จี้สางพิรุธสก.พรรคส้ม ‘เอิร์ธ พงศกร’ ตั้งโจทย์ 5 ข้อ แนะปธ.สภากทม. เคลียร์ปมส้มเสียบบัตรแทน

จี้สางพิรุธสก.พรรคส้ม 'เอิร์ธ พงศกร' ตั้งโจทย์ 5 ข้อ แนะปธ.สภากทม. เคลียร์ปมส้มเสียบบัตรแทน

จี้สางพิรุธสก.พรรคส้ม ‘เอิร์ธ พงศกร’ ตั้งโจทย์ 5 ข้อ แนะปธ.สภากทม. เคลียร์ปมส้มเสียบบัตรแทน

วันเสาร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 15.15 น.

วันนี้ 1 สิงหาคม 2569 นายพงศกร ขวัญเมือง หรือ เอิร์ธ เป็นโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เอิร์ธ พงศกร ขวัญเมือง – Earth Pongsakorn Kwanmuang ตั้งคำถามถึงกรณีดรามาการลงมติในสภา กทม. โดยเฉพาะพฤติกรรมของ สก. พรรคประชาชน เขตสาทร และเขตยานนาวา ที่มีการกดบัตรแทนกัน ซึ่งนายพงศกรได้รวบรวมข้อสงสัย 5 ประเด็นสำคัญถึงประธานและรองประธานสภา กทม. โดยมีข้อความทั้งหมดว่า “[ สภา กทม. โปร่งใส — จะโปร่งใสแค่บางคนหรือ “ฮั้ว สก.”ได้บางคน ]

สก.ภัทรศักดิ์

การประชุมสภา กทม. ครั้งที่ผ่านมา มีการผลักดันหลายวาระที่ทำให้การตรวจสอบมีความโปร่งใสมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องการถ่ายทอดสดการประชุม ซึ่งท่านประธานสภาและรองประธานท่านใหม่เป็นผู้ผลักดัน

แต่ก็มีเหตุการณ์ที่ชวนให้เกิดข้อสงสัย นั่นคือกรณีการลงมติแทนกันของ สก.ไซราม (เขตสาทร) และ สก.ภัทรศักดิ์ (เขตยานนาวา) พรรคประชาชน ในคำชี้แจงที่ สก.ภัทรศักดิ์ เขียนภายหลัง ระบุว่าเครื่องลงคะแนนของ สก.ไซราม เสียมาตั้งแต่สัปดาห์ก่อน จึงต้องขยับมานั่งชิดกัน ทำให้ “เผลอ” กดผิดเครื่อง

แต่คำอธิบายนี้สวนทางกับสิ่งที่พูดสด ๆ ในสภาตอนเกิดเหตุ ซึ่งระบุว่าเป็นเครื่องของตนเองที่เสีย จึงต้องไปใช้เครื่องของไซรามระบบโหวตของสภา กทม. คือเมื่อถึงวาระจะมีไฟกระพริบสามช่องในช่วงเวลาที่ให้ลงมติ เมื่อกดโหวตแล้วไฟจะหยุดกระพริบและสว่างค้างไว้

คำถามที่ผมสงสัยมีดังนี้

1. ก่อนที่ สก.ภัทรศักดิ์ จะกดลงมติในเครื่องของ สก.ไซราม เครื่องของท่านเองขัดข้องในลักษณะใด และไฟของเครื่องท่านเองค้างสว่างตามปกติหรือไม่ก่อนหน้านั้น เพราะหากเครื่องท่านใช้งานได้ปกติจนโหวตสำเร็จไปแล้วหนึ่งมติ (ของท่านเอง) เหตุใดจึงต้องไปกดอีกมติหนึ่ง (ของ สก.ไซราม) ในช่วงเวลาไฟกระพริบเดียวกัน ซึ่งเป็นช่วงเวลาจำกัด

2. สก.ไซราม อยู่หน้าห้องประชุมและออกไปเพียงเพื่อคุยโทรศัพท์ คำถามคือ เหตุใดท่านจึงไม่กลับเข้ามาแสดงตนทันทีที่ทราบว่ามีการลงมติในช่วงเวลาที่ท่านไม่อยู่ เพื่อขอให้ลงคะแนนใหม่เฉพาะส่วนของท่าน แทนที่จะปล่อยให้เป็นประเด็นโต้แย้งในสภา

3. ทางประธานสภาและรองประธานสภา จะขอตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดหรือไม่ เพื่อยืนยันช่วงเวลาที่ไซรามออกจากห้องและกลับเข้ามา รวมถึงลักษณะการกดบัตรของ สก.ภัทรศักดิ์ ว่าเป็นการเผลอจริงหรือไม่ หรือกล้องในจุดดังกล่าวใช้งานไม่ได้

4. ทางประธานสภาและรองประธานสภา จะสอบถามไปยังเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลระบบเครื่องลงคะแนนหรือไม่ ว่าเครื่องของ สก.ภัทรศักดิ์ ขัดข้อง/เสียจริงตามที่กล่าวอ้างหรือไม่ คำให้การจากเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลระบบโดยตรงนี้ จะเป็นหลักฐานสำคัญสำหรับการดำเนินการเรื่องจริยธรรมในขั้นตอนต่อไป

5. ทางประธานสภาและรองประธานสภา จะดำเนินการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง และหากพบว่าผิดจริงจะดำเนินการทางกฎหมายต่อไปหรือไม่

ทั้งหมดนี้จะพิสูจน์ได้ว่าสภา กทม. จะดำเนินการเรื่องจริยธรรมอย่างจริงจังหรือไม่ หรือจะเลือกโฟกัสเฉพาะเรื่องความเดือดร้อนของประชาชน โดยละเลยประเด็นจริยธรรมของสมาชิกสภาเอง

วันนี้คือจุดเริ่มต้นของนิมิตหมายที่ดีในการทำให้สภา กทม. โปร่งใส แต่คำถามคือ จะโปร่งใสเฉพาะบางคน หรือโปร่งใสกับทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งหากทำไม่ได้ ก็จะทำให้เกิดปัญหาเรื่องความเชื่อมั่นว่ามีการ “ฮั้ว สก.” สิ่งนี้พิสูจน์ได้ด้วยการที่ท่านประธานสภาหรือรองประธานสภาตอบคำถามทั้ง 5 ข้อข้างต้นให้ชัดเจน”

หลังจากที่โพสต์ของ  นายพงศกร ขวัญเมือง เผยแพร่ลงมาบนโลกออนไลน์ได้ไม่นาน ทำเอาชาวเน็ตเข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก เช่น 

“เจ้าตัวยอมรับเองว่าทำ”

“คนเลือกกับคนที่ได้รับเลือก ความคิด+สายตาที่เหมือนกัน”

“อ้าวแบบนี้จะเรียกว่าเล่นเหลี่ยมหรือป่าวครับเนี่ยแล้วตกลงเครื่องเสียจริงมั้ยจะรอดูครับแล้วทำไปเพื่ออะไรครับตัวอย่างก็มีให้เห็นว่าจะโดนอะไรถ้ามันผิดจริงเฮ้อ”

“ขอบคุณค่ะน้องเอิร์ธสำหรับข้อมูล….ต้องทำความจริงให้ปรากฏ #ทั้งสกและสสของพรรคประชาชนได้รับเลือกเข้าไปในสภาฯแต่ทำหน้าที่ไม่คุ้มค่ากับเงินภาษีของประชาชนเลย…แต่ละคนก็มีคดีไม่ชอบพรรคนี้เพราะต้องการเปลี่ยนการปกครองล้มล้างสถาบันปลุกปั่นเยาวชน #เสียดายน้องเอิร์ธพงศกรเขตคลองเตยวัฒนาแม้ไม่ได้เป็นสสแต่ลงพื้นที่ทำงานเต็มที่ครั้งหน้าต้องได้”

“จัดให้หนักคะคุณเอริ์ธฝากบอกด้วยนะคะว่ามึงอย่าแถ”

“วีรกรรมอีกแล้วพรรคนี้ สร้างเรื่องประจำ”

พงศกร ขวัญเมือง
พงศกร ขวัญเมือง
พงศกร ขวัญเมือง
พงศกร ขวัญเมือง
พงศกร ขวัญเมือง

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก เฟซบุ๊ก เอิร์ธ พงศกร ขวัญเมือง – Earth Pongsakorn Kwanmuang, ยูทูบ ก้าวหน้า ผู้คนและการเดินทาง

ปธ.วิปไม่หวั่นฝ่ายค้าน ขู่ซักฟอกรัฐบาล ชี้คดีโกงสอบท้องถิ่น ไม่เกี่ยวนายกฯ-ภท.แน่นอน

ปธ.วิปไม่หวั่นฝ่ายค้าน ขู่ซักฟอกรัฐบาล ชี้คดีโกงสอบท้องถิ่น ไม่เกี่ยวนายกฯ-ภท.แน่นอน

ปธ.วิปไม่หวั่นฝ่ายค้าน ขู่ซักฟอกรัฐบาล ชี้คดีโกงสอบท้องถิ่น ไม่เกี่ยวนายกฯ-ภท.แน่นอน

วันเสาร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.48 น.

“ปธ.วิปรัฐบาล” ไม่หวั่น ฝ่ายค้านขู่เปิดซักฟอก มั่นใจ รมต.มีคำตอบ ปม TH-AI Passport ชี้ คดีโกงสอบท้องถิ่น เกิดก่อน รบ.เข้ามา ยํ้า ไม่เอี่ยว “นายกฯ-ภูมิใจไทย” แน่นอน 

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2569 นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีฝ่ายค้านขู่ว่าจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ หลังการเปิดประชุมสภาในเดือนสิงหาคม ว่า เป็นสิทธิ์ของฝ่ายค้านที่จะใช้ช่องทางนี้ตรวจสอบรัฐบาล ส่วนประเด็นต่างๆที่ถูกคาดว่าจะหยิบยกขึ้นมาในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เชื่อว่ารัฐมนตรีแต่ละคนมีคำตอบอยู่แล้ว

เมื่อถามว่า หากมีการพูดถึงโครงการ TH-AI Passport หรือการทุจริตสอบท้องถิ่น ที่เป็นประเด็นอยู่ขณะนี้ จะรับมืออย่างไร นายกรวีร์ กล่าวว่า คิดว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) หรือรัฐมนตรีมหาดไทยที่ดูแลเรื่องท้องถิ่น ก็อยู่ในขั้นตอนกระบวนการตรวจสอบหาข้อเท็จจริง โดยเฉพาะเรื่องการสอบท้องถิ่น ก็ยืนยันแล้วว่า เกิดขึ้นก่อนที่รัฐบาลจะเข้ามาทำ จึงคิดว่าไม่น่ามีประเด็นอะไร เราก็พร้อมให้ตรวจสอบ และเชื่อว่ารัฐมนตรี เขาก็ทำงานเพื่อไปดูส่วนที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตการสอบท้องถิ่น และเอาคนผิดมาลงโทษ ดังนั้นยืนยันชัดเจนว่า เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทยอย่างแน่นอน

‘สุรเดช’แนะเปลี่ยนรัฐมนตรีคนนอก ชงเปิดโอกาสให้คนเก่งมาช่วยแก้วิกฤติ

'สุรเดช'แนะเปลี่ยนรัฐมนตรีคนนอก ชงเปิดโอกาสให้คนเก่งมาช่วยแก้วิกฤติ

‘สุรเดช’แนะเปลี่ยนรัฐมนตรีคนนอก ชงเปิดโอกาสให้คนเก่งมาช่วยแก้วิกฤติ

วันเสาร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.38 น.

‘สุรเดช’ ห่วง รัฐบาลดึงบางพรรคเข้าร่วม ยิ่งซ้ำเติมภาพลักษณ์ แนะ นายกฯกล้าเปลี่ยน ‘รมต.คนนอก’ หากแก้ปัญหาไม่ได้ อย่าสร้างข้อจำกัดตัวเอง หลัง ‘คลัง–พณ.–กต.’ ยังไม่ค่อยเวิร์ก ชง เปิดโอกาสให้คนเก่งมาช่วยแก้วิกฤติ

นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ นักการเมืองอิสระ อดีตสมาชิกวุฒิสภา อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และอดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกระแสข่าวปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ก่อนอื่นสิ่งที่ตนกังวลคือ หากมีการปรับ ครม.จะมีการไปเอาบางพรรคการเมืองเข้ามาร่วมรัฐบาล มองว่า จะยิ่งหนักกว่าเดิม ซ้ำเติมสถานการณ์และภาพลักษณ์รัฐบาลให้ยิ่งแย่ อย่างไรก็ตาม หากนายกรัฐมนตรีจะมีการปรับ ครม.จริง อยากให้ดูในส่วนของรัฐมนตรีคนนอกด้วย เพราะรัฐมนตรีคนนอกที่เข้ามาควรจะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถโดดเด่น เป็นผู้เชี่ยวชาญ มีประสบการณ์ และประสบความสำเร็จในเรื่องนั้นๆ  หากเชิญเข้ามาช่วยงานรัฐบาลแล้วยังมีปัญหาก็ต้องเปลี่ยนเป็นรัฐมนตรีคนนอกคนอื่นได้ ไม่ควรสร้างข้อจำกัดให้ตัวเองว่า เมื่อเลือกมาแล้วจะไม่สามารถเปลี่ยนได้ ยกตัวอย่าง 3 รัฐมนตรีที่เป็นคนนอกในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง และนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯและรมว.การต่างประเทศ ในช่วงที่เป็นรัฐมนตรีใน ครม.อนุทิน 1 มีระยะเวลา 4 เดือน ขณะนั้นเอามาแก้ปัญหาเฉพาะกิจ แต่เมื่อเป็น ครม.อนุทิน 2 ซึ่งมีระยะเวลายาวนานกว่า นายกฯต้องดูว่า เขามีความรู้ความสามารถระดับไหน เพราะหากทำแล้วไม่เกิดผล ย่อมสามารถเปลี่ยนคนใหม่ได้ 

นายสุรเดช กล่าวว่า อย่าง รมว.พาณิชย์ ต้องดูว่า เขาทำงานได้ดีระดับไหน เพราะตอนเกิดปัญหาราคาสินค้าแพง มีการแก้ไขปัญหาโดยใช้โครงการรถพุ่มพวงธงฟ้า 3,000 คัน เป็นการแก้ปัญหาตรงจุดหรือไม่ และรัฐมนตรียังดันทุรังทำหรือไม่ บางคนมองว่า เป็นการสร้างภาพเพื่อลดกระแส เพราะสุดท้ายปัญหายังอยู่ ขณะนี้เศรษฐกิจย่ำแย่ ข้าวของแพง ถามว่า ใครต้องรับผิดชอบ ตอนนี้ร้านค้าปิดตัวกันไปหลายพันแห่ง คนตกงานเป็นเบือ ถามว่า ยังเวิร์กและเหมาะสมกับสถานการณ์อยู่หรือไม่ หรือในส่วน รมว.คลัง ต้องมามองในมิติว่า พระราชบัญญัติกู้เงิน 4 แสนล้านบาท แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยว่าใช้ได้ ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ แต่ไม่จำเป็นว่า จะต้องใช้ หรือต้องใช้ทั้งหมด 4 แสนล้านบาท รัฐบาลอาจจะใช้แค่ 1 แสนล้านบาท และเก็บอีก 3 แสนล้านบาทไว้ก่อน เพราะต้องใช้เงินทุกบาททุกสตางค์ให้คุ้มค่าเหมือนที่ประกาศเอาไว้ ไม่ใช่ใช้หมด เพราะมันเป็นการเพิ่มหนี้สาธารณะ

นายสุรเดช กล่าวต่อว่า หรือแม้กระทั่งเรื่องเอ็มโอยู 44 ขณะนี้ยังไม่มีการยกเลิก ทั้งที่รัฐบาลเขียนไว้ในนโยบายและประกาศไว้ชัดว่า ถ้าได้เป็นรัฐบาลจะยกเลิกเอ็มโอยู 44 ทันที ซึ่งการยกเลิกไม่ได้ขึ้นอยู่กับนายกฯคนเดียว แต่ขึ้นอยู่กับ รมว.การต่างประเทศด้วย โดย รมว.การต่างประเทศต้องเสนอเรื่องนี้ทันที แต่ขณะนี้ยังเงียบอยู่ ประชาชนก็คลางแคลง สุดท้ายไม่ได้แก้ไขอะไร กลายเป็นสายลมผ่านไป แบบนี้ รมว.การต่างประเทศต้องมีปฏิกิริยาอย่างไรบ้าง นายกฯควรตั้งคำถามว่า เหตุใดยังไม่เสนอเรื่องดังกล่าวมาอีก เพราะเมื่อไม่เสนอเรื่องเข้ามา นายกฯก็เซ็นไม่ได้ เพราะมันเป็นความรับผิดชอบของ รมว.การต่างประเทศ

‘ผมจึงอยากเสนอให้นายกฯเปิดโอกาสให้คนใหม่ๆ เข้ามาบ้าง มี ดร. และนักวิชาการเก่งๆ ในประเทศนี้อีกจำนวนมากที่คุณสมบัติเพียบพร้อม เหตุใดไม่เปิดโอกาสให้เข้ามาช่วยประเทศชาติในยามวิกฤติเช่นนี้ ขณะที่รัฐบาลเองก็เผชิญวิกฤติศรัทธาพอสมควร’นายสุรเดช ย้ำ

อนุทิน อ้อนชาวสุพรรณฯ ขอ สส. ยกจังหวัด เพื่อให้ทำงานได้อย่างคล่องตัว

อนุทิน อ้อนชาวสุพรรณฯ ขอ สส. ยกจังหวัด เพื่อให้ทำงานได้อย่างคล่องตัว

อนุทิน อ้อนชาวสุพรรณฯ ขอ สส. ยกจังหวัด เพื่อให้ทำงานได้อย่างคล่องตัว

วันเสาร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 13.46 น.

“อนุทิน” อ้อน คนสุพรรณ ยกสส.ให้ทั้งจังหวัด เพื่อให้ทำงานได้อย่างคล้องตัว พูดเสียงเหน่อเอาใจ “สุพรรณบุรี ไม่ได้มี “บรรหาร” เป็นนายกฯคนเดียวมี ”อนุทิน“เป็นเป็นนายกฯด้วย ย้ำรายได้ต้องตกอยู่กับชาวนาไม่ใช่พ่อค้าคนกลาง ก่อนสักการะท้าวเวสสุวรรณ เอาฤกษ์เอาชัย 

เมื่อเวลา 09.45 น. วันที่ 1 ส.ค. ที่ ต.นางบวช อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ลงพื้นที่ตรวจราชการและพบปะประชาชน ณ แปลงสาธิตการปลูกข้าวต้นทุนต่ำ บ้านท่านางเริง โดยนายกฯเดินทางด้วยรถโตโยต้าอัลพาร์ด สีดำ ทะเบียน กบ 5665 สุพรรณบุรี 

อนุทิน ชาญวีรกูล

โดยมี นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม นายประภัตร โพธสุธน นายสรชัด สุจิตต์  นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ และนายเสมอกัน เที่ยงธรรม สส.สุพรรณบุรี พรรคภูมิใจไทย นายศุภโชค ศรีสุขขจร  นายพาณุวัฒน์ สะสมทรัพย์  พันเอก สุขชาต สะสมทรัพย์  และนายอนุชา สะสมทรัพย์ สส.นครปฐม พรรคภูมิใจไทย และนายมณเฑียร สงฆ์ประชา สส.ชัยนาท พรรคภูมิใจไทย รวมถึงนายอุดม โปร่งฟ้า นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุพรรณบุรี มาให้การต้อนรับ

เมื่อมาถึงนายกฯรับฟังบรรยายสรุปโครงการส่งเสริมการเกษตร “แปลงสาธิตการปลูกข้าวต้นทุนต่ำ บ้านท่านางเริง” ก่อนพบปะประชาชนโดยนายกฯ กล่าวว่า ต้องขอขอบคุณที่ท่านได้มาให้การต้อนรับในฐานะที่เดินทางมาเพื่อมาดูแปลงนาสาธิตที่นายประภัตร ผู้แทนราษฎรของท่านตลอดกาล ขอให้ตนได้มาเห็นกับตาตัวเอง ไม่ฟังจากการอภิปรายของสส.ในสภาผู้แทนราษฎรหรือในที่ประชุม เพราะท่านต้องการให้ตนมีความเข้าใจในระบบการทำงานของประเทศไทยว่าพี่น้องชาวนาที่ถือว่าเป็นกระดูกสันหลังของชาติทำงานกันอย่างหนัก สร้างรายได้ให้กับประเทศอย่างมหาศาล ความประสงค์ของนายประภัตร คือต้องการให้รายได้ตกอยู่กับพี่น้องได้มากที่สุด ซึ่งตรงกับความประสงค์ของรัฐบาล ความประสงค์ของตนไม่ใช่ว่าทำแล้วผลผลิตที่ออกมาจากหยาดเหงื่อ แรงกายของประชาชนของชาวนาออกมากำไรส่วนใหญ่ไปอยู่กับพ่อค้าคนกลาง นายทุนและคนขายในขณะที่คนผลิตมีรายได้ไม่คุ้มค่า กับพลังและแรงที่ทุกคนทุ่มเทลงไปทั้งนี้ถือว่าและรัฐบาลต้องให้ความสำคัญอย่างที่สุดรัฐบาลต้องการย้ำว่ารายได้ส่วนใหญ่ตกอยู่กับพี่น้องชาวไร่ชาวนาเกษตรกรทุกคนที่ถือว่าเป็นต้นตอของการผลิต สินค้าทางการเกษตรทั้งหลายโดยเฉพาะข้าวดังนั้นในประเทศไทยคนที่รู้เรื่องข้าวเรื่องการปลูกข้าวดีที่สุดไม่เกิน 1 ใน 3 คือ  นายประภัตรใครจะพูดอะไรก็แล้วแต่ตนให้ความเชื่อมั่นในข้อมูลนายประภัตร ท่านเคยเป็นรมว.เกษตรสหกรณ์ตั้งแต่ตนใส่ขาสั้น ปีนี้ตนเข้าแซยิดแล้ว ถ้ารับราชการก็เกษียณเดือนก.ย.นี้แล้วตนเชื่อว่าด้วยประสบการณ์ของท่านด้วยความทุ่มเทของท่านด้วยความรักต่อแผ่นดินเกิด ถามว่าท่านมีความจำเป็นอะไรไหมด้วยอายุด้วยวัยด้วย สถานะต่างๆของท่านสามารถอยู่บ้านมีความสุขเดินทางไปท่องเที่ยวที่ไหนก็ได้ แต่ท่านเลือกที่จะทำใช้วิถีชีวิตเช่นนั้น และเลือกที่จะเป็นผู้แทนของพี่น้องประชาชนชาวสุพรรณบุรี โดยไม่มีคำว่าย่อท้อหรือเหน็ดเหนื่อยเลย

อนุทิน ชาญวีรกูล

นายกฯ กล่าวว่า นี่คือเหตุผลที่วันนี้เป็นวันเกิดของท่าน ท่านเพิ่งมาอยู่กับพรรคภูมิใจไทยสมัยแรกจากนี้ไปวันที่ 1 ส.ค.ตนจะต้องล็อควัน ไปไหนไม่ได้ต้องมาสุพรรณบุรี เพราะเป็นวันเกิดบุคคลสำคัญของตนและของพี่น้องประชาชน ประสบการณ์ความรู้ความทุ่มเทความเข้าใจในเรื่องนี้ของนายประภัตร ไม่เกิน 50 คนในประเทศไทยที่รู้เรื่องมากขนาดนี้รู้เรื่องและปฏิบัติได้ ไม่ใช่รู้เรื่องทฤษฎีแล้วมาพูดในเรื่องของทฤษฎีอย่างเดียว แต่ปฏิบัติไม่ได้นี่คือเหตุผลที่ท่านตั้งใจว่าตนจะต้องมา ตนถูกบังคับให้มา  และตนถามนายวราวุธว่าถ้ามาแล้วเป็นยังไงกำหนดการเป็นยังไงใครจะเป็นคนนำเสนอ  นายวราวุธบอก พี่ครับ มางานอาประภัตร ออแกไนซ์ตกงานหมด นายประภัตรพูดคนเดียว วันนี้พี่น้องชาวสุพรรณบุรีมีความสำคัญกับตนนอกจากเป็นนายกฯทุกคนมีความสำคัญอยู่แล้วทั่วประเทศ แต่ที่สำคัญคือในฐานะความเป็นหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยคือ ชาวสุพรรณบุรีตั้งใจยกสส.เกือบทั้งจังหวัดเหลือคนเดียว แต่ครั้งหน้าน่ามาทั้งจังหวัด มาแล้วก็มาทั้งจังหวัดเหลือคนเดียวมันทำงานไม่สะดวกคล่องแคล่วในทางการเมืองมันมีอะไรต่างๆมากมาย แต่ไม่ต้องห่วงเพราะเรามาเป็นรัฐบาลแล้วเราต้องดูพี่น้องประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียม ไม่ได้ดูว่าสส.คนนี้มาจากพรรคไหน แต่ถ้าสส.มาจากจังหวัดพรรคเดียวกันมันขับเคลื่อนอะไรได้เต็มที่มากกว่า ฉะนั้นไม่เป็นอะไรได้สส.4 คร จาก 5 คนก็ไม่รู้จะกล่าวขอบคุณพี่น้องชาวสุพรรณบุรียังไงแล้วสำหรับการมาเสนอตัวครั้งแรกของพรรคภูมิใจไทยในจังหวัดสุพรรณบุรี  

“ผมกับสส.ในจังหวัดสุพรรณบุรีมีความสนิทสนมเป็นเหมือนพี่เหมือนน้องคลานตามกันมา มีบุคคลที่เราเคารพนับถือกับผู้ใหญ่สมัยที่นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกฯอยู่ ท่านดูถนนที่อำเภอเดิมบางนางบวช ผมต้องบอกว่าคือตัวอย่างที่ดีมาก วางผังเมืองการวางระบบการคมนาคมขนส่งทำได้ทุกที่มีความสะดวก ประเทศไทยไม่ต้องกลัวใคร ประเทศไทยมีความเจริญ ซึ่งตอนนี้รัฐบาลกำลังทำอยู่  เรื่องระบบชลประทานก็เช่นกันทราบดีถ้าวันนี้เราไม่จัดการน้ำก็จะจัดการเรา เพราะฉะนั้นในรัฐบาลของผม บอกให้พี่น้องรับทราบ ตนเคยคิดว่าสมัยที่ตนอยู่กระทรวงมหาดไทยอย่างเดียวไม่ได้เป็นนายกฯ มาดูน้ำท่วมมาดูภัยแล้งมาดูภัยพิบัติต่างๆทุกอย่างมีส่วนเกี่ยวข้องกับระบบชลประทานทั้งหมด  ตนมาถึงจุดนี้แล้วไม่มีอะไรที่จะไปบอกว่านายกฯไม่สามารถอนุมัติได้ เพราะวันนี้ตัวเองเป็นนายกฯแล้ว ผมให้คำสัญญากับพี่น้องว่าสิ่งที่ผมอยากเห็นคือ ต้องทำคือระบบชลประทาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคกลางที่ต้องรับน้ำจากภาคเหนือ ผมได้ให้ทำการศึกษาและงบประมาณต่างๆเพื่อให้เกิด ประสิทธิภาพสูงสุดป้องกันภัยจากธรรมชาติโดยเฉพาะภัยน้ำท่วมที่เข้ามา เพราะพี่น้องทำนา ต้องป้องกันวางแผนให้ดี ไม่ให้เกิดเกิดขึ้นซ้ำซาก แต่ถ้าจะมีความเสียหายต้องมีความเสียหายที่น้อยที่สุดงบประมาณมีไปทำสิ่งเหล่านี้ แต่จะโทษใครไม่ได้ขอให้พี่น้องเชื่อใจว่าผมจะต้องทำในเรื่องของระบบชลประทาน ให้การประกอบอาชีพของพี่น้องมีความสะดวกมากยิ่งขึ้นเท่าที่จะทำได้“ นายกฯ กล่าว

อนุทิน ชาญวีรกูล

นายกฯ กล่าวอีกว่า วันนี้มากันพร้อมหน้าพร้อมตากันมาเป็นกันเอง ตั้งใจมาพบกับพี่น้องและมาอวยพรผู้ใหญ่ นายประภัตร ท่านมีความเมตตากับผมมากตั้งแต่ผมเป็นนักการเมืองระดับเล็ก พี่น้องเลือกมาและได้สส.ถึงแม้ว่าจะขาดไปคนหนึ่ง แต่ได้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาถือเป็นตำแหน่งของคนสุพรรณบุรี และในสุพรรณบุรีถือเป็นพี่น้องกันเรียกพี่น้องกันมาตลอด  สุพรรณบุรีไม่ใช่นายบรรหารเป็นนายกฯคนเดียว แต่มีอนุทินเป็นนายกฯด้วย โดยนายอนุทินได้พูดเป็นสำเนียงสุพรรณบุรีในท่อนนี้ จากนั้นนายกฯนั่งรถรางเยี่ยมชมแปลงสาธิตการปลูกข้าวต้นทุนต่ำ 

อนุทิน ชาญวีรกูล

ต่อจากนั้นนายกฯเดินทางไปยังวัดเดิมบาง (คงคาราม) อ.เดิมบางนางบวช เพื่อสักการะท้าวเวสสุวรรณ เทพหน้าทอง เพื่อเอาฤกษ์เอาชัยในการลงพื้นที่ปฏิบัติภารกิจ โดยนายกฯได้นำคณะไหว้ด้วยธูปใหญ่ เลขธูป 996 ทั้งนี้ท้าวเวสสุวรรณ เทพหน้าทอง เป็นที่นิยมมาสักการะของประชาชนเพื่อขอโชคลาภ และประสบความสำเร็จในการทำงาน 

อนุทิน บินด่วนชลบุรีบ่ายนี้ ติดตามตามคดีฆ่า 2 พี่น้องชาวรัสเซีย คนร้ายฆ่าคนไทยทั้งประเทศ ทำลายความเชื่อมั่น

อนุทิน บินด่วนชลบุรีบ่ายนี้ ติดตามตามคดีฆ่า 2 พี่น้องชาวรัสเซีย คนร้ายฆ่าคนไทยทั้งประเทศ ทำลายความเชื่อมั่น

อนุทิน บินด่วนชลบุรีบ่ายนี้ ติดตามตามคดีฆ่า 2 พี่น้องชาวรัสเซีย คนร้ายฆ่าคนไทยทั้งประเทศ ทำลายความเชื่อมั่น

วันเสาร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 12.34 น.

นายกฯ เตรียมบินด่วนชลบุรีบ่ายนี้ หลังเสร็จภารกิจสุพรรณ เร่งตามคดีฆ่า 2 พี่น้องชาวรัสเซีย ซัดอัปมงคล! การกระทำฆ่าคนไทยทั้งประเทศ ทำกระทบเชื่อมั่น – ประเทศเสียชื่อ บอกต้องลงโทษให้หนัก 

เมื่อเวลา 09.45 น. วันที่ 1 ส.ค. ที่ ต.นางบวช อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ลงพื้นที่ตรวจราชการและพบปะประชาชน ณ แปลงสาธิตการปลูกข้าวต้นทุนต่ำ บ้านท่านางเริง โดยนายกฯ กล่าวกับปะชาชนตอนหนึ่งถึงคดีฆ่าพี่น้องชาวรัสเซีย และฆ่ายกครัว 3 ศพ จังหวัดชลบุรี ว่า วันนี้แม้มีเรื่องมงคล แต่ก็มีเรื่องอัปมงคล ที่คนไทย 2 คนทำเรื่องเสื่อมเสีย ทำให้ประเทศไทยเสื่อมเสียชื่อเสียง ตนต้องไปดูกับตาตัวเองว่าทำไมมันช่างโหดร้ายได้ขนาดนี้ มันไม่ได้แค่ฆ่าชาวต่างชาติ หรือฆาตกรรมคนไทยด้วยกันเอง 3 ศพเท่านั้น แต่มันฆ่าคนไทยทั้งประเทศ ทำให้สิ่งที่เราจะสร้างให้ความไว้วางใจกับต่างชาติถูกทำลาย ด้วยคนที่ดูแล้วไม่มีสติสัมปชัญญะเพิ่งออกจากคุก ติดยาและก่อคดีแล้วก่อคดีอีก 

อนุทิน ชาญวีรกูล

“ช่วงบ่ายวันนี้ตั้งใจ จะพบสส. สุพรรณบุรีและพาไปดูพื้นที่ต่างๆ แต่สุดท้ายไม่ได้แล้ว ต้องไปที่ชลบุรีเพื่อสร้างความมั่นใจกลับมา คนที่ทำลายประเทศได้ขนาดนี้ ต้องรับโทษสถานหนัก ให้มันสาสมกับเวรกรรมที่มันก่อไว้กับผู้เคราะห์ร้าย และประเทศไทยต้องทำให้มั่นใจว่าจะไม่มีการอำนวยความสะดวกหรือช่วยเหลือใดๆ รวมถึงหาทางให้ได้รับโทษสถานหนักโดยเร็ว จึงขอกราบอภัยที่ไม่สามารถอยู่สุพรรณบุรีต่อได้“ นายอนุทิน กล่าว 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงบ่ายภายหลังลงพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี นายอนุทินจะเดินทางต่อไปที่จังหวัดชลบุรีเพื่อติดตามคดีฆ่าพี่น้องชาวรัสเซีย และฆ่ายกครัว 3 ศพ โดยมีรายงานว่านายกรัฐมนตรีจะไปร่วมแถลงข่าวสรุปคดี และลงไปสร้างความมั่นใจเนื่องจากเป็นคดีสะเทือนขวัญ ที่กระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ

อนุทิน ชาญวีรกูล

โบว์ ณัฏฐา เห็นกับตา สนามแห่งการ ฮั้ว จี้แก้รธน.มาตรา107 ผู้สมัครสว.เลือกกันเอง

โบว์ ณัฏฐา เห็นกับตา สนามแห่งการ ฮั้ว จี้แก้รธน.มาตรา107 ผู้สมัครสว.เลือกกันเอง

โบว์ ณัฏฐา เห็นกับตา สนามแห่งการ ฮั้ว จี้แก้รธน.มาตรา107 ผู้สมัครสว.เลือกกันเอง

วันเสาร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 10.16 น.

น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา หรือ โบว์ พิธีกรรายการวิเคราะห์ข่าว และนักกิจกรรมเพื่อสิทธิมนุษยชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวถึงประเด็นร้อนเกี่ยวกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ภายใต้แฮชแท็ก #ฮั้วสว67 โดยระบุว่า

ในฐานะผู้มีประสบการณ์ตรงกับสนาม #ฮั้วสว67 และเคยทำคลิปไล่เรียงประสบการณ์อย่างละเอียดไว้เมื่อสองปีก่อน อยากขอสรุปประเด็นสำคัญ เพื่อช่วยให้คนที่สนใจได้ติดตามข่าวนี้อย่างเข้าใจมากขึ้น

1. การเลือก ส.ว. ตาม รธน.60 คือสนามแห่งการ “ฮั้ว”
เมื่อกติกากำหนดให้ผู้สมัครเข้าแข่งขัน “เลือกกันเอง” ผู้สมัครแทบทั้งหมดจึงต้องคิดว่าทำอย่างไรจะให้ตัวเองไม่ตกรอบ ผลคือ
พี่ส่งน้องมาร่วมสมัคร เจ้าของบริษัทส่งลูกน้องมาร่วมสมัคร ประธานสมาคมส่งสมาชิกมาร่วมสมัคร เพื่อให้เลือกตัวเองเข้าสู่รอบจังหวัด
ส่วนคนที่ไม่ได้จัดตั้งใครมาก็เจรจาแลกคะแนนกัน
ถ้าเธอเลือกฉัน ฉันจะเลือกเธอ คนละหนึ่งคะแนนก็เพียงพอจับมือเข้ารอบแรก เพราะแต่ละเขตมีผู้สมัครน้อยพอที่จะยกกลุ่มเข้ารอบจังหวัด
กลุ่มไหนจำนวนผู้สมัครเกินมานิดเดียวและเป็นเลขคี่ จะมีหนึ่งคนที่ตกรอบไปเพราะไม่มีใครให้จับคู่
ส่วนตัวได้เห็นกับตาว่าคนโปรไฟล์ดีที่สุดของกลุ่มข้างๆ ตกรอบแรกเพราะไม่มีใครจับคู่แลกคะแนนด้วย ส่วนกลุ่มเราเข้ายกกลุ่มเพราะมีจำนวนคนพอให้แลกกันได้พอดี คนจบป.4 วัยเจ็ดสิบอยู่บ้านเฉยๆไม่รู้จักรัฐธรรมนูญก็เข้ารอบไปด้วยบริบทของการนั่งขอกันก่อนโหวตแบบนี้ “จะได้เข้ารอบไปด้วยกันนะ”
รอบจังหวัดถ้าเป็นจังหวัดใหญ่จะซับซ้อนขึ้น เพราะจะมีการคัดออกมากขึ้นจึงต้องการคะแนนมากขึ้น การเจรจาแลกคะแนนจะเข้มข้น หลายคนเข้ารอบเพราะ “คบซ้อน” สำเร็จ คือไปหลอกคนอื่นว่าตัวเองจะโหวตให้แต่ไม่โหวตจริงเพราะทุกคนกาได้แค่สองช่อง (โหวตตัวเองหนึ่ง โหวตคนอื่นอีกหนึ่ง) บางคนหลอกมาได้เป็นสิบคน
พวกคนดังถ้าไม่ได้มากับกลุ่มจัดตั้งก็ตกรอบนี้กันหมด ไม่มีใครเลือกเพราะทุกคนก็อยากเข้ารอบ และแน่นอนคงไม่เอาชื่อเสียงไปแลกกับการหลอกใคร
ใครมาเป็นกลุ่มจัดตั้งจะปรากฏชัดในรอบนี้ คะแนนจะกองแบบไม่สมเหตุสมผลทั้งที่โปรไฟล์ไม่มีอะไรโดดเด่น เพราะมีกลุ่มที่จัดตั้งมาโหวตส่งเข้ารอบ
กลุ่มไหนจัดตั้งมาดีสมาชิกมีวินัยไม่แตกแถว จะเข้าไปได้เป็นกอบเป็นกำ
กลุ่มไหนจัดตั้งมาหลวมๆ หรือมีสมาชิกไม่พอ เสียงจะแตก ไปไม่ถึงปลายทาง
-ทั้งหมดนี้ไม่ผิดกฎหมาย เพราะ กกต. ไม่มีกฎห้าม
นี่คือสนามที่ออกแบบมาเพื่อการ “ฮั้ว”

2. การกระทำที่ผิดกฎหมาย
นอกเหนือจากระเบียบที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการและการปฏิบัติตนในการเลือกตั้งทั่วไปแล้ว การกระทำที่จะผิดกฎหมาย พรป.สว. และระเบียบกกต. หลักๆ คือ
-การรับสินบนทั้งหลาย และ
-การยินยอมให้ผู้มีตำแหน่งทางการเมืองช่วยเหลือให้ได้รับการเลือกเป็น สว. ซึ่งจะมีโทษหนักทั้งสองฝ่าย
ดังนั้น ถ้าจะเอาผิดใคร ต้องมีหลักฐานชี้ชัดในเรื่องเหล่านี้ คือการรับเงิน และการรับความช่วยเหลือจากคนที่มีตำแหน่งทางการเมืองให้ได้เป็น สว.

3. การใช้อำนาจของ สว.
สว.ตามรัฐธรรมนูญ 60 นั้นมีอำนาจที่สำคัญหลายประการที่ไม่อยากให้ลืมกัน
พวกเขาสามารถสกัดขัดขวางการแก้รัฐธรรมนูญได้ ด้วยเงื่อนไขของจำนวนเสียงโหวตสว.ที่รัฐธรรมนูญให้ไว้ พวกเขาสามารถเลือกที่จะให้หรือไม่ให้ใครเข้าไปนั่งเป็นกรรมการในองค์กรอิสระได้ แม้จะได้รับการกลั่นกรองคุณสมบัติมาอย่างดีโดยคณะกรรมการสรรหาที่ประกอบด้วยบุคคลตำแหน่งสูงสุดจากองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีประธานศาลฎีกาเป็นประธาน
-สองปีที่ผ่านมา การโหวตของ สว. ในเรื่องเหล่านี้ก่อให้เกิดคำถามในเชิงหลักการมากมาย โดยเฉพาะการตีตกแคนดิเดทตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ได้รับเสียงเห็นชอบเป็นเอกฉันท์จากคณะกรรมการสรรหา แต่โหวตรับแคนดิเดทที่ไม่ได้รับเสียงเอกฉันท์จากกรรมการสรรหา

4. การเลือก สว. ชุดใหม่จะเกิดขึ้นในอีก 3 ปีข้างหน้า
รัฐธรรมนูญ60 กำหนดให้วุฒิสภามีอายุ 5 ปี ขณะนี้ผ่านมาร่วมสองปีแล้ว อีกสามปีกระบวนการเช่นนี้จะเริ่มต้นอีกครั้ง
หากไม่มีการแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 107 ที่กำหนดให้วุฒิสภามาจากการ “เลือกกันเอง” ของผู้สมัคร เหตุการณ์ฮั้วสว.ตามข้อ 1 ก็จะวนกลับมาอีกครั้ง
-เมื่อผู้เข้าแข่งขันต้องการตำแหน่ง เขาจะไม่คิดถึงการโหวตคนที่ดีที่สุด แต่จะบริหารจัดการคะแนน ไม่ว่าจะด้วยวิธีที่ผิดหรือถูกกฎหมาย เพื่อให้ตัวเองได้เข้ารอบ ตามวิถีของ Survival Game

การจะจับกุมผู้กระทำความผิดกฎหมายในสนาม #ฮั้วสว67 ได้หรือไม่นั้น เป็นเรื่องหนึ่ง ที่ต้องพึ่งพาพยานหลักฐานที่มีน้ำหนักพอจะเอาผิด
การจะแก้ไขมาตรา 107 เพื่อไม่ให้ที่มาของวุฒิสภาเป็นเช่นนี้ต่อไป เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่ต้องพึ่งพาแรงผลักดันของสมาชิกรัฐสภา
แต่ยังไม่มีใครพูดถึงเรื่องนี้เลย
-หากการแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 107 ไม่เกิดขึ้น ในอีกสามปีข้างหน้า สนาม #ฮั้วสว72 จะมาถึง การฮั้วแบบถูกกฎหมายจะดำเนินต่อไป การฮั้วแบบผิดกฎหมายจะแนบเนียนขึ้น
โดยมีประชาชนที่ถูกรัฐธรรมนูญ60 กันให้อยู่นอกสนาม ยืนมองกันตาปริบๆ

เริ่มแล้ว 1 ส.ค. นี้ สิทธิข้าราชการเบิกค่ายารักษากระดูกพรุนได้

เริ่มแล้ว 1 ส.ค. นี้ สิทธิข้าราชการเบิกค่ายารักษากระดูกพรุนได้

เริ่มแล้ว 1 ส.ค. นี้ สิทธิข้าราชการเบิกค่ายารักษากระดูกพรุนได้

วันเสาร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 09.00 น.

เริ่ม 1 ส.ค. เพิ่มสิทธิให้ข้าราชการ ใช้ยา ‘รักษากระดูกพรุน’ กรณี ‘เสี่ยงสูงมากต่อการหัก’ เพื่อให้ผู้มีสิทธิและบุคคลในครอบครัวสามารถเข้าถึงยาที่จำเป็น และมีประสิทธิภาพสอดคล้องกับแนวเวชปฏิบัติ

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กรมบัญชีกลาง ออกหลักเกณ์ใหม่ให้ สิทธิข้าราชการสามารถเบิกค่ายา “Teriparatide – Romosozumab” สำหรับรักษา “โรคกระดูกพรุนที่มีความเสี่ยงสูงมากต่อการเกิดกระดูก” โดยให้มีผลใช้บังคับสำหรับค่ารักษาที่เกิดขึ้นตั้งแต่ 1 ส.ค. 69 เป็นต้นไป

พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ตามที่กรมบัญชีกลางได้มีการกำหนดให้รายการยารักษาโรคมะเร็ง และโลหิตวิทยาและยาประเภทอื่นๆ ที่มีค่าใช้จ่ายสูง ซึ่งเป็นทะเบียนยาใหม่ทุกประเภทที่ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2561 เป็นต้นไป จะไม่สามารถเบิกจากทางราชการได้ จนกว่าจะมีการพิจารณาปรับเข้าระบบ Pior Authorization (PA) หรือกรอบรายการยาแล้วแต่กรณี นั้น ปัจจุบันยา Teriparatide ที่ใช้สำหรับรักษาผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนที่มีความเสี่ยงสูงมากต่อการเกิดกระดูกหัก ซึ่งเป็นยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติ และยา Romosozumab ขึ้นทะเบียนกับ อย. เมื่อวันที่ 20 ต.ค. 2563 ดังนั้น เพื่อให้ผู้มีสิทธิและบุคคลในครอบครัวสามารถเข้าถึงยาที่จำเป็น และมีประสิทธิภาพสอดคล้องกับแนวเวชปฏิบัติ ภายใต้การเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลที่เป็นไปอย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับภาระงบประมาณ จึงเห็นสมควรให้ดำเนินการใน 2 ส่วน ประกอบด้วย

1. กำหนดหลักเกณฑ์การเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลสำหรับผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนที่มีความเสี่ยงสูงมากต่อการเกิดกระดูกหัก และกำหนดอัตราการเบิกจ่ายค่ายา ดังนี้

1.1 ยา Teriparatide ในอัตราไม่เกิน 7,710 บาทต่อ 1 ด้ามต่อกล่อง

1.2 ยา Romosozumab ในอัตราไม่เกิน 16,670 บาทต่อ 2 ด้ามต่อกล่อง

ทั้งนี้ การใช้ยา Teriparatide และ Romosozumab ต้องเป็นไปตามแนวทางกำกับการเบิกจ่ายค่ายาที่กรมบัญชีกลางกำหนด จึงจะสามารถเบิกจ่ายจากทางราชการได้

2. กำหนดให้สถานพยาบาลเป็นผู้เบิกจ่ายค่ายา Teriparatide และ Romosozumab ในระบบเบิกจ่ายตรงสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการเท่านั้น หากสถานพยาบาลมีการออกใบเสร็จรับเงินค่ายา ให้ระบุเป็น “ค่ายาที่เบิกไม่ได้” และไม่ให้ออกใบรับรองในการสั่งใช้ยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติ โดยผู้มีสิทธิจะไม่สามารถนำใบเสร็จรับเงินค่ายาดังกล่าวมายื่นเบิกเงินกับส่วนราชการต้นสังกัดได้

“รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ความสำคัญกับสุขภาพของประชาชน มุ่งให้ประชาชนทุกกลุ่มได้รับการรักษาพยาบาลอย่างทั่วถึง เข้าถึงการรักษาด้วยยาที่มีความจำเป็น ยกระดับคุณภาพระบบสาธารณสุขให้ตอบโจทย์วิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป” นางสาวพลอยทะเล กล่าว

‘ลูกเนวิน’สยบปรับครม. 1ปีกำลังสวย ประเมินผลงานรมต.

‘ลูกเนวิน’สยบปรับครม. 1ปีกำลังสวย ประเมินผลงานรมต.

‘ลูกเนวิน’สยบปรับครม. 1ปีกำลังสวย ประเมินผลงานรมต.

วันเสาร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘ลูกเนวิน’สยบปรับครม. 1ปีกำลังสวย ประเมินผลงานรมต. คดีฮั้วสว.ใส่กันเดือด ศุภชัยลุยแฉพรรคส้ม

“ไชยชนก” ชิงสยบข่าวปรับ ครม. อ้อนขอเวลา 1 ปีกำลังสวย ย้ำผ่านมา 4 เดือน “ลูกเทพ” มีผลงานเพียบ ทั้งรื้อโครงสร้างพลังงาน-ล้างบางทุจริตสอบท้องถิ่น ด้าน “ธนกร” เย้ยข่าวดีลลับแดง-เขียวเปลี่ยนตัวนายกฯ เป็นพวกตกคณิตศาสตร์ ย้ำพรรคร่วมรัฐบาลยังแน่นปึ้ก ด้านศึกคดีฮั้วสว.ยังเดือด‘บังซุป-นันทนา’แลกคนละหมัด ขณะที่‘ศุภชัย’อ้างมีหลักฐานพรรคส้มมีกระบวนการจัดตั้งหลายจังหวัด ส่วน ‘ศรีสุวรรณ’บุกร้องกกต.ร้องจี้สอบปมฉาว

เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสโจมตีกลุ่มลูกเทพ และลามไปถึงกระแสข่าวการปรับกลุ่มลูกเทพที่ไม่มีผลงานออกว่า ถ้าเอาเรื่องของลูกเทพออกไป ตนคิดว่าการปรับ ครม.ก็ต้องมีการพิจารณาผลงานของรัฐมนตรีทุกคนอยู่แล้ว ไม่ใช่เฉพาะกลุ่มลูกเทพ ตนเองก็ต้องเป็นหนึ่งในคนที่ต้องถูกประเมินผลงานเช่นกัน เพื่อให้ ครม.ชุดนี้ สามารถปฏิบัติหน้าที่ให้ได้ดีที่สุด เพื่อชาติและพี่น้องประชาชน

‘ไชยชนก’อ้อนขอเวลาทำงาน

เมื่อถามว่า การปรับ ครม. มองว่าควรเป็นช่วง 6 เดือนหรือ 1 ปี ถึงจะเหมาะสม นายไชยชนก กล่าวว่า ควรจะให้เวลาทำงานหน่อย ซึ่งเวลาเกือบ 4 เดือนที่ผ่านมา ส่วนตัวคิดว่า ครม.มีผลงานเยอะมาก มีประเด็นไหนขึ้นมา ก็มีการจัดการแก้ไขปัญหา ไม่ใช่แบบผิวเผิน แต่แก้ไขในเชิงโครงสร้างหลากหลายประเด็น และมีอีกหลายอย่างที่กำลังแก้ไขกันอยู่ ซึ่งตนคิดว่าควรจะให้เวลามากกว่านี้

เมื่อถามว่า ที่บอกว่าแก้ไขโครงสร้างเช่นอะไรบ้าง นายไชยชนก กล่าวว่า ถ้าจะยกตัวอย่างก็เช่นโครงสร้างพลังงาน ที่ได้มีการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม และกรณีที่เป็นประเด็นร้อน อย่างเรื่องการทุจริตสอบท้องถิ่น ถ้าไม่ใช่เป็นเพราะการปรับเปลี่ยน ตนคิดว่าเรื่องก็คงไม่แดงมาขนาดนี้ รวมไปถึงขณะนี้มีการระดมกำลัง เพื่อทำให้ปัญหาแบบนี้ไม่เกิดขึ้นอีกในอนาคต ซึ่งเป็นปัญหาที่ค่อนข้างสะสมมานาน สำหรับตน มองว่าสิ่งเหล่านี้เป็นผลงาน

สยบปรับครม.บอก1ปีกำลังสวย

เมื่อถามว่า ในฐานะรัฐมนตรี มองว่าระยะเวลาแค่ไหนควรจะประเมิน KPI หรือปรับ ครม. นายไชยชนก กล่าวว่า ส่วนตัวคิดว่าควรต้องนานกว่า 4 เดือน และต้องนานกว่า 6 เดือน ซึ่งคิดว่า 1 ปีกำลังสวย

เมื่อถามว่า หัวหน้าพรรคได้แจ้งถึงระยะเวลาการปรับ ครม.ไว้หรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า ระยะเวลาไม่ได้แจ้ง แต่แจ้งรัฐมนตรีทุกคนให้ทราบตั้งแต่ต้นแล้วว่า ทุกคนต้องทำงาน ต้องมีผลงาน ยิ่งเราเป็นพรรคที่ใหญ่ขึ้น มีบุคลากรที่มีศักยภาพหลายคน ก็ต้องพิสูจน์ตัวเองให้ได้

ไม่ให้ราคาข่าวปล่อยดีลจับขั้ว

เมื่อถามว่า เรื่องปล่อยข่าวดีลจับขั้วรัฐบาลอย่างไร นายไชยชนก กล่าวว่า ส่วนตัวไม่ได้ให้ความสนใจตรงนี้เท่าไหร่ ตอนนี้มีปัญหารุมเร้า มี วิกฤตมากมาย มีหลายเรื่องที่ ครม.ทุกคนจะต้องโฟกัสและเร่งทำเพื่อประชาชน พวกเราไม่ได้ดูตรงนี้ ส่วนตัวมองว่า ถ้าเราทำหน้าที่ได้ดี ไม่ว่าจะมีการวางแผนหรือเดินเกมอย่างไร ก็ไม่กระทบ ครม.

ยันเดินหน้าเต็มที่ TH-AI

นายไชยชนก ยังกล่าวถึงกรณี นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เรียกร้องให้ยุติโครงการ TH-AI Passport หากไม่ดำเนินการจะใช้กลไกรัฐสภาตรวจสอบขั้นสูงสุด โดยนายไชยชนก ยืนยันว่า ไม่มีปัญหา เรื่องนี้มีการประสานมาแล้วล่วงหน้าว่าอยากจะมายื่นข้อเสนอที่จะพัฒนาให้ดีขึ้น แต่ไม่ได้มีการออกมา เหมือนที่ชี้แจงมา แต่ไม่เป็นไร เพราะเราให้การสนับสนุนเรื่องของการตรวจสอบเต็มที่ และที่ผ่านมามีการพูดคุยมาแล้วหลายรอบ ซึ่งตนก็มั่นใจในส่วนที่กำกับดูแล รับผิดชอบว่า มีการทำโครงการนี้ เพื่อให้คุ้มราคา มีคุณภาพ และทำให้ประชาชนเข้าถึงเอไอ ที่มีคุณภาพในหลากหลายโมเดลฟรีในระยะเวลา 1 ปีได้ เพราะฉะนั้นเราเดินหน้าเต็มที่

นายกฯยันไม่ปรับครม.ทำงานแค่4เดือน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยนายกฯยืนยันว่า ไม่มี พร้อมถามสื่อมวลชนกลับมาว่า ”เอามาจากไหน เอามาจากรายการทีวี แต่ยังไม่มี ขณะนี้เพิ่งจะ 4 เดือน และทุกคนก็พยายามทำงานให้ตรงกับแนวทางที่ตนกำหนดให้“ นายกฯ ระบุ เมื่อถามถึงห้วงเวลาที่จะมีการปรับคณะรัฐมนตรีนั้น นายอนุทิน กล่าวว่า ของแบบนี้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ พูดไปเดี๋ยวจะไปผูกมัด เอาเป็นว่านายกรัฐมนตรีทรงสิทธิ์เรื่องการปรับคณะรัฐมนตรีอยู่แล้ว เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น ใครที่ทำแล้วประเทศชาติไม่เกิดประโยชน์ ประเทศชาติเสียหาย ก็ไม่จำเป็นต้องรอว่าถึงเวลาปรับครม. แล้วค่อยปรับ

ตำแหน่งที่ว่างยังไม่คิดเอาใครมานั่ง

เมื่อถามว่า มองกระแสข่าวการปรับคณะรัฐมนตรีอย่างไร นายกฯ กล่าวว่า ตนไม่รู้จะมองอย่างไร เพราะทุกคนเดาหมดเลย รายการต่างๆ ตนพูดได้เลยว่า เข้าไม่ถึงแหล่งข่าว และไม่รู้จริง แต่พยายามใช้ประสบการณ์ของตัวเองประเมินกันไป ทั้งที่ตัวเองก็ไม่ได้มีข้อมูลใดๆ เลยแม้แต่น้อย ไม่ไหวแล้ว ต้องไปแก้อย่างไร แก้ไม่ไหว เมื่อถามย้ำว่า เมื่อมีกระแสข่าวลักษณะนี้ นายกฯให้คำมั่นกับคณะรัฐมนตรีอย่างไร เพื่อไม่ให้เสียสมาธิในการทำงาน นายอนุทิน กล่าวว่า ตนไม่ต้องให้คำมั่นอะไรกับใคร นายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้ารัฐบาล ถ้าถึงเวลาปรับก็ต้องปรับ ถ้าใครไม่ได้ทำผิดก็ไม่ปรับ ถ้าใครไม่ทำอะไรที่เสียหายกับบ้านเมือง และมีผลงานก็ไม่ปรับ ส่วนตำแหน่งที่ยังเหลืออีกหนึ่งตำแหน่งเป็นไปได้หรือไม่ว่า อาจจะมีพรรคอื่นมาร่วมรัฐบาลอีกในการปรับคณะรัฐมนตรีครั้งหน้า นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ตอนนี้ยังเป็นไปไม่ได้

จี้ทุกกระทรวงทำงานรวมทั้งตัวเองด้วย

เมื่อถามว่า มีกระทรวงไหนที่ต้องจี้ให้มีผลงานในช่วงนี้ นายอนุทิน กล่าวว่า จี้ทุกกระทรวง จี้ตัวเองด้วย ที่ผ่านมาถือว่ามีการสื่อสารที่ดีขึ้น พร้อมมองว่า ผลงานของรัฐบาลก็ออกมาอย่างต่อเนื่อง คนที่เห็นผลงาน และเข้าใจรัฐบาลมีมากมาย คนที่ตั้งใจจะโจมตีอย่างเดียว ไม่ว่าจะทำอะไรก็ผิดไปหมด ก็มีเช่นกัน ซึ่งก็แล้วแต่ แต่ไม่ได้ทำให้รัฐบาลมีความกังวลอะไร รัฐบาลทำแต่สิ่งที่ถูกต้อง และมีประโยชน์กับบ้านเมือง หากยึดมั่นสองสิ่งนี้ได้ และอธิบายตัวเองได้ อธิบายคณะทำงานได้ ข้าราชการรับไปปฏิบัติด้วยประสิทธิภาพ และความร่วมมือ ตนก็ยังยืนยันว่า รัฐบาลชุดนี้ได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากข้าราชการประจำ ฝ่ายความมั่นคง และภาคเศรษฐกิจ ก็เชื่อมั่นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในทุกวันนี้เกิดจากความร่วมมือที่ดี ต่างเชื่อมั่นซึ่งกันและกัน นายกฯ กล่าวต่อว่า เมื่อวาน (30 ก.ค.) ตนได้ดูรายการอะไรไม่รู้ ที่บอกว่า ตนบังคับบัญชาไม่ได้แล้ว สั่งอะไรก็ไม่มีใครทำตาม ขอให้ผู้สื่อข่าวดูก็แล้วกันว่าจริงหรือไม่ ที่สั่งแล้วถูกต้องตามกฎหมายก็ต้องทำตาม คิดอย่างอื่นไม่ได้ แต่หากสั่งแล้วผิดกฎหมาย ไม่ชอบ และไม่เกิดประโยชน์กับประเทศกับประชาชน ต้องไม่ทำแบบนั้น แต่หากสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ชอบด้วยกฎหมาย ก็ต้องทำ ก็ชัดเจนแค่นั้น

‘ธนกร’เมินกระแสดีลเขียว-แดง’

นายธนกร วังบุญคงชนะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย(ภท.) และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวถึงกรณีที่นายไทกร พลสุวรรณ นักเคลื่อนไหวทางการเมืองระบุว่า มีดีลลับแดง-เขียว พูดคุยกันที่โมนาโกเพื่อรวบรวมเสียงสนับสนุนในการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีด้วยว่า ส่วนตัวไม่ให้น้ำหนักกับคำพูดของนายไทกรอยู่แล้ว และถ้าคนที่มองการเมืองออก เล่นการเมืองเป็น ย่อมรู้ว่าถ้าจะมีการเจรจากันจริงก็แค่ยกหูหรือไปหาที่บ้านก็ได้ ไม่จำเป็นต้องบินไปคุยกันถีงต่างประเทศ นอกจากนี้ ที่ผ่านมาในหลายๆ ครั้ง นายไทกรก็มักจะพูดลอยๆ แต่ไม่เคยแสดงหลักฐานเป็นชิ้นเป็นอันอะไรเลย ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อตัวนายไทกรเอง แล้วสุดท้ายสังคมจะเลิกเชื่อถือคำพูดของนายไทกรในที่สุด

ยันเสียงในสภายังมั่นคงแข็งแรง

ผู้สื่อข่าวถามว่า ยังมีฝ่ายการเมืองบางฝ่ายเชื่อว่ารัฐบาลในเวลานี้มีรอยร้าว นายธนกร กล่าวว่า วันนี้รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ยืนยันว่า เสียงในสภาฯ ของพรรคร่วมรัฐบาลยังมั่นคงแข็งแรง หากเรื่องไหนที่พรรคร่วมรัฐบาลมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันทางการเมือง ก็จะนำทุกประเด็นไปหารือกันในคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ทั้งเรื่องกฎหมายไปจนถึงประเด็นทางการเมือง ซึ่งทุกเรื่องสามารถพูดคุยกันได้

“ทุกพรรคร่วมรัฐบาลมีความคิดเห็นที่ต่างกันทางการเมืองถือเป็นเรื่องปกติ แต่สามารถหาจุดกึ่งกลางร่วมกันเพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชนและประเทศชาติได้ เรื่องดีลลับแดง-เขียวผมมองว่าเลอะเทอะ ตกคณิตศาสตร์ คนพูดก่อนออกมาปล่อยข่าวได้ลองนับเลขดูก่อนแล้วหรือยังว่าเก้าอี้ ส.ส.ของพรรคภท.มีอยู่เท่าไหร่ เอาเวลาไปทำอะไรที่มันเข้าท่าเข้าทาง ทำแล้วประชาชนได้ประโยชน์ยังดีกว่า” นายธนกร กล่าว

“ภาวุธ”ไม่มารับทราบข้อหาฟอเร็กซ์

ที่ศูนย์ราชการฯ อาคารซี (C) ชั้น 2 โถงดีเอสไอ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากที่คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ ได้พิจารณาออกหมายเรียกผู้ต้องหาทั้ง 22 ราย คดีซื้อขายฟอเร็กซ์ (Forex)โดยวันที่ 24 ก.ค.69 ที่ผ่านมา นายภาวุธ

พงษ์ วิทยภานุ หรือป้อม สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาน (ปชน.) มอบอำนาจให้ นายภิรัช ตรีเพชร ทนายความประจำตัว เดินทางเข้าพบคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ เพื่อยื่นเอกสารขอเลื่อนหมายเรียกผู้ต้องหาครั้งที่ 1 โดยให้เหตุผลว่าได้รับหมายเรียกผู้ต้องหาครั้งที่ 1 ในเวลากระชั้นชิด จึงต้องกลับไปรวบรวมเอกสารให้ครบถ้วนเพื่อจะได้นำมาชี้แจงแก่พนักงานสอบสวน อีกทั้งนายภาวุธ ยังติดภารกิจในวันดังกล่าว จึงไม่สามารถเดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหาได้และขอเลื่อนการรับทราบข้อกล่าวหาเป็นวันที่ 3ส.ค.69 อย่างไรก็ดี คณะพนักงานสอบสวนพิจารณาแล้ว มีมติออกหมายเรียกผู้ต้องหาครั้งที่2 ให้เข้ามารับทราบข้อกล่าวหาและชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาในวันศุกร์ที่ 31ก.ค.69 แทน

ผู้สื่อข่าวได้โทรศัพท์ไปสอบถาม นายภาวุธพงษ์วิทยภานุ หรือป้อม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ว่าในวันนี้จะมีการเดินทางมารับทราบข้อกล่าวหาตามหมายเรียกครั้งที่ 2 หรือว่าไม่ หรือจะส่งทนายความขอเลื่อนหมายเรียกหรือไม่นั้น โดย นายภาวุธ เปิดเผยผ่านทางโทรศัพท์ว่า วันนี้ตนยังจะไม่ได้เข้าพบพนักงานสอบสวน เนื่องด้วยติดประชุมกรรมาธิการ ซึ่งก่อนหน้านี้ตนได้มอบหมายให้ทนายความส่งเอกสารขอเลื่อนหมายเรียกไปเป็นวันที่ 3 ส.ค.69 อย่างแน่นอนพร้อมยืนยันว่าในวันดังกล่าวจะเดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนอย่างแน่นอน ส่วนจะเป็นเวลาใดจะขอปรึกษากับทีมงานก่อน ขณะที่ประเด็นเรื่องหมายเรียกครั้งที่ 2 ที่มีการนัดหมายวันนี้ ตนยังไม่เห็นเอกสารหมายเรียกดังกล่าวแต่อย่างใด

ยันมาแน่3สิงหาคมนัดไว่ล่วงหน้า

ขณะที่รายงานภายในกรมสอบสวนคดีพิเศษเผยว่า กรณีที่ นายภาวุธ จะไม่มาพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียกผู้ต้องหาครั้งที่2และไม่ได้ส่งทนายทนายความมาขอเลื่อนนั้น พนักงานสอบสวนจะไม่ขอศาลออกหมายจับ เนื่องด้วยก่อนหน้านี้ นายภาวุธ เคยเข้ามาแสดงตัวต่อหน้าพนักงานสอบสวนแล้ว อีกทั้งก่อนหน้านี้ก็ได้โทรศัพท์ประสานกับคณะพนักงานสอบสวนไว้แล้วว่า จะไม่เข้าพบแต่อย่างใด จึงไม่ถือเป็นการขัดต่อหมายเรียกครั้งที่ 2 ทำให้กำหนดการนัดหมายจึงเป็นดังเดิม คือ วันที่ 3 ส.ค.69

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ต่อมาเวลา 10.50 น. นายภาวุธพงษ์วิทยภานุ ได้ส่งทีมงานผู้รับมอบอำนาจมายื่นเอกสารขอเลื่อนหมายเรียกผู้ต้องหาครั้งที่ 2 จากวันนี้ (31 ก.ค.69) ไปเป็นวันที่ 3 ส.ค.69 ส่วนกรณีของนายรัฐภูมิ โตคงทรัพย์ หรือฟิล์ม ดาราชายชื่อดัง ที่พนักงานสอบสวนออกหมายเรียกผู้ต้องหาครั้งที่ 1 นัดหมายให้เข้าพบในวันที่ 3 ส.ค.69 เวลา 10.00 น. ซึ่งขณะนี้ นายรัฐภูมิ ยังไม่ได้มอบหมายให้ทนายความดำเนินการประสานขอเลื่อนหมายเรียกครั้งที่ 1 แต่อย่างใด

ผู้สมัครสว.สีส้ม300คน งานเข้า’

ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ได้เดินทางมายื่นคำร้องต่อ กกต.เพื่อขอให้ใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติประ กอบรัฐธรรมนูญ(พ.ร.ป.) ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง2560 มาตรา41 ในการสืบสวนหรือไต่สวนเพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงและหลักฐาน กรณีมีการพูดกันว่ามีกลุ่มผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา (สว.) 300คน ที่มาพบกันที่ห้องจูปิเตอร์ เมืองทองธานี มีพฤติการณ์หรือการกระทำที่มีการวางแผนจัดคนฝ่ายของตนมาดำเนินการในการเลือก สว.อันมิชอบด้วยกฎหมาย หรือทำให้การเลือกดังกล่าวอาจไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมหรือไม่ อย่างไร

‘ศรีสุวรรณ’บุกกกต.จี้สอบจัดประชุม

นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า ตามที่สื่อมวลชน อินฟลูเอนเซอร์ นักวิชาการ และนักการเมืองตอบโต้กันไปมาเกี่ยวกับการฮั้วการเลือก สว.กลุ่มหนึ่งที่ผ่านมา โดยเรื่องดังกล่าวอยู่ในการสืบสวนและไต่สวนของ กกต. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ(DSI)แล้วนั้น แต่ปรากฎว่ามีการพูดถึงพฤติการณ์ของการเลือก สว.อีกกลุ่มหนึ่งที่มักเรียกกันว่า สว.สีส้ม ซึ่งก็มีพฤติการณ์ไม่ต่างกับกลุ่ม สว.ชุดแรกที่ กกต.และดีเอสไอกำลังสืบสวนและไต่สวนอยู่ ซึ่งผู้สมัคร สว.กลุ่มนี้ประมาณ 300คน จัดประชุมพบปะกันที่ห้องจูปีเตอร์ เมืองทองธานีด้วยเช่นกัน ถือเป็นการวางแผนฮั้วหรือไม่ เหตุดังกล่าวจึงเป็นข้อสงสัยในการกระทำของผู้สมัครกลุ่มดังกล่าวที่อาจทำให้การเลือก สว.ไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ซึ่ง กกต.มีอำนาจเริ่มสืบสวนหรือไต่สวนได้เอง แม้ไม่มีผู้ร้องเรียน ตาม พรป.ว่าด้วย กกต.ปี2560 มาตรา41 ซึ่งบัญญัติไว้โดยสรุปว่า “เมื่อมีเหตุอันควรสงสัยหรือความปรากฏต่อคณะกรรมการไม่ว่าโดยทางใด ไม่ว่าจะมีผู้แจ้งหรือผู้กล่าวหาหรือไม่… คณะกรรมการมีหน้าที่ต้องดำเนินการให้มีการสืบสวนหรือไต่สวนเพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงและหลักฐานโดยพลัน”

นายศรีสุวรรณ กล่าวอีกว่า  การเลือก สว. เป็นการแข่งขันของผู้สมัครแต่ละคนอย่างอิสระ แต่มีบางคนออกมาพูดว่าเป็นเรื่องของ “ภารกิจร่วม” “ทีมเดียวกัน” “ส่งคนของเราเข้าไป” และ “ส่งไม้ต่อ” อย่างเปิดเผย ซึ่งถ้าฝ่ายหนึ่งเรียกสิ่งนี้ว่า “การจัดตั้ง” หรือ “การทำงานเป็นทีม” แล้วเหตุใด เมื่ออีกฝ่ายถูกกล่าวหาในลักษณะคล้ายกันจึงถูกเรียกว่า “ฮั้ว” ซึ่งเรื่องนี้จะผิดหรือไม่ผิด เป็นหน้าที่ของกระบวนการยุติธรรม ไม่ใช่ใครจะตัดสินกันเอง แต่สิ่งที่สังคมมีสิทธิถามคือ ทำไมพฤติกรรมที่ดูคล้ายกัน พอเป็นคนที่ตัวเองเชียร์ถึงเรียกว่า “ทำงานร่วมกัน” หรือ “จัดตั้ง” แต่พอเป็นฝ่ายตรงข้ามกลับรีบใช้คำว่า “ฮั้ว” เพราะถ้าจะใช้มาตรฐาน ก็ใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกฝ่าย อย่าให้คำว่า “ฮั้ว” กลายเป็นแค่คำด่าทางการเมืองที่เลือกใช้เฉพาะกับคนที่ตัวเองไม่ชอบเท่านั้น

ดังนั้นเพื่อมิให้เป็นการเลือกปฏิบัติ กกต. ในฐานะที่เป็นผู้ใช้อำนาจตาม พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต. ปี2560 จะต้องทรงไว้ซึ่งความเป็นธรรม จำต้องดำเนินการสืบสวนและไต่สวนแสวงหาข้อเท็จจริงให้เป็นที่ยุติตามกฎหมายโดยพลัน โดยตนได้ทำคำร้องพร้อมพยานหลักฐานเบื้องต้นมามอบให้ กกต.ได้ตั้งเรื่องเพื่อนำไปสู่การสืบสวนและไต่สวนตามครรลองของกฎหมายต่อไป

‘ศุภชัย’งัดพุทธภาษิตเตือน’นันทนา’

นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะประธานคณะทำงานด้านกฎหมาย พรรคภูมิใจไทย (ภท.) โพสต์ข้อความว่า นันทนา ขวัญใจของผม พุทธภาษิตว่าไว้“นตฺถิสจฺจสมํธมฺมํ”“ไม่มีธรรมใดเสมอด้วยความสัตย์”พระพุทธองค์เคยตรัสไว้ว่า“ผู้ไม่ละการพูดเท็จ ย่อมทำบาปได้ทุกอย่าง“ที่คุณกล่าวว่า ผู้มาชุมนุมกัน 300คน ลงขันกันเอง จ่ายค่าห้องจัดเลี้ยง มีใบเสร็จหรือไม่ เพราะใบเสร็จที่ผมมีมันระบุว่าคุณ…….หิรัญ……จากฟ้าเดียวกัน นะจ๊ะ ใครเท็จใครแท้ก็จะได้พิสูจน์กัน แต่เรื่องบาปใครพูดเท็จก็รับบาปเอาก็แล้วกัน เรื่องนี้ตัวใครตัวมัน จะให้ผมเป็น“กอลลัม”ก็โอเคนะ อย่างน้อยผมก็ได้หลอกล่อคุณมาอยู่ที่ ปากปล่องภูเขาไฟได้แล้ว รอดูกันว่าใครจะตกลงไปในปล่องภูเขาไฟนั้นFCไม่เคยเปลี่ยนแปลง แบบ พี่ติ๊กชิโร่เลย

แฉส้มมีกระบวนการจัดตั้งหลายจว.

นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะประธานคณะทำงานด้านกฎหมาย พรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์รายการเจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand โดยออกมาตั้งคำถามถึงมาตรฐานในการตรวจสอบการเลือกตั้ง สว.ว่า  iLawคณะก้าวหน้า มีการจัดทำแคมเปญSenate67และเปิดตลาดนัด สว.รณรงค์ให้ประชาชนสมัคร สว.ทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด ซึ่งโดยข้อเท็จจริงกติกาการเลือกตั้ง สว.มีความซับซ้อน ตั้งแต่ระดับอำเภอ จังหวัด ถึงระดับประเทศ จึงทำให้เกิดการรวมกลุ่มของผู้สมัคร สิ่งที่ท่านกล่าวหากลุ่มที่ท่านเรียกว่า สว.สีน้ำเงินมีพฤติการณ์ต่างๆ ผมถามว่าทั้งสองกลุ่มก็ทำวิธีเดียวกัน แล้วความแตกต่างมันอยู่ตรงไหน คุณบอกการทำแบบสีน้ำเงินมันฮั้ว มันผิด แต่พอของคุณก็ทำเหมือนกันกลับบอกว่าฮั้ว แต่ไม่โกงตนมีข้อมูลและหลักฐานซึ่งชี้ให้เห็นว่ากลุ่มที่อ้างว่าเป็นสว.ประชาชน หรือสว.สีส้ม  มีกระบวนการจัดตั้งกันแบบเปิดเผยหลายจังหวัด รวมถึง กทม.เช่นการนัดพบที่ หอศิลป์จิมทอมป์สัน แต่เบื้องหลังมีการแอบตั้งกลุ่มไลน์ กำหนดเบอร์เป้าหมายเพื่อบล็อกโหวต และการแบ่งบทบาทให้ผู้สมัครบางคนเป็นเพียงโหวตเตอร์  เพื่อให้บุคคลเป้าหมายให้ได้รับเลือกเป็น สว.

ซัดปชน.อย่าดัดจริตทำตัวเป็นคนดี

“สิ่งที่ท่านทำกันตรงนั้นคิดว่าผมไม่มีข้อมูลหรือ คุณคิดว่ามีแต่คนรักพวกคุณกัน ไม่คิดว่าคนจะรักผมแล้วเอาข้อมูลมาให้ คุณไม่คิดว่าจะมีคลิปเสียง มีโพยที่คุณเขียนกันว่าจะต้องเลือกใคร ผมมาตรวจดู และพบว่า คนที่บอกให้เลือกกทม.40คน คุณได้มากี่คนผมรู้หมด เพราะฉะนั้นอย่าประมาท อย่ากล่าวหาคนอื่น และบอกว่า ตัวเองกลุ่มเดียวรักประชาธิปไตย คุณจัดตั้งให้เลือกเบอร์อะไรผมรู้หมด ในที่สุดท่านก็ได้เป็นสว.อย่าดัดจริต อย่าทำตัวเป็นคนดี ผมไม่ได้บอกว่า ทำกันทุกกลุ่ม ที่จริงสีอื่นก็มี แต่ด้วยเหตุผลว่ากติกามันซับซ้อน เขาจึงต้องรวมกลุ่มกันมาและสิ่งที่ผมขีดเส้นใต้ก็คือ บางคนก็เพียงแต่มาเป็นโหวตเตอร์ ซึ่งเขาก็ไม่ได้ห้าม”นายศุภชัย กล่าว

ชี้จัดประชุมหอศิลป์ จิมทอมป์สัน

นายศุภชัย ยังกล่าวถึงกรณีที่ น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว.ออกมาระบุ กลุ่มผู้สมัคร สว.กว่า 300 คน ที่มาร่วมประชุมที่ห้องจูปิเตอร์อิมแพ็ค เมืองทองธานี เป็นการรวมตัว ลงขันจ่ายค่าห้องจัดเลี้ยง และวิ่งออกไปซื้อน้ำดื่มกันเองว่า  เป็นความเท็จ ซึ่งตนมีหลักฐานใบเสร็จชัดเจนว่า การเช่าห้องจัดเลี้ยงดังกล่าวมีตัวแทนจาก สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน เป็นผู้จองและออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด จึงอยากให้ไปดูว่าสำนักพิมพ์ดังกล่าวนำใบเสร็จค่าใช้จ่ายนี้ไปใช้ยื่นหักภาษีประจำปี 2567 หรือไม่ ซึ่งตนได้โพสต์ระบุเพียงนามสกุล และยืนยันว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริงที่สามารถตรวจสอบได้ ไม่ได้เป็นการกล่าวหา นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ดังนั้น การรวมกลุ่มและพฤติการณ์ต่างๆ อาจเข้าข่ายอาจผิดพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สว. หรือไม่ จึงขอให้ กกต.ใช้อำนาจตามกฎหมายสืบสวนไต่สวนเรื่องดังกล่าว ว่าสิ่งที่กลุ่มนี้ทำถูกหรือผิด

2สว.อำนาจเจริญแจ้งความ’ยิ่งชีพ‘

 วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสมพาน พละศักดิ์ สว.จาก จ.อำนาจเจริญ กลุ่ม10 เดินทางไปที่สภ.เมืองอำนาจเจริญ จ.อำนาจเจริญ เพื่อแจ้งความดำเนินคดีข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา กับนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) และผู้เกี่ยวข้อง จากกรณีการโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กชี้นำสังคมให้เกิดความเข้าใจผิดว่า นายสมพาน เป็นผู้ขาดคุณสมบัติในการสมัครสว.และบิดเบือนข้อกฎหมายเกี่ยวกับคุณสมบัติผู้สมัครสว.กลุ่ม10 เมื่อวันที่ 30ก.ค.ที่ผ่านมา

นายสมพาน กล่าวว่า การโพสต์ของ นายยิ่งชีพ เป็นการนำความเท็จมาใส่ความตน เป็นการโฆษณาไขข่าวเผยแพร่ทางสื่อออนไลน์ ซึ่งบุคคลทั่วไปสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ เป็นเหตุให้ตนเสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นและถูกเกลียดชัง ทั้งนี้ คุณสมบัติของผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา กลุ่ม 10 ซึ่งตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 11(10) บัญญัติไว้เพียง “กลุ่มผู้ประกอบกิจการอื่น นอกจากกิจการตาม(9)” อีกทั้งในการสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา ตนได้ยื่นเอกสารหลักฐาน หนังสือรับรองความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ หรือทำงานในกลุ่มที่สมัคร (เอกสาร สว.4) ต่อผู้อำนวยการการเลือกระดับอำเภอ อำเภอเมืองอำนาจเจริญ ซึ่งได้ผ่านกระบวนการตรวจสอบเอกสาร ค่าธรรมเนียม ตลอดจนมีหนังสือสอบถามไปยังหน่วยงานต่างๆ เพื่อตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายอย่างครบถ้วนถูกต้องแล้ว นอกจากนี้ คณะกรรมการการเลือกตั้งก็ได้ยกคำร้อง เรื่องคุณสมบัติที่มีผู้ร้องตน ตามคำวินิจฉัยที่ 17/2568 หลังจากนั้นตนก็ทำหน้าที่เป็น สว.เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

หมิ่นประมาท-ทำให้ตัวเองเสื่อมเสีย

นายสมพาน กล่าวต่อว่า การนำเสนอข้อมูลของ iLawซึ่งมี นายยิ่งชีพ เป็นผู้อำนวยการบริหาร ในทัศนะและวิธีคิดดังกล่าวสร้างความวุ่นวายในบ้านเมือง อันจะเห็นได้จากข้อมูลเว็บไซต์ของ iLawในการสมัครกลุ่ม 10 มีคนนำไปอ้างอิงจนนำไปสู่การร้องเรียนการเลือกตั้ง อันจะเห็นได้จากกรณีคำวินิจฉัย กกต.ที่706/2568 โดยผู้ร้องอ้างข้อมูลจาก เว็บไซต์ http://www.ilaw.or.th นำไปสู่การร้องเรียนการเลือกตั้งสว.โดยกรณีนี้ กกต.ก็ได้มีคำสั่งให้ยกคำร้องไปแล้วเช่นกัน การเผยแพร่ไปในสื่อออนไลน์ต่างๆ ได้สร้างความเสียหาย ให้กับตนและครอบครัวเป็นที่สุด และขยายขอบเขตเป็นวงกว้าง สร้างความเสื่อมศรัทธาแก่อาชีพ การทำมาหาได้โดย สุจริต การคบค้าสมาคมและการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะสว.และทำให้ตนซึ่งเป็นบุคคลที่ถูกกล่าวถึง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชังและถูกมองเป็นคนไม่ดี และเสื่อมเสียชื่อเสียง ตนจึงมาพบพนักงานสอบสวนเพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับนายยิ่งชีพและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเพื่อให้ได้รับโทษตามกฎหมายจนกว่าคดีจะถึงที่สุด ยืนยันว่าไม่ใช่การฟ้องปิดปาก แต่เป็นการปกป้องสิทธิของตน

 ‘สว.แดง’ยันถูกเกลียดชังในสังคม

ขณะที่นางแดง กองมา สว.จากจังหวัดอำนาจเจริญ กลุ่ม 10 ก็ได้เดินทางไปแจ้งความดำเนินคดีข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณากับ นายยิ่งชีพ ที่ สภ.เมืองอำนาจเจริญ จ.อำนาจเจริญ เช่นเดียวกัน โดยนางแดงกล่าวว่า จากกรณีที่ นายยิ่งชีพ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 28ก.ค.ที่ผ่านมา เป็นการกล่าวหาใส่ความยืนยันข้อเท็จจริง ซึ่งทำให้บุคคลอื่นเข้าใจว่า การเขียนใบสมัครว่า เป็นแม่ค้าขายหมูหน้าเขียง เป็นการแสดงข้อมูลอันเป็นเท็จ ขาดคุณสมบัติสมัครสว.กลุ่ม10 โดยเป็นการสมัครผิดกลุ่ม ซึ่งสื่อความหมายไปในลักษณะใส่ความว่า ตนขาดคุณสมบัติการเป็นสมาชิกวุฒิสภา ทั้งที่ กกต.วินิจฉัยแล้วว่า ตนมิใช่ผู้ขาดคุณสมบัติตามที่ นายยิ่งชีพ กล่าวหาแต่อย่างใด อีกทั้งมีการเผยแพร่ไปในสื่อออนไลน์ ต่างๆ โดยที่มีคนเข้ามาดูแล้วคอมเมนต์ด่าทอ ส่งผลให้ตนและวงศ์ตระกูลได้รับความอับอายและถูกเกลียดชังในสังคมอย่างกว้างขวาง การปลุกระดมให้คนในพื้นที่คอยจับตาหรือถ่ายรูป ทำให้ตนเกิดความหวาดกลัวต่อความไม่ปลอดภัย และเดือดร้อนในการลงพื้นที่ปฏิบัติภารกิจ สว.

กกต.วินิจฉัยแล้วไม่ขาดคุณสมบัติ

“ดิฉันเหมือนถูกด้อยค่าในอาชีพแม่ค้าขายหมูซึ่งเป็นอาชีพสุจริต ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งๆที่รัฐธรรมนูญเปิดโอกาสให้คนหลากหลายอาชีพ ไม่ว่าจะยากดีมีจน เรียนน้อยหรือจบสูง ให้เข้ามาเป็น สว.ได้ แต่วันแรกๆ ที่เข้าสภา ดิฉันก็ถูกเพื่อน สว.พูดกระทบ ผ่านมา 2 ปีก็ยังถูกนายยิ่งชีพนำเอาเรื่องคุณสมบัติซึ่งจบไปแล้วมาดูหมิ่นดิฉันอีกครั้งจนเกิดความเสียหายอย่างกว้างขวาง ดิฉันจึงต้องมาแจ้งความดำเนินคดีกับนายยิ่งชีพและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเพื่อให้ได้รับโทษตามกฎหมายจนกว่าคดีจะถึงที่สุด อย่างไรก็ตาม นายยิ่งชีพคงคิดว่าตัวเองทำถูก เพราะจนถึงวันนี้ก็ยังไม่เห็นแสดงความรับผิดชอบในเรื่องที่ไม่รู้ว่า กกต.วินิจฉัยคุณสมบัติของดิฉันและเผยแพร่เอกสารทางเว็บไซต์แล้ว แม่ค้าขายหมูคนนี้จึงอยากขอให้นายยิ่งชีพลดอัตตาลงบ้าง จะได้เลิกเป็นคนจมไม่ลง“ นางแดง กล่าว“

ยื่นอุทธรณ์ปมรถเก่าแล้ว2.1แสนราย

ทางด้าน นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ภายหลังคณะรัฐมนตรีรับทราบการปรับปรุงหลักเกณฑ์การพิจารณาการถือครองยานพาหนะสำหรับโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 กรมการขนส่งทางบกอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลผู้ที่เข้าเกณฑ์ได้รับคืนสิทธิจากสำนักงานขนส่งจังหวัดทั่วประเทศ 214สาขาและศูนย์One Stop Service ของกระทรวงมหาดไทยในระดับอำเภอ เพื่อส่งต่อให้กระทรวงการคลังดำเนินการคืนสิทธิตามโครงการ โดยประชาชนไม่ต้องยื่นอุทธรณ์หรือดำเนินการเพิ่มเติม สำหรับการเปิดให้ทบทวนสิทธิภายหลังการปรับเกณฑ์ ข้อมูลเฉพาะในส่วนของกรมขนส่งทางบก มีผู้ยื่นคำร้องอุทธรณ์แล้วกว่า 2.1 แสนราย ครอบคลุมยานพาหนะประมาณ 3.7 แสนคัน แบ่งเป็นรถจักรยานยนต์ประมาณ 3.1 แสนคัน รถยนต์ 6.4 หมื่นคัน และยานพาหนะประเภทอื่นกว่า 2พันคัน โดยจังหวัดที่มีผู้ยื่นอุทธรณ์มากที่สุด ได้แก่ นครราชสีมา รองลงมาคือ เชียงใหม่ ลำปาง เพชรบูรณ์ และนราธิวาส ตามลำดับ ส่วนสาเหตุหลักของการอุทธรณ์ คือ กรณียานพาหนะมีอายุเกินเกณฑ์ที่กำหนด รวมถึงกรณีการโอนลอยและรถที่สิ้นสภาพการใช้งาน

‘ผอ.มศว’มอบตัวคดีโกงสอบ ซัดอดีตอธิบดีสถ. สั่งส่งข้อมูลแฟลชไดร์ฟ ให้‘ดร.วิน’ตามทีโออาร์

‘ผอ.มศว’มอบตัวคดีโกงสอบ ซัดอดีตอธิบดีสถ. สั่งส่งข้อมูลแฟลชไดร์ฟ ให้‘ดร.วิน’ตามทีโออาร์

‘ผอ.มศว’มอบตัวคดีโกงสอบ ซัดอดีตอธิบดีสถ. สั่งส่งข้อมูลแฟลชไดร์ฟ ให้‘ดร.วิน’ตามทีโออาร์

วันเสาร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘ผอ.มศว’มอบตัวคดีโกงสอบ ซัดอดีตอธิบดีสถ. สั่งส่งข้อมูลแฟลชไดร์ฟ ให้‘ดร.วิน’ตามทีโออาร์ ‘หนู’ลั่นจัดการหมดแล้ว ชี้ปัญหาที่คนไม่ใช่ระบบ

“เรืองเดช” ผอ.มศว เข้ารับทราบข้อกล่าวหาพนักงานสอบสวนที่กองปราบปราม เจอแจ้ง 7 ข้อหาหนัก คดีโกงสอบท้องถิ่น ยอมรับเป็นผู้นำแฟลชไดร์ฟคะแนน ส่งให้ ดร.วิน ที่บ้านพักในจังหวัดนนทบุรี ตามคำสั่งของอดีตอธิบดีสถ. อ้างทำตามคำสั่งในฐานะลูกจ้าง TOR ส่วนอดีตอธิบดี สถ. เลื่อนให้ปากคำ 6 สิงหาคม นี้ ลิซ่า-ภคมน พรรคประชาชน ทวงความคืบหน้า ผ่านมา 40 วัน คดีโกงสอบไม่คืบ จี้สอบเส้นทางการเงิน 5 พันล้านบาท

เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบข้อร้อเรียนเกี่ยวกับการทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเข้ารับราชการในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.)ว่า ได้กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดการตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการในทุกมิติ เพื่อให้เกิดความชัดเจนโดยเร็ว ยืนยันว่าภายในสัปดาห์หน้าจะต้องมีความคืบหน้าหรือข้อสรุปในส่วนที่ดำเนินการได้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน ทั้งนี้ การสอบแข่งขันเพื่อเข้ารับราชการท้องถิ่น เป็นประตูสำคัญของคนรุ่นใหม่และผู้ที่มีความตั้งใจเข้ารับราชการ หากปล่อยให้เกิดการทุจริต ย่อมกระทบต่อหลักคุณธรรมและทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบราชการ

“ผมกำชับทุกหน่วยงานว่า อาทิตย์หน้าต้องรู้ผลในส่วนที่ดำเนินการได้ ไม่ปล่อยให้เรื่องเงียบ ไม่ปล่อยให้เรื่องยืดเยื้อ ประชาชนต้องได้รับคำตอบ และผู้ที่เข้าสอบด้วยความสุจริตต้องได้รับความเป็นธรรม” นายวรศิษฎ์ กล่าว

คนโกงต้องได้รับโทษ

รมช.มหาดไทย กล่าวด้วยว่า หากผลการตรวจสอบพบว่ามีบุคคลหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปเกี่ยวข้องกับการทุจริต จะดำเนินการอย่างเด็ดขาดทั้งทางวินัย ทางปกครอง และทางอาญา โดยไม่มีข้อยกเว้น และจะไม่คำนึงถึงตำแหน่งหรืออิทธิพลของผู้ใด นอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้หน่วยงานที่รับผิดชอบบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานด้านการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อเร่งรวบรวมพยานหลักฐานให้ครบถ้วน โปร่งใส และเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม พร้อมรายงานความคืบหน้าเป็นระยะ เพื่อให้ประชาชนรับทราบข้อมูลอย่างต่อเนื่อง

“กระทรวงมหาดไทยให้ความสำคัญกับการยกระดับธรรมาภิบาลในการบริหารงานท้องถิ่น และจะไม่ยอมให้การทุจริตบั่นทอนโอกาสของผู้ที่เข้าสอบด้วยความสามารถและความสุจริต เพราะ “ความจริงต้องปรากฏ ความยุติธรรมต้องเกิดขึ้น และคนโกงต้องได้รับโทษตามกฎหมาย” นายวรศิษฎ์ กล่าว

“ผอ.มศว”มอบตัว

ที่ศูนย์รับแจ้งความกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) นายเรืองเดช ศิริกิจ ผู้อำนวยการสำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) เข้าพบพนักงานสอบสวน กองกำกับการ 2 กองบังคับการปราบปราม (กก.2 บก.ป.) เพื่อรับทราบ ข้อหาปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ, เป็นเจ้าพนักงานปลอมเอกสารราชการโดยอาศัยตำแหน่งหน้าที่ของตน เป็นเจ้าพนักงานรับรองหลักฐานอันเป็นเท็จในเอกสารราชการ, ร่วมกันเอาไป หรือทำให้สูญหายซึ่งเอกสารของผู้อื่น, ร่วมกันปลอมเอกสารราชการ, ร่วมกันเปิดผนึกหรือนำเอกสารที่ปิดผนึกของผู้อื่นไปเพื่อล่วงรู้ข้อความ และร่วมกันนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ รวม 7 ข้อหา

พนักงานสอบสวน กก.2 บก.ป.ให้ข้อมูลว่า ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างสอบปากคำนายเรืองเดช โดยข้อมูลที่ใช้สอบปากคำบางส่วน เป็นข้อมูลที่นายเรืองเดชเคยมานำมามอบให้ตำรวจก่อนหน้านี้ ซึ่งหลังสอบปากคำและแจ้งข้อกล่าวหาแล้วเสร็จ ก็จะปล่อยตัวกลับทันที โดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ในการยื่นขอประกันตัว เพราะเดินทางมาพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียก

อธิบดีสถ.เลื่อนพบตร.

นอกจากนี้ยังมีกลุ่มบุคคลที่ร่วมกันแก้ไขกระดาษตำตอบ เข้ารับทราบข้อกล่าวหาแล้ว 4 คน จาก 11 คน โดยแจ้งข้อกล่าวหาอั้งยี่ ซ่องโจร, ความผิดตามมาตรา 188 และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

ส่วนนายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ขอเลื่อนเข้าพบพนักงานสอบสวนไปเป็นสัปดาห์หน้า

สำหรับผู้ที่เข้ารับทราบข้อกล่าวในวันนี้ ทั้งหมดเกี่ยวข้องในคดีทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น และถูกนายอัศวิน โชติพนัง หรือดร.วิน ที่ปรึกษาผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและฝึกอบรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้การซัดทอดว่านายเรืองเดช เป็นผู้นำข้อสอบและไฟล์ข้อสอบ ของผู้สมัครสอบข้าราชการท้องถิ่น ไปให้กับกลุ่มบุคคล 11 คนที่บ้าน จ.นนทบุรี เพื่อแก้กระดาษคำตอบ

นำแฟลชไดร์ฟให้วิน

แหล่งข่าวภายในกองบังคับการปราบปราม เปิดเผยความคืบหน้าคดีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่น ว่า วันนี้ นายเรืองเดช ศิริกิจ ผู้อำนวยการสำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พร้อมบุคคลที่เกี่ยวข้อง รวม 5 คน ซึ่งเป็นกลุ่มบุคคลที่อยู่ภายในบ้านพัก จังหวัดนนทบุรี เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม ตั้งแต่เวลาประมาณ 07.00 น. ก่อนถูกแยกสอบปากคำอย่างละเอียดต่อเนื่องนานกว่า 6 ชั่วโมง

แหล่งข่าวระบุว่า ตลอดการสอบปากคำ ทั้ง 5 คนให้ความร่วมมือกับพนักงานสอบสวน โดยยอมรับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ และรายละเอียดบางส่วนที่พนักงานสอบสวนสอบถาม แต่ยังคงให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ซึ่งพนักงานสอบสวนได้บันทึกถ้อยคำของแต่ละคนไว้ เพื่อนำไปประกอบกับพยานหลักฐานอื่นที่รวบรวมได้

ซัดทอด”ธีวุฒน์”สั่งการ

โดยเฉพาะ นายเรืองเดช แหล่งข่าวระบุว่า ยอมรับว่าเป็นผู้ที่นำแฟลชไดร์ฟ ไปส่งให้ นายวิน ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมไปก่อนหน้านี้จริง แต่เจ้าตัวยืนยันว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นการปฏิบัติตามคำสั่งในฐานะลูกจ้างตามขอบเขตงาน หรือ TOR เท่านั้น โดยอ้างว่าได้รับคำสั่งมาจาก นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น จึงดำเนินการตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย และปฏิเสธว่าไม่ได้มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดตามข้อกล่าวหา

ส่วนความสัมพันธ์ระหว่าง นายเรืองเดช กับนายวิน นั้น นายเรืองเดชให้ข้อมูลว่า ทั้งสองรู้จักกัน เนื่องจากอยู่ในแวดวงการศึกษาเช่นเดียวกัน

ขณะเดียวกัน พนักงานสอบสวนยังอยู่ระหว่างเรียกบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องเข้ามาให้ข้อมูลเพิ่มเติม โดย นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ซึ่งเดิมมีกำหนดเข้าพบพนักงานสอบสวน ได้ส่งหนังสือขอเลื่อนการเข้าให้ปากคำออกไป และนัดหมายเข้าพบพนักงานสอบสวนอีกครั้งในวันที่ 6 สิงหาคม นี้

ส่วนบุคคลอื่นที่พนักงานสอบสวนเรียกเข้ามาให้ข้อมูล ได้ขอเลื่อนนัดหมายเช่นเดียวกัน โดยมีกำหนดเข้าพบพนักงานสอบสวนในวันที่ 10 สิงหาคม / ซึ่งหลังจากนี้พนักงานสอบสวนจะทยอยสอบปากคำบุคคลที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

ลิซ่าจี้สอบเส้นทางเงิน

ด้าน น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคประชาชนในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การพัฒนาการเมืองฯ สภาผู้แทนราษฎร ระบุว่า นับตั้งแต่วันแรกที่เจ้าหน้าที่บุกเข้าไปยังอาคารแห่งหนึ่งที่นนทบุรี จนถึงขณะนี้ ผ่านมากว่า 40 วันแล้ว แต่มหากาพย์ทุจริตสอบท้องถิ่น มูลค่าทุจริต 5,000 ล้านบาท ที่ควรจะมีความคืบหน้ามากกว่านี้ จนถึงวันนี้ กลับยังไม่มีอะไรมากไปกว่าข่าวการ “จ่อ” ออกหมายเรียก หรือ “จ่อ” ออกหมายจับ โดยยังไม่มีท่าทีว่าจะขยายผลไปตรวจเส้นทางการเงินของใครเลยแม้แต่รายเดียว ทั้งที่มีข้อมูลหลายจุดที่ทำให้น่าสงสัยว่า ขบวนการโกงสอบท้องถิ่นนั้นมีการเตรียมการฮั้วกันตั้งแต่เริ่มแรกในระดับ TOR

จากการติดตามซักถามในคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน ทั้งทางกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ก็ยืนยันความบริสุทธิ์ของตนเองว่าทำถูกต้องทุกขั้นตอน ขณะที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ก็ยืนยันว่าดำเนินการตามข้อตกลงและขอบเขตของงาน (TOR) อย่างเคร่งครัด

น.ส.ภคมน ตั้งข้อสังเกตตั้งแต่แรกว่าการทุจริตสอบท้องถิ่น 2568 ไม่มีทางสั่งวันนี้เสร็จเมื่อวานแน่ๆ แต่เป็นการสั่งไว้ตั้งแต่เมื่อวาน มากกว่า มีการวางแผนทำกันเป็นขบวนการ ซึ่งจะเห็นได้ชัดหากย้อนไทม์ไลน์กระบวนการทั้งหมดว่ามีร่องรอยความไม่ชอบมาพากลตั้งแต่ปี 2566

“จุดเริ่มต้นของการ ‘รู้เห็นเป็นใจ’ ระหว่าง สถ. และ มศว จนนำไปสู่ความเสียหายมากมายขนาดนี้ ไม่ใช่เรื่องของการแอบทุจริตกันกลางทาง แต่มีข้อสังเกตว่า เป็นการจัดวางและวางแผนกันมาตั้งแต่แรก”

น.ส.ภคมน ยังกางให้เห็นเส้นเรื่องว่า การโกงระดับมหากาพย์ระดับนี้ ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่สามารถทำเพียงลำพังได้ และไม่ใช่เป็นการร่วมมือกันของระดับผู้ปฏิบัติการเล็กๆ ที่เตรียมการไว้ก่อนเท่านั้น แต่เป็นระดับหัวหน้าที่มีอำนาจตัดสินใจ เริ่มตั้งแต่กระบวนการเลือกผู้รับจ้าง ว่าทำไมสุดท้ายจึงกลายเป็น มศว ทั้งที่คิดราคาจ้างแพงกว่ามหาวิทยาลัยอื่นอย่างมหาวิทยาลัยบูรพา (ม.บูรพา) หรือมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์

“ความจริงแล้ว งานนี้ ม.บูรพา เป็นผู้ชนะการเสนอราคาตั้งแต่แรก แต่กลับมีการเปลี่ยนตัวผู้รับจ้างเป็น มศว ในภายหลัง โดยอ้างว่า ม.บูรพา มีประวัติการทุจริต ซึ่งในเวลาต่อมา ม.บูรพา ได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งเปลี่ยนแปลงดังกล่าวและเป็นฝ่ายชนะอุทธรณ์”น.ส.ภคมน กล่าว

อนุทิน ชูโมเดลวิศวกรการเมือง ฝ่าวิกฤตโลกไร้ระเบียบ ลุยปฏิรูปราชการ-วางกรอบ 4P รับเทรนด์ AI

อนุทิน ชูโมเดลวิศวกรการเมือง ฝ่าวิกฤตโลกไร้ระเบียบ ลุยปฏิรูปราชการ-วางกรอบ 4P รับเทรนด์ AI

อนุทิน ชูโมเดลวิศวกรการเมือง ฝ่าวิกฤตโลกไร้ระเบียบ ลุยปฏิรูปราชการ-วางกรอบ 4P รับเทรนด์ AI

วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 20.58 น.

นายกฯ ชูวิศวกรการเมืองฝ่าวิกฤตโลกไร้ระเบียบ ลุยปฏิรูปราชการ-สร้างคน-หนุน R&D วางกรอบ 4P รับเทรนด์ AI ดันเศรษฐกิจกระจายตัวระดมพลังคนไทยยกกำลังประเทศ    

31 กรกฎาคม 2569 เมื่อเวลา 19.00 น. ที่หอประชุมคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง “ฝ่าวิกฤติ รับมือระเบียบโลกใหม่” ในงานเสวนา The Intania Forum: Surviving Under the New World Order 

นายอนุทิน กล่าวว่า โลกวันนี้อาจไม่ใช่ New World Order แต่เป็น New World Disorder หรือโลกที่ไร้ระเบียบ ไม่มีสูตรสำเร็จ และเปลี่ยนเร็วเกินกว่าจะใช้วิธีคิดเดิม รัฐบาลจึงต้องทำให้ประเทศพร้อมเผชิญความไม่แน่นอน โดยยึดความยืดหยุ่น การพึ่งพาตนเอง และการตัดสินใจบนข้อมูลจริง

ที่ผ่านมาประเทศไทยเติบโตจากโลกาภิวัตน์ ฐานผลิต การส่งออก และการท่องเที่ยว แต่จุดที่ต้องเร่งเติมคือการวิจัยและพัฒนา หรือ R&D เพราะโลกเทคโนโลยีรอบใหม่ทำให้หลายประเทศเริ่มต้นใกล้กันมากขึ้น หากไทยลงทุนถูกจุด ยังไม่สายที่จะยกระดับอุตสาหกรรมของตัวเอง

นายอนุทิน กล่าวว่า ประเทศไทยหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยเฉพาะ AI แต่ทั้งหมดต้องแต่ต้องอยู่บนหลัก 4P คือ Prevention ป้องกันผลกระทบ Prosper ทำให้เกิดความรุ่งเรือง Potential เพิ่มศักยภาพประเทศ และ Protection ควบคุมไม่ให้เทคโนโลยีกลับมาทำร้ายมนุษย์ สังคม และธรรมชาติ

‘รัฐบาลกำลังหา Critical Path Method หรือ CPM ของประเทศไทย เพื่อจัดลำดับว่าจะใช้ทรัพยากรจำกัดลงตรงไหนก่อน ให้ใช้เวลาน้อย ทรัพยากรน้อย แต่เกิดผลคุ้มค่าที่สุด พร้อมสร้าง Resilience เพื่อพาประเทศไปสู่ Steady State คือจุดที่มีเสถียรภาพ มั่นคง และต่อยอดได้’ นายอนุทิน กล่าว

นายอนุทิน กล่าวว่า เป้าหมายสำคัญของรัฐบาลครอบคลุมเศรษฐกิจ ความมั่นคง สังคม และการรับมือภัยพิบัติ โดยบางเรื่องต้องใช้ความกล้าหาญดึงงบประมาณมาลงทุน เช่น ระบบป้องกันน้ำท่วม เพราะที่ผ่านมาไทยจ่ายเยียวยาน้ำท่วมปีละราว 50,000 ล้านบาท หากลงทุนโครงสร้างป้องกันเร็วกว่าเดิม ประเทศจะลดความเสียหายระยะยาวได้มาก

ทั้งนี้ ขอเน้นย้ำว่าเศรษฐกิจไทยยังดีอยู่ แต่โจทย์ใหญ่คือทำอย่างไรให้ความมั่งคั่งกระจายตัว ไม่กระจุกอยู่เฉพาะบางพื้นที่ ประเทศไทยไม่ควรมีเพียงกรุงเทพฯ เป็นมหานครเดียว แต่ต้องสร้างเมืองเศรษฐกิจใหม่ มีระบบคมนาคมที่เชื่อมการผลิต อุตสาหกรรม งาน และรายได้เข้าด้วยกัน

นายอนุทิน กล่าวว่า ทรัพยากรสำคัญที่สุดของประเทศคือคน เทคโนโลยีซื้อได้ แต่คนต้องเรียนรู้เร็วกว่า ปรับตัวเก่งกว่า และมีโอกาสพัฒนาตลอดชีวิต รัฐบาลจะระดมพลังคนไทย “ยกกำลังประเทศ” ผ่านการศึกษา ทักษะใหม่ และการเปิดโอกาสให้คนไทยเป็นผู้สร้าง ไม่ใช่เพียงผู้ใช้เทคโนโลยี

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลจะสนับสนุนนวัตกรรมไทยอย่างจริงจัง ตั้งแต่มหาวิทยาลัย สตาร์ทอัพ อุตสาหกรรม ไปถึงการวิจัยพัฒนาด้านยุทโธปกรณ์ หากไทยผลิตได้ รัฐต้องช่วยสร้างตลาดและโอกาสใช้งานจริง เพื่อให้ R&D ไม่จบแค่ห้องทดลอง แต่กลายเป็นเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ

นอกจากนี้ อีกภารกิจสำคัญคือการปฏิรูประบบราชการ ให้รัฐทำงานคล่องตัว โปร่งใส และตรวจสอบได้ ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น ใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพ ปรับกำลังคนให้เหมาะกับภารกิจ ไม่ใช่แค่ทำให้รัฐเล็กลง แต่ต้องทำให้รัฐฉลาดขึ้นและช่วยธุรกิจเดินหน้าได้เร็วขึ้น

นายกรัฐมนตรีกล่าวด้วยว่า รัฐบาลกำลังจัดระเบียบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐใหม่ เพื่อให้ความช่วยเหลือตรงถึงผู้เดือดร้อนจริง พร้อมสร้างโอกาสให้คนวัยทำงานกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ มีงาน มีรายได้ และไม่ติดอยู่กับการรับสวัสดิการเพียงอย่างเดียว

‘รัฐบาลมีเสถียรภาพและตั้งใจทำงานเพื่อบ้านเมือง แม้โลกใหม่จะไร้ระเบียบ แต่ไทยต้องไม่ไร้ทิศทาง รัฐบาลจะใช้ความเป็นวิศวกรหาโซลูชัน ใช้ความเป็นนักธุรกิจหาโอกาส และใช้พลังคนไทยทั้งหมดประคองประเทศให้เติบโตอย่างมั่นคง ยั่งยืน และกำหนดอนาคตตัวเองได้’ นายอนุทิน กล่าว