ลงทุนในเวียดนาม เพื่อผลักดันความร่วมมือจาก “ความสัมพันธ์ที่ดี” ไปสู่ “ความร่วมมือที่เกิดผลเป็นรูปธรรม” ตามเป้าหมายร่วมกัน

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังจะเข้าร่วมการประชุม ASEAN Future Forum (AFF) ครั้งที่ 3 ซึ่งเป็นเวทีหารือเชิงยุทธศาสตร์เกี่ยวกับอนาคตและทิศทางการพัฒนาของอาเซียน มีผู้นำประเทศ ผู้กำหนดนโยบาย ภาคธุรกิจ นักวิชาการ และภาคส่วนต่างๆ ได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและมุมมองต่อประเด็นสำคัญของภูมิภาค ทั้งนี้ การประชุม AFF จัดขึ้นมาแล้ว 2 ครั้ง แต่การเข้าร่วมครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่นายกรัฐมนตรีไทยเดินทางเข้าร่วมการประชุมด้วยตนเองสะท้อนถึงความสำคัญที่ไทยให้ต่อเวทีดังกล่าว ตลอดจนความสัมพันธ์อันใกล้ชิดและแน่นแฟ้นระหว่างไทยกับเวียดนาม

การประชุมในปีนี้จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “Shaping our Future Together: Peace, Prosperity, People-Centered” โดยมุ่งหารือแนวทางเสริมสร้างบทบาทของอาเซียนในการรับมือกับความท้าทายและความไม่แน่นอนของโลก ส่งเสริมสันติภาพ ความเจริญรุ่งเรือง และการสร้างประชาคมอาเซียนที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งจะมีผู้นำจากหลายประเทศเข้าร่วม อาทิ นายกรัฐมนตรีเวียดนาม นายกรัฐมนตรีกัมพูชา นายกรัฐมนตรี สปป.ลาว นายกรัฐมนตรีไทย และนายกรัฐมนตรีติมอร์-เลสเต

สำหรับกำหนดการสำคัญ ในวันที่ 8 มิถุนายน 2569 นายกรัฐมนตรีและคณะจะเดินทางออกจากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ในเวลา 08.00 น. ถึงท่าอากาศยานนานาชาติโหน่ยบ่าย กรุงฮานอย เวลา 10.00 น. จากนั้นจะพบหารือทวิภาคีกับผู้นำระดับสูงของเวียดนาม และประชุมหารือกับภาคเอกชนไทยที่ดำเนินธุรกิจในเวียดนาม โดยในช่วงบ่าย นายกรัฐมนตรีจะเข้าร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ และหารือข้อราชการเต็มคณะ ที่ทำเนียบรัฐบาลเวียดนาม ก่อนเข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำ ซึ่งนายกรัฐมนตรีเวียดนาม เป็นเจ้าภาพ

ส่วนในวันที่ 9 มิถุนายน 2569 นายกรัฐมนตรีจะเข้าร่วมพิธีเปิดการประชุม ASEAN Future Forum ครั้งที่ 3 ณ โรงแรม Melia Hanoi และในช่วงบ่ายจะเข้าร่วมงาน Thailand–Vietnam Investment and Business Forum ซึ่งจัดโดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ก่อนเดินทางกลับประเทศไทยในช่วงค่ำวันเดียวกัน

รัฐบาลเผย ไทยช่วยไทย พลัส กระแสตอบรับดี ยอดใช้จ่ายทะลุ 14,099 ล้าน

รัฐบาลเผย ไทยช่วยไทย พลัส กระแสตอบรับดี ยอดใช้จ่ายทะลุ 14,099 ล้าน

รัฐบาลเผย ไทยช่วยไทย พลัส กระแสตอบรับดี ยอดใช้จ่ายทะลุ 14,099 ล้าน

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.17 น.

รัฐบาลเผย “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” กระแสตอบรับดี ยอดใช้จ่ายทะลุ 14,099 ล้านบาท ผู้ใช้สิทธิกว่า 21.85 ล้านราย ร้านค้าเข้าร่วมเกือบ 1 ล้านราย สะท้อนกำลังซื้อฟื้นทั่วประเทศ

7 มิถุนายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้าขับเคลื่อนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” เพื่อเพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชน กระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน และผู้ประกอบการท้องถิ่นทั่วประเทศ โดยล่าสุดข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง ณ วันที่ 6 มิถุนายน 2569 เวลา 17.00 น. สะท้อนว่าโครงการได้รับการตอบรับอย่างต่อเนื่องและช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัจจุบันมีประชาชนได้รับสิทธิเข้าร่วมโครงการแล้วจำนวน 26,040,623 ราย ขณะที่ยอดการใช้จ่ายสะสมภายในโครงการอยู่ที่ 14,099.82 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินที่รัฐบาลร่วมสนับสนุนจำนวน 8,205.35 ล้านบาท และเงินที่ประชาชนร่วมใช้จ่ายจำนวน 5,894.47 ล้านบาท โดยมีผู้ใช้สิทธิสำเร็จแล้วจำนวน 21,852,006 ราย สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนจำนวนมากได้เข้ามาใช้สิทธิและเกิดการจับจ่ายใช้สอยจริงในระบบเศรษฐกิจ

ในส่วนของร้านค้า พบว่ามีร้านค้าที่ลงทะเบียนสำเร็จและพร้อมให้บริการแล้วจำนวน 997,573 ร้านค้า แบ่งเป็นร้านค้าเดิม 866,459 ร้านค้า และร้านค้าใหม่ 131,114 ร้านค้า นอกจากนี้ ยังมีร้านค้าที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบอีก 3,613 ร้านค้า และอยู่ระหว่างการยอมรับเงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการ (T&C) อีก 112,817 ร้านค้า สะท้อนถึงความสนใจของผู้ประกอบการที่ต้องการเข้าร่วมโครงการอย่างต่อเนื่อง

รองโฆษกฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันมีร้านค้าที่มียอดใช้จ่ายเกิดขึ้นจริงผ่านโครงการแล้วจำนวน 925,033 ร้านค้า ขณะที่ข้อมูล ณ วันที่ 5 มิถุนายน 2569 เวลา 23.00 น. พบว่ามีประชาชนใช้สิทธิครบวงเงิน 1,000 บาทแล้วจำนวน 142,610 ราย แสดงให้เห็นถึงการตอบรับของประชาชนต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่สามารถช่วยลดภาระค่าครองชีพและเพิ่มกำลังซื้อได้อย่างเป็นรูปธรรม

“ตัวเลขการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนว่ามาตรการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้จริง ทั้งในมิติการช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน การเพิ่มรายได้ให้ร้านค้ารายย่อย และการสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในชุมชนทั่วประเทศ ซึ่งรัฐบาลจะติดตามการดำเนินโครงการอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและเศรษฐกิจของประเทศ” นางสาวลลิดา กล่าว

ทั้งนี้ ในส่วนของการใช้สิทธิผ่านร้านค้าบนแพลตฟอร์ม Food Delivery จะเริ่มเปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป เพื่อเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงสิทธิและขยายโอกาสทางการค้าให้กับผู้ประกอบการในระบบดิจิทัลมากยิ่งขึ้น

ข่าวดีรับ Pride Month ยาฮอร์โมนข้ามเพศ สิทธิบัตรทอง พร้อมบริการเดือนนี้

ข่าวดีรับ Pride Month ยาฮอร์โมนข้ามเพศ สิทธิบัตรทอง พร้อมบริการเดือนนี้

ข่าวดีรับ Pride Month ยาฮอร์โมนข้ามเพศ สิทธิบัตรทอง พร้อมบริการเดือนนี้

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.10 น.

ข่าวดีรับ Pride Month ยาฮอร์โมนข้ามเพศ สิทธิบัตรทอง จัดซื้อแล้ว พร้อมบริการภายในเดือนมิถุนายนนี้

7 มิถุนายน 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าดูแลสุขภาพประชาชนทุกกลุ่มอย่างครอบคลุม เตรียมเปิดสิทธิประโยชน์ “ฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพ” เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของคนข้ามเพศ และดึงกลุ่มผู้รับบริการเข้าสู่ระบบสุขภาพอย่างปลอดภัย ครอบคลุมทั้งยาฮอร์โมน การตรวจแล็บ ดูแล Transgender ให้สุขภาพดีแบบองค์รวม คาดเร็วสุดเริ่มกระจายยาได้ไม่เกิน 10 มิถุนายน 2569 ไปยังหน่วยบริการรวม 50 แห่ง

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ปัจจุบัน ชุดบริการสำหรับการข้ามเพศ ได้ถูกบรรจุไว้ในสิทธิประโยชน์ในสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สิทธิบัตรทอง) และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้ดำเนินการจัดซื้อยาฮอร์โมนแล้ว ซึ่งยา “ฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพ” ทั้ง 8 รายการ ถูกแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ประกอบด้วย 1.กลุ่มยาฮอร์โมนเพศหญิง ทั้งชนิดเม็ดและชนิดทา 2.กลุ่มยาฮอร์โมนเพศชาย ชนิดฉีด 3.กลุ่มยาบล็อกฮอร์โมนเพศชาย ชนิดเม็ด และ 4.กลุ่มยาฉีดกดฮอร์โมนส่วนกลาง นอกจากสิทธิประโยชน์บริการฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพแล้ว ยังให้การครอบคลุมไปถึงการตรวจสุขภาพ การให้คำแนะนำสุขภาพจิต  การตรวจทางห้องปฏิบัติการ ตั้งแต่การตรวจสุขภาพทั่วไป ระดับฮอร์โมน การทำงานของตับ การทำงานของไต และระบบเผาผลาญของร่างกาย เป็นต้น

นางสาวพลอยทะเล กล่าวต่อว่า สำหรับหน่วยบริการทั้งหมด ทั้งคลินิกเอกชนของภาคประชาสังคม ศูนย์บริการสาธารณสุข (ศบส.) ของกรุงเทพมหานคร และโรงพยาบาลรัฐบาลบางแห่ง ขอให้ติดตามการประชาสัมพันธ์ของ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และจากหน่วยงานราชการทึ่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม การให้ยาฮอร์โมนมีผลข้างเคียงต่อสภาพร่างกาย และจิตใจในภาพรวม จนอาจเป็นปัญหาสุขภาพในอนาคตได้ ก่อนได้รับฮอร์โมน จะต้องได้รับคำปรึกษาอย่างรอบด้าน และได้รับการดูแลต่อเนื่องโดยผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น

รัฐบาลผนึก 3 กระทรวง ยกระดับทุนมนุษย์ไทยทุกช่วงวัย

รัฐบาลผนึก 3 กระทรวง ยกระดับทุนมนุษย์ไทยทุกช่วงวัย

รัฐบาลผนึก 3 กระทรวง ยกระดับทุนมนุษย์ไทยทุกช่วงวัย

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 07.31 น.

รัฐบาลผนึก 3 กระทรวง ยกระดับทุนมนุษย์ไทยทุกช่วงวัย “พลพีร์”ขับเคลื่อนนโยบายถึงชุมชน เดินหน้าไทยช่วยไทย-ลดค่าครองชีพ-สร้างโอกาสอย่างทั่วถึง

7 มิถุนายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนตลอดช่วงชีวิต ควบคู่กับการสร้างโอกาส ลดความเหลื่อมล้ำ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกมิติ โดยมุ่งบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐเพื่อให้การช่วยเหลือและการเข้าถึงสิทธิของประชาชนเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมในระดับพื้นที่

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มอบแนวทางการบูรณาการขับเคลื่อนการยกระดับทุนมนุษย์และการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ณ จังหวัดนครราชสีมา โดยเน้นการใช้กลไกการบริหารราชการส่วนภูมิภาคและท้องถิ่น ตั้งแต่ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน เป็นกำลังสำคัญในการนำนโยบายรัฐบาลไปสู่การปฏิบัติ เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุดอย่างทั่วถึง

นายพลพี ร์ได้เน้นย้ำการขับเคลื่อน “โครงการไทยช่วยไทย” ซึ่งเป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล โดยมุ่งอำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสิทธิและยืนยันตัวตนได้อย่างครอบคลุม ผ่านการบูรณาการร่วมกับธนาคารกรุงไทย นำรถโมบายเคลื่อนที่ออกให้บริการถึงพื้นที่ พร้อมประชาสัมพันธ์ผ่านเครือข่ายวิทยุกระจายเสียงและไลน์หมู่บ้าน เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงมาตรการของรัฐได้อย่างเท่าเทียมและไม่ตกหล่น

นอกจากนี้ รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยกำชับให้หน่วยงานในพื้นที่ร่วมกันกำกับดูแลราคาสินค้าและตรวจสอบร้านค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสเอาเปรียบผู้บริโภค ควบคู่กับการส่งเสริมผู้ประกอบการรายย่อยและวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อย่างเป็นธรรม ตลอดจนเร่งดูแลปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน ไฟฟ้า ประปา และที่ดินทำกิน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างรอบด้าน

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การดำเนินงานดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายเร่งด่วนของกระทรวงมหาดไทย “Action 5 PLUS” ที่มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนทุกมิติ ทั้งการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ การแก้ไขปัญหายาเสพติดและความมั่นคง การสร้างชุมชนเข้มแข็ง การบริหารจัดการภัยพิบัติและพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน รวมถึงการยกระดับการบริการภาครัฐให้ทันสมัย โปร่งใส และยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง

“รัฐบาลเชื่อมั่นว่าการบูรณาการความร่วมมือระหว่างกระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จะเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาทุนมนุษย์ไทย ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างโอกาสให้ประชาชนทุกช่วงวัยเข้าถึงการศึกษา สวัสดิการ และบริการภาครัฐได้อย่างทั่วถึง อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตและความมั่นคงของสังคมไทยในระยะยาว” นางสาวลลิดา กล่าว

โพลเปิดมุมมอง 2026 คนไทยยอมรับความหลากหลายทางเพศสูง หวังรัฐใช้ เศรษฐกิจสีรุ้ง ขับเคลื่อนประเทศ

โพลเปิดมุมมอง 2026 คนไทยยอมรับความหลากหลายทางเพศสูง หวังรัฐใช้ เศรษฐกิจสีรุ้ง ขับเคลื่อนประเทศ

โพลเปิดมุมมอง 2026 คนไทยยอมรับความหลากหลายทางเพศสูง หวังรัฐใช้ เศรษฐกิจสีรุ้ง ขับเคลื่อนประเทศ

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 07.29 น.

7 มิถุนายน 2569 “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ส ารวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “คนไทยกับความหลากหลายทางเพศ 2026” กลุ่มตัวอย่างจ านวน 1,238 คน (ส ารวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 2-5 มิถุนายน 2569 ผลการสำรวจ พบว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 67.61 รู้ว่าเดือนมิถุนายนเป็น Pride Month หรือเดือนแห่งความภาคภูมิใจของกลุ่มหลากหลายทางเพศ ขณะที่ ร้อยละ 32.39 ไม่รู้ สำหรับความคิดเห็นต่อความหลากหลายทางเพศในสังคมไทย ปัจจุบันกลุ่มตัวอย่างมองว่าคนไทยเข้าใจและยอมรับความหลากหลายทางเพศมากขึ้น ร้อยละ 79.32 เมื่อถามถึงระดับการยอมรับในสังคมรอบตัว ณ วันนี้พบว่าอยู่ในระดับมาก ร้อยละ 85.30 และเห็นว่ารัฐบาลควรผลักดันเรื่องการส่งเสริมการยอมรับและความเข้าใจในสังคมต่อไป ร้อยละ 65.27

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า จากผลโพลสะท้อนว่าสังคมไทยก้าวสู่การยอมรับความหลากหลายทางเพศมากขึ้น ทั้งด้านทัศนคติและการใช้ชีวิตร่วมกัน โดยส่วนใหญ่เห็นว่าทุกคนควรได้รับสิทธิและโอกาสอย่างเท่าเทียมกัน ขณะเดียวกันยังคาดหวังให้ภาครัฐเดินหน้าสร้างความเข้าใจ ขยายความคุ้มครองทางกฎหมาย สะท้อนว่าความเท่าเทียมในวันนี้ไม่ได้หยุดอยู่ที่การยอมรับ แต่กำลังก้าวไปสู่การได้รับสิทธิอย่างเท่าเทียมในทางปฏิบัติ

รองศาสตราจารย์ ดร.จิรานุช โสภา ผู้ช่วยคณบดีโรงเรียนการท่องเที่ยวและการบริการ มหาวิทยาลัยสวนดุสิตอธิบายว่า ผลสำรวจสะท้อนให้เห็นว่าสังคมไทยได้ก้าวผ่านจุดที่เป็นเพียงการยอมรับไปสู่ยุคแห่งการตระหนักรู้เชิงประจักษ์และการผลักดันความเท่าเทียมอย่างเป็นรูปธรรม โดยประชาชนส่วนใหญ่ตระหนักรู้ในเทศกาล Pride Month และมองว่ากฎหมายสมรสเท่าเทียเป็นพัฒนาการที่ดีของสังคม

อย่างไรก็ตาม แม้ระดับการยอมรับในสังคมรอบตัวจะอยู่ในเกณฑ์สูงและคนไทยส่วนใหญ่เห็นว่าสังคมเข้าใจและยอมรับความหลากหลายทางเพศมากขึ้น แต่อคติทางเพศยังคงแฝงตัวอยู่ในสังคมนำมาสู่โจทย์ท้าทายที่ประชาชนส่งสัญญาณให้รัฐบาลเร่งส่งเสริมความเข้าใจในวงกว้าง พร้อมเร่งขับเคลื่อนนโยบายเชิงโครงสร้าง ทั้งการสร้างสังคมที่ปราศจากการเลือกปฏิบัติและการขยายความคุ้มครองทางกฎหมาย รากฐานเหล่านี้จะเป็นกุญแจสำคัญในการเปลี่ยนผ่านความพร้อมของสังคม ไปสู่การขับเคลื่อน “เศรษฐกิจสีรุ้ง” (Rainbow Economy) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางการท่องเที่ยว สุขภาพ และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ให้กับประเทศได้อย่างยั่งยืน

ชัชชาติ นำโด่ง! โค้งแรกศึกผู้ว่าฯ กทม. กวาดคะแนนนิยมเพียบ

ชัชชาติ นำโด่ง! โค้งแรกศึกผู้ว่าฯ กทม. กวาดคะแนนนิยมเพียบ

ชัชชาติ นำโด่ง! โค้งแรกศึกผู้ว่าฯ กทม. กวาดคะแนนนิยมเพียบ

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 07.16 น.

7 มิถุนายน 2569 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “โค้งแรก สนามเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม. 69” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 2-4 มิถุนายน 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีสิทธิเลือกตั้งในกรุงเทพมหานคร ครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 50 เขต กระจายทุกระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ รวมจำนวนทั้งสิ้น 2,000 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับแนวโน้มของคนกรุงเทพมหานครในการเลือกผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.)  การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

จากการสำรวจเมื่อถามถึงแนวโน้มของคนกรุงเทพมหานครในการเลือกผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 67.30 ระบุว่าเป็น นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (อิสระ) อันดับ 2 ร้อยละ 10.20 ระบุว่า ยังไม่แน่ใจ อันดับ 3 ร้อยละ 8.20 ระบุว่าเป็น นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร (พรรคประชาชน) อันดับ 4 ร้อยละ 7.30 ระบุว่าเป็น นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข (อิสระ) อันดับ 5 ร้อยละ 3.10 ระบุว่าเป็น นายอนุชา บูรพชัยศรี (พรรคประชาธิปัตย์) อันดับ 6 ร้อยละ 1.55 ระบุว่าเป็น หม่อมหลวงกรกสิวัฒน์ เกษมศรี (อิสระ) อันดับ 7 ร้อยละ 1.05 ระบุว่า กาช่อง “ไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No)” และร้อยละ 1.30 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ นายภาสพงศ์ ไชยวิริญญะวาณิชย์ (อิสระ) พลตำรวจโทชาญเทพ เสสะเวช (พรรคเศรษฐกิจ) นางสาวลลนา มงคลหัสดินทร์ (อิสระ) นายสมชัย เจริญวรเกียรติ (อิสระ) นายประทีป วัชรโชคเกษม (อิสระ) นางสาวศรีรัตน์ ช่างเพ็ชร์ (อิสระ) และไม่ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง (No Vote)

เมื่อพิจารณาแนวโน้มของคนกรุงเทพมหานครในการเลือกผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จำแนกตามกลุ่มเขตการปกครองของกรุงเทพมหานคร พบว่า

1. กลุ่มเขตกรุงเทพเหนือ อันดับ 1 ร้อยละ 70.56 ระบุว่าเป็น นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (อิสระ) อันดับ 2 ร้อยละ 9.39 ระบุว่าเป็น นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร (พรรคประชาชน) อันดับ 3 ร้อยละ 9.14 ระบุว่า ยังไม่แน่ใจ อันดับ 4 ร้อยละ 4.06 ระบุว่าเป็น นายอนุชา บูรพชัยศรี (พรรคประชาธิปัตย์) และอันดับ 5 ร้อยละ 3.80 ระบุว่าเป็น นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข (อิสระ)

2. กลุ่มเขตกรุงเทพกลาง อันดับ 1 ร้อยละ 64.60 ระบุว่าเป็น นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (อิสระ) อันดับ 2 ร้อยละ 11.00 ระบุว่า ยังไม่แน่ใจ อันดับ 3 ร้อยละ 9.09 ระบุว่าเป็น นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร (พรรคประชาชน) อันดับ 4 ร้อยละ 8.61 ระบุว่าเป็น นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข (อิสระ) และอันดับ 5 ร้อยละ 2.87 ระบุว่าเป็น นายอนุชา บูรพชัยศรี (พรรคประชาธิปัตย์)

3. กลุ่มเขตกรุงเทพตะวันออก อันดับ 1 ร้อยละ 70.53 ระบุว่าเป็น นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (อิสระ) อันดับ 2 ร้อยละ 10.16 ระบุว่าเป็น นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข (อิสระ) อันดับ 3 ร้อยละ 8.33 ระบุว่า ยังไม่แน่ใจ อันดับ 4 ร้อยละ 6.29 ระบุว่าเป็น นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร (พรรคประชาชน) และอันดับ 5 ร้อยละ 2.85 ระบุว่าเป็น นายอนุชา บูรพชัยศรี (พรรคประชาธิปัตย์)

4. กลุ่มเขตกรุงเทพใต้ อันดับ 1 ร้อยละ 62.99 ระบุว่าเป็น นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (อิสระ) อันดับ 2 ร้อยละ 10.99 ระบุว่า ยังไม่แน่ใจ อันดับ 3 ร้อยละ 9.52 ระบุว่าเป็น นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร (พรรคประชาชน) อันดับ 4 ร้อยละ 8.06 ระบุว่าเป็น นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข (อิสระ) และอันดับ 5 ร้อยละ 4.03 ระบุว่าเป็น นายอนุชา บูรพชัยศรี (พรรคประชาธิปัตย์)

5. กลุ่มเขตกรุงธนเหนือ อันดับ 1 ร้อยละ 63.77 ระบุว่าเป็น นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (อิสระ) อันดับ 2 ร้อยละ 10.51 ระบุว่า ยังไม่แน่ใจ อันดับ 3 ร้อยละ 7.25 ระบุว่าเป็น นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข (อิสระ) อันดับ 4 ร้อยละ 6.52 ระบุว่าเป็น นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร (พรรคประชาชน) และอันดับ 5 ร้อยละ 2.89 ระบุว่าเป็น หม่อมหลวงกรกสิวัฒน์ เกษมศรี (อิสระ)

6. กลุ่มเขตกรุงธนใต้ อันดับ 1 ร้อยละ 66.85 ระบุว่าเป็น นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (อิสระ) อันดับ 2 ร้อยละ 12.64 ระบุว่า ยังไม่แน่ใจ อันดับ 3 ร้อยละ 9.27 ระบุว่าเป็น นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร (พรรคประชาชน) อันดับ 4 ร้อยละ 5.90 ระบุว่าเป็น นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข (อิสระ) และอันดับ 5 ร้อยละ 2.25 ระบุว่าเป็น นายอนุชา บูรพชัยศรี (พรรคประชาธิปัตย์)

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงแนวโน้มของคนกรุงเทพมหานครในการเลือกสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 29.10 ระบุว่า อิสระ อันดับ 2 ร้อยละ 26.50 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน อันดับ 3 ร้อยละ 18.35 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ อันดับ 4 ร้อยละ 11.50 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์ อันดับ 5 ร้อยละ 6.05 ระบุว่าเป็นกลุ่มเพื่อไทย Life ลงตัว และทีมคนทำงาน ในสัดส่วนที่เท่ากัน อันดับ 6 ร้อยละ 1.15 ระบุว่า กาช่อง “ไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No)” และร้อยละ 1.30 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ ทีม Better Bangkok พรรคเศรษฐกิจ และไม่ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง (No Vote)

เมื่อพิจารณาแนวโน้มของคนกรุงเทพมหานครในการเลือกสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) จำแนกตามกลุ่มเขตการปกครองของกรุงเทพมหานคร พบว่า

1. กลุ่มเขตกรุงเทพเหนือ อันดับ 1 ร้อยละ 38.32 ระบุว่า อิสระ อันดับ 2 ร้อยละ 26.14 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน อันดับ 3 ร้อยละ 17.26 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ อันดับ 4 ร้อยละ 8.63 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์ และอันดับ 5 ร้อยละ 5.58 ระบุว่าเป็น กลุ่มเพื่อไทย Life ลงตัว

2. กลุ่มเขตกรุงเทพกลาง อันดับ 1 ร้อยละ 30.62 ระบุว่า อิสระ อันดับ 2 ร้อยละ 28.23 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน อันดับ 3 ร้อยละ 15.80 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ อันดับ 4 ร้อยละ 11.96 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์ และอันดับ 5 ร้อยละ 4.78 ระบุว่าเป็น กลุ่มเพื่อไทย Life ลงตัว และทีมคนทำงาน ในสัดส่วนที่เท่ากัน

3. กลุ่มเขตกรุงเทพตะวันออก อันดับ 1 ร้อยละ 30.69 ระบุว่า อิสระ อันดับ 2 ร้อยละ 27.44 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน อันดับ 3 ร้อยละ 18.29 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ อันดับ 4 ร้อยละ 11.79 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์ และอันดับ 5 ร้อยละ 6.30 ระบุว่าเป็น กลุ่มเพื่อไทย Life ลงตัว

4. กลุ่มเขตกรุงเทพใต้ อันดับ 1 ร้อยละ 31.87 ระบุว่า อิสระ อันดับ 2 ร้อยละ 23.44 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน อันดับ 3 ร้อยละ 16.48 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ และพรรคประชาธิปัตย์ ในสัดส่วนที่เท่ากัน อันดับ 4 ร้อยละ 7.70 ระบุว่าเป็น ทีมคนทำงาน และอันดับ 5 ร้อยละ 1.83 ระบุว่าเป็น กลุ่มเพื่อไทย Life ลงตัว

5. กลุ่มเขตกรุงธนเหนือ อันดับ 1 ร้อยละ 24.64 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน อันดับ 2 ร้อยละ 22.46 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ อันดับ 3 ร้อยละ 17.75 ระบุว่า อิสระ อันดับ 4 ร้อยละ 15.22 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์ และอันดับ 5 ร้อยละ 9.06 ระบุว่าเป็น กลุ่มเพื่อไทย Life ลงตัว

6. กลุ่มเขตกรุงธนใต้ อันดับ 1 ร้อยละ 28.37 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน อันดับ 2 ร้อยละ 22.47 ระบุว่า อิสระ อันดับ 3 ร้อยละ 19.38 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ อันดับ 4 ร้อยละ 13.49 ระบุว่าเป็น ทีมคนทำงาน และอันดับ 5 ร้อยละ 7.87 ระบุว่าเป็น กลุ่มเพื่อไทย Life ลงตัว

– 006

ปรับโฉมรัฐสภา โสภณไอเดียบรรเจิด ผุดตลาดซื้อขายสินค้า

ปรับโฉมรัฐสภา โสภณไอเดียบรรเจิด ผุดตลาดซื้อขายสินค้า

ปรับโฉมรัฐสภา โสภณไอเดียบรรเจิด ผุดตลาดซื้อขายสินค้า

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ปรับโฉมรัฐสภา โสภณไอเดียบรรเจิด ผุดตลาดซื้อขายสินค้า

“โสภณ ซารัมย์” ประธานรัฐสภา ผุดโปรเจกต์ใช้รัฐสภา เปิดสถานที่ให้ประชาชน-หน่วยงาน นำสินค้ามาจำหน่าย สร้างรายได้ กระตุ้นเศรษฐกิจเผยตั้งใจให้เป็นแลนด์มาร์คแบบรัฐสภาต่างประเทศ และเป็นสถานที่ออกกำลังกาย ปอดของคนกรุงเทพฯ ระบุรัฐสภาจะต้องจับต้องได้ ไม่ใช่เป็นแค่สภาพูด เน้นขับเคลื่อนโดยปราศจากความขัดแย้งทั้งฝ่ายรัฐบาล-ฝ่ายค้าน จะต้องพูดคุยเจรจากัน ชี้ทุกการแก้ปัญหา ถ้าพูดคุยสำเร็จมันก็จบ

เมื่อวันที่ 6 มิ.ย. 2569 นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานเปิดงานฯและกล่าวปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ “รัฐสภาไทย เชื่อมพลังคนรุ่นใหม่ เสริมสร้างเครือข่ายชุมชน” พร้อมร่วม จัดกิจกรรมกับผู้ฟังและผู้ชม จังหวัดบุรีรัมย์ ในโครงการเสริมสร้างภาพลักษณ์ และการมีส่วนร่วมของประชาชน สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

จัดโดย สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และสถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา จัดขึ้นที่ห้องประชุมโรงแรมอัลวาเรซ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ โดยมี นายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, นางจงเดือน สุทธิรัตน์ รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร พันจ่าอากาศเอก ศักดิ์สิทธิ์ ภู่สิโรรังสี ผู้อำนวยการสถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา พร้อมทีมพิธีกร ผู้สื่อข่าว ผู้ประกาศข่าวและผู้จัดรายการของสถานีฯ นักเรียน นักศึกษา อาสาสมัครพัฒนาชุมชน ผู้นำท้องถิ่น และประชาชนชาวจังหวัดบุรีรัมย์ รวมทั้งจังหวัดใกล้เคียง รวมกว่า 300 คน

เพื่อเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และการดำเนินงานของรัฐสภา รวมถึงภารกิจของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการประชาธิปไตย นอกจากนี้ยังเป็นการประชาสัมพันธ์และเผยแพร่บทบาทภารกิจ รวมถึงผลการดำเนินงานของสถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภาและรัฐสภาไทยอีกด้วย

เปิดสภาทำสารพัดกิจกรรม

นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ให้สัมภาษณ์ว่า ตอนนี้มีวิกฤตทางเศรษฐกิจเกิดขึ้น รัฐสภาก็มีอาคารสถานที่ขนาดใหญ่ ที่พร้อมเป็นตัวกลางและเปิดให้บริการประชาชน และหน่วยงานต่างๆ ได้นำสินค้ามาจำหน่ายสร้างรายได้และที่สำคัญเราจะปรับภาพลักษณ์ของสภา ให้เป็นสภาที่เป็นปอดของประชาชน และเป็นแลนด์มาร์ค อย่างกรณีในต่างประเทศจะเห็นสภาของเขา เป็นเหมือนเอกลักษณ์ประจำชาติเขาเลยก็จะมีการเข้าไปท่องเที่ยวเยี่ยมชมดังนั้นรัฐสภาของไทยก็ไม่ได้แพ้ที่อื่นโดยเฉพาะที่ตั้งโดดเด่น สวยงาม เพียงแต่จะต้องมีการปรับภูมิทัศน์ให้เข้ากับพื้นที่การใช้งาน

“ผมมีแนวความคิดว่า ต่อไปรัฐสภาจะต้องเป็นสถานที่ออกกำลังกายของคนกรุงเทพฯ ต้องเป็นปอดของคนกรุงเทพฯ เป็นที่พักผ่อนของคนกรุงเทพฯซึ่งเราก็จะเร่งดำเนินการในโดยเร็วในส่วนอันไหนที่ไม่ต้องใช้งบประมาณ อย่างเช่นเมื่อวานเราก็ใช้ข้าราชการเจ้าหน้าที่กว่า 2,000 คน มาร่วมกิจกรรมจิตอาสา” นายโสภณ กล่าวและว่า

ไม่ได้ไว้ใช้พูดอย่างเดียว

“การที่เราจะให้ประชาชนศรัทธา คำว่าประชาธิปไตยๆ จะต้องจับต้องได้ไม่ใช่เป็นสภาพูด พูดแล้วมัน มันจับต้องไม่ได้ คนก็เริ่มคนก็เบื่อหน่ายเหมือนว่า บางฝ่ายก็อาจจะอินกับคำพูด กับวาทกรรม แต่ในยุคที่วิกฤตเศรษฐกิจเช่นนี้ ผมเชื่อว่าประชาชนอยากเห็นการทำงาน ที่แก้ปัญหาชีวิตของเขา ฉะนั้นเราทำทุกเรื่อง ที่จะเป็นประโยชน์ ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องความเป็นอยู่ ความยุติธรรม อะไรต่างๆเพื่อให้ประชาชนได้เข้าใจ ว่าประชาธิปไตยต้องกินได้ ประชาธิปไตยที่จะประสบความสำเร็จแล้ว ขับเคลื่อนได้โดยปราศจากความขัดแย้ง คือการพูดคุยการเจรจากัน เพราะการพูดคุยกัน การเจรจากันระหว่างคน ความเห็นต่าง2 ฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านฝ่ายรัฐบาลทุกการแก้ปัญหา ถ้าพูดคุยสำเร็จมันก็จบ แล้วก็เดินหน้าได้ ถ้าเราไปตัดสินด้วยมือเนี่ยมันก็จะเกิดความขัดแย้งกันอยู่อย่างนี้ ฉะนั้นเราทำอย่างไรเราจะสามารถปรับทัศนคติของคนที่เห็นต่าง ให้ยอมรับความเห็นต่างของฝ่ายอื่นได้” นายโสภณ กล่าว

นายโสภณ กล่าวต่อไปว่า เพราะถ้าจะให้เขาเห็นกับเราอย่างเดียว ถ้าไม่เห็นกับเราก็แสดงว่าไอ้นั่น ไม่ใช่ประชาธิปไตย อันนี้เผด็จการ อันนั้นไม่ถูก มันไม่ใช่ เราจึงไม่ประสงค์ที่จะตัดสินบนมติ คือไม่อยากใช้มือ ผมพยายามที่จะทำเรื่องนี้ โดยให้ไปพูดคุย กันมา แล้วก็ให้ปรับแนวความคิด เพื่อรักประเทศชาติจริง ส่วนกรณีของความขัดแย้งในอดีต เราก็เห็นพอสู้ในสภาไม่ได้ก็พากันไปลงถนน ซึ่งมันไม่เกิดประโยชน์เลย มีแต่ฉุดรั้งประเทศๆ มันก็เปลี่ยนเยอะ ผมว่าทุกวันนี้ท่านสมาชิกสภา ก็เปลี่ยนพอสมควรอยู่ ซึ่งเราค่อยๆ ปรับ เพราะสมาชิกฯก็อาจจะอยู่เหนือการควบคุมของประธานรัฐสภา เรายังใช้ข้อบังคับแต่ว่าผมว่าองค์กรการทำงาน วิธีการทำงานอย่างเช่นอย่างที่เล่ามา มันก็เห็นการเปลี่ยนแปลงอยู่นะ

เขย่า‘ซิน เคอ หยวน’

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.บัญชีรายชื่อพรรครวมไทยสร้างชาติ โพสต์เฟซบุ๊กกล่าวถึงกรณีบริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล ผู้ผลิตเหล็กที่ใช้สร้างอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) ซึ่งพังถล่มลงจากเหตุแผ่นดินไหวเมื่อปี 2568 ได้กลับมาดำเนินกิจการอีกครั้งว่า เหล็กตึก สตง. ถล่ม ซิน เคอ หยวน กลับมาเปิดโรงงานแล้ว
คุณมีเตาปรุงน้ำเหล็กแล้วเหรอ

นายอรรถวิชช์ ระบุว่า ผมขอเรียกร้องให้สุ่มตรวจตอนผลิตขายจริง ไม่ใช่แค่การนัดตรวจแบบทดสอบเครื่องจักรเท่านั้น เพราะเหล็กเส้นประเภท IFจะควบคุมประสิทธิภาพได้ดีเมื่อมี “เตาปรุง Ladle Furnace” คือ คุณภาพเศษเหล็กที่นำมาหลอมแย่มาตรฐานเหล็กที่หลอมออกมาจะไม่สม่ำเสมอ

ช่วงที่ผมทำงานใน “ทีมสุดซอย”เป็นประธานที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมพบว่า “ซิน เคอ หยวน ไม่มีเตาปรุงน้ำเหล็ก” นะครับ แล้วสต๊อกเหล็กชุดเก่าที่ระบบ QC ยังมีปัญหามันจะออกมาขายแล้วเหรอ เหล็กคือโครงสร้างหลักของบ้านและอาคาร ความปลอดภัยต้องเต็มร้อย อย่าให้มาตรฐานเปลี่ยน

รอประเมินงานแสวง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวนายแสวง บุญมี ส่อหลุดเก้าอี้เลขาฯกกต. เนื่องจาก กกต.ชุดที่นายอิทธิพร บุญประคอง เป็นประธานฯ ได้ประเมินผลการปฏิบัติงานในปี’68 ให้ไม่ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 60 และสำนักงานฯรอเพียงความเห็นของนายฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ กกต.ที่จะกลายเป็นเสียงชี้ขาด ก่อนรวบรวมและนำเสนอเข้าที่ประชุมพิจารณาในช่วงกลางเดือนมิ.ย.นี้ มีรายงานว่าปัจจุบันนายฐิติเชฏฐ์ ได้ส่งความเห็นของตนเองต่อการปฏิบัติงานของเลขาธิการ กกต. ในปี’68 ให้กับทางสำนักงานฯแล้ว และขณะนี้สำนักงานฯ นอกจากอยู่ระหว่างการสรุปข้อมูลผลคะแนนแล้ว ก็กำลังรวบรวมศึกษาประเด็นข้อกฎหมายว่า กกต.ที่พ้นจากตำแหน่งไปแล้วจะสามารถประเมินผลการปฏิบัติงานของเลขาธิการ กกต.ได้หรือไม่ และแนวปฏิบัติของกกต.ชุดปัจจุบันจะต้องดำเนินการอย่างไรต่อไป ไม่ว่าจะมีมติเห็นไปในทางใด เพื่อเสนอให้ที่ประชุม กกต.ได้พิจารณา

ทั้งนี้ ตามสัญญาจ้างเกณฑ์การประเมินจะแบ่งเป็น 2 ส่วนคือส่วนที่หนึ่งประเมินตามแบบที่สถาบันการศึกษาออกแบบเป็นการประเมินการปฏิบัติงาน4 ด้าน คือ 1.งานแผนงานโครงการ 2.ด้านงานท้าทาย 3.ด้านงานตามมติกกต. และ 4.ด้านธรรมาภิบาล ซึ่งเป็นการประเมิน 360 องศาจากความเห็นพนักงานทั่วประเทศด้านละ 100 คะแนนก่อนจะนำส่งเป็นข้อมูลประกอบการประเมินให้ กกต. ประเมินต่อไป โดยส่วนนี้เป็นเพียงข้อมูลประกอบการพิจารณาการประเมินของ กกต.เท่านั้นไม่มีผลต่อการนำมาคำนวณการประเมินแต่อย่างใด

ส่วนที่สองเป็นการประเมินโดย กกต.แต่ละคน โดย กกต.แต่ละคนจะมีคะแนนคนละ 100 คะแนน โดยหลักการ กกต.แต่ละคนก็จะนำข้อมูลในส่วนที่ 1 มาประกอบหรือไม่นำมาประกอบการพิจารณาก็ได้

บางส่วนไม่ส่งผลประเมิน

“ผลคะแนนการประเมินเลขาฯ กกต.ปี 2568 ในส่วนที่หนึ่ง คือ ในส่วนของพนักงานทั่วประเทศ ผลคะแนนการประเมินตามแบบประเมิน ทั้ง 4 ด้านได้คะแนนประเมินเกินกว่าร้อยละ 80ทั้ง 4 ด้าน มีการนำส่งให้ กกต.เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาเมื่อเดือนพ.ค. 2569 ส่วนที่สอง คือ กกต. ที่ให้กกต.แต่ละคนส่งผลประเมินเมื่อต้นเดือนมิ.ย. 2569 มีอดีต กกต.บางส่วน ยังไม่ส่งแบบประเมิน อาจเพราะเห็นว่าไม่ได้เป็น กกต.แล้ว ยังมีอำนาจหน้าที่ในการประเมินหรือไม่ เพราะในการประเมินในปีที่ผ่านๆ มา ก็ไม่เคยส่งให้ อดีต กกต.ประเมิน อาทิ นายปกรณ์ มหรรณพ นายสันทัด ศิริอนันต์ไพบูลย์ อดีตกกต. จึงได้มีหนังสือสอบถามมายังสำนักงานฯ ก่อนว่าท่านมีอำนาจหน้าที่ในการประเมินหรือไม่ เพราะบางท่านพ้นจากตำแหน่ง กกต.มามากกว่า 1 ปีแล้ว ซึ่งก็ต้องรอดูว่าคะแนนในส่วนนี้ที่ยังมีปัญหาข้อกฎหมายอยู่ที่ กกต.ชุดปัจจุบันจะเห็นอย่างไร

นอกจากประเด็นการประเมินผลการปฏิบัติงานของเลขาธิการ กกต.จะเป็นที่สนใจทั้งจากฝ่ายการเมืองและเจ้าหน้าที่ กกต.แล้วยังมีประเด็นที่หลังจากถอดบทเรียนการเลือกตั้ง สส.ที่ผ่านมา ที่ กกต.ชุดปัจจุบันเห็นว่าการแบ่งงานในระดับจังหวัดที่แบ่งออกเป็น 3 ด้าน คือ ด้านบริหารงานเลือกตั้งและการมีส่วนร่วม ด้านกิจการพรรค การเมืองและการสืบสวนสอบสวน และด้านอำนวยการ ไม่เอื้อต่อการจัดการเลือกตั้งให้เรียบร้อย ขณะเดียวกันการทำงานของ กกต.ในลักษณะบอร์ดทำให้การดูแลการจัดการเลือกตั้งเกิดช่องโหว่ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ที่รัฐธรรมนูญกำหนด จึงเห็นว่าควรที่สำนักงานจะแบ่งภารกิจการทำงานออกเป็น 5 ด้านเหมือนเดิม และกกต.เข้าไปกำกับดูแลและรับผิดชอบงานในแต่ละด้านเหมือนเช่นในอดีตที่ผ่านมาเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงาน จึงให้สำนักงานฯไปดำเนินการศึกษาเพื่อปรับโครงสร้างและจัดแบ่งส่วนงานต่างให้ครบตามจำนวน กกต.ทั้ง 7 คน โดยมีเป้าหมายที่จะเริ่มโครงสร้างใหม่ในปีงบประมาณ 70 คือ 1 ต.ค. 2569

คลังเข้มคนจนไม่จริง พบ4แสนคน ยืนยันสิทธิไม่สมบูรณ์ เตรียมจัดระเบียบใหม่ ให้โอกาสอีกรอบ21มิ.ย.

คลังเข้มคนจนไม่จริง พบ4แสนคน ยืนยันสิทธิไม่สมบูรณ์ เตรียมจัดระเบียบใหม่ ให้โอกาสอีกรอบ21มิ.ย.

คลังเข้มคนจนไม่จริง พบ4แสนคน ยืนยันสิทธิไม่สมบูรณ์ เตรียมจัดระเบียบใหม่ ให้โอกาสอีกรอบ21มิ.ย.

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

คลังเข้มคนจนไม่จริง พบ4แสนคน ยืนยันสิทธิไม่สมบูรณ์ เตรียมจัดระเบียบใหม่ ให้โอกาสอีกรอบ21มิ.ย. ไทยช่วยไทยพลัสแรง ใช้จ่ายสะพัด1.2หมื่นล.

ประชาชนใช้จ่ายในโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ไปแล้วมากกว่า 21 ล้านคน ยอดการใช้จ่ายรวมเป็นเงิน 12,533 ล้านบาท ด้านปลัดคลัง โวลงทะเบียนบัตรคนจน ต้นแบบปรับภาษีใหม่ เกาะติดข้อมูลเรียลไทม์ ส่วนการลงทะเบียนยืนยันสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเดิม 8,865,427 ราย สำเร็จเรียบร้อย 8,454,728 ราย ยืนยันสิทธิไม่สมบูรณ์ 410,699 ราย ขอให้ลงทะเบียนใหม่ภายใน 21 มิถุนายนนี้

สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง เปิดข้อมูลร้านค้าและการใช้สิทธิโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ณ เวลา 23.00 น. วันที่ 5 มิถุนายน 2569 พบว่ามีประชาชนใช้จ่ายแล้ว 21,225,876 คน ในจำนวนนี้มี 142,610 คน ที่ใช้จ่ายสิทธิครบ 1,000 บาทของเดือนแรก

ขณะที่ร้านค้า ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการสำเร็จแล้ว 992,898 ราย ล่าสุดมียอดใช้จ่ายรวม 12,533 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินที่รัฐบาลร่วมจ่าย 7,296 ล้านบาท และเงินที่ประชาชนจ่าย 5,236 ล้านบาท

ส่วนกรณีใช้สิทธิผ่านแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี่ เริ่มตั้งแต่วันที่ 15 มิ.ย.-30 ก.ย. 2569 เวลา 06.00-21.00 น. โดยร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการประเภทอาหารและเครื่องดื่ม สามารถเข้าร่วมผ่านแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี่ได้ตั้งแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป

เตรียมใช้ระบบภาษีติดลบภายใน2ปี

ขณะที่ นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังได้เตรียมจัดระเบียบสวัสดิการภาครัฐใหม่ทั้งระบบ โดยเตรียมผลักดันระบบภาษีติดลบ หรือ Negative Income Tax (NIT) มาใช้ให้เกิดขึ้นจริงภายใน 2 ปี เพื่อแก้ปัญหาสวัสดิการซ้ำซ้อน และใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยยึดหลักการรายได้ถึงเกณฑ์เสียภาษี รายได้ไม่ถึงเกณฑ์รับสวัสดิการ

ทั้งนี้ การคัดกรองบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่นี้ ที่มีการตรวจสอบลิงก์ข้อมูลกับฐานภาษีบุตรเพื่อดูการอุปการะบุพการี ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการจัดระบบข้อมูลเพื่อก้าวไปสู่ระบบ NIT ที่สมบูรณ์แบบในอนาคต

ช่วยเหลือให้เหมาะกับค่าใช้จ่ายจริง

นายลวรณกล่าวว่า สำหรับระบบ NIT คือการเปลี่ยนผ่านจากการให้เงินช่วยเหลือแบบครอบจักรวาล หรือการจ่ายเท่ากันทุกคน เช่น เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุที่จ่ายตามขั้นบันไดอายุ 600-1,000 บาท ไปสู่การให้ความช่วยเหลือแบบพุ่งเป้า(Targeted)ตามโปรไฟล์ความเดือดร้อนของแต่ละบุคคล โดยระบบใหม่นี้จะช่วยให้รัฐบาลรู้จักตัวตนของคนไทยทุกคนอย่างละเอียดผ่านฐานข้อมูลขนาดใหญ่ เพื่อวิเคราะห์ว่าประชาชนแต่ละคนมีความต้องการสวัสดิการที่แตกต่างกันอย่างไร เช่น กลุ่มเปราะบางที่สุด อาจยังคงใช้เครื่องมืออย่างบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นตัวหลักในการดูแล ขณะที่กลุ่มที่มีความต้องการเฉพาะ อาทิผู้พิการ ผู้ป่วยเรื้อรัง หรือผู้ที่มีภาระต้องดูแลบุพการีและบุตร จะได้รับแพ็กเกจช่วยเหลือที่ออกแบบมาให้เหมาะสมกับภาระค่าใช้จ่ายจริง

มุ่งพัฒนาระบบให้เป็นแบบ Real-time

ทั้งนี้ การใช้ระบบ NIT รัฐต้องการพัฒนาระบบให้เป็นแบบReal-time เพื่อรองรับการดูแลประชาชนได้ทันที เช่น หากใครตกงานในเดือนสิงหาคม ระบบควรรับทราบและดึงเข้าสู่กระบวนการช่วยเหลือได้ทันที โดยไม่ต้องรอจนถึงรอบการยื่นภาษีประจำปีในเดือนมีนาคมปีถัดไป

“บัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะเป็นเครื่องมือหนึ่งในระบบ NIT สำหรับกลุ่มที่จนที่สุด ส่วนกลุ่มอื่นๆ จะได้รับแพ็กเกจช่วยเหลือที่ต่างกันไปตามความจำเป็น เช่น ค่ารักษาพยาบาล หรือเงินอุดหนุนเฉพาะกลุ่ม ซึ่งหากแยกแยะผู้ที่ได้รับความช่วยเหลือจากครอบครัวอยู่แล้ว หรือผู้ที่ไม่ลำบากจริงออกไปได้ รัฐจะสามารถประหยัดงบประมาณและนำเงินไปดูแลกลุ่มที่เปราะบางที่สุดได้ดีขึ้น” ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าว

ช่วยให้รู้จักตัวตนคนไทยอย่างละเอียด

นายลวรณกล่าวว่า ปัจจุบันกระทรวงการคลังได้ขยายการเชื่อมโยงข้อมูลจากเดิม 20 แหล่ง เป็น 40 แหล่งข้อมูล เพื่อใช้ในการคัดกรอง ซึ่งจะทำให้เห็นภาพชัดเจนว่าคนหนึ่งคนได้รับความช่วยเหลืออะไรจากรัฐบ้าง เช่น เป็นข้าราชการบำนาญที่มีสิทธิเบิกค่ารักษาได้ด้วย หรือเป็นผู้สูงอายุที่ได้รับเบี้ยความพิการร่วมด้วยหรือไม่ ส่วนการเตรียมความพร้อมด้านเทคโนโลยี กระทรวงการคลังยืนยันว่า ระบบปัจจุบันสามารถรองรับการยื่นแบบภาษีและการคัดกรองคนจำนวน 20-30 ล้านคน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยในอนาคตการยื่นภาษีและรับสวัสดิการอาจทำได้ง่ายเพียงการ กดปุ่มเดียวผ่านแอปพลิเคชัน เพื่อยืนยันข้อมูลที่รัฐจัดเตรียมไว้ให้ (Data Cleansing)

นายลวรณกล่าวว่า การใช้ระบบนี้จะทำให้รัฐบาลสามารถ รู้จักตัวตนของคนไทยทุกคนอย่างละเอียดผ่านฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงถึงกัน ทำให้ทราบสถานะที่แท้จริงว่าแต่ละคนทำงานหรือไม่มีรายได้เท่าไหร่ มีภาระต้องดูแลบุพการีหรือบุตรกี่คน รวมถึงมีความเจ็บป่วยเรื้อรังหรือความพิการหรือไม่ เพื่อที่รัฐจะได้เข้าไปช่วยเหลือให้ตรงกับความต้องการของบุคคลนั้นๆ อย่างแท้จริง

ลงทะเบียนบัตรคนจนสำเร็จ8.4ล้านคน

นายอรรถพล อรรถวรเดช รองปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะรองโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยความคืบหน้าการเปิดรับลงทะเบียนยืนยันสิทธิโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ตั้งแต่วันที่ 4-5 มิถุนายน 2569 ณ เวลา 24.00 น.มีผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเดิมลงทะเบียนแล้วทั้งสิ้น 8,865,427 ราย โดยเป็นการลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์5,473,320 ราย ผ่านแอปพลิเคชันทางรัฐ1,244,416 ราย ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง 1,188,530 ราย ผ่านหน่วยรับลงทะเบียน 5 ธนาคาร 614,723 ราย และเครื่อง ATM ของบริษัท ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) 344,438 ราย

ผู้ลงทะเบียนสามารถตรวจสอบสถานะการลงทะเบียนได้ผ่านทุกช่องทางหรือสามารถตรวจสอบผ่านเว็บไซต์ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th และ https://welfare.mof.go.th รวมทั้งเข้ารับบริการตรวจสอบสถานะการลงทะเบียน ณ หน่วยรับลงทะเบียน 5 ธนาคาร

ทั้งนี้ มีผู้ลงทะเบียนยืนยันสิทธิที่มีการยืนยันข้อมูลสำเร็จเรียบร้อย 8,454,728 ราย และผู้ลงทะเบียนยืนยันสิทธิไม่สมบูรณ์ 410,699 ราย โดยขอให้ผู้ที่ลงทะเบียนยืนยันสิทธิผ่านเว็บไซต์และพิสูจน์ตัวตนด้วยการกรอกข้อมูลบัตรประจำตัวประชาชนเข้ามาติดตามสถานะการลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์โครงการฯ หากตรวจสอบสถานะแล้วพบข้อความว่า “ยืนยันการลงทะเบียนเรียบร้อย” ผู้ลงทะเบียนกลุ่มดังกล่าวไม่ต้องดำเนินการใดๆ ในช่วงนี้ ขอให้รอผลการตรวจสอบคุณสมบัติต่อไป ซึ่งกระทรวงการคลังจะประกาศผลการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ลงทะเบียนยืนยันสิทธิในวันที่17 กรกฎาคม 2569

ไม่สมบูรณ์ต้องลงใหม่ภายใน21มิ.ย.นี้

สำหรับผู้ลงทะเบียนที่ตรวจสอบสถานะการลงทะเบียนแล้วพบข้อความว่า“ข้อมูลตามบัตรประชาชนไม่ถูกต้อง”ให้ผู้ลงทะเบียนเริ่มลงทะเบียนใหม่ เนื่องจากข้อมูลตามบัตรประจำตัวประชาชนไม่ถูกต้อง โดยสามารถเลือกลงทะเบียนผ่านช่องทางใดช่องทางหนึ่งตามที่โครงการฯ กำหนด ทั้งนี้ไม่จำเป็นต้องลงทะเบียนผ่านช่องทางเดิม และสำหรับผู้ลงทะเบียนที่ตรวจสอบสถานะการลงทะเบียนแล้วพบข้อความว่า “อยู่ระหว่างตรวจสอบข้อมูลตามบัตรประชาชนของผู้ลงทะเบียน” ให้ผู้ลงทะเบียนกลับมาตรวจสอบสถานะการลงทะเบียนในวันถัดไป

รองโฆษกกระทรวงการคลัง ได้กล่าวเน้นย้ำว่า ขอให้ผู้ลงทะเบียนตรวจสอบความถูกต้องและความครบถ้วนของข้อมูลให้เรียบร้อยก่อนยืนยันการลงทะเบียน รวมทั้งติดตามสถานะการลงทะเบียนอย่างต่อเนื่องจนกว่าระบบจะแสดงสถานะยืนยันการลงทะเบียนเรียบร้อย เพื่อให้มั่นใจว่าการลงทะเบียนเสร็จสมบูรณ์

สำหรับกรณีการลงทะเบียนยืนยันสิทธิไม่สมบูรณ์ ขอให้ผู้ลงทะเบียนดำเนินการลงทะเบียนใหม่ภายในระยะเวลาการเปิดรับลงทะเบียนของโครงการฯ หรือ ภายในวันที่ 21 มิถุนายน 2569

ตรวจสอบสถานะเพื่อความแน่ใจ

ส่วนกรณีผู้ลงทะเบียนที่กรอกหมายเลขโทรศัพท์ไม่ถูกต้อง ไม่จำเป็นต้องดำเนินการแก้ไข/ลงทะเบียนใหม่ หากสถานะในระบบแสดงว่า “ยืนยันลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว” ถือว่าการลงทะเบียนเสร็จสมบูรณ์เรียบร้อยแล้ว หากไม่แน่ใจ สามารถเข้าไปตรวจสอบสถานะการลงทะเบียนได้ที่ https://welfare.mof.go.thหรือ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th

ทั้งนี้ หากสถานะขึ้นข้อความว่า“ข้อมูลตามบัตรประชาชนไม่ถูกต้อง” : ให้ผู้ลงทะเบียนเริ่มลงทะเบียนใหม่ได้ทุกช่องทาง โดยไม่จำเป็นต้องลงซ้ำช่องทางเดิมสามารถลงทะเบียนยืนยันสิทธิได้ 5 ช่องทาง ดังนี้ แอปพลิเคชันเป๋าตัง แอปพลิเคชันทางรัฐ เว็บไซต์โครงการ ตู้ ATM ธนาคารกรุงไทย และหน่วยรับลงทะเบียน 5 ธนาคาร ได้แก่ ธนาคาร กรุงไทย, ธ.ก.ส., ธนาคารออมสิน,ธอส. และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย หากไม่มีหมายเลขโทรศัพท์ สามารถใช้เบอร์โทรศัพท์ซ้ำกันได้ ขอเพียงเป็นเบอร์ที่สามารถติดต่อท่านได้ในกรณีจำเป็น