นักการเมืองเยอรมัน ลาออกปมมีลูกอุ้มบุญ ทั้งที่ตัวเองเคยต่อต้านรุนแรง

นักการเมืองเยอรมัน ลาออกปมมีลูกอุ้มบุญ ทั้งที่ตัวเองเคยต่อต้านรุนแรง

19 ก.ค. 2569 03:02 น.

นักการเมืองเยอรมัน ลาออกปมมีลูกอุ้มบุญ ทั้งที่ตัวเองเคยต่อต้านรุนแรง

นักการเมืองเยอรมัน ลาออกจากตำแหน่งประธานวิปรัฐบาล หลังเปิดเผยว่าตนเองกับสามีมีลูกที่เกิดจากการอุ้มบุญ ทั้งที่ตัวเขาเป็นหนึ่งในผู้ที่ผลักดันให้การอุ้มบุญในเยอรมนีผิดกฎหมาย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 18 ก.ค. 2569 ว่า นายเยนส์ ชปาห์น นักการเมืองฝ่ายขวากลางของเยอรมนี ประกาศลาออกจากตำแหน่งประธานวิปรัฐบาล หลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่า “ปากว่าตาขยับ” จากกรณีที่เขาใช้บริการแม่อุ้มบุญในสหรัฐอเมริกาเพื่อให้กำเนิดบุตร ทั้งที่จุดยืนของพรรคและตัวเขาเองเคยต่อต้าน

การอุ้มบุญเป็นเรื่องผิดกฎหมายในเยอรมนี ตามนโยบายของพรรคคริสเตียนเดโมแครต (CDU) และตัวนายชปาห์นเป็นผู้สนับสนุนนโยบายดังกล่าวเมื่อหลายปีก่อน อย่างไรก็ตาม กฎหมายเยอรมนีไม่ได้ห้ามการเลี้ยงดูเด็กที่เกิดจากแม่อุ้มบุญในต่างประเทศ

นายชปาห์นระบุในแถลงการณ์เมื่อวันเสาร์ว่า “ผมตระหนักแล้วว่า ความสุขส่วนตัวของผม การสร้างครอบครัวร่วมกับสามีและการได้เป็นพ่อคน ไม่สามารถไปด้วยกันได้กับตำแหน่งทางการเมืองของผม”

ทางด้านนายกรัฐมนตรี ฟรีดริช แมร์ซ ผู้นำพรรค CDU ระบุในโพสต์บนโซเชียลมีเดียว่า การตัดสินใจของนายชปาห์นนั้น “ถูกต้อง” และ “เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้” เพราะ “ความน่าเชื่อถือคือสินทรัพย์ที่มีค่าที่สุดในทางการเมือง” พร้อมระบุว่าเขาจะเริ่มกระบวนการแต่งตั้งผู้ที่จะมาทำหน้าที่แทนนายชปาห์นต่อไป

นายชปาห์นวัย 46 ปี ซึ่งเป็นอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เพิ่งเปิดเผยเมื่อต้นสัปดาห์ว่า เขาและแดเนียล ฟุงเคอ ผู้เป็นสามี ได้กลายเป็นคุณพ่อป้ายแดงแล้วด้วยการรับเด็กที่เกิดจากแม่อุ้มบุญในสหรัฐฯ มาเลี้ยง ทว่าเรื่องนี้กลับจุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงจากนักการเมืองหลายพรรค รวมถึงคนในพรรคของเขาเองด้วย

ในการประกาศลาออกเมื่อวันเสาร์ ชปาห์นระบุว่า “การจัดระเบียบชีวิตระหว่างการตัดสินใจส่วนตัวที่จะมีบุตรผ่านการอุ้มบุญ กับความคาดหวังที่เข้าใจได้ต่อตัวผมในฐานะประธานวิปรัฐบาลนั้น กลายเป็นเรื่องที่ยากลำบากเกินกว่าที่ผมคาดคิดไว้”

ชปาห์นระบุอีกว่า “เสียงวิพากษ์วิจารณ์ของสาธารณชนที่ดุดันและไร้ความปรานีมากยิ่งขึ้น” ทำให้เขาต้อง “หยุดคิดและทบทวนอย่างลึกซึ้ง” พร้อมย้ำว่า “ขอให้เราวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมีความเป็นมนุษย์อยู่เสมอเถิด”

ทั้งนี้ พรรค CDU เพิ่งโหวตรับรองมติที่ยืนยันการสนับสนุนการสั่งห้ามอุ้มบุญเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเมื่อปี 2563 ชปาห์นเคยปฏิเสธข้อเรียกร้องของพรรค FDP (พรรคเสรีนิยม) ที่ต้องการให้ผ่อนปรนข้อห้ามดังกล่าว

ย้อนกลับไปในปี 2558 ชปาห์นเคยเขียนไว้ว่า “ในฐานะเกย์และคริสเตียน ผมรู้สึกเป็นการส่วนตัวว่ามันยากมากที่จะยอมรับแนวคิดเรื่องการเช่ามดลูก”

อนึ่ง การอุ้มบุญในเยอรมนีมีโทษจำคุกสูงสุด 3 ปี หรือปรับเงินจำนวนหนึ่ง ส่งผลให้การข้ามแดนไปใช้บริการอุ้มบุญในต่างประเทศกลายเป็นทางเลือกสำคัญสำหรับคู่รักหลาย ๆ คู่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ดับ 2 นาย สูญหายอีก 1 หลังอิหร่านโจมตีในจอร์แดน

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ดับ 2 นาย สูญหายอีก 1 หลังอิหร่านโจมตีในจอร์แดน

19 ก.ค. 2569 01:31 น.

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ดับ 2 นาย สูญหายอีก 1 หลังอิหร่านโจมตีในจอร์แดน

กองทัพสหรัฐฯ ยอมรับ มีเจ้าหน้าที่ 2 นายเสียชีวิต และอีก 1 นายสูญหายขณะปฏิบัติหน้าที่ หลังจากกองทัพอเมริกันกับอิหร่านกลับมายิงอาวุธตอบโต้กันอีกครั้งในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

เมื่อวันเสาร์ที่ 18 ก.ค. 2569 กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) เปิดเผยว่า มีเจ้าหน้าที่กองทัพสหรัฐฯ เสียชีวิต 2 นาย และสูญหายในระหว่างปฏิบัติหน้าที่อีก 1 นาย ระหว่างการยิงอาวุธตอบโต้กับอิหร่านรอบใหม่ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา และนี่นับเป็นความสูญเสียล่าสุดของกองทัพอเมริกันในการทำสงครามกับอิหร่านับตั้งแต่เดือนมีนาคมเป็นต้นมา

เซนต์คอม (CENTCOM) โพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า “เมื่อวันที่ 17 ก.ค. เจ้าหน้าที่กองทัพสหรัฐฯ 2 นายในจอร์แดน เสียชีวิตในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ ขณะที่กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ และกองกำลังพันธมิตรร่วมกันป้องกันการโจมตีด้วยขีปนาวุธทิ้งตัวและโดรนจากอิหร่าน นอกจากนี้ ปัจจุบันยังมีเจ้าหน้าที่ทหารอีก 1 นายที่ยังคงสูญหายในระหว่างปฏิบัติหน้าที่”

เซนต์คอมระบุเพิ่มเติมว่า มีเจ้าหน้าที่กองทัพสหรัฐฯ อีก 4 นาย ที่ถูกส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลแห่งต่างๆ ในจอร์แดน โดยในปัจจุบันทั้งหมดได้รับอนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว นอกจากนั้นยังมีบุคลากรรายอื่น ๆ ที่ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย แต่ทั้งหมดก็กลับเข้าปฏิบัติหน้าที่ตามปกติได้แล้ว

เซนต์คอมเผยว่าปิดรายชื่อของทหารผู้ล่วงลับไว้ก่อน จนกว่าจะครบ 24 ชั่วโมงหลังจากที่ได้แจ้งให้ญาติสนิทของพวกเขาได้รับทราบเรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้ นับตั้งแต่สงครามกับอิหร่านปะทุขึ้นเมื่อ 28 ก.พ.จนถึงก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ สูญเสียทหารไปแล้ว 13 นาย โดยส่วนใหญ่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุและการถูกโจมตีระหว่างปฏิบัติการในภูมิภาค

ในการปะทะรอบใหม่ กองทัพสหรัฐฯ โจมตีอิหร่าน 7 คืนติดต่อกันแล้ว นับตั้งแต่ที่พวกเขากล่าวหาอิหร่านว่าโจมตีเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่อิหร่านตอบโต้ด้วยการส่งฝูงโดรนและขีปนาวุธระลอกใหญ่ ถล่มใส่เป้าหมายต่าง ๆ ขยายวงกว้างออกไปในกลุ่มประเทศที่เป็นที่ตั้งของฐานทัพสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง

กระทรวงไฟฟ้า น้ำ และพลังงานหมุนเวียนของคูเวต เปิดเผยในวันเสาร์ (18 ก.ค.) ว่า อิหร่านโจมตีเข้ามาและสร้างความเสียหายต่อโรงไฟฟ้าและโรงผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อการจัดหาน้ำอุปโภคบริโภคในภูมิภาค จนได้รับความเสียหาย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

เหยื่อดินถล่มจีนเพิ่มเป็น 8 ศพแล้ว สูญหายอีก 34 ราย

เหยื่อดินถล่มจีนเพิ่มเป็น 8 ศพแล้ว สูญหายอีก 34 ราย

18 ก.ค. 2569 23:57 น.

เหยื่อดินถล่มจีนเพิ่มเป็น 8 ศพแล้ว สูญหายอีก 34 ราย

ทางการจีนรายงานว่า เหตุดินถล่มในนครฉงชิ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 8 ศพ และสูญหายอีกหลายสิบราย ขณะที่ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง กำชับให้เจ้าหน้าที่ค้นหาอย่างละเอียด

เมื่อวันเสาร์ที่ 18 ก.ค. 2569 เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นรายงานว่า เหตุการณ์ดินถล่มทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีนที่เกิดขึ้นในวันศุกร์ที่ผ่านมา (17 ก.ค.) ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 8 ศพ และสูญหายอีก 34 ราย ขณะที่ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง กำชับให้มีการตรวจสอบพื้นที่อย่างละเอียดเพื่อค้นหาผู้สูญหาย

สถานีโทรทัศน์ “ซีซีทีวี” (CCTV) ของรัฐบาลจีนรายงานว่า เหตุการณ์ดินถล่มดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 09.10 น. ตามเวลาท้องถิ่น ในอำเภอเผิงสุ่ย นครฉงชิ่ง โดยมีการส่งเจ้าหน้าที่กู้ภัยกว่า 800 นายลงพื้นที่เกิดเหตุ

นาย เหริน ซวี่เจียง ผู้นำรัฐบาลท้องถิ่นระบุในงานแถลงข่าวว่า จนถึงตอนนี้ มีผู้ประสบภัยที่ได้รับการช่วยเหลือออกมาแล้ว 18 ราย ทว่าในจำนวนนี้ มี 8 รายที่ได้รับการยืนยันว่าเสียชีวิตแล้ว

ภาพที่เผยแพร่โดย CCTV แสดงให้เห็นกองหินและดินขนาดมหึมาถล่มลงมาทับถมพื้นที่ส่วนหนึ่งของถนนย่านที่อยู่อาศัยและย่านการค้าบริเวณเชิงเขาในภูมิภาคดังกล่าว นอกจากนี้ ยังมีคลิปวิดีโอที่แสดงให้เห็นภาพผู้คนต่างพากันส่งเสียงร้องด้วยความตกใจและวิ่งหนีกลุ่มฝุ่นควันขนาดใหญ่

กระทรวงการคลังและกระทรวงการจัดการเหตุฉุกเฉินระบุว่า รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณบรรเทาทุกข์จากภัยพิบัติทางธรรมชาติจำนวน 50 ล้านหยวน เพื่อสนับสนุนปฏิบัติการค้นหา กู้ภัย และให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ

ทางด้านประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้กระตุ้นให้เจ้าหน้าที่เร่งหาสาเหตุของภัยพิบัติครั้งนี้โดยเร็ว พร้อมทั้งบอกให้ “ระบุและกำจัดความเสี่ยงจากภัยพิบัติทางธรณีวิทยา รวมถึงอันตรายอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้น”

อนึ่ง เหตุดินถล่มครั้งนี้เกิดขึ้นไม่ถึงสองสัปดาห์หลังจากเหตุการณ์ดินถล่มอีกแห่งในมณฑลกานซู ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ ซึ่งมีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นั้น 21 ศพ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

อิหร่านเผย มีผู้เสียชีวิตแล้ว 50 ศพ หลังสหรัฐฯ เริ่มโจมตีระลอกใหม่

อิหร่านเผย มีผู้เสียชีวิตแล้ว 50 ศพ หลังสหรัฐฯ เริ่มโจมตีระลอกใหม่

18 ก.ค. 2569 22:48 น.

อิหร่านเผย มีผู้เสียชีวิตแล้ว 50 ศพ หลังสหรัฐฯ เริ่มโจมตีระลอกใหม่

ทางการอิหร่านเผยว่า จำนวนผู้เสียชีวิตนับตั้งแต่สหรัฐฯ เริ่มเปิดฉากโจมตีระลอกใหม่เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม เพิ่มขึ้นเป็น 50 ศพแล้ว ขณะที่คูเวตกล่าวหาอิหร่านว่าโจมตี โรงผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล

เมื่อวันเสาร์ที่ 18 ก.ค. 2569 กระทรวงสาธารณสุขอิหร่านเปิดเผยว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 12 ศพ จากการโจมตีของสหรัฐฯ ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ส่งผลให้ยอดผู้เสียชีวิตรวมนับตั้งแต่การปะทะกับรอบล่าสุดนี้เริ่มขึ้น เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 50 ศพแล้ว

นายฮอสเซน เคอร์มานปูร์ โฆษกกระทรวงสาธารณสุขอิหร่าน ระบุเพิ่มเติมว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกอย่างน้อย 500 รายจากการโจมตีของสหรัฐฯ นับตั้งแต่วันที่ 27 มิถุนายน ซึ่งเป็นช่วงที่ข้อตกลงหยุดยิงอันเปราะบางในภูมิภาคเริ่มสั่นคลอนเป็นครั้งแรก ขณะที่ในบรรดาผู้เสียชีวิตมีผู้หญิงรวมอยู่ด้วยอย่างน้อย 5 ราย และเด็กอีก 2 ราย

ด้านนาย คาเซม การิบาบาดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน กล่าวว่า รัฐบาลเตหะรานสั่งระงับข้อผูกพันต่าง ๆ ภายใต้ข้อตกลงที่เคยทำไว้กับสหรัฐฯ แล้ว

ขณะเดียวกัน กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC) ออกโรงเตือนว่า ใครก็ตามที่โจมตีอิหร่านจะต้องเผชิญกับการตอบโต้ด้วยกำลังที่เท่าเทียมกัน พร้อมกับยกข้อความจากคัมภีร์อัลกุรอานมาอ้างอิงในแถลงการณ์ด้วย

ทั้งนี้ กองทัพสหรัฐฯ โจมตีอิหร่าน 7 คืนติดต่อกันแล้ว ขณะที่อิหร่านตอบโต้ด้วยการส่งฝูงโดรนและขีปนาวุธระลอกใหญ่ ถล่มใส่เป้าหมายต่าง ๆ ขยายวงกว้างออกไปในกลุ่มประเทศที่เป็นที่ตั้งของฐานทัพสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง

รองผู้ว่าราชการจังหวัดฮอร์โมซกัน ของอิหร่านเปิดเผยว่า การโจมตีระลอกล่าสุดของสหรัฐฯ เมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา สร้างความเสียหายต่อโรงผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล และสิ่งอำนวยความสะดวกด้านไฟฟ้า ทำให้หมู่บ้านอย่างน้อย 20 แห่งไม่มีน้ำใช้

อีกด้านหนึ่ง กระทรวงไฟฟ้า น้ำ และพลังงานหมุนเวียนของคูเวต เปิดเผยว่า อิหร่านโจมตีเข้ามาและสร้างความเสียหายต่อโรงไฟฟ้าและโรงผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อการจัดหาน้ำอุปโภคบริโภคในภูมิภาค จนได้รับความเสียหาย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

โดรนยูเครนถล่ม คลังสินค้า บ.ค้าปลีกรัสเซียไฟลุกท่วม ดับแล้ว 8 ศพเจ็บอื้อ

โดรนยูเครนถล่ม คลังสินค้า บ.ค้าปลีกรัสเซียไฟลุกท่วม ดับแล้ว 8 ศพเจ็บอื้อ

18 ก.ค. 2569 21:56 น.

โดรนยูเครนถล่ม คลังสินค้า บ.ค้าปลีกรัสเซียไฟลุกท่วม ดับแล้ว 8 ศพเจ็บอื้อ

โดรนของยูเครนถล่มคลังเก็บสินค้าของบริษัทค้าปลีกรายใหญ่ที่สุดของรัสเซีย 2 แห่ง จนเกิดไฟลุกไหม้อย่างรุนแรง พบผู้เสียชีวิตแล้ว 8 ศพ และบาดเจ็บอีกหลายสิบราย

เมื่อวันเสาร์ที่ 18 ก.ค. 2569 เจ้าหน้าที่ของรัสเซียเปิดเผยว่า โดรนของยูเครนโจมตีคลังสินค้า 2 แห่งของบริษัท “Wildberries” ซึ่งเป็นผู้ให้บริการค้าปลีกออนไลน์รายใหญ่ที่สุดของรัสเซีย ทำให้เกิดไฟลุกไหม้อย่างรุนแรง โดยเบื้องต้นพบผู้เสียชีวิตแล้ว 8 ศพบาดเจ็บอีก 62 ราย ทำให้นี่เป็นการโจมตีนองเลือดที่สุดของยูเครนในรอบ 2 ปี

การโจมตีคลังสินค้าในเมืองตัมบอฟ (Tambov) ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงมอสโกไปทางตะวันออกเฉียงใต้ราว 475 กม. ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 7 ศพ และบาดเจ็บอีก 25 ราย ส่วนที่คลังสินค้าอีกแห่ง ในเมืองเอเลคโตรสตัล (Elektrostal) ในแคว้นมอสโก มีผู้เสียชีวิต 1 ศพ บาดเจ็บอีก 37 ราย

ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน กล่าวว่า การโจมตีครั้งนี้พุ่งเป้าไปที่ “สิ่งอำนวยความสะดวกสำคัญด้านการขนส่ง” ซึ่งถูกใช้ในการ “จัดหาชิ้นส่วนที่ถูกคว่ำบาตรสำหรับนำไปใช้ผลิตโดรนและอุปกรณ์นำทาง” ของกองทัพรัสเซีย

ผู้นำยูเครนเสริมด้วยว่า กองทัพยูเครนยังได้โจมตีเป้าหมายหลายแห่งในทะเลอาซอฟ ทะเลดำ รวมถึงในคาบสมุทรไครเมียที่ถูกรัสเซียผนวกดินแดนไปด้วย

เซเลนสกีบอกด้วยว่า การโจมตีครั้งนี้เป็นการตอบโต้ที่รัสเซีย โจมตีโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือน รวมถึงเมืองและชุมชนต่าง ๆ ของยูเครน โดยการโจมตีของรัสเซียทั่วยูเครนเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (15 ก.ค.) ทำให้มีผู้เสียชีวิต 14 ศพ

ทั้งนี้ Wildberries มักถูกเปรียบเปรยว่าเป็น Amazon เวอร์ชันรัสเซีย บริหารโดยกลุ่มบริษัท RWB ซึ่งเกิดจากการควบรวมกิจการระหว่าง Wildberries และบริษัทโฆษณา Russ มีมูลค่าบริษัทสูงถึงประมาณ 1.26 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการประเมินของ Forbes Russia ในปี 2569

นายเซอร์ฮี คูซาน ประธานศูนย์ความมั่นคงและความร่วมมือแห่งยูเครน ให้สัมภาษณ์กับ BBC ว่า Wildberries ถือเป็น “องค์ประกอบสำคัญ” ในระบบโลจิสติกส์ของรัสเซีย และเว็บไซต์ของบริษัทได้ถูกกลุ่มอาสาสมัครชาวรัสเซียใช้เป็นช่องทางในการจัดซื้ออุปกรณ์ทางทหาร ไม่ว่าจะเป็นวิทยุสื่อสาร เสื้อเกราะกันกระสุน รวมถึงชิ้นส่วนโดรน

“เหตุผลหลักในการโจมตีคลังสินค้าของ Wildberries คือการตัดตอนระบบโลจิสติกส์ของรัสเซีย ตลอดจนขัดขวางการส่งกำลังบำรุงของสินค้าที่ใช้ได้ทั้งสองทาง (Dual-use goods), ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำคัญ, สินค้าที่ถูกคว่ำบาตร และสิ่งของอื่น ๆ ที่คล้ายคลึงกัน ส่งต่อไปยังกองทัพรัสเซียและผู้ผลิตอาวุธของรัสเซีย”

“นอกจากนี้ ความเสียหายข้างเคียงจากการโจมตีดังกล่าวยังอาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจของรัสเซีย ตลอดจนสร้างผลกระทบทางจิตวิทยาต่อสังคมรัสเซีย และอาจส่งผลต่อการสนับสนุนการทำสงครามที่ยังคงดำเนินอยู่ด้วย” นายคูซานกล่าว

ที่ผ่านมา รัสเซียเองก็เคยพุ่งเป้าโจมตีสิ่งอำนวยความสะดวกในลักษณะเดียวกันนี้ในยูเครนนับตั้งแต่เริ่มเปิดฉากสงคราม รวมถึงระบบไปรษณีย์และผู้จัดจำหน่ายชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์บางราย

อย่างไรก็ตาม นาง ทาเทียนา คิม ซีอีโอของ Wildberries ซึ่งเป็นหนึ่งในมหาเศรษฐีหญิงคนแรก ๆ ของรัสเซีย กล่าวว่า นี่นับเป็น “ค่ำคืนที่เลวร้าย” สำหรับรัสเซียและสำหรับบริษัทของเธอ

ขณะที่นาย เยฟจีนี เปอร์วิชอฟ ผู้ว่าการแคว้นตัมบอฟโพสต์ข้อความผ่านแอปพลิเคชัน Telegram ว่า “พนักงานกะดึก 7 คนเสียชีวิตในที่เกิดเหตุทันที” เสริมว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 25 ราย โดยในจำนวนนี้มี 7 รายที่อาการสาหัส ซึ่งอาการบาดเจ็บส่วนใหญ่เกิดจากสะเก็ดระเบิด

นายเปอร์วิชอฟประณามว่า นี่เป็นการโจมตีที่ “รุนแรงและไร้มนุษยธรรมที่สุด” เท่าที่เคยเกิดขึ้นในแคว้นนี้ หากวัดจากจำนวนโดรนที่ใช้และจำนวนผู้บาดเจ็บล้มตาย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ศุภชัย การันตีวิสัยทัศน์ อนุทิน กุญแจสำคัญดึงทุนยักษ์จีนมัดใจนักลงทุน ชี้เป้าขุมทรัพย์ไฮเทค ฉงชิ่ง-เสฉวน

ศุภชัย การันตีวิสัยทัศน์ อนุทิน กุญแจสำคัญดึงทุนยักษ์จีนมัดใจนักลงทุน ชี้เป้าขุมทรัพย์ไฮเทค ฉงชิ่ง-เสฉวน

ศุภชัย การันตีวิสัยทัศน์ อนุทิน กุญแจสำคัญดึงทุนยักษ์จีนมัดใจนักลงทุน ชี้เป้าขุมทรัพย์ไฮเทค ฉงชิ่ง-เสฉวน

วันอาทิตย์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.15 น.

ศุภชัย การันตีวิสัยทัศน์ อนุทิน กุญแจสำคัญดึงทุนยักษ์จีนมัดใจนักลงทุน ชี้เป้าขุมทรัพย์ไฮเทค ฉงชิ่ง-เสฉวน หนุนรัฐเร่งสปีดลงทุนเซมิคอนดักเตอร์ พลิกเกมทวงแชมป์จากเวียดนาม ดันไทยผงาดศูนย์กลางการผลิตแห่งอนาคตของอาเซียน

เมื่อวันที่ 19 ก.ค.2569 นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ เปิดเผยระหว่างร่วมคณะนักธุรกิจพบปะ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่เมืองเฉิงตู ว่า การโรดโชว์ครั้งนี้จะช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากภูมิภาคสำคัญอย่างเมืองฉงชิ่งและมณฑลเสฉวน ซึ่งเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงที่สำคัญของจีน ทั้งกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยีขั้นสูง และอุตสาหกรรมการบิน หากไทยสามารถสร้างพันธมิตรจากพื้นที่เหล่านี้ได้ จะส่งผลบวกอย่างมากต่อการเพิ่มเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ

ทั้งนี้ ข้อมูลในปีที่ผ่านมาระบุว่า ประเทศไทยมีเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศอยู่เพียง 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่คู่แข่งสำคัญอย่างเวียดนาม สามารถดึงเม็ดเงินลงทุนได้สูงถึง 27,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ตัวเลขที่แตกต่างดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อการเติบโตของ GDP ทำให้ไทยจำเป็นต้องเร่งยกระดับบทบาทการเป็นฐานการผลิตและส่งออก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ เพื่อชดเชยการลงทุนจากกลุ่มทุนตะวันตกที่ยังเข้ามาน้อยกว่าที่ควร แม้จะเริ่มมีสัญญาณบวกจากการลงทุนในกลุ่ม Data Center แล้วก็ตาม

สำหรับหัวใจสำคัญของการดึงดูดทุนจีน คือการสร้างความไว้วางใจและความเป็นมิตรระหว่างประเทศ เนื่องจากนักลงทุนจีนให้ความสำคัญอย่างมากกับความพร้อมด้านกฎหมาย สิทธิประโยชน์ทางภาษี และการอำนวยความสะดวกจากภาครัฐ เพื่อลดความเสี่ยงในการลงทุน

“การเดินทางเยือนครั้งนี้มีนิมิตหมายที่ดี เนื่องจากนายกรัฐมนตรีมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งทั้งในมิติของภาครัฐ การเมือง และภาคเอกชน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและธรรมาภิบาล ทำให้ผู้นำระดับสูงของจีนพร้อมรับฟังข้อเสนอ เพื่อสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนที่กำลังมองหาศูนย์กลางการผลิตในอาเซียน เมื่อเทียบกับเวียดนาม มาเลเซีย หรืออินโดนีเซีย”

นายศุภชัย ย้ำทิ้งท้ายว่า การรุกคืบทางเศรษฐกิจครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยกลับมาเป็นจุดหมายปลายทางหลักของเม็ดเงินลงทุนจากฝั่งตะวันออก โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เพื่อยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้มีความแข็งแกร่งและเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว.

นายกฯ เยี่ยมชมศูนย์อนุรักษ์หมีแพนด้า เมืองเฉิงตู ก่อนสมทบทีม ครม. ลุยภารกิจปักกิ่ง

นายกฯ เยี่ยมชมศูนย์อนุรักษ์หมีแพนด้า เมืองเฉิงตู ก่อนสมทบทีม ครม. ลุยภารกิจปักกิ่ง

นายกฯ เยี่ยมชมศูนย์อนุรักษ์หมีแพนด้า เมืองเฉิงตู ก่อนสมทบทีม ครม. ลุยภารกิจปักกิ่ง

วันอาทิตย์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.13 น.

นายกฯ ลุยภารกิจจีนต่อเนื่อง เยี่ยมชมศูนย์อนุรักษ์หมีแพนด้า เมืองเฉิงตู ก่อนบินไปกรุงปักกิ่ง โดยมีทัพ ครม. มาสมทบทีมไทยแลนด์ ทั้ง“ศุภจี-ยชนันท์-ประเสริฐ -สุริยะ-วัฒนา” ร่วมดูงานด้านเทคโนโลยี ก่อนพบนายกรัฐมนตรีหลี่เฉียง พรุ่งนี้(20 ก.ค.69)

19 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานภารกิจของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยทีมไทยแลนด์ ในการเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ โดยในช่วงเช้าของวันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคม 2569 คณะของนายกรัฐมนตรีได้เริ่มปฏิบัติภารกิจ ณ นครเฉิงตู โดยเดินทางไปเยี่ยมชมศูนย์อนุรักษ์หมีแพนด้าและเพาะพันธุ์ ซึ่งได้เข้าชมแพนด้ายักษ์ ณ อาคารจัดแสดง Starry Giant Panda Pavilion และเยี่ยมชมศูนย์อนุบาลลูกแพนด้า จากนั้นคณะได้เดินทางต่อไปยังศาลเจ้าสามก๊ก ก่อนจะเข้าสู่จุดหมายถัดไปที่วัดต้าฉือ (Daci Temple) เพื่อสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์และเยี่ยมชมความสวยงามของวัดเก่าแก่ หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจที่นครเฉิงตู คณะของนายกรัฐมนตรีได้ออกเดินทางจากท่าอากาศยานนานาชาติซวงหลิว มุ่งหน้าสู่กรุงปักกิ่ง

สำหรับการปฏิบัติภารกิจที่กรุงปักกิ่งในครั้งนี้ มีคณะรัฐมนตรีและผู้บริหารระดับสูงเดินทางมาเข้าร่วมคณะสมทบเพิ่มเติมอีกหลายท่าน เพื่อร่วมขับเคลื่อนนโยบายสำคัญที่จะมีการหารือกับ นายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน ในวันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม 2569 ได้แก่ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งจะมาร่วมผนึกกำลังกับคณะเดิมที่ร่วมเดินทางมาตั้งแต่วันแรกอย่าง นายเอกนิติ นิติฑัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ, นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

ในส่วนของภารกิจช่วงบ่ายและเย็น ณ กรุงปักกิ่ง นายกรัฐมนตรีจะนำคณะมุ่งเน้นไปที่การศึกษาดูงานด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมระดับโลก โดยเริ่มจากการเดินทางไปเยี่ยมชม Huawei Beijing Executive Briefing Center (EBC) จากนั้นได้เดินทางต่อไปยังสำนักงาน CP Center เพื่อเยี่ยมชมและรับฟังการบรรยายสรุปที่ CP Wisdom Museum ก่อนที่คณะของนายกรัฐมนตรีจะเดินทางกลับเข้าสู่ที่พัก ณ โรงแรม China World เป็นอันเสร็จสิ้นภารกิจอย่างเป็นทางการประจำวัน

รัฐบาลเดินหน้า กวาดล้างร้านกัญชาผิดกฎหมาย พื้นที่ภูเก็ต พบ 533 ร้านไม่ต่อใบอนุญาต

รัฐบาลเดินหน้า กวาดล้างร้านกัญชาผิดกฎหมาย พื้นที่ภูเก็ต พบ 533 ร้านไม่ต่อใบอนุญาต

รัฐบาลเดินหน้า กวาดล้างร้านกัญชาผิดกฎหมาย พื้นที่ภูเก็ต พบ 533 ร้านไม่ต่อใบอนุญาต

วันอาทิตย์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.38 น.

รัฐบาลเดินหน้า กวาดล้างร้านกัญชาผิดกฎหมาย พื้นที่ภูเก็ต พบ 533 ร้านไม่ต่อใบอนุญาต-12 ร้านถูกพักใบอนุญาต

19 กรกฎาคม 2569 น.ส.พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากนโยบายของรัฐบาลประกาศให้ “ช่อดอกกัญชา” เป็นสมุนไพรควบคุม ผู้ประกอบการที่จำหน่ายหรือแปรรูปเพื่อการค้าจะต้องได้รับใบอนุญาต และต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดอย่างเคร่งครัด พร้อมกันนี้ รัฐบาลเดินหน้าตรวจสอบการประกอบกิจการเกี่ยวกับช่อดอกกัญชาอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันการนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์และคุ้มครองผู้บริโภค

น.ส.พลอยทะเล กล่าวว่า จ.ภูเก็ต บูรณาการฝ่ายปกครอง ตำรวจ และสาธารณสุข เดินหน้าปูพรมตรวจสอบร้านจำหน่ายกัญชาทั่วจังหวัด ตามนโยบายรัฐบาลที่เข้มงวดการควบคุมกัญชาเพื่อการแพทย์ และปราบปรามการกระทำผิดกฎหมาย ผลจากการตรวจสอบอย่างเข้มข้นพบว่า มีร้านกัญชาที่ไม่ต่ออายุใบอนุญาตจำนวน 533 แห่ง และร้านที่ถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาต 12 แห่ง ซึ่งเจ้าหน้าที่จะเร่งตรวจสอบและดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างจริงจัง หากพบว่ายังลักลอบเปิดให้บริการหรือกระทำผิด

“รัฐบาลกำชับให้ทุกหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายกับผู้ประกอบการที่ไม่มีใบอนุญาต หรือฝ่าฝืนเงื่อนไขการได้รับอนุญาตอย่างจริงจัง พร้อมเดินหน้าตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่สำคัญด้านการท่องเที่ยว เพื่อจัดระเบียบสังคม และเพื่อสร้างความปลอดภัย ยกระดับภาพลักษณ์การท่องเที่ยว และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยว รวมถึงยกระดับมาตรฐานการประกอบธุรกิจให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด” น.ส.พลอยทะเล ย้ำ

จุดพลุคลื่นการลงทุนลูกใหม่ เทียบยุคทอง เมื่อรัฐบาลบุกปิดดีล ดึง 4 บิ๊กเทค-อีวีจีน

จุดพลุคลื่นการลงทุนลูกใหม่ เทียบยุคทอง เมื่อรัฐบาลบุกปิดดีล ดึง 4 บิ๊กเทค-อีวีจีน

จุดพลุคลื่นการลงทุนลูกใหม่ เทียบยุคทอง เมื่อรัฐบาลบุกปิดดีล ดึง 4 บิ๊กเทค-อีวีจีน

วันอาทิตย์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 10.46 น.

จุดพลุคลื่นการลงทุนลูกใหม่เทียบยุคทอง เมื่อรัฐบาลบุกปิดดีลดึง 4 บิ๊กเทคและอีวีจีน ทั้ง “ฉางอาน-อินโนไลท์-อีออปโตลิงก์-เสียวหมี่” หอบเงิน 7 หมื่นล้าน ย้ายฐานหนีภูมิรัฐศาสตร์มาปักหมุดในไทย พร้อมงัดไม้เด็ด”BOI to IPO”ดันบริษัทข้ามชาติเหล่านี้เข้าตลาดหุ้น หวังโกยเม็ดเงินจากทั่วโลกดันเศรษฐกิจไทยให้พุ่งทะยาน

19 กรกฎาคม 2569 ที่เมืองเฉิงตู นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ว่า ความสำเร็จจากการที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นำทีมประเทศไทยเดินสายโรดโชว์ดึงดูดการลงทุน ณ เมืองเฉิงตู สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยได้มีการเปิดโต๊ะเจรจาเจาะลึกแบบตัวต่อตัวกับ 4 บริษัทยักษ์ใหญ่ระดับท็อปของจีนในกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และเทคโนโลยีขั้นสูง ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม โดยคาดว่าจะกวาดเม็ดเงินลงทุนเข้าไทยได้สูงถึง 70,000 ล้านบาท แบ่งเป็นการต่อยอดฐานลงทุนเดิม 50,000 ล้านบาท และเตรียมอัดฉีดเม็ดเงินลงทุนใหม่อีกกว่า 20,000 ล้านบาท

“ปัจจัยสำคัญมาจากปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เปรียบเสมือนลมใต้ปีก เร่งให้กลุ่มทุนต้องย้ายฐานการผลิตออกจากจีนมายังอาเซียน โดยมีไทยเป็นเป้าหมายอันดับต้นๆ ปรากฏการณ์นี้ถือเป็น คลื่นการลงทุนลูกใหม่ ที่สามารถเทียบชั้นได้กับยุคทศวรรษที่ 1980 ซึ่งกลุ่มทุนญี่ปุ่นแห่เข้ามาตั้งฐานผลิตในพื้นที่อีสเทิร์นซีบอร์ดจนเกิดเป็นยุคโชติช่วงชัชวาล แต่ในรอบนี้คือการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งเทคโนโลยี AI ยานยนต์ไฟฟ้า และหุ่นยนต์อัจฉริยะ สอดคล้องกับรายงานของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ที่ประเมินว่าประเทศไทยกำลังผงาดเป็นดาวรุ่งด้านเทคโนโลยีระดับโลก”

สำหรับความคืบหน้าการเจรจากับ 4 บิ๊กคอร์ปอเรชัน แม้รายละเอียดเม็ดเงินในเชิงลึกยังเป็นความลับทางธุรกิจ แต่มีภาพรวมยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน นำโดย บริษัท ฉางอาน ออโตโมบิล ค่ายรถ EV ระดับท็อปเทียร์ของจีน ที่ฟันธงเลือกไทยเป็นฐานผลิตรถยนต์พวงมาลัยขวาแห่งแรกนอกประเทศ โดยตั้งโรงงานที่จังหวัดระยองเพื่อเป็นฮับส่งออกไปยังกลุ่มประเทศที่ไทยมีเอฟทีเอ พร้อมเตรียมขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นเท่าตัวเป็น 200,000 คันต่อปี และดึง SME ไทยเข้าสู่ซัพพลายเชนได้แล้วถึง 40 แห่ง ในขณะที่กลุ่มนวัตกรรมประมวลผลข้อมูล AI อย่าง บริษัท อินโนไลท์ เทคโนโลยี ซึ่งเป็นเบอร์ 1 ของโลกด้านอุปกรณ์ส่งข้อมูลทางแสง ก็เตรียมขยายฐานผลิตในไทย สร้างการจ้างงานกว่า 20,000 อัตรา พร้อมผนึกกำลังกับมหาวิทยาลัยชั้นนำของไทยร่วมวิจัยและพัฒนากับวิศวกรไทยกว่า 1,500 คน

นอกจากนี้ บริษัทยักษ์ใหญ่อันดับ 2 ของโลกในอุตสาหกรรมเดียวกันอย่าง บริษัท อีออปโตลิงก์ เทคโนโลยี ก็ได้เดินหน้าเปิดโรงงานแห่งแรกที่ระยองและกำลังลุยขยายโรงงานแห่งที่ 2 อย่างต่อเนื่อง รวมถึง บริษัท เสียวหมี่ คอร์ปอเรชัน บิ๊กเทคฯ ที่ครองส่วนแบ่งตลาดสมาร์ทโฟนอันดับ 3 ในไทย ซึ่งรัฐบาลได้เจรจาดึงดูดให้เข้ามาใช้ไทยเป็นฐานการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ (IoT) โดยชูจุดแข็งด้านความพร้อมของซัพพลายเชนกลุ่มสมาร์ทอิเล็กทรอนิกส์ของไทย

ท้ายสุด นายเอกนิติ ได้เน้นย้ำถึงยุทธศาสตร์ใหม่ที่จะมาช่วยติดปีกการลงทุน คือโครงการ “BOI to IPO” เพื่ออำนวยความสะดวกแบบ Fast Track ให้บริษัทเทคโนโลยีต่างชาติที่เติบโตเร็วเหล่านี้ เข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งนอกจากจะเพิ่มเสน่ห์ให้กับตลาดหุ้นไทยแล้ว ยังเป็นการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนมหาศาลจากกระแสหุ้นเทคโนโลยีที่กำลังร้อนแรงไปทั่วโลกอีกด้วย

ต้นทุนขนส่ง-บรรจุภัณฑ์ ลดจากช่วงพีค รัฐบาลติดตามราคาสินค้าจำเป็น ต้องเป็นธรรม

ต้นทุนขนส่ง-บรรจุภัณฑ์ ลดจากช่วงพีค รัฐบาลติดตามราคาสินค้าจำเป็น ต้องเป็นธรรม

ต้นทุนขนส่ง-บรรจุภัณฑ์ ลดจากช่วงพีค รัฐบาลติดตามราคาสินค้าจำเป็น ต้องเป็นธรรม

วันอาทิตย์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 10.36 น.

19 กรกฎาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลติดตามค่าครองชีพของประชาชนอย่างใกล้ชิด แม้สถานการณ์ราคาพลังงานเริ่มผ่อนคลายลง โดยนายกรัฐมนตรีติดตามการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจับตาราคาสินค้าจำเป็นและอาหารจานเดียว เพื่อให้การปรับราคาสอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง ไม่ให้ประชาชนต้องแบกรับราคาที่ค้างอยู่บนต้นทุนเดิม

“เรื่องปากท้องเป็นสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นลำดับต้น และได้มีโครงการประคับประคองค่าครองชีพออกมาต่อเนื่อง อีกทั้งกระทรวงพาณิชย์ได้ติดตามต้นทุนทุกขั้นตอน ตั้งแต่ราคาพลังงาน วัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ ค่าขนส่ง ไปจนถึงราคาจำหน่ายหน้าร้าน เพื่อให้มั่นใจว่าเมื่อต้นทุนลดลง ประชาชนจะได้รับประโยชน์อย่างเหมาะสม” นางสาวรัชดา กล่าว

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ล่าสุดกรมการค้าภายในได้เชิญผู้ผลิต ผู้จำหน่าย และห้างค้าปลีกกว่า 80 ราย หารือร่วมกัน พร้อมขอความร่วมมือตรึงราคาสินค้าจำเป็นในช่วงที่ประชาชนยังเผชิญภาระค่าครองชีพ โดยเฉพาะของใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น สบู่ แชมพู ยาสีฟัน น้ำตาลทราย ปลากระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และนมพร้อมดื่ม

“กระทรวงพาณิชย์รายงานว่า ขณะนี้ต้นทุนบางส่วนเริ่มลดลง โดยเฉพาะบรรจุภัณฑ์พลาสติกและค่าขนส่ง ซึ่งลดจากระดับสูงสุดในช่วงวิกฤติประมาณ 20% อย่างไรก็ตาม สินค้าบางส่วนยังเป็นสต๊อกที่ผลิตในช่วงต้นทุนสูง จึงต้องติดตามการปรับราคาตามรอบต้นทุนอย่างรอบคอบ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมทั้งต่อผู้บริโภคและผู้ประกอบการ” นางสาวรัชดา กล่าว

สำหรับราคาอาหารจานเดียว กระทรวงพาณิชย์ติดตามตั้งแต่ต้นทางวัตถุดิบที่กระทบต้นทุนร้านอาหารโดยตรง เช่น ข้าวสารเหนียว เครื่องปรุง กุ้งขาว ผักกาดขาว ผักบุ้งจีน ผักชี พริก มะนาว และน้ำตาลทราย รวมถึงสินค้าอาหารสำเร็จรูป โดยหลายรายการยังมีราคาทรงตัวหรือมีแนวโน้มลดลง ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันต่อต้นทุนร้านอาหารและค่าใช้จ่ายของประชาชน

“รัฐบาลดูแลประชาชนทั้งในด้านการควบคุมราคาสินค้า การประสานความร่วมมือกับผู้ผลิตและห้างค้าปลีก การจัดโปรโมชันสินค้าจำเป็น และการใช้กลไกกฎหมายป้องกันการฉวยโอกาสขึ้นราคา เพื่อให้ประชาชนซื้อสินค้าและอาหารที่จำเป็นได้ในราคาที่เป็นธรรม” นางสาวรัชดา กล่าว