อนุชา โชว์ทำขนมเบื้อง-บ้าบิ่น เดินหาเสียงตลาดคลองลัดมะยม-วังหลัง

อนุชา โชว์ทำขนมเบื้อง-บ้าบิ่น เดินหาเสียงตลาดคลองลัดมะยม-วังหลัง

อนุชา โชว์ทำขนมเบื้อง-บ้าบิ่น เดินหาเสียงตลาดคลองลัดมะยม-วังหลัง

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.26 น.

“อนุชา”ชี้ต้องปรับประชาสัมพันธ์ กระตุ้นคนเที่ยว กทม.เพิ่ม โชว์ทำขนมเบื้อง-บ้าบิ่น เดินหาเสียงตลาดคลองลัดมะยม-วังหลัง

7 มิถุนายน 2569 ที่ตลาดน้ำคลองลัดมะยม เขตตลิ่งชัน นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 พร้อมด้วย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คณะผู้บริหารพรรค อาทิ นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค และ นางลักขณา ภักดีนฤนาท ผู้สมัคร ส.ก.เบอร์ 4 เขตตลิ่งชัน ลงพื้นที่หาเสียง

บรรยากาศหาเสียงนายอนุชา ได้เดินทักทายขอคะแนน พ่อค้า แม่ค้าในตลาด ทักทายนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ  ซึ่งประชาชนให้การต้อนรับคึกคัก ระหว่างหาเสียง นายอนุชา ได้โชว์ลงมือทำขนมบ้าบิ่น ทำขนมเบื้อง ชิมหมูทอดร้านดัง ซึ่ง ประชาชนบางคนบอกว่า “ไม่เหมือนในทีวี ยังดูเด็กอยู่เลย” ขณะที่แม่ค้า บอกว่า “ไม่ต้องไปคิดอะไรเยอะเลือกคนนี้แหละ เบอร์ 5”

หลังจากนั้น นายอนุชา กล่าวว่า ที่ตลาดน้ำคลองลัดมะยม เขตตลิ่งชัน มีหลายส่วนที่เราจะสามารถปรับปรุงเพิ่มเติมได้ เช่น เรื่องของการประชาสัมพันธ์ จะทำให้คนมาเที่ยวจับจ่ายใช้สอยได้มากขึ้น แต่เราจะใช้ประชาสัมพันธ์แบบเหมือนเดิมไม่ได้ เพราะบางทีเราตามเฟซบุ๊กมา เราใช้แพลตฟอร์มหรือแอปต่างๆ เข้ามาในพื้นที่ ต้องระบุว่า มีตลาดน้ำแล้ว มีอะไรร้านดัง แต่เมื่อเป็นจุดทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว เรื่องของความสะอาดก็เป็นจุดหนึ่งที่สามารถทำได้มากกว่านี้ ในการนำคนมาจัดเก็บ และเรื่องที่ทิ้งขยะ เพราะบางส่วนอาจจะมีกลิ่นอยู่ ตรงนี้กทม. จะสามารถเข้ามาจัดการได้ทันทีเลย

ทั้งนี้ ทุกพื้นที่มีอัตลักษณ์เป็นพิเศษ ส.ก.จะเป็นตัวแทนในแต่ละพื้นที่ ตรงนี้ก็มีสถานที่ท่องเที่ยวค่อนข้างเยอะ เราสามารถชูขึ้นมา ไม่ใช่นักท่องเที่ยวคนไทยอย่างเดียว แต่นักท่องเที่ยวต่างชาติสามารถมาเพิ่มขึ้นไม่ใช่เที่ยวแค่กรุงเทพชั้นใน แต่ออกมาเที่ยวชั้นนอกก็เห็นธรรมธรรมชาติ และมีผลิตภัณฑ์ที่ไม่เห็นอยู่ในตลาดทั่วไป

ต่อมา นายอนุชา พร้อมผู้บริหารพรรค ลงพื้นที่ตลาดวังหลัง ช่วย นายนภาพล จีระกุล ผู้สมัคร ส.ก.เบอร์ 1 เขตบางกอกน้อย เมื่อเดินทางมาถึงนายอนุชา ได้ไหว้ขอพร อนุสรณ์สถานสมเด็จโตฯ (วัดระฆัง) จากนั้นเดินหาเสียงในตลาด ซึ่งมีแฟนคลับ ทุกเพศ ทุกวัย ให้การต้อนรับ ขอถ่ายรูป ส่งเสียงเชียร์ พร้อมบอก เลือกเบอร์ 5 กับเบอร์ 1 แน่นอน

– 006

‘ศุภจี’ ลั่นสู้ทุกช่องทาง! ปมมาเลย์ระงับกุ้งไทย เร่งงัด 13 มาตรการอุ้มเกษตรกร

'ศุภจี' ลั่นสู้ทุกช่องทาง! ปมมาเลย์ระงับกุ้งไทย เร่งงัด 13 มาตรการอุ้มเกษตรกร

‘ศุภจี’ ลั่นสู้ทุกช่องทาง! ปมมาเลย์ระงับกุ้งไทย เร่งงัด 13 มาตรการอุ้มเกษตรกร

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.13 น.

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ระบุผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า มาเลเซียได้ประกาศระงับการนำเข้ากุ้งไทย 5 สายพันธุ์ มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 หลังจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินมาตรการตรวจสอบปลากะพงขาวนำเข้าจากมาเลเซียตามลำดับขั้น ภายหลังตรวจพบสารเคมีและยาปฏิชีวนะตกค้างที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพผู้บริโภค โดยทุกมาตรการดำเนินการตามขั้นตอนและมีการประสานงานกับฝ่ายมาเลเซียมาโดยตลอด

ทั้งนีัการระงับนำเข้ากุ้งของมาเลเซียเป็นการดำเนินการที่กระชั้นชิด โดยแจ้งให้ไทยรับทราบเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 และมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มิถุนายน 2569 โดยไม่ได้เปิดโอกาสให้ไทยได้ชี้แจงหรือกำหนดมาตรการรองรับล่วงหน้า ทำให้ไทยมีเวลาจำกัดในการเตรียมรับมือกับผลกระทบที่เกิดขึ้น

เตรียมยกระดับเจรจา ชงเวที WTO และอาเซียน

กรมประมง และสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กำลังเร่งดำเนินการเจรจาหารืออย่างเร่งด่วนเพื่อคลี่คลายปัญหาดังกล่าว

ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์พร้อมยกระดับประเด็นนี้เข้าสู่การหารือในเวทีองค์การการค้าโลก (WTO) และอาเซียน โดยมอบหมายให้สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด

กางแผน 13 มาตรการฉุกเฉิน มุ่งดูดซับ 400 ตัน/เดือน

จากข้อมูลปี 2569 พบว่าการส่งออกกุ้งไทยไปยังมาเลเซียมีปริมาณเฉลี่ย 300-400 ตันต่อเดือน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 44 ล้านบาทต่อเดือน กระทรวงพาณิชย์จึงได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดเร่งขับเคลื่อน 13 มาตรการ เพื่อดูดซับผลผลิตให้ได้ตามเป้าหมาย ดังนี้:

  • กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ: เร่งหาแหล่งนำเข้าทดแทนในตลาดสำคัญ (จีน, สหรัฐฯ, ญี่ปุ่น) และตลาดใหม่ในอาเซียน (เมียนมา, สิงคโปร์) ผ่านการจัดกิจกรรม Top Thai Brand (คุนหมิง, เซี่ยเหมิน), Thailand Week (ต้าเหลียน, หลานโจว), จัด Online Business Matching ในงาน SIAL ช่วงเดือนตุลาคม 2569 และกิจกรรมส่งเสริมสินค้ากุ้งไทย
  • กรมการค้าภายใน: กระตุ้นการบริโภคผ่านกิจกรรม “หรอยริมเล @ภูเก็ต” ในเดือนมิถุนายน, ร่วมกับห้างท้องถิ่นดึงผลผลิตสู่เมืองท่องเที่ยว (ภูเก็ต, กระบี่, ตรัง), เปิดจุดรับซื้อตรงในแหล่งผลิต (สงขลา, นครศรีธรรมราช, สุราษฎร์ธานี, ฉะเชิงเทรา), นำผู้ส่งออกและโรงงานแปรรูปร่วมรับซื้อ, จัดแคมเปญบริโภคผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส (ธงฟ้า) และจัดคาราวานสินค้าประมงเปิดจุดจำหน่ายใน กทม. ภาคอีสาน และภาคเหนือ
  • กรมการค้าต่างประเทศ: นำผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ เข้าร่วมกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ในงานมหกรรมค้าชายแดนที่จังหวัดจันทบุรีและสระแก้ว
  • สำนักงานพาณิชย์จังหวัด: ทำหน้าที่เป็นแกนกลางรับซื้อกุ้งจากแหล่งผลิตที่เดือดร้อน เพื่อนำไปกระจายขายทุกจังหวัดทั่วประเทศผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส

ย้ำชัด! ไม่ได้จบแค่ให้คนไทยกินกุ้ง

นางศุภจี เน้นย้ำว่า การบูรณาการมาตรการทั้งหมดเพื่อเร่งระบายผลผลิต เป็นการช่วยเหลือเฉพาะหน้าเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้เร็วที่สุด และรัฐบาลพร้อมสู้ทุกรูปแบบในระหว่างการเจรจา

สิ่งที่กระทรวงพาณิชย์ลงมือทำในขณะนี้ คือ การช่วยเยียวยาความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรกับเหตุการณ์เฉพาะหน้า ด้วยการช่วยหาทางเร่งระบายผลผลิตที่ถูกระงับการนำเข้า ไม่ใช่แค่จัดการ หรือแค่สนับสนุนให้บริโภคกุ้งภายในประเทศเท่านั้นแล้วจบ” — นางศุภจี สุธรรมพันธุ์

ฮอตไม่หยุด! นักท่องเที่ยวทะลัก ปราสาทตาควาย-เนิน 350 วันที่ 2 กว่า 1,500 คน

ฮอตไม่หยุด! นักท่องเที่ยวทะลัก ปราสาทตาควาย-เนิน 350 วันที่ 2 กว่า 1,500 คน

ฮอตไม่หยุด! นักท่องเที่ยวทะลัก ปราสาทตาควาย-เนิน 350 วันที่ 2 กว่า 1,500 คน

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.57 น.

“ปราสาทตาควาย-เนิน 350”ฮอตไม่หยุด! นักท่องเที่ยวทะลักวันที่ 2 กว่า 1,500 คน แห่สัมผัสประวัติศาสตร์ชายแดน-หนุนเศรษฐกิจชุมชนคึกคัก

7 มิถุนายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการท่องเที่ยวบริเวณ “ปราสาทตาควาย-เนิน 350” ตำบลบักได อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ยังคงคึกคักต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 หลังเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าพื้นที่ภายใต้มาตรการดูแลความปลอดภัยอย่างเป็นระบบ โดยมีประชาชนจากหลายพื้นที่เดินทางมาสัมผัสแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ และพื้นที่แห่งวีรกรรมของทหารไทยตามแนวชายแดนจำนวนมาก

ตลอดทั้งวันมีประชาชนทยอยเดินทางเข้ามาลงทะเบียนทั้งในรูปแบบจองผ่านแอปพลิเคชันและวอล์กอินอย่างต่อเนื่อง เพื่อขึ้นไปเยี่ยมชมปราสาทตาควายและเนิน 350 ซึ่งเป็นจุดชมวิวและจุดยุทธศาสตร์สำคัญตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ท่ามกลางมาตรการอำนวยความสะดวกและรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด

นักท่องเที่ยวทุกคนต้องจอดรถบริเวณโรงเรียนบ้านไทยสันติสุข ก่อนลงทะเบียนและใช้บริการรถสองแถวที่หน่วยงานท้องถิ่นจัดเตรียมไว้รับ-ส่ง เพื่อควบคุมการสัญจรและบริหารจัดการพื้นที่ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและปลอดภัย โดยไม่อนุญาตให้นำรถยนต์ส่วนตัวขึ้นไปยังจุดท่องเที่ยวด้านบน

ขณะเดียวกัน นายณัฐพัชร์ บุญมี นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบักได ได้จัดโครงการส่งเสริมเกษตรกร ประจำปี 2569 ครั้งที่ 3 ภายใต้ชื่องาน “ของดีบักได” ณ โรงเรียนบ้านสันติสุข หมู่ 16 ตำบลบักได เพื่อเปิดพื้นที่ให้เกษตรกรนำผลผลิตทางการเกษตรมาจำหน่ายแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวโดยตรง

ภายในงานมีผลไม้ขึ้นชื่อของพื้นที่ ทั้งทุเรียน เงาะ และมังคุด วางจำหน่ายจำนวนมาก โดยได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวที่รอขึ้นเยี่ยมชมปราสาทตาควายและเนิน 350 อย่างคึกคัก ส่งผลให้ผลไม้หลายชนิด โดยเฉพาะมังคุด จำหน่ายหมดอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่นานหลังเปิดงาน สะท้อนถึงเม็ดเงินที่หมุนเวียนเข้าสู่ชุมชนและโอกาสทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากการท่องเที่ยวชายแดน

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวถือเป็นอีกกลไกสำคัญในการช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ นอกเหนือจากการจำหน่ายผลผลิตผ่านพ่อค้าคนกลาง โดยเปิดโอกาสให้เกษตรกรสามารถนำผลผลิตออกจำหน่ายด้วยตนเอง สร้างรายได้เพิ่มและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้อย่างเป็นรูปธรรม

ด้านแหล่งข่าวจากกองทัพภาคที่ 2 เปิดเผยว่า ณ เวลา 11.00 น.ของวันนี้ มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าสู่พื้นที่แล้วมากกว่า 1,500 คน จากโควตาที่เปิดรองรับจำนวน 2,000 คน เพิ่มขึ้นจากวันแรกของการเปิดพื้นที่เมื่อวันที่ 6 มิถุนายนที่ผ่านมา และคาดว่าตลอดทั้งวันยอดนักท่องเที่ยวจะทะลุ 2,000 คนอย่างแน่นอน

ความสำเร็จของการเปิดพื้นที่ท่องเที่ยวครั้งนี้ ไม่เพียงเรียกความเชื่อมั่นของประชาชนต่อมาตรการรักษาความปลอดภัยของภาครัฐและกองทัพเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของพื้นที่ชายแดนในการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และการเรียนรู้ ซึ่งสามารถสร้างรายได้ให้กับชุมชน ควบคู่ไปกับการปลูกฝังความตระหนักรู้ด้านประวัติศาสตร์และความมั่นคงของชาติได้อย่างยั่งยืน

รัฐบาลย้ำชัด เดินหน้า UNCLOS เพื่อเขตแดนทางทะเลเท่านั้น ไม่ใช่การเจรจาพัฒนาพื้นที่ร่วมกัน

รัฐบาลย้ำชัด เดินหน้า UNCLOS เพื่อเขตแดนทางทะเลเท่านั้น ไม่ใช่การเจรจาพัฒนาพื้นที่ร่วมกัน

รัฐบาลย้ำชัด เดินหน้า UNCLOS เพื่อเขตแดนทางทะเลเท่านั้น ไม่ใช่การเจรจาพัฒนาพื้นที่ร่วมกัน

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.36 น.

ย้ำ! รัฐบาลเดินหน้า UNCLOS เพื่อกำหนดเขตแดนทางทะเลให้ชัดเจน ไม่ใช่การเจรจาพัฒนาพื้นที่ร่วมกัน ประชาชนมั่นใจได้ ไทยยึดผลประโยชน์ชาติสูงสุด

7 มิถุนายน 69 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีความกังวลเกี่ยวกับการที่ประเทศไทยเข้าสู่กระบวนการภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) ในประเด็นพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชานั้น รัฐบาลขอทำความเข้าใจกับประชาชนว่า กระบวนการดังกล่าวเป็นเรื่องของการหารือและพิจารณาแนวเขตทางทะเลตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ มิใช่การเจรจาเพื่อพัฒนาพื้นที่ร่วมกันหรือแบ่งปันผลประโยชน์จากทรัพยากร

ทั้งนี้ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งได้อธิบายต่อสาธารณชนและทูตกว่า 70 ประเทศ อย่างชัดเจนว่า การเข้าสู่กระบวนการตาม UNCLOS เป็นกลไกทางกฎหมายระหว่างประเทศเพื่อหาทางออกในประเด็นการกำหนดเขตแดนทางทะเลที่ยังมีความเห็นแตกต่างกัน โดยไม่ได้เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งเขตพัฒนาร่วม หรือการแบ่งปันผลประโยชน์จากทรัพยากรในพื้นที่ดังกล่าว

รัฐบาลไทยมีจุดยืนชัดเจนว่า การกำหนดเขตแดนทางทะเลให้มีความชัดเจนและเป็นที่ยอมรับตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ เป็นเงื่อนไขพื้นฐานที่ต้องดำเนินการก่อนเรื่องอื่น ๆ ทั้งหมด เพื่อรักษาสิทธิ อธิปไตย และผลประโยชน์ของประเทศชาติในระยะยาว

ทั้งนี้ การที่ไทยเข้าร่วมกระบวนการตาม UNCLOS ไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยยอมรับข้อเรียกร้องของอีกฝ่าย หรือยอมรับแนวทางใดล่วงหน้า แต่เป็นการใช้กลไกสากลที่ทั้งสองประเทศเป็นภาคีร่วมกัน เพื่อให้การพิจารณาเป็นไปอย่างโปร่งใส อยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง และหลักกฎหมาย

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่านายกรัฐมนตรียืนยันว่าจะดำเนินการทุกขั้นตอนด้วยความรอบคอบ โดยประสานการทำงานอย่างใกล้ชิด ทั้งด้านการต่างประเทศ หน่วยงานด้านความมั่นคง และผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศไทยอย่างเต็มที่

“ขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจว่า รัฐบาลจะไม่ดำเนินการใด ๆ ที่กระทบต่ออธิปไตยของชาติ กระบวนการ UNCLOS จะต้องมีเป้าหมายเพื่อสร้างความชัดเจนเรื่องเขตแดนทางทะเลตามหลักสากลก่อนเป็นอันดับแรก ไม่ใช่การพัฒนาพื้นที่ร่วมกัน และไม่ใช่การยกผลประโยชน์ของชาติให้กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง” นางสาวรัชดา กล่าว

คุมเข้มเชื้ออีโบลา! ปลัด มท.สั่งผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ เฝ้าระวัง-ป้องกัน

คุมเข้มเชื้ออีโบลา! ปลัด มท.สั่งผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ เฝ้าระวัง-ป้องกัน

คุมเข้มเชื้ออีโบลา! ปลัด มท.สั่งผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ เฝ้าระวัง-ป้องกัน

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.39 น.

คุมเข้มเชื้ออีโบลา! “ปลัด มท.”สั่ง”ผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ”เฝ้าระวัง-ป้องกัน ควบคุมการแพร่ระบาด ตามประกาศ-มาตรการของกระทรวงสาธารณสุขเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของประชาชน

7 มิถุนายน 2569 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า กระทรวงมหาดไทย ได้รับการประสานงานจากฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข ถึงการเตรียมความพร้อมด้านการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา (Ebola virus disease – EVD) หลังองค์การอนามัยโลก (WHO) รายงานสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (Democratic Republic of the Congo) และสาธารณรัฐยูกันดา (Republic of Uganda) ซึ่งเป็นประเทศในภูมิภาคแอฟริกากลาง และแอฟริกาตะวันออก โดยพบการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาสายพันธุ์บันดิบูเกียว (Bundibugyo virus) ซึ่งเป็นโรคไข้เลือดออกชนิดรุนแรงที่มีอัตราเสียชีวิตสูง และองค์การอนามัยโลกได้ประกาศให้สถานการณ์ดังกล่าวเป็นภาวะฉุกเฉิน ด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ (Public Health Emergency of International Concern : PHEIC)

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่อว่า เพื่อเป็นการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา (Ebola virus disease – EVD) ภายใต้มาตรการตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อ จึงได้สั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 76 จังหวัด ในฐานะประธานคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด ใช้กลไกคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด สนับสนุนการดำเนินการ 3 แนวทาง ได้แก่ 1.ดำเนินการเฝ้าระวัง ป้องกัน สอบสวน และควบคุมโรค โดยการคัดกรองและติดตามผู้ที่มีประวัติเดินทางมาจาก หรือผ่านประเทศที่ถูกประกาศให้เป็นเขตโรคติดต่ออันตราย หรือประเทศที่มีรายงานการระบาดของโรค หากพบผู้ที่เป็นโรค หรือผู้ที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นโรค เจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อจะต้องดำเนินการ หรือออกคำสั่งเป็นหนังสือให้ผู้เดินทางดังกล่าวถูกแยกกัก กักกัน หรือคุมไว้สังเกต เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 21 วัน

นายอรรษิษฐ์ กล่าวอีกว่า 2.สนับสนุนการดำเนินการของหน่วยงานในระดับพื้นที่ โดยประสานงานด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง หน่วยงานท่าอากาศยาน หน่วยงานฝ่ายปกครอง และหน่วยงานด้านความมั่นคง ร่วมกันดำเนินการเกี่ยวกับการติดตามตรวจสอบถิ่นที่อยู่และการเดินทาง ในระหว่างผู้มีประวัติเดินทางมาจาก หรือผ่านประเทศที่ถูกประกาศให้เป็นเขตโรคติดต่ออันตราย หรือประเทศที่มีรายงานการระบาดของโรคอาศัยอยู่ในประเทศไทย ตลอดจนการดำเนินการตามมาตรการที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคดังกล่าวเป็นไปอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ และ 3.ประชาสัมพันธ์ และสื่อสารความเสี่ยงไปยังประชาชน และบุคลากรทางการแพทย์อย่างเหมาะสมและทั่วถึง โดยเน้นการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเฝ้าระวังอาการ ภายหลังจากการเดินทางกลับมาจากประเทศที่ถูกประกาศให้เป็นเขตติดต่อโรคติดต่ออันตราย หรือประเทศที่มีรายงานการระบาดของโรค และขอความร่วมมือหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังประเทศดังกล่าว ในกรณีพบบุคคลที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นโรค ได้แก่ มีอาการไข้ อ่อนเพลีย ปวดกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ เจ็บคอ อาเจียน ท้องเสีย หรือมีอาการเลือดออกผิดปกติ ขอให้แจ้งเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อทันที ภายใน 3 ชั่วโมงนับแต่พบบุคคลดังกล่าว โดยให้ดำเนินการตามมาตรการและแนวทางที่กรมควบคุมโรคกำหนดอย่างเคร่งครัด

สำหรับโรคติดต่อเชื้อไวรัสอีโบลาเป็นโรคติดต่ออันตราย ลำดับที่ 9 ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ชื่อและอาการสำคัญของโรคติดต่ออันตราย พ.ศ.2559 ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 4 มิถุนายน 2559 โดยพบเป็นโรคที่มีความรุนแรงสูง สามารถแพร่ระบาดได้รวดเร็ว และมีอัตราการเสียชีวิตสูง กระทรวงสาธารณสุขจึงได้ออกประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ท้องที่นอกราชอาณาจักรที่เป็นเขตติดต่อโรคติดต่ออันตราย กรณีโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา (Ebola virus disease – EVD) พ.ศ.2569 กำหนดให้สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (Democratic Republic of the Congo) และสาธารณรัฐยูกันดา (Republic of Uganda) เป็นเขตโรคติดต่ออันตรายตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ.2558 โดยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป

พาณิชย์จับมือเกษตรฯ ลุยแก้ปัญหากุ้งไทย หลังมาเลเซียระงับนำเข้า

พาณิชย์จับมือเกษตรฯ ลุยแก้ปัญหากุ้งไทย หลังมาเลเซียระงับนำเข้า

พาณิชย์จับมือเกษตรฯ ลุยแก้ปัญหากุ้งไทย หลังมาเลเซียระงับนำเข้า

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.48 น.

พาณิชย์-เกษตรฯ รับลูกนายกฯ ลุยแก้ปัญหากุ้งไทย หลังมาเลเซียระงับนำเข้า เร่งดูดซับผลผลิต เปิดตลาดใหม่ ป้องกันราคาหน้าฟาร์มตก

7 มิุนยายน 2569 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากกรณีทางการมาเลเซียประกาศระงับการนำเข้ากุ้งจากประเทศไทย 5 สายพันธุ์เป็นการชั่วคราว มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.2569 ล่าสุด กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เร่งกำหนดแนวทางบรรเทาผลกระทบต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งแล้ว ทั้งมาตรการเฉพาะหน้าและแนวทางแก้ปัญหาระยะยาว

โดยเรื่องนี้ เป็นสิ่งที่นายกรัฐมนตรีห่วงใยถึงความเดือดร้อนพี่น้องเกษตรกรอย่างมาก และได้กำชับในที่ประชุม คณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 2 มิ.ย.2569 ที่ผ่านมา ให้กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรฯ เร่งเจรจากับมาเลเซียโดยเร็ว พร้อมเตรียมมาตรการรองรับผลกระทบ ไม่ให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง โดยเฉพาะในภาคใต้

น.ส.รัชดา กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการป้องกันราคากุ้งหน้าฟาร์มตกต่ำ และการดูแลผลผลิตที่อาจได้รับผลกระทบต่อเนื่อง เพราะอุตสาหกรรมกุ้งเกี่ยวข้องทั้งเกษตรกร ผู้รวบรวม โรงงานแปรรูป ผู้ส่งออก และแรงงานจำนวนมาก

สำหรับมาตรการล่าสุด กระทรวงพาณิชย์ ได้กำหนดมาตรการเร่งด่วน 13 มาตรการ โดยตั้งเป้าดูดซับผลผลิตกุ้งที่ได้รับผลกระทบประมาณเดือนละ 400 ตัน ใกล้เคียงกับปริมาณส่งออกกุ้งไทยไปมาเลเซียเฉลี่ยเดือนละ 300 – 400 ตัน หรือมูลค่าราว 44 ล้านบาทต่อเดือน

มาตรการระยะสั้นจะเดินทั้งตลาดในประเทศและตลาดส่งออก กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศจะเร่งเปิดตลาดผ่านกิจกรรมในจีน ทั้ง Top Thai Brands ที่คุนหมิงและเซี่ยเหมิน Thailand Week ที่ต้าเหลียนและหลานโจว รวมถึงการจับคู่ธุรกิจออนไลน์ และการโปรโมตกุ้งไทยในงานแสดงสินค้าอาหารระดับโลก SIAL

ขณะเดียวกัน กรมการค้าภายในจะกระตุ้นการบริโภคในประเทศ ผ่านกิจกรรม “หรอยริมเร” ที่ภูเก็ต ประสานห้างท้องถิ่นในพื้นที่ท่องเที่ยว เปิดจุดรับซื้อกุ้งในจังหวัดเป้าหมาย เชื่อมโยงผู้ส่งออก โรงงานแปรรูป และผู้รับซื้อให้รับตรงจากแหล่งผลิต พร้อมนำโครงการไทยช่วยไทยพลัสและธงฟ้าเข้าช่วยระบายสินค้า

สำหรับระยะยาว กรมประมงและสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ จะเร่งหารือกับทางการมาเลเซียเพื่อคลี่คลายปัญหา ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ให้สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ติดตามใกล้ชิด และเตรียมยกระดับประเด็นเข้าสู่เวที WTO และอาเซียน หากจำเป็น

“หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเดินหน้าแก้ปัญหานี้อย่างเป็นระบบ รัฐบาลมีเป้าหมายคือปกป้องเกษตรกร รักษาราคาหน้าฟาร์ม เปิดตลาดสำรอง และลดความเสี่ยงสินค้าล้นตลาดให้ได้มากที่สุด” น.ส.รัชดา กล่าว

อนุชา ซัดส่วย กทม. ถ้าหัวไม่ส่าย หางก็ไม่กระดิก ชี้คนกรุงรู้กันหมด อิสระจริงไม่จริง

อนุชา ซัดส่วย กทม. ถ้าหัวไม่ส่าย หางก็ไม่กระดิก ชี้คนกรุงรู้กันหมด อิสระจริงไม่จริง

อนุชา ซัดส่วย กทม. ถ้าหัวไม่ส่าย หางก็ไม่กระดิก ชี้คนกรุงรู้กันหมด อิสระจริงไม่จริง

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.55 น.

“อนุชา”ซัดส่วย กทม. “ถ้าหัวไม่ส่าย หางก็ไม่กระดิก” ชี้คนกรุงรู้กันหมด อิสระจริงไม่จริง ไม่อยากพูดมาก

7 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา 07.00 น.ที่ตลาดวัดแขก เขตบางรัก นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 พร้อมด้วย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คณะผู้บริหารพรรค อาทิ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค ดร.การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรค นายเมฆินทร์ เอี่ยมสอาด รองหัวหน้าพรรค และนายธนากร ลิ้มวาทะรส ผู้สมัคร ส.ก.เบอร์ 1 เขตบางรัก ลงพื้นที่หาเสียง

โดยบรรยากาศก่อนเดินหาเสียงนายอนุชาพร้อมคณะผู้บริหารพรรคได้ไหว้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ขอพร พระแม่ศรีมหาอุมาเทวี ที่วัดแขก จากนั้นเดินหาเสียงต่อที่บริเวณตลาดแขก ซอยสีลม 20 ทักทายพ่อค้าแม่ค้าถามสารทุกข์สุขดิบ พ่อค้าแม่ค้า ประชาชนที่ผ่านไปผ่านมา ซึ่งมีประชาชนบางคนบอกว่า แม้จะไม่ได้อยู่ในเขตหาเสียงนี้แต่ว่าเป็นคน กทม.เหมือนกัน ก็จะเลือกเบอร์ 5 เบอร์ 5 บ้านทั้งหมู่บ้าน และระหว่างหาเสียงได้เจอกับผู้สมัคร ส.ก.อีกกลุ่ม มีการจับไม้จับมือทักทายกัน

โดย นายอนุชา กล่าวว่า เรื่องของเศรษฐกิจก็ยังเป็นประเด็นหลัก ซึ่งลงพื้นที่เห็นการใช้สอยอาจจะยังไม่มากเหมือนปกติ เพราะฉะนั้น กทม.ถ้ามีโอกาสก็ต้องมาสนับสนุนในเรื่องของการทำให้ทุกอย่างให้สะดวกสบายมากขึ้น เรื่องความสะอาดการเก็บขยะบริเวณนี้ ต้องทำเพิ่มเติมมากขึ้น ทำเป็นให้สัดส่วนมากขึ้น และบริเวณสีลม มีในส่วนของสถานที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมเยอะมาก มีสถาปัตยกรรมต่างๆสวยงามคือ ความเป็นกรุงเทพฯ กทม.ควรเข้ามาดูในขอบเขตต่างๆที่มีแหล่งท่องเที่ยวมีตลาดและสถานที่อื่นอื่นที่น่าสนใจ

เมื่อถามว่า ในเรื่องของทางเท้าเรามีนโยบายอย่างไร นายอนุชา กล่าวว่า ถ้าอยู่ในถนนหลัก เราเข้าใจเรื่องการสัญจรไปมา ต้องให้ประชาชนที่เดินทางก่อนเพื่อสะดวกสบาย แต่หากอยู่ในซอยแบบนี้การเดินทางควรเข้าใจผู้ที่ใช้ถนน สามารถหลีกเลี่ยงได้ เพราะต่อให้ไม่มีพ่อค้าแม่ค้า การเดินทางก็ลำบากอยู่แล้วเพราะเป็นซอยแคบ ซึ่งหากเราจัดแบบนี้ ก็สามารถอยู่กันกับพ่อค้าแม่ค้า ความเป็นกรุงเทพฯ คือ เรื่องของสตรีทฟู๊ด คือ อาหารที่หาได้ตามทางเดิน ที่คนต่างชาติมาและเห็นในส่วนนี้ ซึ่งเขตต่างๆ ถ้ามีแบบนี้ทำให้เศรษฐกิจเดินหน้าไปได้

เมื่อถามว่า หากมีโอกาสเข้าไปเป็นผู้ว่าฯ เรื่องคอรัปชัน จะจัดการอย่างไร นายอนุชา กล่าวว่า เป็นหนึ่งนโยบายของเรา คือ ตรวจสอบได้ แต่ตอนนี้ถ้าไม่พูดถึงก็ไม่ได้ เพราะเป็นเรื่อง มีข้าราชการ กทม.หลายคนมีการส่งสัญญาณมาถึงตน จะพูดว่า ไม่มีก็เป็นไปไม่ได้ ตามที่หลายคนพูดกันมา คำพูดที่เข้าใจง่าย คือ “ถ้าหัวไม่ส่าย หางก็ไม่กระดิก” เขาบอกเองว่า กทม.มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น แต่การหาใบเสร็จเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นผู้ที่หาประโยชน์และผู้สมประโยชน์ เขามีวิธีการที่เลี่ยงอยู่แล้ว เรื่องใบเสร็จเป็นไปไม่ได้ที่จะหามา เพียงแต่ว่าผู้บริหาร ซึ่งตอนนี้หมดวาระไปแล้ว จะออกมาพูดความจริงเมื่อไหร่ เห็นกันอยู่ว่าเป็นอย่างไร

“จริงๆ คน กทม.เขารู้กันหมดว่า ผู้ว่าฯ ที่เป็นอิสระจริงหรือเปล่า หรือเป็นทีมเดียวกัน ไม่อยากพูดอะไรมากไปกว่านี้ เพราะหลายคนรอไปเลือกตั้งอย่างเดียว ว่าสิ่งที่เขาได้รับทราบ เป็นข้อเท็จจริงหรือไม่ อย่าประเมินประชาชนต่ำไป เขารู้ข้อเท็จจริงทั้งหมด แต่ทั้งหมดตนคิดว่าประชาชนเข้าใจแล้วตัดสินใจได้” นายอนุชา กล่าว

จากนั้นเวลา 08.30 น. นายอนุชา พร้อมคณะผู้บริหารพรรค ได้เดินทางมาหาเสียงต่อ ที่ตลาดริมคลอง ซอยเจริญกรุง 103 ช่วย ดร.สุดคนึง แก้วทอง ผู้สมัคร ส.ก.เบอร์ 2 เขตบางคอแหลม หาเสียง

– 006

น้ำมา ปิดได้เลย! รัฐบาลให้อำนาจผู้บริหารโรงเรียน สั่งหยุดเรียนได้ทันที

น้ำมา ปิดได้เลย! รัฐบาลให้อำนาจผู้บริหารโรงเรียน สั่งหยุดเรียนได้ทันที

น้ำมา ปิดได้เลย! รัฐบาลให้อำนาจผู้บริหารโรงเรียน สั่งหยุดเรียนได้ทันที

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.22 น.

น้ำมา ปิดได้เลย! รัฐบาลให้อำนาจผู้บริหารโรงเรียน สั่งหยุดเรียนได้ทันที ลุยรับมือเชิงรุกน้ำท่วมปี 69 ยึดความปลอดภัยเด็กเป็นอันดับหนึ่ง

รัฐบาลวางมาตรการเชิงรุกรับมือน้ำหลากปี 2569 รองโฆษกรัฐบาลเผย สพฐ.ถอดบทเรียนความเสียหายย้อนหลัง 3 ปี ป้องกันปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก เน้นความปลอดภัยสูงสุด ให้อำนาจผู้บริหารสถานศึกษาประเมินสถานการณ์ สั่งปิดโรงเรียนหนีน้ำได้ทันที

7 มิถุนายน 2569 ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเตรียมความพร้อมในการเฝ้าระวังและรับมือเหตุอุทกภัยในสถานศึกษา ว่า จากการประเมินสถานการณ์ร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยา และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) พบว่าแนวโน้มอุทกภัย ดินสไลด์ และน้ำท่วมฉับพลันในทุกภูมิภาคมีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้นทุกปี ซึ่งจากข้อมูลย้อนหลัง 3 ปี โดยเฉพาะในปี 2568 ที่ผ่านมา พบว่ามีสถานศึกษาได้รับผลกระทบเกือบ 2,000 แห่ง และมีเด็กนักเรียนได้รับผลกระทบกว่า 1.6 แสนคน และยังพบว่า มีโรงเรียนจำนวนมากที่ประสบภัยพิบัติซ้ำซ้อน

ล่าสุด รัฐบาล โดยกระทรวงศึกษาธิการ ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องปรับเปลี่ยนวิธีการทำงาน จากการตั้งรับเป็นการทำงานเชิงรุก และออกมาตรการระยะสั้นคุมเข้มสถานศึกษาทั่วประเทศ เพื่อป้องกันเหตุที่อาจจะเกิดขึ้น โดยกำชับให้ติดตามพยากรณ์อากาศและประสานงานฝ่ายปกครองท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด และให้อำนาจผู้บริหารสถานศึกษาประเมินความเสี่ยงและสั่งปิดโรงเรียนชั่วคราวได้ทันที พร้อมปรับระบบการเรียนการสอนเป็น Online , On-Hand หรือ On-Demand ตามความเหมาะสม ขณะเดียวกันให้ครูผู้สอนผ่อนปรนการส่งการบ้าน และการสอบในช่วงวิกฤต เพื่อดูแลสภาพจิตใจของเด็กและผู้ปกครอง ไม่ให้เครียด

นอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้สถานศึกษาจัดเตรียมพื้นที่ปลอดภัยในโรงเรียนเป็นศูนย์อพยพชั่วคราวของชุมชน กรณีต้องมีการอพยพประชาชนในพื้นที่ และให้ทุกโรงเรียนรายงานสถานการณ์แบบเรียลไทม์ ผ่านแอปพลิเคชัน Line เพื่ออนุมัติถุงยังชีพและสิ่งของจำเป็นได้แบบทันท่วงที

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงเพิ่มเติมถึงมาตรการระยะยาวว่า จะเน้นเรื่องการฟื้นฟูโครงสร้างและการสร้างความร่วมมือกับท้องถิ่น เพื่อแก้ปัญหาอย่างถาวร โดยเมื่อสถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ ให้เร่งจัดทำแผนสอบชดเชย จัดหาอุปกรณ์การเรียนทดแทนส่วนที่เสียหาย และประสานศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชนของอาชีวศึกษา ส่งทีมช่างเข้าซ่อมแซมทันที จากนั้น ให้สถานศึกษารายงานความเสียหายของอาคารเพื่อขอรับงบซ่อมแซมจาก สพฐ.ตามระเบียบวาระเร่งด่วน รวมทั้งประสานความร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อปรับปรุงระบบระบายน้ำของโรงเรียนและชุมชนในระยะยาวต่อไป

ต่อยอดความร่วมมือ! นายกฯ เตรียมเยือนเวียดนาม 8-9 มิ.ย.นี้

ต่อยอดความร่วมมือ! นายกฯ เตรียมเยือนเวียดนาม 8-9 มิ.ย.นี้

ต่อยอดความร่วมมือ! นายกฯ เตรียมเยือนเวียดนาม 8-9 มิ.ย.นี้

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.15 น.

นายกฯ เตรียมเยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการ 8-9 มิ.ย.นี้ ต่อยอดความร่วมมือหลังผู้นำเวียดนามเยือนไทย พร้อมร่วมประชุม ASEAN Future Forum ผลักดันความร่วมมือไทย-เวียดนามสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม

7 มิถุนายน 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีกำหนดการเยือนสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามอย่างเป็นทางการ และเข้าร่วมการประชุม ASEAN Future Forum (AFF) ครั้งที่ 3 ระหว่างวันที่ 8 – 9 มิถุนายน 2569 ณ กรุงฮานอย เพื่อหารือกับผู้นำเวียดนามและภาคเอกชนเพื่อสานต่อความร่วมมือในทุกมิติ

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้นำคณะรัฐมนตรีและผู้แทนระดับสูงของไทยร่วมเดินทาง ประกอบด้วย นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการเหล่าทัพ ตลอดจนผู้แทนภาคเอกชนชั้นนำของไทยที่มีการลงทุนในเวียดนามกว่า 10 บริษัท ร่วมคณะครั้งนี้ด้วย เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทั้งในระดับรัฐบาลและภาคเอกชนระหว่างไทยและเวียดนามให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การเยือนเวียดนามครั้งนี้นับเป็นการเยือนเวียดนามครั้งแรกของนายกรัฐมนตรี ภายหลังการเยือนไทยอย่างเป็นทางการของนายโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีเวียดนาม เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี และถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการกระชับความสัมพันธ์ไทย – เวียดนาม ให้แน่นแฟ้น

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีจะใช้โอกาสการเยือนครั้งนี้หารือกับผู้นำเวียดนามในระดับการเมือง ทั้งประธานาธิบดีเวียดนาม นายกรัฐมนตรีเวียดนาม และประธานสภาแห่งชาติเวียดนาม รวมถึงจะพบปะภาคเอกชนไทยที่ลงทุนในเวียดนาม เพื่อผลักดันความร่วมมือจาก “ความสัมพันธ์ที่ดี” ไปสู่ “ความร่วมมือที่เกิดผลเป็นรูปธรรม” ตามเป้าหมายร่วมกัน

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังจะเข้าร่วมการประชุม ASEAN Future Forum (AFF) ครั้งที่ 3 ซึ่งเป็นเวทีหารือเชิงยุทธศาสตร์เกี่ยวกับอนาคตและทิศทางการพัฒนาของอาเซียน มีผู้นำประเทศ ผู้กำหนดนโยบาย ภาคธุรกิจ นักวิชาการ และภาคส่วนต่างๆ ได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและมุมมองต่อประเด็นสำคัญของภูมิภาค ทั้งนี้ การประชุม AFF จัดขึ้นมาแล้ว 2 ครั้ง แต่การเข้าร่วมครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่นายกรัฐมนตรีไทยเดินทางเข้าร่วมการประชุมด้วยตนเองสะท้อนถึงความสำคัญที่ไทยให้ต่อเวทีดังกล่าว ตลอดจนความสัมพันธ์อันใกล้ชิดและแน่นแฟ้นระหว่างไทยกับเวียดนาม

การประชุมในปีนี้จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “Shaping our Future Together: Peace, Prosperity, People-Centered” โดยมุ่งหารือแนวทางเสริมสร้างบทบาทของอาเซียนในการรับมือกับความท้าทายและความไม่แน่นอนของโลก ส่งเสริมสันติภาพ ความเจริญรุ่งเรือง และการสร้างประชาคมอาเซียนที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งจะมีผู้นำจากหลายประเทศเข้าร่วม อาทิ นายกรัฐมนตรีเวียดนาม นายกรัฐมนตรีกัมพูชา นายกรัฐมนตรี สปป.ลาว นายกรัฐมนตรีไทย และนายกรัฐมนตรีติมอร์-เลสเต

สำหรับกำหนดการสำคัญ ในวันที่ 8 มิถุนายน 2569 นายกรัฐมนตรีและคณะจะเดินทางออกจากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ในเวลา 08.00 น. ถึงท่าอากาศยานนานาชาติโหน่ยบ่าย กรุงฮานอย เวลา 10.00 น. จากนั้นจะพบหารือทวิภาคีกับผู้นำระดับสูงของเวียดนาม และประชุมหารือกับภาคเอกชนไทยที่ดำเนินธุรกิจในเวียดนาม โดยในช่วงบ่าย นายกรัฐมนตรีจะเข้าร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ และหารือข้อราชการเต็มคณะ ที่ทำเนียบรัฐบาลเวียดนาม ก่อนเข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำ ซึ่งนายกรัฐมนตรีเวียดนาม เป็นเจ้าภาพ

ส่วนในวันที่ 9 มิถุนายน 2569 นายกรัฐมนตรีจะเข้าร่วมพิธีเปิดการประชุม ASEAN Future Forum ครั้งที่ 3 ณ โรงแรม Melia Hanoi และในช่วงบ่ายจะเข้าร่วมงาน Thailand–Vietnam Investment and Business Forum ซึ่งจัดโดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ก่อนเดินทางกลับประเทศไทยในช่วงค่ำวันเดียวกัน

รัฐบาลเผย ไทยช่วยไทย พลัส กระแสตอบรับดี ยอดใช้จ่ายทะลุ 14,099 ล้าน

รัฐบาลเผย ไทยช่วยไทย พลัส กระแสตอบรับดี ยอดใช้จ่ายทะลุ 14,099 ล้าน

รัฐบาลเผย ไทยช่วยไทย พลัส กระแสตอบรับดี ยอดใช้จ่ายทะลุ 14,099 ล้าน

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.17 น.

รัฐบาลเผย “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” กระแสตอบรับดี ยอดใช้จ่ายทะลุ 14,099 ล้านบาท ผู้ใช้สิทธิกว่า 21.85 ล้านราย ร้านค้าเข้าร่วมเกือบ 1 ล้านราย สะท้อนกำลังซื้อฟื้นทั่วประเทศ

7 มิถุนายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้าขับเคลื่อนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” เพื่อเพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชน กระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน และผู้ประกอบการท้องถิ่นทั่วประเทศ โดยล่าสุดข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง ณ วันที่ 6 มิถุนายน 2569 เวลา 17.00 น. สะท้อนว่าโครงการได้รับการตอบรับอย่างต่อเนื่องและช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัจจุบันมีประชาชนได้รับสิทธิเข้าร่วมโครงการแล้วจำนวน 26,040,623 ราย ขณะที่ยอดการใช้จ่ายสะสมภายในโครงการอยู่ที่ 14,099.82 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินที่รัฐบาลร่วมสนับสนุนจำนวน 8,205.35 ล้านบาท และเงินที่ประชาชนร่วมใช้จ่ายจำนวน 5,894.47 ล้านบาท โดยมีผู้ใช้สิทธิสำเร็จแล้วจำนวน 21,852,006 ราย สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนจำนวนมากได้เข้ามาใช้สิทธิและเกิดการจับจ่ายใช้สอยจริงในระบบเศรษฐกิจ

ในส่วนของร้านค้า พบว่ามีร้านค้าที่ลงทะเบียนสำเร็จและพร้อมให้บริการแล้วจำนวน 997,573 ร้านค้า แบ่งเป็นร้านค้าเดิม 866,459 ร้านค้า และร้านค้าใหม่ 131,114 ร้านค้า นอกจากนี้ ยังมีร้านค้าที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบอีก 3,613 ร้านค้า และอยู่ระหว่างการยอมรับเงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการ (T&C) อีก 112,817 ร้านค้า สะท้อนถึงความสนใจของผู้ประกอบการที่ต้องการเข้าร่วมโครงการอย่างต่อเนื่อง

รองโฆษกฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันมีร้านค้าที่มียอดใช้จ่ายเกิดขึ้นจริงผ่านโครงการแล้วจำนวน 925,033 ร้านค้า ขณะที่ข้อมูล ณ วันที่ 5 มิถุนายน 2569 เวลา 23.00 น. พบว่ามีประชาชนใช้สิทธิครบวงเงิน 1,000 บาทแล้วจำนวน 142,610 ราย แสดงให้เห็นถึงการตอบรับของประชาชนต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่สามารถช่วยลดภาระค่าครองชีพและเพิ่มกำลังซื้อได้อย่างเป็นรูปธรรม

“ตัวเลขการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนว่ามาตรการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้จริง ทั้งในมิติการช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน การเพิ่มรายได้ให้ร้านค้ารายย่อย และการสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในชุมชนทั่วประเทศ ซึ่งรัฐบาลจะติดตามการดำเนินโครงการอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและเศรษฐกิจของประเทศ” นางสาวลลิดา กล่าว

ทั้งนี้ ในส่วนของการใช้สิทธิผ่านร้านค้าบนแพลตฟอร์ม Food Delivery จะเริ่มเปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป เพื่อเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงสิทธิและขยายโอกาสทางการค้าให้กับผู้ประกอบการในระบบดิจิทัลมากยิ่งขึ้น