‘ประธานกมธ.ศาสนาฯ’ สยบลือ! ยันไร้วาระสอบวินัยพระธุดงค์ถูกรถชน ขออย่าทำสังคมสับสน

'ประธานกมธ.ศาสนาฯ' สยบลือ! ยันไร้วาระสอบวินัยพระธุดงค์ถูกรถชน ขออย่าทำสังคมสับสน

‘ประธานกมธ.ศาสนาฯ’ สยบลือ! ยันไร้วาระสอบวินัยพระธุดงค์ถูกรถชน ขออย่าทำสังคมสับสน

วันอาทิตย์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.54 น.

วันที่ 5 ก.ค.2569 นางธิวัลรัตน์ อังกินันทน์ สส.เพชรบุรี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยถึงกรณีที่มีการเผยแพร่ข่าว กมธ.การศาสนาฯ จะทำการสอบวินัยพระธุดงค์ที่ประสบอุบัติเหตุถูกรถชนในพื้นที่จังหวัดมุกดาหารว่า ขอยืนยันอย่างชัดเจนว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริง และไม่เคยมีการเสนอเรื่องดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมาธิการฯ แต่อย่างใด ข่าวที่เผยแพร่ออกไปได้สร้างความเข้าใจคลาดเคลื่อนต่อบทบาทและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการฯ รวมทั้งก่อให้เกิดความสับสนในหมู่คณะสงฆ์และประชาชน ทั้งที่ภารกิจของคณะกรรมาธิการมุ่งเน้นการส่งเสริม คุ้มครอง และทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรมของชาติ ไม่ใช่การดำเนินการด้านคดีอาญา หรือการสอบสวนทางวินัยของพระภิกษุ ซึ่งเป็นอำนาจของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายและคณะสงฆ์

นางธิวัลรัตน์ กล่าวต่อว่า สำหรับอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการฯ เป็นไปตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2562 ข้อ 90 (30) ที่กำหนดให้มีหน้าที่ศึกษาวิจัย พิจารณา สอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการอุปถัมภ์ ทำนุบำรุง และคุ้มครองศาสนา ตลอดจนการอนุรักษ์โบราณสถานและการส่งเสริมศิลปะและวัฒนธรรม โดยไม่มีอำนาจในการสอบสวนคดีอาญาหรือดำเนินการทางวินัยต่อพระภิกษุแต่อย่างใด

“การนำเสนอข้อมูลที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง นอกจากจะทำให้ประชาชนเข้าใจผิดแล้ว ยังอาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของคณะกรรมาธิการฯ และความรู้สึกของคณะสงฆ์ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อสังคม จึงขอให้ทุกฝ่ายตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งข่าวที่เป็นทางการก่อนเผยแพร่ เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนหรือความแตกแยกโดยไม่จำเป็น” นางธิวัลรัตน์ กล่าว

ประธานกมธ.การศาสนาฯ กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้ กมธ.ฯ มีกำหนดเดินทางไปร่วมพิธีสวดพระอภิธรรมพระภิกษุที่มรณภาพจากอุบัติเหตุดังกล่าว พร้อมทั้งเข้าเยี่ยมพระภิกษุที่ได้รับบาดเจ็บ เพื่อร่วมแสดงความอาลัย ให้กำลังใจ และรับฟังข้อเท็จจริงในพื้นที่อย่างเหมาะสม อันเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามบทบาทในการส่งเสริมและคุ้มครองพระพุทธศาสนา รวมถึงการสร้างขวัญกำลังใจแก่คณะสงฆ์และพุทธศาสนิกชน

กมธ.ฯ จะยังคงยึดมั่นในการทำงานด้วยความเป็นธรรม โปร่งใส และเคารพต่อหลักกฎหมายและหลักพระธรรมวินัย พร้อมทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมความเข้าใจระหว่างภาครัฐ คณะสงฆ์ และประชาชน เพื่อร่วมกันธำรงรักษาพระพุทธศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรมของชาติให้ดำรงอยู่บนพื้นฐานของความถูกต้อง ความสามัคคี และความไว้วางใจของสังคมต่อไป

เว้นคดีการเมือง 112 กรวีร์ ชี้ พรบ.นิรโทษฯ หากทุกฝ่ายรับได้พร้อมเดินหน้า

เว้นคดีการเมือง 112 กรวีร์ ชี้ พรบ.นิรโทษฯ หากทุกฝ่ายรับได้พร้อมเดินหน้า

เว้นคดีการเมือง 112 กรวีร์ ชี้ พรบ.นิรโทษฯ หากทุกฝ่ายรับได้พร้อมเดินหน้า

วันอาทิตย์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.41 น.

“กรวีร์”ชี้ พรบ.นิรโทษฯ หากทุกฝ่ายรับได้พร้อมเดินหน้า ย้ำจุดยืนเว้นคดีการเมือง 112 ด้าน“สุทิน”เชื่อ กม.ได้ข้อสรุปที่เป็นประโยชน์

5 กรกฎาคม 2569 นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ประธานวิปรัฐบาล ให้สัมภาษณ์กรณีสภาฯ จะพิจารณาร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข หรือ ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมคดีชุมนุมทางการเมืองในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา คือปี 2548 – 2568 หลัง สว.ปรับแก้ถ้อยคำในบางมาตรา เช่นไม่นิรโทษการกระทำผิดกฎหมายอาญามาตรา 112 ว่า วันที่ 6 ก.ค.ทางวิปรัฐบาลจะมีการประชุมประจำสัปดาห์ถึงกฎหมายที่จะเข้าสู่การพิจารณาในสัปดานี้ ซึ่งมีเรื่องของร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่ทา งสว.ส่งกลับมา ในที่ประชุมจะได้หารือกับพรรคร่วมรัฐบาลถึง สิ่งที่ สว.แก้ไขมาว่ามีความเห็นอย่างไร เท่าที่ดูจากประเด็นที่สว.แก้ไขมา ยังอยู่ในแนวทางที่ฝ่ายการเมืองรับได้ หรือถ้ามีประเด็นไหนติดใจจำเป็นต้องตั้งกรรมาธิการร่วมของทั้งสองสภาก็ไม่ขัดข้อง แต่ถ้าดูแล้วทุกฝ่ายพอรับได้เราก็เดินหน้าไปเลย เพื่อให้กฎหมายฉบับนี้ออกมาได้เร็ว ทางพรรคภูมิใจไทย ไม่มีประเด็น ก็ต้องหารือกับพรรคเพื่อไทยว่ามองอย่างไรรับได้มั้ยกับสิ่งที่สว.แก้มา หากรับได้ก็เดินหน้าถ้าต้องปรับก็ไม่มีปัญหา ส่วนท่าทีของฝ่ายค้านชัดเจนไม่รับแล้วขอไปตั้งกรรมาธิการร่วม ซึ่งจุดยืนเรื่องนิรโทษคดีการเมืองแต่เว้น 112 เป็นจุดยืนของภูมิใจไทยอยู่แล้ว อย่างไรก็ตามเชื่อว่าสุดท้ายกฎหมายฉบับนี้ออกมาใช้แน่นอน ถ้าทุกคนเห็นตรงกันและรับได้กฎหมายก็ออกมาเร็ว ถ้าไปตั้งกรรมธิการร่วมก็ต้องเข้าสภาในสมัยประชุมหน้าก็ใช้เวลา 2 – 3 เดือน ก็จะล่าช้าออกไป

ด้าน นายสุทิน คลังแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยไทย ให้สัมภาษณ์กรณีดังกล่าวว่า เรื่องนี้ต้องฟังวิปรัฐบาลว่าจะพิจารณาอย่างไร เพราะตัวแทนแต่ละพรรค จะนำความคิดเห็นของสมาชิกมาคุยกัน ตนเชื่อว่าเรื่องนี้คงได้ข้อสรุปที่เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง และสามารถผลักดันกฎหมายฉบับนี้ออกมาได้สำเร็จ เนื่องจากผู้ที่ได้รับประโยชน์มีทั้งกลุ่มที่ผิดพลาดหลงผิด เมื่อกฎหมายนี้ออกมาจะเปิดโอกาสให้คนเหล่านี้ได้กลับมาใช้ชีวิตสร้างความปรองดองสมควรเกิดขึ้นในชาติ ให้เขาได้ใช้สักยกาพของเขาในการร่วมกันพัฒนาประเทศต่อไป

‘สิริพงศ์’ สั่งเพิ่มมาตรการคุมเข้มตรวจสัมภาระผู้โดยสาร-ลูกเรือ ห้ามลูกเรือรับหิ้ว – เพิ่มสุนัข K9 ตรวจ

'สิริพงศ์' สั่งเพิ่มมาตรการคุมเข้มตรวจสัมภาระผู้โดยสาร-ลูกเรือ ห้ามลูกเรือรับหิ้ว - เพิ่มสุนัข K9 ตรวจ

‘สิริพงศ์’ สั่งเพิ่มมาตรการคุมเข้มตรวจสัมภาระผู้โดยสาร-ลูกเรือ ห้ามลูกเรือรับหิ้ว – เพิ่มสุนัข K9 ตรวจ

วันอาทิตย์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.01 น.

เมื่อวันที่ 5 ก.ค.60 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงการวางมาตรการคุมเข้มการขนสัมภาระผู้โดยสารและลูกเรือในสนามบิน หลังร่วมประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ที่มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธานฯ เมื่อ 3 ก.ค.ที่ผ่านมา

นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ตนได้รับมอบหมายร่วมประชุมแทน นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่ติดภารกิจลงพื้นที่ต่างจังหวัด โดย กระทรวงคมนาคม รับแนวทางมาตรการต่างๆ ของที่ประชุม ป.ป.ส. นำไปปฏิบัติเพิ่มเติม 

แต่ยืนยันว่า ก่อนหน้าเกิดเหตุแอร์โฮสเตสถูกจับที่ออสเตรเลีย มีการเข้มงวดมาตรการตรวจสอบตามหลักสากล รวมถึงก่อนหน้านี้มีการจับกุมการลักลอบขนยาเสพติดที่สนามบินอยู่ตลอด โดยตรวจพบการลักลอบขนยาเสพติดทั้งฝั่งขาเข้าและขาออก 

แต่อย่างไรก็ตามหลังจากนี้ จะมีการกำชับต้องเข้มงวดเรื่องการตรวจสอบให้มากขึ้น เพราะคิดว่าขบวนการดังกล่าวอาจรู้กระบวนการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ จึงพยายามหาวิธีหลบเลี่ยงอยู่ตลอด

เมื่อถามว่า จะมีการคุมเข้มกรณีลูกเรือรับหิ้วของ อย่างไร รมช.คมนาคม ระบุว่า ตามปกติสนามบินมีการตรวจสอบลูกเรือผ่านกระบวนการสแกนจากเครื่องอยู่แล้ว แต่เมื่อพบว่าลูกเรือมีการรับหิ้ว จะมีการยกระดับมากขึ้น อาทิ สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ออกกฎเพิ่มเติมแจ้งไปยังทุกสายการบินให้ควบคุม เช่น ห้ามรับหิ้วของเพราะอาจเกิดความเสี่ยงได้ รวมถึงอบรมเพิ่มเติมเจ้าหน้าที่ประจำเครื่องเอ็กซเรย์ ยกระดับเรื่องการข่าว รวมถึงเพิ่มสุนัข K9 จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่มีกว่า 60 ตัวมาร่วมกับสุนัข K9 ของกรมศุลกากร เป็นต้น และหลังจากนี้ กระทรวงคมนาคม จะมีการให้นโยบายกำชับเพิ่มเติม

แม่ทัพภาค 2-3 ลงพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ตรวจเยี่ยมกำลังพล เสริมแกร่งภารกิจความมั่นคง

แม่ทัพภาค 2-3 ลงพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ตรวจเยี่ยมกำลังพล เสริมแกร่งภารกิจความมั่นคง

แม่ทัพภาค 2-3 ลงพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ตรวจเยี่ยมกำลังพล เสริมแกร่งภารกิจความมั่นคง

วันอาทิตย์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.00 น.

แม่ทัพภาค 2–3 ลงแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ตรวจเยี่ยมกำลังพลหนุนภารกิจความมั่นคง วางพวงมาลารำลึกวีรชนเนิน 350–ปราสาทตาควาย

5 กรกฎาคม 2569 พล.ท.วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 พร้อมด้วย พล.ท.วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3 และคณะผู้บังคับบัญชา ลงพื้นที่แนวปฏิบัติการชายแดนไทย–กัมพูชา เพื่อตรวจเยี่ยมและพบปะกำลังพลจากกองทัพภาคที่ 2 ซึ่งเดินทางมาสนับสนุนภารกิจของกองทัพภาคที่ 3 ในพื้นที่แนวชายแดน ประกอบด้วย ปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาควาย และเนิน 350

การลงพื้นที่ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อติดตามสถานการณ์ รับฟังผลการปฏิบัติงาน และตรวจเยี่ยมกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ โดยผู้บังคับบัญชาได้ให้ข้อแนะนำในการปฏิบัติงาน รับทราบปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ตลอดจนให้กำลังใจกำลังพลจากชุด TMAC กองบัญชาการกองทัพไทย ซึ่งปฏิบัติภารกิจร่วมในพื้นที่ชายแดนด้วย

โดย พล.ท.วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3 ได้กล่าวกับกำลังพลว่า การปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ดังกล่าวมีความสำคัญต่อภารกิจด้านความมั่นคงของประเทศ พร้อมขอให้กำลังพลทุกนายปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็ง มีความพร้อม และยึดมั่นในภารกิจเพื่อรักษาอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ

ภายหลังเสร็จสิ้นการตรวจเยี่ยม พล.ท.วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 และ พล.ท.วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3 พร้อมคณะผู้บังคับบัญชา ได้ร่วมประกอบพิธีวางพวงมาลา ทำความเคารพ และยืนสงบนิ่ง เพื่อรำลึกถึงทหารผู้เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ ณ อนุสรณ์สถานบริเวณเนิน 350 และปราสาทตาควาย เพื่อแสดงความเคารพต่อผู้เสียสละในการปกป้องอธิปไตยของชาติ

ทั้งนี้ การลงพื้นที่ในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการติดตามภารกิจและการสนับสนุนการปฏิบัติงานของกำลังพลในพื้นที่ชายแดน เพื่อสร้างขวัญกำลังใจ ติดตามสถานการณ์ และเสริมความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจด้านความมั่นคงตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชาอย่างต่อเนื่อง

ใช้ยาแรงเพิ่มโทษหนัก! จุติ ลั่นลุยรื้อกฎหมาย อุดช่องโหว่ Forex-ฟอกเงิน

ใช้ยาแรงเพิ่มโทษหนัก! จุติ ลั่นลุยรื้อกฎหมาย อุดช่องโหว่ Forex-ฟอกเงิน

ใช้ยาแรงเพิ่มโทษหนัก! จุติ ลั่นลุยรื้อกฎหมาย อุดช่องโหว่ Forex-ฟอกเงิน

วันอาทิตย์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.54 น.

“จุติ”ลั่นลุยรื้อกฎหมายเก่าสมัยโบราณ อุดช่องโหว่”Forex-ฟอกเงิน” ใช้ยาแรงเพิ่มโทษหนัก-ติดคุกจริง-บี้หน่วยงานต้องออกกฎระเบียบให้เสร็จภายใน 120 วัน เพื่อให้ไทยเข้า”OECD”กลางปี 70

5 กรกฎาคม 2569 นายจุติ ไกรฤกษ์ สส.พิษณุโลก พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การเงิน การคลัง สถาบันการเงิน และตลาดการเงิน สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยความคืบหน้าคดี Forex ว่า ได้เปิดให้ผู้ร้องเรียนเข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการโดยตรง ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงาน ปปง. หลังจากที่ไม่เคยได้รับโอกาสที่จะมาชี้แจงเช่นนี้ โดยพบช่องว่างทางกฎหมายที่มิจฉาชีพใช้หลอกลวงประชาชนให้มาลงทุน  ทั้งที่ ธปท. ยืนยันว่าไม่เคยออกใบอนุญาตให้ดำเนินธุรกิจซื้อขาย  Forex ในประเทศไทยแก่บุคคลทั่วไป ยกเว้นเพียงการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเท่านั้น ซึ่งหลังจากนี้ ตำรวจ ดีเอสไอ และ ปปง.จะติดตามยึดทรัพย์คืน

นายจุติ กล่าวต่อว่า สิ่งที่น่ากังวลและเป็นจุดอ่อนร้ายแรงของประเทศไทยคือ เรื่องบทลงโทษและการบังคับใช้กฎหมาย โดยพบว่ากฎหมายที่ควบคุมเรื่อง Forex ในปัจจุบันเป็นกฎหมายเก่าตั้งแต่ปี พ.ศ.2485 มีโทษปรับเพียง 2,500 บาท และมีโทษจำคุกแค่ 2 ปี ทำให้ผู้กระทำผิดไม่เกรงกลัว ยอมเสียค่าปรับและคาดหวังว่าจะได้รับการรอลงอาญาเท่านั้น ขณะเดียวกัน กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินก็มีอัตราโทษจำคุกเพียง 1 ปี ซึ่งต่ำกว่ากฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ที่มีโทษจำคุกสูงถึง 5 ปี ทั้งที่เป็นคดีที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างรุนแรง

“นี่คือจุดอ่อนของประเทศไทย ว่ากฎหมายดีแต่คนบังคับใช้กฎหมายยังมีความบกพร่อง พฤติกรรมของโจรยังหลีกเลี่ยงการสอบสวนจับกลุ่มของเจ้าหน้าที่รัฐอยู่ ต่อไปนี้เราต้องทำให้เห็นว่าคนทำผิดต้องติดคุกจริง รัฐบาลชุดนี้มีความมุ่งมั่นที่จะปราบปรามสแกมเมอร์ ขจัดขบวนการฟอกเงิน และส่งสัญญาณที่รุนแรงไปยังนักลงทุนต่างชาติว่า ประเทศไทยจะไม่เป็นเมืองหลวงของธุรกิจสีเทาอีกต่อไป ตลาดทุนไทยต้องโปร่งใสและปลอดภัย” นายจุติ กล่าว

ประธาน กมธ.การเงินฯ กล่าวด้วยว่า เพื่อความรวดเร็วในการแก้ไขปัญหา คณะกรรมาธิการฯ จะไม่รอขั้นตอนปกติ โดย สส.จะเป็นผู้เสนอร่างแก้ไขกฎหมายเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรด้วยตัวเอง หลังจาก ธปท.ให้ข้อมูลและสรุปจุดอ่อนของกฎหมายปี 2485 มาให้เรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ได้ขอความร่วมมือผู้ปฏิบัติงาน ให้ลดระยะเวลาการออกกฎระเบียบรองรับ จากเดิม 240 วัน ให้ลดเหลือเพียง 120 วัน เพราะไทยกำลังจะถูกประเมินด้านการปราบปรามการฟอกเงินในวันที่ 30 มิถุนายน 2570 ทั้งเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย และการออกกฎหมายใหม่เพื่อปิดช่องโหว่สำหรับผู้ที่มีพฤติกรรมไม่สุจริต

รมช.คมนาคม เตรียมของบ 2.4 หมื่นล้าน เปลี่ยนรถโดยสารสาธารณะเป็น EV – พร้อมแผนช่วยค่าน้ำมันเฟส 2

รมช.คมนาคม เตรียมของบ 2.4 หมื่นล้าน เปลี่ยนรถโดยสารสาธารณะเป็น EV - พร้อมแผนช่วยค่าน้ำมันเฟส 2

รมช.คมนาคม เตรียมของบ 2.4 หมื่นล้าน เปลี่ยนรถโดยสารสาธารณะเป็น EV – พร้อมแผนช่วยค่าน้ำมันเฟส 2

วันอาทิตย์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.49 น.

เมื่อวันที่ 5 ก.ค.69 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเสนอโครงการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลสู่พลังงานไฟฟ้า โดยเฉพาะกลุ่มรถโดยสารสาธารณะ วงเงิน 2.4 หมื่นล้าน จากพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เงินกู้ฯ วงเงิน 4 แสนล้าน ว่า สัปดาห์หน้าจะมีการหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในชั้นอนุกรรมการฯ อาทิ กระทรวงคมนาคม กระทรวงการคลัง และกรมศุลกากร เพื่อหารือรูปแบบกำหนดรายละเอียดจาก 7 กลุ่มเป้าหมาย ที่จะเข้าร่วม ประกอบด้วย รถแท็กซี่และรถรับจ้างผ่านแอปพลิเคชั่น, รถจักรยานยนต์รับจ้าง, รถสามล้อหรือรถตุ๊กตุ๊ก, รถโดยสารประจำทาง, รถโดยสารไม่ประจำทาง, รถรับจ้างรับส่งนักเรียน และรถบรรทุกสินค้า เป้าหมายทั้งสิ้น 80,000 คัน

จากนั้นจะนำเสนอแผนแก่คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ ที่มีปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ภายในกลางเดือน ก.ค.นี้ ก่อนนำเสนอสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)

นายสิริพงศ์ ย้ำว่า โครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานดังกล่าวของกระทรวงคมนาคม มุ่งเน้นเพื่อกลุ่มรถสาธารณะ ไม่ใช่มุ่งเน้นกลุ่มผู้ประกอบการ เนื่องจากกระทรวงฯ ไม่ต้องการให้ผลกระทบราคาพลังงานน้ำมัน กระทบกับค่าครองชีพประชาชน 

เมื่อถามว่า กังวลต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ วันที่ 9 ก.ค.นี้หรือไม่ รมช.คมนาคม เชื่อว่า คำวินิจฉัยศาลธรรมนูญ ต่อการใช้เงิน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ผลจะไม่ออกมาเป็นลบ เพราะรัฐบาลมั่นใจว่าโครงการดังกล่าวถือเป็นความจำเป็นเร่งด่วนตามสถานการณ์ เนื่องจากไม่รู้ว่าเหตุการณ์ในตะวันออกกลางจะยืดเยื้อ สงบลงและกลับสู่สถานการณ์ปกติเมื่อไหร่ ฉะนั้นมาตรการดังกล่าวเป็นแผนที่เตรียมรับมือวิกฤตซึ่งอาจจะเกิดขึ้นในอนาคต

รมช.คมนาคม เปิดเผยอีกว่า นอกจากโครงการในข้างต้นที่จะของบจาก พ.ร.ก.เงินกู้ นั้น กระทรวงคมนาคม เตรียมมาตรการเพื่อช่วยเหลือค่าน้ำมัน สำหรับกลุ่มผู้ประกอบการขนส่งสาธารณะและรับจ้าง (DLT พร้อมซัพพอร์ต) วงเงินประมาณ 2-3 พันล้านบาท ในการช่วยเหลือตรึงราคาค่าโดยสารกับผู้ประกอบการขนส่งสาธารณะ ไม่ให้ส่งผลกระทบต่อประชาชน ซึ่งจะเป็นหนึ่งในมาตรการที่ออกในเฟส 2 ส่วนมาตรการอื่นๆ กำลังพิจารณาอยู่ 

แต่โครงการ DLT พร้อมซัพอร์ตนี้จะต้องพิจารณาจากภาวะราคาน้ำมันด้วย เนื่องจากราคาน้ำมันและค่าโดยสารปัจจุบันอยู่ในภาวะลอยตัว ฉะนั้นหากราคาน้ำมันปรับขึ้นก็อาจจะใช้มาตรการดังกล่าว แต่ยืนยันว่ารัฐบาลจะไม่ตะบี้ตะบันออกมาตรการนี้

ขอบคุณภากจาก ไทยสมายล์บัส

จักรภพ ประกาศลั่น! ทุ่มเททั้งชีวิตรับใช้ประชาชน-ทำหน้าที่เต็มกำลัง

จักรภพ ประกาศลั่น! ทุ่มเททั้งชีวิตรับใช้ประชาชน-ทำหน้าที่เต็มกำลัง

จักรภพ ประกาศลั่น! ทุ่มเททั้งชีวิตรับใช้ประชาชน-ทำหน้าที่เต็มกำลัง

วันอาทิตย์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.47 น.

“จักรภพ”รับตำแหน่ง สส.ปาร์ตี้ลิสต์เพื่อไทย ประกาศทุ่มเททั้งชีวิตรับใช้ประชาชน ย้ำการเมืองผันผวนแต่พร้อมทำหน้าที่เต็มกำลัง

5 กรกฎาคม 2569 นายจักรภพ เพ็ญแข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวภายหลังมีผลเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการตั้งแต่ วันที่ 4 กรกฎาคม 2569 ว่า รู้สึกเป็นเกียรติและยินดีอย่างยิ่งที่ได้รับโอกาสทำหน้าที่ผู้แทนปวงชนชาวไทย

พร้อมยืนยันว่า จะทุ่มเทชีวิตและจิตใจทั้งหมดเพื่อปฏิบัติหน้าที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศและประชาชน การเข้ารับตำแหน่งครั้งนี้มีขึ้นภายหลังประกาศสภาผู้แทนราษฎร ลงวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 เรื่องให้ผู้มีรายชื่อในลำดับถัดไปของบัญชีรายชื่อพรรคการเมืองเลื่อนขึ้นเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแทนตำแหน่งที่ว่าง ส่งผลให้นายจักรภพ ซึ่งอยู่ในบัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทย ได้เลื่อนขึ้นดำรงตำแหน่ง สส.บัญชีรายชื่อ และเริ่มปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่วันที่ 4 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป

นายจักรภพ กล่าวว่า การได้ทำหน้าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรถือเป็นโอกาสสำคัญที่สุดช่วงหนึ่งของชีวิต เพราะเป็นตำแหน่งที่สามารถใช้อำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายในการสร้างประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งสอดคล้องกับความตั้งใจตลอดชีวิตที่อยากเป็นผู้สร้างคุณประโยชน์ให้แก่ส่วนรวม พร้อมกันนี้ ยอมรับว่าไม่อาจรับประกันได้ว่าการทำงานทุกเรื่องจะสมบูรณ์แบบหรือปราศจากข้อผิดพลาด แต่สามารถรับปากได้ว่าจะปฏิบัติหน้าที่ทุกด้านด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ทุ่มเทกำลังกาย กำลังใจ และสติปัญญาทั้งหมด โดยไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคใดๆ

นายจักรภพยังกล่าวขอบคุณผู้ก่อตั้ง ผู้บริหาร และสมาชิกพรรคเพื่อไทยทุกคนที่ให้ความไว้วางใจ รวมถึงประชาชน ผู้สนับสนุน และผู้ที่ร่วมแสดงความยินดีจากทุกภาคส่วน ตลอดจนกล่าวขอบคุณนายกรัฐมนตรีที่ส่งกำลังใจมายังตน

ทั้งนี้ นายจักรภพ กล่าวว่า การเมืองเป็นเรื่องที่มีความเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เปรียบเสมือนคลื่นลมในท้องทะเล จึงจะยึดถือกำลังใจและคำอวยพรจากประชาชนเป็นพลังสำคัญในการทำหน้าที่ แม้ในวันที่ต้องเผชิญสถานการณ์ยากลำบากหรือความท้าทายทางการเมือง อย่างไรก็ตาม ตนปรารถนาให้ประเทศไทยมีความมั่นคงในทุกมิติ ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดี มีศักยภาพในการแข่งขันในเวทีโลก และสามารถรักษาวิถีชีวิตของคนไทยไว้ได้อย่างยั่งยืน โดยหวังว่าทุกฝ่ายจะร่วมกันนำบทเรียนจากประวัติศาสตร์มาใช้สร้างอนาคตที่มั่นคงและสดใสให้กับประเทศและคนรุ่นต่อไป

ไม่รอ ปชช.เดือดร้อน! ธนกร ชี้รัฐบาลจำเป็น ต้องออก พรก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

ไม่รอ ปชช.เดือดร้อน! ธนกร ชี้รัฐบาลจำเป็น ต้องออก พรก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

ไม่รอ ปชช.เดือดร้อน! ธนกร ชี้รัฐบาลจำเป็น ต้องออก พรก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

วันอาทิตย์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.40 น.

“ธนกร”ชี้รัฐบาลจำเป็นต้องออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านเยียวยาและบรรเทาความเดือดร้อนให้ประชาชน แจงนายกฯ ไม่มีวันรอจนประชาชนเดือดร้อน-ประเทศเกิดวิกฤตแล้วค่อยเยียวยา ยกไทยช่วยไทยพลัสพิสูจน์ชัด ลดค่าครองชีพและช่วยร้านค้ารายย่อยได้เป็นอย่างดี มั่นใจถึงมือประชาชนทุกบาททุกสตางค์อย่างแท้จริง

5 กรกฎาคม 2569 นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญจะอ่านคำวินิจฉัยชี้ขาดในคดี พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ในวันที่ 9 ก.ค.นี้ ว่า รัฐบาล ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นำเงินส่วนนี้ไปใช้เพื่อเยียวยาและบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชน เช่น โครงการไทยช่วยไทยพลัส ที่ช่วยเยียวยาค่าครองชีพและช่วยร้านค้ารายย่อยได้เป็นอย่างดี รวมถึงสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด และการพัฒนาศักยภาพคน และการกู้เงินและการใช้จ่ายเงินกู้ยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง เน้นความโปร่งใส และตรวจสอบได้ตามกฎหมาย เพื่อประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจ และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว ดังนั้น เชื่อว่าศาลรัฐธรรมนูญจะเห็นถึงความจำเป็นเหล่านี้อย่างแน่นอน

เมื่อถามว่า หลายฝ่ายกังวลเรื่องความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องกู้เงินในเวลานี้ นายธนกร กล่าวว่า ด้วยสถานการณ์ของความผันผวนของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน ถ้ารัฐบาลไม่รีบเยียวยาความเดือดร้อนให้กับประชาชนในเวลานี้ แล้วจะให้รัฐบาลไปเยียวยาประชาชนเมื่อไหร่ เพราะรัฐบาลจะไม่มีวันรอให้ประชาชนเดือดร้อน หรือประเทศเกิดวิกฤติข้าวยากหมากแพงแล้วค่อยเข้าไปเยียวยาแน่นอน ดังนั้น วันนี้รัฐบาลจึงจำเป็นต้องเข้าไปช่วยเหลือประชาชนให้เร็วที่สุด เพื่อลดผลกระทบที่จะตามมาให้ได้มากที่สุด

“เงินงบประมาณปกติในปี 69 วันนี้ไม่เพียงพอที่จะเยียวยากับสถานการณ์ความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ จึงเป็นที่มาที่รัฐบาลจำเป็นต้องออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ทั้งนี้ ผมเชื่อว่า เงินก้อนนี้ถึงมือประชาชนทุกบาท ทุกสตางค์อย่างแท้จริง ดังนั้น ไม่ว่าคำวินิจฉัยจะออกมาอย่างไร รัฐบาลก็พร้อมน้อมรับอยู่แล้ว” นายธนกร กล่าว

‘ประชาธิปไตยไม่ใช่การหาช่องได้เปรียบ’ ดร.มัลลิกา ฟาดป้ายหาเสียงดิจิตัลยักษ์ สะท้อนจริยธรรมผู้นำ

'ประชาธิปไตยไม่ใช่การหาช่องได้เปรียบ' ดร.มัลลิกา ฟาดป้ายหาเสียงดิจิตัลยักษ์ สะท้อนจริยธรรมผู้นำ

‘ประชาธิปไตยไม่ใช่การหาช่องได้เปรียบ’ ดร.มัลลิกา ฟาดป้ายหาเสียงดิจิตัลยักษ์ สะท้อนจริยธรรมผู้นำ

วันอาทิตย์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.27 น.

“ประชาธิปไตยไม่ใช่การหาช่องได้เปรียบ” ดร.มัลลิกา ชี้ป้ายหาเสียงดิจิตัลขนาดใหญ่สะท้อนจริยธรรมผู้นำ มากกว่าความถูกต้องตามกติกาที่ท่องไว้ 

เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2569 นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข กล่าวว่า ประเด็นป้ายหาเสียงที่มีขนาดใหญ่ แม้อาจเป็นไปตามหลักเกณฑ์หรือข้อกำหนดของการเลือกตั้ง แต่สิ่งที่สังคมควรให้ความสำคัญไม่แพ้กันคือ “จริยธรรมของผู้นำ” และหลักธรรมาภิบาลในการแข่งขันทางการเมือง

นางมัลลิกา ระบุว่า ผู้ที่ดำรงตำแหน่งบริหารบ้านเมืองมายาวนาน ย่อมควรตระหนักได้ด้วยตนเองว่า สิ่งใดก่อให้เกิดความได้เปรียบหรือเสียเปรียบในการแข่งขัน และสิ่งใดอาจถูกสังคมมองว่าเป็นการเอาเปรียบผู้สมัครรายอื่น แม้การกระทำนั้นอาจไม่ขัดต่อข้อกำหนดทางกฎหมายโดยตรงก็ตาม

“การเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย ไม่ใช่เพียงการแข่งขันภายใต้ตัวบทกฎหมาย แต่เป็นการคัดเลือกผู้แทนและผู้นำที่มีจิตสำนึก มีคุณธรรม และยึดถือหลักความเท่าเทียมในการแข่งขัน ผู้นำที่ดีควรรู้ด้วยตนเองว่าอะไรคือความเหมาะสม และไม่ควรแสวงหาช่องทางที่อาจทำให้ตนเองได้เปรียบเหนือผู้อื่น แม้จะอ้างว่าเป็นการปฏิบัติตามกติกาก็ตาม” นางมัลลิกา กล่าว

นางมัลลิกา เห็นว่า ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่การตีความว่าการกระทำดังกล่าวสอดคล้องกับข้อกำหนดหรือไม่ แต่เป็นเรื่องของจิตสำนึก ความรับผิดชอบ และมาตรฐานทางจริยธรรมที่ผู้ดำรงตำแหน่งสาธารณะพึงมี เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการประชาธิปไตย

นอกจากนี้ ดร.มัลลิกา ยังแสดงความคิดเห็นต่อภาพรวมของการบริหารราชการว่า หากสังคมมองเห็นความผิดปกติหรือข้อครหาต่าง ๆ เกี่ยวกับการใช้งบประมาณหรือการจัดซื้อจัดจ้างแล้วเห็นว่าเป็นเรื่องปกติ ก็อาจสะท้อนถึงปัญหาด้านวัฒนธรรมธรรมาภิบาลที่ควรได้รับการแก้ไข โดยย้ำว่าประเด็นดังกล่าวควรได้รับการตรวจสอบผ่านกระบวนการตามกฎหมายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

“ท้ายที่สุดแล้ว ความยั่งยืนของระบอบประชาธิปไตยในกรุงเทพมหานคร จะเกิดขึ้นได้จากผู้นำที่มีจิตสำนึก เคารพความเท่าเทียม และยึดหลักธรรมาภิบาล มากกว่าการยึดเพียงกติกาอย่างเคร่งครัดแต่ละเลยหลักคุณธรรม”

หนุน กม.นิรโทษฯ จตุพร ย้ำชัดไร้เงื่อนไขช่วย ม.112-ทุจริต-ฮั้ว สว.

หนุน กม.นิรโทษฯ จตุพร ย้ำชัดไร้เงื่อนไขช่วย ม.112-ทุจริต-ฮั้ว สว.

หนุน กม.นิรโทษฯ จตุพร ย้ำชัดไร้เงื่อนไขช่วย ม.112-ทุจริต-ฮั้ว สว.

วันอาทิตย์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 10.41 น.

5 กรกฎาคม 2569 นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน กล่าวในรายการประเทศไทยต้องมาก่อน โดยหวังว่า การผ่านกฎหมายนิรโทษกรรมในวันที่ 8 ก.ค.นี้ จะเป็นการเริ่มต้นสังคมที่ดีและช่วยเสริมสร้างสังคมสันติสุข เพราะในช่วงท้ายๆ ชีวิตของคนซึ่งเข้าใกล้เวลาพรากจากจะได้มีชีวิตที่เหลืออยู่โดยหลุดพ้นคดีทางการเมือง

อีกทั้งกล่าวว่า นับแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี 2475 มา มีการนิรโทษกรรมแล้วถึง 23 ครั้ง โดยตราเป็น พ.ร.บ. 19 ฉบับ และ พ.ร.ก. 4 ฉบับ ซึ่งนิรโทษกรรมเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 เป็นฉบับล่าสุด กระทั่งมาถึงการตรากฎหมายเสริมสร้างสันติสุข หรือนิรโทษกรรม ที่ผ่านการพิจารณาของ สว.แล้ว และอยู่ระหว่าง สส.จะมีมติรับรองหรือไม่ในขณะนี้

หลักการนิรโทษกรรมครั้งนี้ อยู่ที่ล้างผิดให้กับคดีชุมนุมทางการเมืองช่วงปี 2548 – 2568 ส่วนคดี ม.112 คดีทุจริต และคดีฆาตกรรม ไม่ได้รับประโยชน์จากการนิรโทษกรรม สิ่งสำคัญยังแตกต่างจากการพยายามตรากฎหมายนิรโทษกรรมสุดซอยและเหมาเข่งช่วงปลายปี 2556 สมัยยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกฯ ซึ่งสังคมขณะนั้นรับไม่ได้

ในช่วง 20 ปีตั้งแต่ 2548 – 2568 ที่เป็นคดีทางการเมืองจะได้รับการนิรโทษกรรมนั้น มีการตรวจสอบว่า มีผู้ต้องคดีได้รับโทษแล้ว และอยู่ระหว่างพิจารณาคดี โดยกลุ่มพันธมิตรฯ กปปส.และ นปช.รวมกันมีประมาณ 3,000 คน ส่วนคดีการชุมนุมของเยาวชนคนรุ่นใหม่ช่วงปี 2563 – 2564 ที่ไม่ใช่คดี ม.112 รวมกันแล้วประมาณ 3,000 คน

อย่างไรก็ตาม ในการพิจารณาของ สส.ให้เยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปีที่ต้องคดี ม.112 จำนวน 3 คน (จากจำนวนกว่า 50 คนที่ต้องคดี) ได้รับผลการนิรโทษกรรมครั้งนี้ด้วย แต่การพิจารณาของ สว.ได้ตัดออกไป ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้จึงอยู่ที่ สส.จะรับได้หรือเห็นชอบด้วยหรือไม่

นายจตุพร กล่าวถึงการถกเถียงครั้งสำคัญว่า การฮั้ว สว.จะได้ประโยชน์จากนิรโทษกรรมด้วยหรือไม่ แต่ที่สำคัญแล้ว ทั้งสภา สส.และ สว.ประสานเป็นเสียงเดียวกันว่า การฮั้ว สว.ไม่ได้รับการยกเว้นหรือได้ประโยชน์จากการนิรโทษกรรมครั้งนี้ด้วย
พร้อมทั้งย้ำว่า ยังมีคนบางส่วนอธิบายว่า จะนิรโทษกรรมให้กับผู้หลบหนี หรือพยายามล็อคเป้าว่า หมายถึงคดีชั้น 14 ซึ่งเป็นคดีทุจริต แต่ผู้หลบหนีไปต่างประเทศจะได้รับอานิสงส์จากนิรโทษกรรมต้องเกี่ยวกับคดีการเมืองเท่านั้น โดยไม่ใช่คดีทุจริต ฆ่าคนตาย และคดี ม.112 ซึ่งไม่มีการยกเว้น

อีกทั้งกล่าวถึงบางฝ่ายพยายามตีความถึงช่วงเวลาการนิรโทษกรรมทำไมต้องเป็นปี 2568 และไม่นับถึงแค่ปี 2564 ว่า ผู้ชุมนุมทางการเมืองล่าสุดคือ เครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ที่ชุมนุมถึงปี 2568 จึงต้องมีสิทธิ์ด้วย เพราะเป็นการชุมนุมทางการเมือง

“การพยายามอธิบายนิรโทษกรรมว่า เป็นการไปช่วยการฮั้ว สว. ไปช่วย คุณอุ๊งอิ๊ง คุณเศรษฐา คุณทักษิณ ซึ่งเป็นความเท็จทั้งหมด เอาข้อกฎหมายไหนเข้ามา ซึ่งการอธิบายกฎหมายใดๆ ก็ตาม ต้องไม่เกินกฎหมายที่กำหนด”

ส่วนการพยายามอธิบายคณะกรรมการที่นายกฯ เป็นประธานว่า ไปตัดอำนาจของศาล นั้น นายจตุพร กล่าวว่า คำพิพากษาของศาลยังอยู่ แต่การนิรโทษกรรมเป็นการยกโทษให้กับคดีที่มีแรงจูงใจทางการเมืองและเป็นการทำหน้าที่ของฝ่ายบริหาร

“ผมเองพยายาจะเข้าใจว่า ตีความ หรืออธิบายข้อกฎหมายนี้อย่างไร แต่เชื่อว่าถ้านิรโทษคดีทุจริต คนรับไม่ได้ และ ม.112 คนอีกซีกหนึ่งหรือคนส่วนใหญ่ก็รับไม่ได้เลย คดีฆ่ากันตายคนก็รับไม่ได้ ดังนั้น ร่างกฎหมายฉบับนี้ ผ่าน สส.และ สว.มาแล้ว ขั้นตอนต่อไปถ้า สส.ไม่ติดใจในสาระที่ สว.แก้ไข แล้วให้ความเห็นชอบก็ผ่าน”

นายจตุพร กล่าวว่า การนิรโทษกรรมนั้น เพราะต่างฝ่ายต่างเห็นปัญหากันมามาก ในอดีต พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ยังกล้าตรา พรก.นิรโทษกรรมให้กับคนใช้กำลังมายึดอำนาจรัฐบาล พล.อ.เปรม ถึง 2 ครั้ง แต่มาวันนี้ก็แปลกใจกับการพยายามอธิบายการนิรโทษกรรมโดยจงใจเข้าใจผิดทางกฎหมาย

นอกจากนี้ การพยายามแปรเจตนา โดยตั้งคำถามว่า ทำไมไม่ให้ศาลอยู่ในคณะกรรมการ ซึ่งขั้นตอนนี้เลยการพิจารณาคดีของศาลแล้ว คณะกรรมการเป็นการจัดการของฝ่ายบริหารที่กระทำโดยชอบกฎหมาย อีกอย่างการอธิบายเลยเถิดถึงขั้นกระทบพระราชอำนาจจึงแปรเจตนาไปกันใหญ่

“ถามว่า ในแต่ละประเด็นเมื่อเป็นนักกฎหมายแล้ว ไปวินิจฉัยกฎหมายอย่างนั้นได้อย่างไง โดยข้อเท็จจริงแล้ว ถ้ามีการนิรโทษกรรมฮั้ว สว.จริงตามที่กล่าวหาแล้ว เมื่อเขียนล็อกแล้วไปทำ บ้านเมืองก็ลุกเป็นไฟ แต่ไม่ใช่ไปคิดกันก่อนไฟไหม้ ถ้าข้อเท็จจริงไม่เป็นอย่างนั้น แสดงว่ามีเจตนาพิเศษ”

นายจตุพร กล่าวว่า กฎหมายนิรโทษกรรมถูกบันทึกรายละเอียดและข้อสงสัยไว้อย่างครบถ้วนแล้ว ดังนั้น หวังว่า การเสริมสร้างสังคมสันติสุขจะเป็นการเริ่มต้นสังคมที่ดี เพราะในช่วงท้ายๆ ของชีวิต คนเข้าใกล้เวลาพรากจะได้ใช้ชีวิตอย่างปกติด้วยคุณค่า

“ส่วนอื่น (คดี ม.112) ที่เกี่ยวข้องกับพระราชอำนาจ ยังมีทางออก แต่อย่าได้บิดในสิ่งที่ไม่เป็นความจริง และการตีความกฎหมายก็อย่าได้เกินความจริงใน 3 เรื่อง คือ ดคี ม.112 คดีทุจริต และคดีฆ่าคนตาย ซึ่งกฎหมายนิรโทษกรรมไม่ให้การยกเว้นโทษอยู่แล้ว”