ถ้าทุจริตตายไปแล้ว ‘ชัชชาติ’โต้ ปัดไม่มีระบอบอากง เมิน‘คริส’แถลงท้ารบ ขุดโยกย้าย/งาบหัวคิว

ถ้าทุจริตตายไปแล้ว ‘ชัชชาติ’โต้ ปัดไม่มีระบอบอากง เมิน‘คริส’แถลงท้ารบ ขุดโยกย้าย/งาบหัวคิว

ถ้าทุจริตตายไปแล้ว ‘ชัชชาติ’โต้ ปัดไม่มีระบอบอากง เมิน‘คริส’แถลงท้ารบ ขุดโยกย้าย/งาบหัวคิว

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.


ถ้าทุจริตตายไปแล้ว ‘ชัชชาติ’โต้ ปัดไม่มีระบอบอากง เมิน‘คริส’แถลงท้ารบ ขุดโยกย้าย/งาบหัวคิว ‘อนุชา’ปล่อยMVแร็พ โกยแต้มชิงผู้ว่าฯกทม.

ศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.เดือดต่อเนื่อง “คริส โปตระนันทน์” ตั้งโต๊ะแถลงข่าวระบอบอากง ทั้งเรื่องแต่งตั้งโยกย้ายผอ.เขต เก้าอี้ละ 4 ล้าน เรียกเก็บแรงงานต่างด้าว ยันกินหัวคิวค่าดูดส้วม ใบอนุญาตสร้างอาคาร ขณะที่ “ชัชชาติ” โต้แหลกระบุถ้าทุจริตจริงคงตายไปนานแล้ว เย้ยคริสแถลงไร้สาระไม่มีเนื้อหาอะไรควงลูกชายหาเสียงตามปกติ ขณะที่ “อนุชา”จัดทีมประชาธิปัตย์เปิดMVตระเวนทั่วกรุงโกยคะแนนกระหึ่ม

เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2569 เวลา 10.00 น. ณ อาคาร M Group นายคริส โปตระนันทน์ สส.บัญชีรายชื่อ ประธานพรรคเศรษฐกิจ แถลงข่าวเปิดหลักฐาน ปฏิบัติการ ทุบ! ระบอบอากง เปิดแผลทุจริต กทม.โดยระบุว่า ระบบอากง เป็นเครือข่ายอำนาจภายในกรุงเทพมหานครที่เชื่อมโยงกับหลายสายงาน ทั้งโยธา ตลาด สภากทม. งบประมาณ และบริษัทรับงานต่างๆ จนเปรียบเสมือนมีบุคคลบางกลุ่มเป็นผู้รันการบริหารงานของกทม.อยู่เบื้องหลังขณะที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นเพียงผู้ลงนามในทางเอกสารเป็นเพียงผู้ว่าฯ เงา เท่านั้น

เปิดโปงหลักฐานมัดระบบอากง

นายคริสกล่าวว่าวันนี้ต้องตั้งคำถามให้ชัดว่า แท้จริงแล้วใครเป็นผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ระหว่างผู้ว่าฯกทม.หรือ“อากง”ซึ่งเป็นข้าราชการการเมืองที่ได้รับการแต่งตั้งขึ้นมา โดยอ้างว่า อากงไม่ได้ทำงานเพียงลำพัง แต่ยังมีบุคคลอีกคนหนึ่งที่พรรคเรียกว่า“ปร.”ทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในระบบดังกล่าว

นายคริสได้นำชาร์ตผังเปิดเผยโดยอธิบายว่าผังที่มาให้ดูวันนี้ไม่ใช่ผังการทำงานเพื่อประชาชน แต่เป็น“ผังทำมาหากินแบบเส้นเลือดฝอย” เครือข่ายดังกล่าวแทรกซึมอยู่ในสำนักงานเขตต่างๆ และเกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งผู้อำนวยการเขต โดยเฉพาะกรณีที่มีผู้ช่วยผู้อำนวยการเขตร้องเรียนมายังพรรคเศรษฐกิจ โดยกล่าวว่า หากต้องการขึ้นเป็น ผอ.เขตจะต้องถูกเรียกไปพูดคุยในสถานที่เซฟเฮาส์แห่งหนึ่งย่านสุทธิสาร โดยมีการเก็บโทรศัพท์ก่อนเข้าไปพูดคุย และหลังจากนั้นจะมีผลลัพธ์เพียง 2 ทางคือได้ขึ้นตำแหน่ง หรือ ไม่ได้ขึ้นตำแหน่ง

ปูดเรียก4ล้านแลกเก้าอี้ผอ.เขต

นายคริสอ้างว่าผู้ที่ปฏิเสธไม่เข้าร่วมระบบ หรือไม่ยอมจ่ายเงิน4 กิโล จะไม่ได้รับการแต่งตั้ง แต่ถ้าจ่าย 4 กิโล ก็จะได้รับการแต่งตั้งตำแหน่ง ผอ.เขต พร้อมย้ำว่าไม่ได้หมายความว่าข้าราชการ กทม.ทุกคนไม่ดี เพราะยังมีข้าราชการจำนวนมากที่ตั้งใจทำงาน สุจริต และไม่ต้องการเข้าไปอยู่ในระบบดังกล่าว

นายคริสยังกล่าวถึงตัวเลข“4 กิโล” หรือ 4 ล้านบาท ที่เคยเปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า เป็นข้อมูลจากผู้ช่วยเขตที่ไม่ได้รับการแต่งตั้งเป็นผอ.เขต และมาร้องเรียนกับพรรคโดยตั้งคำถามว่าหากตำแหน่งผอ.เขตมีต้นทุนสูงถึงหลักล้านบาทก็ย่อมต้องมีการหาผลประโยชน์กลับคืนจากพื้นที่ เนื่องจากเงินเดือนปกติของ ผอ.เขตไม่สามารถทำให้คุ้มทุนได้

นำงาน4ฝ่ายไปหาผลประโยชน์

นายคริสกล่าวว่าในสำนักงานเขต มีหลายฝ่ายที่อาจถูกใช้เป็นช่องทางแสวงหาผลประโยชน์ โดยเฉพาะฝ่ายโยธา ฝ่ายเทศกิจ ฝ่ายรักษาความสะอาด และฝ่ายสิ่งแวดล้อม พร้อมยกตัวอย่างข้อร้องเรียนที่พรรคได้รับ เช่นการเรียกรับเงินจากงานสูบส้วม การนำรถของกทม.ไปให้บริการเอกชน การเรียกเก็บเงินจากร้านอาหารในเรื่องบ่อดักไขมัน ใบอนุญาตสะสมอาหารตู้หยอดเหรียญ การขออนุญาตก่อสร้าง ต่อเติม หรือรื้อถอนอาคาร รวมถึงการค้าขายของต่างด้างบนทางเท้า โดยเปิดคลิปเสียงที่บอกว่าจ่ายเงิน 500-2,000 บาท แลกค้าขายได้ พร้อมเปิดคลิปเสียงประชาชนรายหนึ่งที่อ้างว่าถูกเรียกเงิน 50,000 บาท เพื่อดำเนินการเรื่องใบอนุญาต

โดยเฉพาะฝ่ายโยธา นายคริสระบุว่าเป็น“พระเอก”ของระบบผลประโยชน์ เพราะเกี่ยวข้องกับการออกใบอนุญาตก่อสร้างจำนวนมากในแต่ละปี แม้กทม.จะมีระบบยื่นขออนุญาตออนไลน์ เพื่อลดการพบกันระหว่างผู้ขออนุญาตกับเจ้าหน้าที่แต่ในทางปฏิบัติยังมีข้อร้องเรียนว่าหากไม่ไป“เคลียร์”ก็อาจถูกเตะถ่วง หรือไม่ได้รับการอนุมัติ

ทั้งนี้ ยังมีการบอกว่าแต่ละฝ่ายจะมีรายได้ต่างกันโดยฝ่ายเทศกิจจะมีรายได้ต่อเดือน 4-5 แสนบาทฝ่ายรักษา 3-4 แสนบาท ซึ่งมาจากการรับงานนอก ฝ่ายสิ่งแวดล้อมเดือนละ5 แสนบาท ขณะที่ฝ่ายโยธา ทำรายได้สูงสุดถึงปีละ 10 ล้านบาท

บี้‘ชัชชาติ’ปัดความรับผิดชอบไม่ได้

นายคริส กล่าวว่าสิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าประชาชนถูกขูดรีดในหลายขั้นตอน และคำถามสำคัญ คือ เงินเหล่านี้ไหลไปที่ใด พร้อม ยืนยันว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นในหลายสำนักงานเขตและนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบได้ เพราะเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของ กทม.

นอกจากนี้นายคริสยังเปิดประเด็นเรื่องการแต่งตั้งและโยกย้าย ผอ.เขต โดยอ้างถึงกรณีคำสั่งโยกย้ายเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568ซึ่งมีข้าราชการถูกโยกย้าย 25 คน และมีผอ.เขต 16 ราย ก่อนที่คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมกรุงเทพมหานครหรือ ก.พ.ค.กทม.จะมีคำวินิจฉัยให้ กทม.ยกเลิกคำสั่งดังกล่าวภายใน 30 วัน เนื่องจากกระบวนการคัดเลือกมีปัญหาเรื่องหลักเกณฑ์

นายคริสระบุว่า แม้กทม.จะมีคำสั่งยกเลิก แต่กลับมีคำสั่งให้บุคคลกลุ่มเดิม (16 ผอ.เขต) ไปปฏิบัติหน้าที่หรือติดตามงานในเขตเดิมอยู่ดี โดยตั้งข้อสังเกตว่า นี่คือการท้าทายคำวินิจฉัยของก.พ.ค.และเป็นการทำให้บุคคลเหล่านั้น ยังคงปฏิบัติหน้าที่เสมือนเป็น ผอ.เขต แม้ในทางคำสั่ง จะถูกย้ายออกไปแล้วก็ตาม

ขุดการแต่งตั้งโยกย้าย

“จากวันที่มีคำสั่งยกเลิกจนถึงวันที่ 30 เมษายน 2569 เวลาเพียง 9 วัน ได้มีการแต่งตั้งบุคคลกลุ่มเดิมกลับเข้าไปดำรงตำแหน่งอีกครั้งโดยตั้งคำถามว่ากทม.ได้เปิดรับสมัครใหม่จริงหรือไม่มีผู้สมัครรายอื่นหรือไม่ และเหตุใดกระบวนการทั้งหมด จึงสามารถทำเสร็จได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน ทั้งที่ตามขั้นตอนต้องมีการรับสมัคร ตรวจคุณสมบัติ ประเมินผลงาน ประเมินศักยภาพ ความประพฤติจัดลำดับ”นายคริสกล่าว

และย้ำอีกว่าหากกรุงเทพมหานครไม่มีระบบคุณธรรม การบริหารเมืองก็จะเดินต่อไปไม่ได้ เพราะตำแหน่ง ผอ.เขตมีความสำคัญอย่างมากไม่เพียงเกี่ยวกับการบริหารงานในพื้นที่ แต่ยังเกี่ยวพันกับเครือข่ายการเมืองและการเลือกตั้งในอนาคตด้วย

นายคริส ยังย้ำอีกว่าหากนายชัชชาติกล้าจริง ต้องประกาศให้ชัดว่าจะกำจัด “ระบบอากง”ออกจากกรุงเทพมหานครและกลับมาเป็นผู้ว่าฯที่บริหารงานด้วยตัวเอง ไม่ใช่ปล่อยให้เครือข่ายใดเครือข่ายหนึ่งรันกทม.อยู่เบื้องหลัง เขาระบุว่า วันนี้เราไม่ได้กล่าวหาข้าราชการกทม.ทุกคน แต่เรากำลังพูดถึงระบบที่ทำให้คนดีอยู่ยาก คนที่ไม่จ่าย ไม่ได้ขึ้นและประชาชนต้องเป็นผู้รับภาระจากการถูกเรียกเก็บผลประโยชน์ในทุกขั้นตอน หากผู้ว่าฯยังปล่อยให้เรื่องนี้ดำรงอยู่ก็ไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบได้

“ระบบอากงกินใบอนุญาต และไม่ใช่กินใบอนุญาตอย่างเดียว กินขี้ด้วย กินรถดูดส้วม กินต้นไม้ กินรถขนขยะ ระบบนี้ยังเกาะกินอยู่แบบนี้ แล้วท่านชัชชาติจะถือตัวเองเป็นพระจะบริสุทธิ์คนเดียวในกทม. แล้วให้พวกเราเลือกท่าน แล้วยังมีระบบเงาอยู่ข้างหลัง มันไม่ใช่” นายคริส กล่าวทิ้งท้าย

‘ชัชชาติ’ควง’แสนดี’ช่วยหาเสียง

วันเดียวกัน เวลา 10.30 น.ที่สเตเดี้ยมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. เบอร์ 9 ถ่ายทอดสด ผ่านเฟซบุ๊กพร้อม นายแสนปิติ สิทธิพันธุ์ หรือ แสนดี บุตรชาย โดยระบุว่าในวันนี้นายแสนปิติ ซึ่งเพิ่งเดินทางกลับจากท่องเที่ยวที่ประเทศญี่ปุ่นจะมาช่วยหาเสียงในวันนี้ด้วย

โดยนายชัชชาติ และนายแสนปิติ ชนหมัด พร้อมถ่ายภาพร่วมกันก่อนขึ้นรถหาเสียงเบอร์ 9 ทักทายประชาชน พร้อมด้วย นายวิศณุ ทรัพย์สมพล อดีตรองผู้ว่าฯ กทม.รวมถึงนายต่อศักดิ์ โชติมงคล อดีตประธานที่ปรึกษาผู้ว่าฯโดยมุ่งหน้ายังเขตจอมทอง และบางขุนเทียน ตามลำดับ

‘ต่อศักดิ์’โต้ไม่เกี่ยวซื้อขายเก้าอี้100%

ทางด้าน นายต่อศักดิ์ โชติมงคล อดีตประธานที่ปรึกษาผู้ว่าฯกทม.ของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ให้สัมภาษณ์ปฏิเสธสิ่งที่ นายคริส โปตระนันทน์สส.บัญชีรายชื่อ ประธานพรรคเศรษฐกิจออกมาแฉระบบอากง

และว่า ความจริงก็คือความจริง ให้สังคมเห็นเอง แต่บังเอิญวันนี้เขาไม่ได้พูดถึงตนเอง ดังนั้น ก็ไม่ควรจะตอบเขา ส่วนคนใกล้ชิดที่ชื่อ ปร.นั้น คนใกล้ชิดของตนเองมีเยอะแยะก็เลยไม่รู้จะตอบอย่างไร

ผู้สื่อข่าวจึงถามมาว่ากังวลหรือไม่ หากจะมีการเปิดหลักฐานรอบใหม่ นายต่อศักดิ์ ตอบว่า การเมืองก็เป็นแบบนี้ ยืนยัน 100% ว่าไม่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายตำแหน่ง ตนเองพูดในที่ประชุม พูดกับหัวหน้าหน่วยงาน พูดทุกที่ ใครเสียเงินไป เป็นเรื่องของคุณเอง ส่วนที่นายคริสระบุว่าระบอบอากง ไม่ใช่นายต่อศักดิ์ แต่หมายถึงระบอบอากงที่ทำให้เกิดการซื้อขายตำแหน่ง นายต่อศักดิ์ กล่าวว่า ตอนนี้ จะทำระบอบอากง AI พูดเรื่อง AI ให้หมด

ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่านายคริสอ้างอิงข่าวที่นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯกทม.เคยให้สัมภาษณ์ไว้ในปี 2566 ถึงนายปารุส อรหัตมานัส อดีตผู้อำนวยการเขต ที่เคยมาช่วยงาน นายต่อศักดิ์ กล่าวว่านาน เก่ามากแล้ว ตั้งแต่แรกๆ ตอนหลัง เขาไม่ได้เกี่ยวข้องเลย

ส่วนที่นายคริสอ้างว่าทุกครั้งไปเซฟเฮาส์เพื่อคุยเรื่องตำแหน่งจะมีการยึดโทรศัพท์ นายต่อศักดิ์กล่าวว่าไม่มี นอกจากจะไม่ยึดโทรศัพท์แล้วในการประชุม ยังให้ใช้โทรศัพท์และ Notebook LM ซึ่งตนเองใช้มาปีกว่าแล้ว ทุกคนต้องใช้ Notebook LM เป็น

ส่วนที่บอกว่าไปคุยกันที่เซฟเฮาส์นายต่อศักดิ์แจงว่า“ไม่มี จะกล้าไปเหรอเมียผมดุจะตาย บ้านผมอยู่สุทธิสาร จะไปเป็นเซฟเฮาส์อะไร เอาให้สร้างสรรค์นะ”

เมื่อถามว่านายชัชชาติให้กำลังใจอย่างไรบ้าง นายต่อศักดิ์ กล่าวว่า เราต้องเชื่อมั่นในความจริง สำคัญคือการเมือง ถ้าเราไม่เริ่มต้นจากความจริง มันจะไปกันยาก

ด้านนายชัชชาติ ยอมรับว่า นายต่อศักดิ์เสียกำลังใจ แต่ก็ต้องสู้ไป ชีวิตเขาผ่านมาเยอะ ปกติ“อากง” เป็นคนใจดี ดูแลหลานๆ ก็งงว่าทำไมตั้งชื่อให้แบบนั้น ส่วนตัวก็ถามนายต่อศักดิ์ทุกวันว่าพี่เป็นอย่างไรบ้าง รู้สึกอย่างไร ช่วยกัน ไม่เป็นไร

ชัชชาติโต้แหลกอากงเอไอ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังการลงพื้นที่หาเสียงชุมชนเคหะชุมชนธนบุรี 1 ส่วนที่ 1 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้สัมภาษณ์ภายหลังนายคริสโปตระนันทน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ ออกมาแฉระบอบอากง ว่า ไม่มีอะไร และจากที่ฟังในข้อสรุปก็ไม่มีเนื้อหาสาระที่เป็นรูปธรรม ซึ่งอากงที่ถูกกล่าวถึงอาจจะหมายถึงนายต่อศักดิ์ โชติมงคล อดีตประธานที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่เป็นคนมาช่วยงานหนึ่งในทีมของที่ปรึกษา การตัดสินใจทุกอย่างขึ้นอยู่กับทีม ไม่มีระบบอากงหรือแม้กระทั่งการประชุมที่ยึดมือถือ อากงที่มีคืออากง AI เพราะในการประชุมต้องใช้ AI ในการตอบคำถามทุกคนต้องมีมือถือ จึงถือว่าเป็นอากงรุ่นใหม่ ทันสมัย ถือว่าเป็นเรื่องตลกมากที่ต้องเก็บมือถือกัน อีกทั้งนายต่อศักดิ์ก็เป็นคนที่ใช้คอมพิวเตอร์ทันสมัย อาจใช้ AI มากกว่าตนเสียอีก ส่วนเรื่องเงินสินบน 4 กิโลกรัมก็ยืนยันว่าไม่มีการโอนให้ใคร

ส่วนที่มีการระบุว่าเป็นระบอบอากง มีการซื้อขายตำแหน่งผู้อำนวยการเขต 16 คน นายชัชชาติระบุว่า เรื่องนี้ตนไม่ทราบ แต่หากเกิดขึ้นจริงก็จะต้องมีการรายงานมาแล้ว นอกจากนี้ ตนได้มีการสอบถามไปยังนายจักกพันธุ์ ผิวงาม อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งยืนยันว่าไม่มีเรื่องดังกล่าว และย้ำว่าเรื่องการซื้อขายตำแหน่งเป็นเรื่องที่ยอมไม่ได้ เป็นจุดเริ่มต้นของหายนะ ใครจะทำอะไรมาตนไม่ทราบแต่เราไม่ทำ เพราะเมื่อนำคนที่ทุจริตมาอยู่ในตำแหน่งบริหารแล้ว สุดท้ายเขาจะเป็นเจ้านายเราเพราะเขาจ่ายเงินให้เรา

ถ้าทำทุจริตก็ตายไปแล้ว

“เรื่องทุจริตหากมีจริง ผมคิดว่าผมคงตายไปแล้ว เพราะมีทุกคนจ้อง เรามี สก. จากทุกพรรคการเมืองที่คอยตรวจสอบอยู่ เรามาด้วยตัวคนเดียวไม่มี สก.ในมือ ซึ่งถือเป็นระบบ Check and balance ที่สมบูรณ์ ผู้ว่าไม่มี สก.จะอยู่ได้หรือไม่ อยู่ได้เลยถ้าเรายืนตรงๆ ยืนด้วยความสุจริตทำงานเพื่อประชาชน” นายชัชชาติกล่าว

นายชัชชาติย้ำว่า การโยกย้ายผู้อำนวยการเขต เป็นไปตามระบบความรู้ความสามารถ เป็นไปตามเกณฑ์ และเชื่อว่าไม่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายตำแหน่ง

ส่วนเกณฑ์ในการคัดเลือกตำแหน่งผู้อำนวยการเขต เหตุใดผู้ที่อาวุโสถึงไม่ได้รับตำแหน่ง นั้น นายชัชชาติกล่าวว่า ความอาวุโสเป็นเพียงหนึ่งในเกณฑ์ ไม่ใช่ว่าคนที่อาวุโสเยอะจะได้ตำแหน่งเสมอ ไม่เช่นนั้นแล้วคนจะไม่ดูเรื่องความสามารถหรือองค์ประกอบอื่น

ขณะที่นางสาวทวิดา กมลเวชช อดีตรองผู้ว่าฯกทม.กล่าวเสริมว่าหลักเกณฑ์การคัดสรรจาก 100 คะแนน ประกอบด้วยเล่มผลงานจำนวน 30 คะแนน ส่วน 50 คะแนน จะมีเรื่องประสบการณ์เป็นหนึ่งในสี่ของ 50 คะแนน 10 คะแนน เป็นการปฏิบัติตนตามระเบียบราชการ และ 10 คะแนนสุดท้ายคือด้านจริยธรรม ฉะนั้นจะมีการแบ่งส่วนอย่างชัดเจนซึ่งประสบการณ์เป็นหนึ่งในนั้นแต่ไม่ใช่ทั้งหมด

‘อนุชา’ฟิตนำแกนนำสวนหลวงร.9

ช่วงเช้าเวลา 06.00 น. ที่สวนหลวง ร.9 เขตสวนหลวง-ประเวศ นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.พรรคประชาธิปัตย์ เบอร์ 5 พร้อมคณะผู้บริหารพรรค ลงพื้นที่หาเสียงกระหึ่ม

โดยนายอนุชา กล่าวว่าจากการได้พบปะประชาชนเช้าวันนี้ต่างได้ฝากถึง เรื่องการปรับปรุงสถานที่โดยเฉพาะในเรื่องความปลอดภัย ที่อยากให้มีเจ้าหน้าที่คอยดูแลในเรื่องมิจฉาชีพ และอยากให้เพิ่มในส่วนของกล้องวงจรปิดก็จะทำให้มีความอุ่นใจมากยิ่งขึ้น ยังพบว่าที่สวนแห่งนี้ค่อนข้างที่จะมีผู้สูงอายุมาใช้บริการมากพอสมควร ก็ได้อยากจะขอเพิ่มที่นั่งพักให้มากขึ้นตามจุดต่างๆพร้อมขอให้มีดูแลพรรณไม้ต่างๆ รวมถึงอาคารสถานที่บางแห่งที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ ถนนหนทางต่างๆ ที่อยากให้มีระบบขนส่งสาธารณะเข้ามาเพิ่มเติม เพื่อเชื่อมต่อจากรถไฟฟ้าสายสีเหลือง เข้ามาถึงสวนหลวง ร.9 และยังฝากเรื่องความสะอาดในพื้นที่อีกด้วย

เผยคะแนนแฟนคลับพุ่ง

เมื่อถามถึงผลสำรวจสถาบันพระปกเกล้าโพลล์เรื่อง“เลือกตั้งกทม.69:เชิงพื้นที่กับทิศทางการเลือกผู้ว่าฯคนใหม่”นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.ยังคงมาแรงนายอนุชากล่าวว่า ยิ่งดี ยิ่งเราตามมากเท่าไหร่ ทำให้ประชาชนมาให้กำลังใจมากขึ้นเท่านั้น ประชาชนก็ได้บอกว่าขอให้เรานำเสนอนโยบาย 5 เรื่องใหญ่ๆเพราะโดนใจประชาชน นอกเหนือจากปัญหาการแก้ไขกทม.ซึ่งต้องทำอยู่แล้ว คิดว่าสิ่งที่จะทำต่อเนื่องก็คือการสร้างโอกาสให้กับคนกทม. การสร้างความหวัง การนำไปสู่สิ่งดีๆ ในอนาคตจึงอยากให้พรรคประชาธิปัตย์ทำแบบนี้ทั้งในส่วนของผู้ว่าฯกทม.และสก. ในแต่ละพื้นที่ ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีวันดีคืน รวมไปถึงแฟนคลับของพรรคที่บอกว่าจะกลับมาเลือก และการที่มาลงพื้นที่พร้อมกับผู้บริหารพรรคเป็นการให้คำมั่นสัญญาว่า เราทำงานเป็นทีม เป็นองคาพยพ เป็นคณะ สิ่งต่างๆ เราไม่แค่คิดเอง ทำเอง อยู่แค่ระดับท้องถิ่น แต่เรามีระดับชาติที่ช่วยคิดในเรื่องของยุทธศาสตร์ แต่ถ้ามีปัญหาอะไร ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ผู้บริหารเอง ก็จะเข้ามาจัดการพวกเราอยู่แล้ว

ปชป.ปล่อยMVแร็พแฉปัญหาเมือง

ขณะเดียวกัน พรรคประชาธิปัตย์ เปิดเกมรุกศึกชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯกทม.ปล่อยมิวสิกวิดีโอเพลงแร็พสุดมันส์“กรุงเทพฯเมืองฟ้าอมร”สะท้อนอินไซด์ และปัญหาจริงของคนกรุงเทพฯโดยส่ง“เจมส์-อนุชา บูรพชัยศรี”ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.เบอร์ 5 ลงพื้นที่ถ่ายทำจริง จำลองชีวิตคนเมือง ตั้งแต่เช้ามืดถึงเย็น ย้ำแนวคิด “เมืองฟ้าอมร and more” เพื่อพิสูจน์ว่ากรุงเทพฯ เป็นได้มากกว่านี้

ไฮไลต์สำคัญของ MV “กรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมร” คือความเรียล (Real) ที่ให้นายอนุชา บูรพชัยศรี ลงพื้นที่สำรวจกรุงเทพฯ โดยเริ่มตั้งแต่ช่วงเช้ามืด ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่คนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ตื่นมาต่อสู้กับชีวิต เพื่อถ่ายทอดให้เห็นอย่างตรงไปตรงมาว่า ในหนึ่งวันคนกรุงเทพฯ ต้องเผชิญกับอุปสรรคและปัญหาอะไรบ้าง

เนื้อหาใน MVได้ร้อยเรียงภาพปัญหาจริงของเมืองเข้ากับ 5 นโยบายหลักของพรรคประชาธิปัตย์ผ่านท่วงทำนองเพลงแร็พที่เข้าถึงง่าย โดยมีคนรุ่นใหม่ อย่าง วีร์ ศรีวราธนบูลย์ รับหน้าที่ทั้งแต่งเนื้อร้องและร้องเพลงนี้ด้วยตนเอง ยังได้ร่วมปรากฏตัวในฐานะตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่เข้ามาช่วยบอกเล่าและสะท้อนปัญหาของคนเจเนอเรชันใหม่ไปพร้อมกัน

ตั้งคำถาม“กทม.ดีพอแล้วหรือยัง?”

หลังจากการปล่อย MV นี้ นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. เบอร์ 5 ได้ส่งสารตรงถึงพี่น้องชาวกรุงเทพมหานคร ชวนให้ทุกคนหยุดคิดและตั้งคำถามสำคัญร่วมกันหลังจากดู MV นี้จบว่า “กรุงเทพฯ ของเราวันนี้ดีพอแล้วหรือยัง!!” เพราะสำหรับตนเองและพรรคประชาธิปัตย์ เชื่อมั่นอย่างสุดใจว่ากรุงเทพฯ สามารถพัฒนาและเป็นได้มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

“ถ้าเราอยากเห็นสิ่งใหม่ๆ เราต้องกล้าเปลี่ยนคน แล้วเราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง มาร่วมทำให้กรุงเทพฯ เป็นได้มากกว่านี้” เลือกเจมส์ อนุชา เบอร์ 5 เป็นผู้ว่าฯ กทม.

‘ดร.มัลลิกา’ลุยตลาดบางปะกอก

ในขณะที่ ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.หมายเลข 14 ลงพื้นที่ ตลาดบางปะกอกเขตราษฎร์บูรณะ เป็นไปอย่างคึกคัก มีพ่อค้าแม่ค้า ประชาชน และกลุ่มผู้สนับสนุนจำนวนมากเข้ามาทักทายขอถ่ายภาพและสะท้อนปัญหาที่ต้องการให้กรุงเทพมหานครเร่งแก้ไข

โดยดร.มัลลิกากล่าวว่าตลอดการลงพื้นที่พบว่าประชาชนฝั่งธนบุรี โดยเฉพาะเขตราษฎร์บูรณะ บางปะกอกทุ่งครุ และพื้นที่ใกล้เคียง กำลังเผชิญปัญหาหลายด้านพร้อมกันทั้งปัญหาปากท้อง ค่าครองชีพ การจราจร น้ำท่วม และมลพิษทางอากาศ ประชาชนไม่ได้ต้องการคำอธิบายอีกแล้ว แต่ต้องการผู้บริหารที่ลงมือแก้ปัญหาได้จริง

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 02.00 น.

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

จากพฤติกรรมดังกล่าว การที่ได้รับอันตรายหรือเจ็บป่วยนั้น เกิดจากการขับขี่รถจักรยานยนต์ของตนเอง ซึ่งมีลักษณะประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงร่วมด้วยอันเป็นข้อยกเว้นที่ผู้ถูกฟ้องคดีมีอำนาจที่จะไม่พิจารณาเลื่อนเงินเดือนกรณีพิเศษ ให้แก่ร้อยตำรวจโท ร. ได้ตามข้อ 9 วรรคหนึ่ง ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการให้บำเหน็จความชอบเป็นกรณีพิเศษ พ.ศ.2521 ประกอบกับการที่ร้อยตำรวจโท ร. เมาสุราในขณะปฏิบัติหน้าที่ และขับขี่รถจักรยานยนต์เพื่อปฏิบัติหน้าที่ในขณะเมาสุราถือเป็นกรณีที่ร้อยตำรวจโท ร. เป็นผู้มีความประพฤติเสื่อมเสีย ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดี ชอบที่จะงดการกำหนดบำเหน็จความชอบเป็นกรณีพิเศษได้ตามควรแก่กรณีตามข้อ 15 ของระเบียบดังกล่าว

อนึ่ง การพิจารณาบำเหน็จความชอบตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วย การให้บำเหน็จความชอบเป็นกรณีพิเศษ พ.ศ.2521 นั้น เป็นการกำหนดสิทธิประโยชน์ตอบแทนกรณีพิเศษให้แก่ข้าราชการรายที่เสียชีวิตในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ นอกเหนือจากบำเหน็จความชอบในกรณีตามปกติที่ข้าราชการจะได้รับเพื่อเป็นการตอบแทนผลการปฏิบัติราชการด้วยความเสียสละและเป็นขวัญกำลังใจให้แก่ข้าราชการที่ได้ปฏิบัติราชการด้วยความเสียสละ ตลอดจนทายาทของข้าราชการดังกล่าวซึ่งมีเจตนารมณ์ที่จะช่วยเหลือหรือเยียวยาให้แก่ข้าราชการที่เสียชีวิต บาดเจ็บ หรือปฏิบัติหน้าที่ในสภาพเสี่ยงอันตรายต่อชีวิตเพราะเหตุปฏิบัติราชการ โดยจะต้องนำลักษณะและพฤติกรรมการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการผู้ที่เสียชีวิตหรือบาดเจ็บในแต่ละครั้งมาพิจารณาโดยมิได้กำหนดให้นำผลงานและคุณงามความดี ซึ่งไม่เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เสนอขอบำเหน็จความชอบกรณีพิเศษครั้งนั้น มาพิจารณาร่วมด้วยแต่อย่างใด

(คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อบ.250/2565)

(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการตุลาการ ให้ดำรงตำแหน่งในศาลต่างๆ จำนวน 1,450 ราย

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการตุลาการ ให้ดำรงตำแหน่งในศาลต่างๆ จำนวน 1,450 ราย

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการตุลาการ ให้ดำรงตำแหน่งในศาลต่างๆ จำนวน 1,450 ราย

วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 21.19 น.

วันที่ 5 มิถุนายน 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องแต่งตั้งข้าราชการตุลาการ ความว่า มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการตุลาการให้ดำรงตำแหน่งในศาลต่าง ๆ จำนวน 1,450 ราย ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ.2569 เป็นต้นไป ยกเว้นลำดับที่ 1 ถึงลำดับที่ 5 ตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม พ.ศ.2569 เป็นต้นไป

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี

ดูรายชื่อทั้งหมด : คลิก

อนุทิน เปิดงานมหกรรมผ้าไหมไทยสู่เส้นทางโลก เฉลิมพระเกียรติพระราชินี อวดความงามผ้าไทยสู่สายตานานาชาติ

อนุทิน เปิดงานมหกรรมผ้าไหมไทยสู่เส้นทางโลก เฉลิมพระเกียรติพระราชินี อวดความงามผ้าไทยสู่สายตานานาชาติ

อนุทิน เปิดงานมหกรรมผ้าไหมไทยสู่เส้นทางโลก เฉลิมพระเกียรติพระราชินี อวดความงามผ้าไทยสู่สายตานานาชาติ

วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.36 น.

“นายกฯ” เปิดงาน “มหกรรมผ้าไหมไทยสู่เส้นทางโลก ครั้งที่ 15“ เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ 3 มิถุนายน อวดความงามผ้าไทยสู่สายตานานาชาติ ชู วัฒนธรรมสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ 

วันที่ 6 มิถุนายน 2569 เวลา 18.45 น. ที่หอประชุมกองทัพเรือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย พร้อมนางธนนนท์ ชาญวีรกูล ภริยา เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการมหกรรมผ้าไหม “ไหมไทยสู่เส้นทางโลก” ครั้งที่ 15 ประจำปี 2569 เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินีเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 48 พรรษาและส่งเสริมให้ประชาชน เห็นคุณค่าและความสำคัญของผ้าไหมไทย มรดกทางวัฒนธรรมและเผยแพร่เสน่ห์ของผ้าไทยสู่สายตานานาชาติ โดยมีน.ส. ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว. วัฒนธรรม นายพัฒนา 
พร้อมพัฒน์ รมว. สาธารณสุข นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุลรมว.ท่องเที่ยวและกีฬา นายนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช. ศึกษาธิการ นายวิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรี คณะทูตานุทูต ผู้แทนสถานทูต ผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา ฯ ร่วมงาน โอกาสนี้นางธนนนท์ พร้อม รัฐมนตรีและคู่สมรส ร่วมเดินแบบชุดผ้าไทย ในฐานะตัวแทนรัฐบาลไทย

เมื่อถึงภายในงาน นายกฯ ถวายความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และเปิดกรวยธูปเทียนแพ หน้าพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี และชมนิทรรศการ การแสดงแบบผ้าชุดที่ตัดเย็บจากผ้าไทย และชมวิดีทัศน์“ สองพระบารมี หนึ่งมรดกไทย“ ตำนานผ้าไหมสู่เวทีโลก เพื่อรำลึกถึงสมเด็จพระพันปีหลวง และวิดีทัศน์เทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี

นายอนุทิน กล่าวเปิดงาน ว่า ปีนี้เป็นปีทองของผ้าไหมไทย โดยเห็นกระแสก่อตัวอย่างชัดเจนอีกครั้งจากคนรุ่นใหม่นับตั้งแต่มีงานพระราชดำริ “ใส่ผ้าไทยอย่างไรให้สนุก” และผ้าไทยได้สร้างชื่อเสียงให้ประเทศ ที่กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส  ในงานนิทรรศการภายใต้พระอุปถัมภ์ “ราชพัสตราสู่สากล La Mode en Majesté: Royal Thai Dress from Tradition to Modernity” ที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จไปทรงเป็นประธานในงานเฉลิมฉลอง เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 170 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและฝรั่งเศส ซึ่งถือว่าเป็นการสืบสานพระราชปณิธานของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ได้รับการกล่าวขานชื่นชมจากนานาชาติเสมอมา 

นายอนุทิน กล่าวว่า รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งว่าปีนี้ได้มาเปิดงาน “มหกรรมผ้าไหมไทย สู่เส้นทางโลก ครั้งที่ 15” ที่จัดขึ้น เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระราชินี ในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 4 รอบ (48 พรรษา) เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน ที่ผ่านมา พระองค์ท่านเป็นผู้ที่มีบทบาทในการส่งเสริมสนับสนุนเผยแพร่ความงดงามของผ้าไหมไทย และงานนี้จะเป็นอีกครั้งหนึ่งในการตอกย้ำความยิ่งใหญ่ของผ้าไหมไทย ในการสร้างแรงบันดาลใจให้ศิลปินรุ่นใหม่ ได้สร้างสรรค์งานผ้าไทย เป็นการสืบสานและต่อยอดอย่างยิ่งใหญ่ของวัฒนธรรมไทยและชุดไทยต่อไป ผ้าไหมไทยถือเป็นสัญลักษณ์ อัตลักษณ์สำคัญและมรดกทางภูมิปัญญาอันล้ำค่าของประเทศไทย ที่สะท้อนถึงความปราณีต วิจิตรและเทคนิคชั้นสูง ที่มีการถ่ายทอดรุ่นสู่รุ่น ซึ่งผ้าไหมไทยเป็นสิ่งที่บอกเล่าเรื่องราว วิถีชีวิต ความเชื่อภูมิปัญญา และศิลปะเฉพาะถิ่นผ่านลวดลายสีสันและเทคนิคการทอที่แตกต่างกันในแต่ละภูมิภาคของประเทศ ก่อให้เกิดมูลค่าทางวัฒนธรรม เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และภาพลักษณ์ของประเทศไทยเป็นอย่างมาก ผ้าไหมไทยจึงมีสถานะเหมือนทูตทางวัฒนธรรมในการเผยแพร่ภูมิปัญญาไทยไปสู่สายตาชาวโลก ซึ่งรัฐบาลได้ให้ความสำคัญในการส่งเสริมผ้าไหมไทยในทุกมิติ และเชื่อว่าความสำเร็จในการสืบสานและการเผยแพร่ผ้าไหมไทย จะเกิดขึ้นได้จากการร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นช่างทอผ้า นักออกแบบจากสถาบันการศึกษา เยาวชนรวมถึงหน่วยงานภาครัฐและเอกชน และเครือข่ายนานาชาติที่มีบทบาทเกี่ยวกับผ้าไหมไทย เพื่อให้ผ้าไหมไทยเป็นที่รู้จัก เป็นมรดกของชาติ วัฒนธรรม เศรษฐกิจและเป็นสื่อกลางของมิตรภาพระหว่างประเทศ 

นายกฯ กล่าวว่า โอกาสนี้ขอแสดงความยินดีกับผู้ที่ได้รับรางวัล และขอขอบคุณคณะทำงานจากหน่วยงานต่างๆที่ได้ร่วมการจัดงาน “มหกรรมผ้าไหมไทย สู่เส้นทางโลกครั้งที่ 15” และขออวยพรให้การจัดงานประสบความสำเร็จและเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนไทย เยาวชนไทยได้ร่วมกันสืบสานผ้าไหมไทยเพื่อคุณค่าทางวัฒนธรรม เศรษฐกิจและนำมาซึ่งความภาคภูมิใจของประเทศชาติสืบไป  

จากนั้นนายกฯมอบรางวัล ผู้ชนะการออกแบบผ้าไทย ในโครงการประกวด The Next Big Silk Desiigner ครั้งที่ 7 และชมการแสดงแฟชั่นโชว์ ชุดไทยพระราชนิยมและชุดผ้าไหมไทยประยุกต์ ผลงานของดีไซเนอร์รุ่นใหม่ ผ่านตัวแทนคณะทูตจาก 90 ประเทศทั่วโลก 

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.54 น.

“กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ลงพื้นที่ตรวจสอบเขตห้วยขวางอย่างต่อเนื่อง พร้อมบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำการกวาดล้างธุรกิจผิดกฎหมาย พร้อมทั้งจัดระเบียบพื้นที่อย่างเด็ดขาด ขอย้ำว่าจะบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดและจริงจัง”

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์

อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

ชัยวัฒน์ ลุยหาเสียงปทุมวัน ชูใช้ AI แก้ปัญหารถติด โอนอำนาจคุมจราจรให้ กทม.

ชัยวัฒน์ ลุยหาเสียงปทุมวัน ชูใช้ AI แก้ปัญหารถติด โอนอำนาจคุมจราจรให้ กทม.

ชัยวัฒน์ ลุยหาเสียงปทุมวัน ชูใช้ AI แก้ปัญหารถติด โอนอำนาจคุมจราจรให้ กทม.

วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.28 น.

“ชัยวัฒน์” ชี้แก้รถติดกรุงเทพฯ ต้องแก้ทั้งระบบ ดันใช้ AI เชื่อมใบสั่ง-ตัดแต้ม พร้อมผลักดันถ่ายโอนอำนาจจราจรให้ กทม.

วันที่ 6 มีนาคม 2569 นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน เบอร์ 10 พร้อมด้วย น.ส.อัญชิสา โรจนยุกตานนท์ ผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เขตปทุมวัน เบอร์ 4 พรรคประชาชน เข้าพื้นที่ย่านปทุมวันเพื่อพบปะประชาชนและนำเสนอนโยบายของพรรคประชาชนในการเลือกตั้งผู้ว่า กทม. และ ส.ก. ที่กำลังจะมาถึงในวันที่ 28 มิถุนายน 2569

นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ย่านปทุมวันเป็นแหล่งท่องเที่ยวใจกลางเมือง รายล้อมไปด้วยห้างสรรพสินค้า จึงเป็นแหล่งรวมตัวของคนรุ่นใหม่และชาวออฟฟิศตลอดทั้งวันด้วยการเป็นย่านที่คนคับคั่งอยู่ตลอดเวลา ทำให้มีปัญหาเรื่องการจราจรอยู่บ่อยครั้ง ก่อนหน้านี้ทาง กทม. เคยทำโครงการ “ราชประสงค์โมเดล” เพื่อจัดระเบียบการจราจรและแก้ปัญหารถติด แต่สิ่งหนึ่งที่อยากชวนพี่น้องคนกรุงเทพฯ ทุกคนลองคิดตามคือ โมเดลดังกล่าวนั้นสำเร็จจริง ๆ หรือไม่ วันนี้เรายังเห็นรถประเภทอื่น ๆ จอดแช่อยู่ในเลนของรถเมล์ ขณะที่ราชประสงค์โมเดลมีกล้องวงจรปิดที่ตรวจพบการฝ่าฝืนกฎจราจรกว่า 100,000 เคสต่อปี และมีผู้กระทำผิดซ้ำสูงสุดกว่า 32 ครั้งต่อเดือน ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่สูง และมีการกระทำผิดซ้ำแทบทุกวัน

ราชประสงค์โมเดลในมุมมองของตน จึงเป็นภาพสะท้อนของความพยายามในการแก้ไขปัญหาจราจรที่ยังไม่สำเร็จ อีกทั้งยังล้มเหลวในการบังคับใช้กฎหมายจราจรของกรุงเทพฯ โดยเฉพาะจุดท่องเที่ยวสำคัญ ๆ ที่มีผู้คนไปหนาแน่น

นายชัยวัฒน์ กล่าวต่อว่า คนกรุงเทพฯ ต้องเสียเวลาไปกับรถติดเฉลี่ย 72 นาทีต่อวัน และเชื่อว่าปัญหานี้ทำให้คนกรุงเทพหลายคนต้องรู้สึกว่าการใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ มันยาก หาก กทม. อยู่ภายใต้การบริหารงานของพรรคประชาชน จะแก้ไขปัญหารถติดที่โครงสร้าง พัฒนาระบบที่ช่วยให้คนกรุงเทพฯ เดินทางง่ายขึ้น และเจ้าหน้าที่ก็ทำงานง่ายขึ้นด้วย โดยนำผู้กระทำผิดรายเคสจากกล้องวงจรปิด AI เชื่อมไปกับระบบออกใบสั่งและตัดแต้มขับขี่จราจรกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และระบบตัดแต้มยกเลิกใบขับขี่สาธารณะกับกรมการขนส่งทางบก เพื่อเพิ่มการบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นระบบ และสามารถติดตามตรวจสอบย้อนกลับได้

ตนเห็นว่าเพียงเท่านั้นยังไม่เพียงพอ ในฐานะผู้ว่าฯ ของคนกรุงเทพฯ จะต้องทำงานร่วมกับการเมืองระดับชาติด้วย โดยนำเสนอข้อมูลที่บันทึกรายเคสเหล่านี้ส่งต่อให้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกรมการขนส่งทางบก เพื่อให้เกิดการบังคับใช้และเกิดความเคารพต่อกฎหมายจราจร ที่สำคัญจะต้องผลักดันให้เกิดการแก้ไขเชิงโครงสร้าง ทั้งการแก้ไขกฎหมายในระดับ พ.ร.บ. และการถ่ายโอนอำนาจจราจรมาที่กรุงเทพมหานคร เพื่อให้ท้องถิ่นสามารถแก้ไขปัญหาได้

นายชัยวัฒน์ กล่าวทิ้งท้ายว่า การแก้ไขปัญหาจราจรคือเรื่องใกล้ตัวของคนกรุงเทพฯ ที่ถูกพูดถึงในทุกการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และเป็นอีกหนึ่งโจทย์สำคัญว่าผู้ว่าฯ จะทำให้คนกรุงเทพฯ  เดินทางง่ายขึ้นอย่างไร พรรคประชาชนเชื่อว่าการแก้ปัญหานี้จะต้องทำงานแบบฟูลทีม โดยวันนี้ตนมาพร้อมกับทีมบริหาร กทม. มีผู้สมัคร ส.ก. ทั้ง 50 เขต ซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชนที่เข้าใจปัญหาในระดับพื้นที่อย่างแท้จริง เราพร้อมแล้วที่จะร่วมทำงานยกระดับคุณภาพชีวิต เพื่อทำให้กรุงเทพเป็นเมืองที่แคร์ทุกคน

สีหศักดิ์ เปิด 7 ข้อจุดยืนไทย ภายใต้ UNCLOS ชี้เจรจาเขตแดนทางบกสะดุด

สีหศักดิ์ เปิด 7 ข้อจุดยืนไทย ภายใต้ UNCLOS ชี้เจรจาเขตแดนทางบกสะดุด

สีหศักดิ์ เปิด 7 ข้อจุดยืนไทย ภายใต้ UNCLOS ชี้เจรจาเขตแดนทางบกสะดุด

วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.45 น.

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ  แถลงกรณีกัมพูชาแจ้งการใช้การประนอมภาคบังคับภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (United Nations Convention on the Law of the Sea: UNCLOS)

1.ไทยได้แจ้งฝ่ายกัมพูชามาโดยตลอดว่า การยกเลิกบันทึกความเข้าใจระหว่างไทยกับกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน พ.ศ. 2544 (MOU 2544) มีความจำเป็นเพราะบันทึกความเข้าใจฯ ดังกล่าว ไม่สอดคล้องกับบริบทใหม่ และไทยมีเจตนาที่จะเริ่มต้นการหารือแบบใหม่ โดยที่ไม่ได้ยึดกับประเด็นที่ติดขัดจากการหารือแบบเดิม จึงต้องการเริ่มการหารือแบบใหม่ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ และหลักการของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล หรือ UNCLOS ซึ่งในขณะนี้ ทั้งสองประเทศต่างเป็นรัฐภาคีแล้ว

2.ไทยต้องการมุ่งหาแนวทางที่จะเดินหน้าต่อไปสู่ผลประโยชน์ร่วมกัน โดยคำนึงว่า การแก้ไขปัญหาโดยตรงระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน คือหนทางที่ดีที่สุดที่จะบรรลุข้อยุติอย่างสร้างสรรค์ และที่เป็นที่ยอมรับร่วมกัน

3.อย่างไรก็ดี การตัดสินใจที่เร่งรีบของกัมพูชาในครั้งนี้ที่จะเริ่มกระบวนการประนอมภาคบังคับภายใต้ UNCLOS กลับสวนทางกับสิ่งที่กัมพูชาเรียกร้องมาโดยตลอดว่าต้องการให้มีการฟื้นฟูความสัมพันธ์ทวิภาคี และการหารือในกรอบต่าง ๆ รวมถึงประเด็นเขตแดนทางบก จึงควรจะคำนึงถึงผลกระทบที่อาจตามมาและทำให้สิ่งที่กัมพูชาเรียกร้องมาโดยตลอดจะต้องสะดุดหรือหยุดชะงักลง

4.ประเทศไทยมีความพร้อมในการดำเนินการต่าง ๆ ตาม UNCLOS โดยคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของประเทศเป็นสำคัญ โดยรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมีกำหนดพบหารือกับที่ปรึกษากฎหมายของไทย เพื่อเตรียมเสนอรายชื่อผู้ประนอม รวมถึงเตรียมการท่าทีต่าง ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ฝ่ายไทยได้คาดการณ์และเตรียมความพร้อมไว้ด้วยแล้ว

5.ทั้งนี้ กระบวนการประนอมภาคบังคับเป็นหนึ่งในวิธีการระงับข้อพิพาทภายใต้ UNCLOS โดยผลของการประนอมจะเป็นรายงานข้อเสนอแนะ (recommendations) ของคณะผู้ประนอมในการแก้ไขปัญหาเพื่อให้สองฝ่ายนำไปใช้ในการเจรจาหาทางออกร่วมกันต่อไป โดยรายงานข้อเสนอแนะดังกล่าวไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย และทั้งสองฝ่ายยังคงต้องหารือกันโดยตรงต่อไปในประเด็นที่ยังค้างอยู่

6.ขอให้เชื่อมั่นว่า ประเทศไทยมีความพร้อมในการดำเนินการที่เกี่ยวข้อง และมั่นใจได้ว่าจะสามารถปกป้องผลประโยชน์ของประเทศได้อย่างเต็มที่

7.ในส่วนข้อกล่าวหาของฝ่ายกัมพูชาเกี่ยวกับประเด็นเขตแดนทางบก ไทยขอปฏิเสธโดยสิ้นเชิง และขอยืนยันอีกครั้งว่า ฝ่ายไทยปฏิบัติตามถ้อยแถลงร่วม (Joint Statement) ของการประชุม GBC สมัยพิเศษครั้งที่ 3 ระหว่างไทยกับกัมพูชา เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ที่สองประเทศเห็นชอบร่วมกัน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการลดความตึงเครียด การธำรงไว้ซึ่งสันติภาพและความมั่นคง และการประกันความปลอดภัยของประชาชน

กรมสมเด็จพระเทพฯ เสด็จฯ เปิดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2569

กรมสมเด็จพระเทพฯ เสด็จฯ เปิดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2569

กรมสมเด็จพระเทพฯ เสด็จฯ เปิดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2569

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.41 น.

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เปิดงาน “วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2569”

วันที่ 6 มิถุนายน 2569 เวลา 14.00 น. สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปยังกรมการข้าว ภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพมหานคร ทรงเป็นประธานเปิดงาน “วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2569” ภายใต้แนวคิด “รวมใจภักดิ์ รักษ์ข้าวไทย สองทศวรรษกรมการข้าวก้าวไกล ใต้ร่มพระบารมีพระพันปีหลวง” โดยมี นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เฝ้าฯ รับเสด็จ

ในโอกาสนี้ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กราบบังคมทูลถวายรายงาน และวัตถุประสงค์การจัดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2569 และเบิก นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นผู้เบิกตัว คณะกรรมการศูนย์ข้าวชุมชนระดับประเทศ 8 ราย  เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2569 จำนวน 4 ราย และผู้สนับสนุนการจัดงาน ฯจำนวน 29 รายเข้ารับพระราชทานเกียรติบัตร ก่อนมีพระราชดำรัสเปิดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2569

จากนั้น เสด็จฯ ทอดพระเนตรการแสดงโปงลาง ชุด “สู่ขวัญข้าว เชิญแม่โพสพ คืนนา สืบสานพระราชปณิธาน” ซึ่งจัดแสดงโดยศูนย์ข้าวชุมชนโนนกอก และเยาวชนกลุ่มผู้อนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมอรรคฮาตสี พร้อมทอดพระเนตรนิทรรศการวิชาการด้านข้าวของกรมการข้าวและหน่วยงานภาคีต่างๆ ตลอดจนการสาธิตเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะ ณ แปลงนาสาธิต ซึ่งสะท้อนการนำองค์ความรู้ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ในการผลิตข้าว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และยกระดับภาคการเกษตรไทยสู่ความยั่งยืน

สำหรับการจัดงานในปีนี้ กรมการข้าวมุ่งเชื่อมโยงนโยบายการพัฒนาข้าวลงสู่การปฏิบัติในพื้นที่ปลูกข้าวทั่วประเทศ โดยให้ความสำคัญกับการวางระบบการผลิต การตลาด และการบริหารจัดการ เพื่อช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และสร้างความมั่นคงให้แก่ชาวนาไทย ควบคู่กับการถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านการผลิตข้าวที่สอดคล้องกับบริบทการเกษตรยุคใหม่

“งานปีนี้ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญในวาระครบรอบสองทศวรรษของกรมการข้าว ที่มุ่งเดินหน้าพัฒนางานวิจัย เทคโนโลยี และการยกระดับคุณภาพข้าวไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างโอกาสใหม่ให้เกษตรกรไทย และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของข้าวไทยในตลาดโลก” นายอานนท์ กล่าว

ภายในงานมีการจัดแสดงนิทรรศการและกิจกรรมที่สะท้อนทั้งมิติด้านวิชาการ เทคโนโลยี และวิถีวัฒนธรรมชาวนาไทยอย่างครบถ้วน อาทิ นิทรรศการเทิดพระเกียรติ นิทรรศการผลงานวิจัยและนวัตกรรมด้านข้าว การสาธิตเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ เวทีเสวนาวิชาการในหัวข้อ “พลิกโฉมเกษตรกรรมไทย : ข้าวคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Rice) เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน” และ “ทำนาอย่างไรให้รอดจากข้าวดีด ข้าวเด้ง” รวมถึงกิจกรรมสร้างสีสัน อาทิ การประกวดร้องเพลงลูกทุ่ง “ชาวนาเสียงทอง” การประกวดธิดา

นอกจากนี้ ยังมีการจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าวกว่า 35 ร้านค้า จากเครือข่ายเกษตรกรและชุมชนทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นกาแฟสำเร็จรูปจากข้าวเบายอดม่วง ผลิตภัณฑ์ทางเภสัชกรรมจากผงข้าวบริสุทธิ์ สครับจากข้าว เซลลูโลสบริสุทธิ์จากฟางข้าว ทรายแมวจากฟางข้าว ปุ๋ยอัดเม็ดจากฟางข้าว ผลิตภัณฑ์ข้าวคาร์บอนต่ำ และผลิตภัณฑ์ข้าวคุณภาพมาตรฐานหลากหลายชนิด ซึ่งสะท้อนศักยภาพการเพิ่มมูลค่าจากข้าวและวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร

ทั้งนี้ เกษตรกรและประชาชนผู้สนใจยังสามารถเข้าร่วมชมงานได้ในวันที่ 7 มิถุนายน 2569 ตั้งแต่เวลา 08.00 – 17.00 น. ณ กรมการข้าว ภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพมหานคร โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย พร้อมร่วมเรียนรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรมการผลิตข้าวสมัยใหม่ เลือกซื้อผลิตภัณฑ์คุณภาพจากเครือข่ายเกษตรกรทั่วประเทศ และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนอนาคตข้าวไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง พิเศษสำหรับผู้เข้าร่วมงาน 400 ท่านแรกที่ลงทะเบียนภายในงานในวันที่ 7 มิถุนายน จะได้รับคูปองมูลค่า 200 บาท สำหรับใช้เลือกซื้อสินค้าและผลิตภัณฑ์ต่างๆ จากร้านค้าภายในงานอีกด้วย

– 006

ยูนิชาร์ม ประเทศไทย สร้างสังคมแห่งการดำรงอยู่ร่วมกัน ภายใต้แคมเปญ “Love Your Possibilities: Create a Sustainable World ส่งต่อความเป็นไปได้ เพื่อโลกที่ยั่งยืน”

ยูนิชาร์ม ประเทศไทย สร้างสังคมแห่งการดำรงอยู่ร่วมกัน  ภายใต้แคมเปญ “Love Your Possibilities: Create a Sustainable World ส่งต่อความเป็นไปได้  เพื่อโลกที่ยั่งยืน”

ยูนิชาร์ม ประเทศไทย สร้างสังคมแห่งการดำรงอยู่ร่วมกัน ภายใต้แคมเปญ “Love Your Possibilities: Create a Sustainable World ส่งต่อความเป็นไปได้ เพื่อโลกที่ยั่งยืน”

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.12 น.

บริษัท ยูนิ.ชาร์ม (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำด้านผลิตภัณฑ์เพื่อสุขอนามัย ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของผู้คนในทุกช่วงวัย เดินหน้าตอกย้ำพันธกิจองค์กร “การสร้างสังคมแห่งการดำรงอยู่ร่วมกันให้เกิดขึ้นเป็นจริง” (Cohesive Society) สะท้อนแนวคิดความยั่งยืนผ่านการจัดงาน “Love your possibilities: Create a Sustainable World ส่งต่อความเป็นไปได้ เพื่อโลกที่ยั่งยืน” เชิญชวนให้ผู้บริโภคใช้ชีวิตในทุกวันด้วยความใส่ใจและคำนึงถึงการดูแลโลกอย่างยั่งยืน ผ่านโมเดลธุรกิจหมุนเวียนที่เรียกว่า “วงจรแห่งความใส่ใจ” (The Cycle of CARE) ซึ่งเชื่อมโยงการใช้ชีวิตประจำวันกับการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม

นายทาดาชิ นาคาอิ (Mr.Tadashi Nakai) ผู้บริหารระดับสูง บริษัท ยูนิชาร์ม คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น และกรรมการผู้จัดการ บริษัท ยูนิ.ชาร์ม (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ทุกความเป็นไปได้ สามารถนำเราไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดียิ่งขึ้นได้” แนวคิด Love Your Possibilities จึงเป็นแนวทางที่เรานำมาใช้จริงในทุกกระบวนการ ตั้งแต่ การเลือกใช้วัตถุดิบจากแหล่งที่ยั่งยืน การพัฒนานวัตกรรมเพื่อลดการใช้พลังงาน และการร่วมมือกับชุมชนเพื่อดูแลสิ่งแวดล้อมในระยะยาว เราเชื่อว่า การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากสิ่งที่ยิ่งใหญ่เสมอไป แต่สามารถเริ่มจาก “การเลือกอย่างใส่ใจ” ของแต่ละคน

แคมเปญในครั้งนี้มุ่งเน้นการสร้างพื้นที่ประสบการณ์ (Open Experience Space) เพื่อถ่ายทอด 4 เสาหลักสำคัญขององค์กรที่ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ได้แก่:

1. PEFC: The Conscious Beginning

กิจกรรมที่ไม่สร้างมลพิษและปกป้องทรัพยากรตั้งแต่ต้นทาง ยูนิชาร์มเชิญชวนและส่งเสริมให้ผู้บริโภคเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีแหล่งที่มาของวัตถุดิบที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน PEFC (Programme for the Endorsement of Forest Certification) ซึ่งเป็นหนึ่งวิธีในการเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสิ่งแวดล้อมในชีวิตประจำวัน

2. Energy Saving: กระบวนการที่เป็นมิตร

กิจกรรมที่ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนให้กับโลก โดยยูนิชาร์มได้เข้าร่วมโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพพลังงาน ซึ่งมีการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นที่ปรึกษาโครงการ เพื่อเดินหน้าปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ประหยัดพลังงานทั่วทั้งโรงงานอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนการใช้พลังงานสะอาดในการผลิต จนสามารถลดการปล่อยคาร์บอนได้ถึง 31,196 ตัน CO2 ซึ่งสร้างผลลัพธ์เชิงรูปธรรมเทียบเท่าการปลูกต้นไม้ 1.4 ล้านต้น ลดการใช้ไฟฟ้าได้เทียบเท่า 20,800 ครัวเรือนต่อปี และช่วยลดจำนวนรถยนต์บนท้องถนนได้กว่า 6,800 คันต่อปี

3. Circular Economy: วิถีชีวิตแห่งการหมุนเวียน

สร้างความใส่ใจที่มองเห็นได้ในชีวิตประจำวัน ด้วยการนำเสนอแนวทางการจัดการขยะภายใต้แนวคิด “คลีน • คืน • แคร์” (Clean • Collect • Care) โดยเริ่มจากการทำความสะอาดและคัดแยกพลาสติก (คลีน) นำกลับมาส่งที่จุด Droppoint (คืน) เพื่อร่วมเป็นส่วนสำคัญในวงจรความใส่ใจทรัพยากร (แคร์) และเปลี่ยนของใช้แล้วให้กลับเข้าสู่ระบบอีกครั้ง ยูนิชาร์มได้ขยายจุดรับคืนบรรจุภัณฑ์ (Droppoint) ในพื้นที่ต่าง ๆ อาทิเช่น มหาวิทยาลัย โรงพยาบาล ชุมชน และคู่ค้า โดยปัจจุบันมีจุดรับคืนรวมกว่า 23 จุด นอกจากนี้ ยังเปิดพื้นที่เวิร์กชอปให้ผู้เข้าร่วมนำห่อผลิตภัณฑ์ของยูนิชาร์มมาเป็นส่วนประกอบหนึ่งในการรีไซเคิลทำพวงกุญแจ เพื่อตอกย้ำว่าการออกแบบสินค้าให้จัดการง่าย จะช่วยให้ไม่กลายเป็นขยะที่สูญเปล่า

4. T-VER Project: คืนลมหายใจให้โลก คืนชีวิตที่ดีให้ผู้คน

กิจกรรมฟื้นฟูชุมชนและเพิ่มพื้นที่สีเขียว ในด้านการดูแลทรัพยากรธรรมชาติในระยะยาว ยูนิชาร์มได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของภาคีเครือข่าย “โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” กับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ขับเคลื่อนการฟื้นฟูป่าชุมชน โดยยูนิชาร์มร่วมพัฒนาโครงการในพื้นที่ 2,000 ไร่ ภายใต้ความมุ่งมั่นในการ “คืนลมหายใจให้โลก คืนชีวิตที่ดีให้ผู้คน” การดำเนินงานดังกล่าวมุ่งเน้นการสร้างความเชื่อมโยงระหว่างทรัพยากรธรรมชาติ ชุมชน และคุณภาพชีวิตของผู้คน เพื่อยกระดับการพัฒนาอย่างสมดุลที่เอื้อให้ป่าและชุมชนเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน โดยปัจจุบันโครงการดังกล่าวได้ขยายผลการดำเนินงานครอบคลุมพื้นที่กว่า 287,756 ไร่ ใน 12 จังหวัดทั่วประเทศไทย

เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งของวงจรแห่งความใส่ใจได้อย่างเป็นรูปธรรม ยูนิชาร์มได้นำเสนอผลิตภัณฑ์ที่สะท้อนความมุ่งมั่นนี้อย่างชัดเจน อาทิ “Sofy ถนอมผิว Natural Love” ผลิตภัณฑ์ผ้าอนามัยที่ออกแบบมาให้เป็นมิตรต่อทั้งผู้ใช้และสิ่งแวดล้อม โดยลดกระบวนการฟอกขาว ลดการใช้พลาสติก และใช้ห่อบรรจุภัณฑ์ที่ผลิตจากวัสดุรีไซเคิล ซึ่งถือเป็นทางเลือกที่ช่วยให้ทุกคนดูแลโลกได้ง่าย  ผ่านการใช้ชีวิตประจำวัน

“Small Actions to Big Impact: ทุกการเลือกของคุณ… มีความหมาย”

ยูนิชาร์มมุ่งหวังว่า แคมเปญ “Love Your Possibilities: Create a Sustainable World ส่งต่อความเป็นไปได้ เพื่อโลกที่ยั่งยืน” จะเป็นแรงบันดาลใจให้สังคมเห็นว่า การดูแลสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องไกลตัว และทุกคนสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ในแบบของตัวเอง เพราะท้ายที่สุดแล้ว โลกที่ยั่งยืนไม่ได้เกิดจากภาคส่วนใดเพียงลำพัง แต่เกิดจากพลังแห่งความเป็นไปได้ของทุกคนที่เลือกจะเริ่มต้นทำสิ่งเล็ก ๆ ด้วยความใส่ใจในทุก ๆ วัน

สกู๊ปพิเศษ : กระจายโอกาสการเรียนรู้ดาราศาสตร์ NARIT เดินหน้ามอบกล้องโทรทรรศน์เป็นปีที่ 12

สกู๊ปพิเศษ : กระจายโอกาสการเรียนรู้ดาราศาสตร์ NARIT เดินหน้ามอบกล้องโทรทรรศน์เป็นปีที่ 12

สกู๊ปพิเศษ : กระจายโอกาสการเรียนรู้ดาราศาสตร์ NARIT เดินหน้ามอบกล้องโทรทรรศน์เป็นปีที่ 12

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) หรือ NARIT เดินหน้ามอบกล้องโทรทรรศน์เป็นปีที่ 12 กระจายโอกาสการเรียนรู้ดาราศาสตร์สู่ 760 โรงเรียน มุ่งส่งเสริมการเรียนรู้ดาราศาสตร์อย่างทั่วถึงในทุกภูมิภาค ขยายเครือข่ายครูและเยาวชนด้านดาราศาสตร์ ให้สามารถต่อยอดกิจกรรมการเรียนรู้ วิจัย และโครงงานทางดาราศาสตร์ในระดับโรงเรียนและชุมชน ตลอดจนสร้างแรงบันดาลใจด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมแก่เยาวชนไทยทั่วประเทศ

ดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สดร. กล่าวว่า โครงการกระจายโอกาสการเรียนรู้ดาราศาสตร์ “77 จังหวัด เปิดฟ้าส่องโลกดาราศาสตร์ เปิดโอกาสเรียนรู้ทั่วหล้า” เริ่มดำเนินการครั้งแรกในปี 2558 เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ในโอกาสฉลองพระชนมายุ 60 พรรษา มอบกล้องโทรทรรศน์และสื่อการเรียนรู้ดาราศาสตร์ให้กับโรงเรียนทั่วประเทศ และดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันเข้าสู่ปีที่ 12 มีโรงเรียนเข้าร่วมโครงการมากถึง 760 แห่ง ครอบคลุมครบทั้ง 77 จังหวัด ทั่วประเทศ ขยายโอกาสทางดาราศาสตร์แก่เด็กและเยาวชนในทุกภูมิภาค ได้เปิดประสบการณ์การเรียนรู้วัตถุท้องฟ้าด้วยตนเอง พร้อมเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการจุดประกายความสนใจด้านวิทยาศาสตร์ ส่งเสริมการเรียนรู้ทั้งในและนอกห้องเรียน ต่อยอดสู่การสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้อย่างยั่งยืนในชุมชน กล้องโทรทรรศน์ดังกล่าวออกแบบและพัฒนาโดย NARIT ร่วมกับบริษัทคนไทย ซึ่งมีการพัฒนาและปรับปรุงอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ได้กล้องที่มีประสิทธิภาพสูง และเหมาะสมสำหรับจัดกิจกรรมการเรียนรู้ของโรงเรียน

น.ส.นูรอยซัน แวสาแล และ น.ส.แก้วอารี อัตเส็น ครูโรงเรียนศาสนูปถัมภ์ จ.ปัตตานี กล่าวว่า ที่ผ่านมาโรงเรียนมีโอกาสร่วมกิจกรรมกับเทศบาลเมืองปัตตานีพานักเรียนไปสังเกตเสี้ยวดวงจันทร์ เพื่อกำหนดวันสำคัญทางศาสนาอิสลาม เช่น วันอีดิ้ลฟิตรีและวันอีดิ้ลอัฎฮา ซึ่งถือเป็นวันสำคัญของชาวมุสลิม เดิมทีทางโรงเรียนใช้กล้องโทรทรรศน์ขนาดเล็กที่มีอยู่ในการสังเกตการณ์ และตั้งใจมาโดยตลอดว่าอยากมีกล้องโทรทรรศน์ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น จึงสมัครขอรับมอบกล้องโทรทรรศน์จาก NARIT ในครั้งนี้ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ทั้งในการจัดการเรียนการสอน กิจกรรมดาราศาสตร์สำหรับนักเรียน ตลอดจนการให้บริการแก่ชุมชน

นายอภิรัก อภิวงค์งาม ครูโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า รู้จักโครงการนี้มาประมาณ 10 ปีที่แล้ว ขณะปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่โรงเรียนเดิม เคยได้รับมอบกล้องโทรทรรศน์จาก NARIT และนำไปใช้จัดกิจกรรมด้านดาราศาสตร์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะภายในชุมนุมดาราศาสตร์ ซึ่งมีนักเรียนให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้นักเรียนได้พัฒนาทักษะและต่อยอดสู่การทำโครงงานด้านดาราศาสตร์ ปัจจุบันได้ย้ายมาปฏิบัติหน้าที่ที่โรงเรียนแห่งใหม่ และเล็งเห็นว่านักเรียนมีความสนใจในด้านดาราศาสตร์เป็นอย่างมากจึงสมัครเข้าร่วมโครงการและขอรับมอบกล้องโทรทรรศน์จาก NARIT อีกครั้ง เพื่อนำมาต่อยอดและพัฒนาศักยภาพของนักเรียน โดยมุ่งเน้นการใช้กล้องโทรทรรศน์เก็บข้อมูลทางดาราศาสตร์สำหรับจัดทำโครงงาน ควบคู่ไปกับการจัดกิจกรรมดาราศาสตร์ทั้งภายในโรงเรียนและชุมชน

นายทศพร ลิ้มไพโรจน์ และนางสาวเวียงวิไล ปัญญากุล ครูโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ อุดรธานี กล่าวว่า โรงเรียนเคยได้รับมอบโดมท้องฟ้าจำลองจากโครงการท้องฟ้าจำลองเพื่อการเรียนรู้ระดับโรงเรียนเมื่อปี 2568 ที่ผ่านมา ปีนี้จึงตั้งใจสมัครเข้าร่วมโครงการกระจายโอกาสการเรียนรู้ดาราศาสตร์ เพื่อขอรับมอบกล้องโทรทรรศน์ โดยมีแผนนำไปใช้ในกิจกรรมสัปดาห์วิทยาศาสตร์ที่กำลังจะมาถึง เพื่อเสริมการเรียนรู้ร่วมกับโดมท้องฟ้าจำลองที่ได้รับไปก่อนหน้านี้ และตั้งใจจะนำกล้องโทรทรรศน์ไปใช้จัดกิจกรรมสังเกตปรากฏการณ์ดาราศาสตร์ให้กับนักเรียน รวมถึงชุมชนและโรงเรียนใกล้เคียง เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนได้เรียนรู้ดาราศาสตร์จากประสบการณ์จริงมากยิ่งขึ้น

สำหรับกล้องโทรทรรศน์ที่มอบให้ในโครงการนี้ เป็นกล้องโทรทรรศน์สะท้อนแสงแบบดอปโซเนียน ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางกระจก 10 นิ้ว โดย NARIT ร่วมกับบริษัทผู้ผลิตคนไทย ออกแบบและพัฒนาจนได้กล้องโทรทรรศน์ฝีมือคนไทยต้นทุนต่ำ คุณภาพสูง ใช้งานง่าย เหมาะสำหรับการใช้งานในโรงเรียน สามารถใช้สังเกตการณ์วัตถุท้องฟ้าได้หลากหลาย อาทิ ดาวเคราะห์ ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ (ผ่านฟิลเตอร์ดูดวงอาทิตย์) รวมถึงวัตถุท้องฟ้าในห้วงอวกาศลึก เช่น กาแล็กซี เนบิวลา กระจุกดาว เป็นต้น มีอุปกรณ์เสริม อาทิ ชุดเลนส์ใกล้ตา อุปกรณ์เพิ่มกำลังขยายพิเศษ ฟิลเตอร์ดูดวงอาทิตย์ ฉากรับภาพสำหรับสังเกตการณ์ดวงอาทิตย์ทางอ้อม เลเซอร์ชี้ดาว และสามารถนำกล้องถ่ายภาพดิจิทัลมาเชื่อมต่อเพื่อบันทึกภาพวัตถุท้องฟ้าต่าง ๆ ได้ ใช้เก็บข้อมูลทำโครงงานดาราศาสตร์ จัดกิจกรรม และเป็นสื่อการเรียนรู้ดาราศาสตร์ได้ นอกจากนี้ หากกกล้องชำรุดหรือเสียหาย NARIT ยินดีซ่อมให้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ด้วยมุ่งหวังให้ครูและนักเรียนนำไปใช้จริงให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งในโรงเรียนและชุมชน