พลังแห่งรักประเมินค่าไม่ได้ ลิซ่า สาดความสดใสยินดีงานแต่ง ญาญ่า ณเดชน์ ลงสตอรี่รัวๆ 7 รูปติด

พลังแห่งรักประเมินค่าไม่ได้ ลิซ่า สาดความสดใสยินดีงานแต่ง ญาญ่า ณเดชน์ ลงสตอรี่รัวๆ 7 รูปติด

พลังแห่งรักประเมินค่าไม่ได้ ลิซ่า สาดความสดใสยินดีงานแต่ง ญาญ่า ณเดชน์ ลงสตอรี่รัวๆ 7 รูปติด

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 10.16 น.

เป็นโมเมนต์ประทับใจที่ทำเอาแฟน ๆ ยิ้มตามกันทั้งโซเชียล เมื่อซุปเปอร์สตาร์ระดับโลกอย่าง “ลิซ่า” ลลิษา มโนบาล ได้โพสต์รูปภาพบรรยากาศสุดอบอุ่นลงในอินสตาแกรมสตอรี่ (IG Story) ของเธอ ซึ่งมียอดผู้ติดตามถล่มทลายกว่า 105 ล้านคน เพื่อร่วมแสดงความยินดีในงานฉลองมงคลสมรสของนางเอกสาวสุดเลิฟ “ญาญ่า” อุรัสยา เสปอร์บันด์ และ ณเดชน์ คูกิมิยะ

งานนี้ทำเอาแฟนคลับฟินกระจาย เพราะไม่ใช่แค่รูปเดียว แต่สาวลิซ่าจัดเต็มสาดความน่ารักลงสตอรี่รัวๆ ถึง 7 รูปติดต่อกัน เผยให้เห็นโมเมนต์สุดสนิทสนม ทั้งการสวมกอดร่วมยินดี และการถ่ายภาพร่วมเฟรมอย่างเป็นกันเองกับเจ้าบ่าวเจ้าสาว

ความพีคอยู่ตรงที่ ก่อนหน้านี้สื่อชื่อดังอย่าง Hopper HQ เคยได้ทำการประเมินมูลค่าสื่อ เอาไว้ว่า การโพสต์อินสตาแกรมสตอรี่ของ ‘ลิซ่า’เพียงแค่ 1 รูป สามารถสร้างมูลค่าทางการตลาดได้สูงถึง 25 ล้านบาทเลยทีเดียว

แต่สำหรับงานนี้ บอกเลยว่ามูลค่าทางการตลาดต้องหลบไป เพราะความรักและความยินดีที่มีให้พี่สาวคนสนิทนั้น “อยู่เหนือมูลค่าทั้งปวง” งานแต่งพี่สาวทั้งที ลิซ่าจัดให้แบบเอ็กซ์คลูซีฟ 7 รูปเน้น ๆ ทำเอาแฟน ๆ เข้ามากดไลก์และแชร์ต่อโมเมนต์สุดน่ารักนี้กันอย่างล้นหลาม สมกับแฮชแท็ก #รักที่สุดดดดดดดดด จริง ๆ

ในหลวง โปรดเกล้าฯ พระราชทานเลี้ยงอาหารกลางวันแก่นักเรียน คณะครู บุคลากร เจ้าหน้าที่ โรงเรียนวัดจันทรสโมสร

ในหลวง โปรดเกล้าฯ พระราชทานเลี้ยงอาหารกลางวันแก่นักเรียน คณะครู บุคลากร เจ้าหน้าที่ โรงเรียนวัดจันทรสโมสร

ในหลวง โปรดเกล้าฯ พระราชทานเลี้ยงอาหารกลางวันแก่นักเรียน คณะครู บุคลากร เจ้าหน้าที่ โรงเรียนวัดจันทรสโมสร

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.11 น.

“ในหลวง”โปรดเกล้าฯ พระราชทานเลี้ยงอาหารกลางวันแก่นักเรียน คณะครู บุคลากร เจ้าหน้าที่ โรงเรียนวัดจันทรสโมสร เนื่องในโอกาสวันเฉลิม พระชนมพรรษา 28 ก.ค.2569

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงให้ความสำคัญกับการส่งเสริมคุณภาพชีวิต รวมถึงสุขอนามัยขั้นพื้นฐาน และการโภชนาการที่ดีของเด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย ผู้พิการ ทุพพลภาพ และผู้ด้อยโอกาส ในสถานสงเคราะห์ รวมถึงสถานศึกษามาอย่างต่อเนื่อง ในโอกาสนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเลี้ยงอาหารกลางวันแก่นักเรียน คณะครู บุคลากร และเจ้าหน้าที่โรงเรียนวัดจันทรสโมสร เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 28 กรกฎาคม 2569

วันที่ 20 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.20 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลอากาศตรี จักรพงษ์ หอมไกรลาศ เป็นประธานเชิญอาหารพระราชทาน ไปพระราชทานเลี้ยงแก่นักเรียน คณะครู บุคลากร และเจ้าหน้าที่ โรงเรียนวัดจันทรสโมสร เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร จำนวนรวม 303 คน เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569 เพื่อให้นักเรียน คณะครู บุคลากร และเจ้าหน้าที่ ได้รับประทานอาหารอิ่มอร่อย หลากหลาย และมีคุณค่า ตามหลักโภชนาการ อันจะส่งผลให้มีสุขอนามัยที่ดี มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง และมีสุขภาพจิตที่ดี สำหรับรายการอาหารในวันนี้ อาทิ ก๋วยเตี๋ยวต้มยำ ก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟ ข้าวมันไก่ต้มและไก่ทอด สเต็กปลาทอดและหมู นักเก็ต ขนมโตเกียว สตรอว์เบอร์รีโยเกิร์ต น้ำดื่ม และเครื่องดื่ม น้ำสมุนไพร จากโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา เป็นต้น

ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงรับเป็นพระราชภารกิจที่สำคัญในการดูแลพสกนิกรทุกหมู่เหล่าให้มีสุขภาพอนามัยที่สมบูรณ์แข็งแรง และมีโภชนาการ ที่ดี โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติต่อไป ในโอกาสนี้ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานอาหารแก่เด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาสรวมถึงเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในสถานศึกษา และสถานสงเคราะห์ต่างๆ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาวันคล้ายวันพระราชสมภพ วันคล้ายวันประสูติ และวันสำคัญต่างๆ มาโดยตลอด การได้รับพระราชทานพระมหากรุณาในครั้งนี้ นักเรียน คณะครู บุคลากร และเจ้าหน้าที่ของโรงเรียนวัดจันทรสโมสร ต่างปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

โรงเรียนวัดจันทรสโมสร ตั้งอยู่บนที่ดินของวัดจันทรสโมสร เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร มีพื้นที่ 1 ไร่ 2 งาน อยู่ในกำกับดูแลของสำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร ปัจจุบันทำการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลปีที่ 1 ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีนักเรียนรวมทุกระดับชั้น จำนวน 273 คน มีครูและบุคลากร จำนวน 30 คน โรงเรียนก่อตั้งขึ้นเมื่อพุทธศักราช 2475 รวมเปิดทำการสอนมาแล้ว 94 ปี จนถึงปัจจุบันโรงเรียนมีการพัฒนาการศึกษาอย่างเป็นระบบ ผ่านการประเมินคุณภาพตามมาตรฐานของโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร นักเรียนมีผลการเรียนผ่านตามมาตรฐานของสถานศึกษา ในระดับยอดเยี่ยม มีผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยระดับประเทศ 2 ปีซ้อน

ด้านกิจกรรมการพัฒนาผู้เรียน ประสบความสำเร็จด้านกีฬาเป็นอย่างดี ได้รับรางวัลชนะเลิศการแข่งขันฟุตซอลในหลายรายการ อาทิ รางวัลชนะเลิศอันดับที่ 1 (แชมป์ 3 สมัย) การแข่งขันฟุตซอลยุวชน กฟผ. โรงไฟฟ้าพระนครเหนือ ประจำปี 2568 รางวัลรองเท้าทองคําสำหรับผู้ทําประตูสูงสุด ในการแข่งขันฟุตซอลยุวชน กฟผ. โรงไฟฟ้าพระนครเหนือ ประจำปี 2568 รางวัลเหรียญทองชนะเลิศ การแข่งขันกีฬาฟุตซอลชาย รุ่นอายุ 12 ปี ในการแข่งขันกีฬานักเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร ครั้งที่ 36 “ช้างน้อยเกมส์” ประจำปี 2568 รวมถึงการแข่งขันบาสเกตบอล นอกจากนี้ โรงเรียนได้จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา และวันคล้ายวันประสูติของพระบรมวงศานุวงศ์มาโดยตลอด เพื่อให้นักเรียนได้มีส่วนร่วม ด้วยเป็นการปลูกฝังความรักชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ แก่เด็กนักเรียน เพื่อจะได้เติบโตเป็นพลเมืองที่ดี

แคนาดาตอกกลับทรัมป์ “รับไม่ได้” ปมขู่ขึ้นภาษี เหตุควันไฟป่าปกคลุมสหรัฐฯ

แคนาดาตอกกลับทรัมป์ "รับไม่ได้" ปมขู่ขึ้นภาษี เหตุควันไฟป่าปกคลุมสหรัฐฯ

19 ก.ค. 2569 12:32 น.

แคนาดาตอกกลับทรัมป์ “รับไม่ได้” ปมขู่ขึ้นภาษี เหตุควันไฟป่าปกคลุมสหรัฐฯ

ดัก ฟอร์ด มุขมนตรีรัฐออนแทรีโอของแคนาดา ตอบโต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หลังกล่าวโทษแคนาดาบริหารจัดการไฟป่าไร้ประสิทธิภาพ จนควันไฟปกคลุมหลายรัฐของสหรัฐฯ พร้อมขู่เพิ่มภาษีนำเข้าสินค้าแคนาดา เผยในอดีตแคนาดาเคยส่งเครื่องบินช่วยดับไฟป่าที่รัฐแคลิฟอร์เนีย ชี้ประเทศเพื่อนบ้านที่ดีควรช่วยเหลือกันไม่ใช่ข่มขู่

นายดัก ฟอร์ด มุขมนตรีรัฐออนแทรีโอ ประเทศแคนาดา แสดงความไม่พอใจต่อคำวิจารณ์ของประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่กล่าวโทษการบริหารจัดการไฟป่าของแคนาดาว่าไร้ประสิทธิภาพ จนทำให้ควันไฟปกคลุมพื้นที่กว้างในสหรัฐฯ พร้อมขู่ว่าจะนำต้นทุนความเสียหายจากมลพิษทางอากาศมาคำนวณรวมกับมาตรการภาษีนำเข้าสินค้าแคนาดา

ฟอร์ดกล่าวระหว่างการแถลงข่าวที่เมืองธันเดอร์เบย์ว่า คำกล่าวของฝ่ายบริหารสหรัฐฯ เป็นสิ่งที่ “ยอมรับไม่ได้โดยสิ้นเชิง” พร้อมระบุว่า หากเป็นสหรัฐฯ ที่ประสบภัยไฟป่าครั้งใหญ่ แคนาดาจะส่งกำลังและทรัพยากรเข้าไปช่วยเหลือโดยไม่ลังเล เพราะนั่นคือสิ่งที่ประเทศเพื่อนบ้านควรปฏิบัติต่อกัน เขายังกล่าวพาดพิงถึงเจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯ ว่า “มีความทรงจำสั้น” พร้อมย้ำว่า เมื่อปีที่ผ่านมา แคนาดาเคยส่งเครื่องบินทิ้งน้ำและเจ้าหน้าที่ไปช่วยดับไฟป่าในรัฐแคลิฟอร์เนีย 

สำนักงานบริการการบิน ไฟป่า และสถานการณ์ฉุกเฉินของออนแทรีโอ รายงานว่า ปัจจุบันมีไฟป่าที่ยังคงปะทุอยู่ถึง 191 จุดทางตอนเหนือของรัฐ โดยในจำนวนนี้มี 73 จุดที่ยัง “ไม่สามารถควบคุมได้” โดยไฟป่าจุดใหญ่ที่สุดมีพื้นที่ความเสียหายเฉพาะจุดเดียวสูงถึงเกือบ 319,000 เฮกตาร์ (ประมาณ 1.9 ล้านไร่) ขณะที่ภาพรวมทั้งรัฐมีพื้นที่ถูกเผาวอดไปแล้วกว่า 655,000 เฮกตาร์ (ราว 4.1 ล้านไร่) ท่ามกลางการระดมกำลังเจ้าหน้าที่ 155 ทีม และเครื่องบินทิ้งน้ำราว 80 ลำเข้าสกัดกั้น

รัฐบาลรัฐออนแทรีโอประกาศอพยพประชาชนจากชุมชนต่าง ๆ มากกว่า 12 แห่ง รวมถึงชุมชนชนพื้นเมืองนามัยกูซิซากากุน (Namaygoosisagagun) หรือที่รู้จักในชื่อ “ชุมชนคอลลินส์” ทางตะวันตกเฉียงเหนือของรัฐ ซึ่งถูกไฟเผาทำลายจนแทบไม่เหลือสิ่งปลูกสร้าง

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่า ควันไฟที่ลอยเข้าสหรัฐฯ เป็นผลจากการจัดการป่าไม้ของแคนาดาที่ไม่มีประสิทธิภาพ พร้อมระบุว่าจะพิจารณานำ “ต้นทุนมหาศาล” ที่สหรัฐฯ ต้องรับภาระจากมลพิษทางอากาศ มารวมกับมาตรการภาษีนำเข้าสินค้าแคนาดาที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรครีพับลิกันจากรัฐมิชิแกน 4 คน ยังส่งหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี มาร์ก คาร์นีย์  เรียกร้องให้รัฐบาลแคนาดาเร่งแก้ไขปัญหาไฟป่าอย่างจริงจัง

ฟอร์ดตอบโต้ว่า หากทรัมป์ต้องการให้แคนาดาตัดแต่งและจัดการป่าไม้มากขึ้น ก็ควรยกเลิกมาตรการเก็บภาษีนำเข้าไม้เนื้ออ่อน จากแคนาดา เพราะจะช่วยให้แคนาดาสามารถบริหารจัดการทรัพยากรป่าไม้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติแคนาดารายงานว่า มีการตรวจพบไฟป่าใหม่อีก 69 จุด ภายในคืนเดียว ทำให้จำนวนไฟป่าทั่วประเทศเพิ่มเป็น 955 จุด แม้พื้นที่ป่าที่ถูกไฟไหม้รวมประมาณ 28,500 ตารางกิโลเมตร จะยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา แต่กระแสลมได้พัดพาควันไฟข้ามพรมแดนลงสู่สหรัฐฯ ส่งผลให้หลายรัฐต้องประกาศเตือนคุณภาพอากาศและความเสี่ยงด้านสุขภาพ

สำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมสหรัฐฯ  รายงานว่า คุณภาพอากาศอยู่ในระดับ “ไม่ดีต่อสุขภาพ” ครอบคลุมพื้นที่ทางตอนใต้ของรัฐออนแทรีโอ รวมถึงรัฐโอไฮโอ เวสต์เวอร์จิเนีย เพนซิลเวเนีย นิวเจอร์ซีย์ เวอร์จิเนีย แมริแลนด์ เดลาแวร์ และกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ขณะที่บางพื้นที่ของรัฐเพนซิลเวเนีย รวมถึงเมืองพิตต์สเบิร์ก อยู่ในระดับ “ไม่ดีต่อสุขภาพอย่างมาก” 

อย่างไรก็ตาม หน่วยงานพยากรณ์อากาศ AccuWeather ระบุว่า ควันไฟจากแคนาดาจะส่งผลกระทบเพียงเล็กน้อยต่อการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบชิงชนะเลิศที่สนามสนามนิวนิวยอร์ก นิวเจอร์ซีย์ สเตเดียม ในวันที่ 19 ก.ค. นี้

ไมค์ แฮร์ริส รัฐมนตรีทรัพยากรธรรมชาติของรัฐออนแทรีโอ เปิดเผยว่า กิจกรรมของไฟป่าเริ่มชะลอตัวลงในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา และคาดว่าสภาพอากาศในอีกหลายวันข้างหน้าจะเอื้ออำนวยต่อการควบคุมเพลิงมากขึ้น โดยมีโอกาสเกิดฝนตกในหลายพื้นที่ ซึ่งอาจช่วยลดการลุกลามของไฟป่าได้

อย่างไรก็ตาม ผู้นำชนพื้นเมืองและฝ่ายค้านในรัฐออนแทรีโอยังคงวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลว่า จัดสรรงบประมาณและทรัพยากรสำหรับการป้องกันและรับมือไฟป่าไม่เพียงพอ พร้อมเรียกร้องให้มีการทบทวนมาตรการรับมือภัยพิบัติครั้งนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายรุนแรงเช่นเดิมในอนาคต.

ที่มา Reuters / CBC News

รัฐบาลทหารเมียนมาซุ่มรื้อ “รูปปั้นนายพลอองซาน” ทั่วประเทศ ชี้หวังลบเงา “อองซานซูจี”

รัฐบาลทหารเมียนมาซุ่มรื้อ "รูปปั้นนายพลอองซาน" ทั่วประเทศ ชี้หวังลบเงา "อองซานซูจี"

19 ก.ค. 2569 11:20 น.

รัฐบาลทหารเมียนมาซุ่มรื้อ “รูปปั้นนายพลอองซาน” ทั่วประเทศ ชี้หวังลบเงา “อองซานซูจี”

รูปปั้นของนายพลอองซาน วีรบุรุษผู้ก่อตั้งประเทศเมียนมา และบิดาของอองซาน ซูจี อดีตผู้นำรัฐบาลพลเรือนที่ถูกควบคุมตัว กำลังทยอยถูกรื้อถอนจากหลายพื้นที่ทั่วประเทศ หลังรัฐบาลทหารอ้างว่าเป็นการปรับปรุงรูปปั้นที่มีสัดส่วนไม่ถูกต้อง ขณะที่นักวิเคราะห์มองว่าเป็นความพยายามลดทอนอิทธิพลทางการเมืองและสัญลักษณ์ที่เชื่อมโยงกับซูจีและพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย

รูปปั้นของ พลเอกอองซาน วีรบุรุษผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็น “บิดาแห่งเอกราชเมียนมา” และเป็นบิดาของ อองซาน ซูจี  อดีตผู้นำรัฐบาลพลเรือนที่ถูกควบคุมตัวหลังการรัฐประหารเมื่อปี 2564 กำลังทยอยหายไปจากสวนสาธารณะและพื้นที่สาธารณะหลายแห่งทั่วประเทศ ท่ามกลางข้อถกเถียงถึงความหมายทางการเมืองของการรื้อถอนดังกล่าว

ผู้สื่อข่าวของสำนักข่าวเอเอฟพี รายงานว่า รูปปั้นขนาดใหญ่ของนายพลอองซานที่เคยตั้งตระหง่านอยู่ภายในสวนสาธารณะธูมินกาลา ในนครย่างกุ้งมานานเกือบ 10 ปี ได้ถูกรื้อถอนออกไปแล้ว โดยมีเพียงต้นหญ้าที่ถูกปลูกขึ้นมาทดแทนในบริเวณดังกล่าว เช่นเดียวกับผู้อยู่อาศัยในย่านสวนสาธารณะเมียะกานธา ในย่างกุ้ง และในเมืองมูโด่ง รัฐมอญ ทางตอนใต้ของประเทศ ที่ระบุว่ารูปปั้นของนายพลอองซานได้ถูกเจ้าหน้าที่เข้ารื้อถอนออกไปเมื่อช่วงปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาเช่นกัน โดยไม่มีชาวบ้านคนใดกล้าแสดงความไม่พอใจเนื่องจากกังวลเรื่องความปลอดภัย

รัฐบาลทหารภายใต้การนำของ พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย  ยอมรับว่าได้รื้อถอนรูปปั้นบางแห่งจริง แต่ระบุว่าเป็นเพียงรูปปั้นที่มี “สัดส่วนและรูปทรงไม่ถูกต้อง” และกำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบและบูรณะอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เหมาะสมกับเกียรติของบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์ และเพื่อให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาประวัติศาสตร์อย่างถูกต้อง

นายพลอองซานคือผู้นำกองทัพต่อสู้กับทั้งเจ้าอาณานิคมอังกฤษและกองทัพญี่ปุ่นเพื่อทวงคืนเอกราชให้เมียนมา ทว่าเขาถูกลอบสังหารเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 1947 เพียงไม่กี่เดือนก่อนที่ความฝันเรื่องเอกราชของประเทศจะประสบความสำเร็จ เขาจึงได้รับการยกย่องเป็นบิดาแห่งเมียนมาสมัยใหม่ และมีรูปปั้นตั้งอยู่ทั่วประเทศมานานหลายทศวรรษ

โม ธูซาร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเมียนมาวิเคราะห์ว่า ในช่วงที่พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ของนางอองซานซูจี บริหารประเทศระหว่างปี 2016-2020 พรรค NLD ได้เร่งสร้างรูปปั้นนายพลอองซานเพิ่มขึ้นจำนวนมาก รวมถึงการนำภาพใบหน้าของเขา กลับมาพิมพ์บนธนบัตรท้องถิ่นอีกครั้ง ซึ่งถือเป็นความพยายามที่จะฟื้นฟูมรดกทางประวัติศาสตร์และตอกย้ำความเชื่อมโยงในฐานะสายเลือด

แต่หลังจากที่พลเอก มิน ออง หลาย ก่อรัฐประหารยึดอำนาจในปี 2021 กองทัพเมียนมาได้พยายามทุกวิถีทางเพื่อทำให้พรรค NLD และตัวของนางอองซานซูจี “หมดความสำคัญทางการเมือง” การรื้อถอนรูปปั้นเหล่านี้จึงถูกมองว่าเป็นเป้าหมายในการลดทอนอิทธิพลทางสัญลักษณ์ของเธอ อย่างไรก็ตาม ชาวเมืองย่างกุ้งวัย 34 ปีรายหนึ่งให้ความเห็นว่า “พวกเขารื้อถอนรูปปั้นได้ แต่ไม่มีวันลบภาพของโบโจ๊ก (คำภาษาพม่าที่ใช้เรียกนายพลอองซาน) ออกจากความทรงจำของประชาชนได้ พวกเขามีทั้งอำนาจ อาวุธ และกองทัพ ไม่รู้ว่ายังจะกลัวอะไรอยู่อีก”

ด้าน นางไข่ ไข่ โซ  โฆษกหญิงของรัฐบาลทหารเมียนมา ออกมาชี้แจงหลังจากสื่อท้องถิ่นเริ่มรายงานข่าวนี้ โดยระบุว่า ทางการไม่ได้มีเจตนาทำลาย แต่กำลังดำเนินกระบวนการตรวจสอบและปรับปรุงอย่างเป็นระบบ เฉพาะรูปปั้นที่มี “สัดส่วนและรูปร่างที่ไม่ถูกต้อง” เท่านั้น

แถลงการณ์ระบุว่า จากการตรวจสอบรูปปั้นนายพลอองซานในเขตเมืองต่าง ๆ กว่า 100 แห่งตั้งแต่ปี 2016 พบว่าบางแห่งมีลักษณะที่ “ไม่สอดคล้องกับเกียรติยศของบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์” ทางการจึงต้องเข้าไปบำรุงรักษาอย่างเป็นระบบ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการแสดงความไม่เคารพต่อรูปปั้น และเพื่อให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาผืนแผ่นดินประวัติศาสตร์ของเมียนมาอย่างถูกต้องและเหมาะสม

มอร์แกน ไมเคิลส์ นักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญด้านเมียนมา จากสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการศึกษาเชิงยุทธศาสตร์ (IISS) ชี้ให้เห็นอีกแง่มุมหนึ่งว่า แม้นายพลอองซานจะเป็นวีรบุรุษของชาติ แต่ผู้นำกลุ่มชาติพันธุ์ส่วนใหญ่ไม่ได้มองเช่นนั้น เพราะเขามักถูกยกย่องโดยกลุ่มชนชั้นนำชาวพม่า ซึ่งเป็นชนกลุ่มใหญ่ของประเทศมากกว่า

ในยุคที่รัฐบาลซูจีเร่งสร้างรูปปั้นนายพลอองซานหรือนำชื่อของเขาไปตั้งเป็นชื่อสะพานและโครงสร้างพื้นฐาน ก็เคยเกิดความขัดแย้งและการประท้วงอย่างรุนแรงจากกลุ่มชาติพันธุ์ เช่น ชาวคะฉิ่น และชาวคะยา (กะเหรี่ยงแดง) มาแล้ว เนื่องจากพวกเขามีวีรบุรุษของตนเอง และมองว่าการยัดเยียดรูปปั้นนายพลอองซานเข้าไปในพื้นที่ของพวกเขา คือสัญลักษณ์ของการแผ่ขยายอำนาจและการปกครองโดยคนพม่า

สอดคล้องกับความเห็นของนักการเมืองจากกลุ่มชาติพันธุ์รายหนึ่งที่ไม่ประสงค์ออกนาม ซึ่งกล่าวว่า แม้จะยอมรับในคุณงามความดีของนายพลอองซานในการกู้เอกราช แต่พรรค NLD ในเวลานั้นก็สร้างรูปปั้นเหล่านี้ขึ้นมาเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองของพรรคตนเองเช่นกัน โดยเขาระบุทิ้งท้ายว่า “มันไม่มีความจำเป็นต้องเก็บรูปปั้นของเขาไว้มากมายขนาดนั้น ยุคสมัยของพวกเขามันจบลงแล้ว”.

ที่มา AFP

ตำรวจอินเดียบุกอุ้ม “โซนัม วังชุก” นักเคลื่อนไหวดังส่ง รพ. หลังอดอาหารประท้วง 21 วัน

ตำรวจอินเดียบุกอุ้ม "โซนัม วังชุก" นักเคลื่อนไหวดังส่ง รพ. หลังอดอาหารประท้วง 21 วัน

19 ก.ค. 2569 10:50 น.

ตำรวจอินเดียบุกอุ้ม “โซนัม วังชุก” นักเคลื่อนไหวดังส่ง รพ. หลังอดอาหารประท้วง 21 วัน

กองกำลังตำรวจและกำลังกึ่งทหารของอินเดียบุกเข้านำตัวนายโซนัม วังชุก นักเคลื่อนไหวและนักการศึกษาชื่อดัง เข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล โดยไม่เป็นไปตามความสมัครใจ หลังอาการทรุดจากการอดอาหารประท้วงต่อเนื่องนาน 21 วัน เพื่อเรียกร้องให้รัฐมนตรีศึกษาธิการลาออกจากกรณีข้อสอบรั่ว ขณะที่ผู้ชุมนุมยืนยันเดินหน้าชุมนุมและเคลื่อนขบวนสู่รัฐสภาตามกำหนด

เจ้าหน้าที่กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย นำตัวนายโซนัม วังชุก นักเคลื่อนไหวด้านสังคมและนักการศึกษาชื่อดัง วัย 59 ปี ส่งเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลซัฟดาร์จุง  เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (18 ก.ค.) แม้เจ้าตัวจะไม่ยินยอม หลังสุขภาพทรุดหนักจากการอดอาหารประท้วงต่อเนื่องเป็นวันที่ 21

วังชุกเริ่มอดอาหารตั้งแต่วันที่ 28 มิถุนายน เพื่อสนับสนุนการเคลื่อนไหวของกลุ่ม “พรรคประชาชนแมลงสาบ” (CJP) ซึ่งเริ่มต้นจากการรณรงค์เชิงเสียดสีบนสื่อสังคมออนไลน์ ก่อนขยายเป็นการชุมนุมเรียกร้องให้ ธรรมเมนทรา ประธาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการอินเดีย ลาออกจากตำแหน่ง หลังเกิดกรณีข้อสอบรั่วในการสอบคัดเลือกสำคัญเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อนักเรียนนักศึกษาหลายล้านคน พร้อมเรียกร้องให้มีการปฏิรูประบบการสอบของประเทศ

ภาพจากสื่อโทรทัศน์และคลิปวิดีโอในพื้นที่ชุมนุมบริเวณ จันตาร์ มันตาร์ แสดงให้เห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจและกึ่งทหารหลายสิบนายเข้าปิดล้อมเวทีชุมนุมในช่วงเช้าวันเสาร์ โดยใช้ผ้าสีขาวขนาดใหญ่กางเป็นฉากบังสายตา ก่อนเคลื่อนย้ายวังชุกขึ้นรถพยาบาล ท่ามกลางความพยายามของผู้ชุมนุมที่เข้าขัดขวางแต่ถูกผลักออกจากพื้นที่

กีตันจาลี อังโม  ภรรยาของวังชุก เปิดเผยผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า สามีของเธอถูกนำตัวเข้ารักษาในโรงพยาบาล พร้อมเรียกร้องไม่ให้แพทย์ให้ยา อาหาร หรือน้ำเกลือทางหลอดเลือดแก่เขา หากไม่ได้รับความยินยอมจากครอบครัวและทีมแพทย์ประจำตัวที่ติดตามอาการมาตลอดช่วงการอดอาหาร

ด้านโรงพยาบาลซัฟดาร์จุงระบุว่า นายวังชุกยังมีสติสัมปชัญญะดี แต่มีอาการอ่อนเพลียและขาดน้ำจากการอดอาหารเป็นเวลานาน โดยแพทย์แนะนำให้ให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดดำ ทว่าเจ้าตัวปฏิเสธการรักษาทุกรูปแบบ ทั้งการให้น้ำเกลือ สารละลายเกลือแร่ และยา พร้อมยืนยันว่าจะติดตามอาการอย่างใกล้ชิด

แพทย์ประจำตัวของวังชุกเปิดเผยว่า สิ่งที่น่ากังวลที่สุดในขณะนี้คือความเสี่ยงต่อภาวะ โพแทสเซียมในเลือดต่ำ ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต หากระดับโพแทสเซียมลดลงอย่างรุนแรง โดยจำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยการให้สารน้ำและแร่ธาตุทางหลอดเลือด

ด้านตำรวจนิวเดลีระบุว่า การเคลื่อนย้ายวังชุกเป็นไปตามคำสั่งของศาลสูงเดลี ซึ่งมีคำสั่งเมื่อวันพฤหัสบดีให้รัฐบาลติดตามอาการของนักเคลื่อนไหวรายนี้อย่างใกล้ชิด และดำเนินการรักษาทันทีหากมีความจำเป็น หลังมีผู้ยื่นคำร้องต่อศาลให้เจ้าหน้าที่เข้าแทรกแซงเพื่อป้องกันอันตรายต่อชีวิตของเขา

ก่อนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล วังชุกยืนยันว่าจะไม่ยุติการอดอาหาร และยังตั้งใจเข้าร่วมการเดินขบวนไปยังรัฐสภาอินเดียในวันที่ 20 กรกฎาคม ซึ่งเป็นวันเปิดประชุมสภาสมัยมรสุม โดยกล่าวกับผู้ชุมนุมว่า “ร่างกายของผมอ่อนแอลง แต่จิตใจยังเข้มแข็ง” พร้อมกล่าวติดตลกว่า หากเสียชีวิตก่อนวันเดินขบวน “วิญญาณของผมก็จะร่วมเดินไปกับทุกคน”

ภายหลังการนำตัววังชุกออกจากพื้นที่ นายอภิจิต ดิปเก ผู้ก่อตั้ง CJP ได้เริ่มอดอาหารประท้วงแทน พร้อมยืนยันว่าการเคลื่อนขบวนไปยังรัฐสภาจะยังคงดำเนินต่อไปตามกำหนด และประกาศยกระดับข้อเรียกร้องจากเดิมที่ให้รัฐมนตรีศึกษาธิการลาออก เป็นการเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี ลาออกจากตำแหน่งด้วย

เหตุการณ์ดังกล่าวได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากพรรคฝ่ายค้านหลายพรรค ซึ่งระบุว่าเป็นการใช้กำลังของรัฐที่น่าตกใจและเป็นการบ่อนทำลายหลักการประชาธิปไตย ขณะที่ผู้นำภาคประชาสังคมและฝ่ายค้านต่างเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดการเจรจากับผู้ชุมนุม

วังชุกเป็นนักการศึกษาและนักเคลื่อนไหวจากแคว้นลาดักห์ ผู้มีชื่อเสียงจากการผลักดันนวัตกรรมด้านการศึกษาและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม รวมทั้งเป็นแรงบันดาลใจให้กับภาพยนตร์อินเดียชื่อดัง 3 Idiots เขาเคยถูกควบคุมตัวนานประมาณ 6 เดือนจากการชุมนุมประท้วงในลาดักห์เมื่อปีที่ผ่านมา ก่อนจะได้รับการปล่อยตัวเมื่อเดือนมีนาคมปีนี้ โดยตลอดมาเขาปฏิเสธข้อกล่าวหาของรัฐบาล และยืนยันว่าการเคลื่อนไหวทั้งหมดเป็นไปอย่างสันติและมีเป้าหมายเพื่อผลักดันการปฏิรูปนโยบายสาธารณะ.

ที่มา BBC / Reuters

สหรัฐฯ รวบ “แอนดรูว์-ทริสตัน เทต” สองพี่น้องอินฟลูฯ ดัง จ่อส่งผู้ร้ายข้ามแดนคดีข่มขืน-ค้ามนุษย์

สหรัฐฯ รวบ "แอนดรูว์-ทริสตัน เทต" สองพี่น้องอินฟลูฯ ดัง จ่อส่งผู้ร้ายข้ามแดนคดีข่มขืน-ค้ามนุษย์

19 ก.ค. 2569 10:18 น.

สหรัฐฯ รวบ “แอนดรูว์-ทริสตัน เทต” สองพี่น้องอินฟลูฯ ดัง จ่อส่งผู้ร้ายข้ามแดนคดีข่มขืน-ค้ามนุษย์

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ จับกุม แอนดรูว์ เทต และ ทริสตัน เทต สองพี่น้องอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังในเมืองไมอามี ตามหมายจับเพื่อดำเนินกระบวนการส่งผู้ร้ายข้ามแดนไปยังสหราชอาณาจักร หลังอัยการอังกฤษตั้งข้อหาข่มขืน ค้ามนุษย์ และความผิดทางเพศรวม 38 กระทง ขณะที่ทั้งคู่ยังคงปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา

สำนักงานตำรวจศาลสหรัฐฯ เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ได้จับกุม แอนดรูว์ เทต วัย 39 ปี และ ทริสตัน เทต วัย 38 ปี อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังที่มีทั้งสัญชาติสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร ในเมืองไมอามี รัฐฟลอริดา เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ตามหมายจับที่ถูกปิดเป็นความลับ เพื่อดำเนินกระบวนการส่งผู้ร้ายข้ามแดนตามคำร้องของทางการอังกฤษ

การจับกุมครั้งนี้เกิดขึ้นหลังสำนักงานอัยการแห่งสหราชอาณาจักรประกาศขอส่งตัวสองพี่น้องกลับไปดำเนินคดีในอังกฤษ จากข้อกล่าวหาว่าร่วมกันข่มขืนและค้ามนุษย์หญิงหลายราย ระหว่างปี  2010-2017

ในแถลงการณ์ล่าสุด สำนักงานอัยการอังกฤษระบุว่า นอกจากข้อกล่าวหาที่เปิดเผยไปก่อนหน้านี้ในปี 2025 ซึ่งเกี่ยวข้องกับเหยื่อ 3 รายแล้ว ยังได้แจ้งข้อหาเพิ่มเติมรวม 38 กระทง ที่เกี่ยวข้องกับผู้เสียหายอีก 4 ราย เจ้าหน้าที่ระบุว่า ทั้งแอนดรูว์และทริสตันถูกตั้งข้อหาข่มขืนและค้ามนุษย์ ขณะที่แอนดรูว์ยังถูกตั้งข้อหาเพิ่มเติม ได้แก่ การแสวงหาประโยชน์จากการค้าประเวณี รวมถึงความผิดอีก 19 กระทงที่เกี่ยวข้องกับสื่อลามกอนาจารเด็กและสื่อลามกอนาจารรุนแรง

สองพี่น้องเทตได้ย้ายไปพำนักที่ประเทศโรมาเนียในปี 2016 และถูกจับกุมตัวที่นั่นในปี 2022 ในข้อหาล่อลวงผู้หญิงมาล่วงละเมิดทางเพศ อย่างไรก็ตาม คดีดังกล่าวในโรมาเนียยังไม่สามารถเข้าสู่การพิจารณาของศาลได้ เนื่องจากปัญหาทางกฎหมายและกระบวนการพิจารณาคดี จนกระทั่งเมื่อปีที่ผ่านมา พวกเขาได้รับอนุญาตให้เดินทางออกจากโรมาเนีย และได้นั่งเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวมายังรัฐฟลอริดา สหรัฐฯ ก่อนจะถูกจับกุมในที่สุด 

เมื่อปีที่ผ่านมา ศาลโรมาเนียอนุญาตให้ทั้งคู่เดินทางออกนอกประเทศ และทั้งสองได้เดินทางมายังรัฐฟลอริดาด้วยเครื่องบินส่วนตัว แหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องระบุว่า ทั้งคู่มีกำหนดขึ้นศาลรัฐบาลกลางในเมืองไมอามีช่วงต้นสัปดาห์หน้า เพื่อเริ่มกระบวนการทางกฎหมายเกี่ยวกับการส่งผู้ร้ายข้ามแดน

ด้านโจเซฟ แม็กไบรด์ ทนายความของสองพี่น้อง เปิดเผยว่า ยังไม่สามารถติดต่อพูดคุยกับลูกความได้ แต่ยืนยันว่าข้อกล่าวหาจากสหราชอาณาจักรเป็นการใส่ร้ายและมีเป้าหมายเพื่อขัดขวางคดีหมิ่นประมาทที่ทั้งคู่ยื่นฟ้องในสหรัฐฯ พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่าศาลจะยกฟ้องเมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงทั้งหมด

แอนดรูว์ เทต อายุ 39 ปี เริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้างจากการเข้าร่วมรายการเรียลลิตีโชว์ชื่อดัง “Big Brother” ของอังกฤษในปี 2016 ก่อนจะถูกขับออกจากรายการหลังจากมีคลิปวิดีโอหลุดเผยแพร่ภาพที่เขาทำร้ายร่างกายผู้หญิง

ต่อมาเขาสร้างชื่อเสียงผ่านสื่อสังคมออนไลน์จากการเผยแพร่เนื้อหาเกี่ยวกับความมั่งคั่ง ความเป็นชาย และแนวคิดที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการดูหมิ่นผู้หญิง โดยมีผู้ติดตามบนแพลตฟอร์ม X มากกว่า 10 ล้านบัญชี แม้ว่าจะถูกระงับบัญชีจาก YouTube, TikTok และ Instagram เนื่องจากละเมิดนโยบายเกี่ยวกับวาจาสร้างความเกลียดชังก็ตาม

ตลอดที่ผ่านมา สองพี่น้องเทตปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการข่มขืน การค้ามนุษย์ และการใช้ความรุนแรงต่อผู้หญิง โดยยืนยันว่าคำพูดหลายประโยคที่ถูกวิจารณ์นั้นถูกนำเสนอโดยตัดออกจากบริบท หรือเป็นเพียงการพูดในเชิงล้อเล่น

ด้าน คารีนา โธมัส ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจเบดฟอร์ดเชียร์ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบการสอบสวนคดี กล่าวว่า ตำรวจจะเดินหน้าดำเนินคดีอย่างเต็มที่ พร้อมย้ำว่า “ไม่มีที่ยืนสำหรับความรุนแรงของผู้ชายต่อผู้หญิงและเด็กผู้หญิง” และจะยังคงให้ความสำคัญกับการคุ้มครองผู้เสียหายและการสืบสวนข้อร้องเรียนทุกกรณี.

ไฟไหม้ครั้งประวัติศาสตร์นอร์เวย์ เผาวอดบ้านกว่า 100 หลัง

ไฟไหม้ครั้งประวัติศาสตร์นอร์เวย์ เผาวอดบ้านกว่า 100 หลัง

19 ก.ค. 2569 09:36 น.

ไฟไหม้ครั้งประวัติศาสตร์นอร์เวย์ เผาวอดบ้านกว่า 100 หลัง

เกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของนอร์เวย์ โดยไฟได้โหมไหม้ย่านที่พักอาศัยในเมืองดรัมเมน ทางตอนใต้ของประเทศ ส่งผลให้บ้านเรือนมากกว่า 100 หลังถูกเผาวอด และต้องอพยพประชาชนกว่า 400 คน

เจ้าหน้าที่ตำรวจนอร์เวย์เปิดเผยว่า เหตุเพลิงไหม้ครั้งนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (17 ก.ค.) เวลาประมาณ 15.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยจุดเกิดเหตุอยู่บริเวณทาวน์เฮาส์แห่งหนึ่งชานเมืองดรัมเมน  ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากกรุงออสโลไปทางตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 34 กิโลเมตร

เนื่องจากในพื้นที่มีกระแสลมพัดแรง ประกอบกับสภาพอากาศที่แห้งแล้งจัดอย่างผิดปกติ ส่งผลให้เปลวไฟลุกลามอย่างรวดเร็วจากทาวน์เฮาส์แถวแรก ขยายวงกว้างไปยังบ้านเรือนข้างเคียงในกลุ่มชุมชน ก่อนจะลามเข้าสู่ผืนป่าที่อยู่โดยรอบ

ปฏิบัติการดับเพลิงและสภาพความเสียหายสำนักงานป้องกันภัยพลเรือนแห่งนอร์เวย์ ระบุว่า นี่คือเหตุเพลิงไหม้ย่านที่พักอาศัยครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของประเทศ ขณะที่สื่อท้องถิ่นต่างรายงานตรงกันว่า เป็นภัยพิบัติทางอัคคีภัยที่รุนแรงที่สุดของกลุ่มประเทศนอร์ดิกในรอบกว่า 1 ศตวรรษ

สถานีโทรทัศน์สาธารณะ NRK รายงานว่า เจ้าหน้าที่ต้องระดมกำลังนักผจญเพลิงจากหลายเขตพื้นที่เพื่อทำงานแข่งกับเวลาตลอดทั้งคืน รวมถึงมีการส่งเฮลิคอปเตอร์สำหรับดับไฟป่าหลายลำเข้าสนับสนุนปฏิบัติการ

หนังสือพิมพ์ Aftenposten รายงานความคืบหน้าล่าสุดในช่วงเที่ยงวันเสาร์ โดยอ้างอิงข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ว่า สถานการณ์เพลิงไหม้ในส่วนของย่านที่พักอาศัยไม่มีความเสี่ยงที่จะขยายวงกว้างเพิ่มเติมแล้ว อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถควบคุมเพลิงในส่วนของพื้นที่ป่าไม้ได้ทั้งหมด

ด้านหนังสือพิมพ์ Dagbladet บรรยายถึงภาพความเสียหายในพื้นที่เกิดเหตุว่า “มีสภาพไม่ต่างจากสมรภูมิรบ” โดยหลงเหลือเพียงซากรถยนต์ที่ถูกไฟคลอกและเศษซากปรักหักพังของบ้านเรือนที่ถูกเผาจนดำเป็นตอตะโก

ยอดผู้ได้รับผลกระทบและการช่วยเหลือรายงานระบุว่า มีประชาชนมากกว่า 400 คนต้องอพยพไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราว เบื้องต้นตำรวจยืนยันว่าไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตหรือผู้สูญหาย มีเพียงนักผจญเพลิงได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย 1 นาย และมีประชาชนจำนวนหนึ่งต้องเข้ารับการรักษาอาการจากการสูดดมควันไฟ

ปฏิกิริยาจากผู้นำประเทศนายกรัฐมนตรี โยนาส การ์ สเตอเรอ ได้แสดงความเสียใจต่อผู้ที่ต้องสูญเสียบ้านเรือนจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ โดยระบุข้อความผ่านโซเชียลมีเดียว่า “เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสร้างความสะเทือนใจเป็นอย่างยิ่ง ขอส่งกำลังใจและความห่วงใยไปยังเจ้าหน้าที่ดับเพลิง ทีมกู้ภัย รวมถึงอาสาสมัครทุกคนที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อย่างยากลำบาก และทำทุกวิถีทางเพื่อสกัดกั้นไม่ให้เพลิงลุกลามไปมากกว่านี้”

สภาพอากาศที่ผิดปกติและสาเหตุสำหรับสาเหตุของการเกิดเพลิงไหม้ในทาวน์เฮาส์ต้นเพลิงนั้น ปัจจุบันยังอยู่ระหว่างการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ อย่างไรก็ตาม ทางการยอมรับว่าสภาพอากาศที่แห้งแล้งจัดเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ไฟลุกลามอย่างรวดเร็ว ซึ่งถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก เนื่องจากโดยปกติแล้ว นอร์เวย์มักจะมีสภาพอากาศที่เย็นสบายในช่วงเดือนกรกฎาคม โดยมีอุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ยเพียง 13 ถึง 18 องศาเซลเซียสเท่านั้น.

ที่มา Associated Press / NRK

ดับทะลุ 5,000 ศพ เหยื่อแผ่นดินไหวเวเนซุเอลา IMF อนุมัติเงินช่วยเหลือ

ดับทะลุ 5,000 ศพ เหยื่อแผ่นดินไหวเวเนซุเอลา IMF อนุมัติเงินช่วยเหลือ

19 ก.ค. 2569 06:36 น.

ดับทะลุ 5,000 ศพ เหยื่อแผ่นดินไหวเวเนซุเอลา IMF อนุมัติเงินช่วยเหลือ

จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหว 2 ครั้งซ้อนในเวเนซุเอลา เพิ่มขึ้นจนเกินกว่า 5,000 ศพแล้ว ขณะที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศอนุมัติมอบเงินช่วยเหลือฉุกเฉินให้จำนวน 346 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 18 ก.ค. 2569 ว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวรุนแรง 2 ครั้งซ้อนบริเวณชายฝั่งแคริบเบียนของประเทศเวเนซุเอลา ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นจนมากกว่า 5,000 ศพแล้ว ในขณะที่เจ้าหน้าที่ยังคงเดินหน้ากู้ร่างผู้เสียชีวิตออกจากใต้ซากปรักหักพังอย่างต่อเนื่อง

นายฮอร์เก โรดริเกซ ประธานสมัชชาแห่งชาติ แถลงเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (ตามเวลาท้องถิ่น) ว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวดังกล่าวอยู่ที่ 5,069 ศพ โดยส่วนใหญ่อยู่ในรัฐลาไกวรา ซึ่งได้รับความเสียหายหนักที่สุด นอกจากนี้ยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 16,740 ราย อย่างไรก็ดี ผู้บาดเจ็บส่วนใหญ่ออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว

จำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากทีมกู้ภัยสามารถเคลียร์ซากอาคารที่พังถล่ม และเข้าถึงพื้นที่ที่เคยเข้าถึงได้ยากในช่วงเวลาที่เกิดความโกลาหลหลังภัยพิบัติ

ทั้งนี้ เหตุแผ่นดินไหวขนาด 7.2 และ 7.5 ซึ่งเกิดขึ้นห่างกันเพียงไม่ถึงหนึ่งนาทีเมื่อวันที่ 24 มิ.ย. สร้างความเสียหายอย่างย่อยยับให้กับรัฐลาไกวรา ซึ่งอยู่บริเวณชายฝั่งทางตอนเหนือของกรุงการากัส และเป็นที่ตั้งของท่าอากาศยานนานาชาติหลัก ท่าเรือขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ และอาคารอพาร์ตเมนต์หลายร้อยแห่ง 

ทางการเวเนซุเอลาเปิดเผยว่า นับตั้งแต่เกิดแผ่นดินไหวดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตรวจพบอาฟเตอร์ช็อกได้มากกว่า 1,300 ครั้ง และปัจจุบันยังมีประชาชนอีกประมาณ 20,000 คนที่ต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่น โดยหลายคนต้องอาศัยอยู่ในศูนย์พักพิงที่แออัดยัดเยียด และขาดแคลนระบบสุขาภิบาลรวมถึงน้ำสะอาด

อีกด้านหนึ่ง เดลซี โรดริเกซ รักษาการประธานาธิบดีเวเนซุเอลาเปิดเผยว่า กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) อนุมัติเงินช่วยเหลือฉุกเฉินให้แก่เวเนซุเอลาจำนวน 346 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

นางคริสตินา จอร์เจียวา กรรมการผู้จัดการ IMF ยืนยันว่า เงินจำนวนดังกล่าวถูกดึงออกมาจากส่วนแบ่งทุนสำรอง (Reserve Tranche) ของเวเนซุเอลาที่ฝากไว้กับกองทุน เพื่อนำไปใช้ตอบสนองความต้องการด้านมนุษยธรรมเร่งด่วน

อนึ่ง IMF และธนาคารโลกเพิ่งจะฟื้นฟูความสัมพันธ์กับเวเนซุเอลาเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา หลังจากที่สหรัฐฯ ได้ใช้กำลังขับไล่อดีตประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ออกจากอำนาจในเดือนกราคม หลังจากตัดความสัมพันธ์ไปตั้งแต่ปี 2562 เนื่องจากไม่ยอมรับรัฐบาลมาดูโร

ขณะเดียวกัน กระแสความโกรธแค้นของสาธารณชนต่อการรับมือเหตุแผ่นดินไหวของรัฐบาลยังคงทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ โดยผู้รอดชีวิตและกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์ต่างโจมตีเจ้าหน้าที่ว่าตอบสนองล่าช้าเกินไป ในขณะที่มีประชาชนจำนวนมากยังคงติดอยู่ใต้ซากอาคารที่พังถล่ม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : aljazeera

กองทัพสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่านรอบใหม่ หลังเผยข่าวทหารเสียชีวิต

กองทัพสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่านรอบใหม่ หลังเผยข่าวทหารเสียชีวิต

19 ก.ค. 2569 06:05 น.

กองทัพสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่านรอบใหม่ หลังเผยข่าวทหารเสียชีวิต

กองทัพสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่านรอบใหม่ในคืนวันเสาร์ หลังจากเปิดเผยข่าวการเสียชีวิตของทหาร 2 นาย จากการโจมตีของอิหร่านในประเทศจอร์แดน โดยระบุว่าการโจมตีนี้เป็นการลงโทษกองทัพอิหร่าน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กองทัพสหรัฐฯ เปิดเผยเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (18 ก.ค.) ว่า ได้เปิดฉากโจมตีทางอากาศเข้าใส่อิหร่านระลอกใหม่แล้ว เพื่อลงโทษกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่านอย่างรวดเร็ว ต่อกรณีการโจมตีในจอร์แดน ซึ่งทำให้ทหารอเมริกันเสียชีวิต 2 นาย สูญหายอีก 1 นาย และบาดเจ็บจนต้องเข้าโรงพยาบาลอีก 4 นาย

กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ระบุว่า การโจมตีครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อบั่นทอนขีดความสามารถของอิหร่าน ในการขัดขวางการเดินเรือของเรือสินค้าต่างๆ ที่ต้องการผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

รายงานความสูญเสียล่าสุด ทำให้จำนวนเจ้าหน้าที่กองทัพสหรัฐฯ ที่เสียชีวิตนับตั้งแต่สงครามกับอิหร่านเริ่มขึ้นเมื่อ 28 ก.พ. เพิ่มขึ้นเป็น 16 นายแล้ว และได้รับบาดเจ็บอีกกว่า 430 นาย

ทั้งนี้ เซนต์คอม (CENTCOM) โพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า “เมื่อวันที่ 17 ก.ค. เจ้าหน้าที่กองทัพสหรัฐฯ 2 นายในจอร์แดน เสียชีวิตในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ ขณะที่กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ และกองกำลังพันธมิตรร่วมกันป้องกันการโจมตีด้วยขีปนาวุธทิ้งตัวและโดรนจากอิหร่าน นอกจากนี้ ปัจจุบันยังมีเจ้าหน้าที่ทหารอีก 1 นายที่ยังคงสูญหายในระหว่างปฏิบัติหน้าที่”

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ก่อนเกิดการโจมตีในจอร์แดน โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านออกมาเตือนถึง “บทเรียนที่ยากจะลืมเลือน” หากสหรัฐฯ ยังคงเดินหน้าโจมตีสาธารณรัฐอิสลามแห่งนี้ต่อไป

ถ้อยแถลงดังกล่าวซึ่งถูกนำมาอ่านออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ของรัฐบาล ระบุด้วยว่า ลายเซ็นของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ นั้น “ไร้ค่าและไม่มีผลบังคับใช้” ขณะที่ตัวแทนเจรจาของอิหร่านกล่าวว่า รัฐบาลเตหะรานกำลังระงับข้อผูกพันภายใต้ข้อตกลงชั่วคราวที่ได้ลงนามไปเมื่อราวหนึ่งเดือนก่อน

ประกาศของเตหะรานในครั้งนี้ได้สะบั้นสายสัมพันธ์อันเปราะบางอีกเส้นหนึ่งลง ในขณะที่สงครามยังคงไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุดลง ในตอนนี้คาเมเนอีได้เตือนถึง “บทเรียน” ที่ไม่เพียงแต่มาจากอิหร่านเท่านั้น แต่ยังรวมถึงกลุ่มตัวแทนติดอาวุธในภูมิภาค โดยเรียกพวกเขาว่าเป็น อักษะแห่งการต่อต้าน

ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ได้ออกประกาศเตือนภัยการเดินทางทั่วโลกเนื่องจากความตึงเครียดที่ทวีความรุนแรงขึ้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ประธานาธิบดีฮังการียอมลงจากตำแหน่ง หลังสภามีมติให้พ้นจากหน้าที่

ประธานาธิบดีฮังการียอมลงจากตำแหน่ง หลังสภามีมติให้พ้นจากหน้าที่

19 ก.ค. 2569 04:06 น.

ประธานาธิบดีฮังการียอมลงจากตำแหน่ง หลังสภามีมติให้พ้นจากหน้าที่

ประธานาธิบดีฮังการียอมลงจากตำแหน่งแล้ว หลังรัฐสภาผ่านกฎหมายใหม่เพื่อยุติการดำรงตำแหน่งของเขา หลังจากหลายฝ่ายมองว่า ประธานาธิบดีผู้นี้เป็นเพียงหุ่นเชิดของอดีตนายกฯ วิกตอร์ ออร์บาน

เมื่อวันเสาร์ที่ 18 ก.ค. 2569 นายทามาส ซูลย็อก (Tamás Sulyok) ประธานาธิบดีฮังการี ตกลงที่จะก้าวลงจากตำแหน่งแล้ว โดยได้ลงนามในร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของประเทศ ซึ่งจะส่งผลให้วาระการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของเขาสิ้นสุดลงในเวลาเที่ยงคืนของวันอาทิตย์นี้

พรรคทิสซา (Tisza) ของนายกรัฐมนตรี เปแตร์ มอจยอร์ (Péter Magyar) ใช้เสียงข้างมากผลักดันการเปลี่ยนผ่านกฎหมายดังกล่าวผ่านรัฐสภาอย่างรวดเร็วเพื่อขับไล่นายซูลย็อก ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าเป็นผู้จงรักภักดีของอดีตนายกรัฐมนตรีวิกตอร์ ออร์บาน ซึ่งแพ้เลือกตั้งเมื่อเดือนเมษายน หลังจากปกครองประเทศมานาน 16 ปี

นายซูลย็อกมีเวลา 5 วันในการลงนามในร่างแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าว มิฉะนั้นอาจต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ทางรัฐธรรมนูญที่ยืดเยื้อและกระบวนการฟ้องร้องถอดถอนออกจากตำแหน่ง หรืออิมพีชเมนต์

ซึ่งในที่สุด นายซูลย็อกก็ออกมายืนยันว่าเขาจะยอมรับการเปลี่ยนแปลงกฎหมายดังกล่าว เมื่อเส้นตายผ่านพ้นไปในเย็นวันเสาร์ แต่ในแถลงการณ์ของเขายังไม่วายกล่าวหารัฐบาลของนายมอจยอร์ว่า ละเมิดหลักนิติธรรม

ซูลย็อกระบุว่า การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญครั้งนี้ถือเป็น “จุดแตกหักในระบอบประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญของฮังการี” และระบุว่า “ค่านิยมหลักของสังคมเสรี… ถูกเหยียบย่ำทำลายเพียงเพื่อผลประโยชน์และอำนาจทางการเมือง”

เหตุการณ์นี้นับเป็นความเคลื่อนไหวล่าสุดของรัฐบาลพรรคทิสซา ซึ่งมองว่าซูลย็อกเป็นเพียงหุ่นเชิดของรัฐบาลชุดก่อน และกดดันให้เขาลาออกมาตลอด โดยรัฐบาลชุดนี้ได้เดินหน้าเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญครั้งใหญ่หลายประการนับตั้งแต่ชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายในเดือนเมษายน

ด้านนายออร์บานประณามการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ว่าเป็นพฤติกรรมเผด็จการ และเรียกร้องให้ประชาชนออกมาประท้วง

ทั้งนี้ นายออร์บานบริหารประเทศฮังการีตั้งแต่ปี 2556 ถึง 2569 โดยพรรคฟิเดสซ์ (Fidesz) ของเขาปรับเปลี่ยนโครงสร้างรัฐฮังการีตามความต้องการของตนเอง และส่งคนสนิทของพรรคเข้าดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระต่าง ๆ ของรัฐ โดยอาศัยเสียงข้างมาก 2 ใน 3 ของพรรค

อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่การเลือกตั้งเมื่อเดือนเมษายน พรรคฟิเดสซ์ตกต่ำลงอย่างต่อเนื่อง โดยพรรคยังคงระส่ำระสายจากความพ่ายแพ้ และตัวนายออร์บานเองก็แทบไม่ปรากฏตัวต่อสาธารณะเลย และปฏิเสธที่จะเข้ารับตำแหน่งในรัฐสภาด้วย

ด้านนายอันตราส บอคอ (András Baka) อดีตประธานศาลฎีกาของฮังการี ออกมาแสดงความเห็นด้วยกับการปลดนายซูลย็อก พร้อมเสริมว่า ฮังการีเคยปกครองด้วยหลักนิติธรรมตั้งแต่ปี 2532 จนถึงปี 2553 แต่หลังจากนั้น พรรคฟิเดสซ์ได้เข้าแทรกแซงสถาบันต่าง ๆ ของรัฐและสร้างรัฐเผด็จการขึ้นมา

“และในตอนนี้ มันเป็นเรื่องยากมากที่จะทลายระบอบเผด็จการที่มีความซับซ้อน… ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อให้มีชีวิตรอดต่อไปได้ แม้ว่าจะพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งก็ตาม” นายบอคอกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc