ข่าวดีรับ Pride Month ยาฮอร์โมนข้ามเพศ สิทธิบัตรทอง พร้อมบริการเดือนนี้

ข่าวดีรับ Pride Month ยาฮอร์โมนข้ามเพศ สิทธิบัตรทอง พร้อมบริการเดือนนี้

ข่าวดีรับ Pride Month ยาฮอร์โมนข้ามเพศ สิทธิบัตรทอง พร้อมบริการเดือนนี้

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.10 น.

ข่าวดีรับ Pride Month ยาฮอร์โมนข้ามเพศ สิทธิบัตรทอง จัดซื้อแล้ว พร้อมบริการภายในเดือนมิถุนายนนี้

7 มิถุนายน 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าดูแลสุขภาพประชาชนทุกกลุ่มอย่างครอบคลุม เตรียมเปิดสิทธิประโยชน์ “ฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพ” เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของคนข้ามเพศ และดึงกลุ่มผู้รับบริการเข้าสู่ระบบสุขภาพอย่างปลอดภัย ครอบคลุมทั้งยาฮอร์โมน การตรวจแล็บ ดูแล Transgender ให้สุขภาพดีแบบองค์รวม คาดเร็วสุดเริ่มกระจายยาได้ไม่เกิน 10 มิถุนายน 2569 ไปยังหน่วยบริการรวม 50 แห่ง

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ปัจจุบัน ชุดบริการสำหรับการข้ามเพศ ได้ถูกบรรจุไว้ในสิทธิประโยชน์ในสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สิทธิบัตรทอง) และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้ดำเนินการจัดซื้อยาฮอร์โมนแล้ว ซึ่งยา “ฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพ” ทั้ง 8 รายการ ถูกแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ประกอบด้วย 1.กลุ่มยาฮอร์โมนเพศหญิง ทั้งชนิดเม็ดและชนิดทา 2.กลุ่มยาฮอร์โมนเพศชาย ชนิดฉีด 3.กลุ่มยาบล็อกฮอร์โมนเพศชาย ชนิดเม็ด และ 4.กลุ่มยาฉีดกดฮอร์โมนส่วนกลาง นอกจากสิทธิประโยชน์บริการฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพแล้ว ยังให้การครอบคลุมไปถึงการตรวจสุขภาพ การให้คำแนะนำสุขภาพจิต  การตรวจทางห้องปฏิบัติการ ตั้งแต่การตรวจสุขภาพทั่วไป ระดับฮอร์โมน การทำงานของตับ การทำงานของไต และระบบเผาผลาญของร่างกาย เป็นต้น

นางสาวพลอยทะเล กล่าวต่อว่า สำหรับหน่วยบริการทั้งหมด ทั้งคลินิกเอกชนของภาคประชาสังคม ศูนย์บริการสาธารณสุข (ศบส.) ของกรุงเทพมหานคร และโรงพยาบาลรัฐบาลบางแห่ง ขอให้ติดตามการประชาสัมพันธ์ของ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และจากหน่วยงานราชการทึ่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม การให้ยาฮอร์โมนมีผลข้างเคียงต่อสภาพร่างกาย และจิตใจในภาพรวม จนอาจเป็นปัญหาสุขภาพในอนาคตได้ ก่อนได้รับฮอร์โมน จะต้องได้รับคำปรึกษาอย่างรอบด้าน และได้รับการดูแลต่อเนื่องโดยผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น

รัฐบาลผนึก 3 กระทรวง ยกระดับทุนมนุษย์ไทยทุกช่วงวัย

รัฐบาลผนึก 3 กระทรวง ยกระดับทุนมนุษย์ไทยทุกช่วงวัย

รัฐบาลผนึก 3 กระทรวง ยกระดับทุนมนุษย์ไทยทุกช่วงวัย

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 07.31 น.

รัฐบาลผนึก 3 กระทรวง ยกระดับทุนมนุษย์ไทยทุกช่วงวัย “พลพีร์”ขับเคลื่อนนโยบายถึงชุมชน เดินหน้าไทยช่วยไทย-ลดค่าครองชีพ-สร้างโอกาสอย่างทั่วถึง

7 มิถุนายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนตลอดช่วงชีวิต ควบคู่กับการสร้างโอกาส ลดความเหลื่อมล้ำ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกมิติ โดยมุ่งบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐเพื่อให้การช่วยเหลือและการเข้าถึงสิทธิของประชาชนเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมในระดับพื้นที่

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มอบแนวทางการบูรณาการขับเคลื่อนการยกระดับทุนมนุษย์และการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ณ จังหวัดนครราชสีมา โดยเน้นการใช้กลไกการบริหารราชการส่วนภูมิภาคและท้องถิ่น ตั้งแต่ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน เป็นกำลังสำคัญในการนำนโยบายรัฐบาลไปสู่การปฏิบัติ เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุดอย่างทั่วถึง

นายพลพี ร์ได้เน้นย้ำการขับเคลื่อน “โครงการไทยช่วยไทย” ซึ่งเป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล โดยมุ่งอำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสิทธิและยืนยันตัวตนได้อย่างครอบคลุม ผ่านการบูรณาการร่วมกับธนาคารกรุงไทย นำรถโมบายเคลื่อนที่ออกให้บริการถึงพื้นที่ พร้อมประชาสัมพันธ์ผ่านเครือข่ายวิทยุกระจายเสียงและไลน์หมู่บ้าน เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงมาตรการของรัฐได้อย่างเท่าเทียมและไม่ตกหล่น

นอกจากนี้ รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยกำชับให้หน่วยงานในพื้นที่ร่วมกันกำกับดูแลราคาสินค้าและตรวจสอบร้านค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสเอาเปรียบผู้บริโภค ควบคู่กับการส่งเสริมผู้ประกอบการรายย่อยและวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อย่างเป็นธรรม ตลอดจนเร่งดูแลปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน ไฟฟ้า ประปา และที่ดินทำกิน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างรอบด้าน

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การดำเนินงานดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายเร่งด่วนของกระทรวงมหาดไทย “Action 5 PLUS” ที่มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนทุกมิติ ทั้งการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ การแก้ไขปัญหายาเสพติดและความมั่นคง การสร้างชุมชนเข้มแข็ง การบริหารจัดการภัยพิบัติและพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน รวมถึงการยกระดับการบริการภาครัฐให้ทันสมัย โปร่งใส และยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง

“รัฐบาลเชื่อมั่นว่าการบูรณาการความร่วมมือระหว่างกระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จะเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาทุนมนุษย์ไทย ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างโอกาสให้ประชาชนทุกช่วงวัยเข้าถึงการศึกษา สวัสดิการ และบริการภาครัฐได้อย่างทั่วถึง อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตและความมั่นคงของสังคมไทยในระยะยาว” นางสาวลลิดา กล่าว

โพลเปิดมุมมอง 2026 คนไทยยอมรับความหลากหลายทางเพศสูง หวังรัฐใช้ เศรษฐกิจสีรุ้ง ขับเคลื่อนประเทศ

โพลเปิดมุมมอง 2026 คนไทยยอมรับความหลากหลายทางเพศสูง หวังรัฐใช้ เศรษฐกิจสีรุ้ง ขับเคลื่อนประเทศ

โพลเปิดมุมมอง 2026 คนไทยยอมรับความหลากหลายทางเพศสูง หวังรัฐใช้ เศรษฐกิจสีรุ้ง ขับเคลื่อนประเทศ

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 07.29 น.

7 มิถุนายน 2569 “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ส ารวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “คนไทยกับความหลากหลายทางเพศ 2026” กลุ่มตัวอย่างจ านวน 1,238 คน (ส ารวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 2-5 มิถุนายน 2569 ผลการสำรวจ พบว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 67.61 รู้ว่าเดือนมิถุนายนเป็น Pride Month หรือเดือนแห่งความภาคภูมิใจของกลุ่มหลากหลายทางเพศ ขณะที่ ร้อยละ 32.39 ไม่รู้ สำหรับความคิดเห็นต่อความหลากหลายทางเพศในสังคมไทย ปัจจุบันกลุ่มตัวอย่างมองว่าคนไทยเข้าใจและยอมรับความหลากหลายทางเพศมากขึ้น ร้อยละ 79.32 เมื่อถามถึงระดับการยอมรับในสังคมรอบตัว ณ วันนี้พบว่าอยู่ในระดับมาก ร้อยละ 85.30 และเห็นว่ารัฐบาลควรผลักดันเรื่องการส่งเสริมการยอมรับและความเข้าใจในสังคมต่อไป ร้อยละ 65.27

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า จากผลโพลสะท้อนว่าสังคมไทยก้าวสู่การยอมรับความหลากหลายทางเพศมากขึ้น ทั้งด้านทัศนคติและการใช้ชีวิตร่วมกัน โดยส่วนใหญ่เห็นว่าทุกคนควรได้รับสิทธิและโอกาสอย่างเท่าเทียมกัน ขณะเดียวกันยังคาดหวังให้ภาครัฐเดินหน้าสร้างความเข้าใจ ขยายความคุ้มครองทางกฎหมาย สะท้อนว่าความเท่าเทียมในวันนี้ไม่ได้หยุดอยู่ที่การยอมรับ แต่กำลังก้าวไปสู่การได้รับสิทธิอย่างเท่าเทียมในทางปฏิบัติ

รองศาสตราจารย์ ดร.จิรานุช โสภา ผู้ช่วยคณบดีโรงเรียนการท่องเที่ยวและการบริการ มหาวิทยาลัยสวนดุสิตอธิบายว่า ผลสำรวจสะท้อนให้เห็นว่าสังคมไทยได้ก้าวผ่านจุดที่เป็นเพียงการยอมรับไปสู่ยุคแห่งการตระหนักรู้เชิงประจักษ์และการผลักดันความเท่าเทียมอย่างเป็นรูปธรรม โดยประชาชนส่วนใหญ่ตระหนักรู้ในเทศกาล Pride Month และมองว่ากฎหมายสมรสเท่าเทียเป็นพัฒนาการที่ดีของสังคม

อย่างไรก็ตาม แม้ระดับการยอมรับในสังคมรอบตัวจะอยู่ในเกณฑ์สูงและคนไทยส่วนใหญ่เห็นว่าสังคมเข้าใจและยอมรับความหลากหลายทางเพศมากขึ้น แต่อคติทางเพศยังคงแฝงตัวอยู่ในสังคมนำมาสู่โจทย์ท้าทายที่ประชาชนส่งสัญญาณให้รัฐบาลเร่งส่งเสริมความเข้าใจในวงกว้าง พร้อมเร่งขับเคลื่อนนโยบายเชิงโครงสร้าง ทั้งการสร้างสังคมที่ปราศจากการเลือกปฏิบัติและการขยายความคุ้มครองทางกฎหมาย รากฐานเหล่านี้จะเป็นกุญแจสำคัญในการเปลี่ยนผ่านความพร้อมของสังคม ไปสู่การขับเคลื่อน “เศรษฐกิจสีรุ้ง” (Rainbow Economy) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางการท่องเที่ยว สุขภาพ และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ให้กับประเทศได้อย่างยั่งยืน

ชัชชาติ นำโด่ง! โค้งแรกศึกผู้ว่าฯ กทม. กวาดคะแนนนิยมเพียบ

ชัชชาติ นำโด่ง! โค้งแรกศึกผู้ว่าฯ กทม. กวาดคะแนนนิยมเพียบ

ชัชชาติ นำโด่ง! โค้งแรกศึกผู้ว่าฯ กทม. กวาดคะแนนนิยมเพียบ

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 07.16 น.

7 มิถุนายน 2569 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “โค้งแรก สนามเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม. 69” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 2-4 มิถุนายน 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีสิทธิเลือกตั้งในกรุงเทพมหานคร ครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 50 เขต กระจายทุกระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ รวมจำนวนทั้งสิ้น 2,000 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับแนวโน้มของคนกรุงเทพมหานครในการเลือกผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.)  การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

จากการสำรวจเมื่อถามถึงแนวโน้มของคนกรุงเทพมหานครในการเลือกผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 67.30 ระบุว่าเป็น นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (อิสระ) อันดับ 2 ร้อยละ 10.20 ระบุว่า ยังไม่แน่ใจ อันดับ 3 ร้อยละ 8.20 ระบุว่าเป็น นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร (พรรคประชาชน) อันดับ 4 ร้อยละ 7.30 ระบุว่าเป็น นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข (อิสระ) อันดับ 5 ร้อยละ 3.10 ระบุว่าเป็น นายอนุชา บูรพชัยศรี (พรรคประชาธิปัตย์) อันดับ 6 ร้อยละ 1.55 ระบุว่าเป็น หม่อมหลวงกรกสิวัฒน์ เกษมศรี (อิสระ) อันดับ 7 ร้อยละ 1.05 ระบุว่า กาช่อง “ไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No)” และร้อยละ 1.30 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ นายภาสพงศ์ ไชยวิริญญะวาณิชย์ (อิสระ) พลตำรวจโทชาญเทพ เสสะเวช (พรรคเศรษฐกิจ) นางสาวลลนา มงคลหัสดินทร์ (อิสระ) นายสมชัย เจริญวรเกียรติ (อิสระ) นายประทีป วัชรโชคเกษม (อิสระ) นางสาวศรีรัตน์ ช่างเพ็ชร์ (อิสระ) และไม่ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง (No Vote)

เมื่อพิจารณาแนวโน้มของคนกรุงเทพมหานครในการเลือกผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จำแนกตามกลุ่มเขตการปกครองของกรุงเทพมหานคร พบว่า

1. กลุ่มเขตกรุงเทพเหนือ อันดับ 1 ร้อยละ 70.56 ระบุว่าเป็น นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (อิสระ) อันดับ 2 ร้อยละ 9.39 ระบุว่าเป็น นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร (พรรคประชาชน) อันดับ 3 ร้อยละ 9.14 ระบุว่า ยังไม่แน่ใจ อันดับ 4 ร้อยละ 4.06 ระบุว่าเป็น นายอนุชา บูรพชัยศรี (พรรคประชาธิปัตย์) และอันดับ 5 ร้อยละ 3.80 ระบุว่าเป็น นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข (อิสระ)

2. กลุ่มเขตกรุงเทพกลาง อันดับ 1 ร้อยละ 64.60 ระบุว่าเป็น นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (อิสระ) อันดับ 2 ร้อยละ 11.00 ระบุว่า ยังไม่แน่ใจ อันดับ 3 ร้อยละ 9.09 ระบุว่าเป็น นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร (พรรคประชาชน) อันดับ 4 ร้อยละ 8.61 ระบุว่าเป็น นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข (อิสระ) และอันดับ 5 ร้อยละ 2.87 ระบุว่าเป็น นายอนุชา บูรพชัยศรี (พรรคประชาธิปัตย์)

3. กลุ่มเขตกรุงเทพตะวันออก อันดับ 1 ร้อยละ 70.53 ระบุว่าเป็น นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (อิสระ) อันดับ 2 ร้อยละ 10.16 ระบุว่าเป็น นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข (อิสระ) อันดับ 3 ร้อยละ 8.33 ระบุว่า ยังไม่แน่ใจ อันดับ 4 ร้อยละ 6.29 ระบุว่าเป็น นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร (พรรคประชาชน) และอันดับ 5 ร้อยละ 2.85 ระบุว่าเป็น นายอนุชา บูรพชัยศรี (พรรคประชาธิปัตย์)

4. กลุ่มเขตกรุงเทพใต้ อันดับ 1 ร้อยละ 62.99 ระบุว่าเป็น นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (อิสระ) อันดับ 2 ร้อยละ 10.99 ระบุว่า ยังไม่แน่ใจ อันดับ 3 ร้อยละ 9.52 ระบุว่าเป็น นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร (พรรคประชาชน) อันดับ 4 ร้อยละ 8.06 ระบุว่าเป็น นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข (อิสระ) และอันดับ 5 ร้อยละ 4.03 ระบุว่าเป็น นายอนุชา บูรพชัยศรี (พรรคประชาธิปัตย์)

5. กลุ่มเขตกรุงธนเหนือ อันดับ 1 ร้อยละ 63.77 ระบุว่าเป็น นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (อิสระ) อันดับ 2 ร้อยละ 10.51 ระบุว่า ยังไม่แน่ใจ อันดับ 3 ร้อยละ 7.25 ระบุว่าเป็น นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข (อิสระ) อันดับ 4 ร้อยละ 6.52 ระบุว่าเป็น นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร (พรรคประชาชน) และอันดับ 5 ร้อยละ 2.89 ระบุว่าเป็น หม่อมหลวงกรกสิวัฒน์ เกษมศรี (อิสระ)

6. กลุ่มเขตกรุงธนใต้ อันดับ 1 ร้อยละ 66.85 ระบุว่าเป็น นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (อิสระ) อันดับ 2 ร้อยละ 12.64 ระบุว่า ยังไม่แน่ใจ อันดับ 3 ร้อยละ 9.27 ระบุว่าเป็น นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร (พรรคประชาชน) อันดับ 4 ร้อยละ 5.90 ระบุว่าเป็น นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข (อิสระ) และอันดับ 5 ร้อยละ 2.25 ระบุว่าเป็น นายอนุชา บูรพชัยศรี (พรรคประชาธิปัตย์)

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงแนวโน้มของคนกรุงเทพมหานครในการเลือกสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 29.10 ระบุว่า อิสระ อันดับ 2 ร้อยละ 26.50 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน อันดับ 3 ร้อยละ 18.35 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ อันดับ 4 ร้อยละ 11.50 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์ อันดับ 5 ร้อยละ 6.05 ระบุว่าเป็นกลุ่มเพื่อไทย Life ลงตัว และทีมคนทำงาน ในสัดส่วนที่เท่ากัน อันดับ 6 ร้อยละ 1.15 ระบุว่า กาช่อง “ไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No)” และร้อยละ 1.30 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ ทีม Better Bangkok พรรคเศรษฐกิจ และไม่ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง (No Vote)

เมื่อพิจารณาแนวโน้มของคนกรุงเทพมหานครในการเลือกสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) จำแนกตามกลุ่มเขตการปกครองของกรุงเทพมหานคร พบว่า

1. กลุ่มเขตกรุงเทพเหนือ อันดับ 1 ร้อยละ 38.32 ระบุว่า อิสระ อันดับ 2 ร้อยละ 26.14 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน อันดับ 3 ร้อยละ 17.26 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ อันดับ 4 ร้อยละ 8.63 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์ และอันดับ 5 ร้อยละ 5.58 ระบุว่าเป็น กลุ่มเพื่อไทย Life ลงตัว

2. กลุ่มเขตกรุงเทพกลาง อันดับ 1 ร้อยละ 30.62 ระบุว่า อิสระ อันดับ 2 ร้อยละ 28.23 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน อันดับ 3 ร้อยละ 15.80 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ อันดับ 4 ร้อยละ 11.96 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์ และอันดับ 5 ร้อยละ 4.78 ระบุว่าเป็น กลุ่มเพื่อไทย Life ลงตัว และทีมคนทำงาน ในสัดส่วนที่เท่ากัน

3. กลุ่มเขตกรุงเทพตะวันออก อันดับ 1 ร้อยละ 30.69 ระบุว่า อิสระ อันดับ 2 ร้อยละ 27.44 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน อันดับ 3 ร้อยละ 18.29 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ อันดับ 4 ร้อยละ 11.79 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์ และอันดับ 5 ร้อยละ 6.30 ระบุว่าเป็น กลุ่มเพื่อไทย Life ลงตัว

4. กลุ่มเขตกรุงเทพใต้ อันดับ 1 ร้อยละ 31.87 ระบุว่า อิสระ อันดับ 2 ร้อยละ 23.44 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน อันดับ 3 ร้อยละ 16.48 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ และพรรคประชาธิปัตย์ ในสัดส่วนที่เท่ากัน อันดับ 4 ร้อยละ 7.70 ระบุว่าเป็น ทีมคนทำงาน และอันดับ 5 ร้อยละ 1.83 ระบุว่าเป็น กลุ่มเพื่อไทย Life ลงตัว

5. กลุ่มเขตกรุงธนเหนือ อันดับ 1 ร้อยละ 24.64 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน อันดับ 2 ร้อยละ 22.46 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ อันดับ 3 ร้อยละ 17.75 ระบุว่า อิสระ อันดับ 4 ร้อยละ 15.22 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์ และอันดับ 5 ร้อยละ 9.06 ระบุว่าเป็น กลุ่มเพื่อไทย Life ลงตัว

6. กลุ่มเขตกรุงธนใต้ อันดับ 1 ร้อยละ 28.37 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน อันดับ 2 ร้อยละ 22.47 ระบุว่า อิสระ อันดับ 3 ร้อยละ 19.38 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ อันดับ 4 ร้อยละ 13.49 ระบุว่าเป็น ทีมคนทำงาน และอันดับ 5 ร้อยละ 7.87 ระบุว่าเป็น กลุ่มเพื่อไทย Life ลงตัว

– 006

ปรับโฉมรัฐสภา โสภณไอเดียบรรเจิด ผุดตลาดซื้อขายสินค้า

ปรับโฉมรัฐสภา โสภณไอเดียบรรเจิด ผุดตลาดซื้อขายสินค้า

ปรับโฉมรัฐสภา โสภณไอเดียบรรเจิด ผุดตลาดซื้อขายสินค้า

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ปรับโฉมรัฐสภา โสภณไอเดียบรรเจิด ผุดตลาดซื้อขายสินค้า

“โสภณ ซารัมย์” ประธานรัฐสภา ผุดโปรเจกต์ใช้รัฐสภา เปิดสถานที่ให้ประชาชน-หน่วยงาน นำสินค้ามาจำหน่าย สร้างรายได้ กระตุ้นเศรษฐกิจเผยตั้งใจให้เป็นแลนด์มาร์คแบบรัฐสภาต่างประเทศ และเป็นสถานที่ออกกำลังกาย ปอดของคนกรุงเทพฯ ระบุรัฐสภาจะต้องจับต้องได้ ไม่ใช่เป็นแค่สภาพูด เน้นขับเคลื่อนโดยปราศจากความขัดแย้งทั้งฝ่ายรัฐบาล-ฝ่ายค้าน จะต้องพูดคุยเจรจากัน ชี้ทุกการแก้ปัญหา ถ้าพูดคุยสำเร็จมันก็จบ

เมื่อวันที่ 6 มิ.ย. 2569 นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานเปิดงานฯและกล่าวปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ “รัฐสภาไทย เชื่อมพลังคนรุ่นใหม่ เสริมสร้างเครือข่ายชุมชน” พร้อมร่วม จัดกิจกรรมกับผู้ฟังและผู้ชม จังหวัดบุรีรัมย์ ในโครงการเสริมสร้างภาพลักษณ์ และการมีส่วนร่วมของประชาชน สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

จัดโดย สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และสถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา จัดขึ้นที่ห้องประชุมโรงแรมอัลวาเรซ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ โดยมี นายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, นางจงเดือน สุทธิรัตน์ รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร พันจ่าอากาศเอก ศักดิ์สิทธิ์ ภู่สิโรรังสี ผู้อำนวยการสถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา พร้อมทีมพิธีกร ผู้สื่อข่าว ผู้ประกาศข่าวและผู้จัดรายการของสถานีฯ นักเรียน นักศึกษา อาสาสมัครพัฒนาชุมชน ผู้นำท้องถิ่น และประชาชนชาวจังหวัดบุรีรัมย์ รวมทั้งจังหวัดใกล้เคียง รวมกว่า 300 คน

เพื่อเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และการดำเนินงานของรัฐสภา รวมถึงภารกิจของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการประชาธิปไตย นอกจากนี้ยังเป็นการประชาสัมพันธ์และเผยแพร่บทบาทภารกิจ รวมถึงผลการดำเนินงานของสถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภาและรัฐสภาไทยอีกด้วย

เปิดสภาทำสารพัดกิจกรรม

นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ให้สัมภาษณ์ว่า ตอนนี้มีวิกฤตทางเศรษฐกิจเกิดขึ้น รัฐสภาก็มีอาคารสถานที่ขนาดใหญ่ ที่พร้อมเป็นตัวกลางและเปิดให้บริการประชาชน และหน่วยงานต่างๆ ได้นำสินค้ามาจำหน่ายสร้างรายได้และที่สำคัญเราจะปรับภาพลักษณ์ของสภา ให้เป็นสภาที่เป็นปอดของประชาชน และเป็นแลนด์มาร์ค อย่างกรณีในต่างประเทศจะเห็นสภาของเขา เป็นเหมือนเอกลักษณ์ประจำชาติเขาเลยก็จะมีการเข้าไปท่องเที่ยวเยี่ยมชมดังนั้นรัฐสภาของไทยก็ไม่ได้แพ้ที่อื่นโดยเฉพาะที่ตั้งโดดเด่น สวยงาม เพียงแต่จะต้องมีการปรับภูมิทัศน์ให้เข้ากับพื้นที่การใช้งาน

“ผมมีแนวความคิดว่า ต่อไปรัฐสภาจะต้องเป็นสถานที่ออกกำลังกายของคนกรุงเทพฯ ต้องเป็นปอดของคนกรุงเทพฯ เป็นที่พักผ่อนของคนกรุงเทพฯซึ่งเราก็จะเร่งดำเนินการในโดยเร็วในส่วนอันไหนที่ไม่ต้องใช้งบประมาณ อย่างเช่นเมื่อวานเราก็ใช้ข้าราชการเจ้าหน้าที่กว่า 2,000 คน มาร่วมกิจกรรมจิตอาสา” นายโสภณ กล่าวและว่า

ไม่ได้ไว้ใช้พูดอย่างเดียว

“การที่เราจะให้ประชาชนศรัทธา คำว่าประชาธิปไตยๆ จะต้องจับต้องได้ไม่ใช่เป็นสภาพูด พูดแล้วมัน มันจับต้องไม่ได้ คนก็เริ่มคนก็เบื่อหน่ายเหมือนว่า บางฝ่ายก็อาจจะอินกับคำพูด กับวาทกรรม แต่ในยุคที่วิกฤตเศรษฐกิจเช่นนี้ ผมเชื่อว่าประชาชนอยากเห็นการทำงาน ที่แก้ปัญหาชีวิตของเขา ฉะนั้นเราทำทุกเรื่อง ที่จะเป็นประโยชน์ ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องความเป็นอยู่ ความยุติธรรม อะไรต่างๆเพื่อให้ประชาชนได้เข้าใจ ว่าประชาธิปไตยต้องกินได้ ประชาธิปไตยที่จะประสบความสำเร็จแล้ว ขับเคลื่อนได้โดยปราศจากความขัดแย้ง คือการพูดคุยการเจรจากัน เพราะการพูดคุยกัน การเจรจากันระหว่างคน ความเห็นต่าง2 ฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านฝ่ายรัฐบาลทุกการแก้ปัญหา ถ้าพูดคุยสำเร็จมันก็จบ แล้วก็เดินหน้าได้ ถ้าเราไปตัดสินด้วยมือเนี่ยมันก็จะเกิดความขัดแย้งกันอยู่อย่างนี้ ฉะนั้นเราทำอย่างไรเราจะสามารถปรับทัศนคติของคนที่เห็นต่าง ให้ยอมรับความเห็นต่างของฝ่ายอื่นได้” นายโสภณ กล่าว

นายโสภณ กล่าวต่อไปว่า เพราะถ้าจะให้เขาเห็นกับเราอย่างเดียว ถ้าไม่เห็นกับเราก็แสดงว่าไอ้นั่น ไม่ใช่ประชาธิปไตย อันนี้เผด็จการ อันนั้นไม่ถูก มันไม่ใช่ เราจึงไม่ประสงค์ที่จะตัดสินบนมติ คือไม่อยากใช้มือ ผมพยายามที่จะทำเรื่องนี้ โดยให้ไปพูดคุย กันมา แล้วก็ให้ปรับแนวความคิด เพื่อรักประเทศชาติจริง ส่วนกรณีของความขัดแย้งในอดีต เราก็เห็นพอสู้ในสภาไม่ได้ก็พากันไปลงถนน ซึ่งมันไม่เกิดประโยชน์เลย มีแต่ฉุดรั้งประเทศๆ มันก็เปลี่ยนเยอะ ผมว่าทุกวันนี้ท่านสมาชิกสภา ก็เปลี่ยนพอสมควรอยู่ ซึ่งเราค่อยๆ ปรับ เพราะสมาชิกฯก็อาจจะอยู่เหนือการควบคุมของประธานรัฐสภา เรายังใช้ข้อบังคับแต่ว่าผมว่าองค์กรการทำงาน วิธีการทำงานอย่างเช่นอย่างที่เล่ามา มันก็เห็นการเปลี่ยนแปลงอยู่นะ

เขย่า‘ซิน เคอ หยวน’

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.บัญชีรายชื่อพรรครวมไทยสร้างชาติ โพสต์เฟซบุ๊กกล่าวถึงกรณีบริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล ผู้ผลิตเหล็กที่ใช้สร้างอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) ซึ่งพังถล่มลงจากเหตุแผ่นดินไหวเมื่อปี 2568 ได้กลับมาดำเนินกิจการอีกครั้งว่า เหล็กตึก สตง. ถล่ม ซิน เคอ หยวน กลับมาเปิดโรงงานแล้ว
คุณมีเตาปรุงน้ำเหล็กแล้วเหรอ

นายอรรถวิชช์ ระบุว่า ผมขอเรียกร้องให้สุ่มตรวจตอนผลิตขายจริง ไม่ใช่แค่การนัดตรวจแบบทดสอบเครื่องจักรเท่านั้น เพราะเหล็กเส้นประเภท IFจะควบคุมประสิทธิภาพได้ดีเมื่อมี “เตาปรุง Ladle Furnace” คือ คุณภาพเศษเหล็กที่นำมาหลอมแย่มาตรฐานเหล็กที่หลอมออกมาจะไม่สม่ำเสมอ

ช่วงที่ผมทำงานใน “ทีมสุดซอย”เป็นประธานที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมพบว่า “ซิน เคอ หยวน ไม่มีเตาปรุงน้ำเหล็ก” นะครับ แล้วสต๊อกเหล็กชุดเก่าที่ระบบ QC ยังมีปัญหามันจะออกมาขายแล้วเหรอ เหล็กคือโครงสร้างหลักของบ้านและอาคาร ความปลอดภัยต้องเต็มร้อย อย่าให้มาตรฐานเปลี่ยน

รอประเมินงานแสวง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวนายแสวง บุญมี ส่อหลุดเก้าอี้เลขาฯกกต. เนื่องจาก กกต.ชุดที่นายอิทธิพร บุญประคอง เป็นประธานฯ ได้ประเมินผลการปฏิบัติงานในปี’68 ให้ไม่ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 60 และสำนักงานฯรอเพียงความเห็นของนายฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ กกต.ที่จะกลายเป็นเสียงชี้ขาด ก่อนรวบรวมและนำเสนอเข้าที่ประชุมพิจารณาในช่วงกลางเดือนมิ.ย.นี้ มีรายงานว่าปัจจุบันนายฐิติเชฏฐ์ ได้ส่งความเห็นของตนเองต่อการปฏิบัติงานของเลขาธิการ กกต. ในปี’68 ให้กับทางสำนักงานฯแล้ว และขณะนี้สำนักงานฯ นอกจากอยู่ระหว่างการสรุปข้อมูลผลคะแนนแล้ว ก็กำลังรวบรวมศึกษาประเด็นข้อกฎหมายว่า กกต.ที่พ้นจากตำแหน่งไปแล้วจะสามารถประเมินผลการปฏิบัติงานของเลขาธิการ กกต.ได้หรือไม่ และแนวปฏิบัติของกกต.ชุดปัจจุบันจะต้องดำเนินการอย่างไรต่อไป ไม่ว่าจะมีมติเห็นไปในทางใด เพื่อเสนอให้ที่ประชุม กกต.ได้พิจารณา

ทั้งนี้ ตามสัญญาจ้างเกณฑ์การประเมินจะแบ่งเป็น 2 ส่วนคือส่วนที่หนึ่งประเมินตามแบบที่สถาบันการศึกษาออกแบบเป็นการประเมินการปฏิบัติงาน4 ด้าน คือ 1.งานแผนงานโครงการ 2.ด้านงานท้าทาย 3.ด้านงานตามมติกกต. และ 4.ด้านธรรมาภิบาล ซึ่งเป็นการประเมิน 360 องศาจากความเห็นพนักงานทั่วประเทศด้านละ 100 คะแนนก่อนจะนำส่งเป็นข้อมูลประกอบการประเมินให้ กกต. ประเมินต่อไป โดยส่วนนี้เป็นเพียงข้อมูลประกอบการพิจารณาการประเมินของ กกต.เท่านั้นไม่มีผลต่อการนำมาคำนวณการประเมินแต่อย่างใด

ส่วนที่สองเป็นการประเมินโดย กกต.แต่ละคน โดย กกต.แต่ละคนจะมีคะแนนคนละ 100 คะแนน โดยหลักการ กกต.แต่ละคนก็จะนำข้อมูลในส่วนที่ 1 มาประกอบหรือไม่นำมาประกอบการพิจารณาก็ได้

บางส่วนไม่ส่งผลประเมิน

“ผลคะแนนการประเมินเลขาฯ กกต.ปี 2568 ในส่วนที่หนึ่ง คือ ในส่วนของพนักงานทั่วประเทศ ผลคะแนนการประเมินตามแบบประเมิน ทั้ง 4 ด้านได้คะแนนประเมินเกินกว่าร้อยละ 80ทั้ง 4 ด้าน มีการนำส่งให้ กกต.เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาเมื่อเดือนพ.ค. 2569 ส่วนที่สอง คือ กกต. ที่ให้กกต.แต่ละคนส่งผลประเมินเมื่อต้นเดือนมิ.ย. 2569 มีอดีต กกต.บางส่วน ยังไม่ส่งแบบประเมิน อาจเพราะเห็นว่าไม่ได้เป็น กกต.แล้ว ยังมีอำนาจหน้าที่ในการประเมินหรือไม่ เพราะในการประเมินในปีที่ผ่านๆ มา ก็ไม่เคยส่งให้ อดีต กกต.ประเมิน อาทิ นายปกรณ์ มหรรณพ นายสันทัด ศิริอนันต์ไพบูลย์ อดีตกกต. จึงได้มีหนังสือสอบถามมายังสำนักงานฯ ก่อนว่าท่านมีอำนาจหน้าที่ในการประเมินหรือไม่ เพราะบางท่านพ้นจากตำแหน่ง กกต.มามากกว่า 1 ปีแล้ว ซึ่งก็ต้องรอดูว่าคะแนนในส่วนนี้ที่ยังมีปัญหาข้อกฎหมายอยู่ที่ กกต.ชุดปัจจุบันจะเห็นอย่างไร

นอกจากประเด็นการประเมินผลการปฏิบัติงานของเลขาธิการ กกต.จะเป็นที่สนใจทั้งจากฝ่ายการเมืองและเจ้าหน้าที่ กกต.แล้วยังมีประเด็นที่หลังจากถอดบทเรียนการเลือกตั้ง สส.ที่ผ่านมา ที่ กกต.ชุดปัจจุบันเห็นว่าการแบ่งงานในระดับจังหวัดที่แบ่งออกเป็น 3 ด้าน คือ ด้านบริหารงานเลือกตั้งและการมีส่วนร่วม ด้านกิจการพรรค การเมืองและการสืบสวนสอบสวน และด้านอำนวยการ ไม่เอื้อต่อการจัดการเลือกตั้งให้เรียบร้อย ขณะเดียวกันการทำงานของ กกต.ในลักษณะบอร์ดทำให้การดูแลการจัดการเลือกตั้งเกิดช่องโหว่ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ที่รัฐธรรมนูญกำหนด จึงเห็นว่าควรที่สำนักงานจะแบ่งภารกิจการทำงานออกเป็น 5 ด้านเหมือนเดิม และกกต.เข้าไปกำกับดูแลและรับผิดชอบงานในแต่ละด้านเหมือนเช่นในอดีตที่ผ่านมาเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงาน จึงให้สำนักงานฯไปดำเนินการศึกษาเพื่อปรับโครงสร้างและจัดแบ่งส่วนงานต่างให้ครบตามจำนวน กกต.ทั้ง 7 คน โดยมีเป้าหมายที่จะเริ่มโครงสร้างใหม่ในปีงบประมาณ 70 คือ 1 ต.ค. 2569

คลังเข้มคนจนไม่จริง พบ4แสนคน ยืนยันสิทธิไม่สมบูรณ์ เตรียมจัดระเบียบใหม่ ให้โอกาสอีกรอบ21มิ.ย.

คลังเข้มคนจนไม่จริง พบ4แสนคน ยืนยันสิทธิไม่สมบูรณ์ เตรียมจัดระเบียบใหม่ ให้โอกาสอีกรอบ21มิ.ย.

คลังเข้มคนจนไม่จริง พบ4แสนคน ยืนยันสิทธิไม่สมบูรณ์ เตรียมจัดระเบียบใหม่ ให้โอกาสอีกรอบ21มิ.ย.

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

คลังเข้มคนจนไม่จริง พบ4แสนคน ยืนยันสิทธิไม่สมบูรณ์ เตรียมจัดระเบียบใหม่ ให้โอกาสอีกรอบ21มิ.ย. ไทยช่วยไทยพลัสแรง ใช้จ่ายสะพัด1.2หมื่นล.

ประชาชนใช้จ่ายในโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ไปแล้วมากกว่า 21 ล้านคน ยอดการใช้จ่ายรวมเป็นเงิน 12,533 ล้านบาท ด้านปลัดคลัง โวลงทะเบียนบัตรคนจน ต้นแบบปรับภาษีใหม่ เกาะติดข้อมูลเรียลไทม์ ส่วนการลงทะเบียนยืนยันสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเดิม 8,865,427 ราย สำเร็จเรียบร้อย 8,454,728 ราย ยืนยันสิทธิไม่สมบูรณ์ 410,699 ราย ขอให้ลงทะเบียนใหม่ภายใน 21 มิถุนายนนี้

สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง เปิดข้อมูลร้านค้าและการใช้สิทธิโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ณ เวลา 23.00 น. วันที่ 5 มิถุนายน 2569 พบว่ามีประชาชนใช้จ่ายแล้ว 21,225,876 คน ในจำนวนนี้มี 142,610 คน ที่ใช้จ่ายสิทธิครบ 1,000 บาทของเดือนแรก

ขณะที่ร้านค้า ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการสำเร็จแล้ว 992,898 ราย ล่าสุดมียอดใช้จ่ายรวม 12,533 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินที่รัฐบาลร่วมจ่าย 7,296 ล้านบาท และเงินที่ประชาชนจ่าย 5,236 ล้านบาท

ส่วนกรณีใช้สิทธิผ่านแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี่ เริ่มตั้งแต่วันที่ 15 มิ.ย.-30 ก.ย. 2569 เวลา 06.00-21.00 น. โดยร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการประเภทอาหารและเครื่องดื่ม สามารถเข้าร่วมผ่านแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี่ได้ตั้งแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป

เตรียมใช้ระบบภาษีติดลบภายใน2ปี

ขณะที่ นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังได้เตรียมจัดระเบียบสวัสดิการภาครัฐใหม่ทั้งระบบ โดยเตรียมผลักดันระบบภาษีติดลบ หรือ Negative Income Tax (NIT) มาใช้ให้เกิดขึ้นจริงภายใน 2 ปี เพื่อแก้ปัญหาสวัสดิการซ้ำซ้อน และใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยยึดหลักการรายได้ถึงเกณฑ์เสียภาษี รายได้ไม่ถึงเกณฑ์รับสวัสดิการ

ทั้งนี้ การคัดกรองบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่นี้ ที่มีการตรวจสอบลิงก์ข้อมูลกับฐานภาษีบุตรเพื่อดูการอุปการะบุพการี ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการจัดระบบข้อมูลเพื่อก้าวไปสู่ระบบ NIT ที่สมบูรณ์แบบในอนาคต

ช่วยเหลือให้เหมาะกับค่าใช้จ่ายจริง

นายลวรณกล่าวว่า สำหรับระบบ NIT คือการเปลี่ยนผ่านจากการให้เงินช่วยเหลือแบบครอบจักรวาล หรือการจ่ายเท่ากันทุกคน เช่น เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุที่จ่ายตามขั้นบันไดอายุ 600-1,000 บาท ไปสู่การให้ความช่วยเหลือแบบพุ่งเป้า(Targeted)ตามโปรไฟล์ความเดือดร้อนของแต่ละบุคคล โดยระบบใหม่นี้จะช่วยให้รัฐบาลรู้จักตัวตนของคนไทยทุกคนอย่างละเอียดผ่านฐานข้อมูลขนาดใหญ่ เพื่อวิเคราะห์ว่าประชาชนแต่ละคนมีความต้องการสวัสดิการที่แตกต่างกันอย่างไร เช่น กลุ่มเปราะบางที่สุด อาจยังคงใช้เครื่องมืออย่างบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นตัวหลักในการดูแล ขณะที่กลุ่มที่มีความต้องการเฉพาะ อาทิผู้พิการ ผู้ป่วยเรื้อรัง หรือผู้ที่มีภาระต้องดูแลบุพการีและบุตร จะได้รับแพ็กเกจช่วยเหลือที่ออกแบบมาให้เหมาะสมกับภาระค่าใช้จ่ายจริง

มุ่งพัฒนาระบบให้เป็นแบบ Real-time

ทั้งนี้ การใช้ระบบ NIT รัฐต้องการพัฒนาระบบให้เป็นแบบReal-time เพื่อรองรับการดูแลประชาชนได้ทันที เช่น หากใครตกงานในเดือนสิงหาคม ระบบควรรับทราบและดึงเข้าสู่กระบวนการช่วยเหลือได้ทันที โดยไม่ต้องรอจนถึงรอบการยื่นภาษีประจำปีในเดือนมีนาคมปีถัดไป

“บัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะเป็นเครื่องมือหนึ่งในระบบ NIT สำหรับกลุ่มที่จนที่สุด ส่วนกลุ่มอื่นๆ จะได้รับแพ็กเกจช่วยเหลือที่ต่างกันไปตามความจำเป็น เช่น ค่ารักษาพยาบาล หรือเงินอุดหนุนเฉพาะกลุ่ม ซึ่งหากแยกแยะผู้ที่ได้รับความช่วยเหลือจากครอบครัวอยู่แล้ว หรือผู้ที่ไม่ลำบากจริงออกไปได้ รัฐจะสามารถประหยัดงบประมาณและนำเงินไปดูแลกลุ่มที่เปราะบางที่สุดได้ดีขึ้น” ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าว

ช่วยให้รู้จักตัวตนคนไทยอย่างละเอียด

นายลวรณกล่าวว่า ปัจจุบันกระทรวงการคลังได้ขยายการเชื่อมโยงข้อมูลจากเดิม 20 แหล่ง เป็น 40 แหล่งข้อมูล เพื่อใช้ในการคัดกรอง ซึ่งจะทำให้เห็นภาพชัดเจนว่าคนหนึ่งคนได้รับความช่วยเหลืออะไรจากรัฐบ้าง เช่น เป็นข้าราชการบำนาญที่มีสิทธิเบิกค่ารักษาได้ด้วย หรือเป็นผู้สูงอายุที่ได้รับเบี้ยความพิการร่วมด้วยหรือไม่ ส่วนการเตรียมความพร้อมด้านเทคโนโลยี กระทรวงการคลังยืนยันว่า ระบบปัจจุบันสามารถรองรับการยื่นแบบภาษีและการคัดกรองคนจำนวน 20-30 ล้านคน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยในอนาคตการยื่นภาษีและรับสวัสดิการอาจทำได้ง่ายเพียงการ กดปุ่มเดียวผ่านแอปพลิเคชัน เพื่อยืนยันข้อมูลที่รัฐจัดเตรียมไว้ให้ (Data Cleansing)

นายลวรณกล่าวว่า การใช้ระบบนี้จะทำให้รัฐบาลสามารถ รู้จักตัวตนของคนไทยทุกคนอย่างละเอียดผ่านฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงถึงกัน ทำให้ทราบสถานะที่แท้จริงว่าแต่ละคนทำงานหรือไม่มีรายได้เท่าไหร่ มีภาระต้องดูแลบุพการีหรือบุตรกี่คน รวมถึงมีความเจ็บป่วยเรื้อรังหรือความพิการหรือไม่ เพื่อที่รัฐจะได้เข้าไปช่วยเหลือให้ตรงกับความต้องการของบุคคลนั้นๆ อย่างแท้จริง

ลงทะเบียนบัตรคนจนสำเร็จ8.4ล้านคน

นายอรรถพล อรรถวรเดช รองปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะรองโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยความคืบหน้าการเปิดรับลงทะเบียนยืนยันสิทธิโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ตั้งแต่วันที่ 4-5 มิถุนายน 2569 ณ เวลา 24.00 น.มีผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเดิมลงทะเบียนแล้วทั้งสิ้น 8,865,427 ราย โดยเป็นการลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์5,473,320 ราย ผ่านแอปพลิเคชันทางรัฐ1,244,416 ราย ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง 1,188,530 ราย ผ่านหน่วยรับลงทะเบียน 5 ธนาคาร 614,723 ราย และเครื่อง ATM ของบริษัท ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) 344,438 ราย

ผู้ลงทะเบียนสามารถตรวจสอบสถานะการลงทะเบียนได้ผ่านทุกช่องทางหรือสามารถตรวจสอบผ่านเว็บไซต์ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th และ https://welfare.mof.go.th รวมทั้งเข้ารับบริการตรวจสอบสถานะการลงทะเบียน ณ หน่วยรับลงทะเบียน 5 ธนาคาร

ทั้งนี้ มีผู้ลงทะเบียนยืนยันสิทธิที่มีการยืนยันข้อมูลสำเร็จเรียบร้อย 8,454,728 ราย และผู้ลงทะเบียนยืนยันสิทธิไม่สมบูรณ์ 410,699 ราย โดยขอให้ผู้ที่ลงทะเบียนยืนยันสิทธิผ่านเว็บไซต์และพิสูจน์ตัวตนด้วยการกรอกข้อมูลบัตรประจำตัวประชาชนเข้ามาติดตามสถานะการลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์โครงการฯ หากตรวจสอบสถานะแล้วพบข้อความว่า “ยืนยันการลงทะเบียนเรียบร้อย” ผู้ลงทะเบียนกลุ่มดังกล่าวไม่ต้องดำเนินการใดๆ ในช่วงนี้ ขอให้รอผลการตรวจสอบคุณสมบัติต่อไป ซึ่งกระทรวงการคลังจะประกาศผลการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ลงทะเบียนยืนยันสิทธิในวันที่17 กรกฎาคม 2569

ไม่สมบูรณ์ต้องลงใหม่ภายใน21มิ.ย.นี้

สำหรับผู้ลงทะเบียนที่ตรวจสอบสถานะการลงทะเบียนแล้วพบข้อความว่า“ข้อมูลตามบัตรประชาชนไม่ถูกต้อง”ให้ผู้ลงทะเบียนเริ่มลงทะเบียนใหม่ เนื่องจากข้อมูลตามบัตรประจำตัวประชาชนไม่ถูกต้อง โดยสามารถเลือกลงทะเบียนผ่านช่องทางใดช่องทางหนึ่งตามที่โครงการฯ กำหนด ทั้งนี้ไม่จำเป็นต้องลงทะเบียนผ่านช่องทางเดิม และสำหรับผู้ลงทะเบียนที่ตรวจสอบสถานะการลงทะเบียนแล้วพบข้อความว่า “อยู่ระหว่างตรวจสอบข้อมูลตามบัตรประชาชนของผู้ลงทะเบียน” ให้ผู้ลงทะเบียนกลับมาตรวจสอบสถานะการลงทะเบียนในวันถัดไป

รองโฆษกกระทรวงการคลัง ได้กล่าวเน้นย้ำว่า ขอให้ผู้ลงทะเบียนตรวจสอบความถูกต้องและความครบถ้วนของข้อมูลให้เรียบร้อยก่อนยืนยันการลงทะเบียน รวมทั้งติดตามสถานะการลงทะเบียนอย่างต่อเนื่องจนกว่าระบบจะแสดงสถานะยืนยันการลงทะเบียนเรียบร้อย เพื่อให้มั่นใจว่าการลงทะเบียนเสร็จสมบูรณ์

สำหรับกรณีการลงทะเบียนยืนยันสิทธิไม่สมบูรณ์ ขอให้ผู้ลงทะเบียนดำเนินการลงทะเบียนใหม่ภายในระยะเวลาการเปิดรับลงทะเบียนของโครงการฯ หรือ ภายในวันที่ 21 มิถุนายน 2569

ตรวจสอบสถานะเพื่อความแน่ใจ

ส่วนกรณีผู้ลงทะเบียนที่กรอกหมายเลขโทรศัพท์ไม่ถูกต้อง ไม่จำเป็นต้องดำเนินการแก้ไข/ลงทะเบียนใหม่ หากสถานะในระบบแสดงว่า “ยืนยันลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว” ถือว่าการลงทะเบียนเสร็จสมบูรณ์เรียบร้อยแล้ว หากไม่แน่ใจ สามารถเข้าไปตรวจสอบสถานะการลงทะเบียนได้ที่ https://welfare.mof.go.thหรือ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th

ทั้งนี้ หากสถานะขึ้นข้อความว่า“ข้อมูลตามบัตรประชาชนไม่ถูกต้อง” : ให้ผู้ลงทะเบียนเริ่มลงทะเบียนใหม่ได้ทุกช่องทาง โดยไม่จำเป็นต้องลงซ้ำช่องทางเดิมสามารถลงทะเบียนยืนยันสิทธิได้ 5 ช่องทาง ดังนี้ แอปพลิเคชันเป๋าตัง แอปพลิเคชันทางรัฐ เว็บไซต์โครงการ ตู้ ATM ธนาคารกรุงไทย และหน่วยรับลงทะเบียน 5 ธนาคาร ได้แก่ ธนาคาร กรุงไทย, ธ.ก.ส., ธนาคารออมสิน,ธอส. และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย หากไม่มีหมายเลขโทรศัพท์ สามารถใช้เบอร์โทรศัพท์ซ้ำกันได้ ขอเพียงเป็นเบอร์ที่สามารถติดต่อท่านได้ในกรณีจำเป็น

ถ้าทุจริตตายไปแล้ว ‘ชัชชาติ’โต้ ปัดไม่มีระบอบอากง เมิน‘คริส’แถลงท้ารบ ขุดโยกย้าย/งาบหัวคิว

ถ้าทุจริตตายไปแล้ว ‘ชัชชาติ’โต้ ปัดไม่มีระบอบอากง เมิน‘คริส’แถลงท้ารบ ขุดโยกย้าย/งาบหัวคิว

ถ้าทุจริตตายไปแล้ว ‘ชัชชาติ’โต้ ปัดไม่มีระบอบอากง เมิน‘คริส’แถลงท้ารบ ขุดโยกย้าย/งาบหัวคิว

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.


ถ้าทุจริตตายไปแล้ว ‘ชัชชาติ’โต้ ปัดไม่มีระบอบอากง เมิน‘คริส’แถลงท้ารบ ขุดโยกย้าย/งาบหัวคิว ‘อนุชา’ปล่อยMVแร็พ โกยแต้มชิงผู้ว่าฯกทม.

ศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.เดือดต่อเนื่อง “คริส โปตระนันทน์” ตั้งโต๊ะแถลงข่าวระบอบอากง ทั้งเรื่องแต่งตั้งโยกย้ายผอ.เขต เก้าอี้ละ 4 ล้าน เรียกเก็บแรงงานต่างด้าว ยันกินหัวคิวค่าดูดส้วม ใบอนุญาตสร้างอาคาร ขณะที่ “ชัชชาติ” โต้แหลกระบุถ้าทุจริตจริงคงตายไปนานแล้ว เย้ยคริสแถลงไร้สาระไม่มีเนื้อหาอะไรควงลูกชายหาเสียงตามปกติ ขณะที่ “อนุชา”จัดทีมประชาธิปัตย์เปิดMVตระเวนทั่วกรุงโกยคะแนนกระหึ่ม

เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2569 เวลา 10.00 น. ณ อาคาร M Group นายคริส โปตระนันทน์ สส.บัญชีรายชื่อ ประธานพรรคเศรษฐกิจ แถลงข่าวเปิดหลักฐาน ปฏิบัติการ ทุบ! ระบอบอากง เปิดแผลทุจริต กทม.โดยระบุว่า ระบบอากง เป็นเครือข่ายอำนาจภายในกรุงเทพมหานครที่เชื่อมโยงกับหลายสายงาน ทั้งโยธา ตลาด สภากทม. งบประมาณ และบริษัทรับงานต่างๆ จนเปรียบเสมือนมีบุคคลบางกลุ่มเป็นผู้รันการบริหารงานของกทม.อยู่เบื้องหลังขณะที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นเพียงผู้ลงนามในทางเอกสารเป็นเพียงผู้ว่าฯ เงา เท่านั้น

เปิดโปงหลักฐานมัดระบบอากง

นายคริสกล่าวว่าวันนี้ต้องตั้งคำถามให้ชัดว่า แท้จริงแล้วใครเป็นผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ระหว่างผู้ว่าฯกทม.หรือ“อากง”ซึ่งเป็นข้าราชการการเมืองที่ได้รับการแต่งตั้งขึ้นมา โดยอ้างว่า อากงไม่ได้ทำงานเพียงลำพัง แต่ยังมีบุคคลอีกคนหนึ่งที่พรรคเรียกว่า“ปร.”ทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในระบบดังกล่าว

นายคริสได้นำชาร์ตผังเปิดเผยโดยอธิบายว่าผังที่มาให้ดูวันนี้ไม่ใช่ผังการทำงานเพื่อประชาชน แต่เป็น“ผังทำมาหากินแบบเส้นเลือดฝอย” เครือข่ายดังกล่าวแทรกซึมอยู่ในสำนักงานเขตต่างๆ และเกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งผู้อำนวยการเขต โดยเฉพาะกรณีที่มีผู้ช่วยผู้อำนวยการเขตร้องเรียนมายังพรรคเศรษฐกิจ โดยกล่าวว่า หากต้องการขึ้นเป็น ผอ.เขตจะต้องถูกเรียกไปพูดคุยในสถานที่เซฟเฮาส์แห่งหนึ่งย่านสุทธิสาร โดยมีการเก็บโทรศัพท์ก่อนเข้าไปพูดคุย และหลังจากนั้นจะมีผลลัพธ์เพียง 2 ทางคือได้ขึ้นตำแหน่ง หรือ ไม่ได้ขึ้นตำแหน่ง

ปูดเรียก4ล้านแลกเก้าอี้ผอ.เขต

นายคริสอ้างว่าผู้ที่ปฏิเสธไม่เข้าร่วมระบบ หรือไม่ยอมจ่ายเงิน4 กิโล จะไม่ได้รับการแต่งตั้ง แต่ถ้าจ่าย 4 กิโล ก็จะได้รับการแต่งตั้งตำแหน่ง ผอ.เขต พร้อมย้ำว่าไม่ได้หมายความว่าข้าราชการ กทม.ทุกคนไม่ดี เพราะยังมีข้าราชการจำนวนมากที่ตั้งใจทำงาน สุจริต และไม่ต้องการเข้าไปอยู่ในระบบดังกล่าว

นายคริสยังกล่าวถึงตัวเลข“4 กิโล” หรือ 4 ล้านบาท ที่เคยเปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า เป็นข้อมูลจากผู้ช่วยเขตที่ไม่ได้รับการแต่งตั้งเป็นผอ.เขต และมาร้องเรียนกับพรรคโดยตั้งคำถามว่าหากตำแหน่งผอ.เขตมีต้นทุนสูงถึงหลักล้านบาทก็ย่อมต้องมีการหาผลประโยชน์กลับคืนจากพื้นที่ เนื่องจากเงินเดือนปกติของ ผอ.เขตไม่สามารถทำให้คุ้มทุนได้

นำงาน4ฝ่ายไปหาผลประโยชน์

นายคริสกล่าวว่าในสำนักงานเขต มีหลายฝ่ายที่อาจถูกใช้เป็นช่องทางแสวงหาผลประโยชน์ โดยเฉพาะฝ่ายโยธา ฝ่ายเทศกิจ ฝ่ายรักษาความสะอาด และฝ่ายสิ่งแวดล้อม พร้อมยกตัวอย่างข้อร้องเรียนที่พรรคได้รับ เช่นการเรียกรับเงินจากงานสูบส้วม การนำรถของกทม.ไปให้บริการเอกชน การเรียกเก็บเงินจากร้านอาหารในเรื่องบ่อดักไขมัน ใบอนุญาตสะสมอาหารตู้หยอดเหรียญ การขออนุญาตก่อสร้าง ต่อเติม หรือรื้อถอนอาคาร รวมถึงการค้าขายของต่างด้างบนทางเท้า โดยเปิดคลิปเสียงที่บอกว่าจ่ายเงิน 500-2,000 บาท แลกค้าขายได้ พร้อมเปิดคลิปเสียงประชาชนรายหนึ่งที่อ้างว่าถูกเรียกเงิน 50,000 บาท เพื่อดำเนินการเรื่องใบอนุญาต

โดยเฉพาะฝ่ายโยธา นายคริสระบุว่าเป็น“พระเอก”ของระบบผลประโยชน์ เพราะเกี่ยวข้องกับการออกใบอนุญาตก่อสร้างจำนวนมากในแต่ละปี แม้กทม.จะมีระบบยื่นขออนุญาตออนไลน์ เพื่อลดการพบกันระหว่างผู้ขออนุญาตกับเจ้าหน้าที่แต่ในทางปฏิบัติยังมีข้อร้องเรียนว่าหากไม่ไป“เคลียร์”ก็อาจถูกเตะถ่วง หรือไม่ได้รับการอนุมัติ

ทั้งนี้ ยังมีการบอกว่าแต่ละฝ่ายจะมีรายได้ต่างกันโดยฝ่ายเทศกิจจะมีรายได้ต่อเดือน 4-5 แสนบาทฝ่ายรักษา 3-4 แสนบาท ซึ่งมาจากการรับงานนอก ฝ่ายสิ่งแวดล้อมเดือนละ5 แสนบาท ขณะที่ฝ่ายโยธา ทำรายได้สูงสุดถึงปีละ 10 ล้านบาท

บี้‘ชัชชาติ’ปัดความรับผิดชอบไม่ได้

นายคริส กล่าวว่าสิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าประชาชนถูกขูดรีดในหลายขั้นตอน และคำถามสำคัญ คือ เงินเหล่านี้ไหลไปที่ใด พร้อม ยืนยันว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นในหลายสำนักงานเขตและนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบได้ เพราะเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของ กทม.

นอกจากนี้นายคริสยังเปิดประเด็นเรื่องการแต่งตั้งและโยกย้าย ผอ.เขต โดยอ้างถึงกรณีคำสั่งโยกย้ายเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568ซึ่งมีข้าราชการถูกโยกย้าย 25 คน และมีผอ.เขต 16 ราย ก่อนที่คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมกรุงเทพมหานครหรือ ก.พ.ค.กทม.จะมีคำวินิจฉัยให้ กทม.ยกเลิกคำสั่งดังกล่าวภายใน 30 วัน เนื่องจากกระบวนการคัดเลือกมีปัญหาเรื่องหลักเกณฑ์

นายคริสระบุว่า แม้กทม.จะมีคำสั่งยกเลิก แต่กลับมีคำสั่งให้บุคคลกลุ่มเดิม (16 ผอ.เขต) ไปปฏิบัติหน้าที่หรือติดตามงานในเขตเดิมอยู่ดี โดยตั้งข้อสังเกตว่า นี่คือการท้าทายคำวินิจฉัยของก.พ.ค.และเป็นการทำให้บุคคลเหล่านั้น ยังคงปฏิบัติหน้าที่เสมือนเป็น ผอ.เขต แม้ในทางคำสั่ง จะถูกย้ายออกไปแล้วก็ตาม

ขุดการแต่งตั้งโยกย้าย

“จากวันที่มีคำสั่งยกเลิกจนถึงวันที่ 30 เมษายน 2569 เวลาเพียง 9 วัน ได้มีการแต่งตั้งบุคคลกลุ่มเดิมกลับเข้าไปดำรงตำแหน่งอีกครั้งโดยตั้งคำถามว่ากทม.ได้เปิดรับสมัครใหม่จริงหรือไม่มีผู้สมัครรายอื่นหรือไม่ และเหตุใดกระบวนการทั้งหมด จึงสามารถทำเสร็จได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน ทั้งที่ตามขั้นตอนต้องมีการรับสมัคร ตรวจคุณสมบัติ ประเมินผลงาน ประเมินศักยภาพ ความประพฤติจัดลำดับ”นายคริสกล่าว

และย้ำอีกว่าหากกรุงเทพมหานครไม่มีระบบคุณธรรม การบริหารเมืองก็จะเดินต่อไปไม่ได้ เพราะตำแหน่ง ผอ.เขตมีความสำคัญอย่างมากไม่เพียงเกี่ยวกับการบริหารงานในพื้นที่ แต่ยังเกี่ยวพันกับเครือข่ายการเมืองและการเลือกตั้งในอนาคตด้วย

นายคริส ยังย้ำอีกว่าหากนายชัชชาติกล้าจริง ต้องประกาศให้ชัดว่าจะกำจัด “ระบบอากง”ออกจากกรุงเทพมหานครและกลับมาเป็นผู้ว่าฯที่บริหารงานด้วยตัวเอง ไม่ใช่ปล่อยให้เครือข่ายใดเครือข่ายหนึ่งรันกทม.อยู่เบื้องหลัง เขาระบุว่า วันนี้เราไม่ได้กล่าวหาข้าราชการกทม.ทุกคน แต่เรากำลังพูดถึงระบบที่ทำให้คนดีอยู่ยาก คนที่ไม่จ่าย ไม่ได้ขึ้นและประชาชนต้องเป็นผู้รับภาระจากการถูกเรียกเก็บผลประโยชน์ในทุกขั้นตอน หากผู้ว่าฯยังปล่อยให้เรื่องนี้ดำรงอยู่ก็ไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบได้

“ระบบอากงกินใบอนุญาต และไม่ใช่กินใบอนุญาตอย่างเดียว กินขี้ด้วย กินรถดูดส้วม กินต้นไม้ กินรถขนขยะ ระบบนี้ยังเกาะกินอยู่แบบนี้ แล้วท่านชัชชาติจะถือตัวเองเป็นพระจะบริสุทธิ์คนเดียวในกทม. แล้วให้พวกเราเลือกท่าน แล้วยังมีระบบเงาอยู่ข้างหลัง มันไม่ใช่” นายคริส กล่าวทิ้งท้าย

‘ชัชชาติ’ควง’แสนดี’ช่วยหาเสียง

วันเดียวกัน เวลา 10.30 น.ที่สเตเดี้ยมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. เบอร์ 9 ถ่ายทอดสด ผ่านเฟซบุ๊กพร้อม นายแสนปิติ สิทธิพันธุ์ หรือ แสนดี บุตรชาย โดยระบุว่าในวันนี้นายแสนปิติ ซึ่งเพิ่งเดินทางกลับจากท่องเที่ยวที่ประเทศญี่ปุ่นจะมาช่วยหาเสียงในวันนี้ด้วย

โดยนายชัชชาติ และนายแสนปิติ ชนหมัด พร้อมถ่ายภาพร่วมกันก่อนขึ้นรถหาเสียงเบอร์ 9 ทักทายประชาชน พร้อมด้วย นายวิศณุ ทรัพย์สมพล อดีตรองผู้ว่าฯ กทม.รวมถึงนายต่อศักดิ์ โชติมงคล อดีตประธานที่ปรึกษาผู้ว่าฯโดยมุ่งหน้ายังเขตจอมทอง และบางขุนเทียน ตามลำดับ

‘ต่อศักดิ์’โต้ไม่เกี่ยวซื้อขายเก้าอี้100%

ทางด้าน นายต่อศักดิ์ โชติมงคล อดีตประธานที่ปรึกษาผู้ว่าฯกทม.ของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ให้สัมภาษณ์ปฏิเสธสิ่งที่ นายคริส โปตระนันทน์สส.บัญชีรายชื่อ ประธานพรรคเศรษฐกิจออกมาแฉระบบอากง

และว่า ความจริงก็คือความจริง ให้สังคมเห็นเอง แต่บังเอิญวันนี้เขาไม่ได้พูดถึงตนเอง ดังนั้น ก็ไม่ควรจะตอบเขา ส่วนคนใกล้ชิดที่ชื่อ ปร.นั้น คนใกล้ชิดของตนเองมีเยอะแยะก็เลยไม่รู้จะตอบอย่างไร

ผู้สื่อข่าวจึงถามมาว่ากังวลหรือไม่ หากจะมีการเปิดหลักฐานรอบใหม่ นายต่อศักดิ์ ตอบว่า การเมืองก็เป็นแบบนี้ ยืนยัน 100% ว่าไม่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายตำแหน่ง ตนเองพูดในที่ประชุม พูดกับหัวหน้าหน่วยงาน พูดทุกที่ ใครเสียเงินไป เป็นเรื่องของคุณเอง ส่วนที่นายคริสระบุว่าระบอบอากง ไม่ใช่นายต่อศักดิ์ แต่หมายถึงระบอบอากงที่ทำให้เกิดการซื้อขายตำแหน่ง นายต่อศักดิ์ กล่าวว่า ตอนนี้ จะทำระบอบอากง AI พูดเรื่อง AI ให้หมด

ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่านายคริสอ้างอิงข่าวที่นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯกทม.เคยให้สัมภาษณ์ไว้ในปี 2566 ถึงนายปารุส อรหัตมานัส อดีตผู้อำนวยการเขต ที่เคยมาช่วยงาน นายต่อศักดิ์ กล่าวว่านาน เก่ามากแล้ว ตั้งแต่แรกๆ ตอนหลัง เขาไม่ได้เกี่ยวข้องเลย

ส่วนที่นายคริสอ้างว่าทุกครั้งไปเซฟเฮาส์เพื่อคุยเรื่องตำแหน่งจะมีการยึดโทรศัพท์ นายต่อศักดิ์กล่าวว่าไม่มี นอกจากจะไม่ยึดโทรศัพท์แล้วในการประชุม ยังให้ใช้โทรศัพท์และ Notebook LM ซึ่งตนเองใช้มาปีกว่าแล้ว ทุกคนต้องใช้ Notebook LM เป็น

ส่วนที่บอกว่าไปคุยกันที่เซฟเฮาส์นายต่อศักดิ์แจงว่า“ไม่มี จะกล้าไปเหรอเมียผมดุจะตาย บ้านผมอยู่สุทธิสาร จะไปเป็นเซฟเฮาส์อะไร เอาให้สร้างสรรค์นะ”

เมื่อถามว่านายชัชชาติให้กำลังใจอย่างไรบ้าง นายต่อศักดิ์ กล่าวว่า เราต้องเชื่อมั่นในความจริง สำคัญคือการเมือง ถ้าเราไม่เริ่มต้นจากความจริง มันจะไปกันยาก

ด้านนายชัชชาติ ยอมรับว่า นายต่อศักดิ์เสียกำลังใจ แต่ก็ต้องสู้ไป ชีวิตเขาผ่านมาเยอะ ปกติ“อากง” เป็นคนใจดี ดูแลหลานๆ ก็งงว่าทำไมตั้งชื่อให้แบบนั้น ส่วนตัวก็ถามนายต่อศักดิ์ทุกวันว่าพี่เป็นอย่างไรบ้าง รู้สึกอย่างไร ช่วยกัน ไม่เป็นไร

ชัชชาติโต้แหลกอากงเอไอ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังการลงพื้นที่หาเสียงชุมชนเคหะชุมชนธนบุรี 1 ส่วนที่ 1 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้สัมภาษณ์ภายหลังนายคริสโปตระนันทน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ ออกมาแฉระบอบอากง ว่า ไม่มีอะไร และจากที่ฟังในข้อสรุปก็ไม่มีเนื้อหาสาระที่เป็นรูปธรรม ซึ่งอากงที่ถูกกล่าวถึงอาจจะหมายถึงนายต่อศักดิ์ โชติมงคล อดีตประธานที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่เป็นคนมาช่วยงานหนึ่งในทีมของที่ปรึกษา การตัดสินใจทุกอย่างขึ้นอยู่กับทีม ไม่มีระบบอากงหรือแม้กระทั่งการประชุมที่ยึดมือถือ อากงที่มีคืออากง AI เพราะในการประชุมต้องใช้ AI ในการตอบคำถามทุกคนต้องมีมือถือ จึงถือว่าเป็นอากงรุ่นใหม่ ทันสมัย ถือว่าเป็นเรื่องตลกมากที่ต้องเก็บมือถือกัน อีกทั้งนายต่อศักดิ์ก็เป็นคนที่ใช้คอมพิวเตอร์ทันสมัย อาจใช้ AI มากกว่าตนเสียอีก ส่วนเรื่องเงินสินบน 4 กิโลกรัมก็ยืนยันว่าไม่มีการโอนให้ใคร

ส่วนที่มีการระบุว่าเป็นระบอบอากง มีการซื้อขายตำแหน่งผู้อำนวยการเขต 16 คน นายชัชชาติระบุว่า เรื่องนี้ตนไม่ทราบ แต่หากเกิดขึ้นจริงก็จะต้องมีการรายงานมาแล้ว นอกจากนี้ ตนได้มีการสอบถามไปยังนายจักกพันธุ์ ผิวงาม อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งยืนยันว่าไม่มีเรื่องดังกล่าว และย้ำว่าเรื่องการซื้อขายตำแหน่งเป็นเรื่องที่ยอมไม่ได้ เป็นจุดเริ่มต้นของหายนะ ใครจะทำอะไรมาตนไม่ทราบแต่เราไม่ทำ เพราะเมื่อนำคนที่ทุจริตมาอยู่ในตำแหน่งบริหารแล้ว สุดท้ายเขาจะเป็นเจ้านายเราเพราะเขาจ่ายเงินให้เรา

ถ้าทำทุจริตก็ตายไปแล้ว

“เรื่องทุจริตหากมีจริง ผมคิดว่าผมคงตายไปแล้ว เพราะมีทุกคนจ้อง เรามี สก. จากทุกพรรคการเมืองที่คอยตรวจสอบอยู่ เรามาด้วยตัวคนเดียวไม่มี สก.ในมือ ซึ่งถือเป็นระบบ Check and balance ที่สมบูรณ์ ผู้ว่าไม่มี สก.จะอยู่ได้หรือไม่ อยู่ได้เลยถ้าเรายืนตรงๆ ยืนด้วยความสุจริตทำงานเพื่อประชาชน” นายชัชชาติกล่าว

นายชัชชาติย้ำว่า การโยกย้ายผู้อำนวยการเขต เป็นไปตามระบบความรู้ความสามารถ เป็นไปตามเกณฑ์ และเชื่อว่าไม่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายตำแหน่ง

ส่วนเกณฑ์ในการคัดเลือกตำแหน่งผู้อำนวยการเขต เหตุใดผู้ที่อาวุโสถึงไม่ได้รับตำแหน่ง นั้น นายชัชชาติกล่าวว่า ความอาวุโสเป็นเพียงหนึ่งในเกณฑ์ ไม่ใช่ว่าคนที่อาวุโสเยอะจะได้ตำแหน่งเสมอ ไม่เช่นนั้นแล้วคนจะไม่ดูเรื่องความสามารถหรือองค์ประกอบอื่น

ขณะที่นางสาวทวิดา กมลเวชช อดีตรองผู้ว่าฯกทม.กล่าวเสริมว่าหลักเกณฑ์การคัดสรรจาก 100 คะแนน ประกอบด้วยเล่มผลงานจำนวน 30 คะแนน ส่วน 50 คะแนน จะมีเรื่องประสบการณ์เป็นหนึ่งในสี่ของ 50 คะแนน 10 คะแนน เป็นการปฏิบัติตนตามระเบียบราชการ และ 10 คะแนนสุดท้ายคือด้านจริยธรรม ฉะนั้นจะมีการแบ่งส่วนอย่างชัดเจนซึ่งประสบการณ์เป็นหนึ่งในนั้นแต่ไม่ใช่ทั้งหมด

‘อนุชา’ฟิตนำแกนนำสวนหลวงร.9

ช่วงเช้าเวลา 06.00 น. ที่สวนหลวง ร.9 เขตสวนหลวง-ประเวศ นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.พรรคประชาธิปัตย์ เบอร์ 5 พร้อมคณะผู้บริหารพรรค ลงพื้นที่หาเสียงกระหึ่ม

โดยนายอนุชา กล่าวว่าจากการได้พบปะประชาชนเช้าวันนี้ต่างได้ฝากถึง เรื่องการปรับปรุงสถานที่โดยเฉพาะในเรื่องความปลอดภัย ที่อยากให้มีเจ้าหน้าที่คอยดูแลในเรื่องมิจฉาชีพ และอยากให้เพิ่มในส่วนของกล้องวงจรปิดก็จะทำให้มีความอุ่นใจมากยิ่งขึ้น ยังพบว่าที่สวนแห่งนี้ค่อนข้างที่จะมีผู้สูงอายุมาใช้บริการมากพอสมควร ก็ได้อยากจะขอเพิ่มที่นั่งพักให้มากขึ้นตามจุดต่างๆพร้อมขอให้มีดูแลพรรณไม้ต่างๆ รวมถึงอาคารสถานที่บางแห่งที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ ถนนหนทางต่างๆ ที่อยากให้มีระบบขนส่งสาธารณะเข้ามาเพิ่มเติม เพื่อเชื่อมต่อจากรถไฟฟ้าสายสีเหลือง เข้ามาถึงสวนหลวง ร.9 และยังฝากเรื่องความสะอาดในพื้นที่อีกด้วย

เผยคะแนนแฟนคลับพุ่ง

เมื่อถามถึงผลสำรวจสถาบันพระปกเกล้าโพลล์เรื่อง“เลือกตั้งกทม.69:เชิงพื้นที่กับทิศทางการเลือกผู้ว่าฯคนใหม่”นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.ยังคงมาแรงนายอนุชากล่าวว่า ยิ่งดี ยิ่งเราตามมากเท่าไหร่ ทำให้ประชาชนมาให้กำลังใจมากขึ้นเท่านั้น ประชาชนก็ได้บอกว่าขอให้เรานำเสนอนโยบาย 5 เรื่องใหญ่ๆเพราะโดนใจประชาชน นอกเหนือจากปัญหาการแก้ไขกทม.ซึ่งต้องทำอยู่แล้ว คิดว่าสิ่งที่จะทำต่อเนื่องก็คือการสร้างโอกาสให้กับคนกทม. การสร้างความหวัง การนำไปสู่สิ่งดีๆ ในอนาคตจึงอยากให้พรรคประชาธิปัตย์ทำแบบนี้ทั้งในส่วนของผู้ว่าฯกทม.และสก. ในแต่ละพื้นที่ ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีวันดีคืน รวมไปถึงแฟนคลับของพรรคที่บอกว่าจะกลับมาเลือก และการที่มาลงพื้นที่พร้อมกับผู้บริหารพรรคเป็นการให้คำมั่นสัญญาว่า เราทำงานเป็นทีม เป็นองคาพยพ เป็นคณะ สิ่งต่างๆ เราไม่แค่คิดเอง ทำเอง อยู่แค่ระดับท้องถิ่น แต่เรามีระดับชาติที่ช่วยคิดในเรื่องของยุทธศาสตร์ แต่ถ้ามีปัญหาอะไร ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ผู้บริหารเอง ก็จะเข้ามาจัดการพวกเราอยู่แล้ว

ปชป.ปล่อยMVแร็พแฉปัญหาเมือง

ขณะเดียวกัน พรรคประชาธิปัตย์ เปิดเกมรุกศึกชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯกทม.ปล่อยมิวสิกวิดีโอเพลงแร็พสุดมันส์“กรุงเทพฯเมืองฟ้าอมร”สะท้อนอินไซด์ และปัญหาจริงของคนกรุงเทพฯโดยส่ง“เจมส์-อนุชา บูรพชัยศรี”ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.เบอร์ 5 ลงพื้นที่ถ่ายทำจริง จำลองชีวิตคนเมือง ตั้งแต่เช้ามืดถึงเย็น ย้ำแนวคิด “เมืองฟ้าอมร and more” เพื่อพิสูจน์ว่ากรุงเทพฯ เป็นได้มากกว่านี้

ไฮไลต์สำคัญของ MV “กรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมร” คือความเรียล (Real) ที่ให้นายอนุชา บูรพชัยศรี ลงพื้นที่สำรวจกรุงเทพฯ โดยเริ่มตั้งแต่ช่วงเช้ามืด ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่คนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ตื่นมาต่อสู้กับชีวิต เพื่อถ่ายทอดให้เห็นอย่างตรงไปตรงมาว่า ในหนึ่งวันคนกรุงเทพฯ ต้องเผชิญกับอุปสรรคและปัญหาอะไรบ้าง

เนื้อหาใน MVได้ร้อยเรียงภาพปัญหาจริงของเมืองเข้ากับ 5 นโยบายหลักของพรรคประชาธิปัตย์ผ่านท่วงทำนองเพลงแร็พที่เข้าถึงง่าย โดยมีคนรุ่นใหม่ อย่าง วีร์ ศรีวราธนบูลย์ รับหน้าที่ทั้งแต่งเนื้อร้องและร้องเพลงนี้ด้วยตนเอง ยังได้ร่วมปรากฏตัวในฐานะตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่เข้ามาช่วยบอกเล่าและสะท้อนปัญหาของคนเจเนอเรชันใหม่ไปพร้อมกัน

ตั้งคำถาม“กทม.ดีพอแล้วหรือยัง?”

หลังจากการปล่อย MV นี้ นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. เบอร์ 5 ได้ส่งสารตรงถึงพี่น้องชาวกรุงเทพมหานคร ชวนให้ทุกคนหยุดคิดและตั้งคำถามสำคัญร่วมกันหลังจากดู MV นี้จบว่า “กรุงเทพฯ ของเราวันนี้ดีพอแล้วหรือยัง!!” เพราะสำหรับตนเองและพรรคประชาธิปัตย์ เชื่อมั่นอย่างสุดใจว่ากรุงเทพฯ สามารถพัฒนาและเป็นได้มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

“ถ้าเราอยากเห็นสิ่งใหม่ๆ เราต้องกล้าเปลี่ยนคน แล้วเราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง มาร่วมทำให้กรุงเทพฯ เป็นได้มากกว่านี้” เลือกเจมส์ อนุชา เบอร์ 5 เป็นผู้ว่าฯ กทม.

‘ดร.มัลลิกา’ลุยตลาดบางปะกอก

ในขณะที่ ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.หมายเลข 14 ลงพื้นที่ ตลาดบางปะกอกเขตราษฎร์บูรณะ เป็นไปอย่างคึกคัก มีพ่อค้าแม่ค้า ประชาชน และกลุ่มผู้สนับสนุนจำนวนมากเข้ามาทักทายขอถ่ายภาพและสะท้อนปัญหาที่ต้องการให้กรุงเทพมหานครเร่งแก้ไข

โดยดร.มัลลิกากล่าวว่าตลอดการลงพื้นที่พบว่าประชาชนฝั่งธนบุรี โดยเฉพาะเขตราษฎร์บูรณะ บางปะกอกทุ่งครุ และพื้นที่ใกล้เคียง กำลังเผชิญปัญหาหลายด้านพร้อมกันทั้งปัญหาปากท้อง ค่าครองชีพ การจราจร น้ำท่วม และมลพิษทางอากาศ ประชาชนไม่ได้ต้องการคำอธิบายอีกแล้ว แต่ต้องการผู้บริหารที่ลงมือแก้ปัญหาได้จริง

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 02.00 น.

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

จากพฤติกรรมดังกล่าว การที่ได้รับอันตรายหรือเจ็บป่วยนั้น เกิดจากการขับขี่รถจักรยานยนต์ของตนเอง ซึ่งมีลักษณะประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงร่วมด้วยอันเป็นข้อยกเว้นที่ผู้ถูกฟ้องคดีมีอำนาจที่จะไม่พิจารณาเลื่อนเงินเดือนกรณีพิเศษ ให้แก่ร้อยตำรวจโท ร. ได้ตามข้อ 9 วรรคหนึ่ง ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการให้บำเหน็จความชอบเป็นกรณีพิเศษ พ.ศ.2521 ประกอบกับการที่ร้อยตำรวจโท ร. เมาสุราในขณะปฏิบัติหน้าที่ และขับขี่รถจักรยานยนต์เพื่อปฏิบัติหน้าที่ในขณะเมาสุราถือเป็นกรณีที่ร้อยตำรวจโท ร. เป็นผู้มีความประพฤติเสื่อมเสีย ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดี ชอบที่จะงดการกำหนดบำเหน็จความชอบเป็นกรณีพิเศษได้ตามควรแก่กรณีตามข้อ 15 ของระเบียบดังกล่าว

อนึ่ง การพิจารณาบำเหน็จความชอบตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วย การให้บำเหน็จความชอบเป็นกรณีพิเศษ พ.ศ.2521 นั้น เป็นการกำหนดสิทธิประโยชน์ตอบแทนกรณีพิเศษให้แก่ข้าราชการรายที่เสียชีวิตในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ นอกเหนือจากบำเหน็จความชอบในกรณีตามปกติที่ข้าราชการจะได้รับเพื่อเป็นการตอบแทนผลการปฏิบัติราชการด้วยความเสียสละและเป็นขวัญกำลังใจให้แก่ข้าราชการที่ได้ปฏิบัติราชการด้วยความเสียสละ ตลอดจนทายาทของข้าราชการดังกล่าวซึ่งมีเจตนารมณ์ที่จะช่วยเหลือหรือเยียวยาให้แก่ข้าราชการที่เสียชีวิต บาดเจ็บ หรือปฏิบัติหน้าที่ในสภาพเสี่ยงอันตรายต่อชีวิตเพราะเหตุปฏิบัติราชการ โดยจะต้องนำลักษณะและพฤติกรรมการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการผู้ที่เสียชีวิตหรือบาดเจ็บในแต่ละครั้งมาพิจารณาโดยมิได้กำหนดให้นำผลงานและคุณงามความดี ซึ่งไม่เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เสนอขอบำเหน็จความชอบกรณีพิเศษครั้งนั้น มาพิจารณาร่วมด้วยแต่อย่างใด

(คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อบ.250/2565)

(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการตุลาการ ให้ดำรงตำแหน่งในศาลต่างๆ จำนวน 1,450 ราย

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการตุลาการ ให้ดำรงตำแหน่งในศาลต่างๆ จำนวน 1,450 ราย

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการตุลาการ ให้ดำรงตำแหน่งในศาลต่างๆ จำนวน 1,450 ราย

วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 21.19 น.

วันที่ 5 มิถุนายน 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องแต่งตั้งข้าราชการตุลาการ ความว่า มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการตุลาการให้ดำรงตำแหน่งในศาลต่าง ๆ จำนวน 1,450 ราย ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ.2569 เป็นต้นไป ยกเว้นลำดับที่ 1 ถึงลำดับที่ 5 ตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม พ.ศ.2569 เป็นต้นไป

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี

ดูรายชื่อทั้งหมด : คลิก

อนุทิน เปิดงานมหกรรมผ้าไหมไทยสู่เส้นทางโลก เฉลิมพระเกียรติพระราชินี อวดความงามผ้าไทยสู่สายตานานาชาติ

อนุทิน เปิดงานมหกรรมผ้าไหมไทยสู่เส้นทางโลก เฉลิมพระเกียรติพระราชินี อวดความงามผ้าไทยสู่สายตานานาชาติ

อนุทิน เปิดงานมหกรรมผ้าไหมไทยสู่เส้นทางโลก เฉลิมพระเกียรติพระราชินี อวดความงามผ้าไทยสู่สายตานานาชาติ

วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.36 น.

“นายกฯ” เปิดงาน “มหกรรมผ้าไหมไทยสู่เส้นทางโลก ครั้งที่ 15“ เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ 3 มิถุนายน อวดความงามผ้าไทยสู่สายตานานาชาติ ชู วัฒนธรรมสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ 

วันที่ 6 มิถุนายน 2569 เวลา 18.45 น. ที่หอประชุมกองทัพเรือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย พร้อมนางธนนนท์ ชาญวีรกูล ภริยา เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการมหกรรมผ้าไหม “ไหมไทยสู่เส้นทางโลก” ครั้งที่ 15 ประจำปี 2569 เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินีเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 48 พรรษาและส่งเสริมให้ประชาชน เห็นคุณค่าและความสำคัญของผ้าไหมไทย มรดกทางวัฒนธรรมและเผยแพร่เสน่ห์ของผ้าไทยสู่สายตานานาชาติ โดยมีน.ส. ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว. วัฒนธรรม นายพัฒนา 
พร้อมพัฒน์ รมว. สาธารณสุข นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุลรมว.ท่องเที่ยวและกีฬา นายนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช. ศึกษาธิการ นายวิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรี คณะทูตานุทูต ผู้แทนสถานทูต ผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา ฯ ร่วมงาน โอกาสนี้นางธนนนท์ พร้อม รัฐมนตรีและคู่สมรส ร่วมเดินแบบชุดผ้าไทย ในฐานะตัวแทนรัฐบาลไทย

เมื่อถึงภายในงาน นายกฯ ถวายความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และเปิดกรวยธูปเทียนแพ หน้าพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี และชมนิทรรศการ การแสดงแบบผ้าชุดที่ตัดเย็บจากผ้าไทย และชมวิดีทัศน์“ สองพระบารมี หนึ่งมรดกไทย“ ตำนานผ้าไหมสู่เวทีโลก เพื่อรำลึกถึงสมเด็จพระพันปีหลวง และวิดีทัศน์เทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี

นายอนุทิน กล่าวเปิดงาน ว่า ปีนี้เป็นปีทองของผ้าไหมไทย โดยเห็นกระแสก่อตัวอย่างชัดเจนอีกครั้งจากคนรุ่นใหม่นับตั้งแต่มีงานพระราชดำริ “ใส่ผ้าไทยอย่างไรให้สนุก” และผ้าไทยได้สร้างชื่อเสียงให้ประเทศ ที่กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส  ในงานนิทรรศการภายใต้พระอุปถัมภ์ “ราชพัสตราสู่สากล La Mode en Majesté: Royal Thai Dress from Tradition to Modernity” ที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จไปทรงเป็นประธานในงานเฉลิมฉลอง เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 170 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและฝรั่งเศส ซึ่งถือว่าเป็นการสืบสานพระราชปณิธานของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ได้รับการกล่าวขานชื่นชมจากนานาชาติเสมอมา 

นายอนุทิน กล่าวว่า รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งว่าปีนี้ได้มาเปิดงาน “มหกรรมผ้าไหมไทย สู่เส้นทางโลก ครั้งที่ 15” ที่จัดขึ้น เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระราชินี ในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 4 รอบ (48 พรรษา) เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน ที่ผ่านมา พระองค์ท่านเป็นผู้ที่มีบทบาทในการส่งเสริมสนับสนุนเผยแพร่ความงดงามของผ้าไหมไทย และงานนี้จะเป็นอีกครั้งหนึ่งในการตอกย้ำความยิ่งใหญ่ของผ้าไหมไทย ในการสร้างแรงบันดาลใจให้ศิลปินรุ่นใหม่ ได้สร้างสรรค์งานผ้าไทย เป็นการสืบสานและต่อยอดอย่างยิ่งใหญ่ของวัฒนธรรมไทยและชุดไทยต่อไป ผ้าไหมไทยถือเป็นสัญลักษณ์ อัตลักษณ์สำคัญและมรดกทางภูมิปัญญาอันล้ำค่าของประเทศไทย ที่สะท้อนถึงความปราณีต วิจิตรและเทคนิคชั้นสูง ที่มีการถ่ายทอดรุ่นสู่รุ่น ซึ่งผ้าไหมไทยเป็นสิ่งที่บอกเล่าเรื่องราว วิถีชีวิต ความเชื่อภูมิปัญญา และศิลปะเฉพาะถิ่นผ่านลวดลายสีสันและเทคนิคการทอที่แตกต่างกันในแต่ละภูมิภาคของประเทศ ก่อให้เกิดมูลค่าทางวัฒนธรรม เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และภาพลักษณ์ของประเทศไทยเป็นอย่างมาก ผ้าไหมไทยจึงมีสถานะเหมือนทูตทางวัฒนธรรมในการเผยแพร่ภูมิปัญญาไทยไปสู่สายตาชาวโลก ซึ่งรัฐบาลได้ให้ความสำคัญในการส่งเสริมผ้าไหมไทยในทุกมิติ และเชื่อว่าความสำเร็จในการสืบสานและการเผยแพร่ผ้าไหมไทย จะเกิดขึ้นได้จากการร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นช่างทอผ้า นักออกแบบจากสถาบันการศึกษา เยาวชนรวมถึงหน่วยงานภาครัฐและเอกชน และเครือข่ายนานาชาติที่มีบทบาทเกี่ยวกับผ้าไหมไทย เพื่อให้ผ้าไหมไทยเป็นที่รู้จัก เป็นมรดกของชาติ วัฒนธรรม เศรษฐกิจและเป็นสื่อกลางของมิตรภาพระหว่างประเทศ 

นายกฯ กล่าวว่า โอกาสนี้ขอแสดงความยินดีกับผู้ที่ได้รับรางวัล และขอขอบคุณคณะทำงานจากหน่วยงานต่างๆที่ได้ร่วมการจัดงาน “มหกรรมผ้าไหมไทย สู่เส้นทางโลกครั้งที่ 15” และขออวยพรให้การจัดงานประสบความสำเร็จและเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนไทย เยาวชนไทยได้ร่วมกันสืบสานผ้าไหมไทยเพื่อคุณค่าทางวัฒนธรรม เศรษฐกิจและนำมาซึ่งความภาคภูมิใจของประเทศชาติสืบไป  

จากนั้นนายกฯมอบรางวัล ผู้ชนะการออกแบบผ้าไทย ในโครงการประกวด The Next Big Silk Desiigner ครั้งที่ 7 และชมการแสดงแฟชั่นโชว์ ชุดไทยพระราชนิยมและชุดผ้าไหมไทยประยุกต์ ผลงานของดีไซเนอร์รุ่นใหม่ ผ่านตัวแทนคณะทูตจาก 90 ประเทศทั่วโลก