อิสราเอลโจมตีกาซาดับ 14 ศพ โดรนถล่มขบวนแห่ศพ เสียชีวิต 8 ราย

อิสราเอลโจมตีกาซาดับ 14 ศพ โดรนถล่มขบวนแห่ศพ เสียชีวิต 8 ราย

18 ก.ค. 2569 06:07 น.

อิสราเอลโจมตีกาซาดับ 14 ศพ โดรนถล่มขบวนแห่ศพ เสียชีวิต 8 ราย

อิสราเอลเปิดปฏิบัติการโจมตีหลายจุดในฉนวนกาซา คร่าชีวิตชาวปาเลสไตน์อย่างน้อย 14 ศพ ในจำนวนนี้ 8 รายเสียชีวิตจากโดรนโจมตีขบวนแห่ศพที่ค่ายผู้ลี้ภัยนูเซรัต ขณะที่ฮามาสกล่าวหาละเมิดข้อตกลงหยุดยิงต่อเนื่อง

วันที่ 18 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กองทัพอิสราเอลเปิดปฏิบัติการโจมตีหลายพื้นที่ในฉนวนกาซาเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตอย่างน้อย 14 ศพ โดยผู้เสียชีวิตมากกว่าครึ่งอยู่ในเหตุโดรนโจมตีขบวนแห่ศพที่ค่ายผู้ลี้ภัยนูเซรัต ทางตอนกลางของฉนวนกาซา

รายงานระบุว่า โดรนอิสราเอลโจมตีบริเวณตลาดอัล-บาลาตา ใกล้มัสยิดอาห์หมัด ยัสซิน ขณะประชาชนกำลังรวมตัวเพื่อร่วมพิธีศพของชาวปาเลสไตน์ที่เสียชีวิตจากการโจมตีของอิหร่านก่อนหน้านี้ในวันเดียวกัน ข้อมูลของสำนักงานป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนในกาซาและโรงพยาบาลอัล-อาวดา ระบุว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 8 ศพ และบาดเจ็บอีก 20 ราย

พยานในที่เกิดเหตุระบุว่า ผู้ร่วมพิธีกำลังเดินออกจากมัสยิดเพื่อเริ่มขบวนแห่ศพ ก่อนที่โดรนจะยิงโจมตีใส่กลุ่มผู้ร่วมงานโดยตรง ขณะที่ การโจมตีครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าการสู้รบยังคงดำเนินต่อไป แม้อิสราเอลและฮามาสจะอยู่ภายใต้ข้อตกลงหยุดยิงก็ตาม

ด้านกองทัพอิสราเอลยอมรับว่าเป็นผู้ดำเนินการโจมตีเป้าหมายคือกลุ่มติดอาวุธที่เรียกว่า “กลุ่มก่อการร้าย” ในพื้นที่ตอนกลางของฉนวนกาซา พร้อมระบุว่าได้รับทราบรายงานว่ามีพลเรือนที่ไม่เกี่ยวข้องได้รับผลกระทบ และอยู่ระหว่างตรวจสอบผลของปฏิบัติการ

ขณะที่กลุ่มฮามาสออกแถลงการณ์ประณามเหตุโจมตีว่าเป็น “อาชญากรรมอันโหดร้าย” พร้อมกล่าวหาอิสราเอลละเมิดข้อตกลงหยุดยิงในฉนวนกาซาอย่างเป็นระบบ และเรียกร้องให้ประเทศผู้ไกล่เกลี่ย รวมถึงประชาคมระหว่างประเทศ เร่งดำเนินการยุติการโจมตี

ที่มา Aljazeera

เกิดแผ่นดินไหว 7.3 เขย่าชายฝั่งเม็กซิโก-กัวเตมาลา เตือนสึนามิในรัศมี 300 กม.

เกิดแผ่นดินไหว 7.3 เขย่าชายฝั่งเม็กซิโก-กัวเตมาลา เตือนสึนามิในรัศมี 300 กม.

17 ก.ค. 2569 23:51 น.

เกิดแผ่นดินไหว 7.3 เขย่าชายฝั่งเม็กซิโก-กัวเตมาลา เตือนสึนามิในรัศมี 300 กม.

เกิดแผ่นดินไหว 7.3 นอกชายฝั่งทางตอนใต้ของเม็กซิโก ใกล้พรมแดนกัวเตมาลา แรงสั่นสะเทือนรับรู้ได้ในทั้งสองประเทศ พร้อมประกาศเตือนสึนามิในรัศมี 300 กิโลเมตร ด้านเจ้าหน้าที่เร่งประเมินความเสียหาย

วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.3 นอกชายฝั่งรัฐเชียปัส ทางตอนใต้ของเม็กซิโก ใกล้พรมแดนประเทศกัวเตมาลา ส่งผลให้เกิดแรงสั่นสะเทือนรุนแรงในทั้งสองประเทศ และมีการประกาศเตือนภัยสึนามิในพื้นที่ชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก

รายงานระบุว่า ศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่บริเวณนอกชายฝั่งเมืองปวยร์โต มาเดโร รัฐเชียปัส ที่ความลึกราว 10 กิโลเมตร ซึ่งถือเป็นแผ่นดินไหวระดับตื้น ทำให้แรงสั่นสะเทือนส่งผลกระทบต่อพื้นผิวอย่างรุนแรงกว่าปกติ โดยมีการเตือนให้เฝ้าระวังคลื่นสึนามิที่อาจเกิดขึ้นภายในรัศมี 300 กิโลเมตร จากจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหว

หลังเกิดเหตุ ประชาชนในหลายพื้นที่ของเม็กซิโกและกัวเตมาลาต่างอพยพออกจากอาคารเพื่อความปลอดภัย ขณะที่ทางการทั้งสองประเทศได้ประกาศใช้มาตรการฉุกเฉิน พร้อมส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับอาคาร บ้านเรือน และโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงประเมินว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนี้หรือไม่

เบื้องต้น สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ ระบุว่า จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่บริเวณนอกชายฝั่งรัฐเชียปัส และยังไม่มีรายงานความเสียหายร้ายแรงหรือผู้เสียชีวิตในทันที ขณะที่เจ้าหน้าที่เฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจเกิดอาฟเตอร์ช็อกและความเสี่ยงจากคลื่นสึนามิตามมา.

ที่มา  BBC USGS

สหรัฐฯ ถล่มอิหร่านคืนที่ 6 ดับอย่างน้อย 8 ศพ อิหร่านโต้โจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ใน 4 ประเทศ

สหรัฐฯ ถล่มอิหร่านคืนที่ 6 ดับอย่างน้อย 8 ศพ อิหร่านโต้โจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ใน 4 ประเทศ

17 ก.ค. 2569 23:32 น.

สหรัฐฯ ถล่มอิหร่านคืนที่ 6 ดับอย่างน้อย 8 ศพ อิหร่านโต้โจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ใน 4 ประเทศ

สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่านเป็นคืนที่ 6 ติดต่อกัน ดับ 8 ศพ บาดเจ็บ 20 ราย ขณะที่อิหร่านอ้างโจมตีฐานทัพและทรัพย์สินของสหรัฐฯ ใน 4 ประเทศ พร้อมประกาศช่องแคบฮอร์มุซจะไม่กลับสู่สภาพเดิมก่อนสงคราม

วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สหรัฐฯ เดินหน้าปฏิบัติการโจมตีพื้นที่ทางตอนใต้ของอิหร่านเป็นคืนที่ 6 ติดต่อกัน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 8 ศพ และบาดเจ็บอีก 20 ราย ขณะที่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นระบุว่า การโจมตีสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือนหลายแห่ง

รายงานระบุว่า เป้าหมายที่ได้รับความเสียหายประกอบด้วยสะพาน ท่าอากาศยาน โรงไฟฟ้า และสถานีรถไฟ สะท้อนให้เห็นว่าการสู้รบเริ่มส่งผลกระทบต่อระบบสาธารณูปโภคและการคมนาคมในพื้นที่ทางตอนใต้ของอิหร่าน

โดยกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (US Central Command: CENTCOM) เปิดเผยว่า กำลังพลสหรัฐฯ ได้ขึ้นตรวจค้นเรือลำหนึ่งในอ่าวโอมาน เพื่อบังคับใช้มาตรการปิดล้อมอิหร่าน ซึ่งถือเป็นอีกสัญญาณของการเพิ่มแรงกดดันทางทหารต่ออิหร่าน ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยังไม่มีทีท่าว่าความขัดแย้งจะคลี่คลาย

ขณะที่กองทัพอิหร่านแถลงว่า ได้เปิดปฏิบัติการตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพและทรัพย์สินของสหรัฐฯ ในบาห์เรน จอร์แดน คูเวต และกาตาร์ อย่างไรก็ตาม ทางการกาตาร์เปิดเผยว่า กองทัพสามารถสกัดการโจมตีได้สำเร็จ แต่มีเด็ก 1 คนได้รับบาดเจ็บจากเศษซากขีปนาวุธที่ตกลงมาหลังการสกัดกั้น

ขณะเดียวกัน โฆษกกองทัพอิหร่านประกาศว่า ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก จะไม่มีวันกลับไปอยู่ในสภาพเดิมก่อนเกิดสงคราม ท่ามกลางความกังวลว่าวิกฤตครั้งนี้อาจส่งผลกระทบต่อการเดินเรือและตลาดพลังงานโลก

ที่มา Aljazeera

โพลชี้ชาวอเมริกันไม่มั่นใจ “ทรัมป์” จะทำข้อตกลงอิหร่านดีกว่าโอบามา

โพลชี้ชาวอเมริกันไม่มั่นใจ "ทรัมป์" จะทำข้อตกลงอิหร่านดีกว่าโอบามา

17 ก.ค. 2569 21:37 น.

โพลชี้ชาวอเมริกันไม่มั่นใจ “ทรัมป์” จะทำข้อตกลงอิหร่านดีกว่าโอบามา

ผลสำรวจล่าสุดพบชาวอเมริกันเพียง 23% เชื่อว่าโดนัลด์ ทรัมป์ จะสามารถทำข้อตกลงนิวเคลียร์กับอิหร่านได้ดีกว่าข้อตกลงยุคบารัก โอบามา ขณะที่ 37% มองว่าจะออกมาแย่กว่า

วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 เว็บไซต์ข่าว CNN เผยผลสำรวจร่วมของ The Washington Post-Ipsos ระบุว่า ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ยังไม่เชื่อมั่นว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะสามารถจัดทำข้อตกลงกับอิหร่านที่ดีกว่าข้อตกลงนิวเคลียร์ปี 2558 ในสมัยประธานาธิบดีบารัก โอบามา ได้

โดยผลสำรวจพบว่า มีเพียง 23% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่เชื่อว่า ทรัมป์จะสามารถบรรลุข้อตกลงที่ดีกว่า ขณะที่ 37% มองว่าข้อตกลงของทรัมป์จะออกมาแย่กว่า ส่วน 12% คาดว่าข้อตกลงจะมีคุณภาพใกล้เคียงกัน และที่เหลือยังไม่แสดงความคิดเห็น

ผลสำรวจที่ออกมาถือเป็นข่าวร้ายสำหรับทรัมป์ เนื่องจากนับตั้งแต่เกิดความขัดแย้งกับอิหร่าน เขาได้กล่าวถึงข้อตกลงนิวเคลียร์ของโอบามาซ้ำแล้วซ้ำอีก โดยยืนยันว่าข้อตกลงเดิมเป็นหายนะ และให้คำมั่นว่าจะสามารถทำข้อตกลงที่ดีกว่าได้

อย่างไรก็ตาม แม้แต่ในกลุ่มผู้สนับสนุนพรรครีพับลิกัน ก็มีเพียง 54% ที่เชื่อว่าทรัมป์จะทำข้อตกลงได้ดีกว่าโอบามา โดยแรงสนับสนุนส่วนใหญ่มาจากกลุ่ม MAGA Republicans ซึ่งมีถึง 70% ที่เชื่อมั่นในตัวทรัมป์ ส่วนในกลุ่มรีพับลิกันที่ไม่ใช่สาย MAGA ความเห็นแตกออกเป็นสองฝ่าย โดย 27% เชื่อว่าทรัมป์จะทำข้อตกลงได้ดีกว่า ขณะที่ 23% มองว่าข้อตกลงของโอบามายังคงดีกว่า.

ที่มา CNN

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ตรวตเหตุไฟไหม้ตากสิน 11 ส่งต่อ 17 แมวรอดชีวิตสู่บ้านประเวศ ชวนผู้ใจบุญช่วยอุปการะ

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ตรวตเหตุไฟไหม้ตากสิน 11 ส่งต่อ 17 แมวรอดชีวิตสู่บ้านประเวศ ชวนผู้ใจบุญช่วยอุปการะ

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ตรวตเหตุไฟไหม้ตากสิน 11 ส่งต่อ 17 แมวรอดชีวิตสู่บ้านประเวศ ชวนผู้ใจบุญช่วยอุปการะ

วันเสาร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.17 น.

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ตรวตเหตุไฟไหม้ตากสิน 11 ส่งต่อ 17 แมวรอดชีวิตสู่บ้านประเวศ ชวนผู้ใจบุญช่วยอุปการะ

เมื่อเวลา 11.00 น. 18 ก.ค. 69 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมผู้บริหารสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สำนักงานเขตธนบุรี และผู้เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบเหตุเพลิงไหม้บ้านบริเวณซอยสมเด็จพระเจ้าตากสิน 11 เขตธนบุรี โดยได้รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้เมื่อช่วงเช้าวันนี้ เวลา 05.59 น. เจ้าหน้าที่สถานีดับเพลิงและกู้ภัยถึงที่เกิดเหตุเวลา 06.05 น. และสามารถควบคุมเพลิงได้เมื่อเวลา 06.14 น. มีผู้เสียชีวิต 2 ราย

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

นายชัชชาติ กล่าวว่า เมื่อช่วงเช้ามีเหตุการณ์น่าเสียใจเกิดขึ้น เป็นเหตุเพลิงไหม้บ้านแฝด 2 หลัง ในซอยตากสิน 11 มีคุณลุงและคุณป้า 2 ท่าน พักอาศัยอยู่บนชั้น 2 และเสียชีวิต คาดว่าสาเหตุเกิดจากการสำลักควันไฟ ส่วนบ้านที่อยู่ติดกันสามารถช่วยเหลือผู้อยู่อาศัยออกมาได้ทั้งหมด โดยเจ้าหน้าที่ดับเพลิงและกู้ภัยมาถึงที่เกิดเหตุภายใน 6 นาที แต่ขณะนั้นเพลิงได้ลุกลามไปมากแล้ว

คุณลุงและคุณป้าผู้เสียชีวิตเป็นผู้มีจิตเมตตา เลี้ยงแมวไว้เป็นจำนวนมาก คาดว่าประมาณ 100 ตัว ภายหลังควบคุมเพลิงได้พบแมวตาย 73 ตัว อย่างไรก็ตาม มีแมวได้รับการช่วยเหลือและรอดชีวิตจากเหตุเพลิงไหม้ 19 ตัว โดยเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลสัตว์ 2 ตัว และอีก 17 ตัว ส่งมายังสำนักงานเขตธนบุรีแล้ว โดยในเวลาเที่ยงวันนี้ (18 ก.ค. 69) ได้ส่งแมวทั้ง 17 ตัว ไปยังศูนย์ควบคุมสุนัขกรุงเทพมหานคร (ประเวศ) หรือบ้านน้องหมาน้องแมวประเวศ เพื่อรอผู้ใจบุญรับอุปการะ

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

“ถึงแม้เจ้าหน้าที่ดับเพลิงจะมาถึงที่เกิดเหตุได้อย่างรวดเร็วแล้ว แต่บางครั้งก็ไม่สามารถช่วยเหลือชีวิตได้ทัน เนื่องจากปัจจัยหลายประการ เช่น ควันไฟ และความรวดเร็วในการลุกลามของเพลิง ขอแสดงความเสียใจกับผู้เสียชีวิตและญาติ เป็นเหตุการณ์ที่ไม่อยากให้เกิดขึ้น และขอให้ประชาชนช่วยกันระมัดระวังสาเหตุที่อาจทำให้เกิดเพลิงไหม้” ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าว

ผู้ที่สนใจอุปการะแมวที่ส่งต่อมายังศูนย์ควบคุมสุนัขกรุงเทพมหานคร (ประเวศ) หรือบ้านน้องหมาน้องแมวประเวศ สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ในวันจันทร์–วันศุกร์ เวลา 08.00–15.00 น. หรือโทร. 02-328-7460 หรือที่ Facebook : bkk adopter

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

ปิยะรัฐชย์ เดินหน้าโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ฯ มุ่งเน้นแก้ปัญหาเกษตรกรอย่างยั่งยืนทั่วประเทศ

ปิยะรัฐชย์ เดินหน้าโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ฯ มุ่งเน้นแก้ปัญหาเกษตรกรอย่างยั่งยืนทั่วประเทศ

ปิยะรัฐชย์ เดินหน้าโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ฯ มุ่งเน้นแก้ปัญหาเกษตรกรอย่างยั่งยืนทั่วประเทศ

วันเสาร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.53 น.

“ปิยะรัฐชย์”เปิดโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร เฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2569 ระดับประเทศ ยกระดับการให้บริการแบบ One Stop Service นำเทคโนโลยีช่วยเกษตรกรลดต้นทุน และรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างมีประสิทธิภาพ

นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร เฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2569 ระดับประเทศ โดยมีนายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้แทนจากหน่วยงาน ภาครัฐ ภาคเอกชนและเกษตรกร เข้าร่วม ณ โรงเรียนแม่จันวิทยาคม อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย

ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช

โดยนางสาวปิยะรัฐชย์ กล่าวว่า เนื่องในโอกาสมหามงคล วันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2569 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ร่วมกับภาคีเครือข่าย จัดโครงการฯดังกล่าวขึ้น เพื่อเฉลิมพระเกียรติและสืบสานพระราชปณิธานที่ทรงมุ่งมั่น ในการสืบสาน รักษา และต่อยอด แนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพล อดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อช่วยเหลือ แก้ไขปัญหา และบรรเทาความเดือดร้อนของ ราษฎรในทุกด้าน เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เช่น ด้านการเกษตร การศึกษา การสาธารณสุข การบริหารจัดการน้ำ และสิ่งแวดล้อม เป็นต้น ซึ่งกิจกรรมในครั้งนี้เป็นหนึ่งในรูปแบบ ของการแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรที่สอดคล้องกับความต้องการ ของเกษตรกรในพื้นที่อย่างครบวงจร เพื่อให้เกษตรกรสามารถประกอบอาชีพเกษตรกรรมได้อย่างยั่งยืน สำหรับจุดเด่นของการจัดงานในครั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้พัฒนารูปแบบการให้บริการโดยยึดแนวคิดการเรียนรู้จากปัญหาจริงควบคู่กับการสื่อสารเพื่อให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในการวิเคราะห์ปัญหา ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ ในรูปแบบ One Stop Service ที่มีความรวดเร็ว ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาเสริมในการลดภาระต้นทุนการผลิต เพื่อให้เกษตรกรสามารถบริหารจัดการงบประมาณและจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน  รวบการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสำหรับ โดยเฉพาะปัญหาภัยแล้งจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้จัดเตรียมแนวทาง เพื่อนำเสนอในการเป็นทางเลือกให้แก่เกษตรกรเพื่อให้สามารถรับมือสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสมอีกด้วย

สำหรับภายในงาน โครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ บูรณาการความร่วมมือจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงฯและหน่วยงานภาคีเครือข่าย ในการให้คำปรึกษา การวิเคราะห์ปัญหา การถ่ายทอดเทคโนโลยี การสนับสนุนปัจจัยการผลิต ตลอดจนการสาธิตองค์ความรู้ด้านการเกษตร ที่ครอบคลุมทุกมิติ จำนวน 11 คลินิกหลัก ได้แก่ คลินิกส่งเสริมการเกษตรคลินิกดิน คลินิกพืช คลินิกข้าว คลินิกปศุสัตว์คลินิกประมง คลินิกชลประทาน คลินิกสหกรณ์ คลินิกบัญชี คลินิกกฎหมาย และคลินิกหม่อนไหมรวมทั้งคลินิกอื่น ๆ จากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนอีกจำนวน 17 หน่วยงาน 

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะดำเนินการจัดงานโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ฯ เฉลิมพระเกียรติ ฯ ในระดับจังหวัดอีก 76 จังหวัด ทั่วประเทศ ตลอดเดือนกรกฎาคมนี้ โดยเกษตรกรที่สนใจ สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอ เกษตรจังหวัด ใกล้บ้าน หรือที่เว็บไซต์ข้อมูลโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ฯ (https://clinickaset.doae.go.th)

ยศชนัน ผนึก พม. ลงพื้นที่ร้อยเอ็ด คิกออฟ Sandbox แก้จน 5 ด้าน

ยศชนัน ผนึก พม. ลงพื้นที่ร้อยเอ็ด คิกออฟ Sandbox แก้จน 5 ด้าน

ยศชนัน ผนึก พม. ลงพื้นที่ร้อยเอ็ด คิกออฟ Sandbox แก้จน 5 ด้าน

วันเสาร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.29 น.

“ยศชนัน” ผนึก พม. ลงพื้นที่ร้อยเอ็ด คิกออฟ Sandbox “แก้จน 5 ด้าน” ใช้วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมพาคนจนพ้นความยากจน สำเร็จแล้วจะขยายผลทั่วประเทศ

วันที่ 18 กรกฎาคม 2569 มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เปิดปฏิบัติการ “แผนขจัดความยากจนและยกระดับฐานะทางสังคม 5 ด้าน ด้วย อววน.” (แผนแก้จน 5 ด้าน) ในรูปแบบ Sandbox นำร่องพื้นที่จริง โดยใช้องค์ความรู้ วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นเครื่องมือแก้ปัญหาความยากจนอย่างแม่นยำถึงระดับครัวเรือน หากประสบผลสำเร็จจะขยายผลสู่ทั่วประเทศ โดยมีผู้บริหารทั้ง 2 กระทรวง และผู้บริหารท้องถิ่น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดร้อยเอ็ด เข้าร่วม

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หัวใจของ Sandbox ครั้งนี้คือ การลงมือปฏิบัติจริงในพื้นที่ โดยใช้แพลตฟอร์มขจัดความยากจนแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำระดับจังหวัด (Provincial Poverty Alleviation Platform: PPAP) ที่มีมหาวิทยาลัยในพื้นที่เป็นแกนกลาง เชื่อมโยงการทำงานกับจังหวัด ท้องถิ่น ภาคประชาสังคม และหน่วยงานรัฐทุกระดับ

ที่ผ่านมา ระบบข้อมูล PPPConnext ของกระทรวง อว. สามารถค้นหาและสอบทานครัวเรือนยากจนได้ 1,243,449 คน จาก 303,444 ครัวเรือน ใน 20 จังหวัด ทำให้พบ คนจนที่เคยตกหล่นจากระบบ และวิเคราะห์ปัญหาตามฐานทุน 5 ด้าน คือ ทุนมนุษย์ ทุนกายภาพ ทุนการเงิน ทุนธรรมชาติ และทุนสังคม ก่อนออกแบบความช่วยเหลือรายครัวเรือน

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

 แผนงานวิจัยนี้พัฒนา โมเดลแก้จนด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแล้วกว่า 458 โมเดล สร้างรายได้ให้คนยากจน 179,370 คน คิดเป็นรายได้ที่เพิ่มขึ้นรวม 979 ล้านบาท โดยมีเทคโนโลยีที่เหมาะสมพร้อมขยายผลรวม 3,638 เทคโนโลยี ครอบคลุมด้านอาหารและการแปรรูป ประมง เกษตรกรรม และการเพิ่มมูลค่าเศษวัสดุ ผ่านเครือข่ายมหาวิทยาลัยพัฒนาพื้นที่กว่า 70 แห่งทั่วประเทศ

สำหรับจังหวัดร้อยเอ็ดซึ่งเป็นพื้นที่ Sandbox ครั้งนี้ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ดได้ค้นหาและสอบทานครัวเรือนยากจนแล้ว 53,795 คน และดำเนินโครงการเด่นอย่างโมเดล “การผลิตผักปลอดภัยด้วยเกษตรแม่นยำ (Precision Agriculture)” ในอำเภอเกษตรวิสัยและอำเภอเมืองร้อยเอ็ด ที่นำระบบ IoT เซนเซอร์ ระบบน้ำหยดอัตโนมัติ และการตลาดดิจิทัลมาช่วยเกษตรกร มีครัวเรือนได้รับประโยชน์ 514 ครัวเรือน รายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 3,414 บาท/เดือน/ครัวเรือน เกษตรกรร้อยละ 27.4 เริ่มมีเงินออมเป็นครั้งแรก และร้อยละ 44.5 มีภาระหนี้สินลดลง

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

การลงพื้นที่ร่วมกันของสองกระทรวงครั้งนี้ สะท้อนการบูรณาการข้ามกระทรวงอย่างเป็นรูปธรรม โดยแผนแก้จน 5 ด้าน ครอบคลุม 1. เศรษฐกิจ: เพิ่มรายได้ ลดต้นทุน เชื่อมตลาด 2. มาตรฐานความเป็นอยู่: ยกระดับที่อยู่อาศัยและการรับมือภัยพิบัติ 3. สุขภาพ: ส่งต่อผู้เปราะบางเข้าสู่บริการและระบบดูแลต่อเนื่องในชุมชน 4. การศึกษา: ลดความยากจนข้ามรุ่น ติดตามเด็กเสี่ยงหลุดระบบ และ 5. การคุ้มครองทางสังคม: เชื่อมสิทธิ สวัสดิการ กองทุน และบริการภาครัฐ ซึ่งมิติด้านสุขภาพและการคุ้มครองทางสังคมจะทำงานประสานโดยตรงกับกลไกของกระทรวง พม. รพ.สต. อปท. และ อสม. ในพื้นที่

“การแก้จนด้วย อววน. คือการแก้จนด้วยความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ต้องร่วมกันสร้างกลไกความร่วมมือในพื้นที่ ศึกษาให้เข้าใจบริบทของครัวเรือนยากจนอย่างลึกซึ้ง และออกแบบให้เข้าถึงสวัสดิการสังคมและอาชีพที่มีรายได้อย่างสม่ำเสมอ รวมถึงสร้างความมั่นใจและความภาคภูมิใจในตัวเอง ที่จะลุกขึ้นมาแก้ไขปัญหาของตัวเองอย่างพอเพียงและยั่งยืนพร้อมย้ำว่า หาก Sandbox ที่ร้อยเอ็ดพิสูจน์ผลสำเร็จ รัฐบาลพร้อมขยายโมเดลนี้ครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อให้คนไทยทุกครัวเรือนหลุดพ้นจากความยากจนอย่างแท้จริง“ ศ.ดร.ยศชนันกล่าว

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

นายนิกร กล่าวว่า กระทรวง พม. ได้พลิกโฉมการทำงานโดยนำเทคโนโลยีมาเป็นเครื่องมือแก้ปัญหา ด้วยการขับเคลื่อน “ฐานข้อมูลกลางผู้เปราะบาง” หรือ Social Map เพื่อชี้เป้าให้ความช่วยเหลือได้ตรงจุด ตรงคน และตรงเวลา โดยรับประกันว่าจะไม่มีใครตกหล่นจากการดูแลของรัฐอีกต่อไป พร้อมชูความสำเร็จ 4 ประการ ได้แก่ การบูรณาการฐานข้อมูลที่ช่วยให้กลุ่มเปราะบางรายใหม่กว่า 2.3 แสนคนได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ, การเปิดตัวแพลตฟอร์มออนไลน์ “พม. care”, การนำ AI มาช่วยสืบค้นข้อมูลในสายด่วน 1300 พร้อมระบบ Social Monitoring บนโลกออนไลน์ และการจัดตั้ง “ศูนย์สร้างสุข” ในทุกอำเภอทั่วประเทศ  

นายนิกร กล่าวย้ำว่า ลำพังเพียงสวัสดิการจาก พม. อาจไม่เพียงพอ จึงต้องบูรณาการความร่วมมือกับ อว. ขับเคลื่อนนโยบาย “แก้จนรายพื้นที่” โดยทำการ Kick-off ปูพรมสำรวจพื้นที่นำร่องที่ร้อยเอ็ดเป็นแห่งแรก ด้วยเป้าหมายหลักคือการค้นหาและเติมคนที่ตกหล่นเข้าสู่ระบบการดูแลให้ครบ 100% และเชื่อมโยงการทำงานระหว่างสองกระทรวงเพื่อ “สร้างงาน สร้างอาชีพ” อย่างเป็นรูปธรรม โดย พม. จะดูแลเรื่องความเป็นอยู่และฐานรากของชีวิต ขณะที่ อว. จะนำเทคโนโลยีและวิชาชีพเข้าไปยกระดับทักษะ เพื่อให้ประชาชนสามารถยืนหยัดหาเลี้ยงครอบครัวได้อย่างมีศักดิ์ศรี  

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

ภายหลังการแถลงนโยบาย ได้มีพิธีมอบโล่ประกาศเกียรติคุณแก่ภาคีเครือข่ายที่ร่วมขับเคลื่อนโครงการวิจัยเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนในจังหวัดร้อยเอ็ด จำนวน 11 โล่ จากนั้น นายนิกร ได้เป็นตัวแทนรับมอบข้อมูลครัวเรือนยากจนเพื่อการเข้าถึงสวัสดิการแห่งรัฐของจังหวัดร้อยเอ็ดจากผู้ว่าราชการจังหวัด และ คณะผู้บริหารร่วมถ่ายภาพ เดินชมนิทรรศการ พบปะพูดคุยให้กำลังใจตัวแทนกลุ่มเป้าหมาย นักวิจัยโครงการ และนักศึกษาที่มาร่วมงานอย่างใกล้ชิด

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

ผ่ากลยุทธ์อุ้ม ทุเรียนใต้ 3 แสนตัน! ศุภจี ย้ำแก้ครบวงจร ดันส่งออกทะลุแสนล้าน

ผ่ากลยุทธ์อุ้ม ทุเรียนใต้ 3 แสนตัน! ศุภจี ย้ำแก้ครบวงจร ดันส่งออกทะลุแสนล้าน

ผ่ากลยุทธ์อุ้ม ทุเรียนใต้ 3 แสนตัน! ศุภจี ย้ำแก้ครบวงจร ดันส่งออกทะลุแสนล้าน

วันเสาร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.07 น.

‘ศุภจี สุธรรมพันธุ์’ โชว์สปิริตทำงานได้ทุกที่ทุกเวลา สั่งการตรงถึงกรมการค้าภายใน เร่งระบายผลผลิตทุเรียนภาคใต้กว่า 300,000 ตัน พร้อมกางแผนระยะยาวแก้ปัญหาราคาทั้งระบบ ดันสินค้าเกษตรไทยสู่ความมั่งคั่งที่ยั่งยืน

18 ก.ค.69 เพจเฟซบุ๊ก “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” โพสต์ข้อความเปิดเผยว่า ข้อดีของโลกที่การสื่อสารเชื่อมต่อถึงกัน คือ การที่เราสามารถ ‘ทำงาน’ ได้ในทุกที่ทุกเวลาค่ะ

ในระหว่างที่มีภารกิจเดินทางในต่างประเทศ เพื่อเจรจาการค้า การลงทุน ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ เราก็ยังคอยดูแลแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศอย่างใกล้ชิด โดยล่าสุดได้มอบหมายให้กรมการค้าภายในดูแลทุเรียนในภาคใต้ ด้วยการเร่งระบายผลผลิตกว่า 300,000 ตัน แม้ว่าราคาของทุเรียนใต้เกรดหมอนทองจะอยู่ที่ช่วง 85-105 บาทต่อกิโลกรัมแล้วก็ตาม

ที่ผ่านมา เราส่งออกทุเรียนไปแล้วกว่าแสนล้านบาท ซึ่งเป็นผลจากการทำงานอย่างจริงจัง และคาดการณ์ล่วงหน้าว่า จะเกิดปัญหาอะไรขึ้นเมื่อผลผลิตออกมาจำนวนมาก ซึ่งก็ได้เห็นตัวอย่างจากประเทศเพื่อนบ้านแล้ว และตอนนี้เรากำลังช่วยทุเรียนใต้อย่างเต็มที่ค่ะ 

สุดท้าย เหมือนที่เคยพูดไว้ก่อนหน้านี้ว่า ทางแก้ที่ยั่งยืน คือ ต้องกลับไปดูแล “ทั้งระบบ“ ตั้งแต่ ‘ต้นน้ำ’ ทั้งเรื่องคุณภาพ สายพันธุ์ การจัดโซนนิ่ง ต้นทุนปุ๋ยและยา ซึ่งเป็นเรื่องที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้ดูแล รวมถึง ‘กลางน้ำ’ เรื่องการแปรรูปที่ต้องทำอย่างจริงจัง เพื่อแก้ปัญหาอุปทานเกิน ซึ่งเรากำลังเริ่มทำโมเดลกับผลผลิตทุเรียนทางภาคตะวันออก โดยร่วมกับมหาวิทยาลัย ทำการศึกษาร่วมกับหอการค้าและเกษตรกรในพื้นที่ และ ‘ปลายน้ำ’ ที่ต้องทำการตลาดล่วงหน้า การตลาดที่หลากหลายเปิดโอกาสให้เกษตรกรได้ขายตรงเองจากสวนบ้าง 
เราทำอย่างจริงจังทั้งระบบ เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับสินค้าเกษตร ซึ่งเป็นทรัพย์สินล้ำค่า เป็นความมั่งคั่งบนผืนแผ่นดินไทย ที่ใครก็แย่งไปจากเราไม่ได้ค่ะ

เปิดชื่อ 11 ซีอีโอ ร่วมโต๊ะนายกฯ รับประทานอาหารที่เฉิงตู

เปิดชื่อ 11 ซีอีโอ ร่วมโต๊ะนายกฯ รับประทานอาหารที่เฉิงตู

เปิดชื่อ 11 ซีอีโอ ร่วมโต๊ะนายกฯ รับประทานอาหารที่เฉิงตู

วันเสาร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.43 น.

เปิด 11 บิ๊กซีอีโอ ได้นั่งร่วมโต๊ะรับประทานอาหาร “นายกฯอนุทิน” ที่เฉิงตู 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการเข้าร่วมกิจกรรม “Prime Minister-Thai Private Sector Luncheon” ร่วมรับประทานอาหารกลางวัน เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองกับผู้แทนภาคเอกชนไทย นำโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย และภริยา ที่Tianfu International Convention นครเฉิงตู สาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมด้วยทีมไทยแลนด์ มีภาคเอกชนไทยที่เดินทางมาร่วมการเจรจาธุรกิจที่เฉินตู 48 บริษัท รวม 153 คน และเข้าร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับนายกรัฐมนตรี 110 คน

บิ๊กซีอีโอ

โดยมีนักธุรกิจ 11 คนที่ได้ร่วมรับประทานอาหารโต๊ะเดียวกับนายกฯ ประกอบด้วย

1.นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล  ประธาน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย  

2.นายณรงค์ศักดิ์ พุทธพรมงคล  ประธาน หอการค้าไทย-จีน

3.นายวิบูลย์ สุภัครพงษ์กุล  รองประธาน หอการค้าไทย

4.นายศุภชัย เจียรวนนท์  รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์

5.นายสราวุฒิ อยู่วิทยา  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ TCP

6.นางสาวศุภลักษณ์ อัมพุช  ประธานกรรมการ เดอะมอลล์ กรุ๊ป

7.นายวิกรม กรมดิษฐ์ – ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร อมตะ (AMATA)

8.นายวิชัย กุลสมภพ  ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและประธานกรรมการบริหาร เครือสหพัฒน์  

9.นายโยธิน ดำเนินชาญวนิชย์ ประธานสวนอุตสาหกรรม 304 

10.นายชญาว์ จันทวสุ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส สายงานกลยุทธ์องค์กร ปตท.

และ 11.นางมนูญศรี โชติเทวัญ ประธานกรรมการบริหาร สหฟาร์ม

บิ๊กซีอีโอ

โดยนายกฯใช้โอกาสนี้รับฟังความเห็นและข้อเสนอแนะของภาคเอกชนไทยเพื่อนำไปหารือกับนายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรี สาธารณรัฐประชาชนจีน ในวันจันทร์ที่ 19 ก.ค.นี้ 

ซีอีโอ
ซีอีโอ
ซีอีโอ
ซีอีโอ
ซีอีโอ
ซีอีโอ
บิ๊กซีอีโอ
บิ๊กซีอีโอ

นายกฯ ผนึกกำลังเอกชนไทย ให้คำมั่นรัฐบาลเป็น ลู่ทาง สร้างโอกาสใหม่ ดันสินค้าไทยบุกตลาดจีน

นายกฯ ผนึกกำลังเอกชนไทย ให้คำมั่นรัฐบาลเป็น ลู่ทาง สร้างโอกาสใหม่ ดันสินค้าไทยบุกตลาดจีน

นายกฯ ผนึกกำลังเอกชนไทย ให้คำมั่นรัฐบาลเป็น ลู่ทาง สร้างโอกาสใหม่ ดันสินค้าไทยบุกตลาดจีน

วันเสาร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.41 น.

“นายกฯ”ผนึกกำลังเอกชนไทย ให้คำมั่นรัฐบาลเป็น“ลู่ทาง” สร้างโอกาสใหม่ ดันสินค้าไทยบุกตลาดจีน

วันนี้ 18 กรกฎาคม 2569 เวลา 12.40.น. (ตามเวลาท้องถิ่นนครเฉิงตู ซึ่งเร็วกว่าเวลาประเทศไทย 1 ชั่วโมง) ณ Tianfu International Convention นครเฉิงตู สาธารณรัฐประชาชนจีน นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมกิจกรรม Prime Minister -Thai Private Sector Lunch eon  ร่วมกับ 140 ผู้บริหารระดับสูงไทย (CEO)  เป็นภาคเอกชนไทยที่มาลงทุนในจีนจากกลุ่มอุตสาหกรรมต่าง ๆ ได้แก่ ธุรกิจการเงิน อาหาร พลังงาน นิคมอุตสาหกรรม การแพทย์- สาธารณสุข ท่องเที่ยว

อนุทิน ชาญวีรกูล

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ดีใจที่ได้มานครเฉิงตู ครั้งแรก รู้สึกยินดีที่พบปะกับภาคเอกชนไทย ในวันนี้การเดินทางมาเยือนอย่างเป็นทางการของรัฐบาลในครั้งนี้ถือเป็นทริปที่มีเป้าหมายที่ชัดเจนและหนักแน่น โดยเฉพาะเรื่องการส่งเสริมการค้าและการลงทุนระหว่างกันในอุตสาหกรรมใหม่ ซึ่งในการพบหากับท่านประธานาธิบดีสีจึ้นผิง วานนี้ก็รับการยืนยันจาก ประธานาธิบดีจีนไทย-จีน ว่า “ไทย-จีน ครอบครัวเดียวกัน” ที่จะหารือกับนายกรัฐมนตรีหลี่ เฉียง ในวันพรุ่งนี้  ก็จะฝากให้ท่านทั้งสองช่วยดูแลผู้ประกอบการชาวไทยในประเทศจีนด้วย  

นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงว่า กิจกรรมวันนี้ ยังได้มาเปิดสำนักงาน BOI ณ นครเฉิงตู และงานสัมมนา Thailand -China (Sichuan) Investment and Economic Forum บ่ายนี้ เป็นการปักหมุดและประกาศว่า ไทยจริงจังในการยกระดับความร่วมมือทางการค้าในระดับท้องถิ่นโดยได้มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีคลังและการต่างประเทศ รัฐมนตรีและหัวหน้าศูนย์ราชการที่กำกับดูแลกระทรวงเศรษฐกิจและการลงทุน เอกอัครราชทูต เลขาบีโอไอ ร่วมหารือแลกเปลี่ยนความคิดโอกาส และความท้าทาย ในการดำเนินธุรกิจของภาคเอกชนไทยในจีนโดยเฉพาะมณฑลเสฉวน 

อนุทิน ชาญวีรกูล

นายกรัฐมนตรีย้ำความพร้อมของไทย รัฐบาลมีหน้าที่แสวงความร่วมมือ สร้างโอกาศให้กัาประเทศให้กับภาคเอกชน ภายใต้หลักธรรมาภิบาล ดังนั้น รัฐ-เอกชนต้องทำงานร่วมกัน ยึดหลัก โปร่งใส ตรวจสอบได้ คีอ หลักธรรมาภิบาล (Good Governence) โดยรัฐมีหน้าที่อำนวยความสะดวก เช่น การปรับแก้กฏหมายที่เป็นอุปสรรค เป็นต้น จึงขอเอกชนมีความมั่นใจไทยมีความพร้อม และเชื่อมั่นรัฐบาลชุดนี้ จะอำนวยความสะดวกและเป็น “ลู่ทาง” การลงทุนของเอกชนไปสู่เป้าหมายที่สูงสุด เอกชนไทยแข็งแกร่ง เติบโต ไม่เพียงตลาดจีนรวมถึงตลาดโลก ดังนั้น หน้าที่ของรัฐบาลตอนนี้ คือ ต้องเร่งเจรจา  FTA กับคู่ค้าสำคัญต่างๆ  

ช่วงท้ายนายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณภาคเอกชนไทยทุกคนที่ร่วมเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ พร้อมย้ำว่า “รัฐบาลมีหน้าที่สร้างโอกาส ส่วนเอกชนคือผู้สร้างความสำเร็จ หากเราทำงานร่วมกันในฐานะ ‘ทีมไทยแลนด์’ ด้วยเป้าหมายเดียวกัน เชื่อมั่นว่าไทยจะไม่เพียงเติบโตในตลาดจีน แต่จะก้าวสู่ตลาดโลกได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน”