สมัครออนไลน์ได้แล้ว โซลาร์ภาคประชาชน เปลี่ยนหลังคาบ้านเป็นแหล่งผลิตไฟ

สมัครออนไลน์ได้แล้ว โซลาร์ภาคประชาชน เปลี่ยนหลังคาบ้านเป็นแหล่งผลิตไฟ

สมัครออนไลน์ได้แล้ว โซลาร์ภาคประชาชน เปลี่ยนหลังคาบ้านเป็นแหล่งผลิตไฟ

วันอาทิตย์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 08.57 น.

สมัครออนไลน์ได้แล้ว “โซลาร์ภาคประชาชน” ผ่านเว็บไซต์ กฟน. และ กฟภ. เปลี่ยนหลังคาบ้านเป็นแหล่งผลิตไฟ ลดค่าไฟ ใช้เองได้ ขายไฟส่วนเกินสร้างรายได้

5 กรกฎาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า โครงการ โซลาร์ภาคประชาชน เพื่อเปิดโอกาสให้เจ้าของบ้านอยู่อาศัยติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ผลิตไฟฟ้าใช้เอง ลดภาระค่าไฟ และจำหน่ายไฟฟ้าส่วนเกินเข้าสู่ระบบ เป็นการเปิดทางให้ประชาชนก้าวจาก ผู้ใช้ไฟฟ้า สู่ ผู้ร่วมผลิตพลังงานสะอาดของประเทศ พร้อมมีส่วนช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลในระยะยาว

ขณะนี้ประชาชนสามารถยื่นคำขอเข้าร่วมโครงการผ่านระบบออนไลน์ได้แล้ว โดยผู้ใช้ไฟฟ้าในพื้นที่กรุงเทพมหานคร นนทบุรี และสมุทรปราการ สมัครผ่านระบบ My Energy ของการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ที่ https://myenergy.mea.or.th ส่วนผู้ใช้ไฟฟ้าในจังหวัดอื่น สมัครผ่านระบบ PPIM ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ที่ https://ppim.pea.co.th/app/v1/project/solar/detail/6a3df059ee9f0e286c0a1766

โครงการจะรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินในอัตรา 2.20 บาทต่อหน่วย เป็นเวลา 10 ปี โดยสามารถเสนอขายไฟฟ้าได้ไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ต่อมิเตอร์ ภายในระบบสมัครมีรายละเอียดคุณสมบัติผู้สมัคร เอกสารที่ต้องใช้ และเงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการอย่างครบถ้วน

การเข้าร่วมโครงการมีขั้นตอนที่ชัดเจน ได้แก่ ยื่นคำขอผ่านระบบออนไลน์ ตรวจสอบคุณสมบัติ ประกาศผล ทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้า และตรวจสอบระบบก่อนเริ่มจ่ายไฟเข้าระบบ เพื่อให้การเชื่อมต่อเป็นไปตามมาตรฐานและมีความปลอดภัย

นางสาวรัชดา กล่าวว่า รัฐบาลมอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย การไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค บูรณาการการให้บริการแบบ One Stop Service ลดขั้นตอนและอำนวยความสะดวกให้ประชาชน พร้อมผลักดันให้การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเกิดขึ้นในทุกภาคส่วน โดยเริ่มจากครัวเรือน

“โครงการนี้ไม่เพียงช่วยลดค่าไฟของประชาชน แต่ยังเปิดโอกาสให้ทุกครัวเรือนมีส่วนร่วมผลิตพลังงานสะอาด สร้างรายได้จากไฟฟ้าส่วนเกิน และร่วมกันสร้างความมั่นคงทางพลังงานและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนให้กับประเทศ” นางสาวรัชดา กล่าว

รัฐบาลเดินหน้าคืนผืนป่า บังคับใช้กฎหมายเข้ม คุ้มครองผู้มีสิทธิ

รัฐบาลเดินหน้าคืนผืนป่า บังคับใช้กฎหมายเข้ม คุ้มครองผู้มีสิทธิ

รัฐบาลเดินหน้าคืนผืนป่า บังคับใช้กฎหมายเข้ม คุ้มครองผู้มีสิทธิ

วันอาทิตย์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 08.41 น.

รัฐบาลเดินหน้าคืนผืนป่า บังคับใช้กฎหมายเข้ม คุ้มครองผู้มีสิทธิ เร่งฟื้นฟูพื้นที่บุกรุก สร้างสมดุลการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์ทรัพยากรอย่างยั่งยืน

5 กรกฎาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายด้านการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีคุณค่าและสมดุล โดยเร่งจัดสรรที่ดินทำกินควบคู่กับการสร้างงาน สร้างอาชีพให้แก่ชุมชน เพื่อลดการบุกรุกพื้นที่ป่า พร้อมบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังกับผู้กระทำผิด และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติให้กลับคืนสู่ความอุดมสมบูรณ์อย่างยั่งยืน

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ติดตามการดำเนินงานของชุดเฉพาะกิจอุทยานแห่งชาติทับลานอย่างใกล้ชิด ภายหลังเจ้าหน้าที่ได้ติดประกาศแจ้งให้ผู้ครอบครอง “อิมภูฮิลล์ รีสอร์ท” ซึ่งเป็นคดีที่สิ้นสุดกระบวนการยุติธรรมแล้ว รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างภายใน 15 วัน โดยล่าสุด ผู้ครอบครองได้เข้าพบหัวหน้าอุทยานแห่งชาติทับลานเพื่อยื่นหนังสือขอรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดด้วยตนเอง และเริ่มดำเนินการรื้อถอนทันที ก่อนครบกำหนด พร้อมให้เจ้าหน้าที่อุทยานควบคุม ตรวจสอบ และติดตามการรื้อถอนอย่างใกล้ชิด เพื่อเร่งฟื้นฟูพื้นที่ให้กลับคืนสู่สภาพป่าธรรมชาติโดยเร็วที่สุด

นางสาวลลิดา กล่าวว่า รัฐบาลยืนยันหลักการดำเนินงานที่ชัดเจน คือ คุ้มครองสิทธิของประชาชนผู้มีสิทธิในที่ดินอย่างเป็นธรรม โดยเร่งพิสูจน์สิทธิที่ดินทำกินรายแปลงด้วยความโปร่งใส ขณะเดียวกันจะดำเนินคดีกับกลุ่มนายทุนและผู้บุกรุกพื้นที่ป่าอย่างเท่าเทียม ไม่มีข้อยกเว้น เมื่อคดีถึงที่สุดจะต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและคืนพื้นที่ให้รัฐตามกฎหมาย

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของการดำเนินการพื้นที่ “ไร่รักษ์ฟ้า” ภายในอุทยานแห่งชาติเอราวัณ จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งได้มีการบังคับใช้กฎหมายจนสามารถทวงคืนพื้นที่ได้แล้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้สั่งการให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เร่งปรับปรุงภูมิทัศน์และยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย เพื่อพัฒนาเป็น “จุดชมวิวเอราวัณนครินทร์” ภายใต้ระเบียบของกรมอุทยานแห่งชาติอย่างเคร่งครัด โดยคำนึงถึงความสมดุลระหว่างการท่องเที่ยวกับการอนุรักษ์ ไม่ก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างถาวรที่กระทบต่อธรรมชาติ ใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และกำหนดพื้นที่ใช้งานอย่างเหมาะสม เพื่อให้ผืนป่าที่ได้รับการฟื้นฟูกลับมาทำหน้าที่เป็นแหล่งต้นน้ำและถิ่นอาศัยของสัตว์ป่าได้อย่างสมบูรณ์

ทั้งนี้ การเปิดพื้นที่เพื่อการท่องเที่ยวจะดำเนินการภายใต้มาตรการด้านความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ทั้งการจัดตั้งจุดบริการนักท่องเที่ยว การเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่สายตรวจ การบูรณาการความร่วมมือกับตำรวจในพื้นที่ การกำหนดเส้นทางศึกษาธรรมชาติและจุดถ่ายภาพที่ปลอดภัย รวมถึงการติดตั้งป้ายเตือนและระบบดูแลนักท่องเที่ยว เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติได้อย่างปลอดภัยและยั่งยืน

“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุล ระหว่างการอนุรักษ์ การคุ้มครองสิทธิของประชาชน และการบังคับใช้กฎหมายกับผู้บุกรุกอย่างจริงจัง ควบคู่กับการฟื้นฟูพื้นที่ป่าและพัฒนาพื้นที่ที่ทวงคืนได้ให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนภายใต้หลักการอนุรักษ์ เพื่อรักษาความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติและส่งต่อผืนป่าที่สมบูรณ์ให้คนรุ่นต่อไป” นางสาวลลิดา กล่าว

สวนดุสิตโพลเผย อนุทิน-รักชนก นั่งแท่นนักการเมืองเด่น ปชช.ปลื้ม ไทยช่วยไทยพลัส

สวนดุสิตโพลเผย อนุทิน-รักชนก นั่งแท่นนักการเมืองเด่น ปชช.ปลื้ม ไทยช่วยไทยพลัส

สวนดุสิตโพลเผย อนุทิน-รักชนก นั่งแท่นนักการเมืองเด่น ปชช.ปลื้ม ไทยช่วยไทยพลัส

วันอาทิตย์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 07.56 น.

5 กรกฎาคม 2569 สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ดัชนีการเมืองไทย ประจำเดือนมิถุนายน 2569” กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 2,054 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 29 มิถุนายน -3 กรกฎาคม 2569 พบว่า กลุ่มตัวอย่างให้คะแนนภาพรวมดัชนีการเมืองไทยประจำเดือนมิถุนายน เฉลี่ย 3.69 คะแนน เพิ่มขึ้นจากเดือนพฤษภาคม 2569 ที่ได้ 3.66 คะแนนตัวชี้วัดที่ได้คะแนนสูงสุด คือ ผลงานของฝ่ายค้าน เฉลี่ย 4.17 คะแนน ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนต่ำสุดคือการแก้ปัญหายาเสพติดและผู้มีอิทธิพล เฉลี่ย 3.03 คะแนน นักการเมืองฝ่ายรัฐบาลที่มีบทบาทโดดเด่น คือ อนุทิน ชาญวีรกูล ร้อยละ 35.00 รองลงมาคือ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ร้อยละ 27.84 ด้านฝ่ายค้านคือ รักชนก ศรีนอก ร้อยละ 30.12 รองลงมาคือ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ร้อยละ 24.11 ผลงานฝ่ายรัฐบาลที่ชื่นชอบประจำเดือน คือ ไทยช่วยไทยพลัส ร้อยละ 62.37 ผลงานฝ่ายค้านที่ชื่นชอบประจำเดือน คือ ตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport ร้อยละ 44.14

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ภาพรวมดัชนีขยับขึ้น 0.03 คะแนน โดยมี “ไทยช่วยไทยพลัส”ช่วยสร้างความรู้สึกเชิงบวกและบรรเทาภาระค่าครองชีพในระดับหนึ่ง แต่ยังมองว่าเศรษฐกิจโดยรวมยังไม่ฟื้นตัว จึงทำให้คะแนนด้านเศรษฐกิจยังอยู่ในระดับต่ำนอกจากนี้ ทั้งผลงานรัฐบาลและผลงานนายกรัฐมนตรียังปรับลดลง สะท้อนว่าแม้ประชาชนจะชื่นชอบมาตรการช่วยเหลือเฉพาะด้าน แต่ยังไม่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นในภาพรวมอย่างชัดเจน

ผศ.ดร.อานุภาพ รักษ์สุวรรณ รองคณบดีโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า ดัชนีการเมืองไทยประจำเดือนมิถุนายน 2569 ชี้ให้เห็นว่า ในภาพรวมมีการปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย ซึ่งเป็นผลจากนโยบายบรรเทาทุกข์ระยะสั้นของรัฐบาล เช่น ไทยช่วยไทยพลัส แต่ในทางกลับกันการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างยังขาดประสิทธิผล โดยเฉพาะด้านความโปร่งใสและการปราบปรามการทุจริต รวมถึงการแก้ปัญหายาเสพติดและผู้มีอิทธิพลที่อยู่ในระดับต่ำที่สุดของการสำรวจซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม และเสถียรภาพของรัฐบาลที่มีคะแนนลดลงเช่นเดียวกันในขณะที่ผลงานของฝ่ายค้านมีความโดดเด่นสูงสุดจากการสำรวจครั้งนี้

ทั้งนี้ผลส ารวจสะท้อนให้เห็นสภาวะที่ฝ่ายบริหารต้องพึ่งพานโยบายสวัสดิการเพื่อรักษาเสถียรภาพและความนิยมที่มีต่อรัฐบาล ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องเร่งปรับปรุงยุทธศาสตร์การบริหารจัดการภาครัฐ (Public Management Strategy)และยกระดับระบบธรรมาภิบาลเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน ไม่เช่นนั้นแล้วในระยะต่อ ๆ ไป หลังจากนี้รัฐบาลอาจต้องเผชิญกับแรงกดดันทางการเมืองที่เพิ่มสูงขึ้นจากกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลที่เข้มข้นขึ้นในอนาคต

โพลการเมืองระอุ! ปชน. ยืนหนึ่ง – อนุทิน-ภท. เบียดแซง พท. ขึ้นที่ 2

โพลการเมืองระอุ! ปชน. ยืนหนึ่ง - อนุทิน-ภท. เบียดแซง พท. ขึ้นที่ 2

โพลการเมืองระอุ! ปชน. ยืนหนึ่ง – อนุทิน-ภท. เบียดแซง พท. ขึ้นที่ 2

วันอาทิตย์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 07.18 น.

5 กรกฎาคม 2569 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “การสำรวจคะแนนนิยมทางการเมืองรายไตรมาส ครั้งที่ 2/2569” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ วันที่ 29 มิถุนายน – 2 กรกฎาคม 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 2,500 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับคะแนนนิยมทางการเมือง การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

จากการสำรวจเมื่อถามถึงบุคคลที่ประชาชนจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ พบว่า

อันดับ 1 ร้อยละ 26.08 ระบุว่าเป็น นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน)

อันดับ 2 ร้อยละ 21.68 ระบุว่าเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย)

อันดับ 3 ร้อยละ 11.80 ระบุว่าเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์)

อันดับ 4 ร้อยละ 11.64 ระบุว่าเป็น นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (พรรคเพื่อไทย)

อันดับ 5 ร้อยละ 10.24 ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้

อันดับ 6 ร้อยละ 4.08 ระบุว่าเป็น นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม (พรรคไทยภักดี)

อันดับ 7 ร้อยละ 2.72 ระบุว่าเป็น คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (พรรคไทยสร้างไทย)

อันดับ 8 ร้อยละ 2.56 ระบุว่าเป็น พลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ (พรรคเศรษฐกิจ)

อันดับ 9 ร้อยละ 2.16 ระบุว่าเป็น พลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส (พรรคเสรีรวมไทย)

อันดับ 10 ร้อยละ 2.04 ระบุว่าเป็น นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (พรรครวมไทยสร้างชาติ)

อันดับ 11 ร้อยละ 1.32 ระบุว่าเป็น นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ (พรรคเพื่อไทย)

และร้อยละ 3.68 ระบุอื่นๆ ได้แก่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า (พรรคกล้าธรรม) นายจตุพร บุรุษพัฒน์ (พรรคโอกาสใหม่) นางสาวตรีนุช เทียนทอง (พรรคพลังประชารัฐ) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ นายวสวรรธน์ พวงพรศรี (พรรคไทรวมพลัง) นายชวน หลีกภัย (พรรคประชาธิปัตย์) นายรังสิมันต์ โรม (พรรคประชาชน) นายพริษฐ์ วัชรสินธุ (พรรคประชาชน) พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง (พรรคประชาชาติ) ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ (พรรคภูมิใจไทย) ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ (พรรคไทยก้าวใหม่) นางสาวรักชนก ศรีนอก (พรรคประชาชน) นายแพทย์วาโย อัศวรุ่งเรือง (พรรคประชาชน) นายกรณ์ จาติกวณิช (พรรคประชาธิปัตย์) นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ (พรรคทางเลือกใหม่) นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร (พรรคประชาชน) และนายสุชาติ ชมกลิ่น (พรรคภูมิใจไทย)

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงพรรคการเมืองที่ประชาชนจะสนับสนุนในวันนี้ พบว่า

อันดับ 1 ร้อยละ 34.80 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน

อันดับ 2 ร้อยละ 17.00 ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทย

อันดับ 3 ร้อยละ 16.84 ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทย

อันดับ 4 ร้อยละ 12.68 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์

อันดับ 5 ร้อยละ 5.32 ระบุว่า ยังหาพรรคการเมืองที่เหมาะสมไม่ได้

อันดับ 6 ร้อยละ 2.96 ระบุว่าเป็น พรรครวมไทยสร้างชาติ

อันดับ 7 ร้อยละ 2.76 ระบุว่าเป็น พรรคไทยภักดี

อันดับ 8 ร้อยละ 2.04 ระบุว่าเป็น พรรคเศรษฐกิจ

อันดับ 9 ร้อยละ 1.92 ระบุว่าเป็น พรรคไทยสร้างไทย

อันดับ 10 ร้อยละ 1.60 ระบุว่าเป็น พรรคเสรีรวมไทย

และร้อยละ 2.08 ระบุอื่นๆ ได้แก่ พรรคกล้าธรรม พรรคพลังประชารัฐ พรรคโอกาสใหม่ พรรคประชาชาติ และพรรคไทรวมพลัง

– 006

รื้อคะแนน15,520คน เสร็จใน3วัน สถ.เล็งสอยย้อนหลัง อึ้งแก้ไขไฟล์115หน ขัดข้อตกลงในTOR

รื้อคะแนน15,520คน เสร็จใน3วัน สถ.เล็งสอยย้อนหลัง อึ้งแก้ไขไฟล์115หน ขัดข้อตกลงในTOR

รื้อคะแนน15,520คน เสร็จใน3วัน สถ.เล็งสอยย้อนหลัง อึ้งแก้ไขไฟล์115หน ขัดข้อตกลงในTOR

วันอาทิตย์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

รื้อคะแนน15,520คน เสร็จใน3วัน สถ.เล็งสอยย้อนหลัง อึ้งแก้ไขไฟล์115หน ขัดข้อตกลงในTOR เผยดร.‘พ’ยังล่องหน เมินนัดเข้าให้ปากคำ

เปิดเอกสาร กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น(สถ.) ถึงผลสืบสวนทุจริตสอบท้องถิ่น พบผลคะแนนในไฟล์ภาพกระดาษคำตอบไม่ตรงกับผลคะแนนในไฟล์ประมวลผลการสอบภาค ก และภาค ข เร่งตรวจสอบคะแนนผู้ได้บรรจุและแต่งตั้งไปแล้วจำนวน 15,520 คน ภายใน3 วัน ระหว่างวันที่ 4-6 กรกฎาคม อึ้งมีไอ้โม่งดอดแก้ไฟล์ 115 หน คน “พิชิต” ไม่มาตามนัดหมายหลัง คกก.ตรวจสอบข้อเท็จจริงมีหนังสือเรียกเข้าให้ถ้อยคำกรณีทุจริตดังกล่าว ขณะที่อดีตกกต.ผสมโรง ดักคอรัฐบาลอย่าตัดจบแค่ฟัน “5 บิ๊กสถ.” บี้สาวเส้นเงิน เอาให้ถึงเจ้านายที่อยู่เบื้องหลัง

เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2569 กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น(สถ.) กระทรวงมหาดไทย ออกเอกสารรายงานผลการสืบสวนข้อเท็จจริง กรณีการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ระบุว่า ตามที่ปรากฏข่าว สำนักงาน ป.ป.ช. ร่วมกับตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ได้นำหมายค้นของศาลจังหวัดนนทบุรี เข้าตรวจค้นบ้านพักหลังหนึ่งใน ต.บางเลน อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี สืบเนื่องจากการร้องเรียนว่า มีกลุ่มบุคคลและติวเตอร์บางกลุ่ม แอบอ้างว่ามีเส้นสายภายใน สามารถช่วยเหลือผู้สมัครสอบให้ผ่านการคัดเลือกและเข้ารับราชการท้องถิ่นได้ในการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 โดยขบวนการนี้จะเรียกรับเงินตั้งแต่ 350,000 – 800,000 บาท และผลการตรวจค้นพบว่า บ้านหลังดังกล่าวถูกใช้เป็นสถานที่สำหรับแก้ไขกระดาษคำตอบ เพื่อปรับคะแนนให้ตรงกับรายชื่อของผู้ที่ยอมจ่ายเงิน ซึ่งพบสำเนากระดาษคำตอบของผู้เข้าสอบประมาณ 3,000 ราย นั้น

สถ.สรุปผลสอบข้อเท็จจริง

กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น ได้มีคำสั่งที่ 674/2569 ลงวันที่ 23 มิถุนายน 2569 แต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง เพื่อสืบสวนกระบวนการขั้นตอนการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2568 ให้ได้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง ครบถ้วน ชัดเจนและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย โดยได้ดำเนินการสอบพยานบุคคลและเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องในหลายประเด็น สรุปผลสืบสวนข้อเท็จจริงเบื้องต้น ดังนี้

กสถ.เป็นผู้ดำเนินการสอบแข่งขัน

1. กระบวนการจัดการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น มีขั้นตอนการดำเนินงาน เริ่มตั้งแต่คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 8/2560 เรื่อง การขับเคลื่อนการปฏิรูปการบริหารงานส่วนบุคคลท้องถิ่น ลงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2560 กำหนดให้คณะกรรมการกลางสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) เป็นผู้ดำเนินการสอบแข่งขันตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกลางข้าราชการหรือพนักงาน ส่วนท้องถิ่น (ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต.) กำหนด โดยคณะกรรมการดังกล่าวในการประชุมเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2565 มีมติเห็นชอบให้คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันฯ เป็นผู้รับผิดชอบหลักในการดำเนินการสอบแข่งขันในตำแหน่งและอัตราว่างตามที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ประสงค์ให้จัดสอบ และมอบหมายให้กรมส่งเสริมการปกครอง ท้องถิ่นดำเนินการคัดเลือกมหาวิทยาลัยตามกฎหมายหรือระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการบริหารพัสดุภาครัฐ

จัดทำร่างขอบเขตการจ้างงาน

2. การจัดทำร่างขอบเขตงานจ้าง (TOR) ในการสอบแข่งขันกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ได้หารือคณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ กรมบัญชีกลางแล้ว มีความเห็นว่า ร่างขอบเขตงานจ้าง (TOR) ปี 2568 มีหลักประกันที่สูงกว่าขอบเขตงานจ้าง (TOR) ปี 2566 และเพียงพอต่อการแก้ไขปัญหา ป้องกันการทุจริต สามารถสร้างความโปร่งใสและความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นต่อสาธารณชน และผู้ที่เข้าสอบแข่งขัน เป็นการดำรงไว้ซึ่งความเสมอภาคในโอกาสและหลักความรู้ความสามารถ อันเป็นหัวใจที่สำคัญของระบบคุณธรรม ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะที่หน่วยงานของรัฐต้องรักษาไว้

พบจนท.มีประวัติเข้าใช้ไฟล์115ครั้ง

3. กระบวนการตรวจ และประมวลผลจัดทำบัญชีรายชื่อผู้สอบผ่าน 3.1 พบว่าไฟล์บัญชีรายชื่อผู้สอบผ่านที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้รับจากเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบของผู้รับจ้าง มีชื่อเจ้าหน้าที่ของผู้รับจ้างบันทึกไฟล์เป็นคนสุดท้าย โดยมีประวัติการเข้าใช้ 115 ครั้ง รวมถึงมีชื่อบริษัทเอกชนที่ปรากฏเป็นข่าวว่ามีการปลอมแปลงกระดาษคำตอบเข้ามาแก้ไขไฟล์ ซึ่งมีข้าราชการกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นเป็นผู้รับ fash drive ไฟล์ประมวลผลผู้สอบผ่านภาค ก ภาค ข และภาค ค จากเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบของผู้รับจ้าง เพื่อนำไปประกาศบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิสอบภาค ค และบัญชีรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้ ซึ่งไม่ใช่ flash drive ผู้สอบผ่านภาค ก และ ภาค ข ที่เก็บรักษาไว้ในตู้นิรภัยที่ห้องอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น

อาจมีการแก้ไขคะแนนคำตอบ

3.2 ร่างขอบเขตงานจ้าง (TOR) กำหนดให้ผู้รับจ้าง บันทึกคะแนน ทวนสอบคะแนนที่บันทึกส่งมอบผลการประมวลผลการสอบให้คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันๆ และจัดทำบัญชีประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิสอบภาค คและบัญชีรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้ โดยพบว่ามีข้าราชการผู้รับผิดชอบของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ร่วมกันตรวจทานรหัสผู้เข้าสอบกับตำแหน่งสอบ จำนวนรวมผู้สอบได้แต่ละตำแหน่งจากไฟล์บัญชีรายชื่อผู้สอบผ่านที่ได้รับมอบจากเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบของผู้รับจ้างจำนวนหลายครั้ง ทั้งก่อนและหลังเสนอคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันๆ ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิสอบภาค ค และรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้ จึงมีมูลเหตุอันควรเชื่อได้ว่าอาจเกิดการแก้ไขคะแนนคำตอบในขั้นตอนนี้ ระหว่างข้าราชการผู้รับผิดชอบของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ผู้รับจ้าง รวมถึงบุคคลอื่น ที่อาจเกี่ยวข้อง โดยไม่พบว่ามีข้าราชการกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นผู้ใดเคยสัมผัสหรือเก็บรักษาคีย์เฉลยที่ผู้รับจ้าง จัดทำและเก็บรักษาไว้เพื่อใช้สำหรับตรวจกระดาษคำตอบตลอดกระบวนการสอบแข่งขันในครั้งนี้

ผลคะแนนในไฟล์ไม่ตรงกัน

3.3 กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้ร่วมกับคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงของกระทรวงมหาดไทย สุ่มตรวจข้อมูลผลคะแนนสอบใน flash drive ซึ่งเก็บไว้ในตู้นิรภัยที่ห้องอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2569 พบว่าผลคะแนนในไฟล์ภาพกระดาษคำตอบไม่ตรงกับผลคะแนนในไฟล์ประมวลผลการสอบภาค ก และภาค ข ที่ ผู้รับจ้าง เสนอคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันฯ ประกาศรายชื่อตาม TOR

เร่งตรวจสอบความถูกต้องภายใน3วัน

4. เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและแก้ไขปัญหาการทุจริตที่เกิดขึ้น ประธานกรรมการกลาง

การสอบแข่งขันฯ มอบหมายกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิน ร่วมกับภาคีเครือข่าย ตรวจสอบยืนยันความถูกต้องของผลคะแนนสอบภาค ก และภาค ข ของผู้เข้าสอบแข่งขันที่ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งไปแล้ว จำนวน 15,520 ราย ภายใน 3 วัน (ระหว่างวันที่ 4 – 6 กรกฎาคม 2569)

5. ภายหลังการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ถูกต้องกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น จะได้ดำเนินการให้เป็นไปตามประกาศมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับการสอบแข่งขันต่อไป

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจะร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง หากพบว่ามีบุคลากรในสังกัดเกี่ยวข้องกับการทุจริต กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจะดำเนินการทางวินัย ทางแพ่งและทางอาญา กับผู้กระทำผิดที่เกี่ยวข้องโดยเร็ว เพื่อสร้างความโปร่งใส ความเชื่อมั่น และป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้น ต่อสาธารณชนและหน่วยงานของรัฐต่อไป.

‘พิชิต’เบี้ยวนัดสอบข้อเท็จจริง

สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส แพร่ข่าวคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง จ.เพชรบูรณ์ นัดหมายให้ จ.ส.ต.พิชิต ทั่งพรม อดีตผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และงบประมาณ เทศบาลเมืองวิเชียรบุรี เข้าให้ถ้อยคำ กรณีทุจริตสอบแข่งขันเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นปี 2568 ที่ห้องประชุมสำนักงานท้องถิ่นจังหวัดเพชรบูรณ์ ศาลากลางจังหวัดเพชรบูรณ์ ในเวลา 11.30 น. วันที่ 4 กรกฎาคม 2569 แต่เมื่อถึงกำหนด มีรายงานว่า นายพิชิตไม่ได้เดินทางมาตามนัดหมาย

ผู้สื่อข่าวพยายามติดต่อ น.ส.ริยาภรณ์ พงษ์วราพัฒน์ รักษาราชการแทนท้องถิ่นจังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นประธานกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อสอบถามข้อมูล แต่ไม่สามารถติดต่อได้

บ้านพ่อ-แม่ปิดล็อกสนิท

ผู้สื่อข่าวไทยพีบีเอส ได้ลงพื้นที่ที่มีข้อมูลว่าเป็นที่พักอาศัยของพ่อ-แม่ของนายพิชิต ใน อ.วิเชียรบุรี พบว่าบ้านหลังดังกล่าวปิดสนิท ลักษณะล็อกกุญแจจากด้านใน

จากการสอบถามเพื่อนบ้านใกล้เคียง ให้ข้อมูลว่า ไม่เห็นบุคคลเข้า-ออกบ้านหลังนี้มาระยะหนึ่งแล้ว ตั้งแต่มีกระแสข่าว และเมื่อสอบถามว่า นายพิชิตเคยเดินทางมาบ้านหลังนี้หรือไม่ ก็ไม่มีใครยืนยันข้อมูลที่ชัดเจนได้

ทางด้าน นายธนกฤต เลิศวิริยวรางกูร ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช.ประจำจังหวัดเพชรบูรณ์ เปิดเผยว่า ถึงเวลานี้ยังไม่มีผู้เสียหายเข้ามาร้องเรียนอย่างเป็นทางการ หากใครมีข้อมูลหรือเบาะแสเกี่ยวกับหน่วยงานหรือผู้เกี่ยวข้อง กับการเรียกรับผลประโยชน์ สามารถแจ้งมายัง ป.ป.ช.ได้ ส่วนจะกันตัวไว้เป็นพยานหรือไม่ ต้องพิจารณาตามหลักเกณฑ์ และอยู่ในอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ

‘สมชัย’ดักคออย่าแค่ฟัน5สถ.แล้วจบ

ด้าน นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้โพสต์แสดงความคิดเห็นกรณีที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย แถลงความคืบหน้าฟันขบวนการทุจริตสอบท้องถิ่น ว่า แถลงข่าว ไม่ได้แปลว่าเอาจริง พบข้าราชการเกี่ยวข้อง 5 คน ไม่ได้แปลว่ามีแค่ 5 รู้ว่าใครแก้ไฟล์ข้อมูล ไม่ได้แปลว่าพบผู้ทำผิดแล้ว

การแถลงข่าวของนายกฯอนุทินเกี่ยวกับการทุจริตสอบท้องถิ่น แม้เป็นสัญญาณว่าฝ่ายการเมืองให้ความสนใจในเรื่องนี้ แต่ยังไม่เพียงพอที่จะให้ประชาชนเชื่อได้ว่า จะเอาจริงเอาจังหรือเล่นละครสร้างภาพให้ดูดีเท่านั้น

การบอกว่ามีข้าราชการกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นเกี่ยวข้อง 5 รายยิ่งดูลิเก เพราะคดีที่มีการเรียกเงินคนมากกว่า 3,000 คน หัวละ 300,000-800,000 บาท มีเครือข่ายการเรียกรับทั่วประเทศ สามารถเข้าถึง server เพื่อเข้าไปแก้ไขไฟล์กระดาษคำตอบย้อนหลังนั้น คนเกี่ยวข้องตั้งแต่นายหน้าเรียกรับ คนปฏิบัติ ไปจนถึงคนบริหารและผู้มีอำนาจเบื้องหลังรวมแล้วต้องหลักร้อยหรือหลักพัน ไม่ใช่ตัดจบแค่ถ่านไฟฉายตราแพะ 5 ตัว

บี้สาวให้สุด-มีนายอยู่เบื้องหลังแน่

การพบว่า มีการแก้ไขข้อมูลผลประกาศ โดยความร่วมมือของข้าราชการและคนของมศว ไม่ใช่พบตัวผู้กระทำความผิดแล้ว เพราะคนเหล่านี้เป็นแค่กลไกปฏิบัติต้องสาวต่อว่า ใครคือผู้ได้รับประโยชน์และเป็นผู้บงการสูงสุด

หากพบว่า 3,000 คน ทุจริตจ่ายเงิน ต้องให้ ปปง. สอบเส้นเงินต่อ ใครคือนายหน้ารับเงินในแต่ละพื้นที่ รับแล้วส่งต่อใคร จากแต่ละจังหวัดรวมมาที่ไหน แล้วส่งส่วยขึ้นมาถึงใครเป็นคนสุดท้าย เสร็จแล้วเบิกเป็นเงินสด ส่งต่อใคร ต้องเค้นต่อเพื่อซัดทอดให้ได้ แต่หากลูกน้องยอมติดคุกแทนเจ้านาย ก็ยินดีกับเจ้านายที่มีลูกน้องแสนภักดี

เรื่องใหญ่ระดับนี้ มันเป็นการวางแผนปล้นระดับโลกแบบ อาร์เซ็น ลูแปงแล้ว ไม่ใช่แค่ระดับเด็ก ๆ แบบโกงสอบในฉลาดแกมโกง แน่นอน

พท.กระทุ้งหนู ค่าครองชีพชาวบ้านพุ่ง บีบแห้สูตรพลังงานใหม่

พท.กระทุ้งหนู ค่าครองชีพชาวบ้านพุ่ง บีบแห้สูตรพลังงานใหม่

พท.กระทุ้งหนู ค่าครองชีพชาวบ้านพุ่ง บีบแห้สูตรพลังงานใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

พท.กระทุ้งหนู ค่าครองชีพชาวบ้านพุ่ง บีบแห้สูตรพลังงานใหม่

“พร้อมพงศ์” อดีตโฆษกเพื่อไทย กระทุ้งรัฐบาล ไม่เข้าใจราคาน้ำมันไทยไม่ลดตามตลาดโลก เสนอ 3 วาระเร่งด่วน จี้รื้อสูตรพลังงานทั้งระบบ ย้ำกมธ.งบฯ 70 ตรวจสอบการใช้เงินภาครัฐอย่าอิงแค่เอกสารต้องพุ่งเป้าตอบโจทย์ชีวิตจริง ทำค่าครองชีพปชช.ลดลง โฆษก ปชป.โร่เคลียร์แทน “อภิสิทธิ์” ย้ำชูปฏิรูประบบงบประมาณเพื่อความยั่งยืน ปัดตัดบำนาญข้าราชการ หลังถูกนำไปบิดเบือน ขณะที่ “เอกนิติ”ไม่ทราบกระแสนายกสำรอง “ศ” รอเสียบ หากเกิดอุบัติเหตุการเมือง กล่าวติดตลก “เศกนิติ”

เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2569 นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงสถานการณ์ค่าครองชีพของประชาชนในปัจจุบันว่าราคาน้ำมันในตลาดโลก มีแนวโน้มอ่อนตัวลง แต่ประชาชนยังตั้งคำถามว่า เหตุใดค่าน้ำมัน ค่าเดินทาง ค่าขนส่งและราคาสินค้าในชีวิตประจำวัน ยังไม่ลดลงประเทศไทยมีระบบบริหารจัดการด้านพลังงานที่ครบถ้วน ถึงเวลาที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรทบทวนโครงสร้างราคาพลังงานทั้งระบบ

“ขอเสนอ 3 วาระเร่งด่วน เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน 1.การรื้อสูตรราคาพลังงานทั้งระบบ วางมาตรการเชิงรุกเพื่อให้เมื่อราคาพลังงานโลกปรับตัวลง คนไทยจะได้รับประโยชน์อย่างเหมาะสมและรวดเร็ว ภายใต้กรอบกฎหมายและวินัยการเงินการคลัง 2.การเปิดเผยข้อมูลที่ตรวจสอบได้ ปรับปรุงโครงสร้างข้อมูลราคาพลังงานที่ซับซ้อนให้เข้าใจง่ายและสื่อสารต่อสาธารณะอย่างต่อเนื่องเพื่อความโปร่งใส”นายพร้อมพงศ์ ย้ำ

ทบทวนจัดงบพุ่งเป้าลดต้นทุนชีวิต

3.การผูกงบประมาณเข้ากับปากท้อง ในจังหวะที่ร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีพ.ศ.2570 ผ่านความเห็นชอบวาระแรกและกำลังอยู่ในชั้นการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญ ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ทุกฝ่ายควรทบทวนนโยบายจัดสรรงบประมาณให้พุ่งเป้าไปที่การลดต้นทุนชีวิตของประชาชนเป็นอันดับแรก เพราะงบประมาณที่ดีต้องตอบโจทย์ชีวิตจริง ไม่ใช่เพียงตัวเลขในเอกสาร

กระทุ้งงบลดค่าครองชีพปชช.

นายพร้อมพงศ์ กล่าวอีกว่า การเมืองที่ดี ไม่ใช่การเมืองที่แข่งกันพูด แต่คือการเมืองที่แข่งกันลดต้นทุนชีวิตของประชาชน งบประมาณที่ดีที่สุด ไม่ใช่งบที่ใช้หมด แต่คือ งบที่ทำให้ค่าครองชีพของประชาชนลดลงอย่างเป็นรูปธรรม

“ความเชื่อมั่นของประชาชนไม่ได้เกิดจากคำชี้แจงที่ยาวขึ้น แต่ต้องทำให้ประชาชนรู้สึกว่าชีวิตดีขึ้นจริง ประชาชนไม่ได้คาดหวังให้รัฐบาลกับฝ่ายค้านเอาชนะกัน แต่คาดหวังให้ทุกฝ่ายร่วมกันเอาชนะปัญหาค่าครองชีพของประชาชน ท้ายที่สุดแล้ว ผู้ตัดสินผลงานของนักการเมือง ไม่ใช่เวทีอภิปราย หรือวาทกรรมทางการเมือง แต่คือคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน” นายพร้อมพงศ์ กล่าว

ปชป.ยัน’มาร์ค’ชงปฏิรูประบบงบฯ

ขณะที่ นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) ชี้แจงถึงกรณีที่มีสำนักข่าวนำข้อความไปบิดเบือนกับเนื้อหาการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีพ.ศ. 2570จากการอภิปรายของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โดยยืนยันว่าพรรคให้ความสำคัญกับสวัสดิการของบุคลากรภาครัฐและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศมาโดยตลอด โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการปรับสวัสดิการ สิทธิรักษาพยาบาล และบำนาญของข้าราชการ สิ่งที่นายอภิสิทธิ์ได้อภิปรายในสภาผู้แทนฯเป็นการเสนอแนะวิสัยทัศน์ด้วยความปรารถนาดีโดยมองว่าการจะไปเปลี่ยนแปลงสิทธิของข้าราชการในปัจจุบันที่พวกเขาได้ตัดสินใจมารับราชการตั้งแต่วันแรก ย่อมเป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรมแต่เพื่อเป็นการวางรากฐานและประหยัดงบประมาณของประเทศในระยะยาวจึงได้เคยเสนอแนวคิดในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีว่าควรคิดค้น“ระบบใหม่สำหรับผู้ที่จะเข้ามารับราชการในอนาคต”ซึ่งน่าเสียดายที่แนวคิดเชิงสร้างสรรค์นี้ไม่ได้มีการสานต่อในรัฐบาลชุดต่อๆมา

“ในการอภิปรายของท่านอภิสิทธิ์ก็ไม่ได้มีการพูดว่าจะตัดบำนาญของข้าราชการเลย หากแต่มีการนำไปบิดเบือนเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง พวกเราไม่ได้นิ่งเฉย เราได้ให้ความคิดและข้อสังเกตไว้ในคณะรัฐมนตรีแล้ว และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหลังจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะนำแนวคิดนี้ไปพัฒนาต่อยอดเพื่อสร้างระบบที่เป็นธรรมและยั่งยืนกับทุกฝ่าย”นายพงศกร ย้ำ

ห่วงใยการใช้กู้เงิน4แสนล้าน

โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ยังได้สะท้อนมุมมองเชิงสร้างสรรค์เกี่ยวกับการจัดทำงบประมาณในภาพรวม โดยระบุว่าการลงทุนของประเทศไม่ควรพึ่งพาเพียงงบประมาณแผ่นดินอย่างเดียว แต่ต้องมุ่งเน้นการหารายได้เพิ่มและการร่วมทุนกับภาคเอกชน(PPP) ที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์มีความห่วงใยต่อการกู้เงินล่าสุด 400,000 ล้านบาท ซึ่งครึ่งหนึ่งถูกนำไปใช้ในโครงการแจกเงิน ส่วนอีกครึ่งหนึ่งกลับเป็นเพียงการส่งเสริมการนำเข้าโซลาร์เซลล์และยานยนต์ไฟฟ้า ในขณะที่โครงการใหญ่อย่าง Land Bridge มูลค่า1ล้านล้านบาทก็ยังไม่มีความคืบหน้าที่คุ้มค่า สะท้อนว่าประเทศกำลังติดหล่มงบประมาณที่บานปลาย และรอคอยการสะสางอย่างจริงจังเพื่อนำเงินภาษีของประชาชนไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

จี้รัฐลงทุนป้องกันภัยพิบัติเร่งด่วน

ขณะที่ในแง่ของความปลอดภัยในชีวิตของประชาชน นายพงศกร แสดงความห่วงใยต่อพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงต่อภัยพิบัติว่าในฐานะที่เคยลงพื้นที่ช่วงน้ำท่วมหาดใหญ่ ก็มีความคาดหวังที่จะให้รัฐบาลได้ลงทุนเพื่อป้องกันภัยพิบัติอย่างเร่งด่วน ไม่ใช่ให้ประชาชนต้องรอคอยรับเงินเยียวยา เพราะเมื่อถึงวันนั้นก็ถือว่าประเทศไทยและพี่น้องประชาชนได้เกิดความสูญเสียขึ้นแล้ว ที่สำคัญที่สุด หากไม่มีแผนการดำเนินการอะไร รัฐบาลปล่อยไปเช่นนี้จะทำให้กระทบกับสิทธิของผู้พิการ ผู้สูงอายุ และเด็กอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จนสุดท้ายรัฐบาลต้องใช้วิธีการกู้อีก หรือขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มทำให้ประชาชนเดือดร้อนเป็นวงกว้าง.

‘เอกนิติ’ไม่ทราบ‘นายกฯสำรอง’

ที่โรงแรมรอยัลริเวอร์ เขตบางพลัด กทม. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง หนึ่งในแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวว่ารัฐบาลมีนายกฯสำรองอักษรย่อ “ศ”รอเสียบ หากเกิดเหตุการณ์ผิดพลาดว่า”การเมือง ผมไม่ทราบจริงๆ”ก่อนเดินออกจากวงสัมภาษณ์ ผู้สื่อข่าวจึงแซวว่าอาจจะเป็น อักษรย่อ“อ”ก็ได้ นายเอกนิติ หัวเราะพร้อมติดตลกว่า “เศกนิติ”

ภท.ซัด‘ไอติม’เลิกกล่าวหารมต.

ด้าน นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรี พรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์กรณีที่นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่ารัฐมนตรีหลีกเลี่ยงการตอบกระทู้สดในสภาว่าพรรคฝ่ายค้านควรหยุดการนำประเด็นดังกล่าวมาเล่นเกมการเมือง เพราะที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรี(ครม.)ให้ความสำคัญกับการตอบกระทู้ของสภาอย่างต่อเนื่อง และรัฐมนตรีหลายคนก็เข้าชี้แจงเป็นประจำ อีกทั้งเรื่องนี้นายกรัฐมนตรีก็ได้กำชับ ครม. มาโดยตลอดให้ความสำคัญกับการตอบกระทู้ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ดังนั้น การกล่าวหาว่ารัฐมนตรีหนีกระทู้ จึงไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะในกรณีกระทู้ถามสด ซึ่งรัฐมนตรีได้รับแจ้งล่วงหน้าเพียงไม่กี่ชั่วโมงในช่วงเช้าของวันประชุม ทำให้บางครั้งอาจติดภารกิจราชการสำคัญที่ไม่สามารถเลื่อนออกไปได้

นายอัครเดช กล่าวว่าคดีฮั้วเลือกสว.นั้น รัฐมนตรีได้เคยให้สัมภาษณ์ ชี้แจงต่อสาธารณะ รวมถึงตอบกระทู้ในสภาเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวมาแล้วหลายครั้ง อีกทั้งคดียังอยู่ในกระบวนการของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)และอยู่ในชั้นพนักงานสอบสวนจึงควรปล่อยให้เป็นไปตามกลไกของกระบวนการยุติธรรม และที่ผ่านมา รมว.ยุติธรรมก็มาตอบกระทู้ในสภาเป็นประจำ การติดภารกิจในบางครั้ง จึงเป็นเรื่องที่ควรเข้าใจ เพราะกระทู้ถามสดแตกต่างจากกระทู้ทั่วไปที่มีการกำหนดวาระล่วงหน้า

“ฝ่ายค้านควรเลิกนำประเด็นรัฐมนตรีไม่มาตอบกระทู้สดไปดิสเครดิตรัฐมนตรีหรือรัฐบาล เพราะเป็นการเมืองที่ไม่สร้างสรรค์ นายพริษฐ์ในฐานะนักการเมืองรุ่นใหม่ ควรทำการเมืองอย่างตรงไปตรงมา ไม่ควรทำให้ประชาชนเข้าใจผิดว่ารัฐมนตรีจงใจหลีกเลี่ยงการตอบกระทู้ ทั้งที่ข้อเท็จจริงคือกระทู้ถามสดมีข้อจำกัดด้านเวลา” นายอัครเดช กล่าว

‘เอกนิติ’สั่งทบทวนสิทธิ หั่นบัตรคนจน พบตาย/มีรายได้พุ่ง เน้นช่วยคนเดือดร้อน

'เอกนิติ'สั่งทบทวนสิทธิ หั่นบัตรคนจน พบตาย/มีรายได้พุ่ง เน้นช่วยคนเดือดร้อน

‘เอกนิติ’สั่งทบทวนสิทธิ หั่นบัตรคนจน พบตาย/มีรายได้พุ่ง เน้นช่วยคนเดือดร้อน

วันอาทิตย์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘เอกนิติ’สั่งทบทวนสิทธิ หั่นบัตรคนจน พบตาย/มีรายได้พุ่ง เน้นช่วยคนเดือดร้อน

“เอกนิติ”ขอทบทวนสิทธิ“บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” ใหม่ หลังพบข้อมูลเก่า 5 ปี มีผู้มีรายได้เพิ่ม-ผู้เสียชีวิตเพียบ ก่อนเสนอเข้าครม.ไม่สนตัวเลขยอดผู้มีสิทธิ์เพราะต้องการอุ้มเฉพาะคนเดือดร้อน ย้ำประเทศ มีความจำเป็นต้องใช้พ.ร.ก.กู้เงิน 2 แสนล้านบอก 2 เดือนไทยขาดดุลบัญชีเดินสะพัดกว่า 5 แสนล้าน เหตุราคาพลังงานในตลาดโลกพุ่งสูงจากสงครามในตะวันออกกลาง ชี้หากศาลไม่สั่งระงับการใช้เงินกู้ พร้อมเดินหน้าใช้ในการลงทุน 3 ด้านทั้งการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ขนส่ง และเตรียมความพร้อมบุคลากร เพิ่มขีดแข่งขันคนไทย

วันที่ 4 กรกฎาคม ที่รร.รอยัลริเวอร์ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าวในงานครบรอบ 29 ปี สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญ นัดชี้ขาด พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทเพื่อแก้วิกฤตพลังงาน ตามพ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินในส่วน 2 แสนล้านบาทหลังว่า ขณะนี้ พ.ร.ก.ถือว่ามีผลบังคับใช้แล้ว และรัฐบาลได้มีการดำเนินการในเรื่องนี้เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านพลังงานซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องเร่งทำทันทีเพราะหากประเทศไทยเปลี่ยนผ่านช้าเกินไป อาจเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจที่หนักหน่วงขึ้น ดังนั้นการใช้เงินตาม พ.ร.ก. จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนในการปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของประเทศ

นายเอกนิติ กล่าวว่าประเทศไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงานทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ มีสัดส่วนกว่า 10% ของจีดีพีซึ่งสูงเป็นอันดับ 1 ในอาเซียน โดยในช่วงที่เกิดวิกฤตในตะวันออกกลางในช่วง 2 เดือนล่าสุด ไทยเผชิญการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเกือบ 5 แสนล้านบาท ซึ่งทำให้เห็นถึงความจำเป็นว่าประเทศไทยต้องมีการเปลี่ยนผ่านพลังงานไม่เช่นนั้นจะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ รวมทั้งวิกฤตค่าครองชีพในอนาคต

เร่งเดินหน้า3งานหลัก

นายเอกนิติ กล่าวว่า การที่รัฐบาลได้กำหนดวัตถุประสงค์การใช้เม็ดเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานไว้ 3 ด้านหลักและพร้อมเดินหน้าต่อทันทีหากคำพิพากษาของศาลไม่ได้สั่งระงับการดำเนินการได้แก่ 1.การเปลี่ยนผ่านด้านการใช้พลังงาน ที่มุ่งเน้นการใช้พลังงานสะอาด เช่น แสงแดด โซลาร์เซลล์ โดยมีเป้าหมายให้ประชาชนลดรายจ่ายค่าไฟฟ้าและสามารถขายไฟฟ้าคืนได้ (Net Metering)ซึ่งจำเป็นต้องมีการลงทุนปรับปรุงระบบสายส่ง (Grid) ให้รองรับการซื้อขายไฟฟ้า และการขายไฟฟ้าคืนในระบบได้

2.การเปลี่ยนผ่านด้านการขนส่ง (Transportation) โดยลดการนำเข้าน้ำมันดีเซลซึ่งมีมูลค่าสูงมาก โดยเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในภาคขนส่ง หรือใช้พลังงานทดแทนที่ผลิตได้เองในประเทศ เช่น น้ำมันไบโอดีเซล B20 หรือเอทานอล (น้ำมันบนดิน)

3.การเปลี่ยนผ่านด้านบุคลากรที่มุ่งเน้นการสร้างทักษะ และพัฒนาคนไทยให้เข้าสู่อุตสาหกรรมพลังงานสะอาดและอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อให้แรงงานไทยเก่งขึ้นและมีรายได้สูงขึ้นจากการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้

นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ในการเปลี่ยนผ่านพลังงานนอกจากวงเงินกู้ตาม พ.ร.ก. รัฐบาลจะใช้การระดมทุนในรูปแบบต่างๆ เช่น กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (Thailand Future Fund) มาลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐาน เช่นโซลาร์ฟาร์มของการไฟฟ้า แทนการกู้เงินโดยตรง เพื่อลดภาระหนี้สาธารณะ นอกจากนี้จะมีการใช้เม็ดเงินจากกองทุนพลังงานทดแทนเข้ามาช่วยเสริมในการปฏิรูปและเปลี่ยนผ่านธุรกิจไปสู่พลังงานสะอาด

ดังนั้นการเปลี่ยนผ่านนี้จึงไม่ใช่เพียงการช่วยเยียวยาในระยะสั้น แต่เป็นการลงทุนเพื่ออนาคตเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาวต่อไป

ทบทวนบัตรคนจน

นายเอกนิติ ยังกล่าวถึงการพิจารณาบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ว่า ที่ประชุมมีมติขอให้มีการทบทวนกลุ่มคนใหม่ที่กระทรวงมหาดไทยไปสำรวจ ประมาณ 5 ล้านกว่าคน แต่ไม่ได้สำรวจสิทธิคนที่จน ไม่มีรายได้ ไม่มีทรัพย์สิน ไม่มีอะไรรองรับ

ส่วนกลุ่มคนที่มีสิทธิเดิม ที่สำรวจเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ประมาณ 13.2 ล้านราย พบทั้งผู้เสียชีวิต ผู้ที่มีรายได้เพิ่มขึ้น จึงให้มีการทบทวนกลั่นกรองตามเกณฑ์ พร้อมรับข้อสังเกตหน่วยงานต่างๆ มาพิจารณา เพื่อเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง

ขณะที่กลุ่มของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และฐานข้อมูลความจำเป็นพื้นฐาน ประมาณ1 ล้านราย ให้เอากลุ่มนี้มาพิจารณาด้วย เพราะคือกลุ่มที่ตกหล่น จากฐานข้อมูลรัฐอื่นๆ และขอให้นำตัวเลขทั้งหมดที่มีข้อมูลประมาณ 19 ล้านราย ไปทบทวนข้อมูล และกลั่นกรองใหม่เพื่อหาคนที่เดือดร้อนจริง

ส่วนจะเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อไหร่นั้น ขอรันข้อมูลก่อน เบื้องต้นในที่ประชุม ไม่ได้มองว่าตัวเลขสิทธิ์จะเกิน หรือไม่เกิน 14 ล้านสิทธิ แต่ต้องการดูแลคนที่เดือดร้อนจริง เพราะเวลาลงพื้นที่ ก็เห็นใจคนที่เดือดร้อนผู้สูงอายุที่ไม่มีลูกหลานดูแล หรือไม่มีอะไรเลย วันนี้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นแค่ส่วนหนึ่งของสวัสดิการรายได้ แต่ทุกคนมีโอกาส และเราต้องดูแลไม่ได้ยึดติดว่าตัวเลขจะเป็นเท่าไหร่

นายเอกนิติ ตอบถึงกระแสข่าวว่ามีนายกสำรองอักษรย่อ “ศ” รอเสียบ หากเกิดเหตุอุบัติเหตุทางการเมือง ว่า ตนไม่ทราบจริงๆ ก่อนเดินออกจากวงสัมภาษณ์ โดยผู้สื่อข่าวจึงแซวว่าอาจจะเป็นอักษรย่อ “อ” ก็ได้ นายเอกนิติ หัวเราะพร้อมกับกล่าวต่อว่า “เศกนิติ”

รถไฟฟ้าได้อานิสงส์60/40

นายกาจผจญ อุดมธรรมภักดี ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตามที่ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ม.) และบริษัทผู้รับสัมปทานให้บริการรถไฟฟ้ามหานคร ทั้ง 4 สาย ได้แก่ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BEM) ผู้รับสัมปทานให้บริการรถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคล (MRT สายสีน้ำเงิน) และรถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรม(MRT สายสีม่วง) บริษัท อีสเทิร์น บางกอกโมโนเรล จำกัด (EBM) ผู้รับสัมปทานให้บริการรถไฟฟ้ามหานคร สายนัคราพิพัฒน์ (MRT สายสีเหลือง) และบริษัท นอร์ทเทิร์น บางกอกโมโนเรลจำกัด (NBM) ผู้รับสัมปทานให้บริการรถไฟฟ้ามหานคร สายวิวัฒน์นคร (MRT สายสีชมพู) ได้ร่วมขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล ผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 เป็นต้นมา ส่งผลให้จำนวนผู้โดยสารในรอบเดือนมิถุนายน 2569 ของรถไฟฟ้า MRTทั้ง 4 สาย เพิ่มขึ้นจากก่อนหน้าดำเนินโครงการในรอบเดือนพฤษภาคม 2569 ดังนี้

รถไฟฟ้า MRT สายสีชมพู มีจำนวนผู้โดยสารรายวันเฉลี่ยเพิ่มในสัดส่วนสูงสุด จากเดิม 61,257 คนต่อวัน เพิ่มเป็น 69,299 คนต่อวัน คิดเป็น +13.13%

รองลงมาคือ รถไฟฟ้า MRT สายสีม่วง มีจำนวนผู้โดยสารรายวันเฉลี่ยจากเดิม 58,456 คนต่อวัน เพิ่มเป็น 64,150 คนต่อวัน คิดเป็น +9.74% รถไฟฟ้า MRT สายสีเหลือง มีจำนวนผู้โดยสารรายวันเฉลี่ย จากเดิม 43,014 คนต่อวัน เพิ่มเป็น 46,810 คนต่อวัน คิดเป็น +8.82%

และรถไฟฟ้า MRT สายสีน้ำเงิน มีจำนวนผู้โดยสารรายวันเฉลี่ย จากเดิม 384,764 คนต่อวัน เพิ่มเป็น 411,105 คนต่อวัน คิดเป็น +6.85% (ข้อมูล ณ วันที่ 1 กรกฎาคม 2569) โดยเมื่อตรวจสอบรายงานการชำระเงินค่าโดยสารรถไฟฟ้า MRT ผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” ตลอดเดือนมิถุนายน 2569 พบว่า มีประชาชนผู้ใช้สิทธิ์ตามโครงการได้รับเงินสนับสนุนค่าโดยสารจากรัฐแล้วรวมทั้งสิ้นประมาณ 35 ล้านบาท อันสะท้อนถึงความสำเร็จของโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ตามนโยบายรัฐบาลที่สามารถช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายและรักษากำลังซื้อของประชาชนได้จริง ทั้งยังส่งเสริมให้ประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเดินทางมาใช้ระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนที่ตอบสนองทั้งด้านความสะดวก ปลอดภัย และประหยัดให้แก่ผู้ใช้บริการได้เป็นอย่างดี

เช็ครายละเอียดจากMRT

สำหรับประชาชนที่ได้รับสิทธิตามโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ยังสามารถใช้สิทธิซื้อตั๋วโดยสารเที่ยวเดียว(Single Journey Ticket) ประเภทบุคคลทั่วไป และผู้สูงอายุ เพื่อเดินทางภายในระบบรถไฟฟ้า MRT ต่อเนื่องได้จนถึงสิ้นสุดโครงการในวันที่ 30 กันยายน 2569 โดยแจ้งขอใช้สิทธิที่ห้องจำหน่ายบัตรโดยสารทุกสถานีของรถไฟฟ้า MRT ทั้ง 4 สาย และชำระค่าโดยสารผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ในระหว่างเวลา 06.00-23.00 น. ซึ่งรัฐบาลจะร่วมจ่ายค่าโดยสารในสัดส่วน 60% และประชาชนชำระเอง 40% โดยรัฐสนับสนุนไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน และไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน ตลอดระยะเวลาโครงการ 4 เดือน

ทั้งนี้ หากมีข้อสงสัย สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ช่วยเหลือผู้เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) โทร. 02-1111122(กด 2 สำหรับประชาชน และกด 3 สำหรับร้านค้า) ตลอด 24 ชั่วโมง หรือสอบถามข้อมูลโครงการฯ ได้ที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) โทร.085-8427102-9 ในวันและเวลาราชการ

ดร.ดิเรกฤทธิ์ แนะ อนุทิน ควรทำ-ไม่ควรทำ รับมือคดีโกงสอบท้องถิ่น

ดร.ดิเรกฤทธิ์ แนะ อนุทิน ควรทำ-ไม่ควรทำ รับมือคดีโกงสอบท้องถิ่น

ดร.ดิเรกฤทธิ์ แนะ อนุทิน ควรทำ-ไม่ควรทำ รับมือคดีโกงสอบท้องถิ่น

วันเสาร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 21.03 น.

วันที่ 4 กรกฎาคม 2569 ดร.ดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม ประธานสถาบันประชาธิปไตยสุจริต และอดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โพสต์ข้อความเฟซบุ๊ก ระบุว่า สิ่งที่นายกรัฐมนตรี “ควรทำ” และ “ไม่ควรทำ” ต่อกรณีข้อกล่าวหาเรื่องทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น

สิ่งที่ไม่ควรทำ

1.ไม่พูดหรือให้สัมภาษณ์ก่อนมีข้อเท็จจริงครบถ้วน

2.ไม่รับรองความบริสุทธิ์ของผู้ใดก่อนการสอบสวนเสร็จสิ้น

3.ไม่ปล่อยให้ผู้ที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องยังปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งที่อาจกระทบต่อความน่าเชื่อถือของการตรวจสอบ

4.ไม่ตัดสินใจหรือประกาศแนวทางที่อาจขัดต่อกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง

สิ่งที่ควรทำ

1.ย้ายผู้เกี่ยวข้องออกจากหน้าที่ชั่วคราว และตั้งคณะกรรมการตรวจสอบโดยอิสระ

2.ตรวจสอบกระดาษคำตอบของผู้สอบผ่านและผู้ขึ้นบัญชีทุกคน เทียบกับคะแนนที่ประกาศ

3.ตรวจสอบกระดาษคำตอบทั้งหมดอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และตรวจสอบได้

4.หากพบการทุจริต ต้องดำเนินคดีและลงโทษผู้เกี่ยวข้องทุกระดับโดยไม่มีข้อยกเว้น

5.ขยายผลไปถึงผู้สั่งการหรือผู้บงการตามพยานหลักฐาน และใช้มาตรการตามกฎหมายอย่างเต็มที่

หลักสำคัญ

ประชาชนไม่ได้ต้องการคำรับรองความบริสุทธิ์ แต่ต้องการการตรวจสอบที่โปร่งใส เป็นอิสระ รวดเร็ว และยุติธรรม เพื่อให้ความจริงปรากฏและสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบราชการไทยอีกครั้ง

ดร.ดิเรกฤทธิ์ แนะ อนุทิน ควรทำ-ไม่ควรทำ รับมือคดีโกงสอบท้องถิ่น

ดร.ดิเรกฤทธิ์ แนะ อนุทิน ควรทำ-ไม่ควรทำ รับมือคดีโกงสอบท้องถิ่น

วันเสาร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 21.03 น.

วันที่ 4 กรกฎาคม 2569 ดร.ดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม ประธานสถาบันประชาธิปไตยสุจริต และอดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โพสต์ข้อความเฟซบุ๊ก ระบุว่า สิ่งที่นายกรัฐมนตรี “ควรทำ” และ “ไม่ควรทำ” ต่อกรณีข้อกล่าวหาเรื่องทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น

สิ่งที่ไม่ควรทำ

1.ไม่พูดหรือให้สัมภาษณ์ก่อนมีข้อเท็จจริงครบถ้วน

2.ไม่รับรองความบริสุทธิ์ของผู้ใดก่อนการสอบสวนเสร็จสิ้น

3.ไม่ปล่อยให้ผู้ที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องยังปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งที่อาจกระทบต่อความน่าเชื่อถือของการตรวจสอบ

4.ไม่ตัดสินใจหรือประกาศแนวทางที่อาจขัดต่อกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง

สิ่งที่ควรทำ

1.ย้ายผู้เกี่ยวข้องออกจากหน้าที่ชั่วคราว และตั้งคณะกรรมการตรวจสอบโดยอิสระ

2.ตรวจสอบกระดาษคำตอบของผู้สอบผ่านและผู้ขึ้นบัญชีทุกคน เทียบกับคะแนนที่ประกาศ

3.ตรวจสอบกระดาษคำตอบทั้งหมดอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และตรวจสอบได้

4.หากพบการทุจริต ต้องดำเนินคดีและลงโทษผู้เกี่ยวข้องทุกระดับโดยไม่มีข้อยกเว้น

5.ขยายผลไปถึงผู้สั่งการหรือผู้บงการตามพยานหลักฐาน และใช้มาตรการตามกฎหมายอย่างเต็มที่

หลักสำคัญ

ประชาชนไม่ได้ต้องการคำรับรองความบริสุทธิ์ แต่ต้องการการตรวจสอบที่โปร่งใส เป็นอิสระ รวดเร็ว และยุติธรรม เพื่อให้ความจริงปรากฏและสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบราชการไทยอีกครั้ง

ศุภชัย ย้ำจุดยืนภูมิใจไทย หนุนกัญชาเพื่อการแพทย์ ไม่ใช่นันทนาการ

ศุภชัย ย้ำจุดยืนภูมิใจไทย หนุนกัญชาเพื่อการแพทย์ ไม่ใช่นันทนาการ

ศุภชัย ย้ำจุดยืนภูมิใจไทย หนุนกัญชาเพื่อการแพทย์ ไม่ใช่นันทนาการ

วันเสาร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 20.40 น.

’ศุภชัย‘ ออกโรงยันจุดยืนภูมิใจไทย! ‘กัญชาทางการแพทย์’ ไม่ใช่ ‘เสรี-นันทนาการ’ จี้สภาฯเร่งคลอดพ.ร.บ. ส.ค.นี้

วันที่ 4 กรกฎาคม 2569  นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุว่า  กัญชาทางการแพทย์: ความจริงที่สังคมควรรู้ และจุดยืนที่พรรคภูมิใจไทยไม่เคยเปลี่ยน”

ในช่วงที่ผ่านมา ประเด็นกัญชาได้กลายเป็นหัวข้อที่ถูกหยิบยกมาถกเถียงอย่างกว้างขวาง ทั้งในแวดวงการเมือง สังคม และสื่อมวลชน หลายครั้งมีการสื่อสารจนทำให้ประชาชนเข้าใจว่า พรรคภูมิใจไทยเป็นผู้ผลักดัน “กัญชาเสรี” และเป็นต้นเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

พรรคภูมิใจไทยเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่ข้อเท็จจริงควรถูกนำเสนออย่างตรงไปตรงมา

จุดยืนของพรรคภูมิใจไทยไม่เคยเปลี่ยนแปลง นั่นคือ สนับสนุนกัญชาเพื่อการแพทย์และสุขภาพ ไม่ใช่เพื่อการนันทนาการและการใช้กัญชาจะต้องอยู่ภายใต้กฎหมายที่ชัดเจน มีระบบกำกับดูแล และคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ

การผลักดันให้กัญชาสามารถนำมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ มีเป้าหมายเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยเข้าถึงทางเลือกในการรักษา สนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรมทางการแพทย์ รวมทั้งสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจแก่เกษตรกรและผู้ประกอบการที่ดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม การนำกัญชาออกจากบัญชียาเสพติดเพียงอย่างเดียว ไม่ได้หมายความว่าควรปล่อยให้เกิดการใช้โดยไร้กติกา ตรงกันข้าม พรรคภูมิใจไทยมีจุดยืนมาโดยตลอดว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องมีกฎหมายเฉพาะเพื่อกำหนดกรอบการใช้กัญชาอย่างรัดกุม ครอบคลุมการปลูก การผลิต การจำหน่าย การโฆษณา การสั่งจ่าย และการใช้ เพื่อป้องกันการนำไปใช้ในทางที่ผิด แต่กฎหมายที่พรรคภูมิใจไทยเสนอก็ไม่ผ่านสภาผู้แทนราษฎรในปี 2565 เพราะเหตุทางการเมือง ซึ่งกว่าสองปีที่กัญชากลายเป็นปัญหาจากร้านค้ากัญชาผิดกฎหมาย การใช้นันทนาการอย่างกลาดเกลื่อนและการปล่อยปละละเลยของเจ้าหน้าที่ของรัฐ

เมื่อกฎหมายเฉพาะยังไม่แล้วเสร็จ ประเทศย่อมเผชิญกับช่องว่างในการกำกับดูแล ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญที่ทุกฝ่ายควรร่วมกันแก้ไข มากกว่าจะใช้เป็นประเด็นกล่าวโทษกันทางการเมือง

พรรคภูมิใจไทยเชื่อว่า การแก้ปัญหาที่ถูกต้องไม่ใช่การย้อนกลับไปปิดโอกาสของผู้ป่วย หรือปฏิเสธประโยชน์ของกัญชาทางการแพทย์ แต่คือการเร่งสร้างระบบกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพ ปิดช่องว่างทางกฎหมาย และบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง

เราสนับสนุนมาตรการที่ชัดเจน เช่น การจำกัดการใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการแพทย์ การควบคุมการสั่งจ่ายโดยบุคลากรทางการแพทย์ การห้ามจำหน่ายแก่เด็กและเยาวชน การห้ามโฆษณาที่ชักจูงให้เกิดการใช้ในทางที่ผิด และการกำหนดบทลงโทษสำหรับผู้ฝ่าฝืนอย่างเหมาะสม

พรรคภูมิใจไทยเชื่อว่า นโยบายสาธารณะที่ดีต้องตั้งอยู่บนหลักฐานทางวิชาการ ไม่ใช่อารมณ์หรือความหวาดกลัว การตัดสินใจด้านนโยบายควรรับฟังทั้งข้อมูลทางการแพทย์ ข้อกังวลของสังคม และบทเรียนจากการบังคับใช้กฎหมายที่ผ่านมา

ประเทศไทยสามารถเป็นศูนย์กลางด้านกัญชาทางการแพทย์ของภูมิภาคได้ หากมีระบบกำกับดูแลที่โปร่งใส เข้มแข็ง และได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชน ทั้งในด้านการวิจัย การผลิตยา การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ภาคการเกษตร

พรรคภูมิใจไทยจึงขอยืนยันอีกครั้งว่า เราไม่สนับสนุนกัญชาเพื่อการนันทนาการ แต่เราจะยืนหยัดปกป้องสิทธิของผู้ป่วยในการเข้าถึงการรักษา สนับสนุนการใช้กัญชาเพื่อการแพทย์ และผลักดันกฎหมายที่รัดกุมเพื่อคุ้มครองสังคม

นี่คือจุดยืนที่ยึดถือมาตั้งแต่ต้น และจะยังคงยึดมั่นต่อไป เพราะเป้าหมายของเราคือการสร้างสมดุลระหว่างการใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ การพัฒนาเศรษฐกิจ และการคุ้มครองสุขภาพของประชาชนทุกคน

พรรคภูมิใจไทยได้ยื่นร่างพระราชบัญญัติกัญชาทางการแพทย์ต่อสภาผู้แทนราษฎรในสัปดาห์ที่ผ่านมา และเมื่อสภาผู้แทนราษฎรเปิดสมัยประชุมในเดือนสิงหาคม ร่างพระราชบัญญัตินี้จะต้องมีการพิจารณาอย่างเร่งด่วน และพรรคภูมิใจไทยขอเรียกร้องให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากทุกพรรคการเมืองได้ร่วมกันผ่านกฎหมายนี้

พรรคภูมิใจไทยเชื่อมั่นว่า นโยบายที่ดีต้องไม่เลือกข้างระหว่างผู้ป่วยกับสังคม แต่ต้องปกป้องทั้งสองฝ่ายพร้อมกัน ผู้ป่วยต้องไม่ถูกตัดโอกาสในการรักษา ขณะที่เด็กและเยาวชนต้องได้รับการคุ้มครองอย่างเข้มแข็ง นี่คือความรับผิดชอบที่พรรคภูมิใจไทยยึดมั่น และจะเดินหน้าผลักดันต่อไป

สภาฯนัด 8 ก.ค.ถก ‘ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม’ จับตาเงื่อนไข ‘สว.’ คว่ำเยาวชนโดนคดี ‘ม.112’

สภาฯนัด 8 ก.ค.ถก ‘ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม’  จับตาเงื่อนไข ‘สว.’ คว่ำเยาวชนโดนคดี ‘ม.112’

สภาฯนัด 8 ก.ค.ถก ‘ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม’ จับตาเงื่อนไข ‘สว.’ คว่ำเยาวชนโดนคดี ‘ม.112’

วันเสาร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.54 น.

สภาฯนัด 8 ก.ค.ถก ‘ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม’ ทิ้งทวนก่อนปิดสมัยประชุมฯ จับตาเงื่อนไข ‘สว.’ คว่ำเยาวชนโดนคดี ‘ม.112’

วันที่ 4 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 8ก.ค.นี้ มีวาระการประชุมสำคัญคือ การพิจารณาเรื่องด่วน ร่างพ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข หรือร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมคดีทางการเมือง ย้อนหลัง 20ปี ที่นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร สั่งบรรจุเข้าสู่วาระการประชุมแล้ว ก่อนที่จะมีการปิดสมัยประชุมสภาฯในวันที่ 11ก.ค. โดยร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว วุฒิสภามีมติแก้ไขเพิ่มเติม เมื่อวันที่ 30มิ.ย. และส่งคืนให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาจะเห็นชอบกับเนื้อหาที่วุฒิสภาแก้ไขมาหรือไม่

หากสภาฯไม่เห็นชอบด้วยจะนำไปสู่การตั้งกรรมาธิการร่วมสองสภาฯ เพื่อปรับปรุงแก้ไข จะทำให้การประกาศใช้ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ต้องเลื่อนออกไป แต่หากสภาฯเห็นชอบตามที่วุฒิสภาแก้ไขมา จะนำร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวขึ้นทูลเกล้าฯต่อไป โดยหนึ่ในเนื้อหาสำคัญที่วุฒิสภาแก้ไขเพิ่มเติมและส่งมาให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาทบทวนคือ การไม่ให้นิรโทษกรรมแก่เด็กอายุต่ำกว่า 18ปี หากมีการ กระทำผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จากเดิมที่ร่างของสภาฯไม่มีเงื่อนไขเรื่องดังกล่าว