เลขาฯ พระปกเกล้า มองปมค่าตอบเเทนผู้ช่วย สส. ชี้ โสภณ เลือกหยุดเพื่อทบทวน ถือว่า ตอบโจทย์แก้ปัญหาระยะยาว

เลขาฯ พระปกเกล้า มองปมค่าตอบเเทนผู้ช่วย สส. ชี้ โสภณ เลือกหยุดเพื่อทบทวน ถือว่า ตอบโจทย์แก้ปัญหาระยะยาว

เลขาฯ พระปกเกล้า มองปมค่าตอบเเทนผู้ช่วย สส. ชี้ โสภณ เลือกหยุดเพื่อทบทวน ถือว่า ตอบโจทย์แก้ปัญหาระยะยาว

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 20.12 น.

เลขาฯ พระปกเกล้า มองดรามา ค่าตอบเเทนผู้ช่วย สส. ชี้ โสภณ เลือกหยุดเพื่อทบทวน ถือว่า ตอบโจทย์แก้ปัญหาระยะยาว 

เมื่อวันที่ 17 ก.ค.2569 นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า โพสต์เฟซบุ๊ก ว่า “ว่าด้วยเรื่องค่าตอบแทนผู้ช่วย สส.” ประเทศไทยไม่ได้ขาดคนที่มองเห็นปัญหา แต่เรามักใช้เวลากับการพูดถึงปัญหา มากกว่าวิธีแก้ปัญหา ผมเห็นว่าการที่ประธานสภาฯ เลือกใช้แนวทาง “หยุดเพื่อทบทวน” โดยยกเลิกระเบียบเดิม เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนร่วมกันออกแบบหลักเกณฑ์ใหม่ที่มีมาตรฐาน และตอบโจทย์การทำงานด้านนิติบัญญัติในระยะยาว เป็นการตัดสินใจที่สะท้อนภาวะผู้นำเชิงสถาบัน เพราะ “ผู้นำที่แท้จริง ไม่ได้กล้าแค่เดินหน้า แต่กล้าหยุด เมื่อรู้ว่าระบบเดิมไม่ใช่คำตอบ” 

นายอิสระ โพสต์ อีกว่า ประเด็นค่าตอบแทนผู้ช่วย สส. ก็เช่นกัน คำถามสำคัญไม่ใช่ว่า ควรเพิ่มค่าตอบแทนหรือไม่ แต่คือ จะออกแบบระบบอย่างไรให้บุคลากรเหล่านี้สร้างคุณค่าสูงสุดต่อรัฐสภา หัวใจของเรื่องอยู่ที่ “คุณภาพคน” มากกว่า “จำนวนคน” ระเบียบใหม่จึงควรกำหนดคุณสมบัติ มาตรฐานสมรรถนะ และระบบรับรองความรู้ ความสามารถ และจริยธรรมอย่างชัดเจน ไม่ใช่แต่งตั้งคู่สมรส ญาติ หรือบุคคลที่ไม่สามารถทำงานให้กับรัฐสภา แต่ตั้งเพื่อต่างตอบแทน โดยไม่มีมาตรฐานร่วม นี่คือเหตุผลที่สถาบันพระปกเกล้า ในฐานะคลังสมองด้านนิติบัญญัติของประเทศ กำลังพัฒนา “หลักสูตรผู้นำระบบงานด้านนิติบัญญัติ” เพื่อยกระดับมาตรฐานของผู้ช่วย ผู้เชี่ยวชาญ และผู้ชำนาญการ หากรัฐสภาเห็นชอบ ก็อาจกำหนดให้ผู้ที่จะได้รับการแต่งตั้งต้องผ่านหลักสูตรดังกล่าว ซึ่งประกอบด้วยการพัฒนาความรู้ ทักษะ ทัศนคติ จริยธรรม และการประเมินสมรรถนะอย่างเข้มข้น ก่อนรับวิทยฐานะและมีสิทธิ์ได้รับการแต่งตั้ง เพื่อให้บุคลากรเหล่านี้สามารถสนับสนุนการวิเคราะห์กฎหมาย การศึกษาผลกระทบ การจัดทำข้อมูลเชิงนโยบาย และการปฏิบัติหน้าที่ของ สส. ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนทำให้ตำแหน่งเหล่านี้เป็น “วิชาชีพ” อย่างแท้จริง

เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ระบุว่า เมื่อมีมาตรฐานที่ชัดเจนแล้ว การกำหนดค่าตอบแทนให้เหมาะสมกับศักยภาพ ความรับผิดชอบ และผลสัมฤทธิ์ของงาน ซึ่งควรสูงกว่า 15,000 บาท ก็เป็นสิ่งที่สังคมเข้าใจได้ เพราะการมีบุคลากรคุณภาพเพียงไม่กี่คนที่สามารถยกระดับกระบวนการนิติบัญญัติได้จริง ย่อมคุ้มค่ากว่าการมีบุคลากรจำนวนมาก แต่ไม่สามารถสร้างคุณค่าเพิ่มให้กับงานของรัฐสภา ท้ายที่สุด การปฏิรูปไม่ใช่การทำให้เสียงวิจารณ์เงียบลง แต่คือการแก้ไขโครงสร้างของปัญหา จากคำถามว่า “ควรเพิ่มค่าตอบแทนหรือไม่” เราควรยกระดับคำถามของสังคมไปสู่ “จะสร้างมาตรฐานของคนทำงานนิติบัญญัติอย่างไร” เพราะเมื่อคุณภาพของคนรัฐสภาสูงขึ้น คุณภาพของกฎหมาย และคุณภาพของประเทศ ก็ย่อมเปลี่ยนตามไปด้วย

ภาวุธ รีบแจงวุ่น! ปมถูกวิจารณ์ปล่อยผ่าน AI Pass ยันลุยตรวจสอบเข้ม

ภาวุธ รีบแจงวุ่น! ปมถูกวิจารณ์ปล่อยผ่าน AI Pass ยันลุยตรวจสอบเข้ม

ภาวุธ รีบแจงวุ่น! ปมถูกวิจารณ์ปล่อยผ่าน AI Pass ยันลุยตรวจสอบเข้ม

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 20.06 น.

17 กรกฎาคม 2569 นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) โฑสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ผมต้องขอโทษทุกท่านจากใจจริงสำหรับโพสต์ก่อนหน้านี้ครับ.!

การที่ผมมุ่งเน้นวิจารณ์เพียงแค่ระบบบริการของ AI Pass มากเกินไป ทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าผมจะปล่อยผ่านเรื่องการตรวจสอบ ทั้งที่เรื่องความโปร่งใสของงบประมาณคือเรื่องที่พรรคประชาชนและผมให้ความสำคัญที่สุด

ขอยืนยันว่า กระบวนการตรวจสอบโครงการนี้ยังคงดำเนินต่อไปอย่างเข้มงวดและละเอียดถี่ถ้วนในทุกขั้นตอน

ขอบคุณทุกคำตักเตือนที่ช่วยดึงสติครับ หลังจากนี้ผมจะทำงานให้หนักและรอบคอบขึ้น เพื่อพิสูจน์ตัวเองด้วยผลงานนับจากนี้ครับ

ยกคำร้อง! ศาลไม่ให้ประกันตัว ไผ่-ครูใหญ่ คดี ม.112-ม.116 ชุมนุม 19 กันยาฯ

ยกคำร้อง! ศาลไม่ให้ประกันตัว ไผ่-ครูใหญ่ คดี ม.112-ม.116 ชุมนุม 19 กันยาฯ

ยกคำร้อง! ศาลไม่ให้ประกันตัว ไผ่-ครูใหญ่ คดี ม.112-ม.116 ชุมนุม 19 กันยาฯ

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.55 น.

17 กรกฎาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน” โพสต์ข้อความระบุว่า “ยกคำร้อง! ศาลอาญาไม่ให้ประกันตัว “ไผ่-ครูใหญ่” คดี ม.112-ม.116 ชุมนุม 19 กันยาฯ และศาลอาญากรุงเทพใต้ยกคำร้องประกันตัว “ครูใหญ่” คดี ม.112 ชุมนุมหน้าสถานทูตเยอรมัน ทั้งสองคนยังถูกคุมขังต่อ แม้ได้ประกันตัวอีกคดีและติด EM แล้ว”

พร้อมโพสต์ในคอมเมนต์ อีกว่า ยกคำร้อง! ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว ไผ่-ครูใหญ่ คดี 19 กันยาฯ และยกคำร้อง “ครูใหญ่” คดี ม.112 ชุมนุมหน้าสถานทูตเยอรมันฯ

วันนี้ (17 ก.ค. 2569) เวลาประมาณ 17.00 น. ศาลอาญามีคำสั่งยกคำร้องประกันตัว “ไผ่” จตุภัทร์ และ “ครูใหญ่” อรรถพล ในคดี ม.112 และ ม.116 ชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร

ส่วนศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำสั่ง ยกคำร้องประกันตัว “ครูใหญ่” คดี ม.112 ชุมนุม #26ตุลาไปสถานทูตเยอรมัน โดยระบุว่า ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม

กรณีดังกล่าว ทำให้ทั้งสองคนยังคงถูกคุมขังในเรือนจำต่อไป ทั้งที่ได้ติดกำไล EM และทำสัญญาประกันตัวในคดี ม.112 ของศาลจังหวัดภูเขียวแล้วเมื่อวานนี้

และสำหรับกรณี “ครูใหญ่” ยังมีอีก 1 คดีที่ยังรอคำสั่งประกันตัวจากศาลอุทธรณ์ ได้แก่ คดี ม.112 จากการปราศรัยในการชุมนุมที่แยกราชประสงค์ ส่วนคดีชุมนุม #ม็อบ10กุมภา64 ได้รับแจ้งว่าครูใหญ่ถูกขังจนครบโทษแล้ว

ย้อนอ่านคดี ม.112 ที่ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวไผ่และครูใหญ่ https://tlhr2014.com/archives/82300

แสวง บุญมี ฉลุย! มติ กกต. 5 ต่อ 2 ตีตกผลประเมินต่ำกว่าเกณฑ์ จ่อนั่งยาวจนครบวาระ

แสวง บุญมี ฉลุย! มติ กกต. 5 ต่อ 2 ตีตกผลประเมินต่ำกว่าเกณฑ์ จ่อนั่งยาวจนครบวาระ

แสวง บุญมี ฉลุย! มติ กกต. 5 ต่อ 2 ตีตกผลประเมินต่ำกว่าเกณฑ์ จ่อนั่งยาวจนครบวาระ

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.04 น.

“แสวง บุญมี”ฉลุย! กกต.มีมติ 5 ต่อ 2 ตีตกผลการประเมินต่ำกว่าเกณฑ์ร้อยละ 60 ของ กกต.ชุดเก่า จ่อนั่งยาวจนครบวาระ ชี้อำนาจประเมินผลการทำงานเป็นของ กกต.ชุดใหม่

17 กรกฎาคม 2569 มีรายงานว่าที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อวันที่ 15 ก.ค.69 มีมติ 5 ต่อ2 ให้ยกเลิกมติการประเมินผลการปฏิบัติงานของ นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.ประจำปีงบประมาณ 2568 ที่ กกต.ชุด นายอิทธิพร บุญประคอง เป็นประธานฯ ได้ประเมินไว้โดย กกต.ชุดปัจจุบันจะเป็นผู้ประเมินเอง ซึ่งก็จะส่งผลให้นายแสวงยังคงดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กกต.ต่อไปได้

ทั้งนี้ กรณีปัญหาดังกล่าวสืบเนื่องจาก กกต.ชุดที่มี นายอิทธิพร เป็นประธาน ประเมินผลการปฏิบัติงานของนายแสวงในปี2568 ได้คะแนนต่ำกว่าเกณฑ์ร้อยละ 60 ซึ่งตามเงื่อนไขสัญญาจ้างจะต้องมีการยกเลิกและนายแสวงจะต้องพ้นจากตำแหน่ง แต่เนื่องจากเรื่องดังกล่าวยังไม่ได้มีการนำเข้าสู่การพิจารณาเพื่อมีมติของที่ประชุม กกต.โดยล่วงเลยมากระทั่ง กกต.ในชุดของนายอิทธิพร รวมถึงตัวนายอิทธิพร พ้นจากวาระ เมื่อ กกต.ชุดใหม่ เข้าปฏิบัติหน้าที่ และมีการเผยแพร่ข่าวว่านายแสวง ได้คะแนนต่ำกว่าเกณฑ์ร้อยละ 60 รวมถึงมีปัญหาข้อกฎหมาย ที่หนึ่งใน กกต.ชุดของนายอิทธิพร ขอเรียกคืนเอกสารการประเมินผลการปฏิบัติงานของนายแสวง เพราะสงสัยว่า กกต.ที่พ้นจากตำแหน่งมาแล้ว มีอำนาจในการประเมินหรือไม่ และ กกต.ชุดปัจจุบันตั้งข้อสังเกตว่าอำนาจการประเมินควรเป็นของ กกต.ชุดใด จึงได้มีหนังสือหารือไปยังสำนักงานกฤษฎีกา แต่ทางกฤษฎีกาแจ้งว่าไม่มีอำนาจตามกฎหมายในการพิจารณาหรือตีความข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาจ้างและผลการประเมินของนายแสวง และเห็นว่าเรื่องดังกล่าวเป็นอำนาจของ กกต.กระบวนการต้องสิ้นสุดที่ กกต.เท่านั้น

ทั้งนี้ นอกจากสำนักงาน กกต.จะหารือเรื่องดังกล่าวไปยังสำนักงานกฤษฎีกาแล้ว ยังได้นำเรื่องดังกล่าวให้คณะที่ปรึกษา กกต.ที่มี นายศุภชัย สมเจริญ อดีตประธาน กกต.เป็นประธานฯ ได้พิจารณา และเห็นว่าตามสัญญาจ้างกำหนดให้ กกต.ที่มีอยู่เป็นผู้ประเมิน อีกทั้งในอดีตการประเมินผลการปฏิบัติงานของเลขาธิการ กกต.คนก่อน ก็จะประเมินโดย กกต.ชุดที่ดำรงตำแหน่งในขณะนั้น คณะที่ปรึกษากฎหมายจึงมีมติเสียงข้างมากเสนอ ว่าอำนาจการประเมินฯ เป็นของ กกต.ชุดปัจจุบัน

ซึ่งในการพิจารณาของที่ประชุม กกต.เมื่อวันที่ 15 ก.ค.มีรายงานว่าหนึ่งใน กกต.ที่ก่อนหน้านี้เคยอภิปรายคัดค้านว่า กกต.ชุดใหม่ทั้ง 4 คน ยังไม่มีสิทธิ์ที่จะให้คะแนนประเมินนายแสวงเพราะเพิ่งทำงานร่วมกันไม่กี่เดือน แต่ครั้งนี้กับกลับลำลงมติให้ยกเลิกผลการประเมินฯของ กกต.ชุดเก่า อย่างไรก็ตาม การมีมติดังกล่าวของกกต.เชื่อว่าจะทำให้นายแสวง ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กกต.ได้ยาวไปจนถึงครบวาระ 5 ปี ในวันที่ 31 มี.ค.70 อย่างไร้ปัญหา

มติ กสถ. สั่งยกเลิกบรรจุ 5,924 คน เหตุคะแนนผิดปกติ เตรียมรื้อบัญชีจัดอันดับใหม่!

มติ กสถ. สั่งยกเลิกบรรจุ 5,924 คน เหตุคะแนนผิดปกติ เตรียมรื้อบัญชีจัดอันดับใหม่!

มติ กสถ. สั่งยกเลิกบรรจุ 5,924 คน เหตุคะแนนผิดปกติ เตรียมรื้อบัญชีจัดอันดับใหม่!

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.01 น.

วันที่ 17 ก.ค.2569 เมื่อเวลา 16.50 น. ที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการกลางสอบแข่งขันพนักงานส่วนถิ่น(กสถ.) ครั้งที่9/2569 ที่มีการหารือเป็นเวลากว่า2ชั่วโมงว่า เรื่องนี้สังคมต้องการความกระจ่าง มีข่าวสารมากมายบิดเบือนต่างๆ ทั้งมีกระแสออกมาว่ามีคนสามารถดึงชื่อออกได้ต่างๆ วันนี้ตามที่เรียนไปก่อนหน้านี้ว่าจะมีการเพิกถอน บุคคลที่ได้รับการบรรจุกลุ่มแรกจำนวน3,621คน แต่โชคดีที่เราได้ประสานข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด และได้ข้อมูลสำคัญมาตั้งแต่เมื่อวันที่16ก.ค.ที่ผ่านมา โดยตรวจสอบตลอดทั้งคืนจนนำเข้าสู่ที่ประชุมวันนี้ เราได้เห็นข้อมูลคะแนนทั้งหมดของผู้เข้าสอบจำนวน 279,000 กว่าคน  จากผู้สมัครทั้งหมดประมาณ400,000คน ในจำนวนผู้เข้าสอบ 279,000 คน เราเห็นคะแนนมีความผิดปกติ จำนวน 5,924 คนที่มีการบรรจุไปแล้ว ซึ่งทาง กสถ. ได้รับทราบข้อมูล จึงเห็นชอบและมีมติยกเลิกประกาศการขึ้นบัญชีข้าราชการท้องถิ่นที่ได้ขึ้นบัญชีไปแล้วทั้งหมด รวมถึงยกเลิกการบรรจุในส่วนของ5,924คนที่ได้รับการบรรจุไปแล้ว โดยประธาน กสถ.จะลงนามในประกาศบัญชีใหม่ ภายหลังจากที่มีการตรวจสอบคะแนนใหม่ทั้งหมดแล้ว คาดว่าช่วงต้นสัปดาห์หน้า ประธาน กสถ. จะลงนามยกเลิกประกาศดังกล่าว และลงนามขึ้นบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ในประกาศใหม่  โดยไม่มีการสอบใหม่

”ในบัญชีทั้งหมดที่คนเข้าสอบจะโละทิ้งไปหมดเลย แล้วนำบัญชีใหม่ที่มีนับคะแนนใหม่แล้วมาเรียงลำดับใหม่ทั้งหมด แต่ในจำนวนผู้ที่ได้รับการบรรจุ 5,924 คน พบความผิดปกติในช่วงแรกๆเยอะมาก แต่ยังมีช่วงหลังๆที่มีความผิดปกติบ้าง แต่เยอะแล้ว“ ปลัดกระทรวงมหาดไทย

เมื่อถามว่า รายชื่อที่จะประกาศใหม่จะมีการเทียบข้อมูลกับแฟลชไดร์ฟที่อยู่กับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า นี่คือสิ่งที่อยู่ตรงนั้นเลย วันเวลาที่เขาบันทึกในรายชื่อทั้งหมดห่างกันไม่เกิน4นาทีจากการทำสอบ คนที่ได้รับการบันทึกข้อมูลจากกระดาษคำตอบ เขาก็บันทึกทันที จะมีตัวเลขวันเวลาบันทึกอยู่แล้ว จากการทำข้อสอบ

เมื่อถามว่าที่ประชุมมีการหารือถึงอำนาจของกสถ. ในการเพิกถอนการบรรจุ เนื่องจากหลายฝ่ายตั้งข้อสังเกต กสถ.ไม่มีอำนาจเพิกถอนการบรรจุ ด้านนายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนอธิบดี สถ. ชี้แจงว่า หน่วยงานไหนเป็นคนผูกหน่วยงานนั้นก็ต้องเป็นแก้ ถ้ามตินั้นเกิดจาก กสถ. แล้ววันนี้เราพบว่าข้อมูลไม่ถูกต้อง กสถ.มีหน้าที่พิจารณาในมติตัวเองให้มันถูกต้อง กสถ.มีอำนาจหน้าที่ทำตรงนี้

เมื่อถามว่าใช้หลักกฎหมายใดในการดำเนินการ นายวันชัย จันทร์พร ประธาน กสถ. ชี้แจงว่า การดำเนินการของกสถ.ครั้งนี้ ใช้หลักกฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง เกี่ยวกับเรื่องของเจ้าหน้าที่ที่ไปออกคำสั่งทางปกครอง เมื่อเห็นว่าข้อมูลหรือคำสั่งที่ออกไปมีข้อบกพร่องไม่สมบูรณ์ ผู้ออกคำสั่งทางปกครองจะต้องดำเนินการแก้ไขคำสั่งทางปกครองนั้นๆ  ส่วนจะถือเป็นข้อยุติหรือไม่ หากผู้เสียหายไปร้องศาลปกครองนั้น ถือเป็นข้อยุติของฝ่ายปกครอง สิทธิ์ต่างๆยังไม่จบสิ้น เมื่อมีการยกเลิกขึ้นบัญชี แล้วขึ้นบัญชีใหม่ เราจะต้องส่งบัญชีนี้ไปให้กับคณะกรรมการข้าราชการท้องถิ่นระดับจังหวัดดำเนินการอีกครั้ง ว่ามีมติว่าครั้งที่แล้วมติที่ออกไปไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็จะต้องแจ้งไปยังผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) ในการออกคำสั่งให้ข้าราชการดังกล่าวพ้นจากราชการ

นายวันชัย กล่าวต่อว่า สำหรับผู้ที่คิดว่าเสียหาย เมื่อเข้ากระบวนการอุทธรณ์ตามกฎหมายเสร็จสิ้นแล้ว หากไม่พอใจผล สามารถไปฟ้องศาลปกครองได้ ถือเป็นสิทธิของผู้ฟ้องคดีตามกฎหมาย ส่วนศาลฯจะมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวหรือใหม่ เป็นดุลยพินิจของศาลฯ ทั้งนี้ทางปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้มอบฝ่ายกฎหมายเตรียมการไว้แล้วในการชี้แจงต่อศาลปกครอง ทั้งนี้ สำหรับขั้นตอนการดำเนินการกับบุคคลที่พบคะแนนผิดปกติทั้ง5,924คน จะต้องยกเลิกบัญชีที่ประกาศไปแล้ว เมื่อมีการประกาศบัญชีใหม่ภายหลังนับคะแนนใหม่จัดลำดับใหม่ จะไม่มีชื่อบุคคลในจำนวน5,924คนอยู่ในบัญชีใหม่

เมื่อถามว่าหลังจากการตรวจสอบครั้งนี้หากเจอมากกว่า5,924คนจะดำเนินการอย่างไร ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า หากเจอมากกว่าก็ต้องแจ้งมา แต่นี่คือสิ่งที่เราตรวจสอบด้วยความรอบคอบ มีหลักฐานชัดเจน

เมื่อถามว่ามติ กสถ.วันนี้จะต้องเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการกลางข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น(ก.กลาง) ที่จะมีการประชุมในวันที่23ก.ค.นี้หรือไม่ นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า ก็ต้องเสนอให้ที่ประชุมก.กลางรับทราบ ตามที่เราได้แจ้งไป วันนี้ถือว่าจบในสิ่งที่สังคมรอคอย เราได้ตรวจสอบทั้งหมดแล้ว ไม่ได้ตรวจสอบแค่บางส่วน ทั้งนี้มติที่ประชุม กสถ.ที่ออกมาในวันนี้ ถือเห็นชอบร่วมกัน

เมื่อถามถึงกระแสข่าวมีการวิ่งเต้นจ่ายเงินเพื่อแลกกับการถอนชื่อออก ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ไม่น่าจะทันแล้ว ไม่รู้วิ่งเต้นกับใคร ตรงนี้จบแล้ว ทุกอย่างต้อวเป็นไปตามที่เราได้มีมติไป

เท้ง อัด โสภณ หยุดเคลมผลงาน ชี้ สภาฯ ไม่ล่ม เพราะทุกพรรคร่วมมือ

เท้ง อัด โสภณ หยุดเคลมผลงาน ชี้ สภาฯ ไม่ล่ม เพราะทุกพรรคร่วมมือ

เท้ง อัด โสภณ หยุดเคลมผลงาน ชี้ สภาฯ ไม่ล่ม เพราะทุกพรรคร่วมมือ

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.57 น.

เท้ง ซัด โสภณ หยุดเคลมผลงาน ชี้ สภาฯ ไม่ล่ม เพราะทุกพรรคร่วมมือ จี้ ใช้อำนาจส่งเรื่องตรวจสอบองค์กรอิสระ หนุนแก้ข้อบังคับสภาฯ หวัง ฝ่ายบริหารมีความรับผิดชอบ แนะ เอาวิจัยพระปกเกล้าฯ ตั้งเรื่อง ทำสภาฯ โปร่งใสได้เลย  

เมื่อวันที่ 17 ก.ค.2569 ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี จ.ปัตตานี นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร แถลงผลงาน 122 วัน พร้อมพาดพิงว่าฝ่ายค้านชอบยั่วยุและกล่าวหาว่าประธานไม่เป็นกลาง ว่า เรื่องของการทำผลงานในฝ่ายนิติบัญญัติ เช่น การใช้อำนาจหน้าที่ของประธานสภาในการส่งเรื่องที่สมาชิกได้เข้าชื่อเพื่อตรวจสอบองค์กรอิสระก็น่าจะเป็นหนึ่งในผลงานของประธานสภาโดยตรง ก็อยากให้นายโสภณได้ใช้อำนาจหน้าที่ของตัวเองในส่วนนี้อย่างเต็มที่ 

“ส่วนผลงานด้านอื่นๆ คงไม่ไปวิพากษ์วิจารณ์อะไรมาก และการที่สภาไม่ล่มความจริงแล้วก็เป็นการทำงานร่วมกันของทุกพรรคในสภาฯ ถ้าตนหรือเพื่อนสมาชิกจากพรรคประชาชนได้ทำหน้าที่ประธานสภาก็คงไม่เอาตรงนี้มาเคลมเป็นผลงานของตัวเอง” นายณัฐพงษ์ กล่าว

เมื่อถามว่า หลายคนมองว่าประธานสภาฯ ทำตัวเป็นองครักษ์พิทักษ์องคาพยพพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีที่ไม่เคยมาตอบกระทู้หรือมาชี้แจงในกรรมาธิการเลย นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เป็นหนึ่งในผลงานที่นายโสภณได้แถลง และพยายามเคลมว่า มีรัฐมนตรีมาตอบกระทู้เป็นอันดับมากที่สุดเมื่อเทียบกับสภาฯ ชุดก่อนๆ ตนคิดว่าประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่มาตอบมากหรือน้อยแต่อยู่ที่ตัวคนมาตอบ เช่น กรณีกระทู้ถามสดก็จะเห็นบรรยากาศในสมัยการประชุมที่ผ่านมา เราจะเห็นคนที่เป็นเจ้าของประเด็นหรือตัวรัฐมนตรีมาตอบด้วยตัวเองค่อนข้างน้อย ส่วนใหญ่มอบหมายมา ซึ่งใจความสำคัญของกระทู้ถามสด คือสมาชิกไม่ได้บอกประเด็นหรือให้การบ้านล่วงหน้า ควรจะเป็นหน้าที่ของฝ่ายบริหาร สิ่งที่เราเห็นแทบจะไม่มี กลายเป็นว่าฝ่ายค้านต้องบอกการบ้านก่อนล่วงหน้า แจ้งเวลาก่อนล่วงหน้ารัฐบาลถึงจะยอมเข้ามาตอบ 

“เรื่องนี้ผมก็มองในอีกมุมนึงว่าอาจไม่ได้เป็นการทำหน้าที่ในฝ่ายนิติบัญญัติที่ดีเพียงพอ” นายณัฐพงษ์ กล่าว

เมื่อถามว่า นายโสภณ มีข้อเสนอให้แก้ข้อบังคับการประชุมว่าไม่ให้รัฐมนตรีที่มาตอบเลื่อนตอบกระทู้มองอย่างไรบ้าง นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เรื่องการปรับปรุงข้อบังคับเพื่อให้ฝ่ายบริหารมีความรับผิดชอบต่อสภาฯ มากยิ่งขึ้นก็เห็นควรด้วยไม่ได้เห็นแย้งอะไร ซึ่งมีอีกหนึ่งเรื่อง ที่ตอนนี้ท่าทีของรัฐบาลก็พร้อมออกมาสนับสนุนให้ถ่ายทอดสดการประชุมกรรมาธิการสามัญ ตนก็เป็นหนึ่งในคณะกรรมการสถาบันพระปกเกล้า ประธานสภาฯ เองก็เป็นประธาน 

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า สถาบันพระปกเกล้าเคยมีผลวิจัยทางวิชาการยืนยันชัดเทียบสภาฯ ประเทศไทยกับต่างประเทศว่าสภาฯ ในต่างประเทศมีความโปร่งใสมากกว่า เพราะข้อบังคับโดยพื้นฐานคือสามารถให้ถ่ายทอดสดได้ และอำนาจเรียกของกรรมาธิการในต่างประเทศ ศักดิ์สิทธิ์และมีมากกว่านี้ ซึ่งตนเคยเสนอนายโสภณว่ามีงานวิจัยอยู่แล้วสามารถนำผลงานวิชาการมาตั้งเรื่อง ในกรรมาธิการกิจการสภาเพื่อให้ศึกษาแก้ไขข้อบังคับได้เลย 

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า ตนในฐานะฝ่ายค้านถ้าจะเสนออาจมีภาพบริบททางการเมืองที่อาจไม่ได้ความร่วมมือจาก สส.ฝ่ายรัฐบาลแต่ถ้านายโสภณเป็นคนริเริ่มเองเชื่อว่าจะผลักดันได้ผ่านก็ปลูกไปกับเรื่องข้อบังคับถ้าจะแก้ไขเรื่องนี้ก็อยากให้มีการเสนอเรื่องนี้เพื่อทำให้สภามีความโปร่งใส และให้ฝ่ายบริหารมีความรับผิดชอบต่อสภามากยิ่งขึ้น

พาณิชย์เชิงรุก เปิดแผนดูแลสินค้าเกษตรไทย สร้างสมดุลราคา-รุกตลาดต่างประเทศ

พาณิชย์เชิงรุก เปิดแผนดูแลสินค้าเกษตรไทย สร้างสมดุลราคา-รุกตลาดต่างประเทศ

พาณิชย์เชิงรุก เปิดแผนดูแลสินค้าเกษตรไทย สร้างสมดุลราคา-รุกตลาดต่างประเทศ

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.45 น.

17 กรกฎาคม 2569 กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าบริหารจัดการสินค้าเกษตรครบวงจร แก้ปัญหาก่อนเกิด หาตลาดล่วงหน้า เปิดช่องทางการค้าใหม่ พร้อมรับมือสถานการณ์เฉพาะหน้า ยกระดับสินค้าไทย เพิ่มมูลค่า สร้างความมั่นคงให้เกษตรกรเพื่อขับเคลื่อนการบริหารจัดการสินค้าเกษตรไทยอย่างครบวงจร ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจและการค้าโลกที่มีความผันผวน พร้อมสร้างสมดุลระหว่างเกษตรกร ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค ควบคู่กับการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดโลก

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์มุ่งขับเคลื่อนการทำงานเชิงรุก โดยยึดแนวทาง “แก้ปัญหาก่อนเกิด” ด้วยการวางแผนบริหารจัดการสินค้าเกษตรล่วงหน้า ทั้งการหาตลาดรองรับ การเปิดช่องทางการค้าใหม่ การเชื่อมโยงความร่วมมือกับภาคเอกชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างเสถียรภาพด้านราคา และเพิ่มโอกาสทางการค้าให้กับเกษตรกรไทย
ขณะเดียวกัน หากเกิดสถานการณ์เฉพาะหน้า กระทรวงพาณิชย์พร้อมเร่งดำเนินมาตรการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที ทั้งการบริหารจัดการปริมาณผลผลิต การเชื่อมโยงตลาด การดูดซับสินค้าเข้าสู่ระบบ และการกำกับดูแลกลไกราคา เพื่อให้เกิดความสมดุลตลอดห่วงโซ่อุปทาน
สำหรับสินค้าเกษตรสำคัญ

กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ อาทิ ทุเรียน กุ้ง มะพร้าว ไข่ไก่ ปุ๋ย ข้าว และน้ำมันปาล์ม โดยดำเนินมาตรการทั้งการขยายตลาด การสร้างช่องทางจำหน่ายเพิ่มเติม การเชื่อมโยงผู้ซื้อ รวมถึงการรักษาเสถียรภาพราคา เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและผู้เกี่ยวข้องในระบบการผลิต

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังเดินหน้าวางรากฐานการพัฒนาสินค้าเกษตรในระยะกลางและระยะยาว ผ่านการเพิ่มมูลค่าผลผลิต การส่งเสริมการแปรรูป การพัฒนาสินค้าเกษตรมูลค่าสูง และการขยายโอกาสทางการค้าในตลาดต่างประเทศ เพื่อยกระดับสินค้าไทยให้สามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืนการแถลงข่าวครั้งนี้ สะท้อนแนวทางการทำงานของกระทรวงพาณิชย์ในการดูแลสินค้าเกษตรไทยแบบครบวงจร ตั้งแต่ การป้องกันปัญหาล่วงหน้า การแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้า ไปจนถึงการสร้างโอกาสทางการค้าใหม่ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ภาคเกษตรไทย และผลักดันสินค้าไทยสู่ตลาดโลก.

ผบ.ทอ. แจงสภาฯ เหตุปะทะไทย-กัมพูชา ไม่มีอะไร 100% แต่ ยุทธวิธี-ยุทธศาสตร์ น่าพอใจ

ผบ.ทอ. แจงสภาฯ เหตุปะทะไทย-กัมพูชา ไม่มีอะไร 100% แต่ ยุทธวิธี-ยุทธศาสตร์ น่าพอใจ

ผบ.ทอ. แจงสภาฯ เหตุปะทะไทย-กัมพูชา ไม่มีอะไร 100% แต่ ยุทธวิธี-ยุทธศาสตร์ น่าพอใจ

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.30 น.

ผบ.ทอ. แจงสภาฯ รับไม่มีอะไร 100% ผลปฏิบัติการเหตุปะทะ ไทย-กัมพูชา แต่มี แผน-ยุทธวิธี-ยุทธศาสตร์ จึงอยู่ในระดับที่น่าพอใจ ยืนยันไม่มีความเสียหาย จากการถูกกระทำโดยตรง แต่มีผลกระทบอื่นๆ เช่น ยุทโธปกรณ์ที่ใช้ไป ย้ำ 4 เงื่อนไข จัดหา ยุทโธปกรณ์ ทดแทนหมดอายุ-ขาดหาย 

เมื่อวันที่ 17 ก.ค.2565 ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) มีการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 พล.อ.อ.เสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ กล่าวถึง ผลกระทบความเสียหายจากสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ว่า ในกรณีเหตุการณ์ใช้กำลังที่เกิดขึ้น กองทัพมีกระบวนการในการประมาณสถานการณ์ และในการวางแผน ลงมาถึงผู้ปฏิบัติที่มีวงรอบการปฎิบัติ จากการข่าวและการประสานงานของฝ่ายตรงข้าม 

ดังนั้นจึงไม่มีอะไร 100 เปอร์เซ็นต์ แต่อย่างน้อยที่สุดเราได้มีแผน และยุทธวิธี ยุทธศาสตร์เป้าหมายที่เกิดขึ้น โดยความเสียหายที่เกิดขึ้นอาจไม่ตรงกับที่ฝ่ายตรงข้ามได้กระทำต่อเรา 

กองทัพอากาศถึงแม้ว่าจะไม่มีความเสียหายจากการถูกกระทำโดยตรง แต่มีผลกระทบในหลายๆ เรื่อง เช่น เรื่องยุทโธปกรณ์ที่เราใช้ไป หรือในบางกรณีการปฎิบัติการก็ไม่ได้ผล 100 เปอร์เซ็นต์ แต่อยู่ในระดับผลที่เป็นที่น่าพอใจ

สำหรับการจัดหายุทโธปกรณ์ของกองทัพอากาศเราจัดหาเพื่อทดแทนที่กำลังจะหมดอายุและขาดหายไป เพื่อขีดความสามารถยังคงดำรงอยู่ เรามีข้อพิจารณาสำคัญ ได้แก่ ขีดความสามารถตามที่กองทัพต้องการ, การซ่อมบำรุงต้องมีความง่าย สะดวก ต่อเนื่อง, ขีดความสามารถร่วมเชื่อมระบบที่มีอยู่ และราคา

​กมธ.ป.ป.ช.ผนึก​ สตง. เร่งสปีดปราบโกง เล็งยกเครื่องกฎหมายจัดซื้อจัดจ้าง ปรับปรุงข้อจำกัด-เพิ่มประสิทธิภาพ

​กมธ.ป.ป.ช.ผนึก​ สตง. เร่งสปีดปราบโกง เล็งยกเครื่องกฎหมายจัดซื้อจัดจ้าง ปรับปรุงข้อจำกัด-เพิ่มประสิทธิภาพ

​กมธ.ป.ป.ช.ผนึก​ สตง. เร่งสปีดปราบโกง เล็งยกเครื่องกฎหมายจัดซื้อจัดจ้าง ปรับปรุงข้อจำกัด-เพิ่มประสิทธิภาพ

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.12 น.

17 กรกฎาคม 2569 นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร นำคณะเดินทางศึกษาดูงานและหารือข้อราชการร่วมกับสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) โดยมี นายมณเฑียร เจริญผล ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ให้การต้อนรับ เพื่อสร้างความร่วมมือในการยกระดับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ

นายอาสพลธ์ เปิดเผยว่า การหารือในครั้งนี้มุ่งเน้นการบูรณาการการทำงานร่วมกัน โดยเฉพาะประเด็นการรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนและการประสานงานคดีความที่ สตง.พิจารณาแล้วเสร็จและต้องส่งต่อให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินคดีอาญาต่อไป ทั้งนี้ ได้ขอให้ทางผู้ว่าฯ สตง.ส่งเจ้าหน้าที่ประสานงานระหว่างสองหน่วยงาน เพื่อให้การจัดการเรื่องร้องเรียนของประชาชนเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ในส่วนของกระบวนการพิจารณาคดีนั้น ประธาน กมธ.ป.ป.ช.ระบุว่า สตง.มีกรอบระยะเวลาการทำงานที่ชัดเจน คือพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี หากเป็นคดีซับซ้อนขยายได้ไม่เกิน 2 ปี และไม่เกิน 5 ปี ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

นายอาสพลธ์ กล่าวว่า ที่ประชุมยังได้หารือถึงข้อจำกัดของ พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ ฉบับปัจจุบัน โดย สตง.เห็นควรให้มีการปรับปรุงแก้ไขให้มีความครอบคลุมและทันสมัยยิ่งขึ้น โดยตนได้ขอให้ สตง.ส่งมาให้ กมธ.ป.ป.ช.แสดงความคิดเห็น เพื่อนำไปประกอบการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ฉบับใหม่ ที่กำลังอยู่ในขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็นเพื่อเสนอให้รัฐบาลพิจารณาต่อไป

“คณะกรรมาธิการ ป.ป.ช.ประชุมอย่างต่อเนื่องทุกสัปดาห์แม้ในช่วงปิดสมัยประชุม เพื่อให้การแก้ไขปัญหาของประชาชนเป็นไปอย่างต่อเนื่อง เราให้ความสำคัญกับทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ โดยยึดหลักความถูกต้องเป็นธรรมและพิจารณาตามลำดับขั้นตอน เพื่อเป็นที่พึ่งให้กับพี่น้องประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากการทุจริตอย่างเต็มที่ เราเข้าใจหักอกคนที่เดือดร้อน เขาหนีมาพึ่งเย็น เราจะเป็นน้ำเย็นให้กับคนที่เดือดร้อน” ประธาน กมธ.ป.ป.ช.กล่าว

– 006

เชื่อมสัมพันธ์สองชาติ! นายกฯ หารือ สี จิ้นผิง เปิดประตูความร่วมมือรอบใหม่ สร้างโอกาสใหม่เศรษฐกิจไทย

เชื่อมสัมพันธ์สองชาติ! นายกฯ หารือ สี จิ้นผิง เปิดประตูความร่วมมือรอบใหม่ สร้างโอกาสใหม่เศรษฐกิจไทย

เชื่อมสัมพันธ์สองชาติ! นายกฯ หารือ สี จิ้นผิง เปิดประตูความร่วมมือรอบใหม่ สร้างโอกาสใหม่เศรษฐกิจไทย

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.11 น.

17 กรกฎาคม 2569 เมื่อเวลา 16.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นนครเซี่ยงไฮ้) ณ Xijiao State Guest Hotel นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าเยี่ยมคารวะ นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน การหารือเป็นไปอย่างกว้างขวางและลึกซึ้ง โดยประธานาธิบดีสีได้กล่าวถวายพระพระพรชัยมงคลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฏาคม 2569 นี้ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้กล่าวชื่นชมและขอบคุณรัฐบาลจีนในการถวายการต้อนรับ ในคราวเสด็จพระราชดำเนินเยือนจีน อย่างเป็นทางการ (State Visit) อย่างสมพระเกียรติด้วย ซึ่งประธานาธิบดีจีนย้ำความสัมพันธ์ไทย – จีน คือครอบครัวเดียวกัน (Thailand – China as One Family) และจีนพร้อมสนับสนุนการบริหารงานของรัฐบาลไทยเพื่อยกระดับความเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน โดยมุ่งสร้างโอกาสใหม่ให้ประเทศไทยผ่านความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การลงทุน นวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) อุตสาหกรรมแห่งอนาคต และความมั่นคงของภูมิภาค

การหารือของผู้นำทั้งสองยังมุ่งเป้าสู่อนาคตที่มั่นคงและเป็นประโยชน์ยั่งยืนของสองประเทศ รวมถึงระดับภูมิภาคร่วมกัน โดยผู้นำทั้งสองฝ่ายยืนยันเจตนารมณ์ที่จะสานต่อมิตรภาพอันยาวนานระหว่างไทยและจีน พร้อมผลักดันความร่วมมือให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย และสร้างโอกาสใหม่ให้กับประชาชนในระยะยาว

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ประเทศไทยให้ความสำคัญกับจีนในฐานะมิตรเก่าที่ไว้วางใจได้ และพร้อมสานต่อความร่วมมือในทุกมิติ โดยเฉพาะการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแห่งอนาคต ซึ่งปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่กำหนดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในทศวรรษหน้า ไทยและจีนจึงควรร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยี บุคลากร และธรรมาภิบาลด้าน AI เพื่อให้เทคโนโลยีสร้างประโยชน์ต่อประชาชนอย่างทั่วถึง ควบคู่กับการรับมือความท้าทายใหม่ ทั้งอาชญากรรมออนไลน์และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

นายกรัฐมนตรีได้เสนอให้ไทยและจีนร่วมกันเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจรอบใหม่ โดยส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ AI เซมิคอนดักเตอร์ เทคโนโลยีสุขภาพ พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมสีเขียว พร้อมเชิญชวนผู้ประกอบการเทคโนโลยีขั้นสูงของจีนเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ใช้ไทยเป็นฐานการผลิตและสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาค เชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน พัฒนาบุคลากรไทย และเพิ่มการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ เพื่อสร้างงานคุณภาพและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของเศรษฐกิจไทย

ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องที่จะเร่งเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม การค้า และโลจิสติกส์ ทั้งทางบก ทางทะเล และทางอากาศ รวมถึงการพัฒนาโครงข่ายรถไฟในภูมิภาค เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการค้า การลงทุน และการเดินทางของประชาชน พร้อมขยายความร่วมมือด้านเทคโนโลยีอวกาศ สาธารณสุข การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจอันดีและความร่วมมือระยะยาวระหว่างสองประเทศ

ด้านความมั่นคง นายกรัฐมนตรีเสนอให้จัดตั้งกลไก 2+2 ระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของไทยและจีน เพื่อเป็นเวทีหารือเชิงยุทธศาสตร์ พร้อมยกระดับความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ การแลกเปลี่ยนข่าวกรอง และการรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความปลอดภัยและเสถียรภาพของภูมิภาค

สำหรับประเด็นระดับภูมิภาค นายกรัฐมนตรีขอบคุณจีนที่สนับสนุนการแก้ไขสถานการณ์ไทย – กัมพูชา ผ่านกลไกทวิภาคี เพื่อร่วมกันรักษาสันติภาพและเสถียรภาพของภูมิภาค ขณะเดียวกัน ไทยยังขอบคุณจีนที่สนับสนุนกระบวนการสันติภาพในเมียนมา รวมทั้งให้กลับเข้ามามีบทบาทในอาเซียน รวมทั้งการใช้เวทีภูมิภาคระหว่างจีน – อาเซียน เอเปค แม่โขง ล้านช้าง ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ทั้งนี้ การหารือครั้งนี้สะท้อนวิสัยทัศน์ของรัฐบาลในการใช้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นกลไกสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและยกระดับศักยภาพของประเทศ โดยมุ่งเปลี่ยนมิตรภาพอันยาวนานระหว่างไทยและจีนให้เป็นความร่วมมือที่สร้างผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการดึงการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต การพัฒนาเทคโนโลยี AI การสร้างงานคุณภาพ และการเสริมสร้างเสถียรภาพของภูมิภาค เพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศในระยะยาว