พีระพันธุ์ โพสต์ซึ้งกินใจ อวยพรวันเกิดบิ๊กตู่ คุณความดียังอยู่ในความทรงจำไม่ลืม

พีระพันธุ์ โพสต์ซึ้งกินใจ อวยพรวันเกิดบิ๊กตู่ คุณความดียังอยู่ในความทรงจำไม่ลืม

พีระพันธุ์ โพสต์ซึ้งกินใจ อวยพรวันเกิดบิ๊กตู่ คุณความดียังอยู่ในความทรงจำไม่ลืม

วันเสาร์ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.21 น.

“พีระพันธุ์” อวยพรวันเกิด “องคมนตรีประยุทธ์” แม้ไร้บทบาทการเมือง แต่ความดีคงอยู่

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ระบุข้อความซึ้งกินใจว่า ” วันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิดของท่านองคมนตรี พล.อ. ประยุทธ จันทร์โอชา อีกวาระหนึ่ง 
.
แม้ท่านจะไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองแล้ว แต่คุณความดีที่ท่านได้ทำให้ชาติบ้านเมืองยังคงอยู่ในความทรงจำของผมและประชาชน 
.
ผมขออาราธนาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลโลก โปรดดลบันดาล ประทานพร และคุ้มครองให้ท่านมีแต่ความสุข มีสุขภาพพลานามัยที่แข็งแรง เป็นหลักของประเทศชาติตลอดไปครับ ” 

รอรับรมต.ใหม่! ธรรมนัส สั่งเก็บของออกจากกระทรวงเกษตรฯ

รอรับรมต.ใหม่! ธรรมนัส สั่งเก็บของออกจากกระทรวงเกษตรฯ

รอรับรมต.ใหม่! ธรรมนัส สั่งเก็บของออกจากกระทรวงเกษตรฯ

วันเสาร์ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2569, 12.30 น.

21 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตั้งแต่ช่วงเช้าวันนี้ มีความเคลื่อนไหวต่อเนื่อง โดยมีรถบรรทุกประมาณ 6–8 คัน ทยอยเข้ามาภายในกระทรวง พร้อมคนงานเข้าดำเนินการเก็บและขนย้ายสิ่งของออกจากห้องทำงานของผู้บริหารระดับรัฐมนตรี

ภายในห้องทำงานของ ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีการแพ็คและขนย้ายสิ่งของ เครื่องใช้ และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกส่วนตัวออกจากสำนักงานจำนวนมาก โดยมีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานรัฐมนตรีคอยอำนวยความสะดวกในการดำเนินการ

ขณะเดียวกัน ยังมีการนำช่างเข้ามาปรับปรุงและซ่อมแซมประตูสำนักงาน รวมถึงเปลี่ยนลูกบิดประตูทุกบานให้กลับมาอยู่ในสภาพเดิม หลังจากก่อนหน้านี้มีการติดตั้งระบบกดรหัสเพื่อเพิ่มความปลอดภัย

นอกจากนี้ ห้องทำงานของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อีก 2 คน ได้แก่ นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ และ นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ ได้แจ้งว่าจะดำเนินการขนย้ายสิ่งของออกจากสำนักงานในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน

ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวนับเป็นการปิดฉากทีมรัฐมนตรีจากพรรคกล้าธรรม ที่กำกับดูแลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต่อเนื่องยาวนานกว่า 7 ปี เพื่อเตรียมส่งมอบภารกิจและต้อนรับคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เข้าปฏิบัติหน้าที่ต่อไป.

สุขุม แนะรัฐใช้วิกฤตน้ำมันเป็นเวทีพิสูจน์ฝีมือ

สุขุม แนะรัฐใช้วิกฤตน้ำมันเป็นเวทีพิสูจน์ฝีมือ

สุขุม แนะรัฐใช้วิกฤตน้ำมันเป็นเวทีพิสูจน์ฝีมือ

วันเสาร์ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.26 น.

“สุขุม” แนะรัฐใช้ปัญหาน้ำมันเป็นเวทีพิสูจน์ฝีมือ ให้ความเป็นธรรม อำนาจยังไม่เต็มมือ ย้ำไทยเคยผ่านแล้ว คนไทยต้องตั้งสติ-ปรับตัว

       21 มีนาคม 2569 รศ.สุขุม นวลสกุล อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง แสดงความคิดเห็นต่อสถานการณ์น้ำมันตึงตัวว่า รัฐบาลควรมองปัญหาครั้งนี้เป็นโอกาสในการแสดงศักยภาพการบริหาร ทั้งการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและการวางรากฐานความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว โดยบทเรียนในอดีตชี้ชัดว่า ประเทศไทยเคยเผชิญสถานการณ์ลักษณะนี้มาแล้วหลายครั้ง และสามารถพาประเทศผ่านพ้นมาได้ จึงควรศึกษาว่าดำเนินการกันอย่างไร เพื่อนำมาปรับใช้กับปัจจุบัน ปัญหาน้ำมันไม่ใช่เรื่องใหม่ เคยมีถึงขั้นไม่ให้เติมน้ำมันในบางเวลา แต่ท้ายที่สุดก็คลี่คลายได้จากความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน

       “เรื่องแบบนี้เราเคยเจอมาแล้ว ไม่ใช่ครั้งแรก สิ่งสำคัญคือการตั้งสติ และบริหารจัดการให้ดี” รศ.สุขุม กล่าว

พร้อมกันนี้ เห็นว่ารัฐต้องเร่งสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน เพื่อลดความตื่นตระหนก โดยเฉพาะพฤติกรรมกักตุนที่ซ้ำเติมปัญหาให้รุนแรงขึ้นโดยไม่จำเป็น

สำหรับข้อจำกัดของรัฐบาลรักษาการ รศ.สุขุม มองว่าเป็นปัจจัยที่ทำให้การตัดสินใจไม่เต็มที่ ผู้ที่อยู่ในตำแหน่งอาจไม่ได้ดำรงตำแหน่งต่อ จึงเกิดความลังเลในการตัดสินใจ เนื่องจากต้องรับผลในภายหลัง แต่ไม่ใช่เหตุให้รัฐบาลชะงักงัน แม้อำนาจอาจไม่เต็มมือ แต่รัฐบาลหยุดไม่ได้ สิ่งใดทำได้ต้องเร่งดำเนินการ โดยเชื่อว่าเมื่อมีรัฐบาลที่มีอำนาจเต็ม การบริหารจะมีความต่อเนื่องและคล่องตัวมากขึ้น

       ขณะเดียวกัน ประชาชนต้องปรับพฤติกรรมให้สอดรับกับสถานการณ์ ใช้พลังงานอย่างมีเหตุผล วางแผนการเดินทาง เพื่อลดแรงกดดันต่อระบบโดยรวม

รศ.สุขุมย้ำว่า หากทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างมีสติ วิกฤตครั้งนี้ไม่เพียงผ่านไปได้ แต่ยังจะเป็นบททดสอบสำคัญของประเทศในการรับมือความผันผวนระดับโลก พร้อมสะท้อนศักยภาพการบริหารของรัฐบาลภายใต้ข้อจำกัดที่มีอยู่ในปัจจุบัน

       “รัฐบาลต้องมองปัญหาหนักๆ เป็นโอกาส หากผ่านไปได้และทำได้ดี จะนำไปสู่เสถียรภาพในระยะยาว จึงต้องมองในมุมนี้และทำงานอย่างเต็มที่ อีกทั้งเชื่อว่าปัจจุบันประชาชนยังให้เวลารัฐบาลทำงาน เพราะเข้าใจปัจจัยของปัญหาที่มีขนาดระดับโลก รวมถึงข้อจำกัดของรัฐบาลที่อยู่ในภาวะรักษาการ และต้องเผชิญกับวิกฤตโลก ซึ่งรัฐบาลไม่อาจหลีกเลี่ยงบทบาทในการแก้ไขปัญหาได้ เมื่ออยู่ในตำแหน่งก็ย่อมเป็นที่พึ่งของประชาชนโดยธรรมชาติ”

พรรครักชาติจี้ วธ.ร้องยูเนสโก ปมกัมพูชาขอขึ้นทะเบียนมหาสงกรานต์

พรรครักชาติจี้ วธ.ร้องยูเนสโก ปมกัมพูชาขอขึ้นทะเบียนมหาสงกรานต์

พรรครักชาติจี้ วธ.ร้องยูเนสโก ปมกัมพูชาขอขึ้นทะเบียนมหาสงกรานต์

วันเสาร์ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.13 น.

“พรรครักชาติ” เรียกร้อง วธ. Take Action ถึง ยูเนสโก ตรวจสอบกัมพูชา หลังโชว์เหนือขอขึ้นทะเบียน “มหาสงกรานต์” 

21 มีนาคม 2569 นายภูมิ สวัสดี รองโฆษกพรรครักชาติ ได้ให้สัมภาษณ์ถึงความกังวลต่อท่าทีของกัมพูชา จากกรณีมีกระแสข่าวว่าประเทศกัมพูชามีความพยายามนำเสนอประเพณีสงกรานต์เพื่อขึ้นทะเบียนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติกับองค์การยูเนสโก (UNESCO) ภายใต้ชื่อ “มหาสงกรานต์” (Maha Songkran) ซึ่งสร้างความไม่สบายใจให้กับภาคประชาชนบางส่วนของไทยเป็นอย่างมาก ที่กัมพูชาพยายาม “เคลม” หรือฉกฉวยประเพณีอันเป็นเอกลักษณ์ของไทย 

นายภูมิ กล่าวว่า ประเทศไทยได้จดทะเบียนประเพณี “สงกรานต์ในประเทศไทย” (Songkran in Thailand) กับยูเนสโกไปแล้ว แต่ทางกัมพูชา ยังพยายามโชว์เหนือกว่าด้วยการใช้คำว่า “มหาสงกรานต์” และต้องการจะไปจดทะเบียนกับยูเนสโก ในชื่อ”มหาสงกรานต์” ซึ่งจริงๆ แล้วชาวโลกเขารู้อยู่แล้วว่าประเทศไทยคือเจ้าแม่สงกรานต์ หากต้องการสัมผัสประสบการณ์การสาดน้ำที่ยอดเยี่ยมที่สุด ทุกคนล้วนมุ่งหน้ามาที่ไทย ซึ่งแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้ามานับแสนคน

นายภูมิ กล่าวว่า ขอเรียกร้องไปยังกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เพื่อให้เร่งออกมาแสดงท่าที และออกมาเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ โดยเสนอให้กระทรวงวัฒนธรรมประสานงานไปยังองค์การยูเนสโก ขอให้มีการตรวจสอบอย่างรัดกุมและชัดแจ้งว่า ประเพณีปีใหม่ของกัมพูชานั้น มีรากฐานการปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการสาดน้ำในลักษณะเดียวกับที่จัดขึ้นภายใต้ชื่อ “สงกรานต์” หรือ “มหาสงกรานต์” อย่างแท้จริงหรือไม่ ภาคประชาชนอยากจะเห็นการ take action ในเรื่องนี้ของทางกระทรวงวัฒนธรรม ประชาชนจะได้สบายใจว่าเราปกป้องวัฒนธรรมของเราอย่างเต็มที่

สู้รบยังรุนแรง จี้คนไทยอพยพ ออกพื้นที่เสี่ยง กลับสู่มาตุภูมิ

สู้รบยังรุนแรง จี้คนไทยอพยพ ออกพื้นที่เสี่ยง กลับสู่มาตุภูมิ

สู้รบยังรุนแรง จี้คนไทยอพยพ ออกพื้นที่เสี่ยง กลับสู่มาตุภูมิ

วันเสาร์ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สู้รบยังรุนแรง จี้คนไทยอพยพ ออกพื้นที่เสี่ยง กลับสู่มาตุภูมิ

กต.เผยสถานการณ์ตะวันออกกลางยังรุนแรง ขอให้คนไทยออกจากพื้นที่เสี่ยง ประสานอิสราเอลนำร่างแรงงานไทยที่เสียชีวิต กลับประเทศ ส่วนกระทรวงแรงงานรุดเยี่ยมครอบครัวผู้เสียชีวิตประสานเรื่องเงินชดเชย-สิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่จะได้รับ พร้อมกำชับให้แรงงานไทยขอให้อยู่ในเขตปลอดภัย

เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 นายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงข่าวของศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ถึงความคืบหน้าการให้ความช่วยเหลือคนไทย ว่าสถานการณ์ในภูมิภาคดังกล่าวยังมีความรุนแรงขยายวงกว้าง เนื่องจากสถานการณ์ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง กระทรวงการต่างประเทศ จึงขอให้คนไทย พิจารณาออกจากพื้นที่เสี่ยงโดยเร็วที่สุด ติดตามข่าวสาร และคำแนะนำจากช่องทางทางการอย่างเคร่งครัด รวมทั้งลงทะเบียนแจ้งข้อมูลที่อยู่ และช่องทางติดต่อกับสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่

นายปาณิดล กล่าวต่อว่า ส่วนแรงงานคนไทยในพื้นที่ตะวันออกกลาง มีแรงงานเสียชีวิต 1 ราย จากเหตุระเบิดที่ประเทศอิสราเอล โดยสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ ได้ติดต่อกับครอบครัวตั้งแต่เกิดเหตุ และอยู่ระหว่างประสานงานกับรัฐบาลอิสราเอล อย่างใกล้ชิด เพื่อติดตามขั้นตอนการส่งร่างผู้เสียชีวิตกลับประเทศไทยโดยเร็ว ขณะที่กรมการกงสุล โดยสำนักงานหนังสือเดินทางจังหวัดนครราชสีมา จะลงพื้นที่เยี่ยมญาติของผู้เสียชีวิต อย่างไรก็ตาม กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงแรงงาน จะติดตามเรื่องเงินชดเชย และสิทธิประโยชน์ที่เกี่ยวข้องจากทางการอิสราเอลอย่างใกล้ชิดต่อไป

นอกจากนี้ เอกอัครราชทูตและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ลงพื้นที่เยี่ยมแรงงานไทยในอิสราเอล อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้กำลังใจ รับฟังปัญหา และสะท้อนความต้องการต่างๆ โดยแรงงานส่วนใหญ่ยังมีกำลังใจที่ดี พร้อมขอให้ติดตามประกาศด้านความปลอดภัยจากสถานเอกอัครราชทูตอย่างใกล้ชิด

สำหรับสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน และสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา กำลังประสานการอพยพคนไทยอีก 4 คน จากเมืองบันดาอับบาส ประเทศอิหร่าน และนักศึกษาจากเมืองกุม 6 คน รวมทั้งสิ้น 10 คน เดินทางบกข้ามไปตุรกี เพื่อเดินทางต่อไป

ด้านนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ ได้หารือกับเอกอัครราชทูตอิหร่านประจำประเทศไทย เพื่อย้ำคำขอของไทย เรื่องการให้ความช่วยเหลือลูกเรือไทย 3 คน บนเรือมยุรีนารี โดยการให้กองทัพเรืออิหร่าน สนับสนุนภารกิจด้านมนุษยธรรมดังกล่าว ตลอดจนการอนุญาตให้เรือพาณิชย์ไทย ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ได้อย่างปลอดภัย ซึ่งฝ่ายอิหร่าน รับทราบและอยู่ระหว่างดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ยังย้ำท่าทีไทย ที่เรียกร้องให้ทุกฝ่ายกลับสู่กระบวนการเจรจาและการทูตให้ยุติการโจมตีโดยเร็ว

สำหรับกรณีนิคมอุตสาหกรรมในกาตาร์ ที่ถูกโจมตีด้วยอาวุธอิหร่านนั้น สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโดฮา ได้ติดต่ออย่างใกล้ชิดกับแรงงานไทย 35 คน ในพื้นที่ ซึ่งทุกคนปลอดภัยมีกำลังใจดี ไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงใดๆ ทั้งนี้ นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ มีคนไทยได้รับความช่วยเหลือให้เดินทางออกจากประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง กลับประเทศไทย หรือไปประเทศที่ 3 รวมทั้งสิ้น 1,209 คน

อีกด้านหนึ่ง นายสันติ นันตสุวรรณ รองปลัดกระทรวงแรงงาน และโฆษกกระทรวงแรงงาน กล่าวถึงการดูแลสิทธิประโยชน์แรงงานไทยที่เสียชีวิต ว่าแรงงานรายนี้เดินทางไปทำงานต่างประเทศ ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งทางอิสราเอล จะทำการชันสูตรศพและส่งร่างผู้เสียชีวิตให้กับครอบครัวต่อไป ขณะเดียวกัน กระทรวงแรงงาน ได้ลงพื้นที่ไปที่บ้านของผู้เสียชีวิตที่ จ.ชัยภูมิ เพื่อปลอบขวัญและให้กำลังใจ

นายสันติ กล่าวอีกว่า สำหรับสิทธิประโยชน์กรณีสมาชิกกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานต่างประเทศ เสียชีวิตในต่างประเทศ ทายาทโดยธรรม มีสิทธิได้รับสิทธิประโยชน์ เป็นเงินสงเคราะห์จากกองทุนฯ 40,000 บาท เงินบำเหน็จชราภาพ 71,459.14 บาท ซึ่งเป็นสิทธิประโยชน์จากประกันสังคม ไม่รวมผลประโยชน์ตอบแทนอื่นๆ นอกจากนี้ยังมีเงินชดเชยจากสถาบันประกันภัยอิสราเอล ซึ่งเป็นสิทธิประโยชน์จากทางอิสราเอล ประกอบด้วย เงินช่วยเหลือค่าชดเชยการไว้ทุกข์ ค่าใช้จ่ายในการฝังศพ เงินชดเชยรายเดือน เงินช่วยเหลือประจำปี รวมทั้งเงินช่วยเหลืออื่นๆ อาทิ เงินค่าเล่าเรียนบุตร เงินช่วยเหลือทางจิตวิทยา

แวดวงนักปกครอง : 21 มีนาคม 2569

แวดวงนักปกครอง : 21 มีนาคม 2569

แวดวงนักปกครอง : 21 มีนาคม 2569

วันเสาร์ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เปิดคอลัมน์ด้วยอีกหนึ่งภารกิจสำคัญของกรมการปกครอง “คลินิกสัญชาติ” โดย นายวิฑูรย์ สิรินุกูล รองอธิบดีฯ ภายใต้โครงการ“รักข้ามโขง ชีวิตคนไร้สถานะ” ซึ่งกรมการปกครองจับมือหลายหน่วยงานลุยแก้ปัญหาคนไร้สัญชาติแบบถึงพื้นที่ ทั้งตรวจสิทธิ ทำทะเบียน และให้คำปรึกษาครบจบที่เดียว ณ อำเภอโขงเจียม จ.อุบลราชธานี จุดเด่นอยู่ที่การลดขั้นตอน จากเดิมใช้เวลาหลายเดือนเหลือเพียงไม่กี่วัน ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงสัญชาติและสิทธิพื้นฐานได้เร็วขึ้น โดยครั้งนี้มีผู้เข้ามารับบริการรวม 224 ราย ครอบคลุมทั้งแก้ไขข้อมูลทะเบียน ขอมีสัญชาติ และให้คำปรึกษา การทำงานของฝ่ายปกครองครั้งนี้ช่วย “คืนสิทธิคืนโอกาส” ให้ประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม

ว่าที่ร้อยตรีหญิงสรวีย์ เหมือนเพ็ชร์ นายอำเภอหนองม่วง จ.ลพบุรี พร้อมทีมปลัดอำเภอและสมาชิก อส. ลงพื้นที่ พูดคุยทำความเข้าใจกับผู้ประกอบการปั๊มน้ำมัน ตรวจสอบทั้งปริมาณและราคา ป้องกันกักตุน และราคาไม่เป็นธรรม พร้อมเน้นย้ำมาตรการว่า หากกักตุนเกินกำหนดมีโทษตามกฎหมาย เสี่ยงทั้งจำทั้งปรับ พร้อมขอความร่วมมือประชาชนใช้เท่าที่จำเป็น เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงน้ำมันได้อย่างทั่วถึง

นายนิตย์นิชัย บุญสุวรรณ

นายอำเภอพิชัย จ.อุตรดิตถ์

นางสาวรัศมินท์ พฤกษาทร

นายอำเภอโพธาราม จ.ราชบุรี

อีกภารกิจด้านความมั่นคงที่ต้องจับตา เมื่อ นายนวน โทบุตรนายอำเภอสังคม จ.หนองคาย นำฝ่ายปกครองบูรณาการหน่วยงานความมั่นคง ตรวจยึดเคตามีน 158 กิโลกรัมมูลค่ากว่า 22 ล้านบาท ริมฝั่งแม่น้ำโขง จุดเริ่มมาจาก ชรบ.ลาดตระเวนจุดเสี่ยงแล้วพบกระสอบต้องสงสัยซุกในป่าหญ้าก่อนประสานหน่วยงานเข้าตรวจสอบจนพบเป็นยาเสพติดจำนวนมาก ถือเป็นผลงานเชิงรุกของเครือข่ายความมั่นคงในพื้นที่ที่ช่วยสกัดกั้นยาเสพติดตามแนวชายแดนได้อย่างทันท่วงที และตอกย้ำการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วนอย่างเข้มแข็ง

สีสันน่ารักๆ จากอุตรดิตถ์ อำเภอพิชัย จัดเต็มทั้งห้องประชุม กับการเตรียมงานประจำปี “บ้านเกิดพระยาพิชัยดาบหัก 2569” รอบนี้ไม่ได้มาแบบธรรมดา แต่ขอมาใน “ธีมนักรบ” นำทีมโดย นายนิตย์นิชัย บุญสุวรรณนายอำเภอพิชัย พร้อมหัวหน้าส่วนราชการและผู้บริหารท้องถิ่น ในชุดนักรบถือดาบ มีพร็อพครบเรียกว่าบรรยากาศคึกคัก สร้างสีสันให้การประชุมไม่น่าเบื่อ เห็นความตั้งใจของทุกฝ่ายที่อยากให้งานออกมายิ่งใหญ่สมศักดิ์ศรีเมืองวีรชน เตรียมต้อนรับนักท่องเที่ยวแบบจัดเต็มในช่วงต้นเดือนเมษายนนี้

ห้ามพลาดเมื่อ “นายอำเภอพาเที่ยว” รอบนี้พาไปเมืองคนสวย อ.โพธาราม จ.ราชบุรี เดินทางง่ายใกล้นิดเดียวจากกรุงเทพฯ นางสาวรัศมินท์ พฤกษาทรนายอำเภอโพธาราม ชวนไปเที่ยววัดขนอน แหล่งอนุรักษ์“หนังใหญ่” มรดกวัฒนธรรมอันล้ำค่าที่ได้รับการยกย่องจาก UNESCO ให้เป็น 1 ใน 6 ชุมชนดีเด่นของโลกภูมิปัญญาระดับโลกชมหนังใหญ่กว่า 313 ตัว พร้อม
การแสดงและกิจกรรมเรียนรู้แบบใกล้ชิด ตามมาด้วย“วัดถ้ำน้ำ” แหล่ง ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สุด UNSEENภายในถ้ำมีน้ำไหลเวียนเต็มพื้นที่ เดินชมเสาหินปูนหินงอกหินย้อยที่เกิดจากน้ำหยด ตื่นตาตื่นใจ ได้ทั้งความรู้และสัมผัสบรรยากาศชุมชน รวมทั้งธรรมชาติ..เที่ยวสบายๆใครหาที่เที่ยววันเดียวจบ บอกเลยทริปนี้ตอบโจทย์สุดๆ

นาย..อำเภอน้อย

ห้ามกักตุน-โขกเกินราคา ‘หนู’ตั้งฉก.ลุย เชือดคลังน้ำมันอ่างทอง

ห้ามกักตุน-โขกเกินราคา ‘หนู’ตั้งฉก.ลุย เชือดคลังน้ำมันอ่างทอง

ห้ามกักตุน-โขกเกินราคา ‘หนู’ตั้งฉก.ลุย เชือดคลังน้ำมันอ่างทอง

วันเสาร์ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ห้ามกักตุน-โขกเกินราคา ‘หนู’ตั้งฉก.ลุย เชือดคลังน้ำมันอ่างทอง ตุน3แสนลิตร/ฟันกำไร ปุ๋ยยังเหลือใช้อีก2เดือน

“พิพัฒน์” เผย “นายกฯอนุทิน” เซ็นตั้งชุด ฉก.ไล่ตรวจสอบปั๊มน้ำมัน “กักตุน-ขายเกินราคา” ทั่วไทย ขณะที่ตำรวจปคบ.แกะรอยน้ำมันแพง บุกบริษัทที่อ่างทอง พบสต๊อก 3.3 แสนลิตร ไร้ใบกำกับการขนส่งมูลค่า 12 ล้าน ฟันราคาลิตรละบาท ขณะที่ นายกฯสมาคมปุ๋ยยันยังมีใช้ได้อีก2เดือนแรอนำเข้ามาเติม

เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 เวลา 15.40 น. ทึ่พรรคภูมิใจไทย(ภท.) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ผอ.ศบก.) ให้สัมภาษณ์กรณีกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค(บก.ปคบ.) เข้าตรวจสอบบริษัทน้ำมันในจังหวัดอ่างทอง หลังพบข้อร้องเรียนมีการกักตุน และจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงในราคาที่สูงกว่าปกติว่า กำลังไล่ตรวจสอบอยู่ ขณะนี้นายกรัฐมนตรี ได้เซ็นคำสั่งแต่งตั้งชุดเฉพาะกิจขึ้นมา 1 ชุด เพื่อไล่ตรวจสอบทั้งประเทศ

เมื่อถามว่าแสดงว่ามีจำนวนมากหรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ยังไม่ทราบ เพราะต้องมีการตรวจสอบก่อน คงต้องตรวจสอบทั้งหมด

ตรวจคลังน้ำมันอ่างทอง

ก่อนหน้านี้ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. เปิดเผยว่า สั่งการ พล.ต.ต.คงกฤช เลิศสิทธิกุล ผบก.ปคบ. พ.ต.อ.ธนาทัศน์ ศรีพิพัฒน์ รรท.ผกก.2 บก.ปคบ. พ.ต.ท.จำรูญ คำมา สว.กก.2 บก.ปคบ. สนธิกำลังเจ้าหน้าที่พลังงานจังหวัดอ่างทอง และพาณิชย์จังหวัดอ่างทอง เข้าตรวจสอบบริษัทจำหน่ายน้ำมันแห่งหนึ่งในพื้นที่ อ.เมือง จ.อ่างทอง หลังจาก ปคบ.ได้รับร้องเรียนว่าปั๊มน้ำมันในพื้นที่ จ.สิงห์บุรี ขายน้ำมันในราคาสูงผิดปกติ

ชุดสืบสวนตรวจสอบพบว่าน้ำมันทั้งหมดถูกส่งมาจากโกดังลับใน จ.อ่างทอง จึงนำกำลังเข้าตรวจสอบภายในคลังเมื่อวันที่ 19 มี.ค.ที่ผ่านมา พบน้ำมันเชื้อเพลิงสำรองไว้กว่า 331,000 ลิตร มูลค่ารวมกว่า 12,520,400 บาท โดยแบ่งเป็น น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 210,000 ลิตร, น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 73,000 ลิตร, น้ำมันดีเซล 48,000 ลิตร

พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ กล่าวว่า เบื้องต้นบริษัทดังกล่าวลักลอบจำหน่ายน้ำมันดีเซลในราคาสูงถึงลิตรละ 40.50 บาท โดยอ้างว่ารับซื้อมาในราคา 39.50 บาท แต่เมื่อเจ้าหน้าที่เค้นขอหลักฐานการซื้อขายและใบเสร็จชำระเงินกลับ “อึกอัก” ไม่สามารถนำเอกสารมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ได้แม้แต่ฉบับเดียว เจ้าหน้าที่จึงอายัดน้ำมันทั้งหมดพร้อมเก็บตัวอย่างส่งตรวจที่กรมธุรกิจพลังงาน และประสาน กรมสรรพสามิต เพื่อตรวจสอบการเสียภาษีโดยละเอียด

“หากพบว่าเป็นการลักลอบขนส่งน้ำมันเถื่อนหรือเลี่ยงภาษี จะดำเนินการแจ้งข้อหาหนักและดำเนินคดีตามกฎหมายให้ถึงที่สุด” ผบช.ก.กล่าว

นายกฯวอนเลิกกักตุน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ที่หนังสือพิมพ์แนวหน้า ถึงการแก้ไขปัญหาพลังงานว่า การบริหารจัดการน้ำมันทุกวันนี้ ไม่ได้ลดเรื่องในเรื่องของปริมาณ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปริมาณนำเข้านำมันดิบ ก็ยังนำเข้ามาเหมือนเดิม การผลิตน้ำมันกลั่น ขายปลีก ในครัวเรือน ก็ยังเหมือนเดิม เพียงแต่ว่าจำนวนคน ที่กังวลต่อสถานการณ์ ความตื่นตระหนกของประชาชนจากภาวะสงครามจนแห่ไปซื้อน้ำมันมาตุนไว้ หรือรีบไปเติมน้ำมันเกินความจำเป็น ทำให้ความต้องการใช้เพิ่มสูงขึ้นอย่างมากอย่างผิดปกติจนเกินกำลังการผลิต จึงเกิดปัญหาขาดแคลนในบางพื้นที่ มีการกักตุนเพิ่มมากขึ้น จะเห็นได้จากปริมาณการใช้งานจากวันละ 67 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้นมาเป็น 84 ล้านลิตรต่อวัน จากกำลังการผลิตน้ำมันดีเซลของประเทศไทยมีอยู่ 77 ล้านลิตรต่อวัน

ให้ความมั่นใจกับประชาชน

“วันนี้เราต้องสร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชน นอกจากสำรองที่มี 100 วันแล้ว กำลังการผลิตก็ยังมีอยู่ พี่น้องประชาชนที่ใช้ 67 ล้านลิตรในตอนนั้น คือยังใช้แบบ ไม่มีมาตรการการประหยัด ยังใช้อย่างปกติอยู่ เฉพาะนั้น ถ้าพี่น้องประชาชน ให้ความเชื่อมั่น ซึ่งก็ควรจะเชื่อมั่นเพราะข้อมูลต่างๆ ถูกนำไปเผยแพร่โดยรัฐ ก็กลับมาใช้ชีวิตปกติ ก็จะมีน้ำมันเพียงพอ”นายอนุทิน ย้ำ

อย่างไรก็ดีที่ผ่านมาประเทศไทยมีการใช้น้ำมันดีเซลในแต่ละวันที่ 67 ล้านลิตรต่อวัน ก่อนเกิดเหตุสงครามตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นสภาวะปกติไม่ได้มีการออกมาตรการเรื่องการลดการใช้หรือการประหยัดน้ำมัน กำลังการผลิตน้ำมันดีเซลของประเทศไทยอยู่ที่ 77 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งมีช่องว่างอยู่ประมาณ 14 ล้านลิตร หลังจากเกิดเหตุสงครามด้วยข้อมูลและความวิตกกังวลของประชาชนทำให้การใช้ เพิ่มมาเป็น 84 ล้านลิตรต่อวัน ถือว่าเป็นการเกินกำลังการผลิตอาจเป็นเหตุทำให้เกิดการขาดน้ำมันในบางพื้นที่

“อย่าตื่นตระหนก ก็อย่างที่บอก น้ำมันผลิตได้ 77 ล้านลิตรต่อวันเหมือนเดิม แต่คนใช้เพิ่ม จากเดิม 77 ล้านลิตร เป็น 84 ล้านลิตร ก็มีเกินมา 14 ล้านลิตรต่อวัน เราก็ต้องไปทำให้คนกลับไปใช้น้ำมันที่ 67 ล้านลิตรหรือ 70 ล้านลิตรต่อวัน อัดสำรองที่เรามีอยู่ เพื่อให้กลไกลตลาด สมดุลกับดีมานต์” นายกฯ กล่าว

ยังใช้ได้น้ำมันถึง104วัน

ที่ทำเนียบรัฐบาล ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) แถลงสถานการณ์ประจำวัน โดยนายวุฒิทัต ตันติเวสส รองอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวถึงสถานการณ์น้ำมันสำรองในประเทศว่า กรมธุรกิจพลังงานได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยสถานการณ์น้ำมันสำรองภายในประเทศวันที่ 20 มี.ค. อยู่ที่ 5,060 ล้านลิตร หรือคิดประมาณ 41 วัน และมีน้ำมันระหว่างทางรวมกับน้ำมันที่จะนำเข้า ซึ่งได้รับการยืนยันแล้วอยู่ที่7,396ล้านลิตร หรือคิดเป็นประมาณ 63วัน ทำให้ประเทศไทยมีน้ำมันสำรองใช้ประมาณ 104 วัน

นายวุฒิทัต กล่าวว่า ส่วนสถานการณ์การจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงรายวันในนกลุ่มน้ำมันเบนซิน และดีเซลในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา อยู่ในระดับที่สูงกว่าปกติมาก ซึ่งข้อมูล ณ วันที่ 18 มี.ค. พบว่ายอดการจำหน่ายน้ำมันดีเซลเริ่มลดลง อยู่ที่ 54.79 ล้านลิตรต่อวัน และน้ำมันเบนซิน ลดลงอยู่ที่ 29.98 ล้านลิตรต่อวัน ใกล้เคียงกับช่วงก่อนเกิดสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง

ลงพื้นที่ตรวจสอบสอบ

นายวุฒิทัต กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ เมื่อวันที่ 19 มี.ค. นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ลงพื้นที่ตรวจสอบคลังน้ำมัน ที่อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี ซึ่งเป็นจุดกระจายน้ำมันหลักสู่สถานีบริการกว่า 200 แห่งในพื้นที่ภาคกลาง เพื่อสร้างความมั่นใจด้านพลังงานให้กับประชาชน จากการตรวจสอบไม่พบการกักตุน และคลังยังคงเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ตามนโยบายของกระทรวงพลังงาน ซึ่งในปัจจุบัน ยังคงเร่งจ่ายน้ำมันสูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติ 20% เพื่อเร่งแก้ปัญหาคอขวด แต่ยอมรับว่า มีระยะเวลาการรอรับน้ำมันนานขึ้น ตามปริมาณความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้น

นายวุฒิทัต กล่าวว่า ทั้งนี้ยังได้ตรวจสอบสถานีบริการน้ำมัน ที่อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี พบว่า ในสถานีบริการเปิดให้บริการตามปกติ แต่มีบางช่วงที่น้ำมันดีเซลขาดชั่วคราว เนื่องจากความต้องการเพิ่มขึ้น และการขนส่งไม่สามารถดำเนินการได้ทันตามรอบ ทั้งนี้ รมว.พลังงาน ได้สั่งการให้กรมธุรกิจพลังงาน เร่งหาแนวทางแก้ไขโดยเฉพาะการตรวจสอบคลังน้ำมันแห่งอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจว่า น้ำมันยังมีเพียงพอต่อความต้องการของประชาชน

นายวุฒิทัต กล่าวว่า กลุ่มธุรกิจพลังงานได้ขอความร่วมมือสำนักงานพลังงานจังหวัด ทั้ง 76 จังหวัด ให้ดำเนินการประสานผู้ว่าราชการจังหวัด สำนักงานพาณิชย์จังหวัด และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง เข้าตรวจสอบกิจการน้ำมันเชื้อเพลิง และสถานที่ที่มีการกักตุนน้ำมันเชื้อเพลิง ได้แก่สถานีบริการน้ำมัน ผู้ประกอบการรถขนส่ง

ชำแหละคลังน้ำมันอ่างทอง

เมื่อถามว่า กรณำรวจ ลงพื้นที่ตรวจตรวจบริษัทน้ำมัน ที่จ.อ่างทอง หลังจากที่ได้รับร้องเรียน พบมีการสต๊อก 3.3 แสนลิตรและขายเกินราคา นายวุฒิทัต กล่าวว่า บริษัทดังกล่าวชื่อว่า บริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด เป็นผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 10 คือ ผู้ค้าน้ำมันรายย่อย มีการขนส่งหลายทอด ซึ่งจากการตรวจสอบ ไม่ได้มีการออกใบกำกับการขนส่งหลายเที่ยว ซึ่งจากการตรวจสอบเบื้องต้น ไม่ได้มีการออกใบกำกับการขนส่ง ซึ่งมีความผิดตามมาตรา 30 พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543

ที่ต้องมีใบกำกับการขนส่งว่า รับมาจากที่ไหนวันไหนปริมาณเท่าใด และปลายทางไปส่งยังที่ใด รวมถึงต้องเก็บเอกสารไว้ไม่น้อยกว่า 60 วัน ซึ่งจะมีความผิดตามมาตรา 56 ในข้อมูลเชิงลึก ขอไปตรวจสอบความชัดเจนอีกครั้งหนึ่งก่อน แต่ในเบื้องต้นในด้านความปลอดภัย สถานที่เก็บน้ำมันแห่งนี้มีใบอนุญาต ตามพ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 หรือไม่

เมื่อถามว่าจะมีการขยายการตรวจสอบบริษัทอื่นอีกหรือไม่ รองอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวว่า บริษัทดังกล่าวจะต้องดูว่าจะมีการขนส่งมาจากที่ใด ก็จะย้อนไปดูก่อนหน้านั้นด้วย

ราคาสินค้ายังปกติ

นางสาวกนิษฐา กังสวนิช ผู้ตรวจราชการและรองโฆษกกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงมาตรการดูแลค่าครองชีพและควบคุมราคาสินค้าว่า นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ได้กำชับให้พาณิชย์จังหวัดทั้ง 76 จังหวัดติดตามสถานการณ์ค่าครองชีพอย่างใกล้ชิดและกำกับดูแล ไม่ให้มีการฉวยโอกาสจากการที่ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น และจำหน่ายสินค้าเกินกว่าต้นทุนจริงซึ่งเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภค

นางสาวกนิษฐา กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ขอยืนยันว่า จะกำกับดูแลราคาสินค้าและบริการอย่างใกล้ชิดควบคู่กับการดูแลเสถียรภาพด้านราคาและต้นทุนการผลิต เพื่อให้ผู้ประกอบการและเกษตรกรสามารถดำเนินธุรกิจและกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่องและเป็นธรรม โดยยึดประโยชน์ของประชาชนในประเทศไทยสำคัญ ทั้งนี้กระทรวงพาณิชย์ พร้อมจะทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนในการปรับมาตรการต่างๆ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างทันท่วงที

ปุ๋ยยังใช้ได้อีก2เดือน

นายกองเอก เปล่งศักดิ์ ประกาศเภสัช นายกสมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจเกษตรไทย เปิดเผยถึงจากสถานการณ์ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกในขณะนี้ ส่งผลให้เกษตรกรมีความกังวลเกี่ยวกับราคาปุ๋ยในประเทศนั้น ว่า ในส่วนประเทศไทยยังคงมีปุ๋ยในสต๊อกเพียงพอ สำหรับการใช้งานประมาณ 2 เดือน ถึง 2เดือนครึ่ง ซึ่งสอดคล้องกับจำนวนที่หน่วยงานภาครัฐรายงาน ส่วนปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญยังคงมาจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาพลังงาน โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติรวมไปถึงกระบวนการผลิตที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมปิโตรเคมี อาทิ เม็ดพลาสติก เมื่อเกิดความตื่นตระหนกในตลาด ย่อมทำให้เกิดความกังวลเรื่องการขาดแคลนวัตถุดิบ ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นต้นทุนที่สะท้อนกลับมายังราคาปุ๋ยในที่สุด

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยด้านการขนส่งที่ซับซ้อนมากขึ้น โดยเฉพาะการขนส่งสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการอนุญาตเป็นรายกรณี ส่งผลให้ภาครัฐต้องเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเจรจาแทนภาคเอกชน เนื่องจากเส้นทางเดินเรือในเส้นทางดังกล่าว ไม่ได้มีเพียงปุ๋ยเท่านั้นที่ต้องผ่าน แต่ยังรวมถึงสินค้านำเข้าอื่นๆ อีกจำนวนมาก พร้อมมองว่าความผันผวนดังกล่าวไม่ได้ส่งผลต่อเกษตรกรในทุกช่วงเวลาเท่ากัน โดยเฉพาะเกษตรกรที่เริ่มเพาะปลูกตั้งแต่ต้นฤดูกาลอาจไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงมากนัก แต่ในกรณีของการซื้อปุ๋ยเพิ่มเติมในภายหลัง ราคาที่แตกต่างกันตามปริมาณการซื้อก็ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญ หากเกษตรกรรวมกลุ่มกันสั่งซื้อในปริมาณมากผ่านองค์กรทางการเกษตร ก็มีโอกาสได้รับราคาที่เหมาะสมมากกว่า ในขณะที่การซื้อผ่านผู้ประกอบการรายย่อยในปริมาณน้อย อาจทำให้ต้นทุนสูงขึ้นตามกลไกตลาด

ต้องใช้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้คาดหวังด้วยว่า รัฐบาลชุดใหม่อจะสามารถบริหารจัดการสถานการณ์ด้วยความเข้าใจประชาชน ด้วยวิสัยทัศน์ที่มองทั้งเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกควบคู่กัน พร้อมเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจเข้ามามีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์ ก็จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับระบบเศรษฐกิจโดยรวม โดยเฉพาะภาคการเกษตรซึ่งยังคงเป็นรากฐานสำคัญของประเทศ พร้อมย้ำ ด้วยว่าจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ประชาชนและเกษตรกรควรตั้งรับอย่างมีสติ และปรับตัวด้วยองค์ความรู้ที่ถูกต้อง การใช้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่เพียงช่วยลดต้นทุน แต่ยังเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับศักยภาพของเกษตรกรไทย ให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างมั่นคง

โปรดเกล้าฯนายกฯคนที่32 ‘อนุทิน’ปลื้มปีติ ลั่นยึดประโยชน์ชาติ-ปชช.

โปรดเกล้าฯนายกฯคนที่32 ‘อนุทิน’ปลื้มปีติ ลั่นยึดประโยชน์ชาติ-ปชช.

โปรดเกล้าฯนายกฯคนที่32 ‘อนุทิน’ปลื้มปีติ ลั่นยึดประโยชน์ชาติ-ปชช.

วันเสาร์ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

โปรดเกล้าฯนายกฯคนที่32 ‘อนุทิน’ปลื้มปีติ ลั่นยึดประโยชน์ชาติ-ปชช. ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ส่งครม.ใหม่เช็คประวัติ ยันไม่รู้จักสส.งูเห่าสีส้ม

“อนุทิน” รับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งนายกฯสมัยที่ 2 กล่าวสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณฯจะปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลัง ด้วยความซื่อสัตย์-สุจริต ยึดมั่นผลประโยชน์ชาติ-ความสุข ปชช.ควบคุม ครม.ทำงานสุจริต พร้อมตรวจสอบเข้มการทำงานภาครัฐต้องโปร่งใส ย้ำไม่รู้จักงูเห่าส้ม ถ้าเจอจะขอบคุณที่โหวตให้ หนุน3ข้อ’หมอวรงค์’ลดมื้ออาหารสส.ในสภา-ลดผู้ช่วย/เงินบำนาญ

เมื่อเวลา 08.45 น. วันที่ 20 มีนาคม 2569 ที่บริษัทหนังสือพิมพ์แนวหน้า ถ.วิภาวดีรังสิต นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เดินทางเข้าอวยพรบริษัทหนังสือพิมพ์แนวหน้า เนื่องในโอกาสครบรอบ 46ปี ก้าวสู่ปีที่47 โดยมีคณะผู้บริหารประกอบด้วยนางผาณิต พูนศิริวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริษัทหนังสือพิมพ์แนวหน้า จํากัด น.ส.อัญชะลี ไพรีรัก ผู้อํานวยการข่าว นายปรเมษฐ์ ภู่โต บรรณาธิการอำนวยการ ให้การต้อนรับ โดยนายกรัฐมนตรีเขียนคำอวยพรเป็นที่ระลึกว่า”ขอแสดงความยินดีกับทีมงานแนวหน้าทุกคนครับ”

‘อนุทิน’เล่าความเป็นมาพรรค’ภท.’

จากนั้นนายกฯ ให้สัมภาษณ์ในรายการแนวหน้าออนไลน์ถึงกล่าวถึงการตัดสินใจตั้งพรรคภูมิใจไทยว่า ดอนนั้นเป็นจังหวะที่แยกตัวออกมาจากพรรคพลังประชาชน นายสมชาย วงสวัสดิ์ อดีตนายกต้องพ้นจากตําแหน่งไป จึงเห็นว่า ยุคนั้นสถานการณ์การบ้านเมืองมีความไม่มั่นคงและมีความแตกแยก ซึ่งเรามองว่าถ้าเราไปอยู่ขั้วที่มีความสงบและทุกอย่างผ่านพ้นไปได้ดี นั่นน่าจะเป็นสิ่งที่เราควรจะทํา ซึ่งตอนนั้นพรรคพลังประชาชนถูกยุบ เราต้องหาสังกัด ตอนนั้นเราใช้ชื่อว่ากลุ่มเพื่อนเนวิน มี 22คน และนายสมศักดิ์ เทพสุทิน นายอนุชา นาคาศัยนายสรอรรถ กลิ่นประทุม นายสุชาติ ตันเจริญ ที่ต่างออกมาเหมือนกัน ก็ชวนกันมา และตอนนั้น นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล บิดาของตนท่านอาวุโสก็เป็นหัวหน้าพรรคและมีนางพรทิวา นาคาศัย เป็นเลขาธิการพรรคและใช้หัวพรรคภูมิใจไทย ทํากิจกรรมการเมืองตั้งแต่นั้นมา

เริ่มสัมผัสการเมืองยุค’พล.อ.ชาติชาย’

เมื่อถามว่า ตอนเด็กๆ เคยฝันจะเป็นนายกฯหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า คุณพ่อของตนเป็นนักธุรกิจอยู่ในวงการก่อสร้าง ซึ่งก็รู้จักผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองพอสมควร รวมถึงข้าราชการ แล้วคุณพ่อของตนก็มีความสนิทสนมกับพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ตนก็มีโอกาสได้สัมผัส กลิ่นอายของการบริหารประเทศ ซึ่งตอนนั้นตนก็ทํางานกับภาคเอกชน พอได้เข้าไปเห็นพื้นที่การเมืองก็รู้สึกสนุกดี จริง ๆ ตอนนั้น คุณพ่อตนจะพาไปเจอพลเอกชาติชายบ่อยๆ ช่วงเย็นก็จะเห็นข้าราชการมาสังสรรค์พูดคุยกัน

ไม่รู้จักงูเห่าสีส้ม-ถ้าเจอจะขอบคุณ

เมื่อถามว่า การโหวตนายกฯมีงูเห่าสีส้ม มาจากงูดูดงู ด้วยเงิน 20 ล้านบาท และให้เงินเดือนอีกเดือนละ4แสนบาท นายอนุทิน กล่าวว่า เงินเดือนนายกฯยังแสนเดียวเอง ตนไม่ทราบว่าเขามาจากไหนและไม่รู้จักเขา ทราบว่า เขาเป็นสมาชิกพรรคประชาชน แต่ยังไม่เคยเห็นตัวจริง น่าจะเป็นสส.สมัยแรก ตอนนี้ตนมีข้อมูลเพียงเท่านี้ ตนไม่ทราบว่า เหตุผลที่เขาลงมติให้ตนด้วยเหตุอะไร แต่เรื่องของแรงจูงใจหรือค่าตอบแทนรับรองว่า ไม่มีแน่นอน เมื่อถามว่าเสียงของพรรคภูมิใจไทยมั่นคงแล้ว การจะเพิ่มใหม่อีกหนึ่งเสียงก็ไม่ช่วยอะไร นายอนุทิน กล่าวว่า ก็นั่นสิ คําตอบก็อยู่ในคําถาม แต่ถ้าตนเจอเขาก็ต้องเดินเข้าไปขอบคุณที่เลือกตน ก็คงมีการกระบวนการทางการเมือง เขาอาจจะมาเลือกเราเพราะนโยบายของเราไปโดนพื้นที่บ้านเขาหรือไปโดนใจ อาจจะมาเลือกตนได้ แต่ก็คงทําหน้าที่ตรวจสอบไป ซึ่งพรรคประชาชนทั้งพรรคก็เคยมาเลือกตน แต่เขาก็ทําหน้าที่ตรวจสอบ เลือกให้มาทํางานแล้วเขาก็ตรวจสอบ

คนไทยมีน้ำใจ-เชื่อฝ่าได้ทุกวิกฤต

เมื่อถามว่า นายอนุทิน เข้ามาในสถานการณ์ลุยไฟ ก่อนหน้านี้ก็เรื่องชายแดนกัมพูชา ตอนนี้ก็เรื่องของอิหร่าน นายอนุทิน กล่าวว่า ตั้งแต่เข้ามาก็มีวิกฤตการณ์ใหญ่บ้างเล็กบ้าง ซึ่งกลไกของรัฐก็มีความพร้อมในระดับหนึ่ง เรามีแผนเผชิญเหตุเสมอว่าถ้ามีเหตุอย่างนี้ต้องทําอย่างไร และความร่วมมือของหน่วยงานต่างๆ ไม่ใช่เฉพาะภาครัฐเท่านั้น จะต้องมีความร่วมมือกันทั้งภาครัฐและเอกชน เราก็ได้ความร่วมมืออย่างดี อย่างตอนน้ําท่วมหาดใหญ่ภาคเอกชนก็เข้าไปช่วยอย่างเต็มที่ ต้องยอมรับว่า น้ําใจคนไทยสุดยอดจริงๆ เวลาคนไทยมีภัย ข้าวปลาอาหารที่นอนหมอนมุ้งเครื่องใช้อุปโภคบริโภค ถึงมือผู้ประสบภัยโดยทันที เวลามีภัยสงคราม ทุกคนก็พร้อมจะลงไปทันที พื้นฐานของเราในเรื่องของการดูแลทุกข์สุขพี่น้องร่วมชาติ เรามีรากฐานที่ดีมาก ในส่วนของรัฐที่เราต้องจัดก็จัดเต็ม และยังได้รับการต่อยอดจากประชาชน ภาคเอกชน

เลือกเราท่วมท้น-ต้องไม่ทำให้ผิดหวัง

เมื่อถามว่า เลือกตั้งรอบนี้คนที่ไม่เคยคิดและเลือกภูมิใจไทยเอามาเลือก ภายใต้คาดหวัง ที่สูงมาก ทราบความรู้สึกตรงนี้หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนทราบดี ทุกคะแนน จากปาตี้ลิสต์ 2คน เป็น 19คน จากล้านคะแนนปาร์ตี้นิสเป็นเกือบหกล้านคะแนน มันมาจากความคาดหวังความเชื่อมั่นและความกดดัน การทํางานสไตล์ของเราผ่านร้อนหนาวมาเยอะ ยิ่งประชาชนให้ความเชื่อมั่น เราต้องฟันฝ่าไปให้ได้ ไม่ให้ประชาชนผิดหวัง ไม่ให้ความเชื่อมั่นเหล่านั้นในสิ่งที่เขาเลือกเราแล้วเขาไม่พลาด เขาไม่ผิดหวัง ก็จะสอดคล้องกับการทำงานของพรรคภูมิใจไทย และต้องยอมรับว่าบทบาทของนายกฯช่วยได้เยอะมาก เพราะได้ทํางานในภาพใหญ่ภาพกว้าง และอาศัยที่ตนเป็นคนเข้าถึงได้ จับต้องได้ ดุด่าว่ากล่าวได้ ยูเทิร์นเป็น ถ้าไปแล้วไม่ดีก็ไม่ดื้อ รับฟังความคิดเห็น พร้อมตัดสินใจถ้าจำเป็นต้องตัดสินใจ ก็เกิดความเชื่อมั่นความมั่นใจของประชาชนที่สะท้อนออกมาจากการเลือกตั้งที่ผ่านมา

หนุน3ข้อ’หมอวรงค์’เน้นเรื่องที่จำเป็น

เมื่อถามถึงข้อเสนอ 3ข้อของ นายแพทย์วรงค์เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี 1.ยกเลิกอาหารกลางวันของ สส.ในสภา 2.ลดจํานวนผู้ติดตามจาก 8คนเหลือ 3คนและ3.ยกเลิกบำนาญสส.นายกฯกล่าวว่า ถ้าถามตน ตนก็เห็นด้วยหมด ของบางอย่างมันก็รุงรังเกินไป ยุคสมัยนี้ที่เรามีเทคโนโลยี มีอุปกรณ์อํานวยความสะดวกอื่นๆมากมาย สมัยก่อนที่สส.คนหนึ่งต้องมีผู้ช่วย 8คน เพราะว่าตรงนั้น แค่เดินทางก็แย่แล้ว การประสานงานต่างๆ หาก สส.อยู่กรุงเทพ ก็ต้องมีคนอยู่ในพื้นที่ แต่เดี๋ยวนี้มันไม่ใช่แล้ว ถ้ามีความจําเป็นก็สามารถที่จะลดได้ ร้านอาหารนั้นถ้าเราลดได้บ้างอยู่ในมื้อที่จําเป็น หากมีการประชุมสภาอยู่แล้วมันข้ามเวลาเที่ยง ก็ควรจัดให้มี แต่มื้อเช้าอาจจะต่างคนต่างกิน ช่วยกันลดงบประมาณ แน่นอนเมื่อภาครัฐจัดอะไร จะต้องแพงกว่าให้ สส. ไปกินมื้อปกติข้างนอก เพราะต้องมาเป็นสัญญามาเป็นรูปแบบต่างๆ แต่จะไปหักด้ามพร้าด้วยเข่า ไม่ให้มีเลย เดี๋ยวพอเวลาพักเที่ยง สส.ก็ต้องทยอยกันออกไปกินข้าวข้างนอก ต้องขับรถไป รถก็ติด ต้องดูว่าตรงไหนมันพอจะอะรุ่มอะล่วยกันได้ จาก 3มื้อเหลือ 1มื้อ ซึ่งประชุมสภาสส.อยู่ไม่กี่วัน

บำนาญฯจำเป็น-แต่ไม่คิดแบบขรก.

ส่วนเรื่องผู้ช่วยจาก 8คน ให้เหลือ3คนนั้น ตนเห็นด้วยอยู่แล้ว เพราะมันรุงรัง และหลายคนเห็นว่ามันเป็นเรื่องระบบตอบแทนแล้ว ส่วนเรื่องบํานาญ สส.นั้น ตนว่าแล้วแต่ ถ้าจะถามตนเดี๋ยวจะไม่แฟร์ เพราะตนเลี้ยงชีพตัวเองได้ ก็อาจจะมีบางคนที่เป็นผู้แทนราษฎรจริง ๆ ไม่เคยเป็นรัฐมนตรี เป็นคนที่ชาวบ้านให้ความไว้วางใจ ไม่มีฐานะวันดีคืนดีกระแสเปลี่ยนมา วันหนึ่งไม่ได้รับกลับเข้ามาอีก อายุก็มากขึ้น เพราะการเป็นผู้แทนราษฎร ก็เป็นข้าราชการอย่างหนึ่ง การมีบํานาญจึงสามารถทําได้ ก็ดูตามสมัย แต่ก็ไม่ควรมากเท่าระบบบํานาญของข้าราชการประจํา เพราะจํานวนปีที่ปฏิบัติหน้าที่มันไม่ได้เยอะ

ส่งชื่อครม.ตรวจ-ยึดคำวินิจฉัยศาล

เวลา 10.20 น. ที่โรงแรมเอเชียแอร์พอร์ต นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดย นายอนุทิน ยิ้มรับ ไม่ได้ตอบคำถาม ผู้สื่อข่าวถามว่า การตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรีจะเข้มข้นขึ้นใช่หรือไม่ เนื่องจากขณะนี้เริ่มมีคดีกับผู้ที่คาดว่าจะมีชื่อในโผ ครม.นายกรัฐมนตรี พยักหน้า ก่อนตอบว่า ก็มีหลักเกณฑ์ของมันอยู่ โดยจะยึดหลักตามที่มีอยู่ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญผูกพันทุกองค์กร เมื่อถามว่า กรณีแบบนี้จะทำให้การจัดตั้งครม.ล่าช้าหรือไม่ นายกฯกล่าวว่า ในส่วนพรรคภูมิใจไทยไม่มีปัญหา ส่วนพรรคร่วมรัฐบาลก็ได้รับรายชื่อมาแล้วและจะมีการตรวจสอบตามกระบวนการ โดยสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) จะเป็นผู้ประสานหน่วยงานต่างๆกว่า 10หน่วยงาน คิดว่าแต่ละหน่วยงานจะตรวจสอบอย่างละเอียด เราต้องรอผลของการตรวจสอบ ใครที่มีปัญหาก็จะแจ้งกลับไปยังต้นสังกัดของผู้ที่เสนอมา เมื่อถามว่า ขั้นตอนส่งรายชื่อประวัติเสร็จสิ้นแล้วใช่หรือไม่ นายกฯพยักหน้ายอมรับ

รับสนองพระบรมราชโองการฯแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่ทำการพรรคภูมิใจไทย ตั้งแต่ช่วงสายวันที่ 20มี.ค.2569 คณะกรรมการบริหารพรรค และสส.พรรคภูมิใจไทย ทยอยเดินทางเข้าที่ทำการพรรค เพื่อเตรียมร่วมพิธีการรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี รวมถึงแกนนำและสส.พรรคร่วมรัฐบาล เวลา 13.35น.นายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร อัญเชิญพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายอนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรี มายังที่ทำการพรรค ภท.จากนั้นเลขาธิการสภาฯได้อ่านพระบรมราชโองการ ความว่าพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้ประกาศว่า โดยที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 เห็นชอบด้วยในการแต่งตั้งนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ด้วยคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎรอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 158 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปประกาศ ณ วันที่ 19 มีนาคม พุทธศักราช 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบันผู้รับสนองพระบรมราชโองการ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

กล่าวสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

เสร็จแล้ว นายอนุทิน ได้กล่าวสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ณ เบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ว่า ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อมข้าพระพุทธเจ้านายอนุทิน ชาญวีรกูล มีความปลื้มปิติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นหาที่สุดมิได้ ที่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งข้าพระพุทธเจ้าให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นับเป็นศุภศิริมงคลและขวัญกำลังใจอันสูงสุดของชีวิตของข้าพระพุทธเจ้าและครอบครัว จะขอเทิดทูนพระมหากรุณาธิคุณนี้ไว้เหนือเกล้าเหนือกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้าจะมุ่งมั่นปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถด้วยความซื่อสัตย์สุจริตโดยยึดมั่นผลประโยชน์ของชาติ เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนและความวัฒนาสถาพรของประเทศไทย สนองพระราชปณิธานตามพระปฐมบรมราชโองการ และตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญทุกประการ ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ ภายหลังเสร็จพิธีรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี นายอนุทินได้คุกเข่าก้มกราบบิดาและมารดา และโอบกอดกับภริยาและบุคคลในครอบครัว จากนั้นได้ทักทายและร่วมถ่ายรูปกับผู้ที่มาร่วมแสดงความยินดี

ลั่นทำงานเพื่อประโยชน์สุขประชาชน

เวลา 14.25น.นายอนุทิน แถลงต่อสื่อมวลชนภายหลังพิธีรับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีว่า วันนี้ตนรู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ที่พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ตนขอให้คำมั่นสัญญาต่อประชาชนว่า จะใช้ความรู้ความสามารถประสบการณ์ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีเพื่อประโยชน์สุขของพี่น้องประชาชนชาวไทยอย่างเต็มกำลังความสามารถและจะควบคุมกำกับดูแลให้รัฐบาลอันประกอบไปด้วยคณะรัฐมนตรี(ครม.) ข้าราชการ เจ้าพนักงานของรัฐได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต คำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นลำดับแรกและจะเปิดโอกาสให้พี่น้องประชาชนมีส่วนร่วมในการทำงานของรัฐบาล เพื่อแก้ปัญหาของประเทศ มีส่วนร่วมกับการพัฒนาประเทศไทยอันเป็นที่รักของเรา การทำงานของภาครัฐจะต้องได้รับการตรวจสอบอย่างเข้มข้นจริงจังจากทุกภาคส่วนเพื่อการบริหารงานที่โปร่งใส โดยตั้งอยู่บนหลักนิติรัฐและนิติธรรม

สร้างบรรยากาศใหม่-ยึดปชช.ศูนย์กลาง

สุดท้ายนี้ตนขอให้การเปลี่ยนผ่านรัฐบาลในครั้งนี้ได้สร้างบรรยากาศใหม่ใหม่ให้เกิดขึ้นในสังคมไทย เป็นบรรยากาศของการมองไปข้างหน้าร่วมกันและให้เกิดวัฒนธรรมการทำงานใหม่ใหม่ที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยในรายละเอียดและเป้าหมายของสิ่งที่รัฐบาลจะดำเนินการ ในเทอมของรัฐบาลนี้ ในส่วนที่เป็นนโยบายและรายละเอียดนั้นตนจะได้เร่งแถลงเป็นวาระการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาด้วยความรวดเร็วต่อไป

กกต.เร่งสอบลเซอร์ไอดี-สเปกเตอร์ซี

นายเกรียงไกร พานดอกไม้ รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้ากรณีมีผู้ร้องต่อ กกต.ขอให้ยุบพรรคประชาชน จากกรณีเก็บเลเซอร์ไอดีสมาชิกพรรคโดยที่ยังไม่ได้รับอนุญาต ก่อนจะทำข้อมูลรั่วไหล ว่า ขณะนี้มีผู้ยื่นคำร้องรวมทั้งหมด 3รายและเรื่องยังอยู่ในขั้นตอนของสำนักงาน กกต.ที่กำลังดำเนินการ ก่อนส่งต่อให้คณะกรรมการรวบรวมข้อเท็จจริงพิจารณาต่อไป โดยคำร้องดังกล่าวมีการรวบรวมประเด็นที่เกี่ยวข้องไม่ว่า จะเป็นกรณีสเปกเตอร์ซี หรือเลเซอร์ไอดี ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง เมื่อถามย้ำถึงสเปกเตอร์ซี หากตรวจสอบแล้วพบความผิดและมีความเชื่อมโยงกันจะเข้าข่ายความผิดใด นายเกรียงไกร กล่าวว่า ผู้ร้องได้ยื่นคำร้องตามมาตรา 92พรป.พรรคการเมือง ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่อาจนำไปสู่การยุบพรรคได้ โดยมีหลายฐานความผิด อาทิ การกระทำอันเป็นการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย การกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองฯ การใช้พรรคการเมืองแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ เป็นต้น

ทบ.โต้ CMAA บิดเบือนข้อมูลระเบิด ยันไทยใช้กำลังตามหลักสากล-จำกัดเป้าหมายทหาร

ทบ.โต้ CMAA บิดเบือนข้อมูลระเบิด ยันไทยใช้กำลังตามหลักสากล-จำกัดเป้าหมายทหาร

ทบ.โต้ CMAA บิดเบือนข้อมูลระเบิด ยันไทยใช้กำลังตามหลักสากล-จำกัดเป้าหมายทหาร

วันศุกร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2569, 21.17 น.

กองทัพบกโต้  CMAA กัมพูชาบิดเบือนข้อมูลระเบิดตกค้าง ยันไทยใช้กำลังตามหลักสากล-จำกัดเป้าหมายทหาร ซัด หยุดสร้างข่าวเรียกสงสารโลก ชี้ต้นเหตุปะทะฝ่ายเขมร เริ่มก่อน-UXO ส่วนใหญ่กลับพบในฝั่งไทย

20 มีนาคม 2569 พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงกรณีที่ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดกัมพูชา (CMAA) ได้เผยแพร่เอกสารประชาสัมพันธ์ ขอให้ประชาชนกัมพูชาเพิ่มความระมัดระวังต่อระเบิดลูกปราย และวัตถุระเบิดที่ยังไม่ทำงานที่กองทัพไทยใช้ก่อนหน้านี้ โดยระบุว่า ในปี 2568 กองทัพไทยละเมิดอธิปไตยกัมพูชา และใช้ระเบิดลูกปราย กระสุน และวัตถุระเบิดอื่น ๆ ทำให้ทรัพย์สินและโครงสร้างพื้นฐานได้รับความเสียหายอย่างหนัก ระเบิดดังกล่าวยังคงกระจายอยู่ตามแนวชายแดนในหลายพื้นที่ ซึ่งอาจเกิดอันตรายได้ พร้อมอ้างว่าในห้วงที่ผ่านมา พลเรือนและเด็กกัมพูชาเสียชีวิต บาดเจ็บ และพิการจากวัตถุระเบิดดังกล่าว โดยเฉพาะระเบิดลูกปราย ว่า ในการปฏิบัติการเพื่อปกป้องอธิปไตยที่ผ่านมา ไทยมีการใช้ยุทโธปกรณ์เท่าที่จำเป็นตามหลักยุทธวิธี โดยเฉพาะลูกระเบิดทวิประสงค์ ที่จะระเบิดทันทีที่ถูกเป้าหมายโดยไม่ตกค้าง มีการใช้ในจำนวนที่น้อยมากและจำกัดวงเฉพาะเป้าหมายทางทหารที่สำคัญ ไม่ใช่การโจมตีพลเรือนหรือโครงสร้างพื้นฐานตามที่ถูกกล่าวอ้าง จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีวัตถุระเบิดตกค้างจำนวนมากจนเป็นอันตรายในวงกว้าง

ขอให้สังคมตระหนักว่า เหตุการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นตามแนวชายแดน ฝ่ายกัมพูชาเป็นผู้เริ่มต้นการกระทำที่ส่งผลกระทบต่ออธิปไตยของไทยก่อน กองทัพไทยเพียงปฏิบัติหน้าที่ตอบโต้เพื่อป้องกันตนเองเท่านั้น ซึ่งความสูญเสียที่เกิดขึ้น ฝ่ายไทยเองก็ได้รับผลกระทบไม่ต่างกัน ทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนไทยตามแนวชายแดน

หากจะกล่าวถึงวัตถุระเบิดที่ไม่ทำงาน (UXO) ในพื้นที่ชายแดน สิ่งที่ตรวจพบเป็นจำนวนมากกลับเป็น จรวดและลูกระเบิดยิงจากเครื่องยิงลูกระเบิด ของฝ่ายกัมพูชา ซึ่งตกค้างอยู่ในฝั่งไทยเสียด้วยซ้ำ การที่ CMAA พยายามมุ่งประเด็นมาที่ระเบิดตกค้างของไทยเพียงอย่างเดียว จึงเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างมีนัยแอบแฝง

กองทัพบกขอเรียกร้องให้หน่วยงานของกัมพูชาหยุดใช้เทคนิคการสร้างข่าวที่อ้างความเดือดร้อนของพลเรือนมาเป็นเครื่องมือในการเรียกร้องความสงสารจากประชาคมโลก ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ “ทำลายบรรยากาศความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ” อย่างยิ่ง โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ควรจะเร่งฟื้นฟูความสัมพันธ์​หลังการหยุดยิงและส่งเสริมความสงบสุขตามแนวชายแดนเพื่อประโยชน์ของ​ประชาชน​ทั้งสอง​ประเทศ​

สต็อกปาล์มแน่น! พาณิชย์ยันไม่ขาดแคลน สั่งคุมเข้มราคา-ห้ามกักตุน

สต็อกปาล์มแน่น! พาณิชย์ยันไม่ขาดแคลน สั่งคุมเข้มราคา-ห้ามกักตุน

สต็อกปาล์มแน่น! พาณิชย์ยันไม่ขาดแคลน สั่งคุมเข้มราคา-ห้ามกักตุน

วันศุกร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2569, 20.27 น.

นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีสต๊อกน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) อยู่ประมาณ 350,000 ตัน ซึ่งยังเพียงพอต่อการบริหารจัดการภายในประเทศ ขณะเดียวกันในช่วงเดือนเมษายนถึงกรกฎาคม 2569 ผลผลิตปาล์มน้ำมันฤดูกาลใหม่จะทยอยออกสู่ตลาด โดยคาดว่าแต่ละเดือนมีปริมาณไม่ต่ำกว่า 400,000 ตัน ส่งผลให้ภาพรวมปริมาณน้ำมันปาล์มในประเทศอยู่ในภาวะสมดุล

ทั้งนี้ ปริมาณดังกล่าวสามารถรองรับความต้องการใช้ทั้งในภาคบริโภคและภาคพลังงาน ตามนโยบายภาครัฐที่ส่งเสริมการใช้น้ำมันดีเซลผสมไบโอดีเซล เช่น B7 และ B10 ซึ่งจะช่วยดูดซับผลผลิตในประเทศ และสนับสนุนให้ราคาผลปาล์มน้ำมันอยู่ในระดับที่เหมาะสม

ปาล์ม

สำหรับราคาจำหน่ายน้ำมันปาล์มบรรจุขวด ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 42–50 บาทต่อขวด แตกต่างกันไปตามยี่ห้อสินค้า โดยยังไม่พบสัญญาณการปรับขึ้นราคาแต่อย่างใด โดยกรมการค้าภายในได้ประสานผู้ผลิต ห้างค้าส่ง ค้าปลีก และสมาคมที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทุกฝ่ายยืนยันยังไม่มีการปรับขึ้นราคา

นอกจากนี้ กรมการค้าภายในยังติดตามโครงสร้างราคาสินค้าตั้งแต่ต้นทาง ได้แก่ โรงสกัด โรงกลั่น ไปจนถึงราคาจำหน่ายปลายทางอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสทางการค้า และดูแลให้ราคาสินค้าเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

นายวิทยากร บอกอีกว่า น้ำมันปาล์มบรรจุขวดเป็นสินค้าควบคุมตามประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ภายใต้พระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 โดยกรมการค้าภายในในฐานะฝ่ายเลขานุการ กกร. เตรียมเสนอให้คณะกรรมการพิจารณาทบทวนมาตรการเพิ่มเติม เพื่อให้การกำกับดูแลราคาสินค้าเป็นไปอย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์

อย่างไรก็ตามได้ขอความร่วมมือผู้ประกอบการงดปรับขึ้นราคาสินค้าโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร และขอให้ประชาชนไม่ตื่นตระหนก เนื่องจากปริมาณสินค้าในประเทศยังเพียงพอ โดยหากพบการจำหน่ายสินค้าเกินราคา กักตุน หรือปฏิเสธการจำหน่าย สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด