อนุทิน รับ ปชช.อยากต่ออายุ ไทยช่วยไทย พลัส ย้ำ พร้อมพิจารณาหากเป็นประโยชน์

อนุทิน รับ ปชช.อยากต่ออายุ ไทยช่วยไทย พลัส ย้ำ พร้อมพิจารณาหากเป็นประโยชน์

อนุทิน รับ ปชช.อยากต่ออายุ ไทยช่วยไทย พลัส ย้ำ พร้อมพิจารณาหากเป็นประโยชน์

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 11.57 น.

อนุทิน รับ ปชช.อยากต่ออายุ ไทยช่วยไทย พลัส ย้ำ พร้อมพิจารณาหากเป็นประโยชน์ แต่ต้องเหมาะกับสถานการณ์ ยัน รบ.มีเวลาอีก 3 ปี พิสูจน์ผลงาน ก่อนปิดท้ายอารมณ์ดี แจงลุคขาสั้นเดินตลาด ก็ลมมันเย็น

เมื่อเวลา 09.50 น.วันที่ 3 ส.ค.2569 ที่กระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการลงพื้นที่สำรวจตลาดศรีย่าน เมื่อวันที่ 2 ส.ค.ที่ผ่านมา ได้รับเสียงสะท้อนจากประชาชนที่ต้องการให้รัฐบาลขยายโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ต่อไป ว่า หากเป็นมาตรการที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน รัฐบาลก็พร้อมพิจารณา แต่ต้องคำนึงถึงความเหมาะสมกับสถานการณ์ในขณะนั้น

“รัฐบาลชุดนี้ไม่ใช่รัฐบาลประชานิยม และเป็นรัฐบาลที่ทำให้ประชาชนอยู่บนขาของตนเองได้“ แต่หากจะต้องมีการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อให้เครื่องติด ก็จะกระตุ้นเป็นช่วงๆ ไป“ นายอนุทิน กล่าว

เมื่อถามว่า การลงพื้นที่เดินตลาดครั้งนี้พบปัญหาอะไรหรือไม่ นายกฯ ย้อนถามผู้สื่อข่าวว่า “แล้วดีไหม ได้ใช้ใช่ไหม ชอบไหม ถ้าชอบก็พูดดัง ๆ” ก่อนที่ผู้สื่อข่าวจะตอบว่า “ดี”

เมื่อถามถึงกรณีผลสำรวจนิด้าโพล ระบุว่า แม้ประชาชนมองว่าโครงการดังกล่าวเป็นประโยชน์ แต่บางส่วนยังลังเลที่จะสนับสนุนรัฐบาลนี้ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่เป็นไร เพราะรัฐบาลยังมีเวลาอีก 3 ปี ให้ประชาชนพิจารณาว่ารัฐบาลมีความจริงใจและตั้งใจทำงานหรือไม่ รัฐบาลไม่สามารถตัดสินผลงานของตัวเองได้ แต่จะทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินว่าจะเลือกกลับเข้ามาบริหารประเทศอีกหรือไม่ และจะได้รับประโยชน์จากรัฐบาลชุดนี้มากน้อยเพียงใด

“ยืนยันว่าจะทำทุกอย่างอย่างเต็มที่ แต่สุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของประชาชน ซึ่งรัฐบาลพร้อมยอมรับผลการตัดสินใจในทุกกรณี” นายอนุทิน กล่าว

เมื่อถามอีกว่า จะมีโอกาสขยายโครงการหรือปรับเพิ่มวงเงินในระยะต่อไปหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ขอให้ไปสอบถาม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง

เมื่อถามอีกว่า เห็นชุดที่ไปเดินตลาดวันที่ 2 ส.ค. สบายๆ ไปสอดคล้องกับดรามา ของนายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรบุรีรัมย์ยูไนเต็ด ที่ใส่ขาสั้นไหว้พระธาตุนครศรีธรรมราช นายอนุทิน ยิ้มก่อนกล่าวว่า “ก็ลมมันเย็น ทา Prickly Heat”  

เสธ.ทร.ย้ำถก 3 เสธ.เหล่าทัพ บูรณาการรบร่วม ห้วงปรับเปลี่ยนตัวบุคคล-นำเทคโนโลยีมาใช้

เสธ.ทร.ย้ำถก 3 เสธ.เหล่าทัพ บูรณาการรบร่วม ห้วงปรับเปลี่ยนตัวบุคคล-นำเทคโนโลยีมาใช้

เสธ.ทร.ย้ำถก 3 เสธ.เหล่าทัพ บูรณาการรบร่วม ห้วงปรับเปลี่ยนตัวบุคคล-นำเทคโนโลยีมาใช้

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 11.54 น.

เสธ.ทร.ย้ำถก 3 เสธ.เหล่าทัพ บูรณาการรบร่วม ห้วงปรับเปลี่ยนตัวบุคคล-นำเทคโนโลยีมาใช้ ย้ำพื้นที่ ทร.ยังคุมได้ มีความพร้อม กำลังพล-ยุทโธปกรณ์ เกาะติดความเคลื่อนไหว เดินหน้าสร้างรั้วตามแผน

3 สิงหาคม 2569 ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เรือพระราชพิธี พล.ร.อ.ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล เสนาธิการทหารเรือ (เสธ.ทร.) ระบุถึงการประชุมร่วมระหว่าง เสนาธิการ 3 เหล่าทัพว่า เป็นการฝึกปฏิบัติการร่วมกัน ซึ่งเป็นแผนประจําปีอยู่แล้ว ที่แต่ละเหล่าทัพต้องมาทําแผนปฏิบัติการให้มีความสอดคล้องกัน เพื่อปฏิบัติการร่วม สำหรับข้อกัดข้องนั้น มีตามปกติอยู่แล้วแต่ก็พยายามปรับ เนื่องจากเป็นเรื่องของการปรับเปลี่ยนตัวบุคคลในห้วงของการสับเปลี่ยน ตลอดจนถึงหลักการปฏิบัติตามเทคโนโลยี เพื่อให้ได้มีประสิทธิภาพมากที่สุด

สำหรับพื้นที่ที่อยู่ในความรับผิดชอบของกองทัพเรือนั้น ด้วยภาพรวมแล้วยังไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง จากการที่ตนลงได้ลงพื้นที่ อําเภอโป่งน้ําร้อน จังหวัดจันทบุรี ทุกอย่างยังอยู่ในการควบคุมของเรา ในการเตรียมการไว้อย่างดีทั้งกําลังพลและยุโธปกรณ์ การติดตามความเคลื่อนไหวต่างๆ ขณะที่การสร้างรั้วชายแดนก็เดินหน้าไปติดตามแผน โดยเจ้าหน้าที่มีการประสานงานกันอยู่แล้วในบางจุดที่อาจจะต้องคุยกันก็มีการหารือกันเพื่อให้การเดินหน้าทำโดยไม่มีอุปสรรค เราสามารถดำเนินการได้เต็มที่อยู่แล้ว

นายกฯสั่งลุย จัดการเหตุรุนแรงนราธิวาส-ยะลา ลั่นไม่มีเคลียร์ ปราบยา-ของเถื่อนชายแดนใต้

นายกฯสั่งลุย จัดการเหตุรุนแรงนราธิวาส-ยะลา ลั่นไม่มีเคลียร์ ปราบยา-ของเถื่อนชายแดนใต้

นายกฯสั่งลุย จัดการเหตุรุนแรงนราธิวาส-ยะลา ลั่นไม่มีเคลียร์ ปราบยา-ของเถื่อนชายแดนใต้

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 11.42 น.

“นายกฯ” ได้รับรายงานเหตุรุนแรง “ นราธิวาส-ยะลา“ พร้อมสั่งหน่วยงานที่รับผิดชอบทำเต็มที่ เพราะอำนาจอยู่ที่นั่นหมดแล้ว ลั่น ไม่มีเคลียร์ เอเย่นต์รายใหญ่ยาเสพติด-ของเถื่อน ถ้าแหยมเข้ามาโดนจับหมด

3 สิงหาคม 2569 เมื่อเวลา 09.50 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีคนร้ายใช้อาวุธปืนสงครามยิงใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สถานีตำรวจภูธรตากใบ ขณะปฏิบัติภารกิจ เพื่อสืบสวนหาข่าวบุคคลเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด และข้อมูลเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงที่สวนปาล์ม บ้านกูบู หมู่ที่ 6 ต.ไพรวัน อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิต 2 นาย และได้รับบาดเจ็บ 4 นายเมื่อวันที่ 2 ส.ค. ว่า ก็ดำเนินการอยู่ โดยในวันนี้ผู้บัญชาการทหารบก พล.ต.อ. สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และทีมงานลงไปดำเนินการในพื้นที่ ในส่วนนี้จะให้ฝ่ายปกครองได้เข้าไปทำงานร่วมกันในการดูแลชาวบ้าน

เมื่อถามว่า ปัญหาชายแดนภาคใต้ไม่ใช่แค่กลุ่มเห็นต่าง แต่ยังมีปัจจัยในเรื่องของยาเสพติด และการค้าของเถื่อนได้มีการกำชับอะไรบ้าง นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องยาเสพติดเราก็เร่งปราบอย่างเต็มที่ทุกคนก็เห็นอยู่ ซึ่งพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา จะเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในวันที่ 6-7 ส.ค. เรื่องปัญหายาเสพติด เรื่องแร่ธาตุที่อยู่ในแม่น้ำ เรื่องปัญหาฝุ่นมลพิษก็ถือเป็นเรื่องที่จะหยิบยกขึ้นมาหารือกันอย่างซีเรียส เรื่องอื่นไม่ใช่ประเด็นเท่าไหร่ 

เมื่อถามว่า ได้มีการจับเอเย่นต์รายใหญ่ ในการค้าของเถื่อน ปราบปรามยาเสพติด ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้  นายอนุทิน กล่าวว่า มีการจับกลุ่มตลอดเวลา เราไม่รู้ว่าใครทำผิดกฎ แต่ถ้าเขาลองมาท้าทายกฎหมาย  สื่อมวลชนก็เห็นว่ามีการจับกุมในทุกเรื่อง ยาเสพติดก็ไล่จับ มีรถเอ็กซเรย์ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติซื้อไว้ก็เรียบร้อยแล้ว อย่างเรื่องของเถื่อนก็มีการจับกุมที่จังหวัดระนอง มีมูลค่า 200 กว่าล้านบาท อยากเจ๊งก็ลอง และเมื่อวันที่ 2 ส.ค. ก็มีการจับกุมที่จังหวัดชุมพรได้อีกประเภทเดียวกัน ไม่รู้ว่าเป็นเครือข่ายเดียวกันหรือเปล่า ตนไม่ได้สนใจตรงนั้น แต่ถ้าแหยมเข้ามาก็โดนจับ วันนี้เคลียร์ไม่ได้ สิ่งที่ให้ความมั่นใจกับพี่น้องประชาชนในรัฐบาลชุดนี้คือ ไม่มีการเคลียร์ เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายก็ทำให้เห็นชัดเจนแล้วว่า ใครอยากจะโทรศัพท์เข้ามารับได้ แต่เคลียร์ไม่ได้ ก็เห็นอยู่ว่ามีคนหน้าแตกไปหลายคนแล้ว และเรื่องอื่นๆเยอะแยะไปหมด

เมื่อถามว่า ได้รับรายงานเกิดเหตุคนร้ายไม่ทราบกลุ่มและจำนวนใช้อาวุธปืนสงครามก่อเหตุยิงใส่สถานีตำรวจภูธรลำใหม่ (สภ.ลำใหม่) ต.ลำใหม่ อ.เมืองยะลา จ.ยะลา แล้วหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ก็รับรายงานทุกอย่าง ซึ่งมีหน่วยงานที่รับผิดชอบคอยกำกับดูแล ทุกหน่วยงานที่รับผิดชอบได้รับนโยบายและข้อสั่งการว่าให้ดำเนินการอย่างเต็มที่ในการระงับเหตุ ป้องกันเหตุ ปราบปรามคนที่กระทำผิดกฎหมายอย่างเต็มที่ ไม่ต้องถามกลับมายังรัฐบาล เพราะอำนาจอยู่ที่นั่นหมดแล้ว

เมื่อถามว่า จากสถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ตอนนี้ และการเลื่อนการพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้ จะทำให้เกิดปัญหาบานปลายหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องการพูดคุยสันติสุขเราก็ต้องดำเนินการต่อไป เรื่องป้องกันปราบปรามเราก็ดำเนินการต่อไป.

เปิดวิธีจองพันธบัตร ออมพลัส รอบใหม่ 3-5 ส.ค. ใช้ระบบ Small Lot First เน้นจัดสรรรายย่อยทั่วถึง

เปิดวิธีจองพันธบัตร ออมพลัส รอบใหม่ 3-5 ส.ค. ใช้ระบบ Small Lot First เน้นจัดสรรรายย่อยทั่วถึง

เปิดวิธีจองพันธบัตร ออมพลัส รอบใหม่ 3-5 ส.ค. ใช้ระบบ Small Lot First เน้นจัดสรรรายย่อยทั่วถึง

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 07.40 น.

“รัชดา” แจงข้อสงสัยพันธบัตรรัฐบาลออมพลัส รอบใหม่ 3–5 ส.ค. ไม่ต้องรีบกด ระบบ Small Lot First จัดสรรเท่าเทียมทุกราย

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตในโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับพันธบัตรรัฐบาล “ออมพลัส” ที่จะเปิดจำหน่ายในวันที่ 3-5 สิงหาคม ประชาชนบางส่วนกังวลว่าจะต้องแข่งขันกันกดจองอย่างรวดเร็วจึงจะมีสิทธิ์ได้รับการจัดสรร หรืออาจมีการแอบล๊อคให้ผู้ซื้อรายใหญ่หรือไม่

“การจำหน่ายรอบวันที่ 3-5 สิงหาคมนี้ จะเป็นระบบ “Small Lot First” ซึ่งต่างจากรอบที่แล้วที่เป็นแบบใครมาก่อนได้ก่อน ในรอบนี้ ระบบออกแบบมาเพื่อการจัดสรรแก่ผู้ลงทุนรายย่อยทุกคนอย่างเท่าเทียม ไม่ใช่ใครมือไวกว่าจะได้เปรียบ” นางสาวรัชดา กล่าว

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี อธิบายกลไกการทำงานของระบบ “Small Lot First” ว่า ระบบจะรวบรวมยอดจองซื้อของทุกคนตลอดทั้งช่วงเวลาที่เปิดขายไว้ก่อน จากนั้นจึงทยอยจัดสรรให้ทีละรอบ รอบละ 1,000 บาทต่อคน วนไปเรื่อย ๆ จนกว่าวงเงินจะหมดหรือครบตามจำนวนทีแต่ละคนต้องการ

“พูดง่าย ๆ คือ ต่อให้กดจองเป็นคนแรกในวินาทีแรก หรือกดจองเป็นคนสุดท้ายก่อนปิดรอบ ทุกคนจะถูกนำเข้าสู่กระบวนการจัดสรรแบบเดียวกัน ระบบจะให้สิทธิรายย่อยก่อนรายใหญ่ และแบ่งเป็นรอบเล็ก ๆ เพื่อให้มั่นใจว่าคนจำนวนมากที่สุดจะได้รับส่วนแบ่ง แทนที่จะให้คนที่จองเงินก้อนใหญ่ได้ไปจนหมดตั้งแต่ช่วงต้น” นางสาวรัชดา กล่าว 

ทั้งนี้ ระบบดังกล่าวถูกออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อแก้ปัญหาที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ซึ่งนักลงทุนรายใหญ่ที่มีความพร้อมด้านเทคโนโลยีและเงินทุนมักได้เปรียบนักลงทุนรายย่อยในการจองซื้อพันธบัตรออมทรัพย์ โดยหลักการ Small Lot First จะพลิกกลับมาให้ความสำคัญกับรายย่อยเป็นลำดับแรก ไม่ว่าจะกดจองเวลาใดในช่วงที่เปิดขายก็ตาม

นางสาวรัชดา กล่าวเพิ่มเติมถึงช่องทางจำหน่าย ประชาชนที่สนใจสามารถจองซื้อพันธบัตรัฐบาลออมพลัส ผ่าน Bond Connect Platform

สำหรับผู้ที่มีบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ สามารถจองซื้อผ่านธนาคารพาณิชย์ และบริษัทหลักทรัพย์ที่เข้าร่วม 24 ราย รวมถึงผ่านแอปพลิเคชัน Streaming 

ซึ่งในรอบนี้ วงเงิน 2,000 ล้านบาท แบ่งเป็นสองรุ่นอายุ ได้แก่ รุ่นอายุ 3 ปี ดอกเบี้ย 1.80% ต่อปี และ รุ่นอายุ 10 ปี ดอกเบี้ยสูงสุด 2.80% ต่อปี โดยมีการจ่ายดอกเบี้ยทุกๆ 3 เดือน

สะพัด8หมื่นล. ไทยช่วยไทยพลัส ครบ2เดือนเข้าเป้า

สะพัด8หมื่นล.  ไทยช่วยไทยพลัส  ครบ2เดือนเข้าเป้า

สะพัด8หมื่นล. ไทยช่วยไทยพลัส ครบ2เดือนเข้าเป้า

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

รบ.ตีปี๊บ โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เข้าเป้า ครบ 2 เดือนเต็ม ได้รับการตอบรับจากประชาชน-ร้านค้า อย่างดี เม็ดเงินหมุนเวียนถึงฐานราก กว่า 8.6 หมื่นล้านบาท ผลโพลชี้ช่วยปากท้องประชาชนได้จริง แต่ไม่การันตีช่วยคะแนนนิยมรัฐบาล “อนุทิน”

เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัจจุบันมีประชาชนเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 แล้ว 26,040,623 ราย และมีร้านค้าที่ผ่านการตรวจสอบข้อมูลแล้ว 1,192,636 ร้าน แบ่งเป็นร้านค้าที่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส และยืนยันสิทธิเข้าร่วมโครงการผ่านแอปพลิเคชั่นถุงเงิน977,059ร้านและร้านค้าใหม่ที่ลงทะเบียนผ่านธนาคารกรุงไทย 215,577 ร้าน หรือคิดเป็นประมาณ ร้อยละ 18.1 ของร้านค้าทั้งหมด สะท้อนว่ามาตรการของรัฐบาลช่วยดึงผู้ประกอบการรายย่อยเข้าสู่ระบบการชำระเงินและการค้าแบบดิจิทัลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ด้านการใช้จ่าย มียอดใช้จ่ายรวมทั้งสิ้น 86,442.6 ล้านบาท โดยเป็นเงินที่ภาครัฐร่วมจ่าย 49,601.6 ล้านบาท และประชาชนร่วมจ่าย 36,841.0 ล้านบาท ขณะที่การใช้จ่ายผ่านร้านค้าปกติยังเป็นช่องทางหลัก คิดเป็นประมาณ ร้อยละ 96.6 ของยอดใช้จ่ายทั้งหมด ส่วนการใช้จ่ายผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform) คิดเป็นประมาณ ร้อยละ 3.4

น.ส.ลลิดา กล่าวต่อว่า ผลการดำเนินงานช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา สะท้อนว่าเม็ดเงินจากโครงการได้กระจายลงสู่เศรษฐกิจฐานรากอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะร้านอาหาร ร้านค้าปลีกรายย่อย หาบเร่ แผงลอย และผู้ประกอบการรายเล็ก ซึ่งได้รับประโยชน์จากกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้น ขณะที่รูปแบบการร่วมจ่ายในสัดส่วน รัฐร้อยละ 60 และประชาชนร้อยละ 40 ยังช่วยให้เกิดการหมุนเวียนของเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจมากกว่างบประมาณที่ภาครัฐสนับสนุน และช่วยรักษาระดับการบริโภคภาคเอกชนช่วงที่กำลังซื้อชะลอตัว

นอกจากนี้ รัฐบาลยังมุ่งยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการรายย่อยในระยะยาว โดยร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการสามารถใช้แอปพลิเคชั่นถุงเงินซึ่งนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลทางธุรกิจ ทั้งด้านต้นทุน สินค้าคงคลัง สภาพคล่อง และยอดขาย เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารกิจการ รวมถึงสร้างข้อมูลทางการเงินที่เป็นประโยชน์ต่อการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในอนาคต

ทั้งนี้ ประชาชนสามารถใช้สิทธิโครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40ได้จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 โดยภาครัฐร่วมจ่าย ร้อยละ 60 ของค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่ร่วมรายการ ไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน และไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน

ขณะที่วงเงินที่เหลือแต่ละเดือนจะไม่สามารถนำไปใช้ในเดือนถัดไปได้ จึงขอเชิญชวนประชาชนวางแผนการใช้สิทธิให้ครบถ้วนภายในระยะเวลาที่กำหนด เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพของครัวเรือน พร้อมร่วมสนับสนุนผู้ประกอบการไทยและขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง

ด้านศูนย์สำรวจความคิดเห็นนิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “เข้าโครงการไทยช่วยไทย พลัส แล้วสนับสนุนรัฐบาลไหม” สำรวจระหว่างวันที่ 16-21 กรกฎาคม 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น 1,850ตัวอย่าง เกี่ยวกับการเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส ของประชาชน การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของนิด้าโพลสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

เมื่อถามประชาชนถึงการเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัส พบว่าตัวอย่างร้อยละ 71.35 ระบุว่า เป็นบุคคลทั่วไปที่เข้าโครงการฯ เพื่อใช้จ่าย ซื้อสินค้า รองลงมา ร้อยละ 25.19 ระบุว่า ไม่เข้าร่วมโครงการ ร้อยละ 1.89 ระบุว่า เป็นร้านค้าหรือผู้ประกอบการที่เข้าโครงการฯ และร้อยละ 1.57 ระบุว่า เป็นทั้งบุคคลทั่วไปและร้านค้าหรือผู้ประกอบการที่เข้าโครงการฯ โดยผู้ที่ไม่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (จำนวน 466 หน่วยตัวอย่าง) ร้อยละ 47.42 ระบุว่า ไม่มีสิทธิเข้าร่วมโครงการฯ รองลงมา ร้อยละ 27.04 ระบุว่า ไม่สนใจจะเข้าร่วมโครงการฯ ร้อยละ 24.47 ระบุว่า ลงทะเบียนไม่ทัน และร้อยละ 1.07 ระบุอื่นๆ ได้แก่ ไม่ทราบวิธีการลงทะเบียน และไม่มีเครื่องโทรศัพท์สมาร์ทโฟนสำหรับใช้ในการลงทะเบียน

เมื่อสอบถามผู้ที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (บุคคลทั่วไปและร้านค้าหรือผู้ประกอบการที่เข้าโครงการฯ 1,384 หน่วยตัวอย่าง) เกี่ยวกับโครงการไทยช่วยไทย พลัส ช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย หรือเพิ่มรายได้ของประชาชน และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศได้ พบว่า1.ด้านการช่วยเพิ่มรายได้จากการค้าขาย ตัวอย่าง ร้อยละ 42.12 ระบุว่า ช่วยได้มาก รองลงมา ร้อยละ 39.52 ระบุว่า ค่อนข้างช่วยได้ ร้อยละ 7.67 ระบุว่า ไม่ได้รับผลประโยชน์ในด้านนี้ ร้อยละ 7.51 ระบุว่า ไม่ค่อยช่วย ร้อยละ 2.02 ระบุว่า ไม่ช่วยเลย และร้อยละ 1.16 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

2.ด้านการช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย ตัวอย่าง ร้อยละ 48.92 ระบุว่า ค่อนข้างช่วยได้ รองลงมา ร้อยละ 40.61 ระบุว่า ช่วยได้มาก ร้อยละ 9.02 ระบุว่า ไม่ค่อยช่วย และร้อยละ 1.45 ระบุว่า ไม่ช่วยเลย3.ด้านการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ตัวอย่าง ร้อยละ 45.09 ระบุว่า ค่อนข้างช่วยได้ รองลงมา ร้อยละ 33.74 ระบุว่า ช่วยได้มาก ร้อยละ 15.83 ระบุว่า ไม่ค่อยช่วย ร้อยละ 4.62 ระบุว่า ไม่ช่วยเลย และร้อยละ 0.72 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

ท้ายที่สุดเมื่อสอบถามผู้ที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (บุคคลทั่วไปและร้านค้าหรือผู้ประกอบการที่เข้าโครงการฯ 1,384 หน่วยตัวอย่าง) เกี่ยวกับการตัดสินใจต่อรัฐบาล หลังจากได้รับผลประโยชน์จากการเข้าโครงการไทยช่วยไทย พลัส พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 33.24 ระบุว่า ยังไม่แน่ใจว่าจะตัดสินใจอย่างไร รองลงมา ร้อยละ 26.81 ระบุว่า มีส่วนทำให้สนับสนุนรัฐบาล ร้อยละ 25.43 ระบุว่า ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่สนับสนุนรัฐบาล ร้อยละ 14.23 ระบุว่า จะมีหรือไม่มีโครงการฯ ก็สนับสนุนรัฐบาลอยู่แล้ว และร้อยละ 0.29 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

รัฐบาลเดินหน้า ลุยรื้อค่าไฟแพง

รัฐบาลเดินหน้า  ลุยรื้อค่าไฟแพง

รัฐบาลเดินหน้า ลุยรื้อค่าไฟแพง

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

รัฐบาลเดินหน้า ลุยรื้อค่าไฟแพง เร่งเจรจาเอกชน แก้สัญญาซื้อขาย

รัฐบาลเดินหน้าแก้ปัญหาค่าไฟแพงเคลียร์สัญญาซื้อไฟฟ้าจากเอกชนหลังจาก กพช.ไฟเขียวเจรจาจับตาค่าพร้อมจ่าย แผน PDP พลังงานสำรอง ย้ำต้องเพิ่มขีดความสามารถประเทศ พื้นที่ห่างไกล มีไฟฟ้าใช้

เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความคืบหน้าการทำงานของคณะกรรมการพิจารณาแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน ซึ่งตนเองเป็นประธานฯ ว่าปัญหาพลังงานแพงเป็นเรื่องใหญ่ที่กระทบประชาชนและภาคธุรกิจโดยตรง โดยเฉพาะค่าไฟฟ้าที่เป็นต้นทุนพื้นฐานของทุกกิจการ โดยในส่วนของการแก้ไขสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว หรือที่ถูกเรียกว่า สัญญาชั่วนิรันดร์ ได้ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ หรือ กพช.แล้วเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 มติดังกล่าวทำให้การไฟฟ้าฯ สามารถเริ่มเจรจากับเอกชนได้ทันที โดยไม่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) อีกครั้ง

ทั้งนี้ เป้าหมายแรกคือการเร่งเจรจากับเอกชนและแก้สัญญาเหล่านี้ให้เสร็จ เพราะในทางปฏิบัติไม่ควรมีสัญญาใดที่ไม่มีการปรับเงื่อนไขเลยตลอดอายุสัญญา 50 ปี ตามหลักสากลควรมีการทบทวนเป็นรอบ เช่น ทุก 10 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับเงินเฟ้อ ต้นทุน และสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป

นายปกรณ์ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันฐานราคารับซื้อไฟฟ้าอยู่ประมาณ 2.16 บาทต่อหน่วย แต่ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าบางประเภทลดลงต่อเนื่อง จึงต้องดูว่าราคารับซื้อยังสะท้อนต้นทุนจริงหรือไม่ และเป็นธรรมต่อประชาชนที่ต้องจ่ายค่าไฟหรือไม่ นอกจากเรื่องสัญญาระยะยาว คณะกรรมการฯ ยังต้องพิจารณาประเด็นค่าพร้อมจ่าย หรือ Availability Payment ซึ่งเป็นอีกส่วนหนึ่งของต้นทุนค่าไฟ โดยคณะทำงานกำลังพิจารณามาตรการที่เหมาะสม คาดว่าจะได้ข้อสรุปในเร็วๆ นี้

นายปกรณ์ กล่าวอีกว่า การเจรจาสัญญารับซื้อไฟฟ้ากับเอกชนไม่ใช่การยกเลิกสัญญา และไม่มองว่าจะกระทบความเชื่อมั่นนักลงทุน แต่เป็นการปรับให้สอดคล้องกับหลักสากล อดีตไทยอาจต้องให้สิทธิประโยชน์สูงเพื่อดึงเทคโนโลยีใหม่ แต่วันนี้ตลาดเปลี่ยนแล้ว ต้นทุนเปลี่ยนแล้ว เงื่อนไขจึงควรถูกทบทวน โดยปัญหาค่าไฟจะต้องดูทั้งระบบ ไม่ใช่เฉพาะสัญญาซื้อไฟ โดยหัวใจสำคัญคือแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า หรือ PDP ต้องตั้งอยู่บนข้อมูลจริงทางวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่คาดการณ์เกินจำเป็นว่าพลังงานจะไม่พอ ต้องเห็นชัดว่าประเทศมีไฟจากก๊าซ ลม แสงแดด หรือแหล่งอื่นเท่าใด

“ประเทศไทยต้องมองอนาคตพลังงานอย่างจริงจัง ทั้งการใช้ไฟที่เพิ่มจาก Data Center การลดต้นทุนสายส่งของการไฟฟ้า แนวโน้ม SMR หรือนิวเคลียร์ขนาดเล็ก และ ASEAN Smart Grid ซึ่งจะทำให้ประเทศในภูมิภาคซื้อขายพลังงานส่วนเกินกันได้”นายปกรณ์ กล่าวและว่า หากประเทศเพื่อนบ้านมีแรงงานราคาถูกและมีแหล่งพลังงานใหม่ ขณะที่ไทยยังพึ่งการซื้อพลังงานจากภายนอกและแบกค่าไฟสูง จะกระทบขีดความสามารถแข่งขันระยะยาว รัฐบาลจึงต้องเร่งทำให้ไทยมีพลังงานเพียงพอ ราคาสมเหตุสมผล และประชาชนพื้นที่ห่างไกลต้องเข้าถึงไฟฟ้าได้ โดยไม่ติดข้อจำกัดทางระเบียบกฎหมาย

อนุทิน ประธานงานสวดอภิธรรม พ่อตาเศรษฐา

อนุทิน ประธานงานสวดอภิธรรม พ่อตาเศรษฐา

อนุทิน ประธานงานสวดอภิธรรม พ่อตาเศรษฐา

วันอาทิตย์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 21.27 น.

อนุทิน ประธานงานสวดอภิธรรม พ่อตาเศรษฐา

เมื่อเวลา 18.30 น. วันที่ 2 ส.ค.2569 ที่วัดเทพสิรินทร์ทราวาส นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีสวดพระอภิธรรมศพ พล.ต.ท.ผ่อน ปลัดรักษา บิดา พญ.พักตร์พิไล ทวีสิน ภรรยา นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกฯ โดยมี นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ และพล.อ.ท. ภักดี แสง-ชูโต มาร่วมในพิธีด้วย

อนุทิน ใส่ขาสั้นเดินชิลสำรวจตลาด ดูกระแสไทยช่วยไทยพลัส แม่ค้าบอกขายหมดเร็ว-ขอให้มีอีก

อนุทิน ใส่ขาสั้นเดินชิลสำรวจตลาด ดูกระแสไทยช่วยไทยพลัส แม่ค้าบอกขายหมดเร็ว-ขอให้มีอีก

อนุทิน ใส่ขาสั้นเดินชิลสำรวจตลาด ดูกระแสไทยช่วยไทยพลัส แม่ค้าบอกขายหมดเร็ว-ขอให้มีอีก

วันอาทิตย์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 17.24 น.

อนุทิน ใส่ขาสั้นเดินชิวสำรวจตลาด ดูกระแสไทยช่วยไทยพลัส แม่ค้าบอกขายหมดเร็ว-ขอให้มีอีก ก่อนไปปล่อยกบ-ปลา ไหว้พระอินทร์ที่วัดเทวราชกุญชร

เมื่อวันที่ 2 ส.ค.2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้โพสต์ภาพ พร้อมข้อความ ระบุว่า “สำรวจตลาดแบบออแกนิค กินไป ทักไป เดินตามบาทวิถี #ไทยช่วยไทยพลัส ก้าวเข้าสู่เดือนที่สาม แม่ค้าบอกช่วงนี้ขายหมดเร็วกว่าเดิม คนซื้อเยอะขึ้น อยากให้จัดโครงการอีกเรื่อยๆ แล้วไปปล่อยกบ ปล่อยปลา ไหว้พระอินทร์ที่วัดเทวราชกุญชร”

​‘เกรียงศักดิ์ แสนสำโรง’ ข้ามขีดจำกัดมนุษย์พิชิตเส้นทางสุดโหด ขี่จบรายการระดับโลก ‘Red Bull Romaniacs 2026’

​‘เกรียงศักดิ์ แสนสำโรง’ ข้ามขีดจำกัดมนุษย์พิชิตเส้นทางสุดโหด ขี่จบรายการระดับโลก ‘Red Bull Romaniacs 2026’

​‘เกรียงศักดิ์ แสนสำโรง’ ข้ามขีดจำกัดมนุษย์พิชิตเส้นทางสุดโหด ขี่จบรายการระดับโลก ‘Red Bull Romaniacs 2026’

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 17.03 น.

​วงการมอเตอร์สปอร์ตและเอ็กซ์ตรีมไทยต้องจารึกประวัติศาสตร์หน้าใหม่ เมื่อ “เกรียงศักดิ์ แสนสำโรง” (Kriengsak Saensumrong) Class: ADVENTURE LITE หมายเลขการแข่งขัน (BIB) 1226 จากทีม TCT Thailand สามารถก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์และสภาพเส้นทางสุดทรหด กลายเป็น “คนไทยคนแรก ที่ขี่จบการแข่งขัน”ในรายการ Red Bull Romaniacs 2026 การแข่งขันแรลลี่ฮาร์ดเอนดูโร่ที่ได้รับการยกย่องว่าโหดที่สุดในโลก ณ ประเทศโรมาเนีย

​ความสำเร็จเหนือความคาดหมายของนักบิดไทย

​ก่อนที่การแข่งขันสุดหฤโหดนี้จะเริ่มต้นขึ้น เกรียงศักดิ์ ได้ตั้งปณิธานอันแน่วแน่ไว้ว่า

​”เป้าหมายของผมในครั้งนี้คือ ขี่ให้จบการแข่งขัน… และของอีกหนึ่งสิ่งที่จะติดตัวผมไปตลอดการเดินทางนี้คือธงชาติไทยของเราครับ”

(Cr.TuuTCT)

​และในวันนี้ เขาได้พิสูจน์ให้ทั่วโลกเห็นแล้วว่าความมุ่งมั่น ทักษะ และหัวใจที่แข็งแกร่งของคนไทย สามารถพิชิตสนามระดับโลกได้สำเร็จ การเข้าเส้นชัยของเกรียงศักดิ์ไม่ใช่เพียงความสำเร็จส่วนบุคคล แต่คือการนำธงชาติไทยไปโบกสะบัดอย่างภาคภูมิใจบนเวทีที่นักบิดทั่วโลกต่างใฝ่ฝัน

​เกี่ยวกับ Red Bull Romaniacs: บททดสอบที่โหดที่สุดในโลก

​รายการ Red Bull Romaniacs คือสุดยอดการแข่งขันรถจักรยานยนต์ Hard Enduro Rally และ Adventure bike ที่มีความยิ่งใหญ่และอลังการที่สุดรายการหนึ่งของโลก จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในภูมิประเทศภูเขาที่ยากจะเข้าถึงของเมืองประวัติศาสตร์ ซีบีอู (Sibiu) ประเทศโรมาเนีย โดยมีเอกลักษณ์ที่สร้างความท้าทายให้กับผู้เข้าแข่งขัน ดังนี้:

​ความโหดหินระดับโลก: ได้รับการขนานนามและยอมรับจากทั่วโลกว่าเป็น The world’s toughest Hard Enduro rally หรือสนามแข่งแรลลี่ฮาร์ดเอนดูโรที่ยากที่สุดในโลก

​การแข่งขันสุดทรหดหลายวัน: นักแข่งต้องประลองความเร็วและทักษะในรอบ Prologue กลางเมืองเก่า ก่อนจะต้องออกไปเผชิญหน้ากับธรรมชาติออฟโรดบนภูเขา พื้นที่ป่าเขาลำไพร ร่องลึก โขดหินมหึมา และเนินชันสุดอันตราย ติดต่อกันยาวนานถึง 4 วันเต็ม

​สนามรบของระดับตำนาน: เวทีนี้คือสถานที่ประลองฝีมือของยอดนักบิดระดับโลกที่มารวมตัวกัน อาทิ เกรแฮม จาร์วิส (Graham Jarvis) เจ้าแห่งฮาร์ดเอนดูโรผู้ชนะ 7 สมัย และ มานูเอล เลเทนบิชเลอร์ (Mani Lettenbichler) แชมป์โลกคนปัจจุบัน

​การติดตามระดับสากล: เป็นรายการที่แฟนมอเตอร์สปอร์ตทั่วโลกเฝ้ารอคอย โดยมีการถ่ายทอดสดและรายงานผลการแข่งขันผ่านช่องทางหลักทาง Red Bull Romaniacs Official Website

​การที่นักกีฬาไทยสามารถยืนหยัดต่อสู้กับความเหนื่อยล้า สภาพเส้นทางที่อันตราย และเข้าเส้นชัยได้จนจบรายการ จึงนับเป็นเครื่องการันตีถึงความสามารถที่ทัดเทียมกับนักแข่งระดับสากล

​ความสำเร็จของเกรียงศักดิ์ แสนสำโรง ในครั้งนี้ จะเป็นแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ให้กับเยาวชนและนักแข่งรถจักรยานยนต์ในประเทศไทย ให้กล้าที่จะฝันและก้าวออกไปท้าทายขีดจำกัดของตนเองบนเวทีระดับโลกต่อไป

กระทรวงวัฒนธรรม จับมือ ไอคอนสยาม ต่อยอดทุนวัฒนธรรมสู่แฟชั่นร่วมสมัย

กระทรวงวัฒนธรรม จับมือ ไอคอนสยาม ต่อยอดทุนวัฒนธรรมสู่แฟชั่นร่วมสมัย

กระทรวงวัฒนธรรม จับมือ ไอคอนสยาม ต่อยอดทุนวัฒนธรรมสู่แฟชั่นร่วมสมัย

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 16.30 น.

กระทรวงวัฒนธรรม โดยสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) ร่วมกับ ไอคอนสยาม และไอคอนคราฟต์ จัดงาน Fashion Show Live “SOUTHWEAR relive 2026” ณ ไอคอนคราฟต์ ชั้น 4 ไอคอนสยาม กรุงเทพมหานคร ภายใต้โครงการพัฒนาการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะร่วมสมัยเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจ : การออกแบบแฟชั่นและเครื่องแต่งกายร่วมสมัย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

นางสาวสมลักษณ์ คล่องแคล่ว 

นางสาวสมลักษณ์ คล่องแคล่ว ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านส่งเสริมงานวิจิตรศิลป์ (ทัศนศิลป์) ผู้แทนผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย เป็นประธานในพิธีเปิดงาน พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม ผู้แทนภาคเอกชน สถาบันการศึกษา ผู้เชี่ยวชาญด้านแฟชั่น ผู้ประกอบการ  เข้าร่วมงาน

โครงการดังกล่าวมุ่งนำทุนทางศิลปะ ทุนวัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่นของภาคใต้มาต่อยอด สู่การออกแบบแฟชั่นร่วมสมัย สร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลิตภัณฑ์ไทย และขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของประเทศให้มีความพร้อมในการเผยแพร่เพื่อก้าวสู่ระดับสากลได้ต่อไป

ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 สศร. ได้ต่อยอดจากการพัฒนาด้านการออกแบบ และการสร้างแบรนด์สู่การสร้างโอกาสทางการตลาดอย่างเป็นรูปธรรม โดยผู้ประกอบการทั้ง 14 ราย ผ่านกระบวนการ Workshop และ Coaching จากผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบแฟชั่น การสร้างแบรนด์ การบริหารธุรกิจ และการตลาดดิจิทัล จนสามารถพัฒนาคอลเลกชันต้นแบบ และผลิตสินค้าพร้อมจำหน่ายได้จริง

จุดเน้นสำคัญของปีนี้ คือ การเสริมศักยภาพผู้ประกอบการให้ใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลและสื่อสังคมออนไลน์ในการสร้างคอนเทนต์ สื่อสารแบรนด์ ขยายฐานลูกค้า และเพิ่มยอดขาย อย่างยั่งยืน เพื่อสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย

ภายในงานมีการจัดแสดงแฟชั่นโชว์คอลเลกชันร่วมสมัยจากผู้ประกอบการ 14 ราย จาก 10 จังหวัดภาคใต้ ถ่ายทอดอัตลักษณ์ผ้าและภูมิปัญญาท้องถิ่นผ่านงานออกแบบร่วมสมัย ได้แก่ กลุ่มทอผ้าศรีวิชัย–ทับเที่ยง จังหวัดสุราษฎร์ธานี, กลุ่มเมืองนครปันปักเย็บถักย้อม, อินโนญ่า และ KIREE จังหวัดนครศรีธรรมราช, Ameena Batik และ นารา บาติก จังหวัดนราธิวาส, ดาหลาบาติก จังหวัดกระบี่, บาติก เดอ นารา จังหวัดปัตตานี, บาติกมัดย้อม By ครูโจ้ จังหวัดชุมพร, พญาบาติก จังหวัดตรัง, ลานใบเมืองลุง และ ลายใบ@Ecoprint by Kunchan จังหวัดพัทลุง, สตูลบาติก จังหวัดสตูล และ เก๋ บาติก จังหวัดยะลา ซึ่งล้วนได้รับการพัฒนาศักยภาพจนสามารถ  ต่อยอดสู่การจำหน่ายเชิงพาณิชย์ได้อย่างเป็นรูปธรรม

งาน Fashion Show Live “SOUTHWEAR relive 2026” จึงเป็นอีกก้าวสำคัญของการนำทุนทางวัฒนธรรมมาต่อยอดสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ สร้างอาชีพ สร้างรายได้ และยกระดับผู้ประกอบการไทยให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดยุคใหม่ พร้อมผลักดันวัฒนธรรมสร้างสรรค์ไทย สู่เวทีระดับนานาชาติ

ผู้สนใจสามารถติดตามผลงานของผู้ประกอบการทั้ง 14 ราย เบื้องหลังการพัฒนาคอลเลกชันแฟชั่นร่วมสมัย และกิจกรรมของโครงการได้ทางช่อง TikTok “จริตไทไทย by OCAC” และ เลือกช้อปสินค้าผ้าไทยของโครงการฯ ได้ที่ ICONCRAFT ชั้น 4 ไอคอนสยาม และช่องทาง TikTok : ICONCRAFT เพื่อร่วมส่งเสริมผ้าไทยและผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์จากภาคใต้สู่ผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ