โฆษกปชป. เคลียร์ปมงดออกเสียง ปธ.สภาฯ ยันทำหน้าที่ตรงไปตรงมา-ให้เกียรติ

โฆษกปชป. เคลียร์ปมงดออกเสียง ปธ.สภาฯ ยันทำหน้าที่ตรงไปตรงมา-ให้เกียรติ

โฆษกปชป. เคลียร์ปมงดออกเสียง ปธ.สภาฯ ยันทำหน้าที่ตรงไปตรงมา-ให้เกียรติ

วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.57 น.

16 มี.ค. 2569 นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์เฟซบุ๊คระบุถึงสาเหตุที่ พรรคประชาธิปัตย์ “งดออกเสียง” ในการเลือกประธานสภาฯ โดยมีใจความว่า ทำไมพรรคประชาธิปัตย์ถึง “งดออกเสียง” ในการเลือกประธานสภาฯ

1. การทำงานในฐานะ “พรรคร่วมฝ่ายค้าน” ต้องมีเอกภาพ การเสนอชื่อตำแหน่งสำคัญระดับประธานสภาฯ ควรมีการหารือร่วมกันในกลุ่มพรรคร่วมฝ่ายค้านเพื่อหาจุดยืนที่เป็นหนึ่งเดียว แต่ในครั้งนี้ พรรคประชาชนได้ตัดสินใจเสนอชื่อโดยไม่ได้มีการพูดคุยหรือขอมติร่วมกับพรรคฝ่ายค้านอื่นล่วงหน้า

พงศกร ขวัญเมือง

2. ความถูกต้องตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ (มาตรา 106)รัฐธรรมนูญระบุชัดเจนว่า “ผู้นำฝ่ายค้าน” ต้องมาจากพรรคที่ไม่มีสมาชิกดำรงตำแหน่งประธานหรือรองประธานสภาฯ การที่พรรคฝ่ายค้านอันดับหนึ่งเสนอคนของตนเองชิงตำแหน่งประธานสภาฯ จึงดูย้อนแย้งกับบทบาทผู้นำฝ่ายค้านที่พรรคต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย (ทั้งนี้ เห็นว่าควรมีการแก้ไขบทบัญญัตินี้เพื่อเปิดกว้าง ให้พรรคแกนนำฝ่ายค้านมีโอกาสดำรงตำแหน่งประธานสภาฯ ได้)

3. เน้นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ มากกว่า การสร้างความสนใจพรรคประชาธิปัตย์เคารพในวิสัยทัศน์ของผู้ถูกเสนอชื่อ แต่ในสถานการณ์ที่ตัวเลขคะแนนเสียงในสภาเห็นผลลัพธ์ในทางปฏิบัติชัดเจนอยู่แล้ว พรรคประเมินว่าการเสนอชื่อครั้งนี้เป็นไปเพื่อการใช้พื้นที่สภา สร้างความสนใจ มากกว่าการมุ่งหวังชัยชนะจริง ประชาธิปัตย์จึงเลือกที่จะไม่เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการดังกล่าว

4. รักษาความเป็นอิสระและอุดมการณ์ของพรรค ประชาธิปัตย์มีจุดยืนชัดเจน เราทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างเต็มกำลังเพื่อตรวจสอบรัฐบาล (จึงไม่โหวตสนับสนุนฝั่งรัฐบาล) แต่ในขณะเดียวกัน เราไม่ใช่ “พรรคบริวาร” ของใคร เรามีแนวทางและกระบวนการตัดสินใจที่เป็นอิสระตามมติพรรค เพื่อรักษาตัวตนและอุดมการณ์ที่เรายึดถือ

ขอยืนยันว่า การงดออกเสียงครั้งนี้คือการทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา เราพร้อมร่วมมือกับทุกฝ่ายในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน แต่ทุกอย่างต้องอยู่บนพื้นฐานของความถูกต้อง การให้เกียรติ และการพูดคุยหารือร่วมกันครับ

ขอขอบคุณภาพจาก เฟซบุ๊ก เอิร์ธ พงศกร ขวัญเมือง – Earth Pongsakorn Kwanmuang

กกต.ตื่นแล้ว! จัดติวเข้มปรับปรุงงานด้านประชาสัมพันธ์ หลังโดนถล่มจัดเลือกตั้งที่ผ่านมา

กกต.ตื่นแล้ว! จัดติวเข้มปรับปรุงงานด้านประชาสัมพันธ์ หลังโดนถล่มจัดเลือกตั้งที่ผ่านมา

กกต.ตื่นแล้ว! จัดติวเข้มปรับปรุงงานด้านประชาสัมพันธ์ หลังโดนถล่มจัดเลือกตั้งที่ผ่านมา

วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.55 น.

กกต.ติวเข้ม ผอ.กกต.จังหวัด ปรับปรุงงานด้านการประชาสัมพันธ์ การสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจ หลังโดนถล่มจัดเลือกตั้งที่ผ่านมา กระทบความน่าเชื่อถือการทำหน้าที่ หวังปรับการทำงานรับมือวิกฤต ดึง กกต.จังหวัดร่วมแจงทันที หากเกิดเหตุในพื้นที่     

เมื่อวันที่ 16 มี.ค.2569 ที่โรงแรมเซ็นทาราไลฟ์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกอบรมพัฒนาบุคลากรด้านการประชาสัมพันธ์องค์กรให้เป็นนักสื่อสารประชาสัมพันธ์บนสังคมดิจิทัล รุ่นที่ 2 โดยมีผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัด ภาคเหนือ ภาคอีสานและภาคใต้ รวมถึงผู้บริหารจากสำนักงาน กกต. เข้าร่วมอบรม ระหว่างวันที่ 16 – 18 มี.ค.2569 จำนวน 45 คน  ซึ่งการอบรมครั้งนี้มีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ นายเกษมสันต์ วีระกุล ที่ปรึกษาของกรมประชาสัมพันธ์ ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านในการสื่อสารเชิงกลยุทธ์ มาถ่ายทอดความรู้ในการจัดการและการสื่อสาร รวมทั้งยังมีการ workshop ฝึกการพูดในที่สาธารณะ วิเคราะห์สถานการณ์ และการสื่อสารในสถานการณ์ต่างๆ เพื่อนำไปปรับใช้กับการปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างถูกต้อง

นายแสวง เปิดเผยว่า โครงการอบรมการสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดียเป็นความร่วมมือระหว่าง กกต. กับกรมประชาสัมพันธ์ จัดเป็นรุ่นที่ 2 สำหรับผู้บริหารส่วนกลางและผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัด โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือ เพิ่มทักษะการสื่อสารให้ชัดเจน กระชับ เข้าใจง่าย เพื่อให้ข้อมูลถึงประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งราว 50 ล้านคน กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) และเครือข่ายต่างๆ โดยตรง ซึ่งโครงการนี้คาดว่าจะช่วยยกระดับการสื่อสารของ กกต. ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นอย่างมาก
 
เมื่อถามว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมา กกต.เป็นเหมือนตำบลกระสุนตก การอบรมครั้งนี้จะเพิ่มทักษะการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไร นายแสวง กล่าวว่า จากการที่ตนได้มาร่วมฟังการอบรมในรุ่นที่ 1  ยอมรับว่าหากมีการอบรมก่อนหน้านี้ก็จะเกิดประโยชน์กับสำนักงาน กกต.มากกว่านี้ ในการสื่อสารให้ประชาชนเห็นถึงระบบที่ กกต.วางไว้เกี่ยวกับการเลือกตั้ง รวมทั้งสิ่งที่ กกต.ดำเนินการในระหว่างการเลือกตั้ง แต่ก็ถือว่าไม่สาย เป็นประโยชน์แน่นอน 

“หากอบรมก่อนหน้านี้จะช่วยได้มาก เพราะผู้อำนวยการกกต.จังหวัดจะสามารถชี้แจงเหตุการณ์ต่างๆในพื้นที่ได้ทันที ส่วนกลางก็จะขยายผลต่อ เมื่อเกิดเหตุในพื้นที่จังหวัดใดก็สามารถชี้แจงได้อย่างถูกต้องตรงประเด็นและทันท่วงที และส่วนกลางก็จะรับนำมาชี้แจงในภาพกว้างอีกครั้ง  ในการเลือกตั้งครั้งหน้า กกต. จังหวัดจะเป็นด่านแรกที่รับผิดชอบชี้แจงร่วมกับส่วนกลาง ทำให้ประชาชนเห็นความโปร่งใสเท่ากัน และลดความล่าช้า” นายแสวง กล่าวเน้นย้ำ

เขากระโดง ยังไม่จบ DSI ยืนยันคดีอยู่ในอำนาจ ปปช.-ศาล

เขากระโดง ยังไม่จบ DSI ยืนยันคดีอยู่ในอำนาจ ปปช.-ศาล

เขากระโดง ยังไม่จบ DSI ยืนยันคดีอยู่ในอำนาจ ปปช.-ศาล

วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.53 น.

DSI ยืนยันคดีที่ดินเขากระโดง ยังไม่จบ อยู่ในอำนาจ ปปช.-ศาล พร้อมสนับสนุนภารกิจตามที่ได้รับมอบหมาย

16 มีนาคม 2569 กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ออกเอกสารข่าวชี้แจง ว่า ตามที่ปรากฏข่าวสารผ่านสื่อโซเชียลมีเดียต่างๆ ว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษยุติการสืบสวนกรณีคดีที่ดินเขากระโดง จนทำให้เกิดความเข้าใจต่อสาธารณชนว่ากระบวนการในเรื่องดังกล่าวเสร็จสิ้น และไม่มีการดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องแล้วนั้น กรมสอบสวนคดีพิเศษ ขอชี้แจงเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวว่า ได้มีประชาชนจำนวน 2 ราย เข้ายื่นเรื่องร้องเรียนกล่าวหาเจ้าหน้าที่ของรัฐต่อกรมสอบสวนพิเศษ โดยเฉพาะการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน กรณีที่ไม่เพิกถอนเอกสารสิทธิ์ของที่ดินเอกชนที่ทับซ้อนกับแนวเขตที่ดินตามพระราชกฤษฎีกา กำหนดแนวเขตสร้างทางรถไฟหลวงต่อจากนครราชสีมาถึงอุบลราชธานี ลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2464 ซึ่งมีคำพิพากษาศาลฎีกาแล้วว่าเป็นที่ดินของรัฐ อันเป็นการดำเนินการที่มิชอบด้วยกฎหมาย รวมทั้งร้องขอให้กรมสอบสวนคดีพิเศษดำเนินการเกี่ยวกับการเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ที่ดินและดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้อง

กรมสอบสวนคดีพิเศษ โดยกองคดีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้รับเรื่องไว้ทำการสืบสวนเป็นสำนวนสืบสวนที่ 97/2568 โดยมีการรวบรวมคำพิพากษา คำวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกา ข้อมูลจากสำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งลงพื้นที่เพื่อสืบสวนข้อเท็จจริง และมีการประสานข้อมูลไปยังกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ปปป.ตร.) พบว่าเรื่องนี้มีการฟ้องคดีในศาลทั้งคดีแพ่ง คดีอาญา และคดีปกครอง รวมกันกว่า 18 คดี โดยในส่วนคดีแพ่งได้มีคำพิพากษาฎีกาและคดีถึงที่สุดหลายคดี ซึ่งนำไปสู่การฟ้องศาลปกครอง และได้มีคำพิพากษาศาลปกครอง ให้กรมที่ดินตั้งคณะกรรมการตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เพื่อพิจารณาเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ โดยกรมที่ดินได้มีการตั้งคณะกรรมการดังกล่าวและมีมติไม่เพิกถอนเอกสารสิทธิ์ที่ดิน ซึ่งมีปรากฏอยู่ในบริเวณดังกล่าว 995 แปลง จนนำไปสู่การฟ้องคดีที่ศาลปกครองเป็นอีกคดีหนึ่ง

สำหรับประเด็นของเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้น ได้มีการกล่าวหาคณะกรรมการตามมาตรา 61 ทั้งต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ และ ปปป.ตร.โดยสำนวนในส่วน ปปป.ตร.นั้น ได้มีการส่งไปยังคณะกรรมการ ปปช.เพื่อไต่สวนตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 แล้ว สอดคล้องกับข้อมูลที่สำนักงาน ปปช. ได้ให้ข้อมูลต่อสื่อสาธารณะก่อนหน้านี้ ดังนั้น กรมสอบสวนคดีพิเศษจึงต้องส่งเรื่องดังกล่าวไปยังคณะกรรมการ ปปช.เพื่อรวมเรื่องดำเนินการ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ในประเด็นการบุกรุกที่ดินของรัฐนั้น ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันปราบปรามการทุจริตฯ มาตรา 30 กำหนดให้เรื่องที่เกี่ยวข้องกัน เป็นอำนาจวินิจฉัย รวมทั้งหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการ ปปช.ด้วย ซึ่งหากคณะกรรมการ ปปช.มีมติเป็นประการใด หรือประสงค์ให้กรมสอบสวนคดีพิเศษช่วยดำเนินการในเรื่องใด ภายใต้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฯ กรมสอบสวนคดีพิเศษยินดีและพร้อมสนับสนุนการปฏิบัติ อีกทั้ง เรื่องนี้ยังมีคดีที่อยู่ในชั้นศาลหลายคดี กรมสอบสวนคดีพิเศษจึงส่งผลการสืบสวนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อใช้ประโยชน์ในการต่อสู้คดีและรักษาผลประโยชน์ของรัฐตามหน้าที่และอำนาจของแต่ละหน่วยงาน

ดังนั้น จากข้อเท็จจริงดังกล่าว จึงไม่ใช่เป็นกรณีที่มีการยุติการดำเนินการในเรื่องเขากระโดงทั้งหมด ตามที่สาธารณชนเข้าใจ แต่เป็นการดำเนินการภายใต้บทกฎหมายที่เกี่ยวข้อง จึงขอเน้นย้ำและชี้แจงทำความเข้าใจต่อสาธารณชน ทั้งนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษมุ่งมั่นในการป้องกัน ปราบปราม สืบสวน และสอบสวนคดีพิเศษ ภายใต้พระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษฯ และหลักนิติธรรมทุกประการ

ชัชชาติ รับมหาดไทย สั่งคุมเข้มน้ำมัน ใช้รถเท่าที่จำเป็น

ชัชชาติ รับมหาดไทย สั่งคุมเข้มน้ำมัน ใช้รถเท่าที่จำเป็น

ชัชชาติ รับมหาดไทย สั่งคุมเข้มน้ำมัน ใช้รถเท่าที่จำเป็น

วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.42 น.

”ชัชชาติ“ รับมหาดไทย สั่งคุมเข้มน้ำมัน ใช้รถเท่าที่จำเป็น ชี้ห้องหลบร้อนไม่ขัดนโยบายประหยัดพลังงานรัฐบาล เพิ่มคุณค่าเป็นพื้นที่ให้บริการประชาชนอยู่แล้ว 

วันที่ 16 มีนาคม 2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่กระทรวงมหาดไทยสั่งผู้ว่าราชการทุกจังหวัดกำกับดูแลและรับรับผิดชอบติดตามสถานการณ์ด้านพลังงาน ว่า ได้ให้เจ้าหน้าที่ดูเรื่องดังกล่าวแล้ว กรุงเทพมหานครพร้อมทำตามนโยบายทุกอย่าง โดยเฉพาะกรณีที่รัฐบาลให้ปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศ การใช้รถต่าง ๆ เท่าที่จำเป็น และเริ่มติดตั้งโซล่าเซลล์ หากประหยัดไฟฟ้าได้ก็จะประหยัดพลังงานที่นำเข้าด้วย ต้องทำทุกอย่างคู่ขนานกันไปอยู่แล้ว

ส่วนการเปิดห้องหลบร้อนจะขัดกับนโยบายประหยัดพลังงานของรัฐบาลหรือไม่ นายชัชชาติ ระบุว่า ห้องหลบร้อนเป็นพื้นที่ที่เราเปิดให้บริการประชาชนอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องปฏิบัติตามมาตรการรัฐบาล ยืนยันว่าไม่ได้ทำซ้ำซ้อน เพียงแค่ประกาศให้ประชาชนรู้ว่า สามารถเข้ามาใช้บริการได้ ยิ่งทำให้คุณค่ามากขึ้นด้วยซ้ำและทำให้ประชาชนลดค่าใช้จ่ายมากด้วย

“เราไม่ได้เปิดแอร์หรือติดตั้งแอร์เพิ่ม เป็นเพียงห้องที่เปิดเพื่อให้บริการประชาชนอยู่แล้ว และจะมีการปรับอุณหภูมิตามนโยบายของรัฐบาล” นายชัชชาติ กล่าว

ชัชชาติ ขอ 2 เดือนให้คำตอบลงผู้ว่าฯ กทม.อีกสมัยหรือไม่ มอง 4 ปีจากนี้ท้าทาย

ชัชชาติ ขอ 2 เดือนให้คำตอบลงผู้ว่าฯ กทม.อีกสมัยหรือไม่ มอง 4 ปีจากนี้ท้าทาย

ชัชชาติ ขอ 2 เดือนให้คำตอบลงผู้ว่าฯ กทม.อีกสมัยหรือไม่ มอง 4 ปีจากนี้ท้าทาย

วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.40 น.

ชัชชาติ ขอ 2 เดือนให้คำตอบลงผู้ว่าฯ กทม.อีกสมัยหรือไม่ มอง 4 ปีจากนี้ท้าทาย ไม่ใช่แค่ปัญหาเส้นเลือดฝอย เผยมีทีมงานช่วยคิดนโยบาย ต้องมีคำตอบที่ดีให้คนกรุงเทพ

เมื่อวันที่ 16 มี.ค.2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวถึงแนวโน้มการลงสมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครอีกสมัยหนึ่งว่า เรื่องลงสมัครคนถามกันเยอะ เราไม่ได้รีบ ขอทำหน้าที่อย่างเต็มที่ไปก่อน อีก 2 เดือนถึงเวลาก็จะแจ้งอีกทีหนึ่ง ตอนนี้คิดถึงนโยบายอยู่ว่าถ้าเป็นแล้วจะทำอะไรต่อได้ ให้ทีมงานช่วยคิดและลิตส์นโยบายอยู่ เพราะการประกาศลงสมัครตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์กับใคร หากประกาศว่าไม่ลงก็จะทำงานลำบากขึ้น หากประกาศว่าลง ต่อไปเปลี่ยนใจก็ไม่ดี สุดท้ายแล้วถึงเวลาเลือกประชาชนก็จะเลือกคนที่ดีที่สุด เราก็ทำตรงนี้ให้ดีที่สุด

เมื่อถามว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะมีเครือข่ายหรือไม่ เพราะครั้งที่แล้วมีกลุ่มเพื่อนชัชชาติ นายชัชชาติ กล่าวว่า มีอยู่แล้ว เพราะการคิดนโยบายก็ต้องมีเครือข่ายมาช่วยคิด ซึ่งจะต้องมีการตกผลึกนโยบายก่อนว่า อนาคตปัญหาคืออะไรมันจะยากและซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ไม่ใช่แค่ปัญหาเส้นเลือดฝอยที่เราคิดอยู่แล้วฉะนั้นอีก 4 ปีถือเป็นนโยบายที่ท้าทายมาก คงต้องคิดว่าเรามีคำตอบที่ดีพอให้กับประชาชนหรือไม่ ทีมงานกำลังดูกันอยู่ อย่างไรก็ตามหากใครต้องการเสนอไอเดียก็สามารถแจ้งกันได้ เดี๋ยวคงจะมีเว็บไซต์เชิญชวนคนที่อยากจะเสนอไอเดีย นโยบาย หรือแนวคิด เพื่อจะได้รวบรวมและสรุปอีกทีหนึ่ง 

“เรื่องจะลงหรือไม่ลง ยังมีเวลาอีก 2 เดือน เพราะพูดไปแล้วคำพูดเป็นนายเรา ไม่อยากจะไปเปลี่ยน ดังนั้นไม่ต้องรีบบอกก็ได้ ไม่ได้มีประโยชน์กับประชาชนในตอนนี้ เพราะตอนนี้ควรจะทำหน้าที่ตรงนี้ให้ดีที่สุด คิดคู่ขนานกันไป สุดท้ายหากมีสิ่งที่ดีที่สุดให้กับประชาชนก็ประกาศใกล้ ๆ ได้ว่าจะลงหรือไม่ลง” นายชัชชาติ ทิ้งท้าย 

มรสุมลูกใหญ่พรรคส้ม จากความผิดพลาดที่ก่อเอง สู่แฮตทริกยุบพรรค?

มรสุมลูกใหญ่พรรคส้ม จากความผิดพลาดที่ก่อเอง สู่แฮตทริกยุบพรรค?

มรสุมลูกใหญ่พรรคส้ม จากความผิดพลาดที่ก่อเอง สู่แฮตทริกยุบพรรค?

วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.11 น.

สถานการณ์ของพรรคประชาชน หรือพรรคส้ม ในขณะนี้ต้องถือว่าเข้าสู่ภาวะวิกฤตอย่างหนัก หากไล่เรียงเหตุการณ์ตั้งแต่ต้น จะเห็นว่าปัญหาครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากปัจจัยภายนอก แต่เกิดจากการบริหารจัดการของพรรคเองตั้งแต่ต้น

ต้นตอสำคัญอยู่ที่ระบบฐานข้อมูลสมาชิกพรรคซึ่งเปิดช่องโหว่สำคัญ จนข้อมูลของประชาชนตกอยู่ในความเสี่ยง และกลายเป็นปัญหาที่พรรคต้องเผชิญจากความผิดพลาดที่ก่อขึ้นเอง

ชนวนเริ่มจากการตรวจพบว่ามีบุคคลภายนอกพยายามเข้าถึงระบบฐานข้อมูลสมาชิกของพรรค แม้พรรคจะยังไม่ยืนยันว่าข้อมูลของสมาชิกทั้งหมดกว่า 111,835 ราย รั่วไหลหรือไม่ แต่การที่บุคคลภายนอกสามารถเข้าถึงข้อมูลสำคัญอย่าง Laser ID ได้ ก็สะท้อนถึงความบกพร่องของระบบที่พรรคเลือกใช้เอง

ข้อมูลที่ถูกจัดเก็บไม่ได้มีเพียงชื่อหรือหมายเลขโทรศัพท์ แต่ยังรวมถึงข้อมูลยืนยันตัวตนของสมาชิก หรือ KYC (Know Your Customer) ซึ่งเป็นข้อมูลส่วนบุคคลระดับลึกที่ใช้ยืนยันตัวบุคคลโดยตรง

รูปแบบการเก็บข้อมูลลักษณะนี้แตกต่างจากพรรคการเมืองส่วนใหญ่ในประเทศ เพราะพรรคการเมืองอื่นมักเก็บข้อมูลสมาชิกเพียงเท่าที่กฎหมายกำหนด ขณะที่พรรคประชาชนเลือกใช้ระบบสมัครสมาชิกออนไลน์ที่ต้องกรอกข้อมูลยืนยันตัวตนระดับลึกอย่าง Laser ID

เมื่อระบบที่เก็บข้อมูลจำนวนมากเกิดช่องโหว่ ความเสียหายจึงขยายวงกว้าง และกลายเป็นมรสุมลูกใหญ่ที่พรรคส้มต้องเผชิญจากความผิดพลาดที่ก่อขึ้นเอง

การจัดเก็บข้อมูลสมาชิกพรรคในลักษณะดังกล่าวเกี่ยวข้องกับกฎหมายหลายฉบับโดยตรง โดยเฉพาะ พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 (PDPA) ซึ่งกำหนดให้ผู้ควบคุมข้อมูลต้องมีมาตรการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลอย่างเหมาะสม

กฎหมายยังระบุไว้อย่างชัดเจนว่า หากเกิดเหตุข้อมูลรั่วไหล ผู้ควบคุมข้อมูลต้องแจ้งหน่วยงานกำกับดูแลภายใน 72 ชั่วโมง

แต่ในกรณีของพรรคประชาชน มีข้อมูลว่าพรรคได้รับรู้ถึงความผิดปกติของระบบและการเข้าถึงข้อมูลก่อนหน้านั้นแล้ว แต่ไม่ได้แจ้งเหตุภายในกรอบเวลา 72 ชั่วโมง ตามที่กฎหมายกำหนด และปล่อยให้เวลาผ่านไปหลายวันก่อนจะมีการชี้แจงต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ในเวลาเดียวกัน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ได้มีคำสั่งให้ยกเลิกการใช้งานระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลของพรรคประชาชน เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านข้อมูลของประชาชน

กรณีข้อมูลสมาชิกพรรคจึงไม่ได้เป็นเพียงปัญหาทางเทคนิคของระบบข้อมูล แต่กลายเป็นประเด็นทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสิทธิของประชาชนโดยตรง

สถานการณ์ยิ่งร้อนแรงขึ้นเมื่อมีการยื่นคำร้องต่อ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้ตรวจสอบการดำเนินการของพรรคประชาชน

คำร้องของ ศรีสุวรรณ จรรยา ระบุว่า ระบบสมัครสมาชิกของพรรคกำหนดให้ผู้สมัครต้องกรอกข้อมูลสำคัญอย่าง Laser ID ซึ่งเป็นรหัสหลังบัตรประชาชน ทั้งที่กฎหมายพรรคการเมืองไม่ได้กำหนดให้ต้องใช้ข้อมูลประเภทนี้

การเก็บข้อมูลยืนยันตัวตนระดับลึกเช่นนี้ แต่ไม่สามารถดูแลรักษาความปลอดภัยของข้อมูลได้ จึงถูกระบุว่าเป็นความบกพร่องในการดำเนินกิจกรรมของพรรคการเมือง

คำร้องดังกล่าวอ้างถึง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 มาตรา 92 (3) ซึ่งเปิดช่องให้พิจารณาการกระทำของพรรคการเมืองที่อาจกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน

หากคณะกรรมการการเลือกตั้งเห็นว่าคำร้องมีมูล ก็สามารถเสนอเรื่องต่อ ศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัยยุบพรรคตามกระบวนการกฎหมายต่อไป

สถานการณ์ของพรรคส้มจึงถูกจับตามองมากขึ้น เพราะในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา พรรคการเมืองของคนกลุ่มนี้ถูกยุบมาแล้วสองครั้ง

ครั้งแรกคือ พรรคอนาคตใหม่ ซึ่งถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคในปี 2563 จากกรณีเงินกู้ที่หัวหน้าพรรคปล่อยกู้ให้พรรคการเมืองของตนเอง

หลังจากนั้น สมาชิกจำนวนมากย้ายไปทำงานทางการเมืองต่อภายใต้ พรรคก้าวไกล ซึ่งสามารถคว้าคะแนนเสียงสูงสุดในการเลือกตั้งปี 2566

อย่างไรก็ตาม พรรคก้าวไกลก็ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคในปี 2567 จากกรณีการผลักดันนโยบายแก้ไขกฎหมาย มาตรา 112 ซึ่งศาลวินิจฉัยว่าเข้าข่าย ล้มล้างการปกครอง

หลังการยุบพรรคก้าวไกล อดีต ส.ส.จำนวนมากจึงย้ายเข้าสังกัดพรรคที่มีอยู่เดิม ก่อนปรับชื่อพรรคเป็น พรรคประชาชน

เมื่อเกิดกรณี ข้อมูลสมาชิกรั่ว และมีการยื่นคำร้องยุบพรรคต่อ กกต. สถานการณ์จึงกลับมาอยู่บนเส้นทางกฎหมายอีกครั้ง และทำให้คำว่า “แฮตทริกยุบพรรค” ถูกพูดถึงในสนามการเมืองทันที

เหตุการณ์ตั้งแต่อนาคตใหม่มาจนถึงปัจจุบัน มีต้นเหตุจากการตัดสินใจของพรรคเอง ไม่ว่าจะเป็นกรณีเงินกู้ นโยบายแก้ไขมาตรา 112 หรือระบบจัดเก็บข้อมูลสมาชิกของพรรคประชาชน

คำว่า “นิติสงคราม” มีแนวโน้มจะถูกหยิบขึ้นมาใช้อธิบายสถานการณ์ หากผลของกระบวนการทางกฎหมายไม่เป็นไปตามที่พรรคต้องการ

แต่เมื่อไล่เรียงเหตุการณ์ทั้งหมดตั้งแต่ต้น จะเห็นว่าปัญหาแต่ละครั้งไม่ได้เริ่มจากฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง หากเริ่มจากการดำเนินการของพรรคเอง

และหากกระบวนการทางกฎหมายเดินไปถึงขั้นสุดท้าย การเมืองไทยก็อาจได้เห็น แฮตทริกยุบพรรคของตระกูลพรรคส้ม จากความผิดพลาดที่ก่อขึ้นเอง.

ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

ทักษิณ เคาท์ดาวน์รอวันออก โอ๊ค-เอม เยี่ยมพ่อ หลังคุมขังแล้ว 6 เดือน 7 วัน

ทักษิณ เคาท์ดาวน์รอวันออก โอ๊ค-เอม เยี่ยมพ่อ หลังคุมขังแล้ว 6 เดือน 7 วัน

ทักษิณ เคาท์ดาวน์รอวันออก โอ๊ค-เอม เยี่ยมพ่อ หลังคุมขังแล้ว 6 เดือน 7 วัน

วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569, 12.49 น.

“โอ๊ค-เอม”ตัวแทนครอบครัวเยี่ยม”ทักษิณ”ครั้งที่ 48 หลังคุมขังมาแล้ว 6 เดือน 7 วัน ด้าน”เอม”เผย”ทักษิณ”เคาท์ดาวน์รอวันออก คอยส่งกำลังใจให้กันและกัน เชื่อคนข้างในกำลังใจดี-ไม่เศร้า คนรอก็กำลังใจดีตามไปด้วย ระบุส่วนใหญ่คุยเรื่องหลานและสุขภาพ ไม่คุยการเมือง

16 มีนาคม 2569 เมื่อเวลา 11.00 น.ที่เรือนจำกลางคลองเปรม ถนนงามวงศ์วาน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร นายพานทองแท้ ชินวัตร หรือ โอ๊ค บุตรชายคนโตของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และ น.ส.ณัฐฐิญา ปวงคำ หรือ ติ๊ก (ภรรยาของนายพานทองแท้) พร้อมด้วย น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ หรือ เอม บุตรสาวคนกลางของนายทักษิณ ได้เป็นตัวแทนครอบครัวเดินทางเข้าเยี่ยมนายทักษิณ พร้อมกับ นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความ โดยปัจจุบันนายทักษิณได้ถูกคุมขังอยู่ภายในเรือนจำ เป็นระยะเวลา 6 เดือน กับอีก 7 วัน โดยยังคงมีกลุ่มคนเสื้อแดงเดินทางมาให้กำลังใจครอบครัวชินวัตรเช่นทุกครั้งที่ทางครอบครัวเดินทางมาเยี่ยมนายทักษิณ

ภายหลังจากที่นายพานทองแท้ และ น.ส.พินทองทา พร้อมคู่สมรส ได้ใช้เวลาเข้าเยี่ยมนายทักษิณ ภายในเรือนจำฯ ประมาณ 40 นาที นั้น น.ส.พินทองทา ได้ออกมาเปิดเผยว่า วันนี้การพูดคุยกับคุณพ่อยังคงเป็นไปด้วยดี ตอนนี้ก็เคาท์ดาวน์เวลาไปเรื่อยๆ ส่วนระหว่างสองเดือนหลังจากนี้ ทางคุณพ่อก็ยังมีกิจกรรมปกติ ไม่มีได้มีอะไรเป็นพิเศษ ส่วนอาการปวดเมื่อยร่างกายต่างๆ ก็ดีขึ้นตามลำดับ แต่ท่านอายุเยอะแล้ว เป็นเรื่องธรรมดาที่จะมีลุกเข้าห้องน้ำหรือนอนไม่ดีบ้างเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าตื่นเต้น เพราะเตรียมตัวใกล้ออกแล้ว แต่เราก็รู้สึกยิ่งใกล้ยิ่งช้า ทั้งนี้ ตนต้องขอบคุณทุกคนที่มาให้กำลังใจเสมอ เพราะคนที่รอข้างนอกก็รู้สึกว่าช้าเหมือนกัน ก็ให้กำลังใจกันไป

ทั้งนี้ เมื่อถามว่าสภาผู้แทนราษฎรใกล้การโหวตชื่อนายกรัฐมนตรี ทางนายทักษิณ ได้ฝากอะไรมายังพรรคเพื่อไทย (พท.) หรือไม่ น.ส.พินทองทา ตอบว่า ไม่มีเลยค่ะ ส่วนใหญ่ไม่ได้คุยเรื่องการเมืองเลย ส่วนใหญ่คุยเรื่องหลาน เรื่องสุขภาพมากกว่า ก็เป็นการคุยข้ามเวลา เพราะมันก็ได้ดึงเวลาให้คุณพ่อได้มีอะไรทำบ้าง ก็คิดแค่นั้นเลย สุขภาพจิตจะได้ไม่เศร้า จะได้มีกำลังใจ เพราะถ้าคนข้างในเครียด คนข้างนอกก็จะรู้สึกแย่และเครียดไปด้วย เราจึงต้องรักษาและส่งกำลังใจ ต้องสู้กันไป พร้อมกับขอบคุณคนเสื้อแดงที่มารอให้กำลังใจกัน

– 006

ตะวันออกกลางยังเดือด! ศบก.เตือนคนไทยออกนอกพื้นที่ เตรียมอพยพอีก 2 รอบ

ตะวันออกกลางยังเดือด! ศบก.เตือนคนไทยออกนอกพื้นที่ เตรียมอพยพอีก 2 รอบ

ตะวันออกกลางยังเดือด! ศบก.เตือนคนไทยออกนอกพื้นที่ เตรียมอพยพอีก 2 รอบ

วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569, 12.02 น.

ศบก.ระบุตะวันออกกลางยังเดือด เตือนคนไทยออกนอกพื้นที่ เตรียมอพยพ 17 มี.ค.และ 25 มี.ค. เผยยังเดินหน้าประสานช่วย 3 ลูกเรือมยุรีนารี ขอให้อดทนอีกสักนิด

16 มีนาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) แถลงสถานการณ์ประจำวัน โดย นายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาอธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงว่า สำหรับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางสถานการณ์โดยรวมยังคงขยายตัวต่อเนื่อง โดยมีการแลกเปลี่ยนการโจมตีทางอากาศระหว่างกันในหลายประเทศ ทั้งอิหร่าน อิสราเอล อิรัก โดยอิหร่านได้โจมตีทางอากาศไปยังกลุ่มประเทศคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (GCC) โดยเฉพาะบริเวณท่าเรือ สนามบิน

นอกจากนี้ สหรัฐอเมริกา และอิสราเอล ยังคงโจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางทหาร รวมถึงจุดส่งออกน้ำมันดิบทางเกาะคาร์ก และมีรายงานด้วยว่า อิสราเอลโจมตีใกล้พื้นที่ชุมนุมในกรุงเตหะราน เนื่องจากสถานการณ์ยังคงมีความไม่แน่นอน กระทรวงการต่างประเทศจึงขอให้คนไทยพิจารณาออกออกจากพื้นที่เสี่ยงโดยเร็วที่สุด และติดตามข่าวสารและคำแนะนำจากช่องทางของสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ที่รับผิดชอบ รวมถึงลงทะเบียนแจ้งช่องทางที่อยู่ให้กับสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลที่รับผิดชอบรับทราบ

นายปาณิดล กล่าวถึงความคืบหน้าในการให้ความช่วยเหลือคนไทยว่า เมื่อเช้าวันนี้ (16 มี.ค.) ลูกเรือบรรทุกสินค้ามยุรีนารี 20 คน เดินทางถึงประเทศไทยโดยสวัสดิภาพแล้ว โดยมีผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศ ผู้แทนกระทรวงแรงงาน ให้การต้อนรับที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ทั้งนี้ มีการประสานงานเพื่อให้ความช่วยเหลือในส่วนของการเร่งค้นหาและช่วยเหลือลูกเรือสินค้าอีก 3 คน โดยเมื่อวันที่ 15 มี.ค.ที่ผ่านมา รมว.การต่างประเทศ ได้หารือทางโทรศัพท์กับ รมว.การต่างประเทศอิหร่าน ขอให้ฝ่ายอิหร่านสนับสนุนให้ความช่วยเหลือลูกเรือไทยอีก 3 คน ที่ยังติดค้างอยู่บนเรือนมยุรีนารี และยังใช้โอกาสนี้หารือเกี่ยวกับการอนุญาตให้เรือไทยเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างปลอดภัย พร้อมย้ำท่าทีของไทยเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกลับสู่กระบวนการเจรจาทางการทูต เพื่อให้สถานการณ์จบลงด้วยสันติโดยเร็วที่สุด ส่วนสถานการณ์ของ 3 ลูกเรือสินค้าไทยนั้น ตอนนี้เรายังรอฟังข่าวอยู่ ขณะนี้กระทรวงการต่างประเทศเราประสานงานกับสถานทูตโอมาน และสถานทูตอิหร่านในประเทศไทยอย่างใกล้ชิดเพื่อเกาะติด ย้ำว่าเราให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างเต็มที่ ตอนนี้ยังไม่ได้รับการยืนยัน ขอให้อดทนรอสักนิด

นายปาณิดล ยังกล่าวถึงการติดตามความคืบหน้าในการเร่งการให้ความช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่เสี่ยง ว่า แม้ว่าสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน จะย้ายไปตั้งชั่วคราวที่ตุรกี แต่การช่วยเหลือและประสานในพื้นที่ยังคงทำอย่างเต็มที่ และได้แจ้งเตือนสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้ประกาศแนวทางและความพร้อมในการอพยพคนไทยที่มีความประสงค์ โดยในชั้นนี้ได้กำหนดการอพยพจำนวน 2 รอบ คือ วันที่ 17 และ 25 มี.ค.69 โดยขอให้ผู้ประสงค์เดินทางกลับแจ้งลงทะเบียนกับสถานทูตโดยเร็วที่สุด ซึ่งสถานเอกอัครราชทูตจะจัดรอบการอพยพเพิ่มเติมตามความเหมาะสมของสถานการณ์ ทั้งนี้ ขณะนี้มีคนไทยที่ได้รับความช่วยเหลือให้ออกจากประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางและเดินทางถึงไทยแล้ว รวมทั้งสิ้น 952 คน

ร่ำรวยผิดปกติ 321 ล้าน! ป.ป.ช.มีมติชี้มูล จำเริญ อดีตผู้ว่า 4 จังหวัด

ร่ำรวยผิดปกติ 321 ล้าน! ป.ป.ช.มีมติชี้มูล จำเริญ อดีตผู้ว่า 4 จังหวัด

ร่ำรวยผิดปกติ 321 ล้าน! ป.ป.ช.มีมติชี้มูล จำเริญ อดีตผู้ว่า 4 จังหวัด

วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.49 น.

16 มีนาคม 2569 นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช.แถลงว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิด นายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต , นครศรีธรรมราช , พังงา และ สตูล ขณะเป็นเจ้าพนักงานของรัฐ ร่ำรวยผิดปกติ ไม่สัมพันธ์กับรายได้ และไม่สามารถพิสูจน์หรือแสดงที่มาของทรัพย์สินดังกล่าวได้ โดยเป็นทรัพย์สินที่อยู่ในชื่อของตนเอง คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ รวมเป็นเงินจำนวน 321,670,858.30 บาท ดังนี้ 1.เงินฝากธนาคารในชื่อบัญชี นายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา 1 บัญชี เป็นเงิน 1,488,514.80 บาท 2.เงินฝากธนาคารในชื่อบัญชีคู่สมรส 13 บัญชี รวมเป็นเงิน 260,846,734.80 บาท 3.ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในชื่อของคู่สมรส 22 รายการ รวมมูลค่า 47,445,608.70 บาท 4.ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างในชื่อของบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ 1 รายการ มูลค่า 5,690,000 บาท (รวมค่าตกแต่งและอุปกรณ์) 5.รถยนต์ในชื่อของคู่สมรส 6 คัน รวมมูลค่า 6,200,000 บาท

คณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณาแล้วมีมติดังนี้ นายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา ร่ำรวยผิดปกติ โดยมีทรัพย์สินมากผิดปกติ หรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นมากผิดปกติ หรือได้ทรัพย์สินมาโดยไม่มีมูลอันจะอ้างได้ตามกฎหมายสืบเนื่องมาจากการปฏิบัติตามหน้าที่    หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ หรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติสืบเนื่องจากการเปรียบเทียบบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน รวมเป็นเงิน 321,670,858.30 บาท

ให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสาร พยานหลักฐาน และความเห็น ไปยังอัยการสูงสุด เพื่อยื่นคำร้องต่อศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี เพื่อขอให้ศาลสั่งให้ทรัพย์สินที่ร่ำรวยผิดปกติ ตกเป็นของแผ่นดิน และให้แจ้งคำวินิจฉัยพร้อมด้วยข้อเท็จจริงโดยสรุปไปยังผู้บังคับบัญชา เพื่อสั่งลงโทษ ไล่ออก โดยให้ถือว่ากระทำการทุจริตต่อหน้าที่ตาม พ.ร.ป.รัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 122 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม หากไม่สามารถบังคับเอาแก่ทรัพย์สินที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่าร่ำรวยผิดปกติตกเป็น ของแผ่นดินได้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วนแล้ว ให้ขอให้ศาลบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของผู้ถูกกล่าวหาได้ภายในระยะเวลาสิบปี ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 125 ด้วย

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา ได้ลาออกจากราชการในขณะที่ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2566

หมออ๋อง กระทุ้งแรง! ถามสส.พิษณุโลก ไม่คิดทำอะไรให้คนพิดโลกมีน้ำมันใช้เลยหรือ!?

หมออ๋อง กระทุ้งแรง! ถามสส.พิษณุโลก ไม่คิดทำอะไรให้คนพิดโลกมีน้ำมันใช้เลยหรือ!?

หมออ๋อง กระทุ้งแรง! ถามสส.พิษณุโลก ไม่คิดทำอะไรให้คนพิดโลกมีน้ำมันใช้เลยหรือ!?

วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.33 น.

หมออ๋อง กระทุ้งแรง! ถามสส.รัฐบาล จ.พิษณุโลก ไม่คิดทำอะไรให้คนพิดโลกมีน้ำมันใช้เลยหรือ!? 

เมื่อวันที่ 16 มี.ค.2569 นายปดิพัทธ์ สันติภาดา อดีตสส.พิษณุโลก หรือหมออ๋อง ที่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า “สส.รัฐบาลในพิษณุโลก จะไม่ทำอะไรเรื่องคนพิดโลกไม่มีน้ำมันใช้เลยหรอครับ”

ทั้งนี้ จ.พิษณุโลก มีทั้งหมด 5 เขตเลือกตั้ง โดยพรรคประชาชน และพรรคเพื่อไทยได้ สส.พรรคละ 1 เขต ขณะที่พรรคภูมิใจไทยได้ สส.ทั้งหมด 3 เขต