สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่านรอบใหม่ เมืองชายฝั่งไฟดับวงกว้าง

สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่านรอบใหม่ เมืองชายฝั่งไฟดับวงกว้าง

9 ก.ค. 2569 05:21 น.

สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่านรอบใหม่ เมืองชายฝั่งไฟดับวงกว้าง

สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่านระลอกใหม่แล้ว อ้างเพื่อตอบโต้ที่อิหร่านยิงเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ท่ามกลางรายงานว่า เกิดเสียงระเบิดหลายครั้งในเมืองชายฝั่งของอิหร่าน และเกิดไฟดับเป็นวงกว้าง

เมื่อ 8 ก.ค. 2569 กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) เปิดเผยว่า สหรัฐฯ ได้เปิดฉากโจมตีทางอากาศใส่ประเทศอิหร่านอีกระลอกแล้ว เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่าข้อตกลงหยุดยิงระหว่างทั้งสองประเทศอาจ “สิ้นสุดลงแล้ว”

CENTCOM ประกาศเรื่องการโจมตีดังกล่าวผ่านการโพสต์บนแพลตฟอร์ม X ระบุว่า “ภายใต้คำสั่งของผู้บัญชาการทหารสูงสุด กองกำลังของกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ ได้เริ่มดำเนินการโจมตีเพิ่มเติมต่ออิหร่าน เพื่อลดทอนขีดความสามารถของพวกเขาในการคุกคามเสรีภาพในการเดินเรือบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ”

“สหรัฐฯ จะดำเนินการให้อิหร่านต้องรับผิดชอบต่อการก้าวร้าวอย่างไม่มีเหตุผลเมื่อเร็วๆ นี้ ต่อการเดินเรือพาณิชย์และลูกเรือพลเรือนที่กำลังเดินเรืออย่างเสรีในเส้นทางน้ำระหว่างประเทศสายสำคัญยิ่งนี้” CENTCOM ระบุ

ขณะเดียวกัน สื่อของรัฐบาลอิหร่านรายงานว่า ชาบาฮาร์ (Chabahar) เมืองท่าทางตอนใต้ของอิหร่าน เผชิญกับเหตุไฟฟ้าดับ หลังจากที่สหรัฐฯ ประกาศว่าได้เปิดฉากโจมตีทางอากาศใส่ประเทศอิหร่านอีกระลอก

สำนักข่าวสาธารณรัฐอิสลาม (IRNA) ซึ่งเป็นสื่อทางการของอิหร่าน รายงานว่า มีเสียงระเบิดดังขึ้นราว 10 ครั้งในเมืองชาบาฮาร์ และเมืองโคนารัก (Konarak) ซึ่งเป็นเมืองชายฝั่งอีกแห่งหนึ่ง

ขณะที่สำนักข่าว IRIB ซึ่งเป็นสถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลอิหร่าน รายงานว่า โรงพยาบาลอิหม่ามอาลี (Imam Ali) ในเมืองชาบาฮาร์ ได้รับความเสียหายจากสะเก็ดระเบิดจากการโจมตี นอกจากนี้ ท่าเทียบเรือ 2 แห่ง และหอควบคุมการจราจรทางน้ำในเมืองท่าแห่งนี้ก็ตกเป็นเป้าหมายด้วยเช่นกัน

รายงานยังระบุอีกว่า มีขีปนาวุธตกใส่เกาะอาบูล มูซา (Abu Musa) ในอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งอยู่ใกล้กับช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงเมืองสิริก (Sirik) ขณะที่มีรายงานเสียงระเบิดดังขึ้นในเมืองจาสก์ (Jask) และเมืองบูเชอร์ (Bushehr) ด้วยเช่นกัน

IRNA ยืนยันในเวลาต่อมาว่า มีขีปนาวุธของสหรัฐฯ 2 ลูก ตกใส่ฐานทัพทหารทางตอนใต้ของเมืองบูเชอร์ แต่ยังไม่แน่ชัดเรื่องผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต

ทั้งนี้ เมืองบูเชอร์เป็นที่ตั้งของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์บูเชอร์ อย่างไรก็ตาม สำนักข่าวนูร์นิวส์ (Nournews) ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่าน ยืนยันว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ดังกล่าวไม่ได้รับความเสียหายแต่อย่างใด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

เด็ก 18 เดือนฟื้นใน “ห้องดับจิต” หลังหมอเพิ่งประกาศตาย 5 ชั่วโมง

เด็ก 18 เดือนฟื้นใน “ห้องดับจิต” หลังหมอเพิ่งประกาศตาย 5 ชั่วโมง

9 ก.ค. 2569 03:19 น.

เด็ก 18 เดือนฟื้นใน “ห้องดับจิต” หลังหมอเพิ่งประกาศตาย 5 ชั่วโมง

เด็กทารกวัย 18 เดือนถูกพบว่ายังมีชีวิตอยู่ในห้องดับจิตของโรงพยาบาลในสหรัฐฯ หลังแพทย์ประกาศว่าเขาตายไปแล้วเมื่อ 5 ชั่วโมงก่อน ขณะที่ตำรวจกำลังพิจารณาตั้งข้อหาพ่อแม่เด็กฐานละเลยทำลูกจมน้ำ

สื่อต่างประเทศรายงานเมื่อ 8 ก.ค. 2569 อ้างข้อมูลจากรายงานของตำรวจที่เพิ่งได้รับการเปิดเผยออกมาระบุว่า เด็กทารกชาวอเมริกันวัย 18 เดือน ถูกพบว่าหมดสติอยู่ในสระว่ายน้ำที่รัฐแอริโซนา ก่อนที่ในเวลาต่อมาแพทย์จะประกาศว่าเด็กเสียชีวิตแล้ว แต่หลังจากนั้นหลายชั่วโมง เด็กคนนี้กลับถูกพบว่ายังมีชีวิตอยู่ใน “ห้องดับจิต” ของโรงพยาบาล

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อ 8 ก.พ. 2569 ครอบครัวของเด็กชายวัย 18 เดือนโทรแจ้งตำรวจด้วยความตื่นตระหนกหลังจากพบเด็กนอนคว่ำหน้าอยู่ในสระว่ายน้ำที่บ้านหลังหนึ่งในย่านกิลเบิร์ต ชานเมืองฟีนิกซ์ โดยเจ้าหน้าที่กู้ภัยที่มาถึงได้ทำการช่วยชีวิต ก่อนที่เด็กจะถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลและถูกประกาศว่าเสียชีวิตในอีกหนึ่งชั่วโมงต่อมา

ตามรายงานของตำรวจ เจ้าหน้าที่ได้แจ้งให้นายแพทย์อารยัน ตูซี (Aryan Toosi) ซึ่งเป็นแพทย์ประจำโรงพยาบาลทราบว่า พวกเขาเห็นสัญญาณชีพของเด็ก แต่หมอรายดังกล่าวกลับตอบว่า “โปรดทำหน้าที่ของพวกคุณไป และให้ผมทำหน้าที่ของผม” และว่า “ผมเรียนจบโรงเรียนแพทย์มานะ”

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นขณะที่ครอบครัวกำลังรวมตัวกันเพื่อชมการแข่งขันอเมริกันฟุตบอล ซูเปอร์โบวล์ (NFL Super Bowl) ก่อนที่ตำรวจจะได้รับแจ้งเหตุคนจมน้ำ

ในเวลา 17.30 น.วันเกิดเหตุ ตามเวลา MST ของสหรัฐฯ ตำรวจกิลเบิร์ตเดินทางมาถึงบ้านที่เกิดเหตุ จากนั้นเด็กถูกนำตัวส่งศูนย์การแพทย์ เมอร์ซี กิลเบิร์ต ก่อนที่เด็กจะถูกประกาศว่าเสียชีวิตในเวลา 18.20 MST

“หากไม่มีใครคัดค้าน ผมจะขอแจ้งเวลาเสียชีวิต” หมอตูซีกล่าว ตามคลิปวิดีโอจากกล้องติดตัวของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่สถานีข่าวท้องถิ่นในเครือ NBC News ได้รับมา “เวลาเสียชีวิต 18:20 น. ขอความสงบนิ่งไว้อาลัย” แพทย์กล่าว

แต่ในเวลา 23.20 น. MST หรือราว 5 ชั่วโมงต่อมา เจ้าหน้าที่เคลื่อนย้ายศพจากสำนักงานแพทย์นิติเวชเขต มาริโกปา เคาน์ตี (Maricopa) เดินทางมาถึงห้องดับจิตของโรงพยาบาล และพบว่าเด็กยังคงหายใจอยู่

จากนั้นเด็กจึงถูกส่งตัวทางอากาศไปยังโรงพยาบาลอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งเขาได้รับการรักษาจนฟื้นตัวและได้รับอนุญาตให้กลับบ้านได้แล้วในตอนนี้

รายงานของตำรวจไม่ได้รวมบันทึกทางการแพทย์ของเด็กคนดังกล่าวไว้ ทำให้ยังคงมีความไม่ชัดเจนว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ขณะที่นายสกอตต์ โฮลเดน ทนายความของนายแพทย์ตูซีบอกกับสำนักข่าว AP ว่า “คดีนี้ยังมีรายละเอียดอีกมาก ทั้งในแง่ของข้อเท็จจริงและทางการแพทย์ มากกว่าที่มีการรายงานออกไปในตอนนี้”

ในส่วนของพ่อแม่เด็ก ตำรวจกำลังเตรียมตั้งข้อหา “ปล่อยปละละเลย” แก่พวกเขา เนื่องจากพนักงานสอบสวนได้กลิ่นกัญชาอย่างรุนแรงภายในบ้าน ซึ่งทำให้เชื่อว่าเด็กอาจจะสามารถเข้าถึงบริเวณสระว่ายน้ำได้โดยไม่มีผู้ดูแล อย่างไรก็ตาม สำนักงานอัยการเขต มาริโกปา เคาน์ตี ยังไม่ตัดสินใจว่า จะดำเนินคดีหรือไม่

ทางด้านศูนย์การแพทย์ เมอร์ซี กิลเบิร์ต ออกแถลงการณ์ว่า ทางโรงพยาบาลได้ทำการ “ทบทวนอย่างละเอียดในทุกแง่มุมเกี่ยวกับการดูแลรักษาที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์นี้ เพื่อหาคำตอบว่าเกิดอะไรขึ้น และเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายในการเสริมสร้างมาตรฐานการดูแลของเราให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ดินถล่มทับโรงเรียนหญิงล้วนในบังกลาเทศ ครู-นักเรียนดับ 8 ศพ

ดินถล่มทับโรงเรียนหญิงล้วนในบังกลาเทศ ครู-นักเรียนดับ 8 ศพ

9 ก.ค. 2569 02:22 น.

ดินถล่มทับโรงเรียนหญิงล้วนในบังกลาเทศ ครู-นักเรียนดับ 8 ศพ

เกิดเหตุดินถล่มทับโรงเรียนหญิงล้วนแห่งหนึ่งในบังกลาเทศ อันเป็นผลจากพายุมรสุม เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 8 ศพ ส่วนใหญ่เป็นเด็ก ขณะที่ทางการเตือนว่าจะมีฝนตกเพิ่มอีก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุดินถล่มทับ โรงเรียนสอนศาสนาหญิงล้วนแห่งหนึ่งในเมืองค็อกซ์สบาซาร์ ซึ่งเป็นเมืองชายฝั่งทะเลของบังกลาเทศ เมื่อช่วงบ่ายวันพุธที่ 8 ก.ค. 2569 ที่ผ่านมา เป็นเหตุให้มีนักเรียน 7 คนและครู 1 คนเสียชีวิต

โรงเรียนแห่งนี้ถูกโคลนและเศษซากหักพังฝังกลบ ส่งผลให้ต้องมีการระดมกำลังค้นหาและกู้ภัยอย่างเร่งด่วน โดยยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าในตอนเกิดเหตุมีคนอยู่ภายในโรงเรียนจำนวนเท่าใด

บังกลาเทศต้องเผชิญกับพายุฝนกระหน่ำจากมรสุมมาตั้งแต่วันอาทิตย์ ส่งผลให้มีรายงานเหตุดินถล่มคร่าชีวิตผู้คนหลายระลอกในเมืองค็อกซ์สบาซาร์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของชุมชนผู้ลี้ภัยขนาดใหญ่ที่สุดในโลก มีชาวโรฮีนจาที่หลบหนีการปราบปรามของกองทัพเมียนมามาอาศัยอยู่กว่า 1 ล้านคน

นายโมฮัมเหม็ด มิซานูร์ เราะห์มาน ข้าหลวงใหญ่เพื่อการบรรเทาทุกข์และการส่งกลับผู้ลี้ภัย เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่กู้ภัยดึงร่างผู้ประสบภัยออกจากใต้กองโคลนได้แล้ว 13 ราย แต่ในจำนวนนี้มีผู้เสียชีวิต 8 ราย บางคนมีอายุเพียง 7, 8, 11 หรือ 12 ปีเท่านั้น ส่วนเด็กอีก 5 คนที่เหลือถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษาแล้ว

ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ระบุว่าเหตุดินถล่มจุดอื่น ๆ นับตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ผ่านมา คร่าชีวิตผู้ลี้ภัยชาวโรฮีนจาไปแล้วอย่างน้อย 8 ศพ ซึ่งรวมถึงเด็ก 5 คน

หน่วยงานด้านสภาพอากาศของบังกลาเทศคาดการณ์ว่าจะมีฝนตกหนักขึ้นอีกในไม่กี่วันข้างหน้า ซึ่งทางการออกคำเตือนให้ประชาชนระวังเหตุดินถล่มและน้ำท่วมเพิ่มเติม พร้อมทั้งอพยพครอบครัวต่าง ๆ ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยสูงออกนอกพื้นที่ด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์เชื่อ สงครามอิหร่าน “จะไม่ปะทุขึ้นอีกระลอก”

ทรัมป์เชื่อ สงครามอิหร่าน “จะไม่ปะทุขึ้นอีกระลอก”

9 ก.ค. 2569 01:00 น.

ทรัมป์เชื่อ สงครามอิหร่าน “จะไม่ปะทุขึ้นอีกระลอก”

โดนัลด์ ทรัมป์ เชื่อว่า สงครามกับอิหร่านจะไม่กลับมาปะทุขึ้นอีกครั้ง แม้ทั้งสองฝ่ายจะโจมตีตอบโต้กันในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ในขณะที่ผู้นำสหรัฐฯ ขู่ว่าอาจโจมตีอิหร่านอีกในคืนนี้

เมื่อวันพุธที่ 8 ก.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวในงานแถลงข่าวที่กรุงอังการา ประเทศตุรกี ระบุว่า เขาไม่คิดว่าสงครามกับอิหร่านจะ “เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง” แม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะกลับมาปะทะกันรอบใหม่ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา และตัวเขาเพิ่งออกมาขู่ว่า อาจโจมตีอิหร่านอีกครั้งในคืนนี้

“ผมไม่คิดว่ามันจะเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง ผมคิดว่าเรื่องนี้จะจบลงอย่างรวดเร็วมาก พวกเขาโจมตีเรือสองสามลำ และเราก็เลยโต้กลับพวกเขารุนแรงกว่ามาก เมื่อพวกเขาโจมตีมา เราสวนกลับแรงกว่าเดิมถึง 10 เท่า คุณก็รู้ เราโจมตีรุนแรงกว่าพวกเขามาก” ทรัมป์กล่าวเมื่อถูกถามว่าสงครามจะกลับมาปะทุอีกครั้งหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ไม่ได้ระบุว่าเขาจะยอมถอยจากคำขู่ที่จะเปิดฉากโจมตีอิหร่านอีกครั้ง โดยเขากล่าวว่า “เราแค่ใช้ภาษาเดียวกับที่พวกเขาใช้”

“ผมคิดว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม มันจะจบลงอย่างรวดเร็วมาก และเราจะทำเพียงแค่… ทำให้สถานการณ์ปลอดภัยขึ้น รวมถึงเรื่องน้ำมันด้วย การขนส่งน้ำมันจะเป็นไปอย่างเสรีและราบรื่นมาก และมันจะเกิดขึ้นเร็วมาก” ทรัมป์กล่าวเสริมพร้อมระบุว่า “เราไม่ได้คิดจะทำการโจมตีระยะยาว”

ถ้อยแถลงดังกล่าวถือเป็นไปในทิศทางบวกขึ้นเล็กน้อย เมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้ที่เขาเคยกล่าวว่า บันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่เขาได้ลงนามร่วมกับอิหร่านเมื่อ 3 สัปดาห์ก่อนนั้นได้ “สิ้นสุดลงแล้ว” และขู่จะโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของอิหร่าน รวมถึงโรงงานผลิตน้ำจืด เพื่อตอบโต้ที่อิหร่านโจมตีเรือในช่องแคบฮอร์มุซ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

สยองญี่ปุ่น! รวบหญิงวัย 49 ใช้เข็ม-ด้าย “เย็บปาก” เพื่อนร่วมห้อง

สยองญี่ปุ่น! รวบหญิงวัย 49 ใช้เข็ม-ด้าย “เย็บปาก” เพื่อนร่วมห้อง

8 ก.ค. 2569 23:51 น.

สยองญี่ปุ่น! รวบหญิงวัย 49 ใช้เข็ม-ด้าย “เย็บปาก” เพื่อนร่วมห้อง

ตำรวจญี่ปุ่นจับกุมหญิงวัย 49 ปี หลังก่อเหตุใช้เข็มกับด้ายเย็บปากเพื่อนร่วมห้องจนปิดสนิท แต่ความแตกหลังผู้เสียหายแอบหลบหนีออกมาขอความช่วยเหลือ

สื่อท้องถิ่นของประเทศญี่ปุ่นรายงานในวันพุธที่ 8 ก.ค. 2569 ว่า หญิงวัย 49 ปี จากเมืองโคกะ จังหวัดอิบารากิ ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัว หลังจากก่อเหตุเย็บริมฝีปากของเพื่อนร่วมห้องให้ติดกัน หลังจากเพื่อนร่วมห้องรายนี้หลบหนีออกมาขอความช่วยเหลือได้สำเร็จ

สำนักข่าว NHK รายงานโดยอ้างอิงข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า นางมาซาเอะ ซากุระอิ ถูกจับกุมเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (6 ก.ค.) ในฐานะผู้ต้องสงสัยว่า ก่อเหตุทำร้ายร่างกายเพื่อนร่วมห้องวัย 42 ปี ด้วยการใช้เข็มและด้ายเย็บปากของเธอจนปิดสนิท

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อ 29 มิ.ย.ที่ผ่านมาที่บ้านพักของพวกเขา โดยตำรวจเปิดเผยว่า ผู้เสียหายหลบหนีออกจากบ้านหลังนั้นเมื่อวันที่ 30 มิ.ย. และวิ่งเข้าไปในร้านค้าใกล้เคียง โดยเธอยื่นกระดาษที่มีข้อความขอความช่วยเหลือ เนื่องจากเธอไม่สามารถพูดได้ เพราะปากถูกเย็บเอาไว้

ผู้เสียหายบอกกับตำรวจว่าเธอไม่สามารถหลบหนีออกมาได้ในทันทีเพราะกลัวถูกเพื่อนร่วมห้องรายนี้ทำร้าย ก่อนจะสบโอกาสหลบหนีออกมาได้ในตอนที่ซากุระอิไม่อยู่บ้าน

เชื่อกันว่าหญิงทั้งสองคนอาศัยอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เดือนเมษายนปีที่แล้ว โดยตำรวจกำลังเร่งสืบสวนความสัมพันธ์ของทั้งคู่ รวมถึงชนวนเหตุและรายละเอียดของการเกิดเหตุในครั้งนี้

ขณะเดียวกัน คนรู้จักของซากุระอิให้สัมภาษณ์กับ ทีวี อาซาฮี (TV Asahi) ว่า พวกเขาเคยได้ยินว่าซากุระอิมักจะเปิดบ้านให้คนที่หนีออกจากบ้านเข้ามาพักอาศัย และคอยช่วยหางานให้ทำ ซึ่งบ่งชี้ว่าอาจมีผู้คนจำนวนมากหมุนเวียนเข้ามาพักอาศัยอยู่ที่บ้านของเธอในช่วงเวลาที่ต่างกัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : japantimes

ทรัมป์เล็งอนุญาต ให้ยูเครนผลิตระบบป้องกัน “แพทริออต” ใช้เองได้

ทรัมป์เล็งอนุญาต ให้ยูเครนผลิตระบบป้องกัน “แพทริออต” ใช้เองได้

8 ก.ค. 2569 22:51 น.

ทรัมป์เล็งอนุญาต ให้ยูเครนผลิตระบบป้องกัน “แพทริออต” ใช้เองได้

โดนัลด์ ทรัมป์ เปรย สหรัฐฯ อาจอนุญาตให้ยูเครนผลิตระบบมิสไซล์ป้องกันทางอากาศ “แพทริออต” ใช้เองได้ เพื่อรับมือการโจมตีของรัสเซียที่ทวีความเข้มข้นขึ้นในช่วงที่ผ่านมา

เมื่อวันพุธที่ 8 ก.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยว่า เขาจะหารือแผนการต่างๆ กับประธานาธิบดี โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน เพื่อมอบขีดความสามารถให้ยูเครนสามารถผลิตระบบป้องกันภัยทางอากาศ “แพทริออต” (Patriot) ได้ด้วยตนเอง ท่ามกลางการโจมตีอย่างหนักจากรัสเซีย

“ผมคิดว่าหนึ่งในหลายสิ่งที่เรากำลังจะคุยกันคือ อย่างที่คุณรู้ คือเรื่องบริษัทต่าง ๆ—ซึ่งเรามีอำนาจควบคุมอย่างมากเหนือบริษัทเหล่านั้น—บริษัทที่ผลิตระบบแพทริออตและผลิตยุทโธปกรณ์ชั้นยอดทั้งหมด รวมถึงขีปนาวุธโทมาฮอว์ก และสิ่งเจ๋ง ๆ ทั้งหมดนั้น” ทรัมป์กล่าวระหว่างการประชุมทวิภาคีร่วมกับเซเลนสกี

“เรากำลังจะมอบใบอนุญาต (License) ให้คุณผลิตมันเอง ซึ่งมันยอดเยี่ยมมาก วิธีนี้จะทำให้คุณหมดข้อครหาว่าเราไม่ยอมมอบระบบเหล่านี้ให้” ทรัมป์กล่าว

ต่อมา เมื่อผู้สื่อข่าวถามจี้ในประเด็นที่ว่า ยูเครนจำเป็นต้องใช้ระบบป้องกันภัยทางอากาศนี้อย่างเร่งด่วนในตอนนี้มากกว่าในอนาคต และการพัฒนาสายการผลิตใหม่อาจต้องใช้เวลาพอสมควร ซึ่งทรัมป์ตอบกลับว่า “ผมคิดว่าพวกเขาผลิตมันได้ค่อนข้างเร็วเลยล่ะ”

ทั้งนี้ ตามการเปิดเผยของเซเลนสกี ยูเครนกำลังเผชิญภาวะขาดแคลนขีปนาวุธสำหรับระบบแพทริออตอย่างหนัก พร้อมทั้งร้องขอให้พันธมิตรส่งขีปนาวุธเหล่านี้มาเพิ่ม และขอให้สหรัฐฯ มอบใบอนุญาตให้ยูเครนเริ่มดำเนินการผลิตได้เองในประเทศ โดยในปัจจุบัน มีเพียงญี่ปุ่นและเยอรมนีเท่านั้น ที่ได้รับสิทธิ์ในการผลิตระบบแพทริออตภายในประเทศตนเอง

ระบบป้องกันภัยทางอากาศแพทริออตที่ผลิตโดยสหรัฐฯ ถือเป็นอาวุธป้องกันภัยทางอากาศเพียงชนิดเดียวที่มีศักยภาพในการยิงสกัดขีปนาวุธทิ้งตัว (Ballistic Missiles) ของรัสเซียได้ และการขาดแคลนระบบดังกล่าวส่งผลให้เกิดความสูญเสียถึงชีวิตอย่างรุนแรงในยูเครน

การโจมตีของรัสเซียในกรุงเคียฟเมื่อสัปดาห์ก่อน คร่าชีวิตผู้คนไปถึง 30 ราย และเพียง 4 วันหลังจากนั้น รัสเซียโจมตีเมืองหลวงของยูเครนอีกระลอก ทำให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 19 ราย

กองทัพยูเครนยอมรับว่า ระบบป้องกันภัยทางอากาศของพวกเขาไม่สามารถยิงสกัดขีปนาวุธทิ้งตัวของรัสเซียที่ระดมยิงเข้ามาได้เลยในช่วงข้ามคืนจนถึงวันพุธที่ผ่านมา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์ขู่โจมตีเกาะคาร์กอีกคืนนี้ อิหร่านกร้าว “มาเลย”

ทรัมป์ขู่โจมตีเกาะคาร์กอีกคืนนี้ อิหร่านกร้าว “มาเลย”

8 ก.ค. 2569 22:02 น.

ทรัมป์ขู่โจมตีเกาะคาร์กอีกคืนนี้ อิหร่านกร้าว “มาเลย”

โดนัลด์ ทรัมป์ ขู่โจมตีเกาะคาร์กและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลเรือนของอิหร่านอีกในคืนนี้ ขณะที่สมาชิกสภาของอิหร่านออกมาท้าทาย และประกาศกร้าวว่าจะไม่ให้ทหารอเมริกันรอดกลับไป

เมื่อวันพุธที่ 8 ก.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขู่โจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลเรือนของอิหร่าน ระหว่างพูดคุยกับประธานาธิบดี โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน หลังจากก่อนหน้านี้เขาประกาศยุติข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่านกลางที่ประชุมสุดยอดผู้นำชาติสมาชิก “นาโต” ที่กรุงอังการา ของตุรกี

“มันอาจจะเป็นการโจมตีครั้งใหญ่ และมันจะทำลายล้างสิ่งต่าง ๆ ลงอย่างราบคาบ” ทรัมป์กล่าวระหว่างคุยกับเซเลนสกี นอกรอบการประชุมนาโต พร้อมชี้เป้าไปที่โรงไฟฟ้า โดยระบุว่า “เราจะจัดการโรงไฟฟ้าเหล่านั้น ผมไม่อยากทำหรอกนะ แต่ถ้าจำเป็น เราก็ต้องจัดการ”

นอกจากนั้น ทรัมป์ยังพูดถึงโรงงานผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการผลิตน้ำดื่ม “เราจะทำลายมันทิ้งถ้าจำเป็น ผมเกลียดที่จะต้องทำแบบนั้น และนั่นอาจเป็นสิ่งสุดท้ายที่ผมอยากจะทำเลยด้วยซ้ำ”

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังได้เอ่ยชื่อเกาะคาร์ก (Kharg Island) ซึ่งเป็นศูนย์กลางสำคัญในการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน โดยกล่าวถึงสิ่งที่เขาได้สั่งการกับกองทัพสหรัฐฯ ว่า “เราโจมตีเกาะคาร์กไปเมื่อคืนก่อน ทำลายไปส่วนหนึ่ง ผมบอกพวกเขาว่า ‘อย่าไปแตะต้องน้ำมัน เพราะบางทีเราอาจจะยึดเกาะคาร์ก’ ผมสั่งไปว่า ‘อย่าไปยิงท่อส่งน้ำมัน ให้ถล่มสิ่งอื่น ๆ ให้หมด’ และพวกเขาก็ทำตาม คืนนี้พวกเขาอาจจะโจมตีซ้ำอีกรอบก็ได้”

อีกด้านหนึ่ง บรรดานักการเมืองของอิหร่านต่างพากันออกมาตอบโต้คำขู่ของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ระบุว่าจะโจมตีเกาะคาร์ก

เอบราฮิม เรซาอี โฆษกคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งชาติและนโยบายต่างประเทศของรัฐสภาอิหร่าน โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า “มาเลย เรากำลังรอคุณอยู่ และเราขอสัญญาว่าจะไม่มีทหารอเมริกันแม้แต่คนเดียวที่ได้กลับไปแบบมีชีวิต”

ด้าน อาลี อัคบาร์ เวลายาติ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน ออกมาเตือนเกี่ยวกับ “การยกระดับความรุนแรงครั้งล่าสุดนี้” โดยระบุผ่าน X ว่า อิหร่านเคยเตือนไว้แล้วว่า “ภูมิภาคนี้ไม่ใช่พื้นที่สำหรับการเดิมพันทางการเมืองของประเทศเล็กประเทศน้อย” และตอนนี้อิหร่าน “พร้อมที่จะเหนี่ยวไกเพื่อกวาดล้างภูมิภาคนี้ให้สะอาด”

ทั้งนี้ ท่าทีก้าวร้าวของทรัมป์เกิดขึ้นหลังจากมีรายงานว่า อิหร่านโจมตีเรือพาณิชย์บริเวณช่องแคบฮอร์มุสหลายครั้งในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่านครั้งใหม่ในวันอังคารที่ผ่านมา ขณะที่รัฐบาลเตหะรานก็ตอบโต้ด้วยการโจมตีเป้าหมายทางทหารในตะวันออกกลางหลายสิบจุด

ในวันพุธ ทรัมป์กล่าวด้วยว่า สหรัฐฯ อาจจะกลับมาใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่านอีกครั้ง เพื่อตอบโต้การโจมตีเรือดังกล่าว โดยมาตรการนี้เคยส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของอิหร่านอย่างหนัก ก่อนจะถูกยกเลิกหลังจากทั้งสองฝ่ายทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกัน

ตอนนี้การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน เพื่อบรรลุข้อตกลงยุติสงคราม กำลังอยู่ในภาวะชะงักงัน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะอิหร่านกำลังอยู่ระหว่างการจัดพิธีศพอดีตผู้นำสูงสุดที่ถูกสหรัฐฯ กับอิสราเอลสังหาร โดยสถานการณ์ที่ตึงเครียดมากขึ้นในขณะนี้ ทำให้อนาคตของการเจรจาไม่แน่นอนยิ่งขึ้นไปอีก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

นายกฯ ขอบคุณศาล ยันจะใช้งบ ‘พ.ร.ก.กู้เงินฯ’ ให้คุ้มทุกบาท หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ-ลดค่าพลังงาน

นายกฯ ขอบคุณศาล ยันจะใช้งบ ‘พ.ร.ก.กู้เงินฯ’ ให้คุ้มทุกบาท หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ-ลดค่าพลังงาน

นายกฯ ขอบคุณศาล ยันจะใช้งบ ‘พ.ร.ก.กู้เงินฯ’ ให้คุ้มทุกบาท หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ-ลดค่าพลังงาน

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.41 น.

“นายกฯ” ขอบคุณ ตุลาการศาล รธน.หลังวินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงินไม่ขัดต่อกฎหมาย ยืนยันจะใช้ให้คุ้มทุกบาท หวัง นำมาสร้างการกระตุ้นเศรษฐกิจ-ลดภาระค่าพลังงาน 

วันที่ 9 กรกฎาคม 2569 วลา 17.15 น. ตามเวลาท้องถิ่นของกรุงกัวลาลัมเปอร์ซึ่งเร็งกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศว่าไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญนั้น ว่า  ขอบพระคุณตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทุกคน ที่ให้ความกรุณาเร่งคำวินิจฉัยของ พ.ร.ก.ดังกล่าวด้วยความรวดเร็ว รัฐบาลจะได้มีความมั่นใจว่าจะใช้เงินทุกบาททุกสตางค์ ให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุดให้กับประชาชน 

ส่วนรัฐบาลจะทำงานสบายใจมากยิ่งขึ้นหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า รัฐบาลทำงานด้วยความสบายใจในกรณีที่ว่าทำงานด้วยความบริสุทธิ์ใจ ทำงานทุกอย่างเพื่อประชาชน เรานั่งเฝ้าเงินทุกบาททุกสตางค์ เพราะชื่อก็บอกอยู่แล้งว่า “เงินกู้” ไม่ใช่เงินงบประมาณ ดังนั้นต้องใช้เงินทุกบาททุกสตางค์ให้คุ้มค่า ดอกเบี้ยที่ได้มาก็เป็นดอกเบี้ยที่ค่อนข้างต่ำมาก ซึ่งทางกระทรวงการคลังสามารถเจรจาเรื่องดอกเบี้ยให้เหลือ 1.2 % ดังนั้นเมื่อทีต้นทุนที่ถูกขนาดนี้ เงินทุกบาทที่จะนำเงินเหล่านี้ไปสร้างมูลค่าเพิ่ม ไปสร้างประโยชน์ให้เกิดการหมุนเวียนเป็นรอบ ๆ (Multiply Effect) ให้มันเกิดขึ้นได้หลาย ๆ รอบ และทุกรอบที่เกิดขึ้นเราสามารถจัดเก็บภาษีเงินได้ในรูปแบบต่าง ๆ เข้ามา ซึ่งเมื่อดอกเบี้ยต่ำแล้วก็ไม่ต้องกังวลว่าเรามีงบประมาณเพียงพอไปจ่ายดอกเบี้ยหรือไม่ โดยในแผนการใช้จ่าย พ.ร.ก.กู้เงินจะมีการนำไปใช้ในการปรับโครงสร้างพลังงานด้วย ทำให้ค่าใช้จ่าย ค่าไฟฟ้า ของประชาชนลดลง ซึ่งต้องใช้โอกาสนี้ในการผลักดันให้เกิดประโยชน์ยกแผง ทั้งรัฐบาล ประชาชน ประเทศชาติ ต่างได้ประโยชน์ และมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น 

’วิปรัฐบาล‘ โชว์ผลงานส่งท้ายก่อนปิดสมัยประชุมสภาฯ ฉลุยกฎหมาย 94 ฉบับ ขอบคุณ ’รัฐบาล-ฝ่ายค้าน‘ ร่วมดันขับเคลื่อนงาน ’นิติบัญญัติ‘

’วิปรัฐบาล‘ โชว์ผลงานส่งท้ายก่อนปิดสมัยประชุมสภาฯ ฉลุยกฎหมาย 94 ฉบับ ขอบคุณ ’รัฐบาล-ฝ่ายค้าน‘ ร่วมดันขับเคลื่อนงาน ’นิติบัญญัติ‘

’วิปรัฐบาล‘ โชว์ผลงานส่งท้ายก่อนปิดสมัยประชุมสภาฯ ฉลุยกฎหมาย 94 ฉบับ ขอบคุณ ’รัฐบาล-ฝ่ายค้าน‘ ร่วมดันขับเคลื่อนงาน ’นิติบัญญัติ‘

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.11 น.

’วิปรัฐบาล‘ โชว์ผลงานส่งท้ายก่อนปิดสมัยประชุมสภาฯ ฉลุยกฎหมาย 94 ฉบับ ขอบคุณ ’รัฐบาล-ฝ่ายค้าน‘ ร่วมดันขับเคลื่อนงาน ’นิติบัญญัติ‘ ขอรอ ’ครม.‘เคาะตัดสินใจ หากต้องเปิดประชุมวิสามัญพิจารณาพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท

วันที่ 9 กรกฎาคม 2569 เมื่อเวลา14.15น. ที่รัฐสภา นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล(วิปรัฐบาล) พร้อมด้วยสส.ในฝั่งวิปรัฐบาล ร่วมกันแถลงสรุปผลงานการทำงานของสภาผู้แทนราษฎรว่า ภาพรวมตลอดระยะเวลาการทำงานร่วมกันของพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรค รวมถึงการประสานงานกับฝ่ายค้าน เป็นไปได้อย่างราบรื่นโดยตลอด ต้องขอบคุณพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคที่ช่วยกันขับเคลื่อนงานที่สำคัญทางฝ่ายนิติบัญญัติ รวมถึงมีกฎหมายหลายฉบับที่ผ่านจากการพิจารณาของสภาฯ และมีกระทู้สดหลายกระทู้ที่เป็นความเดือดร้อนของประชาชน ได้รับความร่วมมือจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) มาตอบกระทู้ และมีญัตติที่เป็นปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนผ่านการพิจารณาของสภาฯ รวมถึงมีการรับทราบที่เป็นบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่ผ่านการพิจารณาของสภาฯ 

นายกรวีร์ กล่าวต่อว่า นอกจากที่จะขอบคุณพรรคร่วมรัฐบาลแล้ว ต้องขอบคุณทางฝ่ายค้านด้วย ที่ในช่วงหนึ่งสมัยประชุมที่ผ่านมา ถือว่าการประสานงานเราประสานงานกันได้ค่อนข้างราบรื่น อาจจะมีสิ่งที่เห็นไม่ตรงกันบ้างเป็นเรื่องธรรมดา ของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย แต่ทุกฝ่ายก็เคารพกรอบกติกา และใช้ระเบียบข้อบังคับตามข้อกฎหมายที่กำหนดเอาไว้ทุกอย่าง ฉะนั้น ในภาพรวมเราทำงานกันได้ค่อนข้างดี ส่วนในรายละเอียดถ้าในด้านของกฎหมาย ในระยะเวลาไม่กี่เดือนสภาฯ พวกเราผ่านการพิจารณากฎหมายมากถึง 94 ฉบับ และในบางกฎหมายบางเรื่องอาจจะมีร่างที่เสนอประกอบกันหลายร่าง แต่รวมทั้งหมดแล้วมี 94 ร่าง ที่มีทั้งร่างครม. ยืนยันกลับมา 34 ฉบับ ล่าสุดวันนี้มีประกาศใช้เป็นกฎหมายแล้ว 2 ฉบับคือ พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน ซึ่งกฎหมายฉบับนี้ต่อเนื่องมาจากสมัยที่แล้วต้องยกเครดิตให้กับพรรคเพื่อไทย และพ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนและการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ 

ประธานวิปรัฐบาล กล่าวว่า นอกจากนี้ยังมีกฎหมายที่เรารับหลักการแล้วและยังอยู่ในการพิจารณาของชั้นกรรมาธิการอีกหลายฉบับ แน่นอนว่ากฎหมายทั้งหมดจะเข้าสู่การพิจารณาทันทีหลังจากหลังจากที่เปิดสมัยประชุมสภาในสมัยพิจารณาหน้า รวมทั้งกฎหมายที่ประชาชนให้ความสำคัญและจับตาดูอยู่ เช่น ร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาด ที่ล่าสุดทางวุฒิสภาจะพิจารณาเสร็จภายในสัปดาห์นี้ และได้การพิจารณาเข้าสู่การพิจารณาร่วมกันของสภาฯ หลังจากที่เปิดสมัยประชุมหน้า นอกจากเรื่องกฎหมายแล้ว เรามีเรื่องของการเห็นชอบหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ รวมทั้งหมด 5 ฉบับ และยังมีเรื่องการตอบกระทู้สดในสภาฯ มี 34 กระทู้สดมีรัฐมนตรีมาตอบถึง 33 กะทู้ ซึ่งตัวเลขนี้เป็นตัวเลขสูงมากต้องขอขอบพระคุณทางครม.  โดยเฉพาะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะที่เป็นผู้นำครม. ที่ได้กำชับและมอบให้เป็นนโยบายกับรัฐมนตรีทุกท่านว่าต้องให้ความสำคัญกับฝ่ายนิติบัญญัติ อย่างไรก็ตามประเด็นนี้ต้องขอบคุณเพื่อนสมาชิกฝ่ายค้านโดยเฉพาะนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน ที่ผ่านมาเราใช้วิธีการประสานงานเพื่อดูว่าประเด็นร้อนหรือประเด็นที่สังคมให้ความสนใจเร่งด่วนมีเรื่องใดบ้าง และจะมีรัฐมนตรีท่านใดมาตอบได้บ้าง ด้วยการทำงานแบบนี้ จึงทำให้กระทู้ที่รัฐมนตรีมาตอบค่อนข้างสูง สุดท้ายแล้วไม่ใช่เป็นผลงานของฝั่งรัฐบาลหรือครม. แต่เป็นผลงานร่วมกันของฝ่ายนิติบัญญัติ เพราะคนที่ได้รับประโยชน์ไม่ใช่พรรคการเมือง แต่คือประชาชนที่ได้รับประโยชน์จากการติดตามและตรวจสอบการทำงานผ่านกระทู้สด

นายกรวีร์ กล่าวต่อว่า นอกจากกระทู้สด มีเรื่องกระทู้ทั่วไปซึ่ง ตนในนามประธานวิปรัฐบาลก็ได้รับข้อเสนอ และข้อสังเกตของฝ่ายค้านว่ากระทู้สดที่ตอบเยอะ แต่กระทู้ทั่วไปรัฐมนตรีมีการเลื่อนตอบกระทู้ค่อนข้างมาก เรื่องนี้หลังจากหลังจากที่ปิดสมัยประชุม ตนได้ทำสรุปตัวเลขสถิติเอาไว้อย่างชัดเจนว่า มีกระทู้ถามรัฐมนตรีท่านใดกี่ครั้งและท่านมาตอบกี่ครั้ง ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ตนจะนำเสนอรายงานฉบับนี้ต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อจะได้มีการวัดผลประเมินผลการทำงานของครม. ที่มีหน้าที่หลักที่มาตอบกระทู้และให้ความสำคัญกับฝ่ายนิติบัญญัติด้วย นี่อาจจะเป็นมิติใหม่ที่เกิดจากการทำงานร่วมกันระหว่างฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาล 

นายกรวีร์ กล่าวอีกว่า เรื่องญัตติที่มีปัญหาสำคัญของประชาชนผ่านการพิจารณาของสภาฯ เป็นจำนวนมาก เช่น ฝุ่นควัน PM 2.5 วิกฤตพลังงาน การก่อสร้างแลนด์บริดจ์ การแก้ปัญหาน้ำท่วมในภาคใต้ เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่ เป็นญัตติที่มาจากฝ่ายรัฐบาลแต่ส่วนใหญ่เป็นญัตติที่มาจากฝ่ายค้าน หมายความว่า การทำงานของสภาฯ เราไม่คำนึงแต่เพียงว่าเราอยู่ฝั่งรัฐบาล และมีเสียงข้างมาก เราคำนึงถึงเสียงทุกเสียง คำนึงถึงเสียงของฝ่ายค้าน เพราะเราทราบว่าทุกปัญหาที่นำเสนอนั้นคือปัญหาของประชาชน ประเด็นสุดท้ายเรื่องของรับทราบ   โดยปกติหากใครติดตามช่วงบ่ายของวันพฤหัสบดี จะมีเรื่องรับทราบ บ่อยครั้งที่มีเรื่องรับทราบจากหลายปีก่อน มีค้างการพิจารณารับทราบของสภาเป็นจำนวนมาก เราใช้เวลาสมัยประชุมเดียวเพื่อที่จะจัดการ และเร่งเอาเรื่องรับทราบที่ค้างอยู่มาเคลียร์ให้หมด ดังนั้น สิ่งที่ประชาชนจะได้เห็นในประชุมหน้าคือจะไม่มีรายงานที่ค้างจากปีก่อนๆ ซึ่งจะมีการพิจารณาปีต่อปี จะได้เป็นปัญหาปัจจุบันก็จะทำให้หน่วยงานต่างๆ นำข้อเสนอแนะของฝั่งการเมือง หรือทุกพรรคการเมืองนำไปปรับปรับปรุงในการทำงานต่อไปได้ 

“ต้องขอบคุณเพื่อนสมาชิกฝ่ายค้านด้วยในการให้ร่วมมือในการประสานงานร่วมกันโดยที่บางครั้งระหว่างจะเห็นไม่ตรงกันแต่สุดท้ายเป้าหมายเราเหมือนกันคือเคลื่อนงานสภาเพื่อตอบโจทย์ในการแก้ปัญหาและเอากฎหมายต่างๆให้กับประชาชน” นายกรวีร์ กล่าว 

เมื่อถามว่าได้หารือเบื้องต้นหรือไม่ว่าจะมีการเปิดวิสามัญ เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยว่าพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ นายกรวีร์ กล่าวว่า เราทราบจากข่าวหน้าสื่อ วันนี้ที่สภาฯ เรายังไม่ได้รับเรื่องอย่างเป็นทางการจากศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเชื่อว่าทางศาลรัฐธรรมนูญคงจะส่งคำวินิจฉัยอย่างเป็นทางการมาที่สภาฯ ในเร็ววันนี้ ซึ่งการเปิดสมัยประชุมวิสามัญหรือไม่นั้น คงต้องเป็นเรื่องที่ทางสภาฯ ต้องหารือกับครม. เพราะกฎหมายฉบับนี้ทางครม. ได้เสนอเข้ามา คงต้องรอดูว่าจะมีแนวทางในการขอให้เปิดวิสามัญหรือไม่ ต้องพิจารณากันต่อไป

เมื่อถามว่า ถือว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องพิจารณาก่อนจะกลับมาเปิดสมัยประชุมสภาฯ ในเดือนส.ค. หรือไม่ นายกรวีร์ กล่าวว่า ตามรัฐธรรมนูญระบุเอาไว้ว่าเป็นเรื่องของครม. ถ้าครม. เห็นว่าช้าเกินไปกว่าจะรอให้เปิดสมัยประชุมหน้า ก็อาจจะมีการพิจารณาขอให้เปิดวิสามัญในระหว่างที่ปิดสมัยประชุมสภาฯ 

เมื่อถามย้ำว่า เป็นไปได้หรือไม่ว่าจะเปิดในสมัยประชุมนี้ นายกรวีร์ กล่าวว่า สมัยนี้น่าจะไม่ทันแล้ว เพราะประธานได้ประสานมาว่าช่วงเย็นจะมีการอ่านพระบรมราชโองการในการปิดสมัยประชุมสภาฯ ช่วงเย็นวันนี้ คงเป็นเรื่องที่ไม่ทันในสมัยประชุมนี้แน่นอน 

สีหศักดิ์ ร่วมหารือทวิภาคีระหว่างนายอนุทิน- อันวาร์ ที่มาเลเซีย

สีหศักดิ์ ร่วมหารือทวิภาคีระหว่างนายอนุทิน- อันวาร์ ที่มาเลเซีย

สีหศักดิ์ ร่วมหารือทวิภาคีระหว่างนายอนุทิน- อันวาร์ ที่มาเลเซีย

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.16 น.

วันที่ 9 กรกฎาคม 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เข้าร่วมการหารือทวิภาคีระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กับดาโตะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ที่สำนักนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เมืองปูตราจายา ในโอกาสที่นายกรัฐมนตรีเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการ

รองนายกรัฐมนตรีฯ เข้าร่วมการหารือกลุ่มเล็ก ซึ่งนายกรัฐมนตรีทั้งสองยืนยันความมุ่งมั่นที่จะกระชับความสัมพันธ์ในทุกด้านที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนของทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะการส่งเสริมความมั่นคงและการพัฒนาพื้นที่ชายแดนภาคใต้ของไทยและรัฐภาคเหนือของมาเลเซีย ผ่านการสร้างเสริมความเชื่อมโยงการคมนาคมขนส่ง การค้าชายแดน และการพัฒนาเศรษฐกิจของสองฝั่งชายแดน ควบคู่กับความร่วมมือในการจัดระเบียบชายแดนและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ  

ต่อมา รองนายกรัฐมนตรีฯ เข้าร่วมการหารือเต็มคณะที่มีรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงต่าง ๆ ของทั้งสองประเทศเข้าร่วม ซึ่งนายกรัฐมนตรีทั้งสองยินดีกับความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด มีกลไกทวิภาคีที่มีประสิทธิภาพ และจะฉลองโอกาสครบรอบ 70 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – มาเลเซีย ในปีหน้า ทั้งยังเห็นพ้องจะส่งเสริมความร่วมมือในทุกมิติ ซึ่งครอบคลุมการค้า การลงทุน ความมั่นคงทางอาหาร สินค้าเกษตร การท่องเที่ยว เศรษฐกิจดิจิทัล และความมั่นคงทางพลังงาน ในฐานะที่มาเลเซียเป็นคู่ค้าอันดับที่ 1 ของไทยในอาเซียน เป็นประเทศที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาไทยมากที่สุด และมีการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลที่รวดเร็ว โดยเฉพาะในด้าน AI และพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ทั้งสองฝ่ายยังแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับพัฒนาการของสถานการณ์ในภูมิภาคและระหว่างประเทศ รวมถึงความร่วมมือในกรอบอาเซียน

ภายหลังการหารือ รองนายกรัฐมนตรีฯ เข้าร่วมการแถลงข่าวร่วมระหว่างนายกรัฐมนตรีของทั้งสองประเทศ ที่ย้ำวิสัยทัศน์ร่วมกันที่จะส่งเสริมความมั่นคงและความเชื่อมโยงไร้รอยต่อบริเวณชายแดน ผ่านการพัฒนาและอำนวยความสะดวกในการสัญจรและการขนส่งสินค้าข้ามพรมแดน โดยเฉพาะทางถนนและทางราง เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนทั้งสองประเทศ รวมถึงส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างกัน ทั้งยังกล่าวถึงพิธีเปิดใช้งานถนนเชื่อมด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่ – ด่านบูกิตกายูฮิตัม ที่นายกรัฐมนตรีทั้งสองจะเป็นประธานในวันรุ่งขึ้น (10 กรกฎาคม) นอกจากนี้ รองนายกรัฐมนตรีฯ ยังร่วมเป็นสักขีพยานการแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาล แห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งมาเลเซียว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตร