พรก.กู้เงิน4แสนล้านฉลุย สภาสูงเดือด พันธุ์ใหม่ฟาดสีน้ำเงิน เกียรติภูมิสว.ไม่เหลือ

1 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

นายกฯแจง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านเพื่อความมั่นคง ศก.กู้วิกฤตพลังงาน ยกระดับคุณภาพชีวิตปชช. ปธ.กมธ.ติดตามงบฯ ชี้ต้องคุ้มราคากลาง-มาตรฐานอุปกรณ์ ขณะที่‘อลงกต’หนุนสุดลิ่ม ทำไปเถอะทำหรือไม่ทำ โดนตำหนิอยู่ดี อย่างน้อย43ล้านคน ได้ประโยชน์จาก‘ไทยช่วยไทยพลัส’ก่อนลงมติ132เสียง ผ่านพรก.กู้เงิน4แสนล้าน สภาสูงเดือดพลั่ก’พันธุ์ใหม่‘ปะทะเ’มุ้งน้ำเงิน‘สว.นันทนา‘ซัดเกียรติภูมิสว.ชุดนี้ไม่เหลือ ปชช.ก่นด่าสาปแช่งหมดศรัทธา ด้าน‘พ.ต.อ.กอบ’สวนกลับแรง ไม่สมควรเป็น‘ดอกเตอร์’พูดจำเจซ้ำซาก จมปลัก ลั่นไม่ต้องมาทำฝีปากมาก ร้อนถึง’บิ๊กเกรียง‘สวมบทขึงขังเข้าห้ามศึก

เมื่อเวลา09.30น.วันที่ 31สิงหาคม2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มีพล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาเรื่องด่วน พระราชกำหนด(พ.ร.ก.)ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงิน 4แสนล้านบาท ที่ ครม.เป็นผู้เสนอ

โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย แถลงเหตุผลและความจำเป็นของ พ.ร.ก กู้เงิน 4 แสนล้าน ต่อที่ประชุมวุฒิสภาว่า จากวิกฤติพลังงานที่เกิดขึ้นและงบประมาณ ปี2569 มีไม่เพียงพอต่อขนาดของผลกระทบ และภาระค่าใช้จ่ายต่อการแก้ไขวิกฤติพลังงาน รวมถึงการใช้มาตรการคลังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ทัน หากไม่ทำจะทำให้วิกฤติยืดเยื้อ เพิ่มความเสี่ยงเชิงระบบเศรษฐกิจ จึงต้องตรา พ.ร.ก.ฉบับนี้ นอกจากนั้นต้องสร้างความมั่นคงทางพลังงาน และเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก สำหรับการตราพ.ร.ก.เพื่อเป้าหมาย รักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจฉุกเฉิน หลีกเลี่ยงไไม่ได้ และช่วยเหลือประชาชนเกษตรกร ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ ลดการใช้พลังงานฟอสซิล ให้เร็วที่สุด รวมถึงส่งเสริมใช้พลังงานทดแทน พลังงานทางเลือกในประเทศ

นายกฯแจงกู้เงินเพื่อความมั่นคงศก.

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ภาพรวมการกู้เงินของรัฐบาล เกิดสถานการณ์วิกฤติ รัฐบาลพยายามบริหารจัดการแหล่งเงิน แต่มีไม่เพียงพอ ไม่ทันสถานการณ์ และเป็นวิกฤติใช้ ต้องใช้เงินแก้ปัญหาผลกระทบ 4 แสนล้านบาท ใช้วิธีงบประมาณปกติ หรือ กู้เงินตามกฎหมาย จึงเป็นทางเลือกสุดท้าย ทั้งนี้การกู้เงินดังกล่าว และกู้เงินกรณีดังกงล่าว ไม่กระทบการบริหารหนี้สาธารณะ ที่กฎหมายวางกรอบไม่เกิน ร้อยละ 70 ขณะที่การใช้เงินกู้ให้คุ้มค่า จำเป็นเร่งด่วน ไม่ซ้ำซ้อน กำหนดให้ต้องผ่านการกลั่นกรองของคณะกรรมการและเป็นไปตามบัญชีแนบท้าย สัปดาห์ที่ผ่านเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ตามขั้นตอนกฎหมาย รัฐบาลจึงเสนอต่อวุฒิสภาให้พิจารณาและหากไม่มีปัญหาใดๆ ขอความกรุณาลงมติให้ มีผลบังคับใช้ตามเจตนารมณ์ของรัฐบาลแก้ปัญหาเศรษฐกิจ พลังงาน สร้างคุณภาพชีวิตของประชาชน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่นายกรัฐมนตรี แถลงต่อวุฒิสภา พบว่าได้อ่านด้วยเสียงแหบแห้ง และมีอาการไอเป็นระยะ ๆ ซึ่งนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อที่ประชุมว่า ตนพยายามรักษาอาการป่วยของหลอดลม ไปให้หมอดริฟยาแล้วดีขึ้น แต่จำเป็นเพื่อเป็นการแสดงเจตนารมณ์ของรัฐบาลที่ให้เกียติต่อวุฒิสภา จึงตัดสินใจที่จะมาขอแถลงด้วยตัวเอง

กมธ.ฯย้ำปชช.ต้องได้รับประโยชน์

จากนั้นที่ประชุมเปิดให้สมาชิกอภิปรายแสดงความคิดเห็น โดย นายศุภโชค ศาลากิจ สว.ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการติดตามการบริหารงบประมาณ วุฒิสภา อภิปรายว่า ตนและกรรมาธิการฯมีข้อเสนอแนะและข้อสังเกตร่วมกันเพื่อเสนอรัฐบาลดังนี้ 1.รัฐบาลควรต้องลงไปเก็บข้อมูลสำรวจรับฟังความคิดเห็น ความพึงพอใจ ของประชาชนว่า เงินที่ได้มาได้ประโยชน์และได้รับประโยชน์จากโครงการนี้อย่างไร คุณภาพชีวิตดีขึ้นหรือไม่ รัฐบาลต้องทำสื่อประชาสัมพันธ์ดีๆ ให้กับทุกภาคส่วนได้รับทราบถึงประโยชน์ของโครงการดังกล่าวให้เห็นถึงความพึงพอใจของประชาชน 2.รัฐบาลต้องเก็บ ข้อมูลจากร้านค้า ผู้ประกอบการว่า ได้ประโยชน์จากโครงการนี้และมีความคิดเห็นกับโครงการนี้อย่างไร รวมถึงเงินที่ลงจากโครงการนี้ได้ช่วยสร้างสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการได้จริงหรือไม่ 3.รัฐบาลต้องมีการประเมินมูลค่าทางเศรษฐกิจออกมาเป็นตัวเลขทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจนให้ทุกภาคส่วนได้รับทราบถึงความสำเร็จของโครงการว่าภาครัฐทุ่มเงินลงไปแล้วและได้ผลตอบแทนเป็นตัวเลขทางเศรษฐกิจเท่าไหร่ และ 4.โครงการดังกล่าวมีระยะเวลาเพียง 4เดือน รัฐบาลต้องส่งเสริมการประหยัดวินัยการใช้เงินและวินัยการเงินการคลัง

ต้องคุ้มราคา-ได้มาตรฐานอุปกรณ์

นายศุภโชค กล่าวอีกว่า ในแผนงานที่สองมีข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า รัฐบาลต้องเข้มงวดกวดขันกับโครงการที่ขออนุมัติ ว่าต้องมีประโยชน์จริงต่อประชาชนหรือหน่วยงานและต้องกำหนดราคากลางที่เหมาะสมกับราคาตลาดที่เป็นจริง เพื่อป้องกันส่วนต่างที่อาจจะเกิดขึ้นและเป็นการฉวยโอกาสให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชันหรือได้ประโยชน์จากโครงการเงินกู้นี้ ถ้าประชาชนรู้ว่าการกู้มาให้คนโกง ตนคิดว่าประชาชนต้องเกิดความไม่พอใจอย่างแน่นอนในการออก พ.ร.ก.นี้และโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่มีการจัดซื้อจัดจ้าง อุปกรณ์ต้องมีการรับประกันที่ยาวนานให้ถึงจุดคุ้มทุน คัดสรรคุณภาพคุณสมบัติบริษัทที่มีมาตรฐานและมีศูนย์บริการมีอะไหล่ไว้คอยบำรุงรักษา หากเกิดปัญหา เช่น แผงโซลาร์เซลล์ อินเวอร์เตอร์ หัวชาร์จต่างๆ โดยรัฐบาลต้องเน้นย้ำในเรื่องนี้เป็นสำคัญ และหากการเปลี่ยนผ่านพลังงานโดยการใช้เงินกู้ก้อนนี้ เพื่อการลงทุนและคุณภาพวัสดุของอุปกรณ์โครงการที่จัดซื้อจัดจ้างมาใช้ประโยชน์ไม่ได้ถึงจุดที่คุ้มทุนของราคาอุปกรณ์นั้น โครงการจะไม่ตอบสนองต่อวัตถุประสงค์และเป้าหมาย ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชน และประเทศชาติอย่างแท้จริง รัฐบาลและประชาชนต้องชำระหนี้ดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยที่กู้มาเช่นเดิม คงจะเป็นการซ้ำเติมประชาชนและเศรษฐกิจอย่างแน่นอน

‘.นันทนา’ซัดตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ

น.ส.นันทนานันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา(สว.) อภิปรายพ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงิน 4 แสนล้านบาทว่า พ.ร.ก.ฉบับนี้ผ่านสภาผู้แทนราษฎรมาแล้ว ทั้งที่มีแต่ผู้คนตั้งคำถามกันมากมายถึงความเร่งด่วนและความสมเหตุสมผลในการใช้เงินกู้จำนวน 2 แสนล้านบาท เพื่อสนับสนุนเปลี่ยนโหมดพลังงานจากพลังงานฟอสซิลเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ แม้จะรู้ว่า พ.ร.ก.ฉบับนี้ยังไงก็ผ่านวุฒิสภา แต่ตนขออภิปรายเพื่อบันทึกไว้ว่าได้เคยเตือนแนวทางการใช้เงินกู้ของรัฐบาลในภาวะที่เศรษฐกิจประเทศไทยโคม่า เปรียบเหมือนการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำหรือเกาไม่ถูกที่คัน

ดันโซลาร์รูฟท็อปเอื้อพวกคนรวย

น.ส.นันทนากล่าวว่า อยากให้รัฐบาลตอบคำถาม 3ข้อ ได้แก่ 1.เทคโนโลยีด้านโซลาร์เซลล์มีความเสถียรแล้วหรือไม่ หากวางโครงสร้างการใช้พลังงานแสงอาทิตย์แบบปูพรม มั่นใจได้อย่างไรว่าอีก 3 ปี 5 ปีข้างหน้า แผงโซล่าเซลล์จะไม่ล้าสมัย ตกรุ่น หรือกลายเป็นขยะพิษของประเทศไทย 2.ประเทศไทยเป็นเจ้าของเทคโนโลยีด้านโซลาร์เซลล์หรือไม่ เพราะบรรดาโซลาร์เซลล์ที่นำเข้ามาประกอบในประเทศไทยต้องนำเข้าวัสดุอุปกรณ์เทคโนโลยีทั้งหมด ขณะนี้เจ้าของกิจการเป็นคนไทยจริงหรือไม่ สุดท้ายใครได้รับเงินทอนและเงินไหลออกนอกประเทศมากน้อยเพียงใด ขอให้ดูบทเรียนการอุดหนุนรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนว่า ได้สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจไทยอย่างไรและ3.ขณะที่เราอยู่ในวิกฤตเศรษฐกิจสมควรแล้วหรือไม่จะนำเงินกู้มาใช้เปลี่ยนพลังงาน ควรนำเงินไปใช้ในวิธีฉลาดกว่านี้และประชาชนจำนวนมากได้ประโยชน์

‘อลงกต’หนุน43ล้านคนได้ประโยชน์

นายอลงกต วรกี สมาชิกวุฒิสภา (สว.) อภิปรายช่วงหนึ่งว่า พรก.กู้เงินฉบับนี้มีความจำเป็น เพราะตอนนี้มีปัญหาภัยภิบัติหลายพื้นที่ ยังรวมถึง ปัญหาชายแดน ทำให้รัฐบาลต้องใช้งบกลางที่มีอยู่ เพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเหล่านี้ ดังนั้น การตรา พ.ร.ก.กู้เงิน ฉบับนี้ ก็โดนตำหนิ ถ้าไม่กู้ ก็ยังโดนตำหนิ ว่ารัฐบาลทำอะไรอยู่ การออก พ.ร.ก. กู้เงินฉบับนี้ นั่นคือการที่รัฐบาล ทำความดีให้กับประชาชนไทย มีคนพูดว่า การกู้เงินครั้งนี้ กระทบจีดีพี ของประเทศ ที่ใกล้ติดเพดาน ที่ 70% แล้ว แต่จริงแล้ว ตัวเลขนี้ ต่างจากการกู้ทั่วไป เพราะเป็นการกู้จากสถาบันการเงินในประเทศ เงินจะหมุนอยู่ในระบบ โครงการ ไทยช่วยไทยพลัส มีคนได้รับประโยชน์ 43 ล้านคน ที่พึงพอใจกับโครงการนี้ กระตุ้นให้คนเอาเงินออกมาใช้ ซึ่งเป็นผลดีกับประชาชน ที่สามารถช่วยลดค่าครองชีพ ดังนั้น การออก พรก.ฉบับนี้ เป็นการกระตุ้นให้คนออกมาใช้เงิน จึงขอยืนยันว่า รัฐบาลทำไปเถอะ มันอาจจะมีเสียงว่าบ้าง แต่ 43 ล้านคน ได้ประโยชน์จากโครงการนี้ ไม่ต้องกังวลว่า จะมีเสียงพูดว่า จะมีเงินทอนหรือไม่ อย่างไรก็มีคนว่าอยู่แล้ว ยืนยันว่า สตง.ป.ป.ช.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คงไม่ละเลย ในการตรวจสอบเรื่องแบบนี้แน่นอน

132เสียงผ่านพรก.กู้เงิน4แสนล้าน

ภายหลังที่ประชุมได้อภิปรายกันอย่างกว้างขวางครบถ้วน และตัวแทน ครม. ได้ชี้แจงสรุปพ.ร.ก.แล้ว ในเวลา13.32น. ที่ประชุมจึงมีมติ132เสียงต่อ11เสียง เห็นชอบต่อพ.ร.ก.ฯกู้เงินฯ พ.ศ.2569 โดยงดออกเสียง28เสียง ไม่ลงคะแนนเสียง1เสียง ใช้เวลาในการอภิปราย และชี้แจงทั้งสิ้น4ชั่วโมง

สภาเดือด’นันทนา’ปะทะสว.น้ำเงิน

เวลา13.45น.ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มีพล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุด คือนายโกวิท ศรีไพโรจน์ ตามที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.)วิสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติความประพฤติและพฤติกรรมทางจริยธรรม ที่มี นพ.ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล สมาชิกวุฒิสภา(สว.) เป็นประธานกมธ.ฯพิจารณาตรวจสอบประวัติฯเสร็จแล้ว ทั้งนี้ นพ.ประพนธ์ ได้แถลงรายงานกมธ.ฯ ต่อที่ประชุมในส่วนที่เปิดเผยได้ จากนั้นได้เปิดให้สมาชิกอภิปรายในส่วนที่เปิดเผยได้เช่นกัน

อ้างประชาชนก่นด่า-หมดศรัทธา

โดย น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว.อภิปรายว่า ตนอยากถาม สว.ทั้งหลายว่า เรามาถึงจุดนี้กันได้อย่างไร เรามาถึงจุดที่ประชาชนหมดศรัทธา ไม่ไว้วางใจการทำหน้าที่สว.ทั้งหลาย ไม่ไว้วางใจกระบวนการเข้าสู่ตำแหน่ง ถึงขนาดออกมาเปิดเผยหลักฐานต่างๆ เพื่อให้ กกต.ส่งฟ้องศาลฎีกาตามสำนวนสอบสวนของคณะอนุไต่สวนชุดที่26 เกียรติภูมิ สว.ชุดนี้ไม่เหลือแล้ว ประชาชนต่างก่นด่าสาปแช่ง

ปธ.ย้ำให้พูดเรื่องคุณสมบัติ’อสส.’

ทำให้ พล.อ.เกรียงไกร ในฐานะประธานในที่ประชุม ได้เตือน น.ส.นันทนา อภิปรายให้ตรงประเด็นคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุด แต่น.ส.นันทนา ยืนยันว่า ไม่ได้ทำผิดข้อบังคับข้อไหนเลย จะมากล่าวว่า ตนว่าผิดข้อบังคับข้อไหนในการเลือกองค์กรอิสระในการเลือกอัยการสูงสุดมีผู้เลือกกับผู้ถูกเลือก ตนกำลังพูดถึงผู้เลือก มันไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นนี้ตรงไหน ตนกำลังพูดถึงผู้ถูกเลือกว่าผู้เลือกมีคุณสมบัติเหมาะสมเพียงพอที่จะเลือกผู้ที่ถูกเลือกหรือไม่ ทำให้พล.อ.เกรียงไกรชี้แจงมันมีคุณสมบัติอยู่แล้ว เป็นหน้าที่ ถ้าไม่ทำก็เจอมาตรา 157

ซัด’นันทนา’พูดใส่ร้ายสว.ด้วยกัน

ทั้งนี้ พ.ต.อ.กอบ อัจนากิตติ สว.ในฐานะกมธ.ตรวจสอบประวัติฯ ลุกขึ้นประท้วง น.ส.นันทนา ว่า ที่จริงก็อยากให้ผู้อภิปรายได้พูดแสดงความรู้สึกตามที่คิด แต่บังเอิญที่พูดเมื่อสักครู่ ไม่ใช่การตรวจสอบประวัติ เป็นเรื่องพูดถึงการกล่าวหาสว.อย่างนั้น อย่างนี้ แม้กระทั่งตัว น.ส.นันทนา ก็โดนกล่าวหา แต่วันนี้เป็นการตรวจสอบประวัติของผู้ที่ได้รับการสรรหามา เพื่อให้ สว.ได้รู้ว่า ผู้ที่ดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุด มีประวัติ มีพฤติกรรมอย่างไร ไม่เกี่ยวกับประวัติ สว.เลยและเรื่องสว.ที่ว่า ก็เป็นประเด็นที่เป็นอำนาจของ กกต.แต่ท่านไปติดยึดและตั้งใจที่จะมาล้มล้างวิธีการเลือก สว.และพูดมาตั้งแต่วันแรกที่มาเป็นสว. จนกระทั่งวันนี้ที่ยังพูดอยู่

ไม่สมควรเป็นอาจารย์-จมปลัก

 “ท่านไม่สมควรที่จะเป็นครูบาอาจารย์ ไม่เหมาะด้วยประการทั้งปวง ไม่เหมาะที่จะเป็นดอกเตอร์ด้วยซ้ำไป ท่านเป็นผู้ใหญ่อายุ 50กว่าแล้ว ท่านทำไมมาจำเจจมปลักกับเรื่องนี้ ท่านไม่ให้บ้านเมืองเดินได้หรือ อัยการสูงสุดท่านเป็นองค์กรอิสระ ที่ดูแลเรื่องความยุติธรรม ท่านอยากได้ความยุติธรรม ท่านก็เลือกคนที่เขาสรรหามา ไม่ใช่ไปพูดแขวะหาว่าอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่มีสิทธิ์เลือก ท่านดีกว่าคนอื่นตรงไหนอย่างไร ดีชั่วของท่านคือตรงไหน จะดีจะชั่วอยู่ที่ตัวทำ จะสูงจะต่ำอยู่ที่ตัวตน ผมไม่อยากพูดมาก พูดมากทะเลาะเป็นเรื่องยาวงานจะไม่จบ โตๆกันแล้ว จะเข้าโลงอยู่ไม่กี่วันแล้ว ไม่ต้องมาทำฝีปากมาก“ พ.ต.อ.กอบ กล่าว

ทำให้ น.ส.นันทนา พยายามจะใช้สิทธิ์ถูกพาดพิงจาก พ.ต.อ.กอบ โดยเฉพาะประเด็นที่ พ.ต.อ.กอบ บอกว่า ไม่เหมาะเป็นครูบาอาจารย์ ไม่เหมาะเป็นดอกเตอร์ ตนคิดว่า ควรให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน ไม่ใช่ท่าน แต่ พล.อ.เกรียงไกร ได้ปิดไมค์อภิปราย น.ส.นันทนาและเริ่มกล่าวด้วยน้ำเสียงขึงขังว่า ประชาชนเขาดูอยู่ ท่านจะอภิปรายในประเด็นนี้หรือไม่ เดี๋ยวจะให้อภิปรายต่อ ท่านเข้าใจหรือไม่ ฟังภาษาคนถูกนะ

‘บิ๊กเกรียง’ต้องรีบเข้ามาหย่าศึก

ทั้งนี้ นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สว.พยายามจะประท้วง น.ส.นันทนา ให้อภิปรายอยู่ในประเด็น และขอให้ประธานฯควบคุมการประชุม พล.อ.เกรียงไกร จึงขอให้น.ส.นันทนา อภิปรายอยู่ในประเด็น เพราะประชาชนฟังอยู่ เขาฟัง เขารู้ แต่ น.ส.นันทนา กล่าวว่า นายพิสิษฐ์ ไม่ได้พูดว่า ประท้วงข้อไหน เพียงแต่บอกว่า อย่ามาพูดถึงฉันๆ ซึ่ง นายพิสิษฐ์ พยายามชี้แจงว่า ประท้วงประธานฯให้ควบคุมการประชุม แต่พล.อ.เกรียงไกร ได้ตัดบทและให้น.ส.นันทนา อภิปรายต่อ โดยกล่าวว่า”ตามสบายครับ ตามสบายเลย“

น.ส.นันทนา จึงกล่าวว่า เพราะการที่ สว.ยิ่งลงมติไปมากเท่าไร ก็ยิ่งทำให้กระบวนการยุติธรรมบิดเบี้ยวไปมากขึ้นเท่านั้น หากสุดทางแล้ว พบว่าท่านขาดคุณสมบัติผู้ที่ท่านไม่เห็นก็ไม่อาจกลับไปดำรงตำแหน่งได้ ท่านจะเยียวยาเขาอย่างไรส่วนผู้ที่ท่านเห็นชอบไปแล้วจะถือเป็นมรดกบาปที่ท่านทิ้งไว้หรือไม่ เขาจะถูกสังคมมองว่าเขาได้ตำแหน่งมาจากการต่างตอบแทนหรือไม่ ความเป็น สว.ของท่านจะเป็นที่ยอมรับของประชาชน หากท่านใช้จิตสำนึกและจริยธรรมให้มาก โดยชะลอการลงมติเรื่องอัยการสูงสุดไปก่อน รอจนกว่าศาลจะพิสูจน์ว่า ท่านบริสุทธิ์แล้วท่านก็พ้นมลทิน ท่านก็กลับมาโหวตใหม่จะดีกว่าหรือไม่ แต่หากท่านยังยืนยันที่จะลงมติแบบเทาๆเช่นนี้ก็ขอเชิญให้ประชาชนจดจำให้ดี

สภา151เสียง‘โกวิท’อัยการสูงสุด

เวลา13.45น.ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มี พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุด คือ นายโกวิท ศรีไพโรจน์ ทั้งนี้ หลังเปิดให้สมาชิกอภิปรายอย่างกว้างขวางครบถ้วนและมีการประชุมลับ จนกระทั่งเวลา15.00น.ที่ประชุมจึงลงคะแนนลับ ปรากฏมติ 151เสียง ต่อ 0เสียง โดยงดออกเสียง14 เสียงไม่ลงคะแนนเสียง1เสียง ปรากฏว่า นายโกวิท ได้ความเห็นชอบจากวุฒิสภาด้วยคะแนนเสียงข้างมาก จึงถือว่า ที่ประชุมวุฒิสภาเห็นชอบให้ นายโกวิท ดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุด

นายกฯแจง, พรก.กู้เงิน4แสนล้าน, สว.นันทนาซัด, สว.พันธุ์ใหม่

ชัดเจน! เปลี่ยนโทรโข่งรัฐบาล หมอเอก จ่อนั่งโฆษกฯคนใหม่ ดึง รัชดา ช่วยงาน ภราดร

31 สิงหาคม 2569 เวลา 22:09 น.

ชัดเจน! เปลี่ยนโทรโข่งรัฐบาล “อนุทิน” ชูมือ “หมอเอก-ดร.รัชดา” บอก ใจเย็นๆเข้าครม.พรุ่งนี้หรือไม่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ท่ามกลางสถานการณ์รัฐบาลทางการเมืองที่ถูกกระแสโจมตีหลายเรื่อง ทำให้ต้องมีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์และทิศทางในการสื่อสารของรัฐบาลไปสู่ประชาชน โดยรายงานข่าวว่า จะมีการปรับเปลี่ยนในส่วนของทีมโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งจะมีการเสนอชื่อ นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ หรือ หมอเอก เป็นแพทย์ และอดีต สส.เชียงราย พรรคก้าวไกล ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้ช่วยของนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้ดำรงตำแหน่ง โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีคนใหม่ และสลับให้ น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มาดำรงตำแหน่งผู้ช่วยของนายภราดรแทน

โดยบรรยากาศในงานเลี้ยงอาหารค่ำ การประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่จังหวัดสงขลา ช่วงค่ำวันที่ 31 ส.ค. เป็นไปอย่างคึกคัก ซึ่งภายในงานเลี้ยงปรากฏว่า น.ส.รัชดา ได้นั่งเก้าอี้ติดกันกับ นพ.เอกภพ

ช่วงท้ายนายกรัฐมนตรี ได้เดินมาถ่ายรูป พร้อมชูมือทั้งคู่ บรรยากาศเป็นไปอย่างชื่นมื่น โดยผู้สื่อข่าวแซวว่า ถ้าชูมือขนาดนี้ เอาเข้าครม.พรุ่งนี้ได้เลยหรือไม่ นายกรัฐมนตรี ได้ยกมือขึ้นเบรก พร้อมระบุว่าใจเย็นๆ

ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับประวัติของหมอเอก เกิดวันที่ 15 มกราคม 2519 ปัจจุบันอายุ 50 ปี มีพื้นฐานวิชาชีพเป็นแพทย์ และเคยทำหน้าที่ แพทย์ประจำทีมฟุตบอลทีมชาติไทย

ด้านการศึกษา มีวุฒิบัตรแสดงความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม หรือ วว. สาขาเวชศาสตร์ครอบครัว จากแพทยสภา รวมถึงการศึกษาระดับปริญญาเอก

เส้นทางการเมือง เริ่มจากการเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 25 ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2562 ถึงเดือนธันวาคม 2565 โดยก่อนหน้านี้สังกัด พรรคอนาคตใหม่ ระหว่างเดือนมีนาคม 2562 ถึงกุมภาพันธ์ 2563 ก่อนย้ายเข้าสังกัด พรรคก้าวไกล ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2563 ถึงธันวาคม 2565

ปัจจุบันเป็น สมาชิกพรรคภูมิใจไทย และดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โดยทำงานภายใต้การกำกับดูแลของ นายภราดร ปริศนานันทกุล

ด้านบัญชีทรัพย์สิน มีทรัพย์สินรวม 13,799,697.99 บาท และแจ้งว่า ไม่มีหนี้สิน

จากเส้นทางอาชีพแพทย์ สู่สนามการเมือง ผ่านทั้งพรรคอนาคตใหม่และพรรคก้าวไกล ก่อนมาร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทย ปัจจุบันก้าวขึ้นมารับตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ภราดร, รัฐบาลทางการเมือง, หมอเอก, โฆษกฯ

นายกฯนั่งเซ็นเอกสาร ชง ‘ครม.สัญจรสงขลา’พรุ่งนี้ เห็นชอบหลักการประกันภัยพิบัติปชช.ทั่วปท.ครอบคลุมเหตุ ‘ดินโคลนถล่ม-น้ำท่วม-แผ่นดินไหว’

31 สิงหาคม 2569 เวลา 21:56 น.

นายกฯนั่งเซ็นเอกสาร ชง ‘ครม.สัญจรสงขลา’พรุ่งนี้ เห็นชอบหลักการประกันภัยพิบัติปชช.ทั่วปท.ครอบคลุมเหตุ ‘ดินโคลนถล่ม-น้ำท่วม-แผ่นดินไหว’

เมื่อเวลา 21.10 น.วันที่ 31 สิงหาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างรับประทานอาหารเย็นร่วมกับคณะรัฐมนตรี(ครม.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ได้นั่งเซ็นเอกสารที่จะใช้ในการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่(ครม.สัญจร) ครั้งที่ 1/2569 ในวันที่ 1 ก.ย.นี้ โดยเป็นเอกสารวาระเรื่องประกันภัยพิบัติ ให้กับประชาชนทั่วประเทศ อาทิ กรณีดินโคลนถล่ม น้ำท่วมและแผ่นดินไหว เป็นต้น

ทั้งนี้ในที่ประชุมครม. สัญจรจะเห็นชอบในหลักการ อย่างไรก็ตาม ทุนประกันต้องน้อยกว่าที่รัฐบาลจ่ายเงินเยียวยา​น้ำท่วมในแต่ละปี และพี่น้องประชาชนจะต้องได้เงินช่วยเหลือเร็วขึ้น แต่รายละเอียดจะเป็นรูปแบบไหน จ่ายทุนประกันเท่าไหร่ ต้องนำไปพิจารณาอีกครั้ง หลังจาก ครม.เห็นชอบในหลักการแล้ว แต่เบื้องต้นคาดว่าจะต้องมีการแก้ไขกฎกระทรวง

ครม.สัญจรสงขลา, อนุทิน ชาญวีรกูล

‘ไอซ์ รักชนก’ โชว์หมายศาล ถูก บ. Plan B Media ฟ้อง เผย เตรียมยื่น ป.ป.ช. สอบโครงการ TH-Ai passport

31 สิงหาคม 2569 เวลา 21:03 น.

ไอซ์ รักชนก

วันนี้ 31 สิงหาคม 2569 รักชนก ศรีนอก หรือที่ทุกคนรู้จักกันในชื่อของ ไอซ์ รักชนก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊กว่าตนเองได้รับหมายศาลจากบริษัท Plan B Media แล้ว หลังจากที่บุคคลอื่น ๆ ทยอยโดนคดีไปก่อนหน้านี้ พร้อมกันนี้ยังประกาศเตรียมเดินหน้ายื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. เพื่อตรวจสอบโครงการรัฐในวันพรุ่งนี้ทันที โดยมีข้อความทั้งหมดว่า “รอตั้งนานนนน นึกว่ารอบนี้จะตกขบวน พี่แม๊ก พี่ป้อม คุณการดี โดนกันไปคนละคดีแล้ว วันนี้ตาไอซ์บ้างสักที แต่อาจจะพิเศษกว่าคนอื่นๆหน่อย เพราะเป็นหมายศาลจาก Plan B Media
ไม่ต้องเก็บทรงกันแล้วนะคะ บริษัท สี นํ้ า เ งิ น

ปล. พรุ่งนี้ 9 โมง ไอซ์จะไปยื่นร้อง ปปช ในโครงการ TH-Ai passport AiPassth ส่อทุจริต ส่อล็อคสเปค ส่อฮั้วประมูล แม้รู้ว่าปลายทางจะเป็นยังไง แต่ก็จะสู้ไม่ถอยค่ะ”

ไอซ์ รักชนก

หลังจากที่โพสต์ของ ไอซ์ รักชนก เผยแพร่ลงมาบนโลกออนไลน์ได้ไม่นาน ทำเอาชาวเน็ตต่างก็เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก เช่น

“สู้ๆนะคะ”

“ชัดขนาดนี้”

“โจทก์อุทธรณ์อะนะครับ”

“สู้ๆครับเพื่อประชาชนตาสีตาสา”

“สู้ๆๆๆๆ ประชาชน”

“แม้ บ. นี้จะมีโฆษณามาก แต่ผมจะลดการใช้สินค้าที่ บ.นี้รับงานไว้ให้มากที่สุดละกัน”

“เป็นกำใจให้ค่ะ สสไอร์”

“สู้ๆนะเจ๋ เป็นกำลังใจให้เสมอ ยังไงผมก้อเลือกพรรคส้มยุดี”

ไอซ์ รักชนก
ไอซ์ รักชนก
ไอซ์ รักชนก

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก รักชนก ศรีนอก – Rukchanok Srinork

Plan B Media, รักชนก ศรีนอก, หมายศาล, ไอซ์ รักชนก

‘กรณ์’ ชี้ช่องโหว่ พ.ร.ก. เงินกู้ เสี่ยงโอนงบเปลี่ยนผ่านพลังงานมาแจกประชาชน

31 สิงหาคม 2569 เวลา 20:41 น.

กรณ์

วันนี้ 31 สิงหาคม 2569 นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ เกี่ยวกับ พรก. เงินกู้ ที่ถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนหลักคือการเยียวยาประชาชนและการเปลี่ยนผ่านพลังงาน พร้อมออกโรงเตือนรัฐบาลให้ระมัดระวังการใช้งบประมาณท่ามกลางวิกฤติหนี้สาธารณะที่จ่อชนเพดาน โดยมีข้อความทั้งหมดว่า “พรก. เงินกู้ถูกแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 200,000 ล้านแรก เพื่อ ‘เยียวยาประชาชน‘ ส่วน 200,000 บ้านหลังเพื่อ ’เปลี่ยนผ่านพลังงาน’ ไปสู่การพึ่งพาการใช้นํ้ามันและแก๊สน้อยลง

แต่น้อยคนรู้ว่ามีหนึ่งมาตราในกฎหมายที่เขียนเปิดช่องให้รัฐบาลสามารถโยกการใช้เงินกู้ระหว่างสองภารกิจนี้ได้โดยไม่ต้องขอสภาฯ! (มาตรา 6) และเนื่องจากการออก พรก. ทำได้ก็เพราะรัฐบาลอ้างว่ามีเหตุต้องรีบใช้เงิน จึงมีเงื่อนไขในกฎหมายว่าต้องกู้ก่อนสิ้นเดือนกันยายนปีหน้า คราวนี้ตามจริงหากรัฐบาลต้องการ ’เปลี่ยนผ่านพลังงาน‘ จริงสิ่งที่รัฐบาลควรทำคือปรับกติกาให้เอกชนลงทุนในพลังงานหมุนเวียนได้โดยสะดวก และลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน (เช่น smart grid) ที่จะรองรับการซื้อขายไฟฟ้าที่เอกชนผลิตได้ แต่สิ่งที่รัฐบาลไม่ควรเน้น คือการ ‘ซื้อของ‘ เพราะหากเงื่อนไขการลงทุนดีพอ เอกชน (และประชาชน) ก็จะสามารถเข้าถึงแหล่งเงินเองได้ แต่ผมเชื่อว่าเราจะเห็นแผนการใช้เงินเป็นเรื่อง ’ซื้อของ‘ เป็นส่วนใหญ่ เพราะง่าย และเพราะเหตุผลอื่นที่ทุกคนคงคิดเองได้
แต่แม้แต่การซื้อของก็ต้องใช้เวลา อย่างที่รัฐบาลบอกว่าจะอุดหนุนประชาชน 500,000 ถึง 1 ล้านครัวเรือนให้ติดตั้ง solar rooftop นั้น เกือบจะเป็นไปไม่ได้ที่จะดำเนินการได้ใน 1 ปีตามอายุของพรก.

กรณ์

ปีที่แล้วทั้งปีมีการติดตั้ง Solar rooftop เพียง 100,000 ครัวเรือน ปีนี้มากสุด อาจจะถึง 140,000 ครัวเรือน ดังนั้นหากปีหน้าทำได้ 200,000 ครัวเรือน (ยากมาก) ก็ยังจะพลาดเป้าไปอีกไกล ตามจริงคือ inverter ไม่มีพอ และแรงงานติดตั้งก็มีจำกัด

วันนี้เห็นข่าวรัฐบาลปลาบปลื้มกับผลสำรวจว่าประชาชนชอบโครงการ ’ไทยช่วยไทย’ (ไม่แปลก เพราะ ‘ประชา‘ มักจะนิยม ’ประชานิยม‘ อยู่แล้ว) และรัฐบาลมีการพูดถึง ’รอบสาม’ โครงการนี้แล้ว
ผมจึงขอทำนายว่ามีโอกาสสูงมากที่เราจะได้เห็นรัฐบาลโอนเงินกู้ส่วนที่อ้างไว้ว่าจะใช้ในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน มาแจกประชาชนแทน โดยเฉพาะในช่วงนี้ที่รัฐบาลเจอวิกฤติศรัทธา จากประเด็นต่างๆเช่นของแพง ราคาพืชผลตกตํ่า ฮั้ว สว. โกงข้อสอบ และอื่นๆ

ผมเคยพูดว่ายุคนี้คือยุค ’การเมืองชนะการคลัง‘ ซึ่งเป็นเรื่องอันตรายในยุคที่เราขาดดุลงบประมาณ ขาดดุลการค้า และขาดดุลบัญชีเดินสะพัดพร้อมกันเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี
ขอให้รัฐบาลคิดให้ดี หนี้ของประเทศจะชนเพดานอยู่แล้ว ควรใช้เงินด้วยความระมัดระวัง”

กรณ์

หลังจากที่โพสต์ของ กรณ์ จาติกวณิช เผยแพร่ลงมาบนโลกออนไลน์ ทำเอาชาวเน็ตต่างก็เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก เช่น

“ฝ่ายค้านที่เข้มแข็ง น่าจะเป็นความหวังเดียวของประชาชน ณ ตอนนี้ครับ”

“รอดูว่ารัฐบาลจะมีโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานว่ามีข้อกำหนดอะไรก่อนมาวิจารณ์ไม่ดีกว่าหรือครับ ทุกคนรู้รัฐบาลไม่มีเงินพอจากงบประมาณปี70 งบลงทุนก้อนนี้จะมาช่วยโครงการเร่งด่วนอะไรได้บ้าง เช่น โรงงานผลิตแผงโซลาร์เซลล์ในเมืองไทยมีอยู่แล้ว รถ EV ที่ใช้สำหรับบริการสาธารณะที่ผลิตในประเทศมีหลายโรงงานเร่งเปลี่ยนผ่านให้เร็วขึ้นโดยกำหนดวัสดุในประเทศเป็นสัดส่วนเพิ่มขึ้นก็ทำได้ รออีกไม่เกินสามเดือนน่าจะเห็นความคืบหน้าแล้วค่อยวิจารณ์ก็ยังไม่สายนะครับ”

“รัฐบาลไม่สนใจคำทักท้วงใด ๆ หรอก ต้องการเอาคะแนนจากประชาชน ระดับล่าง ซึ่งบางกลุ่มไม่ได้เสียภาษีด้วยซ้ำรอการ ลดแลก แจก แถม จากรัฐบาล แถมอาจมีเบื้องหน้าเบื้องหลังในนโยบายหรือโครงการสำคัญๆ”

“ประชานิยม=สังเภท ก็เหมาะกับ เพื่อไทย เลือกที่รักมักที่ชัง ประชาธิปัตย์=แตกแยก+แตกต่าง คนก็ไม่ใช่ผีก็ไม่เชิง fa’mous รทสช เน้นแตกหัก ถ้าเกลียดมันมาก ก็เลือกเรา”

“ใครจะติดตั้ง solar roof เป็นล้านหรือแสนๆหลังในหนึ่งปีได้ .. การติด solar roof คือติดตั้งเพื่อความคุ้มทุนระยะยาว .. โครงการแบบนี้มันใช้เวลาหลายปีกว่าจะถึงเป้าหมาย มันเลยไม่ควรเป็น พรก เพราะเหตุผลนี้ตั้งแต่แรก! .. เงินคงไปลงในโครงการของหน่วยราชการ เช่นเครื่องสูบน้ำพลังงานสะอาด .. สีเขียว ลดโลกร้อน อัจฉริยะ .. มันก็จะห้อยท้ายประมาณนี้ .. สุดท้ายมันก็เอางบไปใช้อย่างไม่คุ้มค่า .. ยังไม่นับรวมถึงว่าปีต่อๆไปจะขายไฟคืนได้ราคาเท่าไหร่ .. ตัว transformer สามารถรองรับการซื้อไฟคืนได้แค่ไหน .. เดี๋ยวก็จะมีโครงการเพิ่มประสิทธิ์ภาพ เพิ่มขนาดของ transformer อีกแน่ซึ่งการไฟฟ้าเค้าน่าจะวางแผนไว้ประมาณการณ์ไว้แล้ว แต่มันใช้เวลาหลายปี!”

กรณ์
กรณ์

ขอขอบคุณข้อมูลแลพภาพจาก เฟซบุ๊ก กรณ์ จาติกวณิช – Korn Chatikavanij

กรณ์ จาติกวณิช, การเมือง, พ.ร.ก.กู้เงิน, พ.ร.ก.เงินกู้, เงิน

อนุทิน แจมวงดนตรี โชว์เป่าแซกโซโฟนเพลง Fly Me to the Moon ก่อนเดินเมืองเก่าสงขลา

31 สิงหาคม 2569 เวลา 20:34 น.

‘อนุทิน’แจมวงดนตรี โชว์เป่าแซกโซโฟนเพลง ‘Fly Me to the Moon’ ก่อนเดินเมืองเก่าสงขลา เล็งนำสายไฟลงดิน ก่อนตีกลอง ลั่นฆ้องขอพรเจ้าพ่อกวนอู เล่นมุข‘ไม่อยากตีเลยเดี๋ยวเข้าหน้าอีก’

วันที่ 31 สิงหาคม 2569 เวลา 18.37 น.ที่ชุมชนย่านเมืองเก่าสงขลา อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี(ครม.)เดินเยี่ยมชมและติดตามการขับเคลื่อนการเสนอเมืองเก่าสงขลาขึ้นทะเบียนมรดกโลก

โดยนายกฯเดินทางมายังสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ภาคใต้ (CEA ภาคใต้) และ TCDC สงขลา ซึ่งเป็นห้องสมุดชุมชน และงานศิลปะหมุนเวียน หรือ Creative Wellness&Tourism Hub เพื่อเยี่ยมชมสถานที่ ก่อนจะเจอกับกลุ่มนักดนตรีที่มาแสดงดนตรีต้อนรับ โดยนายกฯได้แวะร่วมเป่าแซกโซโฟน เพลง “Fly Me to the Moon” เป็นเพลงแจ๊สป๊อปอมตะที่แต่งโดยบาร์ท ฮาวเวิร์ด ในปี ค.ศ. 1954 ซึ่งฉบับที่โด่งดังและเป็นที่รู้จักมากที่สุดคืองานร้องโดย แฟรงก์ ซินาตร้า ซึ่งเมื่อนายกฯเป่าแซกโซโฟนจบเพลง บอกกับกลุ่มนักดนตรีว่า ”ผมอ่อนซ้อมไปหน่อย“ จากนั้นสักการะพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 ตรงบริเวณด้านข้างธนาคารออมสินสาขาเมืองสงขลา

โดยระหว่างเดินพบปะประชาชนชาวสงขลา และอปพร.สงขลาได้มารอต้อนรับและทักทายพร้อมผูกผ้าขาวม้าให้ ก่อนที่นายกฯจะเดินต่อมาเจอกับ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พร้อมกล่าวว่า “ผมมาล่วงหน้ามาสำรวจให้นายกฯ” ซึ่งนายกฯได้นำผ้าขาวม้าที่ประชาชนปลูกให้ที่เอว ไปผูกเอวให้กับนายยศชนัน พร้อมกับยืนกินชาไทย และขนมเจาะหู ซึ่งเป็นขนมพื้นบ้านของจังหวัดสงขลา

ก่อนที่จะเดินมายังโรงสี “หับ โห้ หิ้น” โดยนายกฯได้พูดคุยทักทายกับเจ้าของโรงสี ก่อนชมการแสดงหุ่นกระบอก พร้อมถ่ายรูปเป็นที่ระลึก ทั้งนี้ระหว่างเดินเยี่ยมชมย่านเมืองเก่า นายกฯยังกล่าวด้วยว่าเดี๋ยวถ้ามีการนำสายไฟฟ้าลงดินจะดียิ่งกว่าเดิม

ต่อมานายกฯ เดินมายังศาลเจ้าพ่อกวนอู และเทน้ำชาร้อนถวาย พร้อมสักการะขอพร โดยเจ้าหน้าที่นำไม้ตีกลองมาให้นายกฯ ซึ่งนายกฯได้รับไม้กลองพร้อมกล่าวว่า “ ไม่อยากตีเลยเดี๋ยวเข้าหน้าอีก” ซึ่งนายกฯตีกลองและตีฆ้อง เพื่อความเป็นสิริมงคล

จากนั้นนายกฯ เยี่ยมชมกิจกรรมเมืองสร้างสรรค์ด้านอาหาร Gastronomy ที่โรงแรมลา กูน่า แกรนด์ แอนด์ สปา สงขลา ตำบลพะวง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา พร้อมรับประทานอาหารเย็นร่วมกับคณะรัฐมนตรี (ครม.)ก่อนพักค้างคืนที่จังหวัดสงขลา และในวันที่ 1 ก.ย.นายกฯ เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร)ครั้งที่ 1/2569

ภาคใต้, อนุทิน ชาญวีรกูล

วันนอร์ ชี้ความสงบเป็นหัวใจ หากไม่มีความปลอดภัย ก็แก้ไฟใต้ลำบาก

31 สิงหาคม 2569 เวลา 20:24 น.

“วันนอร์” ชี้ความสงบเป็นหัวใจ – หากไม่มีความปลอดภัยก็แก้ไฟใต้ลำบาก เผยตั้ง คกก.บูรณาการทุกภาคส่วน รวมพลัง มท. ทหาร ตำรวจ แก้ปัญหาแล้ว

วันที่ 31 สิงหาคม 2569 เวลา 18.30 น. นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมการผู้แทนพิเศษของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้กล่าวภายหลังร่วมประชุมรับฟังความคิดเห็นต่อการแก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส) ณ ศาลากลางจังหวัดสงขลา ตำบลบ่อยาง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา ว่า หลังตนได้รับฟังความคิดเห็น ก็จะไปรวบรวมข้อเสนอ ที่จังหวัดต่างๆเสนอเข้ามา

ผู้สื่อข่าวถามว่าจะมีมาตรการอะไรที่ชัดเจนหรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า นายกฯ ต้องการให้เกิดความสงบ เพราะถ้าไม่มีความสงบและความปลอดภัยสิ่งต่างๆก็ทำลำบาก ความสงบเป็นหัวใจในสิ่งที่เราต้องการ ส่วนข้อเสนอในเรื่องการพัฒนาต่างๆ นายกฯ ก็คงมีการตั้งงบประมาณ ต่างๆขึ้นมา

ผู้สื่อข่าวถามถึงข้อเสนอที่เคยบอกว่า อยากให้มีคณะกรรมการที่บูรณาการทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน ตอนนี้มีการตั้งแล้วหรือยัง นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า มีแล้ว เรียกว่าคณะกรรมการรวมพลังกัน ทั้งฝ่ายปกครองกระทรวงมหาดไทย ทหาร ตำรวจ

เมื่อถามว่า ในการประชุมวันนี้มีการหารือเรื่องกรอบการพูดคุยสันติสุขหรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า นาย
ฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ หัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ระบุว่าจะมีการพูดคุยเจรจา ภายในต้นเดือนกันยายนนี้

3จังหวัดชายแดนใต้, ชายแดนใต้, วันมูหะมัดนอร์ มะทา

สถ.ปิดจบ ปมโกงสอบท้องถิ่น เชือดจบ 3,868 ราย ไร้ผู้ฟ้องร้องดำเนินคดีนายก อปท.

31 สิงหาคม 2569 เวลา 20:15 น.

“สถ.” ปิดจบ ปมโกงสอบท้องถิ่น เชือดจบ 3,868 ราย ไร้ผู้ฟ้องร้องดำเนินคดีนายก อปท.

วันที่ 31 สิงหาคม 2569 นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทน อธิบดี สถ. เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น หรือ สถ. ปิดจบ กรณีแก้ไขคะแนนสอบท้องถิ่น สรุปตัวเลขผู้มีการแก้ไขคะแนนสอบ 5,925 ราย ในจำนวนนี้ บรรจุแล้ว จึงต้องเพิกถอนการบรรจุ 3,868 ราย และยังไม่ได้รับการบรรจุ 2,057 ราย ซึ่งไม่ต้องเพิกถอน และจะไม่เรียกบรรจุเพิ่ม

นายนิรัตน์ ระบุอีกว่า มีผู้ลาออกเองแล้ว 146 ราย ลาออกเองแล้ว (นับรวมใน 3,868 ราย) และมีจำนวน 1,489 ราย ขอเข้าดูคะแนนสอบ ซึ่งไม่มีผู้ใดทักท้วงหรืออุทธรณ์ ขณะที่ ก.จังหวัดประชุมครบ 76 จังหวัดแล้ว ยังไม่มีผู้ถูกเพิกถอนรายใดฟ้องคดีนายก อปท.

นิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร, สถ., สอบท้องถิ่น, โกงสอบท้องถิ่น

ไชยชนก ลั่น TH-AI Passport ดีกว่าของฟรี ยันจัดงบแบบตามใช้จ่ายจริง คุ้มค่าภาษี

31 สิงหาคม 2569 เวลา 20:01 น.

“ไชยชนก” โต้ดราม่า AI ยันจัดงบแบบตามใช้จ่ายจริง คุ้มค่าภาษี ขอประชาชนทดลองใช้กันเยอะๆ เร่งดันแอปฯใน 1 สัปดาห์ พร้อมผลักดันเวอร์ชันภาษาไทยให้ดีขึ้น

เมื่อเวลา 18.25 น. วันที่ 31 สิงหาคม 2569 ที่ศาลากลางจังหวัดสงขลา นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสตอบรับการใช้งาน TH-AI Passport ที่เปิดใช้วันแรก ว่า จากการลงพื้นที่พบว่าประชาชนให้การตอบรับอย่างดี ดาวน์โหลดแล้ว และเริ่มมีการทดลองใช้งาน อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันระบบยังเป็นรูปแบบเว็บเบส (Web-based) ส่วนแอปพลิเคชันอยู่ระหว่างรอการอนุมัติจาก Google Play และ App Store ซึ่งคาดว่าไม่เกิน 1 สัปดาห์ จะสามารถใช้งานผ่านแอปพลิเคชันได้

เมื่อถามว่า กระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่ระบุว่า AI ของโครงการใช้งานได้ไม่ดีเท่ากับเวอร์ชันเสียค่าใช้จ่าย นายไชยชนก ได้ถามกลับว่า ยังไม่ได้ลองใช้ใช่หรือไม่ พร้อมกล่าวเชิญชวนให้ประชาชนดาวน์โหลด สแกนลงทะเบียน และทดลองใช้งานด้วยตนเองก่อนตัดสินใจ อย่าพูดถึงเสียงวิจารณ์ ที่บอกว่ามันไม่ดีเท่าของฟรี ไม่จริงแน่นอน อยากให้ทุกคนมาลองใช้ ซึ่งวันนี้เหลือ 3 ล้านกว่าสิทธิ และนายกฯก็ช่วยโปรโมตหลายรอบ พร้อมย้ำว่า โครงการนี้จัดทำขึ้นเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ

นายไชยชนก กล่าวถึงยอดการลงทะเบียนที่ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 1.3 ล้านสิทธิ จากเป้าหมาย 5 ล้านสิทธิ ว่า กระทรวง ดีอี กำลังเร่งประชาสัมพันธ์อย่างเต็มที่ ทั้งนี้การปรับรูปแบบงบประมาณเป็นแบบจ่ายตามการใช้งานจริง (Pay-per-use) รัฐบาลไม่เสียประโยชน์ พี่น้องประชาชนไม่ได้เสียประโยชน์ และเป็นการใช้เงินภาษีอย่างคุ้มค่า ไม่ว่าจะมีผู้ใช้งานมากหรือน้อยก็ตาม ย้ำว่า ไม่มีแรงกดดันตรงนี้แต่อยากให้ประชาชนใช้เยอะๆ เพราะมีประโยชน์จริงๆ สําหรับคนที่ใช้ฟรี

นายไชยชนก ยังกล่าวถึงคนที่ใช้โปรแกรมฟรีมาโดยตลอด ขอให้ประชาชนได้มาลองใช้ AI หลากหลายโมเดลชั้นนำ รวมถึงเข้าถึงคอร์สเรียนกว่า 56 คอร์สที่ร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลกอย่าง OpenAI, Google และ Microsoft ก่อนตัดสิน

เมื่อถามว่า มีแนวโน้มการสานต่อโครงการในเฟส 2 หลังครบสัญญา 1 ปี หากได้รับเสียงตอบรับที่ดีหรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า เรื่องเสียงตอบรับไม่เท่าตัวผลลัพธ์ ต้องพิจารณาจากกรณีที่ประสบความสำเร็จที่สามารถเปลี่ยนคุณภาพชีวิตของผู้ใช้งานได้จริง ซึ่งหากเป็นไปตามแนวนี้เมื่อครบ 1 ปีจะมีการพิจารณาแน่ๆ แต่ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าจะใช้รูปแบบเดิมหรือไม่ เนื่องจากเทคโนโลยี AI มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว 1 ปี ของ AI มีอะไรเปลี่ยนเยอะแน่นอน ซึ่งจะเป็นส่งเสริม แต่ต้องประเมินรูปแบบที่คุ้มค่าภาษีประชาชนที่สุด

เมื่อถามย้ำว่า กรณีปัญหาความไม่เสถียรของการประมวลผลภาษาไทยจะมีการปรับหรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า ต้องมีการพัฒนาไปเรื่อยๆ และเป้าหมายหลักของโครงการนี่คือการนำข้อมูลที่ไม่ใช่ข้อมูลส่วนบุคคลมาใช้ในการเรียนรู้ เพื่อเร่งพัฒนาโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) สำหรับภาษาไทยให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมย้ำว่า จะต้องเร่งทํา และทําให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ขอให้ทุกคนไปทดลองใช้กันเยอะๆ

TH-AI Passport, ไชยชนก ชิดชอบ

เสธ.ปูด้วง รับระมัดระวัง ประเมินการก่อเหตุ ช่วงวันชาติมาเลเซีย หวั่นก่อเหตุเชิงสัญลักษณ์

31 สิงหาคม 2569 เวลา 19:46 น.

เสธ.ทบ. เผย วงแก้ไขปัญหาพื้นที่ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ราบรื่น หน่วยงานรัฐเตรียมสานต่อ ขณะฝ่ายมั่นคงดูความปลอดภัย รับ ระมัดระวัง – ประเมินการก่อเหตุ ช่วงวันชาติมาเลเซีย หวั่นก่อเหตุเชิงสัญลักษณ์

วันที่ 31 สิงหาคม 2569 เวลา 18.30 น. ที่ศาลากลางจังหวัดสงขลา พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก ในฐานะเลขาธิการกองอำนวยการรักษาความมั่นคง ภายในราชอาณาจักร หรือ กอ.รมน​. กล่าวถึงการประชุมรับฟังความคิดเห็นต่อการแก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส) ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน ว่า ถือเป็นโอกาสที่ดีในการรับฟังเสียงจากผู้นำชุมชน และประชาชนในพื้น ว่า ต้องการอะไร โดยนายกรัฐมนตรีก็พูดคุย และรับฟังเรื่องดังกล่าว ซึ่งหลังจากนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็จะไปดำเนินการต่อ

ผู้สื่อข่าวถามว่า ส่วนแนวโน้มการหารือเป็นอย่างไร พล.อ.ชัยพฤกษ์ กล่าวว่า ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับภาคเศรษฐกิจ ที่คนในพื้นที่ต้องการสิ่งที่ขาดหายไปในบางเรื่อง หรือ บางจุดที่มีความต้องการรับการสนับสนุนจากส่วนกลาง ซึ่งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และส่วนที่เกี่ยวข้อง ก็รับเรื่องที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการ ในส่วนของกองทัพก็จะดูแลเรื่องความปลอดภัย พร้อมย้ำว่า ไม่ได้หารือถึงการพูดคุยสันติสุข ส่วนการกำหนดการเป็นไปตามเดิมหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับหัวหน้าการพูดคุย ซึ่งต้องว่าไปตามกำหนดการ

เมื่อถามว่ามีการพูดถึงกรอบของฝ่ายความมั่นคง สามารถขีดเส้นไว้ที่จุดใดได้บ้าง พล.อ.ชัยพฤกษ์ กล่าวว่า ยัง ขอหารือกันก่อน แต่เบื้องต้นการประชุมวันนี้ถือว่าราบรื่นดี สามารถทราบข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะ เมื่อถามว่ามีการการันตีหรือไม่ว่าจะไม่เกิดเหตุขึ้นอีก พล.อ.ชัยพฤกษ์ กล่าวว่า ไม่มี เป็นการพูดคุยถึงภาคเศรษฐกิจ และสังคม

ผู้สื่อข่าวถามว่าวันนี้ตรงกับวันชาติมาเลเซีย ฝ่ายความมั่นคง ประเมินสถานการณ์หรือไม่ ว่าอาจจะมีการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ พล.อ.ชัยพฤกษ์ กล่าวว่า เราระมัดระวังอย่างเต็มที่ และจากการที่พล.ท. อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม ลงพื้นที่ ก็ได้กำชับให้เปลี่ยนแปลงแนวทาง เปลี่ยนยุทธวิธี พร้อมยอมรับว่า ยังมีบางพื้นที่ที่มีความกังวล แต่ไม่สามารถเปิดเผยได้ เนื่องจากเป็นเรื่องของความมั่นคง ซึ่งต้องจับตาแต่ละพื้นที่

เมื่อถามว่าก่อนหน้านี้คณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ ออกมาให้สัมภาษณ์ในเชิงตำหนิถึงความบกพร่องในเรื่องการข่าว พล.อ.ชัยพฤกษ์ กล่าวว่า ฝ่ายการข่าวก็มีการแจ้งเตือนมา แต่อาจจะเหมือนที่นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ เคยระบุว่า อาจจะไม่ได้ระบุเฉพาะเจาะจง จึงทำให้การนำข้อมูลการข่าวไปใช้ของหน่วยอาจจะลำบาก ซึ่งหลังจากนี้การวิเคราะห์ของหน่วยจะต้องมีมากขึ้น และต้องร่วมมือกันกับทุกภาคส่วนให้มากขึ้น

3จังหวัดชายแดนใต้, เสธ.ทบ.