ระทึก! ชายใช้มีดไล่แทงนักท่องเที่ยวใกล้อะโครโพลิส กรุงเอเธนส์ บาดเจ็บ 2 ราย

ระทึก! ชายใช้มีดไล่แทงนักท่องเที่ยวใกล้อะโครโพลิส กรุงเอเธนส์ บาดเจ็บ 2 ราย

21 ก.ค. 2569 14:03 น.

ระทึก! ชายใช้มีดไล่แทงนักท่องเที่ยวใกล้อะโครโพลิส กรุงเอเธนส์ บาดเจ็บ 2 ราย

เกิดเหตุสะเทือนขวัญกลางแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังของประเทศกรีซ เมื่อชายคนหนึ่งใช้มีดทำร้ายนักท่องเที่ยว 2 คน บริเวณอะโครโพลิส กรุงเอเธนส์ ก่อนตำรวจจะคุมตัวผู้ก่อเหตุได้

สำนักข่าว AP รายงานว่า เหตุเกิดขึ้นเมื่อช่วงเช้าวันอังคาร (21 ก.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น ใกล้ทางเข้าพิพิธภัณฑ์อะโครโพลิส ซึ่งตั้งอยู่เชิงเขาอะโครโพลิส แหล่งโบราณสถานและสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของกรีซ

เจ้าหน้าที่ตำรวจเปิดเผยว่า ผู้ก่อเหตุใช้มีดทำร้ายชายและหญิง ซึ่งเป็นชาวอเมริกันเชื้อสายกรีก โดยผู้หญิงได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยที่ขา ส่วนชายได้รับบาดเจ็บค่อนข้างสาหัสจากบาดแผลที่แขน ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะเข้าจับกุมผู้ก่อเหตุได้อย่างรวดเร็ว

ผู้บาดเจ็บทั้งสองคนถูกนำส่งโรงพยาบาลด้วยรถพยาบาล ขณะที่ตำรวจอยู่ระหว่างสอบสวนแรงจูงใจในการก่อเหตุ เบื้องต้นมีการเปิดเผยว่าผู้ต้องสงสัยมีอาการที่เข้าข่ายปัญหาสุขภาพจิต แต่ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียด หรือตัวตนของผู้ก่อเหตุ

ทั้งนี้ กรีซเป็นประเทศที่มีอัตราอาชญากรรมรุนแรงค่อนข้างต่ำ และเหตุทำร้ายร่างกายในที่สาธารณะลักษณะนี้เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก โดยเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ตำรวจกรีซเพิ่งจับกุมชายวัย 89 ปี ซึ่งถูกกล่าวหาว่าใช้อาวุธปืนลูกซองยิงภายในสำนักงานประกันสังคมและศาลแห่งหนึ่งในกรุงเอเธนส์ ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 4 คน สาเหตุคาดว่าเกี่ยวข้องกับความไม่พอใจต่อระบบประกันสังคม

สำหรับอะโครโพลิส ถือเป็นสัญลักษณ์สำคัญของประเทศกรีซ และเป็นที่ตั้งของวิหารพาร์เธนอน ซึ่งมีอายุเกือบ 2,500 ปี นับเป็นมรดกโลกและแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงระดับโลก โดยในปีที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือนมากถึง 4.6 ล้านคน

เหตุการณ์ครั้งนี้สร้างความตื่นตกใจให้กับนักท่องเที่ยวที่อยู่ในบริเวณดังกล่าว แม้เจ้าหน้าที่จะยืนยันว่าสามารถควบคุมสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว และไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บเพิ่มเติม.

ที่มา : AP

ชาติอาเซียนจับตาสงครามตะวันออกกลาง จ่อเรียกร้องเปิดช่องแคบฮอร์มุซ หวั่นกระทบพลังงานโลก

ชาติอาเซียนจับตาสงครามตะวันออกกลาง จ่อเรียกร้องเปิดช่องแคบฮอร์มุซ หวั่นกระทบพลังงานโลก

21 ก.ค. 2569 12:42 น.

ชาติอาเซียนจับตาสงครามตะวันออกกลาง จ่อเรียกร้องเปิดช่องแคบฮอร์มุซ หวั่นกระทบพลังงานโลก

รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนเตรียมออกแถลงการณ์แสดงความวิตกต่อความขัดแย้งในตะวันออกกลาง พร้อมเรียกร้องให้มีการเปิดการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ อย่างเต็มรูปแบบ เลี่ยงกระทบพลังงานโลก

รัฐมนตรีต่างประเทศของประเทศสมาชิก สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) เริ่มการประชุมอย่างเป็นทางการที่กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อวันอังคาร ท่ามกลางความกังวลต่อสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการสู้รบระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งส่งผลกระทบต่อการเดินเรือใน ช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

แหล่งข่าวระบุว่า ที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนเตรียมออกแถลงการณ์แสดงความวิตกต่อการกลับมาของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง พร้อมเรียกร้องให้มีการเปิดการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อรักษาเสถียรภาพของห่วงโซ่อุปทานด้านพลังงานและการค้าระหว่างประเทศ

ก่อนเปิดการประชุมร่วมกับประเทศคู่เจรจา รัฐมนตรีต่างประเทศของอาเซียนได้หารือกันภายในเกี่ยวกับผลกระทบจากสถานการณ์สู้รบระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน รวมถึงภัยคุกคามต่อการขนส่งสินค้าในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งก่อนเกิดสงครามเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันคิดเป็นประมาณ 20% ของปริมาณน้ำมันที่มีการขนส่งทางทะเลทั่วโลก

ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีประชากรมากกว่า 680 ล้านคน พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากตะวันออกกลางในสัดส่วนสูง ทำให้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากความผันผวนของอุปทานและราคาพลังงานที่เกิดขึ้นจากสงครามอิหร่าน

การประชุมครั้งนี้ยังมีรัฐมนตรีต่างประเทศจากชาติมหาอำนาจเข้าร่วมในช่วงต่อไป ได้แก่ มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ, หวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน และ เซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย ซึ่งคาดว่าประเด็นด้านความมั่นคง พลังงาน และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในภูมิภาค จะเป็นหัวข้อสำคัญในการหารือ

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ของฟิลิปปินส์ ได้ประกาศ ภาวะฉุกเฉินด้านพลังงาน ตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา เพื่อรับมือความเสี่ยงจากการขาดแคลนเชื้อเพลิง อาหาร และสินค้าจำเป็น รวมถึงป้องกันการกักตุนสินค้าและการฉวยโอกาสขึ้นราคา หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยืดเยื้อ

การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนในครั้งนี้จึงถูกจับตาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจสะท้อนท่าทีร่วมของประเทศสมาชิกต่อวิกฤตตะวันออกกลาง และความพยายามผลักดันให้ ช่องแคบฮอร์มุซ กลับมาเปิดใช้งานตามปกติ เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงด้านพลังงานของภูมิภาคและของโลก.

ที่มา : AP

ฟิลิปปินส์-จีน โต้คารมเดือด เหตุปะทะกองทัพฟิลิปปินส์-ยามฝั่งจีน บริเวณสันดอนโธมัสที่สอง

ฟิลิปปินส์-จีน โต้คารมเดือด เหตุปะทะกองทัพฟิลิปปินส์-ยามฝั่งจีน บริเวณสันดอนโธมัสที่สอง

21 ก.ค. 2569 12:20 น.

ฟิลิปปินส์-จีน โต้คารมเดือด เหตุปะทะกองทัพฟิลิปปินส์-ยามฝั่งจีน บริเวณสันดอนโธมัสที่สอง

เกิดเหตุปะทะกันระหว่างเรือของกองทัพฟิลิปปินส์และหน่วยยามฝั่งจีน บริเวณสันดอนโธมัสที่สอง ในทะเลจีนใต้ โดยต่างฝ่ายต่างออกมากล่าวหากัน โดยฟิลิปปินส์ประณามจีนว่าใช้กระบองไม้ทำร้ายทหารเรือจนได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ ขณะที่จีนโต้กลับยันฟิลิปปินส์เป็นฝ่ายขับเรือชนและเริ่มโจมตีก่อน เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นก่อนการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนที่กรุงมะนิลา ซึ่งประเด็นทะเลจีนใต้คาดว่าจะเป็นวาระสำคัญของการหารือ

ฟิลิปปินส์และจีนต่างกล่าวหาอีกฝ่ายว่าเป็นต้นเหตุของเหตุเผชิญหน้าระหว่างเรือในพื้นที่พิพาท สันดอนโธมัสที่สอง (Second Thomas Shoal) ในทะเลจีนใต้ เมื่อวันจันทร์ (21 ก.ค.) โดยฟิลิปปินส์ระบุว่า เจ้าหน้าที่หน่วยยามฝั่งจีนใช้กระบองไม้ตีศีรษะกำลังพลของกองทัพเรือจนได้รับบาดเจ็บ พร้อมสร้างความเสียหายแก่เรือยางของกองทัพ

กองทัพฟิลิปปินส์เปิดเผยว่า เรือยางติดเครื่องของหน่วยยามฝั่งจีน ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ 8 นาย แล่นเข้าใกล้ เรือรบ BRP Sierra Madre ที่ฟิลิปปินส์นำไปเกยตื้นไว้บนสันดอนโธมัสที่สองเพื่อใช้เป็นฐานประจำการ ก่อนถ่ายภาพและบันทึกวิดีโอ

เมื่อกองทัพเรือฟิลิปปินส์ส่งเรือยาง 2 ลำเข้าไปผลักดันเรือจีนให้ออกจากพื้นที่ เจ้าหน้าที่จีนได้ตอบโต้ด้วยการใช้ความรุนแรง โดยมีภาพวิดีโอความยาว 25 วินาทีที่กองทัพฟิลิปปินส์เผยแพร่ แสดงให้เห็นเจ้าหน้าที่จีนใช้กระบองไม้ฟาดศีรษะทหารเรือฟิลิปปินส์ที่อยู่บนเรือยาง

กองทัพฟิลิปปินส์ประณามการกระทำดังกล่าว พร้อมเรียกร้องให้กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน หน่วยยามฝั่งจีน และกองกำลังทางทะเลของจีน ยุติการกระทำที่ “ผิดกฎหมาย บีบบังคับ ก้าวร้าว และหลอกลวง” ในพื้นที่ที่ฟิลิปปินส์เรียกว่า ทะเลฟิลิปปินส์ตะวันตก (West Philippine Sea) และปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของศาลอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศปี 2559 ที่รับรองสิทธิทางทะเลของฟิลิปปินส์ตามกฎหมายระหว่างประเทศ

ด้านกระทรวงการต่างประเทศฟิลิปปินส์ระบุว่า การใช้ความรุนแรงต่อกำลังพลของกองทัพเรือเป็น “พฤติกรรมที่ยอมรับไม่ได้” และเตรียมดำเนินการประท้วงทางการทูตต่อจีน

อย่างไรก็ตาม หน่วยยามฝั่งจีนออกแถลงการณ์โต้แย้งว่า เรือของฟิลิปปินส์เพิกเฉยต่อคำเตือนหลายครั้ง พร้อมแล่นเข้ามาในลักษณะอันตราย พยายามล้อมและชนเรือตรวจการณ์ของจีน อีกทั้งกล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่ฟิลิปปินส์เป็นฝ่ายใช้ไม้พายและเสาไม้โจมตีเจ้าหน้าที่จีนก่อน ทำให้ฝ่ายจีนต้องใช้ “มาตรการตอบโต้ที่เหมาะสม” พร้อมยืนยันว่าได้ใช้ความอดทนสูงสุดในการควบคุมสถานการณ์

จีนยังกล่าวหาฟิลิปปินส์ว่าบิดเบือนข้อเท็จจริงและกล่าวหาอย่างเป็นเท็จ พร้อมเรียกร้องให้ยุติการละเมิดอธิปไตย การยั่วยุ และการเผยแพร่ข้อมูลที่สร้างความเข้าใจผิด

หนังสือพิมพ์โกลบัลไทมส์ ของรัฐบาลจีน ได้เผยแพร่วิดีโอความยาว 49 วินาที แสดงให้เห็นเจ้าหน้าที่ทั้งสองฝ่ายเผชิญหน้ากันโดยถือไม้พายและกระบอง ขณะที่เจ้าหน้าที่จีนประกาศผ่านเครื่องขยายเสียงว่า “นี่คือหน่วยยามฝั่งจีน โปรดออกจากพื้นที่ทันที”

ด้านกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์ประณามการกระทำของจีน โดยระบุว่าเป็นพฤติกรรม “อันตรายและก้าวร้าว” ต่อกำลังพลของกองทัพเรือฟิลิปปินส์ พร้อมชี้ว่าการยั่วยุซ้ำแล้วซ้ำเล่าของจีนต่อปฏิบัติการทางทะเลที่ชอบด้วยกฎหมายของฟิลิปปินส์ บ่อนทำลายสันติภาพและเสถียรภาพของภูมิภาค และขัดแย้งกับคำมั่นของจีนในการแก้ไขข้อพิพาทด้วยสันติวิธี

เหตุการณ์ล่าสุดเกิดขึ้นในช่วงที่กรุงมะนิลาเป็นเจ้าภาพการประชุมระดับรัฐมนตรีต่างประเทศของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ซึ่งจะมีนายหวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน เข้าร่วมด้วย โดยประเด็นความขัดแย้งในทะเลจีนใต้คาดว่าจะเป็นหัวข้อสำคัญของการหารือระหว่างชาติสมาชิกและประเทศคู่เจรจา

ทั้งนี้ สันดอนโธมัสที่สองตั้งอยู่ภายในเขตเศรษฐกิจจำเพาะ ระยะ 200 ไมล์ทะเลของฟิลิปปินส์ และอยู่ห่างจากชายฝั่งจีนแผ่นดินใหญ่ประมาณ 1,300 กิโลเมตร แม้จีนจะเรียกพื้นที่ดังกล่าวว่า แนวปะการังเหรินอ้าย (Ren’ai Reef) และอ้างกรรมสิทธิ์เหนือพื้นที่เกือบทั้งหมดของทะเลจีนใต้

ความตึงเครียดบริเวณนี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อเดือนมิถุนายน 2024 เคยเกิดเหตุปะทะรุนแรงระหว่างเจ้าหน้าที่ทั้งสองฝ่าย ส่งผลให้ทหารเรือฟิลิปปินส์นายหนึ่งสูญเสียนิ้วหัวแม่มือ ก่อนที่ทั้งสองประเทศจะบรรลุข้อตกลงชั่วคราวเพื่อให้ฟิลิปปินส์สามารถส่งกำลังบำรุงไปยังเรือ BRP Sierra Madre ได้ แต่เหตุปะทะครั้งล่าสุดสะท้อนว่าความขัดแย้งในพื้นที่ยังคงรุนแรงและเปราะบางต่อการเผชิญหน้าในอนาคต.

ที่มา Reuters / Associated Press

ยูเอ็นเผยเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์เอเชีย สูญเงินรวม 3.7 ล้านล้านบาทในปีเดียว

ยูเอ็นเผยเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์เอเชีย สูญเงินรวม 3.7 ล้านล้านบาทในปีเดียว

21 ก.ค. 2569 11:27 น.

ยูเอ็นเผยเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์เอเชีย สูญเงินรวม 3.7 ล้านล้านบาทในปีเดียว

สหประชาชาติระบุ เหยื่ออาชญากรรมหลอกลวงออนไลน์ในเอเชียตะวันออก เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ สูญเงินรวมสูงสุด 114,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 หรือราว 3.7 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 3 เท่าจากปีก่อน

วันที่ 21 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Office on Drugs and Crime: UNODC) เปิดเผยรายงานฉบับใหม่ว่า เหยื่ออาชญากรรมหลอกลวงทางออนไลน์ในเอเชียตะวันออก เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ สูญเสียเงินรวมระหว่าง 88,300-114,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 2.9-3.7 ล้านล้านบาท ในปี 2568 เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 3 เท่า เมื่อเทียบกับปี 2566 ที่ประเมินความเสียหายไว้เพียง 18,000-37,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 590,000 ล้านบาท-1.2 ล้านล้านบาท

รายงานระบุว่า การเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดของความเสียหายสะท้อนให้เห็นถึงการขยายตัวอย่างรวดเร็วของเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะขบวนการหลอกลงทุนและหลอกให้โอนเงินผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ รวมถึงการหลอกให้ลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซี และการหลอกลวงผ่านความสัมพันธ์เชิงโรแมนติก  

รายงานฉบับนี้ ชี้ว่า กัมพูชาและเมียนมา ได้กลายเป็นศูนย์กลางสำคัญของเครือข่ายแก๊งหลอกลวงออนไลน์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยผู้ก่อเหตุจำนวนหนึ่งสมัครใจเข้าร่วมขบวนการ ขณะที่อีกจำนวนมากตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์และถูกบังคับให้ทำงานในศูนย์ปฏิบัติการที่มีการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ก่อนหลอกลวงเหยื่อผ่านอินเทอร์เน็ตทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม ภายใต้แรงกดดันจากหลายประเทศ รวมถึงสหรัฐฯ อังกฤษ และจีน หลายรัฐบาลในภูมิภาคได้เพิ่มความเข้มงวดในการปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรม โดยในช่วงปีที่ผ่านมา ทางการกัมพูชาได้ส่งตัวผู้ต้องสงสัยที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นหัวหน้าเครือข่ายหลอกลวงหลายรายไปดำเนินคดีในจีน ขณะที่สหรัฐฯ และอังกฤษได้ประกาศคว่ำบาตรบริษัทและบุคคลที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหลอกลวงออนไลน์ ซึ่งเชื่อมโยงกับการค้ามนุษย์

รายงานยังระบุว่า ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา จีน เกาหลีใต้ และไต้หวัน เป็นพื้นที่ที่มีมูลค่าความเสียหายจากการหลอกลวงออนไลน์สูงที่สุดในภูมิภาค โดยแต่ละแห่งสูญเสียเงินหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ

โดย UNODC เตือนว่า เครือข่ายอาชญากรรมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแก๊งคอลเซ็นเตอร์หรือการหลอกลวงออนไลน์เท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงกับการค้ายาเสพติด การค้ามนุษย์ การลักลอบขนคนเข้าเมือง การฟอกเงิน และการลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ผิดกฎหมาย จนกลายเป็นระบบอาชญากรรมข้ามชาติที่มีความซับซ้อนมากขึ้น.

ที่มา AFP

เกาหลีเหนือปล่อยน้ำจากเขื่อนชายแดน ไม่แจ้งล่วงหน้า เกาหลีใต้จับตาใกล้ชิด

เกาหลีเหนือปล่อยน้ำจากเขื่อนชายแดน ไม่แจ้งล่วงหน้า เกาหลีใต้จับตาใกล้ชิด

21 ก.ค. 2569 11:02 น.

เกาหลีเหนือปล่อยน้ำจากเขื่อนชายแดน ไม่แจ้งล่วงหน้า เกาหลีใต้จับตาใกล้ชิด

เกาหลีใต้เผยเกาหลีเหนืออาจปล่อยน้ำจากเขื่อนฮวังกัง ใกล้ชายแดนโดยไม่แจ้งล่วงหน้า หลังฝนตกหนักหลายวัน พร้อมเฝ้าติดตามระดับน้ำในแม่น้ำอิมจิน หวั่นกระทบความปลอดภัยของประชาชนพื้นที่ชายแดน

วันที่ 20 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวยอนฮัป รายงานอ้างคำเปิดเผยของโฆษกกระทรวงสิ่งแวดล้อมของเกาหลีใต้ ที่ระบุว่า เกาหลีเหนือมีแนวโน้มปล่อยน้ำจาก เขื่อนฮวังกัง ซึ่งตั้งอยู่บริเวณต้นน้ำของแม่น้ำอิมจิน ใกล้พรมแดนระหว่างสองเกาหลี โดยไม่มีการแจ้งเตือนล่วงหน้า

รายงานระบุว่า ภาพถ่ายจากดาวเทียมเมื่อเวลา 20.47 น. ของวันอาทิตย์ แสดงให้เห็นว่ามีการระบายน้ำจากเขื่อนแห่งนี้ ขณะที่กระทรวงสิ่งแวดล้อมเกาหลีใต้ติดตามความเคลื่อนไหวของเขื่อนแห่งนี้ผ่านภาพถ่ายดาวเทียมวันละ 2-4 ครั้ง โดยคาดว่า การระบายน้ำมีสาเหตุมาจากฝนตกหนักในเกาหลีเหนือระหว่างวันศุกร์ถึงวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยพยากรณ์อากาศยังระบุว่าจะมีฝนตกต่อเนื่องในวันจันทร์และวันอังคาร

โดยตลอดช่วงฤดูมรสุมที่ผ่านมา การปล่อยน้ำจากเขื่อนของเกาหลีเหนือโดยไม่แจ้งล่วงหน้า สร้างความเสี่ยงต่อประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดนของเกาหลีใต้มาอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อเดือนกันยายน 2552 เคยเกิดเหตุระบายน้ำกะทันหัน ส่งผลให้ชาวเกาหลีใต้เสียชีวิตและสูญหายรวม 6 คน ซึ่งหลังเหตุการณ์นี้ เกาหลีเหนือเคยตกลงกับเกาหลีใต้เมื่อเดือนตุลาคม 2552 ว่าจะแจ้งล่วงหน้าก่อนปล่อยน้ำจากเขื่อน และมีการแจ้งเตือนเป็นระยะในปี 2553 และ 2556 ก่อนจะยุติการแจ้งเตือนในเวลาต่อมา.

ที่มา Yonhap

“ทรัมป์” ลั่น “เนทันยาฮู” จะไม่ถูกจับกุมระหว่างเยือนสหรัฐฯ หลังคำขู่นายกเทศมนตรีนิวยอร์ก

"ทรัมป์" ลั่น "เนทันยาฮู" จะไม่ถูกจับกุมระหว่างเยือนสหรัฐฯ หลังคำขู่นายกเทศมนตรีนิวยอร์ก

21 ก.ค. 2569 10:51 น.

“ทรัมป์” ลั่น “เนทันยาฮู” จะไม่ถูกจับกุมระหว่างเยือนสหรัฐฯ หลังคำขู่นายกเทศมนตรีนิวยอร์ก

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันว่า นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล จะไม่ถูกจับกุมไม่ว่ากรณีใด ๆ ระหว่างเดินทางเยือนสหรัฐฯ แม้นายโซห์ราน มัมดานี นายกเทศมนตรีนครนิวยอร์กกำลังพิจารณาความเป็นไปได้ในการดำเนินการตามหมายจับของศาลอาญาระหว่างประเทศ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้โพสต์ข้อความผ่านทรูธโซเชียล  โดยระบุอย่างตรงไปตรงมาว่า “เบนจามิน เนทันยาฮู จะไม่ถูกจับกุมไม่ว่าจะในรูปแบบใดหรือกรณีใดๆ ทั้งสิ้น ขณะที่อยู่ในสหรัฐอเมริกา”

การออกมาเคลื่อนไหวของทรัมป์มีขึ้น หลังจากที่นายโซห์ราน มัมดานี นายกเทศมนตรีนครนิวยอร์ก ซึ่งเปิดเผยตัวเป็นผู้พิจารณานโยบายวิพากษ์วิจารณ์อิสราเอลอย่างรุนแรง ได้เปิดเผยในรายการพอดแคสต์ “The Interview” ของเดอะนิวยอร์กไทมส์ว่า ฝ่ายกฎหมายของเมืองกำลังเร่งพิจารณาขอบเขตของกฎหมายว่าสามารถทำสิ่งใดได้บ้าง เนื่องจากเขามองว่าเนทันยาฮูเป็น “อาชญากรสงคราม” ที่มีหมายจับของศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) และควรไปปรากฏตัวที่กรุงเฮก

ทั้งนี้ เนทันยาฮูมีกำหนดการจะเดินทางมายังนครนิวยอร์กในเดือนกันยายนนี้ เพื่อเข้าร่วมการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ซึ่งนายกเทศมนตรีมัมดานีเคยหาเสียงไว้ก่อนหน้านี้ว่า จะสั่งการให้ตำรวจนิวยอร์กเข้าจับกุมเนทันยาฮูทันทีหากเดินทางเข้าเขตนครนิวยอร์ก

ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายในสหรัฐฯ ให้ความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า นายกเทศมนตรีนครนิวยอร์กไม่มีอำนาจทางกฎหมายในการจับกุมผู้นำต่างชาติ เนื่องจากกฎหมายสหรัฐฯ ห้ามมิให้มีการคุมขัง คุกคาม หรือขัดขวางเจ้าหน้าที่ระดับสูงและผู้นำรัฐต่างประเทศ โดยผู้ฝ่าฝืนมีโทษจำคุกสูงสุด 3 ปี

พระราชบัญญัติคุ้มครองบุคลากรทางการทหารสหรัฐฯ ปี 2002 (ASPA) ห้ามไม่ให้หน่วยงานระดับท้องถิ่นหรือเทศบาลประสานงาน หรือให้ความช่วยเหลือใดๆ แก่ ICC นอกจากนั้น สหรัฐฯ และอิสราเอล ไม่ได้เป็นสมาชิก ICC ทำให้ทั้งสองประเทศไม่ได้อยู่ภายใต้เขตอำนาจศาลของ ICC และมองว่าหมายจับดังกล่าว “ไม่มีความชอบธรรม”

ด้านสำนักนายกรัฐมนตรีอิสราเอลได้ออกมาตอบโต้มัมดานีผ่าน X โดยระบุว่า ICC เป็นเพียง “ศาลปาหี่” และหมายจับดังกล่าวก็เป็นเรื่องไร้สาระ พร้อมกล่าวว่า “นายมัมดานีควรเอาเวลาไปเบนความสนใจออกจากความผิดพลาดในการบริหารเมืองของตนเอง มากกว่าจะมาโจมตีผู้นำของรัฐยิวซึ่งเป็นประชาธิปไตยแห่งเดียวในตะวันออกกลาง”

นอกจากนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ยังระบุเสริมในโพสต์ของเขา โดยยกย่องเนทันยาฮูว่าเป็นผู้นำที่กำลังต่อสู้กับสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน และชี้ว่าผู้ที่ควรถูกจับกุมจริงๆ คือกลุ่มผู้นำอิหร่านที่นำพาภูมิภาคไปสู่ “วงจักรแห่งความตายและการทำลายล้าง”

ท่าทีล่าสุดนี้ตอกย้ำความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างรัฐบาลทรัมป์และอิสราเอล รวมถึงการต่อต้านอำนาจของศาล ICC ซึ่งล่าสุดคว่ำบาตรและพยายาม “รื้อถอน” โครงสร้างการทำงานของ ICC โดยอ้างว่าองค์กรดังกล่าวคุกคามอธิปไตยของสหรัฐฯ และพันธมิตร.

ที่มา Reuters / The Times of Israel

อายุเป็นเพียงตัวเลข! คุณตาวัย 105 ปี กระโดดร่มฉลองวันเกิด ทำฝันใน Bucket List ให้เป็นจริง

อายุเป็นเพียงตัวเลข! คุณตาวัย 105 ปี กระโดดร่มฉลองวันเกิด ทำฝันใน Bucket List ให้เป็นจริง

21 ก.ค. 2569 10:27 น.

อายุเป็นเพียงตัวเลข! คุณตาวัย 105 ปี กระโดดร่มฉลองวันเกิด ทำฝันใน Bucket List ให้เป็นจริง

อดีตทหารเรือสหรัฐวัย 105 ปี จากเมืองบาร์เร รัฐนิวยอร์ก สร้างความฮือฮาด้วยการกระโดดร่มจากเครื่องบิน เพื่อตอบโจทย์ความฝันอีกหนึ่งข้อในชีวิต ระหว่างการฉลองวันเกิดของตนเอง 

สเปอร์เจียน “บัตช์” คาร์ลสัน กระโดดร่มร่วมกับครูฝึก เมื่อช่วงบ่ายวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ท่ามกลางครอบครัว เพื่อน และชาวชุมชนที่มาร่วมให้กำลังใจและชมเหตุการณ์สำคัญครั้งนี้

หลังลงจอดอย่างปลอดภัย คุณตาวัย 105 ปี ยิ้มกว้างด้วยความดีใจ พร้อมบอกว่า การกระโดดร่มครั้งนี้เป็นประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยม และยอมรับว่าแทบไม่รู้สึกหวาดกลัวเลย เพราะเป็นสิ่งที่ตั้งใจอยากทำมานานแล้ว

คาร์ลสันเป็นอดีตทหารผ่านศึกกองทัพเรือสหรัฐฯ ที่เคยรับราชการในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เขาต้องการพิสูจน์ว่า แม้อายุจะมากแล้ว แต่ก็ยังสามารถทำสิ่งท้าทายและใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่ หากร่างกายยังพร้อมและมีการเตรียมตัวอย่างเหมาะสม

การกระโดดร่มครั้งนี้ยังทำให้หลายคนจับตาว่า เขาอาจมีโอกาสสร้างประวัติศาสตร์ เนื่องจากข้อมูลของ กินเนสส์ เวิลด์ เรคคอร์ด ระบุว่า ผู้ที่มีอายุมากที่สุดที่เคยกระโดดร่มมีอายุ 106 ปี นั่นหมายความว่า คาร์ลสันซึ่งมีอายุ 105 ปี ยังขาดอีกเพียง 1 ปี ก็จะมีโอกาสทาบหรืออาจทำลายสถิติโลกได้ หากยังคงตัดสินใจกระโดดร่มอีกครั้ง

เรื่องราวของอดีตทหารผ่านศึกวัย 105 ปีรายนี้ ได้สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนจำนวนมาก พร้อมตอกย้ำว่า การทำตามความฝันไม่จำเป็นต้องมีข้อจำกัดเรื่องวัย และไม่เคยมีคำว่าสายเกินไปสำหรับการเริ่มต้นประสบการณ์ใหม่ในชีวิต.

ที่มา : Abcnews

สหรัฐฯ ออกประกาศเตือนพลเมืองทั่วโลก ระวังเหตุรุนแรงจากวิกฤตตะวันออกกลาง

สหรัฐฯ ออกประกาศเตือนพลเมืองทั่วโลก ระวังเหตุรุนแรงจากวิกฤตตะวันออกกลาง

21 ก.ค. 2569 09:11 น.

สหรัฐฯ ออกประกาศเตือนพลเมืองทั่วโลก ระวังเหตุรุนแรงจากวิกฤตตะวันออกกลาง

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ออกประกาศเตือนชาวอเมริกันทั่วโลก โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในตะวันออกกลาง ให้เพิ่มความระมัดระวัง หลังสถานการณ์ความตึงเครียดเสี่ยงบานปลาย และอาจเกิดการโจมตีผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ในต่างประเทศ

วันที่ 21 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกาออกประกาศเตือนการเดินทางทั่วโลก  โดยขอให้พลเมืองอเมริกันทั่วโลก โดยเฉพาะผู้ที่พำนักหรือเดินทางอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง เพิ่มความระมัดระวังด้านความปลอดภัย ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดที่ยังคงทวีความรุนแรง

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุในประกาศว่า สถานการณ์ด้านความมั่นคงในตะวันออกกลางยังคงมีความซับซ้อน และมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดการยกระดับความขัดแย้งโดยไม่คาดคิด จึงขอให้ชาวอเมริกันติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น

รายงานยังระบุว่า สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลของสหรัฐฯ ทั้งในตะวันออกกลางและประเทศอื่น ๆ เคยตกเป็นเป้าหมายการโจมตีมาแล้ว ขณะที่กระทรวงเตือนว่า กลุ่มที่สนับสนุนอิหร่านอาจก่อเหตุโจมตีผลประโยชน์ของสหรัฐฯ หรือสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐฯ และชาวอเมริกันในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก

การประกาศเตือนครั้งนี้มีขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นจากการสู้รบระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งดำเนินมาอย่างต่อเนื่องหลายวัน และสร้างความกังวลว่าความขัดแย้งอาจขยายวงกว้างออกไปนอกภูมิภาคตะวันออกกลาง

สื่อสหรัฐฯ รายงานว่า ก่อนหน้านี้กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เคยออกประกาศเตือนการเดินทางทั่วโลกครั้งล่าสุดเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ในช่วงที่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีตอบโต้กับอิหร่านอย่างรุนแรง.

หญิงออสเตรเลียคลอดลูกแฝด 4 คนที่แบบตั้งครรภ์ตามธรรมชาติ แพทย์ชี้โอกาสเกิดเพียง 1 ใน 15 ล้าน

หญิงออสเตรเลียคลอดลูกแฝด 4 คนที่แบบตั้งครรภ์ตามธรรมชาติ แพทย์ชี้โอกาสเกิดเพียง 1 ใน 15 ล้าน

21 ก.ค. 2569 09:04 น.

หญิงออสเตรเลียคลอดลูกแฝด 4 คนที่แบบตั้งครรภ์ตามธรรมชาติ แพทย์ชี้โอกาสเกิดเพียง 1 ใน 15 ล้าน

หญิงชาวออสเตรเลีย วัย 34 ปี ให้กำเนิดลูกสาวแฝด 4 คน ที่เกิดจากการตั้งครรภ์ตามธรรมชาติ ซึ่งพบได้ยากมาก มีโอกาสเกิดได้เพียง 1 ใน 15 ล้านคน และแพทย์ระบุว่าเป็นการตั้งครรภ์ความเสี่ยงสูง 

วันที่ 20 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าว BBC รายงานว่า คณะแพทย์โรงพยาบาลสตรีรอยัลบริสเบน ในเมืองบริสเบน ของออสเตรเลีย เปิดเผยว่า นางเจนิทาร์ นาอาโมอานา วัย 34 ปี ให้กำเนิดลูกสาวฝาแฝด 4 แท้จากการตั้งครรภ์ตามธรรมชาติ หลังแพทย์ดูแลอย่างใกล้ชิดตลอดการตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงสูง

รายงานระบุว่า ทารกทั้ง 4 คน ได้แก่ เอมิลี แฮร์เรียต แคเธอรีน และอเล็กซา ลืมตาดูโลกด้วยการผ่าตัดคลอดเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ขณะอายุครรภ์ 28 สัปดาห์ 4 วัน โดยทั้งหมดเป็นแฝดแท้ 4 คน (Monozygotic Quadruplets) ซึ่งเกิดจากไข่ที่ปฏิสนธิเพียงใบเดียวแบ่งตัวออกเป็นตัวอ่อน 4 ตัว 

แพทย์หญิงอเล็กซา เบนดอลล์ สูตินรีแพทย์ผู้ดูแลการตั้งครรภ์ เปิดเผยว่า การตั้งครรภ์ลักษณะนี้พบได้เพียงประมาณ 1 ใน 15 ล้านการตั้งครรภ์ และยิ่งกรณีที่ทารกทั้ง 4 ใช้รกเดียวกัน ยิ่งถือว่าหาได้ยากอย่างยิ่ง พร้อมระบุว่าเป็นการตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงสูง ทั้งต่อมารดาและทารก

รายงานข่าวระบุว่า ทางโรงพยาบาลรับตัวนางนาอาโมอานาเข้าพักรักษาตั้งแต่อายุครรภ์ 25 สัปดาห์ เพื่อเฝ้าติดตามอาการอย่างใกล้ชิด โดยทีมแพทย์ตั้งเป้าหมายให้สามารถประคองการตั้งครรภ์จนถึง 28 สัปดาห์ ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จเกินความคาดหมาย เพราะทารกทั้ง 4 คนคลอดออกมาอย่างปลอดภัยและมีสุขภาพแข็งแรง

แพทย์หญิงเบนดอลล์กล่าวชื่นชมมารดาว่า สามารถผ่านการตั้งครรภ์ที่ยากลำบากมาได้โดยแทบไม่เกิดภาวะแทรกซ้อน และรู้สึกซาบซึ้งที่ครอบครัวตั้งชื่อลูกสาวคนหนึ่งว่า “อเล็กซา” เพื่อเป็นเกียรติแก่เธอ

โดยแพทย์ระบุว่าทารกทั้ง 4 คนมีอาการแข็งแรงและตอบสนองต่อการรักษาเป็นอย่างดีขณะนี้ทารกยังพักรักษาตัวอยู่ในหอผู้ป่วยทารกแรกเกิดวิกฤต จนกว่าจะมีพัฒนาการเทียบเท่าทารกครบกำหนดคลอด 

ขณะที่นางนาอาโมอานาและสามี นายจอร์แธม นาอาโมอานา มีลูกอยู่แล้ว 4 คน อายุระหว่าง 1-10 ปี ทำให้ปัจจุบันทั้งคู่มีลูกทั้งหมด 8 คน และได้เปิดระดมทุนผ่านทางออนไลน์เพื่อนำเงินไปซื้อรถตู้ที่มีที่นั่งอย่างน้อย 10 ที่นั่ง สำหรับใช้เดินทางพร้อมสมาชิกทั้งครอบครัว

ทั้งนี้ แพทย์ระบุว่า การคลอดลูกแฝด 4 จากการตั้งครรภ์ตามธรรมชาติโดยทั่วไปพบได้ประมาณ 1 ใน 700,000 การคลอด แต่กรณีของแฝดแท้ทั้ง 4 คนที่เกิดจากไข่ใบเดียวแบ่งตัวออกเป็นตัวอ่อน 4 ตัวนั้น นับเป็นปรากฏการณ์ที่หายากยิ่งกว่า และสร้างความสนใจในวงการแพทย์ทั่วโลก.

ที่มา BBC

สุดสลด! เพื่อนกระโดดลงน้ำช่วยเพื่อนกำลังจะจม สุดท้ายเสียชีวิต 5 ศพในแม่น้ำโอไฮโอ

สุดสลด! เพื่อนกระโดดลงน้ำช่วยเพื่อนกำลังจะจม สุดท้ายเสียชีวิต 5 ศพในแม่น้ำโอไฮโอ

21 ก.ค. 2569 08:59 น.

สุดสลด! เพื่อนกระโดดลงน้ำช่วยเพื่อนกำลังจะจม สุดท้ายเสียชีวิต 5 ศพในแม่น้ำโอไฮโอ

เกิดเหตุสลดในรัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา หลังมีผู้เสียชีวิตถึง 5 ราย จากความพยายามลงไปช่วยผู้ที่กำลังจะจมน้ำในแม่น้ำ โดยเด็กคนหนึ่งวิ่งออกไปขอความช่วยเหลือ จนนำไปสู่การแจ้งเหตุฉุกเฉิน 911

สำนักข่าว AP รายงานว่า เหตุสลดเกิดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์บริเวณแม่น้ำไซโอโต ในเมืองพาวเวลล์ ชานเมืองโคลัมบัส รัฐโอไฮโอ โดยกลุ่มผู้เสียชีวิตได้เดินทางมาพักผ่อนริมแม่น้ำ ก่อนที่หนึ่งในสมาชิกจะลงไปว่ายน้ำ

เจฟฟรีย์ บัลเซอร์ นายอำเภอเขตเดลาแวร์ เปิดเผยว่า ช่วงเวลานั้นเองคือจุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรม เมื่อผู้ที่ลงไปว่ายน้ำมีทีท่าว่าจะจมน้ำ ทำให้คนอื่น ๆ พากันกระโดดลงไปช่วย แต่กลับถูกกระแสน้ำพัดจนตกอยู่ในอันตรายเช่นกัน

ระหว่างเกิดเหตุ เด็กคนหนึ่งที่อยู่ในกลุ่มตัดสินใจวิ่งออกไปตามถนนเพื่อขอความช่วยเหลือ จนมีผู้ขับรถผ่านมาพบและโทรแจ้งสายด่วน 911 ส่งผลให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยเร่งเข้าค้นหา

เจ้าหน้าที่สามารถช่วยเหลือและนำหญิง 2 คนขึ้นจากแม่น้ำได้เมื่อวันอาทิตย์ แต่ทั้งคู่เสียชีวิตในเวลาต่อมาที่โรงพยาบาล ส่วนเช้าวันจันทร์เจ้าหน้าที่ค้นพบร่างของผู้ชายอีก 3 คนในแม่น้ำ ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตรวมเป็น 5 ราย ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ยังไม่เปิดเผยจุดที่พบร่างผู้เสียชีวิตแต่ละราย และอยู่ระหว่างการแจ้งญาติ

ข้อมูลจากสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐ (USGS) ระบุว่า ในวันเกิดเหตุระดับน้ำในแม่น้ำไซโอโตสูงและไหลเชี่ยวผิดปกติ โดยอัตราการไหลของน้ำอยู่ที่ประมาณ 350 ลูกบาศก์ฟุตต่อวินาที หรือราว 10 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพิ่มขึ้นมากกว่า 4 เท่าเมื่อเทียบกับช่วง 3 วันก่อนหน้า และสูงกว่าค่าเฉลี่ยมากกว่า 2 เท่า

หลังเกิดเหตุ เด็ก 2 คนที่มีอายุต่ำกว่า 10 ปี ซึ่งอยู่ในที่เกิดเหตุ ได้รับการดูแลจากหน่วยงานคุ้มครองเด็กและครอบครัวเป็นการชั่วคราว

นายอำเภอบัลเซอร์กล่าวเตือนประชาชนว่า ผู้ที่ลงเล่นน้ำควรประเมินสภาพแหล่งน้ำและความสามารถของตนเองทุกครั้ง โดยเฉพาะในช่วงที่ระดับน้ำสูงและกระแสน้ำไหลแรง และควรมีคนอยู่ใกล้ ๆ เพื่อแจ้งขอความช่วยเหลือหากเกิดเหตุฉุกเฉิน

โศกนาฏกรรมครั้งนี้เกิดขึ้นเพียง 2 วัน หลังจากเกิดเหตุน้ำป่าไหลหลากในรัฐยูทาห์ ซึ่งพัดนักเดินป่าเสียชีวิต 5 ราย สะท้อนถึงอันตรายจากกระแสน้ำที่เชี่ยวกรากในหลายพื้นที่ของสหรัฐฯ ช่วงฤดูฝนและพายุในขณะนี้.

ที่มา : AP