ชัชชาติ ลุยหาเสียงบึงกุ่ม บางกะปิ ชูนโยบาย ศก.ยกระดับคุณภาพชีวิต ย้ำจุดยืนติดป้าย ต้องเท่าเทียมกัน

ชัชชาติ ลุยหาเสียงบึงกุ่ม บางกะปิ ชูนโยบาย ศก.ยกระดับคุณภาพชีวิต ย้ำจุดยืนติดป้าย ต้องเท่าเทียมกัน

ชัชชาติ ลุยหาเสียงบึงกุ่ม บางกะปิ ชูนโยบาย ศก.ยกระดับคุณภาพชีวิต ย้ำจุดยืนติดป้าย ต้องเท่าเทียมกัน

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.39 น.

ชัชชาติ ลุยหาเสียงบึงกุ่ม บางกะปิ ชูนโยบายเศรษฐกิจยกระดับคุณภาพชีวิต ย้ำจุดยืนการติดป้ายหาเสียง ต้องเสมอภาค เท่าเทียมกันทุกกลุ่ม

เมื่อวันที่ 7 มิ.ย.2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัคร ผู้ว่าฯ กทม. เบอร์ 9 พร้อมทีม “กรุงเทพฯ ทำงาน” ลงพื้นที่หาเสียงเขตบึงกุ่ม บางกะปิ ให้สัมภาษณ์บริเวณตลาดปัฐวิกรณ์ โดยกล่าวว่า ปัญหาเศรษฐกิจจะเป็นโจทย์ใหญ่ที่สุดของเมืองในอีก 4 ปีข้างหน้า ซึ่งหัวใจสำคัญคือการขับเคลื่อนบริษัทขนาดใหญ่ราว 1,400 แห่ง และกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยหรือ SME กว่า 500,000 ราย ให้เดินหน้าควบคู่กันไปได้ เพราะต่างก็มีการจ้างงาน กลุ่มละประมาณ 3 ล้านคน 

ทาง ทีมกรุงเทพฯ ทำงาน ได้เตรียมแผนกระตุ้นเศรษฐกิจระดับเส้นเลือดฝอยผ่านการสร้าง “แพลตฟอร์ม กทม.” เพื่อเป็นศูนย์กลางรวบรวมผู้ให้บริการระดับชุมชน เช่น ช่างซ่อมแอร์ หรือช่างประปา สามารถเข้าถึงผู้บริโภคในโซนเดียวกันได้อย่างตรงจุด พร้อมทั้งเตรียมจัดตั้งศูนย์ One-Stop Service และคลินิก SME เพื่อลดขั้นตอนความยุ่งยากในการขอใบอนุญาตสำหรับกิจการร้านอาหาร ร้านกาแฟ และโฮสเทล

​นอกจากการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว การยกระดับคุณภาพชีวิตคนกรุงก็เป็นประเด็นสำคัญ ที่ต้องเดินหน้าต่อ ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อมที่มีแผนต่อยอดจากสวนป่าชุ่มน้ำ 86 ไร่ โดยจะกระจายสร้างสวนสาธารณะขนาดใหญ่อีกอย่างน้อย 6 แห่ง ขนาด 10 ไร่ขึ้นไป ให้ครอบคลุมทั่วกรุงเทพฯ 

ในส่วนของการศึกษานั้น นายศานนท์ หวังสร้างบุญ ได้ระบุถึงความสำเร็จในการนำเทคโนโลยี AI มาช่วยพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียน ซึ่งเห็นผลลัพธ์ชัดเจนตั้งแต่ปีแรก รวมถึงการปรับพื้นที่ในโรงเรียนให้เป็นห้อง Maker Space เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้จากการลงมือทำ พร้อมทั้งขยายโรงเรียนหลักสูตร 2 ภาษาและเปิดรับเด็กอนุบาลวัย 3 ขวบเข้าสู่ระบบ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มความเชื่อมั่นให้ผู้ปกครอง 

ขณะที่ด้านสาธารณสุข รศ.ดร. ทวิดา กมลเวชช ได้เล็งเห็นช่องว่างในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ จึงมีแนวคิดที่จะสร้างโรงพยาบาลแห่งใหม่บริเวณรอยต่อเขตวังทองหลาง บางกะปิ ดินแดง และลาดพร้าว เพื่ออุดรอยโหว่ของ Health Zone ให้บริการได้อย่างครอบคลุมที่สุด

นายชัชชาติยังย้ำถึงจุดยืนเรื่องความเท่าเทียมในการใช้พื้นที่โฆษณาหาเสียง โดยพร้อมตรวจสอบและถอดป้ายออกทันที หากพบว่าในพื้นที่นั้น อนุญาตให้ตนเองติดป้ายหาเสียงได้ แต่ไม่อนุญาตให้ผู้สมัครรายอื่นติดได้ เพราะการหาเสียงต้องมีความเท่าเทียมกันทุกส่วน

“เรื่องป้ายโฆษณาหาเสียง ผมเร่งให้ทีมงานไปตรวจสอบแล้ว ผมยึดหลักถ้าไม่ให้เพื่อนเราโฆษณา เราก็ไม่ควรได้โฆษณา ถ้าทีมงานตรวจสอบพบว่า ทีมอื่นไปขออนุญาตเหมือนกัน แต่มาเลือกโฆษณาให้เฉพาะเรา เราก็จะเอาออก เราต้องเท่าเทียมกัน เพื่อนเราไม่ได้ เราก็ต้องไม่ได้เหมือนกัน” นายชัชชาติกล่าว

ช่วงท้าย นายชัชชาติได้ฝากเน้นย้ำถึงประชาชนทุกคนว่า การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ในวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายนนี้ จะไม่มีการเลือกตั้งล่วงหน้า นอกเขต หรือนอกราชอาณาจักร จึงขอเชิญชวนให้ประชาชนบริหารจัดการเวลาเพื่อมาร่วมกันแสดงพลังบริสุทธิ์ในระบอบประชาธิปไตย

สุริยะใส ชี้ปมแก้ รธน. สะท้อนความขัดแย้งลึกกว่าตัวบทกฎหมาย

สุริยะใส ชี้ปมแก้ รธน. สะท้อนความขัดแย้งลึกกว่าตัวบทกฎหมาย

สุริยะใส ชี้ปมแก้ รธน. สะท้อนความขัดแย้งลึกกว่าตัวบทกฎหมาย

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.20 น.

7 มิถุนายน 2569 นายสุริยะใส กตะศิลา คณบดีวิทยาลัยผู้นำและนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า …เมื่อทุกฝ่ายอยากชนะ รัฐธรรมนูญจึงกลายเป็นสนามรบ ไม่ใช่กติกากลาง…

กรณีร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทยที่ถูกพรรคภูมิใจไทยถอนชื่อสนับสนุน ขณะที่พรรคประชาชนก็มีแนวทางและเงื่อนไขของตนเอง สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาไม่ได้อยู่เพียงตัวบทกฎหมาย แต่อยู่ที่ความแตกต่างทางความคิดและจุดยืนทางการเมืองที่ยังหาจุดร่วมกันไม่ได้ แม้ทุกฝ่ายจะพูดถึงการแก้รัฐธรรมนูญเหมือนกัน แต่สิ่งที่ต้องการแก้อาจไม่เหมือนกันเลย

ตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา แต่ละขั้วการเมืองต่างมีภาพฝันต่อประเทศไทยที่แตกต่างกัน บางฝ่ายให้น้ำหนักกับอำนาจของประชาชนผ่านการเลือกตั้ง บางฝ่ายให้ความสำคัญกับระบบถ่วงดุลและกลไกคุ้มครองเสถียรภาพของรัฐ ขณะที่บางฝ่ายมองว่าการแก้รัฐธรรมนูญต้องไม่กระทบต่อโครงสร้างอำนาจที่ถือเป็นหลักประกันของประเทศ เมื่อจุดยืนพืนฐานต่างกันมาก การออกแบบรัฐธรรมนูญร่วมกันจึงเป็นเรื่องยากกว่าที่หลายคนคิด

สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้จึงเป็นภาพสะท้อนของปัญหาการเมืองไทยที่ลึกกว่ารัฐธรรมนูญ เพราะแม้ยังไม่ได้เริ่มร่างฉบับใหม่อย่างจริงจัง แต่แต่ละฝ่ายก็เริ่มขีดเส้นเงื่อนไขและข้อจำกัดของตนเองแล้ว คำถามจึงไม่ใช่ว่าเราจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ แต่คือเราจะสามารถสร้างฉันทามติร่วมกันได้หรือไม่ว่าประเทศควรเดินไปทางไหน

รัฐธรรมนูญจึงมักกลายเป็นสนามต่อสู้ทางการเมืองมากกว่าจะเป็นพื้นที่สร้างความเห็นพ้องร่วมกัน ทุกครั้งที่ดุลอำนาจเปลี่ยน ผู้ชนะอยากแก้ ผู้แพ้อยากรื้อ จนท้ายที่สุดรัฐธรรมนูญถูกทำให้เป็นแพะรับบาปของทุกปัญหา ทั้งที่รากของปัญหาอาจอยู่ที่ความไม่ไว้วางใจ ความหวาดระแวง และการไม่ยอมรับความชอบธรรมของฝ่ายที่คิดต่าง

บางทีสิ่งที่ประเทศไทยต้องการอาจไม่ใช่เพียงรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่คือ “ฉันทามติทางการเมืองฉบับใหม่” ที่ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกันว่า แม้จะคิดต่าง แข่งขันกัน หรือสลับกันเป็นรัฐบาลกับฝ่ายค้าน แต่ก็ยังอยู่ร่วมกันได้ภายใต้กติกกาเดียวกัน หากทำสิ่งนี้ไม่ได้ ต่อให้แก้รัฐธรรมนูญอีกกี่ครั้ง วงจรความขัดแย้งเดิมก็อาจย้อนกลับมาอีกเช่นเคย

ชัชชาติ โต้เดือด! ยันไม่มีระบบอากง เลิกพูดได้แล้ว

ชัชชาติ โต้เดือด! ยันไม่มีระบบอากง เลิกพูดได้แล้ว

ชัชชาติ โต้เดือด! ยันไม่มีระบบอากง เลิกพูดได้แล้ว

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.11 น.

“ชัชชาติ”โต้เดือด! ยันไม่มี”ระบบอากง”เลิกพูดได้แล้ว – ไร้ IO ทำลายคู่ต่อสู้ ลั่นไม่ทนคุกคามทางเพศ ชี้โพลดีเพราะผลงาน

7 มิถุนายน 2569 นายชัชชาติ ผู้สมัคร ผู้ว่าฯ กทม.เบอร์ 9 เปิดเผยถึงประเด็นทางการเมืองและข้อกล่าวหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.โดยย้ำถึงจุดยืนความโปร่งใส ​ส่วนกรณีที่ผลสำรวจความคิดเห็น หรือโพล ที่คะแนนออกมาดีอย่างต่อเนื่อง นายชัชชาติ ได้แสดงความขอบคุณประชาชน พร้อม ระบุว่า คะแนนที่เห็นไม่ได้สะท้อนถึงการหาเสียง แต่เป็นผลลัพธ์จากการทำงานอย่างหนักตลอด 4 ปีที่ผ่านมา จนประชาชนรู้สึกได้ว่าชีวิตดีขึ้นอย่างไรก็ตาม ได้เตือนทีมงานว่าห้ามประมาทเด็ดขาด เนื่องจากการเมืองสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะในช่วง 3 สัปดาห์สุดท้ายก่อนวันเลือกตั้ง ยืนยันว่าจะยังคงเดินหน้าลงพื้นที่พบปะกับประชาชนอย่างเต็มที่ทุกวันตามปกติ

​สำหรับกรณีที่ นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โพสต์ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับผู้อำนวยการเขตรายหนึ่งในประเด็นการคุกคามทางเพศ นายชัชชาติ กล่าวว่า หากมีข้อมูลหรือหลักฐานที่ถูกต้องชัดเจน ขอให้เปิดเผยออกมาได้เลยเพื่อเอาคนไม่ดีออกไป และพร้อมให้ฝ่ายบริหารชุดใหม่หรือปลัด กทม.ดำเนินการทันที

“เราประกาศเสมอว่าเราไม่ยินยอมต่อการคุกคามทางเพศ ที่ผ่านมาถ้ามีเรื่องร้องเรียนเราจัดการทุกเคส อย่างในโรงเรียนก็เคยมีคำสั่งไล่ออกไปแล้ว แต่ในระดับผู้อำนวยการเขตตอนนี้ยังไม่มีข้อมูล ยืนยันว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องพฤติกรรมของตัวบุคคล ไม่เกี่ยวกับระบบของ กทม.แต่อย่างใด” นายชัชชาติ กล่าว

​นอกจากนี้ นายชัชชาติ ยังกล่าวเสริมว่า กทม.เพิ่งได้รับรางวัลเหรียญทองด้านความเท่าเทียมและสิทธิมนุษยชนจากองค์การสหประชาชาติ (UN) ซึ่งเป็นสิ่งยืนยันว่าหน่วยงานภายนอกประเมินระบบการดูแลสิทธิมนุษยชนของ กทม.ไว้ค่อนข้างดี

​​ส่วนข้อกล่าวหาที่ระบุว่ามีการใช้ IO เพื่อตอบโต้ทางการเมือง หรือไม่นั้น นายชัชชาติ ปฏิเสธว่า ไม่มีการทำ IO อย่างแน่นอน 100% นโยบายของทีมงานคือการสื่อสารข้อเท็จจริงและแนวทางการทำงานอย่างสร้างสรรค์ ไม่มีการกล่าวร้ายหรือทำลายคู่ต่อสู้

“การไปทำลายคู่ต่อสู้ไม่ได้ช่วยให้เราดีขึ้น หรือทำให้ประชาชนมีความสุขขึ้น การแข่งขันกันคือการนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดให้ประชาชน แต่อาจจะมีแฟนคลับบางส่วนที่ไปโจมตีคนอื่น ซึ่งผมก็อยากขอร้องว่าอย่าไปทำเลย ให้ดูที่ผลงานของเราเป็นหลักดีกว่า” นายชัชชาติ กล่าว

​​เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกระแสวิจารณ์เรื่อง “ระบบอากง” หรือข้อครหาเรื่องการใช้เส้นสายในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ กทม. นายชัชชาติ ชี้แจงว่า ระบบดังกล่าวไม่มีอยู่จริง “เลิกพูดได้แล้ว เอาเป็นว่าเป็นแนวทางของทีมชัชชาติ” พร้อมได้ย้ำว่า เป็นเพียงวาทกรรมที่ถูกสร้างขึ้นมา และยังกล่าวว่า การแต่งตั้งโยกย้ายในทุกองค์กรย่อมมีทั้งคนที่สมหวังและไม่สมหวังเป็นเรื่องธรรมดา คนที่ไม่พอใจก็อาจจะกล่าวหาว่าระบบไม่ดี โดยไม่ได้ย้อนดูความสามารถของตนเอง พร้อมยืนยันว่าแนวปฏิบัติของทีมชัชชาติตลอดมาคือการเลือกคนดี คนเก่ง และเน้นความซื่อสัตย์สุจริตอย่างโปร่งใสที่สุด

สกลธี ปลื้ม อภิสิทธิ์ เดินเคียงบ่าเคียงไหล่ ช่วยผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม-สก.หาเสียง ย้ำความเป็นปึกแผ่น

สกลธี ปลื้ม อภิสิทธิ์ เดินเคียงบ่าเคียงไหล่ ช่วยผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม-สก.หาเสียง ย้ำความเป็นปึกแผ่น

สกลธี ปลื้ม อภิสิทธิ์ เดินเคียงบ่าเคียงไหล่ ช่วยผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม-สก.หาเสียง ย้ำความเป็นปึกแผ่น

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.08 น.

สกลธี ปลื้ม อภิสิทธิ์ เดินเคียงบ่าเคียงไหล่ ช่วยผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม-สก.หาเสียง ย้ำความเป็นปึกแผ่นพรรคสีฟ้า

เมื่อวันที่ 7 มิ.ย.2569 นายสกลธี ภัททิยกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ภาพพร้อมข้อความ ระบุว่า “อภิสิทธิ์สุดฟิต 4 เขต รวดดด ผมว่าสิ่งหนึ่งที่ไม่เหมือนใคร ไม่เหมือนพรรคไหน กลุ่มไหน คือประชาธิปัตย์เรามีหัวหน้าอภิสิทธิ์ ที่พร้อมเดินเคียงบ่าเคียงไหล่กับผู้สมัคร ไม่ว่าจะเป็นระดับชาติหรือท้องถิ่น

จะเห็นได้ว่านับแต่เปิดตัวพี่เจมส์ อนุชา ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม ของพรรค หมายเลข  5 จะเห็นหัวหน้าอภิสิทธิ์ ลงพื้นที่หาเสียงด้วยทุกครั้ง และทุกวัน ตั้งแต่ต้นจนจบ

มันเป็นความปึกแผ่นและอบอุ่นในหัวใจของคนทำงาน ผมบอกได้เลยครับ ว่าในครั้งนี้แม้เราจะยังเป็นรอง แต่หัวจิตหัวใจเต็ม 100 เลือดสีฟ้าแน่นอนครับ 

วันนี้เป็นอีกวันนึงที่ลุยกันหลายพื้นที่เริ่มตั้งแต่วัดแขกและตลาดตรงข้ามวัดในเขตบางรัก พร้อมผู้สมัคร สก เขตบางรัก ธนากร ลิ้มวาทะรส หมายเลข  1

จากนั้นไปต่อที่พี่สุดคนึง แก้วทอง ผู้สมัคร สก เขตบางคอแหลม หมายเลข 2 ที่ตลาดเจริฐกรุง 103 จุดนี้ FC เพียบครับเพราะเป็นเขตเก่าของท่านหัวหน้าอภิสิทธิ์

ต่อไปที่ตลาดคลองลัดมะยม เขตตลิ่งชัน ของพี่อดีต สก ฝอย ลักขณา ภักดีนฤนาท ผู้สมัคร สก เขตตลิ่งชัน หมายเลข 4 คนถ่ายรูปแน่นเช่นกัน

และมาปิดท้ายที่ตลาดวังหลังของอดีต สก บางกอกน้อยหลายสมัย นภาพล จิระกุล หมายเลข 1 ตรงนี้ก็ FC เดี๋ยวแน่นเช่นกันเพราะพี่นภาพลทำพื้นที่เอาไว้แน่นครับ

เขตอื่นรอนิดนะครับทยอยไปให้เต็มที่แน่นอนครับ” 

อนุชา โชว์ทำขนมเบื้อง-บ้าบิ่น เดินหาเสียงตลาดคลองลัดมะยม-วังหลัง

อนุชา โชว์ทำขนมเบื้อง-บ้าบิ่น เดินหาเสียงตลาดคลองลัดมะยม-วังหลัง

อนุชา โชว์ทำขนมเบื้อง-บ้าบิ่น เดินหาเสียงตลาดคลองลัดมะยม-วังหลัง

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.26 น.

“อนุชา”ชี้ต้องปรับประชาสัมพันธ์ กระตุ้นคนเที่ยว กทม.เพิ่ม โชว์ทำขนมเบื้อง-บ้าบิ่น เดินหาเสียงตลาดคลองลัดมะยม-วังหลัง

7 มิถุนายน 2569 ที่ตลาดน้ำคลองลัดมะยม เขตตลิ่งชัน นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 พร้อมด้วย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คณะผู้บริหารพรรค อาทิ นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค และ นางลักขณา ภักดีนฤนาท ผู้สมัคร ส.ก.เบอร์ 4 เขตตลิ่งชัน ลงพื้นที่หาเสียง

บรรยากาศหาเสียงนายอนุชา ได้เดินทักทายขอคะแนน พ่อค้า แม่ค้าในตลาด ทักทายนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ  ซึ่งประชาชนให้การต้อนรับคึกคัก ระหว่างหาเสียง นายอนุชา ได้โชว์ลงมือทำขนมบ้าบิ่น ทำขนมเบื้อง ชิมหมูทอดร้านดัง ซึ่ง ประชาชนบางคนบอกว่า “ไม่เหมือนในทีวี ยังดูเด็กอยู่เลย” ขณะที่แม่ค้า บอกว่า “ไม่ต้องไปคิดอะไรเยอะเลือกคนนี้แหละ เบอร์ 5”

หลังจากนั้น นายอนุชา กล่าวว่า ที่ตลาดน้ำคลองลัดมะยม เขตตลิ่งชัน มีหลายส่วนที่เราจะสามารถปรับปรุงเพิ่มเติมได้ เช่น เรื่องของการประชาสัมพันธ์ จะทำให้คนมาเที่ยวจับจ่ายใช้สอยได้มากขึ้น แต่เราจะใช้ประชาสัมพันธ์แบบเหมือนเดิมไม่ได้ เพราะบางทีเราตามเฟซบุ๊กมา เราใช้แพลตฟอร์มหรือแอปต่างๆ เข้ามาในพื้นที่ ต้องระบุว่า มีตลาดน้ำแล้ว มีอะไรร้านดัง แต่เมื่อเป็นจุดทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว เรื่องของความสะอาดก็เป็นจุดหนึ่งที่สามารถทำได้มากกว่านี้ ในการนำคนมาจัดเก็บ และเรื่องที่ทิ้งขยะ เพราะบางส่วนอาจจะมีกลิ่นอยู่ ตรงนี้กทม. จะสามารถเข้ามาจัดการได้ทันทีเลย

ทั้งนี้ ทุกพื้นที่มีอัตลักษณ์เป็นพิเศษ ส.ก.จะเป็นตัวแทนในแต่ละพื้นที่ ตรงนี้ก็มีสถานที่ท่องเที่ยวค่อนข้างเยอะ เราสามารถชูขึ้นมา ไม่ใช่นักท่องเที่ยวคนไทยอย่างเดียว แต่นักท่องเที่ยวต่างชาติสามารถมาเพิ่มขึ้นไม่ใช่เที่ยวแค่กรุงเทพชั้นใน แต่ออกมาเที่ยวชั้นนอกก็เห็นธรรมธรรมชาติ และมีผลิตภัณฑ์ที่ไม่เห็นอยู่ในตลาดทั่วไป

ต่อมา นายอนุชา พร้อมผู้บริหารพรรค ลงพื้นที่ตลาดวังหลัง ช่วย นายนภาพล จีระกุล ผู้สมัคร ส.ก.เบอร์ 1 เขตบางกอกน้อย เมื่อเดินทางมาถึงนายอนุชา ได้ไหว้ขอพร อนุสรณ์สถานสมเด็จโตฯ (วัดระฆัง) จากนั้นเดินหาเสียงในตลาด ซึ่งมีแฟนคลับ ทุกเพศ ทุกวัย ให้การต้อนรับ ขอถ่ายรูป ส่งเสียงเชียร์ พร้อมบอก เลือกเบอร์ 5 กับเบอร์ 1 แน่นอน

– 006

‘ศุภจี’ ลั่นสู้ทุกช่องทาง! ปมมาเลย์ระงับกุ้งไทย เร่งงัด 13 มาตรการอุ้มเกษตรกร

'ศุภจี' ลั่นสู้ทุกช่องทาง! ปมมาเลย์ระงับกุ้งไทย เร่งงัด 13 มาตรการอุ้มเกษตรกร

‘ศุภจี’ ลั่นสู้ทุกช่องทาง! ปมมาเลย์ระงับกุ้งไทย เร่งงัด 13 มาตรการอุ้มเกษตรกร

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.13 น.

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ระบุผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า มาเลเซียได้ประกาศระงับการนำเข้ากุ้งไทย 5 สายพันธุ์ มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 หลังจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินมาตรการตรวจสอบปลากะพงขาวนำเข้าจากมาเลเซียตามลำดับขั้น ภายหลังตรวจพบสารเคมีและยาปฏิชีวนะตกค้างที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพผู้บริโภค โดยทุกมาตรการดำเนินการตามขั้นตอนและมีการประสานงานกับฝ่ายมาเลเซียมาโดยตลอด

ทั้งนีัการระงับนำเข้ากุ้งของมาเลเซียเป็นการดำเนินการที่กระชั้นชิด โดยแจ้งให้ไทยรับทราบเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 และมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มิถุนายน 2569 โดยไม่ได้เปิดโอกาสให้ไทยได้ชี้แจงหรือกำหนดมาตรการรองรับล่วงหน้า ทำให้ไทยมีเวลาจำกัดในการเตรียมรับมือกับผลกระทบที่เกิดขึ้น

เตรียมยกระดับเจรจา ชงเวที WTO และอาเซียน

กรมประมง และสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กำลังเร่งดำเนินการเจรจาหารืออย่างเร่งด่วนเพื่อคลี่คลายปัญหาดังกล่าว

ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์พร้อมยกระดับประเด็นนี้เข้าสู่การหารือในเวทีองค์การการค้าโลก (WTO) และอาเซียน โดยมอบหมายให้สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด

กางแผน 13 มาตรการฉุกเฉิน มุ่งดูดซับ 400 ตัน/เดือน

จากข้อมูลปี 2569 พบว่าการส่งออกกุ้งไทยไปยังมาเลเซียมีปริมาณเฉลี่ย 300-400 ตันต่อเดือน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 44 ล้านบาทต่อเดือน กระทรวงพาณิชย์จึงได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดเร่งขับเคลื่อน 13 มาตรการ เพื่อดูดซับผลผลิตให้ได้ตามเป้าหมาย ดังนี้:

  • กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ: เร่งหาแหล่งนำเข้าทดแทนในตลาดสำคัญ (จีน, สหรัฐฯ, ญี่ปุ่น) และตลาดใหม่ในอาเซียน (เมียนมา, สิงคโปร์) ผ่านการจัดกิจกรรม Top Thai Brand (คุนหมิง, เซี่ยเหมิน), Thailand Week (ต้าเหลียน, หลานโจว), จัด Online Business Matching ในงาน SIAL ช่วงเดือนตุลาคม 2569 และกิจกรรมส่งเสริมสินค้ากุ้งไทย
  • กรมการค้าภายใน: กระตุ้นการบริโภคผ่านกิจกรรม “หรอยริมเล @ภูเก็ต” ในเดือนมิถุนายน, ร่วมกับห้างท้องถิ่นดึงผลผลิตสู่เมืองท่องเที่ยว (ภูเก็ต, กระบี่, ตรัง), เปิดจุดรับซื้อตรงในแหล่งผลิต (สงขลา, นครศรีธรรมราช, สุราษฎร์ธานี, ฉะเชิงเทรา), นำผู้ส่งออกและโรงงานแปรรูปร่วมรับซื้อ, จัดแคมเปญบริโภคผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส (ธงฟ้า) และจัดคาราวานสินค้าประมงเปิดจุดจำหน่ายใน กทม. ภาคอีสาน และภาคเหนือ
  • กรมการค้าต่างประเทศ: นำผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ เข้าร่วมกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ในงานมหกรรมค้าชายแดนที่จังหวัดจันทบุรีและสระแก้ว
  • สำนักงานพาณิชย์จังหวัด: ทำหน้าที่เป็นแกนกลางรับซื้อกุ้งจากแหล่งผลิตที่เดือดร้อน เพื่อนำไปกระจายขายทุกจังหวัดทั่วประเทศผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส

ย้ำชัด! ไม่ได้จบแค่ให้คนไทยกินกุ้ง

นางศุภจี เน้นย้ำว่า การบูรณาการมาตรการทั้งหมดเพื่อเร่งระบายผลผลิต เป็นการช่วยเหลือเฉพาะหน้าเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้เร็วที่สุด และรัฐบาลพร้อมสู้ทุกรูปแบบในระหว่างการเจรจา

สิ่งที่กระทรวงพาณิชย์ลงมือทำในขณะนี้ คือ การช่วยเยียวยาความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรกับเหตุการณ์เฉพาะหน้า ด้วยการช่วยหาทางเร่งระบายผลผลิตที่ถูกระงับการนำเข้า ไม่ใช่แค่จัดการ หรือแค่สนับสนุนให้บริโภคกุ้งภายในประเทศเท่านั้นแล้วจบ” — นางศุภจี สุธรรมพันธุ์

ฮอตไม่หยุด! นักท่องเที่ยวทะลัก ปราสาทตาควาย-เนิน 350 วันที่ 2 กว่า 1,500 คน

ฮอตไม่หยุด! นักท่องเที่ยวทะลัก ปราสาทตาควาย-เนิน 350 วันที่ 2 กว่า 1,500 คน

ฮอตไม่หยุด! นักท่องเที่ยวทะลัก ปราสาทตาควาย-เนิน 350 วันที่ 2 กว่า 1,500 คน

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.57 น.

“ปราสาทตาควาย-เนิน 350”ฮอตไม่หยุด! นักท่องเที่ยวทะลักวันที่ 2 กว่า 1,500 คน แห่สัมผัสประวัติศาสตร์ชายแดน-หนุนเศรษฐกิจชุมชนคึกคัก

7 มิถุนายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการท่องเที่ยวบริเวณ “ปราสาทตาควาย-เนิน 350” ตำบลบักได อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ยังคงคึกคักต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 หลังเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าพื้นที่ภายใต้มาตรการดูแลความปลอดภัยอย่างเป็นระบบ โดยมีประชาชนจากหลายพื้นที่เดินทางมาสัมผัสแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ และพื้นที่แห่งวีรกรรมของทหารไทยตามแนวชายแดนจำนวนมาก

ตลอดทั้งวันมีประชาชนทยอยเดินทางเข้ามาลงทะเบียนทั้งในรูปแบบจองผ่านแอปพลิเคชันและวอล์กอินอย่างต่อเนื่อง เพื่อขึ้นไปเยี่ยมชมปราสาทตาควายและเนิน 350 ซึ่งเป็นจุดชมวิวและจุดยุทธศาสตร์สำคัญตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ท่ามกลางมาตรการอำนวยความสะดวกและรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด

นักท่องเที่ยวทุกคนต้องจอดรถบริเวณโรงเรียนบ้านไทยสันติสุข ก่อนลงทะเบียนและใช้บริการรถสองแถวที่หน่วยงานท้องถิ่นจัดเตรียมไว้รับ-ส่ง เพื่อควบคุมการสัญจรและบริหารจัดการพื้นที่ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและปลอดภัย โดยไม่อนุญาตให้นำรถยนต์ส่วนตัวขึ้นไปยังจุดท่องเที่ยวด้านบน

ขณะเดียวกัน นายณัฐพัชร์ บุญมี นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบักได ได้จัดโครงการส่งเสริมเกษตรกร ประจำปี 2569 ครั้งที่ 3 ภายใต้ชื่องาน “ของดีบักได” ณ โรงเรียนบ้านสันติสุข หมู่ 16 ตำบลบักได เพื่อเปิดพื้นที่ให้เกษตรกรนำผลผลิตทางการเกษตรมาจำหน่ายแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวโดยตรง

ภายในงานมีผลไม้ขึ้นชื่อของพื้นที่ ทั้งทุเรียน เงาะ และมังคุด วางจำหน่ายจำนวนมาก โดยได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวที่รอขึ้นเยี่ยมชมปราสาทตาควายและเนิน 350 อย่างคึกคัก ส่งผลให้ผลไม้หลายชนิด โดยเฉพาะมังคุด จำหน่ายหมดอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่นานหลังเปิดงาน สะท้อนถึงเม็ดเงินที่หมุนเวียนเข้าสู่ชุมชนและโอกาสทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากการท่องเที่ยวชายแดน

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวถือเป็นอีกกลไกสำคัญในการช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ นอกเหนือจากการจำหน่ายผลผลิตผ่านพ่อค้าคนกลาง โดยเปิดโอกาสให้เกษตรกรสามารถนำผลผลิตออกจำหน่ายด้วยตนเอง สร้างรายได้เพิ่มและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้อย่างเป็นรูปธรรม

ด้านแหล่งข่าวจากกองทัพภาคที่ 2 เปิดเผยว่า ณ เวลา 11.00 น.ของวันนี้ มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าสู่พื้นที่แล้วมากกว่า 1,500 คน จากโควตาที่เปิดรองรับจำนวน 2,000 คน เพิ่มขึ้นจากวันแรกของการเปิดพื้นที่เมื่อวันที่ 6 มิถุนายนที่ผ่านมา และคาดว่าตลอดทั้งวันยอดนักท่องเที่ยวจะทะลุ 2,000 คนอย่างแน่นอน

ความสำเร็จของการเปิดพื้นที่ท่องเที่ยวครั้งนี้ ไม่เพียงเรียกความเชื่อมั่นของประชาชนต่อมาตรการรักษาความปลอดภัยของภาครัฐและกองทัพเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของพื้นที่ชายแดนในการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และการเรียนรู้ ซึ่งสามารถสร้างรายได้ให้กับชุมชน ควบคู่ไปกับการปลูกฝังความตระหนักรู้ด้านประวัติศาสตร์และความมั่นคงของชาติได้อย่างยั่งยืน

รัฐบาลย้ำชัด เดินหน้า UNCLOS เพื่อเขตแดนทางทะเลเท่านั้น ไม่ใช่การเจรจาพัฒนาพื้นที่ร่วมกัน

รัฐบาลย้ำชัด เดินหน้า UNCLOS เพื่อเขตแดนทางทะเลเท่านั้น ไม่ใช่การเจรจาพัฒนาพื้นที่ร่วมกัน

รัฐบาลย้ำชัด เดินหน้า UNCLOS เพื่อเขตแดนทางทะเลเท่านั้น ไม่ใช่การเจรจาพัฒนาพื้นที่ร่วมกัน

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.36 น.

ย้ำ! รัฐบาลเดินหน้า UNCLOS เพื่อกำหนดเขตแดนทางทะเลให้ชัดเจน ไม่ใช่การเจรจาพัฒนาพื้นที่ร่วมกัน ประชาชนมั่นใจได้ ไทยยึดผลประโยชน์ชาติสูงสุด

7 มิถุนายน 69 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีความกังวลเกี่ยวกับการที่ประเทศไทยเข้าสู่กระบวนการภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) ในประเด็นพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชานั้น รัฐบาลขอทำความเข้าใจกับประชาชนว่า กระบวนการดังกล่าวเป็นเรื่องของการหารือและพิจารณาแนวเขตทางทะเลตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ มิใช่การเจรจาเพื่อพัฒนาพื้นที่ร่วมกันหรือแบ่งปันผลประโยชน์จากทรัพยากร

ทั้งนี้ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งได้อธิบายต่อสาธารณชนและทูตกว่า 70 ประเทศ อย่างชัดเจนว่า การเข้าสู่กระบวนการตาม UNCLOS เป็นกลไกทางกฎหมายระหว่างประเทศเพื่อหาทางออกในประเด็นการกำหนดเขตแดนทางทะเลที่ยังมีความเห็นแตกต่างกัน โดยไม่ได้เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งเขตพัฒนาร่วม หรือการแบ่งปันผลประโยชน์จากทรัพยากรในพื้นที่ดังกล่าว

รัฐบาลไทยมีจุดยืนชัดเจนว่า การกำหนดเขตแดนทางทะเลให้มีความชัดเจนและเป็นที่ยอมรับตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ เป็นเงื่อนไขพื้นฐานที่ต้องดำเนินการก่อนเรื่องอื่น ๆ ทั้งหมด เพื่อรักษาสิทธิ อธิปไตย และผลประโยชน์ของประเทศชาติในระยะยาว

ทั้งนี้ การที่ไทยเข้าร่วมกระบวนการตาม UNCLOS ไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยยอมรับข้อเรียกร้องของอีกฝ่าย หรือยอมรับแนวทางใดล่วงหน้า แต่เป็นการใช้กลไกสากลที่ทั้งสองประเทศเป็นภาคีร่วมกัน เพื่อให้การพิจารณาเป็นไปอย่างโปร่งใส อยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง และหลักกฎหมาย

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่านายกรัฐมนตรียืนยันว่าจะดำเนินการทุกขั้นตอนด้วยความรอบคอบ โดยประสานการทำงานอย่างใกล้ชิด ทั้งด้านการต่างประเทศ หน่วยงานด้านความมั่นคง และผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศไทยอย่างเต็มที่

“ขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจว่า รัฐบาลจะไม่ดำเนินการใด ๆ ที่กระทบต่ออธิปไตยของชาติ กระบวนการ UNCLOS จะต้องมีเป้าหมายเพื่อสร้างความชัดเจนเรื่องเขตแดนทางทะเลตามหลักสากลก่อนเป็นอันดับแรก ไม่ใช่การพัฒนาพื้นที่ร่วมกัน และไม่ใช่การยกผลประโยชน์ของชาติให้กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง” นางสาวรัชดา กล่าว

คุมเข้มเชื้ออีโบลา! ปลัด มท.สั่งผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ เฝ้าระวัง-ป้องกัน

คุมเข้มเชื้ออีโบลา! ปลัด มท.สั่งผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ เฝ้าระวัง-ป้องกัน

คุมเข้มเชื้ออีโบลา! ปลัด มท.สั่งผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ เฝ้าระวัง-ป้องกัน

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.39 น.

คุมเข้มเชื้ออีโบลา! “ปลัด มท.”สั่ง”ผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ”เฝ้าระวัง-ป้องกัน ควบคุมการแพร่ระบาด ตามประกาศ-มาตรการของกระทรวงสาธารณสุขเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของประชาชน

7 มิถุนายน 2569 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า กระทรวงมหาดไทย ได้รับการประสานงานจากฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข ถึงการเตรียมความพร้อมด้านการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา (Ebola virus disease – EVD) หลังองค์การอนามัยโลก (WHO) รายงานสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (Democratic Republic of the Congo) และสาธารณรัฐยูกันดา (Republic of Uganda) ซึ่งเป็นประเทศในภูมิภาคแอฟริกากลาง และแอฟริกาตะวันออก โดยพบการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาสายพันธุ์บันดิบูเกียว (Bundibugyo virus) ซึ่งเป็นโรคไข้เลือดออกชนิดรุนแรงที่มีอัตราเสียชีวิตสูง และองค์การอนามัยโลกได้ประกาศให้สถานการณ์ดังกล่าวเป็นภาวะฉุกเฉิน ด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ (Public Health Emergency of International Concern : PHEIC)

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่อว่า เพื่อเป็นการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา (Ebola virus disease – EVD) ภายใต้มาตรการตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อ จึงได้สั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 76 จังหวัด ในฐานะประธานคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด ใช้กลไกคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด สนับสนุนการดำเนินการ 3 แนวทาง ได้แก่ 1.ดำเนินการเฝ้าระวัง ป้องกัน สอบสวน และควบคุมโรค โดยการคัดกรองและติดตามผู้ที่มีประวัติเดินทางมาจาก หรือผ่านประเทศที่ถูกประกาศให้เป็นเขตโรคติดต่ออันตราย หรือประเทศที่มีรายงานการระบาดของโรค หากพบผู้ที่เป็นโรค หรือผู้ที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นโรค เจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อจะต้องดำเนินการ หรือออกคำสั่งเป็นหนังสือให้ผู้เดินทางดังกล่าวถูกแยกกัก กักกัน หรือคุมไว้สังเกต เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 21 วัน

นายอรรษิษฐ์ กล่าวอีกว่า 2.สนับสนุนการดำเนินการของหน่วยงานในระดับพื้นที่ โดยประสานงานด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง หน่วยงานท่าอากาศยาน หน่วยงานฝ่ายปกครอง และหน่วยงานด้านความมั่นคง ร่วมกันดำเนินการเกี่ยวกับการติดตามตรวจสอบถิ่นที่อยู่และการเดินทาง ในระหว่างผู้มีประวัติเดินทางมาจาก หรือผ่านประเทศที่ถูกประกาศให้เป็นเขตโรคติดต่ออันตราย หรือประเทศที่มีรายงานการระบาดของโรคอาศัยอยู่ในประเทศไทย ตลอดจนการดำเนินการตามมาตรการที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคดังกล่าวเป็นไปอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ และ 3.ประชาสัมพันธ์ และสื่อสารความเสี่ยงไปยังประชาชน และบุคลากรทางการแพทย์อย่างเหมาะสมและทั่วถึง โดยเน้นการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเฝ้าระวังอาการ ภายหลังจากการเดินทางกลับมาจากประเทศที่ถูกประกาศให้เป็นเขตติดต่อโรคติดต่ออันตราย หรือประเทศที่มีรายงานการระบาดของโรค และขอความร่วมมือหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังประเทศดังกล่าว ในกรณีพบบุคคลที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นโรค ได้แก่ มีอาการไข้ อ่อนเพลีย ปวดกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ เจ็บคอ อาเจียน ท้องเสีย หรือมีอาการเลือดออกผิดปกติ ขอให้แจ้งเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อทันที ภายใน 3 ชั่วโมงนับแต่พบบุคคลดังกล่าว โดยให้ดำเนินการตามมาตรการและแนวทางที่กรมควบคุมโรคกำหนดอย่างเคร่งครัด

สำหรับโรคติดต่อเชื้อไวรัสอีโบลาเป็นโรคติดต่ออันตราย ลำดับที่ 9 ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ชื่อและอาการสำคัญของโรคติดต่ออันตราย พ.ศ.2559 ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 4 มิถุนายน 2559 โดยพบเป็นโรคที่มีความรุนแรงสูง สามารถแพร่ระบาดได้รวดเร็ว และมีอัตราการเสียชีวิตสูง กระทรวงสาธารณสุขจึงได้ออกประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ท้องที่นอกราชอาณาจักรที่เป็นเขตติดต่อโรคติดต่ออันตราย กรณีโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา (Ebola virus disease – EVD) พ.ศ.2569 กำหนดให้สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (Democratic Republic of the Congo) และสาธารณรัฐยูกันดา (Republic of Uganda) เป็นเขตโรคติดต่ออันตรายตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ.2558 โดยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป

พาณิชย์จับมือเกษตรฯ ลุยแก้ปัญหากุ้งไทย หลังมาเลเซียระงับนำเข้า

พาณิชย์จับมือเกษตรฯ ลุยแก้ปัญหากุ้งไทย หลังมาเลเซียระงับนำเข้า

พาณิชย์จับมือเกษตรฯ ลุยแก้ปัญหากุ้งไทย หลังมาเลเซียระงับนำเข้า

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.48 น.

พาณิชย์-เกษตรฯ รับลูกนายกฯ ลุยแก้ปัญหากุ้งไทย หลังมาเลเซียระงับนำเข้า เร่งดูดซับผลผลิต เปิดตลาดใหม่ ป้องกันราคาหน้าฟาร์มตก

7 มิุนยายน 2569 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากกรณีทางการมาเลเซียประกาศระงับการนำเข้ากุ้งจากประเทศไทย 5 สายพันธุ์เป็นการชั่วคราว มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.2569 ล่าสุด กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เร่งกำหนดแนวทางบรรเทาผลกระทบต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งแล้ว ทั้งมาตรการเฉพาะหน้าและแนวทางแก้ปัญหาระยะยาว

โดยเรื่องนี้ เป็นสิ่งที่นายกรัฐมนตรีห่วงใยถึงความเดือดร้อนพี่น้องเกษตรกรอย่างมาก และได้กำชับในที่ประชุม คณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 2 มิ.ย.2569 ที่ผ่านมา ให้กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรฯ เร่งเจรจากับมาเลเซียโดยเร็ว พร้อมเตรียมมาตรการรองรับผลกระทบ ไม่ให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง โดยเฉพาะในภาคใต้

น.ส.รัชดา กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการป้องกันราคากุ้งหน้าฟาร์มตกต่ำ และการดูแลผลผลิตที่อาจได้รับผลกระทบต่อเนื่อง เพราะอุตสาหกรรมกุ้งเกี่ยวข้องทั้งเกษตรกร ผู้รวบรวม โรงงานแปรรูป ผู้ส่งออก และแรงงานจำนวนมาก

สำหรับมาตรการล่าสุด กระทรวงพาณิชย์ ได้กำหนดมาตรการเร่งด่วน 13 มาตรการ โดยตั้งเป้าดูดซับผลผลิตกุ้งที่ได้รับผลกระทบประมาณเดือนละ 400 ตัน ใกล้เคียงกับปริมาณส่งออกกุ้งไทยไปมาเลเซียเฉลี่ยเดือนละ 300 – 400 ตัน หรือมูลค่าราว 44 ล้านบาทต่อเดือน

มาตรการระยะสั้นจะเดินทั้งตลาดในประเทศและตลาดส่งออก กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศจะเร่งเปิดตลาดผ่านกิจกรรมในจีน ทั้ง Top Thai Brands ที่คุนหมิงและเซี่ยเหมิน Thailand Week ที่ต้าเหลียนและหลานโจว รวมถึงการจับคู่ธุรกิจออนไลน์ และการโปรโมตกุ้งไทยในงานแสดงสินค้าอาหารระดับโลก SIAL

ขณะเดียวกัน กรมการค้าภายในจะกระตุ้นการบริโภคในประเทศ ผ่านกิจกรรม “หรอยริมเร” ที่ภูเก็ต ประสานห้างท้องถิ่นในพื้นที่ท่องเที่ยว เปิดจุดรับซื้อกุ้งในจังหวัดเป้าหมาย เชื่อมโยงผู้ส่งออก โรงงานแปรรูป และผู้รับซื้อให้รับตรงจากแหล่งผลิต พร้อมนำโครงการไทยช่วยไทยพลัสและธงฟ้าเข้าช่วยระบายสินค้า

สำหรับระยะยาว กรมประมงและสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ จะเร่งหารือกับทางการมาเลเซียเพื่อคลี่คลายปัญหา ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ให้สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ติดตามใกล้ชิด และเตรียมยกระดับประเด็นเข้าสู่เวที WTO และอาเซียน หากจำเป็น

“หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเดินหน้าแก้ปัญหานี้อย่างเป็นระบบ รัฐบาลมีเป้าหมายคือปกป้องเกษตรกร รักษาราคาหน้าฟาร์ม เปิดตลาดสำรอง และลดความเสี่ยงสินค้าล้นตลาดให้ได้มากที่สุด” น.ส.รัชดา กล่าว