คิม จองอึน คุมทดสอบอาวุธบนเรือพิฆาต “คังกอน” สั่งเร่งเข้าประจำการภายใน 2 เดือน

คิม จองอึน คุมทดสอบอาวุธบนเรือพิฆาต "คังกอน" สั่งเร่งเข้าประจำการภายใน 2 เดือน

5 ก.ค. 2569 10:26 น.

คิม จองอึน คุมทดสอบอาวุธบนเรือพิฆาต “คังกอน” สั่งเร่งเข้าประจำการภายใน 2 เดือน

“คิม จองอึน” ลงพื้นที่ตรวจตราการทดสอบยิงขีปนาวุธร่อนทางยุทธศาสตร์และระบบป้องกันภัยบนเรือพิฆาตลำใหม่ “คังกอน” ขนาด 5,000 ตัน พร้อมสั่งเดินหน้ายกระดับกองทัพเรือให้ทันสมัยและติดอาวุธนิวเคลียร์ และนำเรือเข้าประจำการภายใน 2 เดือน

สำนักข่าวกลางเกาหลี (เคซีเอ็นเอ) รายงานว่า นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ได้สังเกตการณ์การทดสอบยิงขีปนาวุธร่อนเชิงยุทธศาสตร์และการประเมินระบบอาวุธต่าง ๆ บนเรือพิฆาต คังกอน ขนาด 5,000 ตัน ซึ่งเป็นเรือรบลำใหม่ของกองทัพเรือเกาหลีเหนือ

รายงานระบุว่า การทดสอบมีขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (3 ก.ค.) เพื่อประเมินประสิทธิภาพของระบบการรบประจำเรือ โดยครอบคลุมการตรวจสอบระบบตรวจจับเป้าหมาย ระบบประมวลผลข้อมูล ระบบควบคุมการยิงแบบบูรณาการ ระบบอาวุธต่อต้านเรือผิวน้ำ ระบบต่อต้านเรือดำน้ำ ระบบป้องกันภัยทางอากาศ ปืนเรือ ปืนใหญ่อัตโนมัติ รวมถึงระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์

คิม จองอึน ได้รับฟังรายงานสรุปเกี่ยวกับแผนการทดสอบอาวุธ ก่อนชมการยิงขีปนาวุธร่อนเชิงยุทธศาสตร์และการทดสอบระบบอาวุธต่าง ๆ ด้วยตนเอง พร้อมกล่าวชื่นชมความก้าวหน้าของการพัฒนาอาวุธ และเรียกร้องให้เร่งเสริมสร้างขีดความสามารถในการยับยั้งสงครามและเพิ่มศักยภาพการรบของประเทศ

ผู้นำเกาหลีเหนือยังมีคำสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการทดสอบเรือพิฆาตคังกอนให้แล้วเสร็จอย่างมีประสิทธิภาพ และนำเรือเข้าประจำการในกองทัพเรือภายในระยะเวลา 2 เดือน

เรือพิฆาตคังกอนเป็นเรือรบชั้นเดียวกับ ชเว ฮยอน ซึ่งเพิ่งเข้าประจำการเมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยเกาหลีเหนือประกาศว่าจะนำเรือทั้งสองลำมาเป็นกำลังหลักของแผนปรับปรุงกองทัพเรือครั้งใหญ่

ก่อนหน้านี้ คิม จองอึน ประกาศแผนสร้างเรือพิฆาตชั้นเดียวกันปีละ 2 ลำต่อเนื่องเป็นเวลา 5 ปี พร้อมทั้งเปิดเผยโครงการพัฒนาเรือรบขนาด 10,000 ตัน และระบุว่าจะติดตั้งอาวุธนิวเคลียร์ให้กับกองทัพเรือในอนาคต

เรือคังกอนเคยประสบอุบัติเหตุระหว่างพิธีปล่อยเรือลงน้ำเมื่อเดือนพฤษภาคมปี 2568 โดยเรือเกิดเอียงและพลิกตะแคงบางส่วนจนได้รับความเสียหายต่อหน้าคิม จองอึน ซึ่งในเวลานั้นตำหนิเหตุการณ์ดังกล่าวว่าเกิดจาก “ความประมาทอย่างร้ายแรง” และ “ความไร้ความรับผิดชอบ” พร้อมสั่งให้ดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้อง ก่อนที่เรือลำดังกล่าวจะได้รับการซ่อมแซมและกลับเข้าสู่กระบวนการทดสอบอีกครั้ง

การเร่งพัฒนากองทัพเรือของเกาหลีเหนือมีขึ้นท่ามกลางการเดินหน้าขยายศักยภาพทางทหารอย่างต่อเนื่อง หลังการประชุมสุดยอดระหว่างคิม จองอึน กับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม ในปี 2562 ล้มเหลวจากความเห็นต่างเรื่องการปลดอาวุธนิวเคลียร์และการผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตร โดยเปียงยางยังคงประกาศตนเป็น “รัฐนิวเคลียร์ที่ไม่อาจย้อนกลับได้”

ปัจจุบัน เกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ยังอยู่ในภาวะสงครามในทางเทคนิค เนื่องจากสงครามเกาหลีระหว่างปี 1950-1953 สิ้นสุดลงเพียงข้อตกลงหยุดยิง ไม่ใช่สนธิสัญญาสันติภาพ ขณะที่กองทัพเรือเกาหลีใต้มีเรือรบขนาดตั้งแต่ 5,000 ตันขึ้นไปมากกว่า 10 ลำ ส่วนเกาหลีเหนือมีเพียง 2 ลำ

เคซีเอ็นเอระบุว่า คิม จองอึน ยืนยันว่าจะเร่งเสริมสร้าง “ศักยภาพการยับยั้งสงคราม” และแสดงให้เห็นถึง “เจตจำนงทางการเมืองและความมุ่งมั่นในการครอบครองอำนาจที่เหนือกว่าอย่างเด็ดขาด” ผ่านการดำเนินการที่เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น แม้ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดของมาตรการดังกล่าวเพิ่มเติม.

ที่มา AFP / Reuters

“ทรัมป์” ลั่นเดินหน้าปราศรัยฉลอง 250 ปีสหรัฐฯ “ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น” หลังเจอพายุถล่ม

"ทรัมป์" ลั่นเดินหน้าปราศรัยฉลอง 250 ปีสหรัฐฯ "ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น" หลังเจอพายุถล่ม

5 ก.ค. 2569 10:00 น.

“ทรัมป์” ลั่นเดินหน้าปราศรัยฉลอง 250 ปีสหรัฐฯ “ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น” หลังเจอพายุถล่ม

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันจะกล่าวสุนทรพจน์ในงานเฉลิมฉลองครบรอบ 250 ปีการประกาศอิสรภาพของสหรัฐฯ “ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น” แม้พายุฝนฟ้าคะนองและอากาศร้อนจัดกว่า 39 องศาเซลเซียส ทำให้ทางการต้องอพยพประชาชนหลายหมื่นคนออกจากพื้นที่จัดงานชั่วคราว พร้อมเลื่อนกำหนดการปราศรัยออกไป 1 ชั่วโมง

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศเดินหน้ากล่าวสุนทรพจน์ในงานเฉลิมฉลองครบรอบ 250 ปีการประกาศอิสรภาพของประเทศ ที่บริเวณเนชันแนล มอลล์ ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. แม้สภาพอากาศเลวร้ายจะทำให้ทางการต้องอพยพประชาชนออกจากพื้นที่จัดงานเป็นการชั่วคราว

ก่อนการปราศรัยเพียงไม่กี่ชั่วโมง เจ้าหน้าที่ได้สั่งให้ผู้ร่วมงานหลายหมื่นคนออกจากบริเวณเนชันแนล มอลล์ หลังพายุฝนฟ้าคะนองเคลื่อนตัวเข้าใกล้พื้นที่ ขณะที่อุณหภูมิในกรุงวอชิงตันพุ่งสูงถึง 39.4 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดของวันที่ 4 กรกฎาคม นับตั้งแต่มีการบันทึกข้อมูล

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการอพยพเกิดเหตุชุลมุน เมื่อผู้เข้าร่วมงานบางส่วนไม่ยอมออกจากพื้นที่ และพยายามฝ่าแนวกั้นเพื่อกลับเข้าไป พร้อมตะโกนว่า “Charge!” และ “Trump! Trump!” ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจประกาศผ่านเครื่องขยายเสียงให้ทุกคนเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่โดยทันที

ทรัมป์ วัย 80 ปี โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ว่า “พายุนำโชคมาให้ทุกงาน และยังทำให้งานน่าตื่นเต้นยิ่งขึ้น เราจะรอให้พายุผ่านไป ผมไม่สนใจแม้ว่าจะต้องรอถึงตีสอง” พร้อมยืนยันว่า “ผมจะไปที่นั่นไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น คืนวันเสาร์ทั้งที มาสนุกกันเถอะ ถึงแม้งานจะเลิกดึกก็ตาม”

ต่อมา เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวและคณะผู้จัดงาน Freedom 250 ประกาศเลื่อนเวลาปราศรัยจากเดิมออกไป 1 ชั่วโมง เป็นเวลา 23.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ก่อนปิดท้ายด้วยการแสดงดอกไม้ไฟความยาว 40 นาที ซึ่งผู้จัดระบุว่าเป็นการแสดงดอกไม้ไฟครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยจัดมาในโอกาสวันชาติสหรัฐฯ

ภายในงานยังมีการบินโชว์ของเครื่องบินทหาร และกิจกรรมลักษณะคล้ายการชุมนุมหาเสียง ซึ่งแตกต่างจากธรรมเนียมของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในอดีต ที่มักหลีกเลี่ยงการปรากฏตัวในงานเฉลิมฉลองวันชาติ เพื่อไม่ให้เกิดภาพลักษณ์ทางการเมือง

การเฉลิมฉลองปีนี้จัดขึ้นท่ามกลางคลื่นความร้อนที่ปกคลุมพื้นที่ภาคตะวันออกของสหรัฐฯ โดยสำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติสหรัฐฯ ระบุว่ามีประชาชนกว่า 160 ล้านคนอยู่ภายใต้คำเตือนสภาพอากาศร้อนจัด ส่งผลให้ขบวนพาเหรด งานบาร์บีคิว และกิจกรรมวันชาติหลายแห่งต้องยกเลิกหรือปรับเปลี่ยนรูปแบบ

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ได้เดินทางไปยังอนุสรณ์สถานเมาท์รัชมอร์ ในรัฐเซาท์ดาโคตา และกล่าวสุนทรพจน์ว่า อัตลักษณ์ของอเมริกากำลังถูก “โจมตีอีกครั้ง” จากกลุ่มหัวรุนแรงภายในประเทศ พร้อมโจมตีสิ่งที่เขาเรียกว่า “การหวนกลับมาของภัยคอมมิวนิสต์” ซึ่งเป็นประเด็นที่เขาหยิบยกขึ้นมาอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน บริเวณใกล้อาคารรัฐสภาสหรัฐฯ มีกลุ่มชาตินิยมผิวขาว Patriot Front เดินทางมารวมตัว โดยสมาชิกหลายร้อยคนสวมเครื่องแบบของกลุ่มและตะโกนคำขวัญ “Reclaim America” แม้ตำรวจจะระบุว่ายังไม่มีรายงานเหตุรุนแรงเกิดขึ้น

ด้านสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ซึ่งเป็นพระสันตะปาปาชาวอเมริกันพระองค์แรก ตรัสเนื่องในโอกาสครบรอบ 250 ปีของสหรัฐฯ ว่า “ความฝันแบบอเมริกัน” ควรรวมถึงการต้อนรับ การคุ้มครอง และการช่วยเหลือผู้อพยพ ซึ่งสะท้อนจุดยืนที่แตกต่างจากนโยบายตรวจเข้มคนเข้าเมืองของรัฐบาลทรัมป์

ผลสำรวจของ Quinnipiac University ระบุว่า ชาวอเมริกันร้อยละ 61 เห็นว่าสหรัฐฯ ยังไม่สามารถดำเนินตามอุดมการณ์ที่บัญญัติไว้ในคำประกาศเอกราชได้อย่างสมบูรณ์ โดยผู้สนับสนุนพรรครีพับลิกันส่วนใหญ่เชื่อว่าประเทศยังคงยึดมั่นในอุดมการณ์ดังกล่าว ขณะที่ผู้สนับสนุนพรรคเดโมแครตส่วนใหญ่มีความเห็นตรงกันข้าม

นอกจากนี้ ผลสำรวจของ Reuters/Ipsos ยังพบว่า ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ รวมถึงผู้สนับสนุนพรรคเดโมแครตราวสามในสี่ และผู้สนับสนุนพรรครีพับลิกันประมาณครึ่งหนึ่ง เห็นว่าการจัดงานเฉลิมฉลองครบรอบ 250 ปีของประเทศในปีนี้ มีความเป็นการเมืองมากเกินไป

นอกกรุงวอชิงตัน สภาพอากาศแปรปรวนยังส่งผลกระทบต่อการเฉลิมฉลองในหลายเมือง โดยนครนิวยอร์กต้องปรับเวลาแสดงดอกไม้ไฟให้เร็วขึ้น ขณะที่เมืองฟิลาเดลเฟียและนครบอสตันต้องอพยพผู้ร่วมงานจากพื้นที่จัดคอนเสิร์ตและงานเฉลิมฉลองริมแม่น้ำเพื่อความปลอดภัย.

ที่มา Reuters / AFP

ฮิซบอลเลาะห์-ฮามาส ส่งผู้แทนร่วมพิธีศพ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี

ฮิซบอลเลาะห์-ฮามาส ส่งผู้แทนร่วมพิธีศพ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี

5 ก.ค. 2569 05:41 น.

ฮิซบอลเลาะห์-ฮามาส ส่งผู้แทนร่วมพิธีศพ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี

ผู้แทนของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์กับกลุ่มฮามาส เดินทางเยือนกรุงเตหะราน เมืองหลวงของอิหร่าน เพื่อร่วมพิธีฝังศพของ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านผู้ล่วงลับ

สื่อของอิหร่านรายงานว่า ตัวแทนจากกลุ่มติดอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเตหะราน รวมถึงกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ในเลบานอนกับ ฮามาส ในฉนวนกาซา เดินทางมาเข้าร่วมพิธีฝังศพของ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านผู้ล่วงลับ ซึ่งจะจัดขึ้นเป็นเวลา 6 วันนับตั้งแต่วันเสาร์ที่ 4 ก.ค. 2569 เป็นต้นไป

เป็นเวลาหลายปีแล้วที่รัฐบาลเตหะรานได้ให้การสนับสนุนกลุ่มฮามาสของปาเลสไตน์, กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ของเลบานอน และกลุ่มกบฏฮูตีของเยเมน ซึ่งกลุ่มเหล่านี้ล้วนถูกสหรัฐอเมริกาและชาติตะวันตกอื่นๆ ขึ้นบัญชีดำให้เป็นกลุ่มก่อการร้าย ส่งผลให้อิหร่านตกเป็นเป้าหมายของการคว่ำบาตรจากนานาชาติ

อิหร่านเรียกเครือข่ายพันธมิตรต่อต้านอิสราเอลของตน ซึ่งรวมถึงกลุ่มติดอาวุธในอิรักด้วยว่าเป็น “กลุ่มอักษะแห่งการต่อต้าน” (Axis of Resistance)

ทางกลุ่มฮิซบอลเลาะห์เปิดเผยกับสื่อเลบานอนว่า คณะผู้แทนของพวกเขาที่เดินทางไปยังกรุงเตหะรานในครั้งนี้ นำโดย โมฮัมเหม็ด ฟเนอิช เจ้าหน้าที่ระดับสูงและอดีตรัฐมนตรี โดยคณะเดินทางประกอบไปด้วยเจ้าหน้าที่ ตลอดจนครอบครัวของสมาชิกที่เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ

ในขณะเดียวกัน กลุ่มฮามาสระบุในแถลงการณ์ว่า คณะผู้แทนของตนนำโดย โมฮัมเหม็ด ดาร์วิช ประธานฝ่ายการเมืองของกลุ่ม และรวมถึงสมาชิกฝ่ายการเมืองคนอื่นๆ เช่น บาสเซม นาอิม

อนึ่ง เมื่อเดือนกรกฎาคม 2567 นายอิสมาอิล ฮานิเยห์ ซึ่งเป็นผู้นำทางการเมืองของกลุ่มฮามาสในขณะนั้น ถูกสังหาร ณ ที่พักของเขาในกรุงเตหะราน จากปฏิบัติการของอิสราเอล หลังจากเขาเพิ่งได้เข้าร่วมพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งของประธานาธิบดี มาซูด เปเซชเคียน ของอิหร่าน

สถานีโทรทัศน์ของอิหร่านรายงานว่า ผู้ที่เข้าร่วมในพิธีเมื่อวันเสาร์ที่กรุงเตหะรานด้วยนั้น ยังรวมถึง ซิยาด อัล-นัคคาลาห์ ผู้นำกลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์และกลุ่มอิสลามิกฮิญาด ซึ่งเป็นพันธมิตรของฮามาส และ ดาอิฟ อัลเลาะห์ อัล-ชามี สมาชิกอาวุโสของกลุ่มฮูตีด้วย

เจ้าหน้าที่และบุคคลสำคัญจากต่างประเทศส่วนใหญ่ได้เข้าแสดงความอาลัยแก่ อาลี คาเมเนอี เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยเขาปกครองอิหร่านมาตั้งแต่ปี 2532 และถูกสังหารในวัย 86 ปี พร้อมกับสมาชิกในครอบครัวและเจ้าหน้าที่ระดับสูงอีกหลายคน จากการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลเมื่อวันที่ 28 ก.พ. จุดชนวนให้เกิดสงครามในตะวันออกกลาง

ในวันเสาร์ (4 ก.ค.) ฝูงชนจำนวนมากมารวมตัวกันที่ “แกรนด์ โมซัลลา” ซึ่งเป็นมัสยิดขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ในกรุงเตหะราน เพื่อร่วมไว้อาลัยและส่งดวงวิญญาณของอดีตผู้นำสูงสุดผู้ล่วงลับ ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการตัดสินใจด้านนโยบายหลักของรัฐในช่วงที่เขาดำรงตำแหน่ง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เจ้าชายแฮร์รี จะเสด็จเยือนลอนดอนคนเดียว เมแกน-ลูกๆ ไม่มาด้วย

เจ้าชายแฮร์รี จะเสด็จเยือนลอนดอนคนเดียว เมแกน-ลูกๆ ไม่มาด้วย

5 ก.ค. 2569 03:34 น.

เจ้าชายแฮร์รี จะเสด็จเยือนลอนดอนคนเดียว เมแกน-ลูกๆ ไม่มาด้วย

เจ้าชายแฮร์รีจะเสด็จเยือนกรุงลอนดอนเพียงลำพัง โดยไม่พาพระชายากับพระโอรสและพระธิดามาด้วย เนื่องจากมีการยืนยันว่า ครอบครัวของพระองค์จะไม่ได้รับการอารักขาจากตำรวจ

สำนักข่าว บีบีซี รายงานเมื่อ 4 ก.ค. 2569 ว่า เจ้าชายแฮร์รีจะเสด็จเยือนสหราชอาณาจักรในสัปดาห์หน้าเพียงพระองค์เดียว โดยไม่มี เมแกน พระชายา, เจ้าชายอาร์ชี พระโอรส และเจ้าหญิงลิลิแบต พระธิดา ร่วมเดินทางไปด้วยตามแผนที่วางไว้ในตอนแรก หลังมีการยืนยันว่า ครอบครัวของพระองค์จะไม่ได้รับการอารักขาจากตำรวจที่ใช้เงินภาษีของประชาชน

อย่างไรก็ตาม ยังมีความเป็นไปได้ที่ เมแกนกับพระโอรสและพระธิดาจะเดินทางมาสมทบกับเจ้าชายแฮร์รีในภายหลังของสัปดาห์ เมื่อกำหนดการเดินทาง 5 วันย้ายไปยังเมืองเบอร์มิงแฮมเพื่อประชาสัมพันธ์การแข่งขันกีฬา “อินวิกตัส เกมส์” (Invictus Games)

ตอนนี้ยังไม่แน่ชัดว่า พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 จะได้พบกับพระราชนัดดาทั้งสอง ซึ่งพระองค์ไม่ได้ทรงพบเจอหน้ากันโดยตรงมานานถึง 4 ปีแล้วหรือไม่ หลังจากมีการเปลี่ยนแปลงกำหนดการดังกล่าว

ก่อนหน้านี้ หลายฝ่ายมองว่า การเยือนกรุงลอนดอนในครั้งนี้ คือโอกาสที่เป็นไปได้มากที่สุดที่สมาชิกราชวงศ์อังกฤษจะได้กลับมาพร้อมหน้ากันอีกครั้ง หลังจากที่ดยุกและดัชเชสแห่งซัสเซกซ์ตอบรับข้อเสนอที่จะพำนักในพระราชฐานพร้อมกับพระโอรสและพระธิดาทั้งสอง

การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้หมายความว่า เมแกนจะไม่ได้ร่วมเดินทางไปกับพระสวามีในการเยือนโรงพยาบาล “รอยัล ฮอสพิทัล เชลซี” เพื่อเข้าร่วมการประชุมที่เกี่ยวข้องกับ อินวิกตัส เกมส์ ในวันพุธ โดยเจ้าชายแฮร์รีจะเสด็จเข้าร่วมเพียงลำพัง

ปัจจุบันยังคงมีการหารือกันอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัย สำหรับช่วงท้ายของการเสด็จเยือนของเจ้าชายแฮร์รี แต่ยังไม่มีการตัดสินใจขั้นสุดท้ายในขณะนี้

มีรายงานข่าวออกมาก่อนหน้านี้ว่า กำหนดการเดินทางในช่วงท้ายของทริปจะรวมถึงการไปเยือนคฤหาสน์อัลธอร์ป (Althorp) ในมณฑลนอร์แทมป์ตัน ซึ่งเป็นคฤหาสน์ประจำตระกูลของไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์ พระมารดาของเจ้าชายแฮร์รี

และเป็นที่เข้าใจกันว่า เดิมทีมีแผนการที่เจ้าชายแฮร์รีจะทรงพาพระชายาและพระโอรส-พระธิดาไปเยือนหลุมฝังพระศพของพระมารดาด้วย

หากเมแกนเดินทางมายังสหราชอาณาจักรในช่วงปลายสัปดาห์ตามที่คาดเอาไว้ เธอมีกำหนดการที่จะปฏิบัติกรณียกิจร่วมกับพระสวามี ที่ศูนย์นิทรรศการแห่งชาติเบอร์มิงแฮม เพื่อร่วมทำเครื่องหมายนับถอยหลัง 1 ปีสู่งาน “อินวิกตัส เกมส์” ที่จะจัดขึ้น ณ สถานที่แห่งนี้

อนึ่ง เจ้าชายแฮร์รีมีข้อพิพาทกับรัฐบาลอังกฤษในเรื่องการรักษาความปลอดภัยมาตลอด นับตั้งแต่พระองค์ตัดสินใจยุติการปฏิบัติพระราชกรณียกิจในฐานะราชวงศ์ชั้นสูงในปี 2563 และย้ายไปอยู่สหรัฐอเมริกากับครอบครัว

พระองค์ไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจของ คณะกรรมการบริหารบุคคลสำคัญและราชวงศ์ (Ravec) ที่ระบุว่าจะประเมินเรื่องการรักษาความปลอดภัยของเจ้าชายแฮร์รีเป็นรายกรณีไป เนื่องจากพระองค์จะเสด็จเยือนสหราชอาณาจักรเป็นครั้งคราวเท่านั้น

ก่อนหน้านี้เจ้าชายแฮร์รีเคยตรัสไว้ว่าจะไม่พาครอบครัวกลับมายังสหราชอาณาจักรอีก หากไม่มีการจัดการระบบรักษาความปลอดภัยที่ดีขึ้น โดยทรงให้สัมภาษณ์กับบีบีซีในปี 2558 ว่า พระองค์ไม่สามารถ “มองเห็นหนทางใดเลยที่จะพาพระชายาและพระโอรส-พระธิดากลับมายังสหราชอาณาจักร ณ เวลานี้”

ทั้งนี้ เจ้าชายแฮร์รีและเมแกนปรากฏตัวร่วมกันในสหราชอาณาจักรครั้งล่าสุดเมื่อปี 2565 ในช่วงพิธีพระบรมศพของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เจ้าชายแฮร์รีจะเดินทางไปยังสหราชอาณาจักรเพียงลำพังเสมอ และได้เข้าเฝ้าพระราชบิดาในการเสด็จเยือนเมื่อเดือนกันยายนปีก่อน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

โป๊ปรำลึกวันชาติสหรัฐฯ ไว้อาลัยให้ผู้อพยพที่เสียชีวิตระหว่างหาเสรีภาพ

โป๊ปรำลึกวันชาติสหรัฐฯ ไว้อาลัยให้ผู้อพยพที่เสียชีวิตระหว่างหาเสรีภาพ

5 ก.ค. 2569 02:58 น.

โป๊ปรำลึกวันชาติสหรัฐฯ ไว้อาลัยให้ผู้อพยพที่เสียชีวิตระหว่างหาเสรีภาพ

โป๊ปเลโอเทศนาที่เกาะลัมเปดูซา โดยใช้โอกาสเนื่องในวันชาติสหรัฐฯ กระตุ้นอเมริการวมถึงยุโรปช่วยเหลือผู้อพยพและผู้ที่เปราะบางที่สุด เพราะสหรัฐฯ ก็ถูกก่อตั้งขึ้นโดยผู้อพยพเช่นกัน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ผู้ซึ่งเคยมีประเด็นขัดแย้งกับรัฐบาลทรัมป์เกี่ยวกับการปราบปรามผู้อพยพอย่างเข้มงวด ทรงใช้เวลาในวันเสาร์ที่ 4 ก.ค. 2569 ซึ่งตรงกับวันชาติของสหรัฐฯ เพื่อร่วมไว้อาลัยและเป็นเกียรติแก่ผู้คนนับหมื่นที่ต้องเสียชีวิตลงในระหว่างพยายามเดินทางมายังยุโรปเพื่อแสวงหาเสรีภาพและความมั่งคั่ง

ในขณะที่สหรัฐอเมริกากำลังเฉลิมฉลองครบรอบ 250 ปีของการประกาศอิสรภาพด้วยการเดินขบวน งานเลี้ยง และการจุดพลุดอกไม้ไฟ โป๊ปพระองค์แรกในประวัติศาสตร์ที่ประสูติในสหรัฐฯ ได้เสด็จเยือนเกาะลัมเปดูซาของหมู่เกาะซิซิลี เพื่อสวดมนต์ ณ สุสานผู้อพยพ และประกอบพิธีมิสซาอันศักดิ์สิทธิ์ให้แก่ชาวเกาะรวมถึงผู้ที่เพิ่งเดินทางมาถึงใหม่

เกาะลัมเปดูซาเป็นแนวหินยาว 9 กิโลเมตรที่ไร้ต้นไม้ โดยมีทำเลที่ตั้งอยู่ใกล้กับทวีปแอฟริกามากกว่าแผ่นดินใหญ่ของอิตาลี และเป็นจุดผ่านเข้าสู่ยุโรปจุดหลักสำหรับผู้อพยพนับแสนคนที่เดินทางข้ามทะเลด้วยเรือมาจากลิเบียหรือตูนิเซีย ซึ่งมักเป็นการลักลอบขนคนเข้าเมืองโดยขบวนการค้ามนุษย์

สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอทรงพบปะกับผู้อพยพบางส่วนที่ท่าเรือ จากนั้นได้ทรงดำเนินเพียงลำพังไปยังโขดหินริมสะพานปลาที่คดเคี้ยว ตามด้วยการทำพิธีอวยพรแผ่นป้ายประกาศเพื่ออุทิศท่าเรือแห่งนี้ให้แก่สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ผู้ซึ่งเคยเสด็จเยือนที่นี่ในปี 2556 ก่อนที่พระองค์จะทรงประกอบพิธีมิสซาบนชายฝั่ง

“นี่คือสถานที่ที่การกระทำเสียงดังกว่าคำพูด” สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอตรัส “แต่การกระทำจะเปี่ยมด้วยความเป็นมนุษย์ได้ ก็ต่อเมื่อการกระทำนั้นมาจากใจ”

ในการเสด็จเยือนเกาะลัมเปดูซา โป๊ปเลโอทรงต้องการส่งสารเชิงสัญลักษณ์ไปยังสหรัฐอเมริกาและยุโรป เกี่ยวกับพันธกิจของชาวคริสต์ในการปกป้องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มผู้อพยพและผู้ที่เปราะบางที่สุด พร้อมทั้งทรงเตือนสติสหรัฐอเมริกาว่าประเทศนี้ถูกก่อตั้งขึ้นโดยผู้อพยพเช่นกัน

ในสาส์นที่ส่งถึงชาวอเมริกันเนื่องในวันครบรอบ 250 ปี การประกาศอิสรภาพของสหรัฐฯ โป๊ปเลโอทรงเน้นย้ำว่า การปกป้องทารกในครรภ์และทุกชีวิตของมนุษย์นั้น ยังหมายรวมถึง “การต้อนรับ การปกป้อง และการช่วยเหลือผู้อพยพ ซึ่งความหวัง การเสียสละ และการอุทิศตนของพวกเขาได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในประวัติศาสตร์ของประเทศนี้มาตั้งแต่จุดเริ่มต้น”

“การต้อนรับพวกเขาด้วยความเห็นอกเห็นใจและความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การทำทานเท่านั้น แต่ยังเป็นการยอมรับในศักดิ์ศรีที่มนุษย์ทุกคนพึงมีด้วยเช่นกัน”

สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอทรงขอบคุณชาวเกาะลัมเปดูซาสำหรับ “ปาฏิหาริย์แห่งความเห็นอกเห็นใจ” ที่พวกเขาได้แสดงออกผ่านการต้อนรับผู้อพยพ และทรงกระตุ้นให้ยุโรปเผชิญหน้ากับความท้าทายในปัจจุบันพร้อมทั้งแบกรับความรับผิดชอบนี้

“ณ ที่แห่งนี้ พวกท่านไม่ได้เห็นเพียงแค่คนคนเดียว แต่เห็นมนุษย์นับพันคนตกอยู่ในมือของโจรผู้ปล้นชิงทุกสิ่งไปจากพวกเขา ทุบตีพวกเขาอย่างทารุณ แล้วเดินจากไป ปล่อยให้พวกเขาตกอยู่ในสภาพปางตาย” พระองค์ตรัส

โป๊ปเลโอตรัสต่อไปว่า มีผู้คนอีกจำนวนมากที่ต้องเสียชีวิตระหว่างการเดินทาง “แต่เรายังคงรับรู้ได้ถึงการมีอยู่ของพวกเขา ซึ่งท้าทายจิตสำนึกของเราไม่น้อยไปกว่าผู้ที่เดินทางมาถึงฝั่งและกำลังต้องการการดูแลและความช่วยเหลือเลย”

ทั้งนี้ จำนวนผู้อพยพที่เดินทางมาถึงอิตาลีในปีนี้จนถึงปัจจุบัน มีจำนวนลดลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยกระทรวงมหาดไทยรายงานว่ามีผู้เดินทางมาถึงจำนวน 14,464 คน นับจนถึงวันศุกร์ที่ผ่านมา (3 ก.ค.) เทียบกับ 30,598 คนในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว และ 26,202 คนในปี 2567

ขณะเดียวกัน องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) ได้บันทึกรายชื่อผู้อพยพที่สูญหายในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนไว้มากกว่า 35,000 คนนับตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมา อย่างไรก็ตาม เชื่อกันว่าจำนวนผู้เสียชีวิตที่แท้จริงนั้นสูงกว่านี้มาก เนื่องจากมีเหตุการณ์เรืออับปางแบบ “ไร้ร่องรอย” อีกจำนวนนับไม่ถ้วนที่ไม่เคยถูกบันทึกไว้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : apnews

กองทัพจีนแต่งตั้ง 2 พลเอกใหม่ หลังปราบคอร์รัปชันทำทหารระดับสูงลดลง

กองทัพจีนแต่งตั้ง 2 พลเอกใหม่ หลังปราบคอร์รัปชันทำทหารระดับสูงลดลง

5 ก.ค. 2569 01:44 น.

กองทัพจีนแต่งตั้ง 2 พลเอกใหม่ หลังปราบคอร์รัปชันทำทหารระดับสูงลดลง

(พลเอกคนใหม่ จาง ซู่กวง (ซ้ายบน) และ หวัง กัง (ขวาบน) / ภาพจาก Xinhua)

ทางการจีนแต่งตั้งทหารยศพลเอกเพิ่มอีก 2 นาย หลังจากการปราบปรามคอร์รัปชันในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ทำให้นายทหารระดับสูงหลายคนถูกปลดจากตำแหน่ง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 4 ก.ค. 2569 ว่า กองทัพจีนได้เลื่อนยศนายทหารสองนายขึ้นเป็นพลเอก ซึ่งอาจเป็นสัญญาณบอกล่วงหน้าถึงการปรับโครงสร้างผู้บริหารระดับสูง หลังจากที่มีการปลดผู้นำทางทหารหลายนายออกไป ระหว่างรัฐบาลดำเนินแคมเปญต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันที่ทำมาอย่างยาวนาน

เป็นที่เชื่อกันว่าการโยกย้ายตำแหน่งครั้งนี้ ส่วนหนึ่งเป็นความพยายามเพื่อให้มั่นใจว่ากองทัพจะยังคงจงรักภักดีต่อพรรคคอมมิวนิสต์ที่ปกครองประเทศจีน และต่อผู้นำอย่าง สี จิ้นผิง

สี จิ้นผิง ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการทหารด้วย ได้มอบคำสั่งแต่งตั้ง จาง ซู่กวง และผู้บัญชาการทหารอากาศ หวัง กัง ขึ้นเป็นพลเอกในพิธีเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา นอกจากนี้นายจางยังได้รับแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าหน่วยงานตรวจสอบการทุจริตประจำคณะกรรมการการทหารส่วนกลาง (CMC) ซึ่งเป็นองค์กรทหารระดับสูงสุดอีกด้วย

การเลื่อนตำแหน่งในครั้งนี้อาจส่งผลให้พวกเขามีสิทธิ์ได้รับการพิจารณา ให้เข้าดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการการทหารส่วนกลาง ซึ่งเดิมทีมีสมาชิกทั้งหมด 7 คน แต่ปัจจุบันจำนวนสมาชิกลดลงเหลือเพียง 2 คนอันเนื่องมาจากการสืบสวนคดีทุจริต

คณะกรรมการชุดนี้มี สี จิ้นผิง เป็นประธาน โดยมีสมาชิกที่ยังปฏิบัติหน้าที่อยู่อีกเพียงคนเดียวคือ รองประธาน จาง เซิ่งหมิน ขณะที่อดีตรองประธานอีกสองคน รวมถึงนายทหารระดับสูงสุดของกองทัพ ถูกปลดหรือพ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ไปแล้ว

ทั้งนี้ คาดว่าจะมีการประกาศรายชื่อคณะกรรมการชุดใหม่ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงของปีหน้า ซึ่งจะครบรอบวาระ 5 ปีของคณะกรรมการชุดปัจจุบันพอดี

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : npr

วอชิงตัน ดี.ซี. ยกเลิกพาเหรดวันชาติ เหตุอุณหภูมิพุ่งจ่อ 40 องศา

วอชิงตัน ดี.ซี. ยกเลิกพาเหรดวันชาติ เหตุอุณหภูมิพุ่งจ่อ 40 องศา

4 ก.ค. 2569 23:55 น.

วอชิงตัน ดี.ซี. ยกเลิกพาเหรดวันชาติ เหตุอุณหภูมิพุ่งจ่อ 40 องศา

คณะผู้จัดงานในสหรัฐฯ ยกเลิกจัดขบวนพาเหรดวันชาติในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เนื่องจากอุณหภูมิที่ร้อนอบอ้าวในเมืองหลวงของสหรัฐฯ ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มสูงเกือบ 40 องศาเซลเซียส

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า คณะผู้จัดงานขบวนพาเหรดวันประกาศอิสรภาพในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ประกาศยกเลิกการจัดงานในวันเสาร์ที่ 4 ก.ค. 2569 นี้อย่างกะทันหันในช่วงดึกของคืนก่อนวันงาน เนื่องจากอุณหภูมิที่ร้อนอบอ้าวในเมืองหลวงของสหรัฐฯ และบริเวณชายฝั่งตะวันออก ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อการฉลองครบรอบ 250 ปีของอเมริกา

งานดังกล่าวซึ่งมีสำนักงานอุทยานแห่งชาติ (NPS) เป็นเจ้าภาพ มีกำหนดการเดิมที่จะเริ่มขึ้นในเวลา 10.30 น. ของวันเสาร์ แต่ผู้จัดงานระบุว่าพวกเขาจำเป็นต้องยกเลิกขบวนแห่ เนื่องจากการประกาศเตือนภัยความร้อนขั้นรุนแรงจากสำนักงานบริการสภาพอากาศแห่งชาติของสหรัฐฯ (NWS)

อุณหภูมิที่ร้อนระอุ ซึ่งซ้ำเติมด้วยความชื้นสูงในอากาศ ส่งผลกระทบให้ระบบขนส่งมวลชนต้องหยุดชะงักและสร้างความตึงตัวให้กับระบบโครงข่ายไฟฟ้ามานานหลายวันแล้ว โดยคาดกันว่า อุณหภูมิในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.ในวันเสาร์จะพุ่งสูงถึง 39 องศาเซลเซียส โดยดัชนีความร้อน (Heat Index) หรืออุณหภูมิที่ร่างกายรู้สึกจริงจะสูงถึง 43-46 องศาเซลเซียส

ผู้จัดงานพาเหรดระบุว่า พวกเขาตัดสินใจยกเลิกงาน “หลังจากได้หารือกันอย่างละเอียด” กับสำนักงานอุทยานแห่งชาติ, รัฐบาลท้องถิ่นกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. และรัฐบาลของทรัมป์ ซึ่งเป็นผู้ผลักดันกิจกรรมมากมายเพื่อเฉลิมฉลองวันเกิดครบรอบ 250 ปีของประเทศ

งาน “มหกรรมรัฐอเมริกันผู้ยิ่งใหญ่” (Great American State Fair) ของประธานาธิบดี ซึ่งจัดขึ้น ณ ลานเนชันนัลมอลล์ ก็ได้รับผลกระทบจากอุณหภูมิที่สูงเช่นกัน โดยงานดังกล่าวต้องหยุดชั่วคราวเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา หลังจากมีผู้เข้าชมงาน 44 คนต้องเข้ารับการรักษาอาการป่วยที่เกี่ยวข้องกับความร้อน

สถานีโทรทัศน์ NBC ประจำเมืองหลวงรายงานว่า มีผู้ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล 11 ราย และในจำนวนนี้มี 7 รายที่อาการถูกจัดอยู่ในขั้น “รุนแรง”

บริษัท Freedom 250 ซึ่งเป็นผู้จัดงานมหกรรมดังกล่าว ระบุว่าจะเลื่อนเวลาเปิดงานในวันเสาร์ให้ล่าช้าออกไป โดยก่อนหน้านี้งานดังกล่าวก็ประสบปัญหาผู้เข้าร่วมงานบางตาและชิงช้าสวรรค์ชำรุดเสียหายอยู่แล้ว

อย่างไรก็ดี คาดว่าทรัมป์จะยังคงขึ้นเวทีในงานมหกรรมนี้ช่วงเย็นวันเสาร์เพื่อกล่าวสุนทรพจน์ซึ่งเขาบอกว่าจะ “ยาวมาก” โดยถ้อยแถลงของเขาจะมีขึ้นต่อจากการบินโชว์ของฝูงบินทหารเหนือลาน เนชันแนล มอลล์ และเขาจะเป็นผู้เปิดงานแสดงพลุดอกไม้ไฟ ซึ่งนายทรัมป์บอกเช่นกันว่าจะ “ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก” ด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : the guardian

ยูเครนโจมตีคลังน้ำมันขนาดใหญ่ในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ทำไฟลุกท่วม

ยูเครนโจมตีคลังน้ำมันขนาดใหญ่ในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ทำไฟลุกท่วม

4 ก.ค. 2569 23:22 น.

ยูเครนโจมตีคลังน้ำมันขนาดใหญ่ในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ทำไฟลุกท่วม

(ภาพจาก Zelenskiy / Official)

ผู้นำยูเครนเผยว่า กองทัพส่งโดรนโจมตีคลังน้ำมันขนาดใหญ่ของรัสเซียในนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ทำให้เกิดไฟลุกไหม้อย่างรุนแรง ขณะที่กองทัพยูเครนปฏิเสธข่าวที่ว่ารัสเซียยึดเมืองได้อีกแห่งแล้ว

เมื่อ 4 ก.ค. 2569 นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน เปิดเผยว่า ยูเครนเปิดฉากโจมตีคลังน้ำมันขนาดใหญ่ในเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับสองของรัสเซียเมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยระบุว่า นี่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่สร้างรายได้เพื่อการทำสงครามของรัสเซีย

เซเลนสกีกล่าวเมื่อเช้าวันเสาร์ว่า เป้าหมายที่ถูกโจมตีในเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กและภูมิภาคโดยรอบนั้น อยู่ห่างจากชายแดนยูเครนประมาณ 850 กิโลเมตร

แม้จะยังไม่ทราบแน่ชัดถึงขอบเขตความเสียหายในทันที แต่วิดีโอที่ประธานาธิบดียูเครนโพสต์เผยให้เห็นโดรนกำลังบินมุ่งหน้าสู่เป้าหมาย และมีกลุ่มควันสีดำขนาดใหญ่มหึมาพวยพุ่งขึ้นมาจากพื้นที่ดังกล่าวหลังการโจมตี ซึ่งในเวลาต่อมาสำนักข่าวบีบีซี (BBC) ได้ยืนยันว่าคลังน้ำมันของเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กถูกโจมตีจริง

กองทัพยูเครนอธิบายว่า คลังน้ำมันแห่งนี้เป็น “หนึ่งในคลังน้ำมันที่ใหญ่ที่สุด” ในรัสเซีย ซึ่งมีความสามารถในการผลิตผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมได้ถึง 12.5 ล้านตันต่อปี และบอกด้วยว่า ฐานทัพเรือหลักของกองเรือบอลติกของรัสเซียในเมืองครอนสตัดท์ (Kronstadt) ก็ถูกโจมตีเช่นกัน

ด้านนายอเล็กซานเดอร์ เบกลอฟ ผู้ว่าราชการเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก กล่าวว่า เมืองนี้ตกอยู่ภายใต้การโจมตีด้วยโดรน “ครั้งใหญ่” โดยมีโดรนของยูเครนจำนวน 72 ลำถูกยิงตกเหนือเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กและภูมิภาคเลนินกราด พร้อมยอมรับว่าคลังน้ำมันถูกโจมตีจริง แต่ยืนยันว่าไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต

ทั้งนี้ ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ยูเครนยกระดับการโจมตีระยะไกลด้วยโดรนเข้าใส่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่สำคัญของรัสเซีย ส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลนเชื้อเพลิงเป็นวงกว้าง โดยรัฐบาลเคียฟอ้างว่า ความสามารถในการกลั่นน้ำมันเกือบ 43% ของรัสเซียถูก “ทำให้ใช้งานไม่ได้” จากผลพวงของการโจมตีดังกล่าว

ยูเครนระบุว่า โรงงานน้ำมันและก๊าซของรัสเซียถือเป็นเป้าหมายที่ชอบธรรม เนื่องจากรัฐบาลมอสโกพึ่งพาการส่งออกเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างหนักเพื่อดำเนินการทำสงครามต่อไป

ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ลงนามร่างกฎหมายในวันเสาร์ที่ผ่านมา เพื่อมุ่งเพิ่มอุปทานเชื้อเพลิงเข้าสู่ตลาดในประเทศ หลังจากเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเขาออกมายอมรับว่า เกิดภาวะขาดแคลนเชื้อเพลิงอันเนื่องจากการโจมตีของยูเครน

อีกด้านหนึ่ง กองทัพยูเครนปฏิเสธกระแสข่าวที่ว่า เมืองคอสเตียนตินิฟกา (Kostyantynivka) ซึ่งเป็นเมืองสำคัญทางตะวันออกของยูเครน ได้ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของรัสเซียอย่างเบ็ดเสร็จแล้ว

โดยพันตรี อันดรีย์ คาวาลยอฟ โฆษกกองทัพ บอกกับบีบีซีว่า มีกลุ่มทหารราบขนาดเล็กแทรกซึมเข้าไปในแนวรบส่วนลึกของกองกำลังฝ่ายยูเครน แต่ทหารกลุ่มนั้นถูกพบและถูกทำลายแล้ว พร้อมย้ำว่า “เมืองคอสเตียนตินิฟกายังคงอยู่ภายใต้การควบคุมของกองกำลังป้องกันตนเองของยูเครน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สหรัฐฯ ครบ 250 ปี ทรัมป์เตือนการโจมตี “อัตลักษณ์” ความเป็นอเมริกัน

สหรัฐฯ ครบ 250 ปี ทรัมป์เตือนการโจมตี “อัตลักษณ์” ความเป็นอเมริกัน

4 ก.ค. 2569 22:09 น.

สหรัฐฯ ครบ 250 ปี ทรัมป์เตือนการโจมตี “อัตลักษณ์” ความเป็นอเมริกัน

สหรัฐอเมริกามีอายุครบ 250 ปีแล้ว ในขณะที่ โดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมกล่าวสุนทรพจน์ครั้งใหญ่ หลังจากเตือนว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีความพยายามโจมตี “อัตลักษณ์” ความเป็นอเมริกัน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สหรัฐอเมริกามีอายุครบ 250 ปีแล้วในวันเสาร์ที่ 4 ก.ค. 2569 ประจวบเหมาะกับช่วงเวลาแห่งความแตกแยกอย่างลึกซึ้งภายในชาติ ขณะที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ พยายามใช้พื้นที่ฉลองเทศกาลนี้ให้เป็นเวทีหลักของตนเอง

วันครบรอบการประกาศอิสรภาพนี้ยังมีขึ้นท่ามกลางคลื่นความร้อนรุนแรง ซึ่งทำให้ชาวอเมริกันราว 160 ล้านคนตกอยู่ภายใต้การแจ้งเตือนภัยความร้อนขั้นรุนแรงหรือขั้นวิกฤต ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อการจัดขบวนพาเหรดและงานปาร์ตี้ริมถนนที่วางแผนไว้ในเมืองต่าง ๆ ทั่วประเทศ

ทว่าอุณหภูมิที่ร้อนระอุไม่อาจขัดขวางประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ โดยในเย็นวันเสาร์ (ตามเวลาท้องถิ่น) เขาจะจัดงานชุมนุมทางการเมืองครั้งใหญ่ที่ลาน “เนชันแนล มอลล์” (National Mall) ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. พร้อมด้วยการบินโชว์ของฝูงบินทหาร และงานแสดงพลุดอกไม้ไฟที่นายทรัมป์ประกาศว่าจะยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก

“ข้างนอกนั่นจะร้อนประมาณ 107 องศาฟาเรนไฮต์ (41 องศาเซลเซียส) และผมจะไปที่นั่นเพื่อกล่าวสุนทรพจน์ที่ยาวมาก ๆ แค่เพื่อพิสูจน์ว่าผมสามารถทำอะไรก็ได้” ทรัมป์กล่าวไว้ก่อนหน้านี้

เมื่อค่ำวันศุกร์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีเดินทางไปเยือนอนุสรณ์สถานแห่งชาติภูเขารัชมอร์ (Mount Rushmore) เพื่อกล่าวสุนทรพจน์ต่อหน้ารูปสลักใบหน้าหินแกรนิตขนาดมหึมาของอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ผู้เป็นตำนานทั้ง 4 คนได้แก่ จอร์จ วอชิงตัน, โทมัส เจฟเฟอร์สัน, อับราฮัม ลินคอล์น และ ธีโอดอร์ รูสเวลต์

ทรัมป์กล่าวชื่นชมความเป็นเลิศของอเมริกาและสรรเสริญอดีตผู้นำของประเทศ แต่เขาเตือนด้วยว่า อัตลักษณ์ความเป็นอเมริกันกำลัง “ถูกโจมตีครั้งใหม่” โดยเขาชี้ไปที่ “กลุ่มหัวรุนแรงและกลุ่มสุดโต่ง” ภายในประเทศ และกล่าวหาว่ากำลังเกิด “การฟื้นตัวของภัยคุกคามจากคอมมิวนิสต์ในดินแดนของสหรัฐฯ”

ประเด็นนี้เป็นสิ่งที่ทรัมป์หยิบยกขึ้นมาหลายต่อหลายครั้งในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ในขณะที่กลุ่มซ้ายจัดของพรรคเดโมแครตคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งขั้นต้น (Primary) ของสหรัฐฯ ได้อย่างต่อเนื่อง

ประธานาธิบดีตราหน้าการก้าวขึ้นมาของฝ่ายซ้ายก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายนว่าเป็นพวก “คอมมิวนิสต์” ที่กำลังอาละวาด และกำลังสร้าง “ภัยคุกคาม” ครั้งใหญ่ต่อประเทศ

ทรัมป์อ้างด้วยว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมามีความพยายามที่จะ “ทุบทำลายจิตวิญญาณความเป็นอเมริกันให้ออกไปจากพวกเรา และทำให้พวกเราแปลกแยกจากประวัติศาสตร์ของตัวเอง”

แม้ว่าถ้อยคำของเขาจะไม่รุนแรงเท่ากับวาทกรรมต่อต้านผู้อพยพที่เขาเคยใช้ในสุนทรพจน์ครั้งก่อน ๆ แต่สาระสำคัญที่แฝงอยู่ระบุไว้อย่างชัดเจน “คุณไม่จำเป็นต้องเกิดที่นี่ แต่คุณจำเป็นต้องรักในสิ่งที่เราสร้างขึ้นมา” เขากล่าว

สำหรับชาวอเมริกัน การเฉลิมฉลองครบรอบ 250 ปีนี้ เป็นทั้งช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองและเป็นโอกาสในการทบทวนสิ่งต่าง ๆ ที่ผ่านมา

หลังจากผ่านพ้นความสำเร็จและความสูญเสีย ทาสและอิสรภาพ สงครามกลางเมืองและสงครามโลกมานานถึงสองศตวรรษครึ่ง ผลสำรวจความเห็นหลายสำนักระบุว่า คนในชาติกำลังมีความคิดเห็นที่แตกแยกเกี่ยวกับสถานะของประเทศในปัจจุบันและทิศทางที่จะดำเนินต่อไปในอนาคต

ผลสำรวจจากมหาวิทยาลัย ควินนิเพียก (Quinnipiac) เผยว่า ชาวอเมริกันร้อยละ 61 คิดว่าสหรัฐฯ ไม่ได้ดำเนินไปตามอุดมคติที่ระบุไว้ในคำประกาศอิสรภาพ ถึงกระนั้น ความคิดเห็นในประเด็นนี้ก็ยังคงแตกแยก โดยพรรครีพับลิกันส่วนใหญ่คิดว่าประเทศทำได้ตามอุดมคติแล้ว ขณะที่พรรคเดโมแครตส่วนใหญ่คิดว่ายังไม่เป็นเช่นนั้น

“มีผู้คนจำนวนมากเกินไปที่เกลียดชังกัน ขโมยของกันและกัน พวกเขาไม่ได้รักกันเลย” จอห์นนี เพรสลีย์ ศิลปินจากลอสแอนเจลิสกล่าว “ผมเบื่อหน่ายกับวิธีที่ประเทศนี้ปฏิบัติต่อผู้คน ผมเบื่อวิธีที่ประเทศนี้ปฏิบัติต่อเพื่อนบ้านต่างแดน “ผมเบื่อกับเรื่องเฮงซวยหลาย ๆ เรื่องเต็มที””

ในทางกลับกัน สำหรับคนอื่น ๆ อย่าง คาริซา ทาวาสโซลี ชาวอเมริกันเชื้อสายอิหร่านซึ่งเป็นนักการศึกษาในแอตแลนตา มองว่ารากฐานของ “ความฝันอเมริกัน” (American Dream) ยังคงเป็นจริงอยู่

“ฉันมีความปลอดภัย มีเสถียรภาพ มีเสรีภาพในการพูด มีเสรีภาพในการนับถือศาสนา และในฐานะผู้หญิง ฉันจะแต่งตัวอย่างไรก็ได้ตามใจชอบ” เธอให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว AFP “ที่นี่มีข้อบกพร่องอยู่มากมาย แต่เราก็มีสิ่งพิเศษบางอย่างที่คุ้มค่าแก่การปกป้อง”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

จับกุม-ป้องกัน-บำบัด! โฆษกรัฐบาล แจงนโยบายปราบยาเสพติด

จับกุม-ป้องกัน-บำบัด! โฆษกรัฐบาล แจงนโยบายปราบยาเสพติด

จับกุม-ป้องกัน-บำบัด! โฆษกรัฐบาล แจงนโยบายปราบยาเสพติด

วันอาทิตย์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.50 น.

5 กรกฎาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับการปราบปรามยาเสพติดในฐานะภัยคุกคามต่อความมั่นคงของประเทศ โดยปัจจุบันเครือข่ายยาเสพติดมีการเชื่อมโยงกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ใช้รูปแบบการลักลอบที่ซับซ้อนมากขึ้น และพยายามอาศัยช่องทางการคมนาคม การขนส่ง และเครือข่ายระหว่างประเทศในการกระทำความผิด รัฐบาลจึงได้กำชับให้ทุกหน่วยงานบูรณาการการทำงานอย่างใกล้ชิด ทั้งด้านการข่าว การบังคับใช้กฎหมาย การรักษาความมั่นคงชายแดน และความร่วมมือกับต่างประเทศ เพื่อปิดทุกช่องทางของเครือข่ายยาเสพติดและป้องกันไม่ให้ประเทศไทยถูกใช้เป็นเส้นทางหรือฐานปฏิบัติการขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ

นางสาวรัชดา กล่าวว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของ “ปฏิบัติการพิฆาตยาเสพติด” ซึ่งรัฐบาลได้กำหนดเป็นนโยบายสำคัญในการประกาศศัตรูกับนักค้ายาเสพติดและขุดรากถอนโคนเครือข่ายอย่างเด็ดขาด โดยนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ทุกหน่วยงานจัดทำแผนปฏิบัติการที่เชื่อมโยงและสอดคล้องกันในทุกระดับ ตั้งแต่อำเภอ จังหวัด กระทรวง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การทำงานเป็นระบบเดียวกันและขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม

แผนปฏิบัติการครอบคลุม 7 ด้าน ได้แก่ การยกระดับความร่วมมือกับต่างประเทศ การเสริมความมั่นคงชายแดน การปราบปรามเครือข่ายค้ายาเสพติดและเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง การลดผลกระทบต่อประชาชน การแก้ไขปัญหาผู้ป่วยจิตเวชจากยาเสพติด การดำเนินนโยบาย “1 อำเภอ 1 ศูนย์บำบัด” และการสร้างสังคมปลอดภัยจากยาเสพติด

ผลการดำเนินงานในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 ถึง 31 พฤษภาคม 2569 สะท้อนให้เห็นถึงความเข้มข้นของการบูรณาการทำงานระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ป.ป.ส. กระทรวงมหาดไทย กองทัพ ศุลกากร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยสามารถปิดล้อมตรวจค้นเครือข่ายยาเสพติดได้ 16,419 เครือข่าย จับกุมผู้กระทำความผิด 203,637 ราย เพิ่มขึ้นร้อยละ 20.36 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน  ตรวจยึดยาบ้าได้กว่า 997 ล้านเม็ด เพิ่มขึ้น 33 ล้านเม็ด ไอซ์ 39.4 ตัน เพิ่มขึ้น 3.8 ตันพร้อมยาอีและเคตามีนอีกเป็นจำนวนมาก รวมทั้งยึดและอายัดทรัพย์สินจากคดียาเสพติดได้แล้วกว่า 7,677 ล้านบาท สะท้อนการตัดวงจรทางการเงินของเครือข่ายค้ายาเสพติดควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมาย

นอกจากการปราบปรามแล้ว รัฐบาลยังเดินหน้าการป้องกันและบำบัดผู้ติดยาเสพติดอย่างต่อเนื่อง โดยสามารถนำผู้เสพเข้าสู่กระบวนการบำบัดแล้ว 40,440 คน ขับเคลื่อนการทำงานร่วมกับ 2,970 ชุมชน และดำเนินโครงการตำรวจประสานโรงเรียนในสถานศึกษากว่า 1,537 แห่ง คัดกรองนักเรียนกว่า 1.12 ล้านคน เพื่อค้นหากลุ่มเสี่ยงและให้ความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที รวมทั้งโครงการครูตำรวจแดร์ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับพิษภัยยาเสพติดแก่เยาวชนกว่า 252,427 คน

นางสาวรัชดา กล่าว เพิ่มเติมอีกว่า  กรณีที่เกิดขึ้นกับพนักงานต้อนรับสายการบินสะท้อนให้เห็นว่า ขบวนการค้ายาเสพติดมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการกระทำความผิดอยู่ตลอดเวลา รัฐบาลจึงต้องปรับมาตรการให้เท่าทัน โดยนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ หน่วยงานด้านการบินและหน่วยงานความมั่นคง ทบทวนและยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยในท่าอากาศยาน โดยยึดหลัก Zero Trust หรือการตรวจสอบตามมาตรฐานเดียวกันกับทุกคน เพื่อปิดช่องโหว่ที่อาจถูกใช้ในการลักลอบขนยาเสพติดและสิ่งผิดกฎหมาย

“การปราบปราบปรามยาเสพติดคือวาระแห่งชาติ รัฐบาลมุ่งมั่นปราบปรามยาเสพติดอย่างต่อเนื่อง ทั้งการตัดวงจรเครือข่าย การยึดทรัพย์ผู้กระทำผิด การบำบัดผู้เสพ การสร้างภูมิคุ้มกันให้เยาวชน และการยกระดับความร่วมมือกับนานาชาติ เพื่อให้ประเทศไทยเป็นสังคมที่ปลอดภัยจากยาเสพติด และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนานาประเทศ” นางสาวรัชดา กล่าว