รัฐบาลขยายเวลาผ่อนผันแรงงาน 3 สัญชาติถึงปี 2570 ลดปัญหาแรงงานขาดแคลน

รัฐบาลขยายเวลาผ่อนผันแรงงาน 3 สัญชาติถึงปี 2570 ลดปัญหาแรงงานขาดแคลน

รัฐบาลขยายเวลาผ่อนผันแรงงาน 3 สัญชาติถึงปี 2570 ลดปัญหาแรงงานขาดแคลน

วันอาทิตย์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 10.04 น.

รัฐบาลขยายเวลาผ่อนผันแรงงาน 3 สัญชาติถึงปี 2570 มุ่งรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ-ลดปัญหาแรงงานขาดแคลน 

เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2569 ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงรายละเอียดของมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมา ที่ได้เห็นชอบการขยายระยะเวลาการผ่อนผันให้แรงงานต่างด้าวสัญชาติเมียนมา ลาว และเวียดนาม ให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวและทำงานต่อ จนถึงวันที่ 11 ธันวาคม 2570 ว่า เพื่อประคองระบบเศรษฐกิจและลดปัญหาการขาดแคลนแรงงานในภาคอุตสาหกรรมและบริการ

ทั้งนี้ เดิมทีใบอนุญาตทำงานของแรงงานต่างด้าวส่วนใหญ่ กำลังทยอยหมดอายุในช่วงปลายปี 2569 ซึ่งหากไม่มีการขยายเวลา อาจจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการไทยที่พึ่งพาแรงงานกลุ่มนี้ ทั้งภาคการผลิต ภาคก่อสร้าง ภาคบริการ และเกษตรกรรมทั่วประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่อุตสาหกรรมและจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญ เพราะหากแรงงานเหล่านี้ต้องออกจากระบบไป จะส่งผลต่อเสถียรภาพในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในภาวะที่ตลาดแรงงานยังมีความต้องการสูง

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า รัฐบาลออกมาตรการล่วงหน้า ก่อนใบอนุญาตทำงานของแรงงานต่างด้าวจำนวนมากหมดอายุ ก็เพื่อไม่ให้เกิดภาวะขาดแคลนแรงงาน ช่วยให้ภาคเอกชนสามารถวางแผนบริหารกำลังคนต่อเนื่อง ไม่ต้องหยุดสายการผลิตหรือปิดกิจการชั่วคราว โดยในช่วงที่รัฐบาลผ่อนผันและขยายเวลานี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็จะเร่งปรับปรุงฐานข้อมูลแรงงานต่างด้าว ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเชื่อมระบบระหว่างหน่วยงาน เพื่อดูแลตรวจสอบให้แรงงานต่างด้าว ได้อยู่ในระบบอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ลดปัญหาการลักลอบเข้าเมืองและแรงงานเถื่อน ขณะเดียวกันก็ช่วยให้ภาคธุรกิจไม่ขาดแรงงานและไม่ถูกกดดันจากมาตรฐานแรงงานระหว่างประเทศด้วย 

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ย้ำว่า รัฐบาลไม่ได้เปิดให้ขึ้นทะเบียนแรงงานใหม่เป็นการทั่วไป แต่ขยายเวลาผ่อนผันสำหรับกลุ่มเดิมที่มีข้อมูลอยู่ในระบบแล้วเท่านั้น เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งขั้นตอนในลำดับถัดไป ทางกระทรวงแรงงานจะมีการออกประกาศรายละเอียดและแนวปฏิบัติ เพื่อลดขั้นตอนเอกสารให้มีความสะดวกและรวดเร็วที่สุด ดังนั้น ขอให้นายจ้างและสถานประกอบการติดตามประกาศอย่างเป็นทางการผ่านช่องทางของกรมการจัดหางาน (www.doe.go.th) และสายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506 กด 2 เพื่อป้องกันการถูกมิจฉาชีพแอบอ้างเรียกรับผลประโยชน์

สื่อมณฑลเสฉวนชื่นชม นายกฯอนุทิน ใช้คำภาษาจีน เจียโหยว ในการกล่าวปาฐกถาซึ่งสะท้อนความจริงใจ

สื่อมณฑลเสฉวนชื่นชม นายกฯอนุทิน ใช้คำภาษาจีน เจียโหยว ในการกล่าวปาฐกถาซึ่งสะท้อนความจริงใจ

สื่อมณฑลเสฉวนชื่นชม นายกฯอนุทิน ใช้คำภาษาจีน เจียโหยว ในการกล่าวปาฐกถาซึ่งสะท้อนความจริงใจ

วันอาทิตย์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 10.02 น.

สื่อมณฑลเสฉวนชื่นชม นายกฯอนุทิน ใช้คำภาษาจีน เจียโหยว ในการกล่าวปาฐกถาซึ่งสะท้อนความจริงใจในการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีน

19 กรกฎาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่าจากการติดตามการนำเสนอข่าวของสื่อสาธารณรัฐประชาชนจีนต่อการเยือนจีนของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ว่า นอกจากการรายงานความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการลงทุนแล้ว สื่อท้องถิ่นของจีนยังให้ความสำคัญกับ การสื่อสารที่เข้าถึงประชาชน โดยเฉพาะการใช้ภาษาจีนของนายกรัฐมนตรี ซึ่งสะท้อนความเป็นมิตรและความใกล้ชิดระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า Sichuan Online (四川在线) สื่อหลักในเครือเสฉวนเดลี่ ซึ่งเป็นสื่อสำคัญของมณฑลเสฉวน ได้รายงานภารกิจของนายกรัฐมนตรีในเวทีการลงทุนและเศรษฐกิจจีน (เสฉวน)–ไทย ประจำปี 2569 โดยเลือกนำประโยคภาษาจีนของนายกรัฐมนตรีขึ้นเป็นพาดหัวข่าวว่า ‘นายกรัฐมนตรีไทยกล่าวคำว่า ‘加油’ (เจียโหยว) ติดต่อกัน 4 ครั้ง’ แทนการเน้นประเด็นเศรษฐกิจหรือการลงทุน

รายงานระบุว่า ในช่วงท้ายของปาฐกถาพิเศษ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวคำว่า “加油” (เจียโหยว) ซึ่งเป็นคำให้กำลังใจที่ชาวจีนนิยมใช้ในความหมายว่า ‘สู้ต่อไป’ หรือ ‘เดินหน้าไปด้วยกัน’ รวม 4 ประโยค ได้แก่ ‘加油泰国、加油四川、加油中国、加油好朋友’ หรือ ‘เดินหน้าประเทศไทย เดินหน้าเสฉวน เดินหน้าประเทศจีน และเดินหน้าเพื่อนที่ดี’ โดยสื่อเสฉวนระบุว่า ถ้อยคำดังกล่าวสะท้อนความจริงใจในการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีน รวมถึงความร่วมมือระหว่างไทยกับมณฑลเสฉวน และได้รับเสียงปรบมือจากผู้เข้าร่วมงานอย่างอบอุ่น

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การที่สื่อท้องถิ่นของจีนเลือกหยิบถ้อยคำภาษาจีนสั้น ๆ ของนายกรัฐมนตรีขึ้นเป็นพาดหัวข่าว ทั้งที่ภายในงานมีประเด็นด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนจำนวนมาก สะท้อนให้เห็นว่าสื่อจีนให้ความสำคัญกับ การสื่อสารที่เข้าถึงประชาชนและการสร้างความสัมพันธ์ระดับประชาชน (People-to-People Connectivity) ควบคู่ไปกับความร่วมมือในระดับรัฐบาลและภาคธุรกิจ

‘รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับประเทศคู่ค้าในทุกมิติ ทั้งความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การลงทุน เทคโนโลยี และการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน การที่สื่อจีนเลือกนำเสนอถ้อยคำที่สะท้อนมิตรภาพและความจริงใจของนายกรัฐมนตรี แสดงให้เห็นว่าความสัมพันธ์ไทย–จีนไม่ได้เติบโตเฉพาะในระดับนโยบาย แต่ยังได้รับการรับรู้และตอบรับจากประชาชน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของความร่วมมือที่ยั่งยืนระหว่างสองประเทศ’ นางสาวลลิดา กล่าว

รัฐบาลเปิดโผร่าง กฎหมายอุ้มบุญ ฉบับใหม่ ปรับคำนิยาม คู่สมรส รองรับความหลากหลาย

รัฐบาลเปิดโผร่าง กฎหมายอุ้มบุญ ฉบับใหม่ ปรับคำนิยาม คู่สมรส รองรับความหลากหลาย

รัฐบาลเปิดโผร่าง กฎหมายอุ้มบุญ ฉบับใหม่ ปรับคำนิยาม คู่สมรส รองรับความหลากหลาย

วันอาทิตย์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 08.50 น.

รัฐบาลเปิดรับฟังความเห็น ร่างกฎหมายอุ้มบุญ ฉบับใหม่ เชิญชวนประชาชนร่วมแสดงความคิดเห็นผ่านระบบการกฎหมาย www.law.go.th ถึง 31 ก.ค.นี้ 

19 กรกฎาคม 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย และมีแนวโน้มมีภาวะมีบุตรยากเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์มีความก้าวหน้าและมีการใช้บริการมากขึ้น จึงมีความจำเป็นต้องปรับปรุงกฎหมายให้มีความเหมาะสม สอดคล้องกับบริบททางสังคม กฎหมายที่เกี่ยวข้อง และมาตรฐานสากล 

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า รัฐบาล โดยกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ให้ความสำคัญกับ การปรับปรุงกฎหมายให้สอดรับกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ (อุ้มบุญ) ซึ่งมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สำหรับการปรับปรุงกฎหมายในครั้งนี้ มุ่งสร้างความสมดุลระหว่างการส่งเสริมการเข้าถึงเทคโนโลยีทางการแพทย์กับการคุ้มครองสิทธิและสวัสดิภาพของเด็ก ผู้รับบริการ ผู้ให้กำเนิดแทน และบุคลากรทางการแพทย์ รวมทั้งยกระดับประสิทธิภาพการกำกับดูแล ป้องกันการแสวงหาประโยชน์ในเชิงพาณิชย์และการค้ามนุษย์ ตลอดจนสนับสนุนการพัฒนาประเทศสู่การเป็น Medical Hub ภายใต้กรอบกฎหมายที่มีความรัดกุม โปร่งใส และเป็นที่ยอมรับในระดับสากล

“สาระสำคัญของร่างกฎหมายฉบับปรับปรุง ประกอบด้วย การปรับแก้คำว่า สามีภริยา เป็น คู่สมรส เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายและเปิดโอกาสให้คู่สมรสที่เท่าเทียมสามารถเข้าถึงบริการได้ การเพิ่มพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย การปรับเงื่อนไขการให้บริการแก่คู่สมรสที่มีชาวต่างชาติ การกำหนดให้เจ้าของอสุจิ ไข่ หรือตัวอ่อน สามารถส่งออกอสุจิ ไข่ หรือตัวอ่อนได้ รวมทั้งการปรับเพิ่มอัตราโทษในความผิดที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดด้านการค้ามนุษย์และการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ” นางสาวพลอยทะเล ย้ำ

รัฐบาล โดยกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข เชิญชวนประชาชนและผู้ที่เกี่ยวข้องร่วมแสดงความคิดเห็นผ่านระบบกลางทางกฎหมาย http://www.law.go.th ได้ตั้งแต่วันที่ 2 – 31 กรกฎาคม 2569 โดยความคิดเห็นของทุกภาคส่วนจะเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนากฎหมายให้มีความสมบูรณ์ ครอบคลุม และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและระบบบริการสุขภาพของประเทศไทยต่อไป.

สวนดุสิตโพลชี้ ประชาชนไม่เชื่อมั่นรัฐคุมเข้มสถานบันเทิง หลังโศกนาฏกรรมไฟไหม้ซ้ำซาก

สวนดุสิตโพลชี้ ประชาชนไม่เชื่อมั่นรัฐคุมเข้มสถานบันเทิง หลังโศกนาฏกรรมไฟไหม้ซ้ำซาก

สวนดุสิตโพลชี้ ประชาชนไม่เชื่อมั่นรัฐคุมเข้มสถานบันเทิง หลังโศกนาฏกรรมไฟไหม้ซ้ำซาก

วันอาทิตย์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 07.47 น.

19 กรกฎาคม 2569 “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ไฟไหม้สถานบันเทิง”กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,121 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 14-17 กรกฎาคม 2569 ผลการสำรวจพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความกังวลในระดับมากต่อความปลอดภัยของสถานบันเทิงในประเทศไทย ร้อยละ 42.64 ขณะที่เมื่อเข้าใช้บริการสถานบันเทิงจะสังเกตทางหนีไฟหรืออุปกรณ์ป้องกันอัคคีภัยเป็นบางครั้ง ร้อยละ 37.73ส่วนสาเหตุสำคัญของเหตุไฟไหม้สถานบันเทิงมาจากระบบป้องกันอัคคีภัยที่ไม่มีประสิทธิภาพ ร้อยละ 79.05และเห็นว่าภาครัฐควรเร่งตรวจสอบสถานบันเทิงทั่วประเทศ ร้อยละ 80.63 อย่างไรก็ตามค่อนข้างไม่เชื่อมั่นว่าภาครัฐจะสามารถยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของสถานบันเทิงได้ ร้อยละ 50.94

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า เหตุโศกนาฏกรรมครั้งนี้สร้างความเศร้าใจต่อการสูญเสียและทำให้คำว่า “ช่องโหว่” ของการบังคับใช้กฎหมายถูกตั้งคำถามจากสังคมอีกครั้งอีกทั้งยังบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อการกำกับดูแลของภาครัฐว่าจะสามารถยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยได้อย่างจริงจังหรือไม่ เพราะกฎหมายจะมีความหมายก็ต่อเมื่อมีการใช้อย่างจริงจังและต่อเนื่อง

ผู้ช่วยศาสตราจารย์สรศักดิ์ มั่นศิลป์ ประธานหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต โรงเรียนกฎหมายและการเมืองมหาวิทยาลัยสวนดุสิต อธิบายว่า เหตุการณ์ไฟไหม้สถานบันเทิงถือว่ากระทบกับความรู้สึกคนไทยอย่างมากทำให้เห็นถึงความหย่อนยานของการบังคับใช้กฎหมาย ไม่ว่ากฎหมายเกี่ยวกับสถานบริการ กฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมอาคารและกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตของประชาชนเป็นจำนวนมากหน่วยงานภาครัฐไม่ว่ากรุงเทพมหานคร สำนักงานตำรวจแห่งชาติและหน่วยงานอื่น ๆที่เกี่ยวข้องต้องทำการตรวจสอบสถานที่ลักษณะนี้ให้เข้มงวดไม่ใช่เพียงช่วงระยะสั้น ๆ ตามกระแสข่าวเท่านั้น

สิ่งสำคัญในช่วงนี้อีกเรื่องคือการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว การชดใช้ค่าสินไหมทดแทนต้องกระทำการโดยเร็ว หากพบว่ามีเจ้าหน้าที่มีความบกพร่องก็ต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาดผลโพลชี้ให้เห็นว่าประชาชนต้องการให้ภาครัฐเร่งตรวจสอบสถานบันเทิงทั่วประเทศและสร้างระบบป้องกันอัคคีภัยให้มีประสิทธิภาพหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหากหน่วยงานภาครัฐและเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังเหตุการณ์ลักษณะนี้คงไม่เกิดขึ้นอีก

ต่างชาติผิดกฎหมาย! นิด้าโพลชี้ ทุนสีเทา-นอมินี ภัยคุกคามประเทศขั้นสูงสุด ชี้ต้นตออยู่ที่ระบบคอร์รัปชัน

ต่างชาติผิดกฎหมาย! นิด้าโพลชี้ ทุนสีเทา-นอมินี ภัยคุกคามประเทศขั้นสูงสุด ชี้ต้นตออยู่ที่ระบบคอร์รัปชัน

ต่างชาติผิดกฎหมาย! นิด้าโพลชี้ ทุนสีเทา-นอมินี ภัยคุกคามประเทศขั้นสูงสุด ชี้ต้นตออยู่ที่ระบบคอร์รัปชัน

วันอาทิตย์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 07.06 น.

19 กรกฎาคม 2569 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “ต่างชาติ ผิดกฎหมาย” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 13-15 กรกฎาคม 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับพฤติกรรมการกระทำผิดกฎหมายของชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

จากการสำรวจเมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนต่อพฤติกรรมการกระทำผิดกฎหมายของชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยที่เป็นอันตรายต่อประเทศไทย พบว่า

1. การเข้ามาลงทุนในธุรกิจที่ผิดกฎหมายหรือเปิดกิจการเพื่อฟอกเงินสีเทา ตัวอย่าง ร้อยละ 94.05 ระบุว่า อันตรายมาก รองลงมา ร้อยละ 5.42 ระบุว่า ค่อนข้างอันตราย ร้อยละ 0.30 ระบุว่า ไม่ค่อยอันตราย ร้อยละ 0.15 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ/ไม่สนใจ และร้อยละ 0.08 ระบุว่า ไม่อันตรายเลย

2. การจ้างนอมินี (ตัวแทน) ชาวไทยถือครองที่ดินไม่ว่าจะเป็นในนามบุคคล องค์กรหรือบริษัท ตัวอย่าง ร้อยละ 82.14 ระบุว่า อันตรายมาก รองลงมา ร้อยละ 14.81 ระบุว่า ค่อนข้างอันตราย ร้อยละ 2.14 ระบุว่า ไม่ค่อยอันตราย ร้อยละ 0.76 ระบุว่า ไม่อันตรายเลย และร้อยละ 0.15 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ/ไม่สนใจ

3. การจ้างคนไทยให้รับเป็นพ่อเด็กที่เป็นลูกต่างชาติเพื่อให้ได้สัญชาติ ตัวอย่าง ร้อยละ 81.76 ระบุว่า อันตรายมาก รองลงมา ร้อยละ 14.20 ระบุว่า ค่อนข้างอันตราย ร้อยละ 3.05 ระบุว่า ไม่ค่อยอันตราย ร้อยละ 0.76 ระบุว่า ไม่อันตรายเลย และร้อยละ 0.23 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ/ไม่สนใจ

4. การประกอบธุรกิจศูนย์เหรียญ (ธุรกิจที่นักลงทุนต่างชาติเข้ามาผูกขาดและควบคุมระบบซื้อขายทั้งหมดเฉพาะเครือข่ายของคนชาติเดียวกัน ทำให้คนไทยขาดรายได้) ตัวอย่าง ร้อยละ 81.29 ระบุว่า อันตรายมาก รองลงมา ร้อยละ 15.65 ระบุว่า ค่อนข้างอันตราย ร้อยละ 1.91 ระบุว่า ไม่ค่อยอันตราย ร้อยละ 0.92 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ/ไม่สนใจ และร้อยละ 0.23 ระบุว่า ไม่อันตรายเลย

5. การจ้างนอมินี (ตัวแทน) ชาวไทยเปิดธุรกิจหรือถือหุ้นส่วนใหญ่ในธุรกิจในประเทศไทย ตัวอย่าง ร้อยละ 81.21 ระบุว่า อันตรายมาก รองลงมา ร้อยละ 15.88 ระบุว่า ค่อนข้างอันตราย ร้อยละ 2.37 ระบุว่า ไม่ค่อยอันตราย ร้อยละ 0.46 ระบุว่า ไม่อันตรายเลย และร้อยละ 0.08 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ/ไม่สนใจ

6. การเข้ามาตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ใดที่หนึ่งจำนวนมากจนกลายเป็นหรือเกือบจะเป็นชุมชนหรือเมืองของชาวต่างชาติ ตัวอย่าง ร้อยละ 77.48 ระบุว่า อันตรายมาก รองลงมา ร้อยละ 17.79 ระบุว่า ค่อนข้างอันตราย ร้อยละ 3.89 ระบุว่า ไม่ค่อยอันตราย ร้อยละ 0.61 ระบุว่า ไม่อันตรายเลย และร้อยละ 0.23 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ/ไม่สนใจ

7. การทำงานของต่างชาติที่ไม่ตรงกับใบอนุญาตทำงาน ตัวอย่าง ร้อยละ 72.98 ระบุว่า อันตรายมาก รองลงมา ร้อยละ 23.13 ระบุว่า ค่อนข้างอันตราย ร้อยละ 3.51 ระบุว่า ไม่ค่อยอันตราย ร้อยละ 0.23 ระบุว่า ไม่อันตรายเลย และร้อยละ 0.15 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ/ไม่สนใจ

8. การเข้ามาประกอบอาชีพที่สงวนไว้สำหรับคนไทย เช่น งานขับขี่ยานยนต์ งานมัคคุเทศก์หรือจัดนำเที่ยวเป็นต้น ตัวอย่าง ร้อยละ 65.42 ระบุว่า อันตรายมาก รองลงมา ร้อยละ 27.86 ระบุว่า ค่อนข้างอันตราย ร้อยละ 5.65 ระบุว่า ไม่ค่อยอันตราย ร้อยละ 0.69 ระบุว่า ไม่อันตรายเลย และร้อยละ 0.38 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ/ไม่สนใจ

ด้านพฤติกรรมผิดกฎหมายของชาวต่างชาติที่เคยพบเห็นด้วยตนเอง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 35.95 ระบุว่าไม่เคยพบเจอพฤติกรรมที่ผิดกฎหมายของชาวต่างชาติ รองลงมา ร้อยละ 26.11 ระบุว่า การเข้ามาลงทุนในธุรกิจที่ผิดกฎหมายหรือเปิดกิจการเพื่อฟอกเงินสีเทา ร้อยละ 25.88 ระบุว่า การจ้างนอมินี (ตัวแทน) ชาวไทยเปิดธุรกิจหรือถือหุ้นส่วนใหญ่ในธุรกิจในประเทศไทย ร้อยละ 20.92 ระบุว่า การจ้างนอมินี (ตัวแทน) ชาวไทยถือครองที่ดิน ไม่ว่าจะเป็นในนามบุคคล องค์กรหรือบริษัท ร้อยละ 18.85 ระบุว่า การเข้ามาตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ใดที่หนึ่งจำนวนมากจนกลายเป็นหรือเกือบจะเป็นชุมชนหรือเมืองของชาวต่างชาติ ร้อยละ 17.71 ระบุว่า การเข้ามาประกอบอาชีพที่สงวนไว้สำหรับคนไทย เช่น งานขับขี่ยานยนต์ งานมัคคุเทศก์หรือจัดนำเที่ยว เป็นต้น ร้อยละ 14.35 ระบุว่า การทำงานของต่างชาติที่ไม่ตรงกับใบอนุญาตทำงาน ร้อยละ 9.69 ระบุว่า การประกอบธุรกิจศูนย์เหรียญ (ธุรกิจที่นักลงทุนต่างชาติเข้ามาผูกขาดและควบคุมระบบซื้อขายทั้งหมด เฉพาะเครือข่ายของคนชาติเดียวกันทำให้คนไทยขาดรายได้) ร้อยละ 8.70 ระบุว่า การจ้างคนไทยให้รับเป็นพ่อเด็กที่เป็นลูกต่างชาติเพื่อให้ได้สัญชาติไทย และร้อยละ 0.23 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้ชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยกระทำผิดกฎหมาย พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 67.10 ระบุว่า การทุจริต ประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง รองลงมา ร้อยละ 59.31 ระบุว่า บทลงโทษตามกฎหมายไม่รุนแรง ร้อยละ 52.21 ระบุว่า นโยบายของรัฐหรือกฎหมายเปิดช่องให้ดำเนินการได้ร้อยละ 50.46 ระบุว่า การทุจริต ประพฤติมิชอบของนักการเมือง ร้อยละ 48.70 ระบุว่า การเห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตนของคนไทยบางคน ร้อยละ 44.35 ระบุว่า การไม่ใส่ใจสอดส่องดูแลของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร้อยละ 29.54 ระบุว่า คนไทยไม่สนใจหรือไม่ตระหนักในปัญหาคนต่างชาติทำผิดกฎหมาย และร้อยละ 0.31 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

– 006

จีบลงทุนยานยนค์-IT นายกลุยจีน เชื่อมสัมพันธ์สองชาติ เร่งดึงเม็ดเงินเข้าไทย

จีบลงทุนยานยนค์-IT นายกลุยจีน เชื่อมสัมพันธ์สองชาติ เร่งดึงเม็ดเงินเข้าไทย

จีบลงทุนยานยนค์-IT นายกลุยจีน เชื่อมสัมพันธ์สองชาติ เร่งดึงเม็ดเงินเข้าไทย

วันอาทิตย์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

จีบลงทุนยานยนค์-IT นายกลุยจีน เชื่อมสัมพันธ์สองชาติ เร่งดึงเม็ดเงินเข้าไทย

นายกฯอนุทิน นำทัพเศรษฐกิจไทยบุกเฉิงตู เปิดฟอรั่มลงทุนไทย-จีน พร้อมปักหมุดตั้งสำนักงาน BOI แห่งใหม่ ลุยเจรจา One-on-One ดึง 6 บิ๊กคอร์ป เทคโนโลยี-ยานยนต์-ท่องเที่ยว” ขนเม็ดเงินลงทุนเข้าไทย กระชับสัมพันธ์เลขาฯพรรคคอมมิวนิสต์เสฉวน ปูทางยกระดับความร่วมมือระดับภูมิภาคเต็มสูบ ลั่นรัฐบาลพร้อมเป็นกำแพงหนุน ผนึกกำลังเอกชนไทย

เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2569ผู้สื่อข่าวรายงานจากสาธารณรัฐประชาชนจีน ถึงภารกิจ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย พร้อมด้วยคณะผู้แทนระดับสูงของรัฐบาลไทย เดินทางปฏิบัติภารกิจอย่างเป็นทางการ ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 16-20 กรกฎาคม 2569 โดยในวันที่ 18 ก.ค. นายกรัฐมนตรีได้นำคณะเดินทางจากนครเซี่ยงไฮ้ มุ่งสู่ นครเฉิงตู มณฑลเสฉวน เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยีและการท่องเที่ยวอย่างเต็มรูปแบบ

โดยภารกิจ ในช่วงเช้าเวลา 08.30 น. นายกรัฐมนตรีและคณะได้ออกเดินทางจากท่าอากาศยานนานาชาติเซี่ยงไฮ้ หงเฉียวโดยจะถึงท่าอากาศยานนานาชาติซวงหลิว นครเฉิงตูในเวลา 11.30 น. (เวลาท้องถิ่น ที่เร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง) เมื่อเดินทางถึงนครเฉิงตู นายกรัฐมนตรีได้เริ่มภารกิจด้านเศรษฐกิจทันที ณ ศูนย์การประชุมนานาชาติ Tianfu International Convention Center โดยได้เข้าร่วมกิจกรรม “Prime Minister-Thai Private Sector Luncheon” ร่วมรับประทานอาหารกลางวัน เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองกับผู้แทนภาคเอกชนไทย 153 รายและรับฟังข้อเสนอแนะในการบุกตลาดจีน

สัมมนาฟอรั่มลงทุนไทย-จีน

จากนั้นนายกรัฐมนตรีได้เป็นประธานในพิธีเปิดการสัมมนา “Thailand-China (Sichuan) Investment and Economic Forum 2026” โดยได้กล่าวปาฐกถาพิเศษ (Keynote Speech)แสดงวิสัยทัศน์และความพร้อมของประเทศไทยในการรองรับการลงทุนจากมณฑลเสฉวน นอกจากนี้นายกรัฐมนตรียังได้ร่วมกับผู้บริหารระดับสูงฝ่ายไทยและจีน ทำพิธีเปิด ฝ่ายการลงทุนประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครเฉิงตู (สำนักงาน BOI เฉิงตู) อย่างเป็นทางการ เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนล้ำสมัยเข้าสู่ประเทศไทย

ลุยเปิดเจรจา‘One-on-One’

ผู้สื่อข่าวรายงานว่ากิจกรรมสำคัญของวัน คือ การเข้าพบหารือรูปแบบตัวต่อตัว (One-on-One)ระหว่างนายกรัฐมนตรีและผู้นำบริษัทชั้นนำของจีนรวม 6 ราย เพื่อผลักดันความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม

สำหรับการหารือในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและยานยนต์(สนับสนุนโดย BOI) ประกอบด้วยการพบปะกับ Xiaomi Corporation ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีและสมาร์ทโฟนระดับโลก, ChangAn Automobile ผู้ผลิตยานยนต์รายใหญ่ของจีนที่มีฐานการผลิตในไทย, InnoLight Technology ผู้นำด้านนวัตกรรมอุปกรณ์ออปโตอิเล็กทรอนิกส์ และ Eoptolink Technology ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบส่งสัญญาณแสงและความเร็วสูง

ในส่วนของกลุ่มอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการ (สนับสนุนโดย ททท.) นายกรัฐมนตรีได้หารือกับ China Sichuan Airlines เกี่ยวกับการเพิ่มเที่ยวบินและเส้นทางบินตรง เชื่อมเมืองรองและเมืองหลักของไทย รวมถึงพบกับ Meituan แพลตฟอร์มบริการไลฟ์สไตล์ และอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ของจีนเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนคุณภาพสูงให้เดินทางมายังประเทศไทยมากขึ้น

คารวะเลขาฯพรรคคอมมิวนิสต์

ในช่วงค่ำ เวลา 18.30 น. ณ ศูนย์การประชุมนานาชาติ Chengdu  Century City International Convention Center นายหวัง เสี่ยวฮุย (Mr.Wang Xiaohui) เลขาธิการคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำมณฑลเสฉวน ได้เข้าเยี่ยมคารวะนายกรัฐมนตรีเพื่อหารือข้อราชการและกระชับความสัมพันธ์ในระดับภูมิภาค

จากนั้นเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ฯประจำมณฑลเสฉวน ได้เป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงอาหารค่ำ (Gala Dinner) เพื่อเป็นเกียรติแก่นายกรัฐมนตรีและคณะผู้แทนไทย

หนูนำทัพบุกเฉิงตูลุยตลาดจีน

นายอนุทิน กล่าวถึงภารกิจในการเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนซึ่งวันที่ 18 ก.ค. จะเดินทางไปที่นครเฉิงตูและพบกับนักธุรกิจไทย 153 คน จาก 48 บริษัท ที่เดินทางไปเข้าร่วมกิจกรรมของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน มาร่วมงานเปิดสำนักงานใหญ่แห่งที่ 4 ที่นครเฉิงตูว่าไม่อยากให้มองว่าใครพาใครมาเพราะนักธุรกิจจะไม่เสียเวลากับสิ่งที่ไม่เกิดประโยชน์ และล้วนมองเห็นโอกาสและช่องทางในการเติบโต

นายอนุทินกล่าวว่า การที่ภาคเอกชนไทยกว่า 100 ราย มาร่วมงาน แสดงว่าเห็นโอกาสและเห็นถึงความพร้อมและความแข็งแกร่งในการแสวงหาพันธมิตรและเจรจาจับคู่ธุรกิจเพื่อสร้างการเติบโตร่วมกัน คณะรัฐมนตรี และรัฐบาลพร้อมยืนเป็นกำแพง คอยสนับสนุน และให้คำยืนยันที่จะอำนวยความสะดวกทุกอย่างภายใต้กฎหมายที่มีอยู่ เพื่อสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับ
นักลงทุนอย่างเต็มที่

ถกมื้อเที่ยงผนึกกำลังเอกชนไทย

ทั้งนี้ นายกฯอนุทิน เดินทางถึง นครเฉิงตู เวลา 12.40 น. เข้าร่วมกิจกรรมPrime Minister-Thai Private Sector Luncheon ร่วมกับ 140 ผู้บริหารระดับสูงไทย (CEO) เป็นภาคเอกชนไทย ที่มาลงทุนในจีนจากกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ ได้แก่ ธุรกิจการเงิน อาหาร พลังงาน นิคมอุตสาหกรรม การแพทย์ สาธารณสุข ท่องเที่ยว

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่าดีใจที่ได้มานครเฉิงตูครั้งแรก รู้สึกยินดีที่พบปะกับภาคเอกชนไทยในวันนี้ การเดินทางมาเยือนอย่างเป็นทางการของรัฐบาลครั้งนี้ ถือเป็นทริปที่มีเป้าหมายที่ชัดเจนและหนักแน่นโดยเฉพาะเรื่องการส่งเสริมการค้าและการลงทุนระหว่างกันในอุตสาหกรรมใหม่ ซึ่งในการพบกับท่านประธานาธิบดีสี จิ้นผิง วานนี้ก็รับการยืนยันจากประธานาธิบดีจีนว่า “ไทย-จีน ครอบครัวเดียวกัน” ที่จะหารือกับนายกรัฐมนตรี หลี่ เฉียง ในวันพรุ่งนี้ก็จะฝากให้ท่านทั้งสองช่วยดูแลผู้ประกอบการชาวไทยในประเทศจีนด้วย

นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงว่ากิจกรรมวันนี้ยังได้มาเปิดสำนักงาน BOI ณ นครเฉิงตู และงานสัมมนา Thailand -China (Sichuan) Investment and Economic Forum บ่ายนี้ เป็นการปักหมุดและประกาศว่า ไทยจริงจัง ในการยกระดับความร่วมมือทางการค้า ในระดับท้องถิ่นโดยได้มอบหมายให้รองนายกฯ รัฐมนตรีคลังและการต่างประเทศรัฐมนตรีและหัวหน้าศูนย์ราชการที่กำกับดูแลกระทรวงเศรษฐกิจและการลงทุนเอกอัครราชทูต เลขาฯบีโอไอ ร่วมหารือแลกเปลี่ยนความคิดโอกาสและความท้าทาย ในการดำเนินธุรกิจของภาคเอกชนไทยในจีนโดยเฉพาะมณฑลเสฉวน

ให้คำมั่น‘ลู่ทาง’สร้างโอกาสใหม่

นายกรัฐมนตรีย้ำความพร้อมของไทยรัฐบาลมีหน้าที่แสวงหาความร่วมมือ สร้างโอกาสให้กับประเทศให้กับภาคเอกชนภายใต้หลักธรรมาภิบาลดังนั้น รัฐ-เอกชนต้องทำงานร่วมกัน ยึดหลัก โปร่งใส ตรวจสอบได้คือหลักธรรมาภิบาล (Good Governence)โดยรัฐมีหน้าที่อำนวยความสะดวก เช่น การปรับแก้กฎหมายที่เป็นอุปสรรค เป็นต้นจึงขอเอกชนมีความมั่นใจไทยมีความพร้อม และเชื่อมั่นรัฐบาลชุดนี้จะอำนวยความสะดวกและเป็น “ลู่ทาง” การลงทุนของเอกชนไปสู่เป้าหมายที่สูงสุด เอกชนไทยแข็งแกร่ง เติบโตไม่เพียงตลาดจีนรวมถึงตลาดโลก ดังนั้นหน้าที่ของรัฐบาลตอนนี้ คือต้องเร่งเจรจาFTA กับคู่ค้าสำคัญต่างๆ

ช่วงท้ายนายกรัฐมนตรี กล่าวขอบคุณภาคเอกชนไทยทุกคนที่ร่วมเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ พร้อมย้ำว่า “รัฐบาลมีหน้าที่สร้างโอกาส ส่วนเอกชนคือผู้สร้างความสำเร็จ หากเราทำงานร่วมกันในฐานะ “ทีมไทยแลนด์” ด้วยเป้าหมายเดียวกัน เชื่อมั่นว่าไทยจะไม่เพียงเติบโตในตลาดจีน แต่จะก้าวสู่ตลาดโลกได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน”

เปิดชื่อ11บิ๊กCEOร่วมโต๊ะนายกฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการเข้าร่วมกิจกรรม “Prime Minister-Thai Private Sector Luncheon” ร่วมรับประทานอาหารกลางวันเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองกับผู้แทนภาคเอกชนไทยนำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และภริยา ที่ Tianfu International Convention นครเฉิงตู สาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมด้วยทีมไทยแลนด์ มีภาคเอกชนไทยที่เดินทางมาร่วมการเจรจาธุรกิจที่เฉินตู 48 บริษัท รวม 153 คน และเข้าร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับนายกรัฐมนตรี 110 คน

โดยมีนักธุรกิจ 11 คน ที่ได้ร่วมรับประทานอาหารโต๊ะเดียวกับนายกฯประกอบด้วย 1.นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย 2.นายณรงค์ศักดิ์ พุทธพรมงคล ประธานหอการค้าไทย-จีน 3.นายวิบูลย์ สุภัครพงษ์กุล รองประธานหอการค้าไทย 4.นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ 5.นายสราวุฒิ อยู่วิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มธุรกิจ TCP 6.นางสาวศุภลักษณ์ อัมพุช ประธานกรรมการเดอะมอลล์กรุ๊ป 7.นายวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร อมตะ (AMATA) 8.นายวิชัย กุลสมภพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและประธานกรรมการบริหาร เครือสหพัฒน์ 9.นายโยธิน ดำเนินชาญวนิชย์ ประธานสวนอุตสาหกรรม 304 10.นายชญาว์ จันทวสุ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส สายงานกลยุทธ์องค์กรปตท. 11.นางมนูญศรี โชติเทวัญ ประธานกรรมการบริหาร สหฟาร์ม

โดยนายกรัฐมนตรีได้ใช้โอกาสนี้รับฟังความเห็น และข้อเสนอแนะของภาคเอกชนไทยเพื่อนำไปหารือกับนายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน ในวันอาทิตย์ที่ 19 ก.ค.นี้ด้วย

นายกฯเปิดฟอรั่มลงทุนไทย-จีน

เวลา 14.00 น. นายกฯอนุทิน ร่วมพิธีเปิดฝ่ายการลงทุนประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครเฉิงตู (BOI Chengdu Office) โดยมีผู้ว่าการมณฑลเสฉวน ผู้บริหารระดับสูงของทั้งสองประเทศ นักลงทุนและผู้แทนภาคเอกชนไทย-จีนเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

ภายหลังเสร็จสิ้นการกล่าวปาฐกถา นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณรัฐบาลจีน รัฐบาลมณฑลเสฉวนและสภาส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศแห่งประเทศจีนสาขามณฑลเสฉวน (CCPIT Sichuan)ที่ให้การสนับสนุนการจัดงานและการเปิดสำนักงาน BOI เฉิงตู ซึ่งถือเป็นการปักหมุด และเป็นการส่งสัญญาณสำคัญว่า รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการยกระดับความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนกับจีน โดยให้ความสำคัญกับการขยายความร่วมมือในระดับท้องถิ่นมากขึ้น

ย้ำไทยพร้อมเป็นประตูสู่อาเซียน

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า มณฑลเสฉวนมีประชากร 80 ล้าน เศรษฐกิจใหญ่อันดับ 6 ของจีน จึงเป็นหนึ่งในศูนย์กลางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมที่สำคัญของจีน ขณะที่ไทยมีจุดแข็งด้านทำเลที่ตั้งซึ่งเป็นศูนย์กลางอาเซียน โครงสร้างพื้นฐานที่ได้มาตรฐาน ห่วงโซ่อุปทานที่เข้มแข็ง บุคลากรที่มีคุณภาพ ความพร้อมด้านพลังงาน โดยเฉพาะพลังงานสะอาด ตลอดจนมาตรการสนับสนุนจากรัฐบาล และสิทธิประโยชน์จูงใจจาก BOI ที่สำคัญ รัฐบาลกำลังผลักดันการปฏิรูประบบราชการและปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจเพื่อให้สามารถรองรับการเจริญเติบโตและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New S-Curve) ได้ จากปัจจัยดังกล่าวทำให้ไทยได้รับการลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยในปีที่ผ่านมาคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI มีมูลค่าสูงเป็นประวัติการณ์ 3.8 หมื่นล้านหยวนหรีอ ราว 1 ล้านล้านบาท

นอกจากนี้ การค้าระหว่างเสฉวนและไทย ยังมีโอกาสอีกมาก ด้วยการพัฒนาเส้นทาง New International Land-Sea Trade Corridor และนโยบาย Chengdu-Chongqing Economic Circle พื้นที่แห่งนี้กำลังกลายเป็นจุดเชื่อมสำคัญของเส้นทางสายไหมทางบกที่เชื่อมจีนตะวันตกเข้ากับเอเชียใต้ เอเชียกลางและอาเซียน โดยมีไทยเป็นศูนย์กลาง ด้วยศักยภาพเช่นนี้นายกรัฐมนตรีจึงนำคณะจากประเทศไทยทั้งภาครัฐและเอกชน มาเยือนในครั้งนี้ด้วย เพื่อสร้างความร่วมมือกับมณฑลเสฉวนในด้านการค้า การลงทุน และการพัฒนาเศรษฐกิจ ซึ่งจะเป็นการยกระดับความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ โดยมีจุดแข็งทั้งของไทยและเสฉวนที่จะมาเติมเต็มกัน

มุ่งพัฒนาศก.ไทยเป็นระบบ3มิติ

นายกรัฐมนตรียังได้เน้นย้ำถึงรัฐบาลมุ่งพัฒนาเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นระบบใน 3 มิติ ได้แก่ 1.ความเร็วและการอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ ผ่านโครงการ Thailand FastPass ซึ่งเป็นกลไกที่จะช่วยลดระยะเวลาอนุมัติโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ลงทุนแล้วกว่า 7 แสนล้านบาท 2.การยกระดับผู้ประกอบการและบุคลากรไทย ผ่านกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันภายใต้ BOI และskill bridge 3.การสร้างความแข็งแรงจากภายใน ผ่านการมีมาตรการเศรษฐกิจระยะสั้นเพื่อกระตุ้นกำลังซื้อ ควบคู่ไปกับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในด้านพลังงานและการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล

ชวนนักลงทุนจีนมาลงทุนไทย

ผลจากการดำเนินนโยบายดังกล่าว ได้รับการยอมรับจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก ทั้ง Moody’s และ S&P Global Ratings ที่ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยดีขึ้นขณะที่อันดับความสามารถในการแข่งขันของไทยจาก IMD ก็ขยับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องสะท้อนถึงการปฏิรูปเศรษฐกิจอย่างจริงจังของรัฐบาลและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนจากทั่วโลก

ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีเชิญชวนนักลงทุนจีนใช้โอกาสในช่วงเวลานี้ขยายการลงทุนมายังประเทศไทย โดยยืนยันว่า ไทยพร้อมเป็นฐานการลงทุนที่มั่นคง ปลอดภัยและยั่งยืน พร้อมเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจและการค้าที่เชื่อถือได้ เพื่อสร้างการเติบโตและยั่งยืน เป็นความสำเร็จร่วมกันในระยะยาวของทั้งสองประเทศ

ภายหลังเสร็จสิ้นการกล่าวปาฐกถานายกรัฐมนตรีได้ร่วมพิธีเปิดฝ่ายการลงทุนประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครเฉิงตู (BOI Chengdu Office)และร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างภาคเอกชนของไทยและจีน ซึ่งจะช่วยต่อยอดความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน และอุตสาหกรรมแห่งอนาคตระหว่างทั้งสองประเทศต่อไป

รัฐบาลเร่งทบทวนสิทธิ ไม่ทิ้งคนจน บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เปิดอุทะรณ์ถึง31ก.ค.

รัฐบาลเร่งทบทวนสิทธิ ไม่ทิ้งคนจน บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เปิดอุทะรณ์ถึง31ก.ค.

รัฐบาลเร่งทบทวนสิทธิ ไม่ทิ้งคนจน บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เปิดอุทะรณ์ถึง31ก.ค.

วันอาทิตย์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

รัฐบาลเร่งทบทวนสิทธิ ไม่ทิ้งคนจน บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เปิดอุทะรณ์ถึง31ก.ค. กปภ.ปูทางช่วยค่าน้ำ

รัฐบาลเปิดทบทวนสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 17–31 กรกฎาคมนี้ ผ่าน 4 ช่องทาง ย้ำแก้ไขข้อมูลได้ถึง 16 สิงหาคม เพื่อรักษาสิทธิ “รมช.อัครนันท์”เดินหน้าแก้ปัญหาสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้นักศึกษา สกร. ทันทีไม่ต้องลาออกจากโรงเรียน “มท.3”ยัน “กปภ.” พร้อมเต็มระบบ เปิดลงทะเบียนสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ “ค่าน้ำประปา” เริ่ม 20ก.ค.นี้ ย้ำผู้มีสิทธิต้องไม่ตกหล่น ด้าน“พร้อมพงศ์” หวั่นผู้สมควรได้รับสิทธิตกหล่นจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ วอนทบทวนหลักเกณฑ์และเร่งแก้ไขข้อมูล ก่อนประชาชนเสียโอกาส เพื่อให้การช่วยเหลือเข้าถึงผู้เดือดร้อนจริง

เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเปิดให้ผู้ลงทะเบียนโครงการสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ที่ ไม่ผ่านการพิจารณาคุณสมบัติ สามารถยื่นขอทบทวนสิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 17-31กรกฎาคม 2569 เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนตรวจสอบข้อมูล แก้ไขข้อคลาดเคลื่อน และรักษาสิทธิของตนเอง โดยสามารถดำเนินการได้ผ่าน 4 ช่องทาง ที่รัฐบาลจัดเตรียมไว้เพื่ออำนวยความสะดวก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ผู้มีสิทธิยื่นทบทวนสามารถดำเนินการได้ผ่าน หน่วยรับลงทะเบียนของธนาคารทั้ง5 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย หรือผ่าน เว็บไซต์โครงการสวัสดิการแห่งรัฐ เว็บไซต์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แอปพลิเคชันเป๋าตัง และแอปพลิเคชันทางรัฐ

แก้ไขข้อมูลได้ถึง16ส.ค.

ทั้งนี้ ผู้ที่ยื่นทบทวนสิทธิแล้ว หากได้รับแจ้งให้แก้ไขข้อมูลหรือยื่นเอกสารเพิ่มเติม จะต้องดำเนินการด้วยตนเองที่หน่วยงานตรวจสอบคุณสมบัติที่เกี่ยวข้อง ภายในวันที่ 16 สิงหาคม 2569 มิฉะนั้น อาจส่งผลต่อการพิจารณาสิทธิ

นางสาวลลิดากล่าวว่า การเปิดให้ทบทวนสิทธิในครั้งนี้ เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ที่อาจได้รับผลกระทบจากข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์หรือมีข้อคลาดเคลื่อน ได้รับการตรวจสอบข้อมูลอีกครั้ง เพื่อให้การพิจารณาเป็นไปอย่างถูกต้อง โปร่งใส และเป็นธรรม โดยผู้ขอทบทวนยังคงต้องผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ของโครงการเช่นเดิม รัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลผู้มีรายได้น้อยและการเข้าถึงสวัสดิการของรัฐอย่างเป็นธรรมจึงขอเชิญชวนผู้ที่ไม่ผ่านการพิจารณาคุณสมบัติ ตรวจสอบผลและยื่นทบทวนสิทธิภายในระยะเวลาที่กำหนด พร้อมติดตามการแจ้งแก้ไขข้อมูลหรือเอกสารอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้เสียสิทธิที่พึงได้รับ

ศธ.ช่วยให้เด็กไม่ต้องทิ้งการเรียน

ทางด้าน นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงกรณีมีนักเรียนในสังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) บางส่วนทยอยลาออกจากสถานศึกษา หลังไม่ผ่านเกณฑ์การได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ว่า ขณะนี้กระทรวงศึกษาธิการได้รับทราบปัญหาดังกล่าวแล้ว และไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยได้เร่งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาแนวทางแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพราะเรื่องนี้ไม่ควรมีใครต้องเลือกระหว่างการเรียนกับสิทธิที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ขอให้นักเรียนทุกคนสบายใจ และอย่าเพิ่งตัดสินใจลาออกจากโรงเรียนทางกระทรวงศึกษาธิการกำลังเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน

“ตั้งแต่ทราบข่าว ผมรู้สึกไม่สบายใจ เพราะไม่อยากเห็นน้องๆ คนไหนต้องตัดสินใจลาออกเพราะความกังวลเรื่องสิทธิหรือภาระของครอบครัว หน้าที่ของน้องๆ คือเรียนหนังสือและรักษาความฝันเอาไว้ ส่วนหน้าที่ในการแก้ปัญหา เป็นหน้าที่ของเรา ขออย่าเพิ่งลาออกจากโรงเรียน”รมช.ศึกษาธิการ กล่าว

เร่งหาทางออกที่เหมาะสมที่สุด

นายอัครนันท์กล่าวว่า การศึกษาคืออนาคตของเรา กระทรวงศึกษาธิการจะไม่ปล่อยให้น้องๆ ต้องต่อสู้กับปัญหานี้เพียงลำพัง ผมและผู้บริหารของกระทรวงจะยืนอยู่เคียงข้างน้องๆ และเร่งประสานทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุด ขอให้น้องๆ มั่นใจว่า ไม่ว่าจะเจอปัญหาอะไร กระทรวงศึกษาธิการจะอยู่ข้างหลังและสนับสนุนน้องๆ อย่างเต็มที่เพื่อให้ทุกคนได้เรียนต่อโดยไม่สะดุด หากปัญหาเกิดจากเงื่อนไขหรือขั้นตอนใดที่เป็นอุปสรรค เราจะเร่งหารือกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาทางออกที่เหมาะสมที่สุด ขอเพียงน้องๆ อย่าเพิ่งหมดหวัง และอย่าทิ้งการเรียน เพราะหน้าที่ในการแก้ปัญหาเป็นหน้าที่ของพวกเรา

กปภ.พร้อมเปิดลงทะเบียนสิทธิฯค่าน้ำ

นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย กล่าวว่า การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) เตรียมความพร้อมรองรับการลงทะเบียนยืนยันการใช้สิทธิสวัสดิการด้านค่าน้ำประปาสำหรับผู้ผ่านการพิจารณาคุณสมบัติตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ซึ่งจะเปิดให้ลงทะเบียน ตั้งแต่วันที่ 20 ก.ค.นี้ เป็นต้นไป ซึ่งทางกระทรวงมหาดไทยให้ความสำคัญกับการดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบาง ให้สามารถเข้าถึงบริการสาธารณูปโภคพื้นฐานได้อย่างทั่วถึง สอดคล้องกับนโยบาย “มหาดไทย ทำ ทันที Action 5 PLUS” และนโยบายของรัฐบาลในการลดภาระค่าครองชีพของประชาชน จึงได้กำชับให้ กปภ. เร่งประชาสัมพันธ์ข้อมูลสิทธิ อำนวยความสะดวกในการลงทะเบียน และดูแลการให้บริการอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้ประชาชนที่มีสิทธิแม้แต่รายเดียวต้องตกหล่นจากมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐ

ทุกสิทธิต้องถึงมือปชช.อย่างแท้จริง

“น้ำประปาเป็นสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต รัฐบาลจึงเดินหน้าลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนควบคู่กับการยกระดับคุณภาพการให้บริการ ผมได้กำชับให้ กปภ. ทุกสาขาเตรียมความพร้อมทั้งบุคลากร ระบบงาน และช่องทางการให้บริการ เพื่อให้ประชาชนได้รับสิทธิอย่างรวดเร็ว สะดวก และทั่วถึงกระทรวงมหาดไทยจะเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างต่อเนื่อง ทุกหน่วยงาน ในสังกัดต้องทำงานเชิงรุก เข้าถึงประชาชน และอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงสิทธิของภาครัฐอย่างเต็มกำลัง เพราะความเดือดร้อนของประชาชนรอไม่ได้ และทุกสิทธิที่รัฐบาลจัดให้ ต้องถึงมือประชาชนอย่างแท้จริง” นายเจเศรษฐ์ กล่าว

สนับสนุนค่าน้ำวงเงินไม่เกิน100บาท

นายจักรพงศ์ คำจันทร์ ผู้ว่าการการประปาส่วนภูมิภาค กล่าวว่า กปภ. ลดภาระค่าใช้จ่ายด้านน้ำประปาผ่านโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 โดยรัฐบาลให้การสนับสนุนค่าน้ำประปาแก่ผู้มีสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ ในวงเงินไม่เกิน 100 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยกรณีที่มีค่าน้ำประปาเกิน 100 บาท แต่ไม่เกิน 315 บาท ผู้มีสิทธิจะชำระเฉพาะส่วนที่เกินจากวงเงินสนับสนุนด้วยตนเอง และหากมีค่าน้ำประปาเกิน 315 บาท ผู้มีสิทธิจะต้องรับภาระค่าใช้น้ำทั้งหมด โดยกำหนดให้ 1 บ้าน(เลขที่บ้าน) สามารถใช้สิทธิได้เพียง 1 สิทธิ ทั้งนี้ ผู้ผ่านการพิจารณาคุณสมบัติตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ทั้งผู้มีสิทธิรายเดิมและรายใหม่ ที่ประสงค์จะใช้สิทธิสวัสดิการด้านค่าน้ำประปา จำเป็นต้องลงทะเบียน เพื่อยืนยันการใช้สิทธิใหม่ทุกราย

เริ่มลงทะเบียนตั้งแต่20ก.ค.

โดยผู้มีสิทธิรายเดิมสามารถลงทะเบียนระหว่างวันที่ 20 – 25 ก.ค. 2569 เพื่อรับสิทธิสำหรับรอบการใช้น้ำเดือน ส.ค.2569 และจะได้รับการสนับสนุนในใบแจ้งค่าน้ำประปาประจำเดือนกันยายน 2569 ขณะที่ผู้มีสิทธิรายใหม่สามารถลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันที่ 20 ก.ค. – 25 ก.ย. 2569 เพื่อรับสิทธิสำหรับรอบการใช้น้ำเดือน ต.ค.2569 และจะได้รับการสนับสนุนในใบแจ้งค่าน้ำประปาประจำเดือน พ.ย. 2569

ทั้งนี้ ไม่สามารถขอรับสิทธิย้อนหลังได้ ประชาชนสามารถลงทะเบียนผ่านระบบออนไลน์ ได้แก่ เว็บไซต์ กปภ. http://www.pwa.co.th, แอปพลิเคชัน PWA Plus Life, LINE Official Account : @PWAThailand หรือดำเนินการผ่านเจ้าหน้าที่ ณ กปภ.สาขาทั่วประเทศ และขอเชิญชวนประชาชนตรวจสอบ ผลการพิจารณาคุณสมบัติผ่านช่องทางที่กระทรวงการคลังกำหนด ได้แก่ เว็บไซต์ https://welfare.mof.go.th, แอปพลิเคชัน “เป๋าตัง”, แอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” และหน่วยรับลงทะเบียน ก่อนดำเนินการลงทะเบียนเพื่อยืนยันการใช้สิทธิสวัสดิการด้านค่าน้ำประปาภายในระยะเวลาที่กำหนด เพื่อไม่ให้พลาดการรับสิทธิ ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของรัฐบาลในการบรรเทาภาระค่าครองชีพและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน

‘พร้อมพงศ์’หวั่นผู้เดือดร้อนตกหล่น

ด้าน นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการประกาศผลการตรวจสอบคุณสมบัติผู้ลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งมีประชาชนจำนวนมากไม่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติว่า การตรวจสอบคุณสมบัติเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้การช่วยเหลือของรัฐบาลเป็นไปอย่างถูกต้องโปร่งใส และเป็นธรรม แต่จากการลงพื้นที่รับฟังปัญหา รวมทั้งเสียงสะท้อนจากประชาชนในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ พบว่ายังมีหลายกรณีที่ข้อมูลไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง จนอาจทำให้ผู้ที่สมควรได้รับสิทธิต้องเสียโอกาส ตนจึงขอวิงวอนให้รัฐบาลเร่งทบทวนหลักเกณฑ์ ปรับปรุงฐานข้อมูลและอำนวยความสะดวกในการอุทธรณ์เพื่อให้การช่วยเหลือเข้าถึงผู้เดือดร้อนอย่างเป็นธรรมและทั่วถึง โดยเฉพาะปัญหาการถือครองยานพาหนะ บางรายไม่ได้มีรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์อยู่ในครอบครองแล้ว แต่ข้อมูลยังแสดงว่ามีกรรมสิทธิ์ บางคนขายรถไปนานแต่ยังไม่ได้โอนทะเบียน บางกรณีข้อมูลยังไม่เป็นปัจจุบัน หรือมีปัญหาด้านเอกสาร

นอกจากนี้ ยังมีประชาชนบางส่วนไม่ผ่านเกณฑ์จากกรณีบุตรนำชื่อไปใช้ลดหย่อนภาษี ทั้งที่ในความเป็นจริงไม่ได้เป็นผู้เลี้ยงดู ทำให้เกิดความกังวลว่าจะมีผู้ที่เดือดร้อนจริงตกหล่นจากระบบ

จี้เร่งทบทวนหลักเกณฑ์-ปรับฐานข้อมูล

นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า จากการรับฟังเสียงสะท้อนของประชาชนในหลายจังหวัด พบว่าผู้ลงทะเบียนจำนวนไม่น้อยรู้สึกผิดหวัง บางรายถึงกับร่ำไห้เมื่อทราบผลการตรวจสอบเพราะต่างคาดหวังว่าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพและต่อลมหายใจให้ครอบครัวในช่วงเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง แม้ภาครัฐจะเปิดให้ยื่นอุทธรณ์ได้จนถึงวันที่31 ก.ค. แต่ในทางปฏิบัติ การเดินทางไปติดต่อหน่วยงาน การขอเอกสารและการรวบรวมหลักฐาน ล้วนต้องใช้เวลาและมีค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย ผู้สูงอายุ และประชาชนในพื้นที่ห่างไกล

นายพร้อมพงศ์ กล่าวต่อว่า หากรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่เร่งทบทวนหลักเกณฑ์ ปรับปรุงฐานข้อมูล และอำนวยความสะดวกในการอุทธรณ์ ตนกังวลว่าอาจมีประชาชนผู้สมควรได้รับสิทธิจำนวนมาก หรืออาจถึงระดับนับล้านราย ต้องพลาดโอกาสเข้าถึงการช่วยเหลือของรัฐจากข้อจำกัดของข้อมูลหรือขั้นตอนทางเทคนิค ทั้งที่กำลังเผชิญปัญหาค่าครองชีพและความเดือดร้อนในชีวิตประจำวัน

ชี้เป็นกลไกสำคัญต่อศก.ภาพรวม

นายพร้อมพงศ์กล่าวว่าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐไม่ใช่เพียงมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยแต่เป็นกลไกสำคัญในการบรรเทาภาระค่าครองชีพ รักษากำลังซื้อของประชาชน และช่วยพยุงเศรษฐกิจฐานราก เมื่อประชาชนได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง กำลังซื้อในชุมชนจะเพิ่มขึ้น ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ

“รัฐบาลที่เข้มแข็ง ไม่ใช่รัฐบาลที่คัดกรองคนได้มากที่สุด แต่คือรัฐบาลที่ทำให้ผู้สมควรได้รับความช่วยเหลือเข้าถึงสิทธิได้อย่างรวดเร็ว เป็นธรรมและทั่วถึง วันนี้ยังมีเวลาให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทบทวนหลักเกณฑ์ ปรับปรุงฐานข้อมูล และอำนวยความสะดวกในการอุทธรณ์ เพื่อไม่ให้ประชาชนที่เดือดร้อนจริงต้องเสียสิทธิจากข้อจำกัดของข้อมูลหรือขั้นตอนทางเทคนิค เพราะเมื่อประชาชนได้รับการดูแลอย่างทั่วถึงเศรษฐกิจฐานรากก็จะเข้มแข็ง ประเทศไทยก็จะเดินหน้าต่อได้อย่างมั่นคง ไม่มีใครที่สมควรได้รับความช่วยเหลือต้องถูกทิ้งไว้ข้างหลัง”นายพร้อมพงศ์ กล่าว

ไม่ใช่เรือไทย กต.-ทร.ออกโรงแจง ปัดถูกถล่มในฮอร์มุซ

ไม่ใช่เรือไทย กต.-ทร.ออกโรงแจง ปัดถูกถล่มในฮอร์มุซ

ไม่ใช่เรือไทย กต.-ทร.ออกโรงแจง ปัดถูกถล่มในฮอร์มุซ

วันอาทิตย์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ไม่ใช่เรือไทย กต.-ทร.ออกโรงแจง ปัดถูกถล่มในฮอร์มุซ

สงครามลากยาว สหรัฐฯเดินหน้าถล่มต่อเนื่องคืนที่ 7 อิหร่านโต้กลับส่งโดรน-ขีปนาวุธ โจมตีฐานทัพในภูมิภาคกองทัพเรือติดตามสถานการณ์ตะวันออกกลาง พร้อมแจ้งแนวทางการเดินเรือไทยในพื้นที่เสี่ยง บัวแก้ว-ทร. แจงแล้วไม่ใช่เรือไทยโดนถล่มที่ฮอร์มุซ แต่ให้ทุกลำระมัดระวัง

เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2569 กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ประกาศยืนยันการเปิดฉากปฏิบัติการโจมตีทางอากาศระลอกใหม่ในอิหร่านเมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา (17 ก.ค.2026) นับเป็นคืนที่ 7 ติดต่อกัน โดยมุ่งเป้าทำลายขีดความสามารถทางทหารของอิหร่านอย่างต่อเนื่อง

ยกระดับปฏิบัติการทางทหารรายงานระบุว่า กองทัพสหรัฐฯ ได้ระดมเครื่องบินขับไล่ โดรน และเรือรบเข้าปฏิบัติภารกิจมุ่งเป้าไปยังคลังแสง อุปกรณ์ป้องกันภัยทางอากาศ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานทางทหารหลายแห่งตลอดแนวชายฝั่ง ความตึงเครียดนี้ทวีความรุนแรงขึ้นหลังจากความพยายามในการรักษาข้อตกลงหยุดยิงในช่องแคบฮอร์มุซล้มเหลว โดยสหรัฐฯ กล่าวหาว่าอิหร่านละเมิดข้อตกลงด้วยการโจมตีเรือพาณิชย์ในพื้นที่ดังกล่าว

สื่อในอิหร่านรายงานว่าพบเหตุระเบิดในหลายพื้นที่สำคัญทั่วประเทศ ได้แก่ จังหวัดบูเชห์ร (Bushehr), จังหวัดฮอร์โมซกัน (Hormozgan) รวมถึงพื้นที่ในจังหวัดยัซด์ (Yazd) ใจกลางประเทศ

ทางการอิหร่านระบุว่าการโจมตีของสหรัฐฯ ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานหลายจุด รวมถึงสะพานและอุโมงค์สำคัญในฮอร์โมซกัน ซึ่งสร้างความเสียหายต่อการคมนาคมขนส่ง

ขณะเดียวกัน กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่านได้ประกาศยกระดับการตอบโต้ โดยอ้างว่าได้ทำการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในหลายประเทศในภูมิภาคอาหรับเพื่อ “ลงโทษผู้รุกราน”

หนึ่งในเป้าหมายสำคัญคือ ฐานทัพอากาศอัล-อูเดอีด (Al Udeid Air Base) ในกาตาร์ ซึ่งเป็นศูนย์บัญชาการปฏิบัติการทางอากาศของสหรัฐฯ ในภูมิภาค โดยอิหร่านอ้างว่าได้ทำลายระบบเรดาร์ระยะไกลและเครื่องบินเติมน้ำมันกลางอากาศของสหรัฐฯ

ด้านกาตาร์ยืนยันว่ากองทัพสามารถสกัดกั้นขีปนาวุธที่พุ่งเป้ามายังประเทศได้ แต่ยอมรับว่ามีเศษซากขีปนาวุธตกลงในพื้นที่อยู่อาศัย ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บเบื้องต้น ทั้งนี้ สถานการณ์ดังกล่าวได้สร้างความกังวลอย่างยิ่งต่อบทบาทของกาตาร์ในฐานะตัวกลางเจรจา และอาจส่งผลกระทบต่อการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในประเทศโอมานในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

พลเรือตรีปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังคงมีความไม่แน่นอน และสหรัฐอเมริกาได้ออกประกาศแจ้งเตือนด้านความมั่นคงทางทะเลสำหรับพื้นที่อ่าวเปอร์เซีย ช่องแคบฮอร์มุซและอ่าวโอมาน กองทัพเรือได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแจ้งข้อมูล ข่าวสารและคำแนะนำด้านความปลอดภัยแก่ผู้ประกอบการเดินเรือไทยอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 กองทัพเรือได้มีหนังสือแจ้งไปยังสมาคมเจ้าของเรือไทย เพื่อให้ผู้ประกอบการและเรือพาณิชย์ไทยรับทราบการประเมินระดับความเสี่ยงของพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งยังคงอยู่ในระดับ “สูงมาก (SEVERE)” กองทัพเรือจึงแนะนำให้หลีกเลี่ยงการเดินเรือเข้าสู่พื้นที่เสี่ยงหากไม่มีความจำเป็น พร้อมติดตามประกาศและคำแนะนำจากหน่วยงานด้านการเดินเรือระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามมาตรการรักษาความปลอดภัยที่กำหนดอย่างเคร่งครัด

นอกจากนี้ กองทัพเรือได้กำหนดแนวทางการรายงานข้อมูล การประสานงาน และการแจ้งเหตุผิดปกติของเรือไทยเมื่อเดินทางผ่านพื้นที่เสี่ยง เพื่อให้สามารถติดตามสถานการณ์และให้ความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที หากเกิดเหตุฉุกเฉินระหว่างการเดินเรือ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นและเพิ่มความปลอดภัยให้แก่เรือพาณิชย์ไทย รวมถึงกำลังพลประจำเรือ

โฆษกกองทัพเรือกล่าวเพิ่มเติมว่า กองทัพเรือให้ความสำคัญกับการคุ้มครองผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ความมั่นคงของการคมนาคมขนส่งทางทะเล และสวัสดิภาพของลูกเรือไทย จึงขอให้ผู้ประกอบการ เจ้าของเรือ และผู้ควบคุมเรือติดตามข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานภาครัฐอย่างใกล้ชิดพร้อมปฏิบัติตามคำแนะนำด้านความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด เพื่อให้การเดินเรือของไทยเป็นไปอย่างปลอดภัยและต่อเนื่องภายใต้สถานการณ์ที่มีความอ่อนไหวในปัจจุบัน

ทั้งนี้ กองทัพเรือจะติดตามและประเมินสถานการณ์ด้านความมั่นคงทางทะเลอย่างต่อเนื่อง พร้อมบูรณาการการปฏิบัติกับหน่วยงานภาครัฐและภาคการเดินเรือ เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยในการเดินเรือ และสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ประกอบการไทยและประชาชน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามที่มีรายงานข่าวเมื่อคืนวันที่ 17 ก.ค. 2569 โดยสำนักข่าวต่างๆ รวมถึงสำนักข่าวของอิหร่าน อ้างว่าเรือชักธงไทยลำหนึ่งเป็นเป้าหมายการโจมตีของ IRGC โดยถูกกล่าวหาว่าพยายามเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้น

นางสาวใจไทย อุปการนิติเกษตร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า กระทรวงการต่างประเทศ ได้ประสานกับสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน และกองทัพเรือเกี่ยวกับเรื่องนี้ ซึ่งทางกองทัพเรือได้ออกมาชี้แจงด้วยแล้วว่า ไม่ใช่เรือสัญชาติไทย โดยกระทรวงการต่างประเทศจะติดตามพัฒนาการเพิ่มเติมอย่างใกล้ชิดต่อไป

ทั้งนี้ โดยที่สถานการณ์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซยังมีความไม่แน่นอนสูง กระทรวงการต่างประเทศจึงขอให้บริษัทเดินเรือ รวมถึงภาคส่วนต่างๆ ติดตามข่าวสารและประกาศจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด

คว่ำรบ.ไม่ได้ ‘ธนกร’เย้ยณัฐพงษ์ ยันเสถียรภาพแน่น

คว่ำรบ.ไม่ได้ 'ธนกร'เย้ยณัฐพงษ์ ยันเสถียรภาพแน่น

คว่ำรบ.ไม่ได้ ‘ธนกร’เย้ยณัฐพงษ์ ยันเสถียรภาพแน่น

วันอาทิตย์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

คว่ำรบ.ไม่ได้ ‘ธนกร’เย้ยณัฐพงษ์ ยันเสถียรภาพแน่น

“ธนกร” ถาม “เท้ง” เอาความมั่นใจจากไหนรัฐบาลไม่มีเสถียรภาพ เชื่อเสียงฝ่ายค้านล้มไม่ลง แนะอภิปรายไม่ไว้วางใจ อย่าทำเพียงเพราะคิดว่าเป็นประเพณี มอง ควรปล่อยให้รัฐบาลทำงานเพื่อประชาชน

วันที่ 18 กรกฎาคม 2569 นายธนกร วังบุญคงชนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน เชื่อว่ารัฐบาลไม่มีเสถียรภาพอยู่ได้ไม่นาน ว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยทุกกระทรวงเวลานี้เร่งทำงานกันอย่างหนักหากงานไหนเกี่ยวข้องกับอีกกระทรวงหนึ่งก็ประสานงานกันอย่างไหลลื่น เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

นายธนกรระบุต่อ จึงไม่แน่ใจว่านายณัฐพงษ์ ไปเอาความมั่นใจมาจากไหนว่ารัฐบาลนี้ไม่มีเสถียรภาพ ตรงกันข้ามตนกลับมองว่าหากทุกกระทรวงยังร่วมมือกันทำงานอย่างต่อเนื่อง ผลักดันนโยบายต่างๆ ที่เข้าถึงประชาชนอย่างแท้จริง เช่น โครงการไทยช่วยไทยพลัส ออกมาอย่างต่อเนื่องรัฐบาลจะอยู่ในใจของพี่น้องประชาชนไปอีกนาน

ผู้สื่อข่าวถามต่อถึงกรณีที่นายณัฐพงษ์ ระบุด้วยว่ากำลังรอจังหวะที่เหมาะสมเพื่อยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล นายธนกรเผยว่า ก่อนอื่นตนอยากให้ฝ่ายค้านกลับไปคุยกันเองในพรรคให้ตกผลึกก่อนจะดีกว่า ว่าจะเอาอย่างไรกันแน่ เดี๋ยวก็บอกว่าไม่มีผลงาน เดี๋ยวก็บอกว่าส่อทุจริตสะเปะสะปะจนไม่รู้ว่าจะเอาเรื่องอะไรมาอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลกันแน่

ทั้งนี้ ไม่อยากให้ฝ่ายค้านมองแค่ว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นเรื่องปกติที่ต้องทำทุกปี แม้ไม่มีเรื่องทุจริตอะไรก็ต้องอภิปรายเพื่อหวังจะได้คะแนนเสียงจากประชาชนเท่านั้น ถ้าไม่มีประเด็นจริงๆ ก็ควรปล่อยให้รัฐบาลได้บริหารประเทศเพื่อแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่องจะดีกว่า หากฝ่ายค้านข้องใจก็สามารถใช้ช่องทางตรวจสอบอื่นๆ ที่กฎหมายกำหนดไว้ให้ได้อยู่แล้ว

“อยากให้ฝ่ายค้านคุยกันเองให้รู้เรื่องก่อนดีกว่า ว่าตกลงแล้วถ้าจะยื่นซักฟอกรัฐบาลนั้น ยื่นเพราะมีประเด็นหรือจะยื่นเพราะเห็นเขาทำกันเป็นประเพณีกันแน่ ถ้าทำเพราะเห็นฝ่ายค้านทุกสมัยเขาก็ทำกัน แบบนั้นมีแต่จะเสียเวลาเปล่าๆ ปล่อยให้รัฐบาลได้ทำงานเพื่อพี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่อง หากมีข้อมูลที่ไม่ชอบมาพากลก็ส่งให้รัฐบาลตรวจสอบได้ หรือจะดำเนินการผ่านหน่วยงานหรือช่องทางกฎหมายต่างๆ ที่เปิดช่องไว้ให้ก็สามารถทำได้ แบบนี้ประชาชนจะได้ประโยชน์มากกว่า ถ้าฝ่ายค้านมั่นใจว่าเสียงฝ่ายค้านจะล้มรัฐบาลได้ ผมก็มั่นใจเหมือนกันว่าเสียงรัฐบาลยังเหนียวแน่น ล้มรัฐบาลไม่ลงแน่นอน”

ที่ จ.นราธิวาส นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงโครงการ TH-AI Passport ที่นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์ข้อความคล้ายสนับสนุนโครงการ ต่อมา น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ได้แสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ท้ายที่สุดจะกลายเป็นประเด็นความขัดแย้งภายในพรรคหรือไม่ ว่า ตนไม่ได้มองว่าเป็นความขัดแย้งอะไรและขอไม่ขยายความเพิ่มเติมนอกเหนือจากที่นายภาวุธได้โพสต์ข้อความขอโทษไป ซึ่งเชื่อว่านายภาวุธหรือ สส.พรรคประชาชน ที่ติดตามเรื่องนี้มุ่งหวังอยากจะเห็นการใช้จ่ายงบประมาณของรัฐมีความโปร่งใสมากที่สุด การจัดซื้อจัดจ้างไม่ได้มีการล็อกสเปกเพื่อตอบแทนกลุ่มทุนที่มีความยึดโยงกับรัฐบาล ส่วนปัญหาการสื่อสารที่ผ่านมา ขอไม่ออกความเห็นเพิ่มเติม

เมื่อถามว่า เกิดเหตุการณ์ที่คนในพรรคไม่สื่อสารกันเองหลายครั้งแต่มาสื่อสารในโลกออนไลน์ จะกระทบในภาพลักษณ์ของพรรคหรือไม่นายณัฐพงษ์กล่าวว่า เป็นสิ่งที่เราทำความเข้าใจมาโดยตลอดอยู่แล้ว ขอยืนยันว่าสิ่งที่เป็นตัวตนและหลักการพื้นฐานของพรรคประชาชนคือ ประชาชนทุกคน รวมถึง สส. มีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น อาจจะเป็นปกติที่บางครั้งมีการสื่อสารที่ไม่รัดกุม แต่สุดท้ายนายภาวุธก็พยายามแสดงเจตนาว่าการสื่อสารไม่ได้หลงลืมประเด็นสำคัญคือ ความไม่ชอบธรรม ความถูกต้องของโครงการ TH-AI Passport ซึ่งเกี่ยวข้องกับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง

ตร.จ่อเค้น5,924คน กันเป็นพยาน มัดไอ้โม่งจัดโกงสอบ ลงใต้สืบสวนละเอียดยิบ

ตร.จ่อเค้น5,924คน กันเป็นพยาน มัดไอ้โม่งจัดโกงสอบ ลงใต้สืบสวนละเอียดยิบ

ตร.จ่อเค้น5,924คน กันเป็นพยาน มัดไอ้โม่งจัดโกงสอบ ลงใต้สืบสวนละเอียดยิบ

วันอาทิตย์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ตร.จ่อเค้น5,924คน กันเป็นพยาน มัดไอ้โม่งจัดโกงสอบ ลงใต้สืบสวนละเอียดยิบ กทม.สั่งฉีกสัญญามศว ล้มคุมสอบขรก.7พันคน

ตำรวจกองบัญชาการสอบสวนกลาง รับบัญชานายกฯจ่อเค้น 5,924 คนเอี่ยวโกงสอบท้องถิ่น เปิดช่องกันเป็นพยานได้ สาวไปถึงไอ้โม่งที่บงการตัวจริง ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่ภาคใต้และภาคกลาง ด้านมศว ตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรงบุคลากร 1 ราย หลังผลสอบพบมีหลักฐานเกี่ยวข้องการทุจริตสอบ ขรก.ท้องถิ่น ด้านกทม. ยกเครื่องสอบข้าราชการใหม่ ยกเลิกสัญญาจ้าง มศว – ทบทวนความโปร่งใสทั้งระบบ พร้อมจัดสอบได้กลางเดือนกันยายนนี้

เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) เปิดเผยถึงแนวทางการขับเคลื่อนคดีดังกล่าว ว่าบช.ก. ได้รับคำสั่งตรงจากนายกรัฐมนตรีให้ดำเนินการสืบสวนสอบสวนอย่างเด็ดขาด โดยสั่งการประสานงานร่วมกันหลายหน่วยงาน ประกอบด้วย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.), สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.), สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด เพื่อบูรณาการข้อมูลร่วมกัน

พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ กล่าวต่อไปว่าในส่วนของกลุ่มผู้กระทำความผิดที่มีความชัดเจนแล้วนั้น ปัจจุบันทาง บช.ก.มีข้อมูลและอยู่ระหว่างดำเนินการสืบสวนสอบสวนอยู่จำนวนหนึ่ง ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่ภาคใต้และภาคกลาง

ตร.สอบซ้ำ5,924ราย

สำหรับประเด็นสำคัญกรณีรายชื่อผู้เข้าสอบที่มีคะแนนผิดปกติจำนวนสูงถึง 5,924 ราย ตามที่นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาชี้แจงไปก่อนหน้านี้นั้น พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ ระบุว่า ในขณะนี้ทางตำรวจมีฐานข้อมูลเบื้องต้นของกลุ่มดังกล่าวอยู่แล้วจากคณะทำงานตรวจสอบ แต่ในขั้นตอนการปฏิบัติทางคดีอาญา จะต้องรอข้อมูลและมาตรการทางปกครองจากกระทรวงมหาดไทย ที่จะทำการเพิกถอนสิทธิผู้สอบกลุ่มนี้อย่างเป็นทางการเสียก่อน

ทั้งนี้ แนวทางการดำเนินคดีอาญากับกลุ่มผู้เข้าสอบ 5,924 ราย หลังจากถูกเพิกถอนสิทธิเรียบร้อยแล้ว พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ ชี้แจงว่า อาจจะมีบางส่วนที่มองว่าตนเองเสียสิทธิและเลือกที่จะเข้าให้การกับ ป.ป.ช. โดยตรงซึ่งหากรายใดให้การเป็นประโยชน์ก็อาจจะถูกกันไว้เป็นพยานในคดี แต่หากบุคคลใดมีพยานหลักฐานมัดตัวแน่นหนาว่ามีพฤติการณ์ตั้งใจจ่ายเงินเพื่อทุจริตสอบ ก็จะต้องถูกดำเนินคดีอาญาในฐานะ“ผู้ถูกกล่าวหา”

ขยายผลผู้ร่วมขบวนการ

ผบช.ก. กล่าวเพิ่มเติมว่า เนื่องจากผู้กระทำความผิดในขบวนการนี้ส่วนใหญ่เกี่ยวพันกับเจ้าหน้าที่รัฐ คดีหลักจึงอยู่ในอำนาจหน้าที่ของสำนักงาน ป.ป.ช. เป็นหลัก ซึ่งล่าสุดทาง บช.ก. ได้ส่งข้าราชการตำรวจฝีมือดีจำนวนหนึ่ง เพื่อให้ ป.ป.ช. แต่งตั้งเป็นผู้ช่วยคณะไต่สวนร่วมอย่างเป็นทางการ เพื่อทำหน้าที่สนับสนุนการสืบสวนและรวบรวมพยานหลักฐาน

อย่างไรก็ตาม คาดว่าภายในช่วงสิ้นเดือนกรกฎาคมนี้ ทาง บช.ก. จะมีการส่งมอบและสรุปรายงานความคืบหน้าทางคดีในส่วนที่รับผิดชอบทั้งหมด และหากการตรวจสอบข้อกฎหมายรวมถึงพยานหลักฐานต่างๆ เสร็จสิ้นรัดกุมดีแล้ว ทางสอบสวนกลางเตรียมที่จะขยายผลผู้อยู่เบื้องหลังขบวนต่อไป

มศว สอบวินัยร้ายแรง1ราย

มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 3 ลงวันที่17 กรกฎาคม 2569 เกี่ยวกับความคืบหน้าการตรวจสอบข้อเท็จจริงการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือ พนักงานส่วนท้องถิ่นของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เนื้อความโดยสรุป ระบุว่า ตามที่ มศว ได้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการดำเนินโครงการสอบแข่งขัน บัดนี้คณะกรรมการสอบหาข้อเท็จจริงดำเนินการแล้วเสร็จ และรายงานผลต่อมหาวิทยาลัยเรียบร้อยแล้ว ผลปรากฏว่ามีพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงในเบื้องต้นเพียงพอในการดำเนินการทางวินัยกับบุคลากร 1 ราย มหาวิทยาลัยจึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรงเพื่อดำเนินการทางวินัยต่อไป

กทม.ยกเลิกสัญญา มศว

รศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่ากทม.ได้ยกระดับความโปร่งใสในการจัดสอบบรรจุข้าราชการ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเช่นกรณีการสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น โดยได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร (สำนักงาน ก.ก.) และสำนักงานการเจ้าหน้าที่ (สกจ.) ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลการออกข้อสอบ วิธีการสอบ การประมวลผลคะแนน รวมถึงการรักษาความปลอดภัย ทบทวนกระบวนการจัดสอบใหม่ทั้งหมด พร้อมศึกษาTOR และข้อกำหนดต่างๆ ของกรุงเทพมหานครอย่างละเอียด เพื่อให้การสอบมีความโปร่งใส รัดกุมมากที่สุด

สำหรับการจัดสอบรอบต่อไป เดิมกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17-18 กรกฎาคม 2569 แต่กรุงเทพมหานครได้ประกาศเลื่อนการสอบไปแล้วก่อนหน้านี้ โดยแจ้งให้ผู้สมัครสอบรับทราบ ตั้งแต่เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมาว่าจะเลื่อนการสอบออกไปเป็นช่วงกลางเดือนกันยายน 2569 เพื่อทบทวนระบบการจัดสอบใหม่ รวมทั้งดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างตามขั้นตอน

รอประกาศความชัดเจนใหม่

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ผู้ได้รับการคัดเลือกให้ดำเนินการจัดสอบคือมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) แต่กรุงเทพมหานครเห็นควรให้มีการทบทวนกระบวนการจัดสอบใหม่ จึงได้มีการหารือกับอธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เพื่อขอยกเลิกสัญญาจ้างการดำเนินการจัดสอบ ซึ่งทางมหาวิทยาลัยก็เข้าใจและไม่ขัดข้อง

สำหรับความคืบหน้าการจัดสอบนั้น คาดว่าภายในวันที่ 15 สิงหาคมนี้ จะมีความชัดเจนเรื่องกระบวนการจัดจ้างหน่วยงานภายนอก เพื่อดำเนินการจัดสอบ และภายในช่วงปลายเดือนสิงหาคม จะประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบและสถานที่สอบ อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาผู้สมัครสอบประมาณ 7,000 คน แต่หากผู้สมัครสอบรายใดไม่สะดวกเข้าสอบตามกำหนดใหม่ หรือประสงค์จะไม่เข้าสอบ สามารถแจ้งความประสงค์เพื่อขอคืนค่าสมัครสอบได้ โดยกทม. จะแจ้งรายละเอียดให้ทราบต่อไป