สุริยะ เซ็น MOU เกษตรไทย-มาเลเซีย ยกระดับความร่วมมือด้านการเกษตรเต็มอัตรา

สุริยะ เซ็น MOU เกษตรไทย-มาเลเซีย ยกระดับความร่วมมือด้านการเกษตรเต็มอัตรา

สุริยะ เซ็น MOU เกษตรไทย-มาเลเซีย ยกระดับความร่วมมือด้านการเกษตรเต็มอัตรา

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.09 น.

“สุริยะ” ลงนาม MOU เกษตรไทย-มาเลเซีย ยกระดับความร่วมมือด้านการเกษตรเต็มอัตรา พร้อมผนึกกำลังเร่งขับเคลื่อนการค้าทั้งสองประเทศ

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิด เผยว่า ภายในวันที่ 9-10 กรกฎาคม 2569 ได้เดินทางมายังประเทศมาเลเซีย ณ เมืองปูตราจายา และกรุงกัวลาลัมเปอร์ อย่างเป็นทางการ พร้อมด้วยคณะ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยได้เข้าพบ นายดาโต๊ะ เซอรี โมฮาหมัด ซาบู รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและความมั่นคงทางอาหารของมาเลเซีย (Datuk Seri Mohamad Sabu) พร้อมร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตร (Memorandum of Understanding: MOU on Agricultural Cooperation) ระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของไทยกับกระทรวงเกษตรและความมั่นคงทางอาหารของมาเลเซีย 

สำหรับบันทึกความเข้าใจฉบับนี้จะเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมการประสานงานและการหารือระหว่างทั้งสองประเทศ ทั้งในด้านความร่วมมือทางวิชาการ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมทางการเกษตร รวมถึงการหารือเพื่อแก้ไขประเด็นด้านการค้าและมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชที่เกี่ยวข้องกับสินค้าเกษตร เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและเป็นประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศ

นอกจากนี้ ยังได้หารือถึงการค้าสินค้าเกษตรระหว่างไทยและมาเลเซีย ซึ่งเมื่อสัปดาห์ก่อน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทั้งสองประเทศได้มีการหารือในระดับเทคนิคแล้ว ทั้งในด้านประมงและด้านปศุสัตว์ โดยในประเด็นด้านประมง ทั้งสองฝ่ายได้กำหนดกรอบเวลาสำหรับการเดินทางไปตรวจประเมินระบบที่เกี่ยวข้องภายในเดือนกรกฎาคมนี้ ทั้งนี้ หน่วยงานด้านเทคนิคของไทยและมาเลเซียจะดำเนินการหารือร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อผลักดันการแก้ไขประเด็นที่อยู่ระหว่างการพิจารณาให้มีความคืบหน้าโดยเร็ว

‘อนุทิน-อันวาร์’ ร่วมบรรเลง เพลง My Way โชว์สัมพันธ์ ไทย-มาเลเซีย สุดแนบแน่น

'อนุทิน-อันวาร์' ร่วมบรรเลง เพลง My Way โชว์สัมพันธ์ ไทย-มาเลเซีย สุดแนบแน่น

‘อนุทิน-อันวาร์’ ร่วมบรรเลง เพลง My Way โชว์สัมพันธ์ ไทย-มาเลเซีย สุดแนบแน่น

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.35 น.

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 9 ก.ค. 69 ที่ประเทศมาเลเซีย ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศงานเลี้ยงอาหารกลางวันอย่างเป็นทางการ ที่ดาโต๊ะ เซอร์รี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียเป็นเจ้าภาพเพื่อเป็นเกียรติแก่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ที่ทำเนียบนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ช่วงหนึ่งของการรับประทานอาหาร นายอันวาร์ได้เชิญนายอนุทินขึ้นไปเล่นดนตรีและได้เดินไปส่งถึงเวที ก่อนที่นายอันวาร์จะหยิบไมโครโฟนเดินลงจากเวทีมานั่งร้องเพลงที่โต๊ะอาหาร ขณะที่นายอนุทินได้เดินตามลงมาเป่าแซกโซโฟนข้างๆ ก่อนที่นายอันวาร์จะกอดคอนายอนุทิน ร่วมร้องเพลงและเล่นดนตรีด้วยกันอย่างเป็นกันเอง

ขณะที่ น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โพสต์เฟซบุ๊กว่า “เพื่อนรักต่างวัย นายกฯอนุทินเป่า Sax ให้นายกอันวาร์ “My way” ของ Frank Sinatra..งานเลี้ยงรับรองอย่างเป็นทางการที่ทำเนียบนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย หลังจากประชุมสองฝ่ายในช่วงเช้า..โดยตอนก่อนเริ่มบรรเลง นายกฯอันวาร์เดินขึ้นเวทีไปดูความเรียบร้อยด้วยตัวเอง”

กมธ.ที่ดินฯ ลุยเดินเครื่อง One Map จี้รัฐปักหมุดแนวเขตที่ดินหลวงทั้งประเทศให้จบ ยุติปมที่ดินทับซ้อนที่เรื้อรังมาหลายสิบปี

กมธ.ที่ดินฯ ลุยเดินเครื่อง One Map จี้รัฐปักหมุดแนวเขตที่ดินหลวงทั้งประเทศให้จบ ยุติปมที่ดินทับซ้อนที่เรื้อรังมาหลายสิบปี

กมธ.ที่ดินฯ ลุยเดินเครื่อง One Map จี้รัฐปักหมุดแนวเขตที่ดินหลวงทั้งประเทศให้จบ ยุติปมที่ดินทับซ้อนที่เรื้อรังมาหลายสิบปี

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.19 น.

กมธ.ที่ดินฯ ลุยเดินเครื่อง One Map จี้รัฐปักหมุดแนวเขตที่ดินหลวงทั้งประเทศให้จบ ยุติปมที่ดินทับซ้อนที่เรื้อรังมาหลายสิบปี “กุลวลี”ลั่น ที่ดินถูกกฎหมายของชาวบ้าน ต้องไม่ถูกริบเพราะเส้นบนแผนที่” กำชับตั้งเกราะคุ้มครองสิทธิที่ดินคนไทย พร้อมกลไกเยียวยาผู้เดือดร้อน

วันที่ 9 กรกฎาคม 2569 นางสาวกุลวลี นพอมรบดี ประธานคณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานประชุมติดตามความคืบหน้าโครงการจัดทำแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐให้เป็นมาตรฐานเดียวทั้งประเทศ หรือ “One Map” และการแก้ปัญหากรณีเส้นเขตของรัฐไปทับที่ดินทำกินของประชาชน โดยเรียกหน่วยงานส่วนกลางและผู้ว่าราชการจังหวัด 6 จังหวัด มาชี้แจงและเร่งรัดการทำงาน

นางสาวกุลวลี กล่าวว่า ที่ผ่านมาที่ดินของรัฐแต่ละประเภท ทั้งป่าสงวน อุทยาน ที่ ส.ป.ก. และที่ราชพัสดุ ต่างมีแผนที่ของตัวเองคนละมาตราส่วน ทำให้เส้นเขตทับซ้อนกันเอง และหลายจุดยังทับกับที่ดินที่ชาวบ้านทำกินหรือมีเอกสารสิทธิ กลายเป็นข้อพิพาทที่ยืดเยื้อมานานหลายสิบปี ซึ่งโครงการ One Map คือการรวมแผนที่ทั้งหมดให้เป็นเส้นเดียวที่ถูกต้องและเป็นมาตรฐานเดียวกัน ภายใต้หลักคิด “หนึ่งพื้นที่ หนึ่งหน่วยงานรับผิดชอบ” เพื่อยุติปัญหาการทับซ้อนและความขัดแย้งเรื่องที่ดินให้ลูกหลาน

นางสาวกุลวลี กล่าวว่า ประเด็นที่คณะกรรมาธิการเน้นย้ำหนักแน่นที่สุด คือ การทำ One Map ไม่ใช่การยกเลิกหรือริบเอกสารสิทธิและสิทธิทำกินที่ถูกต้องตามกฎหมายของประชาชน ตามกรอบที่คณะรัฐมนตรีคุ้มครองไว้ หากพื้นที่ใดเส้นเขตของรัฐไปทับกับที่ดินที่ชาวบ้านมีเอกสารสิทธิหรือครอบครองทำกินอยู่ก่อน หน่วยงานต้องร่วมกันตรวจสอบข้อเท็จจริง พิสูจน์สิทธิ และหาทางเยียวยาช่วยเหลือให้เป็นธรรม
ซึ่งที่ประชุมได้ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี ศรีสะเกษ สุรินทร์ จันทบุรีราชบุรี และนครศรีธรรมราช   รายงานปัญหาการทับซ้อนในพื้นที่ของตน และมอบให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) จัดทำสถานะความคืบหน้ารายจังหวัด พร้อมวางกลไกรับเรื่องร้องเรียนและเยียวยาประชาชนที่ชัดเจน และรายงานกลับคณะกรรมาธิการตามกำหนด

“One Map ต้องทำให้เสร็จโดยเร็วเพื่อยุติข้อพิพาทเรื่องที่ดินให้ลูกหลาน แต่ต้องยึดหลักว่า สิทธิในที่ดินทำกินที่ถูกต้องตามกฎหมายของประชาชน ต้องไม่ถูกริบไป เพราะเส้นบนแผนที่ ใครเดือดร้อนต้องได้รับการดูแล” 

ทั้งนี้เมื่อแนวเขตที่ดินของรัฐชัดเจน จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการป้องกันปัญหาการออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบ เช่น กรณีภูเก็ต และการบุกรุกป่าต้นน้ำ เช่นกรณีไชยปราการ ที่พิจารณาไปเมื่อวาน ไม่ให้เกิดซ้ำอีกในอนาคต โดยประธานคณะกรรมาธิการและกรรมาธิการทุกท่าน จะติดตามความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง และขอให้หน่วยงานรายงานผลเป็นระยะ เพื่อให้การจัดการที่ดินของประเทศมีความชัดเจน เป็นธรรม และคุ้มครองสิทธิของประชาชนอย่างแท้จริง

ไทย-มาเลเซีย เห็นพ้อง ยกระดับความร่วมมือทุกมิติ เพิ่มโอกาส ปชช.สองประเทศ

ไทย-มาเลเซีย เห็นพ้อง ยกระดับความร่วมมือทุกมิติ เพิ่มโอกาส ปชช.สองประเทศ

ไทย-มาเลเซีย เห็นพ้อง ยกระดับความร่วมมือทุกมิติ เพิ่มโอกาส ปชช.สองประเทศ

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.12 น.

นายกฯ ไทย-มาเลเซีย เห็นพ้องเร่งเชื่อมโครงสร้างพื้นฐานชายแดน เปิดประตูการค้า การท่องเที่ยว และการลงทุน เพิ่มโอกาสให้ประชาชนสองประเทศ

9 กรกฎาคม 2569 เมื่อเวลา 13.10 น. (ตามเวลาท้องถิ่นมาเลเซีย ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง) ที่สำนักนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย กรุงกัวลาลัมเปอร์ นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้หารือเต็มคณะ กับดาโตะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะยกระดับความร่วมมือในทุกมิติ สร้าง “พื้นที่แห่งโอกาส” ทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และความมั่นคง ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตและรายได้ของประชาชนทั้งสองประเทศ

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ประเด็นสำคัญของการหารือครั้งนี้คือการเร่งเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานระหว่างไทยกับมาเลเซีย เพื่อให้การเดินทางของประชาชนสะดวกขึ้น ลดต้นทุนการขนส่งสินค้า และเพิ่มศักยภาพการค้าชายแดน โดยในวันพรุ่งนี้ นายกรัฐมนตรีของทั้งสองประเทศจะร่วมเปิดด่านสะเดาแห่งใหม่และด่านบูกิตกายูฮิตัม ซึ่งเป็นจุดผ่านแดนที่มีมูลค่าการค้าสูงที่สุดของไทยกับมาเลเซีย

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังตกลงเร่งเดินหน้าโครงการสำคัญหลายด้าน ทั้งการกลับมาเปิดเดินเรือเฟอร์รี่ระหว่างจังหวัดสตูลกับเมืองกัวลาปะลิส การเชื่อมระบบจำหน่ายตั๋วรถไฟเส้นทางกรุงเทพฯ – หาดใหญ่ – บัตเตอร์เวิร์ธ ให้ใช้ระบบเดียวกัน การฟื้นฟูเส้นทางรถไฟสุไหงโก-ลก – รันเตาปันจัง และการก่อสร้างสะพานแห่งใหม่ เพื่อยกระดับการเดินทางและโลจิสติกส์ของทั้งภูมิภาค

ควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ไทยและมาเลเซียจะร่วมกันส่งเสริมการลงทุน พัฒนาผู้ประกอบการท้องถิ่น สร้างงาน พัฒนาทักษะแรงงาน และยกระดับการท่องเที่ยว เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ชายแดนได้รับประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง

ด้านความมั่นคง ทั้งสองประเทศยืนยันความร่วมมือในการสร้างสันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเห็นตรงกันว่าการพัฒนาทางเศรษฐกิจและการสร้างสันติภาพต้องเดินหน้าไปพร้อมกัน พร้อมเพิ่มความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ การลักลอบขนยาเสพติด การค้ามนุษย์ และอาชญากรรมบริเวณชายแดน รวมถึงจัดตั้งคณะทำงานร่วมดูแลพื้นที่ริมแม่น้ำโก-ลก และพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยน้ำท่วมระหว่างสองประเทศ

ในด้านเศรษฐกิจ ทั้งสองฝ่ายตั้งเป้าผลักดันมูลค่าการค้าระหว่างกันให้บรรลุเป้าหมาย 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ได้ในอนาคตอันใกล้ พร้อมเร่งเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานในสาขาความมั่นคงทางอาหาร พลังงาน และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง รวมถึงมอบหมายรัฐมนตรีเกษตรของทั้งสองประเทศหาทางออกร่วมกันในการเปิดตลาดสินค้าเกษตรและประมงให้เร็วที่สุด

ในโอกาสเดียวกัน ผู้นำทั้งสองประเทศร่วมเป็นสักขีพยานการแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจด้านการเกษตร ซึ่งครอบคลุมความร่วมมือด้านพืช ปศุสัตว์ ประมง การวิจัย การถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาบุคลากร และการเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารของทั้งสองประเทศ

นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวว่า ปี 2570 จะครบรอบ 70 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – มาเลเซีย จึงได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งขับเคลื่อนผลการหารือครั้งนี้ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงจะขับเคลื่อน MOU ที่อยู่ระหว่างการจัดทำระหว่างหน่วยงานของไทยและมาเลเซียให้เสร็จสิ้นโดยเร็วพร้อมเชิญนายกรัฐมนตรีมาเลเซียเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เพื่อสานต่อความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนของทั้งสองประเทศ

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีมาเลเซียยังชื่นชมบทบาทของไทยในประเด็นเมียนมา โดยมาเลเซียและไทยต่างมองว่าปัญหาเมียนมาจะแก้ไขได้ด้วยการเข้ามามีส่วนร่วมของทุกฝ่ายอย่างสร้างสรรค์ ซึ่งไทยในฐานะประเทศที่มีพรมแดนติดกับเมียนมาก็ได้มีความพยายามในการแก้ไขความไม่สงบในเมียนมา รวมถึงมีการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมมาอย่างต่อเนื่อง

ในส่วนประเด็นกุ้งและปลากระพง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรของทั้งสองประเทศ ได้หาทางออกร่วมกันเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งจะเร่งผลักดันให้การปฏิบัติเกิดขี้นโดยเร็วเพื่อคลี่คลายปัญหาของเกษตรกร

สำหรับคณะรัฐมนตรีที่ร่วมหารือเต็มคณะ ประกอบด้วย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย รวมทั้งนายฉัตรชัย บางชวด  เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ และพลเอก ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เลขาธิการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร

​สว.มติ 145 เสียง ผ่านร่าง กม.อากาศสะอาด

​สว.มติ 145 เสียง ผ่านร่าง กม.อากาศสะอาด

​สว.มติ 145 เสียง ผ่านร่าง กม.อากาศสะอาด

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.08 น.

สว.มติ 145 เสียง ผ่านร่าง กม.อากาศสะอาด หลังถกมาราธอน 3 วัน พบการแก้ไขต้องส่งให้สภาฯลงมติ

9 กรกฎาคม 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มี พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานสภาฯ คนที่หนึ่ง ทำหน้าที่ประธานการประชุม ได้พิจารณา ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. …. ซึ่งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ ที่มี นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร สว.เป็นประธาน กมธ.ได้พิจารณาแล้วเสร็จ ในวาระสอง ซึ่งพิจารณาต่อเนื่องยาวนานถึง 3 วัน ตั้งแต่วันที่ 6 – 9 ก.ค.เนื่องจากเป็นร่าง พ.ร.บ.ที่มีจำนวนมาตราถึง 273 มาตรา และ กมธ.มีการแก้ไข จากเนื้อหาที่ได้รับมาจากสภาฯ จำนวนมาก ขณะที่มี กมธ.ที่สงวนความเห็น และ สว.เสนอคำแปรญัตติ

โดยหลังจากที่พิจารณาในวาระสอง เรียงลำดับรายมาตราแล้วเสร็จ เมื่อเวลา 13.40 น.ของวันที่ 9 ก.ค.ได้ลงมติในวาระสาม เห็นชอบ 145 เสียง ไม่เห็นด้วย 4 งดออกเสียง 11 เสียง และจากนี้จะต้องส่งให้สภาฯ พิจารณาอีกครั้งว่าจะเห็นชอบด้วยกับการแก้ไขของวุฒิสภาหรือไม่

ทั้งนี้ ที่ประชุมยังได้เห็นชอบกับข้อสังเกตท้ายรายงาน โดยตอนหนึ่ง น.ส.รัชนีกร ทองทิพย์ สว.อภิปรายเพิ่มเติมว่าหลังจากที่ร่างกฎหมายมีผลบังคับใช้ ขอให้มีการประเมินผลกระทบต่อการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวเป็นระยะๆ เพราะจากการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว เป็นเวลา 3 วัน พบว่ากฎหมายมีความซับซ้อน ทั้งในส่วนของกรรมการ บทกำหนดโทษ ทั้งนี้เชื่อว่าจะผลกระทบจากการบังคับใช้กฎหมายต่อปะชาชน ทั้งส่วนบุคคล ธุรกิจเอกชน ขณะที่การแก้ปัญหาเปิดช่องทางให้เจ้าหนาที่ใช้ดุลยพินิจมากขึ้น เลี่ยงไม่ได้ที่อาจทำให้เกิดการทุจริตที่เพิ่มมาก

เปิดชื่อตุลาการศาล รธน. มติ 7 ต่อ 2 กรณี พรก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท

เปิดชื่อตุลาการศาล รธน. มติ 7 ต่อ 2 กรณี พรก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท

เปิดชื่อตุลาการศาล รธน. มติ 7 ต่อ 2 กรณี พรก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.20 น.

9 กรกฎาคม 2569 วันนี้ ศาลรัฐธรรมนูญ ประชุมปรึกษาคดีสำคัญ คือ พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง หรือไม่ (เรื่องพิจารณาที่ 11/2569)

ทั้งนี้ ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติโดยเสียงข้างมาก (7 ต่อ 2) วินิจฉัยว่า พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง เฉพาะส่วนที่บัญญัติว่า “(2) เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกของภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และประชาชนทั่วไป ให้ทันต่อเหตุการณ์ รวมทั้งเพื่อพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรมเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว” เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง

สำหรับ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมาก จำนวน 7 คน ประกอบด้วย

– นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์

– นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม

– นายวิรุฬห์ แสงเทียน

– นายนภดล เทพพิทักษ์

– นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์

– นายสุเมธ รอยกุลเจริญ

– นายสราวุธ ทรงศิวิไล

ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อย จำนวน 2 คน คือ นายจิรนิติ หะวานนท์ และนายอุดม รัฐอมฤต เห็นว่า พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบ จากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง เฉพาะส่วนที่บัญญัติว่า “(2) เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงาน ทางเลือกของภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และประชาชนทั่วไป ให้ทันต่อเหตุการณ์ รวมทั้งเพื่อพัฒนาทักษะ ของประชาชนและนวัตกรรมเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว” และบัญชีท้ายพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลัง กู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ของประเทศ พ.ศ.2569 เฉพาะส่วนแผนงานหรือโครงการ “2. แผนงานหรือโครงการที่มีวัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงาน ฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกของภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และประชาชนทั่วไป ให้ทันต่อเหตุการณ์ รวมทั้งเพื่อพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรมเกี่ยวกับเรื่อง ดังกล่าว วงเงิน 200,000 ล้านบาท” ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง (ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ด่วน!มติศาล รธน. 7 ต่อ 2 พรก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ)

ด่วน!มติศาล รธน. 7 ต่อ 2 พรก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ

ด่วน!มติศาล รธน. 7 ต่อ 2 พรก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ

ด่วน!มติศาล รธน. 7 ต่อ 2 พรก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.52 น.

9 กรกฎาคม 2569 วันนี้ ศาลรัฐธรรมนูญประชุมปรึกษาคดี จำนวน 7 เรื่อง มีคดีที่สำคัญและเป็นที่สนใจ ดังนี้ (1) พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง หรือไม่ (เรื่องพิจารณาที่ 11/2569)

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 133 คน ซึ่งเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร เข้าชื่อเสนอความเห็นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร (ผู้ร้อง) ว่า พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง ผู้ร้องจึงส่งความเห็นดังกล่าวเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 173 วรรคหนึ่ง

ผลการพิจารณา

ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์วินิจฉัยว่า พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า “เงินกู้ตามพระราชกำหนดนี้นำไปใช้ … (1) เพื่อช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน” เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง

ศาลรัฐธรรมนูญมีมติโดยเสียงข้างมาก (7 ต่อ 2) วินิจฉัยว่า พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง เฉพาะส่วนที่บัญญัติว่า “(2) เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกของภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และประชาชนทั่วไป ให้ทันต่อเหตุการณ์ รวมทั้งเพื่อพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรมเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว” เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมาก จำนวน 7 คน คือ นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม นายวิรุฬห์ แสงเทียน นายนภดล เทพพิทักษ์ นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์ นายสุเมธ รอยกุลเจริญ และนายสราวุธ ทรงศิวิไล

ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อย จำนวน 2 คน คือ นายจิรนิติ หะวานนท์ และนายอุดม รัฐอมฤต เห็นว่า พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบ จากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง เฉพาะส่วนที่บัญญัติว่า “(2) เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงาน ทางเลือกของภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และประชาชนทั่วไป ให้ทันต่อเหตุการณ์ รวมทั้งเพื่อพัฒนาทักษะ ของประชาชนและนวัตกรรมเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว” และบัญชีท้ายพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลัง กู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ของประเทศ พ.ศ.2569 เฉพาะส่วนแผนงานหรือโครงการ “2. แผนงานหรือโครงการที่มีวัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงาน ฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกของภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และประชาชนทั่วไป ให้ทันต่อเหตุการณ์ รวมทั้งเพื่อพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรมเกี่ยวกับเรื่อง ดังกล่าว วงเงิน 200, 000 ล้านบาท” ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง

– 006

นายกฯ ถึงมาเลเซีย อันวาร์ ต้อนรับด้วยตนเอง ถกการค้า-ความมั่นคง

นายกฯ ถึงมาเลเซีย อันวาร์ ต้อนรับด้วยตนเอง ถกการค้า-ความมั่นคง

นายกฯ ถึงมาเลเซีย อันวาร์ ต้อนรับด้วยตนเอง ถกการค้า-ความมั่นคง

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.41 น.

“นายกฯ”เยือนมาเลเซีย “อันวาร์”ต้อนรับด้วยตนเอง สานสัมพันธ์ผู้นำไทย–มาเลเซีย เดินหน้าขยายการค้า การลงทุน และความร่วมมือ สร้างโอกาสใหม่ให้ประชาชน

9 กรกฎาคม 2569 เมื่อเวลา 11.20 น. (ตามเวลาท้องถิ่นกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะ เดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ในโอกาสการเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการ โดยมีผู้แทนระดับสูงของมาเลเซียและคณะจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ร่วมให้การต้อนรับ

โอกาสนี้ นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ได้เดินทางมาต้อนรับนายกรัฐมนตรีไทยด้วยตนเอง ก่อนนำเข้าร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ ณ อาคารรับรองพิเศษ ท่าอากาศยานนานาชาติกัวลาลัมเปอร์ โดยผู้นำทั้งสองประเทศร่วมเดินตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ (Guard of Honour) และนายกรัฐมนตรีมาเลเซียได้เชิญนายกรัฐมนตรีร่วมเดินทางด้วยรถยนต์คันเดียวกันไปยังสำนักนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย (Perdana Putra Complex) ณ เมืองปูตราจายา เพื่อเข้าร่วมพิธีต้อนรับและการหารืออย่างเป็นทางการ

นางสาวรัชดา กล่าวว่า การต้อนรับอย่างอบอุ่นครั้งนี้สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันใกล้ชิดและความไว้วางใจระหว่างผู้นำของทั้งสองประเทศ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการผลักดันความร่วมมือให้เกิดผลเป็นรูปธรรมและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากยิ่งขึ้น

รัฐบาลให้ความสำคัญกับการใช้ความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้านต่อยอดเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยการหารือครั้งนี้จะมุ่งเน้นการขยายการค้า การลงทุน การเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์และการคมนาคม การยกระดับความร่วมมือด้านการเกษตร การท่องเที่ยว และการพัฒนาพื้นที่ชายแดน เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย เกษตรกร ผู้ส่งออก และแรงงานไทยสามารถเข้าถึงตลาดมาเลเซียและภูมิภาคได้มากขึ้น สร้างรายได้ การจ้างงาน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายจะหารือความร่วมมือด้านความมั่นคง การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ การค้ามนุษย์ การหลอกลวงทางออนไลน์ และการประสานงานในกรอบอาเซียน เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัย ความเชื่อมั่น และเสถียรภาพของภูมิภาค ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว

ในช่วงบ่ายวันนี้ นายกรัฐมนตรีมีกำหนดหารือแบบสองฝ่าย (Four-Eye Meeting) กับนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ก่อนเข้าร่วมการหารือทวิภาคีเต็มคณะ โดยทั้งสองฝ่ายจะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการส่งเสริมความร่วมมือในสาขาที่มีศักยภาพ พร้อมเป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจ (MOU) ด้านการเกษตร และร่วมแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน

จากนั้น นายกรัฐมนตรีมาเลเซียจะเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารกลางวันเพื่อเป็นเกียรติแก่นายกรัฐมนตรีและคณะ ก่อนที่ในช่วงเย็น นายกรัฐมนตรีจะพบหารือกับผู้แทนภาคเอกชนไทยในมาเลเซีย เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะและผลักดันความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน และการขยายธุรกิจของไทยในมาเลเซีย

“รัฐบาลมุ่งให้ความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยกับมาเลเซียเกิดประโยชน์กับประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มโอกาสทางการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว การสร้างงาน และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งสองประเทศ พร้อมร่วมกันเสริมสร้างความเข้มแข็งของประชาคมอาเซียนให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน” นางสาวรัชดา กล่าว

อนุทิน เยือนมาเลเซีย หารือ อันวาร์ เดินหน้าความร่วมมือการค้า-แก้ปัญหาไฟใต้

อนุทิน เยือนมาเลเซีย หารือ อันวาร์ เดินหน้าความร่วมมือการค้า-แก้ปัญหาไฟใต้

อนุทิน เยือนมาเลเซีย หารือ อันวาร์ เดินหน้าความร่วมมือการค้า-แก้ปัญหาไฟใต้

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 09.54 น.

​”นายกฯ” บินเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการ ขนทัพรัฐมนตรี-วันนอร์ ถก “อันวาร์” เดินหน้ากระชับสัมพันธ์-ยกระดับเศรษฐกิจชายแดน- ปมไฟใต้-สินค้าเกษตร พร้อมร่วมเปิดด่านสะเดาแห่งใหม่ เชื่อมขนส่งยาวถึงจีน

9 กรกฎาคม 2569 เมื่อเวลา 08.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยนางธนนนท์ ชาญวีรกูล ภริยา ออกเดินทางจากท่าอากาศยาน 2 กองบิน 6 ดอนเมือง ไปยังกรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย ในโอกาสเดินทางเยือนอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 9 – 10 กรกฎาคม ตามคำเชิญของดาโต๊ะ เซอร์รี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เพื่อสานต่อความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น โดยมีรัฐมนตรีหลายคนร่วมคณะด้วยอาทิ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี

การเดินทางเยือนมาเลเซียครั้งนี้ นับเป็นการเยือนประเทศในกลุ่มอาเซียนอย่างเป็นทางการ ประเทศที่2 ต่อจากเวียดนาม หลังเข้ารับตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี สมัยที่ 2 ของนายอนุทิน

โอกาสนี้ ผู้นำทั้ง 2 ประเทศ จะหารือแบบเต็มคณะ เพื่อผลักดันความร่วมมือที่เป็นผลประโยชน์ระหว่างกัน อาทิ การส่งเสริมการค้า การเกษตร การลงทุน และการท่องเที่ยว เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดียิ่งขึ้น และจะหารือเรื่องความมั่นคง ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อการแก้ไขปัญหา นำไปสู่สันติสุข รวมทั้ง ประสานความร่วมมือในการปราบปรามอาชญกรรมข้ามชาติ แก้ไขอุปสรรคทางการค้า พลังงาน และ ภัยพิบัติด้วย 

นอกจากการเยือนอย่างเป็นทางการแล้ว ผู้นำทั้ง 2 ประเทศ จะร่วมเป็นประธาน ในพิธีเปิดด่านชายแดนไทย-มาเลเซีย พร้อมเปิดถนนเชื่อมต่อด่านศุลกากรสะเดา อ.สะเดา จ.สงขลา แห่งใหม่ กับ ด่านบูกิตกายูฮิตัม รัฐเกดะฮ์ (Kedah) ที่รัฐบาลทั้ง2 ประเทศ ร่วมกันผลักดัน มาตั้งแต่ปี 2562 เพื่อขยายการค้า และการส่งออกของไทย ที่สามารถเชื่อมโยง ต่อไปยัง อ.เเม่สาย อ.แม่สอด และจีนตอนใต้ จึงนับเป็นอีกหนึ่งประตูสำคัญ ที่จะเปิดรับรายได้ ขยายโอกาสทางเศรษฐกิจให้มากขึ้นกว่าเดิม

อนุทิน บอก เสียวจะตายโหง หลังดอดตรวจน้ำซึมอุโมงค์รถไฟฟ้า ยัน ช่างเทคนิคเอาอยู่-โครงสร้างไม่ทรุด

อนุทิน บอก เสียวจะตายโหง หลังดอดตรวจน้ำซึมอุโมงค์รถไฟฟ้า ยัน ช่างเทคนิคเอาอยู่-โครงสร้างไม่ทรุด

อนุทิน บอก เสียวจะตายโหง หลังดอดตรวจน้ำซึมอุโมงค์รถไฟฟ้า ยัน ช่างเทคนิคเอาอยู่-โครงสร้างไม่ทรุด

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 08.56 น.

อนุทิน ดอดตรวจอุโมงค์วงเวียนใหญ่กลางดึก บอกใจไม่ดี เสียวจะตายโหง น้ำซึมอุโมงค์สายสีม่วงใต้ ยัน ช่างเทคนิคเอาอยู่-โครงสร้างไม่ทรุด สั่งสแกนทั่วกรุงรับมือหน้าฝนด่วน เร่งเชิญ ชัชชาติ คุยความร่วมมือ หลังเป็นผู้ว่าฯ

เมื่อเวลา 7.30 น. เมื่อวันที่ 9 ก.ค.2569 ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการตรวจสอบอุโมงค์รถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ ใกล้สถานีวงเวียนใหญ่ ในตอนเที่ยงคืน ว่า  “เสียวจะตายโหง” แค่มีข่าวแบบนี้มาก็ใจไม่ดี แต่ก็ดีที่ความพร้อมในการเข้าควบคุมพื้นที่เร็วมาก ทั้งฝั่งกระทรวงคมนาคม และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงม  หาดไทย ซึ่งตอนนี้เรายังไม่มีผู้ว่าฯ กทม. แต่ก็ประสานงานได้ และควบคุมสถานการณ์ได้ โดยมีการตรวจสอบข้อมูลทางวิศวกรรม ซึ่งสามารถแก้ไขสถานการณ์ที่มีรอยซึมรอยรั่วของน้ำจากจุดที่ต่ำสุด หรือบ่อพักน้ำ ซึ่งเป็นไปตามการออกแบบ ไม่เหมือนแถวโรงพยาบาลวชิระ เพราะตรงนั้นเป็นรอยต่อระหว่างสถานี และทรุดลงมาทั้งโครงสร้าง ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างการซ่อมแซม และจากการสอบถามได้รับการอธิบายว่าเหมือนเป็นการเอาเสื้อเกราะไปหุ้มโครงสร้างอีกที ซึ่งเป็นไปตามหลักวิศวกรรมทุกอย่าง ส่วนเรื่องความเสียหายต่างๆ ก็ต้องรับผิดชอบกันตามสัญญา ซึ่งผู้รับจ้างจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบอยู่แล้ว ไม่มีอะไรกระทบกับภาครัฐ ยกเว้นเรื่องเวลา ก็ต้องไปดูตามสัญญา หากเกินกำหนด จะเสียค่าปรับอะไรก็ต้องว่าตามนั้น ไม่มีข้อยกเว้น 

แต่ตรงนี้ (อุโมงค์รถไฟสายสีม่วงใต้) ไม่มีผลกระทบกับโครงสร้าง โดยควบคุมระดับน้ำ ตรวจเช็คระดับน้ำหลังจากสูบน้ำออกไปแล้ว มีระดับน้ำเพิ่มขึ้นมาหรือไม่ ซึ่งจนถึงเช้านี้ยังไม่มี แต่หาก worst case จริงๆ ตนได้ถามว่ามีการป้องกันอะไรอย่างไร ทางผู้ว่าการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ได้อธิบายให้เกิดความมั่นใจว่าจะไม่มีเหตุรุนแรง 

ส่วนจุดอื่นๆ ในพื้นที่กรุงเทพฯ ได้กำชับอะไรหรือไม่ เพราะช่วงนี้เป็นหน้าฝน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ได้สั่งการให้สำรวจ อย่าดูแต่แบบอย่างเดียว เพราะตอนนี้ต้องดูเรื่องของธรณีวิทยา ตรวจอะไรได้ก็ต้องตรวจให้เร็วที่สุด เพราะเป็นหน้าฝนด้วย ตอนนี้มีการก่อสร้างเยอะแยะเต็มไปหมด ต้องดูระบบระบายน้ำเป็นอย่างไร ต้องเตรียมการไว้ และตอนนี้ก็รอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง ประกาศรับรองผลผู้ว่าฯ กทม. เมื่อประกาศผลแล้ว ผู้ว่าฯ กทม. ก็สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ทันที ตนจะได้รีบเชิญ นายชัชชาติ สิทธิพันธ์ุ ผู้ว่าฯ กทม. มาหารือถึงวิธีการสนับสนุนการทำงานด้วยกัน