ไม่ต้องลาออกจากโรงเรียน รมช.อัครนันท์ ลัยแก้ปัญหานักศึกษา สกร. ปม สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

ไม่ต้องลาออกจากโรงเรียน รมช.อัครนันท์ ลัยแก้ปัญหานักศึกษา สกร. ปม  สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

ไม่ต้องลาออกจากโรงเรียน รมช.อัครนันท์ ลัยแก้ปัญหานักศึกษา สกร. ปม สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

วันเสาร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.03 น.

ไม่ต้องลาออกจากโรงเรียน! รมช.อัครนันท์ เดินหน้าแก้ปัญหาสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้นักศึกษา สกร. ทันที 

นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงกรณีมีนักเรียนในสังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) บางส่วนทยอยลาออกจากสถานศึกษา หลังไม่ผ่านเกณฑ์การได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ว่า ขณะนี้กระทรวงศึกษาธิการได้รับทราบปัญหาดังกล่าวแล้ว และไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยได้เร่งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาแนวทางแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพราะเรื่องนี้ไม่ควรมีใครต้องเลือกระหว่างการเรียนกับสิทธิที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต

อัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์

นายอัครนันท์ กล่าวว่า ขอให้นักเรียนทุกคนสบายใจ และอย่าเพิ่งตัดสินใจลาออกจากโรงเรียนทางกระทรวงศึกษาธิการกำลังเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน

“ตั้งแต่ทราบข่าว ผมรู้สึกไม่สบายใจ เพราะไม่อยากเห็นน้องๆ คนไหนต้องตัดสินใจลาออกจากเพราะความกังวลเรื่องสิทธิหรือภาระของครอบครัว หน้าที่ของน้องๆ คือเรียนหนังสือและรักษาความฝันเอาไว้ ส่วนหน้าที่ในการแก้ปัญหา เป็นหน้าที่ของเรา ขออย่าเพิ่งลาออกจากโรงเรียน” นายอัครนันท์ กล่าว

อัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์

นายอัครนันท์ ยังกล่าวว่า การศึกษาคืออนาคตของเรา กระทรวงศึกษาธิการจะไม่ปล่อยให้น้องๆ ต้องต่อสู้กับปัญหานี้เพียงลำพัง ผมและผู้บริหารของกระทรวงจะยืนอยู่เคียงข้างน้องๆ และเร่งประสานทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุด ขอให้น้องๆ มั่นใจว่า ไม่ว่าจะเจอปัญหาอะไร กระทรวงศึกษาธิการจะอยู่ข้างหลังและสนับสนุนน้องๆ อย่างเต็มที่เพื่อให้ทุกคนได้เรียนต่อโดยไม่สะดุด

หากปัญหาเกิดจากเงื่อนไขหรือขั้นตอนใดที่เป็นอุปสรรค เราจะเร่งหารือกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาทางออกที่เหมาะสมที่สุด ขอเพียงน้องๆ อย่าเพิ่งหมดหวัง และอย่าทิ้งการเรียน เพราะหน้าที่ในการแก้ปัญหาเป็นหน้าที่ของพวกเรา

อัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์

กุลวลี นำทีม กมธ.ที่ดินฯ ลุยสระบุรี ตรวจ 4 จุดน้ำเสียขั้นวิกฤต ค่าออกซิเจนละลายน้ำแทบเป็นศูนย์

กุลวลี นำทีม กมธ.ที่ดินฯ ลุยสระบุรี ตรวจ 4 จุดน้ำเสียขั้นวิกฤต ค่าออกซิเจนละลายน้ำแทบเป็นศูนย์

กุลวลี นำทีม กมธ.ที่ดินฯ ลุยสระบุรี ตรวจ 4 จุดน้ำเสียขั้นวิกฤต ค่าออกซิเจนละลายน้ำแทบเป็นศูนย์

วันเสาร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 10.28 น.

“กุลวลี” พร้อมกมธ.ที่ดินฯ ลุยสระบุรี ตรวจ 4 จุดน้ำเสียขั้นวิกฤต DO แทบเป็นศูนย์-ปลาตายเกลื่อน สั่งส่งแล็บหาต้นตอมลพิษ พร้อมหนุนตั้งหน่วยเคลื่อนที่เร็วลงตรวจทันที ช่วยชาวบ้านเก็บหลักฐาน 

นางสาวกุลวลี นพอมรบดี ประธานคณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร พร้อมคณะกรรมาธิการ ได้เดินทางลงพื้นที่จังหวัดสระบุรี เพื่อประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 15 หน่วยงาน ในการแก้ไขปัญหาน้ำเสียสร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน โดยมี นายขุนทอง แสนวิเศษ สส.สระบุรี และนายวัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ สส.สระบุรี ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการตำรวจ เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

กุลวลี นพอมรบดี

โดยในที่ประชุม รองผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานแก้ไขปัญหาของจังหวัด ได้ชี้แจงต่อที่ประชุมว่า ไม่มีอำนาจแก้ไขปัญหาได้โดยตรง จำเป็นต้องขอให้หน่วยงานที่มีอำนาจตามกฎหมายเข้ามาดำเนินการทาง คณะกรรมาธิการจึงมีมติขอให้รองผู้ว่าฯ สระบุรี ทำความเห็นตามที่ได้ชี้แจงต่อที่ประชุมเป็นลายลักษณ์อักษร โดยระบุให้ชัดเจนว่าติดขัดที่กฎหมายหรือระเบียบฉบับใด และหน่วยงานใดคือผู้มีอำนาจที่แท้จริง เพื่อคณะกรรมาธิการจะได้นำไปสู่การแก้ไขในระดับนโยบายและระดับกฎหมายต่อไป  และยังขอให้ทุกหน่วยงานที่เข้าร่วมประชุม จัดทำความเห็นตามประเด็นที่ได้เสนอต่อที่ประชุม เป็นลายลักษณ์อักษร โดยตรงไปตรงมาและไม่ปิดบังข้อเท็จจริง 

จากนั้นได้ลงพื้นที่ตรวจสอบสภาพจริง 4 จุด ในพื้นที่ตำบลห้วยแห้ง อำเภอแก่งคอย และพื้นที่อำเภอเมืองสระบุรี ซึ่งได้รับรายงานว่ามีสีดำและส่งกลิ่นเหม็นตั้งแต่ปลายเดือนพ.ค.69 ทั้งบริเวณด้านข้างแปลงที่ดินของผู้ประกอบการทั้ง 2 ราย และจุดที่น้ำมีกลิ่นเหม็นเน่าและกลิ่นฉุน โดยบางจุดพบปลาตายลอยอยู่หลายตัว

กุลวลี นพอมรบดี

จากการนำเครื่องมือภาคสนามแบบพกพาเข้าตรวจวัดคุณภาพน้ำในจุดเกิดเหตุ พบค่าออกซิเจนละลายน้ำ หรือ DO วัดได้เพียง 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร หรือร้อยละ 0.2 ของจุดอิ่มตัวเ ซึ่งบ่งชี้ว่าน้ำอยู่ในภาวะขาดออกซิเจนอย่างวิกฤต จนสิ่งมีชีวิตไม่สามารถอาศัยอยู่ได้ สอดคล้องกับสภาพปลาตายเกลื่อน นอกจากนี้ ค่าศักย์ออกซิเดชัน-รีดักชัน (ORP) วัดได้ติดลบถึง 392.9 มิลลิโวลต์ ยืนยันถึงสภาวะไร้ออกซิเจนที่ทำให้เกิดการหมักหมมจนเกิดก๊าซเน่าเสีย ขณะที่ค่าการนำไฟฟ้า (EC) และค่าของแข็งละลายรวม (TDS) อยู่ในระดับค่อนข้างสูง สะท้อนว่ามีสารประกอบหรือเกลือแร่เจือปนอยู่มาก ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของน้ำเสียจากบ่อหมัก

นางสาวกุลวลี เปิดเผยว่า สิ่งที่คณะกรรมาธิการฯ ได้เห็นในวันนี้ ถือเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ถึงความทุกข์ร้อนที่ประชาชนในพื้นที่ต้องเผชิญอยู่ทุกวัน ทั้งกลิ่นเหม็นและปลาที่ลอยตาย อย่างไรก็ดี เครื่องมือพกพาในภาคสนามยังไม่สามารถแยกแยะประเภทของสารปนเปื้อนได้อย่างละเอียด ทาง กมธ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงได้ทำการเก็บตัวอย่างน้ำในจุดวิกฤตเพื่อส่งไปตรวจวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการอย่างละเอียด เพื่อหาความเชื่อมโยงและระบุแหล่งกำเนิดมลพิษที่แท้จริง โดยในขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุปว่าเป็นฝีมือของผู้ใด ต้องรอผลทางวิทยาศาสตร์มารองรับก่อน

กุลวลี นพอมรบดี

ต่อมา รองผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี ได้แจ้งต่อ กมธ. ว่า ทางจังหวัดเตรียมจัดตั้งคณะทำงานรับเรื่องร้องเรียน พร้อมจัดตั้ง “หน่วยเคลื่อนที่เร็ว” เพื่อให้ลงพื้นที่ตรวจสอบเหตุได้ทันทีที่ได้รับแจ้งจากประชาชน ซึ่งทาง กมธ.การที่ดินฯ เห็นว่าเป็นแนวทางที่ถูกต้องและพร้อมสนับสนุนอย่างเต็มที่ เนื่องจากปัญหามลพิษสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องเร่งด่วน การเข้าถึงพื้นที่ได้เร็วจะช่วยให้สามารถเก็บพยานหลักฐานที่สำคัญได้ทันท่วงทีก่อนที่สภาพแวดล้อมจะแปรเปลี่ยนไป

นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการฯ ยังขอให้ฝ่ายปกครองและนายอำเภอในพื้นที่ จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน เพื่อรวบรวมข้อมูลความเสียหายที่แท้จริงจากการที่น้ำเสียไหลเข้าท่วมพื้นที่ไร่นาและพื้นที่เกษตรกรรม พร้อมทั้งสั่งการให้จังหวัดสระบุรีเร่งแก้ไขปัญหาน้ำเน่าเสียในจุดวิกฤตที่มีปลาตายโดยด่วน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนขั้นต้นให้แก่ประชาชน

กุลวลี นพอมรบดี

อนุทิน นำทัพบุกเฉิงตู หนุน 153 นักธุรกิจไทยลุยตลาดจีน

อนุทิน นำทัพบุกเฉิงตู หนุน 153 นักธุรกิจไทยลุยตลาดจีน

อนุทิน นำทัพบุกเฉิงตู หนุน 153 นักธุรกิจไทยลุยตลาดจีน

วันเสาร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 10.19 น.

“อนุทิน” นำทัพเศรษฐกิจบุกเฉิงตู เปิดฟอรั่มลงทุนไทย-จีน พร้อมปักหมุดตั้งสำนักงาน BOI แห่งใหม่ ลุยเจรจา One-on-One ดึง 6 บิ๊กคอร์ป “เทคโนโลยี-ยานยนต์-ท่องเที่ยว” ขนเม็ดเงินลงทุนเข้าไทย กระชับสัมพันธ์เลขาฯ พรรคคอมมิวนิสต์เสฉวน ปูทางยกระดับความร่วมมือระดับภูมิภาคเต็มสูบ

เมื่อวันที่ 18 ก.ค.69 ผู้สื่อข่าวรายงานจากสาธารณรัฐประชาชนจีน ถึงภารกิจ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย พร้อมด้วยคณะผู้แทนระดับสูงของรัฐบาลไทย เดินทางปฏิบัติภารกิจอย่างเป็นทางการ ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 16 – 20 กรกฎาคม 2569 โดยในวันนี้ (18 กรกฎาคม) โดยนายกรัฐมนตรีได้นำคณะเดินทางจากนครเซี่ยงไฮ้มุ่งสู่นครเฉิงตู มณฑลเสฉวน เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และการท่องเที่ยวอย่างเต็มรูปแบบ

อนุทิน ชาญวีรกูล

โดยภารกิจในช่วงเช้า เวลา 08.30 น. นายกรัฐมนตรีและคณะ ได้ออกเดินทางจากท่าอากาศยานนานาชาติเซี่ยงไฮ้หงเฉียว โดยจะถึงท่าอากาศยานนานาชาติชวงหลิว นครเฉิงตู ในเวลา 11.30 น. (เวลาท้องถิ่น ที่เร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง )เมื่อเดินทางถึงนครเฉิงตู นายกรัฐมนตรีได้เริ่มภารกิจด้านเศรษฐกิจทันที ณ ศูนย์การประชุมนานาชาติ Tianfu International Convention Center โดยได้เข้าร่วมกิจกรรม “Prime Minister-Thai Private Sector Luncheon” ร่วมรับประทานอาหารกลางวัน เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองกับผู้แทนภาคเอกชนไทย 153 รายและรับฟังข้อเสนอแนะในการบุกตลาดจีน

จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้เป็นประธานในพิธีเปิดการสัมมนา “Thailand-China (Sichuan) Investment and Economic Forum 2026” โดยได้กล่าวปาฐกถาพิเศษ (Keynote Speech) แสดงวิสัยทัศน์และความพร้อมของประเทศไทยในการรองรับการลงทุนจากมณฑลเสฉวน นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้ร่วมกับผู้บริหารระดับสูงฝ่ายไทยและจีน ทำพิธีเปิด ฝ่ายการลงทุนประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครเฉิงตู (สำนักงาน BOI เฉิงตู) อย่างเป็นทางการ เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนล้ำสมัยเข้าสู่ประเทศไทย

อนุทิน ชาญวีรกูล

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กิจกรรมสำคัญของวันคือการเข้าพบหารือรูปแบบตัวต่อตัว (One-on-One) ระหว่างนายกรัฐมนตรีและผู้นำบริษัทชั้นนำของจีนรวม 6 ราย เพื่อผลักดันความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม

สำหรับการหารือในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและยานยนต์ (สนับสนุนโดย BOI) ประกอบด้วยการพบปะกับ Xiaomi Corporation ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีและสมาร์ทโฟนระดับโลก, ChangAn Automobile ผู้ผลิตยานยนต์รายใหญ่ของจีนที่มีฐานการผลิตในไทย, InnoLight Technology ผู้นำด้านนวัตกรรมอุปกรณ์ออปโตอิเล็กทรอนิกส์ และ Eoptolink Technology ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบส่งสัญญาณแสงและความเร็วสูง

อนุทิน ชาญวีรกูล

ในส่วนของกลุ่มอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการ (สนับสนุนโดย ททท.) นายกรัฐมนตรีได้หารือกับ China Sichuan Airlines เกี่ยวกับการเพิ่มเที่ยวบินและเส้นทางบินตรงเชื่อมเมืองรองและเมืองหลักของไทย รวมถึงพบกับ Meituan แพลตฟอร์มบริการไลฟ์สไตล์และอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ของจีน เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนคุณภาพสูงให้เดินทางมายังประเทศไทยมากขึ้น

ส่วนในช่วงค่ำ เวลา 18.30 น. ณ ศูนย์การประชุมนานาชาติ Chengdu Century City International Convention Center นายหวัง เสี่ยวฮุย (Mr. Wang Xiaohui) เลขาธิการคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำมณฑลเสฉวน ได้เข้าเยี่ยมคารวะนายกรัฐมนตรีเพื่อหารือข้อราชการและกระชับความสัมพันธ์ในระดับภูมิภาค จากนั้น เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ฯ ประจำมณฑลเสฉวน ได้เป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงอาหารค่ำ (Gala Dinner) เพื่อเป็นเกียรติแก่นายกรัฐมนตรีและคณะผู้แทนไทย

อนุทิน ชาญวีรกูล

สื่อจีนยกไทย ประตูสู่อาเซียน ชูศักยภาพศูนย์กลาง AI พร้อมยกระดับความร่วมมือรอบด้าน

สื่อจีนยกไทย ประตูสู่อาเซียน ชูศักยภาพศูนย์กลาง AI พร้อมยกระดับความร่วมมือรอบด้าน

สื่อจีนยกไทย ประตูสู่อาเซียน ชูศักยภาพศูนย์กลาง AI พร้อมยกระดับความร่วมมือรอบด้าน

วันเสาร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 09.57 น.

สื่อจีนมองประเทศไทยมีพื้นฐานเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง และเป็นประตูสำคัญสู่ตลาดอาเซียน ชี้การเยือนจีนของนายกรัฐมนตรีครั้งนี้จะช่วยยกระดับความร่วมมือด้าน AI ใน หลายมิติ

วันนี้ (18 กรกฎาคม 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยผลการติดตามการนำเสนอข่าวของสื่อสาธารณรัฐประชาชนจีนต่อการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ว่า สื่อจีนให้ความสำคัญกับ ศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางความร่วมมือด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และประตูเชื่อมโยงจีนกับภูมิภาคอาเซียน โดยมองว่าประเทศไทยมีจุดแข็งทั้งด้านเศรษฐกิจ ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ และศักยภาพของตลาด ซึ่งเอื้อต่อการยกระดับความร่วมมือด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม และเศรษฐกิจดิจิทัลระหว่างสองประเทศ

ลลิดา เพริศวิวัฒนา

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หนังสือพิมพ์ China Youth Daily วิเคราะห์ว่า ประเทศไทยมีพื้นฐานการพัฒนาเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง มีความต้องการใช้เทคโนโลยี AI ในหลายภาคส่วน ทั้งภาคการเกษตร การท่องเที่ยว การผลิต และบริการสุขภาพ ซึ่งล้วนมีศักยภาพในการประยุกต์ใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ พร้อมระบุว่า ประเทศไทยตั้งอยู่ในตำแหน่งศูนย์กลางของอาเซียน เป็นประตูสำคัญในการเชื่อมโยงจีนกับตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นหนึ่งในประเทศเศรษฐกิจหลักของภูมิภาค

นอกจากนี้ สื่อจีนยังอ้างความเห็นของนักวิชาการจีนว่า การเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนของนายกรัฐมนตรีไทยในครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มน้ำหนักเชิงยุทธศาสตร์ให้กับความร่วมมือไทย–จีน ส่งสัญญาณเชิงบวกต่อภาคธุรกิจว่า AI เป็นหนึ่งในทิศทางการพัฒนาที่สำคัญของประเทศไทย และอาจต่อยอดความร่วมมือด้าน AI ระหว่างไทยและจีนให้เป็นต้นแบบของความร่วมมือระหว่างจีนกับประเทศสมาชิกอาเซียนในอนาคต

“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ควบคู่กับการพัฒนาทักษะบุคลากร การส่งเสริมการลงทุน และการประยุกต์ใช้ AI ในภาคเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ยกระดับผลิตภาพ และสร้างโอกาสใหม่ให้กับภาคธุรกิจและประชาชน การที่สื่อและนักวิชาการจีนสะท้อนศักยภาพของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางความร่วมมือด้าน AI และประตูสู่ตลาดอาเซียน จึงสะท้อนถึงความเชื่อมั่นต่อบทบาทของไทยในเวทีภูมิภาค และเป็นแรงสนับสนุนให้รัฐบาลเดินหน้าความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมกับประเทศคู่ค้าอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป” นางสาวลลิดา กล่าว

ai

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

รัฐบาลจับมือ 35 บิ๊กเอกชน แก้ปมบัณฑิตจบใหม่ว่างงาน ชู ไทยมีงานทำ แมตช์คนตรงงาน

รัฐบาลจับมือ 35 บิ๊กเอกชน แก้ปมบัณฑิตจบใหม่ว่างงาน ชู ไทยมีงานทำ แมตช์คนตรงงาน

รัฐบาลจับมือ 35 บิ๊กเอกชน แก้ปมบัณฑิตจบใหม่ว่างงาน ชู ไทยมีงานทำ แมตช์คนตรงงาน

วันเสาร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 08.51 น.

รัฐบาลเร่งแก้ปมบัณฑิตจบใหม่ตกงาน ผนึก 35 บิ๊กเอกชน สร้างแรงงานทักษะสูง แมตช์คนตรงงานผ่าน “ไทยมีงานทำ”

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลโดยกระทรวงแรงงาน ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาการจ้างงานของบัณฑิตจบใหม่และการพัฒนากำลังแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคธุรกิจ หลังข้อมูลจากแพลตฟอร์ม “ไทยมีงานทำ” ของกระทรวงแรงงาน พบว่า ปัจจุบันมีตำแหน่งงานว่างสะสมกว่า 311,983 อัตรา แต่ยังมีผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีกว่า 25,000 คน อยู่ระหว่างการหางาน สะท้อนปัญหาความไม่สอดคล้องระหว่างทักษะของแรงงานกับความต้องการของตลาด (Skill Mismatch)

ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สถานการณ์ดังกล่าวสอดคล้องกับรายงานภาวะสังคมไทยของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่ระบุว่า ผู้ว่างงานส่วนใหญ่ที่ไม่เคยทำงานมาก่อนเป็นผู้มีการศึกษาระดับอุดมศึกษา และผู้ว่างงานระยะยาวจำนวนมากเป็นคนอายุ 20-29 ปี ซึ่งสะท้อนว่าการพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมใหม่ เป็นโจทย์สำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันแก้ไข

“กระทรวงแรงงานจึงเร่งบูรณาการความร่วมมือกับภาคเอกชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยได้หารือร่วมกับผู้ประกอบการชั้นนำ 35 บริษัท เพื่อขับเคลื่อนแนวทาง ‘รัฐ-เอกชนร่วมสร้างแรงงานทักษะสูง’ โดยใช้ความต้องการของสถานประกอบการเป็นตัวตั้งในการพัฒนาทักษะแรงงาน (Upskilling และ Reskilling) เพื่อให้ผู้หางาน โดยเฉพาะบัณฑิตจบใหม่ มีโอกาสได้งานที่ตรงกับศักยภาพและสามารถเติบโตในสายอาชีพได้” ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าว

ไทยมีงานทำ

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า นอกจากการพัฒนาทักษะแรงงานแล้ว กระทรวงแรงงานยังเดินหน้ายกระดับแพลตฟอร์ม “ไทยมีงานทำ” ให้เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงข้อมูลตำแหน่งงานและความต้องการทักษะของภาคธุรกิจ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจับคู่งาน ลดปัญหาการขาดแคลนแรงงาน และช่วยให้การออกแบบหลักสูตรฝึกอบรมของภาครัฐตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงานได้อย่างตรงจุด พร้อมทั้งพิจารณาปรับปรุงกฎหมายและสิทธิประโยชน์ที่เอื้อต่อการจ้างงานในอนาคต

“รัฐบาลเชื่อว่าการแก้ปัญหาการว่างงานต้องเริ่มจากการทำให้คนกับงาน ‘ตรงกัน’ ไม่ใช่เพียงเพิ่มจำนวนตำแหน่งงาน แต่ต้องยกระดับทักษะแรงงานไทยให้พร้อมรองรับอุตสาหกรรมใหม่และการลงทุนที่มีมูลค่าสูง เพื่อสร้างงานที่มั่นคง รายได้ที่เหมาะสม และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว” ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าว

ทั้งนี้ ผู้ที่ต้องการสมัครงาน และนายจ้างที่ต้องการประกาศรับสมัครงานผ่านเว็บไซต์ “ไทยมีงานทำ” สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานคร พื้นที่ 1-10 หรือสายด่วนกรมการจัดหางาน 1506 กด 2

รัฐบาลเปิดทบทวนสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 17–31 ก.ค. ผ่าน 4 ช่องทาง แก้ไขข้อมูลได้ถึง 16 ส.ค.

รัฐบาลเปิดทบทวนสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 17–31 ก.ค. ผ่าน 4 ช่องทาง แก้ไขข้อมูลได้ถึง 16 ส.ค.

รัฐบาลเปิดทบทวนสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 17–31 ก.ค. ผ่าน 4 ช่องทาง แก้ไขข้อมูลได้ถึง 16 ส.ค.

วันเสาร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 08.04 น.

รัฐบาลเปิดทบทวนสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 17–31 ก.ค.นี้ ผ่าน 4 ช่องทาง ย้ำแก้ไขข้อมูลได้ถึง 16 ส.ค. เพื่อรักษาสิทธิ

วันที่ 18 ก.ค. นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล เปิดให้ผู้ลงทะเบียนโครงการสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ที่ ไม่ผ่านการพิจารณาคุณสมบัติ สามารถยื่นขอทบทวนสิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 17–31 กรกฎาคม 2569 เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนตรวจสอบข้อมูล แก้ไขข้อคลาดเคลื่อน และรักษาสิทธิของตนเอง โดยสามารถดำเนินการได้ผ่าน 4 ช่องทาง ที่รัฐบาลจัดเตรียมไว้เพื่ออำนวยความสะดวก
โดยผู้มีสิทธิยื่นทบทวนสามารถดำเนินการได้ผ่าน หน่วยรับลงทะเบียนของธนาคารทั้ง 5 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย หรือผ่าน เว็บไซต์โครงการสวัสดิการแห่งรัฐ เว็บไซต์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” และแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ”

ลลิดา เพริศวิวัฒนา

ทั้งนี้ ผู้ที่ยื่นทบทวนสิทธิแล้ว หากได้รับแจ้งให้แก้ไขข้อมูลหรือยื่นเอกสารเพิ่มเติม จะต้องดำเนินการด้วยตนเองที่หน่วยงานตรวจสอบคุณสมบัติที่เกี่ยวข้อง ภายในวันที่ 16 สิงหาคม 2569 มิฉะนั้น อาจส่งผลต่อการพิจารณาสิทธิ

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การเปิดให้ทบทวนสิทธิในครั้งนี้ เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ที่อาจได้รับผลกระทบจากข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์หรือมีข้อคลาดเคลื่อน ได้รับการตรวจสอบข้อมูลอีกครั้ง เพื่อให้การพิจารณาเป็นไปอย่างถูกต้อง โปร่งใส และเป็นธรรม โดยผู้ขอทบทวนยังคงต้องผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ของโครงการเช่นเดิม

บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

แฟ้มภาพ

“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลผู้มีรายได้น้อยและการเข้าถึงสวัสดิการของรัฐอย่างเป็นธรรม จึงขอเชิญชวนผู้ที่ไม่ผ่านการพิจารณาคุณสมบัติ ตรวจสอบผลและยื่นทบทวนสิทธิภายในระยะเวลาที่กำหนด พร้อมติดตามการแจ้งแก้ไขข้อมูลหรือเอกสารอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้เสียสิทธิที่พึงได้รับ” นางสาวลลิดา กล่าว

หนูถกสีจิ้นผิง ควงเอกชนไทยบุกจีน ลงทุนลูกใหม่รอบ40ปี ขาย-เช่ากลางเมืองชล มูลค่ากว่า5พันล้านบ.

หนูถกสีจิ้นผิง ควงเอกชนไทยบุกจีน ลงทุนลูกใหม่รอบ40ปี ขาย-เช่ากลางเมืองชล มูลค่ากว่า5พันล้านบ.

หนูถกสีจิ้นผิง ควงเอกชนไทยบุกจีน ลงทุนลูกใหม่รอบ40ปี ขาย-เช่ากลางเมืองชล มูลค่ากว่า5พันล้านบ.

วันเสาร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

หนูถกสีจิ้นผิง ควงเอกชนไทยบุกจีน ลงทุนลูกใหม่รอบ40ปี ขาย-เช่ากลางเมืองชล มูลค่ากว่า5พันล้านบ.

นายกฯ โชว์วิสัยทัศน์ เสนอ 3 หลักการธรรมาภิบาล AI บนเวทีโลก เยี่ยมชมบริษัท AgiBot บริษัทหุ่นยนต์ชั้นนำของจีน แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านAIและHumanoid Robots นำทัพนักลงทุนไทยครั้งประวัติศาสตร์ 153คน จาก48บริษัท บุกจีนรับฟังเสียงภาคธุรกิจไทยโดยตรง พร้อมจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ หารือ’สี จิ้นผิง’เปิดประตูความร่วมมือไทย–จีนรอบใหม่ ดึงAIการลงทุนและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต สร้างโอกาสใหม่ให้เศรษฐกิจไทย ยกระดับความมั่นคงผ่านกลไก2+2

เมื่อเวลา 10.00น.วันที่ 17กรกฎาคม2569 (ตามเวลาท้องถิ่น ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน) ที่ศูนย์การประชุม Shanghai World Reception Hall นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวถ้อยแถลงในพิธีเปิดประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก ค.ศ. 2026 (2026 World Artificial Intelligence Conference) ภายใต้หัวข้อ “AI Partnership for a Brighter Future” โดยมีนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมผู้นำและผู้แทนระดับสูงจากหลายประเทศ องค์การระหว่างประเทศ ภาคธุรกิจ และภาควิชาการเข้าร่วม นายกรัฐมนตรี กล่าวว่าโลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีครั้งใหญ่ โดย AI ได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของผู้คนในทุกด้าน อย่างไรก็ตาม ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจะเกิดประโยชน์ต่อมนุษยชาติได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการที่ทุกประเทศร่วมกันกำหนดทิศทางและกติกาในการพัฒนา AI อย่างมีความรับผิดชอบ

นายกฯชมจีนริเริ่มธรรมาภิบาลAI

นายกฯชื่นชมจีนที่ริเริ่มการประชุมและความร่วมมือระหว่างประเทศด้านธรรมาภิบาล AI รวมถึงข้อริเริ่มในการจัดตั้ง“องค์การความร่วมมือด้านปัญญาประดิษฐ์โลก” (World Artifical Intelligence Cooperation Organization) และสนับสนุนการหารือระดับโลกด้านธรรมาภิบาล AI ของสหประชาชาติ (United Nations Global Dialogue on AI Governance) เป็นครั้งแรก เพื่อร่วมกันสร้างระบบพหุภาคีที่เปิดกว้างและครอบคลุม โดยมีเป้าหมายร่วมคือ”การสร้างอนาคตของAIที่ไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลัง”

นายกรัฐมนตรีเสนอว่า ธรรมาภิบาล AI ควรตั้งอยู่บนหลักการสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ คุ้มครองประชาชน (Protection) ปลดล็อกศักยภาพ (Potential) และสร้างความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน (Prosperity)

การคุ้มครองประชาชน (Protection) AI ต้องรับใช้มนุษยชาติ คุ้มครองสิทธิมนุษยชน ความเป็นส่วนตัว และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ขณะเดียวกัน ก็พร้อมรับมือความเสี่ยงที่เกิดจากอคติ การสร้างความเกลียดชัง และการใช้ AI ในทางที่ผิด ทั้งการสร้างข่าวปลอม ข้อมูลเท็จ หรือข้อมูลที่บิดเบียน หรือตกไปอยู่ในมือผู้ที่จงใจใช้เทคโนโลยีเพื่อหลบหนีช่องว่างทางกฏหมาย ซึ่งจะสร้างผลลัพธ์เกิดผลกระทบที่เสียหายต่อสังคมติดตามมา ประชาคมโลกจึงต้องทำงานร่วมกัน เพื่อลดความเสี่ยงและผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึงให้น้อยที่สุด

หวังใช้สกัดอาชญากรรมออนไลน์

นายกรัฐมนตรี ยังได้หยิบยก ข้อแนะนำของยูเนสโกว่าด้วยจริยธรรมปัญญาประดิษฐ์ (UNESCO’s Recommendation on the Ethics of Artificial Intelligence) ที่เป็นรากฐานสำคัญ โดยแปลงหลักการดังกล่าวสู่การปกป้องที่สามารถปฏิบัติและตรวจสอบได้ เช่นการใช้ AI ปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ การหลอกลวงออนไลน์ การฉ้อโกงทางไซเบอร์ และการค้ามนุษย์ โดยประเทศไทยได้ร่วมมือกับสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) และประเทศหุ้นส่วน เพื่อพัฒนาแพลตฟอร์ม ”SHIELD“ สนับสนุนการแลกเปลี่ยนข้อมูลข้ามพรมแดนเกี่ยวกับอาชญากรรมออนไลน์และการค้ามนุษย์ และยินดีที่จีนแสดงความสนใจเข้าร่วมความร่วมมือ สะท้อนให้เห็นว่า ธรรมาภิบาลAI ไม่ใช่เพียงการกำหนดกฏกติกา แต่คีอการสร้างกลไกความร่วมมือที่ทำงานได้จริงร่วมกัน

มุ่งสร้างความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน

การปลดล็อกศักยภาพ (Potential) นายกรัฐมนตรีเสนอหลักธรรมาภิบาล AI ที่ดี ต้องไม่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา สถาบันที่เชื่อถือได้ ประชาชนที่มีทักษะ และโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล รวมไปถึงกฎระเบียบที่คาดเดาได้ เป็นที่ต้องการของทุกประเทศ เพื่อส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรม ขณะที่เดียวกันก็ให้ความมั่นใจว่าจะปกป้องความเชี่อมั่นสาธารณได้ด้วย การสร้างความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน (Prosperity) การประเมินความก้าวหน้า AI ที่แท้จริง จะดูได้จากกความเจริญของมนุษยชาติ นายกรัฐมนตรีจึงระบุว่า AI ควรเป็นเครื่องมือที่ใช้ผลักดันไปสู่การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ยกระดับการศึกษา การสาธารณสุข และบริการภาครัฐ ตลอดจนสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อยและชุมชนในทุกประเทศ พร้อมย้ำว่าประเทศกำลังพัฒนาควรมีบทบาทเป็นผู้ร่วมสร้างอนาคตของ AI ไม่ใช่เพียงผู้ใช้เทคโนโลยีที่พัฒนาโดยประเทศอื่น ประเทศไทยพร้อมมีส่วนร่วมผ่าน AI Governance Practice Center ซึ่งจะเป็นพื้นที่ทดลองเชิงปฏิบัติ (Sandbox) ที่ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการ ในการนำหลักการธรรมาภิบาล AI ระดับสากลไปประยุกต์ใช้และพัฒนาเป็นแนวปฏิบัติที่เกิดผลได้จริง

“ทางเลือกของเราในวันนี้ไม่ใช่การเลือกระหว่างนวัตกรรมกับการกำกับดูแล แต่คือการร่วมกันสร้าง “ความก้าวหน้าที่ได้รับความไว้วางใจ” เพื่อให้ทุกประเทศและทุกภาคส่วนได้รับประโยชน์ร่วมกัน พร้อมย้ำว่า AI ต้องไม่กลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยแห่งการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่ควรเป็นเวทีแห่งความร่วมมือของประชาคมโลก เพื่อร่วมกันลดความแตกต่าง ขยายพื้นที่แห่งความร่วมมือ ส่งเสริมกฏกติกา ที่เปิดทางให้กับนวัตกรรมที่รับผิดชอบ เพื่อให้แน่ใจได้ว่า AI จะสร้างอนาคตที่ปลอดภัย มั่งคั่ง โดยไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลัง” นายกรัฐมนตรีกล่าวสรุปในตอนท้าย

เยี่ยมชมบริษัทAgiBotบริษัทหุ่นยนต์

เวลา 13.30น. (ตามเวลาท้องถิ่นนครเซี่ยงไฮ้) ที่บริษัท Zhiyuan Innovation (Shanghai) Technology (AgiBot) นครเซี่ยงไฮ้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าเยี่ยมชมบริษัท AgiBotบริษัทเทคโนโลยีหุ่นยนต์ชั้นนำของจีน ดำเนินการพัฒนาเทคโนโลยี ครอบคลุมทั้งฮาร์ดแวร์ ระบบปฏิบัติการหุ่นยนต์ โมเดลปัญญาประดิษฐ์ และฐานข้อมูลสำหรับการฝึกฝนหุ่นยนต์ เพื่อให้สามารถประยุกต์ใช้ได้อย่างหลากหลาย ทั้งในภาคการผลิต โลจิสติกส์ การบริการ และการดูแลผู้สูงอายุ

โอกาสนี้ ผู้บริหารบริษัท AgiBotได้นำหุ่นยนต์ AGIBOT A3 สวมชุดไทยประจำชาติ กล่าวต้อนรับนายกรัฐมนตรีและคณะเป็นภาษาไทย และหุ่นยนต์ AGIBOT X2 สาธิตศิลปะการต่อสู้มวยไทย สร้างความประทับใจให้กับนายกรัฐมนตรีและคณะ จากนั้นนายกรัฐมนตรีรับฟังการบรรยายสรุปเกี่ยวกับการพัฒนาหุ่นยนต์ของบริษัท ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ที่ออกแบบให้มีปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ หุ่นยนต์สำหรับภาคอุตสาหกรรมและคลังสินค้า และหุ่นยนต์เฉพาะทางสำหรับงานลาดตระเวน ตรวจสอบความปลอดภัย และงานทำความสะอาดเชิงพาณิชย์ พร้อมทั้งเยี่ยมชมการสาธิตการทำงานของหุ่นยนต์โต้ตอบกับมนุษย์ ซึ่งสามารถสื่อสารภาษาไทย หุ่นยนต์ขายของ หุ่นยนต์สัตว์เลี้ยงและหุ่นยนต์กู้ภัย หุ่นยนต์วาดพู่กันเป็นอักษรจีน และรับประทานกาแฟที่มาจากหุ่นยนต์ทำ

ยกระดับความสามารการแข่งขัน

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และหุ่นยนต์กำลังมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก และเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ประเทศไทยให้ความสำคัญ โดยรัฐบาลมุ่งส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง การวิจัยและพัฒนา ตลอดจนการพัฒนาบุคลากรด้านดิจิทัลและAI เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เชื่อมั่นว่าความร่วมมือระหว่างไทยกับบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของจีนจะช่วยสนับสนุนการถ่ายทอดองค์ความรู้ การพัฒนาบุคลากร และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีหุ่นยนต์ในภาคอุตสาหกรรมและบริการของไทยในอนาคต

ทั้งนี้ AgiBotเป็นบริษัทสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ชั้นนำของจีน และได้รับการสนับสนุนจากบริษัทเทคโนโลยีและกองทุนร่วมลงทุนชั้นนำระดับโลก ปัจจุบันสามารถผลิตหุ่นยนต์ในระดับอุตสาหกรรมเชิงพาณิชย์ และบริษัทมียอดจัดส่งหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์เป็นอันดับต้นๆ ของโลก

‘เอกนิติ’ชี้เข้าสู่ลงทุนลูกใหม่รอบ40ปี

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลังให้สัมภาษณ์ที่มหานครเซี่ยงไฮ้ ระหว่างการร่วมคณะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 16-20 กรกฎาคม 2569 ว่าความโดดเด่นของการเดินทางเยือนจีนครั้งนี้ คือการผนึกกำลังกับภาคเอกชนชั้นนำของไทยที่ขนทัพร่วมเดินทางไปเป็นจำนวนมาก เพื่อร่วมเวทีจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) กับนักลงทุนจีน เพื่อเจรจาดึงดูดการลงทุนครั้งใหญ่เข้าสู่ประเทศไทย และแสดงศักยภาพความพร้อมของประเทศ โดยมีบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับประเทศร่วมเดินทาง เช่น เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP), กลุ่มอมตะ (AMATA), สหพัฒน์ (SPI) รวมถึงกลุ่มธนาคารพาณิชย์ชั้นนำ

“ทิศทางการลงทุนในปัจจุบันเปรียบเสมือนจุดเปลี่ยนผ่านที่สำคัญของโลก วันนี้โลกเปลี่ยนจริงๆ มีคลื่นการลงทุนลูกใหม่ เหมือนคลื่นการลงทุนที่เคยเกิดขึ้นเมื่อปี 1980 ตอนนั้นเป็นคลื่นการลงทุนจากญี่ปุ่น แต่วันนี้มันคือคลื่นลูกใหม่ คือ AI, พลังงานสะอาด, ดิจิทัล และระบบอัตโนมัติ โดยรัฐบาลยังคงพุ่งเป้าไปที่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และหุ่นยนต์อีกด้วย”นายเอกนิติกล่าว

ทัพประวัติศาสตร์153คน48บริษัท

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ในการเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และคณะในครั้งนี้นายกรัฐมนตรีจะเป็นประธานเปิดสำนักงานส่งเสริมการลงทุนแห่งที่ 4 ของบีโอไอที่นครเฉิงตู ซึ่งถือว่าเป็นสำนักงานสำคัญที่จะดูแลเรื่องการส่งเสริมการลงทุนในภูมิภาคจีนฝั่งตะวันตกซึ่งถือว่ามีความสำคัญกับเศรษฐกิจจีนในปัจจุบันและมีบริษัทที่ศักยภาพสูงในด้านเทคโนโลยีขั้นสูงและพลังงานสะอาดหลายบริษัทในพื้นที่นี้ นอกจากนี้ ในการเปิดสำนักงานส่งเสริมการลงทุนในนครเฉิงตูในครั้งนี้ยังมีกิจกรรมสำคัญคือ”Prime Minister-Thai Private Sector Luncheon” ซึ่งเป็นการร่วมรับประทานอาหารกลางวันและหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีและกลุ่มนักธุรกิจไทยชั้นนำกว่า 153 คน จาก 48 บริษัท โดยจะมีนักธุรกิจ 110 คนร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับนายกรัฐมนตรี ถือเป็นการนำทัพนักธุรกิจไทยมายังประเทศจีนครั้งที่ใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์

พบปะแลกเปลี่ยนประสบการณ์

นายนฤตม์ระบุว่า กิจกรรมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้ท่านนายกรัฐมนตรีได้พบปะและรับฟังประสบการณ์การทำธุรกิจในจีนจากภาคเอกชนโดยตรง เนื่องจากหลายบริษัทมีความเชี่ยวชาญและมีการลงทุนในจีนอยู่แล้ว โดยข้อมูลและข้อเสนอแนะเหล่านี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับท่านนายกรัฐมนตรีในการนำไปหารือเพื่อผลักดันความร่วมมือและขอรับการสนับสนุนจากรัฐบาลจีน โดยเฉพาะในการปฏิบัติภารกิจของนายกรัฐมนตรีต่อเนื่องที่กรุงปักกิ่งในวันจันทร์ที่ 20 ก.ค.นี้ ที่จะพบกับนาย หลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน ในกิจกรรมครั้งนี้จะมีนักธุรกิจที่มีประสบการณ์ทำธุรกิจในประเทศจีนมาถ่ายทอดประสบการณ์การลงทุนและทำธุรกิจในประเทศจีนได้แก่ นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) และสราวุฒิ อยู่วิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มธุรกิจกระทิงแดง (TCP) นอกจากนี้จะมีกิจกรรมจับคู่ธุรกิจระหว่างธุรกิจจีนและธุรกิจไทย โดยมีบริษัทไทยที่จะเข้าร่วมกิจกรรมนี้ที่ได้ลงทะเบียนมาแล้วมีบริษัทไทยลงทะเบียนล่วงหน้าไว้ประมาณ 40 กว่าราย ทางบีโอไอได้จัดพื้นที่เฉพาะเพื่อให้บริษัทไทยกลุ่มนี้ได้พบปะและเจรจากับธุรกิจฝั่งจีนที่มีความสนใจในรูปแบบเดียวกัน เพื่อสร้างโอกาสในการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจร่วมกันในอนาคต

มุ่งดึงดูดการลงทุนจากจีนเข้าไทย

“บีโอไอให้ความสำคัญกับ การลงทุนสองทาง (Two-way Investment) โดยไม่เพียงแต่ดึงดูดการลงทุนจากจีนเข้าสู่ไทย แต่ยังมุ่งส่งเสริมให้นักลงทุนไทยที่มีศักยภาพขยายฐานธุรกิจมายังจีนและหาพันธมิตรร่วมทุน เพื่อสร้างความแข็งแกร่งร่วมกันในห่วงโซ่อุปทานระดับโลก”นายนฤตม์ กล่าว

สำหรับกลุ่มนักธุรกิจที่เข้าร่วมโต๊ะหารือกับนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ครอบคลุมอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์สำคัญหลายด้าน ได้แก่ องค์กรพันธมิตรและยักษ์ใหญ่ภาคการผลิต นำโดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย หอการค้าไทย-จีน รวมถึงผู้บริหารระดับสูงจากภาคเอกชน ได้แก่ กลุ่มซีพี กลุ่มกระทิงแดง บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้งกลุ่มสหฟาร์ม กลุ่มมิตรผล เครือซิเมนต์ไทย(SCG) บริษัทบ้านปู บริษัทEnergy Absolute(EA) บริษัทอมตะและดับบลิวเอชเอ นอกจากนั้นยังมีกลุ่มสถาบันการเงินและบริการ มีตัวแทนจากธนาคารพาณิชย์หลักของไทย เช่น KBANK, ธนาคารกรุงเทพ รวมถึงกลุ่มค้าปลีกและการแพทย์อย่างThe Mall Group,ไทยเบฟเวอเรจและBDMSเป็นต้น

หารือ’สี จิ้นผิง’เปิดประตูความร่วมมือ

เวลา 16.00น.(ตามเวลาท้องถิ่นนครเซี่ยงไฮ้) ณ Xijiao State Guest Hotel นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าเยี่ยมคารวะนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน การหารือเป็นไปอย่างกว้างขวางและลึกซึ้ง โดยประธานาธิบดีสีได้กล่าวถวายพระพระพรชัยมงคลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฏาคม 2569 นี้ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้กล่าวชื่นชมและขอบคุณรัฐบาลจีนในการถวายการต้อนรับ ในคราวเสด็จพระราชดำเนินเยือนจีน อย่างเป็นทางการ (State Visit) อย่างสมพระเกียรติด้วย ซึ่งประธานาธิบดีจีนย้ำความสัมพันธ์ไทย -จีน คือ ครอบครัวเดียวกัน (Thailand – China as One Family) และจีนพร้อมสนับสนุนการบริหารงานของรัฐบาลไทยเพื่อยกระดับความเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน โดยมุ่งสร้างโอกาสใหม่ให้ประเทศไทยผ่านความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การลงทุน นวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) อุตสาหกรรมแห่งอนาคต และความมั่นคงของภูมิภาค

มุ่งประโยชน์ยั่งยืนของทั้ง2ประเทศ

การหารือของผู้นำทั้งสองยังมุ่งเป้าสู่อนาคตที่มั่นคงและเป็นประโยชน์ยั่งยืนของสองประเทศ รวมถึงระดับภูมิภาคร่วมกัน โดยผู้นำทั้งสองฝ่ายยืนยันเจตนารมณ์ที่จะสานต่อมิตรภาพอันยาวนานระหว่างไทยและจีน พร้อมผลักดันความร่วมมือให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย และสร้างโอกาสใหม่ให้กับประชาชนในระยะยาว

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ประเทศไทยให้ความสำคัญกับจีนในฐานะมิตรเก่าที่ไว้วางใจได้ และพร้อมสานต่อความร่วมมือในทุกมิติ โดยเฉพาะการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแห่งอนาคต ซึ่งปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่กำหนดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในทศวรรษหน้า ไทยและจีนจึงควรร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยี บุคลากร และธรรมาภิบาลด้าน AI เพื่อให้เทคโนโลยีสร้างประโยชน์ต่อประชาชนอย่างทั่วถึง ควบคู่กับการรับมือความท้าทายใหม่ ทั้งอาชญากรรมออนไลน์และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

เปิดโอกาสทางเศรษฐกิจรอบใหม่

นายกรัฐมนตรีได้เสนอให้ไทยและจีนร่วมกันเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจรอบใหม่ โดยส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ AI เซมิคอนดักเตอร์ เทคโนโลยีสุขภาพ พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมสีเขียว พร้อมเชิญชวนผู้ประกอบการเทคโนโลยีขั้นสูงของจีนเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ใช้ไทยเป็นฐานการผลิตและสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาค เชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน พัฒนาบุคลากรไทย และเพิ่มการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ เพื่อสร้างงานคุณภาพและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของเศรษฐกิจไทย

ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องที่จะเร่งเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม การค้า และโลจิสติกส์ ทั้งทางบก ทางทะเล และทางอากาศ รวมถึงการพัฒนาโครงข่ายรถไฟในภูมิภาค เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการค้า การลงทุน และการเดินทางของประชาชน พร้อมขยายความร่วมมือด้านเทคโนโลยีอวกาศ สาธารณสุข การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจอันดีและความร่วมมือระยะยาวระหว่างสองประเทศ ด้านความมั่นคง นายกรัฐมนตรีเสนอให้จัดตั้งกลไก 2+2 ระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของไทยและจีน เพื่อเป็นเวทีหารือเชิงยุทธศาสตร์ พร้อมยกระดับความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ การแลกเปลี่ยนข่าวกรอง และการรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความปลอดภัยและเสถียรภาพของภูมิภาค

จีนหนุนสันติภาพ-เขมร-เมียนมา

สำหรับประเด็นระดับภูมิภาค นายกรัฐมนตรีขอบคุณจีนที่สนับสนุนการแก้ไขสถานการณ์ไทย–กัมพูชาผ่านกลไกทวิภาคี เพื่อร่วมกันรักษาสันติภาพและเสถียรภาพของภูมิภาค ขณะเดียวกัน ไทยยังขอบคุณจีนที่สนับสนุนกระบวนการสันติภาพในเมียนมา รวมทั้งให้กลับเข้ามามีบทบาทในอาเซียน รวมทั้งการใช้เวทีภูมิภาคระหว่าง จีน-อาเซียน เอเปค แม่โขง ล้านช้าง ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ทั้งนี้ การหารือครั้งนี้สะท้อนวิสัยทัศน์ของรัฐบาลในการใช้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นกลไกสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและยกระดับศักยภาพของประเทศ โดยมุ่งเปลี่ยนมิตรภาพอันยาวนานระหว่างไทยและจีนให้เป็นความร่วมมือที่สร้างผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการดึงการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต การพัฒนาเทคโนโลยี AI การสร้างงานคุณภาพ และการเสริมสร้างเสถียรภาพของภูมิภาค เพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศในระยะยาว

ชาวบ้านผิดหวังร้องไห้โฮ บัตรคนจนวุ่น แห่ยื่นอุทธรณ์ถึง31ก.ค. เอกนิติชี้ระบบรัดกุมขึ้น

ชาวบ้านผิดหวังร้องไห้โฮ บัตรคนจนวุ่น แห่ยื่นอุทธรณ์ถึง31ก.ค. เอกนิติชี้ระบบรัดกุมขึ้น

ชาวบ้านผิดหวังร้องไห้โฮ บัตรคนจนวุ่น แห่ยื่นอุทธรณ์ถึง31ก.ค. เอกนิติชี้ระบบรัดกุมขึ้น

วันเสาร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ชาวบ้านผิดหวังร้องไห้โฮ บัตรคนจนวุ่น แห่ยื่นอุทธรณ์ถึง31ก.ค. เอกนิติชี้ระบบรัดกุมขึ้น

คลังประกาศผลการตรวจสอบคุณสมบัติโครงการบัตรคนจนที่มีผู้ลงทะเบียน 18.82 ล้านราย ผ่านเกณฑ์แค่ 9.51 ล้านราย อีก 9.31 ล้านราย
ผิดหวังแต่เปิดให้ยื่นอุทธรณ์สิทธิได้จนถึง 31 กรกฎาคมนี้ “เอกนิติ”ย้ำ ตั้งใจดูแลกลุ่มเปราะบางแท้จริง แจงสาเหตุที่มีผู้ไม่ผ่านเกณฑ์จำนวนมากมาจากการปรับปรุงระบบคัดกรองให้รัดกุมขึ้น โดยตรวจสอบข้อมูลกับฐานข้อมูลของรัฐ เช่น รายได้ การถือครองที่ดิน-รถยนต์ ด้าน“ศิริกัญญา” ติง เข้มงวด-แข็งตัวเกินไป ตั้งใจคัดกรองคนออกทำให้คนจนที่เดือดร้อนจริงต้องหลุดออกไปด้วย ส่วนบรรยากาศในหลายจังหวัดชาวบ้านแห่ยื่นอุทธรณ์ขอทบทวนสิทธิอีกรอบ ป้าวัย 65 ชาวบุรีรัมย์ ร้องไห้หน้าธนาคาร หวังได้บัตรคนจนช่วยต่อลมหายใจ

เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากกระทรวงการคลังประกาศผลการตรวจสอบคุณสมบัติโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ภายหลังเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนและยืนยันสิทธิระหว่างวันที่ 4-21 มิ.ย. 2569 ปรากฏว่า มีผู้ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ จำนวน 9.51 ล้านราย มีผู้ไม่ผ่านเกณฑ์และถูกตัดสิทธิ 9.31 ล้านราย จากผู้ลงทะเบียนทั้งหมด 18.82 ล้านราย

ทั้งนี้ ผู้ที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ ประกอบด้วย 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเดิม จำนวน 12.70 ล้านราย กลุ่มผู้ไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่อยู่ในฐานข้อมูลความจำเป็นพื้นฐานของกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย และระบบสมุดพกครอบครัวอิเล็กทรอนิกส์ (MSO-LOGBOOK) ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จำนวน 0.74 ล้านราย และ กลุ่มผู้ไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่กระทรวงมหาดไทยสำรวจเพิ่มเติมในช่วงเปิดลงทะเบียน จำนวน 5.38 ล้านราย

โดยผู้ที่ผ่านการพิจารณา สามารถเริ่มใช้สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้ตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.2569 เป็นต้นไป

เปิดให้ยื่นอุทธรณ์ได้ถึง31ก.ค.

ส่วนผู้ที่ไม่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ สามารถดำเนินการยื่นอุทธรณ์ได้ตั้งแต่วันที่ 17-31 ก.ค. 2569 ผ่าน 4 ช่องทาง ได้แก่ เว็บไซต์โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ https://welfare.mof.go.th, แอปพลิเคชัน ทางรัฐ, แอปพลิเคชัน เป๋าตัง, และหน่วยรับลงทะเบียนของธนาคารของรัฐ 5 แห่ง คือ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงไทย ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ตามวันและเวลาทำการของแต่ละสาขา โดยแจ้งความประสงค์ต่อเจ้าหน้าที่เพื่อดำเนินการยื่นอุทธรณ์ผ่านระบบ ซึ่งเจ้าหน้าที่จะคอยให้คำแนะนำเกี่ยวกับขั้นตอนและเอกสารที่จำเป็นอย่างละเอียด เพื่อให้ประชาชนได้รับสิทธิอย่างถูกต้องตามหลักเกณฑ์ที่รัฐบาลกำหนดไว้ในโครงการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยต่อไป

ประกาศผลทบทวนสิทธิ21ก.ย.

ทั้งนี้ ผู้ยื่นอุทธรณ์จะต้องแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้องภายในวันที่ 16 ส.ค. 2569 จากนั้น กระทรวงการคลังจะประกาศผลการทบทวนสิทธิในวันที่ 21 ก.ย. 2569 ผ่านทั้ง 4 ช่องทางดังกล่าว หากผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติในรอบอุทธรณ์ จะสามารถเริ่มใช้สิทธิสวัสดิการแห่งรัฐได้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2569 เป็นต้นไปอย่างไรก็ตาม ผู้ที่เคยได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐอยู่แล้ว ไม่ต้องดำเนินการยืนยันตัวตน (e-KYC) ใหม่ เนื่องจากระบบมีข้อมูลเดิมอยู่แล้ว ส่วนผู้ได้รับสิทธิรายใหม่ที่ไม่เคยถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะต้องยืนยันตัวตนผ่านหน่วยรับลงทะเบียนทั้ง 5 ธนาคาร หรือแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ก่อน จึงจะสามารถเริ่มใช้สิทธิได้ โดยหากยืนยันตัวตนล่าช้า จะได้รับสิทธิหลังจากดำเนินการยืนยันตัวตนเรียบร้อยแล้ว

แจงตั้งใจดูแลกลุ่มเปราะบางจริง

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.การคลัง ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นการพิจารณาและสรุปผลการตรวจสอบคุณสมบัติผู้มีสิทธิรับสวัสดิการแห่งรัฐ ประจำปี 2569 ที่ตัวเลขผู้ได้รับสิทธิลดลงอย่างมีนัยสำคัญว่า สาเหตุที่ตัวเลขผู้ไม่ผ่านเกณฑ์มีจำนวนมาก เป็นผลมาจากการที่รัฐบาลได้ปรับปรุงระบบการคัดกรองให้มีความจริงจังและรัดกุมมากยิ่งขึ้น โดยนำข้อมูลผู้ลงทะเบียนไปตรวจสอบไขว้กับฐานข้อมูลต่างๆ ของรัฐอย่างละเอียด เพื่อให้ผู้ที่ผ่าน ต้องเป็นไปตามเกณฑ์คุณสมบัติที่ตั้งไว้ เช่น ฐานข้อมูลการเสียภาษี การถือครองที่ดิน รายได้ และการถือครองรถยนต์ ทำให้สามารถคัดกรองผู้ที่ไม่ได้มีฐานะยากจนจริงออกไปได้

“เจตนารมณ์ในการดำเนินนโยบายครั้งนี้ที่เข้ามาสกรีนอย่างจริงจัง ก็เพื่อที่จะเอาคนจนจริงๆ เข้ามาสู่ระบบ ผมพูดจากใจเลยว่ารัฐบาลอยากจะช่วยคนที่ลำบากจริงๆ งบประมาณด้านสวัสดิการของรัฐบาลมีจำกัด จึงอยากให้บัตรใบนี้เป็นของคนที่ไม่มีอะไรเลยจริงๆ เช่น ผู้สูงอายุที่ป่วยติดเตียงและไม่มีรายได้ เพื่อให้ความช่วยเหลือลงไปถึงคนที่สมควรได้รับสวัสดิการและลำบากที่สุดอย่างแท้จริง”นายเอกนิติ กล่าว

ทั้งนี้ ประชาชนจะสามารถเข้าไปตรวจสอบสิทธิของตนเองได้ในระบบ ซึ่งหากพบว่าเป็นผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์ ระบบจะมีการแสดงรายละเอียดชี้แจงอย่างชัดเจนว่าถูกตัดสิทธิเนื่องจากไม่ผ่านเงื่อนไขในข้อใด เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและตรวจสอบได้ และสามารถอุทธรณ์ได้ด้วย

ช่วยเกษตรกรให้ได้รับความเป็นธรรม

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าดูแลผู้มีรายได้น้อยและเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง โดยคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบการปรับปรุงหลักเกณฑ์โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ไม่นำวงเงินสินเชื่อเพื่อการเกษตรมารวมในการพิจารณาเพดานวงเงินสินเชื่อ 100,000 บาท เพื่อให้การพิจารณาสิทธิสะท้อนฐานะทางเศรษฐกิจของประชาชนได้อย่างเหมาะสมและเป็นธรรมยิ่งขึ้น โดยสินเชื่อเพื่อการเกษตรมีลักษณะแตกต่างจากสินเชื่อทั่วไป เนื่องจากเป็นเงินทุนที่เกษตรกรใช้ในการประกอบอาชีพ เช่น การซื้อเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย วัตถุดิบ การดูแลผลผลิต และบริหารสภาพคล่องตามรอบการเพาะปลูก รวมทั้งสินเชื่อที่เกี่ยวข้องกับมาตรการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง อุทกภัย และภัยธรรมชาติ ดังนั้น การนำวงเงินสินเชื่อดังกล่าวมารวมกับสินเชื่อประเภทอื่น อาจทำให้เกษตรกรรายได้น้อยบางส่วนถูกประเมินว่ามีศักยภาพทางการเงินสูงกว่าความเป็นจริง และพลาดโอกาสได้รับสวัสดิการของรัฐ

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ย้ำว่า การปรับหลักเกณฑ์ครั้งนี้ ไม่ใช่การยกเลิกหนี้หรือยกเว้นการตรวจสอบคุณสมบัติ แต่เป็นการปรับวิธีการพิจารณาให้สอดคล้องกับลักษณะของสินเชื่อเพื่อการประกอบอาชีพ โดยผู้ลงทะเบียนยังคงต้องผ่านเกณฑ์ด้านรายได้ ทรัพย์สิน และคุณสมบัติอื่น ๆ ตามที่โครงการกำหนดเช่นเดิม

“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการออกแบบมาตรการสวัสดิการที่สะท้อนสภาพความเป็นจริงของประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกรที่จำเป็นต้องใช้สินเชื่อเป็นเงินทุนในการประกอบอาชีพ ไม่ใช่เครื่องบ่งชี้ความมั่งคั่ง การปรับหลักเกณฑ์ครั้งนี้จะช่วยให้การคัดกรองผู้มีสิทธิได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมีความเหมาะสม เป็นธรรม และเข้าถึงผู้ที่ควรได้รับความช่วยเหลือได้มากยิ่งขึ้น” นางสาวลลิดา กล่าว

‘ไหม’ซัด ทำคนจนตัวจริงตกหล่น

ที่รัฐสภา น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวถึงดราม่าเกณฑ์รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรคนจน ที่ประกาศผลผู้ลงทะเบียนในวันนี้ ทำให้มีหลายคนถูกตัดสิทธิ์ว่า รัฐบาลโดยกระทรวงการคลัง มีการวางแผนพยายามที่จะลดจำนวนผู้ที่ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เราสังเกตจากตัวงบประมาณที่ปีนี้ตั้งไว้เพียงแค่ 42,000 ล้านบาท จากที่ปกติใช้อยู่ที่ 50,000 กว่าล้านบาท ดังนั้นทางรัฐบาลคิดเอาไว้แล้วตั้งแต่ต้นว่าจำเป็นที่จะต้องลดจำนวนผู้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้ได้ให้เหลือประมาณ 9-10ล้านคน จึงกลายเป็นว่ามีการปรับเกณฑ์ให้เข้มข้นและเข้มงวดมากขึ้น เพื่อลดจำนวนของคนที่จะได้รับบัตร แต่วิธีการลดจำนวนทำให้หลายคนที่เป็นคนจนจริง และเดือดร้อนจริงกับต้องตกหล่น

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า วันนี้เป็นวันที่ต้องประกาศผล เราก็จะได้ข่าวตั้งแต่เช้าว่าคนที่ตกหล่นคุณสมบัติทั้งที่เป็นคนที่เดือดร้อนจริงไม่ว่าจะเป็นในเรื่องบางเกณฑ์เป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้องคุณสมบัติกลายเป็นว่าไม่ถูก จากที่ไม่มีรถ ก็กลายเป็นว่ามีรถ ไม่ใช่ของตัวเองแต่อาจจะมีคนเอาชื่อไปสวมสิทธิ์หรือบางกรณี ที่ดินที่ตัวเองมีที่ที่คิดว่าไม่มี ก็กลายเป็นมีที่ดินเกิน 10 ไร่ รถมอเตอร์ไซต์ที่มีเกินหนึ่งคัน แต่ถ้าลูกเอาชื่อไปใส่ ก็ทำให้ตัวเองหลุด จากการที่ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเช่นเดียวกัน

จี้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาโดยเร็ว

จึงเป็นคำถามตัวโตๆว่าความพยายามของรัฐบาลที่ต้องการจะกรองคนออกไปให้ได้มากที่สุดวันนี้กลับกลายเป็นกรองคนที่เดือดร้อนจริงออกไปด้วยหรือไม่ กลายเป็นว่าคนที่มีรายได้น้อยส่วนหนึ่งจึงตกหล่นก็ต้องรอดูว่ากระบวนการอุทธรณ์จะมีผลรวดเร็วแค่ไหน ซึ่งที่ผ่านมาคนที่ลงทะเบียนทางไหนไปก็ต้องไปอุทธรณ์ทางนั้น และไปที่ธนาคารกันเต็มไปหมด

“ส่วนที่เราระบุไว้บนเว็บไซต์ว่าข้อมูลจากหน่วยไหนผิดก็ให้ติดต่อไปที่หน่วยงานนั้นตอนนี้ กรมการขนส่งทางบกที่เป็นเจ้าของข้อมูลเกี่ยวกับการถือครอง ถือครองรถยนต์ก็สายไหม้ไปแล้วโทรไม่ติดกี่เบอร์ที่ให้ไว้ก็ติดต่อไม่ได้เป็นการสะท้อนถึงการทำงานของทางกระทรวงการคลังโดยสำนักงานปลัดกระทรวงการคลังที่ยังไม่ได้เตรียมความพร้อมในกลไกของการอุทธรณ์ให้เรียบร้อย จำเป็นที่จะต้องมีการประสานงานกับหน่วยงานอื่นแต่หน่วยงานอื่นยังไม่ได้เตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการอุทธรณ์ ในวันนี้จึงกลายเป็นความสับสนอลหม่านโกลาหลอยู่ในตอนนี้ก็อยากให้ทางรัฐบาลรีบเร่งในการแก้ไขปัญหานี้ให้ได้สมกับความตั้งใจว่าไหนๆ ก็อยากจะหาตัวคนที่เดือดร้อนจริงให้เจอ ก็อย่าให้เขาต้องมาหลุดตาข่ายการกรองที่มันถี่เกินไป เข้มงวดเกินไป จนทำให้คนที่เดือดร้อนจริงไม่ได้รับประโยชน์” น.ส.ศิริกัญญา กล่าว

ชี้อยากแก้ไขความผิดพลาดในอดีต

เมื่อถามว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะรัฐบาลมีปัญหางบประมาณหรือไม่ทำให้ลดงบฯส่วนนี้ลง และกรองคนให้เหลือน้อยที่สุด โดยการเพิ่มเงื่อนไขต่างๆ น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า เรื่องงบฯก็เป็นส่วนหนึ่ง มีปัญหาตั้งแต่ปี 69 เป็นปีแรกที่ตั้งใจจะให้มีการลงทะเบียนใหม่ และวันนั้นตอนปี 69 ได้รับงบฯเพียง 30,000 ล้านบาท เท่ากับว่าผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐต้องหายไปอีกครึ่ง แต่ขณะนี้เพิ่มขึ้นมา 42,000 ล้านบาท อาจทำให้ได้ผู้ถือบัตรฯเกือบ 10 ล้านคน รัฐบาลก็พยายามคัดกรองคนให้ได้มากที่สุดโดยการใช้เกณฑ์ที่ค่อนข้างแข็งตัว คือต้องผ่านทุกคุณสมบัติ ถึงจะได้รับบัตร แต่ในความเป็นจริง ความเดือดร้อนมีน้ำหนัก มีดีกรีหนักไม่เท่ากัน เช่น คนที่รายได้ไม่สูง แต่มีที่ดินเกิน10ไร่ แต่ที่ดิน10ไร่หาประโยชน์และทำรายได้ไม่ได้เลย มันก็จะโชว์ในรายได้ของเขาอยู่แล้วว่าทำมาหากินได้รายได้ปีละไม่กี่หมื่น หรือมีที่ดินมากกว่า10ไร่ ก็ไม่ใช่เขาจะไม่เดือดร้อน หรือเรื่องหนี้สิน ผู้ประกอบการรายเล็กรายย่อย กู้หนี้ยืมสินได้เกิน 100,000 บาท กลับกลายเป็นต้องหลุดจากเกณฑ์นี้ไปด้วย ทั้งที่ความเป็นจริง อาจจะหารายได้จากการลงทุนไปได้ไม่พอจ่าย

“มันสะท้อนว่ารัฐบาลเองอยากแก้ไข ความผิดพลาดในอดีตที่ปล่อยให้มีคนได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเยอะเกินไป และมีคนที่ไม่ได้จนจริง แต่พอประกอบกับปัญหางบประมาณไปด้วย ทำให้การคัดกรองเข้มงวด แข็งตัว กลายเป็นว่าคนที่เดือดร้อนจริงไม่ได้รับสิทธิประโยชน์จากสวัสดิการนี้” น.ส.ศิริกัญญา กล่าว

ชาวบ้านแห่ยื่นอุทธรณ์ทบทวนสิทธิ์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากที่มีการประกาศผลผู้ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งมีผู้ไม่ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติเป็นจำนวนมากถึง 9.31 ล้านรายนั้น ได้ทำให้ประชาชนเกิดความผิดหวังเป็นจำนวนมาก โดยในหลายจังหวัดได้มีประชาชนเดินทางมายังที่ทำการธนาคารของรัฐเพื่อสอบถามถึงเหตุผลที่ไม่ผ่านเกณฑ์ และยื่นคำร้องขอให้มีการตรวจสอบใหม่อย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งตั้งความหวังว่ารัฐบาลจะเปิดโอกาสให้ชี้แจงข้อเท็จจริงตามสภาพความเป็นอยู่จริงแทนการพิจารณาจากข้อมูลในระบบเพียงอย่างเดียว

ที่ธนาคารกรุงไทย สาขาหัวทะเล จังหวัดนครราชสีมา นายวิวัฒน์ไชย อายุ 62 ปี หนึ่งในผู้ที่เดินทางมายื่นอุทธรณ์ เปิดเผยว่า ตนเองไม่ผ่านเกณฑ์เนื่องจากระบบระบุว่ามีทรัพย์สินประเภทรถยนต์ แม้ตนจะเข้าใจถึงความจำเป็นของรัฐบาลในการคัดกรองที่เข้มงวด แต่การมีทรัพย์สินบางประเภทไม่ได้สะท้อนว่ามีฐานะดีหรือมีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีวิต พร้อมสะท้อนว่าบางครั้งการที่บุตรหลานโอนเงินมาให้ใช้จ่ายครั้งละไม่กี่ร้อยบาทอาจทำให้ระบบประเมินว่ามีรายได้เกินเกณฑ์ ทั้งที่เป็นเพียงเงินสำหรับประทังชีวิตในแต่ละวัน

ด้านนางดาด อายุ 75 ปี ซึ่งอาศัยอยู่ในบ้านเช่าและดูแลสามีผู้พิการ กล่าวว่าตนรู้สึกเสียใจและไม่เข้าใจเหตุผลที่ไม่ผ่านเกณฑ์ ทั้งที่ไม่มีทรัพย์สินหรือที่ดินเป็นของตนเอง โดยก่อนหน้านี้เคยได้รับสิทธิมาโดยตลอด เงินช่วยเหลือดังกล่าวมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการซื้อผ้าอ้อมสำเร็จรูปและของใช้จำเป็นสำหรับสามี จึงต้องการความชัดเจนในการพิจารณาและอยากให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบสภาพความเป็นจริงร่วมกับผู้นำชุมชนเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม

งงบางคนลูกทำงานเมืองนอกได้สิทธิ

นอกจากนี้ ประชาชนหลายรายยังตั้งข้อสังเกตถึงเกณฑ์การพิจารณาที่อาจมีความเหลื่อมล้ำ บางรายมีเงินเก็บ มีลูกทำงานเมืองนอกส่งเงินมาให้ใช้ กลับผ่านการพิจารณา พร้อมฝากถึงรัฐบาลให้เร่งพิจารณาช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อนจริง โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุและผู้ที่ต้องดูแลสมาชิกในครอบครัวที่พิการ ซึ่งทุกคนต่างหวังว่าการยื่นอุทธรณ์ครั้งนี้จะช่วยให้ได้รับสิทธิเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพที่ปัจจุบันเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะค่าไฟฟ้าที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมากในขณะนี้

. ในส่วนของการดำเนินการ เจ้าหน้าที่ธนาคารกรุงไทย สาขาหัวทะเล ได้เตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่เพื่อรองรับประชาชน โดยแนะนำให้ผู้ที่ต้องการยื่นอุทธรณ์ตรวจสอบผลการคัดกรองผ่านช่องทางที่ภาครัฐกำหนด และเตรียมเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องมาให้ครบถ้วนเพื่อความสะดวกรวดเร็วในการยื่นคำร้อง ซึ่งจะช่วยลดความล่าช้าในการให้บริการในช่วงที่มีประชาชนมาติดต่อจำนวนมาก

ชาวลำปลายมาศเข้าตรวจสอบสิทธิ

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) สาขาลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ ได้มีประชาชน เกษตร และผู้สูงอายุ เดินทางมารอให้เจ้าหน้าที่ช่วยตรวจสอบสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรคนจนทั้งรายเดิมและรายใหม่ ภายหลังจากลงทะเบียนเข้าระบบคัดกรองผู้มีสิทธิ์รอบใหม่ โดยผู้ที่เดินทางมาตรวจสอบสิทธิ์ที่ ธกส.วันนี้ ส่วนใหญ่จะตรวจสอบสิทธิ์ผ่านช่องทางออนไลน์ด้วยตัวเองไม่เป็น

อย่างไรก็ตาม คนที่เดินทางมาตรวจสอบสิทธิ์วันนี้ ก็มีทั้งดีใจที่ผ่านการคัดกรองได้รับสิทธิ์ แต่บางคนก็ผิดหวังเพราะไม่ผ่านการคัดกรองเนื่องจากคุณสมบัติไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์เงื่อนไขที่กำหนด ส่วนมากผู้ที่ไม่ผ่านจะเป็นผู้ที่มีรถยนต์ส่วนตัว มีที่ดิน หรือมีหนี้สินเกินวงเงินที่กำหนด จึงเรียกร้องให้ภาครัฐปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์เงื่อนไข เพราะบางคนที่มีรถยนต์ ก็เป็นรถมือสองที่ผ่อนมาเพื่อใช้ประกอบอาชีพ ไม่ได้มีฐานะร่ำรวย

ป้าวัย65ผิดหวังร้องไห้โฮ

ขณะที่ นางนิภาวรรณ อายุ 65 ปี ชาวตำบลหินโคน อ.ลำปลายมาศ ทันทีที่เจ้าหน้าที่แจ้งว่า ตรวจสอบสิทธิแล้วคุณสมบัติไม่ผ่าน ทำให้ไม่ได้รับสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ ก็ถึงกับปล่อยโฮร้องไห้ที่หน้า ธกส. เพราะเจ้าตัวคาดหวังว่าจะได้เงินส่วนนี้ไปซื้อสิ่งของอุปโภคบริโภคสำหรับตัวเอง และหลาน เพราะไม่มีรายได้อื่นมีเพียงเบี้ยผู้สูงอายุ และเงินที่ลูกส่งมาให้ใช้จ่ายบ้างเท่านั้น หากได้รับสิทธิ์บัตรคนจนรอบนี้ ก็จะช่วยต่อลมหายใจให้กับตนและหลานได้ ก็เสียใจมากที่ไม่ได้รับสิทธิ์ทั้งที่ฐานะยากจน ไม่มีรถยนต์ มีที่ดินแค่พออยู่อาศัย ก็อยากให้ภาครัฐตรวจสอบสิทธิ์ใหม่อีกรอบ

ถูกตัดเพราะลูกหลานใช้ชื่อซื้อจยย.

. ที่ธนาคารกรุงไทย สาขา ศาลากลางจังหวัดมหาสารคาม มีประชาชนทยอยเดินทางมาให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบว่าเป็นผู้ผ่านการพิจารณาได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 หรือไม่ โดยคนที่สมหวังก็ได้ยืนยันสิทธิและกลับบ้านได้ทันที ส่วนคนที่ผิดหวัง ส่วนใหญ่ก็จะสับสนว่าจะต้องไปยื่นอุทธรณ์ที่หน่วยงานไหนได้บ้าง เท่าที่ผู้สื่อข่าวสังเกตดู ก็ปรากฏว่ามีผู้ที่ผิดหวังในหลากหลายเงื่อนไข อาทิ ถือครองกรรมสิทธิ์รถ, มีรายจ่ายให้ผู้อื่นมากกว่า 100,000 บาทต่อปี เป็นต้น

โดย นางอรพิน ชาวบ้าน ต.เขวา อ.เมือง จ.มหาสารคาม กล่าวว่า ตนเป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอยู่ก่อนแล้ว วันนี้มายืนยันตัวตน แต่ปรากฏว่าถูกตัดสิทธิ์ เพราะว่าตนมีกรรมสิทธิ์รถจักรยานยนต์ แต่จริงๆ แล้วตนไม่มีรถสักคัน แต่ก่อนหน้านั้นเมื่อนานมาแล้ว ลูกหลานเคยใช้ชื่อไปออกรถจักรยานยนต์ แต่ก็ถูกยึดไปนานแล้ว ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไป เจ้าหน้าที่แนะนำให้ไปติดต่อที่ขนส่ง ก็ไม่รู้ว่าจะต้องทำยังไง

ความเสี่ยงสูง! ทร.แจ้งแนวทางด่วน เตือนเรือพาณิชย์ไทย เลี่ยงน่านน้ำตะวันออกกลาง

ความเสี่ยงสูง! ทร.แจ้งแนวทางด่วน เตือนเรือพาณิชย์ไทย เลี่ยงน่านน้ำตะวันออกกลาง

ความเสี่ยงสูง! ทร.แจ้งแนวทางด่วน เตือนเรือพาณิชย์ไทย เลี่ยงน่านน้ำตะวันออกกลาง

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 21.51 น.

กองทัพเรือติดตามสถานการณ์ตะวันออกกลาง พร้อมแจ้งแนวทางการเดินเรือไทยในพื้นที่เสี่ยง

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังคงมีความไม่แน่นอน และสหรัฐอเมริกาได้ออกประกาศแจ้งเตือนด้านความมั่นคงทางทะเลสำหรับพื้นที่อ่าวเปอร์เซีย ช่องแคบฮอร์มุซ และอ่าวโอมาน กองทัพเรือได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแจ้งข้อมูล ข่าวสาร และคำแนะนำด้านความปลอดภัยแก่ผู้ประกอบการเดินเรือไทยอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ วันนี้ (17 กรกฎาคม 2569) กองทัพเรือ ได้มีหนังสือแจ้งไปยังสมาคมเจ้าของเรือไทย เพื่อให้ผู้ประกอบการและเรือพาณิชย์ไทยรับทราบการประเมินระดับความเสี่ยงของพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งยังคงอยู่ในระดับ “สูงมาก (SEVERE)” กองทัพเรือจึงแนะนำให้หลีกเลี่ยงการเดินเรือเข้าสู่พื้นที่เสี่ยงหากไม่มีความจำเป็น พร้อมติดตามประกาศและคำแนะนำจากหน่วยงานด้านการเดินเรือระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามมาตรการรักษาความปลอดภัยที่กำหนดอย่างเคร่งครัด

นอกจากนี้ กองทัพเรือได้กำหนดแนวทางการรายงานข้อมูล การประสานงาน และการแจ้งเหตุผิดปกติของเรือไทยเมื่อเดินทางผ่านพื้นที่เสี่ยง เพื่อให้สามารถติดตามสถานการณ์และให้ความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที หากเกิดเหตุฉุกเฉินระหว่างการเดินเรือ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นและเพิ่มความปลอดภัยให้แก่เรือพาณิชย์ไทย รวมถึงกำลังพลประจำเรือ

โฆษกกองทัพเรือกล่าวเพิ่มเติมว่า กองทัพเรือให้ความสำคัญกับการคุ้มครองผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ความมั่นคงของการคมนาคมขนส่งทางทะเล และสวัสดิภาพของลูกเรือไทย จึงขอให้ผู้ประกอบการ เจ้าของเรือ และผู้ควบคุมเรือติดตามข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานภาครัฐอย่างใกล้ชิด พร้อมปฏิบัติตามคำแนะนำด้านความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด เพื่อให้การเดินเรือของไทยเป็นไปอย่างปลอดภัยและต่อเนื่องภายใต้สถานการณ์ที่มีความอ่อนไหวในปัจจุบัน

ทั้งนี้ กองทัพเรือจะติดตามและประเมินสถานการณ์ด้านความมั่นคงทางทะเลอย่างต่อเนื่อง พร้อมบูรณาการการปฏิบัติกับหน่วยงานภาครัฐและภาคการเดินเรือ เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยในการเดินเรือ และสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ประกอบการไทยและประชาชน

นายกฯ เปิดประตูเศรษฐกิจไทยสู่เซี่ยงไฮ้ ร่วมมือ AI ขยายตลาดสินค้าไทยสู่เมืองเศรษฐกิจอันดับหนึ่งของจีน

นายกฯ เปิดประตูเศรษฐกิจไทยสู่เซี่ยงไฮ้ ร่วมมือ AI ขยายตลาดสินค้าไทยสู่เมืองเศรษฐกิจอันดับหนึ่งของจีน

นายกฯ เปิดประตูเศรษฐกิจไทยสู่เซี่ยงไฮ้ ร่วมมือ AI ขยายตลาดสินค้าไทยสู่เมืองเศรษฐกิจอันดับหนึ่งของจีน

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 21.23 น.

17 กรกฎาคม 2569 เมื่อเวลา 18.30 น. ตามเวลาท้องถิ่นนครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง ที่โรงแรม Radisson Collection Hotel นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน  นายกง เจิ้ง นายกเทศมนตรีนครเซี่ยงไฮ้ เข้าเยี่ยมคารวะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องยกระดับความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน เทคโนโลยี นวัตกรรม ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งสองประเทศ

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การเลือกเยือนนครเซี่ยงไฮ้เป็นเมืองแรกของการเยือนจีนครั้งนี้ สะท้อนความสำคัญของเซี่ยงไฮ้ในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจ การเงิน การค้า และนวัตกรรมของโลก พร้อมชื่นชมการจัดงาน World AI Conference ซึ่งแสดงให้เห็นศักยภาพด้านเทคโนโลยีของจีน และยืนยันว่าไทยพร้อมร่วมมือกับจีนในการพัฒนา AI อย่างมีธรรมาภิบาล เพื่อให้เทคโนโลยีสร้างประโยชน์ต่อประชาชนและเศรษฐกิจ

นายกรัฐมนตรียังชื่นชมแนวทางการพัฒนาเมืองของนครเซี่ยงไฮ้ ที่ให้ความสำคัญกับการวิจัย พัฒนาเทคโนโลยี และการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน จนก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจระดับโลก พร้อมระบุว่าไทยพร้อมศึกษาและนำประสบการณ์ของเซี่ยงไฮ้มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล เมืองอัจฉริยะ และการสร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของประเทศ

นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า ไทยพร้อมเปิดรับการลงทุนคุณภาพ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี AI ดิจิทัล และนวัตกรรม พร้อมใช้จุดแข็งของไทยด้านความมั่นคงทางอาหาร พลังงาน และทำเลยุทธศาสตร์ เป็นฐานรองรับการลงทุนและเชื่อมโยงเศรษฐกิจในภูมิภาค

อีกประเด็นสำคัญที่ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้อง คือ การขยายตลาดสินค้าไทยในจีน โดยรัฐบาลจะสนับสนุนภาคเอกชนไทยเข้าร่วมงาน China International Import Expo (CIIE) ในช่วงปลายปีนี้ เพื่อเพิ่มโอกาสจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) และขยายการส่งออกสินค้าไทยเข้าสู่ตลาดจีนที่มีกำลังซื้อสูง

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องส่งเสริมความร่วมมือด้าน AI โดยเซี่ยงไฮ้มีบุคลากรด้าน AI กว่า 300,000 คน และมีระบบวิจัยที่เข้มแข็ง ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ พัฒนาบุคลากร และสร้างความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจและสถาบันวิจัยของทั้งสองประเทศ

ทั้งนี้ ยังเห็นพ้องขยายความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม โดยปัจจุบันนักท่องเที่ยวไทยเดินทางเยือนนครเซี่ยงไฮ้มากเป็นอันดับ 4 ของต่างชาติ ขณะที่ประชาชนในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำแยงซีของจีนยังคงนิยมเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้และกระตุ้นเศรษฐกิจของทั้งสองฝ่าย

นายกรัฐมนตรีได้เชิญนายกเทศมนตรีนครเซี่ยงไฮ้เดินทางเยือนประเทศไทย เพื่อสานต่อความร่วมมือและผลักดันโครงการต่างๆ ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมต่อไป