Pet Us จัดกิจกรรม ‘Pet Us ตลาดทาสใจบุญ’ เปิดพื้นที่ชวนคนรักสัตว์ส่งต่อสิ่งดีๆให้มูลนิธิสงเคราะห์สัตว์เลี้ยง

Pet Us จัดกิจกรรม 'Pet Us ตลาดทาสใจบุญ' เปิดพื้นที่ชวนคนรักสัตว์ส่งต่อสิ่งดีๆให้มูลนิธิสงเคราะห์สัตว์เลี้ยง

Pet Us จัดกิจกรรม ‘Pet Us ตลาดทาสใจบุญ’ เปิดพื้นที่ชวนคนรักสัตว์ส่งต่อสิ่งดีๆให้มูลนิธิสงเคราะห์สัตว์เลี้ยง

วันอาทิตย์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.28 น.

Pet Us (เพ็ทอัส)  ธุรกิจเพื่อสัตว์เลี้ยงครบวงจรของ ‘โลตัส’ ผู้นำธุรกิจค้าปลีก ภายใต้บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) จับมือพันธมิตรแบรนด์อาหารสัตว์ชั้นนำ จัดกิจกรรม “ Pet Us ตลาดทาสใจบุญ” 17-19 ก.ค. 2569 ณ โลตัส สาขาพัฒนาการ  สานต่อความมุ่งมั่นในการส่งมอบสินค้าและบริการที่ครบวงจรให้กับสัตว์เลี้ยง พร้อมย้ำจุดยืนในการให้ความสำคัญกับสัตว์เลี้ยงทุกรูปแบบ พร้อมร่วมส่งเสริมการส่งต่อสิ่งดีๆ ให้แก่มูลนิธิสงเคราะห์สัตว์ จำนวน 3 แห่ง ได้แก่ มูลนิธิเพื่อสุนัขในซอย ( Soi dog ) ,ป้าจุ๊ บ้านพักสี่ขาเพื่อหมาจร , มูลนิธิรักษ์แมว ปันน้ำใจให้แมวจร ด้วยการเปิดพื้นที่ให้บรรดาคนรักสัตว์ ได้ซื้อสินค้าราคาพิเศษจากแบรนด์พันธมิตรเพื่อบริจาคอาหารและอุปกรณ์สัตว์เลี้ยง มอบให้แก่มูลนิธิฯผ่านร้านเพ็ทอัส นอกจากนี้ยังมีบริการหยอดเห็บหมัดฟรีให้แก่สุนัขและแมวในชุมชนที่มาร่วมกิจกรรม อีกทั้งได้เชิญ Pet Influencer คุณมณี แก๊งมอณอ น้องเหมียวชอบเที่ยว และเหมยลี่ สุนัขจรจากจีน มาร่วมรณรงค์และเป็นตัวแทนส่งมอบน้ำใจให้เพื่อนสี่ขา

ทั้งนี้ ‘เพ็ทอัส’ ยังคงมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำเทรนด์ธุรกิจสัตว์เลี้ยง และสร้างเสริมคอมมูนิตี้ของคนรักสัตว์เลี้ยงที่มีคุณภาพ ผ่านกิจกรรมดีๆ ตลอดทั้งปี ติดตามข่าวสารและกิจกรรมของทาง Pet Us ได้ที่เพจ Pet Us (https://www.facebook.com/PetUs.th)

สกู๊ปพิเศษ : ‘PARTNERSHIP SCHOOL’ บ่มเพาะ ‘เมล็ดพันธุ์แห่งโอกาส’ ลดความเสี่ยงเด็กหลุดออกจากระบบ

สกู๊ปพิเศษ : ‘PARTNERSHIP SCHOOL’ บ่มเพาะ ‘เมล็ดพันธุ์แห่งโอกาส’ ลดความเสี่ยงเด็กหลุดออกจากระบบ

สกู๊ปพิเศษ : ‘PARTNERSHIP SCHOOL’ บ่มเพาะ ‘เมล็ดพันธุ์แห่งโอกาส’ ลดความเสี่ยงเด็กหลุดออกจากระบบ

วันอาทิตย์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

วันนี้ในโรงเรียนหลายแห่งทั่วประเทศ เด็กนักเรียนกำลังเรียนรู้ภาษาอังกฤษผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์อย่างตั้งใจ หลายคนได้รับทุนการศึกษาครอบคลุมค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันจนสามารถมาโรงเรียนได้อย่างต่อเนื่อง และอีกหลายห้องเรียนที่กำลังขับเคลื่อนกิจกรรมโรงเรียนคุณธรรมร่วมกับชุมชน ภาพเหล่านี้อาจดูเป็นสิ่งเล็กๆ ในสายตาของคนทั่วไป แต่สำหรับเด็กนักเรียน ครู และผู้คนในพื้นที่ห่างไกล นี่คือ “โอกาสทางการศึกษาครั้งสำคัญ” ที่สามารถเปลี่ยนเส้นทางชีวิตของพวกเขาได้จริงๆ

ย้อนกลับไปเมื่อ 3 ปีก่อน บมจ.ประกันภัยไทยวิวัฒน์ ได้เข้าร่วมโครงการ “โรงเรียนร่วมพัฒนา” (Partnership School Project) โดยร่วมมือกับภาคีทั้งกระทรวงศึกษาธิการและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เดินหน้าภารกิจที่ยิ่งใหญ่มากกว่าการบริจาค นั่นคือ “การลดความเสี่ยงเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาและพัฒนาศักยภาพของเด็กนักเรียนในพื้นที่ห่างไกล” โดยมีโรงเรียนที่อยู่ในความดูแลของประกันภัยไทยวิวัฒน์ทั้งสิ้น 5 โรงเรียนทั่วประเทศ ซึ่งร่วมดำเนินงานตามโมเดลการพัฒนาแนวใหม่ที่สามารถวัดผลได้และขยายผลได้จริง

โครงการฯ เลือกใช้แนวทาง Co-Creation ในการออกแบบกิจกรรมร่วมกับครูและชุมชนในแต่ละโรงเรียน โดยทำงานอย่างใกล้ชิดร่วมกับมูลนิธิยุวพัฒน์ ผ่านการใช้ 3 เครื่องมือหลักเพื่อเปลี่ยน “โอกาส” ไปสู่ “การพัฒนาศักยภาพทางการศึกษาอย่างแท้จริง” แบบครบวงจร ได้แก่ 1.การมอบทุนการศึกษาที่ “คิดเผื่อ” ค่าใช้จ่ายแฝง ให้ครอบคลุมทั้งค่าเดินทาง ค่าอาหาร และค่าอุปกรณ์ต่างๆที่อาจกลายเป็นกำแพงผลักเด็กออกจากห้องเรียน เพื่อให้นักเรียนสามารถพัฒนาทักษะได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องกังวลเรื่องฐานะทางบ้าน , 2.โปรแกรม Winner English เปิดประตูภาษาอังกฤษด้วยเอ็ดดูเทค อินโนเวชั่น บริษัทฯ สนับสนุนเครื่องคอมพิวเตอร์และโปรแกรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษด้วยตนเอง พร้อมระบบพี่เลี้ยงติดตามผล เพื่อให้นักเรียนสามารถเข้าถึงโลกของภาษาอังกฤษได้ง่ายขึ้น เพิ่มโอกาสการศึกษาต่อและเพิ่มโอกาสการทำงานในอนาคต และ 3.โครงการโรงเรียนคุณธรรม มีการออกแบบแผนงานที่แตกต่างกันในแต่ละโรงเรียน เพื่อให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของเด็กและบริบทของชุมชนนั้นๆอย่างแท้จริง ไม่ใช่แผนสำเร็จรูปแบบเดียวที่นำไปใช้กับทุกที่

นายเทพพันธ์ อัศวะธนกุล กรรมการรองกรรมการผู้อำนวยการ บมจ.ประกันภัยไทยวิวัฒน์ กล่าวว่า ไทยวิวัฒน์ ไม่ได้ต้องการเป็นเพียงผู้บริจาค แต่ต้องการเป็นผู้ร่วมพัฒนาที่ยั่งยืน และพร้อมเดินเคียงข้างไปกับครู โรงเรียน และชุมชนตลอดเส้นทางนี้ ผ่านความร่วมมือกับมูลนิธิยุวพัฒน์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการศึกษา การออกแบบกระบวนการทำงาน และการติดตามผล เพราะเราเชื่อมั่นว่าการพัฒนาที่ยั่งยืน ไม่ได้มีสูตรสำเร็จเพียงสูตรเดียว หากแต่เริ่มจากความเข้าใจในบริบทของแต่ละพื้นที่ เพื่อการออกแบบแผนงานที่สอดคล้องกับความจำเป็นและความต้องการของเด็กๆอย่างแท้จริง

น.ส.กนกวรรณ โชว์ศรี ผู้อำนวยการโครงการร้อยพลังการศึกษา ตัวแทนจากมูลนิธิยุวพัฒน์ กล่าวว่า โรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลหลายแห่งต้องทำงานท่ามกลางข้อจำกัดมากมาย ทั้งในด้านงบประมาณ บุคลากร และสื่อการเรียนการสอน ขณะที่ครูเองก็มีภาระล้นมือ โครงการ ‘โรงเรียนร่วมพัฒนา’ จึงให้ความสำคัญกับการไม่เพิ่มภาระงานให้โรงเรียน แต่เข้าไปร่วมเสริมในจุดที่ยังมีข้อจำกัดบนแนวทางที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ มูลนิธิยุวพัฒน์เชื่อว่าการพัฒนาที่ยั่งยืนไม่สามารถเกิดขึ้นได้โดยองค์กรใดองค์กรหนึ่งเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ครูและโรงเรียนสามารถสานต่อได้ด้วยตัวเองในระยะยาว

โครงการ “โรงเรียนร่วมพัฒนา” ถูกกำหนดระยะเวลาการดำเนินงานไว้ 5 ปี และวันนี้กำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 3 ซึ่งความมุ่งมั่นตั้งใจของทุกฝ่าย ก็ได้เริ่มผลิดอกออกผลให้เห็นเป็นรูปธรรมแล้ว โดยตัวแทนครูจากทั้ง 5 โรงเรียนในโครงการได้มารวมตัวกันแลกเปลี่ยนแนวทางการทำงาน ความสำเร็จ และประสบการณ์การพัฒนาโรงเรียนที่สั่งสมมาตลอดระยะเวลา 3 ปี เริ่มจาก 1.โรงเรียนบ้านราชกรูด จ.ระนอง

“เรียนรู้คู่วิถีชุมชน ปั้นทักษะอาชีพด้วยปราชญ์ชาวบ้าน รู้รักษ์สิ่งแวดล้อม” เสียงสะท้อนจากคุณครูในโครงการ “ความสำเร็จของเราคือการ “ทลายกำแพงห้องเรียน” โดยดึงผู้ปกครอง ปราชญ์ชาวบ้าน และชุมชน เข้ามาร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้และทักษะอาชีพจากพืชเศรษฐกิจในท้องถิ่น เช่น การนำต้นหมากมาทำกาบหมาก หรือทำผ้ามัดย้อมสีธรรมชาติ ทำให้เกิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม สร้างทั้งรายได้ สร้างความสัมพันธ์ในครอบครัว และปลูกฝังจิตสำนึกรักษ์สิ่งแวดล้อมในท้องถิ่นไปพร้อมกัน

2.โรงเรียนหานโพธิ์พิทยาคม จ.พัทลุง

“พลังสภานักเรียน เด็กคิด ครูแนะนำ สู่ความสำเร็จเรียนจบ 100%” เสียงสะท้อนจากคุณครูในโครงการ “การทำงานของเราใช้การสร้าง “พื้นที่จำลองสังคม” ให้เด็กฝึกฝนความเป็นผู้นำผ่านกลไกสภานักเรียนและกิจกรรมต่างๆ เช่น การจัดงานปัจฉิมนิเทศ โดยครูปรับบทบาทจาก “ผู้สั่งการ” มาเป็น “ผู้ให้คำปรึกษา” ปล่อยให้เด็กคิด วางแผน ลงมือทำ และแก้ปัญหาด้วยตนเอง เมื่อผสานเข้ากับการดูแลนักเรียนทุนอย่างใกล้ชิดเพื่อช่วยอุดรอยรั่ว จึงทำให้นักเรียนทั้งหมดจบการศึกษาได้ 100% โดยไม่มีใครหลุดจากระบบกลางคัน

3.โรงเรียนศรีธรรมวิทยา จ.ยโสธร

“ครูนางฟ้ารักษาใจ สานพลังเครือข่าย สร้างโอกาสให้เด็กกลุ่มเปราะบาง” เสียงสะท้อนจากคุณครูในโครงการ เนื่องจากเราเป็นโรงเรียนการกุศลที่เด็กนักเรียนส่วนใหญ่ต้องเผชิญกับปัญหาครอบครัวและมีฐานะยากจน เราจึงใช้เครื่องมือ “ครูนางฟ้า” ในการทำงานเชิงรุก  สร้างทักษะของครูประจำชั้นและครูแนะแนวในการสังเกต คัดกรอง ทำความเข้าใจเด็ก และค้นพบปัญหาที่ซ่อนอยู่ลึกๆได้มากมาย หลังจากนั้นจึงดึงพลังจากเครือข่ายทุกภาคส่วน รวมไปถึงการมอบทุนการศึกษาและการใช้เครื่องมือต่างๆ เข้ามาช่วยเหลือเด็กกลุ่มเปราะบางนี้ให้เกิดการพัฒนาและเยียวยาปัญหาได้อย่างตรงจุดมากขึ้น

4.โรงเรียนบ้านแก จ.พะเยา

“จิ๋วแต่แจ๋วด้วยเทคโนโลยี พลิกโฉมโรงเรียนขนาดเล็ก สู่ความเป็นเลิศด้านภาษา” เสียงสะท้อนจากคุณครูในโครงการ โรงเรียนขนาดเล็กของเรามีนักเรียนเพียง 72 คน และมีจำนวนครูน้อย แต่เราพลิกวิกฤตการขาดแคลนบุคลากร ด้วยการใช้โปรแกรม “Winner English” เข้ามาอุดช่องโหว่นี้ พร้อมการจัดสรรเวลาเรียนอย่างเป็นระบบ และให้เด็กๆได้ลงมือใช้เครื่องมือด้วยตนเอง ความตื่นเต้นที่ได้สัมผัสเทคโนโลยีใหม่ๆ ช่วยทำลายกำแพงความกลัวภาษาอังกฤษของเด็กชนบทได้อย่างมาก จนหลายคนสามารถสอบแข่งขัน หรือสอบเข้าเรียนต่อในห้องเรียนพิเศษและสายวิชาการได้สำเร็จ

5.โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 42 จ.สตูล

“กิจวัตรวิถี 24 ชั่วโมง บ่มเพาะคุณธรรมผ่านชีวิตหอพัก ผสานมนต์เสน่ห์ประเพณีท้องถิ่น” เสียงสะท้อนจากคุณครูในโครงการ การเป็นโรงเรียนประจำคือการดูแลเด็กตลอด 24 ชั่วโมง โรงเรียนจึงนำโครงสร้าง “4+6 โมเดล” มาประยุกต์ใช้ในการบริหาร “19 หอพัก 19 โครงงาน” และสร้างระเบียบวินัยตั้งแต่ตื่นจนถึงเข้านอน พร้อมนำคุณธรรมไปจับคู่กับศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น เช่น การรวมกลุ่มกันทำ “หมฺรับ” เพื่อร่วมประเพณีวันสารทเดือนสิบ ทำให้การเรียนรู้เรื่องคุณธรรม จิตอาสา และความรับผิดชอบ ไม่ใช่แค่การท่องจำตามตำรา แต่ผสานเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตประจำวัน ผ่านความคิดสร้างสรรค์และความสนุกสนานของเด็กๆ

เวิร์กชอปครั้งนี้ ไม่ใช่แค่เวทีรายงานผล แต่ยังเป็น “ห้องเรียนของคุณครู” ที่หยิบยกบทเรียนจริงจากพื้นที่จริง มาต่อยอดและขยายผลร่วมกัน บางโรงเรียนเก่งเรื่องการสร้างความผูกพันกับผู้ปกครอง บางโรงเรียนมีโมเดลการสอนภาษาอังกฤษที่น่าสนใจ บางโรงเรียนเชื่อมงานคุณธรรมเข้ากับวิถีชีวิตชุมชนได้อย่างกลมกลืน และเมื่อความเก่งของแต่ละพื้นที่มาบรรจบกัน ดอกผลที่งอกเงยคือ “องค์ความรู้กลาง” ที่ทุกโรงเรียนสามารถนำกลับไปปรับใช้ได้ทันที และองค์ความรู้นี้จะกลายเป็นต้นแบบดีๆที่ขยายผลสู่โรงเรียนอื่นๆต่อไป

ตะลอนเที่ยว : สัตว์ปลอดโรค คนปลอดภัย ทำหมันหมาแมวที่เกาะเสม็ด

ตะลอนเที่ยว : สัตว์ปลอดโรค คนปลอดภัย ทำหมันหมาแมวที่เกาะเสม็ด

ตะลอนเที่ยว : สัตว์ปลอดโรค คนปลอดภัย ทำหมันหมาแมวที่เกาะเสม็ด

วันอาทิตย์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

คนกับสัตว์เป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่คู่กันมานานแสนนาน ตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ และจะต้องอยู่ด้วยกันไปตราบจนกว่าโลกนี้จะแตกสลาย เพราะโลกใบนี้ไม่ใช่ของคน แต่ทว่าเป็นของสัตว์ด้วย คนกับสัตว์จึงต้องพึ่งพาอาศัยกันและกันเรื่อยไป คนอยู่ได้ด้วยสัตว์ และสัตว์ก็อยู่ได้ด้วยคน หากขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไป ทั้งคนและสัตว์ก็จะต้องเผชิญปัญหาสาหัสอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้น ทั้งคนและสัตว์จึงต้องเกื้อกูลกันตลอดไป 

เมื่อคนต้องอยู่กับสัตว์บนโลกใบนี้ ก็มีแนวคิดว่า สังคมที่สัตว์ปลอดโรค คนก็จะปลอดภัยด้วย การที่สัตว์จะปลอดโรคได้ก็ด้วยความดูแลเอาใจใส่ของคน โดยเฉพาะสัตว์เลี้ยง และปศุสัตว์ทั้งหลายต้องได้รับความเอาใจใส่จากคน หากปล่อยให้สัตว์ต้องเจ็บป่วยเป็นโรค ก็หมายความว่าโรคจากสัตว์อาจจะแพร่ระบาดไปสู่คนได้ในที่สุด

ด้วยเหตุนี้ ทีมงานหลักผู้ทำโครงการนี้มาเป็นระยะเวลากว่า 10 ปี ซึ่งประกอบด้วย คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนังสือพิมพ์แนวหน้า และเสม็ดรีสอร์ดกรุ๊ป จึงมุ่งมั่นทำโครงการทำหมันให้สุนัขและแมวจรจัด รวมถึงสัตว์มีเจ้าของ พร้อมทั้งตรวจสุขภาพรักษาโรคให้สัตว์เลี้ยงโดยไม่คิดค่าบริการใด ๆ แม้แต่น้อย ขอแค่เพียงให้ช่วยกันนำสุนัขและแมวไปให้เราทำหมั่น และฉีดวัคซีนป้องกันโรคกลัวน้ำหรือพิษสุนัขบ้าประจำปี พร้อมตรวจสุขภาพ และหยอดยากำจัดเห็บหมัด เพียงเท่านี้ คณะทำงานของเราก็แสนจะชื่นใจ และมีกำลังใจทำหน้าที่อย่างเต็มกำลัง ด้วยมาตรฐานการรักษาสัตว์ที่มีคุณภาพระดับสากล แม้สภาพของสถานที่ที่คณะของเราออกไปให้บริการจะมีความไม่พร้อม และขาดมาตรฐานของห้องผ่าตัดรักษาโรคตามแบบฉบับของห้องแล็บคุณภาพ แต่เราก็ยังคงตั้งใจทำงานให้ดีที่สุดด้วยความตระหนักและยึดมั่นในมาตรฐานวิชาการด้านสัตวแพทย์สากลทุกประการ

ทุกครั้งที่ทีมงานได้พบเห็นภาพของคนรักสัตว์ที่ช่วยกันนำสุนัขและแมวไปให้เราทำหมั่น และตรวจรักษาโรค เราทุกคนดีใจและเต็มใจให้บริการ แม้จะไม่ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยราชการในท้องที่เท่าที่ควร หรืออาจจะกล่าวได้ว่าทีมทำงานของเราไม่ได้รับความร่วมมือใด ๆ แม้แต่น้อยจากข้าราชการในท้องที่โดยเฉพาะจากหน่วยงานที่มีภารกิจดูแลสวัสดิภาพสัตว์ แต่ปัญหาดังกล่าวก็เป็นเพียงอุปสรรคที่เราพยายามจะมองข้ามไป เพราะหากเราใส่ใจกับเรื่องไร้สาระดังกล่าวแล้ว งานสำคัญของเราก็จะล้มเหลว ตัวอย่างที่หน่วยราชการไม่ให้ความร่วมมือคือ ไม่เคยส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปช่วยทำงาน ไม่เคยอำนวยความสะดวกเรื่องสถานที่ ไม่เคยช่วยประชาสัมพันธ์ให้ชาวบ้านได้รับรู้เรื่องราว และไม่เคยสนับสนุนงบประมาณ ทั้ง ๆ ที่งานที่พวกเราทำคือการตั้งใจช่วยเหลือชุมชน แต่ก็ต้องย้ำว่าอุปสรรคไม่ใช่สิ่งทำให้เราล้มเลิกความตั้งใจทำงานเพื่อสังคม และเพื่อสัตว์ 

ในปีนี้ ทีมงานของเราให้บริการทำหมันสุนัขและแมวทั้งจรจัดและมีเจ้าของรวม 30 ตัว ฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า 60 ตัว พร้อมทั้งตรวจสุขภาพให้สัตว์เลี้ยง ซึ่งในปีนี้เราไม่ได้ไปให้บริการที่เขตอำเภอบ้านเพ จังหวัดระยอง เนื่องจากมีอุปสรรคอันเกิดจากองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านเพ เมื่อไม่ได้รับความร่วมมือในการทำงาน ทีมงานของเราจึงจำเป็นต้องงดการให้บริการไปโดยปริยาย แม้ในความจริงเราตั้งใจจะให้บริการประชาชนชาวเพที่ตั้งใจนำสัตว์เลี้ยงไปขอรับบริการจากเราก็ตาม แต่ต้องย้ำว่าเมื่อไม่ได้รับความร่วมมือจากเจ้าของสถานที่ เราก็จำเป็นต้องตัดใจงดให้บริการ และหากทีมงานยังไม่ได้รับความร่วมมือจาก อบต. เพอีก เราก็จำเป็นต้องงดให้บริการตลอดไป

อย่างไรก็ตาม ทีมงานก็สามารถทำงานในครั้งนี้ลุล่วงไปด้วยดี แม้จะมีอุปสรรคบางอย่าง แต่เราก็เอาชนะอุปสรรคเหล่านั้นได้ เพราะความตั้งใจทำงาน และเน้นงานเป็นที่ตั้ง จึงทำให้ก้าวข้ามอุปสรรคไปได้

ขอขอบคุณ เสม็ดรีสอร์ทกรุ๊ป ที่อำนวยความสะดวกเรื่องที่พักที่แสนดี พร้อมอาหารที่แสนอร่อยสำหรับทีมงาน ขอบคุณทีมสัตวแพทย์ และนิสิตคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ให้ใจกับโครงการนี้อย่างเกินร้อย ขอบคุณบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ที่ช่วยสนับสนุนค่าเดินทางบางส่วนให้กับทีมงาน และขอบคุณผู้มีใจรักสัตว์ที่ช่วยสนับสนุนค่าเดินทางส่วนที่ยังขาดให้กับทีม ขอบคุณบริษัทยาและเวชภัณฑ์ที่สนับสนุนโครงการนี้ด้วยดีเสมอมา และขอบคุณชาวบ้านบนเกาะเสม็ดที่รักสัตว์ที่กรุณานำสัตว์ไปทำหมั่น ขอบคุณโรงเรียนเกาะแก้วพิศดารที่อนุเคราะห์พื้นที่ใต้อาคารเรียนให้ทีมของเราทำงานได้ตามอัตภาพ และที่สำคัญคือขอบคุณเจ้าหน้าที่ของเสม็ดรีสอร์ทกรุ๊ปที่ทุ่มเทการทำงานร่วมกับทีมสัตวแพทย์เป็นอย่างดี  

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower

พระเมตตา ‘พระองค์ภา’ สู่สรรพสัตว์ เพื่อมอบชีวิตใหม่และช่วยเหลืออย่างเป็นระบบ

พระเมตตา ‘พระองค์ภา’ สู่สรรพสัตว์ เพื่อมอบชีวิตใหม่และช่วยเหลืออย่างเป็นระบบ

พระเมตตา ‘พระองค์ภา’ สู่สรรพสัตว์ เพื่อมอบชีวิตใหม่และช่วยเหลืออย่างเป็นระบบ

วันอาทิตย์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ย้อนกลับไปเมื่อเช้าวันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน 2569 นับเป็นวันที่นำมาซึ่งความโศกเศร้าของคนไทย สำนักพระราชวังประกาศการสิ้นพระชนม์สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชินีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน 2569 เวลา 19 : 48 น. ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ถึงแม้ว่าปวงชนชาวไทยจะทราบพระอาการเป็นระยะจากประกาศของสำนักพระราชวัง แต่เป็นสิ่งที่ทุกคนไม่อยากให้เกิดขึ้น

พระเมตตา “พระองค์ภา” สู่สรรพสัตว์ เพื่อมอบชีวิตใหม่และช่วยเหลืออย่างเป็นระบบ พวกเราทุกคนต่างซาบซึ้งในพระกรุณาธิคุณที่มีต่อสัตว์เลี้ยง ด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชินีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดาทรงปฏิบัติอยู่เรื่อยมา คือความสนพระทัยในสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะ “สุนัข” ทรงเลี้ยงสุนัขด้วยพระองค์เอง มีสุนัขทรงเลี้ยงหลายสุนัข ทรงให้ความเอาใจใส่ต่อสุนัขทรงเลี้ยงทุกสุนัข ด้วยความตั้งพระทัยยิ่ง เพราะถือว่าสุนัขเป็นหนึ่งสมาชิก จากพระเมตตาและความสนพระทัยในสัตว์เลี้ยงนี้แผ่ไปถึงกลุ่มสุนัขจร สุนัขเจ็บป่วยต่างๆ  ทรงช่วยเหลือสุนัขตามสถานที่ต่างๆ ที่เสด็จทรงงานทั่วทุกหนแห่ง

คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณในการถวายงานดูแลสุนัขทรงเลี้ยง เป็นระยะเวลามากกว่า 30 ปี จากพระรูปคู่กับสุนัขทรงเลี้ยงคุณจอห์นนี่ สุนัขทรงเลี้ยงพันธ์พูดเดิ้ลสีดำ เป็นสุนัขทรงเลี้ยงที่ทรงโปรด พระรูปพระราชทานให้คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และพระรูปถ่ายกับสุนัขทรงเลี้ยงพันธ์บางแก้ว คุณเต้าหู้ (สีดำขาว) และคุณแอลเอ็ม (สีน้ำตาลขาว) อยู่ข้าง บอกถึงความรักที่พระองค์ทรงมีต่อสัตว์เลี้ยง ทรงสนพระทัยในการดูแลสัตว์ ครั้นเมื่อเสด็จไปปฏิบัติพระกรณียกิจที่ใดเมื่อเห็นสัตว์ป่วยทรงนำมารักษาให้หาย โดยหวังให้เขามีสุขภาพกาย สุขภาพใจที่ดี  ทรงให้การช่วยเหลือสุนัขจรและทรงนำมาเป็นสุนัขทรงอนุเคราะห์และสุนัขทรงเลี้ยงอยู่หลายสุนัข

คุณมิวกี้ (ชื่อพระราชทาน) พันธ์ไซบีเรียนฮัสกี้ผสม เป็นหนึ่งสุนัข ที่รับมาเป็นสุนัขทรงเลี้ยง พบที่ชายหาดริมทะเลหัวหิน และพบเนื้องอกที่อวัยวะเพศ โดยให้เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลสัตว์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ทีมสัตวแพทย์ทำการรักษา และเสด็จเยี่ยมอยู่บ่อยครั้งจนมีความคุ้นเคยและทรงรับเป็นสุนัขทรงเลี้ยง จากสุนัขที่ผอมมีเนื้องอกไม่น่าดูจนเป็นสุนัขที่สมบรูณ์ ขนสวย

คุณฟ้าคราม สุนัขพันธ์บางแก้ว ได้รับอุบัติเหตุจากเจ้าของที่มีปัญหา สุนัขถูกโยนจากตึกชั้น 2 จนได้รับบาดเจ็บเป็นอัมพาตสองขาหลัง ทรงให้เจ้าหน้าที่ดูแลสุนัขทรงเลี้ยงรับมารักษาต่อที่โรงพยาบาลสัตว์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน หวังว่าอยากให้เขากลับมาใช้ชีวิตได้เหมือนสุนัขทั่วไป ทรงให้กำลังใจกับทีมสัตวแพทย์ในการรักษา คุณฟ้าครามเป็นสุนัขสองขาหลังอัมพาต ใส่วีลแชร์ ทรงพาไปตามงานวิ่งของสุนัขต่างๆเพื่อให้เห็นว่าสุนัขที่ขาพิการเมื่อดูแลเอาใจใส่อย่างดี สามารถกลับมามีชีวิตและสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนและเจ้าของสัตว์เลี้ยง

ทรงช่วยเหลือสุนัขจรจากศูนย์ดูแลสุนัขของกองทัพเรือ สัตหีบจำนวน 11 ตัว เข้ามารักษาที่โรงพยาบาลสัตว์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ซึ่งสุนัขแต่ละตัวมีโรคของการเจ็บป่วย เช่น โรคทางระบบประสาท โรคไต แม่สุนัขมีลูกสุนัขเพิ่งคลอดลูกมา และเสด็จเยี่ยมสุนัขที่พักรักษาด้วยพระองค์เอง พระราชทานอาหาร ขนม ของใช้ในสัตว์เลี้ยง ให้กับทุกสุนัขเมื่อสุนัขหายดี และทรงรับเป็นสุนัขทรงอนุเคราะห์

ทรงช่วยเหลือสุนัขจรจากจังหวัดลพบุรี ในขณะทรงฝึกการโดดร่มที่หน่วยรบพิเศษ ทรงรับสุนัขจรจำนวน 7 ตัว มารักษาที่โรงพยาบาลสัตว์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน และรับสุนัขดังกล่าวเป็นสุนัขทรงอนุเคราะห์ ให้การดูแลเหมือนสุนัขทรงเลี้ยง

ทรงรับสุนัขจากปัตตานีที่มีคนทำร้ายโดยลูกกระสุน เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลสัตว์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จำนวน 4 ตัว

ทรงรับแมวจากพระตำหนักดอยตุง ที่ป่วยมารักษาที่โรงพยาบาลสัตว์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขนโดยพามาโรงพยาบาลสัตว์ด้วยพระองค์เอง ทรงรับสั่ง “เราเลี้ยงสุนัขอยู่แล้วคงจะเลี้ยงแมวไม่ได้ เมื่อเขาหายดีจะไปส่งที่เดิม และเราแพ้ขนแมว” ทรงพระราชทานชื่อแมวนั้นว่า “คุณดอยตุง” จากการเสด็จมาเยี่ยมสุนัขที่อยู่โรงพยาบาลสัตว์บ่อยครั้งจะทรงเยี่ยมแมวด้วยทุกครั้ง  คุณดอยตุงก็เขามาคลอเคลียเหมือนรู้ว่าคนที่ช่วยเหลือเขาคือใคร จนพระองค์ท่านเปลี่ยนพระทัยรับแมวคุณดอยตุงเป็นแมวทรงเลี้ยง

จากพระจริยวัตรอันงดงามและพระเมตตาที่มีต่อสัตว์เลี้ยง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชินีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงเป็นแบบอย่างการเลี้ยงสัตว์แบบมีความรับผิดชอบ ให้ความสนพระทัยกับสัตว์ทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นสุนัขจรจัด มีการเจ็บป่วยมากน้อยแค่ไหน พระองค์จะดูแลเอาใจใส่เพื่อให้เขามีสุขภาพที่ดี มีชีวิตที่ดีอย่างเป็นระบบ และให้ความสำคัญต่อสวัสดิภาพสัตว์เท่าเทียมกัน

ข้าพระพุทธเจ้า ขอน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณต่อสัตว์เลี้ยง สถิตในใจนิรันดร์

น.สพ.นนทษิต ชุติญาณวัฒน์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ น้อมถวายสักการะพระศพและวางพวงมาลาเบื้องหน้าพระรูป สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ น้อมถวายสักการะพระศพและวางพวงมาลาเบื้องหน้าพระรูป สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ น้อมถวายสักการะพระศพและวางพวงมาลาเบื้องหน้าพระรูป สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา

วันเสาร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.44 น.

นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ เข้าถวายสักการะพระศพและวางพวงมาลาเบื้องหน้าพระรูป สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา ในพระบรมมหาราชวัง เพื่อแสดงความอาลัยอย่างสุดซึ้ง และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

การเข้าถวายสักการะในครั้งนี้เป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดีและความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อประเทศชาติและประชาชน ตลอดระยะเวลาที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ทรงอุทิศพระองค์ในการบำบัดทุกข์ บำรุงสุข และทรงขับเคลื่อนงานด้านการพัฒนาสังคมในหลากหลายมิติ ทั้งด้านกระบวนการยุติธรรม การคุ้มครองสิทธิมนุษยชน การส่งเสริมคุณภาพชีวิตของสตรี เด็ก และผู้ด้อยโอกาส ตลอดจนการสร้างโอกาสทางการศึกษาและการพัฒนาศักยภาพของประชาชนอย่างต่อเนื่อง

นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ กล่าวว่า พระราชปณิธานในการทรงงานของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ เป็นแบบอย่างอันทรงคุณค่าในการอุทิศตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวม และเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกภาคส่วนร่วมกันสร้างสังคมแห่งโอกาส ความเสมอภาค และความเอื้ออาทรต่อกัน

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ขอน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ และพร้อมน้อมนำพระราชปณิธานมาเป็นหลักในการดำเนินงานด้านสาธารณประโยชน์ โดยมุ่งมั่นช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส ส่งเสริมคุณภาพชีวิต และสร้างประโยชน์แก่สังคมอย่างต่อไป

ทีมเสือใบหยก ชวนสายมูเปิดบุญใหญ่! พาสักการะ 1 วัด 3 สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ณ วัดสุทัศน์

ทีมเสือใบหยก ชวนสายมูเปิดบุญใหญ่! พาสักการะ 1 วัด 3 สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ณ วัดสุทัศน์

ทีมเสือใบหยก ชวนสายมูเปิดบุญใหญ่! พาสักการะ 1 วัด 3 สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ณ วัดสุทัศน์

วันอาทิตย์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 10.00 น.

เอาใจสายมูและผู้ศรัทธา กับทริปบุญสุดอิ่มใจ เมื่อ ทีมเสือใบหยก นำโดย แมน การินบุ้ง ใบหยก และ เจี๊ยบ ใบหยก พาร่วมเดินทางสักการะ 1 วัด 3 สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ณ วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร หนึ่งในพระอารามหลวงที่เปี่ยมด้วยประวัติศาสตร์และความศักดิ์สิทธิ์ เพื่อเสริมสิริมงคล เปิดพลังชีวิต และสร้างกำลังใจให้กับผู้ร่วมทริปทุกคน

เริ่มต้นด้วยการสักการะ พระศรีศากยมุนี พระประธานองค์ใหญ่ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นพระพุทธรูปหล่อสำริดที่ใหญ่ที่สุดในสยามประเทศ ก่อนกราบขอขมากรรมและปลดล็อกอุปสรรคชีวิตกับ หลวงพ่อกลักฝิ่น (พระพุทธเสฏฐมุนี) พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้คนศรัทธานิยมเดินทางมาขอพร จากนั้นปิดท้ายด้วยการสักการะ ท้าวเวสสุวรรณ เพื่อขอพรด้านโชคลาภ การเงิน ความสำเร็จ การงาน และการปกป้องคุ้มครองจากสิ่งไม่ดี ตลอดการเดินทาง แมน การินบุ้ง ใบหยก และ เจี๊ยบ ใบหยก ได้ร่วมถ่ายทอดประวัติความเป็นมา ความเชื่อ ความศักดิ์สิทธิ์ รวมถึงเคล็ดลับการสักการะในแต่ละจุดอย่างละเอียด เพื่อให้ผู้ร่วมทริปได้เข้าใจถึงความหมายของการไหว้พระอย่างถูกต้อง พร้อมร่วมสวดมนต์ เจริญจิตภาวนา และอธิษฐานขอพร ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความสงบและศรัทธา

การเดินทางครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการไหว้พระเพื่อความเป็นสิริมงคล แต่ยังเป็นการเติมพลังใจ สร้างแรงบันดาลใจ และส่งต่อพลังบวกให้กับทุกคนที่เข้าร่วม ให้กลับไปพร้อมความอิ่มเอมใจและความหวังในการเริ่มต้นสิ่งดีๆในชีวิต

เจมีไนน์ โฟร์ท ควง สกาย นานิ พาผู้โชคดีเติมความฟิน บินไปฟีลกู๊ด ฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น

เจมีไนน์ โฟร์ท ควง สกาย นานิ พาผู้โชคดีเติมความฟิน บินไปฟีลกู๊ด ฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น

เจมีไนน์ โฟร์ท ควง สกาย นานิ พาผู้โชคดีเติมความฟิน บินไปฟีลกู๊ด ฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น

วันอาทิตย์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 08.00 น.

เสิร์ฟโมเมนต์ฟีลกู๊ดถึงฮอกไกโด4 หนุ่มสุดฮอตพรีเซนเตอร์โออิชิ กรีนที “เจมีไนน์ – โฟร์ท” และ  “สกาย – นานิ” แท็กทีมพาผู้โชคดีจากแคมเปญ “รู้สึกดีทุก TEA ที่เข้าแอปโออิชิคลับ” บินลัดฟ้าสู่เกาะฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น ร่วมสัมผัสประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟในกิจกรรม “OISHI Camping Trip รู้สึกดี ที่ฮอกไกโด” ตลอด 5 วัน 3 คืน ระหว่างวันที่ 9 – 13 กรกฎาคม 2569 ทริปนี้จัดเต็มทั้งความสนุก ความอบอุ่น และโมเมนต์สุดประทับใจแบบใกล้ชิดกับ 4 หนุ่มพรีเซนเตอร์ ผ่านกิจกรรมเสิร์ฟความฟินท่ามกลางธรรมชาติและสีสันของเกาะฮอกไกโด โดยได้พิธีกรคู่หูพลังบวก “ก็อตจิ” และ “เลโอ” มาปล่อยเอเนอร์จีความสนุก เสิร์ฟมุกแบบไม่แผ่ว สร้างรอยยิ้มตลอดทริป

ตื่นมาก็ญี่ปุ่นเลย! เปิดทริปวันแรกด้วยการเช็กอินที่ ฟาร์มโทมิตะ ฟาร์มดอกไม้แลนด์มาร์กชื่อดังของฮอกไกโด ที่ช่วงซัมเมอร์ถูกแต่งแต้มด้วยทุ่งลาเวนเดอร์สีม่วงและดอกไม้หลากสีสันคัลเลอร์ฟูล งานนี้ผู้โชคดีนอกจากได้เก็บภาพสวย ๆ แล้ว ยังได้ใจฟูแบบคูณสอง เมื่อ 4 หนุ่ม เจมีไนน์-โฟร์ท สกาย-นานิ เสิร์ฟเมลอนสดถึงมือแบบใกล้ชิด ทำเอาแฟน ๆ ยิ้มไม่หุบตั้งแต่เดย์แรกของทริป จากนั้นเติมดีกรีความฟินต่อที่ Furano Cheese Factory กับเวิร์กช็อปทำไอศกรีมโฮมเมด ที่ทั้ง 4 หนุ่มและผู้โชคดีต่างโชว์สกิลทำไอศครีมและตกแต่งในสไตล์ของตัวเอง ก่อนเพิ่มความอร่อยแบบญี่ปุ่นแท้ ๆ ด้วยซอสชาเขียว หอมละมุน เติมฟีลญี่ปุ๊น…ญี่ปุ่นสมกับการมาเยือนดินแดนชาเขียว

ส่วนสายแอดเวนเจอร์ก็ไม่ผิดหวัง เพราะโออิชิเติมความมันส์เพิ่มอะดรีนาลีนกับกิจกรรม Smile Rafting พาล่องแก่งบนแม่น้ำโซราจิในเส้นทางพิเศษที่เปิดให้สัมผัสได้เฉพาะช่วงฤดูร้อนเท่านั้น งานนี้ทุกคนได้ปล่อยจอยกับวิวธรรมชาติแบบ 360 องศา ภูเขาเขียว ๆ สายน้ำใส ๆ โดยครั้งนี้ โออิชิพาผู้โชคดีทุกท่านไปในเส้นทาง Secret route สัมผัสความงามของธรรมชาติบริสุทธิ์บนแม่น้ำโซราจิ ชมวิวตื่นตาตื่นใจกับหมอกและรายล้อมด้วยภูเขาสูง ตลอด 2 ข้างทาง และความสนุกแบบชุ่มฉ่ำกับฝีมือการพายเรือของทั้ง 4 หนุ่ม ที่เรียกเสียงหัวเราะได้ไม่หยุด

อีกหนึ่งไฮไลต์ที่ทำให้ทุกคนใจฟูขั้นสุด คือกิจกรรม Exclusive Glamping Party ท่ามกลางธรรมชาติและวิวภูเขาฮอกไกโดสุดอลังการ งานนี้แต่ละคนจัดเต็มกับลุคลักซ์ชูแกลมปิ้ง หล่อสวยไม่มีใครยอมใคร สมกับเป็น ทริปที่โออิชิตั้งใจเสิร์ฟความฟินแบบไม่กั๊ก มีทั้งปาร์ตี้บาร์บีคิวฟีลดี โชว์สุดเซอร์ไพรส์ และได้เล่นเกมกับ 4 หนุ่ม รับของรางวัลแบบดีต่อใจที่โออิชิจัดให้มากมาย โดยเฉพาะรางวัลสุดพิเศษ Stargazing Moment โมเมนต์นั่งดูดาวสุดโรแมนซ์กับ 4 หนุ่ม เจมีไนน์ – โฟร์ท สกาย – นานิ  ปิดท้ายค่ำคืนแบบใจฟูกับมินิคอนเสิร์ตสุดประทับใจ เรียกได้ว่าเป็นคืนที่รวมทุกความฟีลกู๊ดไว้ครบแบบเต็มสิบ ไม่มีหัก

หลังจากเติมความสนุกแล้ว วันรุ่งขึ้นก็แวะปล่อยใจให้รู้สึกดีกันที่ Hill Of The Buddha (เนินเขาพระพุทธเจ้า)  ขอพร พร้อมชมสถาปัตยกรรมสวยแปลกตาสุดอลังการ ท่ามกลางทุ่งลาเวนเดอร์ ถึงแม้ว่าจะต้องชมพร้อมกับฝนที่โปรยปราย แต่บอกเลยว่าฟินสุด ๆ เพราะติดฝนครั้งนี้มีเสียงเปียโน เสียงเพลง และเสียง 4 หนุ่ม สร้างความสุขอยู่ตลอด ยกให้เป็นโมเมนต์รู้สึกดี Special สุด ๆ ของทริปนี้เลยหล่ะ

ด้านพรีเซนเตอร์สองคู่ฮอตแห่งปี เจมีไนน์ – โฟร์ท และ สกาย – นานิ ยังเผยความประทับใจถึงทริปนี้ว่า สำหรับพวกเราทริปนี้เป็น ทริปที่รู้สึกดีจริง ๆ เหมือนชื่อทริปเลยครับ เพราะกิจกรรมที่ได้ทำ….เป็นมากกว่าการเดินทางครับ เพราะเป็นช่วงเวลาที่ได้ใช้เวลาดี ๆ ร่วมกับผู้โชคดี ต้องบอกว่าโออิชิ กรีนที จัดเต็มและทำถึงมาก ๆ ทั้งพวกเราทีมศิลปินและผู้โชคดี ทุกคนสนุกกันมากครับ ได้ทำกิจกรรมสนุก ๆ ร่วมกัน ได้ไปสัมผัสฮอกไกโดในบรรยากาศที่แตกต่างด้วยกัน เป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่ดีต่อใจสุด ๆ ต้องขอบคุณโออิชิ กรีนที ที่จัดกิจกรรมดี ๆ แบบนี้ครับ ”

เรียกได้ว่าเป็น 5 วัน 3 คืนที่ผู้โชคดีได้สัมผัสทุกโมเมนต์แห่งความสุข สมกับคอนเซปต์ “รู้สึกดี ที่ฮอกไกโด” เพราะได้ใกล้ชิด เจมีไนน์ – โฟร์ท และ สกาย – นานิ ตลอดทั้งทริป ไม่ว่าจะเป็นการตะลุยสถานที่ท่องเที่ยวสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ลิ้มรสเมนูขึ้นชื่อของแต่ละเมือง และโรงแรมหรู นอกจากนั้น ตลอดทั้งทริป ผู้โชคดียังได้เติมความสดชื่นกับ โออิชิ   กรีนที ฉลากดีไซน์ใหม่ เนโกะ คอลเลกชัน ที่มาพร้อมคาแรกเตอร์แมวสุดคิวท์และข้อความ Positive Energy ที่ช่วยเติมพลังบวกในทุกวัน ยิ่งจิบยิ่งรู้สึกดี เรียกได้ว่า ทริปนี้รวบตึงทุกความรู้สึกดีไว้ครบจบในทริปเดียว

สำหรับใครที่ไม่อยากพลาดกิจกรรมสุดพิเศษแบบนี้ สามารถติดตามรายละเอียดกิจกรรมและแคมเปญดี ๆ จากโออิชิได้ทางแอปพลิเคชัน Oishi Club และ Facebook : Oishi Drink Station และสามารถรับชมคลิปรวมความรู้สึกดีของทริปนี้ได้ที่ Tiktok : Oishi Drink Station

‘เป็กกี้ ศรีธัญญา’ เปิดใจความสุขกลับคืนมา 100% อโหสิกรรมให้รักเก่า ไม่โกรธ ไม่แค้นแล้ว

'เป็กกี้ ศรีธัญญา' เปิดใจความสุขกลับคืนมา 100% อโหสิกรรมให้รักเก่า ไม่โกรธ ไม่แค้นแล้ว

‘เป็กกี้ ศรีธัญญา’ เปิดใจความสุขกลับคืนมา 100% อโหสิกรรมให้รักเก่า ไม่โกรธ ไม่แค้นแล้ว

วันเสาร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 22.07 น.

“เป็กกี้ ศรีธัญญา” เปิดใจความสุขกลับคืนมา 100% อโหสิกรรมให้รักเก่า ไม่โกรธ ไม่แค้นแล้ว เตรียมจัดแฟนมีตฯ”ชาวเน็ตที่โดนฟ้อง” “คิว” ประกาศพร้อมแต่งตลอด 

“เป็กกี้ ศรีธัญญา” วันนี้ขออัปเดตความคืบหน้าอดีตคนรักฟ้องแบ่งทรัพย์สิน ที่ยืดเยื้อมานานถึง 8 เดือน พร้อมเปิดใจรับมือกับอาการแพนิกจนสามารถก้าวผ่าน ค้นพบความสุขแท้จริงในชีวิต ส่วนนึงได้เจอความรักที่ดี แม้ความสัมพันธ์ครั้งนี้จะไม่ได้เริ่มจากคำว่ารักก็ตาม รวมทั้งได้เผยแพลนวิวาห์กับ “หนุ่มคิว” ผ่านทางรายการ คุยแซ่บshow ช่อง One31 ที่มี “ดีเจพุฒ พุฒิชัย” และ “ธัญญ่า ธัญญาเรศ” เป็นพิธีกรดำเนินรายการ

 วันที่ 14 เพิ่งไปศาลมาเป็นยังไงบ้าง?

เป็กกี้ : “หลายคนอาจคิดว่าคดีสิ้นสุดไปแล้วเพราะนานมากเลยตั้งแต่เป็กโดนฟ้อง เข้าเดือนที่ 8 แล้ว สุดท้ายคดียังไม่ได้เข้าสู่การพิจารณาเนื้อหาคดีเลย ยังไม่ได้เริ่มต้นเลย ไปนัดแรกเป็นการไกล่เกลี่ย โอเคไกล่เกลี่ยกันไม่ลงตัว ก็นัดกันเพื่อดำเนินการตามขั้นตอน นัดที่สองฝ่ายโจทก์ไม่สะดวกวางเงินต่อศาล ก็เลยขอคำร้องว่าขอยืดระยะในการวางเงิน เพราะการฟ้องร้องจะมีการตั้งตัวเลข แล้วศาลจะพิจารณาว่าตัวเลขนี้จะต้องวางเงินศาลเท่าไหร่ ทีนี้ฝั่งโจทก์ขอเลื่อนไปก่อนเพราะไม่สะดวกในงานวางเงิน แล้วก็มานัดนี้อีก นัดที่สาม เขาก็อุทธรณ์กับทางศาล ขอเพิ่มเป็น 60 วัน แต่รอบนี้เป็นรอบสุดท้ายแล้ว จริงๆ ต้องจบตั้งแต่นัดนี้แล้วค่ะ ศาลก็บอกว่าถ้าอย่างนั้นถือว่าเป็นความเมตตาของศาลแล้วกัน ศาลก็ต่อเวลาให้อีก 10 วัน เป็นวันที่ 23 ที่จะถึงนี้ เหลือประมาณ 5 วัน”

 ถ้า 23 โจทก์ไม่เอาเงินค่าธรรมเนียมวางศาล คดีนี้จะเป็นยังไงต่อไป?

เป็กกี้ : “จริงๆ แล้วคดีนี้ที่ต้องเอาเงินวางศาล เพราะว่าคดีนี้ไม่มีเรื่องที่จะฟ้องอยู่แล้วตั้งแต่แรก ไม่มีเหตุที่จะฟ้อง ถ้าจะฟ้องต้องวางเงิน อันนี้คือการฟ้องแบ่งทรัพย์ รอบนี้ถ้าไม่มีเงินวาง หรือไม่ยอมวางเงินอีก คดีก็น่าจะยุติลง แต่ทีนี้เป็กก็เป็นห่วงว่า ไม่รู้ในแง่กฎหมาย เขาจะสามารถกลับมาฟ้องเรื่องเดิมได้มั้ย ต้องกลับไปศึกษาอีกทีนึง ถ้ารอบนี้เขาไม่มีเงินวาง” 

 เฟลมั้ย แทนที่จะจบ?

เป็กกี้ : “ก็นิดนึงเหมือนกัน ก็ลุ้นเกร็งเลยว่าศาลว่าจะยังไง ศาลบอกว่าไม่มีเหตุอันจะฟ้อง และเลยกำหนดในการวางเงินมาแล้ว ศาลรู้สึกว่ามันสิ้นสุดแล้ว ไปๆ มาๆ ศาลบอกว่าเดี๋ยวจะหาว่าศาลใจร้าย ศาลให้ผลประโยชน์กับโจทก์ 10 วัน ตอนแรกกรีดร้องอยู่ภายใน”

 คิดว่าวันที่ 23 เขาจะกลับมาวางเงินค่าธรรมเนียมเพื่อฟ้องมั้ย?

เป็กกี้ : “ก็ไม่อาจทราบได้ เราไม่รู้ว่ายังไง แต่ ณ วันที่ศาลให้โอกาสโจทก์อีก 10 วัน คิดไปคิดมาก็โอเค คิดว่าศาลเมตตาให้โอกาสโจทก์ไปหาเงินอีก 10 วัน ส่วนจะมีมาหรือไม่มีมา ตรงนั้นไม่ใช่สาระสำคัญในความรู้สึกเป็กแล้ว เป็กตื่นเต้น เครียด เจ็บ จนตอนนี้รู้สึกว่าอะไรก็ได้แล้ว สบายๆ”

 พวกค่าธรรมเนียม เวลาโจทก์ยื่นฟ้อง เสียเยอะมั้ย?

เป็กกี้ : “แล้วแต่ตัวเงิน ว่าตั้งตัวเลขไว้ที่เท่าไหร่ ที่คุณอยากจะได้ ค่าธรรมเนียม 2 เปอร์เซ็นต์ ถ้าจำไม่ผิดนะ”

 ยอดเท่าไหร่บอกได้มั้ย?

เป็กกี้ : “ทางศาลไม่อนุญาตให้เราพูดเรื่องตัวเลข รายละเอียดปลีกย่อย อยากพูดเหมือนกัน (หัวเราะ) แต่อย่างที่บอกเอาไว้ว่าค่อนข้างสูง จริงๆ เขามีเพดานของเขาค่าธรรมเนียมศาล แต่จริงๆ มีฟ้องอนาถา ได้สำหรับบางเคส แต่บางเคสก็ไม่สามารถทำได้ อย่างเคสที่ไม่ได้แบ่งเงิน เป็กก็ไม่แน่ใจในเรื่องรายละเอียด แต่สำหรับเคสเป็กไม่สามารถฟ้องแบบนั้นได้ แต่ฝ่ายโจทก์มีสิทธิ์ที่จะลองดูว่าฟ้องแบบนั้นได้มั้ย เผื่อศาลเมตตา”

 ต้องหลายสิบล้าน?

เป็กกี้ : “ตัวเลขที่วางไว้ เป็กพูดไม่ได้” 

เขาแซวเพลงที่ใช้ในคลิป?

เป็กกี้ : “ไม่มีอะไร ติดซีรีส์ทนายจิตตรี อมพระมาพูดก็ไม่เชื่อ เข้ากับช่วงนี้พอดี ซีรีส์เขากำลังดัง ไหนๆ ก็เดินสโลว์แล้ว หลายคนบอกว่าไม่เหมือนเป็กไปเป็นจำเลยนะ เหมือนทนายแก้วไปเป็นจำเลย แล้วเป็กเป็นทนายให้พี่แก้ว (หัวเราะ)”

 คอมเมนต์ให้กำลังใจแต่ละครั้ง รู้สึกยังไง?

เป็กกี้ : “ก็ขอบคุณก่อนทุกคอมเมนต์เลย ทุกกำลังใจเลยที่ส่งมาให้กันตลอด เป็นกำลังใจที่ดีมากๆ ฝ่ายโจทก์จะฟ้องเราก็เป็นสิทธิ์ของเขา ส่วนเป็กเองก็มีสิทธิ์ปกป้องตัวเอง แต่เวลาคอมเมนต์อะไรอยากเตือนนิดนึง อย่าแพ้เสียงในหัวมากนะ เวลาแพ้เสียงในหัวมากๆ โดนฟ้องนะ ล่าสุดเป็กรู้ข่าวมาว่าฝ่ายโจทก์ฟ้องคนในโซเชียลเยอะมาก ตอนแรกเป็กว่าจะช่วยจ่ายเงิน แต่เห็นจำนวนคนแล้ว เป็กก็ช่วยไม่ไหวจริงๆ ช่วยชาวเน็ตที่โดนฟ้อง ก็เยอะ แต่คงไม่ถึงร้อย เดิมทีให้ทีมหลังบ้านติดต่อไป อยากขอช่วยจ่ายครึ่งนึงหรืออะไร แต่ดูจากจำนวนคนแล้ว คิดว่าถ้าช่วยทั้งหมดเป็กต้องขายบ้านหลังนึงหรือเปล่า เป็กก็ไม่มั่นใจ เขาฟ้องหลายสิบ อย่างนี้ไม่ต้องวางเงินศาล ไปชั้นไกล่เกลี่ย จ่ายเงินแล้วก็จบกันได้เลย ถ้าฟ้องในโซเชียลจะอยู่ในชั้นไกล่เกลี่ย ไม่ใช่เฉพาะเคสเป็กนะคนอื่นก็เหมือนกัน กรุณาคอมเมนต์แบบเซฟตัวเองกันด้วยนะทุกคน เป็กเป็นห่วง หลังจากนี้ถ้าคดีสิ้นสุดหรือไม่สิ้นสุด เป็กอยากทำมีตติ้ง อยากขอบคุณที่ออกมาปกป้องเป็ก คนที่โดนฟ้องทุกคนนะ ฟีลแฟนมีตที่โดนฟ้องทุกคน อยากเลี้ยงข้าวเป็นการตอบแทน คงจ่ายเงินแทนให้ไม่ได้ แต่อยากทำแฟนมีต เลี้ยงข้าว แล้วปลอบโยนทางจิตที่ซัปพอร์ต อยากให้ระวังตัวกันด้วย หาวิธีด่าที่ไม่โดนฟ้องได้มั้ยอีกเรื่องนะถ้ารอบนี้เขาไม่มีเงินวางศาล คดีจบ แต่ถ้ามีเงินวางศาล เรื่องนี้ยาวๆ เลยนะ อย่างน้อยเป็กว่าอย่างต่ำ 2 ปี ในการสู้กันบนศาล นั่นแหละค่ะ ทุกคนเวลาให้กำลังใจก็ระวังตัวด้วย”

 มีอะไรอยากบอกมั้ย?

เป็กกี้ : “จริงๆ อยากฝากความปรารถนาดีแล้วกัน ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ทุกวันนี้ไหว้พระสวดมนต์ก็อธิษฐานจิตขออโหสิกรรมให้ อยากบอกว่าอยากให้มีชีวิตที่ดี อยากให้มีครอบครัวที่ดี อยากให้ดูแลครอบครัว อยากให้เจริญก้าวหน้าเติบโตไปในทิศทางที่ดี อยากให้มีชีวิตที่ดีค่ะ แต่ในส่วนการสู้กัน ทางเขาฟ้อง เป็กก็ต้องปกป้องตัวเอง ต้องสู้กันในส่วนของกฎหมาย แต่ความคิด ความแค้น ความเครียด ในใจเป็กตอนนี้ ไม่มีแล้ว อยากให้เติบโตไปในทิศทางที่ดี ขอให้โชคดีในชีวิต”

 ตอนที่ได้หมายศาล เป็กเป็นแพนิกหนักมาก ต้องไปพบนักจิตบำบัด?

เป็กกี้ : “เดิมทีไม่ต้องพบนักจิตบำบัด อาการมันค่อยๆ เริ่ม ซึมมาตอนไหนไม่รู้ รู้ตัวอีกทีอาการเราเป็นหนักแล้ว บางวันมัดผมแน่นแล้วรู้สึกว่าหายใจไม่ออก ในใจบอกว่าตายแน่ๆ แล้วบางทีใส่ชุดแน่น หรือไปฉีดหน้าแปะยาชา ตัวพลาสติกรัดบนหน้า เป็กหายใจไม่ออก  ต้องแกะออก แล้วเช็ด แล้วกลับบ้านเลยทำไม่ได้ หลายเรื่อง มีปัญหากับการใช้ชีวิต มีบางวันไปนั่งรถเพื่อนที่เป็นโฟล์ค ไม่สามารถเปิดกระจกได้บนทางด่วน อยู่ดีๆ หายใจไม่ออก ต้องให้เขาจอดรถบนทางด่วนแล้วไปหายใจ น่ากลัวมาก ใครไม่เป็นคงไม่รู้ ณ ตอนนั้นเป็กสูญเสียความสุข สูญเสียความมั่นใจ เดินไปทางไหนก็รู้สึกว่าคนจะคิดยังไงกับเรา รู้สึกไม่โอเคกับชีวิตเลย มันหมดเลยความสุข จนคิดว่าชาตินี้คงไม่เจอความสุขอีกแล้วมั้งคงไม่ได้แตะความสุขอีกเลยมั้ง มันทุกข์มาก อยู่ดีๆ ทุกอย่างทุกข์ไปหมดเลย ไม่เห็นความสุขเลย”

จุดไหนที่รู้สึกว่าเราต้องพบแพทย์ ?

เป็กกี้ : “เราก็ยังไม่รู้สึกว่าเราต้องพบแพทย์ แต่เวลาสัมภาษณ์แขก มีชาล็อตมา เราถามว่าชาล็อตเป็นไงบ้าง เวลาไปหาหมอต้องกินยาต้านแพนิก ต้านซึมเศร้า มันช้าลงมั้ย ชาล็อตบอกว่ามันช้าลงคุณพี่ เราไม่กล้ากิน ก็ฝืนอยู่นาน จนพี่ส้มเจ้าของรายการคุยแซ่บฯ เขาเห็นอาการเป็กมาสักระยะนึงแล้วค่ะ เขาคิดว่าเป็กไม่น่าจะไหวนะ อีกหน่อยจะหนักกว่านี้ ทำงานลำบาก เป็กรู้จักนักจิตที่ไหนมั้ย เป็กบอกว่าเป็กไม่รู้จักนักจิตเลย ที่เดียวเลยถ้าจะให้เป็กไปปรึกษาคือโรงพยาบาลศรีธัญญาอย่างเดียวเลย แต่จะให้เป็กเทียวไปเทียวกลับก็ยาก พี่ส้มเลยแนะนำนักจิตบำบัดมาให้เป็ก”

 เขารักษายังไง?

เป็กกี้ : “ถ้าบางคนอาการกำเริบ อาจต้องกินยา แต่เป็กหาหมอไม่ใช่เพื่อการทานยา เป็กไม่อยากทานยาเลย เป็กเลยคุยกับอ.มอส ไตรมิตร ที่คุณพี่ส้มแนะนำให้ ก็ใช้วิดีวิดีโอคอลทุกวัน วันละชม. รีเซ็ตระบบเราใหม่เลย เคยเห็นคุยแล้วเปิดใจร้องไห้โฮหมดแรงไปกับพื้นมั้ย เป็กเป็นแบบนั้นหลายรอบมากเลย ร้องจนหมดแรง กว่าจะฟื้น เขาบอกให้ดิ่งลงไปถึงที่สุดแล้วค่อยปีนขึ้นมาใหม่”

 จากเดิมร้อยเปอร์เซ็นต์ในการดิ่ง ตอนนี้ขึ้นมาได้ขนาดไหน?

เป็กกี้ : “ตอนนี้ความสุขกลับมาแล้ว ร้อยเปอร์เซ็นต์ เป็กสุขกว่าเดิม ตอนนี้เป็กสดใสมากเลย แต่ว่ากว่าจะได้อย่างนี้ก็ยากมาก แต่ถามว่าแพนิกหายมั้ย แพนิกไม่หาย มันจะอยู่กับเราไปตลอด เพียงแต่เราควบคุมเขาได้ดีขึ้น เวลาอาการกำเริบหรืออะไร เราเปลี่ยนโฟกัส เราใช้วิธีนั่งสมาธิ สวดมนต์ ออกกำลังกาย เวลาเราเป็นปุ๊บเราจะบอกตัวเองว่าไม่เป็นไรๆ เปลี่ยนโฟกัส”

 เรื่องที่ทำให้ดีขึ้นมา ทุกอย่างเป็นสีชมพู คือความรักที่สวีตมากๆ เลย คือคุณคิว มานั่งในสตูฯ ด้วย?

เป็กกี้ : “เขาขี้อายมาก คนอินโทรเวิร์ตไม่รู้จะมองไปทางไหน คนเป็นแพนิกอยู่โน่นแล้วตอนนี้(หัวเราะ)”

 คิวให้กำลังใจเขายังไง?

คิว : “หลักๆ เวลาเขาเครียด อยู่ข้างๆ คอยให้คำปรึกษาเขาไม่ให้เครียด ไม่ว่าคุณทำอะไร ผมจะอยู่ข้างๆ ไม่สบายใจก็ให้ระบายออกมาได้ เพราะไม่ได้คาดหวัง ตอนแรกไม่ได้คาดหวังว่าต้องเป็นแฟนหรือมาดูแล แค่คาดหวังให้เขามีความสุขในสิ่งที่เขาควรจะเป็น เพราะเขาเจอเรื่องอะไรมาเยอะแล้ว แค่อยู่ข้างๆ ให้เขาแฮปปี้ ให้เขาใช้ชีวิตในปัจจุบันให้โอเคก็พอแล้ว แค่นั้นเลย” 

 มีทะเลาะกันบ้างมั้ย?

คิว : “มีทะเลาะอยู่แล้ว แต่เราคุยกันแบบผู้ใหญ่ เคลียร์กันเลย อันไหนปรับได้ก็ปรับกัน”

 เป็กมีเสียงสอง สาม สี่?

คิว : “ก็มีครับ ผมก็เพิ่งรู้เหมือนกัน เขาจะมีอีกตัวตนนึงเวลาอยู่ด้วยกัน”

 คิวล่ะมีเสียงเล็กเสียงน้อยด้วยมั้ย?

คิว : “ไม่ค่อยเท่าไหร่ครับ (หัวเราะ) ส่วนใหญ่เขาจะเรียกว่าป่ะป๊า”

 เป็กกี้ : “อยู่ที่บ้านเราอ่อนโยน แบบที่รัก อยากกินอันนี้”

 คิวเรียกอะไร?

คิว : “เรียกที่รักครับ (หัวเราะเขิน)” 

 เป็กกี้ : “เขาเสียงนุ่มอยู่แล้ว อยู่ที่บ้านเป็กคุย 100 คำ เขาคุยครึ่งคำเท่านั้นเอง ก็ขอบคุณด้วยที่เข้ามาในช่วงเวลาที่แย่มากๆ ขอบคุณที่เข้ามาให้พิง ตอนแรกคิดว่าจะแค่พิงเขาให้เราดีขึ้น แล้วเราจะไปต่อ คิดว่าเราน่าจะไปไม่รอด เพราะคู่เราแตกต่างกันมาก เขาก็รู้นะ เขาก็ยินดีเข้ามาให้เราพิง ด้วยความต่างทางสังคม ทางอะไรก็ตาม คิดว่าเราคงไปด้วยกันได้ไม่ยืด แต่ไปๆ มาๆ กลายเป็นว่าอยู่ด้วยกันแล้วเป็กรู้สึกว่าอยู่ด้วยกันแล้วเราสบายใจ มีความสุข ทำให้เป็กเจอความสุขได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ รู้สึกว่าเฮ้ย ความสุขเรากลับมาแล้ว ความสุขแบบเรียบง่าย ไม่หวือหวา ถ้าเราอยากไปกินข้าวข้างนอกก็ไปกัน แต่เวลาอยู่ในบ้าน ไม่ว่าเราจะโฉบเฉี่ยวในโซเชียลแค่ไหน แต่ถ้าเราอยู่ในบ้านแล้วเป็นความสุขจริงๆ เราจะสัมผัสได้เลยว่าเนี่ยคือความสุข”

 ทำอะไรกันอยู่บ้าน?

เป็กกี้ : “ไลฟ์ขายของ (หัวเราะ) คิวจากคนไม่พูดกับใครเลย จากอินโทรเวิร์ต ตอนนี้ขายของเก่งมาก เรียนภาษาอังกฤษเพิ่ม วันไหนมีแบ็กอัปศิลปินก็ไปเหมือนเดิม ทำงานมากยิ่งขึ้น”

 เหนื่อยมั้ย?

คิว : “ไม่เหนื่อยครับ”

 เห็นสวีตกันแบบนี้ เอะอะจูบ เอะอะหอมแก้ม เคยผ่านจุดที่เกือบไปกันไม่รอด?

เป็กกี้ : “จูนกันไม่ติด ตัวเป็กเองเคยมีแฟนที่ตัวติดกัน ไปไหนไปกันตลอด พออยู่มาวันนึงไม่มีเขาแล้ว รู้สึกว่าตรงนั้นมันขาดหาย พอพี่คิวเข้ามา ก็คิดว่าต้องเป็นแบบนั้นแน่เลย ตัวติดกันแน่เลย แต่เปล่า ทำไม่ได้ เขาทำงาน เขาเป็นแบ็กอัปศิลปิน เขาก็ไปกับศิลปินหลายคน บางทีไปต่างประเทศ ไปลาว เขาไปหลายวัน จนเรารู้สึกว่า เฮ้ย เราเหมือนโดนทิ้ง เรากำลังต้องการใครสักคนมาให้เราพิง เรารู้สึกว่าไม่ตอบโจทย์ แล้วรู้สึกว่าไม่ใช่ เราก็งอแง เราบอกกับเขา”

 มีช่วงทะเลาะกัน คุณคิวก็หนีออกจากบ้านไปเลย?

เป็กกี้ : “เขากลับไปอยู่คอนโดเขา คุยกันไม่รู้เรื่อง ไม่อยากคุยแล้ว เราไม่เคยทะเลาะกันแรงค่ะ ส่วนใหญ่เราคุยกันด้วยเหตุผล แต่มีความตึง เขารู้สึกว่ามันอึดอัด การที่เขากลับไปอยู่ที่คอนโดอาจทำให้เป็กเย็นลงและกลับมาค่อยคุยกัน แต่กลายเป็นว่าเรารู้สึกแย่ไปกว่าเดิม”

 สุดท้ายปรับจูนกันยังไง?

เป็กกี้ :   “ก็คุยกัน เขาบอกว่าคิดว่าไปแล้วจะดีขึ้น ถ้ารู้ว่าไปแล้วไม่ดีขึ้นก็ไม่ไปแล้ว จะอยู่กันจนกว่าจะเคลียร์ให้ดีขึ้น”

ทลายกำแพงเรื่องความกังวลใจเรื่องมือที่สามมั้ย?

เป็กกี้ : “เดิมทีไม่มีความกังวลใจเรื่องมือที่สามอะไรเลย ตอนเริ่มคบก็เหมือนกัน ความกังวลใจของเป็กมีแค่เรื่องเดียว คือไม่โอเคกับการอยู่คนเดียว แค่นั้นเลย ต้องการคนที่อยู่ด้วยกันตรงนี้ ไม่งั้นประสาทกินแน่เลย ทั้งแพนิกทั้งอะไรไม่รู้ตอนนั้น แทนที่เราจะเยียวยาตัวเองรักษาคนอื่น แต่กลายเป็นว่าเราอยากอาศัยคนอื่นเพื่อทำให้เราดีขึ้น นั่นคือปัญหาของเป็ก ที่เป็กไม่รู้ตัวว่าเป็นแบบนั้น”

ตอนนี้ดีขึ้นแล้ว?

เป็กกี้ : “โอ้ย ดีที่สุด เขาจะไปไหน ไปทำอะไร เป็กจะไปสปา ทำเล็บ ต่างคนต่างไป แล้วกลับมาเจอกันที่บ้าน บางทีเป็กมาคุยแซ่บฯ เจอแขกรับเชิญ อย่างคุณพี่โยล่าสุด เป็กกลับตี 1 เขาก็ไม่ได้ว่า เป็กไปกับเพื่อนได้อย่างมีความสุข ทุกอย่างลงตัว”

 กำลังมีแพลนจะแต่งงาน?

คิว : “อันนี้ถ้ามีโอกาสก็แต่งแน่นอนครับ แต่ตอนนี้อยากให้ซัคเซสในเรื่องธุรกิจก่อน อยากให้ประสบความสำเร็จก่อน แต่จริงๆ คุยกันแล้วว่าการแต่งงานก็ไม่ได้ซีเรียส หลักๆ คืออยากอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขก่อน อนาคตจะแต่งยังไง พร้อมตลอดอยู่แล้วครับ ตอนนี้ขอให้ธุรกิจซัคเซสก่อนครับ (หัวเราะ)”

 ติดตามชมรายการคุยแซ่บShow ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 11.30-12.30 น.  ทางช่อง one31 Facebook Page : คุยแซ่บShow รับชมย้อนหลังได้ที่ Youtube Channel : Orange Mama 

ลิซ่า ลลิษา โผล่เซอร์ไพรส์งานฉลองวิวาห์ ณเดชน์-ญาญ่า สวยออร่าทัชใจคนทั้งงาน

ลิซ่า ลลิษา โผล่เซอร์ไพรส์งานฉลองวิวาห์ ณเดชน์-ญาญ่า สวยออร่าทัชใจคนทั้งงาน

ลิซ่า ลลิษา โผล่เซอร์ไพรส์งานฉลองวิวาห์ ณเดชน์-ญาญ่า สวยออร่าทัชใจคนทั้งงาน

วันเสาร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 21.30 น.

18 กรกฎาคม 2569 เรียกได้ว่าคนบันเทิงทั่วฟ้าเมืองไทยแห่ตบเท้าเข้าร่วมยินดีในงานแต่งแห่งปีของ ซุปตาร์เบอร์ต้นเมืองไทย ณเดชน์ คูกิมิยะ และ ญาญ่า อุรัสยา เสปอร์บันด์ ที่จัดขึ้นที่โรงแรมดุสิตธานี ก็มีแขกเหรื่อทั้งคนในครอบครัว ญาติๆ ตลอดจนเพื่อนๆ คนสนิท รวมถึงคนในวงการบันเทิงมาร่วมงานมากมาย

แต่ที่เรียกว่าเซอร์ไพรส์แขกเหรื่อในงานเมื่อ ลิซ่า ลลิษา มโนบาล หรือ ลิซ่า แบล็กพิงก์ ได้ปรากฎตัวร่วมแสดงความยินดีในงานฉลองมงคลสมรสสุดยิ่งใหญ่แห่งปีของ ณเดชน์ ญาญ่า ในครั้งนี้ด้วย โดยงานนี้ สาวลิซ่า ลลิษา มาในลุคสดใส สวยสะกดสายตาในลุคเรียบหรูด้วยชุดเดรสยาวเปิดไหล่สีเหลืองพาสเทล ปล่อยผมยาวสลวย พร้อมหน้าม้าอันเป็นเอกลักษณ์ พร้อมรอยยิ้มสดใสที่ทำเอาแขกเหรื่อในงานพากันจับจ้อง

ล่าสุด เอ ศุภชัย ศรีวิจิตร ผู้จัดการดาราดัง หนึ่งในแขกที่ไปร่วมงานฉลองแต่งงานของ ณเดชน์-ญาญ่า ก็ได้ออกมาโพสต์คลิปบรรยากาศตอนที่ ลิซ่า เดินทางมาร่วมยินดีในงานแต่งงานของ ณเดชน์-ญาญ่า ด้วยตัวเอง พร้อมทั้งเขียนแคปชั่น “❤️❤️❤️❤️ @lalalalisa_m” โดยในคลิปนี้ เอ ศุภชัย เดินไปทักทายลิซ่า และลิซ่ายกมือไหว้เอและพูดคุยด้วยสีหน้ายิ้มแย้มสดใส ก่อนที่เอจะชวนลิซ่ามาเซลฟี่วิดีโอด้วยกัน

ขอบคุณภาพ : a_supachai1

แม่แก้ว กลั้นน้ำตาไม่อยู่ เผยโมเมนต์สุดซึ้ง ณเดชน์-ญาญ่า ช่วยกันจัดชุดให้ คุณพ่อโยชิโอ

แม่แก้ว กลั้นน้ำตาไม่อยู่ เผยโมเมนต์สุดซึ้ง ณเดชน์-ญาญ่า ช่วยกันจัดชุดให้ คุณพ่อโยชิโอ

แม่แก้ว กลั้นน้ำตาไม่อยู่ เผยโมเมนต์สุดซึ้ง ณเดชน์-ญาญ่า ช่วยกันจัดชุดให้ คุณพ่อโยชิโอ

วันเสาร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.21 น.

18 กรกฎาคม 2569 เป็นอีกหนึ่งโมเมนต์สำคัญที่หลายคนรอคอยสำหรับพิธีฉลองวิวาห์หวานของคู่รักแห่งปี ณเดชน์ คูกิมิยะ และ ญาญ่า อุรัสยา เสปอร์บันด์ เมื่อ แม่แก้ว ได้โพสต์ภาพโมเมนต์สุดอบอุ่นหัวใจที่ คุณพ่อโยชิโอ คูกิมิยะ เดินทางมาร่วมยินดีงานแต่งของลูกชาย-ลูกสะใภ้  เป็นภาพขณะที่ณเดชน์ และ ญาญ่า ช่วยกันจัดชุดให้คุณพ่อ พร้อมระบุข้อความว่า 

“ความรักของลูกที่ห่วงใยพ่อ…จัดให้สมบูรณ์แบบ…กับพ่อโยชิโอต้องหล่อที่สุดในวันสำคัญของลูกชายสุดที่รัก…แม่เห็นแล้วกลั้นน้ำตาไม่อยู่…ที่สุดของลูกที่ใส่ใจทุกรายละเอียนด…จัดเเตรียมเนคไทมาเอง…ผูกให้พ่อเอง…ทราบซึ้งตื้นตันเหลือเกินครับพ่อ…แม่ขอให้ลูกเจริญยิ่งๆ ขึ้นไปเป็นล้านเท่าทวีคูณ นะครับพ่อ รักลูกที่สุดในจักรวาล ครับ  และขอบคุณลูกที่สุดครับพ่อ ❤️❤️❤️❤️”

ต่อมา แม่แก้ว ยังได้โพสต์ภาพที่ คุณพ่อโยชิโอ ถ่ายภาพคู่กับบ่าว-สาว หลังจากที่เดินทางมาร่วมยินดีให้กับทั้งคู่ที่โรงแรมดุสิตธานี พร้อมกับ แม่แก้ว เรียกว่าเป็นภาพครอบครัวที่อบอุ่นหัวใจมาก ทำเอาแฟนๆ คอมเมนต์ยินดีสนั่นเฟซบุ๊กของแม่แก้วเลยทีเดียว