เจ๊ปอง ฟาด กรณ์ อย่าผลักมิตรไปเป็นอื่น

เจ๊ปอง ฟาด กรณ์ อย่าผลักมิตรไปเป็นอื่น

เจ๊ปอง ฟาด กรณ์ อย่าผลักมิตรไปเป็นอื่น

วันเสาร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569, 21.39 น.

วันที่ 14 มีนาคม 2569 น.ส.อัญชะลี ไพรีรัก (เจ๊ปอง) ผู้อำนวยการข่าวแนวหน้า และพิธีกรช่องแนวหน้าออนไลน์ ได้พูดถึงประเด็นที่นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ตั้งคำถามกับสำนักข่าวแนวหน้า ว่าตกลงเป็นสีน้ำเงิน(แนวร่วมพรรคภูมิใจไทย)ไปแล้วหรือ?

โดย น.ส. อัญชะลี ไพรีรัก ได้ออกมาชี้แจงผ่านรายการ แนวหน้าข่าวเที่ยง เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 ผ่านช่องยูทูปแนวหน้าออนไลน์ ว่า “พี่เด้ง-บุญระดม จิตรดอน โทรศัพท์ไปเชิญคุณกรณ์มาออกรายการที่แนวหน้า คุณกรณ์ก็ได้ตั้งคำถามว่า ‘อ้าว แนวหน้าเดี๋ยวนี้เป็นน้ำเงินไปแล้วหรอ?’ ซึ่งก็ไม่คิดว่าจะออกมาจากปากคุณกรณ์ เพราะว่าเมื่อวานนี้ เมื่อวันก่อนนี้ คุณจุรี นุ่มแก้ว ของคุณกรณ์ นี่ก็มาให้สัมภาษณ์ในรายการแนวหน้าออนไลน์ แล้วก็ถัดมาก็เป็นคุณสกลธี ภัททิยกุล ก็มาให้สัมภาษณ์ในแนวหน้าออนไลน์ เมื่อกี้ก็ศิริโชค โสภานะคะ แล้วก็คืนวันพรุ่งนี้ก็เป็นวี (อดีตผู้สมัคร สส.กทม.) ออกแนวหน้าออนไลน์ะ คือเราให้พื้นที่กับทุกคนเลย ยกเว้นส้มกับแดง

อัญชะลี ยังพูดอีกว่า คือคุณกรณ์บอกว่า “อ้าวเราเป็นน้ำเงินไปแล้วหรอ” เพราะว่าเราเนี่ยมองเห็นศักยภาพของการเลือกตั้งเที่ยวนี้ว่า คนที่จะปราบส้มปราบแดงให้กับเราได้คือพรรคสีน้ำเงิน พวกเราถึงได้วางยุทธศาสตร์เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันว่า เราขึ้นรถเมล์เบอร์ 37 สีน้ำเงิน คันเดียวกับพี่ดี้ (นิติพงษ์ ห่อนาค)

คือไม่ถูกใจกัน ไม่ต้องโกรธกัน ไม่ต้องกล่าวหาหรือว่าร้ายกัน ผลักเราไปเป็นแบบผู้รับใช้ของพรรคสีน้ำเงิน ไม่ใช่ค่ะ เราก็ยังกลับมาทำหน้าที่เหมือนเดิม คุณกรณ์เคยซื้อแชมพูเราสักขวดไหมคะ? ถ้าไม่เคยซื้อไม่ต้องซื้อนะคะ เดี๋ยววันไหนมาออกรายการพี่บุญระดม เดี๋ยวให้เป็นของขวัญค่ะ ไม่ถึง 3,000 แน่นอนค่ะ ถูก แค่ 200 บาทเท่านั้นเอง

“การที่เราไม่ได้เชียร์คนที่คุณรักที่คุณชอบ ไม่ได้หมายความว่าเราเป็นคนชั่ว การที่เราไม่ได้ชื่นชมคนที่คุณรักที่คุณชอบ ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องถูกชิงชัง โปรดจงให้พื้นที่และความเป็นอิสระในการทำงานของพวกเราด้วยอย่าผลักเราอย่างนั้นเลย… ถ้าเป็นคนอื่นพูดเราจะไม่มาเล่าให้ฟังนะ แต่เป็นคุณกรณ์พูด เราถึงมาเล่าให้ปองฟัง เราบอก อือ ไม่เป็นไร เดี๋ยวเราก็จะพูดให้คุณกรณ์ฟัง พูดด้วยความรักนะ” อัญชะลีกล่าว

โดยตอนท้าย ปอง อัญชะลี ได้ย้ำอีกครั้งว่า แนวหน้าให้พื้นที่กับพรรคประชาธิปัตย์มากที่สุดแล้ว มากกว่าทุกพรรคการเมืองมากๆ ตอนน้ำท่วมก็เรียกหาแต่ผู้สมัคร สส.พรรคประชาธิปัตย์ ช่วงน้ำท่วมหาดใหญ่ เรารายงานแต่ผู้แทนจากพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งวัน ทุกวัน…ยังไม่พออีกเหรอคะ? ยังไม่ใช่เพื่อนรักของคุณกรณ์อีกเหรอคะ? ต้องให้มากไปกว่านี้อีกเหรอคะ? จะให้มากแค่ไหนเหรอคะ?”

อนุทิน หารือ เอกนิติ สถานการณ์ราคาน้ำมัน-ช่วยประชาชน ในสงครามตะวันออกกลาง

อนุทิน หารือ เอกนิติ สถานการณ์ราคาน้ำมัน-ช่วยประชาชน ในสงครามตะวันออกกลาง

อนุทิน หารือ เอกนิติ สถานการณ์ราคาน้ำมัน-ช่วยประชาชน ในสงครามตะวันออกกลาง

วันเสาร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569, 19.36 น.

นายกฯหารือ ‘เอกนิติ’บนห้องทำงาน ตึกไทย ถกสถานการณ์ราคาน้ำมัน-มาตราการการช่วยเหลือปชช.จากเหตุสงครามตะวันออกกลาง

วันที่ 14 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินในรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เชิญนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง หารือเรื่องสถานการณ์ราคาน้ำมัน และมาตราการการช่วยเหลือประชาชน  จากเหตุสถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง บนห้องทำงานชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ ทหารชั้นนายพล จำนวน 256 ราย

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ ทหารชั้นนายพล จำนวน 256 ราย

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ ทหารชั้นนายพล จำนวน 256 ราย

วันเสาร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569, 19.17 น.

วันที่ 14 มีนาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีเรื่อง พระราชทานยศทหารชั้นนายพล

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานยศทหารชั้นนายพล วาระ เมษายน 2569 ให้แก่นายทหารสัญญาบัตร สังกัดกระทรวงกลาโหม ซึ่งรับราชการมาด้วยความเรียบร้อย เป็นผลดีแก่ทางราชการ ดังต่อไปนี้

ดูฉบับเต็ม : คลิก

ปลอดประสพ เตือนวิกฤตเกษตรไทย ล้งจีนรุกฆาต นอมินีไทยตัวดี

ปลอดประสพ เตือนวิกฤตเกษตรไทย ล้งจีนรุกฆาต นอมินีไทยตัวดี

ปลอดประสพ เตือนวิกฤตเกษตรไทย ล้งจีนรุกฆาต นอมินีไทยตัวดี

วันเสาร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569, 19.02 น.

วันที่ 14 มีนาคม 2569 ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี อดีตปลัดกระทรวงกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และอดีตรองนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า นอมินี ปัญหาใหญ่อยู่ที่คนไทย

ผมสามารถอ้างได้ว่า คนไทยมากถึง 1.5 ล้านคนที่อ่าน Facebook ของผมเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ต่างวิตกกังวลต่อการรุกเข้ามาของกลุ่มจีนเทาในธุรกิจทางการเกษตรหลายชนิดในช่วง 4-5ปีที่ผ่านมา โดยทางราชการแม้จะรู้ แต่ก็ดูเหมือนจะไม่ได้ทำอะไรเลย

ผมมีสวนลิ้นจี่ที่อำเภอเวียงชัย เชียงราย ตอนนี้ขายไม่ได้แล้วเพราะพ่อค้าจีนทุ่มตลาดลิ้นจี่จากจีนทางเรือทางด้านแม่น้ำโขง ผมมีสวนลำไยที่บ้านป่าบง ลำพูน ตอนนี้ก็ขายไม่ได้เช่นกันเพราะสู้ล้งจีนไม่ไหว สวนทุเรียนผมก็มีเหมือนกันแต่ยังไม่ได้สู้กับล้งจีน เพราะทุเรียนยังไม่ให้ผล แต่ทางล้งจีนได้เริ่มรุกเข้ามาแล้ว และที่ร้ายที่สุดก็คือ พวกเขาใช้นอมินีไทยซื้อที่บริเวณจันทบุรีและตราดปลูกทุเรียน แถมยังเป็นการรุกที่ป่าสงวนอีกด้วย นับว่าเหิมเกริมมาก แต่ถูกลูกน้องผมจับไปแล้ว

วันนี้ผมยังไม่อยากออกนอกเรื่องเกษตรเพราะความจริงแล้วกลุ่มจีนเทาได้รุกไทยในเรื่องอื่นอีก เช่น บ้านจัดสรรที่เชียงใหม่และคอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯ และเข้ามาครอบครองย่านธุรกิจแถวดินแดงมานานแล้ว นี่ยังไม่รวมโจรจีนที่มาเปิดcall center เล่นการพนันonline และเลยเถิดเป็น scammers เที่ยวหลอกคนเขาไปทั่วโลก

ผมคิดว่า รัฐบาลใหม่จะต้องทบทวนเรื่องนี้ในภาพรวมอย่างจริงจัง หวังว่าท่านนายกรัฐมนตรีจะสามารถเล่าทุกข์ของเกษตรกรไทยให้กับทางจีนได้เข้าใจ ความจริงแล้ว “พี่น้องกัน” จะแนบแน่นเชื่อถือได้อย่างจริงจังก็ต้องเกิดจากการกระทำเท่านั้น

ท่านรัฐมนตรีต่างประเทศซึ่งผมเคยรู้จักมาแต่ยังเป็นข้าราชการเด็กๆ คงสามารถเจรจาสร้างความสัมพันธ์อย่างเสมอภาคระหว่างจีนไทยได้

ท่านมนตรีหญิงSuper G คงต้องตั้งวงเจรจากับผู้ค้าจีนให้เกิดความเท่าเทียมทางการค้าที่ไม่เป็นการเอาเปรียบกันถึงขั้นตัวเล็กล่มจม

สำหรับกระทรวงเกษตรฯก็อย่าเฉยเมย อย่าผลิตแต่ของห่วยๆไร้คุณภาพ อธิบดีก็อย่าเอาแต่ ครับกระผม รู้จักเป็นตัวของตัวเองและสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่

แต่ที่ผมมองไม่เห็นทางเอาเลยก็คือ กลุ่มคนไทยที่เห็นแก่ได้นี่แหละ พวกขายชาติทำร้ายคนไทยด้วยกันเองโดยยอมเป็นนอมินีให้เขา ตำรวจต้องจริงจัง มหาดไทยต้องเข้มแข็งอย่าปากว่าตาขยิบ บ้านเล็กบ้านใหญ่ผู้มีอิทธิพลต้องรู้จักสำนึกบาป พวกคุณไม่รู้หรือว่า หากยังยอมเป็นขี้ข้าเขาแบบนี้ต่อไป ลูกหลานพวกคุณเองนั่นแหละจะไม่มีที่ยืน

สุดท้ายผมก็ได้แต่หวังให้พระบรมเดชานุภาพและพระสยามเทวาธิราชได้ทรงเมตตาคุ้มครองประเทศไทยและปวงประชาราษฎร์ โดยเฉพาะเกษตรกรคนยากคนจนให้ได้พ้นวิกฤตินี้ไปได้และได้อยู่เย็นเป็นสุขในประเทศไทยที่ร่มรื่นของเราไปชั่วกัลปาวสาน

เอ็ดดี้ ปลื้ม 4 นักการเมืองในดวงใจ ยอดฝีมือได้โอกาสบริหารแผ่นดิน

เอ็ดดี้ ปลื้ม 4 นักการเมืองในดวงใจ ยอดฝีมือได้โอกาสบริหารแผ่นดิน

เอ็ดดี้ ปลื้ม 4 นักการเมืองในดวงใจ ยอดฝีมือได้โอกาสบริหารแผ่นดิน

วันเสาร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.14 น.

วันที่ 14 มีนาคม 2569 อัษฎางค์ ยมนาค หรือ “เอ็ดดี้” นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า  นักการเมืองในดวงใจ

หลังการเลือกตั้งที่เราลุ้นกันมาว่าใครจะได้เป็น สส. ใครจะได้เป็นรัฐบาล สี่ท่านนี้คือนักการเมืองที่ผมดีใจมากที่ท่านมีโอกาสได้บริหารราชการแผ่นดิน

2 ท่านเป็นฝ่ายบริหาร อีก 2 ท่านเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ

คุณสีหศักดิ์ คุณศุภจี มีอย่างหนึ่งที่เหมือนกันคือ ความนุ่มนวล เนิบๆ อ่อนน้อมถ่อมตน แต่เวลาทำงาน เฉียบขาด หนักแน่ แข็งแกร่งมาก

คุณหมอวรงค์ น้องเนเน่ คือนักการเมือง 2 รุ่น 2 วัย แต่ที่เหมือนกันครับ อุดมการณ์ทางการเมือง

ผมดีใจสุดๆ ครับ ที่เรามีคุณหมอรงค์อยู่ในสภา

สำหรับน้องเนเน่ ภาพแรกที่ทำให้ผมหรือคนทุกคนสะดุดต้องหันมามอง แน่นอนคือความเป็นลูก ดร.ไตรรงค์ แต่ต่อมาหลังจากนั้นทั้งหมด คือความสามารถ ความจริงใจและการตั้งใจทำงานของตัวน้องเนเน่เองล้วนๆ ซึ่งผมว่าทุกคนเห็นตรงกันในเรื่องนี้ และความเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ที่ทำให้เรายังมีความหวังกับการเมืองไทย

จริงๆ ยังมีท่านอื่นๆ ที่ผมชื่นชมและชื่นชอบ ไม่ว่าจะเป็นนายกฯอนุทิน คุณชวน คุณอภิสิทธิ์ คุณเอกนิติ และอีกหลายท่าน

คุณอนุทิน เหมาะมากกับตำแหน่งนายกฯ เพราะรู้จักหักและรู้จักงอ พูดสั้นๆ แค่นี้คงเห็นภาพ

คุณอภิสิทธิ์ ผมว่ามีบางส่วนคล้ายคุณชวน เช่น การยึดมั่นในหลักการ บางอย่างงอได้ แต่หลักการต้องไม่งอ ต่อให้ใครไม่เข้าใจ ก็ไม่สนใจ ยังคงตรงเป็นไม้บรรทัดต่อไป

ผมว่าปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้นกับคุณอภิสิทธิ์คือ แกฉลาดเกินใครต่อใคร มากจนบางครั้งหรือหลายครั้งคนไม่เข้าใจหรือตามแกไม่ทัน อ่านแกไม่ออก ผมเองก็เคยเป็นหนึ่งในนั้น แต่ปัจจุบันผมตั้งใจมอง แล้วมองทะลุไปถึงแก่นสารข้างใน ซึ่งเชื่อว่าถ้าใครมองเห็นแล้วจะทึ่งและศรัทธาในความฉลาดล้ำของคุณอภิสิทธิ์ แต่จุดอ่อนของคนฉลาดมากคือ ภาพที่คนมองว่าเย่อหยิ่ง ทนงตน ซึ่งความจริงของแบบนี้มันย่อมต้องอยู่คู่กัน

คุณเอกนิติ ผมเพิ่งรู้จักแกผ่านสื่อ ก็เริ่มรับรู้ได้ว่า เป็นคนเก่งที่ตั้งใจทำงาน ที่หาตัวจับยากอีกคน

น้องซาบีนา คนนี้ชอบมาอีกคน มีพ่อเป็นเจ้าพ่อแต่ลูกสาวเรียบร้อยงดงามมาก บ่งบอกว่า พ่อแม่เลี้ยงมาดีมาก และเลี้ยงจนได้ดี สมใจจริงๆ ถ้าผมมีลูกสาวแบบนี้ จะเดินจะนั่งจะนอน ผมคงยิ้มไม่หุบ

น้องๆ เด็กหน้าใหม่โนเนมในพรรคประชาธิปัตย์น่าสนใจหลายคน หรือน้องๆ ลูกเทพ คือทายาทนักการเมืองบางคนในพรรคภูมิใจหรือพรรคอื่นๆ ก็น่าสนใจ หรืออย่าง อ.กบ ที่ก้าวเข้ามาเล่นการเมืองกับไทยภักดี รวมทั้ง อ.เจษฎ์ พล.อ.รังษีแบบนี้ก็น่าสนใจ ใดๆ เหล่านี้ เห็นแล้วทำให้เกิดความหวังต่อการเมืองไทย
ยังมีอีก แต่วันนี้เอาแค่นี้ก่อน

ส่วนนักการเมืองที่น่ากลัวที่สุด ไม่ใช่ส้ม ไม่ใช่แดง ไม่ใช่เทา เพราะเหมือนกับเสือ ถ้าเราเห็นชัดว่าเขาเป็นเสือ เราจะระวังตัว เพราะเรารู้ว่าเขาอันตราย ส้ม แดง เทา เรารู้ว่าอันตราย
แต่ไอ้ตัวที่สร้างภาพเป็นคนดี แต่ความจริงเป็นคนเลว คนแบบนี้อันตรายกว่าใคร เพราะความไว้ใจว่าเป็นคนดี มันจะทำลายทุกสิ่ง กรุงศรีอยุธยาแตก ก็เพราะโจรในคราบคนดี ที่มันคาบความลับไปให้ข้าศึก

สรุป ในจำนวนนักการเมืองที่ชอบ

และจากการเลือกตั้งที่ผ่านมา

ผมดีใจที่สุดคือ ได้เห็น 4 ท่านนี้มาทำงานบริหารราชการแผ่นดิน

สกู๊ปพิเศษ : จาก ‘กลไก’ สู่..ผลลัพธ์จริง ‘University Holding Company’ ยุทธศาสตร์พัฒนามหา’ลัยในอนาคต

สกู๊ปพิเศษ : จาก ‘กลไก’ สู่..ผลลัพธ์จริง ‘University Holding Company’ ยุทธศาสตร์พัฒนามหา’ลัยในอนาคต

สกู๊ปพิเศษ : จาก ‘กลไก’ สู่..ผลลัพธ์จริง ‘University Holding Company’ ยุทธศาสตร์พัฒนามหา’ลัยในอนาคต

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) เดินหน้าผลักดันกลไก University Holding Company (UHC) หรือนิติบุคคลเพื่อร่วมลงทุนของมหาวิทยาลัยอย่างต่อเนื่อง จนเกิดผลลัพธ์เป็นรูปธรรม ท่ามกลางบริบทที่มหาวิทยาลัยยุคใหม่ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงผลิตบัณฑิตหรือสร้างองค์ความรู้ในห้องเรียนหรือห้องปฏิบัติการเท่านั้น แต่กำลังก้าวสู่บทบาท “ผู้สร้างมูลค่าในระบบเศรษฐกิจจริง” กลไก UHC จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวเกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม

ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการ สอวช. เปิดเผยว่า UHC เป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงผลงานวิจัยและนวัตกรรมของมหาวิทยาลัยกับภาคธุรกิจ โดยเปิดทางให้มหาวิทยาลัยจัดตั้งนิติบุคคลในรูปแบบบริษัทโฮลดิ้ง เพื่อบริหารการลงทุนในบริษัท Startup หรือ Spin-off ที่เกิดจากผลงานวิจัยได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น โดยกลไกดังกล่าวทำให้งานวิจัยไม่หยุดอยู่เพียงในห้องปฏิบัติการ แต่สามารถต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ สร้างประโยชน์ในวงกว้างทั้งต่อมหาวิทยาลัย ภาคเอกชน และเศรษฐกิจของประเทศ

ในระดับมหาวิทยาลัย UHC เป็นช่องทางถ่ายทอดเทคโนโลยีและงานวิจัย เปิดโอกาสให้อาจารย์ นักวิจัย และนักศึกษา นำผลงานต่อยอดสู่ธุรกิจจริง สร้างวัฒนธรรมผู้ประกอบการ สนับสนุนระบบนิเวศนวัตกรรม และสร้างรายได้หมุนเวียน ลดการพึ่งพางบประมาณจากรัฐ ขณะที่ UHC ยังสร้างประโยชน์ต่อภาคเอกชนและนักลงทุนให้สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีและองค์ความรู้ใหม่จากมหาวิทยาลัยได้โดยตรง พร้อมลดความเสี่ยงในการลงทุนเทคโนโลยีในระยะเริ่มต้น เนื่องจากมี UHC ร่วมลงทุนด้วย นอกจากนี้ UHC ยังสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อภาพรวมระดับประเทศ ในการช่วยผลักดันธุรกิจนวัตกรรม เพิ่มงานคุณภาพสูง และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย

“สอวช. มีบทบาทสำคัญในการออกแบบและประสานนโยบาย เพื่อให้กลไก UHC เดินหน้าได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยจัดทำนโยบายและแนวทางปฏิบัติ ให้มหาวิทยาลัยใช้เป็นกรอบในการจัดตั้งและดำเนินการ UHC รวมถึงผลักดันการปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมายผ่านระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน ตลอดจนสนับสนุนกิจกรรมเสริมสร้างองค์ความรู้ผ่านโครงการ UHC Learn & Share และพัฒนาเครือข่าย UHC Network เพื่อให้มหาวิทยาลัยที่ดำเนินการแล้วได้แบ่งปันประสบการณ์แก่สถาบันอื่น ตลอดจนมีการติดตามผลลัพธ์จากนโยบายเพื่อออกแบบมาตรการสนับสนุนเพิ่มเติมในอนาคต” ผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวและว่า

ปัจจุบันมีการจัดตั้ง UHC แล้ว 12 แห่งทั่วประเทศ มีทุนจดทะเบียนรวมกว่า 500 ล้านบาท ครอบคลุมมหาวิทยาลัยทุกภูมิภาค และมีการร่วมลงทุนในบริษัทนวัตกรรมกว่า 110 บริษัท ส่วนใหญ่เป็นเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ อาทิ ดิจิทัล เฮลท์เทค เกษตรอัจฉริยะ และพลังงานสะอาด นอกจากนี้  UHC ยังช่วยยกระดับระบบบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาและการลงทุนของมหาวิทยาลัยให้มีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น สร้างวัฒนธรรมการถ่ายทอดเทคโนโลยีเชิงรุก และจุดประกายให้บุคลากรก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการนวัตกรรม

ดร.สุรชัย กล่าวถึงการพัฒนา UHC ระยะต่อไปว่า สอวช. วางแนวทางใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1. เสริมขีดความสามารถของ UHC และบุคลากร ผ่านการสนับสนุนให้มีการอบรมเชิงลึกด้านการลงทุน การประเมินมูลค่าเทคโนโลยี และการบริหารความเสี่ยง รวมถึงสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพเข้ามาร่วมบริหารในช่วงเริ่มต้น 2. ยกระดับผลงานวิจัยให้พร้อมต่อการลงทุน ส่งเสริมการกำหนดโจทย์ร่วมกับภาคอุตสาหกรรม และพัฒนากลไก Matching Fund เพื่อเร่งให้ผลงานและธุรกิจที่มีศักยภาพเข้าสู่ตลาดได้เร็วขึ้น และ 3. สร้างความร่วมมือเชิงระบบระหว่างมหาวิทยาลัยและเอกชน ผ่านโครงการ Corporate-Startup หรือ Reverse Pitching เพื่อให้บริษัทขนาดใหญ่ร่วมตั้งโจทย์และจับคู่ทำงานกับทีมวิจัยหรือสตาร์ทอัพจากมหาวิทยาลัย

“UHC ไม่ใช่เพียงเป็นกลไกทางธุรกิจ แต่เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการพัฒนามหาวิทยาลัยแห่งอนาคต ที่จะยกระดับบทบาทจากผู้ผลิตองค์ความรู้ สู่ผู้สร้างมูลค่าในระบบเศรษฐกิจจริง โดย สอวช. พร้อมสนับสนุนทั้งด้านองค์ความรู้ นโยบาย และเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อให้ทุกมหาวิทยาลัยก้าวสู่กลไกนี้ได้อย่างมั่นใจ” ดร.สุรชัย กล่าว

ด้าน ผศ. ดร.รัชนี กุลยานนท์ รองอธิการบดีฝ่ายนวัตกรรมและความร่วมมือระหว่างประเทศ สจล. ในฐานะตัวแทนมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมกลไก UHC กล่าวถึงความท้าทายของการจัดตั้ง UHC ว่า มี 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ ความเข้าใจของผู้บริหารต่อบทบาทที่แท้จริงของ UHC การพัฒนาบุคลากรที่ต้องมีความรู้ทั้งด้านวิชาการและธุรกิจ และการปรับวัฒนธรรมองค์กรและกฎระเบียบให้มหาวิทยาลัยและ UHC ทำงานเชื่อมโยงกันอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ การสนับสนุนจาก สอวช. มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการขับเคลื่อน UHC ทั้งการจัดตั้งนโยบาย ระเบียบที่ช่วยปลดล็อกกลไก รวมถึงการจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนผ่าน UHC Learn & Share และ UHC Network ทำให้ได้แลกเปลี่ยนปัญหาที่แต่ละมหาวิทยาลัยเจอ วิธีการแก้ไข และแนวทางพัฒนากลไกในอนาคต

“มูลค่าของ UHC ไม่ได้วัดเพียงตัวเลขทางเศรษฐกิจ แต่ยังสะท้อนคุณค่าเชิงการศึกษาและวัฒนธรรม ช่วยปลูกฝัง Mindset ผู้ประกอบการนวัตกรรมให้คนรุ่นใหม่ จึงอยากเชิญชวนมหาวิทยาลัยที่สนใจ มาร่วมสร้างนวัตกร สร้างนวัตกรรม และขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศผ่านกลไก University Holding Company ไปด้วยกัน” ผศ. ดร.รัชนี กล่าวทิ้งท้าย

รายงานพิเศษ : ดันหลักสูตร ‘Master Thai Chef Program’ ปั้นเชฟมืออาชีพ ปลุกตลาดอาหารสร้างสรรค์

รายงานพิเศษ : ดันหลักสูตร ‘Master Thai Chef Program’ ปั้นเชฟมืออาชีพ ปลุกตลาดอาหารสร้างสรรค์

รายงานพิเศษ : ดันหลักสูตร ‘Master Thai Chef Program’ ปั้นเชฟมืออาชีพ ปลุกตลาดอาหารสร้างสรรค์

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กระทรวงอุตสาหกรรม โดย กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม (DIPROM) เดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์อาหารไทย พร้อมประกาศความสำเร็จในการยกระดับทักษะกำลังคนครั้งใหญ่ผ่านโครงการส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์สาขาอาหาร ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ในกิจกรรมปัจฉิมนิเทศและสานสัมพันธ์ชุมชนเชื่อมโยงเครือข่ายภายใต้หลักสูตร “Master Thai Chef Program” ดำเนินการร่วมโดย  สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)  มุ่งปั้น 20,000 เชฟทักษะสูงสู่การเป็นกำลังคนขับเคลื่อนยกระดับเมนูไทยสู่สินค้าพรีเมียมในเวทีโลก พร้อมสร้างระบบนิเวศการค้าที่ยั่งยืนเชื่อมโยงวัตถุดิบชุมชนต้นน้ำสู่ธุรกิจปลายน้ำ เพื่อกระตุ้นเม็ดเงินหมุนเวียนเศรษฐกิจฐานรากกว่า 3,300 ล้านบาท และเสริมเกราะป้องกันผู้ประกอบการด้วย Made by Thai และ เทคโนโลยี Data Analytics รับมือมาตรการกีดกันทางการค้าและนโยบายภาษีนำเข้าใหม่จากตลาดโลก

ดร.ธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมอาหารยังคงเป็นฟันเฟืองสำคัญที่สร้างรายได้เข้าสู่ประเทศได้อย่างมหาศาล โดยปัจจุบันไทยเป็นผู้ส่งออกอาหารอันดับที่ 12 ของโลก และอันดับ 2 ของเอเชีย แต่ด้วยปัจจัยท้าทายรอบด้าน ทั้งการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก นโยบายภาษีนำเข้าใหม่จากตลาดหลักอย่างสหรัฐฯ และมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (NTBs) ที่เข้มงวดเรื่องสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนมากขึ้น ในปี 2569 นี้ กระทรวงอุตสาหกรรม จึงตั้งเป้าหมายยกระดับผู้ประกอบการไทยให้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม เพื่อรับมือกับปัจจัยท้าทายรอบด้านและมุ่งเปลี่ยนมาเป็นฝ่ายรุกเพื่อเป็นผู้กำหนดมาตรฐานและเทรนด์อาหารในเวทีโลกอย่างแท้จริง โดยการเร่งการยกระดับผู้ประกอบการไปสู่ประสิทธิภาพขั้นสูงและการสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ ด้วยการสร้างความเข้มแข็งให้กับห่วงโซ่อุปทานและระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย ที่เน้นการผลิตจากผู้ประกอบการไทยที่สนับสนุนการใช้วัตถุดิบผสมผสานความคิดสร้างสรรค์ แรงงาน บริการ และทรัพยากรภายในประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มร้านอาหารรายย่อยที่มีกว่า 4 แสนรายทั่วประเทศ จากการประกอบธุรกิจในรูปแบบเดิมจะต้องปรับเปลี่ยนโดยหันมาใช้เทคโนโลยี Data Analytics มาเป็นอาวุธให้ผู้ประกอบการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคและช่วยในการอ่านใจตลาดโลกเพื่อให้สามารถผลิตสินค้าได้ตรงจุดและแม่นยำ พร้อมทั้งต้องเร่งปรับกระบวนการผลิตให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างเกราะป้องกันความเสี่ยงจากต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งที่ยังพุ่งสูง        

“การปั้นเชฟกว่า 20,000 คน ภายใต้โครงการส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์สาขาอาหาร ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 เป็นการสร้างเพิ่มคุณภาพให้แก่อาหารไทยและช่วยสร้างความเชื่อมั่นด้านมาตรฐานและความปลอดภัยของอาหาร โดยเชฟเหล่านี้จะเป็นตัวกลางสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเมนูอาหารไทยให้กลายเป็นสินค้าพรีเมียมที่ใครก็ปฏิเสธไม่ได้ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยนำพาอาหารไทยให้ไปผงาดในเวทีโลกได้อย่างยั่งยืน” รมว.อุตสาหกรรม กล่าว

ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า อุตสาหกรรมอาหารไทยมีบทบาทสำคัญต่อ GDP ประเทศอย่างมาก โดยทำหน้าที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัตถุดิบสินค้าเกษตรและเชื่อมโยงสู่ภาคการท่องเที่ยว การส่งเสริมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในสาขาอาหารไทยจึงถือเป็นการหยิบทุนทางวัฒนธรรมที่คนทั่วโลกยอมรับมาต่อยอดได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยการใช้ความคิดสร้างสรรค์ ทักษะ ความสามารถ และทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและคุณค่าทางสังคม โดยผสมผสานองค์ความรู้ ศิลปะ วัฒนธรรม และเทคโนโลยีเข้าด้วยกันอย่างลงตัวกระทรวงฯ มุ่งเน้นปฏิรูปอุตสาหกรรมไทยสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ด้วยการยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการให้มีความเข้มแข็ง พัฒนาระบบนิเวศการดำเนินธุรกิจ ส่งเสริมการประกอบกิจการให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงสนับสนุนการใช้ภูมิปัญญาและทุนทางวัฒนธรรมท้องถิ่น เพื่อยกระดับสินค้าทั้งด้านมาตรฐานและดีไซน์ให้ทันสมัย โดดเด่น แตกต่าง และตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค

ขณะเดียวกัน ยังมุ่งขับเคลื่อน Soft Power ผ่านการส่งเสริมและพัฒนา เพื่อต่อยอดการนำวัฒนธรรมและภูมิปัญญามาใช้ในการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ พร้อมทั้งมอบหมายให้กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม (DIPROM) ดำเนินการเผยแพร่ให้เกิดการสร้างการรับรู้ในวงกว้างผ่านสาขาต่างๆ ของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ อาทิ การจัดงานมหกรรมเสน่ห์ไทย การผลิตและเผยแพร่ภาพยนตร์ที่สะท้อนถึงอัตลักษณ์และเสน่ห์ของอาหารไทย ก่อให้เกิดการเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในระดับสากล นอกจากนี้ ยังเชื่อมโยงกับการยกระดับบุคลากรและผลิตภัณฑ์ไทยผ่านการเพิ่มทักษะใหม่และเสริมทักษะเดิมโดยการเร่งสร้างเชฟอาหารไทยทักษะสูงถือเป็นอีกหนึ่งกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ผ่าน “หลักสูตรเชฟอาหารไทยมืออาชีพ (Master Thai Chef Program)” เพื่อให้คนไทยสามารถสร้างงานและรายได้ที่มั่นคง รองรับการเปลี่ยนผ่านจาก “ครัวของโลก” สู่ “ศูนย์กลางเศรษฐกิจอาหารระดับโลก” โดยใช้พลังของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในการพัฒนาเชฟชุมชนสู่เชฟอาชีพ ผ่านการ Upskill-Reskill ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีไซน์ รสชาติสากล และการสร้างแบรนด์ท้องถิ่นเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจประเทศและเป็นที่ยอมรับในระดับสากลต่อไป

นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า ดีพร้อม ได้ดำเนิน “โครงการส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์สาขาอาหาร ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568” อย่างเข้มข้นผ่านการฝึกอบรมครอบคลุมตั้งแต่การสร้างอัตลักษณ์ภูมิปัญญาอาหาร 4 ภาค ไปจนถึงภาษาอังกฤษสำหรับงานครัว พร้อมการเรียนรู้ผ่านภาคปฏิบัติเพื่อพัฒนาทักษะสำคัญ เช่น การปรุงอาหารและการจัดการครัวตามมาตรฐานสากล จนสามารถบ่มเพาะเชฟทักษะสูงได้กว่า 20,000 คน ซึ่งเกินกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ แสดงให้เห็นถึงความต้องการในการเรียนรู้และพัฒนาตนเองของบุคลากรในอุตสาหกรรมสาขาอาหาร โดยในจำนวนนี้มีผู้ที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานวิชาชีพ อาทิ ประกาศนียบัตรสมรรถนะผู้ประกอบอาหารไทยระดับ 4 จากสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) ประกาศนียบัตรมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติสาขาผู้ประกอบอาหารไทยระดับ 1 จากกรมพัฒนา ฝีมือแรงงาน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 80 จากผู้ที่เข้ารับการอบรม ซึ่งคาดว่าจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจหมุนเวียนได้ไม่น้อยกว่า 3,300 ล้านบาท และจะเกิดการกระจายรายได้กลับสู่เศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม

“ดีพร้อมเชื่อมั่นว่าโครงการส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์สาขาอาหาร ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ไม่เพียงสร้างทักษะอาชีพให้คนไทย แต่พลังสร้างสรรค์จากอาหารไทยที่เชฟชุมชนได้รังสรรค์เมนู จะเป็นการบอกเล่าคุณค่า เรื่องราว และความมีเสน่ห์ของอาหารไทยให้เป็นที่รู้จัก เกิดการยอมรับในระดับนานาชาติ และยิ่งไปกว่านั้นคือ การเป็นทูตวัฒนธรรมด้านอาหารไทยที่สามารถถ่ายทอดรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ของอาหารไทยให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาชาวโลก อีกทั้งยังเป็นก้าวแรกในการยกระดับคุณภาพ มาตรฐาน อาหารภูมิปัญญาไทยสู่วัฒนธรรมสร้างสรรค์ และพัฒนาศักยภาพของคนไทยเพื่อ สร้างงาน สร้างรายได้ สร้างรากฐานให้กับเศรษฐกิจชุมชน อันจะนำไปสู่การขยายโอกาสทางธุรกิจให้กับอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ต่าง ๆ ก่อให้เกิดการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศไทยต่อไป” นางสาวณัฏฐิญา กล่าวทิ้งท้าย

อิหร่านขู่โจมตีโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันในภูมิภาคที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐ หลังเกาะคาร์กถูกโจมตี

อิหร่านขู่โจมตีโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันในภูมิภาคที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐ หลังเกาะคาร์กถูกโจมตี

14 มี.ค. 2569 09:59 น.

อิหร่านขู่โจมตีโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันในภูมิภาคที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐ หลังเกาะคาร์กถูกโจมตี

อิหร่านขู่จะตอบโต้กลับด้วยการโจมตีสิ่งอำนวยความสะดวกด้านพลังงานในภูมิภาคที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐ หากสหรัฐฯโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันบนเกาะคาร์ก ยืนยันโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันยังไม่เสียหาย

สื่อทางการของอิหร่านรายงานอ้างแถลงการณ์ของกองบัญชาการทหาร Khatam al-Anbiya Central Headquarters เมื่อเช้าวันเสาร์ตามเวลาท้องถิ่น โดยระบุว่าหากสหรัฐฯโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันและพลังงานของอิหร่าน จะตอบโต้กลับด้วยการโจมตีสิ่งอำนวยความสะดวกด้านพลังงานในภูมิภาคที่มีผู้ถือหุ้นสหรัฐ หรือมีความร่วมมือกับสหรัฐอเมริกา

คำเตือนดังกล่าวมีขึ้นหลังจาก โดนัลด์ ทรัมป์ประธานาธิบดีสหรัฐ ประกาศว่ากองทัพสหรัฐได้โจมตีเป้าหมายทางทหารบนเกาะคาร์ก ซึ่งเป็นศูนย์กลางสำคัญสำหรับการส่งออกน้ำมันดิบของอิหร่าน โดยผู้นำสหรัฐยังขู่ว่า อาจโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันของเกาะคาร์กเพิ่มเติม หากอิหร่านยังคงขัดขวางการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดFars News Agency สื่อของทางการอิหร่านรายงานว่ามีรายงานการระเบิดมากกว่า 15 ครั้งบนเกาะดังกล่าว และมีกลุ่มควันหนาทึบพวยพุ่งขึ้นหลังจากกองทัพสหรัฐโจมตีเป้าหมายทางทหาร  แต่ยืนยันว่าโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันบนเกาะคาร์ก ยังไม่ได้รับความเสียหายจากการโจมตีของสหรัฐอเมริกา

โดยแหล่งข่าวภาคสนามที่ถูกอ้างถึงโดยสำนักข่าว ระบุว่า เป้าหมายของการโจมตีประกอบด้วยระบบป้องกันของกองทัพ ฐานทัพเรือ Joshen Sea Base หอควบคุมสนามบิน และโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์บนเกาะดังกล่าว

ทั้งนี้ เกาะคาร์กเป็นเกาะขนาดเล็กในอ่าวเปอร์เซีย ตั้งอยู่ห่างจากชายฝั่งอิหร่านประมาณ 24 กิโลเมตร แต่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากเป็นศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันดิบเกือบทั้งหมดของอิหร่าน

อิหร่านซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อันดับ 4 ของกลุ่มโอเปกส่งออกน้ำมันดิบประมาณ 9 ใน 10 บาร์เรลผ่านเกาะแห่งนี้ โดยปริมาณการส่งออกอยู่ที่ราว 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน และปลายทางสำคัญคือจีน.

ที่มา : CNN

ทรัมป์ลั่น “เกาะคาร์ก”ศูนย์กลางน้ำมันอิหร่านถูกถล่มแล้ว ขู่เจอหนักแน่หากยังปิดช่องแคบฮอร์มุซ

ทรัมป์ลั่น “เกาะคาร์ก”ศูนย์กลางน้ำมันอิหร่านถูกถล่มแล้ว ขู่เจอหนักแน่หากยังปิดช่องแคบฮอร์มุซ

14 มี.ค. 2569 09:05 น.

ทรัมป์ลั่น “เกาะคาร์ก”ศูนย์กลางน้ำมันอิหร่านถูกถล่มแล้ว ขู่เจอหนักแน่หากยังปิดช่องแคบฮอร์มุซ

โดนัลด์ ทรัมป์ระบุ กองทัพสหรัฐถล่มโจมตีเป้าหมายทางทหารทั้งหมดบนเกาะคาร์ก ศูนย์กลางส่งออกน้ำมันของอิหร่าน พร้อมเตือนอาจโจมตีโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันด้วย หากอิหร่านยังขวางเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ เปิดเผยว่า กองทัพสหรัฐได้เปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ใส่เป้าหมายทางทหารทั้งหมดบนเกาะคาร์กของอิหร่าน พร้อมประกาศว่าได้ ทำลายล้างเป้าหมายทางทหารทุกแห่งอย่างสิ้นเชิง

ทรัมป์โพสต์ผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ระบุว่า การโจมตีดังกล่าวดำเนินการโดยกองบัญชาการกลางของสหรัฐ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในปฏิบัติการทิ้งระเบิดที่ทรงพลังที่สุดในประวัติศาสตร์ตะวันออกกลาง

อย่างไรก็ตาม ผู้นำสหรัฐย้ำว่า กองทัพยังไม่ได้โจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันของเกาะแห่งนี้ แม้จะมีศักยภาพทำลายได้ก็ตาม โดยให้เหตุผลว่าเป็นการตัดสินใจเพื่อความเหมาะสม

แต่ทรัมป์เตือนว่า หากอิหร่านยังคงขัดขวางการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ สหรัฐอาจพิจารณาโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของเกาะคาร์กในอนาคต

เกาะคาร์กเป็นเกาะขนาดประมาณ 5 ไมล์นอกชายฝั่งอิหร่าน และถือเป็น ศูนย์กลางสำคัญของอุตสาหกรรมน้ำมันของประเทศ โดยรองรับการส่งออกน้ำมันดิบราว 90% ของอิหร่าน

ก่อนหน้านี้ เกาะแห่งนี้แทบไม่ได้รับผลกระทบจากการโจมตีในช่วงสองสัปดาห์แรกของสงครามระหว่างสหรัฐ–อิสราเอลกับอิหร่าน

เจ้าหน้าที่สหรัฐรายหนึ่งยืนยันกับ CNN ว่า กองทัพสหรัฐได้ดำเนินปฏิบัติการโจมตีขนาดใหญ่ ต่อเกาะคาร์กจริง แต่ยังไม่ได้ยืนยันว่าเป้าหมายทางทหารถูกทำลายทั้งหมดตามที่ทรัมป์กล่าวอ้าง

ด้านผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงมองว่า หากต้องการยึดหรือโจมตีเกาะคาร์กอย่างเต็มรูปแบบ อาจต้องใช้กำลังทหารภาคพื้นดินจำนวนมาก ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลทรัมป์ยังลังเลที่จะดำเนินการ

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ยังเคยปฏิเสธที่จะตอบคำถามเกี่ยวกับการโจมตีเกาะคาร์กระหว่างให้สัมภาษณ์กับพิธีกรของ Fox News โดยระบุว่าเป็นคำถามที่ไม่เหมาะสม และอาจเปลี่ยนการตัดสินใจได้ตลอดเวลา

สถานการณ์ดังกล่าวยิ่งเพิ่มความตึงเครียดในภูมิภาค เนื่องจากการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่านอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อ ตลาดน้ำมันโลกและเส้นทางขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางเดินเรือที่สำคัญที่สุดของโลก.

ที่มา : CNN

เสธ.ทร. ยัน 3 ลูกเรือ ยังมีชีวิต ขอ “โอมาน” เร่งช่วย “มุจตาบา” ประกาศล้างแค้น พร้อมเปิดแนวรบใหม่

เสธ.ทร. ยัน 3 ลูกเรือ ยังมีชีวิต ขอ "โอมาน" เร่งช่วย "มุจตาบา" ประกาศล้างแค้น พร้อมเปิดแนวรบใหม่

เสธ.ทร. ยัน 3 ลูกเรือ ยังมีชีวิต ขอ “โอมาน” เร่งช่วย “มุจตาบา” ประกาศล้างแค้น พร้อมเปิดแนวรบใหม่

14 มี.ค. 2569 09:02 น.

เสธ.ทร.แจ้ง 3 ลูกเรือ “มยุรี นารี” ยังมีชีวิตอยู่ ติดอุปสรรคการสู้รบยังไม่สงบ ประสานทหารโอมานหาทางช่วยเหลือ ส่วน 20 ลูกเรือที่รอดชีวิตเตรียมกลับไทยสัปดาห์หน้า บริษัทเจ้าของเรือแถลงการณ์ประสานหลายฝ่ายประเมินเดินเรือปลอดภัย ส่วนสงครามทวีความรุนแรง อิสราเอลยกระดับการโจมตีเลบานอน