ไม่มีอิทธิพลเหนือรบ. ‘หนู’ยังใจสู้ หลังแม้วได้อภัยโทษ ฝ่ายค้านยื่นประธานรัฐสภา สอบปปช.เป่าคดีศักดิ์สยาม

ไม่มีอิทธิพลเหนือรบ. 'หนู'ยังใจสู้ หลังแม้วได้อภัยโทษ ฝ่ายค้านยื่นประธานรัฐสภา สอบปปช.เป่าคดีศักดิ์สยาม

ไม่มีอิทธิพลเหนือรบ. ‘หนู’ยังใจสู้ หลังแม้วได้อภัยโทษ ฝ่ายค้านยื่นประธานรัฐสภา สอบปปช.เป่าคดีศักดิ์สยาม

วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ไม่มีอิทธิพลเหนือรบ. ‘หนู’ยังใจสู้ หลังแม้วได้อภัยโทษ ฝ่ายค้านยื่นประธานรัฐสภา สอบปปช.เป่าคดีศักดิ์สยาม

“อนุทิน” ไม่กังวล “ทักษิณ” พ้นโทษ ไม่มีอิทธิพลเหนือรัฐบาล ลั่นคนมีอำนาจตัดสินใจคือประชาชน บอก หากท่านตั้งใจวางมือทางการเมืองจริง ตนก็ต้องเชื่อ ส่วนปมถอนชื่อร่างแก้ไขรธน.‘เพื่อไทย’ไม่มีปัญหา พูดคุยกันเข้าใจดี ด้าน‘เท้ง’ยื่นคำร้องต่อ ประธานรัฐสภา ส่งศาลฎีกา ตั้งกก.ไต่สวน ปปช.ปฏิบัติหน้ามิชอบ เป่าตกคดี‘ศักดิ์สยาม’ซุกหุ้นหอบหลักฐานมัด ตั้ง4ข้อกล่าวหา หวัง‘โสภณ’ใช้ดุลพินิจส่งเรื่องเร็ว ‘สาธิต’เผยปชป.ส่งคำร้องเพิ่มปมขัดกันแห่งผลประโยชน์‘สว.นันทนา’บี้เร่งส่งเรื่องลบครหา’ระบอบสีน้ำเงิน’

เมื่อวันที่ 5มิถุนายน2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทยกล่าวถึงกรณีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษได้พบปะพูดกันแล้วหรือไม่ว่า ยังไม่ได้มีการเจอและพูดกัน และอย่างที่ตนบอกคือแสดงความยินดี รู้สึกโอเค ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน ส่วนที่จะถอดกำไลEMวันจันทร์ที่8มิถุนายนนั้นนายกฯย้ำว่าทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน

‘หนู’ยัน‘แม้ว’ไม่มีอิทธิพลต่อรบ.

เมื่อถามว่าในอนาคตจะมีการเข้าไปพูดคุยกันหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า วันนี้ในทางการเมือง ตนก็คุยกับนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย(พท.)และนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในเรื่องของการทำงานของพรรคร่วมรัฐบาล

เมื่อถามว่าวันนี้เชื่อหรือไม่ว่า นายทักษิณ จะวางมือทางการเมืองจริง นายอนุทิน กล่าวว่า ถ้าถามตนในฐานะที่เคยทำงานเป็นรัฐมนตรีของนายทักษิณมา ตนก็ต้องเชื่อว่า ความตั้งใจของท่านเป็นอย่างไร ตนก็ต้องเชื่อ เมื่อถามว่าไม่ต้องกังวลว่านายทักษิณจะมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจในการทำงานของคณะรัฐมนตรี(ครม.) และพรรคร่วมรัฐบาลนายอนุทินระบุว่าไม่ต้องกังวลเลย ในครม.คนที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจคือประชาชนเพราะรัฐบาลฟังประชาชนเท่านั้นและไม่ต้องกังวลเลยว่า พวกตนจะอยู่ภายใต้อิทธิพลของใคร ซึ่งก็แสดงให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ชัดไม่รู้กี่เรื่องต่อกี่เรื่องแล้ว คนที่รัฐบาลต้องฟังคือพี่น้องประชาชน และนี่ก็ไม่ใช่วาทกรรม แต่นี่เป็นสิ่งหนึ่งที่เป็นสัจธรรม

ส่วนกรณีพรรคภูมิใจไทยถอนชื่อออกจากร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย ได้มีการพูดคุยกับหัวพรรคเพื่อไทยแล้วใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ทุกอย่างได้หารือกันด้วยความเข้าใจอันดี ไม่มีปัญหาอะไรเลย

ยธ.คาดมิ.ย.ปล่อยตัวแน่นอน

นางพงษ์สวาท นีละโยธิน ปลัดกระทรวงยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ถึงขั้นตอนกระบวนการปล่อยตัวคุมประพฤติ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หลังมีพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ 2569 ว่า จะมีคณะกรรมการตามมาตรา 21 แห่งพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ 3 ฝ่าย ได้แก่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร อัยการจังหวัด และผู้บัญชาการเรือนจำ ซึ่งขณะอยู่ระหว่างการนัดวันประชุมในเร็วๆ นี้ โดยกรอบระยะเวลาการพิจารณาตามหลักเกณฑ์คือ ไม่เกิน 120 วัน แต่ส่วนใหญ่จะเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับความพร้อมของเรือนจำแต่ละจังหวัด ซึ่งมีจำนวนมากน้อยไม่เท่ากัน โดยในครั้งนี้มีผู้ได้รับพระราชทานอภัยโทษทั่วประเทศจากทุกเรือนจำกว่า 1 หมื่นคน

สำหรับขั้นตอนหลังจากคณะกรรมการ 3 ฝ่าย ประชุมแล้ว จะมีการออกใบบริสุทธิ์ ซึ่งกรณีของนายทักษิณ ขึ้นอยู่กับเขตอำนาจศาลธนบุรี จากนั้นจะนำใบไปยื่นขอออกจากการคุมประพฤติถือว่าสิ้นสุดกระบวนการ ส่วนขั้นตอนกระบวนการจะเสร็จสิ้นได้ภายในเดือน มิ.ย. หรือไม่ นางพงษ์สวาท กล่าวว่า คิดว่าภายในเดือนมิ.ย.น่าจะเสร็จสิ้น โดยการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามระเบียบปฎิบัติ

‘รุทธพล’เซ็นตั้งกรรมการ3ฝ่าย

พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม กล่าวถึงขั้นตอนการปลดกำไรอีเอ็มของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี รวมถึงนักโทษคนอื่น ภายหลังได้รับพระราชทานอภัยโทษว่า เมื่อวานนี้ตนได้ลงนามตั้งคณะกรรมการตามมาตรา 21 แห่งพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ (คณะกรรมการ 3 ฝ่าย) ของแต่ละจังหวัด ซึ่งอยู่ที่ทางจังหวัดจะประชุมกันอีกที ที่จะพิจารณารายละเอียดของผู้ที่จะได้รับการพ้นโทษ เมื่อถามว่า ผู้ได้รับการอภัยโทษ จำนวนมากน้อยแค่ไหนของ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ตนยังไม่ทราบรายละเอียด มีการรายงานขึ้นมา แต่รายละเอียดต้องถามทางราชทัณฑ์

ไม่ต้องส่งเรื่องไปถึงมือนายกฯ

เมื่อถามว่าระยะเวลายังอยู่ในกรอบ 120 วันหรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า รายละเอียดต้องให้ทางกรมราชทัณฑ์ เป็นผู้ตอบคำถามเกี่ยวกับขั้นตอนต่างๆ เพราะกรรมการของแต่ละจังหวัดอาจจะมีการประชุมพิจารณาไม่ตรงกัน ซึ่งอยู่ที่ความพร้อมของคณะกรรมการในจังหวัดนั้นๆ ด้วย เมื่อถามว่า ได้กำหนดเวลาให้แต่ละจังหวัดแจ้งผลการพิจารณามาหรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ไม่ได้กำหนด แต่คงต้องมีการสรุปกับทางกรมราชทัณฑ์อีกครั้ง ว่าจังหวัดไหนที่พิจารณาเสร็จแล้ว

เมื่อถามว่าขั้นตอนสุดท้ายจะต้องส่งรายชื่อมาที่กระทรวงยุติธรรม หรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ไม่ได้ส่งที่กระทรวง ก็คงส่งมาที่กรมราชทัณฑ์ ซึ่งรัฐมนตรีมีอำนาจในการแต่งตั้งคณะกรรมการในแต่ละจังหวัดเท่านั้น เมื่อถามว่า เดือนมิถุนายนนี้ จะพิจารณาจบหรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ตนยังไม่ทราบรายละเอียด เมื่อถามย้ำว่าจะต้องส่งเรื่องมาที่นายกรัฐมนตรีด้วยหรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพลกล่าวว่า ในระเบียบไม่มีที่จะต้องส่งมาให้นายกรัฐมนตรี

’โสภณ’แจงแก้รธน.รอบรรจุวาระ

นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์กรณีร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย หากมีการยื่นต่อประธานรัฐสภาล่าช้า จะมีการเลื่อนระเบียบวาระการประชุมจากกำหนดการเดิมออกไปหรือไม่ว่า ตนไม่ทราบ อยู่ที่สมาชิก ประธานมีหน้าที่บรรจุวาระ ถ้าสมาชิกพร้อมก็สามารถมาพิจารณาได้ ถ้าเราอยากเห็นการแก้ไขเป็นไปด้วยความเรียบร้อยรวดเร็ว ก็ต้องคุยกันให้เข้าใจกัน พูดคุยกัน ใช้เวทีในการพูดคุยหารือกัน เมื่อถามถึงกรณี นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สว.ระบุจะมีภาคประชาชนร่วมยื่นแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ แต่อาจต้องขอให้ประธานฯ ขยายเวลาเพื่อรอรวมรายชื่อ นายโสภณ กล่าวว่า‘ไม่รู้ ไม่รู้ จะเอาเสียงคนนั้นพูดคนนี้พูดให้ ผมไม่ตอบ”

‘อภิสิทธิ์’งง‘ภท.ไม่หนุนร่างเพื่อไทย

ด้าน นายสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงท่าทีที่ขัดแย้งกันเองของพรรคร่วมรัฐบาล ระหว่างพรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทย ในประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ตนรู้สึกแปลกใจ ร่างแก้ไขของพรรคเพื่อไทยเท่าที่ตนเห็น ก็เป็นร่างที่คล้ายคลึงกับที่เคยเสนอมาก่อนหน้านี้ และพรรคภูมิใจไทยเองก็เคยลงมติรับหลักการไปแล้ว แต่พอมาครั้งนี้กลับมีการตั้งแง่ว่า หากให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการเลือกสภาร่างรัฐธรรมนูญ(สสร.) จะเป็นการขัดคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งในความจริง ศาลฯเพียงแต่บอกว่าไม่ให้เลือกโดยตรงเท่านั้น ตนจึงยังไม่เห็นว่าร่างของเพื่อไทยหรือพรรคอื่นเป็นการเลือกโดยตรงอย่างไร ส่วนของพรรคประชาธิปัตย์เองใช้วิธีหยั่งเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์ จึงไม่น่ามีปัญหา ในฐานะอยู่ในคณะกรรมาธิการกิจการศาลองค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน เรากำลังจะเดินทางไปเข้าพบศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอความกระจ่างในเรื่องนี้ว่า คำว่าไม่ให้เลือกโดยตรง หมายความว่าอย่างไร น่าจะช่วยคลี่คลายปมปัญหาตรงนี้ได้

‘เท้งยื่นคำร้องต่อประธานรัฐสภา

วันเดียวกัน ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) พร้อมด้วยนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ น.ส.นันทนานันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา (สว.) แถลงข่าวยื่นคำร้องต่อประธานรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 ให้ส่งเรื่องต่อประธานศาลฎีกาตั้งคณะไต่สวนตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรณีตีตกคำร้องนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรมว.คมนาคม ในซุกหุ้น หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ขัดหรือแย้งต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

จี้ส่งศาลสอบปปช.เป่าคดี’ศักดิ์สยาม’

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า พรรค ปชน.ได้ยกร่างคำร้องพร้อมหลักฐานส่งให้นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 236 ส่งประธานศาลฎีกาตั้งคณะไต่สวนการปฏิบัติหน้าที่ของ ป.ป.ช. กรณีตีตกคำร้องนายศักดิ์สยาม ซุกหุ้น โดยมีพยานหลักฐานรวบรวมเป็นเอกสารหนามาก แบ่งออกเป็น 4 ข้อกล่าวหา ประกอบด้วย 1.กล่าวหาว่า ปปช.ใช้กระบวนการในการตรวจสอบโดยไม่ชอบ ไม่มีการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินในเชิงลึก ไม่ได้มีการไต่สวนหรือแสวงหาข้อเท็จจริงอย่างครบถ้วน ไม่ได้เรียกผู้ร้อง คือนายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล มาให้ถ้อยคำ และไม่ปรากฏว่ามีการตรวจสอบกรณีการทำนิติกรรมอำพราง หรือเส้นทางในการเงินตามที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยไต่สวนไว้

2.ป.ป.ช.ใช้ดุลพินิจในการพิจารณาคดีนี้โดยมิชอบ ใช้ดุลพินิจในการวินิจฉัยอย่างผิดพลาด อย่างชัดแจ้ง เช่น ป.ป.ช.วินิจฉัยว่านายศักดิ์สยามไม่มีเจตนาจงใจในการยื่นบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ ขัดแย้งกับที่ศาลรัฐธรรมนูญได้ไต่สวนวินิจฉัยไว้แล้ว รวมถึงป.ป.ช.ละเว้นการวินิจฉัยในประเด็นที่สำคัญว่าคุณศักดิ์สยาม ยังคงเป็นผู้ถือหุ้นใน หจก.บุรีเจริญฯ หรือไม่ 3.ปปช.จงใจปกปิด ไม่โปร่งใส เช่น ป.ป.ช. เพิกเฉย ไม่ตรวจสอบ ไม่ตอบสนองต่อคำขอจากผู้ร้อง คือนายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. ในการเข้าถึงเอกสารที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการตรวจสอบ รวมถึงความล่าช้าและเพิกเฉยต่อการเปิดเผยผลการตรวจสอบ เช่น มติคำร้องเรื่องบัญชีทรัพย์สินตั้งแต่เดือน ก.ย.ปี 2568 และมติยกคำร้องคดีอาญาตั้งแต่ ก.พ. 2569 แต่เพิ่งจะมีการออกแถลงการณ์ต่อสาธารณะเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา โดยไม่มีการแจ้งผลต่างๆ เหล่านั้นกลับมายังผู้ร้องโดยตรง

จงใจหรือละเว้นการปฎิบัติหน้าที่

4.ป.ป.ช.จงใจละเว้น ละเลย ไม่ตรวจสอบมูลฐานความผิดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น การตรวจสอบและวินิจฉัยฐานความผิดที่ปรากฏในคำร้องหรือที่ปรากฏจากข้อเท็จจริงในคดี ยกตัวอย่างความผิดฐานขัดกันแห่งผลประโยชน์ ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา126 หลังจากเราได้รวบรวมรายชื่อสมาชิกรัฐสภา ตามมาตรา 236 ก็เป็นหน้าที่ของประธานรัฐสภา ซึ่งย้ำว่าประธานรัฐสภาไม่ได้มีอำนาจในการวินิจฉัยว่า ปปชผิดหริอไม่ผิด แค่ใช้ดุลพินิจว่ามีอันควรสงสัยหรือไม่ ซึ่งในมุมของผมและเพื่อนสมาชิกที่มาร่วมลงชื่อกัน เชื่อว่าหลักฐานที่เราได้แนบมาในคำร้องนี้ ยืนยันแล้วว่ามีเหตุอันควรสงสัยเพียงพอ ประธานรัฐสภาควรจะต้องส่งเรื่องต่อไปยังประธานศาลฎีกาให้มีการตั้งคณะไต่สวนอิสระมาดำเนินการตรวจสอบเรื่องนี้โดยเร็วที่สุด

ปชป.ชี้ขัดกันเรื่องผลประโยชน์

ขณะที่ นายสาทิตย์ กล่าวว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาพรรคประชาธิปัตย์ ได้ยื่นเรื่องต่อ ปปช.หลังจากที่พบประเด็นความขัดกันแห่งผลประโยชน์ ซึ่งมีข้อเท็จจริงว่าบริษัทที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าเป็นของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีต รมว.คมนาคม เข้าไปรับงานในกระทรวงคมนาคม ซึ่งเป็นหน่วยงานในกำกับของนายศักดิ์สยาม โดยประเด็นดังกล่าวมีความขัดกันของผลประโยชน์อย่างชัดเจนแต่ ป.ป.ช. จงใจละเลย ไม่วินิจฉัย พรรคประชาธิปัตย์ยืนยันในเรื่องการเมืองสุจริต ซึ่งการดำเนินการของ ปปช.ในคดีนี้มีสิ่งที่ชวนสงสัยว่า ดำเนินการที่ไม่ถูกต้องหลายประการ ซึ่งหวังว่า ประเด็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ จะดำเนินการอย่างรวดเร็ว และพรรคประชาธิปัตย์จะเกาะติดเรื่องดังกล่าวต่อเนื่อง

‘นันทนา’วัดใจล้างระบอบสีน้ำเงิน

น.ส.นันทนา กล่าวว่า ตนขอให้ประธานรัฐสภาเร่งรัดพิจารณาและส่งคำร้องไปยังศาลฎีกาโดยเร็ว เพื่อไม่ให้ถูกครหา เรื่องระบอบสีน้ำเงิน แต่หากประธานรัฐสภาไม่ส่งคำร้อง ต้องตอบคำถามกับประชาชนทั้งประเทศว่า การที่ไม่ส่งนั้นเป็นไปตามคำครหานินทาเรื่องระบอบสีน้ำเงินหรือไม่

กระหน่ำใช้ไทยช่วยไทยพลัส ทะล1หมื่นล้าน เร่งสกัดร้านโกงราคา คลังเตือนให้ข้อมูลเท็จ เจอสอบภาษีย้อนหลัง

กระหน่ำใช้ไทยช่วยไทยพลัส ทะล1หมื่นล้าน เร่งสกัดร้านโกงราคา คลังเตือนให้ข้อมูลเท็จ เจอสอบภาษีย้อนหลัง

กระหน่ำใช้ไทยช่วยไทยพลัส ทะล1หมื่นล้าน เร่งสกัดร้านโกงราคา คลังเตือนให้ข้อมูลเท็จ เจอสอบภาษีย้อนหลัง

วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กระหน่ำใช้ไทยช่วยไทยพลัส ทะล1หมื่นล้าน เร่งสกัดร้านโกงราคา คลังเตือนให้ข้อมูลเท็จ เจอสอบภาษีย้อนหลัง

ประชาชนกระหน่ำใช้สิทธิ “ไทยช่วยไทยพลัส” 5 วัน กว่า 20 ล้านคน ยอดใช้จ่ายสะสมพุ่งทะลุ 1 หมื่นล้านบาท “ศุภมาศ” เตือน เจอร้านค้าโกงราคาไม่ต้องซื้อ พร้อมสั่ง สคบ.ลงตรวจสอบ “อภิสิทธิ์” สับรัฐบาลกู้เงินแก้เศรษฐกิจไม่ตรงจุด เผยลงพื้นที่ยังเจอเสียงบ่นหนาหู ชี้“ไทยช่วยไทยพลัส” กระตุ้นแค่ระดับหนึ่ง ยังมีเดือดร้อนอีกมาก ปลัดคลังเผยการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีโดยไม่ได้เลี้ยงดูพ่อแม่จริง เข้าข่ายการให้ข้อมูลเท็จ จะถูกตรวจภาษีย้อนหลังได้ “ปกรณ์”ไม่กังวล หลังศาลรธน.เรียกผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นปม พ.ร.ก.กู้เงิน ชี้เป็นเรื่องปกติ ย้ำ ต้องเชื่อใจ ก.คลังประเมินสถานการณ์ ที่มีความจำเป็นเร่งด่วน

เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง รายงานความคืบหน้าล่าสุดของโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ที่กระทรวงการคลังเปิดให้ประชาชนใช้สิทธิ์ได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมาว่า ข้อมูล ณ วันที่ 5 มิถุนายน 2569 เวลา 13.00 น. ตัวเลขการใช้จ่ายและการตอบรับจากทั้งภาคประชาชนและร้านค้าพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากที่มีประสิทธิภาพ โดยมียอดใช้จ่ายรวมสูงถึง 10,814.41 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นส่วนที่รัฐบาลร่วมจ่าย (Co-pay) จำนวน 6,300.59 ล้านบาท และส่วนทีประชาชนจ่ายเอง 4,513.82 ล้านบาท ซึ่งตัวเลขนี้มาจากจำนวนผู้ใช้จ่ายจริงแล้วกว่า 20,347,513 คน จากจำนวนผู้ได้รับสิทธิทั้งหมด 26,040,623 ราย

ร้านค้าแห่เข้าร่วมเกือบ1ล้านแห่ง

ในส่วนของร้านค้าทั่วนั้น ปัจจุบันมีร้านค้าที่ลงทะเบียนสำเร็จและพร้อมให้บริการแล้วถึง 984,004 ร้านค้าประกอบด้วยร้านค้าเดิมจากโครงการก่อนหน้า 862,207 ร้าน และร้านค้าใหม่ที่เพิ่มเข้ามาอีก 121,797 ร้าน นอกจากนี้ ยังมีร้านค้าที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบและรอตอบรับข้อตกลง (T&C) อีกกว่า 1.2 แสนราย ที่คาดว่าจะทยอยเข้าสู่ระบบได้ในเร็วๆ นี้

เตือนเจอร้านค้าโกงไม่ต้องซื้อ

นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีมีร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัส ฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาสินค้าว่า ตั้งแต่โครงการคนละครึ่งพลัสที่มีข้อกังวลและข้อห่วงใย แต่ก็แทบจะไม่พบกรณีผู้ค้าฉวยโอกาส แต่พอมาถึงโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส ที่ได้ยินมามีเพียง 1 เคส ซึ่งเมื่อวานนี้ทางสคบ.ก็ได้ลงพื้นที่ ไปยังร้านรถเข็นที่เกิดเหตุ แต่ก็พบว่าปิดร้าน แต่กฎหมายของกระทรวงพาณิชย์ สินค้าทุกอย่างในประเทศไทยจะต้องปิดประกาศราคา หากไม่ปิดประกาศถือว่าผิด

อย่างไรก็ตามขอแนะประชาชนว่า นอกจากจะมีการสแกนจ่ายเงินในโครงการดังกล่าวแล้ว จะต้องดูให้ดีว่าราคาตรงกันหรือไม่ ซึ่งรวมไปถึงการรูดบัตรเครดิตหรือสแกนจ่ายแบบปกติ ที่ผู้ค้าจะเป็นผู้คีย์ราคาก่อนจ่ายเงิน ซึ่งหากราคาไม่ตรงเราก็มีสิทธิที่จะปฏิเสธการจ่าย ทั้งนี้ ประชาชนสามารถแจ้งเบาะแส ไปยังกระทรวงพาณิชย์ได้

นางสาวศุภมาส กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ไปตรวจสอบ คิดว่าพ่อค้าแม่ค้ากว่า 99% ก็ไม่ได้มีปัญหาอยู่แล้ว และจากที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง และนางศุภจี สุธรรมพันธ์ุ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ รวมถึงสส.ที่ลงพื้นที่ก็พบแต่เสียงชื่นชมและรอยยิ้ม ว่าช่วยทำให้กระตุ้นเศรษฐกิจได้ ทำให้ยอดขายของร้านค้าเพิ่มขึ้น ขณะที่ผู้ซื้อก็ได้ของเพิ่มขึ้น 2 เท่า เพราะฉะนั้นเรื่องร้องเรียนในโครงการนี้ยังไม่มี

ตลาดสดเมืองเบตงคึกคัก

ที่ตลาดสดเทศบาลเมืองเบตง อำเภอเบตง จังหวัดยะลา นายอิสสะมาแอ ยาโกะ นายอำเภอเบตง นำทีมเจ้าหน้าที่ประกอบด้วย นายวิรัตน์ อุสมา ปลัดอำเภอหัวหน้าฝ่ายความมั่นคง รวมถึงปลัดอำเภอและเจ้าหน้าที่ปกครอง ลงพื้นที่เพื่อติดตามผลการดำเนินงานโครงการไทยช่วยไทยพลัส เพื่อรับฟังความคิดเห็น ตรวจเยี่ยมการใช้สิทธิ์ของพ่อค้า แม่ค้า และผู้ประกอบการร้านค้าในพื้นที่ พร้อมอำนวยความสะดวกและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโครงการแก่ประชาชน พร้อมกันนี้ ยังได้พบปะพูดคุยกับประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอยผ่านโครงการ เพื่อสอบถามปัญหา อุปสรรค และรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกฝ่าย ทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภค โดยนำข้อมูลที่ได้ไปปรับปรุงการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และตอบสนองความต้องการของคนในพื้นที่ได้อย่างแท้จริง

จากการตรวจสอบพบว่า มีร้านค้าในตลาดสดและพื้นที่ใกล้เคียงเข้าร่วมโครงการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งพ่อค้าแม่ค้าส่วนใหญ่สะท้อนผลลัพธ์ไปในทิศทางเดียวกันว่า หลังจากเข้าร่วมโครงการฯ ยอดการซื้อขายสินค้าเพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน ส่งผลให้รายได้ดีขึ้น ช่วยให้เศรษฐกิจในระดับชุมชนคึกคัก มีการหมุนเวียนเงินสะพัดมากขึ้น ประชาชนส่วนใหญ่แสดงความขอบคุณรัฐบาลที่จัดทำโครงการดีๆ เช่นนี้ และหวังว่าจะมีมาตรการสนับสนุนลักษณะเดียวกันนี้ออกมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อยในระยะยาว

นายอำเภอเบตงยังได้เชิญชวนผู้ประกอบการร้านค้าและประชาชนที่ยังไม่ได้เข้าร่วม หรือยังไม่ได้ใช้สิทธิ์ตามโครงการไทยช่วยไทยพลัส ให้เร่งดำเนินการโดยเร็ว เนื่องจากโครงการนี้เป็นมาตรการสำคัญของรัฐบาลที่จัดขึ้นเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน พร้อมทั้งช่วยส่งเสริมสภาพคล่องทางการเงิน และกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตได้อย่างมั่นคงในระดับท้องถิ่น

นักวิชาการชี้นโยบายที่ดีไม่ต้องใหม่

ดร.สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แสดงความคิดเห็นต่อโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60:40” ว่า หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้โครงการได้รับการตอบรับที่ดีจากประชาชน คือการที่รัฐบาลเลือกนำระบบและแพลตฟอร์มที่ประชาชนคุ้นเคยจากโครงการ “คนละครึ่ง” มาต่อยอด แทนที่จะพัฒนาระบบใหม่ทั้งหมด

ดร.สติธร ระบุว่า แนวทางดังกล่าวช่วยลดต้นทุนการบริหารจัดการ ลดความยุ่งยากในการเข้าถึงสิทธิของประชาชน และลดความเสี่ยงจากปัญหาทางเทคนิคที่มักเกิดขึ้นในช่วงเริ่มต้นของโครงการใหม่ ส่งผลให้การลงทะเบียนเป็นไปอย่างรวดเร็วและประชาชนสามารถใช้สิทธิได้อย่างต่อเนื่อง “บทเรียนสำคัญของนโยบายสาธารณะคือ ความสำเร็จไม่ได้เกิดจากการคิดสิ่งใหม่เสมอไป บางครั้งการนำระบบเดิมที่มีประสิทธิภาพมาปรับปรุงและพัฒนาต่อยอด ก็สามารถสร้างผลลัพธ์ที่ดีกว่าได้ เพราะช่วยลดความสับสนและเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับประชาชน” ดร.สติธร กล่าว

แนะปรับใช้กับนโยบายสวัสดิการภาครัฐ

ประสบการณ์จากโครงการไทยช่วยไทยพลัสควรถูกนำไปใช้กับการดำเนินนโยบายสวัสดิการภาครัฐในอนาคต โดยเฉพาะการลงทะเบียนสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ซึ่งขณะนี้เริ่มมีข้อถกเถียงเกี่ยวกับการปรับปรุงคุณสมบัติผู้มีสิทธิได้รับสวัสดิการ

ทั้งนี้ แม้การปรับเกณฑ์อาจมีเหตุผลเพื่อให้การช่วยเหลือมุ่งเป้าไปยังกลุ่มเป้าหมายที่จำเป็นจริงมากขึ้น แต่รัฐบาลจำเป็นต้องสื่อสารข้อมูลอย่างชัดเจน และรักษาความต่อเนื่องของระบบ เพื่อป้องกันความสับสนและความไม่มั่นใจของประชาชน ฉะนั้น หากมีข้อท้วงติงก็ควรรับฟัง อะไรที่ไม่เหลือบากกว่าแรง อย่างกรณีผู้ที่ถูกนำชื่อไปใช้สิทธิลดหย่อนในการคำนวณภาษีเงินได้ในฐานะบิดา มารดา คู่สมรส หรือบุตร ถ้าปรับได้ก็ควรปรับ อย่างให้เสียบรรยากาศการขับเคลื่อนนโยบาย

ชูข้อดีโครงการไทยช่วยไทยพลัส

สำหรับข้อดีของโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60:40 ดร.สติธร มองว่า ประการแรก โครงการช่วยลดค่าครองชีพของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากประชาชนจ่ายเพียง 40% ขณะที่ภาครัฐช่วยสนับสนุนอีก 60% ทำให้ลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้ทันที

ประการที่สอง โครงการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและร้านค้ารายย่อย เนื่องจากเม็ดเงินหมุนเวียนเข้าสู่ร้านอาหาร ร้านค้าชุมชน และผู้ประกอบการขนาดเล็กโดยตรง

ประการที่สาม กลไกร่วมจ่าย หรือ Co-payment มีข้อได้เปรียบกว่าการแจกเงินสดทั่วไป เพราะทำให้เกิดการใช้จ่ายจริงในระบบเศรษฐกิจ และช่วยให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระดับชุมชนเพิ่มขึ้นในระยะสั้น

ชี้ยังมีข้อจำกัดที่ต้องพิจารณา

อย่างไรก็ตาม ดร.สติธร ระบุว่า โครงการลักษณะนี้ยังมีข้อจำกัดที่ต้องพิจารณาเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นภาระงบประมาณของรัฐที่ค่อนข้างสูง ผลลัพธ์ที่ส่วนใหญ่เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น รวมถึงความเสี่ยงด้านการใช้สิทธิไม่ตรงวัตถุประสงค์ที่ยังจำเป็นต้องมีระบบกำกับดูแลอย่างต่อเนื่อง

ดร.สติธร เห็นว่า รัฐบาลควรมอง “ไทยช่วยไทยพลัส” เป็นมาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงเวลาที่กำลังซื้อยังเปราะบาง มากกว่าจะเป็นเครื่องมือหลักในการพัฒนาเศรษฐกิจระยะยาว

“มาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายช่วยให้เศรษฐกิจหายใจได้สะดวกขึ้นในระยะสั้น แต่การทำให้เศรษฐกิจไทยแข็งแรงอย่างยั่งยืน ยังต้องอาศัยการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาทักษะแรงงาน การส่งเสริมนวัตกรรม และการปฏิรูปเชิงโครงสร้างควบคู่กันไป” ดร.สติธร กล่าว

‘มาร์ค’ซัดกู้เงินแก้ศก.ไม่ตรงจุด

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ทางการเมืองและประเด็นทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลกำลังขับเคลื่อน โดยเฉพาะความคืบหน้าการตรวจสอบ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทว่า ในส่วนของข้อกฎหมาย ยังคงต้องรอคำวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญ ขณะนี้ศาลฯกำลังเปิดโอกาสให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้ชี้แจงเพิ่มเติม แม้จะทราบว่า ทางรัฐบาลพยายามชี้แจง แต่ตนมองว่า สิ่งที่รัฐบาลชี้แจงไปนั้นยังไม่ตรง ถึงจะพูดถึงปัญหาอย่างไรก็ตาม มันไม่สามารถเชื่อมโยงได้เลยว่า เงินที่นำไปใช้นั้น จะสามารถแก้ปัญหาตามที่รัฐบาลอ้างได้อย่างไร เพราะปัญหาความมั่นคงทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน ไม่ใช่เรื่องของกำลังซื้อเป็นหลัก ซึ่งตัวเลขจากธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ก็ยืนยันชัดเจน

อ้างประชาชนส่งเสียงบ่นหนาหู

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ขณะที่การทุ่มเงินลงไปใน 2 แสนล้านบาทแรก จึงไม่ได้ตอบโจทย์ในเรื่องของต้นทุน ซึ่งในความเป็นจริงยังมีวิธีอื่นอีกมากมายที่สามารถทำได้โดยไม่จำเป็นต้องกู้เงิน โดยเฉพาะในเรื่องของพลังงานที่จะชี้แจงว่า จะเปลี่ยนผ่านอย่างไร ก็เห็นได้ชัดว่า เป็นเรื่องที่หน่วยงานต่างๆ มีงบประมาณดำเนินการอยู่แล้ว หากต้องการเร่งรัดก็สามารถทำได้เลย และที่สำคัญคือ โครงการที่รัฐบาลพูดถึงในส่วน 2 แสนล้านบาทหลัง ก็ไม่สามารถนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานได้จริงอย่างที่กล่าวอ้าง นี่จึงเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่ยังคงค้างคาอยู่ส่วนในมิติของเศรษฐกิจ

“จากการลงพื้นที่พบปะประชาชนว่า มีเสียงบ่นเรื่องเศรษฐกิจหนาหู แม้จะอยู่ในช่วงที่มีการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส ซึ่งช่วยกระตุ้นได้ในระดับหนึ่ง แต่ร้านค้าจำนวนมากก็ยังคงได้รับความเดือดร้อน” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

ติงลดหย่อนภาษีตัดสิทธิบัตรคนจน

นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังมีประเด็นคาบเกี่ยวไปถึงนโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรคนจน ที่ไปผูกโยงกับเรื่องการยื่นภาษีว่า ตนได้อภิปรายในสภาไปแล้วว่า รมว.คลังเคยย้ำหลายครั้งว่าการช่วยเหลือต้องเป็นแบบมุ่งเป้า(Targeting) แต่ในทางปฏิบัติกลับสวนทางกัน เชื่อว่า พวกเราทุกคนรู้จักคนที่มีฐานะดีพอสมควร แต่กลับได้เข้าโครงการนี้ ในขณะที่รัฐกลับมาไล่บี้กับคนที่เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจริงๆ เพียงเพราะว่าลูกหลานของเขาเอาเงินมาช่วยจุนเจือ และนำไปหักลดหย่อนภาษี รัฐกลับจะไปตัดสิทธิ์เขา และตอนนี้ยังมาบังคับให้เลือกอีกว่า จะใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีหรือจะถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ประชาชนกลุ่มนี้จัดอยู่ในกลุ่มเปราะบาง ยิ่งกว่ากลุ่มคน 25 ล้านคนที่ไปใช้เงินในโครงการอื่นเสียอีก จึงอยากให้รัฐบาลทบทวนเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพราะวิธีการที่ทำอยู่ไม่ใช่การมุ่งเป้าที่ถูกต้อง และที่ซ้ำร้ายคือ เมื่อประชาชนกลุ่มนี้ถูกตัดสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ก็ไม่สามารถกลับไปลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัสได้อีก เนื่องจากหมดเขตไปแล้ว ซึ่งในประเด็นนี้มีการตั้งข้อสังเกตว่า กลายเป็นการทำให้ลูกกลายเป็นคนอกตัญญู เพราะทำให้พ่อแม่ถูกฟ้องร้องหรือเสียสิทธิ์ ซึ่งตนก็เห็นด้วย เพราะเป็นปัญหาจากการที่รัฐพยายามเข้มงวดกวดขันผิดที่ผิดทาง

ปลัดคลังเตือนอย่าให้ข้อมูลเท็จ

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังเตือนว่า กรณีที่มีการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีโดยไม่ได้อุปการะเลี้ยงดูบุพการีจริง อาจเข้าข่ายการให้ข้อมูลอันเป็นเท็จเพื่อประโยชน์ทางภาษี ซึ่งปัจจุบันหน่วยงานภาครัฐสามารถเชื่อมโยงฐานข้อมูลและตรวจสอบได้ง่ายขึ้น และหากพ่อแม่มีการยื่นอุทธรณ์ และตรวจสอบข้อเท็จจริงพบผู้สูงอายุไม่ได้รับการเลี้ยงดู และได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกลับคืน บุตรคนนั้นจะต้องไม่ใด้สิทธิการหักลดหย่อนภาษีดังกล่าว และอาจถูกสรรพากรตรวจสอบย้อนหลัง

สำหรับผู้สูงอายุ หรือทุกคนที่ถูกตัดสิทธิและเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม เช่น กรณีบุตรใช้สิทธิลดหย่อนภาษีแต่ไม่ได้ให้การดูแลจริง สามารถยื่นอุทธรณ์ได้หลังจากประกาศผลการทบทวนสิทธิในวันที่ 17 ก.ค.69 โดยจะเปิดรับคำอุทธรณ์ตั้งแต่วันที่ 18-31 ก.ค.

“ผู้ที่นำชื่อพ่อแม่ไปใช้ลดหย่อนภาษีเพื่อประโยชน์ส่วนตนโดยไม่ได้ดูแลจริง ไม่เพียงเข้าข่ายหลีกเลี่ยงภาษี แต่ยังส่งผลให้พ่อแม่เสียโอกาสในการเข้าถึงสวัสดิการของรัฐด้วย” นายลวรณ กล่าว

วืดบัตรคนจนยังมีมาตรการอื่นรองรับ

ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า รัฐบาลยืนยันว่า ผู้ที่พลาดสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐยังสามารถเข้าถึงมาตรการช่วยเหลืออื่นได้ ไม่ว่าจะเป็นโครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 หรือเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุที่ยังดำเนินการตามปกติ นอกจากนี้ คลังยังประสานความร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ใช้กลไกในระดับพื้นที่ ทั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ช่วยสำรวจและค้นหากลุ่มคนชายขอบที่อาจตกหล่นจากระบบ เพื่อให้สามารถเข้าถึงสวัสดิการภาครัฐได้อย่างทั่วถึงมากขึ้น

‘ปกรณ์’ไม่กังวลกรณีพรก.กู้เงิน

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีศาลรัฐธรรมนูญ ให้ผู้เกี่ยวข้องทำความเห็นเพิ่มเติมเรื่องการออก พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ภายใน 7 วันว่า ในส่วนของรัฐบาลไม่ต้องชี้แจงเพิ่มเติม เพราะส่งคำชี้แจงไปหมดแล้ว และเท่าที่ติดตามข่าว ส่วนตัวคิดว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้ผู้เชี่ยวชาญ 4-5 คนตามที่ศาลระบุให้ความเห็นทางวิชาการเพิ่มเติม ถือเป็นเรื่องปกติในทุกคดี ส่วนคำชี้แจงของรัฐบาลไม่สามารถเปิดเผยได้ เพราะอยู่ในขั้นตอนกระบวนการเรียบร้อยแล้ว

อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนหลังจากนี้ เมื่อศาลได้รับคำชี้แจงเพิ่มเติมจากผู้เชี่ยวชาญ ศาลจะมีการนัดประชุมว่าจะมีมติอย่างไรต่อไป ทั้งนี้ขอย้ำว่า เป็นขั้นตอนตามปกติ

เมื่อถามว่า รัฐบาลยังมีความกังวลต่อประเด็นนี้หรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า รัฐบาลไม่ได้กังวล และส่วนตัวไม่กังวล เพราะตอนที่ควรกังวลที่สุดคือ ก่อนออก พ.ร.ก. และกฎหมายทุกฉบับ เนื่องจากการออกกฎหมายอะไรต้องรับผิดชอบ ซึ่งรัฐบาลมั่นใจว่า สถานการณ์ตอนนั้นมีความจำเป็นเร่งด่วน และเป็นไปเพื่อการรักษาความมั่นคงเศรษฐกิจของประเทศ เพราะขณะนั้นเราไม่ทราบว่าสถานการณ์จะเกิดอะไรขึ้น ประกอบกับสถานการณ์ทางการเงินเราตอนนั้นก็ไม่ค่อยดี ดังนั้นจึงต้องใช้วิธีดังกล่าว

“เราต้องเชื่อกระทรวงการคลัง ที่เป็นแม่บ้านรัฐบาลว่ามีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศหรือไม่ ส่วนการมาพูดหลังสถานการณ์เปลี่ยนก็สามารถพูดได้หมด” นายปกรณ์ กล่าว

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“การแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายหลักของประเทศไม่สามารถเริ่มด้วยการขัดแย้ง เราต้องสงวนจุดร่วม หาจุดที่สามารถเดินหน้าร่วมกันได้ในการขับเคลื่อนการแก้ไข แต่ถ้าเราเริ่มต้นด้วยสิ่งที่ยืนประจันหน้ากัน ผมรับประกันได้ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้สุดท้ายจะไปไม่ถึงฝั่งฝัน”

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

หัวหน้าพรรคเพื่อไทย

คึกคึก อนุชา-อภิสิทธิ์ หาเสียงเยาวราช ชูนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวผ่าน BKK App

คึกคึก อนุชา-อภิสิทธิ์ หาเสียงเยาวราช ชูนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวผ่าน BKK App

คึกคึก อนุชา-อภิสิทธิ์ หาเสียงเยาวราช ชูนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวผ่าน BKK App

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.03 น.

คึกคึก อนุชา-อภิสิทธิ์ หาเสียงเยาวราช ชูนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวผ่าน BKK App เป็นแอปเพื่อแนะนำนักท่องเที่ยวและบอกค่าฝุ่น ขณะที่แฟนคลับวัยรุ่นขอถ่ายรูปเพียบ 

5 มิถุนายน 2569  เวลา 17.00 น. ที่ถนนเยาวราช เขตสัมพันธวงศ์ นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 พร้อมด้วย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คณะผู้บริหารพรรค อาทิ ดร.การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรค นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค และนายพินิจ กาญจนชูศักดิ์ ผู้สมัคร ส.ก. เบอร์ 2 เขตสัมพันธวงศ์ ลงพื้นที่หาเสียง บนถนนเยาวราช 

โดยบรรยากาศหาเสียงนายอนุชาและผู้บริหารพรรค ได้พบปะพูดคุยกับประชาชน พ่อค้า แม่ค้า และนักท่องเที่ยว พร้อมเยี่ยมเยือน ร้านค้า ร้านอาหาร ร้านทอง ที่อยู่บนถนนเยาวราช ซึ่งประชาชนพ่อค้า แม่ค้า ให้การต้อนรับ คึกคัก อีกทั้งยังนำสินค้า และผลิตภัณฑ์มาให้ชิม อีกทั้งยังมีกลุ่มแฟนคลับที่เป็นวัยรุ่นมาขอถ่ายรูป พร้อมบอกเลือกเบอร์ 5

ด้านนายอนุชา กล่าวว่า ทั้งนี้เยาวราชถือเป็นแหล่งท่องเทึ่ยวสำคัญ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์เอง ก็มีนโยบายที่ช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวคือ BKK App เป็นแอปเพื่อการแนะนำนักท่องเที่ยวว่า มีแหล่งท่องเที่ยวที่ไหน โซนไหน มีกฎอย่างไรบ้าง และยังจัดทำ App BKK Connect เพื่อรวบรวมทุกบริการของกทม. เช่น ดูค่าฝุ่น PM 2.5 เช็คเวลา ขนส่งสาธารณะ (ล้อ ราง เรือ) เช็คเวลาเดินรถขนส่งสาธารณะ จองการบริการจากสำนักงานเขตขอดูกล้อง CCTV อีกด้วย 

สรรเพชญลุยแหลมฉบังแก้จราจรกทท.

สรรเพชญลุยแหลมฉบังแก้จราจรกทท.

สรรเพชญลุยแหลมฉบังแก้จราจรกทท.

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.31 น.

“สรรเพชญ” ลงพื้นที่ท่าเรือแหลมฉบัง ติดตามเฟส 3 – วาง Buffer Zone แก้จราจร กทท.รายงานงานก่อสร้างทางทะเลคืบหน้ากว่า 95% เร่งสรุปแนวทางส่งมอบพื้นที่ เดินหน้าโครงสร้างพื้นฐาน รองรับโลจิสติกส์ระยะยาว ยึดประโยชน์รัฐเป็นหลัก

วันนี้ (5 มิ.ย.) นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และนายปัญญา ชูพานิช รองปลัดกระทรวงคมนาคม หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านการขนส่ง ลงพื้นที่ท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี เพื่อตรวจติดตามการดำเนินงานและมอบนโยบายแก่การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) โดยมีนายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ว่าที่ร้อยตรี รัฐกร เขียวไพศาล รองผู้อำนวยการ กทท. สายบริหารการเงินและกลยุทธ์องค์กร รักษาการแทนผู้อำนวยการ กทท. พร้อมคณะผู้บริหาร กทท. ให้การต้อนรับและรายงานความคืบหน้าการดำเนินงานสำคัญของท่าเรือแหลมฉบัง โดยเฉพาะโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ซึ่งเป็นโครงการโครงสร้างพื้นฐานหลักด้านโลจิสติกส์ของประเทศ

นายสรรเพชญฯ กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นการติดตามงานต่อเนื่องจากการมอบนโยบายให้ กทท. เมื่อวันที่ 30 เมษายนที่ผ่านมา โดยต้องการรับฟังข้อมูลความคืบหน้า ปัญหา และอุปสรรคของท่าเรือแหลมฉบังจากผู้ปฏิบัติงานโดยตรง เนื่องจากท่าเรือแหลมฉบังเป็นประตูเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ และเป็นจุดเชื่อมโยงระบบขนส่งและโลจิสติกส์ไทยสู่สากล โดยเฉพาะโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ซึ่งยังมีประเด็นที่ต้องเร่งพิจารณาให้ได้ข้อยุติโดยเร็ว พร้อมกำชับให้ กทท. เดินหน้าโครงการให้ชัดเจนในทุกประเด็น ทั้งด้านพื้นที่ เทคนิค สัญญา และการทำงานกับคู่สัญญา โดยต้องดำเนินการอย่างรวดเร็ว ถูกต้อง โปร่งใส และไม่ให้รัฐเสียประโยชน์

ด้านว่าที่ร้อยตรี รัฐกรฯ ได้รายงานความคืบหน้าโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3โดยภาพรวมงานก่อสร้างทางทะเล ณ วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 มีความคืบหน้าประมาณ 95.57% ส่วนงานก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคมีความคืบหน้าประมาณ 19.82% และอยู่ระหว่างดำเนินการตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขแบบและสัญญา ซึ่งต้องเสนอให้คณะกรรมการ กทท. พิจารณาตามอำนาจหน้าที่ ทั้งนี้ กทท. ได้ติดตามงานอย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมแผนเร่งรัดในส่วนที่สามารถดำเนินการได้ เพื่อให้โครงการเดินหน้าต่อเนื่อง

สำหรับความคืบหน้าหลังการมอบนโยบายเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 คณะทำงานฯ ได้ประชุมหารือร่วมกับบริษัท จีพีซี อินเตอร์เนชั่นแนล เทอร์มินอล จำกัด อย่างต่อเนื่อง เพื่อกำหนดแนวทางการส่งมอบพื้นที่โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ในส่วนของท่าเทียบเรือ F และระบบสาธารณูปโภคที่ใช้ร่วมกัน โดยบริษัท จีพีซีฯ ได้ชี้แจงข้อมูล ข้อเสนอทางเทคนิค ประมาณการด้านราคา และผลกระทบที่เกี่ยวข้อง ขณะที่ กทท. ได้รวบรวมข้อมูลและข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย พร้อมประสานผู้รับจ้างออกแบบเพื่อขอข้อมูลเชิงวิศวกรรมเพิ่มเติมสำหรับใช้ประกอบการพิจารณาในประเด็นพื้นที่ F1 และ F2 โดยเฉพาะข้อกำหนดด้านคุณภาพงานถมทะเลตามสัญญา รวมถึงเตรียมขอความเห็นทางวิชาการจากวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาก่อนกำหนดแนวทางดำเนินการในขั้นตอนต่อไป

ทั้งนี้ กทท. อยู่ระหว่างเร่งรัดการพิจารณาเพื่อให้การส่งมอบพื้นที่ได้ข้อยุติโดยเร็วและไม่ส่งผลกระทบต่อแผนการดำเนินโครงการในภาพรวม โดยจะนำความเห็น ข้อเสนอแนะ และข้อมูลทางวิชาการจาก วสท. มาใช้ประกอบการพิจารณาร่วมกับข้อมูลด้านเทคนิคและข้อเท็จจริงที่ได้รับจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก่อนนำไปหารือร่วมกับบริษัท จีพีซีฯ อีกครั้ง เพื่อกำหนดแนวทางที่เหมาะสมและสามารถปฏิบัติได้จริง สำหรับประเด็นข้อเรียกร้องของคู่สัญญาอยู่ระหว่างการพิจารณาของฝ่ายกฎหมาย กทท. ท่าเรือแหลมฉบัง และที่ปรึกษากฎหมาย เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างครบถ้วน โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย  คาดว่าการเปิดให้บริการท่าเทียบเรือ F1 จะอยู่ภายในปี 2574

นายสรรเพชญฯ ได้กำชับให้ กทท. บริหารโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 อย่างรอบคอบและเป็นระบบ โดยเร่งเดินหน้างานส่วนที่สามารถดำเนินการได้ทันที ควบคู่กับการหาข้อยุติในประเด็นที่ยังอยู่ระหว่างพิจารณา เพื่อให้โครงการเดินหน้าตามเป้าหมาย โปร่งใส ตรวจสอบได้ และรักษาประโยชน์ของรัฐ

นอกจากนี้ ยังได้มอบนโยบายมาตรการเร่งรัดปี 2569 เพื่อยกระดับมาตรฐานท่าเรือแหลมฉบัง โดยให้ กทท. บริหารพื้นที่ Buffer Zone กว่า 127 ไร่ เป็นลานพักรถบรรทุกก่อนเข้าสู่ท่าเทียบเรือ เพื่อลดแถวคอยบนถนนสายหลัก กำชับท่าเทียบเรือคู่สัญญารักษามาตรฐานการระบายรถผ่าน Sub Gate ไม่น้อยกว่า 50 คันต่อชั่วโมง และใช้พื้นที่ SRTO รองรับตู้สินค้าขาออก เพื่อลดความแออัดในลานเอกชน พร้อมให้คณะทำงานแก้ไขปัญหาจราจรบูรณาการเจ้าหน้าที่ ผู้ประกอบการ กรมศุลกากร ทล. ทช. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และตำรวจ ตลอด 24 ชั่วโมง ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาบริหารจราจรและคิวรถอย่างเป็นระบบ

ในระยะยาวให้เร่งจัดทำ Master Plan พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ปรับโครงสร้างอัตราค่าภาระ ลดตู้สินค้าคงค้าง เร่งรัดโครงการท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 เพิ่มสัดส่วนขนส่งทางรางระหว่างไอซีดีลาดกระบัง–ท่าเรือแหลมฉบังให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 50 และส่งเสริมการขนส่งทางน้ำภายในประเทศ เพื่อลดความแออัดการจราจร ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวจะช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการขนส่ง สนับสนุนบทบาทท่าเรือแหลมฉบังในฐานะประตูการค้าหลักของประเทศและเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานกับระบบโลจิสติกส์ไทยให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รองรับการค้า การลงทุน และการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

015

โครงการสุนัขนักบำบัดไทย สร้างผลงาน “ฮีลใจ-ฮีลกาย” พร้อมออกทำประโยชน์แก่สังคม-ผู้ป่วยกลุ่มต่างๆ

โครงการสุนัขนักบำบัดไทย สร้างผลงาน “ฮีลใจ-ฮีลกาย” พร้อมออกทำประโยชน์แก่สังคม-ผู้ป่วยกลุ่มต่างๆ

โครงการสุนัขนักบำบัดไทย สร้างผลงาน “ฮีลใจ-ฮีลกาย” พร้อมออกทำประโยชน์แก่สังคม-ผู้ป่วยกลุ่มต่างๆ

วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.25 น.

บริษัท ออลไฟน์ จำกัด ผู้ก่อตั้ง โครงการและหลักสูตรสุนัขนักบำบัดไทย โดยมีแนวทางหลักสูตรการอบรมทีมสุนัขนักบำบัดมาจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ Therapy Dog Association Switzerland VTHS เพื่อฝึกฝนเจ้าของสุนัขและสุนัขในไทยที่มีศักยภาพให้เป็น “ทีมสุนัขนักบำบัด” มาตรฐานระดับโลก เดินหน้าจัดงานมอบประกาศนียบัตร ประกาศความสำเร็จในการผลิตทีมสุนัขนักบำบัดรุ่น 2 และ รุ่น 3 พร้อมเสวนา ”เปิดประสบการณ์การทำงานของทีมสุนัขนักบำบัดไทย” โดยหลักสูตร “สุนัขนักบำบัดไทย” ได้รับการพัฒนาร่วมกับหน่วยงานและองค์กรผู้เชี่ยวชาญในการดูแลคนในกลุ่มต่างๆ และได้รับการยอมรับในระดับประเทศ เพื่อออกทำประโยชน์แก่สังคม สร้างสรรค์ความสุข และรอยยิ้มแก่ผู้คนในสังคมอย่างยั่งยืน

ในการนี้ ภายในงานได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิและตัวแทนผู้บริหารหน่วยงานพันธมิตร ร่วมแสดงความยินดีและพูดคุยภายในงาน อาทิ ขรรค์ ประจวบเหมาะ ที่ปรึกษาและกรรมการกิติมศักดิ์ มูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่ง ประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์ ดร.มลิวัลย์ ธรรมแสง เลขาธิการ มูลนิธิอนุเคราะห์คนหูหนวก ในพระบรมราชินูปถัมภ์ และ แพทย์หญิงมธุรดา สุวรรณโพธิ์ ผอ.สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ เป็นต้น

วรกร โอสถารยกุล ผู้ก่อตั้งโครงการและหลักสูตรสุนัขนักบำบัดไทย (Therapy Dog Thailand) และนายกสมาคมสุนัขบำบัด กล่าวว่า จากวันที่เราได้เปิดตัวโครงการสุนัขนักบำบัดไทยไปแล้วในปี 2566 นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่ทำให้ทางภาครัฐ ภาคเอกชนรวมถึงประชาชนทั่วไปได้รู้จักเรามากขึ้น อีกทั้งทางเราเองได้มีการปรับโครงสร้างและรูปแบบการอบรม โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักนวัตกรรมแห่งชาติ ในการทำระบบการอบรมออนไลน์ในส่วนของภาคทฤษฎี จึงทำให้ผู้อบรมสามารถจัดเวลามาเรียนได้ง่ายขึ้น เนื่องจากคลาสการอบรมของเรามีหลายส่วนประกอบกัน ตั้งแต่ภาคทฤษฎี ภาคปฏิบัติ และการออกฝึกทำงานจริงกับผู้ป่วยกลุ่มต่างๆ  จึงทำให้เราได้มีผู้เข้าอบรมจำนวนเพิ่มขึ้น ณ ปัจจุบัน มีทีมสุนัขนักบำบัดไทยรวมถึงและว่าที่ทีมสุนัขนักบำบัดประมาณ 60 กว่าทีมแล้ว  ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา ก็ทำให้เราได้ออกทำงานสนับสนุนภาคสังคม และการทำงานร่วมกับแพทย์ได้มากขึ้น เพราะจำนวนของทีมมีมากขึ้น บวกกับความพร้อมและประสบการณ์ที่ทางทีมได้ออกทำงานเป็นประจำ ทำให้ทุกทีมมีความคล่องตัวเพิ่มขึ้นมาก

 “ทีมสุนัขนักบำบัดไทยทำงานกับคนทุกกลุ่มจริงๆ ตั้งแต่ผู้สูงวัย โดยเฉพาะผู้ป่วยสมองเสื่อม กลุ่มผู้ที่มีภาวะซึมเศร้า กลุ่มจิตเภท กลุ่มจิตเวชต่างๆ กลุ่มน้องๆที่มีความต้องการพิเศษ กลุ่มน้องตาบอดและกลุ่มน้องหูหนวก โดยเป็นการทำงานร่วมกับสถานพยาบาล และสถานศึกษาเป็นหลัก ทั้งสถานศึกษาในระดับประถมจนถึงมหาวิทยาลัย ได้ชวนให้พวกเราเข้าไปทำกิจกรรมเพื่อสนับสนุนการศึกษาให้กับน้องๆ  ฉะนั้น เวลาที่เราเข้าไปในโรงเรียนอาจจะไม่ใช่แค่ผ่อนคลายความเครียดให้กับน้องๆเท่านั้น แต่ทุกครั้งที่เราเข้าไปเราจะให้น้องๆได้รู้จักและเข้าใจเครื่องมือบำบัดใหม่ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลด้วย”

นายกสมาคมสุนัขบำบัด ชี้ว่า ณ ปัจจุบัน เราได้รับเสียงตอบรับค่อนข้างดีมากๆ จากทางผู้เชี่ยวชาญที่เข้าร่วมสังเกตการณ์การปฏิบัติงานของเรา เนื่องจากในปัจจุบัน ทุกครั้งที่เราเข้าทำกิจกรรมบำบัดผู้ป่วยในโรงพยาบาล หรือเข้าทำงานในสถานศึกษา เราจะเชิญผู้เชี่ยวชาญเข้าร่วมในช่วงเวลาปฏิบัติงานนั้นด้วย เพื่อทางผู้เชี่ยวชาญจะสามารถให้คำตอบได้ดีที่สุดว่าผู้รับบริการได้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากน้อยเพียงใด ซึ่งถือเป็นเรื่องดีที่เรามีแพทย์ในสาขาต่างๆ นักกายภาพบำบัด นักกิจกรรมบำบัด ที่ทำงานร่วมกับเราได้เป็นอย่างดี และทำให้เราได้พัฒนาโปรแกรมร่วมกัน ทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ได้ประสิทธิผลอย่างรวดเร็วกับผู้รับบริการ

สำหรับเป้าหมายต่อไปของโครงการฯ  คุณวรกร กล่าวทิ้งท้ายว่า หมุดหมายที่สำคัญที่เราตั้งใจให้เกิดขึ้นในปีนี้ คือ การจัดตั้งโรงเรียนสุนัขนักบำบัดไทย ตลอดจนการออกทำงานด้านการอบรมในต่างจังหวัด การจัดคอร์สอบรมสำหรับชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย เพราะเราคิดว่าการมีทีมจำนวนเพิ่มมากขึ้นอยู่ในพื้นที่ต่างๆ จะทำให้เป็นแรงขับเคลื่อนที่ดีที่เราสามารถออกทำงานสนับสนุนภาคการบำบัดได้มากขึ้น อีกทั้งการจัดตั้งโรงเรียนยังเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญต่อการพัฒนาเพื่อเป็นอาชีพใหม่สำหรับคนไทยด้วยเช่นกัน

พญ. มธุรดา สุวรรณโพธิ์ ผอ.สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ หนึ่งในพันธมิตรที่ได้ร่วมงานกับทีมสุนัขนักบำบัดไทย เปิดเผยว่า เคยได้ร่วมงานกับทางทีมสุนัขบำบัดไทย ตั้งแต่ตอนทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลศรีธัญญา เพราะจริงๆ ทางกรมสุขภาพจิตเองมีใช้การบำบัดแบบ pet therapy มานานแล้ว แต่จะเริ่มที่กลุ่มของเด็ก เช่น เด็กออทิสติก และเด็กสมาธิสั้น พอทางโครงการสุนัขบำบัดไทยได้เข้ามาคุยกับทางกรมสุขภาพจิตเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ทางอธิบดีกรมสุขภาพจิตก็เล็งเห็นว่า เป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะมีเอกสารระบุว่า สามารถทำในผู้ใหญ่ได้ด้วย อาทิ กลุ่มคนไข้อัลไซเมอร์ หรือคนไข้ที่เป็นซึมเศร้า เลยไปคุยกับทีมนักกิจกรรมบำบัดของโรงพยาบาลจิตเวช ซึ่งเป็นเรื่องของการฟื้นฟูสุขภาพผู้ป่วย โรงพยาบาลศรีธัญญาได้รับมอบหมายในเรื่องของการบำบัดฟื้นฟูคนไข้ด้วย ได้เข้าร่วมกิจกรรมไป 2 รุ่น (จากการทำกิจกรรม 3 ครั้ง) โดยทำงานร่วมกับนักกิจกรรมบำบัด นักจิตวิทยาและพยาบาล

            “เดิมทีการบำบัดโดยสัตว์ในเมืองนอกจะใช้ฮิปโป เป็นสัตว์ตัวใหญ่ แต่ในไทยเองจะมีการใช้ควายบำบัด และใช้ม้าในการจ๊อกกิ้งสำหรับเด็กสมาธิสั้น เพราะถ้าทำอะไรที่โลดโผน เด็กจะจดจ่อได้ จากนั้น ก็มีการบำบัดโดยใช้สัตว์เล็ก ทั้งหมาและแมว ซึ่งการทดลองในเด็กที่ผ่านมา ได้ผลดี ส่วนการทดลองในผู้ใหญ่กับทางทีมสุนัขนักบำบัดไทย จะเป็นในกลุ่มผู้ใหญ่ที่เป็นจิตเวช ซึ่งรักษาด้วยยาแผนปัจจุบันหายแล้ว แต่จะตอบสนองช้า ซึ่งพอได้เข้ารับการบำบัดแบบกลุ่มราว 2 สัปดาห์ คนไข้ก็เปิดใจมากขึ้น เราบำบัดในลักษณะฟื้นฟูจิตใจโดยสุนัขหลากหลายสายพันธุ์ เพื่อให้ร่วมมือในการรักษาดีขึ้นและไม่กลับมาเป็นซ้ำ

            นอกจากนี้ ผอ.สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ กล่าวทิ้งท้ายว่า หลังเคยเข้าร่วมการบำบัดกับทางทีมสุนัขนักบำบัดไทยมา 2 ครั้ง ก็วางแผนไว้ว่าจะมีการบำบัดเดี่ยว เพราะเห็นผลจากการบำบัดกลุ่มคนไข้ทั้งโรคอัลไซเมอร์ ในระดับต้น และซึมเศร้าว่า ผลออกมาดี เป็นที่น่าพอใจถึง 70% เห็นผลชัดเจนตั้งแต่การบำบัดในสัปดาห์ที่ 3-8 ซึ่งการบำบัดโดยทีม Therapy Dog Thailand จะต่างกับที่เราเคยทำ pet therapy สมัยก่อน เพราะมีวิทยาศาสตร์รองรับชัดเจน จับต้องได้ มีผลการทดลองจากต่างประเทศและมีรีวิวมาพอสมควร รวมถึงสัตว์พันธุ์เล็ก ก็นำมาบำบัดได้ง่ายกว่า ซึ่งเรากำลังอยู่ในช่วงศึกษา และอาจจะผลักดันให้การบำบัดในลักษณะนี้เกิดขึ้นในอนาคตกับกลุ่มคนไข้ที่มีสุนัขเอง เพื่อให้เขามีโอกาสได้เป็น นักบำบัด มีประกาศนียบัตรรองรับ มีรายได้ต่อไป ซึ่งอาจจะมีการทำเป็น กองทุนสุขภาพ”

ด้าน สพ.ญ.ดร.ศิรยา  ชื่นกำไร อดีตนายกสมาคมสัตวแพทย์สัตว์เล็กโลก ตัวแทนทีมสุนัขนักบำบัดไทย ชี้ว่า การทำงานบำบัดต้องเป็นทีม เพราะมีโจทย์อันได้แก่ ผู้ได้รับการบำบัด และเป้าหมายที่การบำบัดต้องบรรลุ หรือให้ได้ผลลัพธ์ใกล้เคียงที่จะเป็นประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ได้รับการบำบัด ผลลัพธ์นี้อาจเป็นผลทางกายภาพ เช่น กายภาพบำบัด การเคลื่อนไหว การออกเสียง หรือผลทางอารมณ์ เช่น ความสุขใจ การหลุดจากความเศร้าซึม เหงา หรือหมกมุ่นทางสังคม เช่น การได้ละเล่น หรือดูแลสิ่งมีชีวิตตัวอื่น ดังนั้น กิจกรรมจึงต้องมีการวิเคราะห์วางแผนล่วงหน้า และตามประเมินว่าบรรลุเป้าหมายไหม มีส่วนไหนต้องปรับปรุงเพื่อให้ผู้ได้รับการบำบัดมีการพัฒนาขึ้น

            “ในมุมมองสัตวแพทย์ จากการมีโอกาสรู้จักและสัมผัสสุนัขหลากหลาย ทำให้รู้ว่าสุนัข แม้ว่าจะมีลักษณะนิสัยที่แตกต่างกันมากมาย แต่ส่วนใหญ่ก็มีศักยภาพในการฝึก และเกิดความสุขใจในการร่วมทีมนักบำบัด ทำกิจกรรมต่างๆร่วมกับมนุษย์ได้ จริงๆแล้วสุนัขจะมีความฉลาด หรือความสามารถใดๆก็ขึ้นอยู่กับการฝึกการใช้สมองและทักษะ ไม่ต่างจากมนุษย์ ถ้าเราไม่ฝึกหรือให้โจทย์ แบบฝึกหัดใดๆ เลี้ยงไว้เฉยๆ เขาก็จะทำได้แค่ระดับหนึ่ง แถมมีความเบื่อ แต่การฝึกปฏิบัติทุกอย่างจะเป็น การเพิ่มคุณค่าที่เจ้าของสัตว์ควรมีให้ในชีวิตประจำวันของเขาด้วย ทำให้เขามีคุณค่าในการมีชีวิตอยู่ สิ่งที่ได้คือบทเรียนมากมายในทุกโอกาสที่ไปฝึกปฏิบัติ แน่นอนว่าการเตรียมการก็ต้องทำอย่างละเอียด ซึ่งมีผลต่อความเครียดของทีมเจ้าของหมา แต่สิ่งที่หมาสอนเราคือ การปล่อยวาง หมาตัวเองมีความเป็นธรรมชาติ เข้าใจการปฏิบัติ ไม่เครียด ไม่เกร็ง เหมือนตัวเรา”

นิรภร โสภณพนิช หนึ่งในทีมสุนัขนักบำบัดไทย เผยว่า คาปูเป็นรุ่นที่สอง เราได้ไปบำบัดเคสผู้สูงวัยที่ สถานดูแลผู้สูงวัยเอกชน เป็นอาจารย์หมอ อายุ 80-90 ปี แล้วก็คิดว่าตัวเองรู้เรื่องหมดทุกอย่าง ไม่ชอบให้มีคนมาบอกว่าต้องทำอะไร สามารถคิดเองได้ แต่ที่จริงสมองของคุณหมอก็เริ่มไม่สามารถทราบได้ว่า เวลานี้ต้องทำอะไร แขนขาเริ่มอ่อนแรง มือจะหยิบจับอะไรไม่ค่อยได้ เดินไม่ค่อยได้ แล้วก็ดื้อมาก บอกให้ทำอะไรก็ไม่ทำ พอไปถึง คุณหมอนั่งรถเข็นมา โจทย์คือ อยากให้คุณหมอขยับ เพราะปกติไม่ขยับ คิดว่าทำอะไรเองได้ ไม่ต้องพาไปทำกายภาพ เราแนะนำตัวเอง แล้วบอกว่า วันนี้พาน้องหมามาด้วย คุณหมอก็ไม่มอง ไม่พูด ไม่ทำอะไรเลย เราก็บอกว่า สุนัขของเราตัวเล็ก ท่านยอมขยับมานั่งที่โซฟาตามที่พยาบาลบอก แต่เรื่องยาก คือ เราไม่รู้จะปฏิบัติกับท่านอย่างไร เพราะท่านไม่ทำ ไม่ตอบ ไม่พูด บอกแค่ว่า ถึงเวลาฉันต้องไปนอนละ พูดอยู่แบบนี้ แต่เรายังไม่ได้ทำอะไรเลย

“เราเลยคิดว่า ทำอย่างไรให้ท่านสนใจเราก่อน เลยเล่าประวัติของคาปู บอกว่า ทำอะไรได้บ้าง ท่านก็เริ่มหันมามองที่หมา เราก็เริ่มสนุกแล้ว เลยบอกท่านว่า สายพันธุ์นี้มีกี่สี ทำอะไรได้บ้าง เป็นหมาที่ค่อนข้างแอคทีฟ เคยเป็นหมาล่าแกะ เป็นหมาจับหนู เราก็เริ่มหันมาดึงความสนใจท่านให้อยู่ในวิชาการ ท่านก็เริ่มสนใจ แล้วก็เริ่มคุยแล้วก็ถามว่า แล้วกินอะไร เขาทำอะไร เริ่มพูด เลยบอกท่านว่า คุณหมอขยับไปรถเข็นได้ไหมคะ เดี๋ยวเราไปทำกิจกรรมกัน ท่านก็ลุกโดยดี เพราะอยากรู้ว่า ตัวนี้จะทำอะไรได้บ้าง เลยพาคุณหมอนั่งรถเข็นไป แล้วบอกว่า คุณหมอเชื่อไหมคะว่า ถ้าคุณหมอปาลูกกบอลไป เขาจะไปเอากลับมา ท่านก็ถามเสียงดุๆว่า ทำได้เหรอ คุณหมอก็ปาใกล้ๆ แล้วคาปูก็ไปหยิบลูกบอลมาให้เรา เลยบอกคุณหมอให้ปาไปไกลๆ เลยบอกให้ปาสองมือไปเลย คุณหมอก็ปาไปไกลๆ คาปูก็วิ่งไปคาบมา แล้วก็บอกให้คุณหมอแบมือ คาปูก็จะนำลูกบอลไปวางบนมือ เพราะเขาเป็นหมาที่ถ้าใครแบมือ เขาจะเอาบอลไปวางให้คนนั้น คุณหมอก็เริ่มสนุก ปาไปซ้ายไปขวา”

ทั้งนี้ สำหรับผู้เลี้ยงสุนัขที่สนใจเข้าร่วมอบรมเป็นทีมสุนัขนักบำบัดไทย คอร์สทีมสุนัขนักบำบัดไทยสู่การดูแลคนทุกกลุ่มรุ่นที่ 5 และคอร์สทีมสุนัขนักบำบัดสู่การดูแลผู้สูงวัยรุ่นที่ 1 สามารถติดต่อเพิ่มเติมได้ที่ โทร 0627077999 www.TherapyDogThailand.org /  Line Official: @tdogt

คุณแหน : 6 มิถุนายน 2569

คุณแหน : 6 มิถุนายน 2569

คุณแหน : 6 มิถุนายน 2569

วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • เมื่อวันที่ 3 มิ.ย.69 เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ คำสั่ง สำนักงานพระคลังข้างที่ ที่ 35 | 2569 เรื่อง แต่งตั้งกรรมการพระคลังข้างที่ ดังนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ องคมนตรี เป็น กรรมการพระคลังข้างที่…
  • สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี เจ้าประคุณสมเด็จธงชัย วัดไตรมิตรวิทยาราม เป็นประธานจัดงานทอดผ้าป่าสามัคคี เพื่อสนับสนุนการศึกษาของ วิทยาลัยอาชีวศึกษาภาวนาโพธิคุณ วันที่ 5 ก.ค. 10.00 น. ณ วิทยาลัยอาชีวศึกษาภาวนาโพธิคุณ อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี โดยรายได้จากการทอดผ้าป่าในครั้งนี้ จะนำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนให้แก่นักศึกษา ซึ่งมาจากทั่วประเทศ ให้มีโอกาสศึกษาวิชาชีพระดับ ปวช. และ ปวส. โดยไม่ต้องเป็นภาระของครอบครัว…ผู้มีจิตศรัทธาร่วมทำบุญผ่านบัญชี “วิทยาลัยอาชีวศึกษาภาวนาโพธิคุณ” ที่ ธนาคารกสิกรไทย สาขาสุขุมวิท 6 เลขที่บัญชี 637-101-7222 หรือ สอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร.02-653-2952 , 094-556-6992 …
  • สมาคมนักศึกษาเก่า มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กรุงเทพฯ จัดกิจกรรม “รับน้องรถไฟ ปี 2569” ที่สถานีรถไฟหัวลำโพง ในวันนี้( 6 มิ.ย.)เวลา 13.00 น.โดยมีพี่ๆร่วมกันส่ง “น้องใหม่ รหัส 69” ขึ้นรถไฟขบวนพิเศษ เพื่อเดินทางสู่รั้ว มช. ทั้งนี้ มีรุ่นพี่ จาก สมาคมนักศึกษาเก่า มช.แต่ละจังหวัด รวมกลุ่มกันจัดกิจกรรมรับน้องตามรายทางในแต่ละสถานี อาทิ ลพบุรี ,นครสวรรค์ ,พิษณุโลก และ ลำปาง…ท่ามกลางความอบอุ่นที่พี่ๆมีให้น้องๆ ซึ่งเป็นความทรงจำอันงดงามของชาวลูกช้าง ที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน…
  • ดร.มณทิพย์ ศรีรัตนา ทาบูกานอน ร่วมเป็นวิทยากร ในฐานะ Visiting Faculty และร่วมต้อนรับคณะจาก มหาวิทยาลัย Zayed , UAE มาเยี่ยม School of Civil and Environmental Engineering,AIT เมื่อเร็วๆนี้…
  • คุณหมอโอ๊ค-นพ.สมิทธิ์ อารยะสกุล ไปเที่ยวภูฏานระหว่างนี้ เจ้าตัวชักภาพกับเจ้าถิ่นมาอวดเพื่อนๆ พร้อมคำบรรยายว่า “ผมว่าผมกลมกลืนเพื่อนๆที่นี่มาก”…คนที่มีโอกาสได้ดูภาพนั้นบอกว่า หล่อเหลาใกล้เคียงกันมาก…
  • ขอแสดงความยินดีกับ คุณตา-คุณยาย ถาวรสวัสดิ์ – ชุติมา ชวะโนทัย ที่หลานสาวคนเก่ง น้องโพลี่ ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติจากโรงเรียนนานาชาติที่เรียนอยู่…
  • ชื่นชม ดร.สมชาย วิรุฬห์ผล รับเชิญมาออกรายการทีวีหนึ่ง เมื่อวันก่อน ท่านมาพร้อม เสื้อผ้า-หน้า -ผม ดูดีหล่อสมวัย…อิฉันมิได้พูดเอง โดมชรา เขาฝากชมมา…ตรงกันข้ามกับ ดร.ประพัฒน์ จงสงวน อดีต ผอ.รฟท.ปล่อยผมยาวเซอ ทำให้เพ้อกันว่า “ชายเคยหล่อ” หายไปไหนหนอ ??…

บารอนเนส

นักวิจัย มช. ค้นพบ ‘รุจิสิริน’ พืชชนิดใหม่ของโลก เสริมองค์ความรู้ความหลากหลายทางชีวภาพไทย

นักวิจัย มช. ค้นพบ 'รุจิสิริน' พืชชนิดใหม่ของโลก เสริมองค์ความรู้ความหลากหลายทางชีวภาพไทย

นักวิจัย มช. ค้นพบ ‘รุจิสิริน’ พืชชนิดใหม่ของโลก เสริมองค์ความรู้ความหลากหลายทางชีวภาพไทย

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 21.41 น.

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ค้นพบพืชชนิดใหม่ของโลก “รุจิสิริน” พรรณไม้หายากแห่งนราธิวาส ได้รับพระราชทานนามจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

คณะนักวิจัยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ค้นพบพืชชนิดใหม่ของโลกในสกุลสังหยูดอกใหญ่ (Pseuduvaria Mig.) วงศ์กระดังงา (Annonaceae) จากป่าดิบชื้นในจังหวัดนราธิวาส และได้รับพระราชทานนามไทยว่า “รุจิสิริน” จากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี นับเป็นความภาคภูมิใจของคณะผู้วิจัยและมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อีกทั้งเป็นการเพิ่มพูนองค์ความรู้ด้านความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทยในระดับนานาชาติ

การค้นพบดังกล่าวเป็นผลงานของคณะนักวิจัยนำโดย รองศาสตราจารย์ ดร.ธนวัฒน์ เชาวสกู ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับ นางสาวชนิตา อยู่สุขขี ครูโรงเรียนท่าช้างวิทยาคาร จังหวัดสิงห์บุรี อดีตนักศึกษาปริญญาโท สาขาวิชาการสอนชีววิทยา ดร.อานิสรา ดำทองดี นักวิจัยหลังปริญญาเอก อดีตนักศึกษาปริญญาเอก สาขาวิชาความหลากหลายทางชีวภาพและชีววิทยาชาติพันธุ์ ตลอดจนนักวิจัยอิสระ ได้แก่ นายกิติศักดิ์ ฌานธำรง (อ๋องย่อง) นายอับดุลรอแม บากา และนายอิสมาแอล สามะแอ

“รุจิสิริน” มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pseuduvaria sirindhorniana Yoosukkee, Damth. & Chaowasku เป็นไม้ต้นขนาดเล็ก สูงประมาณ 3–4 เมตร ออกดอกตามซอกใบ มีกลีบดอก 6 กลีบ แบ่งเป็น 2 ชั้น ชั้นละ 3 กลีบ โดยกลีบดอกชั้นนอกมีสีขาวครีม ส่วนกลีบดอกชั้นในมีสีม่วงแดงแต้มสีครีม ปลายกลีบจรดกันเป็นรูปโดมอย่างสวยงาม มีช่องว่างระหว่างกลีบซึ่งเป็นทางเข้าของแมลงผสมเกสร เมื่อออกดอกพร้อมกันทั้งต้นจะมีความโดดเด่นสะดุดตาเป็นพิเศษ

ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงส่งเสริมการศึกษาอนุกรมวิธานพืชและการอนุรักษ์ทรัพยากรพันธุกรรมพืชของประเทศมาโดยตลอด ประกอบกับการเฉลิมพระเกียรติในโอกาสที่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จะทรงเจริญพระชนมายุครบ 6 รอบ หรือ 72 พรรษา ในปี พ.ศ. 2570 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่จึงได้กราบทูลขอพระราชทานนามไทยสำหรับพืชชนิดใหม่ของโลกชนิดนี้ และขอพระราชทานพระราชานุญาตใช้พระนาม “Sirindhorn” เป็นคำระบุชนิดในชื่อวิทยาศาสตร์ ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามไทย “รุจิสิริน” ให้แก่พืชชนิดใหม่ดังกล่าว อันนับเป็นเกียรติยศอย่างสูงแก่คณะผู้วิจัยและมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ผลการศึกษาที่ยืนยันว่า “รุจิสิริน” เป็นพืชชนิดใหม่ของโลก ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการนานาชาติ Blumea ปีที่ 70 ฉบับที่ 3 เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 โดยอาศัยหลักฐานจากลักษณะทางสัณฐานวิทยาและข้อมูลลำดับเบสดีเอ็นเอที่แสดงความสัมพันธ์ทางวิวัฒนาการ ผลงานดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัยที่ได้รับทุนพัฒนานักวิจัยรุ่นกลางจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ปัจจุบัน “รุจิสิริน” จัดเป็นพืชหายาก พบเฉพาะในป่าดิบชื้นใกล้ลำธารในพื้นที่อำเภอจะแนะและอำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส โดยแหล่งที่พบอยู่นอกเขตอนุรักษ์และกำลังเผชิญแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อปลูกยางพารา ปาล์มน้ำมัน และไม้ผลชนิดต่าง ๆ ส่งผลให้พืชชนิดนี้มีความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ คณะผู้วิจัยจึงเสนอให้มีการอนุรักษ์ถิ่นอาศัยตามธรรมชาติ ควบคู่กับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีชีวภาพ โดยเฉพาะการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช เพื่อขยายพันธุ์และนำไปปลูกอนุรักษ์ในสวนพฤกษศาสตร์และหน่วยงานต่าง ๆ ต่อไป

การค้นพบ “รุจิสิริน” ไม่เพียงเป็นการเพิ่มจำนวนพืชชนิดใหม่ของโลกที่ค้นพบในประเทศไทย แต่ยังสะท้อนถึงความสำคัญของงานวิจัยพื้นฐานด้านอนุกรมวิธานพืช ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการศึกษา การอนุรักษ์ และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพอย่างยั่งยืนในอนาคต พืชชนิดใหม่ที่ถูกค้นพบในวันนี้อาจนำไปสู่การต่อยอดองค์ความรู้และการใช้ประโยชน์ในหลากหลายด้าน ทั้งด้านนิเวศวิทยา พืชสวน ตลอดจนการศึกษาสารสำคัญทางธรรมชาติที่อาจสร้างคุณูปการต่อมนุษยชาติในอนาคต

ททท. คิกออฟ “WILD AWAKE JOURNEY” ปลุกกระแสท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และฟื้นฟู ปั้นไทยสู่หมุดหมายความยั่งยืนระดับโลก

ททท. คิกออฟ “WILD AWAKE JOURNEY”  ปลุกกระแสท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และฟื้นฟู ปั้นไทยสู่หมุดหมายความยั่งยืนระดับโลก

ททท. คิกออฟ “WILD AWAKE JOURNEY” ปลุกกระแสท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และฟื้นฟู ปั้นไทยสู่หมุดหมายความยั่งยืนระดับโลก

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.44 น.

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) โดยด้านตลาดในประเทศ เดินหน้าผลักดันการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และฟื้นฟู (Regenerative & Conservation Tourism) พร้อมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ไทยสู่ความยั่งยืนระดับสากล ก้าวสู่การเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญในเชิงคุณค่า เปลี่ยนบทบาทนักท่องเที่ยวจากผู้บริโภคสู่การเป็น “ผู้พิทักษ์” แสดงจุดยืนในการเดินทางอย่างรับผิดชอบ (Responsible Travel) เพื่อให้กลายเป็นหนึ่งในทิศทางสำคัญที่มีต่อประชาคมโลก 

นายอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ ททท. เปิดเผยว่า “กรีนซีซั่นปีนี้ ททท. มุ่งมั่นที่จะพลิกโฉมการเดินทางสู่มิติใหม่ เปลี่ยนจากการแสวงหาความสนุกทั่วไป สู่การเติมเต็มจิตวิญญาณ และสร้างปฏิสัมพันธ์ที่มีความหมาย (Meaningful Travel) ระหว่างผู้มาเยือน ธรรมชาติ สัตว์ป่า และชุมชนท้องถิ่น จึงได้เปิดตัวโครงการ WILD AWAKE JOURNEY เพื่อนใหม่ ในป่าใหญ่ เพื่อยกระดับประสบการณ์ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์สัตว์ป่า (Wildlife Conservation Tourism) ภายใต้แนวคิด ‘Awake Your New Moment’ ชวนทุกคนมาสัมผัสประสบการณ์ใหม่ที่เชื่อมโยงผู้คนกับ ‘โลกของสัตว์ป่า’ อย่างลึกซึ้ง ให้ผู้เดินทางเกิดความ ‘เข้าใจ’ และพร้อมที่จะ ‘ปกป้อง’ โลกอีกใบ ผ่านประสบการณ์จริงในระบบนิเวศของไทยที่มีความหลากหลายทางซีวภาพ (Biodiversity) ในลำดับต้น ๆ ของภูมิภาค ให้ทุกช่วงเวลาของการเดินทางไม่เพียงสร้างความทรงจํา แต่ยังสร้างความหมายต่อชีวิตของเรา สรรพชีวิตในผืนป่า และอนาคตการท่องเที่ยวไทยอย่างยั่งยืน”

เพื่อเป็นการปลุกกระแสการมีส่วนร่วมและจิตสำนึกอย่างสร้างสรรค์และเป็นรูปธรรม ททท. ได้จัดแคมเปญส่งเสริมการตลาดและกระตุ้นการขาย ในช่วงเดือนมิถุนายน-สิงหาคม 2569 ผ่าน 3 กิจกรรมไฮไลต์สำคัญ  ได้แก่ AWAKEN YOUR WILD STORY ออกตามหาเพื่อนใหม่ในป่าใหญ่ บอกเล่าเรื่องราวความมหัศจรรย์ในมุมมองใหม่ TRAVEL THAT GIVES BACK มอบดีลส่วนลดสุดพิเศษ ให้ทุกการเดินทางได้ช่วยโลกและสัตว์ป่า และ WILD AWAKE EXCLUSIVE TRIP เดินทางสัมผัสประสบการ์จริงกับเพื่อนใหม่ในป่าใหญ่ โดย ททท.ได้ร่วมมือกับพันธมิตรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและอินฟลูเอ็นเซอร์ชื่อดังมาร่วมถ่ายทอดเรื่องราวและสร้างการรับรู้ในวงกว้าง นายอภิชัย กล่าว

 ทั้งนี้ ททท. โดยด้านตลาดในประเทศ คาดว่าโครงการดังกล่าว จะสามารถกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเทียวในประเทศช่วงกรีนซีซั่นได้อย่างคึกคัก ช่วยสร้างคุณค่าเชิงเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม อย่างยั่งยืน (Sustainable Value Creation) ไปพร้อมกัน ตลอดจนตอกย้ำภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ระดับสากลอย่างแท้จริง สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดและกิจกรรมต่าง ๆ ของโครงการเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Page: Wild Awake Journey

ก้าวขึ้นเวทีโลกด้วยพลังของแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศด้านวัฒนธรรมพื้นถิ่นไทย สู่การพัฒนา Modern Heritage Performance Model

ก้าวขึ้นเวทีโลกด้วยพลังของแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศด้านวัฒนธรรมพื้นถิ่นไทย  สู่การพัฒนา Modern Heritage Performance Model

ก้าวขึ้นเวทีโลกด้วยพลังของแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศด้านวัฒนธรรมพื้นถิ่นไทย สู่การพัฒนา Modern Heritage Performance Model

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.42 น.

โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ววัฒนธรรมไม่ได้เป็นเพียง “มรดก” ที่ถูกเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์หรือหนังสือประวัติศาสตร์อีกต่อไป แต่กลายเป็นพลังสำคัญที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจ พัฒนาเยาวชน และขับเคลื่อนประเทศสู่เวทีสากลได้อย่างทรงพลัง โดยเฉพาะ “การแสดงวัฒนธรรมพื้นถิ่นไทย” ที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ ความงดงาม และอัตลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งหากได้รับการพัฒนาอย่างสร้างสรรค์ ก็สามารถเปลี่ยนจากภูมิปัญญาท้องถิ่นให้กลายเป็นพลังแห่งอนาคตได้อย่างน่าตื่นเต้น แนวปฏิบัติที่เป็นเลิศด้านการแสดงวัฒนธรรมพื้นถิ่นไทย จึงเป็นมากกว่าการอนุรักษ์ศิลปะดั้งเดิม แต่คือกระบวนการสร้างสมดุลระหว่าง “การรักษารากเหง้า” กับ “การพัฒนาให้ร่วมสมัย” เพื่อให้ศิลปะวัฒนธรรมไทยสามารถเข้าถึงคนรุ่นใหม่และผู้ชมระดับสากลได้อย่างมีชีวิตชีวา หัวใจสำคัญของแนวทางนี้ คือการนำวัฒนธรรมพื้นถิ่นไทย เช่น ดนตรีพื้นบ้าน ภาษา สำเนียงท้องถิ่น รูปแบบนาฏศิลป์ ท่าทางการเคลื่อนไหว วิถีชีวิตชุมชน และภูมิปัญญาดั้งเดิม มาผสมผสานกับเทคนิคการแสดงร่วมสมัยอย่างสร้างสรรค์ ทำให้ผลงานไม่เพียงคงคุณค่าทางวัฒนธรรม แต่ยังมีความสดใหม่ น่าตื่นตา และเข้าถึงผู้ชมได้หลากหลายยิ่งขึ้น

สิ่งที่ทำให้แนวปฏิบัตินี้โดดเด่น คือการเรียนรู้แบบลงมือทำจริง หรือ การเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง ที่เปลี่ยนห้องเรียนให้กลายเป็นพื้นที่แห่งประสบการณ์จริง ผู้เรียนไม่ได้เพียงศึกษาทฤษฎี แต่ได้ฝึกซ้อมจริง แสดงจริง แก้ปัญหาจริง และสะท้อนผลลัพธ์จริง ตั้งแต่การจัดตำแหน่งบนเวที การประสานจังหวะ การควบคุมพลังการแสดง ไปจนถึงการสื่อสารอารมณ์ผ่านดนตรีและการเคลื่อนไหว กระบวนการเช่นนี้ไม่เพียงพัฒนาทักษะทางศิลปะ แต่ยังหล่อหลอมความมั่นใจ วินัย ความรับผิดชอบ และความเป็นมืออาชีพ ซึ่งเป็นทักษะสำคัญของคนรุ่นใหม่ในศตวรรษที่ 21 จุดแข็งสำคัญ คือ “การมีส่วนร่วมและการสร้างสรรค์ร่วม” ผู้เรียน ครูผู้สอน ศิลปินพื้นบ้าน และผู้เชี่ยวชาญด้านดนตรีหรือการแสดง ต่างมีบทบาทร่วมกันในการออกแบบและพัฒนาผลงาน กระบวนการนี้เปิดพื้นที่ให้เกิดการแลกเปลี่ยนมุมมอง ความคิดสร้างสรรค์ และประสบการณ์ที่หลากหลาย

เมื่อศิลปะไม่ได้ถูกสร้างจากคนเพียงคนเดียว แต่เกิดจากการทำงานร่วมกัน ผลงานที่ออกมาจึงมีพลังมากขึ้น ลึกซึ้งขึ้น และสะท้อนความเป็นชุมชนได้อย่างแท้จริง ขณะเดียวกันยังช่วยส่งเสริมทักษะการทำงานเป็นทีม การสื่อสาร และการแก้ปัญหาร่วมกัน ซึ่งเป็นทักษะสำคัญในโลกยุคใหม่ ที่สำคัญที่สุด แนวปฏิบัตินี้ทำให้ผู้เรียนได้ “เชื่อมโยงกับบริบทวัฒนธรรมของตนเอง” อย่างลึกซึ้ง พวกเขาไม่ได้เพียงเรียนรู้วัฒนธรรมในฐานะผู้รับ แต่กลายเป็น “ผู้สร้างสรรค์วัฒนธรรม” ที่สามารถตีความ ต่อยอด และนำอัตลักษณ์ของท้องถิ่นมาสร้างผลงานใหม่ได้อย่างภาคภูมิใจ เมื่อเสียงดนตรีพื้นบ้านถูกผสานกับการจัดองค์ประกอบร่วมสมัย เมื่อภาษาถิ่นถูกนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการแสดง หรือเมื่อท่วงท่าทางนาฏศิลป์ถูกตีความใหม่ให้เข้ากับเวทีปัจจุบัน สิ่งเหล่านี้คือการแสดงให้เห็นว่า วัฒนธรรมไทยไม่ใช่สิ่งล้าสมัย แต่คือทรัพยากรสร้างสรรค์ที่มีศักยภาพมหาศาล

จากการสังเคราะห์องค์ความรู้ทั้งหมด จึงนำไปสู่การพัฒนา Modern Heritage Performance Model (MHP Model) ซึ่งเป็นโมเดลที่ออกแบบขึ้นเพื่อยกระดับการแสดงวัฒนธรรมพื้นถิ่นไทยให้ตอบโจทย์ทั้งด้านการศึกษา การสร้างสรรค์ และการเผยแพร่ในระดับสากล MHP Model เป็นแนวคิดที่ผสาน 3 องค์ประกอบสำคัญเข้าด้วยกัน ได้แก่

1. Experiential Learning – การเรียนรู้จากประสบการณ์จริง

2. Collaborative Creativity – การมีส่วนร่วมและการสร้างสรรค์ร่วม

3. Cultural Context Integration – การเชื่อมโยงบริบทวัฒนธรรมกับการแสดงร่วมสมัย

เมื่อทั้งสามองค์ประกอบทำงานร่วมกัน จะเกิดกระบวนการพัฒนาผู้เรียนแบบรอบด้าน ทั้งทักษะศิลปะ ความคิดสร้างสรรค์ ความเข้าใจวัฒนธรรม ความเป็นผู้นำ และความสามารถในการปรับตัวต่อโลกที่เปลี่ยนแปลง มากไปกว่านั้น MHP Model ยังมีศักยภาพในการผลักดันวัฒนธรรมไทยสู่การเป็นซอฟพาวเวอร์ที่ทรงพลังของประเทศ เพราะเมื่อวัฒนธรรมถูกนำเสนอในรูปแบบที่ร่วมสมัย มีคุณภาพ และเข้าถึงผู้ชมได้กว้างขึ้น ก็สามารถสร้างการรับรู้ระดับนานาชาติ เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ และต่อยอดสู่อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ได้อย่างมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นเวทีการแสดงระดับชาติ เทศกาลศิลปะนานาชาติ คอนเสิร์ตเชิงวัฒนธรรม สื่อดิจิทัล หรือแพลตฟอร์มออนไลน์ ทุกพื้นที่ล้วนสามารถเป็นเวทีที่ทำให้วัฒนธรรมไทยเปล่งประกายได้

  แนวปฏิบัติที่เป็นเลิศด้านการแสดงวัฒนธรรมพื้นถิ่นไทย จึงไม่ใช่เพียงการอนุรักษ์อดีต แต่คือการสร้างอนาคตที่มั่นคงให้กับศิลปวัฒนธรรมไทย เป็นสะพานเชื่อมระหว่างภูมิปัญญาท้องถิ่นกับนวัตกรรมร่วมสมัย เป็นพื้นที่ที่เยาวชนได้ค้นพบตัวตน และเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาประเทศผ่านพลังแห่งวัฒนธรรม วันนี้…เสียงดนตรีไทย การเคลื่อนไหวพื้นบ้าน และเรื่องราวจากชุมชน ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในท้องถิ่นอีกต่อไป แต่กำลังก้าวขึ้นสู่เวทีโลกด้วยความภาคภูมิใจ และ Modern Heritage Performance Model (MHP Model) คืออีกก้าวสำคัญที่จะทำให้มรดกทางวัฒนธรรมไทย ไม่เพียง “อยู่รอด” แต่ “เติบโต งดงาม และทรงพลัง” ในโลกยุคใหม่อย่างยั่งยืน.