สนง.เลขาฯ สมเด็จพระสังฆราช ประกาศเตือนอย่าหลงเชื่อ ‘คลิปวิดีโอ AI’ เลียนพระรูป-พระสุรเสียงของ ‘สมเด็จพระสังฆราช’

สนง.เลขาฯ สมเด็จพระสังฆราช ประกาศเตือนอย่าหลงเชื่อ ‘คลิปวิดีโอ AI’ เลียนพระรูป-พระสุรเสียงของ ‘สมเด็จพระสังฆราช’

สนง.เลขาฯ สมเด็จพระสังฆราช ประกาศเตือนอย่าหลงเชื่อ ‘คลิปวิดีโอ AI’ เลียนพระรูป-พระสุรเสียงของ ‘สมเด็จพระสังฆราช’

วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.07 น.

เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569  สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ได้ลงนามออกประกาศสำนักงานเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช เรื่อง ข้อมูลอันเป็นเท็จจากระบบปัญญาประดิษฐ์ ความว่า 

ด้วย ปรากฏภาพและเสียงตัดต่อด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์แบบ Deepfake โดยการเลียนพระรูปและการเลียนพระสุรเสียงของเจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ไปในทางทุจริต และเพื่อแสวงประโยชน์ทางการค้า แพร่หลายยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นความผิดทางกฎหมาย ทั้งนี้ ในเบื้องต้น สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ร่วมกับสำนักงานเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ประสานกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อดำเนินการตามกฎหมายแล้ว พบข้อเท็จจริงว่า บางรายการมีต้นกำเนิดการกระทำมาจากภายนอกประเทศ จึงยังไม่อาจปิดกั้นหรือดำเนินการตามกฎหมายภายในประเทศได้ทันท่วงที

อนึ่ง สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และสำนักงานเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช จะได้ประสานงานกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ให้ดำเนินการทางกฎหมาย ตามหน้าที่และอำนาจต่อไปโดยเร็ว 

สำนักงานเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช จึงขอประกาศให้สาธารณชนทราบว่า ไม่พึงเชื่อข้อมูล รูป เสียง คำกล่าว และข่าวอันเนื่องด้วยสมเด็จพระสังฆราช ที่มิได้เป็นการเผยแพร่จากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ สำนักงานเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช และวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม โดยเด็ดขาด เพื่อมิให้ตกเป็นเหยื่อของภัยทางเทคโนโลยีที่กำลังแพร่หลายในปัจจุบัน

ศธ.ตั้ง รมช.อัครนันท์ นั่ง ผอ.ศูนย์พิทักษ์สิทธิเสรีภาพนักเรียน-ครู

ศธ.ตั้ง รมช.อัครนันท์ นั่ง ผอ.ศูนย์พิทักษ์สิทธิเสรีภาพนักเรียน-ครู

ศธ.ตั้ง รมช.อัครนันท์ นั่ง ผอ.ศูนย์พิทักษ์สิทธิเสรีภาพนักเรียน-ครู

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.47 น.

ศธ.ตั้ง”รมช.อัครนันท์” นั่ง ผอ.ศูนย์พิทักษ์สิทธิเสรีภาพนักเรียน-ครู โรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัย

7 พฤษภาคม 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ มีคำสั่งกระทรวงศึกษาธิการ ที่ 324/2569 เรื่อง จัดตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ กระทรวงศึกษาธิการ

โดยระบุว่า ตามที่ รมว.ศึกษาธิการ มอบนโยบายให้แก่ส่วนราชการในสังกัด และองค์กรในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ มุ่งเน้นการพิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ ให้แก่นักเรียน นักศึกษา ครู และบุคลากรทางการศึกษา เพื่อให้โรงเรียนและสถานศึกษาเป็น “พื้นที่ปลอดภัย” อย่างแท้จริง และกำหนดให้มีการจัดตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ เพื่อเป็นศูนย์กลางข้อมูลระหว่างนักกฎหมาย นักจิตวิทยา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

เพื่อให้การดำเนินงานพิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ ให้แก่นักเรียน นักศึกษา ครู และบุคลากรทางการศึกษา เป็นไปด้วยความเรียบร้อย และบรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546 จึงดำเนินการดังนี้

1.จัดตั้ง “ศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ กระทรวงศึกษาธิการ” มีหน้าที่หลักในการบริหารจัดการ เพื่อพิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ เสริมสร้างความปลอดภัยและสวัสดิภาพ ให้แก่นักเรียน นักศึกษา ครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยมีหน้าที่และอำนาจ ดังนี้

– จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายและแผนยุทธศาสตร์ เพื่อพิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ เสริมสร้างความปลอดภัยและสวัสดิภาพ ให้แก่นักเรียน นักศึกษา ครู และบุคลากรทางการศึกษา สังกัด กระทรวงศึกษาธิการ

– เป็นศูนย์กลางขับเคลื่อนข้อมูลเกี่ยวกับการพิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ และบูรณาการ ความร่วมมือกับนักกฎหมาย นักจิตวิทยา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

– ดำเนินการเกี่ยวกับการพิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ เสริมสร้างความปลอดภัยและสวัสดิภาพให้แก่นักเรียน นักศึกษา ครู และบุคลากรทางการศึกษา สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมสร้างการรับรู้ความเข้าใจให้แก่ประชาชนทั่วไป

– ปฏิบัติงานร่วมกับหน่วยงานหรือบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องตามที่ได้รับมอบหมาย

2.ให้มีผู้อำนวยการศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ กระทรวงศึกษาธิการ รองผอ.ศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ กระทรวงศึกษาธิการ และคณะทำงานคณะหนึ่งเรียกว่า “คณะทำงานดำเนินงานพิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ กระทรวงศึกษาธิการ” โดยมีองค์ประกอบ หน้าที่และอำนาจ ดังนี้

มอบหมายให้ นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศึกษาธิการ เป็นผู้อำนวยการศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ กระทรวงศึกษาธิการ และปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นรองผู้อำนวยการศูนย์ฯ

ส่วนคณะทำงาน ประกอบด้วย เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน , เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา , เลขาธิการสภาการศึกษา , อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ , เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน , เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา, เลขาธิการคุรุสภา

คณะทำงานยังมี น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ , นายปารมี ไวจงเจริญ , นายรวีภัทร์ จิรศักดิ์วัฒนา , ผู้แทนกรมสุขภาพจิต , ผู้แทนกรมกิจการเด็กและเยาวชน เป็นต้น

เรือสำราญไวรัสฮันตาออกจากเคปเวิร์ด มุ่งหน้าคานารี ขณะที่หลายชาติเฝ้าระวังคนที่เคยอยู่บนเรือ

เรือสำราญไวรัสฮันตาออกจากเคปเวิร์ด มุ่งหน้าคานารี ขณะที่หลายชาติเฝ้าระวังคนที่เคยอยู่บนเรือ

7 พ.ค. 2569 13:55 น.

เรือสำราญไวรัสฮันตาออกจากเคปเวิร์ด มุ่งหน้าคานารี ขณะที่หลายชาติเฝ้าระวังคนที่เคยอยู่บนเรือ

เรือสำราญเนเธอร์แลนด์ MV Hondius ที่พบการระบาดของไวรัสฮันตา ออกเดินทางจากน่านน้ำประเทศเคปเวิร์ดมุ่งหน้าสู่หมู่เกาะคานารีของสเปน หลังจอดลอยลำไร้จุดหมายนาน 3 วัน ท่ามกลางมาตรการคุมโรคเข้มงวด

เรือ MV Hondius ออกเดินทางจากน่านน้ำประเทศเคปเวิร์ดมุ่งหน้าไปเทียบท่ายังหมู่เกาะคานารีของสเปนแล้ว ขณะที่หลายประเทศทั่วโลกเริ่มเร่งติดตามและเฝ้าระวังผู้โดยสารที่เคยอยู่บนเรือลำนี้ หลังมีรายงานผู้ติดเชื้อและผู้ต้องสงสัยติดเชื้อไวรัสฮันตาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าขณะนี้พบผู้ติดเชื้อแล้วอย่างน้อย 3 ราย และมีผู้ต้องสงสัยอีกหลายราย รวมถึงผู้โดยสารบางส่วนที่เดินทางกลับประเทศต่าง ๆ ก่อนหน้านี้ ซึ่งทำให้หลายประเทศต้องเริ่มกระบวนการติดตามและสังเกตอาการ

ในสหรัฐอเมริกา เจ้าหน้าที่สาธารณสุขรัฐจอร์เจียและรัฐแอริโซนายืนยันว่ากำลังเฝ้าระวังผู้โดยสารรวม 3 คนที่เคยอยู่บนเรือ แม้ทั้งหมดจะยังไม่แสดงอาการป่วย ขณะที่สวิตเซอร์แลนด์ยืนยันพบผู้ติดเชื้อ 1 ราย ซึ่งกำลังเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลที่นครซูริก

ด้านบริษัทผู้ให้บริการเรือ Oceanwide Expeditions ระบุว่า ผู้ป่วยอาการหนัก 2 คนที่ถูกอพยพออกจากเรือ ได้รับการส่งตัวไปรักษาที่ประเทศเนเธอร์แลนด์แล้ว ส่วนผู้โดยสารอีก 1 คนยังอยู่ระหว่างการอพยพ หลังเที่ยวบินล่าช้า

ปัจจุบันยังมีผู้โดยสารและลูกเรือรวม 146 คน จาก 23 ประเทศ อยู่บนเรือ ภายใต้มาตรการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด ขณะที่ WHO ยืนยันพบผู้ติดเชื้อรวมแล้วอย่างน้อย 8 ราย ทั้งผู้ป่วยยืนยันและผู้ต้องสงสัย

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ไวรัสที่พบคือ “ฮันตาไวรัสสายพันธุ์แอนดีส” ซึ่งพบในทวีปอเมริกาใต้ และมีรายงานว่าสามารถติดต่อจากคนสู่คนได้ในบางกรณี แม้โอกาสแพร่ระบาดในวงกว้างจะยังถือว่าต่ำ

ขณะเดียวกัน หลายประเทศในยุโรปและสหรัฐฯ ยังคงเฝ้าระวังผู้ที่เคยสัมผัสใกล้ชิดกับผู้โดยสารบนเรือลำดังกล่าวอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางความกังวลว่าอาจมีผู้ติดเชื้อเพิ่มเติมที่ยังไม่แสดงอาการ

ด้านรัฐบาลสเปนเตรียมตรวจสุขภาพผู้โดยสารทั้งหมดเมื่อเรือเดินทางถึงหมู่เกาะคานารี พร้อมวางแผนแยกกักผู้โดยสารตามความเสี่ยง เพื่อลดโอกาสการแพร่ระบาดต่อไป.

ที่มา : BBC

สลด! รถบัสชนประสานงารถบรรทุกน้ำมันในอินโดนีเซีย ไฟลุกท่วม ดับอย่างน้อย 16 ศพ

สลด! รถบัสชนประสานงารถบรรทุกน้ำมันในอินโดนีเซีย ไฟลุกท่วม ดับอย่างน้อย 16 ศพ

7 พ.ค. 2569 11:56 น.

สลด! รถบัสชนประสานงารถบรรทุกน้ำมันในอินโดนีเซีย ไฟลุกท่วม ดับอย่างน้อย 16 ศพ

เกิดอุบัติเหตุรุนแรงบนทางหลวงประเทศอินโดนีเซีย เมื่อรถโดยสารประจำทางชนประสานงากับรถบรรทุกน้ำมัน จนเกิดเพลิงลุกไหม้อย่างหนัก ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 16 ราย และบาดเจ็บอีก 4 คน

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อช่วงเที่ยงวันพุธที่ 6 พฤษภาคม บริเวณเขตนอร์ท มูซี ราวาส จังหวัดสุมาตราใต้ โดยรถบัสโดยสารระหว่างเมือง ซึ่งกำลังเดินทางจากเมืองลูบุกลิงเกา มุ่งหน้าไปยังเมืองจัมบี ได้พุ่งชนกับรถบรรทุกน้ำมันที่วิ่งสวนทางมา

เจ้าหน้าที่สำนักงานจัดการภัยพิบัติท้องถิ่นเปิดเผยว่า ก่อนเกิดเหตุรถบัสอาจเกิดประกายไฟจากตัวรถ ทำให้คนขับพยายามหักหลบไปยังเลนขวาเพื่อป้องกันอันตราย แต่จังหวะเดียวกันมีรถบรรทุกน้ำมันวิ่งมาด้วยความเร็วสูง จึงไม่สามารถหลีกเลี่ยงการชนได้

แรงปะทะทำให้เกิดระเบิดและไฟลุกท่วมรถทั้ง 2 คันอย่างรวดเร็ว ผู้โดยสารหลายคนติดอยู่ภายในและไม่สามารถหนีออกมาได้ทัน

รายงานระบุว่า ผู้เสียชีวิตประกอบด้วย คนขับรถบัส ผู้โดยสาร 13 คน รวมถึงคนขับรถบรรทุกน้ำมันและผู้ช่วย รวมทั้งหมดอย่างน้อย 16 ราย โดยหลายศพถูกไฟคลอกอยู่ภายในซากรถ

ส่วนผู้รอดชีวิต 4 คน ถูกนำตัวส่งคลินิกใกล้เคียง ในจำนวนนี้ 3 คนมีอาการไฟไหม้รุนแรง ขณะที่อีก 1 คนบาดเจ็บเล็กน้อย

ภาพจากหน่วยค้นหาและกู้ภัยแห่งชาติอินโดนีเซียเผยให้เห็นเจ้าหน้าที่ดับเพลิงเร่งฉีดน้ำควบคุมเพลิง ท่ามกลางกลุ่มควันดำหนาทึบและเปลวไฟขนาดใหญ่ ขณะที่ซากรถทั้งสองคันถูกเผาเสียหายเกือบทั้งหมด

เจ้าหน้าที่กู้ภัยและตำรวจจราจรต้องใช้เวลานานในการเคลียร์พื้นที่ เนื่องจากยังมีผู้ติดอยู่ภายในซากรถ ส่งผลให้การจราจรบนทางหลวงสายหลักเป็นอัมพาตชั่วคราว

ทั้งนี้ อินโดนีเซียเผชิญอุบัติเหตุทางถนนรุนแรงอยู่บ่อยครั้ง จากปัญหามาตรฐานความปลอดภัยและโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมที่ยังไม่เพียงพอ.

ที่มา : channelnewsasia

ฝนถล่มกัวลาลัมเปอร์-เปอตาลิงจายา น้ำท่วมฉับพลัน รถจมหลายร้อยคัน

ฝนถล่มกัวลาลัมเปอร์-เปอตาลิงจายา น้ำท่วมฉับพลัน รถจมหลายร้อยคัน

7 พ.ค. 2569 10:33 น.

ฝนถล่มกัวลาลัมเปอร์-เปอตาลิงจายา น้ำท่วมฉับพลัน รถจมหลายร้อยคัน

ฝนตกหนักนานกว่าชั่วโมงทำหลายพื้นที่ในกรุงกัวลาลัมเปอร์และเปอตาลิงจายาน้ำท่วมซ้ำ ถนนหลายสายจม รถติดหนัก บางคันน้ำท่วมถึงล้อ 

วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 สำนักข่าวเดอะสตาร์ ของมาเลเซีย รายงานว่า ฝนตกหนักต่อเนื่องตั้งแต่เวลาประมาณ 15.30 น. นานกว่าหนึ่งชั่วโมง ส่งผลให้หลายพื้นที่ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ และเมืองเปอตาลิงจายา ประเทศมาเลเซีย เกิดน้ำท่วมฉับพลันอีกครั้ง โดยพื้นที่เซ็กชัน 51A เมืองเปอตาลิงจายา ได้รับผลกระทบหนัก โดยถือเป็นน้ำท่วมซ้ำภายในเวลาเพียง 2 สัปดาห์ หลังเพิ่งเกิดเหตุลักษณะเดียวกันเมื่อวันที่ 20 เมษายนที่ผ่านมา

คลิปวิดีโอที่เผยแพร่บนโซเชียลมีเดียแสดงให้เห็นประชาชนรายหนึ่งลงว่ายน้ำในน้ำท่วม ขณะที่อาคารสำนักงานใหญ่แอมเวย์ บนถนนจาลัน 223 ในเปอตาลิงจายา ก็มีรายงานถูกน้ำท่วมเช่นกัน นอกจากนี้ ถนนจาลันกูไชลามา ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ ยังเผชิญน้ำท่วมซ้ำอีกครั้ง หลังเคยเกิดเหตุในพื้นที่เดียวกันเมื่อปี 2565  

ภาพจากพื้นที่เผยให้เห็นน้ำเอ่อล้นจากท่อระบายน้ำ ท่วมทางเดินหน้าร้านค้าหลายแห่งบริเวณจาลันเซปาดู ในย่านตามันยูไนเต็ด ด้านบริษัทนิวปันไตเอ็กซ์เพรสเวย์ ออกแถลงการณ์ชี้แจงว่า จุดเกิดเหตุอยู่บนถนนจาลันกูไชลามา มุ่งหน้าสู่จาลันกลางลามา ซึ่งอยู่ในความดูแลของศาลาว่าการกรุงกัวลาลัมเปอร์  ไม่ใช่บนทางด่วน NPE ตามที่มีรายงานก่อนหน้านี้

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่สายตรวจถูกส่งเข้าช่วยอำนวยการจราจร เพื่อดูแลความปลอดภัยและช่วยระบายรถในพื้นที่ประสบภัย โดยล่าสุดระดับน้ำลดลงจนกลับเข้าสู่ภาวะปกติเมื่อเวลา 16.47 น. และเปิดการจราจรได้อีกครั้ง

ขณะเดียวกัน น้ำท่วมบนทางด่วนเคซัส ใกล้ด่านเก็บเงินอาวันเบอซาร์ ส่งผลให้การจราจรจากกินราราเข้าสู่ใจกลางเมืองเป็นอัมพาต คลิปวิดีโอจากผู้ใช้โซเชียลเผยให้เห็นรถยนต์หลายคันบริเวณทางออกจาลันกลางลามา-บูกิตจาลิล ถูกน้ำท่วมสูงถึงระดับล้อ ขณะที่บางคันจอดเสียกลางน้ำใต้สะพานเชื่อมอาคารสูง 

นอกจากนี้ บริเวณใกล้สถานีรถไฟฟ้าอาวันเบอซาร์ ก็มีน้ำท่วมใต้สะพานลอย ขณะที่ถนนจาลันอาวันเบอซาร์ทั้ง 4 ช่องทางหน้าซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งหนึ่ง ถูกน้ำโคลนท่วมจนมิดถนนทั้งหมด.

ที่มา The Star , Facebook/BukitJalilMalaysia

“เมกะสึนามิ” ถล่มอลาสกาปีก่อน ก่อให้เกิดคลื่นยักษ์ใหญ่ที่สุดอันดับ 2 เท่าที่เคยมีบันทึกมา

"เมกะสึนามิ" ถล่มอลาสกาปีก่อน ก่อให้เกิดคลื่นยักษ์ใหญ่ที่สุดอันดับ 2 เท่าที่เคยมีบันทึกมา

7 พ.ค. 2569 10:27 น.

“เมกะสึนามิ” ถล่มอลาสกาปีก่อน ก่อให้เกิดคลื่นยักษ์ใหญ่ที่สุดอันดับ 2 เท่าที่เคยมีบันทึกมา

นักวิทย์เผย เมกะสึนามิสูงเกือบ 500 เมตรในรัฐอลาสกา สหรัฐอเมริกา ฤดูร้อนปีที่ผ่านมา นับเป็นคลื่นยักษ์ขนาดใหญ่ที่สุดอันดับ 2 เท่าที่เคยมีการบันทึกมา เตือนภาวะโลกร้อนเสี่ยงเกิดถี่ขึ้นในอนาคต

งานวิจัยฉบับใหม่ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Science ระบุว่า เหตุการณ์เมกะสึนามิ ที่เกิดขึ้นจากมวลหินขนาดประมาณ 64 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือเทียบเท่าพีระมิดกีซาราว 24 แห่ง พังถล่มลงทะเลภายในเวลาไม่ถึง 1 นาที ที่เกิดขึ้นที่ “เทรซี อาร์ม ฟยอร์ด” (Tracy Arm Fjord) ทางตะวันออกเฉียงใต้ของอลาสกา จนเกิดคลื่น “เมกะสึนามิ” สูงเกือบ 500 เมตร ถือเป็นสถิติสูงที่สุดอันดับ 2 ของโลก รองจากเหตุการณ์ในอลาสกาช่วงทศวรรษ 1950 ที่มีความสูงมากกว่า 500 เมตร

นักธรณีวิทยาชาวอลาสกา ดร.เบรตวูด ฮิกแมน เปิดเผยว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ถือว่าเป็นเหตุการณ์เฉียดหายนะ เพราะเกิดขึ้นในช่วงกลางดึก ทำให้ไม่มีเรือท่องเที่ยวอยู่ในพื้นที่ขณะเกิดคลื่นยักษ์ แต่ครั้งหน้าอาจไม่โชคดีแบบนี้

นักวิจัยอธิบายว่า “เมกะสึนามิ” แตกต่างจากสึนามิทั่วไป เพราะเกิดจากดินถล่มหรือภูเขาถล่มลงน้ำโดยตรง ไม่ได้เกิดจากแผ่นดินไหวกลางมหาสมุทร แม้คลื่นจะไม่เดินทางไกลเหมือนสึนามิทั่วไป แต่สามารถสร้างความเสียหายรุนแรงในพื้นที่ใกล้เคียงได้ทันที

ทีมวิจัยยังพบว่า การละลายของธารน้ำแข็งจากภาวะโลกร้อน เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้หน้าผาไม่มั่นคง โดยก่อนหน้านี้ธารน้ำแข็งทำหน้าที่ค้ำยันฐานภูเขาเอาไว้ เมื่อธารน้ำแข็งถอยร่น จึงเปิดทางให้หน้าผาพังถล่มลงสู่ทะเลได้ง่ายขึ้น

นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า ความเสี่ยงของ “เมกะสึนามิ” ในอลาสกาอาจเพิ่มขึ้นมากกว่าหลายสิบเท่าเมื่อเทียบกับไม่กี่สิบปีก่อน ขณะที่ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าสู่พื้นที่ธรรมชาติมากขึ้น โดยเฉพาะเรือสำราญที่นิยมล่องชมฟยอร์ดและธารน้ำแข็ง

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดมีรายงานว่า บริษัทเรือสำราญบางแห่งเริ่มยกเลิกเส้นทางเข้าเทรซี อาร์ม ฟยอร์ดแล้ว เนื่องจากความกังวลด้านความปลอดภัย.

ที่มา : BBC

“ฮุน เซน” หนุนรัฐบาลกัมพูชานำปัญหาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชาเข้าสู่กลไกระหว่างประเทศ

"ฮุน เซน" หนุนรัฐบาลกัมพูชานำปัญหาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชาเข้าสู่กลไกระหว่างประเทศ

7 พ.ค. 2569 10:17 น.

“ฮุน เซน” หนุนรัฐบาลกัมพูชานำปัญหาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชาเข้าสู่กลไกระหว่างประเทศ

“ฮุน เซน” หนุนรัฐบาลกัมพูชานำปัญหาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชาเข้าสู่กลไกระหว่างประเทศ เหน็บไทยที่ผ่านมาเปลี่ยนนายกฯ บ่อยทำให้การเจรจาไม่คืบหน้า

วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 สมเด็จฮุน เซน อดีตนายกรัฐมนตรี และประธานวุฒิสภากัมพูชา โพสต์ข้อความในเฟซบุกแสดงจุดยืนสนับสนุนรัฐบาลกัมพูชาในการแก้ไขปัญหาพื้นที่อ้างสิทธิทางทะเลทับซ้อนกับไทย หลังฝ่ายไทยประกาศยกเลิกบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการเจรจาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลปี 2544 หรือ MOU2544 เพียงฝ่ายเดียว

ฮุน เซน ระบุว่า กัมพูชาไม่ควรจัดตั้งกลไกทวิภาคีใหม่ขึ้นมาแทน MOU2544 แต่ควรเดินหน้าเข้าสู่กลไกตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเลปี 2525 ซึ่งจะมีบุคคลที่สามหรือกลไกระหว่างประเทศเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ตามแนวทางที่นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา กล่าวไว้ก่อนหน้านี้

อดีตผู้นำกัมพูชายังแสดงความเสียใจต่อการที่ไทยยกเลิก MOU2544 โดยอ้างว่าไม่มีความคืบหน้า พร้อมตั้งคำถามว่า สาเหตุที่การเจรจาไม่คืบหน้านั้นเกิดจากอะไร และระบุว่า ไทยเองรู้ดีที่สุด หลังเกิดรัฐประหารในปี 2549 ที่โค่นนายทักษิณ ชินวัตร ประเทศไทยมีการเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีหลายครั้ง ซึ่งฮุน เซน ระบุว่า กัมพูชายังคงดำเนินการต่อเนื่องภายใต้รัฐบาล โดยไม่เปลี่ยนกลไกหรือเนื้อหาการเจรจา ขณะที่ไทยเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีราว 10 คน ซึ่งอาจเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้การเจรจาไม่คืบหน้า

อย่างไรก็ตาม ฮุน เซน ย้ำว่า กัมพูชากำลังเดินหน้าตามกรอบกฎหมายระหว่างประเทศ พร้อมระบุว่า ไทยไม่ควรกดดันให้กัมพูชาสร้างกลไกทวิภาคีใหม่ขึ้นมาแทนกลไกเดิมที่ไทยเป็นฝ่ายยกเลิกเอง และแสดงความหวังว่าทั้งสองประเทศจะร่วมกันเดินหน้าเข้าสู่กลไกระหว่างประเทศที่มีอำนาจในการตัดสินข้อพิพาททางทะเลอย่างเหมาะสมต่อไป.

ที่มา Facebook /Samdech Hun Sen of Cambodia

ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกร่วง หุ้นโลกพุ่ง รับความหวังสงครามอิหร่านใกล้ยุติ

ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกร่วง หุ้นโลกพุ่ง รับความหวังสงครามอิหร่านใกล้ยุติ

7 พ.ค. 2569 08:46 น.

ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกร่วง หุ้นโลกพุ่ง รับความหวังสงครามอิหร่านใกล้ยุติ

ตลาดโลกขานรับสัญญาณเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่านมีความคืบหน้า ราคาน้ำมันดิ่งแรงกว่า 7% ขณะตลาดหุ้นสหรัฐฯ-ยุโรปพุ่ง นักลงทุนหวังสงครามตะวันออกกลางคลี่คลาย

วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ราคาน้ำมันโลกปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง โดยราคาน้ำมันดิบเบรนต์ทะเลเหนือ ซึ่งเป็นมาตรฐานอ้างอิงของตลาดโลก ดิ่งลงมากกว่า 10% ระหว่างการซื้อขาย จนหลุดระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือราว 3,700 บาท ก่อนปิดตลาดที่ 101.27 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือประมาณ 3,750 บาท ลดลง 7.8%

ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องอย่างแข็งแกร่ง โดยดัชนี S&P 500 ปิดตลาดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เป็นวันที่ 2 ติดต่อกัน ขณะที่แนสแดก พุ่งขึ้น 2% ทางด้านตลาดหุ้นยุโรปก็ได้รับแรงหนุนเช่นกัน โดยตลาดหุ้นปารีสปรับตัวขึ้นเกือบ 3% ส่วนตลาดแฟรงก์เฟิร์ตและลอนดอนปิดบวกมากกว่า 2% หลังนักลงทุนมีความหวังมากขึ้นว่าสงครามระหว่างอิหร่าน กับสหรัฐฯ อาจใกล้ยุติลงผ่านการเจรจาทางการทูต

ก่อนหน้านี้ สำนักข่าว Axios ของสหรัฐฯ รายงานโดยอ้างเจ้าหน้าที่อเมริกัน 2 รายว่า วอชิงตันและเตหะรานใกล้บรรลุข้อตกลงเบื้องต้นในรูปแบบบันทึกความเข้าใจ 1 หน้า เพื่อยุติสงคราม และวางกรอบการเจรจานิวเคลียร์ในรายละเอียดต่อไป ทางด้านนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวกับผู้สื่อข่าวภายในห้องทำงานรูปไข่ของทำเนียบขาวว่า เชื่อว่าการบรรลุข้อตกลงกับอิหร่านมีความเป็นไปได้สูงมาก หลังการหารือในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมาเป็นไปในทิศทางที่ดี อย่างไรก็ตาม ทรัมป์เตือนว่า หากการเจรจาล้มเหลว สหรัฐฯ อาจกลับมาโจมตีอิหร่านอีกครั้ง

นายนีล วิลสัน นักยุทธศาสตร์การลงทุนจากสถาบันซาโซ ยูเค ระบุว่า ข่าวที่ออกมาช่วยกระตุ้นความเชื่อมั่นว่า สถานการณ์กำลังเคลื่อนไปในทิศทางที่ดีสำหรับตลาดพลังงานโลก และหนุนให้นักลงทุนกลับเข้าซื้อสินทรัพย์เสี่ยง รวมถึงตลาดหุ้นทั่วโลกอีกครั้ง.

นักท่องเที่ยวผวา พบจระเข้โผล่นอกชายฝั่งเกาะเซ็นโตซา สิงคโปร์สั่งงดกิจกรรมทางน้ำทันที

นักท่องเที่ยวผวา พบจระเข้โผล่นอกชายฝั่งเกาะเซ็นโตซา สิงคโปร์สั่งงดกิจกรรมทางน้ำทันที

7 พ.ค. 2569 08:32 น.

นักท่องเที่ยวผวา พบจระเข้โผล่นอกชายฝั่งเกาะเซ็นโตซา สิงคโปร์สั่งงดกิจกรรมทางน้ำทันที

ทางการสิงคโปร์สั่งระงับกิจกรรมทางน้ำบริเวณชายหาดชื่อดังของเกาะเซ็นโตซา หลังมีผู้พบเห็นจระเข้ลอยตัวอยู่ในทะเลใกล้ย่านเซ็นโตซา โคฟ เมื่อช่วงเย็นวันพุธที่ผ่านมา

คณะกรรมการอุทยานแห่งชาติสิงคโปร์ หรือ NParks ร่วมกับหน่วยงานพัฒนาเกาะเซ็นโตซา (SDC) เปิดปฏิบัติการค้นหาจระเข้ทันที หลังได้รับแจ้งว่าพบเห็นจระเข้ลอยคออยู่ใกล้ฝั่ง พร้อมประกาศงดกิจกรรมทางน้ำ เช่น ว่ายน้ำและพายเรือคายัก บริเวณหาดสิลิโซ หาดปาลาวัน และหาดตันจง จนกว่าจะมีประกาศเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม ชายหาดทั้ง 3 แห่งยังคงเปิดให้บริการตามปกติ โดยเจ้าหน้าที่เพิ่มการลาดตระเวนและเฝ้าระวังพื้นที่ริมชายหาดทั่วเกาะ เพื่อดูแลความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว

นี่ถือเป็นครั้งที่ 2 ในปีนี้ที่มีรายงานพบจระเข้ในน่านน้ำรอบเกาะเซ็นโตซา หลังจากเคยพบครั้งแรกเมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา ซึ่งในเวลานั้นทางการก็ได้สั่งระงับกิจกรรมทางน้ำเช่นเดียวกัน ก่อนกลับมาเปิดอีกครั้งหลังผ่านไปกว่าหนึ่งสัปดาห์

นอกจากนี้ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ยังมีรายงานพบจระเข้ในบริเวณอ่าวเคปเปิล ส่งผลให้ NParks ต้องติดตั้งป้ายเตือนประชาชนให้เพิ่มความระมัดระวังบริเวณริมน้ำ

เจ้าหน้าที่แนะนำว่า หากประชาชนพบจระเข้ ควรตั้งสติและค่อย ๆ ถอยห่าง ห้ามเข้าใกล้ ยั่วยุ หรือให้อาหารสัตว์ พร้อมสามารถแจ้งเหตุไปยังคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติสิงคโปร์ได้ทันที ผ่านสายด่วนฉุกเฉินของหน่วยงานดังกล่าว.

ที่มา : channelnewsasia

อพยพแล้ว 3 ผู้ป่วยจากเรือสำราญ หลังไวรัสฮันตาคร่า 3 ศพ พบผู้ติดเชื้อเพิ่มในหลายประเทศ

อพยพแล้ว 3 ผู้ป่วยจากเรือสำราญ หลังไวรัสฮันตาคร่า 3 ศพ พบผู้ติดเชื้อเพิ่มในหลายประเทศ

7 พ.ค. 2569 08:17 น.

อพยพแล้ว 3 ผู้ป่วยจากเรือสำราญ หลังไวรัสฮันตาคร่า 3 ศพ พบผู้ติดเชื้อเพิ่มในหลายประเทศ

เจ้าหน้าที่สาธารณสุขอพยพผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสฮันตา 3 คน ออกจากเรือสำราญสัญชาติเนเธอร์แลนด์แล้ว ขณะที่ผู้โดยสารที่เหลือยังถูกกักตัวบนเรือ ล่าสุดมีรายงานพบผู้ติดเชื้อเพิ่มในหลายประเทศ

องค์การอนามัยโลก (WHO) เปิดเผยว่า ผู้ป่วยทั้ง 3 คนถูกส่งตัวกลับไปรักษาในประเทศเนเธอร์แลนด์ ขณะที่ผู้โดยสารและลูกเรือเกือบ 150 คนยังคงกักตัวอยู่ภายในห้องพักบนเรือ เพื่อควบคุมการแพร่ระบาด

ขณะเดียวกัน ทางการสวิตเซอร์แลนด์ยืนยันพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ เป็นชายที่เดินทางกลับจากอเมริกาใต้และเคยโดยสารเรือลำดังกล่าว ส่วนเจ้าหน้าที่สาธารณสุขของแอฟริกาใต้และสวิตเซอร์แลนด์ระบุว่า ตรวจพบเชื้อไวรัสฮันตาสายพันธุ์”แอนดีส” ซึ่งพบได้ในอเมริกาใต้ และสามารถติดต่อจากคนสู่คนได้ในบางกรณี แม้จะเกิดขึ้นได้ค่อนข้างน้อย

รายงานระบุว่า หนึ่งในผู้ป่วยอาการหนักเป็นชายชาวอังกฤษที่กำลังรักษาตัวอยู่ในห้องไอซียูของโรงพยาบาลในแอฟริกาใต้ ขณะที่ผู้เสียชีวิตอีกหนึ่งรายได้รับการตรวจพบเชื้อหลังเสียชีวิต

ทั้งนี้ เรือสำราญ เอ็มวี ฮอนดิอุส ออกเดินทางจากอาร์เจนตินาเมื่อวันที่ 1 เมษายน โดยเดิมมีกำหนดเดินทางผ่านแอนตาร์กติกา หมู่เกาะฟอล์กแลนด์ และจุดหมายอื่นในมหาสมุทรแอตแลนติก แต่ต้องเปลี่ยนแผนการเดินเรือหลังเกิดการระบาดบนเรือ

โดยล่าสุดรัฐบาลสเปนยืนยันว่า จะอนุญาตให้เรือเข้าจอดที่หมู่เกาะคานารี เพื่อดำเนินมาตรการด้านสาธารณสุขและดูแลผู้โดยสารต่อไป แม้จะมีเสียงคัดค้านจากบางฝ่ายในพื้นที่ก็ตาม.

ที่มา : AP