ดับแล้ว 19 ศพ น้ำท่วม-ดินถล่มอินเดีย รัฐสั่งระงับพิธีแสวงบุญ

ดับแล้ว 19 ศพ น้ำท่วม-ดินถล่มอินเดีย รัฐสั่งระงับพิธีแสวงบุญ

19 ก.ค. 2569 22:46 น.

ดับแล้ว 19 ศพ น้ำท่วม-ดินถล่มอินเดีย รัฐสั่งระงับพิธีแสวงบุญ

ฝนที่ตกลงมาอย่างหนักในฤดูมรสุม ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและดินถล่มหลายจุดในประเทศอินเดีย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 19 ศพ ในขณะที่ทางการสั่งระงับพิธีแสวงบุญของชาวฮินดูเพื่อความปลอดภัย

เจ้าหน้าที่และสื่อท้องถิ่นของอินเดียเปิดเผยว่า เหตุน้ำท่วมฉับพลันและดินถล่ม ซึ่งมีสาเหตุมาจากฝนตกหนักในฤดูมรสุม ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 19 ศพในรัฐทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 19 ก.ค. 2569 ในขณะที่ทางการกำลังเร่งปฏิบัติการกู้ภัยในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ

รายงานระบุว่า พบผู้เสียชีวิต 8 ศพ กับผู้ได้รับบาดเจ็บ 15 รายในรัฐนาคาแลนด์ทางตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมีพรมแดนติดกับประเทศเมียนมา ขณะที่อีก 11 รายเสียชีวิตในดินแดนสหภาพ “ชัมมูและแคชเมียร์” ส่วนที่อยู่ภายใต้การปกครองของอินเดีย

ด้านสำนักงานของ โอมาร์ อับดุลเลาะห์ มุขมนตรีดินแดนสหภาพ ชัมมูและแคชเมียร์ ระบุว่า อุทกภัยในครั้งนี้สร้างความเสียหายเป็นวงกว้างต่อทรัพย์สินของทั้งทางราชการและเอกชน รวมถึงสถานีขนส่งผู้โดยสาร และทำให้วิถีชีวิตของผู้คนจำนวนมากต้องหยุดชะงัก

ขณะที่ NDTV สถานีโทรทัศน์ของอินเดียรายงานว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 19 ราย และ “มีผู้สูญหายอีกหลายคน” ในพื้นที่ชัมมู ส่วนกองทัพระบุว่า เจ้าหน้าที่ทหารและหน่วยกู้ภัยฉุกเฉินของรัฐได้เข้าช่วยเหลือประชาชน 11 คน ซึ่งรวมถึงเด็ก 5 คน ในเขตราโชรีของชัมมูฯ

กรมอุตุนิยมวิทยาอินเดียออกคำเตือนในวันอาทิตย์ว่า มีโอกาสเกิดฝนตกหนักมากเป็นพิเศษในชัมมูและแคชเมียร์ในช่วง 2 วันข้างหน้า

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังประกาศระงับการจัดพิธีแสวงบุญ “อมรนาถ” (Amarnath) ประจำปีของชาวฮินดูในภูมิภาคแคชเมียร์ เป็นการชั่วคราวด้วยเพื่อ “ประโยชน์ด้านความปลอดภัยและสวัสดิภาพ” ของผู้แสวงบุญทุกคน

ทางการย้ำว่า พิธีดังกล่าว จะกลับมาดำเนินการอีกครั้งหลังจากสภาพอากาศปรับตัวดีขึ้น และเส้นทางต่าง ๆ ถูกประกาศว่าปลอดภัยแล้วเท่านั้น

ทั้งนี้ เมื่อปีก่อนมีชาวฮินดูกว่า 400,000 คน เดินทางมาเข้าร่วมในพิธีแสวงบุญ “อมรนาถ” ซึ่งจะจัดขึ้นเป็นเวลานานนับเดือน

เจ้าหน้าที่ยังได้สั่งระงับการเดินทางแสวงบุญของชาวฮินดูไปยังเทวสถาน “ไวษโณเทวี” (Vaishno Devi) ในชัมมู ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีผู้มาเยือนหลายล้านคนในแต่ละปีด้วยเช่นกัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

รัสเซียยิงขีปนาวุธ ถล่มเมืองยูเครนครั้งใหญ่ ดับแล้ว 5 ศพเจ็บอีกหลายสิบ

รัสเซียยิงขีปนาวุธ ถล่มเมืองยูเครนครั้งใหญ่ ดับแล้ว 5 ศพเจ็บอีกหลายสิบ

19 ก.ค. 2569 22:12 น.

รัสเซียยิงขีปนาวุธ ถล่มเมืองยูเครนครั้งใหญ่ ดับแล้ว 5 ศพเจ็บอีกหลายสิบ

รัสเซียส่งโดรน-ยิงขีปนาวุธโจมตีเมืองต่างๆ ของยูเครนอย่างรุนแรงอีกครั้งในช่วงข้ามคืนเข้าสู่วันอาทิตย์ ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 5 ศพ บาดเจ็บอีกหลายสิบราย ส่วนยูเครนยังคงโจมตีพลังงานของรัสเซียอย่างต่อเนื่อง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รัสเซียได้ระดมยิงขีปนาวุธทิ้งตัว (ballistic missile) โจมตีเมืองต่าง ๆ ของยูเครนในช่วงข้ามคืนเข้าสู่วันอาทิตย์ที่ 19 ก.ค. 2569 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 5 ศพ และบาดเจ็บอีกอย่างน้อย 35 ราย ในขณะที่ฝ่ายยูเครนก็ยังคงเดินหน้าโจมตีพื้นที่ต่างๆ ของรัสเซียเช่นกัน

เจ้าหน้าที่ยูเครนเปิดเผยว่า การโจมตีล่าสุดของรัสเซีย ทำให้มีผู้เสียชีวิต 4 ศพและบาดเจ็บอีก 19 รายที่เมืองคาร์คิฟทางตะวันออกเฉียงเหนือ และมีผู้เสียชีวิตอีก 1 ศพ กับบาดเจ็บอีก 16 รายในกรุงเคียฟ เมืองหลวงของประเทศ

ขณะที่กองทัพยูเครนระบุว่า รัสเซียใช้ขีปนาวุธอิสกันเดอร์ (Iskander) ขีปนาวุธความเร็วเหนือแสงเซอร์คอน (Zircon) ตลอดจนโดรนอีก 125 ลำ ในการโจมตีกรุงเคียฟเมื่อคืนที่ผ่านมา โดยระบบป้องกันภัยทางอากาศในเมืองหลวงสามารถยิงสกัดขีปนาวุธได้ 18 ลูกจากทั้งหมด 41 ลูก และสกัดโดรนได้อีก 108 ลำ

ด้านนาย โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน กล่าวว่านี่เป็นหนึ่งในการโจมตีด้วยขีปนาวุธทิ้งตัวครั้งรุนแรงที่สุด นับตั้งแต่รัสเซียเปิดฉากรุกรานเต็มรูปแบบเมื่อปี 2565 โดยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา รัสเซีย “ใช้โดรนโจมตีประมาณ 1,450 ลำ ระเบิดนำวิถีมากกว่า 1,640 ลูก และขีปนาวุธประเภทต่าง ๆ อีก 99 ลูกในการโจมตียูเครน”

ในขณะเดียวกัน ยูเครนยังคงเดินหน้าโจมตีพื้นที่ต่าง ๆ ของรัสเซีย โดยเซเลนสกีเปิดเผยว่า เรือบรรทุกน้ำมันของรัสเซีย 3 ลำในทะเลดำถูกโจมตี รวมถึงสิ่งปลูกสร้างในแคว้นสตัฟโรปอลทางตะวันตกเฉียงใต้ด้วย

“หน่วย SBU (สำนักงานความมั่นคง) โจมตีคลังน้ำมัน 3 แห่งในภูมิภาคสตัฟโรปอลพร้อม ๆ กัน ในขณะที่กองทัพของเราโจมตีสิ่งปลูกสร้างที่เกี่ยวข้องกับเชื้อเพลิงอีกแห่งในแคว้นเดียวกัน” เซเลนสกีระบุในข้อความที่โพสต์บน Telegram

“นอกจากนี้ยังมีการโจมตีอย่างแม่นยำเข้าใส่เรือบรรทุกน้ำมันใน ‘กองเรือเงา’ (shadow fleet) ของรัสเซีย 3 ลำในทะเลดำ ผมขอขอบคุณทุก ๆ หน่วยงานของเราที่ช่วยทำให้รัสเซียตระหนักได้ว่า สงครามครั้งนี้ต้องยุติลงได้แล้ว”

ด้านกลุ่มบริษัท Caspian Pipeline Consortium ซึ่งเป็นผู้ขนส่งน้ำมันในทะเลแคสเปียนของคาซัคสถานไปยังท่าเรือโนโวรอสซีสค์ของรัสเซียในทะเลดำ เปิดเผยว่าสถานีขนถ่ายน้ำมันของพวกเขาถูกโจมตี เรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำได้รับความเสียหาย ทำให้ต้องระงับการขนถ่ายน้ำมันชั่วคราว แต่ไม่มีผู้บาดเจ็บหรือน้ำมันรั่วไหล

นายวิตาลี คลิทช์โก นายกเทศมนตรีกรุงเคียฟ กล่าวว่า อาคารบ้านเรือนของประชาชนและอาคารอื่น ๆ ได้รับความเสียหาย รวมถึงซูเปอร์มาร์เก็ตและหอพักแห่งหนึ่งด้วย นอกจากนั้นเจ้าหน้าที่ดับเพลิงกำลังเร่งควบคุมไฟไหม้ที่โกดังสินค้า 2 แห่ง ในขณะที่ศูนย์โลจิสติกส์ในเขตบูชาใกล้กรุงเคียฟถูกโจมตี จนมีผู้บาดเจ็บ 2 รายด้วย

ทั้งนี้ การโจมตีล่าสุดของรัสเซียหลังจากยูเครนส่งโดรนถล่มคลังสินค้า 2 แห่งของบริษัท ไวลด์เบอร์รีส์ (Wildberries) ซึ่งเป็นผู้ค้าปลีกออนไลน์รายใหญ่ที่สุดของรัสเซีย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 8 ศพ และเกิดเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ ซึ่งเซเลนสกีอ้างว่า เป็นการโจมตีเพื่อตอบโต้ที่รัสเซียโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือน, เมือง และชุมชนต่างๆ

อนึ่ง ยูเครนยกระดับการโจมตีด้วยโดรนระยะไกลเข้าใส่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่สำคัญของรัสเซียมากขึ้นในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดการขาดแคลนเชื้อเพลิงเป็นวงกว้าง โดยรัฐบาลเคียฟอ้างเมื่อช่วงต้นเดือนกรกฎาคมว่า กำลังการกลั่นน้ำมันเกือบ 43% ของรัสเซีย “ถูกทำให้ใช้การไม่ได้” จากการโจมตีดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม รัสเซียเองก็ได้ยกระดับการโจมตีเมืองต่าง ๆ ของยูเครนเช่นกัน ส่งผลให้ทางเคียฟต้องเสาะหาการสนับสนุนระบบสกัดกั้นขีปนาวุธนำวิถีเพิ่มเติมจากพันธมิตรในยุโรป

“การป้องกันตัวเองจากขีปนาวุธคือสิ่งที่เราให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกและสูงสุดอย่างต่อเนื่องในเวลานี้” เซเลนสกีกล่าวเมื่อวันอาทิตย์ “เราจำเป็นต้องมีระบบสกัดกั้นในทุก ๆ วัน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ชัชชาติ จับมือ กอ.รมน. ตั้งคณะทำงานร่วมบูรณาการยกระดับความมั่นคงกรุงเทพฯ

ชัชชาติ จับมือ กอ.รมน. ตั้งคณะทำงานร่วมบูรณาการยกระดับความมั่นคงกรุงเทพฯ

ชัชชาติ จับมือ กอ.รมน. ตั้งคณะทำงานร่วมบูรณาการยกระดับความมั่นคงกรุงเทพฯ

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.18 น.

ผู้ว่าฯ “ชัชชาติ” จับมือ กอ.รมน. ตั้งคณะทำงานร่วมบูรณาการยกระดับความมั่นคงกรุงเทพ ลุยจัดระเบียบเมือง ปราบแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย–นอมินี -ทุนเทา-ยาเสพติด

วันที่ 20 ก.ค. 69  เวลา 15.00 น. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในกรุงเทพมหานคร (ผอ.รมน.กทม.) พร้อมคณะ หารือร่วมกับ พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก ในฐานะเลขาธิการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) พร้อมคณะ ณ ห้องอมรินทร์ ศาลาว่าการกทม. (เสาชิงช้า) เขตพระนคร เพื่อบูรณาการความร่วมมือด้านความมั่นคงและกำหนดแนวทางการดำเนินงานร่วมกัน

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

นายชัชชาติ กล่าวว่า กรุงเทพมหานครมีความซับซ้อนด้านความมั่นคง จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยที่ประชุมได้กำหนดประเด็นสำคัญเร่งด่วนร่วมกัน 2 เรื่องหลัก ได้แก่ การแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวและการกระทำผิดของคนต่างชาติ ครอบคลุมเรื่องทุนเทา การประกอบธุรกิจผิดกฎหมาย การใช้นอมินี รวมถึงการกระทำผิดเกี่ยวกับการทะเบียนและเอกสารต่าง ๆ เช่นการจดทะเบียนรับลูกที่เป็นประเด็นอยู่ในปัจจุบัน และ การป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ซึ่งส่งผลกระทบต่อเยาวชนและสังคมในวงกว้าง

ทั้งนี้ จะมีการจัดตั้งคณะทำงานร่วมและคณะทำงานย่อย เพื่อกำหนดแผนปฏิบัติการ ตัวชี้วัด และติดตามผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยอาศัยการบูรณาการข้อมูลข่าวสาร การข่าว และการสนธิกำลังระหว่างกรุงเทพมหานคร กอ.รมน. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถป้องกันและแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมทั้งพื้นที่กรุงเทพมหานครและเครือข่ายที่เชื่อมโยงกับพื้นที่อื่นของประเทศ โดยการแก้ไขปัญหาจะใช้ข้อมูลเชิงลึกในการวิเคราะห์และติดตามสถานการณ์ ไม่จำกัดเฉพาะพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง แต่จะดำเนินการตรวจสอบทุกพื้นที่ที่มีความเสี่ยง เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม โดยจะมีการประชุมคณะทำงานร่วมในภาย 2 สัปดาห์นี้

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

ด้าน พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ กล่าวว่า กอ.รมน. พร้อมสนับสนุนการดำเนินงานของกรุงเทพมหานครอย่างเต็มที่ โดยจะนำศักยภาพและผู้เชี่ยวชาญจากส่วนกลางเข้ามาเสริมการทำงานของ กอ.รมน.กรุงเทพมหานคร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรับมือภัยคุกคามด้านความมั่นคงที่มีความซับซ้อน พร้อมผลักดันการดำเนินงานตามแผนให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เพื่อความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนในกรุงเทพมหานคร

ในการประชุมครั้งนี้ มี พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก ประธานที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร รศ.ทวิดา กมลเวชช และนายพรพรหม ณ.ส. วิกิตเศรษฐ์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พล.ต.อ.อดิศร์ งามจิตสุขศรี ที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายสุริยชัย รวิวรรณ ผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นางวรญาณี กลิ่นหอมหวล ผู้อำนวยการสำนักงานปกครองและทะเบียน พร้อมผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

ก้าวกระโดดสู่ยุคดิจิทัล รมว.ศธ. ลงนาม MOU ไทย-จีน ปูทาง AI ยกระดับการศึกษาไทย

ก้าวกระโดดสู่ยุคดิจิทัล รมว.ศธ. ลงนาม MOU ไทย-จีน ปูทาง AI ยกระดับการศึกษาไทย

ก้าวกระโดดสู่ยุคดิจิทัล รมว.ศธ. ลงนาม MOU ไทย-จีน ปูทาง AI ยกระดับการศึกษาไทย

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.01 น.

รมว.ศธ. ร่วมคณะนายกฯ เยือนปักกิ่ง ลงนาม MOU ไทย-จีน ปูทางประยุกต์ใช้ AI เพื่อการศึกษาอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 20 ก.ค. 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ระหว่าง วันที่ 19–20 กรกฎาคม 2569 ได้เข้าร่วมการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน อย่างเป็นทางการกับนายกรัฐมนตรี และได้ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการศึกษาปัญญาประดิษฐ์ ระหว่างกระทรวงศึกษาธิการแห่งราชอาณาจักรไทย กับกระทรวงศึกษาธิการแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ณ มหาศาลาประชาชน กรุงปักกิ่ง โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรไทย และนายหลี่ เฉียง (H.E. Mr. Li Qiang) นายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ร่วมเป็นสักขีพยาน ทั้งนี้ บันทึกความเข้าใจดังกล่าวเป็นหนึ่งใน 15 ฉบับ ที่ประเทศไทยได้ลงนามร่วมกับฝ่ายจีนในโอกาสการเยือนครั้งนี้

ประเสริฐ จันทรรวงทอง

บันทึกความเข้าใจดังกล่าวจัดทำขึ้นบนพื้นฐานของความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศ และความตระหนักร่วมกันถึงบทบาทสำคัญของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการยกระดับคุณภาพการศึกษา การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และการเตรียมความพร้อมของผู้เรียนให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคต โดยมีสาระสำคัญของความร่วมมือมุ่งเน้นการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนนโยบาย มาตรฐาน และประสบการณ์ด้านปัญญาประดิษฐ์ในการศึกษา การร่วมพัฒนาหลักสูตร สื่อการเรียนการสอน และทรัพยากรดิจิทัล ตลอดจนการส่งเสริมการใช้ AI อย่างมีความรับผิดชอบ โดยคำนึงถึงหลักจริยธรรม ความปลอดภัยของผู้เรียน และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล รวมทั้งการพัฒนาศักยภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา ผ่านการฝึกอบรม การศึกษาดูงาน และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ตลอดจนการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนนักเรียนและสถานศึกษา

อนึ่ง ในโอกาสนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้ร่วมกับคณะนายกรัฐมนตรีเยี่ยมชมบริษัท CP Center ณ กรุงปักกิ่ง และเข้าร่วมกำหนดการอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี ณ มหาศาลาประชาชน ก่อนเดินทางกลับประเทศไทย

ประเสริฐ จันทรรวงทอง
ประเสริฐ จันทรรวงทอง
ประเสริฐ จันทรรวงทอง
ประเสริฐ จันทรรวงทอง
ประเสริฐ จันทรรวงทอง
ประเสริฐ จันทรรวงทอง
ประเสริฐ จันทรรวงทอง

ทอ.โชว์แสนยานุภาพ ฉลอง 15 ปี Gripen–SAAB 340 จัดเต็ม ‘คชสารยาตรา’ เดินหน้าแผนจัดหา Gripen E/F เพิ่ม 8 เครื่อง

ทอ.โชว์แสนยานุภาพ ฉลอง 15 ปี Gripen–SAAB 340 จัดเต็ม 'คชสารยาตรา' เดินหน้าแผนจัดหา Gripen E/F เพิ่ม 8 เครื่อง

ทอ.โชว์แสนยานุภาพ ฉลอง 15 ปี Gripen–SAAB 340 จัดเต็ม ‘คชสารยาตรา’ เดินหน้าแผนจัดหา Gripen E/F เพิ่ม 8 เครื่อง

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.05 น.

ทอ.จัดใหญ่ครบรอบ 15 ปีGripen-Saab 340 แสนยานุภาพ “คชสารยาตรา” เคลื่อนขบวนบน Taxiway ด้าน ผบ.ทสส.-ผบ.ทอ. ตอกย้ำพร้อมรบ 3 มิติ ปกป้องอธิปไตย

วันที่ 20 กรกฎาคม 2569 กองทัพอากาศเจัดงานเฉลิมฉลองครบรอบ 15 ปี การเข้าประจำการของเครื่องบินขับไล่ Gripen C/D และเครื่องบินควบคุมและแจ้งเตือนทางอากาศ Saab 340  ณ กองบิน 7 จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยมี พล.อ.อุกฤษฏ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด  และ พล.อ.อ.เสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ เข้าร่วมพิธี 

นอกจากนี้ยังมีอดีตผู้บัญชาการทหารอากาศ ที่เกี่ยวข้องกับโครงการจัดซื้อกริเพน ร่วมงานด้วย เช่น พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผู้ริเริ่มโครงการจัดซื้อเครื่องบินขับไล่กริพเพน , พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง และ พล.อ.อ.พันธ์ภักดี พัฒนกุล 

โดยกิจกรรมสำคัญคือการแสดงบินหมู่ของเครื่องบิน Gripen C/D และ Saab 340 การสาธิตสมรรถนะการบินของเครื่องบินขับไล่ Gripen การจัดนิทรรศการเกี่ยวกับการปฏิบัติภารกิจของกองทัพอากาศ 

ตลอดจนการแสดง Elephant Walk คชสารยาตรา หรือ การเคลื่อนที่ของอากาศยานเป็นขบวนบนทางขับ (Taxiway)  โดยใช้เครื่องบินขับไล่Gripen C/D จำนวน 9 เครื่อง และ Saab 340 จำนวน 5 เครื่อง รวม 14 เครื่อง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงความพร้อมรบ และความเป็นหนึ่งเดียวกันในการปฏิบัติภารกิจของกำลังทางอากาศ  ซึ่งกองทัพอากาศชั้นนำในหลายประเทศ จะจัดแสดงในโอกาสสำคัญ

พลเอก อุกฤษฏ์ กล่าวว่า งานฉลองครบรอบ 15 ปี การเข้าประจำการของอากาศยาน Gripen และ SAAB ที่บรรจุเข้าประจำการในกองทัพอากาศ ตั้งแต่ พ.ศ 2554 เป็นต้นมา จนมาถึงปัจจุบันครบรอบ 15 ปีเต็ม 

ทั้งนี้คงไม่ต้องพูดถึงศักยภาพและขีดความสามารถของอากาศยานGripen และ SAAB ว่าเป็นอย่างไร แต่การที่กองทัพอากาศมีวิสัยทัศน์ในปี พ.ศ.2554 ที่จัดหาอากาศยานเข้าประจำการ ทำให้วันนี้มีความพร้อมและมีระบบนิเวศในการปฏิบัติการในลักษณะสงครามยุคใหม่ 

ทั้งนี้สิ่งต่างๆเป็นแนวโน้มของปฏิบัติการรบยุคใหม่ในมิติทางอากาศ “หากไม่มีวิสัยทัศน์ปี 2554 เราก็จะยังไม่มีความพร้อมเหมือนในปัจจุบัน โดยสิ่งที่น่าภาคภูมิใจ คือ ปัจจุบันกองทัพอากาศได้ริเริ่มดำเนินโครงการจัดหาอากาศยานขับไล่ ระยะที่ 1 ที่ลงนามในสัญญาไปแล้ว จำนวน 4 เครื่อง และโครงการดังกล่าวไม่ได้หยุดเพียงแค่จัดหาอากาศยาน เพียง 4 เครื่อง แต่ระบบนิเวศของการปฏิบัติการสงครามยุคใหม่ไม่ว่าจะเป็นระบบเซ็นเซอร์หรือพื้นฐานอื่นๆที่จะนำเข้าไปสู่การปฏิบัติการข้ามมิติในอนาคตจะมีประสิทธิภาพสูงมากยิ่งขึ้นกว่าปัจจุบัน ซึ่งจะแสดงให้เห็นถึงขีดความสามารถในการปฏิบัติการรบของอากาศยานของกองทัพไทยในอีก 10 ปีข้างหน้า  โดยเชื่อว่า ในภูมิภาคนี้ไม่เป็นรองใคร 

ทั้งนี้ หลังจากที่ได้รับฟังข้อมูลจากผู้บัญชาการทหารอากาศ และน้องๆนักบินของกองทัพอากาศโดยที่บรรยายสรุปข้อมูลให้ตนได้ฟังนั้น แสดงให้เห็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจ คือ วิสัยทัศน์ การพัฒนาแบบไม่หยุดนิ่ง และการเรียนรู้กับสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่ๆ พัฒนาระบบความรู้ องค์บุคลากร และองค์เครื่องมือ ให้ผสมผสานสอดคล้องกันอย่างต่อเนื่อง จากอดีตจนถึงปัจจุบันและขอให้ประชาชนมั่นใจได้ว่าขีดความสามารถของกองทัพอากาศไทยที่จะเป็นหลักประกันในการสร้างความมั่นคงของชาติในอนาคตต่อไป 

โดยเชื่อมั่นเป็นอย่างสูงว่าในอนาคตไทยไม่ได้ยิ่งหย่อนและไม่ได้เป็นสองรองใครในภูมิภาค ส่วนความเป็นรองหรือไม่เป็นรอง คือ ระดับของภาพรวม ทั้งความพร้อมด้านคน ด้านเทคโนโลยี และเทคนิคการทำงานการปฏิบัติการทางทหาร 

ด้าน พลอากาศเอก  ระบุว่า เหตุการณ์ชายแดนไทยกัมพูชา Gripen C/D มีบทบาทสนับสนุน ปฏิบัติการร่วมสามเหล่าทัพว่า เป็นผลจาก 15 ปีที่ผ่านมา โดยกองทัพอากาศ มุ่งเน้นความเป็นเครือข่าย เชื่อมโยงข้อมูล ทำให้รู้ก่อน เห็นก่อน เข้าใจก่อน ตัดสินใจก่อน และลงมือก่อน ถือเป็นทิศทางที่กองทัพปฏิบัติมาจนถึงปัจจุบัน ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วในปีที่ 14 กริพเพน ได้ทำหน้าที่ป้องกันประเทศ คือบทพิสูจน์และพิสูจน์ได้จริงๆ

โดย Gripen และ Sabb 340 เป็นเครื่องบินสองแบบที่อยู่ในภารกิจที่สำคัญมากในสถานการณ์ความขัดแย้ง และอัตราความสำเร็จที่สูงมากเกือบ 100% อาวุธที่ใช้ไม่มากแต่จับเป้าหมายได้ทั้งสิ้น 

เรื่องนี้เบื้องหลังไม่ใช่อาวุธยุทโธปกรณ์ แต่คนที่นำมาใช้สำคัญกว่า และใช้ได้มีประสิทธิภาพแค่ไหน  ซึ่งตลอด 15 ปี บุคลากรของกองทัพอากาศทุกส่วน ได้เชื่อมโยงและส่งข้อมูลถึงกันและกัน เพื่อให้ประชาชนได้มั่นใจว่าสิ่งนี้คือสิ่งที่กองทัพไทยยังรักษาความพร้อมไว้ทุกเมื่อ และหากมีอริราชศัตรูหรือภัยคุกคามใดๆ ทางกองทัพอากาศก็พร้อม

สำหรับความคืบหน้าในการจัดซื้อเครื่องบินขับไล่กริพเพน มาทดแทน F-16 ที่กองบิน1 โคราชนั้น พลอากาศเอก เสกสรร ย้ำว่า ในเฟสที่หนึ่งมีความก้าวหน้าตามแผนงานทุกอย่าง ส่วนเฟสที่สองที่ทางกองทัพอากาศต้องเสนองบขอประมาณ เพื่อเป้าหมายในการเซ็นสัญญาจะถูกนำเสนอให้ครบหมดทั้งฝูง เพื่อให้ระยะเวลาการเตรียมความพร้อมนั้นพร้อมให้เร็วที่สุด 

จึงอยากฝากถึงประชาชนว่าสงครามยุคใหม่ไม่ใช่สิ่งที่เป็นตัวตนอย่างเดียว แต่เป็นสิ่งที่มองไม่เห็นในอากาศด้วย ทุกสิ่งทุกอย่างที่นำมาประกอบจะต้องทำให้ไทยมีความเหนือกว่า และเหนือไปกว่านั้นในระบบไร้คนขับ ระบบอัตโนมัติ ก็จะถูกดึงเข้ามาในระบบด้วย ทำให้ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดการสูญเสีย และลดความเสี่ยง เพื่อให้การปฏิบัติภารกิจมีประสิทธิภาพสูงสุด ก็ขอให้มั่นใจได้

โดยขณะนี้ได้ประสานและเตรียมการตามกรอบวงรอบที่กองทัพอากาศได้รับ ซึ่งอยู่ในแผนทั้งหมดแล้ว ก็หวังว่าองค์กรหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมทั้งรัฐบาลจะให้การสนับสนุนโครงการนี้ให้ประสบความสำเร็จ

ทั้งนี้กองทัพอากาศ จัดซื้อเครื่องบินขับไล่กริพเพน C/D  จำนวน 12 เครื่องจาก สวีเดน ในระยะที่ 1 เมื่อปี 2551 จำนวน 6 เครื่อง เข้าประจำการกองบิน 7 สุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2554 ในยุคที่ พล.อ.อ.อิทธิพร ศุภวงศ์ เป็นผู้บัญชาการทหารอากาศ 

ระยะที่ 2 ในช่วงปี 2554 อีก 6 เครื่อง โดยได้ปิดโครงการในเดือนกันยายน 2556 หลังจากโครงการต่อเนื่องมานาน 6 ปี ผ่านผู้บัญชาการทหารอากาศมาหลายยุคหลายสมัย ภายใต้เป้าหมายการเป็นกองทัพอากาศชั้นนำในภูมิภาค โดยตลอด 15 ปี ที่ผ่านมีภารกิจดูแลความมั่นคงในภาคใต้ทั้งฝั่งอ่าวไทย อันดามัน และมีบทบาทอย่างมากในเหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อปี 2568  

ปัจจุบันกองทัพอากาศ กำหนดแผนจัดซื้อเครื่องบินขับไล่กริพเพน E/F จำนวน 12 เครื่อง  ทดแทน F-16 กองบิน 1 จ.นครราชสีมา ที่จะทยอยปลดประจำการ  โดยใช้ชื่อโครงการว่า “บูรพาสันติ” ดำเนินการจัดซื้อในระยะที่ 1 ไปแล้ว 4 เครื่อง วงเงิน 19,500 ล้านบาท 

พร้อมทัังมีแผนจัดซื้อเครื่องบินขับไล่กริพเพน E/F ระยะที่ 2 อีก 8 เครื่อง ให้ครบฝูง 12 เครื่อง ในปีงบประมาณ 2571 

สำหรับการจัดซื้อเครื่องบินขับไล่กริพเพน E/F นับเป็นโครงการสำคัญตามที่ระบุไว้ในสมุดปกขาวกองทัพอากาศ เพื่อทดแทน F-16 กองบิน 1 ที่ใช้งานมากว่า 30 ปี

ตามแพ็กเกจการจัดซื้อกริพเพน E/F จะรวมระบบปฏิบัติการสำคัญ โดยเฉพาะระบบอาวุธอากาศสู่อากาศระยะไกลกว่าสายตา แบบ Meteor  และ ความร่วมมือ เรื่องระบบ Data Link และ การพัฒนาด้านไซเบอร์ รวมถึง offset policy อื่นๆ

ยศชนัน จับมือจีน ลุย 5 เมกะโปรเจกต์วิทยาศาสตร์ ยกระดับไทยสู่ Deep Tech

ยศชนัน จับมือจีน ลุย 5 เมกะโปรเจกต์วิทยาศาสตร์ ยกระดับไทยสู่ Deep Tech

ยศชนัน จับมือจีน ลุย 5 เมกะโปรเจกต์วิทยาศาสตร์ ยกระดับไทยสู่ Deep Tech

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.54 น.

“ยศชนัน” ร่วมคณะนายกฯ เดินหน้าลุย 5 ข้อตกลงประวัติศาสตร์ไทย-จีน ด้านวิทยาศาสตร์-การพัฒนาทุนมนุษย์ ปลดล็อกเทคโนโลยีอวกาศห้วงลึกและนิวเคลียร์ฟิวชัน ปั้นบุคลากรทักษะสูง มุ่งยกระดับเศรษฐกิจ สร้างงาน และพัฒนาคุณภาพชีวิตคนไทยอย่างยั่งยืน

วันนี้ 20 กรกฎาคม 2569 ณ มหาศาลาประชาชน กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้ร่วมคณะของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในโอกาสเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ โดย ศ.ดร.ยศชนัน ได้รับอนุมัติให้เป็นผู้แทนรัฐบาลไทยในการลงนาม และร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามร่างบันทึกความเข้าใจ (MOU) และความตกลงด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ระหว่างกระทรวง อว. กับกระทรวงและหน่วยงานระดับสูงของสาธารณรัฐประชาชนจีน รวมทั้งสิ้น 5 ฉบับ ท่ามกลางการเป็นสักขีพยานของนายกรัฐมนตรีไทยและนายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน การลงนามครั้งนี้ถือเป็นการเปิดประตูบานใหม่ที่จะนำพาประเทศไทยก้าวข้ามขีดจำกัดทางเทคโนโลยี เพื่อสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวถึงความสำเร็จในการขับเคลื่อนนโยบายครั้งนี้ว่า “ความร่วมมือทั้ง 5 ฉบับนี้ ถือเป็นก้าวกระโดดครั้งสำคัญที่จะช่วยยกระดับระบบนิเวศ (Ecosystem) ด้านการอุดมศึกษาและนวัตกรรมของไทยให้เชื่อมโยงกับจีนอย่างเป็นรูปธรรม โดยเราเจาะจงเดินหน้าไปที่เทคโนโลยียุทธศาสตร์ที่จะเป็นตัวกำหนดอนาคตของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งห้องปฏิบัติการร่วมไทย-จีนด้านการสำรวจอวกาศห้วงลึก การเตรียมความพร้อมด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์ฟิวชัน การทำงานร่วมกันในระบบดาวเทียมนำทาง BeiDou ตลอดจนการสนับสนุนโปรเจกต์วิจัยร่วมในสาขาที่เป็นโลกอนาคต ทั้งเกษตรอัจฉริยะ อาหารแห่งอนาคต ปัญญาประดิษฐ์ (AI) พลังงาน และการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) เป้าหมายสูงสุดของเราคือการสร้างกำลังคนคุณภาพสูง (Talent) ที่พร้อมตอบโจทย์โลกยุคใหม่ ผลักดันงานวิจัยให้เกิด Impact นำไปต่อยอดใช้ประโยชน์ได้จริงในมิติเศรษฐกิจ ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว สิ่งเหล่านี้จะสะท้อนกลับมาเป็นประโยชน์โดยตรงต่อประชาชนคนไทย ที่จะได้เข้าถึงเทคโนโลยีที่ทันสมัย เกิดการสร้างงานในอุตสาหกรรมใหม่ และได้รับการยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น ควบคู่ไปกับการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันที่ยั่งยืนให้ประเทศ”

สำหรับการเดินหน้าขับเคลื่อนความร่วมมือและเป้าหมายเชิงปฏิบัติการภายใต้บันทึกความเข้าใจและความตกลงทั้ง 5 ฉบับ มีรายละเอียดเชิงลึก ดังต่อไปนี้

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

1. การเดินหน้ายกระดับและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์ฟิวชัน สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (สทน.) และหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคนฯ (บพค.) จะบูรณาการการทำงานร่วมกับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพของเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ฟิวชัน Thailand Tokamak-1 (TT-1) ของไทย ขอบเขตความร่วมมือนี้ครอบคลุม 4 มิติหลัก ได้แก่ การแลกเปลี่ยนนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่และจัดโครงการฝึกอบรม การจัดประชุมวิชาการระดับนานาชาติ การวิจัยทดลองร่วมกันโดยใช้เครื่องมือทดลองระดับแนวหน้าของจีน เช่น EAST และ HL-3 รวมถึงการส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีวิศวกรรมที่จำเป็นต่อการปรับปรุงเครื่องโทคาแมคของประเทศไทย ซึ่งเป็นการจัดสร้างร่วมกันภายใต้ข้อริเริ่มโครงการ “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” (Belt and Road Initiative) เพื่อปูทางไปสู่ความมั่นคงด้านพลังงานสะอาดของประชาชนในอนาคต

2. การพัฒนานวัตกรรมและการประยุกต์ใช้ระบบดาวเทียมนำทาง BeiDou สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (สทอภ.) จับมือกับคณะกรรมาธิการการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (NDRC) มุ่งเน้นการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนนักวิจัยเพื่อร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยีระบบดาวเทียมนำทาง BeiDou ขอบเขตการดำเนินงานครอบคลุมตั้งแต่การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี การนำไปประยุกต์ใช้จริงในภาคอุตสาหกรรม ไปจนถึงการจัดกิจกรรมส่งเสริมการลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ โดยอยู่บนพื้นฐานของหลักความเสมอภาคและผลประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งจะช่วยให้ภาคธุรกิจและประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลและเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศที่แม่นยำ อำนวยความสะดวกทั้งในด้านการคมนาคม การขนส่ง และการจัดการภัยพิบัติ

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

3. การขยายโอกาสและสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านการอุดมศึกษา สำนักงานปลัดกระทรวง อว. โดยกองการต่างประเทศ ได้ทำความตกลงร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อยกระดับความร่วมมือด้านการแลกเปลี่ยนบุคลากรและการพัฒนาทางวิชาการ โดยมีรูปแบบที่ชัดเจนคือ การมอบทุนรัฐบาลให้กับนักเรียนชาวจีนและชาวไทยฝ่ายละ 7 ทุนต่อปี ซึ่งสามารถยืดหยุ่นปรับเปลี่ยนเป็นทุนระยะสั้นเพื่อการศึกษาและวิจัยได้ตามความจำเป็น นอกจากนี้ยังครอบคลุมถึงการสนับสนุนการเรียนการสอนภาษาไทย-จีน การแลกเปลี่ยนครูผู้สอนและอาสาสมัคร การร่วมจัดประชุมวิชาการ ตลอดจนการแลกเปลี่ยนข้อมูลและงานวิจัยระหว่างสถาบันอุดมศึกษา เพื่อเร่งสร้างบุคลากรสายเทคโนโลยีขั้นสูง (Deep Tech) ของไทยให้เติบโตได้อย่างก้าวกระโดด

4. การลุยจัดตั้งห้องปฏิบัติการร่วมไทย-จีน ด้านการสำรวจอวกาศห้วงลึก สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร.) และองค์การอวกาศแห่งชาติจีน (CNSA) ได้ตกลงร่วมกันจัดตั้งห้องปฏิบัติการร่วม (Joint Laboratory) ภายใต้กรอบความร่วมมือของโครงการวิจัยเพื่อสำรวจอวกาศห้วงลึก (Deep-space Exploration) โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อรองรับการวิจัยในภารกิจสำรวจดวงจันทร์ของยานฉางเอ๋อ-7 (Chang’e-7) ความร่วมมือนี้จะเน้นย้ำใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ การพัฒนาอุปกรณ์ (Payload) และเทคโนโลยียานอวกาศ การพัฒนาโครงข่ายโทรมาตร และการศึกษาฝึกอบรม ซึ่งจะเปิดโอกาสให้เยาวชนและนักวิจัยไทยได้มีส่วนร่วมในภารกิจอวกาศระดับโลก และกระตุ้นให้เกิดอุตสาหกรรมอวกาศเชิงพาณิชย์ในประเทศ

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

5. การผลักดันโครงการวิจัยร่วมด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน สำนักงานปลัดกระทรวง อว. และสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (CAS) จะเดินหน้าสนับสนุนและอำนวยความสะดวกในการให้ทุนโครงการวิจัยร่วมในหลากหลายสาขาแห่งอนาคต อาทิ เทคโนโลยีการเกษตรและอาหาร วิทยาศาสตร์ข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ ดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์ วิทยาการหุ่นยนต์ ชีวเคมี ความหลากหลายทางชีวภาพ เครื่องมือแพทย์ วัสดุศาสตร์ พลังงาน เทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม และเทคโนโลยีอวกาศ โดยการดำเนินงานดังกล่าวจะได้รับการสนับสนุนทรัพยากรและงบประมาณร่วมกันจากทั้งสองฝ่าย เพื่อขับเคลื่อนผลงานวิจัยให้สามารถนำไปต่อยอดใช้ประโยชน์ได้จริง และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อการพัฒนาประเทศและสังคมไทยในมิติต่างๆ อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ จะมีการประกาศกำหนดการเปิดรับข้อเสนอโครงการวิจัยร่วมอย่างเป็นทางการในเร็วๆ นี้

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

‘ไอซ์’งานงอก! สุชาติ ยื่นศาลรื้อคดี หลังยอมความกันไปแล้ว แต่ทำมึนไม่ลบโพสต์หมิ่น

'ไอซ์'งานงอก! สุชาติ ยื่นศาลรื้อคดี หลังยอมความกันไปแล้ว แต่ทำมึนไม่ลบโพสต์หมิ่น

‘ไอซ์’งานงอก! สุชาติ ยื่นศาลรื้อคดี หลังยอมความกันไปแล้ว แต่ทำมึนไม่ลบโพสต์หมิ่น

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.48 น.

‘ไอซ์ รักชนก’หนาว  สุชาติ ร้องศาล รื้อคดีฟ้องหมิ่น ตอนเลือกตั้ง หลังพบฝ่าฝืนเงื่อนไข

วันที่ 20 กรกฎาคม 2569 จากกรณี นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง น.ส.รักชนก หรือไอซ์ ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เป็นจำเลยฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา จากกรณีกล่าวหาทำนองว่า “ไอ้รัฐมนตรีมาจากการโกงเลือกตั้ง”

ต่อมาเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 ศาลนัดไต่สวนมูลฟ้อง ในคดีระหว่าง นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นโจทก์ ฟ้อง น.ส.รักชนก หรือไอซ์ ศรีนอก สส.พรรคประชาชน เป็นจำเลยฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา

ซึ่งทาง สุชาติ ชมกลิ่น ได้ทำการถอนฟ้องเนื่องจากคู่กรณีได้เดินทางมาขอโทษด้วยตนเองต่อหน้าศาล โดยกล่าวขอโทษที่ทำให้ตนและครอบครัวได้รับความเสียหายและเสื่อมเสียชื่อเสียง ตนในฐานะผู้ใหญ่กว่า เห็นว่าเมื่ออีกฝ่ายสำนึกและกล่าวขอโทษแล้ว ก็ถือว่ายุติเรื่องนี้

ล่าสุด  นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ส่งคำร้องไปยังศาลอาญาตลิ่งชัน เรื่องขอยกคดีขึ้นมาพิจารณาใหม่ เรื่องจาก น.ส.รักชนก หรือไอซ์ ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขในการถอนฟ้อง  เนื่องจากผลการตรวจสอบเฟซบุ๊กของจำเลยเป็นผู้ใช้งาน เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2569 พบว่า จำเลยไม่แชร์ข่าวขอโทษโจทก์ นอกจากนี้ ยังพบว่า จำเลยไม่ได้ลบโพสต์ที่กล่าวหาโจทก์ รายละเอียดปรากฎตามข้อความที่จำเลยโพสต์ลงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 

เมื่อพิจารณาจากรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 26 มิถุนายน 2569 และรายงาน กระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 และคำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์โดยมีเงื่อนไข บังคับก่อน ฉบับลงวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 ทำให้การถอนฟ้องเฉพาะคดีอาญาไม่เสร็จเด็ดขาดและโจทก์มีอำนาจตามกฎหมายยกคดีขึ้นมาพิจารณาใหม่ได้

อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา36 (4) การถอนฟ้องคดีอาญาโดยมีเงื่อนไข ไม่ทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา39 (2) เมื่อจำเลยมิได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขในการถอนฟ้อง ตามรายงานกระบวน

พิจารณาของศาลอาญาตลิ่งชัน ฉบับลงวันที่ 26 มิถุนายน 2569 และฉบับลงวันที่ 3 กรกฎาคม 2569  และคำร้องขอถอนฟ้องโจทก์โดยมีเงื่อนไข โจทก์ขอศาลได้โปรดยกคดีอาญาขึ้นมาพิจารณาใหม่โดยไต่สวนมูลฟ้องโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา162, 165 วรรคสามและดำเนินกระบวนพิจารณาคดีต่อไปจนกว่าคดีจะถึงที่สุด เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ขอศาลได้โปรดอนุญาต

มติ ป.ป.ช. มอบ’ประภาศ-ภัทรศักดิ์’ 2 กรรมการ ร่วมสอบทุจริตโกงสอบท้องถิ่น ดึง อดีตปลัดแรงงาน เสริมทัพ

มติ ป.ป.ช. มอบ'ประภาศ-ภัทรศักดิ์' 2 กรรมการ ร่วมสอบทุจริตโกงสอบท้องถิ่น ดึง อดีตปลัดแรงงาน เสริมทัพ

มติ ป.ป.ช. มอบ’ประภาศ-ภัทรศักดิ์’ 2 กรรมการ ร่วมสอบทุจริตโกงสอบท้องถิ่น ดึง อดีตปลัดแรงงาน เสริมทัพ

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.48 น.

วันที่ 20 กรกฎาคม 2569 รายงานข่าวจากที่ประชุม ป.ป.ช. เมื่อเร็วๆนี้ ได้มีมติมอบให้นายภัทรศักดิ์ วรรณแสง และ นายประภาศ  คงเอียด กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)  ร่วมเป็นคณะอนุกรรมการไต่สวนคดีทุจริตสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานท้องถิ่น ปี 2568 หลังรับเป็นคดีพิเศษ

โดยร่วมไต่สวนกับนายสุชาติ ตระกูลเกษม  ประธาน ป.ป.ช. ซึ่งเป็นเจ้าของสำนวน  พร้อมทั้งได้ประสานนายจรินทร์  จักกะพาก  อดีตปลัดกระทรวงแรงงาน ซึ่งบุคคลภายนอกที่มีความเชี่ยวชาญมาร่วมเป็นคณะทำงานด้วย เนื่องจากมีประสบการณ์ในการดูแลการสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่นในช่วงที่ดำรงตำแหน่งเป็นอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น และเคยเป็นประธานกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่นในปี

กองทัพ ตอกย้ำ พร้อมรบ 3 มิติ ‘ทางบก-เรือ-อากาศ’ ชี้ ผู้นำกัมพูชา ด้อยค่าตัวเอง ร่วมวงเฟกนิวส์

กองทัพ ตอกย้ำ พร้อมรบ 3 มิติ 'ทางบก-เรือ-อากาศ' ชี้ ผู้นำกัมพูชา ด้อยค่าตัวเอง ร่วมวงเฟกนิวส์

กองทัพ ตอกย้ำ พร้อมรบ 3 มิติ ‘ทางบก-เรือ-อากาศ’ ชี้ ผู้นำกัมพูชา ด้อยค่าตัวเอง ร่วมวงเฟกนิวส์

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.05 น.

ผอ.ศูนย์ข่าวฯ ยกคณะลงพื้นที่ ทภ.2 ตอกย้ำ ความพร้อมรบ 3 มิติ บก-เรือ-อากาศ ชี้ผู้นำกัมพูชา ร่วมวงเฟกนิวส์ ด้อยค่าตัวเอง หวังรักษาอำนาจ หลังเพลี่ยงพล้ํา ลั่น หากยังยั่วยุ คุยไปไร้ประโยชน์

วันที่ 20 กรกฎาคม 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ/ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ ไทย–กัมพูชา (JIC) พร้อมคณะ ลงพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานีและจังหวัดศรีสะเกษ เพื่อติดตามสถานการณ์ด้านความมั่นคงตามแนวชายแดน โดยมี พันเอก (พิเศษ)โถมวัฒน์ สว่างวิทย์ รองผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี พร้อมด้วย พันเอก(พิเศษ) สุรกิจ กาฬเนตร ผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจที่ 1 กองกำลังสุรนารี ให้การต้อนรับ และรับฟังการบรรยายสรุปจาก พันโท จตุพล นิยมปัทมะ ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 12หน่วยเฉพาะกิจที่ 1 กองกำลังสุรนารีเกี่ยวกับภาพรวมการปฏิบัติภารกิจ สถานการณ์ในพื้นที่ ความพร้อมของกำลังพล ตลอดจนมาตรการดูแลความปลอดภัยของประชาชน พร้อมรับทราบข้อเสนอแนะ และข้อขัดข้องจากผู้ปฏิบัติงาน เพื่อนำไปประกอบการพัฒนา การสนับสนุน และยกระดับประสิทธิภาพการปฏิบัติภารกิจในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

ภายหลังการรับฟังการบรรยายสรุป พล.อ.อ.ประภาส ได้พบปะกำลังพล พร้อมมอบสิ่งของบำรุงขวัญแก่ผู้แทนกำลังพลของกองกำลังสุรนารี จากหน่วยเฉพาะกิจที่ 1 พื้นที่เขาสัตตะโสม จังหวัดศรีสะเกษและหน่วยเฉพาะกิจที่ 4 พื้นที่ช่องบก จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน พร้อมกล่าวแสดงความขอบคุณ และชื่นชมกำลังพลทุกนายที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ ความอดทน และความมุ่งมั่น ท่ามกลางสถานการณ์ที่ท้าทาย โดยยึดมั่นในภารกิจเพื่อพิทักษ์อธิปไตย รักษาความมั่นคงของชาติ และสร้างความอุ่นใจให้แก่ประชาชน 

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ พล.อ.อ.ประภาส ได้เน้นย้ำ 3 หลักการสำคัญในการปฏิบัติของกองทัพอากาศ ได้แก่

1. รักษาความปลอดภัยของกำลังพลและยุทโธปกรณ์ เพื่อคงความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจ

2. ป้องกันความสูญเสียต่อฝ่ายเดียวกัน โดยอาศัยการบูรณาการ การประสานงาน และข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง แม่นยำ

3. การปฏิบัติภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศและกฎการใช้กำลัง (Rules of Engagement: ROE) อย่างเคร่งครัด โดยมุ่งต่อเป้าหมายทางทหารที่ชอบด้วยกฎหมาย คำนึงถึงหลักความจำเป็นและความได้สัดส่วน พร้อมหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อประชาชน

รัฐบาล กระทรวงกลาโหม และผู้บังคับบัญชาทุกระดับ ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมดูแลสิทธิ สวัสดิการ และขวัญกำลังใจของกำลังพลอย่างเต็มที่ ควบคู่กับการเตรียมความพร้อมด้านความมั่นคงในทุกมิติ

พล.อ.อ.ประภาส กล่าวอีกว่า ครั้งนี้เรามีความพร้อมมากกว่า 2 ครั้งที่ผ่านมา ปัจจุบันเราอยู่บนที่สูงที่เรายึดครองพื้นที่ได้ ด้วยศักยภาพกองกำลังทางบก ทางเรือและทางอากาศ ดังนั้นการที่กัมพูชาจะเข้ามาตีเราไม่ใช่เรื่องง่าย ขอให้มีความมั่นใจทั้งในด้านอาวุธ ฐานที่มั่นและบุคลากร สำหรับการปฏิบัติการร่วม ของ 3 เหล่าทัพ ตามหลักนิยมของกองทัพไทยเราปฏิบัติการร่วมกันอยู่แล้ว ตามแผนป้องกันชายแดน จะมีการประสานงานกันอย่างใกล้ชิด 

โดยเฉพาะการกำหนดความเร่งด่วนของเป้าหมายทางทหาร ในระยะสำคัญ และสามารถส่งผลกระทบ ต่อยุทธบริเวณ ไม่มีการปฏิบัติแบบตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ เป้าหมายระเบิดทุกลูกที่ลงต้องได้รับผลกระทบ เราใช้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด บนพื้นฐานของกฎการใช้กำลัง และกฎหมายระหว่างประเทศ จะเห็นได้ว่าที่ผ่านมา ไม่มีประเทศไหนที่ประฌามประเทศไทย พร้อมทั้งยืนยันว่าการใช้ข่าวปลอมไม่ยั่งยืน ขอให้มั่นใจในหน่วยงานความมั่นคง ให้รอฟังจากทีมโฆษก 

ส่วนที่ผู้นำกัมพูชา ร่วมวงเฟสนิวด้วยนั่น ถือว่าเป็นการทำร้ายตัวเอง ตราบใดก็ตามที่ผู้นำลงมาเล่นเอง เขาพูดอะไรก็ตามก็เชื่อไม่ได้ อย่างที่เสนาธิการทหาร ระบุว่า ประชุมอย่างหนึ่งแต่ออกไปพูดอีกอย่างหนึ่ง ยิ่งทำเช่นนั้นยิ่งด้อยค่าตัวเอง ไม่เกิดความเชื่อมั่นต่อจากนี้หากเขาพูดอะไรนั้นไม่ใช่เรื่องจริง แต่ที่เขาต้องลงมาแบบนี้ ต้องดูว่าเป้าหมาย เขาต้องการสื่อสารกับประชาชนของเขาเอง ที่เพลี่ยงพล้ำไม่สามารถดูแลประชาชน ที่ได้รับผลกระทบจากการตัดสินใจของเขาเอง เขาพยายามจะแก้ตัว เพื่อให้อยู่ในอำนาจต่อไป จึงไม่ได้รู้สึกอะไร การที่เขาพูดอะไรออกมา พอพูดทุกครั้งไม่ใช่เรื่องจริงเลย 

ในขณะที่ฝ่ายไทยจะเป็นข้อเท็จจริง ไม่ว่าจะพูดอีกกี่ครั้งก็จะเหมือนเดิม เช่น กรณีที่กัมพูชาไปพูดที่ประเทศจีน ที่กล่าวหาว่าเรารุกล้ำทำประชาชนกัมพูชาไม่มีที่อยู่ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ไม่จริง เรายึดตามถ้อยแถลงร่วม ในการวางกำลังและควบคุมพื้นที่ ที่จำเป็น และอนาคตหากมีความไว้ในเชื่อใจกัน แล้วค่อยมาคุยกัน แต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เพราะหากยังยั่วยุอยู่แบบนี้ ก็ยังไม่ถึงเวลาที่จะมาพูดคุยกันเพราะไม่มีประโยชน์อะไร 

พร้อมทั้งย้ำว่า สื่อสาร ของศูนย์ขาวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงทำหน้าที่ อยู่โดยไม่มีค่าตอบแทนเพิ่มเติม เราไม่เหมือนกับต่างประเทศ ที่จ้างล็อบบี้ยีส ใช้งบประมาณทีละหลายล้านบาท แต่ไร้ซึ่งจิตวิญญาณ ไม่มีความรักชาติเหมือนกับพวกตน และทีมงานที่ทำอยู่ตรงนี้ 

ในขณะที่ พ.อ. ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก กล่าวว่า การลงพื้นที่วันนี้ได้เห็นความเข้มแข็ง ของกำลังพลซึ่งบริเวณดังกล่าวเป็นประชาธิปไตยของไทย สิ่งที่เราเสริมสร้างมา สาธารณูปโภคทั้งหลาย ในพื้นที่เห็นแล้วว่ามีความพร้อม ในบริเวณอื่นก็เช่นเดียวกัน การลงพื้นที่ในวันนี้ก็เพื่อมานำเสนอความจริงให้กับพี่น้องประชาชน 

น.ท.ณัฐนัย จันทร์เปล่ง รองโฆษกกระทรวงกลาโหม ในขณะที่โครงการ “น้ำไหล ไฟสว่าง ทางดี มีสัญญาณโทรศัพท์” ถือเป็นความมุ่งมั่นของทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่จะก่อสร้างสาธารณูปโภคต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวก ซึ่งขณะนี้ มีเสียงตอบรับจาก กำลังพลในพื้นที่ เพื่อกำลังพลของเรามีความพร้อม และเป็นที่เชื่อมั่นของประชาชน 

พล.ร.ต. ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ กล่าวว่า พื้นที่รับผิดชอบทั้งทางบกและทางทะเล ยังมีความเรียบร้อยอยู่ และมีความคืบหน้าในการก่อสร้างรั้วชายแดน ซึ่งเป็นหมุดหมายแรกและการต่อยอดต่อไป

ประเทศไทยยืนยันการดำเนินการตามหลักสันติวิธีและกฎหมายระหว่างประเทศ โดยไม่มีนโยบายยั่วยุหรือสร้างความขัดแย้ง ขณะเดียวกัน หน่วยงานด้านความมั่นคงยังคงรักษาความพร้อม เพื่อปกป้องอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน และความปลอดภัยของประชาชนอย่างเต็มกำลัง

JIC ยังคงมุ่งมั่นนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง รวดเร็ว และตรวจสอบได้ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและความเชื่อมั่นแก่ประชาชน

อธิบดีปกครอง เผยตั้งศูนย์ One Stop Service ให้อุทธรณ์สิทธิบัตรคนจน ผ่านบริการ อำเภอพึ่งได้

อธิบดีปกครอง เผยตั้งศูนย์ One Stop Service ให้อุทธรณ์สิทธิบัตรคนจน ผ่านบริการ อำเภอพึ่งได้

อธิบดีปกครอง เผยตั้งศูนย์ One Stop Service ให้อุทธรณ์สิทธิบัตรคนจน ผ่านบริการ อำเภอพึ่งได้

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.45 น.

อธิบดีปกครอง เผย ตั้งศูนย์ One Stop Service ให้อุทธรณ์สิทธิบัตรคนจน ผ่าน อำเภอพึ่งได้ พร้อมสั่งการอำเภอ-อปท. ทำความเข้าใจ ปชช.ในพื้นที่ ผ่านหอกระจายข่าว-เสียงตามสาย 

20 กรกฎาคม 2569 เมื่อเวลา 11.00 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง แถลงถึงการอุทธรณ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงมหาดไทยว่า กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการปกครอง ได้สนับสนุนภารกิจของรัฐบาล กับโครงการสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ซึ่งได้มีการประสานงานกับทางจังหวัด และอำเภอทั่วประเทศ เพื่อประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจกับประชาชน  โดยสำหรับผู้ที่ผ่านการรับรองสิทธิ์แล้วจะมีการประชาสัมพันธ์ให้ทราบถึงสิทธิ์ที่จะได้รับเพิ่มเติม เช่น  การช่วยเหลือค่าไฟฟ้า ประปา ของผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ส่วนกลุ่มที่ไม่ผ่านการพิจารณา ต้องประชาสัมพันธ์ให้รับทราบว่ายังสามารถดำเนินการอุทธรณ์ หรือการทบทวนสิทธิ์ได้ ซึ่งในกลุ่มทบทวนสิทธิ์นี้ ซึ่งทางกรมการปกครองให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก

นายนฤชา กล่าวว่า นอกจากนี้กรมการปกครองได้จัดตั้งศูนย์ประสานงานครบวงจร (One Stop Service) เพื่อสนับสนุนโครงการของรัฐ ณ ที่ว่าการอำเภอ เพื่อให้ผู้ที่ได้รับสิทธิ์แล้ว สามารถยืนยันตัวตน ส่วนผู้ที่ไม่ผ่านการพิจารณา สามารถแจ้งทบทวนสิทธิ์ได้ ณ ที่ว่าการอำเภอทุกแห่ง  และยังมีบริการ “อำเภอพึ่งได้“ โดยให้เจ้าหน้าที่อำเภอ หรือเจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ลงไปรับเรื่องราวต่างๆในระดับพื้นที่ด้วย ซึ่งถือเป็นอีกบริการหนึ่งที่จะช่วยเหลืออำนวยความสะดวกให้กับพี่น้องประชาชน  และสำหรับประชาชนที่ไม่สะดวกในการเดินทาง ขอให้มาแจ้งยืนยันทบทวนสิทธิ์ ที่อำเภอได้ โดยขอให้คอยฟังการประกาศจากทุกอำเภอ ที่จะประชาสัมพันธ์ให้ทราบโดยทั่วกัน

อธิบดีกรมการปกครอง กล่าวต่อว่า นอกจากนี้จะมีการประชาสัมพันธ์ระดับพื้นที่ ผ่านหอกระจายข่าว และเสียงตามสาย ที่กระจายข่าวไปยังหมู่บ้าน ซึ่งจะทำให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลโดยเฉพาะข้อมูลใหม่ เช่น การปรับเกณฑ์พิจารณาหรือระยะเวลาในการทบทวน ที่จะขยายออกไปใหม่นั้น ขอรอมติที่ประชุมคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคมออกมาก่อน ก็จะแจ้งให้ทราบอีกครั้งหนึ่ง

นายนฤชา กล่าวว่า อย่างไรก็ตามและมอบหมายให้ นายอำเภอทุกท่านและเจ้าหน้าที่ของอำเภอได้รับทราบว่า วันนี้ยังเกิดความสับสนในเรื่องของ ข้อมูลข่าวสารต่างๆในระดับพื้นที่ ก็ขอให้ ไปทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ในฐานะที่เป็นตัวแทนรัฐบาล ที่ใดในเรื่องร้องเรียนต่างๆหรือมีความเข้าใจ ไม่ถูกต้อง ตรงกัน ก็จะมีเจ้าหน้าที่ ของอำเภอลงไปรับเรื่องราวและ แก้ไขปัญหาในระดับพื้นที่ทั้งหมด

ส่วนหน่วยงานอื่นๆที่จำเป็นที่จะต้องใช้ การประสานงานบุคลากรหรือกลไกของกระทรวงมหาดไทย เรายินดีที่จะเป็นภาคีเครือข่ายในความร่วมมือ กับทุกหน่วยงาน อย่างไรก็ตาม กระทรวงมหาดไทย ได้มอบหมายให้ผู้ตรวจราชการกระทรวง ผู้ตรวจกรมการปกครอง และปลัดจังหวัดทุกจังหวัดได้ลงพื้นที่ไปติดตามเรื่องนี้อีกทางหนึ่งด้วย ซึ่งหวังว่าการทำงานครั้งนี้จะสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี