กต. แจ้งเตือนคนไทยในตะวันออกกลาง เฝ้าระวังสถานการณ์ความตึงเครียดรอบใหม่

กต. แจ้งเตือนคนไทยในตะวันออกกลาง เฝ้าระวังสถานการณ์ความตึงเครียดรอบใหม่

2 ส.ค. 2569 18:25 น.

กต. แจ้งเตือนคนไทยในตะวันออกกลาง เฝ้าระวังสถานการณ์ความตึงเครียดรอบใหม่

กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ แจ้งเตือนคนไทยในตะวันออกกลาง เฝ้าระวังสถานการณ์ที่มีแนวโน้มตึงเครียดมากขึ้น อาจเกิดการโจมตีระลอกใหม่

วันที่ 2 สิงหาคม 2569 เฟซบุ๊ก กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ โพสต์ข้อความโดยระบุว่า “สำหรับคนไทยที่พำนักอยู่ในประเทศแถบภูมิภาคตะวันออกกลางในการเฝ้าระวังสถานการณ์ความตึงเครียดรอบใหม่ เนื่องจากสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มตึงเครียดมากขึ้น และอาจเกิดการโจมตีระลอกใหม่

กระทรวงการต่างประเทศ ขอแนะนำให้คนไทยที่พำนักอยู่ในประเทศแถบภูมิภาคตะวันออกกลาง ติดตามข่าวสารและประกาศของทางการท้องถิ่นและสถานเอกอัครราชทูตอย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามมาตรการของทางการท้องถิ่นอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง

สำหรับคนไทยที่จะเดินทางไปยังพื้นที่ดังกล่าว ขอให้พิจารณาความจำเป็นในการเดินทางอย่างถี่ถ้วน กรณีประสงค์ขอรับความช่วยเหลือเร่งด่วน สามารถติดต่อสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลใหญ่ในพื้นที่ หรือสายด่วน Call Center กรมการกงสุล ที่หมายเลข 0-2572-8442 ตลอด 24 ชั่วโมง”.

ขอบคุณเฟซบุ๊ก กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ

ศาลปกครองสูงสุด พิพากษายืน เพิกถอนคำสั่ง มท.1 ที่ให้ นิพนธ์ พ้น นายกอบจ.สงขลา

ศาลปกครองสูงสุด พิพากษายืน เพิกถอนคำสั่ง มท.1 ที่ให้ นิพนธ์ พ้น นายกอบจ.สงขลา

ศาลปกครองสูงสุด พิพากษายืน เพิกถอนคำสั่ง มท.1 ที่ให้ นิพนธ์ พ้น นายกอบจ.สงขลา

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 17.45 น.

ศาลปกครองสูงสุดพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนคำสั่งของ มท.1 ที่ให้นิพนธ์พ้นจากตำแหน่งนายกอบจ.สงขลา 

วันที่ 3 สิงหาคม 2569 ศาลปกครองกลางได้อ่านคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขดำที่ อ.2001/2566 คดีหมายเลขแดงที่ อ.702/2569 ระหว่างนายนิพนธ์ บุญญามณี ผู้ฟ้องคดี คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งขาติที่1 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่2 ผู้ถูกฟ้องคดีโดยศาลปกครองสูงสุดได้พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ 1528/2564 ลงวันที่ 25 มิถุนายน 2564 ที่ให้ผู้ฟ้องคดี (นายนิพนธ์ บุญญามณี) พ้นจากตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ในวาระการดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 4 สิงหาคม 2556 ถึงวันที่ 27 มิถุนายน 2562 อันเป็นการกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากเป็นการกระทำโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบ ขั้นตอน หรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้สำหรับการกระทำนั้น 

‘อนุทิน’ ถึงกรุงจาการ์ตาแล้ว เตรียมหารือ ‘ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย’ มุ่งกระชับความร่วมมือ

‘อนุทิน’ ถึงกรุงจาการ์ตาแล้ว เตรียมหารือ ‘ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย’ มุ่งกระชับความร่วมมือ

‘อนุทิน’ ถึงกรุงจาการ์ตาแล้ว เตรียมหารือ ‘ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย’ มุ่งกระชับความร่วมมือ

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 17.14 น.

นายกฯ เดินทางถึงกรุงจาการ์ตา แล้ว เตรืยมหารือเต็มคณะกับประธานาธิบดีอินโดนิเซีย มุ่งกระชับความร่วมมือภายใต้ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ (Strategic Partnership)

วันที่ 3 สิงหาคม 2569 วลา 15.45 น. ที่กรุงจาการ์ตา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี ได้แก่ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ  นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายประเสริฐ จันทรรวงทอง  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะเดินทางถึงท่าอากาศยานฮาลิมเปอร์ดานากุสุมา กรุงจาการ์ตา สาธารณรัฐอินโดนีเซียเพื่อเริ่มการเยือนสาธารณรัฐอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 3 – 4 สิงหาคม 2569 ตามคำเชิญของ นายปราโบโว ซูบียันโต  ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐอินโดนีเซีย โดยมี พล.อ. จามารี คานียาโก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงประสานงานด้านกิจการการเมืองและความมั่นคงของอินโดนีเซีย ในฐานะรัฐมนตรีเกียรติยศ นายฮารี ปราโบโว เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอินโดนีเซียประจำประเทศไทย พร้อมด้วย นายประพันธ์ ดิษยทัต เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงจาการ์ตา ให้การต้อนรับ   

โดยจะมีพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการและหารือเต็มคณะกับประธานาธิบดีสาธารณรัฐอินโดนีเซีย เพื่อกระชับความสัมพันธ์ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ (Strategic Partnership) ณ ทำเนียบประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ต่อไป

ศิริกัญญา รู้ซึ้ง! หลาบจำแล้วค่ะ โหวตอนุทินในวันนั้น ทำภูมิใจไทยมาถึงทุกวันนี้

ศิริกัญญา รู้ซึ้ง! หลาบจำแล้วค่ะ โหวตอนุทินในวันนั้น ทำภูมิใจไทยมาถึงทุกวันนี้

ศิริกัญญา รู้ซึ้ง! หลาบจำแล้วค่ะ โหวตอนุทินในวันนั้น ทำภูมิใจไทยมาถึงทุกวันนี้

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 15.50 น.

“ศิริกัญญา”รู้ซึ้ง! “หลาบจำแล้วค่ะ” โหวต”อนุทิน”ในวันนั้น ทำ”ภูมิใจไทย”มาถึงทุกวันนี้ ไม่ปิดทาง”เขียว-แดง”คุยตั้งรัฐบาล แต่กับ”น้ำเงิน”ไม่มีทางแล้วแน่นอน ย้อน”นายกฯ”ไม่กลัวซักฟอก คงต้องตัดไม้ข่มนามเป็นธรรมดา

3 สิงหาคม 2569 ที่รัฐสภา น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีกระแสข่าวการดีลทางการเมืองระหว่างฝั่งสีแดงกับฝั่งสีเขียวจนทำให้รัฐบาลสั่นคลอน ว่า จริงๆ แล้วถึงไม่มีการดีลระหว่างเขียวกับแดง รัฐบาลก็มีความสั่นคลอนอยู่จากปัญหา 108 พันประการ ตั้งแต่เริ่มตั้งรัฐบาลมา อายุเพียง 3 เดือน แต่ข่าวฉาว ข่าวไม่ดีต่างๆ ตั้งแต่การทุจริตคอร์รัปชัน การโกง สว. หรือการบริหารจัดการภายในที่นำไปสู่ ปัญหาอื่นที่เป็นปรากฏการณ์ เช่น พ่อทิพย์ ตนคิดว่าปัญหาพวกนี้มีค่อนข้างมาก อาจทำให้พรรคร่วมรัฐบาลคิดหนักอยู่เหมือนกันว่าจะตัดสินใจอย่างไร จะแบกไปด้วยกันอย่างนี้หรือไม่ ตนก็ไม่แปลกใจที่มีดีลลับ ซึ่งตนก็ไม่ทราบข้อเท็จจริง ว่าเขาไปดีลอะไรกัน เพราะไม่ได้มีการมาคุยกับสีส้มด้วย แต่ถึงมีดีลหรือไม่มีดีล เราก็ต้องนำมาเปิดเผยเรื่องที่ไม่ชอบมาพากลให้ปรากฎสภา ผ่านการอภิปรายตามมาตรา 151 และมาตรา 152 โดยจะมีการแถลงต่อสื่อมวลชนในช่วงเปิดสมัยประชุมสภา

เมื่อถามว่า ช่วงเวลาการอภิปรายไม่ไว้วางใจพอจะเปิดเผยได้หรือไม่ น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า คงต้องมีการคุยกันกับพรรคร่วมฝ่ายค้านด้วย ซึ่งช่วงเวลายังไม่ได้มีการกำหนดกันอย่างชัดเจน จะเป็นลำดับขั้นตอน ถ้าจะอภิปรายทั้งมาตรา 151 และมาตรา 152 ที่ลงมติและไม่ลงมติ ก็ต้องมีช่วงเวลาที่เหมาะสม อาจจะต้องเริ่มจากการอภิปรายมาตรา 152 ก่อนแล้วค่อยไปที่มาตรา 151 หรือไม่ เพราะหากอภิปรายตามมาตรา 151 แล้วก็จะไม่สามารถยื่นอภิปรายในมาตรา 152 ต่อได้หรือไม่ จึงต้องมีการพูดคุยกัน แต่ในสมัยหน้าคิดว่าน่าจะมีขึ้นแน่นอน

เมื่อถามว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ระบุว่าไม่กลัวการอภิปรายไม่ไว้วางใจ น.ส.ศิริกัญญา ร้อง “อ๋อหรอคะ” ก็คงต้องมีการตัดไม้ข่มนามกันอยู่แล้ว ถ้าบอกว่ากลัวก็คงจะดูไม่ดี แต่อย่าประมาทแล้วกันว่า ข้อมูลที่ฝ่ายค้านถืออยู่ในมือ จะสามารถโค่นล้มรัฐบาลได้หรือไม่ และแน่นอนว่าวิธีการที่ทำให้รัฐบาลล่มได้ คือการไม่สามารถรวบรวมเสียงของฝ่ายรัฐบาลได้ ถึงแม้ท้ายที่สุด การอภิปรายไม่ไว้วางใจจะไม่เกิดผล เพราะเสถียรภาพยังไม่สั่นคลอนมากพอ อย่างน้อยก็เป็นการเช็กเสียง ว่าทางพรรคร่วมรัฐบาลยินดีที่จะแบกกันอยู่หรือไม่

เมื่อถามว่า แดงกับน้ำเงิน รวมกันยังไม่ได้เสียงเพียงพอ ตามสมการต้องเอาพรรคส้มมารวมด้วย น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า ก็จริงอย่างที่ถามเลย ถ้าเฉพาะแดงกับเขียวก็อาจจะไม่มีผล อาจเป็นไปได้สองทาง ว่าเขียวกับแดงอาจจะเจรจาให้ได้ร่วมรัฐบาลหรือไม่ หรือจะเจรจาเพื่อตั้งรัฐบาลใหม่ อย่างไรก็ตาม คงต้องมาคุยกับฝั่งเราด้วยเหมือนกัน ไม่เช่นนั้นสมการทางการเมืองอาจจะไม่ครบถ้วน

เมื่อถามว่า พรรคประชาชนไม่ติดอะไรใช่หรือไม่ น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า “เรื่องพวกนี้ก็สามารถพูดคุยกันได้” เมื่อถามว่า ไม่ปิดทางแดงกับเขียว แต่ถ้าเป็นน้ำเงินมาคุย ปิดทางแน่นอนแล้วใช่หรือไม่ น.ส.ศิริกัญญา ระบุว่า ใช่ เขาคงไม่มาคุยกับเรา ถ้าเป็นกรณีนี้

เมื่อถามว่า หากเอาแดงออกแล้วเอาส้มเข้าไปอยู่ ไม่มีทางแล้วใช่หรือไม่ น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า ไม่น่าจะเกิดขึ้น จุดยืนเราก็ชัดเจนในจุดนี้ ในฐานะที่เราก็กำลังทำงานในฐานะฝ่ายค้าน ได้เห็นข้อบกพร่องของแกนนำของการเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยเยอะมาก ท้ายที่สุดการเปลี่ยนเข้าไปร่วมเราไม่สามารถทำได้

เมื่อถามว่า มองยังไงกับการที่คนยังวิเคราะห์กันอยู่ ว่ารัฐบาลมาถึงจุดนี้ได้ เพราะพรรคประชาชนไปโหวตให้นายอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี น.ส.ศิริกัญญา ถามกลับว่า “ยังวกกลับไปอยู่ได้อีกหรือ จริงๆ นายกรัฐมนตรีก็เลิกขอบคุณพรรคประชาชนมาสักพักแล้ว ไม่สำนึกบุญคุณของเราอีกต่อไปแล้ว ดิฉันก็ห้ามไม่ได้ที่จะมีคนคิดแบบนั้น ก็ต้องขออภัยด้วยที่ในอดีต เราเคยมีการตัดสินใจที่ไม่ได้ล่วงรู้ ว่าจะถูกบิดข้อตกลง ที่เคยได้ตกลงกันเอาไว้ ท้ายที่สุด ก็เป็นบทเรียนที่ทำให้เราหลาบจำเหมือนกันว่า การจะไปทำข้อตกลงอะไรกับใคร จะถือว่ามีสัจจะกัน มากต้องขออภัยพี่น้องประชาชนมากจริงๆ ที่ในวันนั้นทำให้ผิดหวัง และเป็นสาเหตุหนึ่ง ที่ทำให้พรรคภูมิใจไทยมาถึงทุกวันนี้ สุดแต่ว่าจะมีใครวิเคราะห์ไปทางไหน แต่เราก็ขออภัย แล้วเราก็จำแล้วค่ะ”

สีหศักดิ์ ย้ำชัด! รายงานแอนดรูว์ส ไม่ใช่รายงานของ UN ซัดกัมพูชาหยิบมาโจมตี ทำไทยเสียหาย

สีหศักดิ์ ย้ำชัด! รายงานแอนดรูว์ส ไม่ใช่รายงานของ UN ซัดกัมพูชาหยิบมาโจมตี ทำไทยเสียหาย

สีหศักดิ์ ย้ำชัด! รายงานแอนดรูว์ส ไม่ใช่รายงานของ UN ซัดกัมพูชาหยิบมาโจมตี ทำไทยเสียหาย

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 15.21 น.

“สีหศักดิ์”ย้ำชัด! รายงาน”แอนดรูว์ส”ไม่ใช่รายงานของสหประชาชาติฯ ซัด”กัมพูชา”หยิบมาโจมตีทำไทยเสียหาย ไทยเตรียมทำหนังสือเสนอ”คณะมนตรีฯ-ข้าหลวงใหญ่ฯ”

3 สิงหาคม 2569 ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แถลงการรายงานข่าวเกี่ยวกับการแถลงของผู้เสนอรายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติเกี่ยวกับสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในกัมพูชา ว่า จากการแถลงข่าวของนาย Tom Andrews ผู้เสนอรายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติฯ ซึ่งมีหลายประเด็นที่พาดพิงถึงประเทศไทย โดยทางกระทรวงการต่างประเทศก็ได้มีแถลงการณ์ชี้แจงในเบื้องต้นไปแล้ว ในวันนี้ตนขอเรียนชี้แจงท่าทีของรัฐบาลไทย  ซึ่งมีหลายประเด็นที่เราไม่เห็นด้วย และเราไม่ยอมรับในหลายสิ่งที่ปรากฏในรายงานของนาย Tom Andrews ตามที่เขาได้แถลงข่าวที่กรุงพนมเปญ

ประเด็นแรก รายงานของนาย Tom Andrews ที่มีการแถลงข่าวออกไปนั้น ไม่ใช่เป็นรายงานของสหประชาชาติฯ แต่เป็นรายงานของนาย Tom Andrews เกี่ยวกับสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในกัมพูชา ตามอาณัติที่เขาได้รับจากคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ซึ่งรายงานของนาย Andrews ตามปกติต้องนำเข้าสู้ขบวนการพิจารณาของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติที่เจนีวา ซึ่งตนก็เคยเป็นประธานอยู่ ปกติก็ต้องมีการอภิปรายต่างๆโดยประเทศที่เป็นสมาชิกของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ เพราะฉะนั้นรายงานดังกล่าวนี้ ยังเป็นรายงานของนาย Andrews อยู่ คณะมนตรีฯ จะทำอะไรกับรายงานนี้ก็แล้วแต่การอภิปราย อาจจะรับทราบการอภิปรายอาจจะมีการตั้งข้อสังเกตต่างๆจากประเทศที่เป็นสมาชิกของคณะมนตรีฯ ซึ่งประเทศไทยก็เป็นสมาชิกประเทศหนึ่งในนั้นด้วย แน่นอนเมื่อมีการอภิปรายเราก็คงจะมีข้อสังเกต ข้อโต้แย้งของเราในหลายประเด็นด้วยกัน

นายสีหศักดิ์ กล่าวต่อว่า ในฐานะที่ตนเคยเป็นประธานคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนขอวสหประชาชาติมาก่อน การทำงานขอผู้เสนอรายงาน ต้องเน้นการทำงานที่เป็นกลาง เที่ยงธรรม และไม่ลำเอียง เพราะรายงานต้องใช้เป็นพื้นฐานการพิจารณาของคณะมนตรีฯ สิ่งที่เรากังวลก็คือ ในรายงานของนาย Andrews ซึ่งมีอาณัติหลักเป็นสิทธิมนุษยชนในกัมพูชา แต่มีหลายเดนเริ่มต้นที่มีการพาดพิงถึงประเทศไทย ในเรื่องของความขัดแย้ง ในเรื่องของผู้ไร้ที่อยู่เนื่องจากผลของสงครามความขัดแย้ง ผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ รวมทั้งเรื่องของแรงงานกัมพูชาในประเทศไทย ที่ต้องกลับไปประเทศกัมพูชา ที่เราเป็นห่วงคือในแรงงานนั้นพาดพิงประเทศไทย แต่ไม่ได้ตรวจสอบกับประเทศไทยด้วยว่าสิ่งเหล่านี้ฝ่ายไทยมีความเห็นอย่างไรบ้าง ทำให้เราห่วงในการทำงานของนาย Andrews ที่จะต้องเน้นหลักของความเป็นกลาง เที่ยงธรรม และไม่ลำเอียง  ที่เราเป็นห่วงเป็นพิเศษก็คือฝ่ายกัมพูชา ได้ประโคมข่าวเรื่องนี้ และก็คัดเลือกบางประเด็นเท่านั้นจากรายงาน ซึ่งก็มีหลายเรื่องแต่นำประเด็นที่พาดพิงประเทศไทยไปขยายผลต่อ ใช้ในการโฆษณาชวนเชื่อเพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมือง ทั้งๆที่ในการหารือระหว่างผู้นำของทั้งสองประเทศ ที่เซบู ประเทศฟิลิปปินส์ ในช่วงการประชุมสุดยอดของผู้นำอาเซียน เราได้ตกลงกันแล้วว่านอกจากการหยุดยิงในพื้นที่ เราจะละเว้นการโจมตีซึ่งกันและกันในเวทีระหว่างประเทศ เพื่อสร้างบรรยากาศที่ดีขึ้นให้กับความสัมพันธ์ เราจะได้เดินหน้าในการฟื้นฟูความสัมพันธ์ ก็แสดงว่ากัมพูชาไม่ได้ปฏิบัติตามที่เราตกลงกันไว้ และที่น่าเป็นห่วงและเกรงว่า ไม่อยากให้รายงานของนาย Andrews ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองของฝ่ายกัมพูชา

นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ขอโต้แย้งข้อมูลต่างๆที่นาย Andrews เสนอในส่วนที่เกี่ยวกับประเทศไทย ประการแรก กรณีที่นาย Andrews ได้กล่าวว่ามีชาวกัมพูชาไร้ที่อยู่อาศัยที่ไม่สามารถกลับบ้านภูมิลำเนาได้ประมาณ 650,000 คน ที่จริงแล้วจำนวนดังกล่าวไม่ถึง เข้าใจว่าจำนวนนี้รวมชาวกัมพูชาที่อยู่ในหมู่บ้านที่ลุกล้ำเข้ามาในเขตไทย หมู่บ้านเหล่านี้เราก็ทราบกันอยู่ว่ารุกล้ำเข้ามาตั้งแต่ช่วงที่มีสงครามกลางเมืองในกัมพูชา ประมาณ 50 กว่าปีที่ผ่านมา ที่เข้ามาแล้วก็ไม่ได้ขับไปกัมพูชา และกลายเป็นหมู่บ้านกัมพูชาในเขตไทย เพราะฉะนั้น จำนวนนี้ ไม่อยู่ในข่ายของผู้ที่เรียกว่าผู้ที่ถูกพลัดถิ่นภายในประเทศ

ประเด็นที่สอง ผู้พลัดถิ่นเหล่านี้ ประเทศไทยเราก็ต้องอพยพคนของเราประมาณ 400,000 คน ในช่วงที่มีความขัดแย้งและมีการปะทะกัน แต่เราก็บริหารจัดการและดูแลคนของเรา ซึ่งผู้พลัดถิ่นเหล่านี้เป็นผลของสงคราม ซึ่งประเทศไทยไม่ได้เป็นผู้เริ่ม ดังนั้น ผลของสงครามความสูญเสียต่างๆรัฐบาลกัมพูชา ก็ต้องดูแลสิทธิขั้นพื้นฐานของคนเหล่านี้ให้ได้ เป็นหน้าที่ของรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลไทยก็ดูแลคนของเรา และคอยแก้ไขปัญหาขั้นสุดท้ายระหว่างสองประเทศ ซึ่งการแก้ไขขั้นสุดท้าย ก็ต้องเป็นไปตามกรอบของแถลงการณ์ร่วม หรือ Joint Statement ที่เราตกลงกัน เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม  2568 และสำคัญที่สุด คือเจตนารมณ์ของผู้นำทั้งสองที่ตกลงกันในช่วงการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 ที่เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ ตรงนี้ถือเป็นแนวทางที่จะแก้ไขปัญหาโดย เฉพาะการประชุมสุดยอดของผู้นำทั้งสอง ข้อตกลงกันว่าจะแก้ไขโดยหารือผ่านทวิภาคี และดำเนินมาตรการในการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน เพื่อนำไปสู่ข้อแก้ไขสุดท้ายในประเด็นต่างๆ

“สิ่งที่ประเทศไทยรับไม่ได้ก็คือ ทำไมไม่พูดถึงความสูญเสียของประเทศไทยเลย ประเทศไทยเราก็สูญเสีย พลเรือนเสียชีวิต โรงพยาบาลถูกโจมตี โรงเรียนถูกโจมตี อันนี้เป็นความเริ่มต้นจากฝ่ายกัมพูชาก่อนตอนที่เกิดการปะทะกันครั้งแรก ดังนั้นรายงานดังกล่าวนี้ถ้าจะให้เป็นธรรมจริงๆ ต้องมีการเสนอความสูญเสียของฝ่ายไทยด้วย”

นายสีหศักดิ์ กล่าวต่อว่า ขอโต้แย้งที่กล่าวถึงแรงงานกัมพูชาที่อยู่ในประเทศไทย และถูกบังคับให้กลับไปกัมพูชา และสร้างภาระให้กับรัฐบาลกัมพูชา ตนขอชี้แจงว่า ไทยไม่เคยบังคับผลักดันแรงงานกัมพูชา ทั้งที่อยู่อย่างถูกกฎหมายและผิดกฎหมายให้กับประเทศ แต่ในทางกลับกัน คือฝ่ายกัมพูชาที่เรียกร้องให้แรงงานกัมพูชากับประเทศกัมพูชา แต่พอกลับไปแล้วแรงงานเหล่านี้ไม่มีงานทำ ก็เป็นภาระให้กับรัฐบาลกัมพูชา ซึ่งก็เป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลกัมพูชาที่ต้องดูแลแรงงานเหล่านี้

นายสีหศักดิ์ กล่าวต่อว่า ในรายงานของ นาย Andrews มีกล่าวถึงหลายประเด็น แต่ฝ่ายกัมพูชาหยิบเฉพาะประเด็นที่กระทบต่อประเทศไทยมานำเสนอและก็ขยายความ แต่มีอีกหลายประเด็นที่นาย Andrews ได้กล่าวถึงในรายงาน เช่น เสรีภาพทางการเมือง เสรีภาพในการแสดงความเห็น และเรื่องของอาชญากรรมข้ามชาติ เรื่องสแกรม ซึ่งเกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับการค้ามนุษย์  ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นประเด็นที่สำคัญ และเป็นข้อกังวลของประชาคมโลกโดยเฉพาะเรื่องของอาชญากรรมข้ามชาติ เรื่องสแกรม เรื่องการค้ามนุษย์ ซึ่งประเทศไทยก็มีความห่วงใย ซึ่งในแถลงการณ์ร่วมระหว่างไทย-กัมพูชา ที่นำไปสู่การหยุดจริงระหว่างประเทศทั้งสองเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม ก็พูดถึงความร่วมมือในเรื่องนี้ ซึ่งประเทศไทยในฐานะที่เราเป็นสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ เราก็อยากจะนำเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาอย่างจริงจังของคณะมนตรีฯ ในการประชุมสมัยหน้า รวมทั้งความเป็นไปได้ ที่จะมีข้อมติอย่างใดอย่างหนึ่งในเรื่องนี้และเรียกร้องให้ฝ่ายกัมพูชาได้ดำเนินการมากขึ้นในการดำเนินการปราบปรามขบวนการสแกรมทั้งหลาย ซึ่งขณะนี้ก็ น่ายินดีที่ฝ่ายกัมพูชาก็เริ่มทำอยู่ แต่ในรายงานของนาย Andrews ก็ยังตั้งข้อสังเกตว่ามีหลายอย่างที่ฝ่ายกัมพูชายังสามารถทำให้ดีขึ้นได้

“หลักๆ ก็จะมีเท่านี้ในประเด็นที่ผมอยากชี้แจงให้ทุกท่านทราบ มิฉะนั้นจะกลายเป็นการให้ข่าวฝ่ายเดียวของกัมพูชา ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศ ก็ได้แถลงตอบโต้ไปแล้ว แต่วันนี้ผมขอยืนยันสิ่งที่เราได้แถลงออกไป และพยามตอกย้ำในประเด็นที่เราให้ความสำคัญสิ่งที่เราไม่เห็นด้วย และเรารับไม่ได้ว่ามีอะไรบ้าง คือ 1.ข้อมูลนั้นไม่ใช่รายงานของสหประชาชาติ ยังไม่ได้นำเข้าในที่ประชุมของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ 2.ทำให้เรามีข้อสงสัยเกี่ยวกับความเป็นกลาง ความเที่ยงธรรม ความไม่ลำเอียง ซึ่งมีความสำคัญอย่างมากของผู้ปฏิบัติหน้าที่นี้ และผมก็มองว่าไม่มีความจำเป็นที่ต้องมีการแถลงข่าวต่อสาธารณะถ้ายังไม่ได้เสนอรายงานต่อคณะมนตรีฯเลย 3.เราขอโต้แย้งข้อมูลที่นำเสนอเกี่ยวกับผู้พลัดถิ่นในประเทศ และแรงงานกัมพูชาที่กลับจากประเทศไทยไปกัมพูชา และที่เราเป็นห่วงคือ ฝ่ายกัมพูชาเลือกบางส่วนของรายงานดังกล่าวไปนำเสนอ ในทางที่สร้างความเสียหายให้กับประเทศไทย ให้ร้ายประเทศไทยซึ่งก็ไม่ได้แปลกใจอะไร เพราะว่าเป็นสิ่งที่กัมพูชาทำมาโดยตลอด แต่เสียดายในเมื่อกัมพูชาอยากจะเดินหน้าแก้ไขปัญหา ไม่ว่าทางบก ทางทะเล จึงต้องสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน เราก็ต้องทำให้การหยุดยิงอย่างยั่งยืน ในขณะเดียวกันก็ไม่ควรละเว้นในเรื่องของการโจมตีซึ่งกันและกันในเวทีระหว่างประเทศ”

นายสีหศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงการต่างประเทศ จะทำหนังสือถึงคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา และทำหนังสือถึงสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนที่เจนีวาด้วย

ส่วนที่ถามว่า ความเห็นของนาย Andrews มีผลกับการมองประเทศไทย ในประเทศสมาชิกอาเซียน หรือใน UN มีประเทศไหนที่เขาปักใจเชื่อกับการนำเสนอของนาย Andrews บ้าง นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า นาย Andrews เคยเป็นผู้เสนอรายงานของเมียนมามาแล้ว การแถลงข่าวเขาเน้นเรื่องความเป็นสีสัน จริงๆแล้วคนที่เป็นผู้เสนอรายงานต้องระมัดระวังอย่างมากในการแถลงข้อมูลสู่สาธารณะ เพราะภารกิจของนาย Andrews ตนก็เคยเตือนประธานคณะมนตรีฯ ต้องสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ถ้าเขาหวังผลอะไรที่เป็นรูปธรรม การที่จะมาประกาศอะไรแถลงอะไรต่อสาธารณะ ต้องระมัดระวัง ดังนั้น ตนคิดว่าตรงนี้ก็ต้องเตือนคณะมนตรีเหมือนกันว่าการปฏิบัติหน้าที่ ต้องเป็นกลาง เที่ยงธรรม ไม่ลำเอียง และต้องระมัดระวังในการแถลงข้อมูลต่างๆ

ถามว่า กัมพูชายังคงพุ่งเป้าไปที่แผนที่ 1:200000 หรือไม่ เราได้มีการชี้แจงเพิ่มเติมหรือว่ายืนยันในหลักการของเราแนวทางของเราอย่างไรบ้าง นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า แผนที่ 1:200000 ก็เป็นเอกสาร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสนธิสัญญา แต่ฝ่ายไทยเราก็ยืนยันเสมอว่ามีเอกสารที่เกี่ยวข้องอื่นๆด้วย ก็ต้องดู เนื้อหาสัญญา สันปันน้ำ จริงๆ แล้วเราก็ต้องยืนยันแผนที่เราด้วย 1:50000 เพราะเป็นเอกสารที่ต้องใช้ประกอบ การพิจารณาการทำงานของ คณะกรรมาธิการปักปัน เขตแดนร่วม เจบีซี ซึ่งตรงนี้เป็นท่าทีของเราตลอดมา

นายสีหศักดิ์ ข่าวตอนท้ายว่า หนังสือที่กระทรวงการต่างประเทศ แถลงการณ์ออกไป ได้ชี้แจงถึงความกังวลของเรา รวมถึงข้อห่วงใยของเรา และเราจะมีหนังสือไปถึงประธานคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ซึ่งประเทศไทยเราเป็นสมาชิกอยู่ด้วย และจะมีหนังสือไปถึงสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชน ซึ่งทั้งคู่อยู่ที่นครเจนีวา ซึ่งประเด็นที่เราอยากให้อภิปรายหารือในคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนฯ เป็นเรื่องสำคัญและก็เป็นผลสืบเนื่องจากรายงานของนาย Andrews ก็คือเรื่องของสแกรม ซึ่งเราคิดว่าประเทศที่เกี่ยวข้อง ยังทำได้มากกว่านี้ ไม่ว่าจะเป็นฝั่งกัมพูชาและฝั่งเมียนมา ซึ่งในโอกาสที่ พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา จะเยือนประเทศไทย ก็จะคุยกันถึงเรื่องนี้ด้วย และในแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ให้มีการหยุดยิง เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม ก็พูดถึงความร่วมมือของประเทศทั้งสองในการปราบปรามขบวนการสแกรม รวมถึงเรื่องการเก็บกู้ทุ่นระเบิดด้วย ซึ่งประเด็นเหล่านี้ประเทศไทยจะนำเข้าสู่การหารือในคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนฯ ก็ดูว่าจะมีข้อมติอะไรออกมาได้บ้าง

กรวีร์ แจงปมถือครองที่ดินถูกศาลยึดทรัพย์ ชี้ ถูกยึดแค่ตัวบ้าน แต่ซื้อคืนกลับมาแล้ว

กรวีร์ แจงปมถือครองที่ดินถูกศาลยึดทรัพย์ ชี้ ถูกยึดแค่ตัวบ้าน แต่ซื้อคืนกลับมาแล้ว

กรวีร์ แจงปมถือครองที่ดินถูกศาลยึดทรัพย์ ชี้ ถูกยึดแค่ตัวบ้าน แต่ซื้อคืนกลับมาแล้ว

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.53 น.

กรวีร์ แจงปมถือครองที่ดินถูกศาลยึดทรัพย์แค่ตัวบ้าน แต่ซื้อคืนกลับมาแล้ว ยันทำทุกอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ยื่นบัญชีถูกต้อง-ตรวจสอบได้  โต้ปม เนวิน นุ่งขาสั้น วอนแยกแยะ เหตุไปฐานะ ปธ.สโมสรบุรีรัมย์ ไม่เกี่ยว ภูมิใจไทย

เมื่อวันที่ 3 ส.ค.2569 ที่รัฐสภา นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย กล่าวภายหลังที่มีการตั้งข้อสังเกตถึงบัญชีทรัพย์สินที่ยื่น ซึ่งปรากฏว่ามีการถือครองที่ดินแปลงเดียวกับที่นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการซึ่งเป็นบิดา เคยถูกศาลฎีกายึดทรัพย์เมื่อ 10 ปีก่อน ว่า เรื่องของที่ดินตนขอแยกเป็น 2 ส่วนระหว่างที่ดินกับตัวบ้าน สิ่งที่ถูกคำพิพากษาไม่ใช่ที่ดินแต่เป็นตัวบ้าน ที่ดินเป็นชื่อของลุง ซึ่งเป็นพี่ชายของแม่ตนได้เสียชีวิต จึงได้รับโอนมรดกมาให้กับแม่ ซึ่งแม่ก็ได้ใส่เป็นชื่อลูกทั้ง 4 คน

นายกรวีร์ กล่าวว่า ส่วนเรื่องของตัวบ้านที่ถูกคำพิพากษาของศาลก็ได้มีการขายทอดตลาด ลูก 4 คนจึงได้รวมเงินกัน เพื่อไปซื้อบ้านคืนมาจากรัฐบาล เมื่อปรากฏเป็นชื่อของพวกตนก็ได้ยื่นบัญชีทรัพย์สิน ก็ขอบคุณที่ได้หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาจะได้อธิบาย เพื่อให้ทุกคนสบายใจว่าเราทำตามขั้นตอน ทำตามกฎหมายของทุกอย่าง และเราทำอย่างโปร่งใสตรวจสอบได้ เราก็ได้ยื่นเข้าไปในบัญชีทรัพย์สินทั้งหมด 

เมื่อถามว่า มีการวิพากษ์วิจารณ์ผู้นำจิตวิญญาณของพรรคภูมิใจไทยที่ใส่กางเกงขาสั้นร่วมพิธีบวงสรวงศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งอาจไม่เหมาะสมจะส่งผลกระทบต่อพรรคหรือไม่ นายกรวีร์ กล่าวว่า ก็ทราบว่าเป็นการจัดกิจกรรมของสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ยูไนเต็ด ที่ได้ลงไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นกิจกรรมของสโมสรฟุตบอลไม่ได้เป็นเรื่องงานพิธีการทางราชการ 

“ก็อยากจะให้สังคมได้มองระหว่างเรื่องของการเมืองกับเรื่องของกีฬา นายเนวิน ชิดชอบ ก็ไปในฐานะประธานสโมสรฟุตบอล บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด แล้วไม่ได้อยู่ในส่วนของพรรคภูมิใจไทยด้วยจึงอยากให้แยกประเด็นกัน” นายกรวีร์ กล่าว

ดร.ณัฏฐ์ แนะ แก้วตา ถูก สส.พรรค ปชน. คุกคามทางเพศ ให้ดำเนินคดีอาญา

ดร.ณัฏฐ์ แนะ แก้วตา ถูก สส.พรรค ปชน. คุกคามทางเพศ ให้ดำเนินคดีอาญา

ดร.ณัฏฐ์ แนะ แก้วตา ถูก สส.พรรค ปชน. คุกคามทางเพศ ให้ดำเนินคดีอาญา

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.36 น.

“ดร.ณัฏฐ์” ชี้ ปม “อดีต สส. แก้วตา-ธิษณา” ถูก สส.พรรค ปชน.คุกคามทางเพศ แนะให้ดำเนินคดีอาญา ส่วนกองทุนเรี่ยไรสู้คดีของ อดีต กกต. แนะประชาชน อย่าตกเป็นเหยื่อ

วันที่ 3 สิงหาคม 2569 สืบเนื่องจากอดีต สส.ธิษะณาหรือแก้าตา ชุณหะวัณ อดีต สส.พรรคประชาชน กรุงเทพมหานคร ได้ออกมาจุดประเด็นถึง ปมตนเองถูก สส.พรรคเดียวกันคุกคามทางเพศและตกเป็นเหยื่อ โดยผู้ยริหารพรรคประชาชนรับรู้และขอให้เก็บเป็นความลับนั้น

ล่าสุด ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม หรือ ดร.ณัฏฐ์  นักกฎหมายมหาชนชื่อดัง ระบุว่า ปัญหาคุกคามทางเพศ  เป็นภัยใกล้ตัวกับผู้หญิงทุกคนในสังคมไทย โดยตกเป็นเหยื่อ โดยไม่กล้าแจ้งความหรือออกมาเปิดเผยความจริงต่อสาธารณะเพราะอับอายขายหน้าและมีผลกระทบต่อการดำรงชีวิต ถือเป็นภัยร้ายแรงต่อสังคม โดยเฉพาะผู้กระทำเป็น สส.ในฝ่ายนิติบัญญัติ ต้องอำเนินคดีอาญาให้เด็ดขาด

โดยแนวคำพิพากษาศาลฎีกาเคยวินิจฉัยเป็นบรรทัดฐาน เรื่องทางเพศ เป็นเรื่องที่น่าอับอาย ผู้เสียยหายเบิกความเป็นลำดับขั้นตอน ศาลเชื่อว่า มีการกระทำเกิดขึ้นจริง

ส่วนปม อดีต สส.ธิษะณาหรือแก้าตา ชุณหะวัณ. ที่ได้ออกมาเปิดเผยความลับตนตกเป็นเหยื่อ ตนเองถูก สส.พรรคเดียวกันคุกคามทางเพศ  แต่ผู้บริหารพรรครับรู้แต่กลับปกปิดข้อเท็จจริง และไม่ได้ดำเนินการตามข้อบังคับพรรคประชาชน ถือเป็นเรื่องที่สังคมจับตามอง เพราะมีผลกระทบต่อภัยของผู้หญิงต่อสังคมโดยรวม

หากเป็นเรื่องจริงและมีพยานหลักฐานว่า อดีต สส.ธิษะณาหรือแก้าตา ชุณหะวัณ ถูกกระทำในขณะดำรงตำแหนห่ง สส. แต่ไม่แจ้งความภายในอายุความ เพราะเป็นความผิดต่อส่วนตัว คดีขาดอายุความ ไม่สามารถแจ้งความในข้อหาน้ได้ เว่นแต่ข่มขืนนต่อหน้าธารกำนัล เป็นความผิดอาญาแผ่นดิน อดีต สส.ธิษะณาหรือแก้าตา ชุณหะวัณ สามารถแจ้งความได้ภายในอายุความ แต่ข้อหาความผิดเสรีภาพและกักขังหน่วงเหนี่ยว เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ยังอยู่ในอายุความ สามาระกล่าวโทษได้  

ดร.ณัฏฐ์ กล่าวว่า ตนพร้อมเข้าไปช่วยเหลือ หากร้องขอมา โดยผู้บริหารกลุ่มบริษัทกฎหมายชั้นนำของประเทศ ในเครือกลุ่ม OMNIX  ที่ตนเป็นพาร์ทเนอร์หุ้นส่วนทางการค้าและเป็นผู้บริหารสูงสุดในองค์กร ยินช่วยเหลือประชาชน  รวมถึงพี่น้องประชาชนไทยด้วยที่ถูกคุกคามทางเพศ หรือ จนท.ของรัฐกระทำกดขี่ข่มเหง ใช้อำนาจโดยไม่ชอบ เกลุ่บริษัทกฎหมายในเครือ OMNIX ยินดีช่วยหลือ ช่วยเหลือสังคม ประสานได้ที่เบอร์ 081 292 6962

ส่วนที่ อดีต สส.ที่กระทำทางเพศและได้ไปต่อกับพรรคประชาชน ต้องถามว่า ก่อนหน้านี้ มี สส.ในพรรคคุกคามทางเพศชาวต่างชาติ พรรคมีมติขับออก ส่วน สส.ที่ทำร้ายผู้หญิง กับไม่ขับออก ส่วน สส.ที่คุกคามทางเพศ อดีต สส.ธิษะณาหรือแก้าตา ชุณหะวัณ ไม่รู้ใช้ตรรกะอะไร ไม่มีมาตรฐาน

ส่วนข้อหาเสรีภาพและกักขังหน่วงเหนียว ยังอยู่ในอายุความ หากอดีต สส.ธิษะณาหรือแก้าตา ชุณหะวัณ ประสงค์ ให้ช่วยเหลือ ให้ประสานมา พร้อมช่วยเหลือด้านกฎหมาย 

ส่วนที่ระบุรายละเอียดว่า มีผู้ช่วย สส.เพศหญิง ได้ถูกกระทำทางเพศด้วย หากไม่กล้าเปิดเผยตัวตน ให้ประสานมา ตนพร้อมให้ฝ่ายกฎหมายเข้าช่วยเหลือ เพราะทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมาย

กรณีทีมีการเรี่ยไรเงินผ่านแพลตฟอร์มเฟสบุ๊กของอดีต กกต.รายหนึ่งที่ตกเป็นผู้ต้องหา ยาวเป็นหางว่าว  ใช้ในการต่อสู้คดีและช่วย นายยิ่งชีพ ไอลอว์ ตนได้ทำหนังสือขอให้อธิบดีกรมกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ตรวจสอบอยู่ว่า สามารถกระทำได้หรือไม่ เพราะเรี่ยไรต้องขออนุญาตนายทะเบียน ต้องผ่านมติคณะกรรมการเรี่ยไรจากหน่วยงานรัฐหลายฝ่าย มีมติเห็นชอบ แต่ตนเชื่อว่า ไม่น่าจะได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน เพราะเป็นข้อห้ามในการเรี่ยยไรเพื่อจ่ายค่าปรับและต้องออกใบเสร็จให้แก่ผู้บริจาค โดยมีนายทะเบียนกำกับการบริจาค

แม้ใช้ใช่เทคนิคเลี่ยงบาลีระบุว่า กองทุนต่อสู้คดี โดยใช้บุคคลกรภายในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งย่านท่าพระจันทร์ เป็นเครื่องมือ โดยอาศัยมูลนิธิที่จดจัดตั้งขึ้นมา ย่อมไม่อาจเรี่ยไรเงินบริจาคจากพี่น้องประชาชนได้ ผิดกฎหมาย หากอธิบดีกรมการปกครอง ยืนยันว่า ไม่ได้อนุญาต  ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน หลายกรรม และ พรบ.คอมฯ จะตามมาเป็นพรวน  ขอให้พี่น้องประชาชน อย่าตกหลงเชื่อและตกเป็นเหยื่อ

‘พีมูฟ’ บุกทำเนียบ ขอเจรจาหยุดยุบธนาคารที่ดิน จับตา ‘ทรงศักดิ์’ เตรียมคุยบ่ายนี้

‘พีมูฟ’ บุกทำเนียบ ขอเจรจาหยุดยุบธนาคารที่ดิน จับตา ‘ทรงศักดิ์’ เตรียมคุยบ่ายนี้

‘พีมูฟ’ บุกทำเนียบ ขอเจรจาหยุดยุบธนาคารที่ดิน จับตา ‘ทรงศักดิ์’ เตรียมคุยบ่ายนี้

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 13.25 น.

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 3 ส.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) นำโดยนายจำนงค์ หนูพันธ์ ประธานพีมูฟ พร้อมเครือข่ายสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ เครือข่ายภาคประชาชน ที่เดินทางจากสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ มาสมทบกับกลุ่มพีมูฟ ได้ปักหลักชุมนุมทำกิจกรรมด้านหน้าทำเนียบรัฐบาล ฝั่งถนนพิษณุโลก เพื่อยื่นหนังสือติดตามความคืบหน้าจากรัฐบาล ในการคัดค้านยุบสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) (บจธ.) ภายในเดือน ก.ย. ตามแนวทางการปรับโครงสร้างหน่วยงานภาครัฐ และให้ทบทวนมติคณะกรรมการพัฒนาและส่งเสริมองค์การมหาชน (กพม.)ในเรื่องดังกล่าว และขอให้แก้ไขเพิ่มเติมพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งบจธ. และขยายระยะเวลาการยุบเลิกออกไปอย่างน้อย 1 ปี เพื่อให้มีองค์กรถาวรในการแก้ไขปัญหาที่ดินตามหลักการปฏิรูปที่ดินและการกระจายการถือครองที่ดินของประเทศที่สอดคล้องกับบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาที่ดิน พร้อมกับขอให้มีตัวแทนของพีมูฟเข้าไปร่วมประชุมกับรัฐบาลในเรื่องดังกล่าวด้วย

นอกจากนั้น ขอให้รัฐบาลเร่งลงนามแต่งตั้งคณะอนุกรรมการศึกษาและปรับปรุงพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 และพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2562 ภายใต้คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) โดยมีนายนพพร บุญแก้ว รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และผู้แทนก.พ.เป็นตัวแทนรับหนังสือ  ทั้งนี้มีรายงานว่าในช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้ นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน กำกับดูแล คทช. จะหารือร่วมกับตัวแทนภาคประชาชน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่บรรยากาศบริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล ตำรวจกองร้อยอารักขาและควบคุมฝูงชน ได้ตรึงกำลังดูแลความปลอดภัยโดยรอบ พร้อมอ่านประกาศแจ้งข้อห้ามการชุมนุมตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ 2558 ขณะที่ตัวแทนผู้ชุมนุมอ่านแถลงการณ์เรียกร้องให้นายทรงศักดิ์ เร่งหารือกับกลุ่มผู้ชุมนุมในการแก้ไขปัญหา การยุบธนาคารที่ดิน พร้อมยืนยันปักหลักชุมนุมจนกว่าจะได้คำตอบ หากยังไม่คืบหน้าจะยกระดับการเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องสิทธิในที่ดินและผลักดันให้รัฐบาลปฏิบัติตามพันธกรณีที่ได้ให้ไว้กับประชาชน จากนั้นได้ยื่นหนังสือถึงผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) ขอให้ ผบช.น.เข้าร่วมประชุมกับภาคประชาชนในวันที่ 4 ส.ค.นี้ ก่อนที่มวลชนจะแยกย้ายเข้าไปปักหลักบริเวณสำนักงาน ก.พ.เดิม และฟุตบาธด้านหน้าทำเนียบรัฐบาล

ร่วมกันแชร์ความจริง! ผอ.JIC ชวนคนไทย อ่านสมุดปกขาวชายแดนไทย-กัมพูชา ย้ำสู้ด้วยข้อเท็จจริง ไม่ใช่อารมณ์

ร่วมกันแชร์ความจริง! ผอ.JIC ชวนคนไทย อ่านสมุดปกขาวชายแดนไทย-กัมพูชา ย้ำสู้ด้วยข้อเท็จจริง ไม่ใช่อารมณ์

ร่วมกันแชร์ความจริง! ผอ.JIC ชวนคนไทย อ่านสมุดปกขาวชายแดนไทย-กัมพูชา ย้ำสู้ด้วยข้อเท็จจริง ไม่ใช่อารมณ์

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 13.15 น.

ร่วมกันแชร์ความจริง! “ผอ.ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา”ชวนคนไทย อ่าน”สมุดปกขาว”ชายแดนไทย-กัมพูชา ย้ำสู้ด้วยข้อเท็จจริง ไม่ใช่อารมณ์ พร้อมเชิญร่วมเผยแพร่ข้อมูลที่ตรวจสอบได้

3 สิงหาคม 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (JIC) เปิดเผยถึงสถานการณ์สงครามข้อมูลข่าวสารระหว่างไทย-กัมพูชา ว่า การต่อสู้ในยุคปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงมิติทางการทหารตามแนวชายแดนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสื่อสารข้อมูลต่อประชาคมโลก โดยในวันนี้สิ่งที่ประเทศไทยต้องการไม่ใช่การปลุกอารมณ์ แต่คือการยืนยันข้อเท็จจริง พร้อมเชิญชวนประชาชนชาวไทยร่วมอ่านและเผยแพร่ “สมุดปกขาว” (White Paper) ซึ่งศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย- กัมพูชา จัดทำขึ้น เพื่อรวบรวมข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี กล่าวว่า ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (JIC) ได้จัดทำสมุดปกขาวดังกล่าวขึ้น เพื่อรวบรวมข้อเท็จจริง ลำดับเหตุการณ์ หลักฐานทางประวัติศาสตร์ และหลักกฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ประชาชน นักวิชาการ สื่อมวลชน และประชาคมระหว่างประเทศ สามารถเข้าถึงข้อมูลที่ตรวจสอบได้ และใช้เป็นฐานในการทำความเข้าใจสถานการณ์อย่างรอบด้าน

“ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารเดินทางเร็วกว่าความจริง การมีข้อมูลที่ถูกต้องจึงเป็นเรื่องสำคัญ ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมได้ด้วยการอ่าน ทำความเข้าใจ และส่งต่อข้อมูลที่อ้างอิงข้อเท็จจริง ไม่ใช่ส่งต่อเพียงเพราะเห็นผ่านสื่อสังคมออนไลน์” พล.อ.อ.ประภาส กล่าว

ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา กล่าวว่า ประเทศไทยยืนยันการดำเนินการบนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ การเคารพอธิปไตยของรัฐ และการแก้ไขปัญหาผ่านกลไกที่ทั้งสองประเทศตกลงร่วมกัน พร้อมย้ำว่า ประเทศไทยเชื่อว่าความจริงต้องอาศัยข้อมูล หลักฐาน และเหตุผล มากกว่าความรู้สึกหรือการกล่าวอ้างจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

“ผมจึงขอเชิญชวนพี่น้องคนไทยทุกคนร่วมอ่านสมุดปกขาว เพื่อเข้าใจข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน และหากเห็นว่าข้อมูลเป็นประโยชน์ ก็ช่วยกันเผยแพร่ต่ออย่างรับผิดชอบ เพราะการสื่อสารที่อยู่บนข้อเท็จจริง คือพลังสำคัญในการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง ทั้งในประเทศและต่อประชาคมโลก” พล.อ.อ.ประภาส กล่าว

พร้อมกันนี้ พล.อ.อ.ประภาส ยังฝากถึงประชาชนว่า ทุกการแบ่งปันข้อมูลที่ตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง คือพลังสำคัญของประเทศ และทุกเสียงที่ยึดมั่นในหลักฐาน คือส่วนหนึ่งของการปกป้องผลประโยชน์ของชาติ พร้อมเชิญชวนคนไทยทุกคนร่วมอ่าน ร่วมเรียนรู้ และร่วมส่งต่อ “ความจริง” ไปพร้อมกัน เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ทั้งในระดับประเทศและในสายตาประชาคมโลก

– 006

อนุทิน เตรียมเยือนอินโดนีเซีย 3-4 ส.ค.นี้ ถกความร่วมมือรอบด้าน เศรษฐกิจ ความมั่นคง

อนุทิน เตรียมเยือนอินโดนีเซีย 3-4 ส.ค.นี้ ถกความร่วมมือรอบด้าน เศรษฐกิจ ความมั่นคง

อนุทิน เตรียมเยือนอินโดนีเซีย 3-4 ส.ค.นี้ ถกความร่วมมือรอบด้าน เศรษฐกิจ ความมั่นคง

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 12.00 น.

3 สิงหาคม 2569 เมื่อเวลา 09.50 น. ที่กระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีเดินทางเยือนสาธารณรัฐอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 3-4 สิงหาคม 2569 ว่าทุกเรื่องเป็นเรื่องสำคัญหมด คุยกันทุกเรื่อง ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ ความมั่นคง ความร่วมมือและการขอความร่วมมือในเรื่องที่เกี่ยวพันปัญหาชายแดนภาคใต้ก็ต้องพูดคุยกัน