“เซเลนสกี” ปรับครม. ปลดนายกฯ หญิงยูเครน หลังนั่งเก้าอี้ปีเดียว

"เซเลนสกี" ปรับครม. ปลดนายกฯ หญิงยูเครน หลังนั่งเก้าอี้ปีเดียว

13 ก.ค. 2569 12:50 น.

“เซเลนสกี” ปรับครม. ปลดนายกฯ หญิงยูเครน หลังนั่งเก้าอี้ปีเดียว

ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน ประกาศปรับคณะรัฐมนตรีครั้งใหญ่ โดยเตรียมเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี ยูเลีย สวีรีเดนโก หลังดำรงตำแหน่งได้เพียง 1 ปี ส่งผลให้รัฐบาลต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ พร้อมเตรียมเปลี่ยนผู้บริหารหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายหลายแห่ง โดยระบุว่าเป็นการปรับยุทธศาสตร์การเมืองของประเทศ ขณะที่ยูเครนยังเผชิญสงครามกับรัสเซียและแรงกดดันจากคดีคอร์รัปชันครั้งใหญ่

ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน ประกาศเมื่อวันอาทิตย์ (13 ก.ค.) ว่า เตรียมเสนอเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรียูเลีย สวีรีเดนโก (Yulia Svyrydenko) ซึ่งดำรงตำแหน่งมาได้เพียง 1 ปี พร้อมปรับเปลี่ยนผู้บริหารหน่วยงานด้านการบังคับใช้กฎหมายหลายแห่ง ส่งผลให้รัฐบาลทั้งคณะต้องยื่นลาออกตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญยูเครน

เซเลนสกีระบุผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า การปรับคณะรัฐมนตรีครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อ “ผลักดันยุทธศาสตร์ทางการเมืองฉบับใหม่” และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารประเทศ แต่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเหตุผลของการปรับเปลี่ยน หรือระบุชื่อผู้ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่

อย่างไรก็ตาม ผู้นำยูเครนกล่าวชื่นชมผลงานของสวีรีเดนโก โดยระบุว่าเธอปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีอย่างมั่นคง มีประสิทธิภาพ และทำงานรับใช้ประเทศมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมเปิดเผยว่าได้เสนอให้เธอรับผิดชอบ “ภารกิจสำคัญด้านความสัมพันธ์กับประเทศพันธมิตรหลัก” แม้จะไม่ได้ระบุว่าเป็นประเทศใด

ด้านสวีรีเดนโก ซึ่งเป็นนักเศรษฐศาสตร์ ได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อเดือนกรกฎาคม 2025 หลังเคยดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าสำนักงานประธานาธิบดี และรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายพัฒนาเศรษฐกิจและการค้า โดยภายหลังการประกาศของเซเลนสกี เธอได้โพสต์ข้อความขอบคุณประธานาธิบดีสำหรับความไว้วางใจ และยืนยันว่าพร้อมรับใช้ประเทศในบทบาทใหม่

การปรับคณะรัฐมนตรีครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญของสงครามยูเครน-รัสเซีย ซึ่งดำเนินมาแล้วกว่า 4 ปี โดยรัสเซียเพิ่มความถี่ในการโจมตีด้วยขีปนาวุธพิสัยไกลต่อเมืองต่าง ๆ ของยูเครน ขณะที่รัฐบาลยูเครนกำลังเร่งแผนผลิตระบบป้องกันภัยทางอากาศแพทริออตภายในประเทศ ภายใต้ข้อตกลงด้านเทคโนโลยีกับสหรัฐฯ

เซเลนสกียังระบุว่า รัฐบาลชุดใหม่จะต้องเร่งผลักดันการสมัครเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป เตรียมความพร้อมด้านพลังงานสำหรับฤดูหนาว และเสริมสร้างขีดความสามารถในการผลิตอาวุธเพื่อรับมือกับการโจมตีจากรัสเซีย

แม้ประธานาธิบดีจะไม่ได้ชี้แจงสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย แต่การปรับโครงสร้างรัฐบาลเกิดขึ้นหลังยูเครนเผชิญคดีคอร์รัปชันครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี ซึ่งนำไปสู่การลาออกของบุคคลสำคัญในสำนักงานประธานาธิบดี

คดีที่ถูกเรียกว่า “คดีไมดาส”  เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาการเรียกรับสินบนมูลค่าราว 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐในบริษัทพลังงานนิวเคลียร์ของรัฐ “เอเนอร์โกอะตอม” (Energoatom) โดยอัยการกล่าวหาว่าทีมูร์ มินดิช อดีตหุ้นส่วนธุรกิจของเซเลนสกี เป็นผู้บงการขบวนการดังกล่าว และยังพาดพิงถึงอันดรีย์ เยอร์มัค อดีตหัวหน้าสำนักงานประธานาธิบดี ทั้งสองฝ่ายปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา

ตามกฎหมายของยูเครน การลาออกของนายกรัฐมนตรีต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา และจะส่งผลให้คณะรัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตำแหน่ง อย่างไรก็ตาม พรรคฝ่ายค้านและสื่อท้องถิ่นคาดว่า รัฐสภาจะให้การสนับสนุนข้อเสนอของเซเลนสกี เนื่องจากรัฐบาลยังคงได้รับเสียงข้างมากนับตั้งแต่รัสเซียเปิดฉากรุกรานยูเครน

สื่อยูเครนรายงานว่า ผู้ที่มีโอกาสได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ได้แก่ เซอร์ฮีย์ โคเรตสกี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทพลังงานแห่งชาติ “นัฟโตกาซ” (Naftogaz), เดนิส ชมีฮาล อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตรัฐมนตรีพลังงาน รวมถึงมีคาอิโล เฟโดรอฟ รัฐมนตรีกลาโหม ขณะที่สมาชิกฝ่ายค้านบางรายเชื่อว่า โคเรตสกีมีโอกาสได้รับการเสนอชื่อมากที่สุด

นอกจากนี้ ยังมีกระแสคาดการณ์ว่า สวีรีเดนโกอาจได้รับการแต่งตั้งเป็นเอกอัครราชทูตยูเครนประจำสหรัฐฯ แทนโอลกา สเตฟานิชีนา ซึ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อปีที่ผ่านมา แม้ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลยูเครนก็ตาม.

สหรัฐฯ-อิหร่านเปิดศึกถล่ม อิหร่านประกาศปิด “ช่องแคบฮอร์มุซ” ขยายวงโจมตี 6 ชาติอาหรับ

 สหรัฐฯ-อิหร่านเปิดศึกถล่ม อิหร่านประกาศปิด “ช่องแคบฮอร์มุซ” ขยายวงโจมตี 6 ชาติอาหรับ

13 ก.ค. 2569 12:10 น.

สหรัฐฯ-อิหร่านเปิดศึกถล่ม อิหร่านประกาศปิด “ช่องแคบฮอร์มุซ” ขยายวงโจมตี 6 ชาติอาหรับ

ทางการอิหร่านประกาศปิด “ช่องแคบฮอร์มุซ” อย่างไม่มีกำหนด พร้อมขยายวงโจมตี 6 ชาติอาหรับ ที่รวมถึงฐานทัพสหรัฐฯ ในคูเวต จอร์แดน และบาห์เรน ส่งผลให้ข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวส่อแววล่มสลายอย่างสิ้นเชิง ขณะที่ทั้งสหรัฐฯ และอิหร่านเปิดฉากถล่มโต้ตอบกันอย่างดุเดือดนานข้ามวัน

ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านทวีความรุนแรงขึ้นอีกครั้ง โดยสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศระลอกใหม่เมื่อเย็นวันอาทิตย์ โดยกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ระบุว่า การโจมตีมีเป้าหมายเพื่อทำลายศักยภาพของอิหร่านในการโจมตีเรือพาณิชย์ที่ใช้เส้นทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมเปิดเผยว่าในช่วง 3 วันที่ผ่านมา สหรัฐฯ ได้โจมตีเป้าหมายทางทหารของอิหร่านแล้วมากกว่า 300 จุด ซึ่งรวมถึงระบบป้องกันภัยทางอากาศ สถานีเรดาร์ชายฝั่ง ฐานยิงขีปนาวุธ และฐานปฏิบัติการโดรน

ในเวลาเดียวกัน สื่อทางการอิหร่านรายงานว่า เกิดการระเบิดหลายจุดที่เมืองท่าสิริก, บันดาร์ อับบาส, จาสก์ และเกาะเกชม์ ซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ริมช่องแคบฮอร์มุซ โดยมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1 คน และบาดเจ็บอีก 4 คนจากการโจมตีของสหรัฐฯ ในจังหวัดคูเซสถาน ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ

ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้สัมภาษณ์สั้น ๆ กับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า “เรากำลังจัดการพวกเขาอย่างหนัก” พร้อมย้ำว่าสหรัฐฯ จะเดินหน้าปฏิบัติการต่อไปเพื่อรักษาเสรีภาพในการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ

เพื่อเป็นการตอบโต้ กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่านได้ยกระดับการโจมตีครั้งใหญ่ โดยพุ่งเป้าไปที่ฐานทัพและโครงสร้างพื้นฐานของกองทัพสหรัฐฯ ใน 6 ประเทศรอบอ่าวเปอร์เซียและตะวันออกกลาง 

โดยที่จอร์แดน อิหร่านโจมตีฐานทัพอากาศเจ้าชายฮัสซัน และคลังเก็บโดรน ส่วนที่คูเวต ฐานทัพอากาศอาลี อัล ซาเล็มถูกถล่ม แรงระเบิดสร้างความเสียหายต่อแท่นขุดเจาะน้ำมันและมีคนงานได้รับบาดเจ็บ 1 ราย ขณะที่บาห์เรน มีการโจมตีศูนย์บัญชาการโดรนของกองทัพสหรัฐฯ

การโจมตีที่กาตาร์ ได้ทำลายศูนย์ซ่อมบำรุงเครื่องบินรบและอาคารบัญชาการ มีรายงานผู้บาดเจ็บจากเศษกระสุน 3 ราย ที่โอมาน มีการโจมตีแพลตฟอร์มสนับสนุนและเติมน้ามันของเรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เผชิญกับการโจมตีด้วยมิไซล์และโดรนภายนอกชายแดน ซึ่งระบบป้องกันภัยทางอากาศสามารถสกัดไว้ได้บางส่วน

กองทัพจอร์แดนแถลงว่าได้ยิงสกัดขีปนาวุธของอิหร่านตก 4 ลูกเหนือน่านฟ้า พร้อมเสริมว่าไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือความเสียหายต่อทรัพย์สิน

ทางการโอมานได้ทำการเรียกตัวเอกอัครราชทูตอิหร่านเข้าพบเพื่อประท้วงอย่างรุนแรง ขณะที่สถานทูตสหรัฐฯ ในโอมานได้ประกาศเตือนให้พลเมืองของตนในเมืองดุกม์ และมูซันดัม หลบภัยในที่ตั้งทันที

สำนักงานบริหารจัดการช่องแคบเปอร์เซียของอิหร่านที่เพิ่งจัดตั้งขึ้นใหม่ ประกาศว่าการสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซ “ไม่สามารถทำได้ในขณะนี้” เนื่องจากการเคลื่อนไหวที่ผิดกฎหมายของกองทัพสหรัฐฯ โดยอิหร่านพยายามจัดตั้งระบบถาวรในการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการผ่านทาง และสั่งห้ามเรือทุกลำผ่านโดยไม่ได้รับอนุญาต หลังจากก่อนหน้านี้ได้ยิงเตือนและโจมตีเรือพาณิชย์ 2 ลำที่ใช้เส้นทางโดยไม่ได้รับอนุมัติ

เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้เรือบรรทุกสินค้า GFS Galaxy ของอินเดียถูกโจมตีนอกชายฝั่งโอมาน โดยทางการโอมานสามารถช่วยชีวิตลูกเรือไว้ได้ 23 ราย แต่ยังมีลูกเรือชาวอินเดียสูญหายอีก 1 ราย ส่งผลให้ทางการกาตาร์ออกประกาศเตือนให้เรือทุกประเภท รวมถึงเรือประมงและเจ็ทสกี งดทำกิจกรรมในน่านน้ำโดยเด็ดขาด ข้อมูลจาก Kpler ระบุว่า มีเรือผ่านช่องแคบเพียง 6 ลำในวันอาทิตย์ ซึ่งเป็นจำนวนที่ต่ำที่สุดในรอบ 5 สัปดาห์

อย่างไรก็ตาม ทางการสหรัฐฯ และศูนย์ข้อมูลทางทะเลร่วม (JMIC) ออกมาแถลงแย้งว่า อิหร่านไม่ได้เป็นผู้ควบคุมช่องแคบ และการเดินเรือยังคงดำเนินไปได้ โดยกองทัพเรือสหรัฐฯ ได้เปิดเส้นทางเดินเรือสำรองทางตอนใต้ใกล้กับโอมานเพื่อความปลอดภัย และพร้อมปกป้องเสรีภาพในการเดินเรือสากล

การสู้รบที่กลับมาปะทุรุนแรงในครั้งนี้ ทำลายความหวังของข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวที่สหรัฐฯ และอิหร่านเพิ่งลงนามร่วมกันเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งเดิมทีมีเป้าหมายเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซและยุติสงครามหลังการเจรจาต่ออีก 60 วัน โดยประธานาธิบดีทรัมป์ระบุว่า ข้อตกลงหยุดยิงดังกล่าวได้สิ้นสุดลงแล้ว ขณะที่ นายโมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ เจรจาระดับสูงของอิหร่าน โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า “ยุคสมัยของข้อตกลงฝ่ายเดียวได้จบลงแล้ว จงรักษาคำพูดหรือจ่ายค่าตอบแทน”

กระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านยังเปิดเผยเพิ่มเติมว่า การเจรจาร่วมกับโอมานที่กรุงมัสกัตเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาล้มเหลว เนื่องจากถูกสหรัฐฯ กดดันทั้งทางลับและทางแจ้ง.

ที่มา Reuters / BBC

ไฟป่าฟงแตนโบลใกล้กรุงปารีส เผาวอดแล้วราว 5,000 ไร่

ไฟป่าฟงแตนโบลใกล้กรุงปารีส เผาวอดแล้วราว 5,000 ไร่

13 ก.ค. 2569 11:36 น.

ไฟป่าฟงแตนโบลใกล้กรุงปารีส เผาวอดแล้วราว 5,000 ไร่

ฝรั่งเศสเผชิญไฟป่าครั้งรุนแรงในป่าฟงแตนโบล ห่างจากกรุงปารีสเพียง 60 กิโลเมตร เจ้าหน้าที่ระดมนักผจญเพลิงกว่า 400 นาย พร้อมเครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์ดับเพลิงเข้าควบคุมสถานการณ์ หลังเพลิงเผาผลาญพื้นที่แล้วราว 5,000 ไร่ ส่งผลให้ต้องอพยพประชาชน ปิดทางหลวงสายหลัก และกระทบระบบรถไฟความเร็วสูง ท่ามกลางคลื่นความร้อนระลอกที่ 3 ของฝรั่งเศสในปีนี้

เจ้าหน้าที่ดับเพลิงของฝรั่งเศสกว่า 400 นาย พร้อมด้วยเฮลิคอปเตอร์และเครื่องบินโปรยน้ำ เร่งระดมกำลังเข้าควบคุมเหตุไฟป่าครั้งใหญ่ที่มีความรุนแรงและมีขนาดปะทุที่ “ใหญ่เป็นพิเศษ” บริเวณฝั่งตะวันตกของป่าฟงแตนโบล (Fontainebleau) ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงปารีสไปทางตะวันออกเฉียงใต้ราว 60 กิโลเมตร

รายงานล่าสุดระบุว่า เพลิงได้ลุกลามอย่างรวดเร็วครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 5,000 ไร่ และยังคงไม่สามารถควบคุมได้ ทั้งนี้ ทันทีที่ทัศนวิสัยเริ่มมืดลง เครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์ดับเพลิงจำเป็นต้องระงับปฏิบัติการทางอากาศชั่วคราว ทำให้เหลือเพียงเจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินที่ต้องต่อสู้กับเปลวเพลิงตลอดทั้งคืน โดยหวังให้อุณหภูมิที่ลดลงในช่วงค่ำช่วยชะลอการลุกลาม

การส่งเครื่องบินดับเพลิงจากพื้นที่ทางตอนใต้ของประเทศ ซึ่งปกติมีอากาศแห้งและร้อนกว่า ขึ้นมาปฏิบัติการในแถบปารีสและภาคเหนือในครั้งนี้ ถือเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน สะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงของสถานการณ์ในปัจจุบัน

เหตุไฟป่าดังกล่าวเกิดขึ้นตรงกับช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์แรกของฤดูท่องเที่ยวฤดูร้อน และก่อนหน้าวันชาติฝรั่งเศส 14 ก.ค.) ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบคมนาคมขนส่ง โดยทางหลวงสาย A6 ซึ่งเป็นเส้นทางคมนาคมสายหลักเชื่อมต่อระหว่างภาคเหนือและภาคใต้ของประเทศ ต้องถูกสั่งปิดการใช้งานบางส่วนเนื่องจากกลุ่มควันหนาทึบและเปลวไฟที่ประชิดขอบทาง ส่วนบริการรถไฟความเร็วสูง TGV สายใต้ต้องหยุดชะงัก ส่งผลให้ผู้โดยสารที่สถานีแกร์ เดอ ลียง ในกรุงปารีส ต้องเผชิญกับการล่าช้านานสูงสุดถึง 6 ชั่วโมง

ด้านการอพยพ ประชาชนในหมู่บ้านโวดูเอ และพื้นที่ใกล้เคียงต้องอพยพออกจากที่พักอาศัยอย่างเร่งด่วน โดยชาวบ้านรายหนึ่งเปิดเผยว่า เถ้าถ่านปลิวว่อนไปทั่วชั้นบรรยากาศและสามารถมองเห็นไฟป่าโอบล้อมอยู่ทั้งสองด้านของหมู่บ้าน ขณะที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อตั้งแนวป้องกันไม่ให้ไฟลามเข้าสู่ตัวเมือง

ปัจจุบัน พื้นที่ส่วนใหญ่ของฝรั่งเศส รวมถึงภูมิภาคปารีส กำลังอยู่ภายใต้ประกาศเฝ้าระวังภัยคุกคามระดับสีแดง ใน 37 เขต เนื่องจากเผชิญกับคลื่นความร้อนระลอกที่ 3 นับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม โดยอุณหภูมิในหลายพื้นที่พุ่งสูงเฉียด 40 องศาเซลเซียส

วิกฤตสภาพอากาศสุดขั้วนี้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างในฝรั่งเศส ทางการต้องสั่งปิดโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ชั่วคราวถึง 3 แห่ง เนื่องจากอุณหภูมิน้ำในแม่น้ำสูงเกินกว่าจะนำมาใช้ระบายความร้อนได้อย่างปลอดภัย ส่วนผู้จัดงานแข่งขันจักรยานทางไกล ตูร์เดอฟร็องส์ (Tour de France) ต้องสั่งตัดลดระยะทางการแข่งขันในสเตจวันอาทิตย์ลง 30 กิโลเมตร เพื่อความปลอดภัยของนักปั่น

นายโลรองต์ นูเญซ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ในปีนี้ไฟป่าได้เผาทำลายพื้นที่ในฝรั่งเศสไปแล้วรวมกว่า 17,000 เฮกตาร์ และคาดว่าเมื่อรวบรวมตัวเลขทั้งหมดอาจสูงถึง 25,000 เฮกตาร์ ซึ่งนับเป็นความเสียหายที่ “มากกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปี 2025 ถึงสองเท่า”

นอกจากในแถบปารีสแล้ว ที่จังหวัดแม็ง-เอ-ลัวร์ (Maine-et-Loire) ทางตะวันตกของประเทศ ก็เกิดเหตุไฟป่าลุกไหม้รุนแรงเช่นกัน โดยเพลิงได้เผาวอดพื้นที่การเกษตรและป่าไม้ไปแล้วราว 1,875 ไร่ ส่งผลให้บ้านพักอาศัย 2 หลัง และรถบ้านอีก 3 หลังถูกทำลาย รวมถึงสร้างความเสียหายต่อสายส่งไฟฟ้าแรงสูง เจ้าหน้าที่ดับเพลิงกว่า 200 นายพร้อมเกษตรกรในพื้นที่ได้ร่วมมือกันสกัดเพลิงจนสถานการณ์เริ่มทรงตัวในช่วงดึก และยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต.

ที่มา AFP / Le Monde

กัมพูชาเตือนประชาชนอย่าเชื่อข้อมูลบน Facebook-TikTok ระบุไม่ใช่สื่อวิชาชีพ ข้อมูลไม่ผ่านการตรวจสอบ

กัมพูชาเตือนประชาชนอย่าเชื่อข้อมูลบน Facebook-TikTok ระบุไม่ใช่สื่อวิชาชีพ ข้อมูลไม่ผ่านการตรวจสอบ

13 ก.ค. 2569 09:04 น.

กัมพูชาเตือนประชาชนอย่าเชื่อข้อมูลบน Facebook-TikTok ระบุไม่ใช่สื่อวิชาชีพ ข้อมูลไม่ผ่านการตรวจสอบ

กระทรวงข้อมูลข่าวสารกัมพูชาเตือนประชาชนอย่าเชื่อข้อมูลบน Facebook และ TikTok ระบุไม่ใช่สื่อมวลชนวิชาชีพ ใครก็เผยแพร่ข้อมูลได้โดยไม่ผ่านการตรวจสอบ

เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2569 กระทรวงข้อมูลข่าวสารกัมพูชาออกคำเตือนถึงประชาชนไม่ให้เชื่อข้อมูลที่เผยแพร่ผ่าน Facebook และ TikTok โดยระบุว่าแพลตฟอร์มทั้งสองไม่ใช่สื่อมวลชนวิชาชีพ เนื่องจากเปิดโอกาสให้ผู้ใช้ทุกคนสามารถสร้างบัญชีและเผยแพร่ข้อมูลได้โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการกลั่นกรอง ตรวจสอบข้อเท็จจริง หรือการกำกับดูแลด้านบรรณาธิการ

โดยนายเทพ อัสนาริธ โฆษกกระทรวงข้อมูลข่าวสาร กล่าวว่า ผู้ใช้โซเชียลมีเดียส่วนใหญ่ไม่ได้ผ่านการอบรมด้านสื่อสารมวลชน จึงอาจเผยแพร่ทั้งข้อมูลที่ถูกต้องและข้อมูลเท็จได้ เว้นแต่บัญชีทางการของหน่วยงานรัฐ องค์กร หรือบุคคลสาธารณะที่มีผู้เชี่ยวชาญดูแล พร้อมยอมรับว่าโซเชียลมีเดียมีประโยชน์ทั้งด้านความบันเทิง การค้า และการสื่อสาร แต่หากผู้ใช้ขาดการตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูลก่อนแชร์ต่อ อาจสร้างความสับสนและส่งผลกระทบต่อสังคมได้

พร้อมกันนี้ กระทรวงระบุว่า ปัจจุบันกัมพูชามีผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียมากกว่า 15 ล้านคน จากประชากรราว 17 ล้านคน โดยในกลุ่มนักเรียนและเยาวชน มีผู้ใช้ Facebook ราว 59% และ TikTok ประมาณ 35% พร้อมยังเปรียบเทียบว่าสื่อมวลชนวิชาชีพต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบข้อมูลโดยบรรณาธิการและแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือก่อนเผยแพร่ เพื่อให้เป็นไปตามจริยธรรมสื่อ โดยให้ความสำคัญกับ ความถูกต้องและความน่าเชื่อถือมากกว่าความรวดเร็ว แม้การทำข่าวในยุคดิจิทัลจะต้องแข่งขันกับความเร็วในการนำเสนอข้อมูลก็ตาม.

ที่มา Phnompenh Post

สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่านระลอกที่ 4 ตามคำสั่งของทรัมป์

สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่านระลอกที่ 4 ตามคำสั่งของทรัมป์

13 ก.ค. 2569 05:37 น.

สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่านระลอกที่ 4 ตามคำสั่งของทรัมป์

สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่านเป็นระลอกที่ 4 ในรอบสัปดาห์เดียว ตามคำสั่งของโดนัลด์ ทรัมป์ อ้างว่าทำเพื่อลดขีดความสามารถของอิหร่านในการโจมตีเรือในช่องแคบฮอร์มุซ

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 12 ก.ค. 2569 กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เปิดเผยว่า สหรัฐฯ ได้เปิดฉากโจมตีอิหร่านเพิ่มเติมแล้ว หลังจากในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา วอชิงตันกับเตหะรานโจมตีตอบโต้กันหลายครั้ง จนทำให้ข้อตกลงหยุดยิงอยู่ในภาวะใกล้พังทลาย ขณะที่ความหวังว่าทั้งสองประเทศจะบรรลุข้อตกลงยุติสงครามก็ยิ่งริบหรี่

“เมื่อเวลา 17.00 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของวันนี้ กองกำลังบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) เริ่มเปิดฉากโจมตีอิหร่านเพิ่มเติม เพื่อลดทอนขีดความสามารถของพวกเขาในการโจมตีลูกเรือพลเรือนและเรือพาณิชย์ที่สัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างเสรีอย่างต่อเนื่อง” กองกำลังบัญชาการกลางสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน X

CENTCOM บอกด้วยว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นผู้ “สั่งการให้มีการโจมตีเพื่อให้อิหร่านรับผิดชอบต่อการกระทำของตน”

นาวาเอก ทิม ฮอว์กินส์ โฆษกของ CENTCOM เปิดเผยว่า ในช่วงหนึ่งชั่วโมงที่ผ่านมา กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ได้ยิงโจมตีเรือพาณิชย์ที่กำลังแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซหลายลำ ซึ่งจนถึงขณะนี้ เครื่องบินรบของสหรัฐฯ สามารถยิงสกัดขีปนาวุธร่อนและโดรนพลีชีพของอิหร่านได้สำเร็จ

ขณะเดียวกัน สำนักข่าว IRIB สื่อทางการของอิหร่านรายงานว่า เกิดเหตุระเบิดต่อเนื่องในหลายพื้นที่ทั่วจังหวัดฮอร์โมซกัน (Hormozgan) ทางตอนใต้ของอิหร่าน ในช่วงดึกวันอาทิตย์ตามเวลาท้องถิ่น

มีรายงานเหตุระเบิดในพื้นที่เมืองจาสก์ (Jask), เกาะเกชม์ (Qeshm), เมืองบันดาร์อับบาส (Bandar Abbas) และเมืองสิริก (Sirik) ภายในจังหวัดดังกล่าว ซึ่งเจ้าหน้าที่ระบุว่ายังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตที่เป็นพลเรือนหรือความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน

“สืบเนื่องจากการโจมตีระลอกล่าสุดของสหรัฐฯ ในหลายพื้นที่ของจังหวัด จนถึงขณะนี้ยังไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตที่เป็นพลเรือน รวมถึงไม่มีความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานของที่อยู่อาศัยหรือเชิงพาณิชย์แต่อย่างใด” สำนักงานประชาสัมพันธ์ของผู้ว่าราชการจังหวัดฮอร์โมซกันระบุ

นอกจากนี้ สำนักข่าว IRIB ยังรายงานแยกอีกฉบับว่า “ตามรายงานในเบื้องต้น การโจมตีในค่ำคืนนี้พุ่งเป้าไปที่เสาส่งสัญญาณโทรคมนาคม” ในเมืองสิริก พร้อมระบุเสริมว่า “เป็นจุดเดียวกันกับที่เคยถูกโจมตีไปแล้วก่อนหน้านี้”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทหารเรือชิลีซิ่งรถ เสียหลักชนผู้คนในงานเทศกาล ดับ 6 ศพ เจ็บอีก 7 ราย

ทหารเรือชิลีซิ่งรถ เสียหลักชนผู้คนในงานเทศกาล ดับ 6 ศพ เจ็บอีก 7 ราย

13 ก.ค. 2569 05:08 น.

ทหารเรือชิลีซิ่งรถ เสียหลักชนผู้คนในงานเทศกาล ดับ 6 ศพ เจ็บอีก 7 ราย

เกิดเหตุรถยนต์พุ่งชนผู้คนที่งานเทศกาลในเมืองของประเทศชิลี โดยคนขับเป็นทหารเรือ คาดว่าเกิดเสียหลักขณะขับรถด้วยความเร็วสูง อย่างไรก็ตาม ตำรวจกำลังสืบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริง

เมื่อ 12 ก.ค. 2569 ตำรวจท้องถิ่นของประเทศชิลีเปิดเผยว่า เกิดเหตุรถยนต์คันหนึ่งพุ่งชนผู้คนในงานเทศกาลริมถนนที่เมือง บีญ่า เดล มาร์ (Viña del Mar) ติดชายฝั่งทะเล ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 6 ศพ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 7 ราย

เจ้าหน้าที่ตำรวจ ฮอร์เก กวยตา บอกกับสำนักข่าว AFP ว่า ชายคนดังกล่าวขับรถด้วยความเร็วสูงบนถนนที่วิ่งขนานไปกับพื้นที่จัดงานเทศกาล ก่อนจะสูญเสียการควบคุมรถพุ่งเข้าชนผู้คน ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บดังกล่าว โดยผู้บาดเจ็บทั้ง 7 ราย ไม่มีอาการรุนแรงถึงขั้นเป็นอันตรายต่อชีวิต

นายกวยตาบอกด้วยว่า ชายคนดังกล่าวถูกควบคุมตัวไว้แล้ว และจะเข้ารับการตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ในร่างกายต่อไป

ทางด้านกองทัพเรือชิลีแถลงว่า คนขับรถรายนี้เป็นข้าราชการทหารเรือยศ “จ่าทหารเรือ” ที่อยู่ระหว่างช่วงนอกเวลาปฏิบัติราชการ

เจ้าหน้าที่ประจำภูมิภาคเปิดเผยว่า ตามรายงานเบื้องต้นของตำรวจระบุว่า คนขับไม่ได้อยู่ภายใต้ฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ แต่อาจสูญเสียการควบคุมรถเนื่องจากมีฝนตกทำให้ถนนลื่น และเขากล่าวเสริมว่า เหยื่อผู้เคราะห์ร้ายส่วนใหญ่เป็นพ่อค้าแม่ค้าในงานแฟร์แห่งนี้

ภาพถ่ายจากที่เกิดเหตุเผยให้เห็นรถยนต์สีขาวคันหนึ่งในสภาพกระจกหน้ารถแตก ฝากระโปรงหน้าพังยับเยิน โดยมีเศษเสื้อผ้า กล่องกระดาษ และสิ่งของที่ดูเหมือนจะเป็นสินค้าในงานแฟร์กระจายอยู่โดยรอบ

ประธานาธิบดี โฮเซ อันโตนิโอ คาสต์ โพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม X โดยระบุว่าโศกนาฏกรรมในครั้งนี้ “ได้ทำให้คนทั้งประเทศต้องตกอยู่ในความโศกเศร้า” พร้อมทั้งแสดงความเสียใจอย่างที่สุดไปยังครอบครัวของผู้เสียชีวิตทุกท่านด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : straitstimes

สลดเวเนซุเอลา เหยื่อแผ่นดินไหวพุ่ง 4,490 ศพ เจ็บอีก 16,000 ราย

สลดเวเนซุเอลา เหยื่อแผ่นดินไหวพุ่ง 4,490 ศพ เจ็บอีก 16,000 ราย

13 ก.ค. 2569 03:57 น.

สลดเวเนซุเอลา เหยื่อแผ่นดินไหวพุ่ง 4,490 ศพ เจ็บอีก 16,000 ราย

ทางการเวเนซุเอลาอัพเดตยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงเมื่อเดือนก่อน โดยเพิ่มขึ้นเป็น 4,490 ศพแล้ว ขณะที่ประชาชนอีกเกือบ 20,000 คนยังต้องอาศัยในที่พักชั่วคราว

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 12 ก.ค. 2569 นายฮอร์เก โรดริเกซ ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติของเวเนซุเอลา เปิดเผยว่านับตั้งแต่เกิดแผ่นดินไหวรุนแรง 2 ครั้งซ้อนเมื่อ 24 มิ.ย. จำนวนผู้เสียชีวิตอย่างเป็นทางการได้เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 4,490 ศพแล้ว ขณะที่มีผู้ได้รับบาดเจ็บประมาณ 16,740 ราย

จนถึงตอนนี้ เจ้าหน้าที่กู้ภัยสามารถช่วยเหลือผู้รอดชีวิตออกมาได้ 6,462 ราย ขณะที่ทางการให้ความช่วยเหลือครอบครัวผู้ประสบภัยแล้ว 120,794 ครัวเรือน และได้จัดตั้งแคมป์ที่พักพิงชั่วคราวจำนวน 108 แห่ง ซึ่งรองรับประชาชนอยู่ 19,583 คน ขณะที่อีก 17,907 คนยังคงไม่มีที่อยู่อาศัยแบบถาวร

รายงานระบุว่า แรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวส่งผลให้อาคารบ้านเรือนได้รับความเสียหาย 856 หลัง ซึ่งรวมถึงอาคารที่พังถล่มลงมาโดยสิ้นเชิงจำนวน 190 หลัง

ทีมบรรเทาทุกข์ได้แจกจ่ายอาหารไปแล้วปริมาณ 9,995 ตัน และน้ำดื่มมากกว่า 18.5 ล้านลิตร ขณะที่มีผู้ป่วยได้รับการดูแลรักษาทางการแพทย์แล้ว 32,401 ราย

การดำเนินงานช่วยเหลือในครั้งนี้มีการระดมกำลังเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่จำนวน 31,837 นาย อาสาสมัคร 30,535 คน และเจ้าหน้าที่กู้ภัยจากนานาชาติอีก 2,422 คน

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 24 มิ.ย.ที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 7.2 และ 7.5 เขย่าประเทศเวเนซุเอลา โดยเหตุการณ์ทั้งสองครั้งเกิดขึ้นห่างกันเพียง 39 วินาทีเท่านั้น ความรุนแรงของแผ่นดินไหวสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง ส่งผลให้เกิดการระดมความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมครั้งใหญ่ทั้งจากภายในประเทศและจากประชาคมโลก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : aa

อิหร่านเผย สหรัฐฯ โจมตีดับ 1 เจ็บ 2 เกิดระเบิดที่เกาะเกชม์

อิหร่านเผย สหรัฐฯ โจมตีดับ 1 เจ็บ 2 เกิดระเบิดที่เกาะเกชม์

13 ก.ค. 2569 00:39 น.

อิหร่านเผย สหรัฐฯ โจมตีดับ 1 เจ็บ 2 เกิดระเบิดที่เกาะเกชม์

สื่ออิหร่านเผยว่า การโจมตีระลอกใหม่ของสหรัฐฯ ทำให้เจ้าหน้าที่บริษัทโทรคมนาคมใกล้อ่าวเปอร์เซียเสียชีวิต 1 ศพ และบาดเจ็บอีก 2 ราย ขณะที่มีรายงานเสียงระเบิดที่เกาะเกชม์ด้วย

เมื่อ 12 ก.ค. 2569 สื่อของรัฐบาลอิหร่านรายงานว่า พนักงานของบริษัทโทรคมนาคมแห่งหนึ่งเสียชีวิตจากการโจมตีในจังหวัดฮอร์โมซกัน (Hormozgan) ทางตอนใต้ซึ่งติดกับอ่าวเปอร์เซีย ในขณะที่อิหร่านกับสหรัฐฯ กลับมาโจมตีตอบโต้กันอีกครั้ง จากความขัดแย้งเรื่องช่องแคบฮอร์มุซ

“สืบเนื่องจากการโจมตีของศัตรูที่เกาะฟารูร์ (Farur) ในเมืองบันดาร์เลนเกห์ (Bandar Lengeh) ส่งผลให้พนักงานของบริษัท โมบาย คอมมูนิเคชันส์ แห่งอิหร่าน เสียชีวิต 1 รายขณะปฏิบัติหน้าที่ และเพื่อนร่วมงานของเขาได้รับบาดเจ็บอีก 2 ราย” สำนักข่าว ไออาร์เอ็นเอ (IRNA) รายงาน

ขณะเดียวกัน สำนักข่าวไออาร์ไอบี (IRIB) ของรัฐบาลอิหร่านรายงานว่า เกิดเสียงระเบิดดังขึ้นหลายครั้งใกล้กับเกาะเกชม์ (Qeshm Island) ของอิหร่าน ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับช่องแคบฮอร์มุซ และเป็นที่ตั้งของฐานทัพและฐานยิงขีปนาวุธใต้ดินที่สำคัญของอิหร่าน

ส่วนขณะที่สำนักข่าวฟาร์ส (Fars) สื่อกึ่งทางการของอิหร่านรายงานเพิ่มเติมว่า มีผู้ได้ยินเสียงระเบิดดังขึ้นใกล้กับเมืองบันดาร์อับบาส (Bandar Abbas) ซึ่งเป็นเมืองท่าของอิหร่านเช่นกัน

อีกด้านหนึ่ง กระทรวงกลาโหมของคูเวตเปิดเผยว่า ด่านชายแดน 3 แห่งและแท่นขุดเจาะน้ำมันนอกชายฝั่งถูกโจมตีในระหว่างการยิงปะทะกันระลอกใหม่ระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน

“ด่านชายแดนทางบก 3 แห่งทางตอนเหนือของประเทศตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีอันขี้ขลาด ส่งผลให้เกิดความเสียหายทางวัตถุ” แถลงการณ์เผยโดยไม่ได้ระบุถึงที่มาของการโจมตี พร้อมเสริมว่า “แท่นขุดเจาะน้ำมันนอกชายฝั่งของบริษัท คูเวต ออยล์ ถูกโจมตีโดยโดรนของฝ่ายศัตรู ทำให้เกิดความเสียหายทางวัตถุและมีคนงานได้รับบาดเจ็บ 1 ราย”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

เมียนมาแจ้งอาเซียน อองซาน ซูจี แข็งแรงดี และได้รับการดูแลอย่างดี

เมียนมาแจ้งอาเซียน อองซาน ซูจี แข็งแรงดี และได้รับการดูแลอย่างดี

13 ก.ค. 2569 00:14 น.

เมียนมาแจ้งอาเซียน อองซาน ซูจี แข็งแรงดี และได้รับการดูแลอย่างดี

รัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมายืนยันกับรัฐมนตรีในที่ประชุมอาเซียนว่า นางอองซาน ซูจี อดีตผู้นำที่ถูกควบคุมตัว มีสุขภาพแข็งแรงดี และพวกเขาจะดูแลเธอเป็นอย่างดีด้วย

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 12 ก.ค. 2569 ทูตพิเศษอาเซียนประจำเมียนมาเปิดเผยว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของเมียนมาได้แจ้งต่อบรรดารัฐมนตรีต่างประเทศของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ว่า นางอองซาน ซูจี อดีตผู้นำที่ถูกควบคุมตัว มีสุขภาพแข็งแรงดีและจะได้รับการดูแลเป็นอย่างดี

นางมาเรีย เทเรซา ลาซาโร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศฟิลิปปินส์ ได้พยายามขอเข้าพบนางอองซาน ซูจี อดีตผู้นำเมียนมาวัย 81 ปี ซึ่งถูกควบคุมตัวนับตั้งแต่กองทัพก่อรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของเธอ ในปี 2564

“เท่าที่ฉันจำได้เกี่ยวกับคำแถลงของรัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมาต่อกรณีของอองซาน ซูจีก็คือ เธอมีสุขภาพแข็งแรงดี และจากที่เขาพูดคือ เธอเปรียบเสมือนญาติ เปรียบเสมือนพี่สาวน้องสาว ดังนั้นพวกเราจะดูแลเธอเอง” นางลาซาโรกล่าวในงานแถลงข่าว

ปัจจุบัน นางอองซาน ซูจี กำลังรับโทษจำคุก 27 ปี จากข้อหาต่างๆ หลายคดีที่กลุ่มพันธมิตรของเธอกล่าวว่าเป็นเรื่องที่กุขึ้นเพื่อกีดกันเธอออกจากการเมือง ซึ่งรวมถึงข้อหายุยงปลุกปั่น, การทุจริตคอร์รัปชัน, การโกงเลือกตั้ง และการละเมิดกฎหมายความลับของรัฐ โดยเธอได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาว่าไม่ได้กระทำความผิดใดๆ

ในขณะนี้ยังไม่มีใครทราบแน่ชัดว่านางอองซาน ซูจีพำนักอยู่ที่ใด แต่นางลาซาโรได้เปิดเผยก่อนหน้านี้ว่าเธอถูกย้ายไปยัง “สถานที่ที่กำหนดไว้เฉพาะ” โดยไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม

ด้านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว กล่าวว่า นายติน หม่อง ซเว รัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมา ได้เผชิญกับคำถามมากมายในระหว่างการประชุมอย่างไม่เป็นทางการเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ณ กรุงเทพมหานคร เกี่ยวกับสถานะของเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพรายนี้

“เรายังได้แสดงความคิดเห็นไปด้วยว่า หากทูตพิเศษอาเซียนได้รับโอกาสให้เข้าพบกับ ดอว์ อองซาน ซูจี ก็จะเป็นสิ่งที่ดี ยิ่งขึ้น เพื่อที่พวกเราจะได้สามารถตรวจสอบข้ออ้างที่รัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมาได้กล่าวไว้” นายสีหศักดิ์กล่าว โดยเรียกเธอด้วยคำยกย่องในภาษาเมียนมา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ชีค ฮาหมัด อดีตเจ้าผู้ครองรัฐกาตาร์ สิ้นพระชนม์แล้ว พระชนมายุ 74 พรรษา

ชีค ฮาหมัด อดีตเจ้าผู้ครองรัฐกาตาร์ สิ้นพระชนม์แล้ว พระชนมายุ 74 พรรษา

12 ก.ค. 2569 23:08 น.

ชีค ฮาหมัด อดีตเจ้าผู้ครองรัฐกาตาร์ สิ้นพระชนม์แล้ว พระชนมายุ 74 พรรษา

ชีค ฮาหมัด อดีตเจ้าผู้ครองรัฐกาตาร์ ผู้พัฒนาประเทศสู่ระดับโลกทั้งในด้านการทูต สื่อสารมวลชน และการลงทุน สิ้นพระชนม์แล้วขณะมีพระชนมายุ 74 พรรษา

สำนักข่าวแห่งรัฐกาตาร์รายงานเมื่อ 12 ก.ค. 2569 ว่า ชีค ฮาหมัด บิน คาลิฟา อัล ธานี อดีตเจ้าผู้ครองรัฐกาตาร์ ผู้เปลี่ยนแปลงประเทศขนาดเล็กในอ่าวเปอร์เซียแห่งนี้ให้กลายเป็นผู้มีบทบาทสำคัญระดับโลกทั้งในด้านการทูต สื่อสารมวลชน และการลงทุน ก่อนจะทรงสละราชสมบัติ สิ้นพระชนม์แล้วขณะมีพระชนมายุ 74 พรรษา

“ด้วยหัวใจที่ยึดมั่นในพระประสงค์และลิขิตของพระผู้เป็นเจ้า สำนักพระราชวังกาตาร์ขอไว้อาลัยต่อความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของประเทศชาติ จากการสิ้นพระชนม์ของเจ้าพระคุณ ขอพระผู้เป็นเจ้าทรงเมตตาต่อดวงพระวิญญาณ สมเด็จพระราชาธิบดีผู้ทรงเป็นพระราชบิดา ชีค ฮาหมัด บิน คาลิฟา อัล ธานี ซึ่งสิ้นพระชนม์เมื่อช่วงเช้าของวันนี้” สำนักพระราชวังระบุในแถลงการณ์เมื่อวันอาทิตย์

สื่อทางการของกาตาร์รายงานข่าวการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ ทว่าไม่ได้มีการระบุถึงสาเหตุการสิ้นพระชนม์แต่อย่างใด

ขณะที่รัฐบาลกาตาร์ประกาศช่วงเวลาไว้อาลัยทั่วประเทศเป็นเวลา 4 วัน เริ่มตั้งแต่วันอาทิตย์เป็นต้นไป โดยมีการสั่งระงับการปฏิบัติงานชั่วคราว ณ หน่วยงานราชการและองค์กรสาธารณะต่างๆ พร้อมทั้งลดธงครึ่งเสา

ทั้งนี้ ชีค ฮาหมัด ทรงปกครองกาตาร์ตั้งแต่ปี 2538-2556 ทรงเป็นผู้วางรากฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศที่ร่ำรวยไปด้วยทรัพยากรพลังงานแห่งนี้

ในรัชสมัยของพระองค์ ประเทศกาตาร์มีความเจริญก้าวหน้าทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ซึ่งช่วยยกระดับสถานะของประเทศในประชาคมโลกให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยชีค ฮาหมัด ทรงกำกับดูแลการลงทุนทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ และทรงสร้างพันธมิตรระดับนานาชาติที่หลากหลาย ในช่วงเวลาที่ประเทศก้าวขึ้นเป็นผู้ส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) รายใหญ่ที่สุดของโลก

อิทธิพลทางการเมืองของกาตาร์ในปัจจุบันแผ่ขยายไปในหลายพื้นที่ทั่วโลก รวมถึงแอฟริกาเหนือ ตะวันออกกลาง และเอเชีย โดยในปี 2022 กาตาร์ได้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลโลก 2022 ซึ่งเป็นมหกรรมฟุตบอลที่มีผู้ชมมากที่สุดในโลก และในตอนนั้นชีค ฮาหมัด ก็ทรงได้รับเสียงปรบมือต้อนรับอย่างกึกก้องจากแฟนบอลที่เข้าร่วมชมการแข่งขันนัดเปิดสนาม

นอกจากนี้ ในช่วงเวลาที่พระองค์ทรงครองอำนาจ ยังมีการเปิดตัวสถานีข่าวอัล จาซีรา (Al Jazeera) ในปี 2539 ซึ่งภายในเวลาไม่กี่ปีก็ได้พลิกโฉมกลายมาเป็นหนึ่งในเครือข่ายสื่อที่มีอิทธิพลมากที่สุดในโลก

อย่างไรก็ตาม การก้าวขึ้นมามีบทบาทของกาตาร์ภายใต้การนำของชีค ฮาหมัด ก็สร้างความขุ่นเคืองให้กับพันธมิตรในภูมิภาคและชาติตะวันตกด้วยเช่นกัน จากการดำเนินนโยบายต่างประเทศที่เป็นอิสระและตามใจตนเอง ซึ่งรวมถึงการมีความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับอิหร่านซึ่งเป็นมหาอำนาจนิกายชีอะฮ์, กลุ่มฮามาสซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์ และกลุ่มภราดรภาพมุสลิมในอียิปต์ ที่ถูกประกาศให้เป็นกลุ่มผิดกฎหมาย

ขณะที่การรายงานข่าวอย่างตรงไปตรงมาของสำนักข่าวอัล จาซีรา แม้จะได้รับเสียงชื่นชมอย่างมากในฐานะความเปลี่ยนแปลงที่ต่างไปจากธรรมเนียมปฏิบัติของสื่ออาหรับแบบดั้งเดิมที่มักจะเกรงใจผู้มีอำนาจ แต่ก็ถูกกล่าวหาว่าบิดเบือนการนำเสนอข่าวเพื่อให้สอดคล้องกับมุมมองของกลุ่มผู้ปกครองกาตาร์ด้วยเช่นกัน

ต่อมาในปี 2556 ชีค ฮาหมัด สละราชสมบัติและส่งมอบอำนาจให้แก่พระราชโอรสและรัชทายาท คือ ชีค ทามิม บิน ฮาหมัด อัล ธานี ซึ่งในขณะนั้นมีพระชนมายุ 33 พรรษา นับเป็นการสละราชสมบัติที่เกิดขึ้นได้ยากยิ่งสำหรับผู้ครองรัฐสืบราชสันตติวงศ์ในแถบอ่าวอาหรับ

อับดุลเลาะห์ บันดาร์ อัล เอไตบี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจากมหาวิทยาลัยกาตาร์ กล่าวว่า ชีค ฮาหมัด ทรงเปลี่ยนกาตาร์ให้กลายเป็น “ประเทศที่พิเศษและเหนือธรรมดา”

“เรากำลังพูดถึงบุคคลผู้ทิ้งมรดกตกทอดไว้ทั่วโลก ไม่ใช่แค่ในกาตาร์เท่านั้น พระองค์ทรงงานหนักอย่างยิ่งเพื่อเปลี่ยนกาตาร์จากประเทศธรรมดาๆ ให้กลายเป็นประเทศที่โดดเด่นและพิเศษเหนือใคร” เขากล่าวกับสำนักข่าวอัล จาซีรา “พระองค์ทรงมีความฝันในหลายๆ สิ่ง และทรงลงทุนอย่างมหาศาลในธุรกิจก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ซึ่งสิ่งนี้เองที่ช่วยให้กาตาร์พัฒนาไปได้ไกลยิ่งขึ้น”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : aljazeera