นักวิชาการ มธ.ตั้งคำถาม ผลสัมฤทธิ์-ประสิทธิภาพ-ความคุ้มค่า หลังรัฐเดินหน้า แยกท่องเที่ยว จากกีฬา

นักวิชาการ มธ.ตั้งคำถาม ผลสัมฤทธิ์-ประสิทธิภาพ-ความคุ้มค่า หลังรัฐเดินหน้า แยกท่องเที่ยว จากกีฬา

นักวิชาการ มธ.ตั้งคำถาม ผลสัมฤทธิ์-ประสิทธิภาพ-ความคุ้มค่า หลังรัฐเดินหน้า แยกท่องเที่ยว จากกีฬา

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.09 น.

“นักวิชาการธรรมศาสตร์”ชี้ ยุบรวม”กระทรวงวัฒนธรรม-ท่องเที่ยว” แยก”กระทรวงกีฬา” เป็นการปรับโครงสร้างส่วนราชการขนานใหญ่ แต่อาจไม่ช่วยให้ภาครัฐมีขนาดเล็กลง ระบุรัฐบาลต้องตอบให้ชัด ช่วยยกระดับผลสัมฤทธิ์ภารกิจรัฐ-เพิ่มประสิทธิภาพ-ความคุ้มค่าในการใช้งบประมาณแผ่นดินอย่างไร พร้อมตั้งคำถาม เหตุใดไม่รวม 3 ส่วนเป็นกระทรวงเดียวกัน ช่วยลดจำนวนกระทรวง ส่งผลดีประเทศระยะยาว

17 กรกฎาคม 2569 ผศ.ดร.ชาย ไชยชิต สาขาวิชาบริหารรัฐกิจ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า การที่รัฐบาลกำลังเดินหน้าควบรวมกระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว และแยกกระทรวงกีฬาออกมาโดยเฉพาะ ซึ่งเมื่อวันที่ 14 ก.ค.2569 คณะรัฐมนตรี (ครม.) เพิ่งมีมติเห็นชอบไปนั้น ถือเป็นการปรับปรุงโครงสร้างส่วนราชการระดับกระทรวงขนานใหญ่ การตัดสินใจจึงควรวางอยู่บนหลักฐานเชิงประจักษ์ โดยเฉพาะการชี้ให้เห็นปัญหาทางการบริหารของโครงสร้างส่วนราชการเดิม และประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น ไม่ใช่เพียงการให้เหตุผลในเชิงหลักการเท่านั้น เพราะจะทำให้กระทรวงหนึ่งมีขอบเขตของอำนาจที่จะดูแลงาน การบริหารงบประมาณ และกำลังคนกว้างขึ้น และอีกกระทรวงหนึ่งเล็กลงแต่ก็จะทำหน้าที่รับผิดชอบภารกิจด้านเดียวโดยเฉพาะ

ทั้งนี้ จากที่โฆษกรัฐบาลชี้แจ้งว่า การปรับปรุงดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อลดความซ้ำซ้อนและเกิดความคุ้มค่าในการดำเนินภารกิจของรัฐ ซึ่งแม้ทางรัฐบาลจะบอกว่าการปรับปรุงครั้งนี้ไม่มีการเพิ่มจำนวนตำแหน่ง อัตรากำลัง และงบประมาณในภาพรวมก็ตาม แต่ในอนาคตไม่มีอะไรรับประกันว่าจะไม่มีการเพิ่มหน่วยงาน โดยเฉพาะเมื่อกระทรวงกีฬากลายเป็นกระทรวงที่มีส่วนราชการระดับกรมเหลือเพียง 3 หน่วยงาน แต่รัฐบาลต้องการให้เป็นส่วนราชการระดับกระทรวงที่รับผิดชอบภารกิจเชิงยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สุขภาพ คุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ และอุตสาหกรรมกีฬาโดยตรง

ฉะนั้น วันข้างหน้าก็ต้องมีการเสนอตั้งหน่วยงานใหม่ หรือเพิ่มงานใหม่เข้ามา เมื่อนั้นก็ต้องเพิ่มบุคลากรตามมา ซึ่งสุดท้ายจะกลายเป็นสวนทางกับนโยบายการปฏิรูประบบราชการเพื่อให้ภาครัฐมีขนาดเล็กลง ยุบเลิกภารกิจที่ไม่จำเป็น และถ่ายโอนภารกิจให้ภาคส่วนอื่นรับไปดำเนินการ และควบคุมภาระทางงบประมาณจากระบบราชการที่มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

“ถึงไม่เพิ่มวันนี้ แต่วันหน้าอาจมีการเสนอ พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรมฯ เพื่อยกระดับงานบางอย่าง นำมารวมกับอีกงานหนึ่ง แล้วตั้งเป็นกรมขึ้นมา เมื่อเป็นส่วนราชการระดับกรม มันก็คืออาณาจักรอีกแห่งหนึ่ง ที่พูดแบบนี้ เพราะถ้าย้อนกลับไปดู พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม กว่า 10 ฉบับ ตั้งแต่ประมาณปี 2550 เป็นต้นมา จะเห็นว่าเต็มไปด้วยการทำแบบนี้ หรือต่อให้ไม่เพิ่มอัตรากำลังข้าราชการ ก็สามารถเพิ่มบุคลากรประเภทอื่นที่เป็นลูกจ้างของภาครัฐ หรือเอาเงินไปจัดซื้อจัดจ้างให้เอกชนทำงานแทนจำนวนมากได้” ผศ.ดร.ชาย กล่าว

ผศ.ดร.ชาย กล่าวว่า ที่สำคัญสิ่งที่รัฐบาลเปิดเผยเกี่ยวกับเหตุผลของการควบรวบกระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว พร้อมกับแยกกระทรวงกีฬา ดูจะเป็นเหตุผลความจำเป็นทางการเมืองมากกว่าความจำเป็นในการบริหาร กล่าวคือ ไม่มีการชี้ให้เห็นว่าการบริหารงานภายใต้โครงสร้างของกระทรวงเดิมติดปัญหาเชิงโครงสร้างส่วนไหน และถ้าที่ผ่านมาผลงานของรัฐบาลในนโยบายด้านการท่องเที่ยวและกีฬาของประเทศยังไม่น่าพอใจ ก็ควรอธิบายให้ได้ว่าการจัดโครงสร้างส่วนราชการที่เป็นอยู่เดิมเป็นอุปสรรคทำให้การนำนโยบายไปปฏิบัติยังไม่บรรลุเป้าหมายอย่างไร

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวต่อไปว่า เพราะเรื่องการรวมกระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว เหตุผลหลักที่รัฐบาลสื่อสาร คือการทำให้การบริหารจัดการมีความเป็นเอกภาพ ลดความซ้ำซ้อน และเพิ่มประสิทธิภาพในการบูรณาการ ซึ่งดูจะขัดแย้งในตัวเอง เพราะถ้าจะให้เป็นเอกภาพก็ต้องรวมภารกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเข้ามาบูรณาการด้วย เช่น ด้านการกีฬา เพราะก็มีการท่องเที่ยวเชิงกีฬาเหมือนกัน อย่างการท่องเที่ยวเพื่อเข้าร่วมงานแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติ การท่องเที่ยวเพื่อการเล่นกีฬาในสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติหรือเมืองท่องเที่ยว ทั้งวิ่งมาราธอน ปั่นจักรยาน หรือกีฬาสายแอดเวนเจอร์

ส่วนหากจะลดความซ้ำซ้อนก็ต้องแยกทุกเรื่องออกจากกันทั้งหมด อย่างการแยกด้านกีฬาออกมาเป็นเอกเทศ อีกทั้งในแง่การบูรณาการงานเพื่อลดความซ้ำซ้อน ทางรัฐบาลก็มีเครื่องมืออย่างแผนงานบูรณาการอยู่ ซึ่งมีงบประมาณแบบบูรณาการที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ.2561 แล้วด้วย โดยมีทั้งระบบตัวชี้วัด และกำหนดความรับผิดชอบร่วมกันระหว่างหลายกระทรวง

ขณะที่กรณีการแยกตั้งกระทรวงกีฬา รัฐบาลให้เหตุผลว่า การกีฬาเป็นภารกิจเชิงยุทธศาสตร์ที่ควรมีหน่วยงานระดับกระทรวงรับผิดชอบโดยตรง ทว่า คำถามคือ ที่ผ่านมาไม่ใช่ว่าประเทศนี้ไม่มีหน่วยงานเจ้าภาพขับเคลื่อนนโยบายด้านกีฬา มีหน่วยงานระดับกรมและหน่วยงานของรัฐรูปแบบอื่นๆ ทำงานอยู่แล้ว ซึ่งถ้าปัญหาไม่ได้อยู่ที่เรื่องไม่มีเจ้าภาพ การแยกภารกิจด้านกีฬาออกมาตั้งเป็นกระทรวงเดี่ยวๆ ก็น่าจะตอบโจทย์นักการเมืองที่จะมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงนี้มากกว่าปัญหาการนำนโยบายไปปฏิบัติของส่วนราชการใช่หรือไม่

ดังนั้น ถ้ารัฐบาลจะปรับปรุงโครงสร้างเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานจริง เหตุใดไม่รวม 3 ส่วนเป็นกระทรวงเดียวกันเป็น กระทรวงวัฒนธรรม การท่องเที่ยว และกีฬา เพราะจะทำให้ส่วนราชการระดับกระทรวงลดจำนวนลง ซึ่งเป็นผลดีกับประเทศในระยะยาว เพิ่มความคุ้มค่าของงบประมาณแผ่นดิน และเป็นไปตามหลักการจำกัดบทบาทภาครัฐลงด้วย โดยให้รัฐเปลี่ยนหน้าที่เป็นผู้กำกับ ดูแล วางระบบ ระเบียบ และกฎเกณฑ์แทน และอาจตั้งหน่วยงานลักษณะองค์การมหาชน ซึ่งมีความยืดหยุ่น และเฉพาะเจาะจง ตลอดความเชี่ยวชาญมากกว่า มาทำหน้าที่แทน หรืออีกวิธีหนึ่งคือ ถ่ายโอนงานลงไปยังท้องถิ่นมากขึ้น ทั้งด้านการท่องเที่ยว วัฒนธรรม และกีฬา และนำเงินลงไปอุดหนุน เพราะกิจกรรมเหล่านี้ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในท้องถิ่น

“ต้องมีงานวิจัยที่บอกให้ได้ว่า โครงสร้างเดิมทำให้นโยบายการท่องเที่ยว กีฬา และวัฒนธรรมไปต่อไม่ได้อย่างไร และปัญหาอยู่ตรงไหน หรือถ้าที่ผ่านมา มันสะท้อนว่าแผนงานบูรณาการไม่ได้บูรณาการจริง มีแต่ชื่อว่าบูรณาการ แต่ในทางปฏิบัติต่างคนต่างทำ หากมีข้อพิสูจน์แบบนี้ ก็ดีเลย จะได้รู้ว่า งบประมาณแบบบูรณาการที่แยกจากงบตามภารกิจ สุดท้ายแล้วใช้ไม่ได้ผล กระทรวงการคลังก็จะได้กลับไปปรับปรุง แต่ถ้าเป็นเรื่องความต้องการทางการเมือง ก็ต้องให้อภิปรายและตรวจสอบกัน หรือเอาเข้าจริงแล้วโครงสร้างและระบบบริหารของกระทรวงเดิมทำงานได้อยู่แล้ว แต่เป็นเรื่องฝีมือของผู้บริหารฝ่ายเมืองที่มาคุมกระทรวงมากกว่า” ผศ.ดร.ชาย กล่าว

ก.เกษตรฯ แถลงผลงาน 99 วัน เกษตรนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนของเกษตรกรไทย เผยความสำเร็จการขับเคลื่อน 5 ผลงานสำคัญ

ก.เกษตรฯ แถลงผลงาน 99 วัน เกษตรนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนของเกษตรกรไทย เผยความสำเร็จการขับเคลื่อน 5 ผลงานสำคัญ

ก.เกษตรฯ แถลงผลงาน 99 วัน เกษตรนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนของเกษตรกรไทย เผยความสำเร็จการขับเคลื่อน 5 ผลงานสำคัญ

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 21.37 น.

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์แถลงผลงาน 99 วัน เกษตรนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนของเกษตรกรไทย เผยความสำเร็จการขับเคลื่อน 5 ผลงานสำคัญ โชว์ผลงานยกระดับข้าวไทย ด้วยนวัตกรรมและความยั่งยืน ด้านอธิบดีกรมการข้าวพร้อมเดินหน้าลุยโครงการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำให้ได้ตามเป้า 1 ล้านไร่

17 กรกฎาคม 2569 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นางสาวปิยรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้บริหารระดับสูง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แถลงผลการดำเนินงาน 99 วัน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายใต้แนวคิด “เกษตรนวัตกรรม เพื่อความยั่งยืนเกษตรกรไทย” ณ ห้อง 115 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อถ่ายทอดผลการขับเคลื่อนนโยบายและวางรากฐานการพัฒนาภาคการเกษตรของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ในโอกาสนี้นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว ร่วมการแถลงผลงานด้วย

การแถลงผลการดำเนินงานครั้งนี้ได้สะท้อนผลสำเร็จของการดำเนินงานผ่าน 5 ผลงานสำคัญ ได้แก่ การยกระดับข้าวไทยด้วยนวัตกรรมและความยั่งยืน ลดต้นทุน ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพิ่มผลผลิต เพิ่มรายได้ ยกระดับการแข่งขันและความยั่งยืน ต่อยอดสู่ข้าวคาร์บอนต่ำตอบโจทย์มาตรฐานโลก การบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ เพื่อเกษตรกร ชุมชน และเศรษฐกิจไทย การตลาดนำการผลิตปกป้องตลาดในประเทศ เปิดประตูสู่ตลาดโลก การลดความซ้ำซ้อนสู่เกษตรแม่นยำ ยกระดับบริการและคุณภาพ ลดขั้นตอน การเข้าถึงเทคโนโลยี เพิ่มประสิทธิภาพ และการคืนสิทธิ์ คืนโอกาส คืนความมั่นคงให้แก่เกษตรกรไทย ด้วยการปลดล็อกที่ดิน พักหนี้สิน เสริมสภาพคล่อง

ทั้งนี้ การขับเคลื่อนงานภาคการเกษตรไทยมีบริบทความท้าทาย ประกอบด้วย ด้านสภาพภูมิอากาศ ได้แก่ ซูเปอร์เอลนีโญ ฤดูกาลผิดเพื้ยน ความเสี่ยงโรคอุบัติใหม่ ด้านราคาพืชผล ได้แก่ ราคาพืชผลตกต่ำ ต้นทุนการผลิตสูง ผลผลิตต่อไร่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ด้านลักลอบนำเข้า ได้แก่ การลักลอบนำเข้าสิ่งผิดกฎหมาย ความเสี่ยงด้านมาตรฐานของสินค้า และบั่นทอนความเชื่อมั่นและราคา ด้านการกีดกันทางการค้า ได้แก่ กติกาการค้าโลกที่เข้มงวด และมาตรการด้านคาร์บอน กฎระเบียบของสหภาพยุโรปที่ห้ามนำเข้าและจำหน่ายสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) และระบบตรวจสอบย้อนกลับ

ด้าน นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวภายหลังการแถลงผลงานว่า กรมการข้าวรู้สึกภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่เป็นหน่วยงานหนึ่งในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ผลงานอยู่ในลำดับต้นๆ และถูกหยิบยกเป็นส่วนหนึ่งใน 5 ผลงานสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และพร้อมสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อย่างต่อเนื่อง โดยเร่งเดินหน้าผลักดันการขับเคลื่อนภารกิจของกรมการข้าวที่สอดคล้องกับนโยบาย โดยเฉพาะการยกระดับคุณภาพข้าวไทย เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และการสร้างความมั่นคงให้แก่เกษตรกรชาวนาไทยอย่างยั่งยืน ซึ่งกรมการข้าวมุ่งเน้นการขับเคลื่อนการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Rice) เพื่อยกระดับการผลิตข้าวไทยสู่ระบบเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรผ่านตลาดข้าวคุณภาพและตลาดคาร์บอนเครดิต  โดยมีการขับเคลื่อนแบบบูรณาการความร่วมมือกับต่างประเทศ ภาคเอกชนในประเทศ และการดำเนินการขับเคลื่อนที่ขยายผลการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำของประเทศไทย ปี 2569 พื้นที่นาชลประทานภาคกลาง 25 จังหวัด พื้นที่ 1 แสนไร่ และตั้งเป้าหมายขยายพื้นที่เพิ่มขึ้นให้ได้ 1 ล้านไร่ในปี 2570 ต่อไป

รองนายกฯ ติดตามการบริหารจัดการน้ำฝายแม่ลาว จ.เชียงราย ปลื้มแผนบริหารน้ำกรมชลฯ มั่นใจน้ำเพียงพอตลอดปี

รองนายกฯ ติดตามการบริหารจัดการน้ำฝายแม่ลาว จ.เชียงราย ปลื้มแผนบริหารน้ำกรมชลฯ มั่นใจน้ำเพียงพอตลอดปี

รองนายกฯ ติดตามการบริหารจัดการน้ำฝายแม่ลาว จ.เชียงราย ปลื้มแผนบริหารน้ำกรมชลฯ มั่นใจน้ำเพียงพอตลอดปี

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.14 น.

17 กรกฎาคม 2569 นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี พร้อมคณะลงพื้นที่ติดตามการบริหารจัดการน้ำของฝายแม่ลาว จังหวัดเชียงราย พร้อมรับฟังผลการดำเนินงานด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของกรมชลประทาน เพื่อสร้างความมั่นใจว่าประชาชนและภาคการเกษตรจะมีน้ำใช้อย่างเพียงพอ รองรับทุกกิจกรรมทางเศรษฐกิจ สังคม และการรักษาระบบนิเวศได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมี นายนพดล น้อยไพโรจน์ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 2 นายทรงพล พงษ์มุดา ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่ลาว นายทวีชัย โค้วตระกูล ผู้อำนวยการโครงการชลประทานเชียงราย นายคชาทัช กาสินธุ์พิลา ผู้อำนวยการโครงการก่อสร้าง พร้อมผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมให้การต้อนรับและรายงานผลการดำเนินงาน ณ ฝายแม่ลาว อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย

ในการนี้ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษ่แม่ลาว ได้รายงานข้อมูลภาพรวมการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งมีพื้นที่รับผิดชอบรวม 228,371 ไร่ เป็นพื้นที่ชลประทาน 148,687 ไร่ โดยฝายแม่ลาวก่อสร้างแล้วเสร็จตั้งแต่ปี พ.ศ. 2506 และมีการบริหารจัดการน้ำร่วมกับแหล่งน้ำสำคัญในพื้นที่ ได้แก่ อ่างเก็บน้ำแม่สรวย ความจุ 73 ล้านลูกบาศก์เมตร อ่างเก็บน้ำแม่ต๋ำช้าง ความจุ 32 ล้านลูกบาศก์เมตร รวมถึงโครงการอ่างเก็บน้ำแม่ปูนหลวง และอ่างเก็บน้ำแม่ยางมิน ซึ่งอยู่ในแผนพัฒนา เพื่อเพิ่มศักยภาพการกักเก็บน้ำในอนาคต ซึ่งโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่ลาว ได้วางแผนจัดสรรน้ำให้สอดคล้องกับปริมาณต้นทุนและความต้องการใช้น้ำในแต่ละช่วงเวลา เพื่อให้มีน้ำเพียงพอตลอดปี

ทั้งนี้ นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ได้เน้นย้ำให้กรมชลประทานเดินหน้าบริหารจัดการน้ำควบคู่กับการพัฒนาแหล่งน้ำและระบบชลประทานอย่างต่อเนื่อง พร้อมชื่นชมการดำเนินงานที่มีการวางแผนอย่างเป็นระบบ ซึ่งช่วยเสริมสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้แก่พื้นที่ และสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนว่า ประเทศไทยมีการเตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์น้ำทั้งในช่วงฤดูฝนและฤดูแล้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ

คุณแหน : 18 กรกฎาคม 2569

คุณแหน : 18 กรกฎาคม 2569

คุณแหน : 18 กรกฎาคม 2569

วันเสาร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • เจ้าหญิงแอนน์ พระราชกุมารีแห่งสหราชอาณาจักร มีพระราชกิจในขณะเสด็จเยือนไทย อาทิ เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569  เสด็จพร้อมด้วย พลเรือโท เซอร์ ทิโมที ลอเรนซ์ พระสวามี ไปยังจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อเวลา 10.50 น. ในการนี้ทรงมีพระราชกิจร่วมกับ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในการพระราชทานทุนและรางวัลแก่สตรีผู้มีผลงานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จากนั้นทอดพระเนตรบรรยากาศภายในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทรงวางพวงมาลาถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์สองรัชกาล และเวลา 18.55 น. เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรการแสดงทางวัฒนธรรมไทย–สหราชอาณาจักร และการแสดงจากบทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ โรงละครแห่งชาติ
  • ศ. ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทรงห่วงใยทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน และประชาชนไทยที่อาศัยอยู่ในเขตชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมีพระดำรัสตอนหนึ่งว่า “อยากเห็นความมั่นคงของทหาร และการที่ทหารสามารถปกป้องแผ่นดินไทย แล้วก็สามารถดูแลประชาชนชาวไทย…มีอะไรต่อก็จะช่วยทำต่อไป กองทุนหทัยทิพย์ ใครจะมาช่วยก็เชิญช่วยได้ ช่วยกองทุนทหัยทิพย์ ก็เหมือนช่วยประชาชนคนไทย ช่วยทหารที่กำลังปฏิบัติงานป้องกันประเทศไทย”
  • ขอเชิญร่วมสมทบทุนกองทุนหทัยทิพย์ได้ที่ ธนาคารกรุงเทพ สาขาหลักสี่พลาซา ชื่อบัญชี เงินกองทุนหทัยทิพย์ ประเภทบัญชีกระแสรายวัน เลขที่บัญชี 229-3-03266-6 และประเภทบัญชีสะสมทรัพย์ เลขที่บัญชี 229-4-29977-7 หรือสแกน QR Code ผ่านระบบ e-Donation เงินบริจาคสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า 
  • มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขอเชิญประชาชนทุกหมู่เหล่าร่วมพิธีเปิดนิทรรศการเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา “พัชรกิติยาภา เจ้าฟ้าขวัญโดม The Eternal Inspiration” วันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม 2569 เวลา 08.30 น. ณ หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ 

Victor Lee

Chula – MBK Academy ปั้นนิสิตรุ่นใหม่ ลุยฝึกงานจริง พัฒนานวัตกรรมขับเคลื่อนธุรกิจ

Chula - MBK Academy ปั้นนิสิตรุ่นใหม่ ลุยฝึกงานจริง พัฒนานวัตกรรมขับเคลื่อนธุรกิจ

Chula – MBK Academy ปั้นนิสิตรุ่นใหม่ ลุยฝึกงานจริง พัฒนานวัตกรรมขับเคลื่อนธุรกิจ

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.13 น.

บริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) เดินหน้าขับเคลื่อนการพัฒนาบุคลากรตั้งแต่ระดับอุดมศึกษา เพื่อเข้าสู่โลกการทำงานในอนาคต ขานรับความร่วมมือทางวิชาการร่วมกับ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดตัวโครงการ Chula – MBK Academy Internship & Development Program โครงการความร่วมมือส่งเสริมพัฒนาทักษะการทำงานของนิสิตจุฬา โดย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ บริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) มุ่งส่งเสริมและพัฒนาทักษะการทำงานของนิสิต ผ่านระบบการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ในห้องเรียนกับประสบการณ์จริงจากภาคธุรกิจ เพื่อเตรียมความพร้อมให้นิสิตก้าวสู่การทำงานอย่างมั่นใจและมีศักยภาพในระดับสากล

สุเวทย์ ธีรวชิรกุล รอง ปธ.กก.บริหาร (ที่ 3 จากซ้าย) พร้อมด้วย วิจักษณ์ ประดิษฐวณิช (ที่ 5 จากซ้าย)  ปธ.จนท.บริหาร และ กก.ผอ. บมจ.เอ็ม บี เค, ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร (ที่ 4 จากซ้าย) รศ. ดร.สิทธิเดช พงศ์กิจวรสิน (ที่ 2 จากซ้าย) ถ่ายภาพร่วมกับคณะผู้บริหารระดับสูงของเอ็ม บี เค ผู้บริหาร สนง.จัดการทรัพย์สินจุฬาฯ ตลอดจนคณาจารย์และนิสิต ในพิธี

ภายในงานได้รับเกียรติจาก สุเวทย์ ธีรวชิรกุล  รองประธานกรรมการบริหาร  วิจักษณ์ ประดิษฐวณิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน)   ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รศ.ดร.สิทธิเดช พงศ์กิจวรสิน รองอธิการบดี ด้านการจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมด้วย ผู้บริหารระดับสูงของบริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารสำนักงานจัดการทรัพย์สินจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อาจารย์ นิสิต จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาร่วมงาน ณ  อาคารมหาจุฬาลงกรณ์

รศ. ดร.สิทธิเดช พงศ์กิจวรสิน, ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร และ วิจักษณ์ ประดิษฐวณิช

วิจักษณ์ ประดิษฐวณิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน)   กล่าวว่า “ความร่วมมือในโครงการนี้ เป็นการเปิดโอกาสให้นิสิตได้ลงมือทำงานจริงในโปรเจกต์พิเศษ โดยมีผู้บริหารระดับสูงของ เอ็ม บี เค คอยเป็นพี่เลี้ยงและประเมินผลอย่างใกล้ชิด ถือเป็นโมเดลแบบ Win-Win ที่ตอบโจทย์เจตนารมณ์ของจุฬาฯ ในการสร้างประสบการณ์ทำงานจริงให้นิสิตได้รู้ว่าต้องมีทักษะด้านใดบ้าง ขณะเดียวกัน เอ็ม บี เค ก็ได้เรียนรู้มุมมอง เทคนิค และวิธีคิดใหม่ๆ จากคนรุ่นใหม่ที่มีความตั้งใจสูง ซึ่งหวังว่าโครงการนี้จะช่วยบ่มเพาะทักษะที่พร้อมใช้ในอนาคต และดึงดูดใจให้นิสิตมาร่วมงานกับ เอ็ม บี เค ต่อไปในอนาคต”

ด้าน ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการนี้ถือเป็นมิติใหม่ของแวดวงการศึกษาภายใต้แนวคิด Career in University ที่ เอ็ม บี เค นำโจทย์และการทำงานจริงจากภาคธุรกิจเข้ามาให้นิสิตได้ลงมือปฏิบัติจริงตั้งแต่ยังเรียนอยู่ ช่วยสร้างประสบการณ์รอบด้าน ทักษะพร้อมใช้งาน และพัฒนาตนเองจนพร้อมเริ่มงานได้ทันทีเมื่อจบการศึกษา ซึ่งในอนาคต เอ็ม บี เค จะไม่ใช่เพียงแค่ศูนย์การค้าแต่คือพื้นที่แห่งการสร้างประสบการณ์และสร้างคุณค่าให้แก่เยาวชน โดยโครงการนี้จะช่วยทลายรอยต่อระหว่างโลกการศึกษาและโลกแห่งการทำงานจริงให้หลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกันได้อย่างสมบูรณ์”

ตลอดระยะเวลาโครงการ นิสิตทุกคนจะได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากทีมผู้บริหารระดับสูงของเอ็ม บี เค คอยให้คำปรึกษา แนะนำ และแชร์ประสบการณ์การทำงานในระดับองค์กร เพื่อให้นิสิตสามารถเก็บเกี่ยวความรู้ได้อย่างสูงสุด นำไปสู่การวางแผนอาชีพในอนาคตได้อย่างมีทิศทาง ทั้งนี้ หลังจากจบโครงการสำเร็จลุล่วงตามวัตถุประสงค์ บริษัทฯ จะมอบประกาศนียบัตรรับรองผลงาน เพื่อเป็นเกียรติประวัติและรับรองศักยภาพในการก้าวสู่โลกการทำงานจริงต่อไป

เจ้าหญิงแอนน์ พร้อมพระสวามี เข้าเฝ้าฯ ‘ในหลวง-พระราชินี’ พร้อมติดตามงานด้านการพัฒนาเด็กและเยาวชน ระหว่างเสด็จเยือนไทย

เจ้าหญิงแอนน์ พร้อมพระสวามี เข้าเฝ้าฯ ‘ในหลวง-พระราชินี’ พร้อมติดตามงานด้านการพัฒนาเด็กและเยาวชน ระหว่างเสด็จเยือนไทย

เจ้าหญิงแอนน์ พร้อมพระสวามี เข้าเฝ้าฯ ‘ในหลวง-พระราชินี’ พร้อมติดตามงานด้านการพัฒนาเด็กและเยาวชน ระหว่างเสด็จเยือนไทย

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.05 น.

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จออก ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ทรงรับเจ้าหญิงแอนน์ พระราชกุมารีแห่งสหราชอาณาจักร (Her Royal Highness Princess Anne, The Princess Royal) พระกนิษฐาในสมเด็จพระเจ้าชาลส์ที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักร และพลเรือโท เซอร์ ทิโมที ลอเรนซ์ (Vice Admiral Sir Timothy Laurence) พระสวามี ในโอกาสเสด็จเยือนประเทศไทย

ในโอกาสนี้  เจ้าหญิงแอนน์ พร้อมพระสวามี เสด็จมาทรงวางพวงมาลาถวายราชสักการะพระโกศพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง และทรงวางพวงมาลาสักการะพระโกศพระศพสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดาณ พระที่นั่งพิมานรัตยา ในพระบรมมหาราชวัง  และทรงลงพระนามในสมุดหลวงถวายความอาลัย ณ ห้องรัชกาลที่ 10 อาคารหน่วยราชการในพระองค์ 904 ทิศตะวันตก

ทั้งนี้ ระหว่างเสด็จเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ  วันที่ 16-17 กรกฎาคม  2569  เจ้าหญิงแอนน์ พระราชกุมารีแห่งสหราชอาณาจักร และพระสวามี  ได้ทรงร่วมภารกิจเพื่อสังคม ตอกย้ำความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ

เจ้าหญิงแอนน์ พระราชกุมารีแห่งสหราชอาณาจักร ทรงเป็นผู้อุปถัมภ์ของ Save the Children การ เสด็จเยือนประเทศไทยครั้งนี้  เพื่อทรงติดตามการดำเนินงานด้านการพัฒนาเด็กและเยาวชนของ Save the Children พร้อมทอดพระเนตรกิจกรรม Play for Change โครงการที่ใช้กีฬาเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมการเรียนรู้ ทักษะชีวิต และการอยู่ร่วมกันในสังคมของเด็กและเยาวชนไทย ที่โรงเรียนชุมชน หมู่บ้านพัฒนา เขตคลองเตย  กรุงเทพมหานคร

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ร่วมรับเสด็จเจ้าหญิงแอนน์ พระราชกุมารีแห่งสหราชอาณาจักร และร่วมติดตามการเสด็จตลอดการเยี่ยมชมกิจกรรมของเด็กและเยาวชน โดยร่วมรับฟังการนำเสนอผลการดำเนินงานต่างๆ ซึ่งสะท้อนถึงความร่วมมือระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ Save the Children และภาคีเครือข่าย ในการส่งเสริมโอกาสทางการศึกษา การพัฒนาทักษะชีวิต และการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของเด็กไทย

กิจกรรม Play for Change เปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนกว่า 60 คน จากกรุงเทพมหานครและภาคเหนือ ได้เรียนรู้การทำงานเป็นทีม การยอมรับความหลากหลาย และการสร้างความมั่นใจผ่านกีฬา โดยมี Emile Heskey อดีตนักฟุตบอลทีมชาติอังกฤษและสโมสรลิเวอร์พูล ร่วมมอบประกาศนียบัตรแก่เด็กและเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการ

ในโอกาสนี้ เจ้าหญิงแอนน์ มีพระดำรัสว่า  “Save the Children ซึ่งดำเนินงานในประเทศไทยมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2522 แสดงให้เห็นถึงคุณค่าของการสนับสนุนที่เป็นรูปธรรม ความร่วมมือ และการเป็นผู้นำของชุมชน ซึ่งสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับชีวิตของเด็ก ๆ ได้อย่างแท้จริง”

พระองค์ยังทรงเน้นย้ำว่า กีฬาไม่ใช่เพียงการแข่งขัน แต่เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่ช่วยสร้างความมั่นใจ ส่งเสริมการทำงานเป็นทีม เปิดโอกาสให้เด็กค้นพบศักยภาพของตนเอง และเรียนรู้ที่จะก้าวผ่านทั้งความสำเร็จและความผิดหวัง

Save the Children ดำเนินงานในประเทศไทยมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2522 โดยทำงานร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ โรงเรียน ชุมชน และหน่วยงานภาครัฐ เพื่อสนับสนุนเด็กที่ได้รับผลกระทบจากความยากจน ความเหลื่อมล้ำ และการเลือกปฏิบัติ ผ่านโครงการด้านการศึกษา การคุ้มครองเด็ก การส่งเสริมอาชีพ และการขับเคลื่อนสิทธิเด็ก เพื่อให้เด็กทุกคนมีโอกาสเรียนรู้ เติบโต และพัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่

การเสด็จเยือนของเจ้าหญิงแอนน์ ในฐานะผู้อุปถัมภ์ของ Save the Children UK สะท้อนถึงการทรงติดตามการดำเนินงานด้านเด็กขององค์กรอย่างต่อเนื่อง และเป็นกำลังใจสำคัญต่อการทำงานของครู โรงเรียน ชุมชน และภาคีเครือข่ายทั่วประเทศไทย ที่ร่วมกันสร้างโอกาสทางการศึกษาและพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กไทยมาอย่างยาวนาน

S&P ร่วมเปิดร้าน ‘Inspire by PRINCESS @ บำบัดพิเศษกลาง’ ต่อยอดการพัฒนาทักษะวิชาชีพผู้ต้องขัง สร้างโอกาสคืนคนดีสู่สังคม

S&P ร่วมเปิดร้าน ‘Inspire by PRINCESS @ บำบัดพิเศษกลาง’ ต่อยอดการพัฒนาทักษะวิชาชีพผู้ต้องขัง สร้างโอกาสคืนคนดีสู่สังคม

S&P ร่วมเปิดร้าน ‘Inspire by PRINCESS @ บำบัดพิเศษกลาง’ ต่อยอดการพัฒนาทักษะวิชาชีพผู้ต้องขัง สร้างโอกาสคืนคนดีสู่สังคม

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.56 น.

พล.อ.อ.สมคิด สุขบาง กรมวังผู้ใหญ่ประจำพระองค์ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา รองประธานคณะกรรมการกองทุนกำลังใจในพระดำริพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา เป็นประธานในพิธีเปิดร้านกาแฟและเครื่องดื่ม “Inspire by PRINCESS @ บำบัดพิเศษกลาง” ณ ทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง  โดยมี จิรภา สินธุนาวา รองปลัดกระทรวงยุติธรรม พ.ต.ท.ประวุธ วงศ์สีนิล อธิบดีกรมราชทัณฑ์ และ มณีสุดา ศิลาอ่อน ประธานเจ้าหน้าที่สำนักพัฒนาความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) ร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง

พล.อ.อ.สมคิด สุขบาง  ประธานในพิธี, มณีสุดา ศิลาอ่อน, พ.ต.ท.ประวุธ วงศ์สีนิล (ที่ 4-6 จากซ้าย) พร้อมด้วยผู้บริหารกรมราชทัณฑ์ และทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง  ในพิธีเปิดร้าน Inspire by PRINCESS @ บำบัดพิเศษกลาง

ร้านกาแฟและเครื่องดื่ม “Inspire by PRINCESS @ บำบัดพิเศษกลาง” บมจ.อส แอนด์ พี ซินดิเคท ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมการพัฒนาทักษะอาชีพผู้ต้องขัง ผ่านโครงการ “S&P Chance for Change อบรมวิชาชีพ สร้างโอกาสคืนคนดีสู่สังคม” ซึ่งดำเนินงานอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 11 เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญด้านอาหาร เบเกอรี่ และเครื่องดื่มให้แก่ผู้ต้องขัง เสริมสร้างทักษะวิชาชีพ เพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพหลังพ้นโทษ ลดการกระทำผิดซ้ำ และสนับสนุนการกลับคืนสู่สังคมอย่างมั่นคง

พล.อ.อ.สมคิด สุขบาง  ร่วมแต่งหน้าเค้ก โดยมี มณีสุดา ศิลาอ่อน ผู้บริหาร เอส แอนด์ พี ให้คำแนะนำ

ประธานในพิธีเยี่ยมชมแปลงเกษตรที่นำมาเป็นวัตถุดิบประกอบอาหารและเครื่องดื่ม

ภายในงาน เอส แอนด์ พี ได้นำเสนอผลงานเบเกอรี่และเค้กหลากหลายรูปแบบ พร้อมกิจกรรมสาธิตการแต่งหน้าเค้ก โดย พล.อ.อ.สมคิด สุขบาง  ประธานในพิธี จิรภา สินธุนาวา รองปลัดกระทรวงยุติธรรม พ.ต.ท.ประวุธ วงศ์สีนิล อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ได้ ร่วมสร้างสรรค์ผลงานเค้กด้วยตนเอง ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นกันเอง พร้อมทั้งเยี่ยมชมนิทรรศการและผลงานจากการฝึกวิชาชีพของผู้ต้องขัง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพ ความมุ่งมั่น และการพัฒนาในการเรียนรู้ทักษะวิชาชีพ อันเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างโอกาส สร้างอนาคตที่มั่นคงหลังพ้นโทษ

มณีสุดา ศิลาอ่อน และผู้มาร่วมงาน อุดหนุนฝีมือผู้ต้องขัง

ความร่วมมือในครั้งนี้สะท้อนเจตนารมณ์ของ เอส แอนด์ พี ที่มุ่งใช้ความเชี่ยวชาญขององค์กรสร้างคุณค่าให้สังคม ผ่านการพัฒนาทักษะอาชีพและการสร้างโอกาสใหม่ให้ผู้ก้าวพลาด ได้เริ่มต้นชีวิตอีกครั้งอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

ชื่นมื่นอิ่มบุญ สารัชถ์ รัตนาวะดี ทำบุญอายุวัฒน 61 ปี ควงคู่ นลินี รัตนาวะดี จัดพิธีสืบชะตาล้านนาครบรอบ 60 ปี

ชื่นมื่นอิ่มบุญ สารัชถ์ รัตนาวะดี ทำบุญอายุวัฒน 61 ปี ควงคู่ นลินี รัตนาวะดี จัดพิธีสืบชะตาล้านนาครบรอบ 60 ปี

ชื่นมื่นอิ่มบุญ สารัชถ์ รัตนาวะดี ทำบุญอายุวัฒน 61 ปี ควงคู่ นลินี รัตนาวะดี จัดพิธีสืบชะตาล้านนาครบรอบ 60 ปี

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.52 น.

เพราะเกิดเดือนเดียวกันลูกชายคนโต สาริศ รัตนาวะดี จึงเป็นพ่องานจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ให้กับคุณแม่ นลินี รัตนาวะดี ฉลองอายุมงคล 60 ปี ในวันคล้ายวันเกิดเมื่อวันที่  8 กรกฎาคม 2569 ณ สนามกอล์ฟสโตนฮิลล์ จังหวัดปทุมธานี ตามด้วยวันคล้ายวันเกิดของคุณพ่อ สารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ในวัย 61 ปี เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2569 ณ พระตำหนักสมเด็จพระสังฆราช วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ท่ามกลางบรรยากาศที่เปี่ยมด้วยความเป็นสิริมงคล มีสมาชิกในครอบครัว ญาติมิตร แขกผู้มีเกียรติ ตลอดจนผู้บริหารและพนักงานจากหลายองค์กรเข้าร่วมแสดงความยินดี

สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เป็นประธานจุดเทียนมงคล

สมเด็จพระมหาวชิรมุนีวงศ์

สำหรับวันเกิดฉลองอายุมงคล 60 ปี นลินี รัตนาวะดี ได้นิมนต์พระสงฆ์มีสมณศักดิ์จำนวน 69 รูป ประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์ โดยได้รับความเมตตาจากพระเถรานุเถระชั้นผู้ใหญ่ร่วมเจริญพระพุทธมนต์และอนุโมทนา อาทิ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร สมเด็จพระมหาวชิรมุนีวงศ์ วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร พระพรหมสิทธิ วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร พระพรหมวัชรวิมลมุนี วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร และ พระพรหมวชิรเมธาภรณ์ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร พร้อมด้วยพระราชาคณะและพระเถรานุเถระอีกหลายรูปร่วมเจริญพระพุทธมนต์

พระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ ประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์และพิธีสืบชะตาล้านนาแก่ นลินี รัตนาวะดี

นลินี รัตนาวะดี จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย

ส่วนพิธีสืบชะตาตามแบบล้านนาได้รับความเมตตาจาก พระธรรมวชิโรดม เจ้าอาวาสวัดสังเวชวิศยารามวรวิหาร เป็นประธานเจริญพระพุทธมนต์สำเนียงกำเมือง ร่วมกับพระสงฆ์มีสมณศักดิ์จาก 8 วัด ขณะที่ พระราชวชิรธรรมสุนทร เจ้าอาวาสวัดสุนทรธรรมทาน (วัดแค นางเลิ้ง) เมตตาเป็นที่ปรึกษาด้านลำดับพิธีและเครื่องประกอบพิธีสืบชะตา เพื่อให้เป็นไปตามจารีตประเพณีล้านนาอย่างครบถ้วน

นลินี พร้อมสามี สารัชถ์ และลูก สาริศ-สิตมน รัตนาวะดี ในพิธีสืบชะตาแบบล้านนา

การประกอบพิธีสืบชะตาในวาระครบ 60 ปี สะท้อนถึงคุณค่าของความกตัญญูกตเวทีที่บุตรมีต่อมารดา ผ่านพิธีมงคลอันเป็นภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของล้านนา ซึ่งมีความหมายในการอธิษฐานเพื่อความเป็นสิริมงคล อายุยืน สุขภาพแข็งแรง ความเจริญรุ่งเรือง และความผาสุก อีกทั้งยังเป็นการสืบสานขนบธรรมเนียมไทยที่นิยมประกอบในวาระอายุ 60 ปี 72 ปี และ 84 ปี

ครอบครัวรัตนาวะดี ร่วมกันถวายเครื่องไทยธรรมแด่คณะสงฆ์

ต่อมาเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2569 สารัชถ์ รัตนาวะดี ได้จัดพิธีทำบุญเนื่องในโอกาสครบรอบวันเกิด 61 ปี ณ พระตำหนักสมเด็จพระสังฆราช วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร โดยนิมนต์พระสงฆ์มีสมณศักดิ์ของวัดสระเกศ เจริญพระพุทธมนต์และฉันเพล มี พระพรหมสิทธิ เจ้าอาวาสวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร เป็นประธานสงฆ์ ท่ามกลางบรรยากาศเรียบง่ายและอบอุ่นภายในครอบครัว หลังจากได้ร่วมประกอบพิธีสืบชะตาครั้งใหญ่พร้อมครอบครัวไปก่อนหน้านี้

พระพรหมสิทธิ ประสงฆ์ในวันทำบุญฉลอง 61 ปี สารัชถ์ รัตนาวดี 

ในโอกาสดังกล่าว สารัชถ์ได้กราบเรียนพระพรหมสิทธิถึงความประสงค์ของครอบครัวในการขอพระราชทานผ้าพระกฐินเพื่อนำไปทอดถวาย ณ วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร ประจำปี 2569 เพื่อร่วมอุปถัมภ์บำรุงพระอารามอย่างต่อเนื่อง

 สารัชถ์​ รัตนาวะดี ควงคคู่ภรรยา นลินี รัตนาวะดี

ความตั้งใจดังกล่าวสะท้อนถึงความผูกพันอันยาวนานของครอบครัวรัตนาวะดีที่มีต่อวัดสระเกศ ทั้งจากการที่ สาริศ รัตนาวะดี เคยอุปสมบทและศึกษาพระธรรมวินัยภายในสำนักวัดสระเกศเป็นระยะเวลาร่วมหนึ่งปี การร่วมกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาอย่างสม่ำเสมอ ตลอดจนการเป็นเจ้าภาพสนับสนุนโครงการบูรณะอาคารเรียนโรงเรียนพระปริยัติธรรม วัดสระเกศ ด้วยงบประมาณ 41 ล้านบาทเมื่อปีก่อน ซึ่งล้วนสะท้อนเจตนารมณ์ในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาและสนับสนุนกิจการของพระอารามอย่างต่อเนื่อง

Restaurant War! เปิดสงครามตลาดแตก..ทั้งดุเดือดทั้งดุดัน พ่อค้าซ่าแม่ค้าแซ่บทุ่มสุดพลัง

Restaurant War! เปิดสงครามตลาดแตก..ทั้งดุเดือดทั้งดุดัน พ่อค้าซ่าแม่ค้าแซ่บทุ่มสุดพลัง

Restaurant War! เปิดสงครามตลาดแตก..ทั้งดุเดือดทั้งดุดัน พ่อค้าซ่าแม่ค้าแซ่บทุ่มสุดพลัง

วันเสาร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 10.00 น.

กลับมาสร้างความมันส์กับ Restaurant War Street King Thailand  ศึกพ่อค้าซ่าแม่ค้าแซ่บ  รายการเรียลลิตี้การแข่งขันทำอาหารมิติใหม่ของบริษัท เฮลิโคเนีย เอช กรุ๊ป จำกัดกับการเฟ้นหา  KING OF STREET FOOD  ที่มีความรอบรู้ในเรื่องอาหารสตรีตฟูดไทย ภายใต้การควบคุมของครูใหญ่ เชฟวิลเมนต์ ลีออง และ  3  เฮดเชฟเทรนเนอร์   เชฟอาร์ต ศุภมงคล ศุภพิพัฒน์,เชฟแพม พิชญา สุนทรญาณกิจ, เชฟต้น ธิติฏฐ์ ทัศนาขจร   เพื่อชิงเงินรางวัล 1,000,000 บาท โดยมี เชฟกอล์ฟ สัญญา ธาดาธนวงศ์ รับหน้าที่พิธีกร 

เคยชิมลางกับการเปิดบูทขายอาหารกันมาแล้วครั้งหนึ่ง สัปดาห์นี้เมื่อพ่อค้าซ่าแม่ค้าแซ่บ ต้องมาเปิดศึกชิงลูกค้ากันอีกครั้งที่…บางแสน!! เรียกว่าเป็นศึกตลาดแตกครั้งใหม่ที่พ่อค้าซ่าแม่ค้าแซ่บต้องรวมตัวกันเปิดบูทขายอาหารที่เดิมพันด้วยยอดขายเหมือนเดิม  แต่การเปิดบูทครั้งใหม่นี้ดูจะดุเดือดดุดันยิ่งกว่าเดิม โดยเฉพาะ 3  เฮดเชฟเทรนเนอร์ เชฟแพม-เชฟอาร์ต-เชฟต้น ที่จะต้องผนึกกำลังกับลูกทีมวางกลยุทธ์อันแยบยลในเรื่องของการขายและเมนูอาหารแปลกใหม่เพื่อให้เป็นที่ดึงดูด น่าสนใจ เชิญชวนให้ลูกค้าเข้ามาซื้อ เรียกว่าทั้ง 3 เฮดเชฟเทรนเนอร์ต่างติวเข้มลูกทีมกันอย่างหนัก   เมื่อถึงเวลาเปิดตลาดลูกค้าก็แห่กันมาซื้ออย่างเนื่องแน่น ทุกทีมต่างก็สวมวิญญาณแม่ค้ากันอย่างเต็มที่พร้อมงัดเอากลยุทธ์การขายต่างๆออกมาการเรียกลูกค้ากันดังสนั่นกึกก้อง เพราะยอดขายคือตัวชี้วัด ดังนั้นจึงต้องดิ้นรนและสู้กันสุดหัวใจเพื่อให้ได้ยอดขายตามเป้าหมาย ส่วน 3 เฮดเชฟเทรนเนอร์ก็กดดันไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าลูกทีมเพราะแทบจะไม่ลดละสายตาพยายามเข้าช่วยลูกทีมตลอด จนการเปิดตลาดครั้งนี้เหมือนกับการเปิดศึกสงครามสตรีตฟูดที่ทั้งดุเดือดดุดันสุดๆ  สกิลการขายอาหารของใครจะปังที่สุด     

ติดตามชมความสนุกสนานของรายการ Restaurant War Street King Thailand  ศึกพ่อค้าซ่าแม่ค้าแซ่บ  ได้วันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคม 2569 เวลา 18.00 น.ทางช่อง 7HD และรับชมย้อนหลังทาง Netflix            

หวานฉ่ำไม่มีแผ่ว ขวัญฤดี อวดภาพคู่สามี ปู อนุวัฒน์ ฉลองรักมาราธอน 28 ปีทำแฟนๆ อิจฉาตาร้อน

หวานฉ่ำไม่มีแผ่ว ขวัญฤดี อวดภาพคู่สามี ปู อนุวัฒน์ ฉลองรักมาราธอน 28 ปีทำแฟนๆ อิจฉาตาร้อน

หวานฉ่ำไม่มีแผ่ว ขวัญฤดี อวดภาพคู่สามี ปู อนุวัฒน์ ฉลองรักมาราธอน 28 ปีทำแฟนๆ อิจฉาตาร้อน

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.20 น.

เป็นโมเมนต์ชวนยิ้มและอบอุ่นหัวใจไปทั้งโลกโซเชียล เมื่อนักแสดงรุ่นใหญ่มากฝีมือ ขวัญฤดี กลมกล่อม ได้ออกมาโพสต์ภาพคู่สุดหวานกับสามีสุดที่รัก ปู-อนุวัฒน์ นิวาตวงศ์ ผ่านทางอินสตาแกรมส่วนตัว เผยให้เห็นโมเมนต์ความรักที่มั่นคงและยาวนานจนแฟนละครต้องยกนิ้วให้

โดยในโพสต์ดังกล่าว ‘ขวัญฤดี’ได้แชร์ภาพคู่ในลุคสุดเนี้ยบหรูหราในงานแต่งลูกสาว  “หยดน้ำ นัดดาภรณ์”  โดยมี สามี ปู-อนุวัฒน์ โอบกอดฝ่ายจากด้านหลังด้วยรอยยิ้มสุดอบอุ่น พร้อมระบุแคปชันสั้นๆ แต่กินใจว่า “28 ปีผ่านไป ไวจัง  พร้อมทั้งยังแท็กขอบคุณช่างภาพที่เก็บภาพความประทับใจนี้ไว้ นอกจากนี้ยังมีการย้อนภาพวันวานสมัยอดีต ทั้งภาพครอบครัวพร้อมหน้าพร้อมตา และภาพคู่สุดหวานในวัยหนุ่มสาว ที่พิสูจน์ให้เห็นเลยว่า กาลเวลาไม่สามารถทำอะไรความรักของทั้งคู่ได้เลยจริงๆ ยิ่งนานวันก็ยิ่งทวีความหวานและผูกพันกันมากขึ้นงานนี้ทำเอาเพื่อนพ้องในวงการบันเทิงรวมถึงแฟนคลับเข้ามากดไลก์และคอมเมนต์ชื่นชมในความน่ารักของคู่รักมาราธอนคู่นี้กันอย่างล้นหลาม ถือเป็นอีกหนึ่งคู่แท้ของวงการบันเทิงไทยที่เป็นต้นแบบของความรักที่มั่นคง