สหรัฐส่งเรือรบ–นาวิกโยธินไปตะวันออกกลางเพิ่ม หลังทรัมป์ ขู่โจมตีอิหร่านหนักขึ้น

สหรัฐส่งเรือรบ–นาวิกโยธินไปตะวันออกกลางเพิ่ม หลังทรัมป์ ขู่โจมตีอิหร่านหนักขึ้น

14 มี.ค. 2569 08:37 น.

สหรัฐส่งเรือรบ–นาวิกโยธินไปตะวันออกกลางเพิ่ม หลังทรัมป์ ขู่โจมตีอิหร่านหนักขึ้น

สหรัฐฯ เพิ่มกำลังทหารในตะวันออกกลาง ส่งเรือจู่โจมสะเทินน้ำสะเทินบก ยูเอสเอส ทริโปลี เสริมทัพ หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ประกาศเตรียมโจมตีอิหร่านอย่างหนัก ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

สหรัฐอเมริกาส่งกำลังทหารเพิ่มเติมเข้าสู่ตะวันออกกลาง รวมถึงเรือจู่โจมสะเทินน้ำสะเทินบก ยูเอสเอส ทริโปลี (USS Tripoli) ท่ามกลางสงครามกับอิหร่าน ที่กำลังเข้าสู่สัปดาห์ที่ 3 ขณะที่ผู้นำสหรัฐประกาศเตรียมเพิ่มความเข้มข้นของปฏิบัติการโจมตี

โดนัลด์ ทรัมป์ประธานาธิบดีสหรัฐ ให้สัมภาษณ์ทาง Fox News เมื่อวันศุกร์ (13 มี.ค.) ว่า กองกำลังสหรัฐจะโจมตีเป้าหมายของอิหร่านอย่างหนักมาก ภายในสัปดาห์หน้า ซึ่งสะท้อนถึงการยกระดับปฏิบัติการร่วมระหว่างสหรัฐกับอิสราเอล ในสงครามตะวันออกกลางครั้งล่าสุด

สงครามดังกล่าวเริ่มต้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ หลังสหรัฐและอิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศต่ออิหร่าน ซึ่งทำให้ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน อาลี คาเมเนอี เสียชีวิต และนำไปสู่การขยายตัวของความขัดแย้งทั่วภูมิภาค

สหรัฐ–อิสราเอลโจมตีแล้วกว่า 15,000 เป้าหมาย

ด้านพีท เฮกเซ็ท รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐ เปิดเผยว่า ตั้งแต่เริ่มปฏิบัติการโจมตีเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ กองกำลังสหรัฐและอิสราเอลได้โจมตีเป้าหมายฝ่ายตรงข้ามแล้วมากกว่า 15,000 เป้าหมาย หรือเฉลี่ยมากกว่า 1,000 เป้าหมายต่อวัน

เขายังระบุว่า การโจมตีดังกล่าวทำให้ศักยภาพการตอบโต้ของอิหร่านลดลงอย่างมาก โดยการยิงขีปนาวุธลดลงประมาณ 90%, การโจมตีด้วยโดรนลดลงประมาณ 95%

ขณะเดียวกัน ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน โมจตาบา คาเมเนอี ซึ่งขึ้นดำรงตำแหน่งต่อจากบิดา ได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ โดยเจ้าหน้าที่สหรัฐอ้างว่าได้รับบาดเจ็บสาหัส แม้ฝ่ายอิหร่านยืนยันเพียงว่าเขาบาดเจ็บ แต่ยังไม่เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม

ขณะที่ฝ่ายอิหร่านประกาศจะยังคงกดดันการเดินเรือในเส้นทางยุทธศาสตร์ดังกล่าว และเตือนว่าความขัดแย้งอาจทวีความรุนแรงมากขึ้น หากการโจมตีต่ออิหร่านยังดำเนินต่อไป

สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ทำให้หลายฝ่ายกังวลว่าอาจกลายเป็นความขัดแย้งระดับภูมิภาคเต็มรูปแบบ และยังคงส่งผลกระทบต่อ ราคาน้ำมันโลก ความมั่นคงด้านพลังงาน และเศรษฐกิจโลก ในระยะต่อไป.

ที่มา : channelnewsasia

สหรัฐฯ ตั้งค่าหัวผู้นำอิหร่าน ขณะเจ้าหน้าที่ระดับสูงโผล่ร่วมชุมนุมวันกุดส์ ในเตหะราน

สหรัฐฯ ตั้งค่าหัวผู้นำอิหร่าน ขณะเจ้าหน้าที่ระดับสูงโผล่ร่วมชุมนุมวันกุดส์ ในเตหะราน

14 มี.ค. 2569 05:51 น.

สหรัฐฯ ตั้งค่าหัวผู้นำอิหร่าน ขณะเจ้าหน้าที่ระดับสูงโผล่ร่วมชุมนุมวันกุดส์ ในเตหะราน

สหรัฐฯ ประกาศรางวัลนำจับผู้นำและผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่านหลายราย รวมถึงผู้นำสูงสุดคนใหม่ “โมจตาบา คาเมเนอี” ด้านเจ้าหน้าที่ระดับสูงอิหร่านยังคงออกมาปรากฏตัวในกิจกรรมวันกุดส์ ที่จัดขึ้นกลางกรุงเตหะราน แม้เกิดเหตุระเบิดใกล้พื้นที่ชุมนุม

วันที่ 13 มีนาคม 2569 กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ประกาศตั้งเงินรางวัลสูงสุด 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 360 ล้านบาท สำหรับผู้ให้ข้อมูลที่นำไปสู่การระบุตัวหรือจับกุมผู้นำสำคัญของ กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน (Islamic Revolutionary Guard Corps-IRGC) ของอิหร่าน

โดยประกาศฉบับนี้ ระบุรายชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการบัญชาการและควบคุมกำลังของ IRGC รวม 10 คน แม้จะเปิดเผยชื่อเพียง 6 คน บุคคลที่ถูกกล่าวถึงรวมถึง โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน และอาลี ลาริจานี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่าน ซึ่งก่อนหน้านี้เพิ่งปรากฏตัวในการชุมนุมสนับสนุนรัฐบาลในกรุงเตหะราน

ด้านสื่ออิหร่านเผยแพร่ภาพและวิดีโอของเจ้าหน้าที่ระดับสูงหลายคนที่เข้าร่วมการชุมนุม วันกุดส์ (Quds Day) ซึ่งเป็นกิจกรรมประจำปีเพื่อแสดงการสนับสนุนชาวปาเลสไตน์ และผู้ที่ปรากฏตัวในงานรวมถึง มาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่าน นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศ ตามด้วยนายอาลี ลาริจานี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุด ตลอดจนนายอาห์มัดเรซา ราดาน ผู้บัญชาการตำรวจ และนายโกลัมโฮสเซน โมห์เซนี เอเจอี ประธานฝ่ายตุลาการ

ในคลิปวิดีโอหนึ่งจะเห็นว่า นายโมห์เซนี เอเจอี กำลังให้สัมภาษณ์กับโทรทัศน์ของรัฐ ขณะที่เกิดเสียงระเบิดขึ้นใกล้พื้นที่ชุมนุม ส่วนอีกคลิปหนึ่งเผยให้เห็นนายเปเซชเคียน เดินทักทายประชาชนและถ่ายเซลฟีกับผู้ร่วมชุมนุมบนท้องถนน ขณะที่ก่อนหน้านี้หนึ่งวัน โมจตาบา คาเมเนอี ได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ประชาชนออกมาร่วมกิจกรรมวันกุดส์ เพื่อเผชิญหน้ากับศัตรูของประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดจากสงครามในตะวันออกกลาง.

ที่มา CNN

ยูเอ็นเรียกร้องเปิดทางขนส่งความช่วยเหลือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เตือนผู้คนนับล้านเสี่ยงเดือดร้อน

ยูเอ็นเรียกร้องเปิดทางขนส่งความช่วยเหลือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เตือนผู้คนนับล้านเสี่ยงเดือดร้อน

14 มี.ค. 2569 05:01 น.

ยูเอ็นเรียกร้องเปิดทางขนส่งความช่วยเหลือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เตือนผู้คนนับล้านเสี่ยงเดือดร้อน

หัวหน้าฝ่ายมนุษยธรรมสหประชาชาติเรียกร้องให้ทุกฝ่ายในสงครามตะวันออกกลางเปิดทางให้เรือบรรทุกสิ่งของช่วยเหลือผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างปลอดภัย หลังการสู้รบทำให้การเดินเรือเกือบหยุดชะงัก

วันที่ 13 มีนาคม 2569 นายทอม เฟลตเชอร์ รองเลขาธิการสหประชาชาติฝ่ายกิจการมนุษยธรรมและผู้ประสานงานบรรเทาทุกข์ฉุกเฉิน แถลงเรียกร้องให้คู่ขัดแย้งในสงครามตะวันออกกลางเปิดทางให้เรือบรรทุกสิ่งของช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างปลอดภัย หลังการสู้รบทำให้การเดินเรือในเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญแห่งนี้ถูกรบกวนอย่างหนัก

แถลงการณ์ระบุว่า การขนส่งความช่วยเหลือต้องได้รับอนุญาตให้ผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัย พร้อมเตือนว่า หากการหยุดชะงักยังคงดำเนินต่อไป ประชาชนหลายล้านคนอาจเผชิญความเสี่ยงด้านอาหารและเวชภัณฑ์ และผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือมากที่สุดจะเป็นกลุ่มแรกที่ได้รับผลกระทบ 

นายเฟลตเชอร์ระบุว่า ปัจจุบันการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซแทบหยุดชะงักจากสถานการณ์การสู้รบ ซึ่งจะทำให้ต้นทุนขนส่งพุ่งสูงและสร้างอุปสรรคต่อการลำเลียงสิ่งของจำเป็น เช่น อาหารและยา โดยย้ำว่า ขณะนี้กำลังติดต่อโดยตรงกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อกดดันให้เปิดทางเดินเรือสำหรับการขนส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมโดยไม่ถูกขัดขวาง

ทั้งนี้ สถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคทวีความรุนแรงขึ้นหลังสหรัฐฯ และอิสราเอล เปิดฉากโจมตีอิหร่าน เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลายร้อยคนและความขัดแย้งลุกลามทั่วภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย.

ทรัมป์เผย สงครามอิหร่านจะจบ “เมื่อผมรู้สึกว่าถึงเวลา” เตรียมโจมตีหนักเพิ่ม

ทรัมป์เผย สงครามอิหร่านจะจบ “เมื่อผมรู้สึกว่าถึงเวลา” เตรียมโจมตีหนักเพิ่ม

14 มี.ค. 2569 04:39 น.

ทรัมป์เผย สงครามอิหร่านจะจบ “เมื่อผมรู้สึกว่าถึงเวลา” เตรียมโจมตีหนักเพิ่ม

ผู้นำสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์สื่อ ระบุสงครามกับอิหร่านจะสิ้นสุดเมื่อเขา “รู้สึกได้เองว่าถึงเวลา” พร้อมเตือนสัปดาห์หน้าจะโจมตีหนักขึ้น ขณะประเมินผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่านอาจยังมีชีวิตอยู่

วันที่ 13 มีนาคม 2569 นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ Fox News ว่าสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน จะสิ้นสุดลง “เมื่อผมรู้สึกว่ามันถึงเวลา”

เมื่อถูกถามว่าทรัมป์จะรู้ได้อย่างไรว่าสงครามจบลงแล้ว ทรัมป์ตอบว่า “เมื่อผมรู้สึกได้ โอเคมั้ย” และบอกว่า “ผมรู้สึกมันได้จากข้างใน” โดยทรัมป์ยังระบุว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับอิหร่านตอนนี้รุนแรงมากจนต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะฟื้นตัวได้ แต่ในช่วงสัปดาห์ข้างหน้า สหรัฐฯ จะเพิ่มการโจมตีอิหร่านอย่างหนักขึ้นไปอีก

ผู้นำสหรัฐฯ ยังกล่าวถึง โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน ซึ่งยังไม่ปรากฏตัวต่อสาธารณะ โดยประเมินว่าเขาอาจได้รับบาดเจ็บแต่ยังมีชีวิตอยู่

ขณะเดียวกัน เมื่อถูกถามเกี่ยวกับสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก ทรัมป์ระบุว่า กองทัพสหรัฐฯ พร้อมคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบหากมีความจำเป็น อย่างไรก็ตาม เขากล่าวว่า หวังว่าสถานการณ์จะคลี่คลายไปในทางที่ดี.

ที่มา BBC

ผู้นำคิวบาเผย เปิดเจรจากับสหรัฐฯ หาทางคลายวิกฤตพลังงาน หลังทรัมป์กดดันหนัก

ผู้นำคิวบาเผย เปิดเจรจากับสหรัฐฯ หาทางคลายวิกฤตพลังงาน หลังทรัมป์กดดันหนัก

14 มี.ค. 2569 00:20 น.

ผู้นำคิวบาเผย เปิดเจรจากับสหรัฐฯ หาทางคลายวิกฤตพลังงาน หลังทรัมป์กดดันหนัก

ประธานาธิบดีคิวบาระบุ รัฐบาลได้หารือกับสหรัฐฯ เพื่อหาทางแก้ความขัดแย้งและวิกฤตพลังงานจากมาตรการปิดกั้นน้ำมันของสหรัฐฯ ขณะประเทศเผชิญไฟฟ้าดับและขาดเชื้อเพลิงหนัก 

วันที่ 13 มีนาคม 2569 นายมิเกล ดิอาซ กาเนล ประธานาธิบดีคิวบา เปิดเผยว่าเจ้าหน้าที่รัฐบาลคิวบาได้จัดการเจรจากับสหรัฐฯ เพื่อหาทางแก้ปัญหาความขัดแย้งทวิภาคี และวิกฤตพลังงานที่กำลังทำให้เศรษฐกิจของประเทศทรุดหนัก โดยการพูดคุยมีเป้าหมายเพื่อ หาทางออกผ่านการเจรจา สำหรับความแตกต่างระหว่างสองประเทศ พร้อมระบุว่ามีปัจจัยระหว่างประเทศบางอย่างที่เอื้อให้เกิดการหารือครั้งนี้ 

ผู้นำคิวบายังเปิดเผยว่า ไม่มีน้ำมันนำเข้ามายังประเทศเป็นเวลา 3 เดือนแล้ว โดยกล่าวโทษมาตรการปิดกั้นด้านพลังงานของสหรัฐฯ ว่าเป็นสาเหตุหลักของวิกฤตเชื้อเพลิงในประเทศ และสถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงหลังสหรัฐฯ โจมตีและจับกุมนายนิโกลัส มาดูโร ผู้นำเวเนซุเอลา ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญและผู้ส่งออกน้ำมันรายหลักให้คิวบา ส่งผลให้การส่งน้ำมันมายังคิวบาถูกระงับ ซึ่งผลกระทบจากการขาดเชื้อเพลิงทำให้หลายพื้นที่ของประเทศต้องเผชิญ ไฟฟ้าดับเป็นวงกว้าง โดยภูมิภาคตะวันตกของคิวบาเพิ่งเกิดไฟฟ้าดับครั้งใหญ่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้ประชาชนหลายล้านคนไม่มีไฟฟ้าใช้

ผู้นำคิวบาระบุว่า แม้คิวบาจะผลิตน้ำมันได้เองราว 40% ของความต้องการ และพยายามผลิตไฟฟ้าภายในประเทศ แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อการใช้พลังงานของประเทศ โดยภาวะขาดไฟฟ้ายังส่งผลกระทบต่อระบบสาธารณูปโภคหลายด้าน ทั้งการสื่อสาร การศึกษา และการขนส่ง รวมถึงภาคสาธารณสุข โดยมีผู้ป่วยหลายหมื่นคนต้องรอการผ่าตัด เนื่องจากโรงพยาบาลไม่มีไฟฟ้า

ขณะที่การเปิดเผยเรื่องการเจรจาครั้งนี้มีขึ้นเพียงไม่กี่วัน หลังนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวถึงความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ อาจเข้าควบคุมคิวบาอย่างเป็นมิตร ซึ่งยิ่งเพิ่มแรงกดดันทางการเมืองต่อรัฐบาลคิวบา.

ที่มา Aljazeera

‘เมืองทตโตริ’ ยกวัตถุดิบชั้นเลิศ จัดมหกรรม Tottori Food Fair ที่ JW Marriott Hotel – Japanese Restaurant TSU

‘เมืองทตโตริ’ ยกวัตถุดิบชั้นเลิศ จัดมหกรรม Tottori Food Fair ที่ JW Marriott Hotel – Japanese Restaurant TSU

‘เมืองทตโตริ’ ยกวัตถุดิบชั้นเลิศ จัดมหกรรม Tottori Food Fair ที่ JW Marriott Hotel – Japanese Restaurant TSU

วันเสาร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.00 น.

จังหวัดทตโตริอุดมสมบูรณ์ไปด้วยวัตถุดิบอาหารคุณภาพสูงและหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเนื้อวากิว ปู และลูกแพร์ โดยใช้สโลแกนว่า “สวรรค์แห่งอาหาร” (Food Paradise) จังหวัดทตโตริจึงมุ่งส่งเสริมการรับรู้และขยายช่องทางการตลาดของวัตถุดิบที่ภาคภูมิใจจากทตโตริ ญี่ปุ่นสู่ประเทศไทย

ในกิจกรรมแรกของปี 2026 จังหวัดทตโตริจะจัดงาน “Tottori Food Fair” ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม – 30 เมษายน 2569 ณ JW Marriott Hotel – Japanese Restaurant TSU

งานดังกล่าวจัดขึ้นโดยจังหวัดทตโตริ ซึ่งได้มอบหมายให้ MK Development (บริษัทในเครือ Sanyu Create ในประเทศไทย) ผู้ถือสิทธิ์นำเข้าและจัดจำหน่ายเนื้อวัวทตโตริอย่างเป็นทางการในประเทศไทย เป็นผู้ดำเนินการจัดงานในครั้งนี้

บริษัทฯ กำลังดำเนินแผนนำเข้าและจัดจำหน่ายวัตถุดิบระดับพรีเมียมจากจังหวัดทตโตริสู่ตลาดไทย รวมถึงเนื้อวากิวเกรด A5 “Tottori Wagyu Olein 55”

จังหวัดทตโตริ เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวจำนวนมากในฐานะสถานที่ตามรอยการ์ตูนและอนิเมะชื่อดัง “ยอดนักสืบโคนัน (Detective Conan)”

ในปี 2026 นี้ จังหวัดทตโตริต้องการนำเสนอเสน่ห์ด้านอื่น ๆ ให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในด้านอาหารและวัตถุดิบคุณภาพเยี่ยม

วัตถุดิบพิเศษที่สร้างสรรค์เป็นอาหารรสเลิศ ได้แก่

• เนื้อวากิวเกรด A5 “Tottori Wagyu Olein 55” (สายพันธุ์หายากจากสายเลือด “Kedaka”)• มันภูเขาญี่ปุ่น เนบาริกโกะ (Nabarikko)• ปูหิมะแดง Benizuwai Crab• ลูกแพร์ Oshuu Pear• ราเมงกระดูกวัว Gyukotsu Ramen

วัตถุดิบทั้งหมดนี้ถือเป็น อาหารชั้นเลิศสำหรับนักชิมตัวจริง

คิอิจิ คาวาคามิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท Saenyu Create Co., Ltd. กล่าวถึงจังหวัดทตโตริว่า “แม้จะเป็นจังหวัดขนาดเล็ก แต่ทตโตริเต็มไปด้วยธรรมชาติที่งดงามและทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ อีกทั้งยังเป็นแหล่งรวมวัตถุดิบอาหารคุณภาพสูงหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นเนื้อสัตว์ ผัก หรือผลไม้”ในครั้งนี้ ได้ผสานวัตถุดิบระดับพรีเมียมจากจังหวัดทตโตริเข้ากับฝีมือการปรุงอาหารอันยอดเยี่ยมของ เชฟ Atsushi Yoshida จาก Japanese Restaurant TSU เพื่อรังสรรค์เมนูพิเศษสำหรับงานเทศกาลอาหารในครั้งนี้คาดว่างาน Tottori Food Fair จะได้รับความสนใจอย่างมากจากทั้งผู้บริโภคชาวไทยและชาวญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย โดยเฉพาะในย่านสุขุมวิทซึ่งมีชุมชนชาวญี่ปุ่นจำนวนมาก

ชยพร พรประภาประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท Kaigo Life Co., Ltd. กล่าวว่า “Kaigo Life เข้าร่วมสนับสนุนการขยายตลาดและประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์จากจังหวัดทตโตริในประเทศไทย โดยเริ่มต้นจากเนื้อวากิวเกรด A5 ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียม และผมเองยังได้รับเกียรติให้เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ของจังหวัดทตโตริ และจะช่วยเผยแพร่เสน่ห์ของจังหวัดทตโตริในทุกด้าน ตั้งแต่อาหาร วัฒนธรรม ไปจนถึงการท่องเที่ยว”

ภายในงาน Tottori Food Fair ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม – 30 เมษายน นี้ ขอเชิญชวนผู้ที่ชื่นชอบเนื้อวากิวมาสัมผัสความอร่อยของ Tottori Wagyu Olein 55 ที่งาน “Tottori Food Fair” ณ JW Marriott Hotel – Japanese Restaurant TSU

ด้วยเนื้อสัมผัสที่นุ่มละลายในปากและรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ จะมอบประสบการณ์การรับประทานเนื้อวัวระดับพรีเมียมที่น่าประทับใจอย่างยิ่ง

ก่อนหน้างาน Tottori Food Fair ได้มีการจัดงานเปิดตัวเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ซึ่งมี เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย นายโอตากะ เข้าร่วมงาน พร้อมกล่าวถึงความยอดเยี่ยมของอาหารและการท่องเที่ยวของจังหวัดทตโตริ รวมถึงแสดงความคาดหวังต่อความสำเร็จของงาน Tottori Food Fair

ตลาดนำเข้าเนื้อวัวในประเทศไทย

ตลาดนำเข้าเนื้อวัวในประเทศไทยมีมูลค่าสูงและเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเนื้อวัวระดับพรีเมียมจากต่างประเทศ ซึ่งครองสัดส่วนมากกว่า 80% ของตลาด

เนื่องจากการผลิตเนื้อวัวภายในประเทศยังไม่เพียงพอต่อความต้องการบริโภค จึงทำให้ประเทศไทยยังคงนำเข้าเนื้อวัวอย่างต่อเนื่อง

เนื้อนำเข้าส่วนใหญ่ ได้แก่

• เนื้อวากิวจากประเทศญี่ปุ่น• เนื้อวัวเลี้ยงด้วยหญ้า (Grass-fed beef) จากออสเตรเลียและนิวซีแลนด์

เนื้อวัวที่มี การรับรองมาตรฐานและเรื่องราวของแหล่งกำเนิด มีแนวโน้มเติบโตในตลาดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเนื้อวัวจากจังหวัดทตโตริก็เป็นหนึ่งในตัวอย่างสำคัญ

วัตถุดิบพิเศษจากจังหวัดทตโตริ

– Tottori Wagyu

เนื้อวากิวจากจังหวัดทตโตริได้รับการประเมินคุณภาพจากหลายปัจจัย เช่น

• ลายไขมันแทรก (Marbling)• สีของเนื้อ• คุณภาพของไขมัน

จุดเด่นสำคัญคือมี กรดโอเลอิก (Oleic Acid) ซึ่งเป็นไขมันไม่อิ่มตัวสูงกว่า 55%

จึงทำให้เนื้อวากิวมีความนุ่มและละลายในปาก จนได้รับการเรียกว่า “Tottori Wagyu Olein 55”

วากิวทตโตริมีต้นกำเนิดสำคัญจากวัวพันธุ์ในตำนานชื่อ “Kedakago” ซึ่งได้ให้กำเนิดลูกหลานที่จดทะเบียนมากกว่า 3,000 ตัว และกลายเป็นหนึ่งในสายเลือดหลักของวัวคุโรเกะในปัจจุบัน

แบรนด์ Tottori Wagyu Olein 55 เป็นวากิวระดับพรีเมียมที่จังหวัดทตโตริส่งเสริม โดยมีวัวที่ผ่านการคัดเลือกเพียง ประมาณ 400 ตัวต่อปี

– Matsuba Crab

ปูมัตสึบะเป็นปูซูไวที่จับได้จากทะเลญี่ปุ่น โดยเฉพาะจากท่าเรือ ซาไกมินาโตะ ซึ่งเป็นท่าเรือที่มีปริมาณการจับปูมากเป็นอันดับต้น ๆ ของญี่ปุ่น

เนื้อปูมีรสหวาน สามารถนำไปปรุงอาหารได้หลากหลาย เช่น

• ย่าง• ต้ม• รับประทานสด

รสชาติกลมกล่อมเข้มข้น และเข้ากันได้ดีกับสาเก

ฤดูกาลจับปูอยู่ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน – มีนาคม

– ลูกแพร์

ลูกแพร์ Oshuu Pear เป็นผลไม้ขึ้นชื่อของจังหวัดทตโตริ และเป็นตัวแทนของฤดูใบไม้ร่วง

มีประวัติการปลูกยาวนานกว่า 100 ปี

ลักษณะเด่น

• เปลือกสีเขียวอ่อนสวยงาม• รสชาติหวาน• เนื้อฉ่ำน้ำ สดชื่น

นอกจากนี้ยังมีสายพันธุ์อื่น ๆ เช่น

• Shinkansen• Natsusayaka• Natsuhime

ซึ่งมีความหวานและเนื้อสัมผัสกรุบกรอบเป็นเอกลักษณ์

– Nagaimo (เนบาริกโกะ)

ปลูกในพื้นที่เนินทรายบริเวณตอนกลางของจังหวัดทตโตริ

มีลักษณะเด่นคือ

• รูปร่างยาวตรง• ผิวสวยงาม• เนื้อสัมผัสนุ่มลื่น

โดยเฉพาะพันธุ์ เนบาริกโกะ ซึ่งเป็นสายพันธุ์ใหม่ที่พัฒนาโดยจังหวัดทตโตริ

มีความเหนียวมากกว่ามันยาวทั่วไป และให้รสชาติหวานกลมกล่อม เหมาะสำหรับนำไปประกอบอาหารหลากหลายเมนู

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่JW Marriott Hotel – Japanese Restaurant TSU

ชวนเที่ยวงาน ‘เทศกาลว่าว’ ชมว่าวปลากระเบน LED ยักษ์ แลนด์มาร์คท่องเที่ยวใหม่ปทุมฯ

ชวนเที่ยวงาน ‘เทศกาลว่าว’ ชมว่าวปลากระเบน LED ยักษ์ แลนด์มาร์คท่องเที่ยวใหม่ปทุมฯ

ชวนเที่ยวงาน ‘เทศกาลว่าว’ ชมว่าวปลากระเบน LED ยักษ์ แลนด์มาร์คท่องเที่ยวใหม่ปทุมฯ

วันเสาร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.51 น.

จังหวัดปทุมธานี ผนึกกำลังกับ อบจ.ปทุมธานี ครั้งใหญ่เปิดงาน “Pathumthani Kite Festival 2026” ยกทัพว่าวแฟนซีและไฮไลต์เด็ด “ว่าวปลากระเบน LED ยักษ์” ยาวกว่า 24 เมตร หวังสร้างแลนด์มาร์คท่องเที่ยวใหม่และกระจายรายได้สู่ชุมชนระหว่างวันที่ 13-14 มีนาคมนี้

เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569  นายพงศธร กาญจนะจิตรา รองผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “Pathumthani Kite Festival ประจำปี 2569” โดยมีคณะผู้บริหารระดับสูงและหัวหน้าส่วนราชการ นำโดย พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี พร้อมด้วย ร้อยตำรวจเอก ดร.ตรีลุพธ์ ธูปกระจ่าง นายกเทศมนตรีนครรังสิต และ นางรุจศลักษณ์ ธูปกระจ่าง ตั้งวงษ์เลิศ รองนายก อบจ.ปทุมธานี  เข้าร่วมงาน โดย บจก.เจเนอรัล อินเตอร์แอ็คทีฟ  เป็นผู้ดำเนินการจัดกิจกรรม ณ ลานอเนกประสงค์องค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี ต.บ้านฉาง อ.เมืองปทุมธานี

นายพงศธร กาญจนะจิตรา รองผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี กล่าวว่า โครงการ “Pathumthani Kite Festival 2026” จัดขึ้นเพื่อฟื้นฟูประเพณีการเล่นว่าวของไทย และเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยเทศกาลว่าวจะดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งในและนอกพื้นที่ให้เข้ามาใช้จ่าย กระตุ้นเศรษฐกิจให้พ่อค้าแม่ค้าในระดับฐานรากมีรายได้ และสร้างความสุขให้กับพี่น้องประชาชน ภายในงานมีการจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับว่าว กิจกรรมเพนท์ว่าว กิจกรรมสาธิตการทำว่าวพื้นบ้านไทย และไฮไลท์ที่ห้ามพลาดคือ การจัดแสดงว่าวยักษ์แฟนซี และการแสดงว่าวไทย 4 ภาค ซึ่งถูกประดิษฐ์อย่างพิถีพิถันจนสวยงามระรานตา และที่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวไม่น้อย คือ “ว่าวปลากระเบน LED ยักษ์” ยาวกว่า 24 เมตร ที่จัดแสดงในช่วงค่ำ ทำให้ทุกครอบครัวที่มาได้รับความสุขกลับไปถ้วนหน้า

ด้าน พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี กล่าวว่า อบจ.ปทุมธานี ได้บูรณาการร่วมกับ จ.ปทุมธานี การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานกรุงเทพมหานคร และสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดปทุมธานี จัดทำโครงการ Pathumthani Kite Festival ประจำปี 2569 ขึ้น ในระหว่างวันที่ 13-14 มีนาคม 2569 เพื่อฟื้นฟูและอนุรักษ์ประเพณีการเล่นว่าวของไทยให้กับมาเป็นที่นิยมอีกครั้ง และที่สำคัญเพื่อส่งเสริมและกระตึ้นเศรษฐกิจภายในจังหวัด เพื่อคืนความสุขให้กับชาวปทุมธานีและจังหวัดใกล้เคียง จึงขอเชิญชวนทุกท่านมาสัมผัสบรรยากาศงาน มาชมความตื่นตาของว่าวยักษ์และว่าว LED ที่หาชมยาก พร้อมอุดหนุนสินค้าจาก Food Truck และร้านอาหารอร่อยๆ ในพื้นที่ เป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของบ้านเราให้คึกคักไปด้วยกัน

คุณแหน : 14 มีนาคม 2569

คุณแหน : 14 มีนาคม 2569

คุณแหน : 14 มีนาคม 2569

วันเสาร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569, 08.22 น.

ขอไว้อาลัยและขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวของ อลิสา “สิมะเสถียร”เม่งอำพัน ในการจากไปด้วยวัย 68 ปีของเธอ พิธีสวดพระอภิธรรม จัดที่ ศาลา 6 วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน 11-15 มี.ค. 18.00 น.กำหนดฌาปนกิจศพ 16 มี.ค.16.00 น. ณ เมรุ 2…

อาทิตย์ที่แล้ว มนต์ทิพย์ รุจิกัณหะ ได้ไปร่วมทัวร์ทดสอบสุขภาพ กับกลุ่มอาจารย์สูงวัยคุรุศาสตร์ จุฬาฯ นำโดย อ.ชัยธวัชว์ ไทยง อายุ 84 ปี ด้วยการพาลูกทัวร์กว่า 10 ชีวิต นั่งรถจากเชียงใหม่ สู่ แม่ฮ่องสอน ผ่าน 1000 โค้ง ทุกคนยังสดชื่น สบาย สุขภาพยอดเยี่ยมจริงๆ…

เมื่อเช้าวันพุธที่ผ่านมา ศุษศิษฎ์ จงจิตต์ มาหามารดา สินี พร้อมหอบหิ้วอาหารโปรด โดยเฉพาะแกงเนื้อ จาก อ.ต.ก.มาฝาก เพราะจะต้องบินไปลาว ดูแลงานบริษัท ช.การช่างที่รับผิดชอบอยู่ โดยกลับถึงไทยเมื่อวันวาน ด้วยช่วงนี้มารดาปวดเส้นเอ็นอักเสบ ไม่สามารถเดินไปไหนมาไหนได้ ด้วยความเป็นห่วง..

เพราะวันที่ 19-21 มี.ค.นี้ ต้องเดินทางไปทำงานที่หัวหิน ทำให้ ฐิติวรรณ์ มหาวิจิตร ต้องรบกวนพี่ชาย นนท์ปวิธ พาคุณป้า ดุษฎี อยู่เจริญ ไปพบแพทย์ตามนัดวันที่ 20 มี.ค.ให้ด้วย…โชคดีที่ยังมีตัวแทนทำภารกิจสำคัญให้ มิฉะนั้นเครียดรับประทานแน่…ถือว่าเป็นบุญของป้า ที่ยังมีคนคอยดูแลเอาใจใส่…

ศิริวรรณ วงศ์ศิริกุล นัด ธนิต วิจิตรพันธ์ุ วันพุธที่ผ่านมาเกิดแม่บ้านลากลับบ้านกระทันหัน พอดีเพื่อนรัก ประนอม -สมจิต เฉินบำรุง จากเชียงใหม่เข้า กทม. ทำให้ขอนัดเพื่อนพบกันที่ร้านปากซอยบ้านเพื่อน ทานข้าวเคล้าเสียงเปียโน ตามสไตล์กลุ่ม ในเย็นวันที่ 19 มี.ค.นี้…

จากอเมริกา กลับมาเมืองไทยคราวนี้ รัตนาภรณ์ อัมพรรัตน์ ได้พบเพื่อนรักเก่าๆราชิรุ่น 62 หลายคน นับว่าคุ้มกับ 9 ปีที่รอคอย เพราะสาวน้อยไม่ได้กลับมาเยี่ยมบ้านนานแล้ว…

ชาวพาณิชย์ พระนครรุ่น 2513 ร่วมงานสังสรรค์กันในโอกาสครบ 56 ปีที่จบการศึกษา เมื่อวันก่อน ที่ รร.The Emerald รัชดาฯ…ข่าวว่า หลายคนมาสอบเข้าเรียนต่อที่ คณะบัญชี มธ.รุ่น 2513-2516 ด้วย…เก่งจริงๆ…

สก.บางเขน (สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร) นริสสร แสงแก้ว สก.คนขยัน ลงพื้นที่ดูแลประชาชนย่านคู้บอน เช่นหมู่บ้านVilla Exclusive Zone…สก.นริสสร หากระจกโค้งติดให้หน้าหมู่บ้านฯ เพื่อการจราจรที่ปลอดภัย ชาวหมู่บ้านฯซาบซึ้งน้ำใจยิ่งนัก…

พี่สาวที่แสนดีอย่าง ดร.ศุภวรรณ วงศ์ประยูร ไปดูแลน้องสาวป่วยวิกฤติที่ชุมพรตลอดมา…

พรพรรณ รอดวรรณะ ฝากกราบขอบพระคุณ นพ.ปิลันธน์ ใจปัญญา ที่ผ่าตัดหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท ที่ รพ.พริ้นซ์ สุวรรณภูมิ ให้เป็นที่เรียบร้อย…

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ เคยมอบคอมพิวเตอร์พร้อม serverให้ คุณหญิงหมอ พรทิพย์ โรจนสุนันท์ ได้ใช้ประโยชน์เก็บข้อมูลเมื่อคราวเกิดสึนามิทางภาคใต้ในปีพ.ศ.2547 …ทั้งสองพบกันเมื่อวันไปรับรางวัลเนื่องในวันสตรีสากลที่ผ่านมา !!…

บารอนเนส

‘บ้านทองหยอด’ ขับเคลื่อนขนมไทย SME ปั้นเมนูใหม่ ‘ลูกชุบไข่เค็ม’ สูตรพิเศษ ส่งเซเว่นฯ

‘บ้านทองหยอด’ ขับเคลื่อนขนมไทย SME ปั้นเมนูใหม่ ‘ลูกชุบไข่เค็ม’ สูตรพิเศษ ส่งเซเว่นฯ

‘บ้านทองหยอด’ ขับเคลื่อนขนมไทย SME ปั้นเมนูใหม่ ‘ลูกชุบไข่เค็ม’ สูตรพิเศษ ส่งเซเว่นฯ

วันเสาร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

หมวดขนมไทยบนเซลฟ์เซเว่น อีเลฟเว่น กลายเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน เมื่อ “บ้านทองหยอด”  รับ ไข่สดจากฟาร์มเกษตรกรวันละกว่า 200,000 ฟอง มาเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบการเกษตรผ่านการพัฒนาขนมไทยมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ชุดรวมขนมไทย, ขนมเทียนแก้ว, เปี๊ยะส้มถั่วไข่เค็ม และ “ลูกชุบไข่เค็ม” ตัวใหม่ล่าสุดที่เพิ่งวางจำหน่ายในเดือนกุมภาพันธ์ กลายเป็นขนมไฮไลท์ในแคมเปญ “เติมความอร่อยขนมไทย SME” ด้วยยอดการตอบรับที่ดีจากกลุ่มคนรุ่นใหม่

ความสำเร็จดังกล่าวเกิดขึ้นภายใต้การบริหารของ ซีพี ออลล์ ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น และเซเว่น เดลิเวอรี่ ที่เดินหน้าสนับสนุนผู้ประกอบการ SME ไทยอย่างต่อเนื่อง เปิดโอกาสให้สินค้าเข้าสู่ช่องทางจำหน่ายทั่วประเทศ พร้อมช่วยสร้างอาชีพ เพิ่มรายได้ให้ชุมชน และต่อยอดวัตถุดิบการเกษตรไทยอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “SME โตไกลไปด้วยกันอย่างยั่งยืน”

พลิกสูตรใหม่สู่ “ลูกชุบไข่เค็ม” เพิ่มเลเยอร์ความอร่อยด้วยสูตรลับ

การพัฒนา “ลูกชุบไข่เค็ม” เกิดจากความตั้งใจของ ภาณุวัฒก์ เงินศรีสุข กรรมการผู้จัดการ บริษัท บีทีวาย ฟู้ด จำกัด หรือ “คุณเป๊ก” เจ้าของอาณาจักรขนมหวาน “บ้านทองหยอด” ที่มุ่งมั่นให้เป็นมากกว่าลูกชุบแบบดั้งเดิม จึงคิดค้นสูตรลับ “ไส้ไข่เค็มกวนกับถั่ว” สร้างรสชาติหวานนัวกำลังดี ขณะเดียวกันยังคงรูปลักษณ์ สีสัน และกรรมวิธีการผลิตแบบขนมไทยแท้ไว้อย่างครบถ้วน ซึ่งสินค้านี้เป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ภายใต้แคมเปญ “เติมความอร่อยขนมไทย” ที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ SME ไทยนำสินค้าเข้าจำหน่ายในร้านเซเว่นฯ ทั่วประเทศ ช่วยให้สินค้าเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้าง

เบื้องหลังความสำเร็จดังกล่าวมาจากกระบวนการพัฒนาสินค้าที่ใช้เวลาทดลอง และปรับสูตรอย่างจริงจัง โดยทีมงานเริ่มจากการตั้งโจทย์ว่า จะทำอย่างไรให้ขนมไทยที่คุ้นเคยสามารถสร้างประสบการณ์ใหม่โดยไม่สูญเสียอัตลักษณ์เดิม จึงมีการทดลองปรับสูตรต่างๆ เพื่อให้ได้รสชาติที่กลมกล่อม นอกจากนี้ยังต้องคำนึงถึงความคงตัวของไส้ และอายุการเก็บรักษาให้เหมาะสมกับการจำหน่ายในร้านเซเว่นฯ ความมั่นใจของสินค้าชิ้นนี้เกิดจากการทำงานร่วมกันกับทีมเซเว่นฯ จนได้ “ลูกชุบไข่เค็ม” ที่แปลกใหม่ ทำให้หลายคนเห็นแล้วอยากลิ้มลองในทันที

จากครัวเล็กๆ ภายในบ้าน สู่อาณาจักรขนมหวาน “บ้านทองหยอด”

เส้นทางการพัฒนาธุรกิจขนมไทยของภาณุวัฒก์ไม่ง่ายเลย แม้ว่าจะเติบโตมากับการเห็นคุณพ่อคุณแม่ทำขนมตั้งแต่เด็ก แต่สิ่งที่ท้าทายคือ การนำสินค้าเข้าสู่ร้านเซเว่นฯ จากเดิมที่ผลิตในลักษณะครัวเรือน จำเป็นต้องยกระดับสู่การผลิตในโรงงานที่ได้มาตรฐาน จึงตัดสินใจย้ายฐานการผลิตไปยังจังหวัดนครปฐม พร้อมลงทุนสร้างโรงงานใหม่ให้สอดคล้องกับมาตรฐานความปลอดภัยอาหาร และข้อกำหนดด้านคุณภาพ ตั้งแต่การออกแบบสถานที่ผลิต การควบคุมสุขอนามัย ไปจนถึงระบบตรวจสอบคุณภาพในทุกขั้นตอน เพื่อให้สามารถผลิตสินค้าในปริมาณมากได้อย่างต่อเนื่อง และปลอดภัยต่อผู้บริโภค

“ความฝันของคุณแม่เมื่อ 10 ปีก่อน คืออยากเห็นขนมไทยของครอบครัวได้เข้าไปอยู่ในร้านเซเว่นฯ เพราะในเวลานั้นมีสาขากว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศ แค่ขายได้วันละ 1 ชิ้นต่อสาขา ก็สร้างรายได้ที่มั่นคงให้ครอบครัวแล้ว เราจึงส่งโปรไฟล์บริษัทไปนำเสนอ และในที่สุดโอกาสครั้งสำคัญก็เกิดขึ้นโดยสินค้าแรกคือ ‘ชุดรวมขนมไทย’ ที่รวมขนมมงคลอย่างทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง และเม็ดขนุนไว้ในกล่องเดียว ซึ่งขนมชุดนี้ไม่เพียงเป็นจุดเริ่มต้นของการเติบโตในช่องทางโมเดิร์นเทรด แต่ยังเป็นสินค้าที่สร้างรายได้หลักให้ครอบครัวมาจนถึงวันนี้ และแม้เวลาจะผ่านไปกว่า 8 ปี ก็ยังคงวางจำหน่ายอยู่บนเซลฟ์ของร้านเซเว่นฯ อย่างต่อเนื่อง และได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าเสมอมา”

ความสำเร็จที่เติบโตไปพร้อมเกษตรกรและชุมชนที่เป็นต้นน้ำวัตถุดิบ

การเติบโตของธุรกิจ SME ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยยอดขายเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความร่วมมือของเครือข่ายเกษตรกรและชุมชนที่เป็นต้นน้ำของวัตถุดิบสำคัญ โดยขนมทุกตัว ใช้ไข่เป็นวัตถุดิบหลักในกระบวนการผลิตสูงถึงวันละกว่า 200,000 ฟอง แบ่งเป็น “ไข่ไก่” จากจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ฉะเชิงเทรา นครปฐม และนครนายก และ “ไข่เป็ด” จากจังหวัดสุพรรณบุรี นครปฐม และราชบุรี พร้อมการันตีรับซื้ออย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี เพื่อสร้างความมั่นใจเรื่องรายได้ให้เกษตรกรรายย่อยอีกด้วย

ขณะเดียวกันการพัฒนาสินค้าใหม่ให้กับเซเว่นฯ ยังส่งผลให้เกิดการจ้างงาน และยกระดับทักษะแรงงานในชุมชนอย่างต่อเนื่อง ทั้งในกระบวนการผลิต การควบคุมคุณภาพ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ สะท้อนบทบาทของธุรกิจที่ไม่เพียงสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ แต่ยังสร้างโอกาสและความมั่นคงให้กับผู้คนในพื้นที่

ปัจจุบัน “บ้านทองหยอด” มีผลิตภัณฑ์วางจำหน่ายในร้านเซเว่นฯ 5 รายการ ได้แก่ ชุดรวมขนมไทย, ขนมเทียนแก้ว, เปี๊ยะส้มถั่วไข่เค็ม, ถั่วกวนเผือกกวนลายคุโรมิ, และลูกชุบไข่เค็ม ตัวใหม่ล่าสุดที่เพิ่งวางจำหน่ายในเดือนกุมภาพันธ์ โดยในปี 2568 บริษัทฯ มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 20% คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 190 ล้านบาท

ความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับเซเว่นฯ ตั้งแต่การพัฒนาแพ็กเกจจิ้ง การให้คำแนะนำด้านมาตรฐานคุณภาพ ไปจนถึงการวางแผนสินค้าให้เหมาะกับผู้บริโภคในแต่ละช่วงเวลา ความร่วมมือนี้ทำให้ธุรกิจสามารถปรับตัวได้อย่างเป็นระบบ และขยายกำลังการผลิตได้อย่างมั่นคง ซึ่งเมื่อยอดขายเติบโตขึ้น ความต้องการวัตถุดิบจากเกษตรกรและการจ้างงานในชุมชนก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ทั้งหมดนี้จึงไม่ใช่เพียงการเติบโตของบริษัทฯ เท่านั้น แต่เป็นการเติบโตของห่วงโซ่ธุรกิจทั้งระบบ สะท้อนแนวคิดการพัฒนา SME ไทยที่เดินหน้าไปพร้อมกับพันธมิตรทางธุรกิจ และชุมชนอย่างยั่งยืน

‘กิตติวรรณ อนุเวชสกุล’ ประกาศความสำเร็จ แมคโดนัลด์ ประเทศไทย สร้าง Brand Connection พลิกโฉมระบบดิจิทัล สู่การเติบโตที่ยั่งยืน

‘กิตติวรรณ อนุเวชสกุล’ ประกาศความสำเร็จ แมคโดนัลด์ ประเทศไทย สร้าง Brand Connection พลิกโฉมระบบดิจิทัล สู่การเติบโตที่ยั่งยืน

‘กิตติวรรณ อนุเวชสกุล’ ประกาศความสำเร็จ แมคโดนัลด์ ประเทศไทย สร้าง Brand Connection พลิกโฉมระบบดิจิทัล สู่การเติบโตที่ยั่งยืน

วันเสาร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

บริษัท แมคไทย จำกัด ผู้นำธุรกิจร้านอาหารบริการด่วน (QSR) ภายใต้แบรนด์ แมคโดนัลด์ ประเทศไทย ซึ่งนำทัพโดย นางสาวกิตติวรรณ อนุเวชสกุล ประธานกรรมการบริหาร ประกาศความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจในปีที่ผ่านมา เติบโตอย่างมั่นคงตามเป้าหมาย ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจและการแข่งขันที่ท้าทาย สะท้อนถึงศักยภาพของกลยุทธ์ที่แข็งแกร่งและความสามารถในการปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจให้พุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง ผนึกกำลังพาร์ทเนอร์ระดับโลก รุกสร้าง Brand Connection ควบคู่กับการพลิกโฉมระบบดิจิทัล ยกระดับประสบการณ์ลูกค้า ขับเคลื่อนธุรกิจด้วยความเข้าใจเชิงลึกในทุกอินไซต์ เพื่อสร้างคุณค่าให้ผู้บริโภคไทยครบทุกมิติ

นางสาวกิตติวรรณ อนุเวชสกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท แมคไทย จำกัด เปิดเผยว่า แมคโดนัลด์ ประเทศไทย ยังคงสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่องตามเป้าหมาย ภายใต้บริบทของตลาดร้านอาหารบริการด่วน (QSR) ในประเทศไทยที่มีความท้าทายตลอดทั้งปี ทั้งยังคงเดินหน้าปรับตัวและพัฒนากลยุทธ์ทางการตลาดอย่างต่อเนื่องเพื่อเข้าถึงอินไซต์ของผู้บริโภคไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการผสมผสานอัตลักษณ์ของแบรนด์ระดับโลกเข้ากับบริบทของคนไทยได้อย่างลงตัว พร้อมมุ่งเน้นการสร้างประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคใหม่ ในปี 2569 แมคโดนัลด์ ประเทศไทย พร้อมออกสตาร์ทในแผน “Racing the Future” เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจให้พุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง ด้วยการสานต่อกลยุทธ์ที่ชัดเจนและแข็งแกร่ง ดังนี้

ผนึกกำลังพาร์ทเนอร์ระดับโลก รุกสร้าง Brand Connection

เริ่มต้นปีอย่างยิ่งใหญ่ด้วยการผนึกกำลังกับพาร์ทเนอร์ระดับโลก ตอกย้ำความแข็งแกร่งของแมคโดนัลด์ในฐานะแบรนด์ QSR ระดับโลกเพียงหนึ่งเดียว ที่ได้รับเลือกเป็นผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการ (Official Restaurant Sponsor) ของการแข่งขันฟุตบอลระดับโลก ‘FIFA World Cup 2026™’ โดยแมคโดนัลด์ ประเทศไทย พร้อมถ่ายทอดประสบการณ์ระดับสากลนี้สู่ผู้บริโภคชาวไทยผ่านความร่วมมือสุดเอ็กซ์คลูชีฟ เพื่อเสิร์ฟความตื่นเต้นและโมเมนต์สุดพิเศษให้แฟนบอลชาวไทยตลอดฤดูกาล ในขณะเดียวกัน แมคโดนัลด์ ประเทศไทย พร้อมอยู่เคียงข้างทุกช่วงเวลาสำคัญของผู้บริโภคชาวไทยอย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็น “วันเด็กแห่งชาติ” ซึ่งแมคโดนัลด์ได้ส่งต่อความสุขให้น้องๆ ด้วยการริเริ่มการแจกไอศกรีมโคน มายาวนานกว่า 16 ปี รวมถึงเทศกาลพิเศษและวันสำคัญของชาวไทย เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ความผูกพัน กับผู้บริโภคชาวไทยอย่างยั่งยืน

พลิกโฉมระบบดิจิทัล ตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้าในทุกมิติ

จากความสำเร็จของ McDonald’s App ด้วยยอดดาวน์โหลดกว่า 6 ล้านคน สะท้อนถึงความไว้วางใจและการยอมรับจากผู้บริโภคอย่างชัดเจน โดยในปีนี้ แมคโดนัลด์ ประเทศไทย จะเดินหน้ายกระดับประสบการณ์ดิจิทัลสู่ขั้นกว่า ผ่านการเปิดตัว Loyalty Program ให้ทุกการใช้จ่ายของลูกค้ามีมูลค่ายิ่งขึ้น เพื่อมอบสิทธิประโยชน์ที่คุ้มค่าและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคดิจิทัล พร้อมสร้างประสบการณ์ที่เหนือระดับ อย่างไร้รอยต่อ  และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคใหม่อย่างเต็มรูปแบบ

มุ่งมั่นสร้างคุณค่าที่เหนือกว่า เพื่อเคียงข้างคนไทยในทุกมิติ

แมคโดนัลด์ ประเทศไทย มุ่งมั่นส่งมอบคุณค่าที่เหนือกว่าด้วยความเข้าใจลึกถึงอินไซต์ผู้บริโภคชาวไทยผ่าน 3 คุณค่าทรงพลัง ได้แก่ Value for Money , Value for Economy และ Value for Community

เริ่มต้นด้วยการสร้าง Value for Money  เดินหน้าส่งมอบความคุ้มค่า คุ้มราคา ผ่าน Value Platform ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้บริโภคชาวไทยสามารถบริหารงบประมาณได้อย่างคุ้มค่า ผ่านเมนูที่หลากหลาย อร่อย และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนไทย โดยยังมีเมนูยอดนิยมอย่างไก่ทอดแมคและแมคข้าวกะเพรา ที่อร่อยและเข้าถึงง่ายในทุกมื้อ เพื่อช่วยดึงดูดการเข้ามาใช้บริการที่แมคโดนัลด์ได้อย่างต่อเนื่องในทุกมื้อ ทุกเวลา

ควบคู่ไปกับการสร้าง Value for Economy เพื่อเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสร้างการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยแผนการรุกขยายสาขาอย่างต่อเนื่องตลอดปีในทำเลศักยภาพสูง เพื่อเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงของผู้บริโภค พร้อมสร้างโอกาสการจ้างงานและการเติบโตในระดับท้องถิ่น

พร้อมสร้าง Value for Community ตอกย้ำบทบาทของแมคโดนัลด์ ประเทศไทย ที่ไม่เพียงขับเคลื่อนธุรกิจ แต่ยังคงให้ความสำคัญและเติบโตเคียงข้างสังคมไทย ผ่านโครงการพัฒนาสังคมอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่โครงการ ‘McHappy Smile’ ร่วมกับ สพฐ. ที่สร้างรอยยิ้มให้เยาวชนไทยกว่า 1,000 คน การช่วยเหลือชุมชนในยามภัยพิบัติผ่านการมอบอาหารกว่า 10,000 มื้อ  ไปจนถึงการเป็น “Forever Partner” ของมูลนิธิโรนัลด์ แมคโดนัลด์ เฮาส์ ประเทศไทย มากว่า 25 ปี เพื่อดูแลครอบครัวผู้ป่วยเด็กผ่านโครงการบ้านพักพิงโรนัลด์ แมคโดนัลด์ เฮาส์ หรือ “บ้านแมค”, หน่วยรถทันตกรรมเคลื่อนที่โรนัลด์ แมคโดนัลด์ และห้องสันทนาการเด็ก สะท้อนถึงคำมั่นสัญญาในการอยู่เคียงข้างและสนับสนุนชุมชนไทยอย่างแท้จริง