Death Fest 2026 : re-member ก่อน-แก่-เจ็บ-ตาย งานแฟร์เพื่อการเป็นอยู่ที่มีความหมายและวาระสุดท้ายที่ดีที่สุด

Death Fest 2026 : re-member ก่อน-แก่-เจ็บ-ตาย งานแฟร์เพื่อการเป็นอยู่ที่มีความหมายและวาระสุดท้ายที่ดีที่สุด

Death Fest 2026 : re-member ก่อน-แก่-เจ็บ-ตาย งานแฟร์เพื่อการเป็นอยู่ที่มีความหมายและวาระสุดท้ายที่ดีที่สุด

วันเสาร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

Death Fest 2026 : re-member ก่อน-แก่-เจ็บ-ตาย กลับมาอีกครั้งใน พ.ศ. 2569 ในฐานะงานแฟร์ที่ชวนสังคมไทยเรียนรู้เรื่องการเป็นอยู่ที่ดีและการเตรียมตัวตายอย่างเข้าใจ จัดโดย Peaceful Death, The Cloud และ ชูใจ กะ กัลยาณมิตร ร่วมกับเครือข่ายองค์กรด้านสุขภาพและสังคม อาทิ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), กรมการแพทย์, สภากาชาดไทย, โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย, คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล, สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ, กรมกิจการผู้สูงอายุ, สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองฟูกูโอกะ, ชีวามิตร, The Active Thai PBS และ หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ (สวนโมกข์กรุงเทพ)

งานกำลังจัดขึ้นในวันที่ 13 – 15 มีนาคม พ.ศ. 2569 เวลา 09.00 – 19.00 น. ณ อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น ฮอลล์ 6 เมืองทองธานีธีมของปีนี้คือ ‘re-member ก่อน-แก่-เจ็บ-ตาย’ ซึ่งตั้งต้นจากความเชื่อว่า การมีคุณภาพชีวิตที่ดี แม้ในช่วงเจ็บป่วยหรือวาระสุดท้าย ไม่ใช่เรื่องของคนใดคนหนึ่ง หากเกี่ยวข้องกับทุกคนรอบตัว ตั้งแต่ครอบครัว เพื่อน ชุมชน ไปจนถึงสังคมในภาพใหญ่ แม้เราจะวางแผนการรักษา เตรียมเอกสาร หรือคิดถึงช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตไว้แล้ว แต่สิ่งเหล่านั้นจะเกิดขึ้นได้จริง ต้องอาศัยการสื่อสารเจตนารมณ์ให้คนรอบข้างรับรู้ เข้าใจ และร่วมกันทำให้เกิดขึ้น ท่ามกลางความคิด ความเชื่อ และมุมมองที่อาจแตกต่างกัน Death Fest 2026 จึงออกแบบให้เป็นพื้นที่สำหรับการเรียนรู้เรื่องอยู่ดี-ตายดีร่วมกัน

นางสาววรรณา จารุสมบูรณ์ ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม Peaceful Death  ชวนไปงาน Death Fest 2026 ซึ่งกลับมาอีกครั้งเป็นปีที่ 2 ภายใต้แนวคิด re-member เพราะเชื่อว่าการมีคุณภาพชีวิตที่ดีจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ไม่ใช่เรื่องของคนใดคนหนึ่ง แต่มีผลกระทบวงกว้างกับทุกความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นรอบตัว ตั้งแต่ครอบครัว เพื่อน ชุมชน ไปจนถึงสังคมระดับประเทศ ดังนั้น หัวใจสำคัญของงานคือการทำให้ทุกคนตระหนักว่า การคุยเรื่องความตายล่วงหน้าไม่ใช่การแช่ง แต่คือการแสดงความรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เพราะมันช่วยลด ‘ภาระใจ’ ให้คนข้างหลังไม่ต้องแบกรับการตัดสินใจที่ยากลำบากในวินาทีวิกฤต และยังช่วยลดภาระต่อระบบสาธารณสุขในภาพรวมเมื่อเราเลือกวิถีการจากไปอย่างสงบตามความปรารถนาของตนเองได้จริง งานนี้จึงเปิดกว้างสำหรับทุกคน ไม่ว่าคุณจะมีครอบครัวใหญ่ อยู่เป็นคู่ หรือใช้ชีวิตเพียงลำพัง เพราะเราเชื่อว่าความเข้าใจและการดูแลใจกันจนถึงนาทีสุดท้าย คือสิ่งที่มนุษย์ทุกคนพึงได้รับอย่างเท่าเทียมกัน

นางสาวภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวเสริมว่า สสส.ในฐานะที่ทำหน้าที่ส่งเสริมสุขภาวะที่ครอบคลุมทุกช่วงวัยของชีวิต ตั้งแต่การเกิด การแก่ การเจ็บป่วย ไปจนถึงการตาย จึงมองว่าการสื่อสารเรื่องวาระสุดท้ายไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แต่คือการสร้างรากฐานของสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน งาน Death Fest 2026 จึงเป็นเสมือนห้องสมุดขนาดใหญ่ที่ช่วยให้คนทุกกลุ่มเข้าถึงองค์ความรู้ในการเผชิญหน้ากับความจริงของชีวิตได้อย่างมีสติ และการตายดีนับเป็นสิทธิพื้นฐานที่มนุษย์ทุกคนควรได้รับและควรเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม ดังนั้น การเตรียมความพร้อมตั้งแต่วันที่ยังมีสุขภาพดีจะช่วยให้วาระสุดท้ายของชีวิตเป็นไปตามความปรารถนาของตนเอง ซึ่งถือเป็นหนึ่งในมิติของสุขภาวะที่สมบูรณ์แท้จริง

นายประสิทธิ์ วิทยสัมฤทธิ์ ผู้ร่วมก่อตั้ง ชูใจ กะ กัลยาณมิตร ผู้ดูแลประสบการณ์ภายในงาน Death Fest 2026 ขยายความว่า Death Fest ในปีนี้ ออกแบบเพื่อให้คนในครอบครัว สังคม ชุมชน สร้างความตระหนักรู้ร่วมกัน โดยมุ่งเน้นการเปลี่ยนบรรยากาศงานแฟร์ที่คุ้นเคยให้กลายเป็นเส้นทางสำรวจความต้องการภายในจิตใจของตนเองและคนรอบข้าง จึงตั้งใจออกแบบกิจกรรมภายในงานให้มีความหมายอันลึกซึ้งมากกว่าแค่พร็อปถ่ายรูปสวย ๆ ลงโซเชียลมีเดีย ยกตัวอย่างเช่น กิจกรรม Test Die & Funeral Design Center ที่ใช้โลงศพมาเป็นสัญลักษณ์สำคัญ เราไม่ได้มองสิ่งนี้เป็นเพียงเครื่องบรรจุศพ แต่เราออกแบบให้มันเป็น ‘เครื่องมือสื่อสาร’ เพื่อสื่อถึงความเท่าเทียมในวาระสุดท้าย และการตระหนักถึงคุณค่าของลมหายใจที่มีอยู่จริงในปัจจุบัน ทุกรายละเอียดตั้งแต่วัสดุไปจนถึงการจัดวาง มีจุดประสงค์เพื่อให้คนได้หยุดคิด เรียนรู้ และตระหนักถึงสัจธรรมของชีวิตผ่านมุมมองที่เข้าถึงง่าย

ด้าน นายทรงกลด บางยี่ขัน บรรณาธิการบริหาร The Cloud กล่าวถึงการเข้ามามีส่วนร่วมในงาน Death Fest ว่า ในฐานะสื่อรุ่นใหม่ ต้องการนำเสนอประเด็นที่สร้างผลกระทบเชิงบวกกับสังคมในหลากหลายมิติ ทั้งเรื่องสังคม สิ่งแวดล้อม คุณภาพชีวิต ทำให้เรื่องที่ดูเข้าใจยาก ไม่อยากพูดถึงเป็นเรื่องที่ง่าย ใกล้ตัว และมีคุณค่า งาน Death Fest ในครั้งนี้ เราจึงอยากทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียง เพื่อเชิญชวนทุกคนยกระดับบทสนทนาเรื่องการอยู่ดีตายดีในมิติเชิงคุณค่าให้มากขึ้น ชวนเปลี่ยนแปลงทัศนคติของสังคมว่า แท้ที่จริงแล้วการพูดคุยเรื่องวาระสุดท้ายคือการวางแผนการใช้ชีวิตในปัจจุบันให้มีคุณภาพมากขึ้น เพราะเมื่อไหร่ที่เรากล้าเผชิญหน้ากับปลายทางที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อนั้นเราจะมองเห็นความจริงที่อยู่ตรงหน้า ซึ่งนี่คือมุมมองของแนวคิด re-member เพื่อให้ทุกคนได้จดจำเราในแบบที่เราต้องการให้เป็น

Death Fest 2026 : re-member ก่อน-แก่-เจ็บ-ตาย มีกิจกรรมเสวนา เวิร์กช็อป บูทที่รวบรวมบริการตามเส้นทางชีวิต และกิจกรรมอื่น ๆ อีกมากมาย ทั้ง 5 โซน ประกอบด้วย Old School ห้องเรียนทฤษฎีและปฏิบัติ รวบรวมวิชาสำหรับการดูแลตัวเองและคนรอบข้าง จะเรียนรู้คนเดียวก็ได้ หรือเรียนรู้ไปกับคนใกล้ชิดเพื่อสร้างความเข้าใจและนำไปใช้ได้จริง Before I Die นิทรรศการและกิจกรรมที่อยากให้คุณชวนคนที่รักมาทำก่อนวันสุดท้ายจะมาถึง เพื่อคลี่คลายทุก (ข์) เรื่องราวทางกายและใจ ไม่เพียงแค่เพื่อตัวเราเอง แต่เพื่อคนรอบตัวด้วย

Human Life-brary Cafe ห้องสมุดมนุษย์ ตั้งวงคุยถึงการใช้ชีวิตเพื่อการ ‘อยู่ดี-ตายดี’ กับผู้คนจากแวดวงต่าง ๆ Life Journey บูทให้บริการตามเส้นทางชีวิต แก่ เจ็บ ระยะท้าย และตายดี Friends Eat รวบรวมร้านอาหารที่อยากให้คุณชวนเพื่อน คนรัก หรือญาติสนิทมากินก่อนตาย

งานเปิดให้เข้าชมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย สามารถลงทะเบียนเข้างานล่วงหน้าได้ที่ https://forms.gle/rNRWiF8Ygzm5hsCC6  สำหรับผู้ที่สนใจกิจกรรมเวิร์กช็อปและข้อมูลด้านอื่นๆ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : Death Fest https://www.facebook.com/deathfest.th

โครงการโขง-เลย-ชี-มูล พลิกอีสานสู่ความมั่นคงทางน้ำอย่างยั่งยืน กรมชลฯเผยความคืบหน้าต่อยอดสู่คุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่

โครงการโขง-เลย-ชี-มูล พลิกอีสานสู่ความมั่นคงทางน้ำอย่างยั่งยืน กรมชลฯเผยความคืบหน้าต่อยอดสู่คุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่

โครงการโขง-เลย-ชี-มูล พลิกอีสานสู่ความมั่นคงทางน้ำอย่างยั่งยืน กรมชลฯเผยความคืบหน้าต่อยอดสู่คุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่

วันเสาร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ท่ามกลางผืนดินอีสานที่คุ้นชินกับทั้งภาพความแห้งแล้งและสายน้ำหลากในฤดูฝน จังหวัดขอนแก่นกลายเป็นจุดนัดพบของความหวังครั้งใหม่ เมื่อกรมชลประทาน เปิดความคืบหน้า “โครงการบริหารจัดการน้ำ โขง-เลย-ชี-มูล โดยแรงโน้มถ่วง ระยะที่ 1 (หัวงานแนวผันน้ำ)”  ซึ่งกำลังวางรากฐานการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญให้กับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

สิ่งที่สะท้อนภาพอนาคตได้ชัดเจนที่สุด อาจไม่ใช่เพียงโครงสร้างอุโมงค์ใต้ภูเขา แต่คือเสียงจากชุมชนเล็กๆ ต.นาคำ อ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น ที่มี 38 ครอบครัวอาศัยอยู่ ปัจจุบันมีเพียงประมาณ 5 ครอบครัวที่ยังทำการเกษตรได้เต็มศักยภาพ เพราะข้อจำกัดด้านแหล่งน้ำในฤดูแล้ง

นางพรทิพย์ ขามก้อน ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 6 ตำบลนาคำ สะท้อนความคาดหวังว่า หากมีแหล่งน้ำเพียงพอ ชาวบ้านจะสามารถวางแผนการเกษตรได้ตลอดปี ลดปัญหาแรงงานอพยพ และสร้างความมั่นคงให้ครอบครัวในระยะยาว เช่นเดียวกับ นายเจษฎา ตันติบัญชาชัย นายกเทศมนตรีตำบลเขื่อนอุบลรัตน์ ที่มองว่า โครงการระยะที่ 1 นี้ คือความหวังของความมั่นคงทางน้ำ ซึ่งจะต่อยอดไปสู่ความมั่นคงทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

โครงการขนาดใหญ่ (Mega Project) นี้ มุ่งแก้ปัญหาภัยแล้งและอุทกภัยซ้ำซาก ด้วยแนวคิดที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง โดยใช้ “แรงโน้มถ่วงของโลก” ปล่อยให้น้ำไหลไปตามธรรมชาติ ลดการพึ่งพาพลังงานไฟฟ้าในการสูบน้ำในระยะยาว และลดผลกระทบจากการเวนคืนที่ดิน โดยระบบอุโมงค์จะใช้เฉพาะช่วงที่ต้องลอดผ่านภูเขาหรือชุมชนหนาแน่น เพื่อรักษาแรงดันน้ำและข้ามสิ่งกีดขวางทางธรรมชาติ

ระยะที่ 1 นี้ ครอบคลุมการผันน้ำจากปากแม่น้ำเลย อ.เชียงคาน จ.เลย ผ่าน จ.หนองบัวลำภู จ.อุดรธานี ปลายทางที่ อ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น โดยโครงการออกแบบให้ผันน้ำได้ 160 ลบม./วินาที คาดการณ์ปริมาณน้ำรวมกว่า 2,664.29 ล้าน ลบม./ปี

ตัวเลขที่สะท้อนความหมายมากกว่าเพียงปริมาณน้ำ คือ “พื้นที่รับประโยชน์” รวมกว่า 1,333,512 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่สูบน้ำใน จ.หนองบัวลำภู 11,680 ไร่ พื้นที่เพาะปลูกรอบอ่างเก็บน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ในฤดูแล้ง 60,600 ไร่ และพื้นที่ชลประทานจากลำน้ำพอง ต่อเนื่องลำน้ำชีอีกกว่า 1.26 ล้านไร่

นายพิเชษฐ รัตนปราสาทกุล ผู้อำนวยการสำนักออกแบบวิศวกรรมและสถาปัตยกรรม กรมชลประทาน ระบุว่า โครงการนี้จะเปลี่ยนพื้นที่ขาดแคลนน้ำในภาคอีสานให้กลายเป็นเขตเกษตรกรรมสมัยใหม่ สร้างความมั่นคงทางน้ำตลอดทั้งปี และเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาคอย่างยั่งยืน

“โครงการโขง-เลย-ชี-มูล คือความพยายามสร้างความมั่นคงทางน้ำให้ภาคอีสานอย่างยั่งยืน เปลี่ยนพื้นที่ที่เคยเผชิญภัยแล้งซ้ำซาก ให้สามารถวางแผนเกษตรได้ตลอดทั้งปี เมื่อมีน้ำเพียงพอ เกษตรกรจะเพิ่มรอบการเพาะปลูก ยกระดับรายได้ และลดแรงกดดันจากหนี้สินได้อย่างเป็นรูปธรรม

จุดเด่นคือ การใช้แรงโน้มถ่วง (Gravity) ปล่อยให้น้ำไหลเองตามธรรมชาติ จึงช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าในการสูบน้ำ ระบบอุโมงค์จะใช้เฉพาะช่วงที่ต้องลอดผ่านภูเขาหรือชุมชนหนาแน่น เพื่อรักษาแรงดันน้ำและข้ามสิ่งกีดขวางทางธรรมชาติ ลดการเวนคืนที่ดิน บางช่วงมีการออกแบบเป็นคลองเปิดเนื่องจากสภาพภูมิประเทศ และสภาพทางธรณีวิทยา ซึ่งช่วยลดต้นทุนการก่อสร้าง เมื่อเทียบกับการขุดอุโมงค์ทั้งหมด สามารถส่งน้ำปริมาณมากไปยังพื้นที่เกษตรได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึง

ปัจจุบัน โครงการอยู่ระหว่างการสำรวจและออกแบบรายละเอียด ยังไม่ได้เริ่มการก่อสร้างหรือเวนคืนพื้นที่ เรามุ่งให้ทุกขั้นตอนโปร่งใส และคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ”

ในมิติพลังงาน นายชาญณรงค์ จันทมงคล ผู้อำนวยการโรงไฟฟ้าพลังน้ำภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ระบุว่า ปริมาณน้ำต้นทุนที่เพียงพอจะช่วยเพิ่มศักยภาพการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ รองรับช่วงความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง และทำให้การบริหารจัดการน้ำของเขื่อนอุบลรัตน์ มีความยืดหยุ่นมากขึ้น ทั้งด้านการผลิตไฟฟ้า การชลประทาน และการควบคุมระดับน้ำในฤดูฝน

บนแผนที่อีสาน เส้นทางน้ำสายใหม่นี้อาจยังอยู่ในขั้นการออกแบบและวางระบบ แต่สำหรับหลายครอบครัว มันคือภาพอนาคตที่เริ่มชัดขึ้น อนาคตที่คำว่า “น้ำ” ไม่ใช่ความกังวล หากคือรากฐานของชีวิตและโอกาสที่มั่นคงกว่าเดิม

จุฬาฯ เพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ช่อง 7 HD รวมใจ ฝ่าภัยน้ำท่วมใต้

จุฬาฯ เพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ช่อง 7 HD รวมใจ ฝ่าภัยน้ำท่วมใต้

จุฬาฯ เพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ช่อง 7 HD รวมใจ ฝ่าภัยน้ำท่วมใต้

วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.23 น.

ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมด้วย ผศ.ดร.ณภัทร ชัยมงคล และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ระวี จูฑศฤงค์ ผู้ช่วยอธิการบดี เข้ามอบเงิน จำนวน 2,569,000 บาท จากโครงการ “จุฬาฯ เพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ช่อง 7 HD รวมใจ ฝ่าภัยน้ำท่วมใต้ ” ให้แก่มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย โดยมี ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย รองประธานกรรมการที่ปรึกษา ทำหน้าที่แทนประธานกรรมการมูลนิธิฯ พร้อมด้วย ศ.กิตติคุณ ดร.อัจฉรา จันทร์ฉาย รองประธานกรรมการมูลนิธิฯ วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิฯ และคณะกรรมการ ผู้บริหารมูลนิธิฯ เป็นผู้แทนรับมอบ

ในการนี้ ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เยี่ยมชมนิทรรศการภารกิจของมูลนิธิฯ ตลอดจนชมห้อง war room ห้องปฏิบัติการติดตามพายุฝน เพื่อการส่งสัญญาณเตือนภัยไปยังเครือข่ายเตือนภัยพิบัติชุมชนเพื่อนพึ่ง(ภาฯ)  เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569 ณ อาคารมหินทรเดชานุวัตน์ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย

รร.เด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ ชวนคนไทยร่วมบุญติดโซล่าเซลล์ลดค่าไฟ สร้างอนาคตเด็กพิเศษอย่างยั่งยืน

รร.เด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ ชวนคนไทยร่วมบุญติดโซล่าเซลล์ลดค่าไฟ สร้างอนาคตเด็กพิเศษอย่างยั่งยืน

รร.เด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ ชวนคนไทยร่วมบุญติดโซล่าเซลล์ลดค่าไฟ สร้างอนาคตเด็กพิเศษอย่างยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.58 น.

โรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ ภายใต้มูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ จัดโครงการ “ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (โซล่าเซลล์)” เพื่อบริหารจัดการพลังงานลดภาระค่าไฟฟ้า และนำงบฯมาพัฒนาการเรียนการสอนให้กับน้องๆ ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาและออทิสติกอย่างต่อเนื่อง โครงการฯนี้มุ่งลดการใช้พลังงาน เพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมดูแลระบบไฟฟ้าและความปลอดภัยภายในโรงเรียน ควบคู่กับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ยั่งยืนในระยะยาวจึงขอเชิญผู้มีจิตศรัทธาร่วมเป็นพลังสำคัญสนับสนุนโครงการด้วยการบริจาคผ่านธนาคารกรุงไทย เลขที่บัญชี 591-6-00135-5 ชื่อบัญชี โรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์หรือบริจาคผ่านระบบ e-Donation สอบถามรายละเอียด โทร. 092-739-0990 ใบเสร็จสามารถนำไปใช้ลดหย่อนภาษีได้

นางสาววรรณวนัช กันพรม ผู้จัดการโรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ กล่าวว่า โรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ เป็นหน่วยงานภายใต้การบริหารของ มูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2550 เพื่อจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานและฝึกอาชีพให้แก่เด็กพิเศษ เช่น เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาและออทิสติก อายุระหว่าง 7–30 ปี โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้พัฒนาทักษะวิชาชีพ ทักษะทางสังคม และสามารถพึ่งพาตนเองได้ในอนาคต

ปัจจุบันโรงเรียนมีนักเรียนและบุคลากรรวมกว่า 200 คน ส่งผลให้มีความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าตลอดทั้งวัน ทั้งระบบไฟฟ้าแสงสว่าง เครื่องปรับอากาศ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ สื่อการสอน ระบบอินเทอร์เน็ต ตลอดจนระบบเสียงและอุปกรณ์สนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ซึ่งล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญในการจัดการเรียนการสอนและการบริหารงาน  ทั้งนี้การใช้ไฟฟ้าไม่ได้จำกัดเฉพาะในห้องเรียน แต่ครอบคลุมถึงอาคารและพื้นที่ใช้งานทั้งหมด โดยเฉพาะในช่วงเวลากลางวันซึ่งเป็นช่วงที่มีการเรียนการสอนอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าในแต่ละเดือนเป็นภาระงบประมาณจำนวนมากและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี ทางโรงเรียนฯ จึงให้ความสำคัญในการหาแนวทางลดต้นทุนด้านพลังงานอย่างจริงจัง

ด้วยเหตุนี้ โรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์จึงจัดโครงการ “ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (โซล่าเซลล์)” ขึ้นเพื่อใช้พลังงานทดแทนจากแสงอาทิตย์ในการผลิตกระแสไฟฟ้าใช้ภายในโรงเรียน ลดค่าใช้จ่ายระยะยาว ควบคุมการใช้พลังงานและระบบความปลอดภัยไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ที่สอดคล้องกับนโยบายด้านการอนุรักษ์พลังงานขององค์กร

โครงการฯ ดังกล่าวนับเป็นอีกก้าวสำคัญในการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน เพื่อให้งบประมาณที่ประหยัดได้สามารถนำกลับมาสร้างโอกาสพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตเด็กพิเศษในทุกมิติ ตามเจตนารมณ์ของมูลนิธิฯ ที่มุ่งส่งเสริมพัฒนาการและศักยภาพของเด็กฯอย่างต่อเนื่อง

​ดังนั้น จึงขอเชิญผู้มีจิตศรัทธาร่วมสนับสนุนโครงการการติดติดตั้งระบบโซล่าเซลล์ บริจาคผ่านธนาคารกรุงไทย เลขที่บัญชี 591-6-00135-5 ชื่อบัญชี โรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ หรือผ่านระบบ e donation โดยสามารถนำใบเสร็จไปลดหย่อนภาษีได้ สอบถามรายลละเอียดเพิ่มเติมโทร 092 739 0990

‘แม็กกี้-ฮาน่า’ถ่ายทอดบทบาทในละครอิงประวัติศาสตร์ท้าวเทพกระษัตรีท้าวศรีสุนทร

‘แม็กกี้-ฮาน่า’ถ่ายทอดบทบาทในละครอิงประวัติศาสตร์ท้าวเทพกระษัตรีท้าวศรีสุนทร

‘แม็กกี้-ฮาน่า’ถ่ายทอดบทบาทในละครอิงประวัติศาสตร์ท้าวเทพกระษัตรีท้าวศรีสุนทร

วันเสาร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ชาวภูเก็ต เตียมเฮ ชมงานงานแสดงแสง สี เสียง ละครอิงประวัติศาสตร์ท้าวเทพกระษัตรีท้าวศรีสุนทร วีรสตรีผู้ยืนหยัดเคียงข้างเมืองถลาง  และกิจกรรมด้านศิลปวัฒนธรรม  ณ ลานวัฒนธรรมและประเพณีท้องถิ่น ประจำปี 2569 ภายใต้ “โครงการสดุดีท้าวเทพกระษัตรีท้าวศรีสุนทร”  ในวันที่ 13 – 16 มีนาคม 2569 ณ อนุสรณ์สถานเมืองถลาง จังหวัดภูเก็ตสองดาราดัง!! “ฮาน่า ลีวิส – อาภา ภาวิไล” รับบท ย่าจัน – ย่ามุก ร่วมถ่ายทอดตำนานเมืองถลาง โดยทั้งสองนักแสดงนำ ได้กล่าววถึงการได้ร่วมงานในครั้งนี้ว่า

ฮาน่า ลีวิส  ผู้ถ่ายทอดบทบาท ‘ย่าจัน’เล่าว่า “ การได้รับถ่ายทอดบทบาท “ย่าจัน” คือเกียรติสูงสุดในฐานะนักแสดงคนหนึ่ง ย่าจัน ไม่ใช่เพียงวีรสตรีในประวัติศาสตร์ แต่คือพลังของความกล้าหาญ ความรักบ้านเกิด และการยืนหยัดเพื่อแผ่นดินของผู้หญิงไทย เรื่องราวของย่าจัน คือแรงบันดาลใจที่บอกเล่า ความกล้าหาญไม่เคยมีขอบเขตของกาลเวลา”

ด้าน แม็กกี้ อาภา ภาวิไล ผู้ถ่ายทอดบทบาท ‘ย่ามุก’ เล่าว่า “การได้สวมบทบาทย่ามุก คือเกียรติสูงสุดในฐานะนักแสดง และเป็นโอกาสสำคัญในการถ่ายทอดความกล้าหาญและความเสียสละของวีรสตรีผู้ยิ่งใหญ่ ให้คนรุ่นใหม่ได้จดจำและภาคภูมิใจ  “ย่ามุก” ไม่ใช่เพียงตัวละครในประวัติศาสตร์ แต่คือแรงบันดาลใจของความเข้มแข็ง ความรักบ้านเกิด และพลังของผู้หญิงไทย”

จับตาประชุมสภาฯนัดแรกพรุ่งนี้! เลือก ‘ประธานสภา-รองประธานฯ1-2’ ลุ้น’โสภณ-มัลลิกา-เลิศศักดิ์‘เข้าวิน

จับตาประชุมสภาฯนัดแรกพรุ่งนี้! เลือก ‘ประธานสภา-รองประธานฯ1-2’ ลุ้น’โสภณ-มัลลิกา-เลิศศักดิ์‘เข้าวิน

จับตาประชุมสภาฯนัดแรกพรุ่งนี้! เลือก ‘ประธานสภา-รองประธานฯ1-2’ ลุ้น’โสภณ-มัลลิกา-เลิศศักดิ์‘เข้าวิน

วันเสาร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.16 น.

จับตาประชุมสภาฯนัดแรกพรุ่งนี้! เลือก ‘ประธานสภา-รองประธานฯ1-2’ ลุ้น ’โสภณ-มัลลิกา-เลิศศักดิ์‘ เข้าวิน ด้าน ’พรรคส้ม‘ ไม่ท้อส่งชื่อชิงด้วย 

วันที่ 14 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันพรุ่งนี้(15มี.ค) เวลา 09.00น. เป็นต้นไป จะมีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) ภายหลังรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภาอย่างเป็นทางการ โดยมีวาระที่สำคัญคือการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร และรองประธานสภาฯ ทั้ง2 คน ซึ่งมีขั้นตอนการโหวตเลือกประธานสภาฯ โดยจะเชิญสส.ที่อาวุโสสูงสุด คือ คือนายไพโรจน์ โล่ห์สุนทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ทำหน้าที่ประธานสภาฯ ชั่วคราว เพื่อแจ้งต่อที่ประชุมให้ สส.ปฏิญาณตนในที่ประชุมก่อนเข้ารับหน้าที่ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 115 และดำเนินการตามขั้นตอนเลือกประธานฯ และรองประธานสภาฯทั้ง2คน หากมีผู้เสนอชื่อบุคคลให้ดำรงตำแหน่งประธานสภาฯ เพียงคนเดียว ไม่ต้องใช้การโหวต แต่หากมีการเสนอหลายชื่อต้องให้ผู้ถูกเสนอชื่อแสดงวิสัยทัศน์ก่อนให้ที่ประชุมลงคะแนนลับตามข้อบังคับ

ทั้งนี้ ต้องจับตาพรรคภูมิใจไทย ที่เป็นพรรคแกนนำเสียงข้างมากในการจัดตั้งรัฐบาล เตรียมเสนอชื่อนายโสภณ ซารัมย์ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย เป็นประธานสภาฯ และน.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช สส.ลพบุรี พรรคภูมิใจไทย เป็นรองประธานสภาฯคนที่1 ขณะที่พรรคเพื่อไทย ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล ได้โควตารองประธานสภาฯ คนที่2 จะเสนอชื่อนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล สส.เลย พรรคเพื่อไทย คาดว่าเก้าอี้ประมุข และรองประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ จะไม่ผิดไปจากนี้ 

ส่วนพรรคประชาชน ก็มีมติที่ประชุมส่งรายชื่อบุคคลชิงตำแหน่งประธานสภาฯด้วยเช่นกัน แต่ยังไม่มีการเปิดเผยชื่อว่าเป็นบุคคลใด ซึ่งในกรณีหากมีการเสนอชื่อแข่ง ก็อาจต้องแสดงวิสัยทัศน์ และใช้เวลาในการโหวตตำแหน่งละ 2 ชั่วโมง 30 นาที โดยเป็นการลงคะแนนลับคือ ให้ สส.เรียงตามตัวอักษร รับบัตรเพื่อเข้าคูหาเขียนชื่อบุคคลที่จะให้ดำรงตำแหน่ง และนำไปหย่อนลงคูหา ซึ่งจะมีการตั้งคณะกรรมการชุดหนึ่งนับคะแนน โดยเป็นตัวแทน สส.จากละพรรคร่วมนับคะแนน

อภิสิทธิ์ นำ สส.ถ่ายรูปหมู่หน้าพระแม่ธรณี ก่อนร่วมพระราชพิธีเปิดประชุมรัฐสภา

อภิสิทธิ์ นำ สส.ถ่ายรูปหมู่หน้าพระแม่ธรณี ก่อนร่วมพระราชพิธีเปิดประชุมรัฐสภา

อภิสิทธิ์ นำ สส.ถ่ายรูปหมู่หน้าพระแม่ธรณี ก่อนร่วมพระราชพิธีเปิดประชุมรัฐสภา

วันเสาร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.04 น.

‘21สส.ประชาธิปัตย์’ ร่วมถ่ายภาพหมู่หน้าพระแม่ธรณีฯ ก่อนเข้าพิธีเปิดประชุมรัฐสภาปี 69

วันที่ 14 มีนาคม 2569 ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สส.ทั้ง 21 คนของพรรคประชาธิปัตย์ ได้รวมตัวจัดกิจกรรมก่อนเดินทางเข้าร่วมรัฐพิธีสำคัญ ที่อาคารรัฐสภา โดยเมื่อเวลา 13.00 น. ที่ผ่านมา ที่ลานพระแม่ธรณีบีบมวยผม ที่ตั้งอันเป็นสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ประจำพรรคประชาธิปัตย์ บรรยากาศเป็นไปอย่างชื่นมื่นและเปี่ยมด้วยพลัง โดยคณะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 21 คน นำโดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อหัวหน้าพรรค พร้อมด้วย นายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ อดีตหัวหน้าพรรค และนายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ สส.บัญขีรายชื่อ เลขาธิการพรรค ได้ร่วมถ่ายภาพหมู่ร่วมกันเพื่อแสดงความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะตัวแทนประชาชน ก่อนเริ่มสมัยประชุมสภาประจำปี 2569

จากนั้นในเวลา 17.00 น. คณะ สส. ทั้งหมดจะเดินทางไปยังอาคารรัฐสภา ถนนสามเสน เพื่อเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ในวโรกาสเสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา สมัยสามัญประจำปีครั้งแรก ณ ห้องประชุมอาคารรัฐสภา เขตดุสิต

แก้วตา จวกยับ แค่ละครการเมือง ปั่นกระแสหลอกด่า เพื่อไทย

แก้วตา จวกยับ แค่ละครการเมือง ปั่นกระแสหลอกด่า เพื่อไทย

แก้วตา จวกยับ แค่ละครการเมือง ปั่นกระแสหลอกด่า เพื่อไทย

วันเสาร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.02 น.

วันนี้ 14 มีนาคม 2569 กลายเป็นประเด็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ต้อนรับวันหยุด เมื่อ น.ส.ธิษะณา ชุณหะวัณ หรือ แก้วตา อดีต สส.พรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ชำแหละยุทธศาสตร์ของอดีตต้นสังกัดอย่างดุเดือด กรณีมติส่ง เท้ง ณัฐพงษ์ ลงชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรีแข่งกับฝั่งพรรคร่วมรัฐบาลของพรรคภูมิใจไทย โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า “การที่พรรคประชาชนส่ง “เท้ง” ลงชิงโหวตนายกฯ ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าไม่มีทางชนะ ไม่ใช่การต่อสู้เพื่อจัดตั้งรัฐบาล แต่เป็นเพียงเกมการเมืองเพื่อสร้างภาพว่า ฉันได้สู้แล้ว และหวังเก็บกระแส เก็บมีม เก็บแรงด่าที่จะโยนกลับไปใส่พรรคเพื่อไทยเท่านั้น ขณะที่ข้อเท็จจริงทางการเมืองในเวลานี้คือ พรรคภูมิใจไทยภายใต้การนำของอนุทินเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลและประกาศโครงสร้างพรรคร่วมไปแล้ว ส่วนพรรคประชาชนเองก็เพิ่งมีมติส่งณัฐพงษ์ลงชิงตำแหน่งนายกฯ แข่งกันในสภาอย่างเป็นทางการวันนี้ 

ถ้าจะยึด “หลักการประชาธิปไตย” กันจริง ก็ต้องเริ่มจากการเคารพข้อเท็จจริงของเสียงข้างมากและความเป็นไปได้ในการจัดตั้งรัฐบาล ไม่ใช่รู้อยู่แล้วว่าไม่ได้ แต่ยังเล่นละครการเมืองเพื่อปั่นอารมณ์มวลชน แล้วใช้ความผิดหวังของผู้สนับสนุนไปเป็นอาวุธโจมตีคนอื่น แบบนี้ไม่ใช่การเมืองแห่งหลักการ แต่คือการเมืองแห่งภาพลักษณ์

แก้วตา

ปัญหาของพรรคประชาชนไม่ใช่แค่ “แพ้โหวต” แต่คือชอบสร้างความคาดหวังเกินจริง แล้วพอผลไม่เป็นอย่างที่พูด ก็หันไปขายวาทกรรมว่าอีกฝ่าย “ตระบัดสัตย์” ทั้งที่ตัวเองก็รู้เกม รู้ตัวเลข รู้ปลายทางอยู่แล้วตั้งแต่ต้น การทำแบบนี้ซ้ำๆ คือการทำให้ประชาชนชินกับการโกหกทางการเมือง ชินกับการอ้างหลักการเฉพาะตอนที่ตัวเองได้ประโยชน์ และชินกับการเล่นบทฝ่ายค้านเชิงแสดงมากกว่าการสร้างผลลัพธ์จริงให้ประเทศ

พูดตรงๆ คือ เรื่องนี้ไม่ได้ทำให้ประชาชนมีกินมากขึ้น ไม่ได้แก้ปัญหาเศรษฐกิจ ไม่ได้ลดค่าครองชีพ ไม่ได้เพิ่มอำนาจต่อรองให้ประชาชนในระบบการเมือง สิ่งที่ได้มีแค่คอนเทนต์ มีม และสงครามแฟนคลับในโซเชียลเท่านั้น การเมืองที่หมกมุ่นกับการเอาชนะทางวาทกรรม แต่ไม่สร้างประโยชน์จริงให้ประชาชน สุดท้ายก็เป็นเพียงการใช้ประชาชนเป็นฉากหลังของเกมพรรคการเมือง”

หลังโพสต์ ธิษะณา ชุณหะวัณ หรือ แก้วตา อดีต สส.พรรคประชาชน เผยแพร่ออกไป บรรดาชาวเน็ตและผู้ติดตามต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันอย่างล้นหลาม โดยส่วนใหญ่ชื่นชมในความกล้าหาญและมุมมองที่ตรงไปตรงมา เช่น

“เอาจริงนะ พี่แก้วตายังเหมาะสมเป็นหัวหน้าพรรคส้มกว่าเท่ง พี่เขาเก่งมีวุฒิภาวะหลักการที่ถูกต้อง เป็นคนตรงด้วย สวย คือ เริ่ดมาก ตามเป็นfc นะคะ 

“เขียนได้ดีมีเหตุผล อ่านแล้วมองภาพออกชัดเจนเลยค่ะน้องแก้วตา”

“กว่าจะได้คิด. แต่ก็ยังไม่สาย. เป็นกำลังใจให้ครับ”

“แก้วตาพูดถูก อ่านออก จริง สุดยอดคะ อันนี้ ชื่นชม”

“She said exactly what I wanted to hear.”

“ถ้าไม่มีพรรคส้ม ก็ไม่มีแก้วตา การที่เขาให้โอกาสเราก็ต้องแสดงความสามารถให้เห็นประจักษ์กับสายตาคนรอบข้าง ให้เขายอมรับเรา ก็เหมือนข้อสอบ ในเมื่อคุณสอบไม่ผ่านก็ต้องยอมรับความจริงเช่นกัน ถ้าคิดมากินเงินเดือนไปวันๆปชชก็ไม่เอาเช่นกัน”

แก้วตา
แก้วตา
แก้วตา

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก ธิษะณา ชุณหะวัณ – แก้วตา – Tisana Choonhavan

จุลพันธ์ ยันประชุมพรรคไร้ถกโผ ครม. มุ่งเป้าเดียวคือทำงานเพื่อประชาชน

จุลพันธ์ ยันประชุมพรรคไร้ถกโผ ครม. มุ่งเป้าเดียวคือทำงานเพื่อประชาชน

จุลพันธ์ ยันประชุมพรรคไร้ถกโผ ครม. มุ่งเป้าเดียวคือทำงานเพื่อประชาชน

วันเสาร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.38 น.

วันที่ 14 มี.ค.69 ที่พรรคเพื่อไทย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ของพรรค ถึงกระแสข่าวเกี่ยวกับการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีภายในพรรคว่า ในที่ประชุมไม่ได้มีการหารือหรือสะท้อนความคิดเห็นของ ส.ส. เกี่ยวกับการจัดสรรบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีแต่อย่างใด โดยการพูดคุยส่วนใหญ่เน้นไปที่แนวทางการทำงานของพรรค และการผลักดันนโยบายต่าง ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน

นายจุลพันธ์กล่าวว่า ในฐานะที่พรรคเพื่อไทยเข้าร่วมเป็นพรรคร่วมรัฐบาล การดำเนินงานย่อมมีข้อจำกัดในเชิงองค์ประกอบของรัฐบาลผสม ดังนั้นสิ่งที่สมาชิกพรรคให้ความสำคัญจึงเป็นการทำงานให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เพื่อแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน และสร้างความเข้มแข็งให้กับพรรค รวมถึงเพิ่มความเชื่อมั่นและความนิยมจากประชาชนในอนาคต เป้าหมายของทุกคนตรงกันคือการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน และทำให้พรรคมีความเข้มแข็งมากขึ้นผ่านผลงานที่เป็นรูปธรรม ดังนั้นในการประชุมจึงไม่ได้มีการถกเถียงเรื่องตัวบุคคลหรือการจัดสรรตำแหน่ง เนื่องจากทุกคนรับทราบกระบวนการอยู่แล้ว

จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์

หัวหน้าพรรคเพื่อไทยยังระบุว่า พรรคได้เปิดช่องทางการสื่อสารภายใน เพื่อให้สมาชิกสามารถแสดงความประสงค์ในการทำงานทางการเมืองในบทบาทต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งรัฐมนตรี ประธานคณะกรรมาธิการ หรือบทบาทอื่น ๆ โดยพรรคพร้อมรับฟังความคิดเห็นจากสมาชิก อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนการตัดสินใจสุดท้ายยังคงอยู่ที่คณะกรรมการบริหารพรรค ซึ่งได้มอบหมายให้คณะทำงานชุดเล็กเป็นผู้ดำเนินการ โดยมีตนเองและนายประเสริฐเป็นผู้รับผิดชอบหลัก

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงความคืบหน้าในการจัดสรรโควตารัฐมนตรีของพรรค นายจุลพันธ์กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้เริ่มกระบวนการหารืออย่างเป็นทางการ โดยข่าวที่ปรากฏตามสื่อต่าง ๆ ส่วนใหญ่เป็นเพียงการคาดการณ์หรือการพูดคุยนอกรอบเท่านั้น

จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์

นายจุลพันธ์อธิบายว่า การเข้าร่วมรัฐบาลมีความชัดเจนตั้งแต่ช่วงแรก หลังพรรคแกนนำรัฐบาลมีคะแนนเสียงแตกต่างจากพรรคอื่นอย่างมีนัยสำคัญ และได้เชิญพรรคเพื่อไทยเข้าร่วมหารือในกรอบแนวคิดการทำงาน ซึ่งเมื่อเห็นว่ามีทิศทางสอดคล้องกัน พรรคจึงตัดสินใจเข้าร่วมรัฐบาล โดยคณะกรรมการบริหารพรรคมีมติให้เข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทยในฐานะแกนนำรัฐบาลเรียบร้อยแล้ว

ในส่วนของกระบวนการในรัฐสภา ทั้งวันนี้และวันพรุ่งนี้ เชื่อว่าการลงมติจะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน เนื่องจากได้มีการหารือกันเสร็จสิ้นแล้ว อย่างไรก็ตาม เรื่องการแบ่งตำแหน่งหรือการจัดสรรกระทรวง รวมถึงตัวบุคคลที่จะดำรงตำแหน่ง ยังไม่ได้มีการหารืออย่างเป็นทางการ และสิ่งที่ปรากฏในสื่อส่วนใหญ่เป็นเพียงการคาดการณ์เท่านั้น 

จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์

ผู้สื่อข่าวถามนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ  ถึงกฎหมายที่จะผลักดันเรื่องการศึกษาจะทำคะแนนทางการเมืองได้หรือไม่ นายยศชนัน กล่าวว่า หากสามารถผลักดันให้เกิดขึ้นได้จริง ย่อมถือเป็นการสร้างการเปลี่ยนแปลงสำคัญให้กับประเทศ ทั้งนี้ นอกจากการผลักดันกฎหมายแล้ว ยังมีหลายมาตรการที่สามารถดำเนินการได้ทันทีเพื่อพัฒนาระบบการศึกษา การจะเปลี่ยนผลงานดังกล่าวให้เป็นคะแนนทางการเมืองหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง หากประชาชนเห็นว่าผลงานของพรรคสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรม และส่งผลดีต่อประเทศ ก็เชื่อว่าจะได้รับการสนับสนุนจากประชาชนมากขึ้นในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

เมื่อถามถึงกระแสข่าวว่าพรรคเพื่อไทยอาจได้รับกระทรวงด้านสังคมเป็นหลัก เช่น กระทรวงด้านการศึกษา ซึ่งอาจสร้างคะแนนนิยมทางการเมืองได้ยากกว่ากระทรวงด้านเศรษฐกิจหรือความมั่นคง นายยศชนันมองว่า ในบริบทโลกปัจจุบัน การทำงานของภาครัฐมีความเชื่อมโยงกันมากขึ้น ทั้งในมิติภูมิรัฐศาสตร์ สงคราม เทคโนโลยี และภัยพิบัติ ทำให้ไม่มีกระทรวงใดสามารถทำงานเพียงลำพังได้  ไม่ว่าพรรคจะได้ดูแลกระทรวงใด ก็สามารถสร้างผลงานได้เช่นกัน เพราะทุกกระทรวงจำเป็นต้องทำงานร่วมกัน และน่าจะหมดยุคที่แต่ละหน่วยงานทำงานแยกส่วน ประเทศไทยจำเป็นต้องเดินหน้าไปข้างหน้าด้วยความร่วมมือและความสามัคคี 

จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์

ขณะที่นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.บัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการทำงานของรัฐบาลในช่วง 4 ปี ข้างหน้าว่า ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่จะพิสูจน์อนาคตทางการเมืองของพรรค โดยพรรคได้หารือกันเบื้องต้นว่า ในช่วงเวลาของรัฐบาลชุดนี้ สมาชิกทุกคนต้องทำงานอย่างจริงจัง เพื่อให้การบริหารประเทศเกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม

นายประเสริฐกล่าวว่า พรรคได้กำชับ ส.ส. ให้ลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อรับฟังปัญหาและตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน เนื่องจากการเมืองในปัจจุบันต้องสามารถแก้ไขปัญหาของประชาชนได้จริง

จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์

ระยะเวลา 4 ปีของรัฐบาลชุดนี้เป็นช่วงเวลาที่สำคัญ ทุกฝ่ายในพรรคต้องร่วมมือกันทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่คุ้มค่ากับโอกาสที่ได้รับ และสร้างการเติบโตให้กับพรรคในอนาคต พร้อมย้ำว่า พรรคเพื่อไทยยังมีความมุ่งหวังที่จะพัฒนาศักยภาพของพรรคให้เติบโตทางการเมืองต่อไปในอนาคต หลังจากเคยเป็นพรรคการเมืองขนาดใหญ่ในอดีต

เพื่อไทย เตรียมดันกฎหมาย 47 ฉบับ ขับเคลื่อนประเทศสู่ เศรษฐกิจมูลค่าสูง

เพื่อไทย เตรียมดันกฎหมาย 47 ฉบับ ขับเคลื่อนประเทศสู่ เศรษฐกิจมูลค่าสูง

เพื่อไทย เตรียมดันกฎหมาย 47 ฉบับ ขับเคลื่อนประเทศสู่ เศรษฐกิจมูลค่าสูง

วันเสาร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.21 น.

วันที่ 14 มี.ค.69 ที่พรรคเพื่อไทย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง สส.บัญชีรายชื่อและเลขาธิการพรรคเพื่อไทย และ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย  ร่วมแถลงถึงทิศทางการทำงานของพรรคในสภาสมัยประชุมนี้ ประกาศเดินหน้าผลักดันร่างกฎหมายรวมกว่า 47 ฉบับ เพื่อวางรากฐานการพัฒนาประเทศและผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นประเทศรายได้สูง

นายจุลพันธ์ กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยยืนยันความพร้อมทำงานตามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน โดยจะผลักดันประเทศสู่การเป็นประเทศรายได้สูงทั้งในบทบาทฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ ผ่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคทั้ง 74 คน พร้อมใช้ “กฎหมาย” เป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายให้เกิดผลในทางปฏิบัติ

เพื่อไทย

หัวหน้าพรรคเพื่อไทยระบุว่า การพัฒนาประเทศให้ก้าวสู่เป้าหมายดังกล่าวจำเป็นต้องวางรากฐานสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานที่รองรับเศรษฐกิจมูลค่าสูง การสร้างความเชื่อมั่นผ่านหลักนิติรัฐและกฎหมายที่เป็นธรรม รวมถึงการสร้างความมั่นคงในทุกมิติ ทั้งด้านทหาร อาหาร และสังคม 

ทั้งนี้ พรรคเพื่อไทยเตรียมผลักดันร่างกฎหมาย 45 ฉบับ โดยแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มสำคัญ ได้แก่

1. กลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน 12 ฉบับ เช่น พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ เพื่อเชื่อมโยงระบบการศึกษากับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และตลาดแรงงาน รวมถึงกฎหมายด้านทรัพยากรและการจัดการภัยพิบัติ

2. กลุ่มวางมาตรฐานสร้างความเชื่อมั่น 9 ฉบับ เช่น การแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในส่วนของครอบครองปรปักษ์ รวมถึงกฎหมายด้านกระบวนการยุติธรรมและแรงงานบริการ เพื่อสร้างความเป็นธรรมและสิทธิที่เท่าเทียมมากขึ้น

3. กลุ่มความปลอดภัยและความมั่นคง 6 ฉบับ เช่น พระราชบัญญัติประกันสังคม และพระราชบัญญัติประมวลกฎหมายยาเสพติด ที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตและความมั่นคงของประชาชน

4. กลุ่มสนับสนุนเศรษฐกิจมูลค่าสูง 20 ฉบับ เช่น พระราชบัญญัติส่งเสริมการวิจัยและนวัตกรรม พระราชบัญญัติ THACCA รวมถึงกฎหมายด้านอาหารและยา เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจสมัยใหม่ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ

เพื่อไทย

นายจุลพันธ์ระบุเพิ่มเติมว่า ในจำนวนดังกล่าวมีร่างกฎหมาย 16 ฉบับที่มีความพร้อมสามารถผลักดันได้ทันที เพื่อให้สภาเริ่มต้นทำงานอย่างเป็นรูปธรรม และสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ประชาชนสามารถสัมผัสได้

จากนั้น นายยศชนัน ได้ร่วมแถลงประกาศยุทธศาสตร์ปฏิรูปโครงสร้างประเทศ ผ่านการเสนอร่าง พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับพรรคเพื่อไทย) หรือที่เรียกว่า “พ.ร.บ.ทุนมนุษย์” โดยระบุว่าเป็นการลงทุนที่สำคัญและคุ้มค่าที่สุดในการยกระดับประเทศไทยเข้าสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง

เพื่อไทย

นายยศชนันกล่าวว่า ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลกและความท้าทายจากเทคโนโลยีที่เข้ามาดิสรัปต์อย่างรวดเร็ว ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งปฏิรูปการศึกษาอย่างจริงจัง โดยการปฏิรูปครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการปรับปรุงระบบห้องเรียน แต่เป็นการวางรากฐาน “โครงสร้างพื้นฐานด้านมนุษย์” เพื่อสร้างศักยภาพให้กับประเทศในระยะยาว

สำหรับแนวทางสำคัญของร่างกฎหมายดังกล่าว พรรคเพื่อไทยเสนอการปฏิรูปผ่าน 4 มิติหลัก ได้แก่

1. ยกระดับการผลิตและพัฒนาครู ดึงดูดบุคลากรที่มีศักยภาพเข้าสู่ระบบการศึกษา ปรับระบบประเมินครูให้สะท้อนศักยภาพจริงโดยไม่เพิ่มภาระงาน พร้อมลดภาระงานนอกห้องเรียน เพื่อให้ครูมีเวลาในการดูแลและพัฒนาผู้เรียนอย่างเต็มที่

2. นักเรียนเป็นศูนย์กลางของระบบการศึกษา ปรับหลักสูตรให้มีความยืดหยุ่นและมุ่งสร้างสมรรถนะที่ตอบโจทย์อนาคต พร้อมจัดตั้ง “ศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้เรียน” เพื่อดูแลความปลอดภัยและสวัสดิภาพของนักเรียนในสถานศึกษา

3. เรียนฟรีต้องฟรีจริง ปรับระบบจัดสรรงบประมาณการศึกษาให้เป็นธรรมมากขึ้น โดยกระจายงบประมาณสู่โรงเรียนขนาดเล็กและพื้นที่ห่างไกลอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดภาระผู้ปกครองและป้องกันเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา

4. กำหนดทิศทางการพัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศ เชื่อมโยงระบบการศึกษากับตลาดแรงงาน ผ่านกลไกสำคัญ เช่น “บอร์ดผลิตภาพแห่งชาติ (Productivity Superboard)” ที่ทำหน้าที่เชื่อมภาคการศึกษากับภาคธุรกิจ และการจัดตั้ง “ธนาคารหน่วยกิตแห่งชาติ (National Credit Bank)” เพื่อให้ประชาชนสามารถสะสมและเทียบโอนหน่วยกิต รองรับการพัฒนาทักษะ (Upskill) และปรับทักษะใหม่ (Reskill) ได้ตลอดชีวิต

นายยศชนันกล่าวเพิ่มเติมว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การปรับโครงสร้างประเทศด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยมีเป้าหมายสร้างระบบนิเวศทางการศึกษาใหม่ที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจจริง เพื่อผลิตกำลังคนที่มีทักษะตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน

เพื่อไทย

“การพัฒนาทุนมนุษย์ถือเป็นฐานสำคัญของเครื่องยนต์เศรษฐกิจยุคใหม่ (New Growth Engine) ที่จะช่วยยกระดับภาคเกษตร อุตสาหกรรม และบริการของไทยให้มีมูลค่าสูงขึ้น พร้อมรองรับการลงทุนและการวิจัยพัฒนาในอนาคต” นายยศชนัน กล่าว

ด้านนายประเสริฐ ได้กล่าวสรุปว่าการผลักดันกฎหมายทั้ง 47 ฉบับถือเป็นภารกิจสำคัญของพรรคเพื่อไทยในสภาชุดนี้ ควบคู่กับการทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร โดยย้ำว่ากฎหมายทั้งหมดสะท้อนแนวคิดของพรรคที่ต้องการเห็นประเทศไทยที่ประชาชนมีโอกาสมากขึ้น มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และมีระบบรัฐที่โปร่งใส ตรวจสอบได้

เพื่อไทย

พร้อมระบุว่า พรรคให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของสังคมในการผลักดันกฎหมาย โดยจะเดินหน้าจัดกิจกรรมสร้างเครือข่ายและพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับทุกภาคส่วน เพื่อให้สังคมร่วมออกแบบทางออกของประเทศไปด้วยกัน และ ย้ำว่า พรรคเพื่อไทยยังคงเดินหน้าทำงานในพื้นที่ทั่วประเทศ รับฟังปัญหาของประชาชนและนำเสียงเหล่านั้นเข้าสู่กระบวนการนิติบัญญัติ เพื่อเปลี่ยนข้อเรียกร้องของประชาชนให้กลายเป็นนโยบายและกฎหมายที่แก้ปัญหาได้จริง

“พรรคเพื่อไทยเชื่อเสมอว่า หัวใจของการเมืองคือประชาชน และหัวใจของพรรคเพื่อไทยก็คือประชาชน” นายประเสริฐกล่าว

เพื่อไทย
เพื่อไทย
เพื่อไทย