‘มหาดไทย’ กำชับทุกจังหวัด ล้อมคอกสถานบันเทิง หากไม่ได้มาตรฐานห้ามเปิดเด็ดขาด

'มหาดไทย' กำชับทุกจังหวัด ล้อมคอกสถานบันเทิง หากไม่ได้มาตรฐานห้ามเปิดเด็ดขาด

‘มหาดไทย’ กำชับทุกจังหวัด ล้อมคอกสถานบันเทิง หากไม่ได้มาตรฐานห้ามเปิดเด็ดขาด

วันเสาร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.35 น.

‘ปลัดมท.’ กำชับทุกจังหวัดเข้มเช็คมาตรฐานความปลอดภัยสถานบริการ-อาคารสาธารณะทั่วประเทศ เร่งตรวจสอบให้แล้วเสร็จใน 30 วัน เตือนพบข้อบกพร่องต้องรีบแก้ไข ไม่ได้มาตรฐานห้ามเปิดเด็ดขาด หากพบฝ่าฝืนดำเนินคดีตามกฎหมายไม่มีละเว้น แนะปชช.แจ้งเบาะแสอาคารไม่ได้มาตรฐานที่สายด่วน 1567

18ก.ค.2569 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ได้เสนอในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 14 ก.ค. 69 มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยงานหลักร่วมกับกรุงเทพมหานคร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบสถานบริการทั่วประเทศให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์การสูญเสียในลักษณะเหตุการณ์เพลิงไหม้สถานบริการย่านถนนลาดพร้าว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 12ก.ค.ที่ผ่านมา เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านมาตรฐานความปลอดภัยให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยว

นายอรรษิษฐ์ กล่าวต่อว่า กระทรวงมหาดไทยได้สั่งการไปยังกรม จังหวัด และประสานกรุงเทพมหานคร รวมถึงเมืองพัทยา ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยสถานบริการทั่วประเทศ ได้แก่ 1. ให้ “กรมการปกครอง” จัดระเบียบสถานบริการและสถานประกอบการให้เป็นไปตามกฎหมายและจัดทำฐานข้อมูลผลการตรวจสอบ โดยกำชับที่ทำการปกครองจังหวัดและอำเภอ บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบสถานบริการ สถานประกอบการ และอาคารที่มีประชาชนใช้บริการจำนวนมาก พร้อมทั้งกวดขันบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยสถานบริการ และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด หากพบการฝ่าฝืนให้ดำเนินการตามกฎหมายทันทีไม่มีละเว้น 2. ให้ “กรมโยธาธิการและผังเมือง” ตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงของอาคาร โดยสนับสนุนการตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงของอาคาร ระบบป้องกันและระงับอัคคีภัย ทางหนีไฟ ความจุอาคาร องค์ประกอบด้านวิศวกรรม และจัดทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญ สนับสนุนจังหวัดตรวจสอบสถานบริการ สถานประกอบการ และอาคารที่มีประชาชนใช้บริการจำนวนมาก พร้อมกำชับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นบังคับใช้กฎหมายควบคุมอาคารอย่างเคร่งครัด

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่อว่า 3. ให้ “กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย” เตรียมความพร้อมในการป้องกันอัคคีภัย โดยสนับสนุนการตรวจสอบระบบป้องกันอัคคีภัย อุปกรณ์ดับเพลิง แผนอพยพหนีไฟของสถานประกอบการ รวมถึงจัดเจ้าหน้าที่ร่วมตรวจประเมินความพร้อมและให้คำแนะนำในการปรับปรุงมาตรฐานความปลอดภัย และเร่งรัดฝึกซ้อมแผนป้องกันและระงับอัคคีภัยร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ 4. ให้ “กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น” สั่งการสำนักงานท้องถิ่นจังหวัดประสานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นบูรณาการร่วมกับที่ทำการปกครองจังหวัด สำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัด สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด และหน่วยที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบสถานบริการ สถานประกอบการ และอาคารที่มีประชาชนใช้บริการจำนวนมาก โดยบังคับใช้กฎหมายควบคุมอาคารอย่างเคร่งครัด และประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ไปยังผู้ประกอบการและประชาชนเกี่ยวกับมาตรฐานความปลอดภัย

นายอรรษิษฐ์ กล่าวต่อว่า และ 5. ให้ “ผู้ว่าราชการจังหวัด 76 จังหวัด กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา” ยกระดับความปลอดภัยในระดับพื้นที่ มุ่งเน้นระบบป้องกันและระงับอัคคีภัย ทำหนีไฟและทางออกฉุกเฉิน ความจุอาคาร ความพร้อมอุปกรณ์ช่วยชีวิต และการปฏิบัติตามกฎหมายและมาตรฐานความปลอดภัย โดยบูรณาการจัด “ชุดปฏิบัติการตรวจสอบสถานบริการและอาคารสาธารณะ” ทุกแห่ง ให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน ทั้งสถานบริการ สถานบันเทิง ผับ บาร์ โรงเบียร์ ร้านอาหารที่มีดนตรีสด อาคารสาธารณะ สถานประกอบการที่มีประชาชนใช้บริการจำนวนมาก พร้อมทั้งจัดทำบัญชีสถานประกอบการที่ผ่านการตรวจและที่อยู่ระหว่างการแก้ไขรายงานกระทรวงมหาดไทยตามห้วงเวลาที่กำหนด และกำชับนายอำเภอรวมถึงผู้อำนวยการเขตและผู้รับผิดชอบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ติดตามการแก้ไขข้อบกพร่องของสถานประกอบการอย่างใกล้ชิด และห้ามเปิดดำเนินการจนกว่าจะเป็นไปตามมาตรฐาน นอกจากนี้ ให้รณรงค์สร้างความตระหนักผู้ประกอบการปฏิบัติตามกฎหมายความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด และห้ามกระทำการใดที่เป็นการปิดกั้นทางหนีไฟหรือกระทบต่อความปลอดภัยของผู้ใช้บริการ

นายอรรษิษฐ์ กล่าวด้วยว่า กระทรวงมหาดไทย มุ่งมั่นในการบูรณาการเสริมสร้างความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนด้วยการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้นต่อเนื่อง ทั้งนี้ หากพี่น้องประชาชนพบเห็นสถานประกอบการ สถานบริการ หรือร้านอาหาร หรืออาคารสาธารณะ ที่มีลักษณะเชื่อได้ว่าไม่ได้มาตรฐานหรือมีอันตราย สามารถแจ้งสายด่วนศูนย์ดำรงธรรม 1567 หรือผู้นำท้องที่ รวมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย

นายกฯ จับมือ เสฉวน เปิดประตูตลาดจีนตะวันตก ดันสินค้าไทย-ดึงลงทุนเทคโนโลยี

นายกฯ จับมือ เสฉวน เปิดประตูตลาดจีนตะวันตก ดันสินค้าไทย-ดึงลงทุนเทคโนโลยี

นายกฯ จับมือ เสฉวน เปิดประตูตลาดจีนตะวันตก ดันสินค้าไทย-ดึงลงทุนเทคโนโลยี

วันเสาร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.23 น.

นายกฯ จับมือเสฉวน เปิดประตูตลาดจีนตะวันตก ดันสินค้าไทย–ดึงลงทุนเทคโนโลยี สร้างงานและโอกาสใหม่ให้คนไทย

วันนี้ (วันเสาร์ที่ 18 กรกฎาคม 2569) เวลา 18.30 น. ตามเวลาท้องถิ่นนครเฉิงตู ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง ณ ศูนย์การประชุมนานาชาติ Chengdu Century City นครเฉิงตู สาธารณรัฐประชาชนจีน นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายหวัง เสี่ยวฮุย (Mr. Wang Xiaohui) เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำมณฑลเสฉวน เข้าเยี่ยมคารวะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องยกระดับความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม การท่องเที่ยว และความร่วมมือระดับท้องถิ่น เพื่อเชื่อมเศรษฐกิจไทยเข้ากับตลาดจีนตะวันตกอย่างเป็นรูปธรรม

นายหวัง เสี่ยวฮุย กล่าวต้อนรับนายกรัฐมนตรีและคณะ พร้อมย้ำว่าไทยเป็นประเทศสำคัญสำหรับมณฑลเสฉวน ปัจจุบันเสฉวนมีความสัมพันธ์เมืองพี่เมืองน้องกับ 5 จังหวัดของไทย ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวไทยที่เดินทางมาเสฉวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ในปี 2568 มูลค่าการค้าระหว่างไทยกับมณฑลเสฉวนอยู่ที่ประมาณ 41,000 ล้านหยวน เพิ่มขึ้นร้อยละ 112 สะท้อนว่าความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองฝ่ายกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ เสฉวนยังมีร้านอาหารไทยมากที่สุดในภาคตะวันตกของจีน แสดงให้เห็นถึงความนิยมในอาหารและวัฒนธรรมไทย ซึ่งสามารถต่อยอดไปสู่การส่งออกสินค้าเกษตร อาหาร วัตถุดิบ เครื่องปรุง และธุรกิจบริการของไทยได้อีกมาก

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การเยือนจีนอย่างเป็นทางการครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเดินทางเยือน 3 เมืองหลัก ได้แก่ นครเซี่ยงไฮ้ นครเฉิงตู และกรุงปักกิ่ง รวมทั้งได้พบหารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เพื่อยืนยันว่าไทยพร้อมยกระดับความร่วมมือกับจีนในทุกมิติและทุกระดับ ตั้งแต่รัฐบาลกลาง มณฑล เมือง ไปจนถึงภาคเอกชน

นายกรัฐมนตรีชื่นชมนโยบายของจีนในการพัฒนาภาคตะวันตก โดยเฉพาะมณฑลเสฉวน ซึ่งก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางด้านเศรษฐกิจ การคมนาคม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของภูมิภาค พร้อมย้ำว่าเสฉวนซึ่งมีประชากรกว่า 80 ล้านคน เป็นทั้งตลาดขนาดใหญ่ของสินค้าไทย และเป็นแหล่งนักลงทุนคุณภาพที่ไทยต้องการเชื่อมโยงให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น

รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับเสฉวนมาอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากการจัดตั้งสถานกงสุลใหญ่ ณ นครเฉิงตูมานานกว่า 20 ปี และการเปิดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ประจำนครเฉิงตูอย่างเป็นทางการในครั้งนี้ ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการให้ข้อมูล อำนวยความสะดวก และเชื่อมโยงนักลงทุนจีนกับโอกาสลงทุนในประเทศไทย

สำนักงาน BOI เฉิงตูจะช่วยดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ ดิจิทัล เทคโนโลยีขั้นสูง พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างงาน เพิ่มทักษะแรงงานไทย ถ่ายทอดเทคโนโลยี และยกระดับฐานการผลิตของประเทศ

ในวันเดียวกัน นายกรัฐมนตรีได้พบหารือกับบริษัทจีนหลายแห่งที่ลงทุนหรือมีแผนขยายธุรกิจในประเทศไทย โดยหลายบริษัทมีสำนักงานใหญ่หรือฐานธุรกิจสำคัญในมณฑลเสฉวน นายกรัฐมนตรีได้ให้ความมั่นใจว่า รัฐบาลไทยพร้อมสนับสนุนและอำนวยความสะดวกให้ภาคเอกชนดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้กรอบกฎหมายและผลประโยชน์ของประเทศ

ขณะเดียวกัน มีผู้บริหารและผู้ประกอบการไทยกว่า 150 รายเข้าร่วมกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่นครเฉิงตู สะท้อนถึงความสนใจของภาคธุรกิจไทยต่อศักยภาพของตลาดจีนตะวันตก และเป็นโอกาสสำคัญในการหาคู่ค้า เปิดช่องทางจำหน่ายสินค้า และสร้างเครือข่ายธุรกิจใหม่

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การเยือนนครเฉิงตูครั้งนี้จะช่วยเปิดตลาดใหม่ให้สินค้าและบริการของไทย ดึงการลงทุนและเทคโนโลยีเข้าสู่ประเทศ รวมทั้งสร้างโอกาสด้านงาน รายได้ และการพัฒนาทักษะให้ประชาชนไทย ขณะเดียวกันยังช่วยให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่กว่า 80 ล้านคนในเสฉวน และเชื่อมต่อไปยังภูมิภาคตะวันตกของจีนได้มากขึ้น

ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีได้ขอให้ฝ่ายเสฉวนช่วยดูแลผู้ประกอบการ นักเรียน นักศึกษา และนักท่องเที่ยวไทยที่พำนักหรือเดินทางมาในมณฑลเสฉวน พร้อมเชิญนายหวัง เสี่ยวฮุย และนางซือ เสี่ยวหลิน เดินทางเยือนประเทศไทยในโอกาสที่เหมาะสม เพื่อสานต่อความร่วมมือให้เกิดผลอย่างต่อเนื่อง

ญี่ปุ่นสนับสนุนงบ 10 ล้าน กองทัพไทย อัปเกรดกู้ภัยทางทะเล-รับมือภัยพิบัติ

ญี่ปุ่นสนับสนุนงบ 10 ล้าน กองทัพไทย อัปเกรดกู้ภัยทางทะเล-รับมือภัยพิบัติ

ญี่ปุ่นสนับสนุนงบ 10 ล้าน กองทัพไทย อัปเกรดกู้ภัยทางทะเล-รับมือภัยพิบัติ

วันเสาร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.50 น.

กห. ต้อนรับคณะผู้แทนญี่ปุ่น หารือความร่วมมือด้านความมั่นคงโครงการ OSA รับมอบเงิน 100 ล้านบาท สานต่อความร่วมมือด้านการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาภัยพิบัติ

วันที่ 18 กรกฎาคม 2569 กระทรวงกลาโหม โดยสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม มีความยินดีในการให้การต้อนรับคณะผู้แทนฝ่ายญี่ปุ่น ประกอบด้วยผู้แทนจากกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น​ ผู้แทนสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่น ประจำประเทศไทย และผู้แทนจากสำนักงานผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารญี่ปุ่น ณ กรุงเทพฯ ในการร่วมหารือเกี่ยวกับการดำเนินการภายใต้โครงการให้ความช่วยเหลือด้านความมั่นคงแบบให้เปล่า (Official Security Cooperation : OSA) ระหว่างวันที่ 16 -17 ก.ค.69

การร่วมหารือดังกล่าว​มีวัตถุประสงค์​ เพื่อหารือถึงสถานะของการดำเนินโครงการ​ OSA​ 2025​ ตามที่คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบ​ เมื่อวันที่​ 25 พฤศจิกายน​ 2568 และได้มีการลงนามร่วมกันระหว่างนายโอทาคา มาซาโตะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่น ประจำประเทศไทย และพลเอกธราพงษ์ มะละคำ ปลัดกระทรวงกลาโหม เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569 รวมทั้งเพื่อหารือถึงความเป็นไปได้ในการดำเนินโครงการ​ OSA​ 2026​ ร่วมกัน
 
ภายใต้โครงการ OSA 2025 ญี่ปุ่นจะได้สนับสนุนสิ่งอุปกรณ์ในการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาภัยพิบัติ (Humanitarian Assistance and Disaster Relief : HADR) มูลค่า 500 ล้านเยน (ประมาณ 100 ล้านบาท)​ แก่กองบัญชาการกองทัพไทยและกองทัพเรือ ในการรับมือภัยพิบัติรวมทั้งการค้นหาและกู้ภัยทางทะเล ซึ่งจะมีส่วนช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถด้านความมั่นคงของไทย ธำรงรักษาและเสริมสร้างสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค รวมทั้งเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างญี่ปุ่นและไทย 

โครงการ OSA เป็นกลไกในการส่งเสริมความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างรัฐบาลญี่ปุ่นกับประเทศที่มีแนวคิดและมุมมองที่คล้ายคลึงกัน (Like-Minded Countries) โดยเป็นการสนับสนุนการจัดหายุทโธปกรณ์และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้แก่ประเทศผู้รับประโยชน์ให้แก่ประเทศในภูมิภาค และนำไปสู่การรักษาและเสริมสร้างสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศในภาพรวม

ดร.มัลลิกา รับรางวัล เพชรกนก สาขาพิทักษ์ธรรม ด้านเชิดชูผู้สร้างคุณประโยชน์แก่สังคม

ดร.มัลลิกา รับรางวัล เพชรกนก สาขาพิทักษ์ธรรม ด้านเชิดชูผู้สร้างคุณประโยชน์แก่สังคม

ดร.มัลลิกา รับรางวัล เพชรกนก สาขาพิทักษ์ธรรม ด้านเชิดชูผู้สร้างคุณประโยชน์แก่สังคม

วันเสาร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.34 น.

วันที่ 18 กรกฎาคม 2569 เวลา16.00 น. รายงานข่าวแจ้งว่า ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ได้รับการประกาศเกียรติคุณเข้ารับ รางวัลเพชรกนก ครั้งที่ 6 สาขาพิทักษ์ธรรม ซึ่งจัดโดย สมาคมผู้ผลิตรายการภาพและเสียง เพื่อยกย่องบุคคลที่อุทิศตนทำความดี ยึดมั่นในคุณธรรม จริยธรรม และสร้างคุณประโยชน์ต่อสังคมอย่างต่อเนื่อง

รางวัลเพชรกนกถือเป็นหนึ่งในรางวัลอันทรงคุณค่าที่มอบเพื่อเชิดชูเกียรติบุคคลในหลากหลายสาขา ผู้ซึ่งมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ในการเสียสละเพื่อส่วนรวม ส่งเสริมคุณธรรม และเป็นแบบอย่างที่ดีแก่สังคม โดยสาขา “พิทักษ์ธรรม” มอบให้แก่ผู้ที่ยืนหยัดในความถูกต้อง กล้าปกป้องหลักคุณธรรม ความยุติธรรม และดำเนินกิจกรรมเพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างต่อเนื่อง

ดร.มัลลิกา ในฐานะประธานมูลนิธิมัลลิกาเพื่อประชาชน กล่าวว่า รางวัลอันทรงเกียรตินี้ไม่ใช่ความสำเร็จของตนเพียงผู้เดียว แต่เป็นกำลังใจสำคัญในการเดินหน้าทำงานเพื่อประชาชน และเป็นแรงผลักดันให้ยืนหยัดทำความดี ซื่อสัตย์สุจริต และขับเคลื่อนสังคมไทยบนพื้นฐานของคุณธรรม ความโปร่งใส และความรับผิดชอบต่อส่วนรวมต่อไป

ทั้งนี้ รางวัลเพชรกนก ครั้งที่ 6 สะท้อนถึงการให้ความสำคัญกับบุคคลต้นแบบที่สร้างแรงบันดาลใจแก่สังคม และเป็นการส่งเสริมให้เกิดการทำความดีอย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมกันพัฒนาสังคมไทยให้เข้มแข็งและยั่งยืนในทุกมิติ

โดยมีบุคคลซึ่งมีชื่อเสียงทุกวงการเข้ารับรางวัลนี้ ทุกสาขาอาชีพ เช่น ผู้รับรางวัลนายณัฏฐพล บุญสา หรืออาจารย์เบียร์ ร้อยตำรวจเอกชนินทร์ ถนนกลาง ตำรวจตระเวนชายแดน นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  และ คุณพลพล พลกองเส็ง ศิลปินนักแสดง ดร.ธีรพล มั่นพิริยะกุล นักธุรกิจเพื่อสังคม เป็นต้น 

‘หมอวรงค์’ คว้ารางวัล เพชรกนก สาขาเมตตาธรรม เชิดชูเกียรติคนดีศรีแผ่นดิน แฟนคลับแห่ยินดีเพียบ

‘หมอวรงค์’ คว้ารางวัล เพชรกนก สาขาเมตตาธรรม เชิดชูเกียรติคนดีศรีแผ่นดิน แฟนคลับแห่ยินดีเพียบ

‘หมอวรงค์’ คว้ารางวัล เพชรกนก สาขาเมตตาธรรม เชิดชูเกียรติคนดีศรีแผ่นดิน แฟนคลับแห่ยินดีเพียบ

วันเสาร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.34 น.

วันที่ 18 กรกฎาคม 2569 ที่ หอประชุมชั้น 7 อาคารเอ็มพีกรุ๊ป ถ.ประดิษฐ์มนูธรรม กทม.  สมาคมผู้ผลิตรายการภาพและเสียง จัดวิธีมอบรางวัลเพชรกนกและกนกนาคราช ครั้งที่ 6 ประจำปีพ.ศ.2568-2569 ได้รับเกียรติจากคุณสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานมอบรางวัล

พิธีมอบรางวัล “เพชรกนก” และ”กนกนาคราช” ครั้งที่ 6 ประจำปีพ..ศ.2568-2569คณะกรรมการได้คัดสรรบุคคลจากทุกสาขาวิชาชีพเข้ารับรางวัล เพชรกนก ในสาขาต่างๆทั้ง 5 สาขา อาทิ 

สาขากตัญญุตา เช่น คุณศรัณฉัตร์ สมบูรณ์ (แป้ง มิตรชัย) คุณนภัสสร สุวรรณานนท์ (นิว วงนิวจิ๋ว) คุณมงคล สะอาดบุญญพัฒน์ (นาย เดอะคอมเมเดี้ยน) คุณอธิป โสดา (ลีโอ ไมค์หมดหนี้) ว่าที่ร้อยตรี ธนัญชัย เฮี้ยนชาศรี (จุ๊บจิ๊บ เชิญยิ้ม) คุณพิมพ์ลดา แววไธสง (สอดอ Style)คุณรัชนก สุวรรณเกตุ (เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น) คุณฐิติรัศมิ์ เจริญภักดี (น้ำหวาน ซาซ่า) เป็นต้น

สาขาเมตตาธรรม เช่น นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม คุณกชพร เวโรจน์ (มาดามหยก) คุณภัครดา เหตระกูล คุณกวิน พงศ์นิยธรรม (รองผู้อำนวยการ ฝ่ายผลิตรายการ บริษัท ไทยบอร์ดคาสติ้ง จำกัดสถานีโทรทัศน์ช่อง workpoint) คุณพลพล พลกองเส็ง คุณปิยะวัฒน์ เข็มเพชร (ดีเจ พีเค) เป็นต้น

สาขายุติธรรม เช่น คุณกีรติ เทพธัญญ์ (เอ๊าะ ครัวคุณต๋อย) ผศ.น.สพ.ดร.คงศักดิ์ เที่ยงธรรม (รักษาการอธิการบดี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์) ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ (อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) พท.ภ.พิษณุ แดงประเสริฐ (ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสุภาพโอสถ) คุณกรรณการ์ อวิรุทธ์ พลตำรวจโทศักดิ์รพี เพรียวพานิช (ผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยตำรวจ) เป็นต้น

สาขาพิทักษ์ธรรม เช่น MR.MUSAH AMIDU JOHNSON (โจอี้ เชิญยิ้ม) คุณคริสโตเฟอร์ แจ๊ค เบญจกุล (คริส เบญจกุล) พล.ต.ต. ธนันท์ธร รัตนภาคย์  (รองผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี สตช.) คุณณัฏฐพล บุญสา (อ.เบียร์ คนตื่นธรรม) คุณสวิช เพชรวิเศษสิริ (นักแสดงช่อง 7) เป็นต้น

สาขา เกียรติภูมิแผ่นดิน เช่น คุณนทพร บุญบุบผา (เจ้าของผลิตภัณฑ์ Glass Skin) คุณปริภัณฑ์ วัชรานนท์ (โต๊ะ หัวหน้าทีมพากย์พันธมิตร) ดร.อุษณีย์ ลีโอณิโอ มหากิจศิริ คุณสุนทร สุจริตฉันท์ (จึ๊ด รอยัลสไปร์ท) คุณวันดา ใจมา (ศิลปินชื่อดัง) ดร.สุวรรณา ศิลปอาชา คุณเยาวณี นิรันดร (เจ้าของ 129 อาร์ต มิวเซียม) ศ.นพ.กีรติ เจริญชลวานิช (นายกแพทยสมาคม) อ.ธงชัย รักปทุม ศิลปินแห่งชาติ เป็นต้น 

ส่วนรางวัลกนกนาคราช สำหรับองค์กรศรีแผ่นดินผู้สร้างสมคุณงามความดีแก่สังคมและประเทศชาติในครั้งนี้ คณะกรรมการได้คัดสรรองค์กรต่างๆทุกสาขาวิชาชีพเพื่อเข้ารับรางวัล อาทิ  สภาทนายความแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ รับโดย ดร.ธนพล คงเจี้ยง นายกสภาทนายความฯ พิพิธภัณฑ์บ้านดำ จ.เชียงราย รับโดยดร.ดอยธิเบศร์ ดัชนี พิพิธภัณฑ์ศิลปะเชียงใหม่ รับโดยอ.พรชัย ใจมาและ วัดสารอด รับโดย พระครูสังฆกิจดิลก,ดร. เจ้าอาวาสวัดสารอด เป็นต้น

ล่าสุด นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคไทยภักดี และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า วันนี้ผมได้มารับรางวัล “เพชรกนก” เชิดชูเกียรติคนดีศรีแผ่นดิน บุคคลที่สร้างสมคุณงามความดี มีความเสียสละ และบำเพ็ญประโยชน์เพื่อสังคมและประเทศชาติ สาขาเมตตาธรรม ซึ่งจัดโดยสมาคมผู้ผลิตรายการภาพและเสียง

หลังจากโพสต์ออกไปก็มีความเข้ามาแสดงความยินดีเป็นจำนวนมาก

ทั้งนี้ รางวัล “เพชรกนก” และ “กนกนาคราช” เป็นรางวัลเชิดชูเกียรติคนดีศรีแผ่นดิน บุคคลและ องค์กร ผู้สร้างสมคุณงามความดี มีความเสียสละ และบำเพ็ญประโยชน์เพื่อสังคมและประเทศชาติ
ดำเนินการและบริหารจัดการโดย สมาคมผู้ผลิตรายการภาพและเสียง และ สมาคมสุนทรียศาสตร์และศิลป์

หลักการและเหตุผล

* พระราชดํารัสในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ซึ่งพระราชทานแก่ประชาชนชาวไทยในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พ.ศ. 2515 ความตอนหนึ่งว่า… “ทุกคนจะต้องร่วมกันรักษาความดีงามให้ดํารงมั่นคงอยู่ในแผ่นดิน เพื่อความเป็นปึกแผ่น ความผาสุกและความก้าวหน้าของประเทศชาติและของคนไทย ทุกถ้วนหน้า…”*

ซึ่งสมาคมและคณะกรรมการจัดพิธีมอบรางวัล “เพชรกนก”และ “กนกนาคราช” ได้น้อมนำกระแสพระราชดํารัสดังกล่าวมาเป็นหลักการและแนวทางในการดําเนินการเพื่อยกย่องเชิดชูผู้กระทำคุณงามความดีให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมตั้งแต่ปีพ.ศ.2558 เป็นต้นมา พร้อมกันนี้สมาคมฯขอน้อมนำ

*พระปฐมบรมราชโองการในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2562 ความว่า “เราจะสืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป”* มาเป็นพลังในการขับเคลื่อนการยกย่องเชิดชูคนดี คิดดี พูดดี และทำดี ให้มีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็นหลักชัยของสังคมและประเทศชาติต่อไป โดยจัดให้มีการยกย่อง เชิดชูและมอบรางวัลยกย่องเชิดชูเกียรติแก่ผู้สั่งสมคุณงามความดี ทั้งบุคคล และองค์กรที่มีความเสียสละบำเพ็ญตนเพื่อสาธารณประโยชน์ เพื่อเป็นการส่งเสริมสร้างขวัญและกําลังใจแก่คนดีเหล่านั้น ให้ร่วมกันสร้างสรรค์สังคมที่มีคุณธรรม จริยธรรม ตลอดจนเป็นแบบอย่าง เพื่อปลุกกระแสการสร้างสังคมแห่งความดีอย่างเป็นรูปธรรมเนื่องจากความดีและคุณธรรม เป็นรากฐานอันสําคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและพัฒนาสังคมสู่ความร่มเย็นเป็นสุขอย่างมั่นคงและยั่งยืน

วัตถุประสงค์
1.เพื่อส่งเสริมสนับสนุน ให้คนไทยตระหนักในหน้าที่รับผิดชอบที่จะต้องรักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติ สถาบันศาสนา สถาบันพระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

2.เพื่อยกย่องส่งเสริมบุคคลและองค์กรผู้กระทําความดีอันเป็นที่ประจักษ์แก่สังคมและประเทศชาติ

3.เพื่อสร้างขวัญ กําลังใจตลอดจนปลุกจิตสํานึกและกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนได้มีแบบอย่างที่ดีและมีส่วนร่วมในการรณรงค์รักษาและส่งเสริมคนดีที่มีความเสียสละและตั้งมั่นในการกระทำความดีทั้งต่อตนเองและประเทศชาติ

4.เพื่อเสริมสร้างสังคมไทยและสังคมโลกให้เป็นสังคมแห่งคุณธรรมอย่างมั่นคงและยั่งยืนตามแนวทางของ ESG และ SDGs

อนุทิน ย้ำนักลงทุนเชื่อมั่นไทย เร่งแก้ Missing Link เชื่อมระนอง-ชุมพร ชี้ยังลุยศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์

อนุทิน ย้ำนักลงทุนเชื่อมั่นไทย เร่งแก้ Missing Link เชื่อมระนอง-ชุมพร ชี้ยังลุยศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์

อนุทิน ย้ำนักลงทุนเชื่อมั่นไทย เร่งแก้ Missing Link เชื่อมระนอง-ชุมพร ชี้ยังลุยศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์

วันเสาร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.08 น.

“อนุทิน”เผย นักลงทุนเชื่อมั่นไทย เร่งชูจุดแข็งโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมแก้ “Missing Link” เชื่อมระนอง-ชุมพร บูรณาการโปรเจกต์แลนด์บริดจ์ ชี้รัฐบาลยังเดินหน้าศึกษาแลนด์บริดจ์ แต่มุ่งปรับปรุงการเชื่อมโยงระบบคมนาคมทางบกและระบบราง ปรับปรุงท่าเรือฝั่งระนองก่อน เพื่อเชื่อมโยงกับการขนส่งกับประเทศอื่น

วันที่ 18 ก.ค. ที่นครเฉิงตู สาธารณรัฐประชาชนจีน  นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เปิดเผยภายหลังการหารือกับนักลงทุนจีนว่านักลงทุนจีนมีความเชื่อมั่นในศักยภาพของไทยอย่างมาก โดยเฉพาะความพร้อมด้านสาธารณูปโภคพื้นฐานที่รองรับการลงทุนได้จริง ซึ่งระบบคมนาคมและการขนส่งสินค้าถือเป็นมูลเหตุสำคัญที่ทำให้นักลงทุนตัดสินใจเลือกไทยเป็นฐานการผลิต ทั้งนี้ ภาคธุรกิจมีความต้องการให้ภาครัฐดำเนินการต่าง ๆ ด้วยความรวดเร็วและลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อนซึ่งรัฐบาลได้ดำเนินการมาตลอด

“ในสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ปัจจุบัน ประเทศไทยถือว่ามีความโดดเด่นและยืนอยู่ในแถวหน้าของการเป็นฐานการผลิตทางอุตสาหกรรมที่สำคัญในส่วนของนโยบายด้านความโปร่งใสรัฐบาลจะไม่ยอมให้มีเรื่องค่าน้ำร้อนน้ำชาหรือการทุจริตโดยเด็ดขาด เพราะเป็นอุปสรรคสำคัญที่บั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน” นายอนุทิน กล่าว 

นายกรัฐมนตรี ระบุว่าสำหรับภาคการท่องเที่ยว ไทยมีทรัพยากรธรรมชาติที่ครบถ้วนทั้ง “Sea Sand Sun”  ซึ่งรัฐบาลมุ่งเน้นการสร้างความเชื่อมั่นเรื่องความปลอดภัยและความเป็นธรรมให้กับนักท่องเที่ยว โดยมีมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบ และยืนยันว่ามาตรฐานความปลอดภัยของไทยนั้นสามารถวัดผลเปรียบเทียบกับประเทศที่เจริญแล้วได้อย่างมั่นใจ 

ผู้สื่อข่าวถามถึงโครงการแลนด์บริดจ์ (Landbridge) นายอนุทิน กล่าวว่า โครงการดังกล่าวยังคงเป็นแนวทางนโยบายของรัฐบาล ที่จะศึกษาโครงการต่อไป แต่สิ่งสำคัญตอนนี้คือต้องเร่งดำเนินการเชื่อมต่อโครงสร้างพื้นฐานทางบกที่เป็นจุดที่ยังไม่เชื่อมต่อ (Missing Link)  รวมทั้งระบบราง เนื่องจากประเทศไทยตั้งอยู่ใจกลางอาเซียนและเป็นประเทศเดียวที่สามารถลิงก์กับประเทศอื่น ๆ ได้ทั้งทางบกและทางน้ำ 

เมื่อถามว่ารัฐบาลจะดำเนินการในฝั่งท่าเรือฝั่งตะวันตกก่อนหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่าเราเริ่มจากการปรับปรุงท่าเรือน้ำลึกฝั่งตะวันตกที่จังหวัดระนองก่อน เพื่อให้เชื่อมโยงกับจังหวัดชุมพร และระบบโลจิสติกส์ทางบก เชื่อมโยงกับประเทศอื่นๆได้

นายกรัฐมนตรี ระบุว่าด้วยว่ากระทรวงคมนาคมกำลังดำเนินการศึกษาโครงการนี้อย่างต่อเนื่องแบบคู่ขนาน เพื่อพิจารณาถึงความคุ้มค่าและเงื่อนเวลาการลงทุนที่เหมาะสม เพื่อให้การพัฒนาเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศต่อไป

กษ.เดินหน้าแก้ปัญหานมทั้งระบบ พร้อมเร่งวางแผนฟื้นฟู อ.ส.ค. จ่อหารือมิลค์บอร์ด ปรับสัดส่วนโควตานมโรงเรียนใหม่

กษ.เดินหน้าแก้ปัญหานมทั้งระบบ พร้อมเร่งวางแผนฟื้นฟู อ.ส.ค. จ่อหารือมิลค์บอร์ด ปรับสัดส่วนโควตานมโรงเรียนใหม่

กษ.เดินหน้าแก้ปัญหานมทั้งระบบ พร้อมเร่งวางแผนฟื้นฟู อ.ส.ค. จ่อหารือมิลค์บอร์ด ปรับสัดส่วนโควตานมโรงเรียนใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.00 น.

ก.เกษตรฯ เดินหน้าแก้ปัญหานมทั้งระบบ พร้อมเร่งวางแผนฟื้นฟู อ.ส.ค. เตรียมหารือมิลค์บอร์ด ปรับสัดส่วนโควตานมโรงเรียนใหม่  หลังพบความไม่สอดคล้องต่อปริมาณ การรับน้ำลมดิบของ อ.ส.ค.  สัปดาห์หน้าเสนอ ครม. พิจารณา ขยายเพดานนมโรงเรียนไปจนถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  หวังแก้ปัญหาระยะสั้น ช่วยระบายนม พยุงรายได้เกษตรกร

19 กรกฎาคม 2569 นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยว่า จากการรับฟังข้อร้องเรียนของเกษตรกรในสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะทำงานซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านนมและโคนม สรุปแนวทางการแก้ปัญหาของ อ.ส.ค. จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนทั้งระบบ ซึ่งคณะทำงานตั้งเป้า จะดำเนินการจัดทำแผนฟื้นฟู อ.ส.ค.ให้แล้วเสร็จภายใน 1 – 2 เดือน เพื่อนำไปสู่การผ่าตัดโครงสร้าง ควบคู่ไปกับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้กับเกษตรกร

โดยเฉพาะการจัดสรรโควตานมโรงเรียนที่ปัจจุบัน อ.ส.ค.ได้รับสัดส่วนเพียงร้อยละ 10  ซึ่งมองว่าไม่มีความสอดคล้องและไม่เพียงพอต่อการฟื้นฟูองค์กร ในส่วนของการขยายเพดานนมโรงเรียนไปจนถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ขณะนี้เอกสารอยู่ระหว่างการเวียนขอความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คาดว่าจะสามารถนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้ในสัปดาห์หน้า ซึ่งหากได้รับความเห็นชอบ จะช่วยระบายน้ำนมดิบได้เพิ่มขึ้นเกือบ 100 ตันต่อวัน ส่วนมาตรการรองรับน้ำนมดิบส่วนเกินในปัจจุบัน อ.ส.ค.ยังคงแบกรับการซื้อตามมติเดิม เนื่องจากตัวแทนสหกรณ์ยังไม่เห็นด้วยกับการยกเลิก

ขณะที่ น.ส.วัชรี วรรณศรี ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) บอกว่า ปัญหาน้ำนมดิบส่วนเกิน ปัจจุบัน อ.ส.ค.ยังต้องแบกรับ วันละกว่า 140 ตัน และต้องผลิตนมส่วนเกิน จนประสบปัญหาไม่สามารถระบายสินค้าออกสู่ตลาดได้ทัน กับปริมาณการผลิต จนนมหมดอายุสะสม เกือบ 100 ล้านกล่อง

ทั้งนี้ สัปดาห์หน้าจะเข้าพบ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ เพื่อเสนอแนวทางเร่งด่วนในการแก้ไขวิกฤตอุตสาหกรรมโคนมไทย ใน 3 ประเด็น ได้แก่ จัดการปัญหาน้ำนมดิบส่วนเกิน MOU 211 ตัน/วัน , ช่วยระบายผลิตภัณฑ์จากน้ำนมส่วนเกิน น้ำนมดิบที่ อ.ส.ค.รับเกิน MOU และเพิ่มสัดส่วนโควตานมโรงเรียนให้ อ.ส.ค.ควรปรับเพิ่มสัดส่วนโควตานมโรงเรียนให้ อ.ส.ค.มากกว่า 10% เพื่อให้สอดคล้องกับบทบาทของรัฐวิสาหกิจในการดูแลเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม

ความหวังเกษตรกรบ้านโกรกเดือนห้า มีน้ำใช้ยั่งยืน สร้างอาชีพ ลดผลกระทบภัยแล้ง

ความหวังเกษตรกรบ้านโกรกเดือนห้า มีน้ำใช้ยั่งยืน สร้างอาชีพ ลดผลกระทบภัยแล้ง

ความหวังเกษตรกรบ้านโกรกเดือนห้า มีน้ำใช้ยั่งยืน สร้างอาชีพ ลดผลกระทบภัยแล้ง

วันอาทิตย์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.21 น.

แม้ประเทศไทยจะเข้าสู่ฤดูฝน แต่พื้นที่เกษตรจำนวนไม่น้อยยังคงเผชิญปัญหาขาดแคลนน้ำ โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทานที่ต้องพึ่งพาน้ำฝนเป็นหลัก ทำให้เกษตรกรทำการเพาะปลูกได้เพียงปีละครั้ง และต้องหยุดการผลิตในช่วงฤดูแล้ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมทรัพยากรน้ำบาดาล จึงเดินหน้าพัฒนาโครงการน้ำบาดาลเพื่อการเกษตร เพื่อเพิ่มแหล่งน้ำต้นทุนให้แก่พื้นที่ที่ระบบชลประทานเข้าไม่ถึง ล่าสุดที่ตำบลสุรนารี อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา มีระบบน้ำบาดาลเพื่อสนับสนุนกลุ่มเกษตรแปลงใหญ่ พื้นที่กว่า 300 ไร่ ให้มีน้ำใช้สำหรับเพาะปลูกได้ตลอดทั้งปี เปลี่ยนพื้นที่ที่เคยรอคอยน้ำฝนให้กลายเป็นพื้นที่แห่งโอกาส สร้างรายได้อย่างมั่นคง

นายวิศิษฎ์ คะเชนชาติ นายกเทศมนตรีตำบลสุรนารี กล่าวว่า ตำบลสุรนารีมีประชากรกว่า 22,000 คน ครอบคลุม 10 หมู่บ้าน โดยพื้นที่เกษตร 3–4 หมู่บ้านอยู่นอกเขตชลประทาน เกษตรกรต้องอาศัยเพียงน้ำฝนและบ่อน้ำเดิมซึ่งไม่เพียงพอ เทศบาลจึงประสานขอรับการสนับสนุนจากกรมทรัพยากรน้ำบาดาล จนเกิดโครงการน้ำบาดาลเพื่อการเกษตร ช่วยให้เกษตรกรมีแหล่งน้ำที่มั่นคงสำหรับการเพาะปลูก “ต้องขอขอบคุณกรมทรัพยากรน้ำบาดาลที่เข้ามาสนับสนุนโครงการดี ๆ ให้กับเกษตรกรในพื้นที่ เมื่อมีน้ำก็สามารถเพาะปลูกได้ต่อเนื่อง สร้างรายได้ให้ครอบครัว และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างแท้จริง” นายวิศิษฎ์ กล่าว

นายธนาสิทธิ์ ดำนิล ผู้อำนวยการกองช่าง เทศบาลตำบลสุรนารี กล่าวว่า “พื้นที่บ้านโกรกเดือนห้า เป็นพื้นที่บนเนินนอกเขตชลประทาน แม้จะเป็นพื้นที่ต้นน้ำ แต่ไม่สามารถกักเก็บน้ำไว้ใช้ได้ เมื่อเข้าสู่ฤดูแล้งจึงประสบปัญหาขาดแคลนน้ำอย่างต่อเนื่อง หลังจากกรมทรัพยากรน้ำบาดาลเข้ามาพัฒนาโครงการ เราเห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน เมื่อมีน้ำ เกษตรกรก็มีโอกาสเพิ่มผลผลิต เพิ่มรายได้ และสามารถวางแผนการเพาะปลูกได้ตลอดทั้งปี”

นายกุล คะเชนชาติ ประธานกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่ 300 ไร่ กล่าวว่า ก่อนมีโครงการ สมาชิกส่วนใหญ่ทำเกษตรได้เฉพาะฤดูฝน ส่วนหน้าแล้งต้องออกไปรับจ้าง แต่เมื่อมีน้ำบาดาล ทุกคนสามารถปลูกพืชได้ตลอดทั้งปี ทั้งแตงโม กล้วย ถั่ว พริก และพืชหมุนเวียนชนิดต่าง ๆ ปัจจุบันกลุ่มมีสมาชิก 21 คน เริ่มบริหารพื้นที่เพาะปลูกคนละประมาณ 2 ไร่ พร้อมติดตั้งมิเตอร์น้ำ เพื่อให้ทุกคนใช้น้ำอย่างเป็นธรรม และเตรียมนำระบบน้ำหยดมาใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำและลดต้นทุนในอนาคต

ด้านนางเปรมสิริ จงรวมกลาง สมาชิกกลุ่มเกษตรกร กล่าวว่า “เมื่อก่อนหน้าแล้งแทบปลูกอะไรไม่ได้ แต่วันนี้อยากปลูกอะไรก็ปลูกได้ เพราะมีน้ำบาดาลที่เพียงพอ ปัจจุบันสามารถปลูกแตงโม ฟักทอง พริก มะเขือ และมันสำปะหลังได้ตลอดทั้งปี โดยแตงโมที่ปลูกมีหลายสายพันธุ์คุณภาพ เช่น สตาร์บอมบ์ เมญ่า และทัมอัพ ซึ่งจำหน่ายทั้งหน้าสวน ตลาด และผ่านช่องทางออนไลน์ รวมถึงการไลฟ์สด ทำให้มีรายได้หมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง ขอขอบคุณกรมทรัพยากรน้ำบาดาลและเทศบาลตำบลสุรนารี ที่ทำให้พวกเรามีโอกาสสร้างรายได้ตลอดทั้งปี”

ความสำเร็จของโครงการแห่งนี้ สะท้อนให้เห็นว่า “น้ำบาดาล” ไม่ได้เป็นเพียงแหล่งน้ำสำรอง แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ โดยกรมทรัพยากรน้ำบาดาลได้ยกระดับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำใต้ดินให้เป็นแหล่งน้ำต้นทุนที่มั่นคงสำหรับภาคการเกษตร ช่วยลดความเสี่ยงจากภัยแล้ง เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต สร้างรายได้ให้เกษตรกร และเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารของประเทศในระยะยาว

ชูโมเดลความสำเร็จ! ‘เขื่อนลำปาว’ โชว์นวัตกรรมจัดสรรน้ำ-คุมสมดุล 2.9 แสนไร่

ชูโมเดลความสำเร็จ! ‘เขื่อนลำปาว’ โชว์นวัตกรรมจัดสรรน้ำ-คุมสมดุล 2.9 แสนไร่

ชูโมเดลความสำเร็จ! ‘เขื่อนลำปาว’ โชว์นวัตกรรมจัดสรรน้ำ-คุมสมดุล 2.9 แสนไร่

วันเสาร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.01 น.

ชูโมเดลความสำเร็จ! เขื่อนลำปาวเปิดปริมาณน้ำ 770 ล้าน ลบ.ม. การันตีพอใช้ตลอดฤดูฝน ใช้ระบบ GIS-ROS สแกนพื้นที่รายแปลง จัดรอบเวรแบ่งปันน้ำนาข้าวกับบ่อนากุ้ง เกษตรกรยางตลาดปลื้มสร้างรายได้สะพัด

วันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 สำนักชลประทานที่ 6 กรมชลประทาน ได้จัดกิจกรรม “สื่อมวลชนสัญจร” เพื่อสร้างความรับรู้ความเข้าใจและสะท้อนผลการดำเนินงานด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ โดยได้นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ศึกษาดูงาน ณ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาว หรือ เขื่อนลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์ เพื่อเข้าชมกระบวนการ ณ อาคารระบายน้ำ พร้อมรับฟังข้อมูลการจัดสรรน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตร

นายสำรวย อินพิทักษ์ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาว เปิดเผยว่า เขื่อนลำปาวประสบความสำเร็จในการตอบโจทย์ความต้องการใช้น้ำที่แตกต่างกันของเกษตรกร 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มผู้ปลูกข้าวนาปรัง และกลุ่มผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกราม (ซึ่งเป็นสัตว์เศรษฐกิจสร้างรายได้สูงของจังหวัด) โดยขับเคลื่อนผ่าน 2 กลไกสำคัญคือ 1.เปิดโอกาสให้ตัวแทนกลุ่มเกษตรกร ผู้นำท้องถิ่น และราชการ ร่วมกันประชุมกำหนดปฏิทินการส่งน้ำล่วงหน้าอย่างเป็นธรรม และ 2.นำระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) และโปรแกรมบริหารจัดการน้ำ (ROS) มาใช้วิเคราะห์คำนวณความต้องการน้ำรายแปลง โดยเฉพาะในพื้นที่ฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 1 ที่เก็บข้อมูลรอบการเลี้ยงกุ้งอย่างละเอียด

ปัจจุบัน (สถานการณ์ ณ กรกฎาคม พ.ศ. 2569) เขื่อนลำปาวมีปริมาณน้ำกักเก็บอยู่ที่ 770 ล้านลูกบาศก์เมตร (คิดเป็น 39% ของความจุอ่างฯ) ซึ่งอยู่ในเกณฑ์เพียงพอที่จะดูแลพื้นที่เกษตรกรรมและอุปโภคบริโภคตลอดฤดูฝนนี้อย่างแน่นอน

สำหรับการบริหารจัดการพื้นที่นั้น ปัจจุบันเขื่อนดูแลพื้นที่ทำนาข้าว 290,000 ไร่ และพื้นที่นากุ้ง 3,800 ไร่ เนื่องจากลักษณะของนากุ้งมีปริมาณความต้องการใช้น้ำมากกว่าการทำนาข้าวถึง 2 เท่า โครงการฯ จึงได้จัดระบบ “รอบเวรสับเปลี่ยนหมุนเวียนการส่งน้ำ” เพื่อแบ่งปันน้ำอย่างทั่วถึง ไม่เกิดผลกระทบต่อทั้งแปลงนาและบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ

จากการลงพื้นที่ตรวจสอบแปลงนาข้าวของ นายสมทรัพย์ วราศรี ประธานศูนย์ข้าวชุมชนบ้านนาเชือกเหนือ หมู่ที่ 11 ต.นาเชือก อ.ยางตลาด ระบุว่า ระบบน้ำจากคลองชลประทานช่วยให้ทำนาได้ปีละ 2 ครั้ง แม้จะมีสถานการณ์ภัยแล้งเอลนีโญเข้ามา แต่กลุ่มเกษตรกรมีการประชุมร่วมกับชลประทานสม่ำเสมอทำให้รู้แผนงานและเตรียมแปลงรับน้ำได้ทันท่วงที จึงมั่นใจว่าจะผ่านพ้นวิกฤตไปได้

ขณะที่ นายสุรพล ภูขามคม เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกราม บ้านนาเชือกเหนือ หมู่ที่ 2 ต.นาเชือก ซึ่งประกอบอาชีพเลี้ยงกุ้งมากว่า 20 ปี เผยว่า ในอดีตระบบส่งน้ำยังไม่สมบูรณ์ แต่ปัจจุบันชลประทานบริหารจัดการน้ำได้ดีมาก ทำให้ 1 ปี สามารถเลี้ยงกุ้งส่งออกได้ถึง 2 รุ่น มีรายได้มั่นคงดีกว่าการทำนาข้าว และช่วยให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งสามารถลืมตาอ้าปากสร้างฐานะได้จนถึงปัจจุบัน

เชิดชู 5 สุดยอดโครงงานวิทยาศาสตร์เยาวชน คว้ารางวัลพิเศษ เวที Prime Minister’s Science Award 2026

เชิดชู 5 สุดยอดโครงงานวิทยาศาสตร์เยาวชน คว้ารางวัลพิเศษ เวที Prime Minister’s Science Award 2026

เชิดชู 5 สุดยอดโครงงานวิทยาศาสตร์เยาวชน คว้ารางวัลพิเศษ เวที Prime Minister’s Science Award 2026

วันอาทิตย์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.35 น.

ภาครัฐ-เอกชนร่วมเชิดชู 5 สุดยอดโครงงานวิทยาศาสตร์เยาวชน คว้ารางวัลพิเศษ เวที Prime Minister’s Science Award 2026 เตรียมเข้ารับรางวัลจากนายกรัฐมนตรี วันที่ 15 ส.ค.นี้ ในงานมหกรรมวิทย์ 69

นายสุวรงค์ วงษ์ศิริ รักษาการแทนผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM เป็นประธานเปิดโครงการ Prime Minister’s Science Award 2026 รอบชิงชนะเลิศ โดยมี ดร.กรรณิการ์ เฉิน รองผู้อำนวยการ NSM เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลฯ โดยได้คัดเลือกสุดยอดโครงงานวิทย์ฯ ของเยาวชนระดับประเทศที่มีผลงานโดดเด่น โดยได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐและธุรกิจ ได้แก่ กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย บริษัท เอ็กซอนโมบิล จำกัด บริษัท เวสเทิร์น ดิจิตอล สตอเรจ เทคโนโลยีส์ (ประเทศไทย) จำกัด และ C asean ผลปรากฏว่า 5 ทีมเยาวชนสามารถคว้า Special Award รางวัลพิเศษ ได้แก่โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย จำนวน 3 ทีม, โรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย และโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย เลย เพื่อเชิดชูเกียรติและเป็นกำลังใจให้แก่เยาวชนไทยที่สร้างสรรค์ผลงานอันเป็นที่ประจักษ์ในเวทีสำคัญของประเทศและนานาชาติ ณ ห้องแสงเดือน-แสงเทียน พิพิธภัณฑ์พระรามเก้า NSM ต.คลองห้า อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี

ด้าน ดร.กรรณิการ์ เฉิน รองผู้อำนวยการ NSM หนึ่งในหน่วยงานหลักที่ดำเนินงานโครงการฯ เผยว่า “โครงการ Prime Minister’s Science Award 2026 จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 10 ภายใต้ความร่วมมือของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนไทยได้พัฒนาทักษะการเรียนรู้ผ่านการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ ควบคู่กับการสนับสนุนบทบาทของครู โรงเรียน และผู้ปกครอง ในการบ่มเพาะศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์อย่างต่อเนื่อง ในปีนี้มีโครงงานที่ผ่านการคัดเลือกจำนวน 22 โครงงาน ซึ่งล้วนเป็นผลงานที่สร้างชื่อเสียงในเวทีวิชาการทั้งระดับประเทศและนานาชาติ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของเยาวชนไทยในการสร้างสรรค์องค์ความรู้และนวัตกรรมที่สามารถต่อยอดสู่การพัฒนาวงการวิทยาศาสตร์ของประเทศในระดับสากล”

“ขอแสดงความยินดีและชื่นชมเยาวชนทุกทีมที่ได้รับรางวัลในครั้งนี้ ความสำเร็จที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงผลลัพธ์ของความสามารถและความมุ่งมั่นของเยาวชนเท่านั้น แต่ยังเกิดจากการสนับสนุนของภาครัฐและธุรกิจที่ให้เยาวชนได้แสดงศักยภาพอย่างเต็มที่ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเวทีแห่งนี้จะเป็นทั้งแรงบันดาลใจและก้าวสำคัญที่ช่วยให้เยาวชนพัฒนาตนเองอย่างไม่หยุดยั้ง กล้าที่จะเรียนรู้ คิดค้น และสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ เพื่อก้าวสู่การเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของประเทศไทยในอนาคต”ดร.กรรณิการ์ กล่าว

สำหรับรางวัล Special Award ภายใต้โครงการ Prime Minister’s Science Award 2026 เป็นรางวัลที่ได้รับการคัดเลือกจากโครงงานที่มีความโดดเด่น สื่อสารน่าประทับใจและสาระของโครงงานฯ สอดคล้องกับภารกิจของหน่วยงานผู้สนับสนุนรางวัล ประกอบด้วย 5 รางวัล ได้แก่

รางวัล “Dow Innovation Award” ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น โดย กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย จำกัด ได้แก่ โครงงานการพัฒนาไข่เทียมร่วมกับนวัตกรรมเพาะเลี้ยงและปล่อย Super Trichogramma แบบอัตโนมัติเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมศัตรูพืชจากโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย กรุงเทพฯ สมาชิกในทีม ได้แก่ นายรัชณัฐ เติมธีรกิจ ซึ่งมี นางสาวสุวรรณา อัมพรดนัย เป็นครูที่ปรึกษาหลัก และนายชนันท์ เกียรติสิริสาสน์ เป็นที่ปรึกษาพิเศษ

รางวัล “EGAT EXCELLENCE AWARD” ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย สาขาวิทยาศาสตร์กายภาพ โดย การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ได้แก่ โครงงาน BiQancer: นวัตกรรมไบโอมาร์กเกอร์คณิตศาสตร์ใหม่และอุปกรณ์เสริมกล้องจุลทรรศน์ สู่ระบบช่วยวินิจฉัยคัดกรองมะเร็งปากมดลูกที่เท่าเทียม จาก โรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัยจ.เชียงใหม่ สมาชิกในทีม ได้แก่ นายดะอิชิ ทานากะ นายปองคุณ ฟูชื่น และนายเก้า ฐิติจําเริญพร ซึ่งมี นางรุ่งกานต์ วังบุญ เป็นครูที่ปรึกษาหลัก และ นายกฤติพงศ์ วชิรางกุ เป็นที่ปรึกษาพิเศษ

รางวัล “ExxonMobil Applied Science Excellence Award” ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย สาขาวิทยาศาสตร์ประยุกต์ โดย บริษัท เอ็กซอนโมบิล จำกัด ได้แก่ โครงงาน Comprehensive Biomimetic Aerial Seed Coating Inspired by the Fruit Structure of Burma Padauk for Enhanced Seedling Establishment and Growth in Mixed Deciduous Forest Restoration (การสร้างปีกเทียมเมล็ดพันธุ์เลียนแบบโครงสร้างของผลประดู่ (Pterocarpus macrocarpus) เพื่อฟื้นฟูปาเสื่อมโทรมและเพิ่มอัตราการรอดชีวิตในกระบวนการกระจายเมล็ดพันธุ์ทางอากาศ) จาก โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย เลย จ.เลย สมาชิกในทีม ได้แก่ นายพิเชษฐ์ นวลปักษี ซึ่งมี นางน้ำทิพย์ ศรีแก้ว เป็นครูที่ปรึกษาหลัก และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กิตติ ตันเมืองปัก เป็นที่ปรึกษาพิเศษ

รางวัล “Computer AI Award” ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์และปัญญาประดิษฐ์ โดย บริษัท เวสเทิร์น ดิจิตอล สตอเรจ เทคโนโลยีส์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้แก่ โครงงาน RADIA: นวัตกรรมระบบประเมินสุขภาพทางเดินหายใจอัจฉริยะแบบบูรณาการ โดยใช้ปัญญาประดิษฐ์และการสร้างแบบจำลองทางเดินหายใจสามมิติ เพื่อการคัดกรอง ติดตาม และฟื้นฟูสมรรถภาพอย่างรวดเร็ว จาก โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย กรุงเทพฯ สมาชิกในทีม ได้แก่ นายภูวิศ ฮิโรโตะ สิริพันธุ์ และนายปุญญพัฒน์ ทองพิทักษ์ถาวร ซึ่งมี นายอดิเรก พิทักษ์ เป็นครูที่ปรึกษาหลัก และ นายชนันท์ เกียรติสิริสาสน์ เป็นที่ปรึกษาพิเศษ

รางวัล “C asean ASEAN Impact Award”ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย สาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ โดย C asean ได้แก่ โครงงาน Building Climate-Resilient Corals: A Coral Restoration Strategy Integrating Molecular Repairs with Satellite-Monitored Artificial Reefs (นวัตกรรมการฟื้นฟูปะการังแบบครบวงจร ที่ผสานการซ่อมแซมระดับโมเลกุลเข้ากับแนวปะการังเทียมที่ติดตามด้วยข้อมูลดาวเทียม) จาก โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย กรุงเทพฯ สมาชิกในทีม ได้แก่ นายสัญพัชญ์ อัครจีราวัฒน์ นายณภูดล ศรีรัตนา และนายโปรดปราน จันธรรมาพิทักษ์ ซึ่งมี นายชนันท์ เกียรติสิริสาสน์ เป็นครูที่ปรึกษาหลัก และ นางสาวสุวรรณา อัมพรดนัย เป็นที่ปรึกษาพิเศษ

ทั้งนี้ รางวัลใหญ่ของโครงการ Prime Minister’s Science Award 2026 จะประกาศผลอย่างเป็นทางการภายในเดือนกรกฎาคม 2569 ผ่านเว็บไซต์ http://www.nsm.or.th โดยผู้ได้รับรางวัลจะได้เข้ารับรางวัลจากนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 15 ส.ค. 2569 ภายในงาน มหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2569 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี