ไฟลุกฟรอนต์โรว์ 3 ตัวแม่ระดับโลก คาร์ดิ บี ฟ่าน ปิงปิง ใหม่ ดาวิกา ประชันโฉม

ไฟลุกฟรอนต์โรว์ 3 ตัวแม่ระดับโลก คาร์ดิ บี  ฟ่าน ปิงปิง ใหม่ ดาวิกา ประชันโฉม

ไฟลุกฟรอนต์โรว์ 3 ตัวแม่ระดับโลก คาร์ดิ บี ฟ่าน ปิงปิง ใหม่ ดาวิกา ประชันโฉม

วันศุกร์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 10.42 น.

กลายเป็นภาพไวรัลสนั่นโลกโซเชียลทันที เมื่อ 3 ตัวแม่จาก 3 วงการระดับโลก โคจรมานั่งกระทบไหล่กันที่เก้าอี้ฟรอนต์โรว์ในงานแฟชั่นโชว์ระดับโลก โดยทางอินสตาแกรมของนางเอกสาวไทย “ใหม่ ดาวิกา” ได้เผยภาพแฟชั่นเซ็ตสุดปังที่ทำเอาแฟน ๆ ต้องรีบเอามือทาบอก เพราะนี่คือศึกประชันแฟชั่นแบบตาต่อตา ฟันต่อฟันที่ไม่มีใครยอมใคร!

คาร์ดิ บี (Cardi B)  ตัวแม่สายแร็ปฝั่งตะวันตก มาในชุดสีแดงสดแบบตะโกน แดงชนิดที่ไฟจราจรยังต้องหลบให้! พร้อมทรงผมสุดล้ำที่แฟน ๆ แอบแซวขำ ๆ ว่าเหมือน “ทรงหอยแครงยักษ์” แต่ต้องยอมรับเลยว่าจริตแม่เต็มสิบไม่หัก

ฟ่าน ปิงปิง (Fan Bingbing)  ตัวแม่ระดับตำนานจากฝั่งเอเชีย สวยสง่าหน้าเป๊ะตลอดกาล ครั้งนี้มาในลุคสีม่วงตั้งแต่หัวจรดเท้า ให้ความรู้สึกหรูหราล้ำยุคเหมือนเพิ่งหลุดออกมาจากภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ เป็นชุดที่ปิดมิดชิดแต่ดูแพงและมีพลังทำลายล้างสูงมาก

ด้าน  ใหม่ ดาวิกา นางเอกสาวไทยหัวใจอินเตอร์ งานนี้บอกเลยว่าไม่ได้มาเล่น ๆ ประเดิมด้วยลุคที่มองท่อนบนเหมือนจะ “น้อยแต่มาก” แต่พอเหลือบมองช่วงล่างบอกเลยว่า “เอวสับขั้นสุด!” เอวบางร่างน้อยจนแฟน ๆ แอบแซวว่านึกว่าไม่ได้ทานข้าวมาสามวัน ใส่กางเกงเอวสูงลายทางที่เห็นแล้วต้องยอมใจในความผอมเพรียว แมตช์กับหมวกดีไซน์เฉี่ยวสุดเก๋

งานนี้บอกได้คำเดียวว่าไม่มีใครยอมใคร สามคน สามสไตล์ สามความแซ่บ! ด้านชาวเน็ตต่างหลั่งไหลเข้ามาคอมเมนต์กันอย่างหลากหลาย ทั้งชื่นชมในความปังระดับโลกและแชร์ลุคสุดสนุกนี้จนกลายเป็นกระแสไปทั่วทั้งโซเชียล

แพนเค้ก เคลียร์ชัดปมดราม่าโยง สารวัตรหมี ตบนายแบบดัง ย้ำผู้ใหญ่คุยกันจบเรียบร้อยนานแล้ว

แพนเค้ก เคลียร์ชัดปมดราม่าโยง สารวัตรหมี ตบนายแบบดัง ย้ำผู้ใหญ่คุยกันจบเรียบร้อยนานแล้ว

แพนเค้ก เคลียร์ชัดปมดราม่าโยง สารวัตรหมี ตบนายแบบดัง ย้ำผู้ใหญ่คุยกันจบเรียบร้อยนานแล้ว

วันศุกร์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 10.27 น.

จากกระแสข่าวลือบนโลกออนไลน์เกี่ยวกับประเด็นดราม่าของ ‘ลินคอล์น บูย’ (Lincoln Bui) นายแบบหนุ่มจากรายการดัง ที่ถูกแฟนของนางเอกตัวแม่เดินมาตบหน้า จนกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง และมีการโยงไปถึง ‘สารวัตรหมี’ สามีของนางเอกสาว ‘แพนเค้ก-เขมนิจ จามิกรณ์‘ นั้น

ล่าสุด ‘แพนเค้ก เขมนิจ’ ได้ออกมาเปิดใจเคลียร์สั้นๆ ถึงประเด็นร้อนดังกล่าว โดยระบุว่า “จริงๆ ทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ขออนุญาตเป็นแค่นี้ดีกว่าค่ะ เพราะว่าเราได้คุยกับทางผู้ใหญ่ทุกอย่างเรียบร้อย”

เมื่อถูกถามย้ำว่า ตอนนี้ทุกอย่างแฮปปี้และจบลงด้วยดีแล้วใช่ไหม เจ้าตัวได้ย้ำชัดเจนว่า “ใช่ๆ ทุกอย่างจบเรียบร้อยไปนานแล้ว”ส่วนในประเด็นที่ว่ากระแสข่าวนี้ส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจอย่างไรบ้าง  ‘แพนเค้ก’ ได้ยิ้มพร้อมตอบสั้นๆ เพื่อตัดจบประเด็นว่า “เปลี่ยนเรื่องดีกว่า (ยิ้ม) ให้มันแบบนี้ดีกว่า เพราะทางผู้ใหญ่เองก็พูดแล้ว ก็เลยคิดว่าเราจบตรงนี้ดีกว่า” เพื่อไม่ให้เรื่องราวบานปลายต่อไป

‘ดร.วิฑูรย์ สิมะโชคดี’ ร่วมเวที Thailand AI Business Transformation ขับเคลื่อน AI สู่การพัฒนาธุรกิจไทยอย่างยั่งยืน

‘ดร.วิฑูรย์ สิมะโชคดี’ ร่วมเวที Thailand AI Business Transformation ขับเคลื่อน AI สู่การพัฒนาธุรกิจไทยอย่างยั่งยืน

‘ดร.วิฑูรย์ สิมะโชคดี’ ร่วมเวที Thailand AI Business Transformation ขับเคลื่อน AI สู่การพัฒนาธุรกิจไทยอย่างยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.08 น.

ดร.วิฑูรย์ สิมะโชคดี ประธานกรรมการ มูลนิธิเพื่อการพัฒนาดิจิทัล (Digital Development Foundation : DDF) เข้าร่วมงาน Thailand AI Business Transformation Powered by UTCC AI Institute ภายใต้แนวคิด “From AI Trend to Real Business Impact” ณ ห้องสัมมนา อาคาร 5 ชั้น 9 มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

ภายในงานมีการเปิดตัว UTCC AI Institute พร้อมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่างมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยและเครือข่ายสมาคมด้านเทคโนโลยี เพื่อร่วมกันยกระดับศักยภาพด้าน AI และ Digital Transformation ของประเทศไทย

ในโอกาสนี้ ดร.วิฑูรย์ ได้ร่วมเวทีเสวนา Mega Tech Trend Update แลกเปลี่ยนมุมมองร่วมกับผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสมาคมด้านเทคโนโลยีชั้นนำของประเทศ ในประเด็นทิศทางการพัฒนา Artificial Intelligence (AI), Internet of Things (IoT), Humanoid Robotics และ Digital Infrastructure ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย

การเข้าร่วมงานครั้งนี้สะท้อนบทบาทของ มูลนิธิเพื่อการพัฒนาดิจิทัล (DDF) ในการสร้างความร่วมมือกับเครือข่ายทุกภาคส่วน เพื่อผลักดันการพัฒนากำลังคนดิจิทัล ส่งเสริมการประยุกต์ใช้ AI ในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม และร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจดิจิทัลอย่างยั่งยืน

ดร.วิฑูรย์ สิมะโชคดี ได้สะท้อนถึงมุมมองสำคัญเกี่ยวกับการขับเคลื่อน AI ของประเทศไทย โดยเน้น 3 ประเด็นหลัก ดังนี้

1. เราจะต้องมไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง (Leave No One Behind)  คือ คนไทยทุกคนควรมีโอกาสเข้าถึงความรู้และทักษะด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างเท่าเทียมกัน และทั่วถึงด้วย โดยสามารถเข้าถึงโอกาสต่างๆ เพื่อให้การปรับตัวและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีAIได้อย่างเต็มศักยภาพ

2. เราต้องสร้างระบบนิเวศหรือ สภาพแวดล้อม  เพื่อส่งเสริมการการเรียนรู้ด้วย Prompt-Harness Engineering

การพัฒนา AI ไม่ได้อยู่ที่การใช้เครื่องมือเป็นเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้าง “สภาพแวดล้อมแห่งการเรียนรู้” หรือ Ecosystem ที่เอื้อต่อการเรียนรู้ การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และการต่อยอดองค์ความรู้ ผ่านแนวคิด Prompt-Harness Engineering เพื่อให้เกิดการพัฒนาศักยภาพด้าน AI อย่างยั่งยืน

3. เราต้องลดต้นทุนการลองผิดลองถูกจากการใช้ AI ด้วย 5C Framework

เพราะการเรียนรู้และใช้งาน AI มีต้นทุนทั้งด้านเวลา ทรัพยากร และประสบการณ์ การพัฒนาองค์กรและบุคลากร. จึงควรใช้แนวทางและแพลตฟอร์มที่ช่วยลดการลองผิดลองถูก พร้อมเร่งการเรียนรู้ให้เกิดผลลัพธ์ที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ผ่านแนวความคิดที่ส่งเสริมให้เข้าใจการกำหนด

Character-Cause-Constraint-Contingency-Calibration  ที่สามารถวัดประสิทธิภาพการใช้คำสั่ง จนสะท้อน ROI อย่างจับต้องได้

พว.เร่งปฏิวัติห้องเรียนไทย ชู GPAS 5 Steps สร้างเด็กคิดเป็น ใช้ AI อย่างรู้เท่าทัน

พว.เร่งปฏิวัติห้องเรียนไทย ชู GPAS 5 Steps สร้างเด็กคิดเป็น ใช้ AI อย่างรู้เท่าทัน

พว.เร่งปฏิวัติห้องเรียนไทย ชู GPAS 5 Steps สร้างเด็กคิดเป็น ใช้ AI อย่างรู้เท่าทัน

วันศุกร์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.50 น.

สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) ร่วมกับเครือข่ายสถานศึกษาจังหวัดกาญจนบุรี จัดอบรมพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 110 คน ภายใต้โครงการ“การพัฒนาสมรรถนะเชิงรุก (Competency-Based Learning)”ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยใช้กระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps สู่การสร้างนวัตกรรมด้วยการวัดและประเมินผลตามสภาพจริง และการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อการวัดและประเมินผลผู้เรียน ยกระดับการจัดการเรียนรู้และการประเมินผลตามสมรรถนะผู้เรียน โดยผู้เข้าร่วมอบรมประกอบด้วย ครูจากโรงเรียนในจังหวัดกาญจนบุรี 3 แห่ง รวม 110 คน ได้แก่ โรงเรียนด่านมะขามเตี้ยวิทยาคม โรงเรียนหนองตากยาตั้งวิริยะราษฏร์บำรุง  และโรงเรียนอนุบาลวัดไชยชุมพลชนะสงคราม

ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานกรรมการบริหาร สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้ ครูจะเป็นผู้ออกแบบกิจกรรม เพื่อให้เด็กเรียนรู้โดยใช้คำถามเป็นหลัก ไม่ใช่บรรยายหรือติวซึ่งเป็นการทำร้ายเด็ก แต่ที่ผ่านมาสิ่งที่เกิดคือการติว และเด็กก็ใช้เงินเพื่อการนี้ แต่ผลของการสอบ O-Net ที่ผ่านมา23 ปี เราไม่เคยเห็นการผ่านเกณฑ์เลย รวมถึงการประเมิน PISA 20 กว่าปีมานี้ทำอย่างไรเราก็ไม่สามารถผ่านได้ เพราะยิ่งติวยิ่งแคบ ยิ่งติวยิ่งความรู้น้อย เนื่องจากเป็นการเรียนข้อสอบ ทั้งที่จริง ๆ แล้ว ทั้ง O-Net และ PISA เป็นการนำกระบวนการไปวิเคราะห์ข้อสอบ แต่สิ่งที่เกิดคือในห้องสอบครูไม่รู้จักกระบวนการ เด็กจึงไม่มีกระบวนการ เพราะเป็นการเรียนแบบท่องจำ  จึงเป็นสิ่งที่กระทรวงศึกษาธิการต้องเร่งแก้ไขอย่างเร่งด่วน

ดร.ศักดิ์สิน กล่าวต่อไปว่า การอบรมครั้งนี้เป็นการอบรมการใช้กระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps เป็นเครื่องมือสร้างความรู้ของเด็ก โดยนำเนื้อหาในหนังสือมาให้เด็กเรียนรู้ สร้างความรู้โดยผ่านกระบวนการคิด ผ่านกระบวนการประเมิน โดยเพิ่มความดี ความงาม คุณธรรม และ ค่านิยม ซึ่งนำความคิดพื้นฐาน เหตุและผลมาหลอมรวมเข้าด้วยกันทำให้ความคิดขั้นต้นมีคุณค่าสูงขึ้นทั้งตนเองและสังคม ซึ่งการเรียนด้วยวิธีการนี้จะส่งผลให้เกิดนวัตกรรมและต่อยอดเป็น AI ในต่างประเทศที่เขาสร้างนวัตกรรมและAI เกิดขึ้นได้ก็ด้วยการเรียนด้วยกระบวนการคิดขั้นสูง จนพัฒนา AI ขั้นสูงมาใช้ในด้านอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจต่อมา ก็เอา AI มาใช้ประกอบการเรียนซึ่งก็คือมือถือแท็บเล็ตแต่เมื่อนำมาใช้อย่างแพร่หลาย ก็ทำให้เกิดปัญหาเด็กติดจอและข้อมูลที่ผ่าน AIมา ควบคุมไม่ได้ จนเกิดกระแสที่กระทบสังคม และเด็กก็ไม่มีสมาธิในการเรียนจนทุกประเทศเห็นพ้องกันว่าหากยังเป็นเช่นนี้ต่อไปประเทศอาจจะด้อยพัฒนาได้ จึงมีการห้ามนำเทคโนโลยีเข้า ในห้องเรียนเพื่อกลับมาเรียนแบบเดิมและมีการประกาศว่าในอีก 10 ปีข้างหน้าจะสร้าง AIรุ่นใหม่

“ GPAS 5Steps จะเป็นกำแพงต่อต้านกระแสสังคมเชิงลบที่กระแทกเข้ามา เพื่อให้เด็กต่อต้านสิ่งเหล่านี้ได้ สามารถใช้ปัญญาในการเลือกบริโภคได้ ดังนั้นถ้าเรายังไม่พัฒนากระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบเด็กจะเอาไม่อยู่ เพราะขนาดธรรมชาติเมื่อมีกระแสลมพัดด้วยความรุนแรง หน้าผา ก้อนหิน ยังสลายได้ แล้วจิตใจของเด็กซึ่งเป็นมนุษย์แท้ๆ ถ้าถูกกระแสสังคมเข้ามากระแทกก็คงยากที่จะทานได้ จึงจำเป็นต้องเร่งพัฒนากระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบให้เร็วที่สุด โดยมี AI เป็นเครื่องมือช่วยให้เด็กสามารถคิดวิเคราะห์และเลือกได้ และหากเกิดความผิดพลาดเด็กก็จะสามารถลุกได้เร็ว“ประธานบริหารสถาบัน พว.กล่าว

ดร.ณรินทร์ ชำนาญดู นายกสมาคมผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งประเทศไทย (ส.บ.ม.ท.)กล่าวว่า ส.บ.ม.ท.คาดหวังว่าคุณภาพของครูจะส่งผลถึงเด็ก โดยเชื่อว่าการพัฒนาครู เติมส่วนที่ขาด วาดส่วนที่หวัง จะสามารถพัฒนาเด็กได้ โดยเฉพาะการอบรมออกแบบการเรียนรู้ด้าน Active Learning การประเมินผลโดยใช้ AI และการประเมินผลตามสภาพจริง ซึ่งครูที่เข้ารับการอบรมวันนี้มาจากโรงเรียนมัธยมศึกษา 2 โรง และโรงเรียนขยายโอกาส 1 โรงในจังหวัดกาญจนบุรี ถือเป็นกลุ่มนำร่องของ ส.บ.ม.ท.ที่ร่วมกับสถาบัน พว. ในการพัฒนาความรู้การประเมินผลตามสภาพจริง และส่งเสริมการออกแบบการเรียนรู้เพื่อเสริมสมรรถนะเด็ก และหลังจากนี้จะขยายผลไปยังโรงเรียนมัธยมศึกษากว่า 2 พันโรงทั่วประเทศต่อไป

นายพจนรินทร์ เหลืองอรัญนภา ผู้อำนวยการโรงเรียนด่านมะขามเตี้ยวิทยาคม กล่าวว่า การพัฒนาครูถือเป็นหัวใจของการยกระดับคุณภาพการศึกษา เพราะเมื่อครูมีองค์ความรู้และเทคนิคการจัดการเรียนรู้ที่ทันสมัย จะสามารถถ่ายทอดความรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น การนำ Active Learning GPAS 5 Steps มาใช้เป็นการเติมเต็มและต่อยอดวิธีการสอนที่ครูแต่ละคนใช้อยู่แล้ว โดยคำนึงถึงความแตกต่างของแต่ละรายวิชา สภาพโรงเรียน และศักยภาพของผู้เรียน เพื่อให้ครูสามารถออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ได้เหมาะสมกับบริบทของโรงเรียน  ซึ่งการอบรมครั้งนี้จะช่วยให้ครูเข้าใจและนำกระบวนการดังกล่าวไปใช้ได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น เน้นให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติ คิด วิเคราะห์ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง แทนการเรียนรู้แบบรับฟังเพียงอย่างเดียว

นายนรากร สุขวิสิฎฐ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนหนองตากยาตั้งวิริยะราษฎร์บำรุง กล่าวว่า การอบรมครั้งนี้จะเป็นแนวทางที่จะช่วยให้ครูจัดการเรียนการสอนได้อย่างมีทิศทาง  ลดการบรรยายหน้าชั้นเรียน จะทำให้ผู้เรียนได้คิด วิเคราะห์ ลงมือปฏิบัติจริง และสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง เด็กจะเรียนด้วยความกระตือรือร้น ซึ่งตนคาดหวังว่าครูจะเข้าใจในการกระบวนการเรียนรู้นี้ได้อย่างถ่องแท้ และนำไปสอนเด็กให้เกิดการเรียนรู้อย่างลึกซึ้ง

โปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์ ‘พระราชาคณะ – พระครูสัญญาบัตร’ จำนวน 5 รูป

โปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์ 'พระราชาคณะ - พระครูสัญญาบัตร' จำนวน 5 รูป

โปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์ ‘พระราชาคณะ – พระครูสัญญาบัตร’ จำนวน 5 รูป

วันศุกร์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 09.13 น.

วันที่ 10 ก.ค.2569 ได้มีราชกิจจานุเบกษา พระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์ โดยระบุว่า

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูรกิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการโปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์พระราชาคณะ และพระครูสัญญาบัตร รวม 5 รูป ดังนี้

1.พระปริยัติวรานุกูล เป็น พระราชปริยัติวรานุกูล วิบูลศาสนกิจจาทร มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี พระราชาคณะชั้นราช สถิต ณ วัดบรมนิวาสราชวรวิหาร พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ 4 รูป คือ พระครูปลัด 1 พระครูสังฆรักษ์ 1 พระครูสมุห์ 1 พระครูใบฎีกา 1

2.พระศรีสิทธิวิเทศ เป็น พระราชวัชรชัยเมธี ตรีปิฎกบัณฑิต มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี พระราชาคณะชั้นราช สถิต ณ วัดมหาพฤฒารามวรวิหาร พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ 4 รูป คือ พระครูปลัด 1 พระครูสังฆรักษ์ 1 พระครูสมุห์ 1 พระครูใบฎีกา 1

3.พระสุธีรัตนบัณฑิต เป็น พระราชสุทธิวัชรบัณฑิต ตรีปิฎกวราลงกรณ์ มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี พระราชาคณะชั้นราช สถิต ณ วัดสุทธิวราราม กรุงเทพมหานคร มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ 4 รูป คือ พระครูปลัด 1 พระครูสังฆรักษ์ 1 พระครูสมุห์ 1 พระครูใบฎีกา 1

4.พระอุดมบัณฑิต เป็น พระราชอุดมวัชรเมธี ตรีปิฎกบัณฑิต มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี พระราชาคณะชั้นราช สถิต ณ วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ราชวรวิหาร พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ 4 รูป คือ พระครูปลัด 1 พระครูสังฆรักษ์ 1 พระครูสมุห์ 1 พระครูใบฎีกา 1

5.พระมหาวิชิระ 9 ประโยค วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร เป็น พระครูศรีวชิรสุธี

ประกาศ ณ วันที่ 9 กรกฎาคม พุทธศักราช 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน

‘กยศ.’ แจงปมหักหนี้บัญชีผู้กู้อัตโนมัติ ยืนยันเป็นไปตามเงื่อนไขในสัญญา

‘กยศ.’ แจงปมหักหนี้บัญชีผู้กู้อัตโนมัติ ยืนยันเป็นไปตามเงื่อนไขในสัญญา

‘กยศ.’ แจงปมหักหนี้บัญชีผู้กู้อัตโนมัติ ยืนยันเป็นไปตามเงื่อนไขในสัญญา

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.55 น.

กยศ.แจงกรณีหักหนี้ในบัญชีผู้กู้อัตโนมัติ ยืนยันเป็นไปตามเงื่อนไข

วันที่ 9 กรกฎาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก “กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา” โพสต์ข้อความว่า   กรณีที่มีผู้กู้ยืมเงินโพสต์ในสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับการหักบัญชีออมทรัพย์อัตโนมัติเพื่อชำระหนี้ เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ขอชี้แจงว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นการหักบัญชีอัตโนมัติ (Auto Debit) สำหรับผู้กู้ยืมเงินที่ครบกำหนดชำระหนี้และมียอดหนี้ค้างชำระซึ่งเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญากู้ยืมเงิน 

นางอัญชลี ภูริวิทย์วัฒนา รองผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา รักษาการแทน ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา เปิดเผยว่า “เนื่องจากวันที่ 5 กรกฎาคมของทุกปีเป็นวันครบกำหนดชำระหนี้ประจำปีของผู้กู้ยืมเงิน กยศ. ซึ่ง กยศ. ให้ผู้กู้ยืมเงินดำเนินการชำระหนี้ด้วยตนเอง หากพบว่าผู้กู้ยืมเงินไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ครบ กยศ. จึงจะดำเนินการหักบัญชีอัตโนมัติ (Auto debit) ของผู้กู้ยืมเงิน ซึ่งเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญากู้ยืมเงิน โดยหักจากบัญชีออมทรัพย์ที่ใช้ในการรับโอนเงินค่าครองชีพ โดยในปีนี้ กยศ. ได้ดำเนินการหักบัญชีอัตโนมัติ เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 จำนวน 74,337 บัญชี ซึ่งเป็นกลุ่มผู้กู้ยืมเงินที่ครบกำหนดชำระหนี้และมียอดหนี้ค้างชำระ 

ทั้งนี้ เงินที่หักบัญชีเพื่อชำระหนี้ดังกล่าว กยศ. จะนำกลับมาเป็นทุนหมุนเวียน เพื่อส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้แก่นักเรียน นักศึกษารุ่นต่อไป ช่วยให้เยาวชนไทยที่ขาดแคลนทุนทรัพย์สามารถเข้าถึงการศึกษาและสร้างอนาคตที่มั่นคงได้อย่างต่อเนื่อง หากมีข้อสงสัยผู้กู้ยืมเงินสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ กยศ. Call Center โทร. 0 2016 4888 ในวันทำการวันจันทร์ – ศุกร์ (ยกเว้นวันหยุดราชการและวันหยุดนักขัตฤกษ์) โดยให้บริการตั้งแต่เวลา 08.30 – 20.00 น. หรือไลน์บัญชีทางการ กยศ. และอีเมล info@studentloan.or.th ”

“บอนนี ไทเลอร์” เจ้าของเพลงดัง “Total Eclipse of the Heart” เสียชีวิตแล้วในวัย 75 ปี

"บอนนี ไทเลอร์" เจ้าของเพลงดัง "Total Eclipse of the Heart" เสียชีวิตแล้วในวัย 75 ปี

9 ก.ค. 2569 16:46 น.

“บอนนี ไทเลอร์” เจ้าของเพลงดัง “Total Eclipse of the Heart” เสียชีวิตแล้วในวัย 75 ปี

“บอนนี ไทเลอร์” นักร้องหญิงชาวเวลส์ เจ้าของบทเพลงระดับตำนานอย่าง Total Eclipse of the Heart เสียชีวิตด้วยวัย 75 ปี หลังเข้ารับการรักษาอาการป่วยในโรงพยาบาลประเทศโปรตุเกส โดยครอบครัวและทีมงานยืนยันข่าวเศร้า พร้อมขอความเป็นส่วนตัวในช่วงเวลาแห่งการสูญเสีย

บอนนี ไทเลอร์ นักร้องหญิงชาวเวลส์ ผู้เป็นเจ้าของเสียงร้องอันทรงพลังและเป็นเอกลักษณ์จากบทเพลงฮิตระดับโลก Total Eclipse of the Heart, Holding Out for a Hero และ It’s a Heartache เสียชีวิตแล้วด้วยวัย 75 ปี

แถลงการณ์ที่เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของศิลปิน ระบุว่า ครอบครัวและทีมงานรู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้งที่ต้องแจ้งข่าวการจากไปของบอนนี ไทเลอร์ ซึ่งเสียชีวิตอย่างกะทันหันเมื่อคืนที่ผ่านมาในโรงพยาบาลที่ประเทศโปรตุเกส จากอาการป่วยที่เธอกำลังเข้ารับการรักษา พร้อมขอความเป็นส่วนตัวเพื่อให้ครอบครัวได้จัดการกับความสูญเสีย

ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ไทเลอร์ต้องเข้ารับการผ่าตัดลำไส้ฉุกเฉินในโปรตุเกส และถูกทำให้อยู่ในภาวะโคม่าโดยการรักษาทางการแพทย์ ขณะที่โฆษกของเธอเปิดเผยเมื่อเดือนที่แล้วว่า แม้จะพ้นจากอาการโคม่าแล้ว แต่อาการยังคงวิกฤตและต้องรักษาตัวในห้องผู้ป่วยหนัก

โดยเสียงแหบอันเป็นเอกลักษณ์ของไทเลอร์เกิดขึ้นหลังการผ่าตัดรักษาติ่งเนื้อที่สายเสียงในปี 1977 เมื่อแพทย์สั่งให้เธองดใช้เสียง แต่เธอเผลอตะโกนด้วยความโกรธในวันหนึ่ง ส่งผลให้เสียงของเธอเปลี่ยนไปอย่างถาวร และกลายเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้ผู้ฟังจดจำได้ทั่วโลก

ความสำเร็จสูงสุดในชีวิตของบอนนีเกิดขึ้นในช่วงต้นทศวรรษ 1980 เมื่อเธอได้ร่วมงานกับ จิม สไตน์แมน นักแต่งเพลงชื่อดังผู้ล่วงลับ โดยสไตน์แมนได้มอบบทเพลงร็อคบาลลาดสุดดราม่าที่มีชื่อว่า Total Eclipse of the Heart ซึ่งเดิมทีตั้งชื่อว่า Vampires in Love เพื่อใช้ในละครเวทีเรื่องแดร็กคูลา ให้เธอขับร้อง บอนนีเคยเผยความรู้สึกในตอนนั้นว่า “ทันทีที่ได้ยิน ฉันรู้ทันทีว่านี่คือบทเพลงที่ฉันรอคอยมาตลอดทั้งชีวิต”

น้ำเสียงที่ถ่ายทอดอารมณ์อันเข้มข้น ผสมผสานกับดนตรีร็อคที่หนักหน่วง ส่งผลให้เพลงนี้ทะยานขึ้นอันดับ 1 ของชาร์ตเพลงทั้งในสหราชอาณาจักรและบิลบอร์ดฮอต 100 ของสหรัฐฯ พร้อมส่งให้เธอได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลแกรมมี่ 

เพลงนี้กลายเป็นเพลงอมตะที่ถูกนำไปใช้ในภาพยนตร์และซีรีส์ชื่อดังมากมาย เช่น Glee, Grey’s Anatomy, Shrek 2 และเพิ่งจะสร้างประวัติศาสตร์มียอดสตรีมมิ่งทะลุ 1,000 ล้านครั้งบนแพลตฟอร์ม Spotify เมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งบอนนีเคยให้สัมภาษณ์ด้วยความยินดีอย่างอารมณ์ดีว่า “ฉันมีความสุขมาก ลองคิดดูสิ ประชากรโลกมีแค่ 8.3 พันล้านคน” นอกเหนือจากนี้ เธอยังมีเพลงฮิตระเบิดพลังร็อคอย่าง Holding Out for a Hero ที่โด่งดังข้ามยุคข้ามสมัยเช่นกัน

ตลอดชีวิตการทำงาน บอนนี ไทเลอร์ ได้รับเกียรติให้เป็นตัวแทนของสหราชอาณาจักรในการประกวดเพลงยูโรวิชัน  ในปี 2013 และได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้น MBE จากสหราชอาณาจักรในฐานะผู้ทำคุณประโยชน์แก่วงการดนตรีเมื่อปี 2023 การจากไปของเธอจึงถือเป็นการปิดฉากหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ดนตรีร็อคบาลลาดที่ดีที่สุดของโลกฝั่งตะวันตกอย่างแท้จริง.

ที่มา BBC / Reuters

สหรัฐฯ ไฟเขียวขายขีปนาวุธนำวิถี “โทมาฮอว์ก” ให้เยอรมนี รับมือภัยคุกคามรัสเซีย

สหรัฐฯ ไฟเขียวขายขีปนาวุธนำวิถี  "โทมาฮอว์ก" ให้เยอรมนี รับมือภัยคุกคามรัสเซีย

9 ก.ค. 2569 16:12 น.

สหรัฐฯ ไฟเขียวขายขีปนาวุธนำวิถี “โทมาฮอว์ก” ให้เยอรมนี รับมือภัยคุกคามรัสเซีย

“ฟรีดริช แมร์ซ” นายกรัฐมนตรีเยอรมนี เผยสหรัฐฯ อนุมัติการขายขีปนาวุธร่อนพิสัยไกล “โทมาฮอว์ก” ให้แก่เยอรมนีแล้ว หลังบรรลุข้อตกลงระหว่างการประชุมสุดยอดนาโตที่ตุรกี โดยระบุว่าจะช่วยเสริมขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศและอุดช่องว่างด้านยุทธศาสตร์ ท่ามกลางความกังวลต่อภัยคุกคามจากรัสเซีย

นายกรัฐมนตรีฟรีดริช แมร์ซ แถลงต่อต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร วันนี้ (9 ก.ค.) ว่า เยอรมนีได้บรรลุข้อตกลงร่วมกับรัฐบาลสหรัฐฯ นอกรอบการประชุมสุดยอดองค์การนาโต ที่กรุงอังการา ในการจัดซื้อขีปนาวุธร่อนระยะไกลแบบ “โทมาฮอว์ก” เพื่อนำมาประจำการในประเทศอย่างเป็นทางการ

“เราได้ตกลงกับรัฐบาลอเมริกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วว่า ขีปนาวุธโทมาฮอว์กของอเมริกาจะถูกจัดซื้อโดยเราและนำมาประจำการในเยอรมนี” นายกรัฐมนตรีแมร์ซกล่าวว่า “ความเคลื่อนไหวในครั้งนี้จะช่วยปิดช่องว่างทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญในระบบป้องกันประเทศของเรา และในขณะเดียวกัน เราจะยังคงเดินหน้าพัฒนาระบบอาวุธของยุโรปเองเพื่อนำมาประจำการในภาคพื้นทวีปต่อไป”

ข้อตกลงซื้อขายในครั้งนี้ถือเป็นการพลิกสถานการณ์ หลังจากที่เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีแมร์ซเคยส่งสัญญาณว่า แผนการประจำการขีปนาวุธโทมาฮอว์กในเยอรมนี ซึ่งริเริ่มไว้ตั้งแต่สมัยอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน ในปี 2024 อาจต้องถูกยกเลิกไป เนื่องจากคลังอาวุธของสหรัฐฯ ร่อยหรอลงจากการสนับสนุนสงครามในยูเครนและอิหร่าน ประกอบกับเกิดการปะทะคารมอย่างรุนแรงระหว่างนายแมร์ซและประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เกี่ยวกับประเด็นสงครามในอิหร่าน ซึ่งทำให้ทรัมป์เคยออกมาวิจารณ์ว่าแมร์ซทำหน้าที่ผู้นำเยอรมนีได้ “ย่ำแย่มาก” อย่างไรก็ตาม การเจรจาล่าสุดส่งผลให้ดีลนี้กลับมาเดินหน้าอีกครั้งในฐานะทางเลือกใหม่

กระทรวงกลาโหมของเยอรมนีระบุว่า การนำขีปนาวุธโทมาฮอว์กซึ่งมีพิสัยการยิงไกลตั้งแต่ 1,600 ไปจนถึง 2,500 กิโลเมตร และมักยิงจากเรือดำน้ำหรือเรือรบ มาประจำการบนภาคพื้นดินนั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างขีดความสามารถในการป้องปรามที่มีประสิทธิภาพต่อภัยคุกคามจากรัสเซีย

ย้อนกลับไปในปี 2024 ทางการเยอรมนีเคยแสดงความกังวลอย่างหนักหลังจากรัสเซียได้นำขีปนาวุธ “อิสกันเดอร์” (Iskander) ที่สามารถติดหัวรบนิวเคลียร์ได้ ไปประจำการในพื้นที่แคว้นคาลินินกราด รวมถึงการส่งเครื่องบินรบพร้อมขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก “คินชาล” (Kinzhal) และประกาศเตรียมติดตั้งอาวุธนิวเคลียร์ในประเทศเบลารุส ซึ่งการที่อาวุธของรัสเซียมีรัศมีทำการไกลถึง 2,000 กิโลเมตร ถือเป็นการคุกคามยุโรปตะวันตกอย่างรุนแรง ทำให้นาโตจำเป็นต้องมีมาตรการตอบโต้ที่สมน้ำสมเนื้อ

ในปัจจุบัน ชาติพันธมิตรนาโตในฝั่งยุโรปยังไม่มีอาวุธพิสัยกลางเป็นของตนเอง ดังนั้น การซื้อโทมาฮอว์กจากสหรัฐฯ จึงเป็นมาตรการระยะสั้นเพื่ออุดช่องโหว่ ในขณะที่แผนระยะกลางและระยะยาว ชาติยุโรปได้ร่วมกันจัดตั้งโครงการพัฒนาขีปนาวุธพิสัยไกลของยุโรป (ELSA) ซึ่งเริ่มขึ้นในการประชุมสุดยอดที่วอชิงตันเมื่อปี 2024

โครงการ ELSA เป็นความร่วมมือของพันธมิตรยุโรปหลายประเทศในการวิจัยและพัฒนาขีปนาวุธร่อนนำวิถีที่มีพิสัยการโจมตีแม่นยำสูงระยะไกลกว่า 2,000 กิโลเมตร ขึ้นมาเอง เพื่อใช้โจมตีเป้าหมายที่มีมูลค่าทางยุทธศาสตร์สูงของข้าศึก และเพื่อลดการพึ่งพาเทคโนโลยีทางการทหารจากสหรัฐฯ ในอนาคต

ทั้งนี้ วิกฤตการณ์ติดอาวุธพิสัยกลางในยุโรปกลับมาปะทุขึ้นอีกครั้งหลังจากที่ สนธิสัญญาอาวุธนิวเคลียร์พิสัยกลาง ที่ลงนามไว้ตั้งแต่ปี 1987 โดยอดีต ปธน. โรนัลด์ เรแกน และนายมิฮาอิล กอร์บาชอฟ ซึ่งเคยสั่งห้ามไม่ให้ทั้งสองฝ่ายครอบครองและประจำการขีปนาวุธทางยุทธวิธีภาคพื้นดินที่มีพิสัยยิง 500 ถึง 5,500 กิโลเมตร ได้ล่มสลายลงในปี 2019 หลังจากสหรัฐฯ และนาโตกล่าวหาว่ารัสเซียละเมิดข้อตกลงด้วยการพัฒนาขีปนาวุธรุ่นใหม่เลขรหัส 9M729 จนเป็นเหตุให้สหรัฐฯ ประกาศถอนตัวจากสนธิสัญญาดังกล่าวในที่สุด.

ที่มา  DW / ZDFheute

ศาลเกาหลีใต้ยืนโทษจำคุก 7 ปี “ยุน ซอกยอล” คดีขัดขวางกระบวนการยุติธรรม

ศาลเกาหลีใต้ยืนโทษจำคุก 7 ปี "ยุน ซอกยอล" คดีขัดขวางกระบวนการยุติธรรม

9 ก.ค. 2569 14:28 น.

ศาลเกาหลีใต้ยืนโทษจำคุก 7 ปี “ยุน ซอกยอล” คดีขัดขวางกระบวนการยุติธรรม

ศาลฎีกาเกาหลีใต้มีคำพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ให้จำคุกอดีตประธานาธิบดี “ยุน ซอกยอล” เป็นเวลา 7 ปี ในข้อหาขัดขวางกระบวนการยุติธรรมและใช้อำนาจมิชอบ หลังสั่งเจ้าหน้าที่อารักขาขัดขวางการจับกุม รวมถึงปลอมลายเซ็นนายกฯ ประกาศกฎอัยการศึกเมื่อปี 2024

ศาลฎีกาเกาหลีใต้ได้มีคำพิพากษายืนให้ลงโทษจำคุกอดีตประธานาธิบดี ยุน ซอกยอล เป็นเวลา 7 ปี ในข้อหาขัดขวางกระบวนการยุติธรรม ใช้อำนาจมิชอบ และปลอมแปลงเอกสารราชการ ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับเหตุการณ์พยายามประกาศใช้กฎอัยการศึกแบบสายฟ้าแลบเพื่อยึดอำนาจเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2024 ที่ประสบความล้มเหลว

คำตัดสินของศาลสูงสุดในวันนี้ ถือเป็นข้อยุติแรกในบรรดาคดีความทั้งหมด 8 คดี ที่อดีตผู้นำเกาหลีใต้กำลังถูกดำเนินคดีอยู่ โดยผู้พิพากษาแถลงผ่านการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ ซึ่งตัวของนายยุน ซอกยอล ปฏิเสธที่จะเดินทางมาฟังคำพิพากษา โดยศาลระบุว่า “คำตัดสินของศาลล่างไม่มีข้อผิดพลาดใด ๆ ทั้งในการประเมินหลักฐานและการบังคับใช้หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง จึงให้ยกคำร้องอุทธรณ์ทั้งหมด”

สำหรับคดีที่ศาลฎีกามีคำพิพากษายืนในครั้งนี้ ครอบคลุมพฤติกรรมความผิดในหลายประเด็นหลังจากการประกาศกฎอัยการศึกถูกรัฐสภาโหวตคว่ำลงภายในเวลาเพียง 6 ชั่วโมง ซึ่งรวมถึงการขัดขวางหมายจับ โดยนายยุนซึ่งถูกคุมขังมาตั้งแต่เดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว ถูกจับได้ว่าแอบสั่งการให้เจ้าหน้าที่อารักขาประธานาธิบดี ทำการฝึกซ้อมตั้งกำแพงมนุษย์และขึงลวดหนาม เพื่อขัดขวางไม่ให้พนักงานสอบสวนเข้าจับกุมเขาตามหมายจับของศาลในเดือนมกราคม 2025 ซึ่งศาลฎีกาชี้ชัดว่าพฤติกรรมดังกล่าวไม่สามารถอ้างว่าเป็นกิจกรรมรักษาความปลอดภัยที่ชอบด้วยกฎหมายได้

นอกจากนั้น เขายังจงใจหลีกเลี่ยงกฎหมายโดยเรียกประชุมรัฐมนตรีเพียงบางกลุ่มเพื่ออนุมัติแผนกฎอัยการศึก โดยไม่แจ้งให้รัฐมนตรีอีก 9 คนเข้าร่วมประชุมตามขั้นตอน รวมถึงการแก้ไขข้อความในประกาศกฎอัยการศึกหลังจากที่กฎดังกล่าวถูกยกเลิกไปแล้ว โดยใช้ตราประทับและปลอมลายมือชื่อของนายกรัฐมนตรีเพื่อปกปิดข้อบกพร่องทางกฎหมาย ก่อนจะสั่งให้ทำลายเอกสารนั้นในเวลาต่อมา และการสั่งเจ้าหน้าที่แจกจ่ายแถลงการณ์ข่าวที่บิดเบือนความจริงให้แก่สื่อมวลชนต่างประเทศ และสั่งการให้ผู้บัญชาการทหารลบประวัติการโทรศัพท์ในสมาร์ทโฟนความมั่นคงเพื่อทำลายหลักฐาน

คดีนี้ ศาลชั้นต้นเคยตัดสินจำคุกเขา 5 ปี ก่อนที่ศาลอุทธรณ์จะเพิ่มโทษเป็น 7 ปีในเดือนเมษายน เนื่องจากพบความผิดเพิ่มในประเด็นบิดเบือนข้อมูลสื่อ แม้ว่าทางอัยการพิเศษจะเรียกร้องให้ลงโทษจำคุกสูงถึง 10 ปีก็ตาม ด้านทีมทนายความของนายยุนได้แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง และตราหน้าว่าศาลฎีกาด่วนสรุปคดีโดยไม่ได้พิจารณาอย่างถี่ถ้วน พร้อมประกาศจะยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อคัดค้านคำตัดสินนี้ต่อไป

การประกาศกฎอัยการศึกเมื่อปลายปี 2024 ได้นำพาเกาหลีใต้เข้าสู่วิกฤตการณ์ทางการเมืองครั้งใหญ่ที่สุดในยุคสมัยใหม่ ส่งผลให้ตลาดหุ้นดิ่งเหว ประชาชนลุกฮือประท้วงขับไล่ จนทำให้นายยุน ซอกยอล ถูกลงมติถอดถอนออกจากตำแหน่งในเดือนเมษายน 2025 และนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ซึ่งชัยชนะตกเป็นของ นายอี แจมยอง  จากพรรคประชาธิปไตย

แม้ว่าอดีตประธานาธิบดียุนจะยังคงยืนกรานว่า การตัดสินใจประกาศกฎอัยการศึกในตอนนั้นทำไป “เพื่อผลประโยชน์ของชาติและขจัดกลุ่มต่อต้านรัฐ” แต่เขายังต้องเผชิญกับคดีอาญาอื่น ๆ ที่ร้ายแรงกว่ามาก โดยเฉพาะ คดีหลักในข้อหาเป็นผู้นำการก่อกบฏล้มล้างการปกครอง ซึ่งศาลชั้นต้นได้พิพากษาลงโทษ “จำคุกตลอดชีวิต” ไปก่อนหน้านี้ และปัจจุบันคดีกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาในชั้นศาลอุทธรณ์

นอกจากนี้ เขายังถูกศาลตัดสินจำคุก 30 ปีในอีกคดีหนึ่ง จากกรณีลักลอบส่งโดรนเข้าไปในดินแดนเกาหลีเหนือเพื่อหวัง “สร้างสถานการณ์วิกฤตความมั่นคง” เพื่อใช้เป็นข้ออ้างชิงประกาศกฎอัยการศึก ซึ่งทางอัยการเกาหลีใต้ระบุว่าจะทำหน้าที่อย่างสุดความสามารถในการดำเนินคดีกบฏและคดีที่เหลืออยู่กับอดีตผู้นำรายนี้ให้ถึงที่สุด.

ที่มา Yonhap / AFP

ศาลสหรัฐฯ สั่งทรัมป์จ่าย 5.8 ล้านดอลลาร์ให้ “อี. จีน แคร์รอลล์” คดีล่วงละเมิดทางเพศ-หมิ่นประมาท

ศาลสหรัฐฯ สั่งทรัมป์จ่าย 5.8 ล้านดอลลาร์ให้ "อี. จีน แคร์รอลล์" คดีล่วงละเมิดทางเพศ-หมิ่นประมาท

9 ก.ค. 2569 13:23 น.

ศาลสหรัฐฯ สั่งทรัมป์จ่าย 5.8 ล้านดอลลาร์ให้ “อี. จีน แคร์รอลล์” คดีล่วงละเมิดทางเพศ-หมิ่นประมาท

ผู้พิพากษาได้สั่งให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ จ่ายเงินกว่า 5.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 193 ล้านบาท แก่นักเขียนหญิง “อี. จีน แคร์รอลล์” หลังจากที่เขาถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานล่วงละเมิดทางเพศและหมิ่นประมาทเธอในคดีแพ่งเมื่อ 3 ปีก่อน ขณะที่ทีมกฎหมายของทรัมป์ยื่นอุทธรณ์เพื่อระงับการจ่ายเงิน แต่ถูกศาลปฏิเสธ

ผู้พิพากษาลูอิส เอ. แคปแลน แห่งศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ มีคำสั่งให้จ่ายเงินชดเชยจำนวน 5.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 193 ล้านบาท รวมดอกเบี้ย จากบัญชีเงินค้ำประกัน เพื่อจ่ายให้แก่นักเขียนและอดีตคอลัมนิสต์ชื่อดัง อี. จีน แคร์รอลล์ หลังคณะลูกขุนมีคำตัดสินตั้งแต่ปี 2023 ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีความผิดฐานล่วงละเมิดทางเพศและหมิ่นประมาทเธอ

คำสั่งดังกล่าวมีขึ้นหลังศาลสูงสหรัฐฯ ปฏิเสธรับคำร้องอุทธรณ์ของทรัมป์ ส่งผลให้คำพิพากษาในคดีแพ่งมีผลบังคับใช้ และเปิดทางให้ศาลปล่อยเงินที่ทรัมป์นำไปวางไว้เป็นหลักประกันหลังคำตัดสินเมื่อปี 2023 โดยยอดเงินเดิม 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นเป็น 5.8 ล้านดอลลาร์จากดอกเบี้ยที่สะสม

คดีความดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจาก อี. จีน แคร์รอลล์ ได้เปิดเผยในหนังสือบันทึกความทรงจำของเธอเมื่อปี 2019 ว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ล่วงละเมิดทางเพศเธอในห้องแต่งตัวของห้างสรรพสินค้าสุดหรู เบิร์กดอร์ฟ กูดแมน ในย่านแมนแฮตตัน ช่วงกลางทศวรรษ 1990 โดยในตอนนั้น ทรัมป์ซึ่งกำลังดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยแรก ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมดอย่างรุนแรง และให้สัมภาษณ์ทำนองว่าเธอโกหกเพื่อหวังยอดขายหนังสือ ทั้งยังระบุว่า “เธอไม่ใช่สเปกของผม”

แคร์รอลล์ตัดสินใจยื่นฟ้องร้องทรัมป์ หลังจากรัฐนิวยอร์กได้มีการแก้ไขกฎหมายเปิดโอกาสให้ผู้รอดชีวิตจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศในอดีตสามารถยื่นฟ้องร้องทางแพ่งได้ แม้คดีความจะผ่านมานานแล้วก็ตาม ซึ่งในระหว่างการพิจารณาคดี ทรัมป์ไม่ได้เดินทางมาปรากฏตัวที่ศาล ก่อนที่คณะลูกขุนจะมีคำตัดสินว่าทรัมป์มีความผิดจริงฐานล่วงละเมิดทางเพศและหมิ่นประมาท

“จำเลย (ทรัมป์) พยายามประวิงเวลาคดีนี้มานานหลายปีแล้ว มันถึงเวลาแล้วที่เขาจะต้องยอมรับความยุติธรรมและจ่ายเงินค่าสินไหมทดแทนนี้ซะ” ผู้พิพากษาแคปแลน ระบุในบันทึกคำตัดสิน

โฆษกทีมกฎหมายของโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกแถลงการณ์ตอบโต้คำสั่งศาลทันที โดยระบุว่าเหตุการณ์นี้เป็นการใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือทำลายล้างทางการเมืองจากฝ่ายตรงข้าม “ประชาชนชาวอเมริกันยืนหยัดเคียงข้างประธานาธิบดีทรัมป์ และขอเรียกร้องให้ยุติ ‘การล่าแม่มด’ ทั้งหมดทันที รวมถึงเรื่องลวงโลกของแคร์รอลล์ที่ได้รับการสนับสนุนเงินทุนจากพรรคเดโมแครต ประธานาธิบดีทรัมป์จะยังคงชนะการต่อสู้กับสงครามกฎหมายของฝ่ายเสรีนิยม และมุ่งมั่นในภารกิจทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่

ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ เดนนี ชิน ได้แสดงความเห็นต่อพฤติกรรมของทรัมป์ว่า ทรัมป์ได้กล่าวโจมตีแคร์รอลล์ซ้ำ ๆ มานานหลายปี โดยหาว่าเธอโกหกเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองและเงินทอง ทั้งยังด้อยค่ารูปลักษณ์ของเธอ ซึ่งส่งผลให้แคร์รอลล์ต้องเผชิญกับการถูกคุกคาม ข่มขู่เอาชีวิต และต้องอยู่ด้วยความหวาดกลัวต่อความปลอดภัยในชีวิตมานานหลายปี ยิ่งไปกว่านั้น ทรัมป์ยังแสดงออกถึงความ “ไม่สำนึกผิด” โดยยังคงเดินหน้าหมิ่นประมาทเธอทั้งในระหว่างและหลังการพิจารณาคดี โดยเคยประกาศด้วยซ้ำว่าจะหมิ่นประมาทเธอต่อไปอีก “เป็นพัน ๆ ครั้ง”

นอกเหนือจากเงินจำนวน 5.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐที่ศาลสั่งจ่ายในครั้งนี้แล้ว โดนัลด์ ทรัมป์ ยังอยู่ระหว่างการยื่นอุทธรณ์ในคดีหมิ่นประมาทภาคต่อเนื่อง ซึ่งเกิดขึ้นจากการพิจารณาคดีในปี 2024 โดยในคดีหลังนี้ คณะลูกขุนอีกชุดหนึ่งได้สั่งให้ทรัมป์ต้องจ่ายเงินค่าเสียหายและค่าปรับฐานหมิ่นประมาทให้แก่แคร์รอลล์เพิ่มอีกเป็นมูลค่าสูงถึงเกือบ 84 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือราว 2,900 ล้านบาท) เนื่องจากเขายังคงให้สัมภาษณ์โจมตีเธอในลักษณะเดิมในขณะที่ดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศ ซึ่งทีมกฎหมายของทรัมป์กำลังพยายามต่อสู้เพื่อพลิกคำตัดสินในคดีดังกล่าวอยู่เช่นกัน.

ที่มา Associated Press / BBC