ไอซ์ รักชนก ร้อง ป.ป.ช.สอบ TH-AI Passport ชี้พิรุธล็อกสเปก-ส่อฮั้วประมูล

1 กันยายน 2569 เวลา 14:19 น.

‘รักชนก-ธีระชาติ’ ยื่น ป.ป.ช. สอบโครงการ TH-AI Passport ชี้พิรุธล็อกสเปก-ส่อฮั้วประมูล หวังวันฟ้าสีทองได้เห็นคนทำผิดติดคุก

วันที่ 1 กันยายน 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน พร้อมด้วย นายธีระชาติ ก่อตระกูล ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการติดตามงบประมาณฯ นำสำนวนพร้อมพยานหลักฐานเข้ายื่นต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อขอให้ตรวจสอบความโปร่งใสของโครงการ TH-AI Passport

น.ส.รักชนก ระบุว่า บุคคลที่ถูกกล่าวหาในครั้งนี้ ประกอบด้วย นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, ปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ, เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.), ประธานคณะร่าง TOR และบุคคลที่เกี่ยวข้องจากบริษัท Human Intelligent

สำหรับ นายไชยชนก เป็นข้อกล่าวหาในความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เนื่องจากเมื่อปรากฏข้อพิรุธและความผิดปกติของโครงการแล้ว กลับไม่ได้พยายามหยุดยั้งหรือหาทางยกเลิกโครงการ ขณะที่ข้าราชการรายอื่นเป็นผู้รับนโยบายมาผลักดันและมีส่วนเกี่ยวข้องกับการยกร่าง TOR โดยหนึ่งในข้อพิรุธสำคัญคือ การกำหนดสเปกใน TOR ด้านการประชาสัมพันธ์ ที่ระบุว่าต้องประชาสัมพันธ์บนจอบิลบอร์ดไม่น้อยกว่า 400 จุดทั่วประเทศ, จอในร้านสะดวกซื้อไม่น้อยกว่า 6,000 จอ ในสาขาไม่น้อยกว่า 1,500 แห่ง และจอในห้างสรรพสินค้าไม่น้อยกว่า 200 จุด ซึ่งมีผู้ประกอบการเพียงไม่กี่รายที่สามารถตอบโจทย์เงื่อนไขดังกล่าวได้

น.ส.รักชนก กล่าวต่อไปว่า ข้อน่าสังเกตอีกประการคือ ความเชื่อมโยงระหว่างบริษัท Human Intelligent กับบริษัทที่ครอบครองสื่อจอประชาสัมพันธ์ทั่วประเทศ ซึ่งพบว่ามีผู้รับผลประโยชน์สุดท้าย (UBO) กลุ่มเดียวกัน และมีที่ตั้งจดทะเบียนอยู่ในสถานที่เดียวกัน โดยพรรคประชาชนได้ทักท้วงประเด็นนี้มาอย่างต่อเนื่อง แต่กระทรวงดิจิทัลฯ กลับไม่ได้ดำเนินการใดๆ ตามข้อทักท้วง

นอกจากนี้ ยังมีการเปลี่ยนรูปแบบการจ่ายเงินของโครงการ โดยสัญญาในช่วงแรกกำหนดให้เป็นการเหมาจ่าย ซึ่งต่อให้มีผู้ลงทะเบียนใช้งานเพียงคนเดียว เอกชนคู่สัญญาก็จะได้รับเงินเต็มจำนวนประมาณ 1,600 ล้านบาท ก่อนที่จะมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบมาเป็นการจ่ายตามการใช้งานจริง (Pay per use) ในภายหลัง

“จุดหมายปลายทางของเรา เราย้ำอีกครั้งว่าเราอยากที่จะยกเลิกโครงการนี้ กลับไปเริ่มต้นใหม่เลย ถ้าท่านคิดว่ามันดีจริง มันคุ้มค่า ท่านกลับไปเริ่มต้นใหม่ในแบบที่มันถูกต้อง กลับไปเขียน TOR ให้ทุกคนสามารถเข้าแข่งขันได้” น.ส.รักชนก กล่าว

น.ส.รักชนก กล่าวเพิ่มเติมว่า จากข้อมูลล่าสุดที่ได้รับเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 มีผู้ลงทะเบียนประมาณ 1.3 ล้านคน และมีผู้ใช้งานจริง (Active user) ประมาณ 1 แสนคน เมื่อคิดจากค่าใช้จ่ายต่อหัวตามที่กระทรวงระบุไว้ หากยังใช้สัญญาแบบเหมาจ่ายเดิม รัฐจะต้องจ่ายเงินสูงถึง 1,600 ล้านบาท ทั้งที่มูลค่าการใช้งานจริงอยู่ที่เพียงไม่กี่ล้านบาท จึงน่าตั้งข้อสังเกตว่า โครงการดังกล่าวเป็นการหากินกับเงินนอกงบประมาณ หรือเป็นการปั้นโครงการขึ้นมาเพื่อผันเงินไปยังบริษัทที่สนับสนุนระบอบสีน้ำเงินหรือไม่ ซึ่งหากพรรคประชาชนไม่นำเรื่องนี้มาตีแผ่ให้สาธารณะจับตา เอกชนก็อาจได้รับส่วนต่างประมาณ 1,500 ล้านบาทจากรูปแบบสัญญาเดิมไปแล้ว

เมื่อถามว่าการยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. ครั้งนี้จะสามารถหยุดโครงการได้หรือไม่ น.ส.รักชนก ตอบว่า มาถึงวันนี้คงไม่สามารถหยุดโครงการได้แล้ว แต่คาดหวังว่าจะต้องมีผู้รับผิดชอบและถูกลงโทษ

“ปลายทางสุดท้ายแล้ว ถ้าคดีสิ้นสุด ดิฉันก็อยากเห็นคนติดคุก ในเมื่อกล้าที่จะผลักดันออกมา ท้าทายสายตาประชาชน ท้าทายการจับตาของสื่อ ท้าทายกฎหมายมากๆ ถึงปลายทางสุดท้าย ถ้าฟ้าสีทองมันผ่องอำไพขึ้นมาสักวันหนึ่ง ดิฉันก็อยากเห็นคนกระทำผิดต้องติดคุก ต้องรับโทษ” น.ส.รักชนก กล่าว

พร้อมกันนี้ น.ส.รักชนก ยังตั้งคำถามถึงการทำงานของ ป.ป.ช. ว่าอาจเข้ามาตรวจสอบโครงการนี้ช้าเกินไปหรือไม่ เมื่อเปรียบเทียบกับบางโครงการในอดีตที่ ป.ป.ช. เคยออกข้อสังเกตหรือเข้ามามีบทบาทตั้งแต่โครงการยังไม่ทันได้เดินหน้า จึงน่าสงสัยว่ามีเหตุแห่งผลประโยชน์ทับซ้อนหรือมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับบุคคลในระบอบสีน้ำเงินหรือไม่ ที่ทำให้ ป.ป.ช. ไม่ได้ทำงานอย่างเต็มที่

ทั้งนี้ ตนไม่ได้คาดหวังอะไรกับ ป.ป.ช. แต่เหตุผลที่ต้องมายื่นเรื่องเพราะต้องการให้สังคมร่วมกันจับตาว่า เมื่อมีโครงการที่ถูกตั้งข้อสังเกตถึงความผิดปกติและการทุจริตอย่างต่อเนื่อง ป.ป.ช. จะดำเนินการอย่างไรต่อไป และหน้าที่ของตนในฐานะผู้แทนคือการตีแผ่ความผิดปกติให้ประชาชนได้รับรู้

น.ส.รักชนก กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ ได้โกหกผ่านสื่อสาธารณะหลายครั้ง กรณีที่ระบุว่าให้ความร่วมมือกับคณะกรรมาธิการติดตามงบประมาณฯ เป็นอย่างดี เพราะจากเอกสารหลายสิบฉบับที่กรรมาธิการร้องขอไป กลับได้รับมาเพียง 9 ฉบับ และประมาณครึ่งหนึ่งเป็นเอกสารสาธารณะที่กรรมาธิการไม่ได้ร้องขอ ขณะที่เอกสารสำคัญ เช่น ข้อเสนอเชิงเทคนิคของบริษัทที่เข้าร่วมประมูล และเอกสารแนบท้ายสัญญาฉบับล่าสุด ทางกรรมาธิการยังไม่ได้รับครบถ้วน จึงต้องใช้อำนาจตามกฎหมายเรียกเอกสารดังกล่าว โดยกำหนดให้จัดส่งภายในวันที่ 8 กันยายน ก่อนที่จะมีการประชุมเรื่อง TH-AI Passport อีกครั้งในวันที่ 10 กันยายนนี้

ด้านนายธีระชาติ กล่าวว่า จากเอกสารที่ได้รับมาเพียงบางส่วน พบข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า แม้ TOR จะกำหนดให้มี AI อย่างน้อย 8 ราย และตัวโครงการนำเสนอว่ามี AI มากกว่า 10 ราย แต่จากเอกสารที่พบกลับมีใบอนุญาตจาก Google ประเทศไทยเพียงรายเดียว ตนจึงขอตั้งคำถามถึงการออกแบบ TOR เพราะยิ่งได้รับเอกสารมากขึ้น ก็ยิ่งพบจุดผิดปกติเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

นอกจากนี้ หลังเปิดใช้งานจริง ประเด็นเรื่อง Token และส่วนต่างระหว่างสัญญาเหมาจ่ายเดิมกับระบบ Pay per use ยิ่งเห็นได้ชัดเจนขึ้น โดยหากมี Active user ประมาณ 1 แสนคน ค่าใช้จ่ายตามการใช้งานจริงจะอยู่ที่เพียงไม่กี่ล้านบาท ขณะที่วงเงินตามรูปแบบเดิมตั้งไว้กว่า 1,600 ล้านบาท จึงเกิดคำถามขึ้นมาว่า การจัดซื้อจัดจ้างที่ผ่านการประมูลมาแล้ว กลับมีส่วนต่างมหาศาลในระดับนี้ได้อย่างไร และมีใครต้องรับผิดชอบหรือไม่

นายธีระชาติ กล่าวทิ้งท้ายว่า หน้าที่ของกรรมาธิการไม่ใช่การชี้ว่าใครผิดหรือถูก แต่คือการนำข้อมูลออกมาเปิดเผยให้สาธารณะได้รับรู้มากที่สุด ส่วนการวินิจฉัยความผิดเป็นหน้าที่ของหน่วยงานตรวจสอบ ซึ่งหากหน่วยงานตรวจสอบและกระทรวงดิจิทัลฯ ขยับตัวเร็วกว่านี้ ปัญหาก็อาจไม่เดินมาถึงจุดปัจจุบัน

TH-AI Passportพรรคประชาชนรักชนก ศรีนอก

อนุทิน เผย จุลพันธ์ ต้นคิด เปิดบ้านชวนครม.กินข้าว​ บอกมีเรื่องคุยเยอะแยะแต่ไม่ขอโชว์ฝีมือเดี๋ยวไม่มีใครมา

1 กันยายน 2569 เวลา 14:10 น.

เมื่อวันที่ 1 ก.ย.2569 น. ที่ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ภายหลังการแถลงข่าวผลประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร)จังหวัดสงขลา นายอนุทินชาญวีรกูลนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ได้ยืนคุยกับนายจุลพันธ์อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน ที่หน้าห้องประชุม

ซึ่งเมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงการเชิญรัฐมนตรีในพรรคร่วมรัฐบาลรับประทานอาหารที่บ้านพักในวันที่ 6 กันยายนนี้ได้มีการแจ้งรัฐมนตรีแล้วหรือยัง โดยนายกฯ กล่าวว่า “นี่ไงถามท่านจุลพันธ์สิ “

ผู้สื่อข่าวจึงหันไปถามนายจุลพันธ์ ว่าวันที่ 6 กันยายน นี้นายกรัฐมนตรีได้แจ้งแล้วหรือยัง นายจุลพันธ์จึงตอบว่า”แจ้งแล้วสิ”

ซึ่งนายกฯที่ยืนฟังอยู่ข้างๆจึงเอื้อมมือไป ขยับปกคอเสื้อของนายจุลพันธ์ พร้อมถามว่า”ใครรีดผ้าให้”

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่านายกฯเปิดบ้านตัวเองเลี้ยงเลยใช่หรือไม่ นายกฯตอบว่าก็เชิญมาทานข้าวเย็นด้วยกันที่บ้าน แต่ต้นความคิดคือนายจุลพันธ์

เมื่อถามว่าในวงกินข้าววันนั้นจะมีประเด็นอะไรพูดคุยกันเป็นพิเศษหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เดี๋ยวก็คุยกันเรื่องเยอะแยะ

เมื่อถามว่าจะโชว์ฝีมือเป็นเชฟเองเลยหรือไม่ นายกฯ ตอบว่า”ไม่เอาเดี๋ยวไม่มีคนมา”ก่อนจะหัวเราะชอบใจ

เมื่อถามถึงกรณีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง จะมีการนัดประชุมคณะกรรมการนโยบาย การประกอบกิจการดาต้าเซนเตอร์​หรือบอร์ดดาต้าเซนเตอร์เพื่อวางกรอบการทำงานและการส่งเสริมการลงทุน การตั้งเซ็นเตอร์ในประเทศไทย ทั้งรายเก่าและรายใหม่ ได้รับรายงานแล้วหรือยัง นายกฯ กล่าวว่า​ ยัง ซึ่งนายเอกนิติ เรียกประชุมในวันที่ 4 กันยายนนี้

กินข้าวจุลพันธ์นายกฯแนวหน้าออนไลน์

รมว.สุชาติ นำคณะ ทส. ร่วม ครม.สัญจรสงขลา ติดตามการบริหารจัดการน้ำ เพิ่มน้ำต้นทุน-น้ำบาดาล ควบคู่ดูแลป่าและสัตว์ป่า ภายใต้ ทส.หนึ่งเดียว

1 กันยายน 2569 เวลา 13:52 น.

1 กันยายน 2569 ก่อนเข้าร่วมการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ครั้งที่ 1/2569 จังหวัดสงขลา นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) พร้อมด้วย ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ปกท.ทส.) และผู้บริหารกระทรวงฯ ลงพื้นที่ร่วมกับคณะรัฐมนตรี นำโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เพื่อติดตามการบริหารจัดการน้ำและแนวทางป้องกันอุทกภัยในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ ณ โครงการเพิ่มประสิทธิภาพแก้มลิงคลองเรียน ตำบลคอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพิ่มศักยภาพพื้นที่ในการรองรับและชะลอน้ำก่อนระบายออกอย่างเหมาะสม เพื่อลดความเสี่ยงและผลกระทบจากอุทกภัยในเขตเมืองหาดใหญ่ ซึ่งมีพื้นที่ชุมชนและเศรษฐกิจในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่รวม 103 ชุมชน พร้อมวางแนวทางบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ

จากนั้น นายสุชาติ รมว.ทส. เข้าร่วมการประชุม ครม.สัญจร ครั้งที่ 1/2569 ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี จังหวัดสงขลา โดยที่ประชุมรับทราบการดำเนินงานของ ทส. ในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งมุ่งเน้นการบริหารจัดการน้ำ การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำและลดผลกระทบต่อประชาชน ควบคู่กับการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ โดยมีการดำเนินงานสำคัญ ดังนี้

1. การเพิ่มน้ำต้นทุน ดูแลน้ำเพื่อประชาชนและระบบนิเวศ ทส. ดำเนินโครงการปรับปรุงเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนพรุสาคู บ้านไร่ ตำบลบ้านพรุ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยได้บริหารจัดการแหล่งน้ำให้สอดคล้องกับความต้องการของพื้นที่ ทั้งด้านการอุปโภคบริโภค การเกษตร และการรักษาระบบนิเวศ พร้อมบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน กลุ่มผู้ใช้น้ำ และประชาชน ควบคู่กับการดูแลคุณภาพน้ำ ฟื้นฟูระบบนิเวศ เพิ่มพื้นที่สีเขียว และปลูกต้นไม้ที่เหมาะสมกับพื้นที่ รวมทั้งติดตามผลและรับฟังปัญหาจากประชาชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การบริหารจัดการแหล่งน้ำตอบสนองต่อความต้องการของพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2. การเร่งพัฒนาน้ำบาดาล สร้างความมั่นคงด้านน้ำระดับชุมชน ทส. ดำเนินโครงการพัฒนาน้ำบาดาลเพื่อความมั่นคงระดับชุมชน วัดทุ่งฆ้อโฆสิตาราม หมู่ที่ 2 ตำบลนาหม่อม อำเภอนาหม่อม จังหวัดสงขลา โดยได้เร่งดำเนินโครงการที่ได้รับงบประมาณแล้วให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อเพิ่มแหล่งน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภคของประชาชนพร้อมทั้งสำรวจปัญหาและความต้องการของชุมชนที่ยังขาดแคลนน้ำ เพื่อใช้ประกอบการจัดสรรงบประมาณและกำหนดแนวทางแก้ไขในระยะต่อไป

3. การดูแลสัตว์ป่าและป่าอนุรักษ์ ควบคู่การใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสม โดย ทส. ได้หารือแนวทางดำเนินงานภายหลังการถอดนกปรอดหัวโขนออกจากบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครอง พร้อมจัดทำฐานข้อมูลนกปรอดหัวโขนร่วมกับหน่วยงานและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้ติดตามประชากรในธรรมชาติและกำกับดูแลการใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสม โดยไม่กระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ ขณะเดียวกัน ได้กำชับให้เร่งดำเนินการมอบหนังสือแสดงที่อยู่อาศัยหรือทำกินภายในเขตป่าอนุรักษ์ให้เป็นไปตามกรอบเวลาที่กำหนด เพื่อสร้างความชัดเจนและความมั่นคงให้แก่ประชาชนในการอยู่อาศัยและทำกิน ควบคู่กับการรักษาป่าและทรัพยากรธรรมชาติ

การลงพื้นที่จังหวัดสงขลาครั้งนี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เดินหน้าแก้ไขปัญหาให้ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรมตามนโยบายรัฐบาล ตั้งแต่การป้องกันและลดผลกระทบจากน้ำท่วม การเพิ่มพื้นที่รองรับและกักเก็บน้ำ การสร้างความมั่นคงด้านน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค ไปจนถึงการดูแลสัตว์ป่า ป่าอนุรักษ์ และทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งนี้ ทุกภารกิจมุ่งบูรณาการการทำงานของหน่วยงานในสังกัดให้เป็นหนึ่งเดียว พร้อมรับฟังความต้องการของประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเกิดผลจริง ตรงจุด และสร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้ประชาชนอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวทาง “ทส.หนึ่งเดียว”

สุชาติชมกลิ่น,กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม,ครม.สัญจรสงขลา,บริหารจัดการน้ำ,

ประเสริฐ ลั่น! ไม่กลัวโดนเคลม หลังพบแบบเรียนอาเซียนศึกษา ป.1 บอก นุ่งผ้าโจงกระเบน-ห่มสไบ เป็นของกัมพูชา

1 กันยายน 2569 เวลา 13:47 น.

“ประเสริฐ”ลั่น!ไม่กลัวโดนเคลม หลังพบแบบเรียนอาเซียนศึกษา ป.1 บอก”นุ่งผ้าโจงกระเบน-ห่มสไบ” เป็นของ”กัมพูชา” จ่อคุย”ก.วัฒนธรรม”รายละเอียดเครื่องแต่งกายประจำชาติ

1 กันยายน 2569 ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ ให้สัมภาษณ์กรณีหนังสือเรียน รายวิชาเพิ่มเติมอาเซียนศึกษา ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ซึ่งเป็นหนังสือของกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรมตามหลักหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 โดยพบว่า เนื้อหาภายในหนังสือระบุถึงการแต่งกายของประเทศสมาชิกอาเซียน มีการระบุว่า แต่งกายด้วยเสื้อคอปิด นุ่งผ้าโจงกระเบนของผู้ชาย และสวมเสื้อแขนยาว ห่มสไบทับนุ่งผ้าถุงจีบชายไว้ด้านหน้า และคาดเข็มขัด ของผู้หญิงเป็นการแต่งกายของประเทศกัมพูชา ได้มีการตรวจสอบแล้วหรือไม่ ว่า ตนได้เห็นแล้ว เรื่องนี้กระทรวงศึกษาธิการจะขอคุยกับกระทรวงวัฒนธรรม เพื่อให้ได้ข้อสรุปถึงรายละเอียดที่เกี่ยวกับเครื่องแต่งกายประจำชาติ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน

เมื่อถามว่า มีความกังวลหรือไม่ว่ากัมพูชาจะนำเรื่องนี้ไปเคลมว่าเป็นชุดประจำชาติของกัมพูชา นายประเสริฐ กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่กังวล เพราะวัฒนธรรมใด เครื่องแต่งกายใดเป็นของใคร มันเป็นที่ประจักษ์อยู่แล้ว ถ้าเป็นของไทยก็คือของไทย มันเป็นเรื่องที่ชัดเจนอยู่แล้ว เดี๋ยวขอไปคุยกับกระทรวงวัฒนธรรมก่อน

เมื่อถามว่า แบบเรียนดังกล่าวยังคงใช้ในปัจจุบันอยู่หรือไม่ นายประเสริฐ กล่าวว่า แบบเรียนดังกล่าวจัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ของเอกชน ซึ่งได้สอบถามไป และสำนักพิมพ์ได้ทำหนังสือชี้แจงกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มาส่วนหนึ่งแล้ว แต่เพื่อความถูกต้องกระทรวงศึกษาธิการจึงต้องคุยกับกระทรวงวัฒนธรรม เพื่อความชัดเจน และให้เป็นบรรทัดฐานต่อไป

ประเสริฐจันทรรวงทอง,กระทรวงศึกษาธิการ,แบบเรียน,อาเซียนศึกษา,โจงกระเบน,สไบ,กัมพูชา,

กองทัพภาคที่2 แจงปม แม่ค้าเขมรตั้งแผงจำหน่ายสินค้าในตลาดช่องจอม ไม่เป็นความจริง 

1 กันยายน 2569 เวลา 13:38 น.

เมื่อวันที่ 1 ก.ย.2569 กองทัพภาคที่ 2 ได้ออกเอกสารชี้แจง โดยระบุว่า ตามที่ปรากฏข้อมูลเผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ว่ามีแม่ค้าชาวกัมพูชาเข้ามาตั้งแผงจำหน่ายสินค้าในพื้นที่ตลาดช่องจอม อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ จนทำให้เกิดข้อสงสัยและความกังวลในหมู่ประชาชนเกี่ยวกับการควบคุมพื้นที่และการดำเนินมาตรการด้านความมั่นคงบริเวณชายแดนนั้น กองทัพภาคที่ 2 ได้ให้ความสำคัญต่อข้อมูลดังกล่าว และมอบหมายให้กองกำลังสุรนารี โดยหน่วยเฉพาะกิจที่ 2 ร่วมกับชุดปฏิบัติการกิจการพลเรือนบูรณาการร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ฯ ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง ณ ตลาดช่องจอม บ้านด่าน ตำบลด่าน อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ โดยทันที ทั้งนี้ จากการตรวจสอบในพื้นที่พบว่า แผงจำหน่ายสินค้าในบริเวณที่ปรากฏตามภาพและข้อมูลที่เผยแพร่ดังกล่าว เป็นแผงค้าของประชาชนชาวไทยในพื้นที่

จากการตรวจสอบไม่พบว่ามีชาวกัมพูชาเข้ามาตั้งแผงจำหน่ายสินค้าในบริเวณดังกล่าวตามที่มีการนำเสนอหรือส่งต่อข้อมูลผ่านสื่อสังคมออนไลน์แต่อย่างใด สำหรับร้านค้าที่ปรากฏในสื่อ จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่าเป็นร้านค้าของ นางตรีรัตน์ นาถี ราษฎรบ้านด่าน ซึ่งเป็นประชาชนชาวไทยในพื้นที่ โดยเจ้าของร้านให้ข้อมูลว่า เมื่อวันเสาร์ที่ 29 สิงหาคม 2569 ทางร้านได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการขายและลดราคาสินค้าเนื่องในช่วงวันหยุด

พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์กิจกรรมดังกล่าวผ่านช่องทางสื่อออนไลน์ ส่งผลให้มีประชาชนเดินทางเข้ามาเลือกซื้อสินค้าและอุดหนุนร้านค้าเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ ในวันดังกล่าวมีอินฟลูเอนเซอร์จากนอกพื้นที่เดินทางเข้ามาถ่ายทำเนื้อหาและสัมภาษณ์ประชาชนที่เดินทางมาจับจ่ายใช้สอยในบริเวณตลาด จึงอาจมีการนำภาพ ข้อมูล หรือเนื้อหาบางส่วนไปเผยแพร่หรือส่งต่อโดยขาดบริบทที่ครบถ้วน จนนำไปสู่การตีความและเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าเป็นการเข้ามาตั้งแผงจำหน่ายสินค้าของชาวกัมพูชา ซึ่งไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบในพื้นที่

กองทัพภาคที่ 2 ขอยืนยันว่า จากผลการตรวจสอบไม่พบการลักลอบเข้ามาเปิดแผงจำหน่ายสินค้าของชาวกัมพูชาในพื้นที่ตามที่ปรากฏเป็นกระแสข่าว โดยหน่วยงานด้านความมั่นคงและหน่วยปฏิบัติในพื้นที่ยังคงปฏิบัติหน้าที่เฝ้าระวัง ตรวจสอบ และติดตามสถานการณ์บริเวณชายแดนอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัยของประชาชน และดำเนินการให้เป็นไปตามมาตรการและกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด

พร้อมกันนี้ ขอความร่วมมือประชาชนในการติดตามข้อมูลจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ และตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนเผยแพร่ หรือส่งต่อข้อมูลที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน โดยกองทัพภาคที่ 2 จะดำเนินการสื่อสารข้อเท็จจริง ต่อสาธารณชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง ลดความกังวลของประชาชน และสนับสนุนการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนอย่างยั่งยืน

กองทัพภาคที่2ชายแดนไทยเขมรแนวหน้าออนไลน์

ครม.เคาะแล้ว! ตั้ง พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ นั่งเลขาธิการ สมช.คนใหม่

1 กันยายน 2569 เวลา 13:09 น.

1 กันยายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่อย่างเป็นทางการครั้งแรก (ครม.สัญจร) จังหวัดสงขลา ที่มี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุม โดยที่ประชุมได้มีมติแต่งตั้ง พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก มาเป็นเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) คนใหม่ ซึ่งย้ายข้ามห้วยจากเสนาธิการทหารบกมาดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ

พลเอกชัยพฤกษ์ด้วงประพัฒน์,เลขาสมช,สมช,สภาความมั่นคงแห่งชาติ,

สาทิตย์ ดักคอ อนุทิน จัด ครม.สัญจรภาคใต้ อย่าหวังแค่หาเสียง จี้แก้ราคายาง-ปาล์ม เหตุเศรษฐกิจภาคใต้จม

1 กันยายน 2569 เวลา 11:58 น.

1 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการจัดประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร (ครม.สัญจร) ที่จังหวัดสงขลา จะสามารถสร้างฐานเสียงและความนิยมให้กับรัฐบาลได้หรือไม่ ว่า ถ้าคิดว่าทำ ครม.สัญจร เพียงเพื่อหาเสียง ตนคิดว่าอย่าทำดีกว่า จริงๆ ปัญหาภาคใต้มีเยอะกว่าที่คิดคือปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ก็ตีกันเชียงไม่ไป แต่ส่งคนอื่นไปแล้วใช้วิธีเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น ซึ่งรับฟังมาเยอะแล้วแต่ฟังแล้วมันไม่ถึงหูฝ่ายบริหารนายอนุทินก็ไม่ชัดเจน

นายสาทิตย์ กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันถ้าไปเพื่อแก้ปัญหาที่หาดใหญ่ นายกฯ พูดถึงเรื่องงบประมาณมา 2 ครั้ง แล้วแต่งบหลายตัวยังไม่ออก สิ่งที่เราคิดดูกันอยู่ในเวลานี้คืออะไรคือรูปธรรม ของ ครม.สัญจรภาคใต้ อย่างกรณี Missing Link ซึ่งตรงกับแนวทาง Southern Connect ของพรรคประชาธิปัตย์ ก็เห็นว่าจะมีการเซ็นสัญญา แต่เราก็ต้องดูต่อว่าแนวทางของท่านจะมีรายละเอียดมากน้อยแค่ไหน มากกว่าเซ็นสัญญา และงบประมาณจะเป็นอย่างไร รวมถึงในทิศทางอื่นๆ ด้วย

นายสาทิตย์ กล่าวต่อว่า เรื่องใหญ่ที่มีการเรียกร้องจากภาคใต้มากที่สุดในเวลานี้ ซึ่งรัฐบาลไม่พูดถึงเลยคือเรื่องผลผลิตทางการเกษตร กับแนวทางแก้ไขปัญหาในระยะต่อจากนี้ไป เช่น ปาล์ม ยางพารา ซึ่งเป็นปัญหาในพื้นที่ และเศรษฐกิจภาคใต้ตอนนี้จมมาก เพราะเรื่องท่องเที่ยวก็ไม่ใช่ว่าจะดี เพราะฉะนั้นไม่ใช่แค่ทำ ครม.สัญจร แล้วไปหาฐานเสียง ถ้าอย่างนี้ไม่เกิดมรรคผลอะไร จึงรอดูว่ารูปธรรมของ ครม.สัญจรจะเป็นอย่างไร เราก็ติดตามอยู่

เมื่อถามว่า การลงพื้นที่ของรัฐบาลนายอนุทินอาจกระทบฐานเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ได้ นายสาทิตย์ กล่าวว่า ตนคิดว่าไม่เป็นไร ถ้าท่านไปทำงาน คนใต้ก็พร้อมที่จะรับคนที่ไปทำงานเป็นรูปธรรม ส่วนเขาจะตัดสินใจทางการเมืองอย่างไรตนคิดว่าคนใต้คิดเองได้ว่าสถานการณ์การเมืองขณะนั้นเป็นอย่างไร

“พวกเราใจกว้างอยากเห็นรัฐบาลไปทำงาน และทำได้จริง อย่าแค่ไปหาเสียงอย่างเดียว” นายสาทิตย์ กล่าว

สาทิตย์ วงศ์หนองเตย,พรรคประชาธิปัตย์,ครม.สัญจรสงขลา,

มท.4 รับเพิกถอนคนโกงสอบ 3,868 ราย กระทบงาน แต่เลี่ยงไม่ได้ เตรียมให้ผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ สำรวจมีการจ้างเหมาคนกลุ่มนี้หรือไม่

1 กันยายน 2569 เวลา 11:44 น.

1 กันยายน 2569 นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.4) เปิดเผยกรณีกระทรวงมหาดไทยร่อนเอกสารในการสกัดผู้รับจ้างเหมา หลังมีกระแสข่าวว่ามีการจ้างเหมาผู้ถูกเพิกถอน มีการวางมาตรการอย่างไร ว่า เบื้องต้นผู้ที่มีคะแนนมีปัญหา มีความจำเป็นต้องเพิกถอน ขณะนี้เพิกถอนครบทั้งหมดทั่วประเทศแล้ว 3,868 ราย

“ยอมรับว่าเมื่อวานนี้รู้จากข่าวว่าอาจมีคนบางกลุ่ม ไปใช้วิธีการจ้างเหมาแทน ก่อนหน้านี้ตนเองได้กำชับ อธิบดีกรมสถ.และ อธิบดีกรมสถ.ไปแล้ว พร้อมทั้งมีการทำหนังสือซักซ้อมไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ ให้ระวัง เพราะคนกลุ่มนี้ เป็นกลุ่มคนที่ต้องดูเป็นพิเศษ เบื้องต้นจะให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ สำรวจว่ามีการจ้างเหมาให้กับคนกลุ่มนี้อย่างไรบ้าง เมื่อได้เป้าหมายครบแล้ว ก็จะมีการตรวจสอบ โดยจะขอความร่วมมือกับ ป.ป.ช.และ ปปท.เข้ามาดูแลเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน”

ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีการจ้างเหมา จะใช้งบประมาณจากไหน นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า เป็นงบประมาณของท้องถิ่น จริงๆแล้ว ท้องถิ่นมีความเป็นอิสระในการตัดสินใจและบริหารอยู่แล้ว ดังนั้น ในการที่เราจะห้ามไปเลย คงไม่มีสิทธิ์ สิ่งที่ทำได้คือ เข้าไปดูในรายละเอียด และเตือน หากทราบอยู่แล้วว่าบุคคลเหล่านี้มีความเกี่ยวข้องกับการทุจริต ยังไปจ้างเหมาอีก มันก็เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ผิดจริยธรรมผู้บริหารอยู่แล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ทั้งหมด 3,868 ราย ที่มีการเพิกถอน จะถูกขึ้นบัญชีดำ ไม่สามารถที่จะกลับมาสอบเป็นข้าราชการได้อีกใช่หรือไม่ นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า อันนั้นจะเป็นขั้นต่อไปหลังจากคดีอาญาเสร็จสิ้น

เมื่อถามว่า รอยต่อที่จะมีการเรียกบรรจุใหม่ในช่วงเดือนตุลาคม หลังผู้ที่ถูกเพิกถอนไปแล้ว จะกระทบกับงานหรือ นายวรศิษฎ์ กล่าวยอมรับว่า กระทบอยู่แล้ว เพราะ 3,868 ราย ถือว่าเป็นปริมาณที่เยอะ แต่เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะที่มาของคนกลุ่มนี้ไม่ถูกต้องตั้งแต่แรก ดังนั้น จึงต้องดึงออกมา และบรรจุคนใหม่กลับเข้าไป

เมื่อถามว่า บอกได้หรือไม่ว่า ในส่วนงานที่ได้รับผลกระทบมีตำแหน่งใดบ้าง นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า กระจายทุกตำแหน่ง เพราะทุกตำแหน่งที่เปิดสอบ มีบุคคลเหล่านี้อยู่ทั้งหมด

นายวรศิษฎ์ กล่าวต่อว่า จากคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกระจายอำนาจ การปกครองส่วนท้องถิ่น และการบริหารราชการรูปแบบพิเศษ สภาผู้แทนราษฎร ได้ส่งเรื่องมา กลุ่มที่มีการสอบ ด้วยความความสามารถของตนเองและมีการบรรจุไปแล้ว ในการประกาศผลครั้งใหม่ ลำดับใหม่ดีขึ้นเขาก็มีการเรียกร้องว่าอยากที่จะมีการเลือกที่ใหม่ เพราะเขารู้สึกว่าเสียสิทธิ์ เรื่องนี้อยู่ระหว่างให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ดูในเรื่องของความเป็นไปได้ และวิธีการอยู่ ว่าจะอำนวยความสะดวกให้คนกลุ่มนี้อย่างไร สิ่งสำคัญจะต้องไม่กระทบกับสิทธิ์ของคนอื่น ให้ทุกอย่างไปด้วยกันได้พร้อมๆ กัน ขอย้ำว่าอยู่ระหว่างรอข้อมูลสรุปอยู่

วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์,กระทรวงมหาดไทย,ทุจริตสอบท้องถิ่น,

เปิดเส้นทาง ‘หมอเอก’ โทรโข่งรัฐบาลอนุทิน จากหมอประจำทีมชาติ ก้าวสู่สนามการเมือง สลัด”ดงส้ม”สู่พรรคสีน้ำเงิน

1 กันยายน 2569 เวลา 11:28 น.

นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ หรือที่สื่อมวลชนและประชาชนคุ้นเคยกันในชื่อ “หมอเอก” ถือเป็นอีกหนึ่งบุคคลที่น่าจับตามองในแวดวงการเมืองไทย ณ ขณะนี้ ด้วยเส้นทางชีวิตที่หลากหลาย จากการเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ครอบครัว อดีตแพทย์ประจำทีมฟุตบอลทีมชาติไทย สู่การก้าวเข้ามาเป็นตัวแทนประชาชนในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ต่อยอดสู่ตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และล่าสุดเป็นที่แน่นอนแล้วถึงการปรับเปลี่ยนให้ รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มาดำรงตำแหน่งผู้ช่วยของภราดร(รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี)แทน และให้ นพ.เอกภพ เป็น “โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี” คนใหม่ วันนี้ แนวหน้าออนไลน์ พาไปทำความรู้จักกับประวัติและเส้นทางของเขาให้ดียิ่งขึ้น

ข้อมูลส่วนตัวและการศึกษา

นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ เกิดเมื่อวันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2519 (ปัจจุบันอายุ 50 ปี) สำเร็จการศึกษาแพทยศาสตรบัณฑิตมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์จบแพทย์เฉพาะทาง (เวชศาสตร์ครอบครัว)ในปี พ.ศ. 2544

และได้ปริญญาเอก วุฒิบัตรแสดงความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม (วว.) สาขาเวชศาสตร์ครอบครัว แพทยสภา

เส้นทางสายวิชาชีพแพทย์และวงการกีฬา

ก่อนเข้าสู่สนามการเมือง นพ.เอกภพ เริ่มต้นชีวิตการทำงานเป็นแพทย์ในปี พ.ศ. 2545 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ประเทศไทยเริ่มนำระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) มาใช้เป็นปีแรก จึงทำให้มีประสบการณ์บริหารจัดการระบบโรงพยาบาลและนโยบายสาธารณสุข นอกจากนี้ ยังเป็นที่รู้จักในวงการกีฬา จากการทำหน้าที่ดูแลความพร้อมทางร่างกายให้นักกีฬาในฐานะแพทย์ประจำสโมสรสิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด และก้าวขึ้นเป็นแพทย์ประจำทีมฟุตบอลชายทีมชาติไทยชุดใหญ่ โดยเฉพาะในทัวร์นาเมนต์สำคัญอย่างศึกชิงแชมป์อาเซียน AFF Suzuki Cup 2018

ก้าวเข้าสู่สนามการเมืองระดับชาติ

เส้นทางการเมืองเริ่มต้นอย่างเป็นทางการในการเลือกตั้งใหญ่เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2562 โดยได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จังหวัดเชียงราย เขต 1 ในนามพรรคอนาคตใหม่ ต่อมาเมื่อพรรคถูกยุบ จึงได้ย้ายไปสังกัดพรรคก้าวไกล อย่างไรก็ตาม ในช่วงปี พ.ศ. 2564-2565 ได้มีการเปลี่ยนแปลงสู่สังกัดพรรคภูมิใจไทยอย่างเป็นทางการ

ภายใต้สังกัดพรรคภูมิใจไทย นพ.เอกภพ ได้รับบทบาทสำคัญในการเป็นคณะทำงานด้านสาธารณสุข โดยเป็นกระบอกเสียงหลักในการอธิบายและผลักดันนโยบาย “ยกระดับระบบบัตรทองรักษาทุกที่” แม้ในการเลือกตั้งครั้งต่อมาจะไม่ได้ดำรงตำแหน่ง ส.ส. แต่ก็ยังคงทำงานการเมืองอย่างต่อเนื่อง โดยมักออกมาแสดงวิสัยทัศน์และตรวจสอบการทำงานของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) อย่างตรงไปตรงมา

ก้าวสู่ทำเนียบรัฐบาลในฐานะโฆษกคนใหม่

ก่อนหน้านี้ นพ.เอกภพ ได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (ปฏิบัติงานช่วยเหลือนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี) ล่าสุดได้ปรับเปลี่ยนให้ รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มาดำรงตำแหน่งผู้ช่วยของภราดรแทน และสลับให้ นพ.เอกภพ เป็น “โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี” คนใหม่ เพื่อรับไม้ต่อในการปรับทัพทีมสื่อสารของรัฐบาลให้มีความคล่องตัว ชัดเจน และสามารถอธิบายนโยบายต่างๆ ให้เข้าถึงประชาชนได้ดียิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ในด้านฐานะทางการเงิน จากการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินล่าสุด นพ.เอกภพ มีทรัพย์สินรวมทั้งสิ้นกว่า 13.79 ล้านบาท และได้แจ้งสถานะไว้อย่างชัดเจนว่าไม่มีหนี้สินแต่อย่างใด

รัฐบาลหมอเอกเอกภพ เพียรพิเศษ

อนุทิน นำทัพ สวมเสื้อผ้าทอลายราชวัตร ถก ครม.สัญจร ยันไม่นิ่งนอนใจแก้ปัญหาให้เกิดสันติสุข

1 กันยายน 2569 เวลา 11:27 น.

เริ่มแล้ว! ครม.สัญจร สงขลา อนุทิน นำทัพ สวมเสื้อผ้าทอลายราชวัตร ยันไม่นิ่งนอนใจแก้ปัญหาให้เกิดสันติสุข วางมาตรการควิกวิน-ระยะยาว เผย ชงวาระสำคัญก่อสร้างรถไฟทางคู่สายใต้ 3 เส้นทาง-ชงหลักการเบี้ยประกันภัยพิบัติถ้วนหน้า 30 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ หวังรองรับความเสี่ยงล่วงหน้า เสิร์ฟเมนูท้องถิ่นครม.- ขณะจนท.อีโอดีคุมเข้มพื้นที่ ตรวจรถทุกคันเข้าศูนย์ประชุมฯ

เมื่อวันที่ 1 ก.ย.2569 ที่ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เดินทางด้วยรถบัสไฟฟ้ามาเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ครั้งที่ 1/2569 ซึ่งเป็นการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรครั้งแรกของรัฐบาลนายอนุทิน

โดยนายกฯและครม.สวมชุดผ้าทอลายราชวัตรสีฟ้าแกมเทา ซึ่งเป็นผ้าทอด้วยมือเป็นลายดอกเล็กๆ ที่คณะกรรมการดำเนินงานฝ่ายจัดเตรียมเครื่องแต่งกาย ของที่ระลึก และการจัดนิทรรศการจังหวัดสงขลา ได้จัดเตรียมให้คณะรัฐมนตรีสวมใส่

ก่อนการประชุมนายกฯเยี่ยมชมนิทรรศการหน่วยงานในพื้นที่ ช่วงหนึ่งที่เยี่ยมชมบูธ เสน่ห์ไทยเสน่ห์สงขลา ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ซึ่งมีมาสคอตอุลตร้าแมนมาโปรโมทการท่องเที่ยวโดยนายกฯได้เข้าไปถ่ายรูปและทำท่าปล่อยพลังกับอุลตร้าแมน ซึ่งเป็นท่าเดียวกับท่าพลัสของพรรคภูมิใจไทย และททท.ยังได้มอบภาพถ่าย รูปนายกฯถ่ายคู่กับน้องเนเน่ รอยัล ให้นายกฯด้วย ก่อนที่นายกฯจะพบปะกับนักศึกษาที่มาต้อนรับและร่วมถ่ายภาพเซลฟี่อย่างเป็นกันเอง จากนั้นนายกฯถ่ายภาพร่วมกับครม. ผู้ว่าราชการจังหวัดกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย และผู้แทนภาครัฐ

จากนั้นนายกฯ กล่าวเปิดการประชุมตอนหนึ่งว่า การประชุมครม.ที่จังหวัดสงขลา เป็นครั้งแรกของรัฐบาลที่ตนเป็นนายกรัฐมนตรี ขอบคุณในการเตรียมงานที่เป็นไปด้วยความเรียบร้อยครอบคลุมในทุกประเด็นและสามารถทำให้รัฐมนตรีทุกท่านสามารถลงพื้นที่ปฎิบัติภารกิจได้อย่างเต็มที่ในจังหวัดสงขลาพร้อมรับทราบถึงปัญหาของพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเศรษฐกิจ เรื่องความมั่นคง เรื่องการท่องเที่ยวเรื่องของคุณภาพชีวิตและที่สำคัญที่สุดเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินและการป้องกันภัยจากธรรมชาติและภัยที่เกิดขึ้นจากฝีมือมนุษย์ ซึ่งการประชุมครม.สัญจรในวันนี้ถือเป็นการประชุมครม.สัญจรครั้งแรกของรัฐบาล เดิมรัฐบาลตั้งใจจะมาประชุมที่นี่ตั้งแต่ช่วงหลังเหตุการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมาเพื่อมาติดตามการฟื้นฟูและแก้ไขปัญหา แต่ด้วยเหตุหลายประการทำให้การประชุมต้องเลื่อนออกไป

นายกฯ กล่าวต่อว่า เมื่อวันที่ 31 ส.ค.ที่ผ่านมาครม. ได้แยกกันไปลงพื้นที่เพื่อติดตามการแก้ไขปัญหาและการรับฟังความเห็นจากประชาชนในพื้นที่และได้กลับมาร่วมกันประชุมกับหน่วยงานต่างๆในพื้นที่ซึ่งเราได้ข้อมูลมามากพอสมควรที่จะทำให้เราเกิดมโนภาพที่เห็นเป็นรูปธรรม เพื่อประกอบการพิจารณาตัดสินใจทำให้จังหวัดพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทยได้รับการพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้นในทุกมิติ สิ่งที่เราได้ติดตามโครงการสำคัญหลายๆโครงการที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่ทำไปเพื่อการป้องกันและบรรเทาภัยจากธรรมชาติทั้งหลายให้คลี่คลายลงและถ้าเป็นไปได้คือไม่เกิดขึ้นอีกต่อไป โดยต้องมีการตรวจสภาพความพร้อมของหน่วยงาน ความคืบหน้าของโครงการที่ได้ดำเนินการไปแล้ว การฟังข้อคิดเห็นจากประชาชนในด้านต่างๆ

นายกฯ กล่าวอีกว่า รัฐบาลไม่นิ่งนอนใจและพยายามที่จะหาทางแก้ไขปัญหาเพื่อให้เกิดความสันติสุข ความมั่นคงให้กับพี่น้องประชาชนตลอดเวลาและจะมีการนำผลการสรุปจากการประชุมเวิร์คช็อปมาให้ครม.ได้พิจารณา ซึ่งจะมีทั้งมาตรการที่สามารถดำเนินการได้ทันทีแบบควิกวินและข้อเสนอในระยะยาวที่จำเป็นต้องวางแผนอย่างต่อเนื่องสำหรับการประชุมครม.ในวันเดียวกันนี้มีวาระสำคัญหลายเรื่องทั้งที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาของประชาชนในพื้นที่และเรื่องการวางโครงสร้างพื้นฐานในระยะยาว เรื่องแรกคือโครงการรถไฟทางคู่ระยะ 2 ทางพื้นที่ภาคใต้ครอบคลุมเส้นทางตั้งแต่จังหวัดชุมพร ไปจนถึงจังหวัดสุราษฎร์ธานี มาที่อำเภอหาดใหญ่ และไปจบที่ปาดังเบซาร์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพระบบการขนส่งและโลจิสติกส์เชื่อมโยงเศรษฐกิจภาคใต้และประเทศเพื่อนบ้านซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเติมมิสซิ่งลิงก์ (Missing Link) ที่ทางรัฐบาลต้องการให้การคมนาคมขนส่งมีการเชื่อมต่อได้ในทุกเส้นทาง ทุกภาค และทุกจังหวัดทั่วประเทศ

นายกฯ กล่าวด้วยว่า อีกเรื่องที่จะนำเข้าสู่การพิจารณาของครม.คือกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.)จะร่วมกับกระทรวงการคลังเสนอหลักการของโครงการประกันภัยพิบัติทั่วหน้าแนวคิดนี้คือรัฐบาลจะสนับสนุนเบี้ยประกันภัยสำหรับภัย 3 ประเภททได้แก่อุทกภัย วาตภัยและแผ่นดินไหวให้กับพี่น้องประชาชนไม่ใช่เฉพาะภาคใต้ ย้ำว่าให้กับพี่น้องประชาชนทั่วทุกภาคทั้งประเทศ โดยมีเป้าหมายครอบคลุมที่อยู่อาศัยประมาณ 30 ล้านครัวเรือน ระบบนี้จะช่วยให้เมื่อเกิดภัยพิบัติแล้วประชาชนสามารถได้รับเงินสินไหมทดแทนได้เร็วกว่าและมากกว่าระบบการเยียวยาแบบเดิม ขณะเดียวกันภาครัฐก็จะสามารถบริหารความเสี่ยงและงบประมาณในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

“เรื่องนี้ถือเป็นการเปลี่ยนแนวทางจากรูปแบบเดิมที่รัฐรอให้เกิดภัยก่อนแล้วค่อนจ่ายเงินเยียวยามาเป็นการเตรียมการรองรับความเสี่ยงไว้ล่วงหน้าซึ่งเราจะได้หารือกันในรายละเอียด วันนี้จึงถือเป็นโอกาสสำคัญที่รัฐบาลจะได้นำปัญหาในพื้นที่มาเชื่อมกับการตัดสินใจของครม.โดยตรงและจะทำให้การประชุมครม.สัญจรครั้งนี้ไม่ใช่เป็นการย้ายสถานที่ประชุม แต่เป็นการนำการตัดสินใจของรัฐบาลที่รับฟังความเห็นข้อเสนอแนะและปัญหาจากพี่น้องประชาชน โดยตรงลงมาแก้ไขปัญหาให้กับพวกเขาในพื้นที่”นายกฯ กล่าว.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับเมนูอาหารนำเสิร์ฟให้ครม.เป็นอาหารท้องถิ่นจังหวัดสงขลา เมนูอาหารว่าง (หรอยหนัด) ประกอบด้วย ต้มสามเหลี่ยมไส้ไก่หยองไข่แดงเค็ม ขนมไข่เตาถ่าน และเมล่อนทองระโนด ขณะเมนูอาหารเช้า (หรอยแรงใต้แรงอก) ประกอบด้วย ข้าวต้มปลากะพง 3 น้ำ จากกลุ่มแม่น้ำทะเลสงขลา ปลาท๋องโก๋ สังขยาหรือนมข้น และเค้กสะหวา ส่วนเมนูอาหารกลางวัน (หรอยจังฮู้) ประกอบด้วย แกงส้มปลากะพง 3 น้ำ มะม่วงเบาสำรับสงขลา 2 วัตถุดิบ GI ขนานแท้ ปลากระบอกทองหอม ใบเหลียงผัดไข่ ก๋วยเตี๋ยวถนัดศรี ไก่ทอดหาดใหญ่ ข้าวมันไก่เบตงสำรับรสแห่งไก่สายพันธุ์ใต้ และลูกตาลกะทิสด ไอติมไทย-ไท และมีเมนูฮาลาล ประกอบด้วย ซุปเนื้อฮาลาล ข้าวมันไก่ฮาลาล ก๋วยเตี๋ยวเนื้อตุ๋นสูตรต้นตำรับ และลูกตาลกะทิสด ไอติมไทย-ไท

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ในการประชุมครม.สัญจร เจ้าหน้าที่ตำรวจดูแลรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด รวมถึงเจ้าหน้าที่หน่วยเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด (อีโอดี) ตรวจรถยนต์เข้มงวดทุกคันที่ผ่านเข้ามาภายใน อีกทั้งยังมีจุดตรวจกระเป๋าและสัมภาระของผู้ที่จะเดินทางเข้าศูนย์ประชุมฯด้วย พร้อมกำชับให้ผู้ที่เดินทางเข้ามาภายในพื้นที่ต้องติดบัตรแสดงตนของแต่ละหน่วยงานด้วย

ครม.สัญจรนายกฯสงขลาแนวหน้าออนไลน์