สี จิ้นผิง เตรียมเยือนเกาหลีเหนือ 8-9 มิ.ย. หลังพบทรัมป์-ปูติน

สี จิ้นผิง เตรียมเยือนเกาหลีเหนือ 8-9 มิ.ย. หลังพบทรัมป์-ปูติน

5 มิ.ย. 2569 10:00 น.

สี จิ้นผิง เตรียมเยือนเกาหลีเหนือ 8-9 มิ.ย. หลังพบทรัมป์-ปูติน

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เตรียมเดินทางเยือนเกาหลีเหนือวันที่ 8-9 มิถุนายนนี้ ถือเป็นการเดินทางเยือนต่างประเทศครั้งแรกของผู้นำจีนในปีนี้ หลังทั้งผู้นำสหรัฐฯ และรัสเซียเดินทางเยือนจีนไปแล้ว

สำนักข่าวซินหัวของจีน รายงานว่า ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง จะเดินทางเยือนเกาหลีเหนืออย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 8-9 มิถุนายน ตามคำเชิญของ คิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ โดยสถานีโทรทัศน์ CCTV ของจีน ระบุว่า การเยือนครั้งนี้ถือเป็นการเยือนต่างประเทศครั้งแรกของสี จิ้นผิง ในปี 2026

การเดินทางครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่สี จิ้นผิง เพิ่งพบหารือกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิเมียร์ ปูติน ที่กรุงปักกิ่ง เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวถูกจับตาอย่างใกล้ชิด หลังช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา มีรายงานข่าวและภาพการพบเห็นคณะผู้แทนจีนเดินทางไปยังกรุงเปียงยาง ทำให้เกิดกระแสคาดการณ์ถึงการเยือนครั้งนี้

นักวิเคราะห์มองว่า การเดินทางของผู้นำจีนไปยังเกาหลีเหนือ อาจเป็นสัญญาณว่าจีนต้องการกลับมากระชับบทบาทและปรับยุทธศาสตร์อิทธิพลของตนต่อเกาหลีเหนือ รวมถึงสถานการณ์บนคาบสมุทรเกาหลี

การเยือนครั้งล่าสุดของสี จิ้นผิง ไปยังเกาหลีเหนือเกิดขึ้นเมื่อปี 2019 โดยครั้งนั้นเขาได้พบกับคิม จองอึน และได้รับการต้อนรับด้วยพิธีการทางทหารอย่างเต็มรูปแบบ

ขณะที่คิม จองอึน เพิ่งเดินทางเยือนจีนเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา เพื่อเข้าร่วมพิธีสวนสนามทางทหาร เนื่องในวาระครบรอบ 80 ปีการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 และได้พบหารือกับสี จิ้นผิงเช่นกัน

การเยือนครั้งใหม่นี้จึงถูกมองว่าเป็นอีกหนึ่งสัญญาณสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่าง จีน-เกาหลีเหนือ ท่ามกลางการแข่งขันอิทธิพลระหว่างมหาอำนาจอย่าง จีน สหรัฐฯ และรัสเซีย ในภูมิภาคเอเชียตะวันออก.

ที่มา :channelnewsasia

ทรัมป์ประกาศทุ่ม 700 ล้านดอลลาร์ ฟื้นอุตสาหกรรมถ่านหินสหรัฐฯ เดินหน้าเปิดโรงไฟฟ้า-เหมืองใหม่

ทรัมป์ประกาศทุ่ม 700 ล้านดอลลาร์ ฟื้นอุตสาหกรรมถ่านหินสหรัฐฯ เดินหน้าเปิดโรงไฟฟ้า-เหมืองใหม่

5 มิ.ย. 2569 09:35 น.

ทรัมป์ประกาศทุ่ม 700 ล้านดอลลาร์ ฟื้นอุตสาหกรรมถ่านหินสหรัฐฯ เดินหน้าเปิดโรงไฟฟ้า-เหมืองใหม่

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศมาตรการสนับสนุนอุตสาหกรรมถ่านหินสหรัฐฯ มูลค่าเกือบ 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หวังยืดอายุโรงไฟฟ้าถ่านหิน เปิดเหมืองเพิ่ม และกระตุ้นการส่งออก ท่ามกลางความพยายามพลิกฟื้นภาคพลังงานดั้งเดิมที่ซบเซามานานหลายปี

วันที่ 5 มิถุนายน 2569 นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศแผนใช้งบประมาณเกือบ 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 25,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมถ่านหินของประเทศ โดยครอบคลุมทั้งการช่วยเหลือโรงไฟฟ้าถ่านหิน การขยายเหมือง และการส่งออกถ่านหินไปยังต่างประเทศ

ทรัมป์เปิดเผยที่ห้องทำงานรูปไข่ในทำเนียบขาวว่า เงินลงทุนก้อนนี้จะช่วยรักษาการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าถ่านหิน 14 แห่ง และเหมืองถ่านหิน 42 แห่งทั่วประเทศ  และเปิดเหมืองแห่งใหม่ รวมไปถึงในรัฐอะแลสกา และเวสต์ เวอร์จิเนีย โดยโครงการนี้จะช่วยสนับสนุนหรือสร้างงานใหม่มากกว่า 14,000 ตำแหน่ง ทั้งในอุตสาหกรรมถ่านหิน ก่อสร้าง ระบบราง และการขนส่งทางทะเล

ภายใต้มาตรการนี้ รัฐบาลจะใช้อำนาจตามกฎหมายการผลิตเพื่อการป้องกันประเทศ (Defense Production Act) ซึ่งเป็นกฎหมายยุคสงครามเย็นที่ให้อำนาจประธานาธิบดีในการสนับสนุนอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงแห่งชาติ 

รัฐบาลจะให้ความช่วยเหลือโรงไฟฟ้าถ่านหิน 13 แห่งทั่วประเทศ รวมถึงสนับสนุนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่รวมไปถึงในรัฐอะแลสกา และเวสต์ เวอร์จิเนีย ซึ่งจะเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่แห่งแรกของสหรัฐฯ นับตั้งแต่ปี 2556

ขณะเดียวกัน กระทรวงพลังงานสหรัฐฯ ยังได้สั่งให้โรงไฟฟ้าพลังงานน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในรัฐแมริแลนด์และรัฐ เพนซิลเวเนีย เดินหน้าผลิตไฟฟ้าต่อไปหลังพ้นกำหนดปิดกิจการเช่นกัน ท่ามกลางความกังวลเรื่องความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในระยะยาว

ทั้งนี้ การประกาศครั้งนี้ถือเป็นความเคลื่อนไหวล่าสุดของรัฐบาลทรัมป์ในการฟื้นฟูอุตสาหกรรมถ่านหิน ซึ่งเผชิญภาวะถดถอยต่อเนื่องจากข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น รวมถึงการแข่งขันจากก๊าซธรรมชาติและพลังงานหมุนเวียนที่มีต้นทุนต่ำกว่า.

ที่มา AFP

ระทึก! ล้อหน้าโบอิ้ง 787 ทรุดพังกลางสนามบินแฟรงก์เฟิร์ต เจ้าหน้าที่เจ็บหลายราย

ระทึก! ล้อหน้าโบอิ้ง 787 ทรุดพังกลางสนามบินแฟรงก์เฟิร์ต เจ้าหน้าที่เจ็บหลายราย

5 มิ.ย. 2569 09:04 น.

ระทึก! ล้อหน้าโบอิ้ง 787 ทรุดพังกลางสนามบินแฟรงก์เฟิร์ต เจ้าหน้าที่เจ็บหลายราย

เกิดเหตุระทึกกลางสนามบินแฟรงก์เฟิร์ต เครื่องบินโบอิ้ง 787 ของสายการบินลุฟท์ฮันซา ล้อหน้าพังทรุดขณะจอดเทียบประตูเจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินบาดเจ็บหลายคน แต่โชคดีไม่มีผู้โดยสารอยู่บนเครื่อง

เหตุการณ์ระทึกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 เวลาประมาณ 12.45 น. ตามเวลาท้องถิ่น ที่สนามบินแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี หลังเครื่องบินโดยสารโบอิ้ง 787 ของสายการบินลุฟท์ฮันซา ประสบเหตุชุดล้อหน้าหรือ Nose Gear ขัดข้อง จนทรุดพังลงมา ขณะจอดอยู่ที่หลุมจอดเตรียมออกเดินทางไปยังนครลอสแอนเจลิส สหรัฐฯ

ภาพจากกล้องวงจรปิดเผยให้เห็นจังหวะที่เครื่องบินสูญเสียการทรงตัว ก่อนส่วนหัวของเครื่องบินจะกดต่ำลงจนเกือบแตะพื้น เจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินต้องเร่งเข้าควบคุมพื้นที่ พร้อมประสานทีมฉุกเฉินเข้าตรวจสอบ

สายการบินลุฟท์ฮันซาระบุว่า ขณะเกิดเหตุยังไม่มีผู้โดยสารขึ้นเครื่อง ทำให้ไม่มีผู้โดยสารได้รับอันตราย แต่เจ้าหน้าที่สนามบินหลายรายได้รับบาดเจ็บ และถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษา

เครื่องบินลำนี้มีชื่อว่า “แฮร์เนอ” และเพิ่งเข้าประจำการกับสายการบินในเดือนมกราคม 2569 โดยถือเป็นเครื่องบินใหม่ที่เพิ่งได้รับมอบมาไม่นาน

ขณะนี้วิศวกรและหน่วยงานด้านการบินกำลังตรวจสอบสภาพเครื่องบิน เพื่อหาสาเหตุว่าทำไมระบบล้อหน้าจึงเกิดความผิดปกติจนทำให้เครื่องบินทรุดตัวลง.

ที่มา : AP

เปิดตัววัคซีนตัวแรกของโลก “พัฒนาโดย AI” ทั้งหมด หวังรับมือโควิดทุกสายพันธุ์-สกัดโรคระบาดในอนาคต

เปิดตัววัคซีนตัวแรกของโลก "พัฒนาโดย AI" ทั้งหมด หวังรับมือโควิดทุกสายพันธุ์-สกัดโรคระบาดในอนาคต

5 มิ.ย. 2569 08:41 น.

เปิดตัววัคซีนตัวแรกของโลก “พัฒนาโดย AI” ทั้งหมด หวังรับมือโควิดทุกสายพันธุ์-สกัดโรคระบาดในอนาคต

นักวิจัยเปิดตัววัคซีนรูปแบบใหม่ พัฒนาโดย AI  ออกแบบองค์ประกอบสำคัญของวัคซีน เป็นครั้งแรกของโลก เริ่มทดสอบในมนุษย์แล้ว หวังป้องกันไวรัสโคโรนาทุกสายพันธุ์ ไปจนถึงไวรัสจากสัตว์ที่อาจก่อโรคระบาดใหญ่ในอนาคต

วันที่ 5 มิถุนายน 2569 ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ในอังกฤษ เปิดเผยความสำเร็จในการพัฒนาวัคซีนรูปแบบใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ ออกแบบองค์ประกอบสำคัญของวัคซีนทั้งหมด ก่อนนำมาทดสอบในมนุษย์เป็นครั้งแรกของโลก โดยหวังว่าวัคซีนนี้จะสามารถป้องกันไวรัสได้ในวงกว้าง และช่วยลดความเสี่ยงจากโรคระบาดใหญ่ในอนาคต

รายงานข่าวระบุว่า วัคซีนนี้ถูกออกแบบให้สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันต่อไวรัสโคโรนาหลายชนิด ไม่เพียงแต่ครอบคลุมโควิด-19 ทุกสายพันธุ์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงไวรัสโคโรนาที่พบในสัตว์ ซึ่งอาจข้ามสายพันธุ์มาสู่มนุษย์และก่อให้เกิดโรคระบาดครั้งใหม่ได้ในอนาคต 

งานวิจัยนี้ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ Journal of Infection ระบุว่าการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันยังอยู่ในระดับ “ปานกลาง” แต่ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากมองว่านี่คือก้าวสำคัญของวงการวัคซีน โดยผลการทดลองระยะแรกในอาสาสมัคร 39 คน มีเป้าหมายหลักเพื่อประเมินความปลอดภัยของวัคซีน ขณะที่การศึกษาระยะต่อไปซึ่งมีอาสาสมัครราว 200 คน จะช่วยให้เข้าใจประสิทธิภาพในการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันได้ชัดเจนขึ้น

ศาสตราจารย์ โจนาธาน ฮีเนย์ หนึ่งในหัวหน้าทีมวิจัย กล่าวว่า ปัจจุบันการพัฒนาวัคซีนมักตามหลังการกลายพันธุ์ของไวรัสอยู่เสมอ โดยเฉพาะโควิด-19 และไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลที่ต้องปรับสูตรวัคซีนใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยนักวิทยาศาสตร์พยายามก้าวนำหน้าไวรัส พร้อมระบุว่าเป้าหมายคือการสร้างวัคซีนที่สามารถรับมือกับไวรัสสายพันธุ์ใหม่ได้ตั้งแต่ก่อนเกิดการระบาด 

ทางด้านศาสตราจารย์ซัล เฟาสต์ ผู้ร่วมดำเนินการทดลองบางส่วน ระบุว่า เทคโนโลยีนี้มีศักยภาพสูง โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ไวรัสมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และอาจเป็นเครื่องมือสำคัญในการเตรียมพร้อมรับมือโรคระบาดในอนาคต โดยมองว่า ปัญญาประดิษฐ์จะกลายเป็นตัวเปลี่ยนเกม ของวงการวัคซีนในอนาคต เพราะสามารถช่วยคาดการณ์การตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันได้รวดเร็วขึ้น ทำให้การพัฒนาวัคซีนใช้เวลาน้อยลงและช่วยชีวิตผู้คนได้มากขึ้น โดยความสำเร็จของการทดลองวัคซีนที่ออกแบบโดยเอไอ ถือเป็นก้าวสำคัญที่อาจนำไปสู่การสร้างภูมิคุ้มกันที่ครอบคลุมและยั่งยืนต่อไวรัสหลากหลายชนิดในอนาคต.

ที่มา BBC

สุดสลด บ้านพักคนชราศรีลังกาถูกเผาวอด ดับ 12 ศพ เผยสถานที่แออัดเกินกำหนด

สุดสลด บ้านพักคนชราศรีลังกาถูกเผาวอด ดับ 12 ศพ เผยสถานที่แออัดเกินกำหนด

5 มิ.ย. 2569 08:04 น.

สุดสลด บ้านพักคนชราศรีลังกาถูกเผาวอด ดับ 12 ศพ เผยสถานที่แออัดเกินกำหนด

เกิดเหตุไฟไหม้ครั้งใหญ่ที่บ้านพักคนชราแห่งหนึ่งในพื้นที่ตะวันตกของศรีลังกา ส่งผลให้ผู้สูงอายุเสียชีวิตอย่างน้อย 12 ศพ และบาดเจ็บอีก 8 คน ตรวจสอบพบสถานที่แออัด และไม่มีใบอนุญาตตามกฎหมาย

เหตุเพลิงไหม้บ้านพักคนชราเกิดขึ้นช่วงดึกของวันพุธที่ผ่านมา ที่เมืองอังกูรูวาโตตา โดยเปลวไฟลุกไหม้อย่างรวดเร็ว เจ้าหน้าที่ดับเพลิง ตำรวจ และชาวบ้านเร่งเข้าควบคุมสถานการณ์ ท่ามกลางความโกลาหลของผู้พักอาศัยที่พยายามหนีออกจากอาคาร

ภาพจากสื่อท้องถิ่นเผยให้เห็นอาคารบางส่วนถูกไฟเผาจนเสียหายหนัก เฟอร์นิเจอร์และอุปกรณ์ภายในถูกเผาไหม้ ขณะที่เจ้าหน้าที่เร่งค้นหาผู้รอดชีวิต

ตำรวจเปิดเผยว่า สามารถช่วยเหลือผู้พักอาศัยออกมาได้ 51 คน โดยมีทั้งผู้สูงอายุและผู้มีปัญหาด้านสุขภาพจิต ก่อนนำตัวขึ้นรถบัสไปยังพื้นที่ปลอดภัย 

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้กลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ หลังเจ้าหน้าที่ระบุว่า บ้านพักแห่งนี้ไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นสถานดูแลผู้สูงอายุอย่างถูกต้อง และเคยได้รับคำเตือนให้ปรับปรุงตามกฎระเบียบ แต่ยังไม่ดำเนินการแก้ไข

นอกจากนี้ยังพบว่าพื้นที่ดังกล่าวมีจำนวนผู้พักอาศัยมากเกินกว่าที่รองรับได้ โดยมีรายงานว่ารองรับได้ประมาณ 15 คน แต่กลับมีผู้พักอาศัยอยู่ถึง 71 คนในช่วงเกิดเหตุ 

หลังเกิดเหตุ ผู้อำนวยการบ้านพักถูกตำรวจจับกุมในข้อสงสัยเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตจากความประมาท และถูกควบคุมตัวระหว่างรอการสอบสวนเพิ่มเติม 

เจ้าหน้าที่กำลังเร่งตรวจสอบสาเหตุของเพลิงไหม้ รวมถึงมาตรการความปลอดภัยภายในอาคาร เพื่อหาผู้รับผิดชอบต่อโศกนาฏกรรมที่คร่าชีวิตผู้สูงอายุจำนวนมากในครั้งนี้.

ที่มา :AP

สหรัฐฯ ย้ำ พร้อมเจรจาเกาหลีเหนือแบบไร้เงื่อนไข แม้คิม จองอึน ประกาศเร่งขยายคลังอาวุธนิวเคลียร์

สหรัฐฯ ย้ำ พร้อมเจรจาเกาหลีเหนือแบบไร้เงื่อนไข แม้คิม จองอึน ประกาศเร่งขยายคลังอาวุธนิวเคลียร์

5 มิ.ย. 2569 07:30 น.

สหรัฐฯ ย้ำ พร้อมเจรจาเกาหลีเหนือแบบไร้เงื่อนไข แม้คิม จองอึน ประกาศเร่งขยายคลังอาวุธนิวเคลียร์

สหรัฐฯ ยืนยันยังเปิดกว้างสำหรับการเจรจากับเกาหลีเหนือแบบไม่มีเงื่อนไข พร้อมย้ำเป้าหมายการปลดอาวุธนิวเคลียร์อย่างสมบูรณ์ หลังคิม จองอึน ตรวจโรงงานผลิตวัสดุนิวเคลียร์แห่งใหม่และประกาศเพิ่มขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์แบบก้าวกระโดด

วันที่ 5 มิถุนายน 2569 โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ยืนยันว่า ยังคงพร้อมเปิดการเจรจากับเกาหลีเหนือแบบไม่มีเงื่อนไขล่วงหน้า พร้อมมุ่งมั่นต่อเป้าหมายการปลดอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนืออย่างสมบูรณ์ แม้รัฐบาลเกาหลีเหนือจะเดินหน้าขยายโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธอย่างต่อเนื่อง

ถ้อยแถลงนี้มีขึ้นหลังสื่อทางการเกาหลีเหนือรายงานว่า นายคิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ เดินทางไปตรวจเยี่ยมโรงงานผลิตวัสดุนิวเคลียร์แห่งใหม่เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ และประกาศแผนเพิ่มศักยภาพคลังอาวุธนิวเคลียร์ของประเทศในอัตราแบบทวีคูณ หรือก้าวกระโดด โดยสำนักข่าวกลางเกาหลี รายงานว่านายคิม จองอึน ได้รับฟังความคืบหน้าของโครงการผลิตวัสดุนิวเคลียร์ แต่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับสถานที่ตั้งหรือกำลังการผลิตของโรงงานแห่งนี้

การแสดงจุดยืนของสหรัฐฯ ครั้งนี้สะท้อนความพยายามของรัฐบาลทรัมป์ที่ต้องการรื้อฟื้นการเจรจากับเกาหลีเหนือ ท่ามกลางความกังวลว่ารัฐบาลเกาหลีเหนือกำลังเร่งพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธพิสัยไกลมากขึ้น ในช่วงที่การเจรจาทางการทูตกับสหรัฐฯ และเกาหลีใต้หยุดชะงักมานานหลายปี

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ ในการประชุมสำคัญของพรรคแรงงานเกาหลีเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เกาหลีเหนือได้ประกาศย้ำสถานะของตนเองในฐานะ รัฐครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ที่ไม่อาจย้อนกลับได้  พร้อมให้คำมั่นว่าจะเสริมสร้างศักยภาพการยับยั้งทางนิวเคลียร์ภายใต้แผนพัฒนากองทัพระยะ 5 ปี.

แฟ้มภาพ

ที่มา Yonhap 

อินโดนีเซียรวบรัฐมนตรีช่วยตรวจคนเข้าเมือง ในข้อหารับสินบน

อินโดนีเซียรวบรัฐมนตรีช่วยตรวจคนเข้าเมือง ในข้อหารับสินบน

5 มิ.ย. 2569 06:32 น.

อินโดนีเซียรวบรัฐมนตรีช่วยตรวจคนเข้าเมือง ในข้อหารับสินบน

ทางการอินโดนีเซียจับกุมตัวรัฐมนตรีช่วยกระทรวงตรวจคนเข้าเมืองในข้อหารับสินบนแลกใบอนุญาตพำนัก เพียงวันเดียวหลังจากเพิ่งจับกุมหัวหน้าโครงการอาหารฟรีที่ทำให้เด็กมากมายป่วยอาหารเป็นพิษ

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 4 มิ.ย. 2569 โฆษกสำนักงานปราบปรามการทุจริตของอินโดนีเซียเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ดำเนินการจับกุมตัวนาย ซิลมี คาริม (Silmy Karim) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการตรวจคนเข้าเมืองและราชทัณฑ์แล้ว ทำให้เขากลายเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงรายที่ 2 ของอินโดนีเซียที่ถูกจับกุมในข้อหาเกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชัน

นายเซตโย บูดีรันโต หัวหน้าคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (KPK) แถลงว่า นายซิลมีถูกระบุชื่อเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญา พร้อมกับบุคคลอื่นๆ อีก 7 คน จากการมีส่วนพัวพันในขบวนการเรียกรับเงินสินบน “อย่างเป็นระบบ” เพื่อแลกกับการออกใบอนุญาตพำนักให้กับชาวต่างชาติที่ยื่นคำขอ

นายซิลมีถูกนำตัวมาสอบปากคำที่สำนักงานของ KPK ตั้งแต่คืนวันพุธ และปรากฏตัวออกมาในอีกประมาณ 10 ชั่วโมงต่อมาเมื่อเช้าวันพฤหัสบดี ในสภาพที่ถูกใส่กุญแจมือและสวมเสื้อแจ็กเก็ตสีส้ม ซึ่งเป็นสัญลักษณ์บ่งชี้ว่าเขาได้ตกเป็นผู้ต้องหาอย่างเป็นทางการแล้ว จากนั้นเขาได้ถูกนำตัวส่งไปยังเรือนจำเพื่อควบคุมตัว

โฆษกของ KPK เปิดเผยว่า เหตุทุจริตที่ถูกกล่าวหานี้เกิดขึ้นระหว่างปี 2567-2568 ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าว ซิลมีดำรงตำแหน่งเป็นอธิบดีกรมตรวจคนเข้าเมืองภายใต้รัฐบาลของอดีตประธานาธิบดี โจโก วิโดโด

การจับกุมครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากสำนักงานอัยการสูงสุดของอินโดนีเซีย (AGO) ได้ควบคุมตัวนาย ดาดัน ฮินดายานา อดีตหัวหน้าหน่วยงานที่กำกับดูแลโครงการแจกอาหารฟรี ซึ่งเป็นโครงการเรือธงหลักของประธานาธิบดี ปราโบโว ซูเบียนโต

ดาดันถูกระบุชื่อในฐานะผู้ต้องสงสัยในคดีทุจริตที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการและการจัดซื้อจัดจ้างของโครงการดังกล่าว หลังจากเกิดเหตุเด็กที่ทานอาหารฟรีของรัฐล้มป่วยอาหารเป็นพิษจำนวนมากและหลายครั้ง อย่างไรก็ตาม คดีทุจริตทั้งสองคดีนี้ไม่มีความเกี่ยวข้องกันแต่อย่างใด

อีกด้านหนึ่งในวันพฤหัสบดี ศาลอินโดนีเซียได้ตัดสินจำคุกนาย อิมมานูเอล เอเบเนเซอร์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงาน ซึ่งถูกจับกุมตัวเมื่อปีก่อน เป็นเวลา 4 ปีครึ่ง ในข้อหาทุจริตเกี่ยวกับการดำเนินการออกใบอนุญาตด้านความปลอดภัย ส่งผลให้เขาเป็นสมาชิกคนแรกในคณะรัฐมนตรีของปราโบโวที่ถูกศาลตัดสินลงโทษทางอาญา

ย้อนกลับไปในเดือนเมษายน บุคคลระดับหัวหน้าผู้ตรวจการแผ่นดินของประเทศก็เพิ่งถูกจับกุมตัวหลังจากเข้ารับตำแหน่งได้เพียง 6 วัน เนื่องจากถูกกล่าวหาว่ารับเงินสินบนจากบริษัทนิเกิลท้องถิ่น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

อัยการเผย อดีตภรรยาหลานชายเจ้าผู้ครองนครดูไบถูกควบคุมตัวแล้ว

อัยการเผย อดีตภรรยาหลานชายเจ้าผู้ครองนครดูไบถูกควบคุมตัวแล้ว

5 มิ.ย. 2569 05:40 น.

อัยการเผย อดีตภรรยาหลานชายเจ้าผู้ครองนครดูไบถูกควบคุมตัวแล้ว

สำนักงานอัยการดูไบออกมายืนยันว่า อดีตภรรยาของหลานชายเจ้าผู้ครองนครดูไบถูกควบคุมตัวแล้ว หลังทนายความของเธอออกมาเปิดเผยว่า เธอหายตัวไปพร้อมกับลูกๆ 3 คนของเธอ

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 4 มิ.ย. 2569 สำนักงานอัยการสูงสุดแห่งดูไบเปิดเผยกับสำนักข่าว BBC ว่า ไซนับ จาวาดลี (Zeynab Javadli) อดีตภรรยาของหลานชายเจ้าผู้ครองนครดูไบ ถูกควบคุมตัวแล้ว หลังเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งความร้องเรียนจาก ชีค ซาอิด บิน มักตูม บิน ราชิด อัล มักตูม อดีตสามีผู้เป็นบิดาของลูกทั้งสามคนของเธอ

ชีค ซาอิด บิน มักตูม กล่าวหาอดีตภรรยาว่า ลักพาตัวเด็กๆ ไปในระหว่างช่วงเวลาการเข้าเยี่ยมเยียนที่ได้รับการอนุมัติจากศาล

ก่อนหน้านี้ ครอบครัวและกลุ่มเพื่อนของจาวาดลีขาดการติดต่อกับเธอไปตั้งแต่คืนวันอังคาร และออกมาเปิดเผยเกี่ยวกับการหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยของเธอกับลูกๆ ทั้ง 3 คน หลังจากไม่มีใครได้รับข่าวคราวเลยเป็นเวลาเกือบ 2 วันเต็มว่าจาวาดลีหรือลูกๆ ของเธอหายไปอยู่ที่ไหน

ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา จาวาดลีแทบไม่ได้ก้าวเท้าออกจากบ้านเลย เนื่องจากเธอเชื่อว่ามีเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงมารอดักตัวเพื่อพรากลูกๆ ไปจากเธอและจับกุมตัวเธอ

เมื่อปีก่อน อดีตสามีของจาวาดลีแจ้งความกับตำรวจ โดยกล่าวหาว่าเธอเป็นผู้ลักพาตัวลูกสาวของพวกเขา

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางศึกแย่งชิงสิทธิ์เลี้ยงดูบุตรอันดุเดือดระหว่างทั้งสอง โดยเด็กๆ ต้องสลับไปอยู่กับพ่อหรือแม่หลายต่อหลายครั้ง โดยต่างฝ่ายต่างก็กล่าวหาอีกฝ่ายว่าลักพาตัวเด็กไป

อย่างไรก็ตาม ในแถลงการณ์เมื่อเย็นวันพฤหัสบดี สำนักงานอัยการสูงสุดแห่งดูไบระบุว่า เรื่องดังกล่าวยังคงอยู่ภายใต้การสืบสวนและเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมายที่กำลังดำเนินอยู่

“เราจะใช้มาตรการทางกฎหมายที่จำเป็นตามกฎหมายที่มีอยู่ พร้อมทั้งปกป้องสวัสดิภาพและผลประโยชน์สูงสุดของเด็กๆ ควบคู่กันไป” แถลงการณ์ระบุ

ด้านนาย เดวิด ไฮจ์ ทนายความและเป็นผู้ช่วยขับเคลื่อนเรียกร้องสิทธิ์ให้กับนางจาวาดลี ออกมาตอบโต้โดยเรียกร้องให้ทางสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์อนุญาตให้จาวาดลีสามารถเข้าถึงทนายความ สถานกงสุล และครอบครัวของเธอในทันที รวมถึงขอให้ปล่อยตัวเธอกลับไปยังบ้านพักในดูไบด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เซเลนสกีร่อนจดหมายเปิดผนึกถึงปูติน เสนอเปิดเจรจาแบบพบหน้า

เซเลนสกีร่อนจดหมายเปิดผนึกถึงปูติน เสนอเปิดเจรจาแบบพบหน้า

5 มิ.ย. 2569 04:52 น.

เซเลนสกีร่อนจดหมายเปิดผนึกถึงปูติน เสนอเปิดเจรจาแบบพบหน้า

โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน ส่งจดหมายเปิดผนึกถึงวลาดิเมียร์ ปูติน เสนอให้มีการเจรจาแบบพบหน้ากันระหว่างทั้งสองคน เพื่อหาทางยุติสงครามโดยไม่ต้องรอสหรัฐฯ ที่กำลังง่วนกับสงครามอิหร่าน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 4 มิ.ย. 2569 ว่า นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ส่งจดหมายเปิดผนึกถึง วลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย เรียกร้องให้มีการประชุมแบบเผชิญหน้ากันอีกครั้ง เพื่อหาทางยุติสงครามที่ดำเนินมานานกว่า 4 ปีแล้ว

ในจดหมายดังกล่าว ผู้นำยูเครนระบุว่า มันคงเป็นเรื่องที่ “ผิดพลาดหากจะเอาแต่นั่งรอ” จนกว่าสงครามในยุโรปจะกลับมาได้รับความสนใจจากสหรัฐฯ อีกครั้ง พร้อมเสริมว่าสันติภาพจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ “ผ่านการพูดคุยโดยตรงระหว่าง” ยูเครนและรัสเซียเท่านั้น

นอกจากนี้ เขายังเรียกร้องให้มีการประกาศหยุดยิงอย่างเต็มรูปแบบตลอดระยะเวลาของการเจรจาที่เสนอไป ซึ่งเป็นสิ่งที่ปูตินเพิ่งจะปฏิเสธไปเมื่อช่วงเช้าวันพฤหัสบดี

ทางด้าน โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวเมื่อวันพฤหัสบดีว่า เขาคิดว่า “มันคงจะยอดเยี่ยมมาก” หากผู้นำทั้งสองคนได้พบกัน ขณะที่รัฐบาลเครมลินของรัสเซียยืนยันว่าได้รับจดหมายดังกล่าวแล้ว และจะมีการรายงานให้ปูตินทราบต่อไป

ก่อนหน้านี้ ปูตินบอกกับผู้สื่อข่าวต่างประเทศในเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก โดยที่ดูเหมือนจะยังไม่ได้เห็นเนื้อหาในจดหมาย ว่าเขา “พร้อมและเต็มใจอย่างยิ่งที่จะบรรลุข้อตกลงกับยูเครน” แต่ระบุว่าจำเป็นต้องมีการประนีประนอมในบางเรื่องด้วยกันทั้งสองฝ่าย

ทั้งนี้ รัสเซียได้เปิดฉากบุกโจมตียูเครนอย่างเต็มรูปแบบในเดือนกุมภาพันธ์ 2565 แต่การเจรจาหยุดยิงได้หยุดชะงักลงในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา นับตั้งแต่สงครามอิหร่านเริ่มต้นขึ้น ประกอบกับการเจรจาสันติภาพครั้งก่อนๆ ในเจนีวา อาบูดาบี และอิสตันบูล ต่างประสบความล้มเหลว

ในจดหมายที่มีความยาวมากกว่า 1,800 คำ เซเลนสกีระบุว่า “มันไม่ใช่ว่าพวกเราในยูเครนจะมานึกเป็นห่วงชะตากรรมของทหารรัสเซีย หลังจากทุกสิ่งทุกอย่างที่สงครามของคุณได้นำพามาสู่ประเทศของเรา แต่ผมห่วงใยคนยูเครน เรากำลังสูญเสียผู้คนของเรา และทุกความสูญเสียนั้นช่างเจ็บปวด”

เซเลนสกีกล่าวว่า ชาวรัสเซียเองต่างก็เริ่มเหนื่อยล้าจากการโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธของยูเครน ปัญหาน้ำมันขาดแคลน ราคาสินค้าที่พุ่งสูงขึ้น ตลอดจนภัยสงคราม “อย่ากลัวที่จะเลือกเส้นทางเดินออกจากสงครามครั้งนี้ นั่นคือสิ่งสำคัญที่สุดที่คาดหวังจากคุณในเวลานี้”

ผู้นำยูเครนระบุเพิ่มเติมว่า ยูเครนกำลังเสนอให้ยุติสงคราม “ผ่านการพูดคุยโดยตรงระหว่างเราสองคน” ในขณะที่สหรัฐฯ กำลัง “มุ่งความสนใจไปที่ประเด็นเรื่องอิหร่านอย่างเต็มที่” เพราะมันคงเป็นเรื่อง “ผิดพลาด” ที่จะเอาแต่นั่งรอ จนกว่าสงครามในยุโรปจะกลับมาเป็นศูนย์กลางความสนใจของสหรัฐฯ อีกครั้ง

เขายังเสนอแนะว่า การเจรจาแบบเผชิญหน้าสามารถจัดขึ้นในประเทศอย่างสวิตเซอร์แลนด์หรือตุรกีได้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทนายเผย อดีตภรรยาหลานชายเจ้าผู้ครองนครดูไบ “หายตัวไป”

ทนายเผย อดีตภรรยาหลานชายเจ้าผู้ครองนครดูไบ “หายตัวไป”

5 มิ.ย. 2569 02:50 น.

ทนายเผย อดีตภรรยาหลานชายเจ้าผู้ครองนครดูไบ “หายตัวไป”

ทนายความเปิดเผยว่า อดีตภรรยาของหลานชายเจ้าผู้ครองนครดูไบได้หายตัวไปพร้อมลูกๆ โดยขาดการติดต่อตั้งแต่เมื่อวันอังคาร ท่ามกลางศึกแย่งชิงสิทธิ์เลี้ยงดูบุตรอันดุเดือดกับอดีตสามี

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 4 มิ.ย. 2569 เดวิด ไฮจ์ ทนายความด้านสิทธิมนุษยชนชาวอังกฤษเปิดเผย นางไซนับ จาวาดลี อดีตภรรยาของหลานชายเจ้าผู้ครองนครดูไบได้หายตัวไปอย่างลึกลับ โดยขาดการติดต่อไปตั้งแต่วันอังคารที่ผ่านมา ขณะที่สำนักข่าว BBC รายงานว่า บ้านของเธอในดูไบถูกล็อกและไม่มีใครอยู่

ที่ผ่านมานางจาวาดลีแสดงความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของตนเองมาโดยตลอด เนื่องจากเธอตกอยู่ท่ามกลางศึกแย่งชิงสิทธิ์ในการเลี้ยงดูบุตรอย่างดุเดือดกับ ชีค ซาอิด บิน มักตูม บิน ราชิด อัล มักตูม อดีตสามีของเธอมานานหลายปี

BBC ติดต่อไปยังเจ้าหน้าที่หลายฝ่ายในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) เพื่อขอความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับการตอบกลับใดๆ

กลุ่มเพื่อนของจาวาดลีเริ่มตระหนักถึงความผิดปกติและแจ้งเหตุเตือนภัย หลังจากที่โทรศัพท์และข้อความที่ส่งถึงเธอในวันอังคารไม่มีการตอบรับเลย

นายไฮจ์ ทนายความและนักเคลื่อนไหวชาวอังกฤษ เปิดเผยว่าเขาได้พูดคุยกับนางจาวาดลีครั้งล่าสุดเมื่อคืนวันอังคาร และนับจากนาทีนั้นเป็นต้นมา เธอก็ได้ “อันตรธานหายไป” ไม่มีใครพบเห็นหรือได้รับการติดต่อจากทั้งตัวเธอและลูกสาวตัวน้อยทั้งสามคนของเธออีกเลย

เขาบอกกับ BBC ด้วยว่า ยังไม่มีเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจคนใดให้ “คำตอบแม้แต่ข้อเดียว” ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอ

ด้านมารดาของจาวาดลีซึ่งเพิ่งเดินทางมาถึงดูไบเพื่อเยี่ยมเยียน ก็เดินทางไปยังบ้านของจาวาดลีในเวลาต่อมา และพบว่าบ้านหลังดังกล่าวว่างเปล่า อีกทั้งยังมีการเปลี่ยนแม่กุญแจประตูบ้านอีกด้วย

BBC รายงานว่า ตอนนี้มารดาของจาวาดลีเข้าติดต่อกับทางตำรวจในดูไบ รวมถึงสถานกงสุลของประเทศอาเซอร์ไบจาน ซึ่งเป็นประเทศบ้านเกิดของจาวาดลีแล้ว

รายงานระบุอีกว่า ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา จาวาดลีแทบไม่ได้ก้าวเท้าออกจากบ้านเลย เนื่องจากเธอเชื่อว่ามีเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงมารอดักตัวเพื่อพรากลูกๆ ไปจากเธอ และอาจจะจับกุมตัวเธอด้วย

ทั้งนี้เมื่อปีก่อน อดีตสามีของจาวาดลีแจ้งความกับตำรวจ โดยกล่าวหาว่าเธอเป็นผู้ลักพาตัวลูกสาวของพวกเขา

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางศึกแย่งชิงสิทธิ์เลี้ยงดูบุตรอันดุเดือดระหว่างทั้งสอง โดยเด็กๆ ต้องสลับไปอยู่กับพ่อหรือแม่หลายต่อหลายครั้ง โดยต่างฝ่ายต่างก็กล่าวหาอีกฝ่ายว่าลักพาตัวเด็กไป

จาวาดลี ซึ่งเป็นอดีตนักกีฬายิมนาสติกทีมชาติ ยังต้องเผชิญกับโอกาสที่จะถูกจับกุมในข้อหาอาชญากรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-crimes) หรือความผิดออนไลน์ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หลังจากที่เธอได้ไลฟ์สดเหตุการณ์ปะทะคารมครั้งหนึ่งเมื่อปี 2568

ในวิดีโอที่ส่งให้แก่ เดวิด ไฮจ์ ซึ่งเป็นผู้ช่วยขับเคลื่อนเรียกร้องสิทธิ์ให้กับเธอ จาวาดลีอธิบายการกระทำของเธอว่า “ฉันรู้ดีว่านั่นคือโอกาสสุดท้ายที่จะได้อยู่กับลูกๆ เพราะพวกเขาจะไม่มีวันยอมให้ฉันได้เจอหน้าลูกอีกเลย ฉันเชื่ออย่างสนิทใจว่านั่นคือโอกาสสุดท้ายของฉัน ฉันจึงตัดสินใจเปิดไลฟ์สดและร้องขอความช่วยเหลือ”

ทางด้านทนายความของ ชีค ซาอิด บิน มักตูม บิน ราชิด อัล มักตูม อ้างต่อหน้าศาลในระหว่างการพิจารณาคดีสิทธิ์เลี้ยงดูบุตรว่า จาวาดลีเป็นแม่ที่ไม่เหมาะสม โดยระบุว่าเธอไม่ได้ส่งลูกสาวไปโรงเรียน พาลูกไปอาศัยอยู่ในสถานที่ที่ไม่เหมาะสมในตอนที่เธอพักอยู่ที่โรงแรม และยังทำให้สุขภาพของลูกสาวคนเล็กต้องตกอยู่ในความเสี่ยง

อย่างไรก็ตาม จาวาดลีได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาเหล่านี้ และทีมกฎหมายก็ยื่นหลักฐานโต้แย้งต่อศาลแล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc