แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.54 น.

“กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ลงพื้นที่ตรวจสอบเขตห้วยขวางอย่างต่อเนื่อง พร้อมบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำการกวาดล้างธุรกิจผิดกฎหมาย พร้อมทั้งจัดระเบียบพื้นที่อย่างเด็ดขาด ขอย้ำว่าจะบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดและจริงจัง”

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์

อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

ชัยวัฒน์ ลุยหาเสียงปทุมวัน ชูใช้ AI แก้ปัญหารถติด โอนอำนาจคุมจราจรให้ กทม.

ชัยวัฒน์ ลุยหาเสียงปทุมวัน ชูใช้ AI แก้ปัญหารถติด โอนอำนาจคุมจราจรให้ กทม.

ชัยวัฒน์ ลุยหาเสียงปทุมวัน ชูใช้ AI แก้ปัญหารถติด โอนอำนาจคุมจราจรให้ กทม.

วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.28 น.

“ชัยวัฒน์” ชี้แก้รถติดกรุงเทพฯ ต้องแก้ทั้งระบบ ดันใช้ AI เชื่อมใบสั่ง-ตัดแต้ม พร้อมผลักดันถ่ายโอนอำนาจจราจรให้ กทม.

วันที่ 6 มีนาคม 2569 นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน เบอร์ 10 พร้อมด้วย น.ส.อัญชิสา โรจนยุกตานนท์ ผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เขตปทุมวัน เบอร์ 4 พรรคประชาชน เข้าพื้นที่ย่านปทุมวันเพื่อพบปะประชาชนและนำเสนอนโยบายของพรรคประชาชนในการเลือกตั้งผู้ว่า กทม. และ ส.ก. ที่กำลังจะมาถึงในวันที่ 28 มิถุนายน 2569

นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ย่านปทุมวันเป็นแหล่งท่องเที่ยวใจกลางเมือง รายล้อมไปด้วยห้างสรรพสินค้า จึงเป็นแหล่งรวมตัวของคนรุ่นใหม่และชาวออฟฟิศตลอดทั้งวันด้วยการเป็นย่านที่คนคับคั่งอยู่ตลอดเวลา ทำให้มีปัญหาเรื่องการจราจรอยู่บ่อยครั้ง ก่อนหน้านี้ทาง กทม. เคยทำโครงการ “ราชประสงค์โมเดล” เพื่อจัดระเบียบการจราจรและแก้ปัญหารถติด แต่สิ่งหนึ่งที่อยากชวนพี่น้องคนกรุงเทพฯ ทุกคนลองคิดตามคือ โมเดลดังกล่าวนั้นสำเร็จจริง ๆ หรือไม่ วันนี้เรายังเห็นรถประเภทอื่น ๆ จอดแช่อยู่ในเลนของรถเมล์ ขณะที่ราชประสงค์โมเดลมีกล้องวงจรปิดที่ตรวจพบการฝ่าฝืนกฎจราจรกว่า 100,000 เคสต่อปี และมีผู้กระทำผิดซ้ำสูงสุดกว่า 32 ครั้งต่อเดือน ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่สูง และมีการกระทำผิดซ้ำแทบทุกวัน

ราชประสงค์โมเดลในมุมมองของตน จึงเป็นภาพสะท้อนของความพยายามในการแก้ไขปัญหาจราจรที่ยังไม่สำเร็จ อีกทั้งยังล้มเหลวในการบังคับใช้กฎหมายจราจรของกรุงเทพฯ โดยเฉพาะจุดท่องเที่ยวสำคัญ ๆ ที่มีผู้คนไปหนาแน่น

นายชัยวัฒน์ กล่าวต่อว่า คนกรุงเทพฯ ต้องเสียเวลาไปกับรถติดเฉลี่ย 72 นาทีต่อวัน และเชื่อว่าปัญหานี้ทำให้คนกรุงเทพหลายคนต้องรู้สึกว่าการใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ มันยาก หาก กทม. อยู่ภายใต้การบริหารงานของพรรคประชาชน จะแก้ไขปัญหารถติดที่โครงสร้าง พัฒนาระบบที่ช่วยให้คนกรุงเทพฯ เดินทางง่ายขึ้น และเจ้าหน้าที่ก็ทำงานง่ายขึ้นด้วย โดยนำผู้กระทำผิดรายเคสจากกล้องวงจรปิด AI เชื่อมไปกับระบบออกใบสั่งและตัดแต้มขับขี่จราจรกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และระบบตัดแต้มยกเลิกใบขับขี่สาธารณะกับกรมการขนส่งทางบก เพื่อเพิ่มการบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นระบบ และสามารถติดตามตรวจสอบย้อนกลับได้

ตนเห็นว่าเพียงเท่านั้นยังไม่เพียงพอ ในฐานะผู้ว่าฯ ของคนกรุงเทพฯ จะต้องทำงานร่วมกับการเมืองระดับชาติด้วย โดยนำเสนอข้อมูลที่บันทึกรายเคสเหล่านี้ส่งต่อให้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกรมการขนส่งทางบก เพื่อให้เกิดการบังคับใช้และเกิดความเคารพต่อกฎหมายจราจร ที่สำคัญจะต้องผลักดันให้เกิดการแก้ไขเชิงโครงสร้าง ทั้งการแก้ไขกฎหมายในระดับ พ.ร.บ. และการถ่ายโอนอำนาจจราจรมาที่กรุงเทพมหานคร เพื่อให้ท้องถิ่นสามารถแก้ไขปัญหาได้

นายชัยวัฒน์ กล่าวทิ้งท้ายว่า การแก้ไขปัญหาจราจรคือเรื่องใกล้ตัวของคนกรุงเทพฯ ที่ถูกพูดถึงในทุกการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และเป็นอีกหนึ่งโจทย์สำคัญว่าผู้ว่าฯ จะทำให้คนกรุงเทพฯ  เดินทางง่ายขึ้นอย่างไร พรรคประชาชนเชื่อว่าการแก้ปัญหานี้จะต้องทำงานแบบฟูลทีม โดยวันนี้ตนมาพร้อมกับทีมบริหาร กทม. มีผู้สมัคร ส.ก. ทั้ง 50 เขต ซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชนที่เข้าใจปัญหาในระดับพื้นที่อย่างแท้จริง เราพร้อมแล้วที่จะร่วมทำงานยกระดับคุณภาพชีวิต เพื่อทำให้กรุงเทพเป็นเมืองที่แคร์ทุกคน

สีหศักดิ์ เปิด 7 ข้อจุดยืนไทย ภายใต้ UNCLOS ชี้เจรจาเขตแดนทางบกสะดุด

สีหศักดิ์ เปิด 7 ข้อจุดยืนไทย ภายใต้ UNCLOS ชี้เจรจาเขตแดนทางบกสะดุด

สีหศักดิ์ เปิด 7 ข้อจุดยืนไทย ภายใต้ UNCLOS ชี้เจรจาเขตแดนทางบกสะดุด

วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.45 น.

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ  แถลงกรณีกัมพูชาแจ้งการใช้การประนอมภาคบังคับภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (United Nations Convention on the Law of the Sea: UNCLOS)

1.ไทยได้แจ้งฝ่ายกัมพูชามาโดยตลอดว่า การยกเลิกบันทึกความเข้าใจระหว่างไทยกับกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน พ.ศ. 2544 (MOU 2544) มีความจำเป็นเพราะบันทึกความเข้าใจฯ ดังกล่าว ไม่สอดคล้องกับบริบทใหม่ และไทยมีเจตนาที่จะเริ่มต้นการหารือแบบใหม่ โดยที่ไม่ได้ยึดกับประเด็นที่ติดขัดจากการหารือแบบเดิม จึงต้องการเริ่มการหารือแบบใหม่ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ และหลักการของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล หรือ UNCLOS ซึ่งในขณะนี้ ทั้งสองประเทศต่างเป็นรัฐภาคีแล้ว

2.ไทยต้องการมุ่งหาแนวทางที่จะเดินหน้าต่อไปสู่ผลประโยชน์ร่วมกัน โดยคำนึงว่า การแก้ไขปัญหาโดยตรงระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน คือหนทางที่ดีที่สุดที่จะบรรลุข้อยุติอย่างสร้างสรรค์ และที่เป็นที่ยอมรับร่วมกัน

3.อย่างไรก็ดี การตัดสินใจที่เร่งรีบของกัมพูชาในครั้งนี้ที่จะเริ่มกระบวนการประนอมภาคบังคับภายใต้ UNCLOS กลับสวนทางกับสิ่งที่กัมพูชาเรียกร้องมาโดยตลอดว่าต้องการให้มีการฟื้นฟูความสัมพันธ์ทวิภาคี และการหารือในกรอบต่าง ๆ รวมถึงประเด็นเขตแดนทางบก จึงควรจะคำนึงถึงผลกระทบที่อาจตามมาและทำให้สิ่งที่กัมพูชาเรียกร้องมาโดยตลอดจะต้องสะดุดหรือหยุดชะงักลง

4.ประเทศไทยมีความพร้อมในการดำเนินการต่าง ๆ ตาม UNCLOS โดยคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของประเทศเป็นสำคัญ โดยรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมีกำหนดพบหารือกับที่ปรึกษากฎหมายของไทย เพื่อเตรียมเสนอรายชื่อผู้ประนอม รวมถึงเตรียมการท่าทีต่าง ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ฝ่ายไทยได้คาดการณ์และเตรียมความพร้อมไว้ด้วยแล้ว

5.ทั้งนี้ กระบวนการประนอมภาคบังคับเป็นหนึ่งในวิธีการระงับข้อพิพาทภายใต้ UNCLOS โดยผลของการประนอมจะเป็นรายงานข้อเสนอแนะ (recommendations) ของคณะผู้ประนอมในการแก้ไขปัญหาเพื่อให้สองฝ่ายนำไปใช้ในการเจรจาหาทางออกร่วมกันต่อไป โดยรายงานข้อเสนอแนะดังกล่าวไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย และทั้งสองฝ่ายยังคงต้องหารือกันโดยตรงต่อไปในประเด็นที่ยังค้างอยู่

6.ขอให้เชื่อมั่นว่า ประเทศไทยมีความพร้อมในการดำเนินการที่เกี่ยวข้อง และมั่นใจได้ว่าจะสามารถปกป้องผลประโยชน์ของประเทศได้อย่างเต็มที่

7.ในส่วนข้อกล่าวหาของฝ่ายกัมพูชาเกี่ยวกับประเด็นเขตแดนทางบก ไทยขอปฏิเสธโดยสิ้นเชิง และขอยืนยันอีกครั้งว่า ฝ่ายไทยปฏิบัติตามถ้อยแถลงร่วม (Joint Statement) ของการประชุม GBC สมัยพิเศษครั้งที่ 3 ระหว่างไทยกับกัมพูชา เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ที่สองประเทศเห็นชอบร่วมกัน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการลดความตึงเครียด การธำรงไว้ซึ่งสันติภาพและความมั่นคง และการประกันความปลอดภัยของประชาชน

กรมสมเด็จพระเทพฯ เสด็จฯ เปิดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2569

กรมสมเด็จพระเทพฯ เสด็จฯ เปิดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2569

กรมสมเด็จพระเทพฯ เสด็จฯ เปิดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2569

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.41 น.

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เปิดงาน “วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2569”

วันที่ 6 มิถุนายน 2569 เวลา 14.00 น. สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปยังกรมการข้าว ภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพมหานคร ทรงเป็นประธานเปิดงาน “วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2569” ภายใต้แนวคิด “รวมใจภักดิ์ รักษ์ข้าวไทย สองทศวรรษกรมการข้าวก้าวไกล ใต้ร่มพระบารมีพระพันปีหลวง” โดยมี นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เฝ้าฯ รับเสด็จ

ในโอกาสนี้ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กราบบังคมทูลถวายรายงาน และวัตถุประสงค์การจัดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2569 และเบิก นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นผู้เบิกตัว คณะกรรมการศูนย์ข้าวชุมชนระดับประเทศ 8 ราย  เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2569 จำนวน 4 ราย และผู้สนับสนุนการจัดงาน ฯจำนวน 29 รายเข้ารับพระราชทานเกียรติบัตร ก่อนมีพระราชดำรัสเปิดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2569

จากนั้น เสด็จฯ ทอดพระเนตรการแสดงโปงลาง ชุด “สู่ขวัญข้าว เชิญแม่โพสพ คืนนา สืบสานพระราชปณิธาน” ซึ่งจัดแสดงโดยศูนย์ข้าวชุมชนโนนกอก และเยาวชนกลุ่มผู้อนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมอรรคฮาตสี พร้อมทอดพระเนตรนิทรรศการวิชาการด้านข้าวของกรมการข้าวและหน่วยงานภาคีต่างๆ ตลอดจนการสาธิตเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะ ณ แปลงนาสาธิต ซึ่งสะท้อนการนำองค์ความรู้ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ในการผลิตข้าว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และยกระดับภาคการเกษตรไทยสู่ความยั่งยืน

สำหรับการจัดงานในปีนี้ กรมการข้าวมุ่งเชื่อมโยงนโยบายการพัฒนาข้าวลงสู่การปฏิบัติในพื้นที่ปลูกข้าวทั่วประเทศ โดยให้ความสำคัญกับการวางระบบการผลิต การตลาด และการบริหารจัดการ เพื่อช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และสร้างความมั่นคงให้แก่ชาวนาไทย ควบคู่กับการถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านการผลิตข้าวที่สอดคล้องกับบริบทการเกษตรยุคใหม่

“งานปีนี้ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญในวาระครบรอบสองทศวรรษของกรมการข้าว ที่มุ่งเดินหน้าพัฒนางานวิจัย เทคโนโลยี และการยกระดับคุณภาพข้าวไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างโอกาสใหม่ให้เกษตรกรไทย และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของข้าวไทยในตลาดโลก” นายอานนท์ กล่าว

ภายในงานมีการจัดแสดงนิทรรศการและกิจกรรมที่สะท้อนทั้งมิติด้านวิชาการ เทคโนโลยี และวิถีวัฒนธรรมชาวนาไทยอย่างครบถ้วน อาทิ นิทรรศการเทิดพระเกียรติ นิทรรศการผลงานวิจัยและนวัตกรรมด้านข้าว การสาธิตเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ เวทีเสวนาวิชาการในหัวข้อ “พลิกโฉมเกษตรกรรมไทย : ข้าวคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Rice) เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน” และ “ทำนาอย่างไรให้รอดจากข้าวดีด ข้าวเด้ง” รวมถึงกิจกรรมสร้างสีสัน อาทิ การประกวดร้องเพลงลูกทุ่ง “ชาวนาเสียงทอง” การประกวดธิดา

นอกจากนี้ ยังมีการจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าวกว่า 35 ร้านค้า จากเครือข่ายเกษตรกรและชุมชนทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นกาแฟสำเร็จรูปจากข้าวเบายอดม่วง ผลิตภัณฑ์ทางเภสัชกรรมจากผงข้าวบริสุทธิ์ สครับจากข้าว เซลลูโลสบริสุทธิ์จากฟางข้าว ทรายแมวจากฟางข้าว ปุ๋ยอัดเม็ดจากฟางข้าว ผลิตภัณฑ์ข้าวคาร์บอนต่ำ และผลิตภัณฑ์ข้าวคุณภาพมาตรฐานหลากหลายชนิด ซึ่งสะท้อนศักยภาพการเพิ่มมูลค่าจากข้าวและวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร

ทั้งนี้ เกษตรกรและประชาชนผู้สนใจยังสามารถเข้าร่วมชมงานได้ในวันที่ 7 มิถุนายน 2569 ตั้งแต่เวลา 08.00 – 17.00 น. ณ กรมการข้าว ภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพมหานคร โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย พร้อมร่วมเรียนรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรมการผลิตข้าวสมัยใหม่ เลือกซื้อผลิตภัณฑ์คุณภาพจากเครือข่ายเกษตรกรทั่วประเทศ และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนอนาคตข้าวไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง พิเศษสำหรับผู้เข้าร่วมงาน 400 ท่านแรกที่ลงทะเบียนภายในงานในวันที่ 7 มิถุนายน จะได้รับคูปองมูลค่า 200 บาท สำหรับใช้เลือกซื้อสินค้าและผลิตภัณฑ์ต่างๆ จากร้านค้าภายในงานอีกด้วย

– 006

ยูนิชาร์ม ประเทศไทย สร้างสังคมแห่งการดำรงอยู่ร่วมกัน ภายใต้แคมเปญ “Love Your Possibilities: Create a Sustainable World ส่งต่อความเป็นไปได้ เพื่อโลกที่ยั่งยืน”

ยูนิชาร์ม ประเทศไทย สร้างสังคมแห่งการดำรงอยู่ร่วมกัน  ภายใต้แคมเปญ “Love Your Possibilities: Create a Sustainable World ส่งต่อความเป็นไปได้  เพื่อโลกที่ยั่งยืน”

ยูนิชาร์ม ประเทศไทย สร้างสังคมแห่งการดำรงอยู่ร่วมกัน ภายใต้แคมเปญ “Love Your Possibilities: Create a Sustainable World ส่งต่อความเป็นไปได้ เพื่อโลกที่ยั่งยืน”

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.12 น.

บริษัท ยูนิ.ชาร์ม (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำด้านผลิตภัณฑ์เพื่อสุขอนามัย ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของผู้คนในทุกช่วงวัย เดินหน้าตอกย้ำพันธกิจองค์กร “การสร้างสังคมแห่งการดำรงอยู่ร่วมกันให้เกิดขึ้นเป็นจริง” (Cohesive Society) สะท้อนแนวคิดความยั่งยืนผ่านการจัดงาน “Love your possibilities: Create a Sustainable World ส่งต่อความเป็นไปได้ เพื่อโลกที่ยั่งยืน” เชิญชวนให้ผู้บริโภคใช้ชีวิตในทุกวันด้วยความใส่ใจและคำนึงถึงการดูแลโลกอย่างยั่งยืน ผ่านโมเดลธุรกิจหมุนเวียนที่เรียกว่า “วงจรแห่งความใส่ใจ” (The Cycle of CARE) ซึ่งเชื่อมโยงการใช้ชีวิตประจำวันกับการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม

นายทาดาชิ นาคาอิ (Mr.Tadashi Nakai) ผู้บริหารระดับสูง บริษัท ยูนิชาร์ม คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น และกรรมการผู้จัดการ บริษัท ยูนิ.ชาร์ม (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ทุกความเป็นไปได้ สามารถนำเราไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดียิ่งขึ้นได้” แนวคิด Love Your Possibilities จึงเป็นแนวทางที่เรานำมาใช้จริงในทุกกระบวนการ ตั้งแต่ การเลือกใช้วัตถุดิบจากแหล่งที่ยั่งยืน การพัฒนานวัตกรรมเพื่อลดการใช้พลังงาน และการร่วมมือกับชุมชนเพื่อดูแลสิ่งแวดล้อมในระยะยาว เราเชื่อว่า การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากสิ่งที่ยิ่งใหญ่เสมอไป แต่สามารถเริ่มจาก “การเลือกอย่างใส่ใจ” ของแต่ละคน

แคมเปญในครั้งนี้มุ่งเน้นการสร้างพื้นที่ประสบการณ์ (Open Experience Space) เพื่อถ่ายทอด 4 เสาหลักสำคัญขององค์กรที่ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ได้แก่:

1. PEFC: The Conscious Beginning

กิจกรรมที่ไม่สร้างมลพิษและปกป้องทรัพยากรตั้งแต่ต้นทาง ยูนิชาร์มเชิญชวนและส่งเสริมให้ผู้บริโภคเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีแหล่งที่มาของวัตถุดิบที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน PEFC (Programme for the Endorsement of Forest Certification) ซึ่งเป็นหนึ่งวิธีในการเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสิ่งแวดล้อมในชีวิตประจำวัน

2. Energy Saving: กระบวนการที่เป็นมิตร

กิจกรรมที่ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนให้กับโลก โดยยูนิชาร์มได้เข้าร่วมโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพพลังงาน ซึ่งมีการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นที่ปรึกษาโครงการ เพื่อเดินหน้าปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ประหยัดพลังงานทั่วทั้งโรงงานอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนการใช้พลังงานสะอาดในการผลิต จนสามารถลดการปล่อยคาร์บอนได้ถึง 31,196 ตัน CO2 ซึ่งสร้างผลลัพธ์เชิงรูปธรรมเทียบเท่าการปลูกต้นไม้ 1.4 ล้านต้น ลดการใช้ไฟฟ้าได้เทียบเท่า 20,800 ครัวเรือนต่อปี และช่วยลดจำนวนรถยนต์บนท้องถนนได้กว่า 6,800 คันต่อปี

3. Circular Economy: วิถีชีวิตแห่งการหมุนเวียน

สร้างความใส่ใจที่มองเห็นได้ในชีวิตประจำวัน ด้วยการนำเสนอแนวทางการจัดการขยะภายใต้แนวคิด “คลีน • คืน • แคร์” (Clean • Collect • Care) โดยเริ่มจากการทำความสะอาดและคัดแยกพลาสติก (คลีน) นำกลับมาส่งที่จุด Droppoint (คืน) เพื่อร่วมเป็นส่วนสำคัญในวงจรความใส่ใจทรัพยากร (แคร์) และเปลี่ยนของใช้แล้วให้กลับเข้าสู่ระบบอีกครั้ง ยูนิชาร์มได้ขยายจุดรับคืนบรรจุภัณฑ์ (Droppoint) ในพื้นที่ต่าง ๆ อาทิเช่น มหาวิทยาลัย โรงพยาบาล ชุมชน และคู่ค้า โดยปัจจุบันมีจุดรับคืนรวมกว่า 23 จุด นอกจากนี้ ยังเปิดพื้นที่เวิร์กชอปให้ผู้เข้าร่วมนำห่อผลิตภัณฑ์ของยูนิชาร์มมาเป็นส่วนประกอบหนึ่งในการรีไซเคิลทำพวงกุญแจ เพื่อตอกย้ำว่าการออกแบบสินค้าให้จัดการง่าย จะช่วยให้ไม่กลายเป็นขยะที่สูญเปล่า

4. T-VER Project: คืนลมหายใจให้โลก คืนชีวิตที่ดีให้ผู้คน

กิจกรรมฟื้นฟูชุมชนและเพิ่มพื้นที่สีเขียว ในด้านการดูแลทรัพยากรธรรมชาติในระยะยาว ยูนิชาร์มได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของภาคีเครือข่าย “โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” กับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ขับเคลื่อนการฟื้นฟูป่าชุมชน โดยยูนิชาร์มร่วมพัฒนาโครงการในพื้นที่ 2,000 ไร่ ภายใต้ความมุ่งมั่นในการ “คืนลมหายใจให้โลก คืนชีวิตที่ดีให้ผู้คน” การดำเนินงานดังกล่าวมุ่งเน้นการสร้างความเชื่อมโยงระหว่างทรัพยากรธรรมชาติ ชุมชน และคุณภาพชีวิตของผู้คน เพื่อยกระดับการพัฒนาอย่างสมดุลที่เอื้อให้ป่าและชุมชนเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน โดยปัจจุบันโครงการดังกล่าวได้ขยายผลการดำเนินงานครอบคลุมพื้นที่กว่า 287,756 ไร่ ใน 12 จังหวัดทั่วประเทศไทย

เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งของวงจรแห่งความใส่ใจได้อย่างเป็นรูปธรรม ยูนิชาร์มได้นำเสนอผลิตภัณฑ์ที่สะท้อนความมุ่งมั่นนี้อย่างชัดเจน อาทิ “Sofy ถนอมผิว Natural Love” ผลิตภัณฑ์ผ้าอนามัยที่ออกแบบมาให้เป็นมิตรต่อทั้งผู้ใช้และสิ่งแวดล้อม โดยลดกระบวนการฟอกขาว ลดการใช้พลาสติก และใช้ห่อบรรจุภัณฑ์ที่ผลิตจากวัสดุรีไซเคิล ซึ่งถือเป็นทางเลือกที่ช่วยให้ทุกคนดูแลโลกได้ง่าย  ผ่านการใช้ชีวิตประจำวัน

“Small Actions to Big Impact: ทุกการเลือกของคุณ… มีความหมาย”

ยูนิชาร์มมุ่งหวังว่า แคมเปญ “Love Your Possibilities: Create a Sustainable World ส่งต่อความเป็นไปได้ เพื่อโลกที่ยั่งยืน” จะเป็นแรงบันดาลใจให้สังคมเห็นว่า การดูแลสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องไกลตัว และทุกคนสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ในแบบของตัวเอง เพราะท้ายที่สุดแล้ว โลกที่ยั่งยืนไม่ได้เกิดจากภาคส่วนใดเพียงลำพัง แต่เกิดจากพลังแห่งความเป็นไปได้ของทุกคนที่เลือกจะเริ่มต้นทำสิ่งเล็ก ๆ ด้วยความใส่ใจในทุก ๆ วัน

สกู๊ปพิเศษ : กระจายโอกาสการเรียนรู้ดาราศาสตร์ NARIT เดินหน้ามอบกล้องโทรทรรศน์เป็นปีที่ 12

สกู๊ปพิเศษ : กระจายโอกาสการเรียนรู้ดาราศาสตร์ NARIT เดินหน้ามอบกล้องโทรทรรศน์เป็นปีที่ 12

สกู๊ปพิเศษ : กระจายโอกาสการเรียนรู้ดาราศาสตร์ NARIT เดินหน้ามอบกล้องโทรทรรศน์เป็นปีที่ 12

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) หรือ NARIT เดินหน้ามอบกล้องโทรทรรศน์เป็นปีที่ 12 กระจายโอกาสการเรียนรู้ดาราศาสตร์สู่ 760 โรงเรียน มุ่งส่งเสริมการเรียนรู้ดาราศาสตร์อย่างทั่วถึงในทุกภูมิภาค ขยายเครือข่ายครูและเยาวชนด้านดาราศาสตร์ ให้สามารถต่อยอดกิจกรรมการเรียนรู้ วิจัย และโครงงานทางดาราศาสตร์ในระดับโรงเรียนและชุมชน ตลอดจนสร้างแรงบันดาลใจด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมแก่เยาวชนไทยทั่วประเทศ

ดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สดร. กล่าวว่า โครงการกระจายโอกาสการเรียนรู้ดาราศาสตร์ “77 จังหวัด เปิดฟ้าส่องโลกดาราศาสตร์ เปิดโอกาสเรียนรู้ทั่วหล้า” เริ่มดำเนินการครั้งแรกในปี 2558 เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ในโอกาสฉลองพระชนมายุ 60 พรรษา มอบกล้องโทรทรรศน์และสื่อการเรียนรู้ดาราศาสตร์ให้กับโรงเรียนทั่วประเทศ และดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันเข้าสู่ปีที่ 12 มีโรงเรียนเข้าร่วมโครงการมากถึง 760 แห่ง ครอบคลุมครบทั้ง 77 จังหวัด ทั่วประเทศ ขยายโอกาสทางดาราศาสตร์แก่เด็กและเยาวชนในทุกภูมิภาค ได้เปิดประสบการณ์การเรียนรู้วัตถุท้องฟ้าด้วยตนเอง พร้อมเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการจุดประกายความสนใจด้านวิทยาศาสตร์ ส่งเสริมการเรียนรู้ทั้งในและนอกห้องเรียน ต่อยอดสู่การสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้อย่างยั่งยืนในชุมชน กล้องโทรทรรศน์ดังกล่าวออกแบบและพัฒนาโดย NARIT ร่วมกับบริษัทคนไทย ซึ่งมีการพัฒนาและปรับปรุงอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ได้กล้องที่มีประสิทธิภาพสูง และเหมาะสมสำหรับจัดกิจกรรมการเรียนรู้ของโรงเรียน

น.ส.นูรอยซัน แวสาแล และ น.ส.แก้วอารี อัตเส็น ครูโรงเรียนศาสนูปถัมภ์ จ.ปัตตานี กล่าวว่า ที่ผ่านมาโรงเรียนมีโอกาสร่วมกิจกรรมกับเทศบาลเมืองปัตตานีพานักเรียนไปสังเกตเสี้ยวดวงจันทร์ เพื่อกำหนดวันสำคัญทางศาสนาอิสลาม เช่น วันอีดิ้ลฟิตรีและวันอีดิ้ลอัฎฮา ซึ่งถือเป็นวันสำคัญของชาวมุสลิม เดิมทีทางโรงเรียนใช้กล้องโทรทรรศน์ขนาดเล็กที่มีอยู่ในการสังเกตการณ์ และตั้งใจมาโดยตลอดว่าอยากมีกล้องโทรทรรศน์ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น จึงสมัครขอรับมอบกล้องโทรทรรศน์จาก NARIT ในครั้งนี้ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ทั้งในการจัดการเรียนการสอน กิจกรรมดาราศาสตร์สำหรับนักเรียน ตลอดจนการให้บริการแก่ชุมชน

นายอภิรัก อภิวงค์งาม ครูโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า รู้จักโครงการนี้มาประมาณ 10 ปีที่แล้ว ขณะปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่โรงเรียนเดิม เคยได้รับมอบกล้องโทรทรรศน์จาก NARIT และนำไปใช้จัดกิจกรรมด้านดาราศาสตร์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะภายในชุมนุมดาราศาสตร์ ซึ่งมีนักเรียนให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้นักเรียนได้พัฒนาทักษะและต่อยอดสู่การทำโครงงานด้านดาราศาสตร์ ปัจจุบันได้ย้ายมาปฏิบัติหน้าที่ที่โรงเรียนแห่งใหม่ และเล็งเห็นว่านักเรียนมีความสนใจในด้านดาราศาสตร์เป็นอย่างมากจึงสมัครเข้าร่วมโครงการและขอรับมอบกล้องโทรทรรศน์จาก NARIT อีกครั้ง เพื่อนำมาต่อยอดและพัฒนาศักยภาพของนักเรียน โดยมุ่งเน้นการใช้กล้องโทรทรรศน์เก็บข้อมูลทางดาราศาสตร์สำหรับจัดทำโครงงาน ควบคู่ไปกับการจัดกิจกรรมดาราศาสตร์ทั้งภายในโรงเรียนและชุมชน

นายทศพร ลิ้มไพโรจน์ และนางสาวเวียงวิไล ปัญญากุล ครูโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ อุดรธานี กล่าวว่า โรงเรียนเคยได้รับมอบโดมท้องฟ้าจำลองจากโครงการท้องฟ้าจำลองเพื่อการเรียนรู้ระดับโรงเรียนเมื่อปี 2568 ที่ผ่านมา ปีนี้จึงตั้งใจสมัครเข้าร่วมโครงการกระจายโอกาสการเรียนรู้ดาราศาสตร์ เพื่อขอรับมอบกล้องโทรทรรศน์ โดยมีแผนนำไปใช้ในกิจกรรมสัปดาห์วิทยาศาสตร์ที่กำลังจะมาถึง เพื่อเสริมการเรียนรู้ร่วมกับโดมท้องฟ้าจำลองที่ได้รับไปก่อนหน้านี้ และตั้งใจจะนำกล้องโทรทรรศน์ไปใช้จัดกิจกรรมสังเกตปรากฏการณ์ดาราศาสตร์ให้กับนักเรียน รวมถึงชุมชนและโรงเรียนใกล้เคียง เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนได้เรียนรู้ดาราศาสตร์จากประสบการณ์จริงมากยิ่งขึ้น

สำหรับกล้องโทรทรรศน์ที่มอบให้ในโครงการนี้ เป็นกล้องโทรทรรศน์สะท้อนแสงแบบดอปโซเนียน ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางกระจก 10 นิ้ว โดย NARIT ร่วมกับบริษัทผู้ผลิตคนไทย ออกแบบและพัฒนาจนได้กล้องโทรทรรศน์ฝีมือคนไทยต้นทุนต่ำ คุณภาพสูง ใช้งานง่าย เหมาะสำหรับการใช้งานในโรงเรียน สามารถใช้สังเกตการณ์วัตถุท้องฟ้าได้หลากหลาย อาทิ ดาวเคราะห์ ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ (ผ่านฟิลเตอร์ดูดวงอาทิตย์) รวมถึงวัตถุท้องฟ้าในห้วงอวกาศลึก เช่น กาแล็กซี เนบิวลา กระจุกดาว เป็นต้น มีอุปกรณ์เสริม อาทิ ชุดเลนส์ใกล้ตา อุปกรณ์เพิ่มกำลังขยายพิเศษ ฟิลเตอร์ดูดวงอาทิตย์ ฉากรับภาพสำหรับสังเกตการณ์ดวงอาทิตย์ทางอ้อม เลเซอร์ชี้ดาว และสามารถนำกล้องถ่ายภาพดิจิทัลมาเชื่อมต่อเพื่อบันทึกภาพวัตถุท้องฟ้าต่าง ๆ ได้ ใช้เก็บข้อมูลทำโครงงานดาราศาสตร์ จัดกิจกรรม และเป็นสื่อการเรียนรู้ดาราศาสตร์ได้ นอกจากนี้ หากกกล้องชำรุดหรือเสียหาย NARIT ยินดีซ่อมให้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ด้วยมุ่งหวังให้ครูและนักเรียนนำไปใช้จริงให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งในโรงเรียนและชุมชน

ตะลอนเที่ยว : ปราสาทฮิเมจิ ปราสาทนกกระสาขาว : Himeji Castle

ตะลอนเที่ยว : ปราสาทฮิเมจิ ปราสาทนกกระสาขาว : Himeji Castle

ตะลอนเที่ยว : ปราสาทฮิเมจิ ปราสาทนกกระสาขาว : Himeji Castle

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ผู้ที่หลงใหลในความงามของปราสาทโบราณของญี่ปุ่นต่างยกย่องว่าปราสาทฮิเมจิ เมืองฮิเมจิ จังหวัดเฮียวโงะ คือหนึ่งในสถานที่สำคัญที่ต้องไปเยือนให้ได้เมื่อได้ไปท่องเที่ยวญี่ปุ่น เนื่องจากความงดงามของปราสาทสูงเจ็ดชั้น บวกกับความเก่าแก่ เพราะมีอายุกว่า 600 ปี แถมในบริเวณปราสาทยังมีต้นซากูระอีกเป็นพันต้น ดังนั้น เมื่อไปเที่ยวในช่วงซากูระบาน ก็จะพบกับความงดงามและอ่อนหวานของดอกซากูระที่บานสะพรั่ง

ปราสาทฮิเมจิรอดพ้นจากการทำลายล้างโดยระเบิดของสหรัฐฯ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง รวมถึงรอดพ้นจากภัยพิบัติจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ เมื่อ 2538 นับว่าผู้ก่อสร้างปราสาทนี้ได้คำนวณการก่อสร้างได้อย่างเยี่ยมยอด จึงทำให้ตัวปราสาทไม่พังทลายเพราะแรงไหวสั่นของแผ่นดิน

องค์การ UNESCO ยกย่องให้ปราสาทนี้เป็นมรดกโลก แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าคือเป็นสมบัติประจำชาติของญี่ปุ่นด้วย โดยถือว่าเป็น 1 ใน 3 ปราสาทขนาดใหญ่ที่งดงามมากที่สุดของญี่ปุ่น โดยปราสาทอีก 2 แห่งคือ ปราสาทมัตสึโมโตะ และปราสาทคุมาโมโตะ 

ด้วยความที่ปราสาทฮิเมจิมีสีขาวสว่างใส ดังนั้นชาวญี่ปุ่นจึงเรียกชื่อว่า ปราสาทนกกระสาขาว หรือ ฮากุระโจ 

สถาปัตยกรรมของปราสาทแห่งนี้นับได้ว่าเป็นต้นแบบการก่อสร้างปราสาทญี่ปุ่น โดยเฉพาะฐานหินสูง กำแพงสีขาว และอาคารต่าง ๆ ภายในบริเวณปราสาท ส่วนรอบ ๆ ปราสาทยังมีสิ่งรักษาความปลอดภัยมั่นคงให้ตัวปราสาทอีกมากมาย เช่น ช่องวางปืนใหญ่ และช่องสำหรับโยนหินออกจากปราสาทเพื่อให้ตกไปยังข้าศึก

จุดเด่นอีกอย่างของปราสาทนี้คือ ทางเดินเข้าสู่อาคารหลักทำเป็นเขาวงกต ส่วนประตูและกำแพงในปราสาทถูกออกอย่างดีและมั่นคงมากเพื่อป้องกันศัตรูไม่ให้บุกรุกเข้าถึงได้โดยง่าย ทางเดินมีลักษณะเป็นวงก้นหอยรอบ ๆ ตัวอาคารหลัก ส่วนระหว่างทางเดินบางแห่งก็ทำเป็นทางตันเพื่อลวงศัตรู เพราะขณะที่ศัตรูกำลังหลงทางก็จะถูกโจมตีจากข้างบนอาคารหลักทันที

ประวัติของการสร้างปราสาทแห่งนี้ระบุว่าเริ่มมาตั้งแต่ ค.ศ. 1346 โดยอากามัตสึ ซาดาโนริ แต่หลังจากนั้นก็มีการต่อสู้แย่งชิงปราสาทมาโดยตลอด แต่ในช่วงแรกปราสาทไม่ได้ถูกสร้างเป็นอาคารสูงดังในปัจจุบัน จนมาถึงช่วงหลังสงครามเซกิงาฮารา ค.ศ. 1601 โซกุนโตกุงาวะ อิเอยาสึ ยกปราสาทฮิเมจิให้อิเคดะ เทรูมาซะ จากนั้นจึงได้ก่อสร้างต่อเติมอีกเป็นเวลา ปี จนปราสาทปรากฏเหมือนอย่างที่เห็นในปัจจุบัน 

ครั้นหมดยุคเอโดะ ปราสาทฮิเมจิถูกนับเป็นหนึ่งในสมบัติชิ้นสุดท้ายของไดเมียวโทซามะ โดยในขณะนั้น ปราสาทถูกปกครองโดยทายาทของซากาอิ ทาดาซูมิ จนกระทั่งเมื่อเข้าสู่ยุคเมจิ ค.ศ. 1868 รัฐบาลใหม่ของญี่ปุ่น จึงส่งกองกำลังภายใต้การบังคับบัญชาของทายาทตระกูลอิเกดะ เทรูมาซะเข้ายึดปราสาท แล้วขับไล่ผู้ครอบครองรายเดิมออกไป

เป็นเรื่องมหัศจรรย์ที่ปราสาทฮิเมจิยังคงดำรงอยู่ได้ แม้จะถูกทิ้งสหรัฐฯ จงใจทิ้งระเบิดใน ค.ศ. 1945 คือช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง แต่ปรากฏว่าพื้นที่รอบ ๆ ปราสาทเสียหายหนัก แต่ทว่าตัวปราสาทยังคงดำรงอยู่ 

จุดเด่นอีกอย่างของปราสาทนี้คือสวนญี่ปุ่นทั้ง 9 แห่ง ที่เป็นสวนแบบเอโดะ แต่ละสวนจะมีสไตล์ต่างกัน ดังนั้น เมื่อไปเที่ยวชมในแต่ละฤดูก็จึงได้สัมผัสความงดงามต่างกันไปตามช่วงฤดูกาล

การเดินทางจากสถานีรถไฟฮิเมจิไปยังตัวปราสาทก็แสนสะดวก เพราะใช้เวลาเดินประมาณ 10-15 นาทีเท่านั้น โดยทางเดินก็จะมีสวนดอกไม้สวยงาม และมีปฏิมากรรมที่ทำจากโลหะเป็นรูปลักษณ์ต่าง ๆ เช่น สาวน้อยเริงระบำ นักดนตรี และภาพแนวอีโรติกเล็ก ๆ ประดับอยู่ริมทางเดิน แถมบนทางเดินก็ยังประดิษฐ์ประดอยฝาท่อระบายน้ำเป็นสัญลักษณ์ของเมืองฮิเมจิ คือนกกระสาขาวโบยบินเป็นฝูง

หากคุณสนใจเที่ยวชมเมืองญี่ปุ่นแบบละมุมละไม ไม่เร่งไม่ร้อน เที่ยวแบบเจาะลึกสัมผัสขนบประเพณีวัฒนธรรมและสถาปัตยกรรมแบบญี่ปุ่น และเที่ยวแบบกลุ่มเล็ก ๆ สมาชิก 6-12 คนเท่านั้น โปรดติดต่อ Mr. Flower แนวหน้า 091 7233615 

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower

คุณแหน : 7 มิถุนายน 2569

คุณแหน : 6 มิถุนายน 2569

คุณแหน : 6 มิถุนายน 2569

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • อาทิตย์ ๒๘ มิ.ย. นี้ อย่าลืมไปเลือกผู้ว่ากรุงเทพมหานคร  บ้านที่เราอยู่ทุกวัน ไม่ควรเชื่อจากสื่อหรือผู้รู้ทั้งหลาย ( ที่ไม่เคยทำงาน )   รักใครชอบใครก็ กาคนนั้น  ถ้าท่านอยากได้ผู้ว่าที่จริงใจและแก้ปัญหา โดยเฉพาะคนใช้รถใช้ถนน ที่เห็นแก่ตัว มักง่าย ไม่เคารพกฎหมาย ต้องปรับจริงๆ  ทำได้ไหม?? ……. 
  • กรมสรรพากร แจ้งเก็บภาษีของ นายทักษิณ  ชินวัตร  ถ้าจ่ายไม่ครบ จะฟ้องล้มละลาย  ขอให้เป็นจริง อย่างที่พูดก็แล้วกัน  …….
  • นายกรัฐมนตรี  อนุทิน  ชาญวีรกุล  กล่าว “คิดว่าทุกฝ่ายได้รับผลประโยชน์ ไทยช่วยไทยพลัส   ทั้งผู้ซื้อ และผู้ขาย เราเน้นช่วยเหลือผลกระทบจากสถาณะการณ์ตะวันออกกลาง  ทั้งค่าน้ำมัน  ค่าไฟ” …. 
  • สีหศักดิ์  พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และรมต.ต่างประเทศ  กล่าว “ขณะนี้ถือว่าเขาปิดประตูแล้วหลายอย่าง ทั้งสำหรับการพูดคุยในเรื่องเขตแดน ทางทะเล การไปสู่กลไกประนอมภาคบังคับ  ฝ่ายไทยก็พร้อม เราไม่ได้หวั่นไหวอะไร  แต่เขาก็ปิดประตูสำหรับการพูดคุยในเรื่องอื่นๆ ที่เราประสงค์ให้มีความคืบหน้า  รู้สึกว่ามันเป็นการตัดสินใจของเขา  เขาต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินใจนั้น”   หวังว่าท่านฑูตไทยประจำฝรั่งเศส นิกรเดช พลางกูร  คงจะทำหน้าที่นี้ให้ดีที่สุด …… 
  • ล้งทุเรียนที่ยะลา  เป็นตัวอย่างพลังของชุมชน ที่ลุกขึ้นมาสร้างระบบเศรษฐกิจ  ของตนเอง  ด้วยองค์ความรู้ความร่วมมือ  ความเชื่อมั่น ร่วมกันว่า  ผลประโยชน์จากทรัพยากรในพื้นที่  ควรกลับคืนสู่คนในพื้นที่ อย่างแท้จริง  ……. 
  • ขออนุญาติ นักกลอนหน้าต่าง นำบางส่วน ชีวิตคือทางลาดที่พาดผ่าน   ความรักหวานมักลวงตาหาทนไม่   มิตรภาพคือไหมทองเรืองยองใย  ตัดอย่างไรไม่สะบั้น  ตลาบวันมรณ์    มิตรภาพแน่นเหนียวเกลียวเส้นสาย  อยู่อย่างคนไร้เพื่อนเหมือนเดียวดาย  วันสุดท้ายตายลำพังสังเวชใจ   ……..


น้องนิ่ง…..นิ่ง……

4 วันแห่งการเรียนรู้และแรงบันดาลใจสู่ความสำเร็จของ ‘Thai Science Camp’ ครั้งที่ 18 ค้นหาตัวตนผ่านการเรียนรู้จากนักวิทย์ต้นแบบ

4 วันแห่งการเรียนรู้และแรงบันดาลใจสู่ความสำเร็จของ 'Thai Science Camp' ครั้งที่ 18 ค้นหาตัวตนผ่านการเรียนรู้จากนักวิทย์ต้นแบบ

4 วันแห่งการเรียนรู้และแรงบันดาลใจสู่ความสำเร็จของ ‘Thai Science Camp’ ครั้งที่ 18 ค้นหาตัวตนผ่านการเรียนรู้จากนักวิทย์ต้นแบบ

วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.06 น.

6 มิถุนายน 2569 ดร.กรรณิการ์ เฉิน รองผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM เปิดเผยหลังพิธีปิดกิจกรรมค่าย Thai Science Camp ครั้งที่ 18 ที่จัดร่วมกับสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ที่จัดระหว่างวันที่ 31 พ.ค.- 4 มิ.ย. รวมระยะเวลา 4 วันของการเข้าค่ายโดยมีเยาวชนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายกว่า 150 คนจากทั่วประเทศเข้าร่วม ว่า ค่าย Thai Science Camp ครั้งที่ 18 เสร็จสิ้นไปอย่างอย่างประทับใจ โดยมี ศ.ดร.บุญโชติ เผ่าสวัสดิ์ยรรยง ประธานคณะกรรมการโครงการ Thai Science Camp ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีปิด ณ พิพิธภัณฑ์พระรามเก้า อพวช. ต.คลองห้า อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี

รอง ผอ.NSM กล่าวต่อว่า ตลอดระยะเวลา 4 วันของการเข้าค่าย เยาวชนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายกว่า 150 คนจากทั่วประเทศ ได้ร่วมออกเดินทางบนเส้นทางแห่งการค้นพบ เรียนรู้ และสร้างแรงบันดาลใจ ผ่านกิจกรรมที่ออกแบบมาเพื่อปลุกพลังความคิดและเสริมสร้างทักษะแห่งอนาคต ทั้งการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ การสื่อสารทางวิทยาศาสตร์ การทำงานร่วมกับผู้อื่น และการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ท่ามกลางบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ที่เปิดกว้างและเต็มไปด้วยความท้าทาย

“กิจกรรมค่ายในครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างดียิ่งในการเป็นพื้นที่แห่งโอกาส ให้เยาวชนได้ค้นพบศักยภาพของตนเอง เรียนรู้จากนักวิทยาศาสตร์ต้นแบบ และจุดประกายความฝันให้กลายเป็นเป้าหมายที่ชัดเจน ตลอดระยะเวลา 4 วัน เราได้เห็นความมุ่งมั่น ความคิดสร้างสรรค์ และการสร้างเครือข่ายมิตรภาพระหว่างเยาวชน ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยองค์ความรู้ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมอย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต” ดร.กรรณิการ์ กล่าวและว่า

สำหรับไฮไลต์สำคัญของค่ายฯ ในครั้งนี้ คือการบรรยายพิเศษในหัวข้อ “นักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ มองไกลสู่อนาคต” โดย รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่มาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์และเส้นทางการทำงานในแวดวงวิทยาศาสตร์ ผ่านการเล่าเรื่องที่สนุกสนาน เข้าใจง่าย และเต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ ช่วยเปิดมุมมองใหม่ให้เยาวชนเห็นว่าวิทยาศาสตร์คือเครื่องมือสำคัญในการทำความเข้าใจโลกและสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง

นอกจากนี้ เยาวชนยังได้ร่วมกิจกรรม “ฉลาดคิดอย่างนักวิทยาศาสตร์” ซึ่งเปิดพื้นที่ให้แลกเปลี่ยนแนวคิด อภิปรายประเด็นด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน และระดมสมองเพื่อพัฒนาโครงงานนวัตกรรม โดยได้รับคำแนะนำและแบ่งปันองค์ความรู้อย่างใกล้ชิดจากนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยรุ่นใหม่ผู้มีผลงานโดดเด่นระดับชาติในหลากหลายสาขา ได้แก่ ศ.ดร.สุชนา ชวนิชย์ สาขาวิทยาศาสตร์ทางทะเล, ศ.ดร.จาตุรงค์ ตันติบัณฑิต สาขาปัญญาประดิษฐ์, รศ.ดร.ธีรวัฒน์ ประกอบผล สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์, รศ.ดร.สุรเชษฐ์ หลิมกำเนิด สาขาฟิสิกส์, รศ.ดร.เทียนทอง ทองพันชั่ง สาขาเคมี, รศ.ดร.ณัฏฐวี เนียมศิริ สาขาเทคโนโลยีชีวภาพ-อาหาร, รศ.ดร.ภูวดล ธนะเกียรติไกร สาขานิติวิทยาศาสตร์, ผศ.ดร.ชยสิทธิ์ อุตมาภินันท์ สาขาชีวเคมี และดร.บรรพต ศิริเดชาดิลก สาขาวิศวกรรมชีวภาพ ซึ่งร่วมแบ่งปันทั้งองค์ความรู้ ประสบการณ์การวิจัย และมุมมองต่อบทบาทของวิทยาศาสตร์ในการพัฒนาสังคมและประเทศ

กิจกรรมค่าย Thai Science Camp ครั้งที่ 18 จึงไม่ได้เป็นเพียงค่ายวิทยาศาสตร์ แต่เป็นพื้นที่แห่งโอกาสที่เปิดให้เยาวชนได้ค้นพบศักยภาพของตนเอง เรียนรู้จากต้นแบบที่ประสบความสำเร็จ และจุดประกายความฝันให้กลายเป็นเป้าหมายที่จับต้องได้ พร้อมสร้างเครือข่ายมิตรภาพและการเรียนรู้ที่จะเติบโตไปพร้อมกันในอนาคต เพื่อก้าวสู่การเป็นนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย และผู้นำนวัตกรรมรุ่นใหม่ ที่จะร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยองค์ความรู้ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมอย่างยั่งยืนต่อไป

ฮือฮา ใบเตย อาร์สยาม คัมแบ็ก ดวลเพลงดัง พลังอาชีพ รอบ 5 ปี

ฮือฮา ใบเตย อาร์สยาม คัมแบ็ก ดวลเพลงดัง พลังอาชีพ รอบ 5 ปี

ฮือฮา ใบเตย อาร์สยาม คัมแบ็ก ดวลเพลงดัง พลังอาชีพ รอบ 5 ปี

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.00 น.

เสริมทัพกรรมการฉ่ำ “ดวลเพลงดัง พลังอาชีพ” ต้อนรับ “ใบเตย อาร์สยาม” หวนนั่งเก้าอี้กรรมการในรอบ 5 ปีเพลง “ใจนางเหมือนทางรถ” ขณะที่ “ดวลเพลงดัง พลังมัธยม” พุธนี้ “ฮาย-ตุ๊กกี้-ปอ” ชวนลุ้นแชมป์เพลง “ต้องมีสักวัน”

ช่อง 7HD เสิร์ฟเซอร์ไพรส์ต่อเนื่อง เมื่อรายการ ดวลเพลงดัง พลังอาชีพ ออกอากาศทุกวันจันทร์-อังคาร เวลา 13.10 น. ประกาศรายชื่อกรรมการคนล่าสุด ใบเตย-สุธีวัน  หรือ ใบเตย อาร์สยาม คัมแบ็กเก้าอี้กรรมการในรอบ 5 ปี ประเดิม วันจันทร์ที่ 8 มิถุนายนนี้ ด้วยเพลง ใจนางเหมือนทางรถ ของศิลปินต้นฉบับ ชัยชนะ บุญนะโชติ งานนี้พิธีกรมากความารถ แอมป์-พีรวัศ กุลนันท์วัฒน์ แท็กทีม 2 กรรมการ ยิ่งยง ยอดบัวงาม และ เปาวลี พรพิมล รับน้องด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ

กรรมการสุดแซ่บ ใบเตย-สุธีวัน เผยด้วยความดีใจถึงการกลับมาร่วมงานว่า “ก่อนอื่นต้องบอกว่าดีใจมาก ๆ ที่ได้กลับมาทำหน้าที่กรรมการรายการ “ดวลเพลงดัง พลังอาชีพ” อีกครั้งในรอบ 5-6 ปี บรรยากาศในการทำงานและทีมงานยังน่ารักเหมือนเดิม ส่วนผู้เข้าแข่งขันเสียงดีมากความสามารถเยอะมาก ตัดสินยากกว่าแต่ก่อนเยอะเลย ทุกคนรักในเสียงเพลง เป็นคนลูกทุ่งเสียงดี 100 % เพศ อายุ ไม่สามารถเป็นอุปสรรคในการร้องเพลง รายการเปิดโอกาสให้กับทุกคนอย่างเท่าเทียมทุกอาชีพ เปิดเวทีให้ได้แสดงความสามารถอย่างเต็มที่ ทำให้เพลงลุกทุ่งยังคงอยู่กับคนไทย

ส่วนการร่วมงานกับ “พี่ยิ่งยง” และ “เปาวลี” สนุกเป็นกันเองสุด ๆ มีคลังข้อมูลเพลงแน่น ๆ เป็นกรรมการที่คอมเมนต์เข้มข้น ให้คำแนะนำตรงประเด็น และใจดีมาก ๆ ขณะที่เราแอบโหด จริงจังและเข้มงวดพอสมควร ฝากแฟนรายการติดตามบทบาทการเป็นกรรมการของใบเตยด้วยนะคะ”

ส่วนแฟน ๆ รายการ ดวลเพลงดัง พลังมัธยม ห้ามพลาด เตรียมส่งเพลงฮิต ต้องมีสักวัน ของเจ้าชายลูกทุ่งก๊อท-จักรพันธ์ เป็นโจทย์เพลงเฟ้นหาแชมป์เสียงดี เปิดเวทีด้วย 2 พิธีกรคู่หู โหน-ธนากร ศรีบรรจง และอ้น-อัครวัฒน์ จุมพลวิวัฒน์ พร้อมชวนกรรมการอารมณ์ดี ฮาย-อาภาพร, ตุ๊กกี้-สุดารัตน์ และปอ-อรรณพ มาร่วมตามหาแชมป์ประจำสัปดาห์ พร้อมชมการแสดงชุด ระบำกะลา จากน้อง ๆ รร.วัดพุทธบูชาจากนั้นฟังเพลงเพราะ ๆ ของ 3 หนุ่มน้อยวัยใส น้องไดมอนด์, น้องมีน และน้องตูมตาม ที่เตรียมมาตกหัวใจพ่อยกและแม่ยก ว่าแต่ใครจะทำผลงานได้โดนใจกรรมการ อินเนอร์จัดเต็ม โปรยเสน่ห์ด้วยลูกคอและลูกเอื้อนได้ดีที่สุด จนคว้าแชมป์และถ้วยรางวัลไปครอง ลุ้นไปพร้อมกันวันพุธนี้ร่วมส่งกำลังใจให้ผู้เข้าแข่งขันและกรรมการได้ในรายการ ดวลเพลงดัง พลังอาชีพ ทุกวันจันทร์-อังคาร เวลา 13.10 น.และ วันพุธ เวลาเดียวกันนี้กับรายการ ดวลเพลงดัง พลังมัธยม ทาง ช่อง 7HD กด 35 Facebook : Ch7HD และ Ch7HD Entertainment  และชมย้อนหลังทุกตอนได้ทาง https://www.bugaboo.tv/th/variety/duanplengdang/และสามารถชมความเคลื่อนไหวรายการต่าง ๆ ได้ทาง ช่อง 7HD ดูทีวีกด 35 สดออนไลน์ BUGABOO.TV และช่องทางออนไลน์ Facebook, IG, X, TikTok, YouTube : Ch7HD เว็บไซต์ :  www.ch7.com