อ่านแล้วยิ้มตาม บี พุทธิพงษ์ ย้อนคำสัญญาเมื่อ 27 ปีถึง นุสบา

อ่านแล้วยิ้มตาม บี พุทธิพงษ์ ย้อนคำสัญญาเมื่อ 27 ปีถึง นุสบา

อ่านแล้วยิ้มตาม บี พุทธิพงษ์ ย้อนคำสัญญาเมื่อ 27 ปีถึง นุสบา

วันอาทิตย์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 20.53 น.

เป็นอีกหนึ่งคู่รักที่ครองรักกันมาอย่างยาวนาน สำหรับ “บี พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์” และ “นุสบา ปุณณกันต์” ที่แม้วันนี้จะใช้ชีวิตคู่ร่วมกันมากว่า 27 ปี มีลูกชายด้วยกัน 2 คน แต่ความรักและความผูกพันของทั้งคู่ยังคงหวานชื่นไม่เปลี่ยน

       ล่าสุด เนื่องในโอกาสครบรอบวันแต่งงาน บี พุทธิพงษ์ ได้โพสต์ข้อความสุดซึ้งผ่านโซเชียลมีเดียว่า “เวลาผ่านไปก้าวขึ้น 27 ปีแล้วนะ สัญญาที่เคยให้ไว้กับนุสและครอบครัว “ผมจะดูแลนุสให้ดีที่สุดครับ“ ยังดังก้องอยู่ในหัวเสมอมา จะทำให้ดีที่สุดและจะทำต่อไปนะ ขอบคุณที่รัก และ เคียงข้างกันเสมอมา Happy anniversary นะ”

โดย นุสบา ก็ได้เข้ามาคอมเมนต์ตอบกลับสามีว่า “ขอบคุณมากค่ะพี่บี นุสรู้ว่าพี่เจออะไรมาเยอะมากทั้งใกล้และไกลตัว นุสเห็นใจพี่อย่างถึงที่สุด แต่จะคอยดูแลทุกคนให้ดีที่สุด และขอบคุณที่พี่เคียงข้างดูแลพวกเรามาตลอด บุญรักษานะคะ”

ขอบคุณที่มา : @beepunnakanta

แฟนๆใจละลาย แอนโทเนีย ปล่อยลุคริมทะเลในชุดว่ายน้ำดีไซน์เก๋

แฟนๆใจละลาย แอนโทเนีย ปล่อยลุคริมทะเลในชุดว่ายน้ำดีไซน์เก๋

แฟนๆใจละลาย แอนโทเนีย ปล่อยลุคริมทะเลในชุดว่ายน้ำดีไซน์เก๋

วันอาทิตย์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.05 น.

ทำเอาโลกโซเชียลกลับมาคึกคักอีกครั้ง เมื่อ “แอนโทเนีย โพซิ้ว” นางงามขวัญใจชาวไทย ออกมาเผยภาพพักผ่อนริมทะเลในลุคสบายๆ แต่กลับสะกดทุกสายตาด้วยแฟชั่นชุดว่ายน้ำที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร

       โดย แอนโทเนียเลือกสวมชุดว่ายน้ำดีไซน์คล้ายเปลือกหอย เข้ากับบรรยากาศริมทะเล เผยให้เห็นหุ่นสุดเซ็กซี่ ทำเอาแฟนคลับและชาวเน็ตจำนวนมากเข้ามากดไลก์และคอมเมนต์ชื่นชมอย่างต่อเนื่อง

      ภาพจาก : @porxild

ฮอตไม่หยุด เจนนี่ BLACKPINK อวดลุคสุดฮอตโชว์เดือดบนเวที

ฮอตไม่หยุด เจนนี่ BLACKPINK อวดลุคสุดฮอตโชว์เดือดบนเวที

ฮอตไม่หยุด เจนนี่ BLACKPINK อวดลุคสุดฮอตโชว์เดือดบนเวที

วันอาทิตย์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.06 น.

สร้างความฮือฮาให้กับแฟนเพลงทั่วโลกอีกครั้ง สำหรับ เจนนี่ BLACKPINK หลังขึ้นแสดงในฐานะ เฮดไลเนอร์ของเทศกาล Roskilde Festival 2026 เทศกาลดนตรีระดับโลกที่จัดขึ้นในประเทศเดนมาร์ก โดยมาพร้อมการแสดงสุดร้อนแรงที่เรียกเสียงกรี๊ดจากผู้ชมได้ตลอดทั้งโชว์

       นอกจากการแสดงที่เต็มไปด้วยพลังและเสน่ห์บนเวทีแล้ว อีกหนึ่งไฮไลต์ที่ถูกพูดถึงอย่างมากคือ ลุคแฟชั่นของเจนนี่ ซึ่งครั้งนี้เธอเลือกสวมชุดคัสตอมจากดีไซเนอร์ Lou de Bètoly ที่โดดเด่นด้วยดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ ผสานความแฟชั่น ความเท่ และความเซ็กซี่ได้อย่างลงตัว จนกลายเป็นอีกหนึ่งลุคที่ได้รับคำชมอย่างล้นหลาม

       หลังภาพและคลิปการแสดงถูกเผยแพร่ออกไปบนโลกออนไลน์ แฟนเพลงจากหลายประเทศต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นชื่นชมอย่างต่อเนื่อง โดยหลายคนยกให้เจนนี่เป็น “Pretty Girl” ที่ครบเครื่องทั้งความสวย ความสามารถ และเสน่ห์บนเวทีที่ยากจะละสายตา

ภาพจาก : @jennierubyjane

เปิดตัว 61 เด็กไทย 12 สาขา ลุยแข่ง ‘โอลิมปิกวิชาการ 2569’

เปิดตัว 61 เด็กไทย 12 สาขา ลุยแข่ง ‘โอลิมปิกวิชาการ 2569’

เปิดตัว 61 เด็กไทย 12 สาขา ลุยแข่ง ‘โอลิมปิกวิชาการ 2569’

วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.28 น.

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แถลงข่าวเปิดตัวคณะผู้แทนประเทศไทยไปแข่งขันคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ ประจำปี 2569 โดยมี ศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์จรัส สุวรรณเวลา รองประธานมูลนิธิส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการและพัฒนาวิทยาศาสตร์ศึกษา ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ (มูลนิธิ สอวน.) และ รศ.ดร.ธีระเดช เจียรสุขสกุล ผู้อำนวยการ สสวท. นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน พร้อมด้วยผู้บริหาร คณะอาจารย์ และนักเรียนตัวแทนประเทศไทย จำนวน 12 สาขาวิชา รวม 61 คน เข้าร่วม ณ ห้องประชุมหม่อมหลวงปิ่น มาลากุล ชั้น 3 อาคารรัชมังคลาภิเษก กระทรวงศึกษาธิการ

โดย นายประเสริฐ ได้เน้นย้ำนโยบายการศึกษาที่ให้โอกาสและบ่มเพาะผู้เรียนตามศักยภาพ ซึ่งมีความสำคัญในการพัฒนากำลังคนที่มีสมรรถนะสูงของประเทศ ให้ประเทศพร้อมรับมือกับโลกที่ผันผวน และยืนยันว่าโอลิมปิกวิชาการ เป็นโครงการที่กระตุ้นให้เยาวชนได้พัฒนาตนเองต่อไปให้ทัดเทียมกับนานาประเทศ

”การไปเข้าร่วมแข่งขันโอลิมปิกวิชาการของเยาวชนไทยที่ผ่านมาก็สามารถคว้ารางวัลสำคัญๆกลับมาได้หลายรางวัล  การไปแข่งขันโอลิมปิกวิชาการครั้งนี้ ก็ขอให้ตัวแทนประเทศไทยใช้ความรู้ความสามารถให้เต็มที่ ก็ขอเป็นกำลังใจและขออวยพรให้ตัวแทนประเทศไทยคว้าชัยกลับมาเป็นของขวัญให้ประเทศ และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนประเทศต่อไป” รมว.ศธ. กล่าว

ด้าน ศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์จรัส สุวรรณเวลา รองประธานมูลนิธิ สอวน. ยืนยันพันธกิจของมูลนิธิ สอวน. ในการยกระดับมาตรฐานการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี ผ่านการดำเนินงานของศูนย์ สอวน. ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ 14 แห่ง และใน กรุงเทพฯ 5 แห่ง ซึ่งให้นักเรียนในจังหวัดต่างๆ และพื้นที่ห่างไกล ได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางโอลิมปิกวิชาการ ให้ได้รับการพัฒนาตามศักยภาพของตนเอง ขอให้กำลังใจนักเรียนผู้แทนประเทศไทย ให้มองไปไกลกว่าเหรียญรางวัล ไปสู่การต่อยอดด้านความรู้ สร้างประสบการณ์ชีวิต และให้พัฒนาตนเองอย่างไม่สิ้นสุด

ขณะที่ รศ.ดร.ธีระเดช เจียรสุขสกุล ผู้อำนวยการ สสวท. กล่าวว่า สสวท. ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยีของประเทศ ให้ครอบคลุมสำหรับนักเรียนทุกกลุ่ม และยังคงพัฒนาหลักสูตร สื่อการเรียนรู้และพัฒนาครูอย่างต่อเนื่อง พร้อมขอบคุณเบื้องหลังผู้มีส่วนสนับสนุนโครงการนี้มาโดยตลอด รวมถึงการร่วมสร้างสิ่งแวดล้อมที่จะทำให้ผู้แทนประเทศไทยได้รับการพัฒนา ให้เป็นผู้นำทางการศึกษา วิจัย นวัตกรรม และกลับมาเป็นกำลังสำคัญของประเทศต่อไป

ทั้งนี้ ในปี 2569 มีนักเรียนที่ได้รับการคัดเลือกเป็นผู้แทนประเทศไทยเดินทางไปแข็งขัน คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ ประจำปี 2569  จำนวน 12 สาขาวิชา ได้แก่ คณิตศาสตร์ คอมพิวเตอร์ เคมี ชีววิทยา ฟิสิกส์ ดาราศาสตร์และฟิสิกส์ดาราศาสตร์ วิทยาศาสตร์โลกและอวกาศ ภูมิศาสตร์ ภาษาศาสตร์ ดาราศาสตร์และฟิสิกส์ดาราศาสตร์ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น วิทยาศาสตร์ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และโครงการ Asian Science Camp รวมจำนวน 61 คน ที่จะเข้าร่วมการแข่งขันทั้งในและต่างประเทศ ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม – พฤศจิกายน นี้

โอลิมปิกวิชาการไม่ได้สิ้นสุดที่เหรียญทอง แต่เป็นการพัฒนาศักยภาพของเด็กไทย และเป็นจุดเริ่มของการบ่มเพาะกำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของชาติ ขอเชิญร่วมเป็นแรงใจให้กับนักเรียนผู้แทนประเทศไทย ได้มุ่งมั่น สร้างสรรค์ แก้ปัญหา บนเวทีโอลิมปิกวิชาการระหว่างประเทศ ประจำปี พ.ศ. 2569 โดยสามารถติดตามความเคลื่อนไหว ผลการแข่งขัน และร่วมส่งแรงใจเชียร์ได้ผ่านทางเว็บไซต์ www. ipst.ac.th หรือเพจเฟซบุ๊ก “Olympic IPST” และสื่อประชาสัมพันธ์ของ ศธ., สสวท. และมูลนิธิ สอวน.         

กรมสมเด็จพระเทพฯ พระราชทานพระราชวโรกาสให้ นางชั้น แสงเดือน พร้อมครอบครัว เฝ้า ฯ

กรมสมเด็จพระเทพฯ พระราชทานพระราชวโรกาสให้ นางชั้น แสงเดือน พร้อมครอบครัว เฝ้า ฯ

กรมสมเด็จพระเทพฯ พระราชทานพระราชวโรกาสให้ นางชั้น แสงเดือน พร้อมครอบครัว เฝ้า ฯ

วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.42 น.

6 กรกฎาคม 2569 เวลา 09.00 น. สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จออก ณ วังสระปทุม พระราชทานพระราชวโรกาสให้ นางชั้น แสงเดือน พร้อมครอบครัว เฝ้าฯทูลเกล้าฯ ถวายเงินโดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัย

​ถอดรหัส ‘วทจ. รุ่น 8’ เชื่อมโยงมิตรภาพไทย-จีน บนรากฐาน ‘เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา’

​ถอดรหัส ‘วทจ. รุ่น 8’ เชื่อมโยงมิตรภาพไทย-จีน บนรากฐาน ‘เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา’

​ถอดรหัส ‘วทจ. รุ่น 8’ เชื่อมโยงมิตรภาพไทย-จีน บนรากฐาน ‘เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา’

วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ท่ามกลางกระแสคลื่นความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ที่หมุนไวและเต็มไปด้วยการแข่งขันทางเทคโนโลยี หลายครั้งที่ “ความสำเร็จ” มักถูกวัดมูลค่าด้วยตัวเลข เม็ดเงิน หรือความก้าวหน้าทางวัตถุแบบตะวันตก แต่หากมองย้อนกลับมายังฟากฝั่งอารยธรรมตะวันออก โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่าง “ไทยและจีน” ที่หยั่งรากลึกมายาวนานกว่า 2,200 ปี สิ่งที่ตรึงให้สองชนชาติยังคงเติบโตและพึ่งพาอาศัยกันได้อย่างแน่นแฟ้น กลับไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของเมกะโปรเจกต์หรือมูลค่าการค้า หากแต่เป็น “คุณค่าทางจิตวิญญาณ” ที่ซ่อนอยู่ใน DNA ของผู้คนทั้งสองประเทศ

ความลึกซึ้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่คือผลลัพธ์ของกระบวนการเรียนรู้และถอดรหัสอย่างเป็นระบบ ซึ่งถูกจุดประกายและส่งต่อผ่าน หลักสูตรวิทยาการผู้นำไทย-จีน (วทจ.) รุ่นที่ 8 โดย สถาบันวิทยาการผู้นำไทย–จีน มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ หลักสูตรที่รวบรวมเหล่าผู้บริหารระดับสูง คณาจารย์ และผู้นำองค์กรแถวหน้าของประเทศ มาร่วมกันเปิดประตูบานใหม่เพื่อศึกษา สัมผัส และเชื่อมโยงมิตรภาพไทย-จีนในทุกมิติ

ตลอดระยะเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา ข้อมูลและองค์ความรู้ในชั้นเรียนของ วทจ. รุ่นที่ 8 ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในตำรา ทว่าถูกเปลี่ยนให้เป็น “ประสบการณ์ร่วม” ผ่านการเดินทางไปศึกษาดูงาน ณ มหาวิทยาลัยปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน การเดินทางครั้งนั้นทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมให้เหล่านักศึกษา วทจ. 8 ได้เห็นจีนยุคใหม่แบบ 360 องศา ในแง่หนึ่งคือความตื่นตาตื่นใจต่อความสำเร็จทางเทคโนโลยี นวัตกรรมล้ำสมัย และโครงสร้างพื้นฐานระดับโลก แต่อีกแง่หนึ่งที่สำคัญยิ่งกว่า คือการได้เห็นกลไกของรัฐบาลจีนภายใต้การนำของประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ที่สามารถบูรณาการร่วมกับภาคเอกชนในการขับเคลื่อนแผนพัฒนา 5 ปี เพื่อขจัดความยากจนในชุมชนห่างไกลได้สำเร็จ โดยไม่ทิ้งรากเหง้าทางวัฒนธรรมดั้งเดิมไว้เบื้องหลัง

ทั้งนี้ ในพิธีปิดการศึกษาหลักสูตรวิทยาการผู้นำไทย-จีน รุ่นที่ 8 ประธานรุ่น วทจ. 8 พร้อมผู้แทนรุ่น ได้มีการนำเสนอ บทสรุปรายงานวิจัย ซึ่งเป็นการตกผลึกทางปัญญาของนักศึกษาทั้งรุ่น โดยรายงานวิจัยฉบับนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนภาพรวมทางเศรษฐกิจและการทูต แต่ยังเจาะลึกไปถึงโครงสร้างชุมชน ระบบคุณธรรม และสายสัมพันธ์ทางชาติพันธุ์ที่เชื่อมโยงกันใน 6 ประเทศที่มีกลุ่มวัฒนธรรมไทย-จีนอาศัยอยู่ ถือเป็นเข็มทิศนำทางเล่มใหม่ที่พร้อมให้องค์กรภาครัฐและเอกชนนำไปปรับใช้ในการสร้างความร่วมมือไทย-จีนให้เกิดมิติที่ยั่งยืน

ภายในพิธีปิด ได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ เกษม วัฒนชัย องคมนตรี เป็นประธานในพิธีเพื่อมอบประกาศนียบัตรมหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ  และมอบประกาศนียบัตรมหาวิทยาลัยปักกิ่ง แก่ผู้สำเร็จการศึกษาจำนวน 106 คน และมอบโล่นักศึกษาดีเด่นจำนวน 7 คน พร้อมทั้งกล่าวปาฐกถาพิเศษที่สร้างแรงบันดาลใจและให้แง่คิดอันลึกซึ้งแก่ผู้สำเร็จการศึกษา โดยเน้นย้ำถึงแก่นแท้ของวิถีตะวันออกไว้อย่างน่าสนใจว่า “คุณค่าทางจิตวิญญาณของอารยธรรมตะวันออกนั้น มีความสำคัญกว่าความสำเร็จทางด้านวัตถุมาก คุณค่าทางจิตวิญญาณ มีความสำคัญกว่าเงินทองที่โลกตะวันตกเอามาใช้วัดความสำเร็จ แต่อารยธรรมไทย-จีนของเรา ใช้วัดกันที่เรื่องของคุณค่าทางจิตวิญญาณ ความซื่อสัตย์ ความเป็นคนดี และความมีน้ำใจช่วยเหลือเกื้อกูลกัน”

นอกจากนี้ ท่านองคมนตรี ยังได้หยิบยกคำนิยาม 5 คำของประธานาธิบดีสีจิ้นผิง อย่าง “จง ไท่ อี เจีย ชิง” ที่หมายถึง ไทย-จีน ครอบครัวเดียวกัน พร้อมฝากข้อคิดถึง วทจ. รุ่นที่ 8 ว่า ความสนิทสนมและน้ำใจที่เกิดขึ้นในรุ่นนี้คือ DNA สำคัญที่จะขับเคลื่อนความสัมพันธ์ของสองประเทศต่อไปในอนาคต

ขณะเดียวกัน นายอรัญ เอี่ยมสุรีย์ ประธานกรรมการบริหารสถาบันวิทยาการผู้นำไทย–จีน กล่าวว่า หลักสูตร วทจ. 8 ในปีนี้ไม่เพียงแต่สร้างผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ระดับสากล แต่เราได้ร่วมกันสร้างเครือข่ายแห่งมิตรภาพที่แข็งแกร่ง เป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และความเข้าใจอันดีระหว่างไทย-จีน ให้เติบโตร่วมกันอย่างมั่นคงและยั่งยืนในยุคหน้า”

​HSBC นำทีมนิสิตจุฬาฯ คว้ารองชนะเลิศอันดับ 1 เวที ‘HSBC/HKU Business Case Challenge 2026’ ที่ฮ่องกง

​HSBC นำทีมนิสิตจุฬาฯ คว้ารองชนะเลิศอันดับ 1 เวที ‘HSBC/HKU Business Case Challenge 2026’ ที่ฮ่องกง

​HSBC นำทีมนิสิตจุฬาฯ คว้ารองชนะเลิศอันดับ 1 เวที ‘HSBC/HKU Business Case Challenge 2026’ ที่ฮ่องกง

วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ธนาคารเอชเอสบีซี ประเทศไทย ส่งทีม Prosper Consulting จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ชนะจากการประกวดสุดยอดแผนธุรกิจ HSBC Thailand Business Case Competition เป็นตัวแทนไทยเข้าร่วมการแข่งขัน “HSBC/HKU Business Case Challenge 2026” ที่ฮ่องกง พร้อมคว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 เฉือน 23 ทีมจากมหาวิทยาลัยชั้นนำจาก 20 ประเทศทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกได้สำเร็จ สะท้อนศักยภาพและความเป็นเลิศเด็กไทยที่สามารถคิดวิเคราะห์และพัฒนาแผนธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรมทัดเทียมนานาชาติ

ทั้งนี้ การประกวดสุดยอดแผนธุรกิจ HSBC Thailand Business Case Competition จัดโดยธนาคารเอชเอสบีซี ประเทศไทย อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 12 เพื่อเปิดโอกาสให้นิสิตนักศึกษาในประเทศไทยได้เสริมสร้างทักษะการคิดวิเคราะห์ การแก้ไขปัญหา และการทำงานเป็นทีม ตลอดจนใช้ภาษาอังกฤษในการทำงานและนำเสนอแผนธุรกิจ ซึ่งเป็นทักษะสำคัญสำหรับการศึกษาและโลกการทำงานจริงในอนาคต โดยตลอดระยะเวลา 12 ปีที่ผ่านมา มีนิสิตนักศึกษาที่กำลังศึกษาในระดับปริญญาตรีกว่า 3,900 คนเข้าร่วมการแข่งขัน โดยผู้ชนะจากเวทีระดับประเทศจะได้เป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมการแข่งขัน HSBC/HKU Business Case Challenge ณ ฮ่องกง ซึ่งเป็นหนึ่งในเวทีการแข่งขันสุดยอดแผนธุรกิจจระดับนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดของโลก

โดยในปีนี้ ทีม Prosper Consulting จากหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต (หลักสูตรนานาชาติ) คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ ซึ่งประกอบด้วย น.ส.ภสินี ทองชัชวาล น.ส.สุวภัทร บัตรสมบูรณ์ น.ส.พัทธ์มน สรเศรษฐ์สกุล และนายอธิภัทร บุญชำนาญ ได้รับรางวัลชนะเลิศในการแข่งขัน HSBC Thailand Business Case Competition 2026 และเป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมการแข่งขันในระดับภูมิภาค

ในการแข่งขันระดับภูมิภาคปีนี้ มหาวิทยาลัยซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ได้รับรางวัลชนะเลิศ ขณะที่ทีม Prosper Consulting ตัวแทนประเทศไทยจากจุฬาฯ คว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 พร้อมรับเงินรางวัล 5,000 ดอลล่าร์สหรัฐ (ประมาณ 160,000 บาท) โดยมีทีมจาก Bangladesh University และ University of Colombo ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 และ 3 ตามลำดับ

นายจอร์โจ กัมบา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการกลุ่มลูกค้าธุรกิจ ธนาคารเอชเอสบีซี ประเทศไทย กล่าวว่า นับเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปีที่ทีมจากไทยสามารถผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศของการแข่งขัน HSBC/HKU Business Case Challenge 2026 ณ ฮ่องกง และสามารถคว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้สำเร็จ โดยเข้าใกล้การสร้างประวัติศาสตร์คว้าแชมป์รายการนี้ให้กับประเทศไทย ความสำเร็จในครั้งนี้จึงสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพอันโดดเด่นของนิสิตนักศึกษาไทยบนเวทีระดับโลก

“เรามีความภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมพัฒนาศักยภาพของผู้นำทางธุรกิจรุ่นใหม่ของประเทศไทย การประกวดแผนธุรกิจนี้จัดขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้นิสิตนักศึกษาสร้างเครือข่ายและเข้าถึงโอกาสของโลกธุรกิจระดับโลกที่มีการแข่งขันเข้มข้นมากขึ้น โดยปัจจุบัน นิสิตนักศึกษาที่เคยเข้าร่วมโครงการฯ ในอดีตได้ทำงานในสถาบันการเงินชั้นนำ บริษัทที่ปรึกษา และบรรษัทข้ามชาติระดับโลก รวมถึงมีจำนวนไม่น้อยที่ได้ก่อตั้งธุรกิจของตนเอง โดยพวกเขาเหล่านั้นมักกล่าวถึงการแข่งขันนี้ว่าเป็นแรงผลักดันสำคัญที่วางรากฐานต่อการพัฒนาวิชาชีพของพวกเขา ซึ่งนับเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง” นายจอร์โจ กัมบา กล่าว

น.ส.ภสินี ทองชัชวาล ทีม Prosper Consulting จากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ กล่าวว่า การแข่งขันครั้งนี้ช่วยพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ การแก้ไขปัญหา การทำงานเป็นทีม และการนำเสนอภายใต้ข้อจำกัดด้านเวลา พร้อมทั้งเปิดมุมมองใหม่ๆ ในการแก้ไขโจทย์ธุรกิจระดับนานาชาติ พวกเรารู้สึกภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่สามารถนำรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 กลับมาสู่ประเทศไทยได้

ความสำเร็จในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของเยาวชนไทยในการแข่งขันบนเวทีระดับนานาชาติ และตอกย้ำความมุ่งมั่นของธนาคารเอชเอสบีซี ประเทศไทย ในการส่งเสริมความรู้ทางการเงินแก่เยาวชน การสนับสนุนการพัฒนาทักษะแห่งอนาคต เปิดโอกาสการเรียนรู้ระดับสากล และเตรียมความพร้อมให้คนรุ่นใหม่สามารถเติบโตและประสบความสำเร็จในอนาคต

ซูเปอร์ไต้ฝุ่น “บาหวี่” จ่อถล่ม “เกาะกวม” ความเร็วลมสูงสุด 260 กม./ชม.

ซูเปอร์ไต้ฝุ่น "บาหวี่" จ่อถล่ม "เกาะกวม" ความเร็วลมสูงสุด 260 กม./ชม.

5 ก.ค. 2569 12:06 น.

ซูเปอร์ไต้ฝุ่น “บาหวี่” จ่อถล่ม “เกาะกวม” ความเร็วลมสูงสุด 260 กม./ชม.

ประชาชนในเกาะกวมและหมู่เกาะนอร์เทิร์นมาเรียนาของสหรัฐฯ เร่งอพยพเข้าศูนย์พักพิงและเตรียมรับมือซูเปอร์ไต้ฝุ่น “บาหวี่” ที่กำลังเคลื่อนตัวเข้าพื้นที่ด้วยความเร็วลมสูงสุด 260 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เทียบเท่าเฮอริเคนระดับ 5 ขณะที่สำนักงานอุตุนิยมวิทยาสหรัฐฯ เตือนอาจเกิดความเสียหายร้ายแรง น้ำท่วมฉับพลัน และคลื่นสูงกว่า 10 เมตร

ประชาชนบนเกาะกวมและหมู่เกาะนอร์เทิร์นมาเรียนา ดินแดนของสหรัฐฯ ในมหาสมุทรแปซิฟิก เร่งอพยพเข้าสู่ศูนย์พักพิงฉุกเฉินและเตรียมความพร้อมรับมือ ซูเปอร์ไต้ฝุ่น “บาหวี่” (Bavi) ซึ่งคาดว่าจะเคลื่อนตัวผ่านพื้นที่ตั้งแต่ช่วงเช้าวันจันทร์ตามเวลาท้องถิ่น (6 ก.ค.)

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติสหรัฐฯ ระบุว่า ซูเปอร์ไต้ฝุ่นบาหวี่เป็นพายุที่ “อันตรายอย่างยิ่ง” โดยคาดว่าจะมีความเร็วลมต่อเนื่องสูงสุดประมาณ 260 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือ 160 ไมล์ต่อชั่วโมง เทียบเท่าเฮอริเคนระดับ 5 และมีลมกระโชกแรงสูงสุดถึง 315 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

หน่วยงานเตือนว่า พื้นที่จะเริ่มได้รับอิทธิพลจากลมพายุโซนร้อนตั้งแต่ช่วงบ่ายถึงค่ำวันอาทิตย์ ก่อนที่บริเวณใกล้ศูนย์กลางพายุจะเผชิญความเสียหายระดับรุนแรง พร้อมคาดว่าจะเกิดฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน น้ำทะเลหนุนสูง และคลื่นสูงประมาณ 10.7 เมตร ซึ่งมีความสูงใกล้เคียงอาคาร 10 ชั้น ทำให้การเดินเรือมีความเสี่ยงอย่างมาก

นางพิงกี้ คูบาคับ วัย 55 ปี เจ้าของร้านอาหารในกวม เปิดเผยว่า เธอรีบไปซื้อไม้อัดมูลค่าราว 500 ดอลลาร์สหรัฐตั้งแต่เช้าวันเสาร์ เพื่อนำมาปิดหน้าต่างร้าน “ฉันไม่สามารถสูญเสียรายได้ไปอีกหลายวันได้ เพราะเพิ่งเริ่มทำธุรกิจ รายได้ที่มีตอนนี้ใช้จ่ายแค่ค่าเช่า ค่าสาธารณูปโภค ค่าแรงพนักงาน และค่าวัตถุดิบ ฉันยังไม่ได้จ่ายเงินเดือนให้ตัวเองเลย”

นางอราเบลลา เปาลิโน พนักงานศูนย์บริการลูกค้า วัย 48 ปี กล่าวว่า ลูกสาวของเธอรู้สึกหวาดกลัวกับพายุ แต่เธอเชื่อว่าครอบครัวจะปลอดภัย เนื่องจากบ้านสร้างด้วยคอนกรีต และความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นน่าจะจำกัดอยู่ที่กระจกหน้าต่าง ด้านนางเดอร์มา โซอาลาดอบ วัย 51 ปี คนขับรถโรงเรียนของกองทัพสหรัฐฯ กล่าวว่า แม้บ้านของเธอจะเป็นคอนกรีตเช่นกัน แต่ตัดสินใจย้ายไปพักในโรงแรม เพราะกังวลกับเสียงลมและความรุนแรงของพายุ

ขณะที่นางมิกุ ซากุราอิ นักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นวัย 25 ปี ซึ่งมีกำหนดเดินทางกลับกรุงโตเกียวในวันอาทิตย์ เปิดเผยว่า เที่ยวบินถูกยกเลิกเนื่องจากสภาพอากาศ ทำให้ต้องพักอยู่ในโรงแรมและรอจนกว่าพายุจะผ่านพ้นไป

ข้อมูลล่าสุดระบุว่า ซูเปอร์ไต้ฝุ่นบาหวี่จะเคลื่อนผ่านใกล้เกาะโรตา ซึ่งตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างเกาะกวมกับเกาะไซปัน เกาะหลักของหมู่เกาะนอร์เทิร์นมาเรียนา โดยเกาะโรตามีประชากรราว 1,500 คน

นายออเบรย์ โฮค็อก นายกเทศมนตรีเกาะโรตา เรียกร้องให้ประชาชนปฏิบัติตามคำแนะนำของทางการ พร้อมกล่าวว่า การร่วมมือกันและเตรียมพร้อมจะช่วยปกป้องครอบครัว ชุมชน และขอภาวนาให้ทุกคนปลอดภัย

สำนักงานจัดการภาวะฉุกเฉินกลางของสหรัฐฯ  ได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่กวม พร้อมสำรองน้ำดื่มกว่า 1.1 ล้านลิตร อาหารพร้อมรับประทาน 1.2 ล้านชุด เตียงสนาม 6,700 เตียง และเครื่องกำเนิดไฟฟ้า 90 เครื่อง เพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน

ทางการกวมยังเปิดศูนย์อพยพ 5 แห่งภายในโรงเรียนต่าง ๆ รองรับประชาชนได้รวมประมาณ 1,900 คน โดยเน้นช่วยเหลือผู้ที่อาศัยอยู่ในบ้านซึ่งไม่แข็งแรง ขณะที่สำนักงานอุตุนิยมวิทยาเตือนว่า “เวลาสำหรับการอพยพหรือหาที่หลบภัยกำลังจะหมดลง”

ซูเปอร์ไต้ฝุ่นบาหวี่เกิดขึ้นหลังจากภูมิภาคนี้เพิ่งเผชิญซูเปอร์ไต้ฝุ่น “ซินลากู” เมื่อกลางเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งทำให้ประชาชนหลายหมื่นคนไฟฟ้าดับ ต้นไม้หักโค่น รถยนต์พลิกคว่ำ และหลังคาอาคารจำนวนมากถูกพายุพัดเสียหาย อีกทั้งเรือบรรทุกสินค้า MV Mariana ยังประสบเหตุเครื่องยนต์ขัดข้องก่อนพลิกคว่ำ ส่งผลให้ลูกเรือเสียชีวิต 1 คน และสูญหายอีก 5 คน ซึ่งเชื่อว่าเสียชีวิตทั้งหมด

นักอุตุนิยมวิทยาระบุว่า อุณหภูมิมหาสมุทรที่สูงเป็นประวัติการณ์และการก่อตัวของปรากฏการณ์เอลนีโญ มีส่วนทำให้พายุหมุนเขตร้อนทวีความรุนแรงขึ้น เนื่องจากน้ำทะเลที่อุ่นกว่าปกติช่วยเพิ่มพลังงานให้พายุและทำให้เกิดฝนตกหนักมากขึ้น โดยองค์การอุตุนิยมวิทยาโลกเตือนว่า เอลนีโญได้เริ่มก่อตัวในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนแล้ว และมีแนวโน้มจะพัฒนาเป็นปรากฏการณ์ที่มีความรุนแรงในช่วงหลายเดือนข้างหน้า.

ที่มา AFP

กลุ่มชาตินิยมผิวขาว “Patriot Front” นับร้อยปิดหน้าเดินขบวนกลางวอชิงตัน ปลุกกระแสเหยียดเชื้อชาติ

กลุ่มชาตินิยมผิวขาว "Patriot Front" นับร้อยปิดหน้าเดินขบวนกลางวอชิงตัน ปลุกกระแสเหยียดเชื้อชาติ

5 ก.ค. 2569 11:17 น.

กลุ่มชาตินิยมผิวขาว “Patriot Front” นับร้อยปิดหน้าเดินขบวนกลางวอชิงตัน ปลุกกระแสเหยียดเชื้อชาติ

สมาชิกกลุ่มชาตินิยมผิวขาว Patriot Front หลายร้อยคน สวมหน้ากากเดินขบวนในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ก่อนการเฉลิมฉลองวันประกาศอิสรภาพครบรอบ 250 ปีของสหรัฐฯ พร้อมตะโกน “ทวงคืนอเมริกา” ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่ากิจกรรมดังกล่าวสะท้อนความแตกแยกทางการเมืองและปัญหาความรุนแรงจากแนวคิดสุดโต่งในสังคมอเมริกัน

สมาชิกกลุ่มชาตินิยมผิวขาวสุดโต่ง “แพทริออต ฟรอนต์” (Patriot Front) หลายร้อยคน ได้รวมตัวกันเดินขบวนสวนสนามไปตามท้องถนนในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ก่อนหน้าที่จะเริ่มงานเฉลิมฉลองวันชาติสหรัฐฯ 4 ก.ค. ในช่วงค่ำ ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวตอกย้ำถึงความตึงเครียดและการแบ่งขั้วทางการเมืองที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในขณะนี้

กลุ่ม Patriot Front ได้โพสต์ข้อความบนสื่อสังคมออนไลน์ว่า พวกเขาเดินทางมาถึงเมืองหลวงพร้อมสมาชิกประมาณ 400 คน ขณะที่ช่างภาพของสำนักข่าวรอยเตอร์สพบเห็นฝูงชนจำนวนมากสวมชุดเครื่องแบบของกลุ่มเดินทางด้วยรถไฟใต้ดินสายดี.ซี. เมโทร โดยคลิปวิดีโอที่มีการส่งต่อกันในโลกออนไลน์และในช่องทางเทเลแกรมของกลุ่ม เผยให้เห็นภาพสมาชิกสวมกางเกงสีกากี หมวกแก๊ป เสื้อเชิ้ตสีน้ำเงิน พร้อมแว่นตาดำและผ้าสีขาวปิดบังใบหน้าอย่างมิดชิด กำลังเดินขบวนตามจังหวะกลองขนาบข้างอาคารรัฐสภาสหรัฐฯ และสถานีขนส่งยูเนียนสเตชัน พร้อมชูธงประจำกลุ่ม ธงสมาพันธรัฐ (Confederate flags) และธงชาติสหรัฐฯ ในรูปแบบต่าง ๆ พร้อมตะโกนคำขวัญว่า “ทวงคืนอเมริกา!” เป็นระยะ ก่อนจะสลายตัวขึ้นรถไฟใต้ดินไปยังแถบชานเมืองรัฐแมริแลนด์ในช่วงเที่ยง

ทางด้านโฆษกสำนักงานตำรวจนครบาลกรุงวอชิงตัน (MPD) เปิดเผยว่า ทางตำรวจได้เฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มดังกล่าว ซึ่งถือเป็นการใช้สิทธิ์ตามบทบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญข้อที่ 1 ว่าด้วยเสรีภาพในการแสดงออก โดยเบื้องต้นยังไม่มีรายงานการจับกุม การร้องเรียน หรือการขอความช่วยเหลือใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเดินขบวนครั้งนี้ พร้อมย้ำว่าตำรวจเคารพในสิทธิ์การแสดงความคิดเห็นอย่างสันติ และมุ่งมั่นที่จะรักษาความปลอดภัยให้แก่ผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวทุกคน

ศูนย์กฎหมายเพื่อความยากจนภาคใต้ (Southern Poverty Law Center: SPLC) ระบุว่า กลุ่ม Patriot Front เป็นที่รู้จักจากการแต่งกายที่เป็นระบบ การสวมหน้ากากอำพรางตัว และการนัดรวมตัวประท้วงแบบแฟลชม็อบ โดยกลุ่มนี้ก่อตั้งขึ้นในปี 2017 หลังเหตุการณ์จลาจลนองเลือด “Unite the Right” ที่เมืองชาลอตส์วิลล์ รัฐเวอร์จิเนีย ซึ่งเป็นการแยกตัวออกมาจากกลุ่มเชิดชูคนผิวขาวกลุ่มเดิมอย่าง “แวนการ์ด อเมริกา” (Vanguard America)

แถลงการณ์บนเว็บไซต์ของ Patriot Front ระบุอุดมการณ์อย่างชัดเจนว่า “ระบอบประชาธิปไตยได้ล้มเหลวในประเทศที่เคยยิ่งใหญ่แห่งนี้แล้ว” และจำเป็นต้องมีการ “ล้างระบบใหม่ทั้งหมด” เพื่อนำประเทศกลับไปสู่ขนบธรรมเนียมและคุณธรรมของบรรพบุรุษ ซึ่งพวกเขาเจาะจงว่าหมายถึงกลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานชาวยุโรปผิวขาวเท่านั้น

จอห์น โคเฮน อดีตเจ้าหน้าที่ฝ่ายต่อต้านการก่อการร้ายและข่าวกรองของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิในรัฐบาลบารัก โอบามา และโจ ไบเดน กล่าวว่า กลุ่มนี้พยายามนำเสนอตัวเองให้ดูเหมือนเป็นคนกระแสหลักในสังคม แต่เนื้อแท้กลับเต็มไปด้วยความเชื่อแบบคนผิวขาวเป็นใหญ่และต่อต้านผู้อพยพ “การที่พวกเขารู้สึกมีอำนาจและกล้าออกมาเดินขบวนในที่สาธารณะช่วงวันชาติ สะท้อนให้เห็นภาพที่ชัดเจนว่าประเทศนี้กำลังเผชิญหน้ากับปัญหารุนแรงในเรื่องแนวคิดคนผิวขาวเป็นใหญ่”

ขณะที่ลุค บอมการ์ตเนอร์ นักวิจัยจากโครงการศึกษาลัทธิสุดโต่ง มหาวิทยาลัยจอร์จ วอชิงตัน ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า สัญลักษณ์ของกลุ่มนี้แม้จะพยายามใช้สีน้ำเงิน ขาว แดง เพื่อสื่อถึงความรักชาติ แต่โลโก้ของพวกเขากลับมีความคล้ายคลึงกับสัญลักษณ์ “ฟาสซิโอ” (Fascio) ของพรรคฟาสซิสต์แห่งชาติอิตาลี ภายใต้การนำของเบนิโต มุสโสลินี ในช่วงทศวรรษ 1920-1940

บอมการ์ตเนอร์ กล่าวสรุปว่า “โดยรากเหง้าแล้ว พวกเขาคือองค์กรเชิดชูคนผิวขาวเป็นใหญ่ ที่ใช้การปรากฏตัวในที่สาธารณะ ทั้งการเดินขบวนแบบสายฟ้าแลบ การโปรยใบปลิว การแขวนป้ายผ้าตามทางหลวง เพื่อรณรงค์และส่งต่อข้อความเชิงเหยียดเชื้อชาติว่า อเมริกาเป็นประเทศที่สร้างขึ้นโดยคนผิวขาวและเพื่อคนผิวขาวเท่านั้น”.

ที่มา Reuters

ไฟไหม้บนสะพานบรูกลิน ขณะจุดพลุฉลองวันชาติสหรัฐฯ

ไฟไหม้บนสะพานบรูกลิน ขณะจุดพลุฉลองวันชาติสหรัฐฯ

5 ก.ค. 2569 10:46 น.

ไฟไหม้บนสะพานบรูกลิน ขณะจุดพลุฉลองวันชาติสหรัฐฯ

เกิดเหตุเพลิงไหม้บนสะพานบรูกลิน ในนครนิวยอร์ก ระหว่างการแสดงดอกไม้ไฟเฉลิมฉลองวันชาติสหรัฐฯ ครบรอบ 250 ปี เบื้องต้นเจ้าหน้าที่สามารถควบคุมเพลิงได้อย่างรวดเร็ว ขณะที่ยังอยู่ระหว่างตรวจสอบสาเหตุและประเมินความเสียหายของสะพานสัญลักษณ์สำคัญของมหานครนิวยอร์ก

เกิดเหตุเพลิงไหม้บนสะพานบรูกลิน  ในนครนิวยอร์กของสหรัฐฯ ระหว่างการแสดงดอกไม้ไฟเฉลิมฉลองวันประกาศอิสรภาพของสหรัฐฯ หรือวันที่ 4 กรกฎาคม ซึ่งปีนี้ตรงกับวาระครบรอบ 250 ปีของการก่อตั้งประเทศ โดยเหตุการณ์สร้างความแตกตื่นให้กับผู้ชมจำนวนมากที่ร่วมชมการแสดงริมแม่น้ำอีสต์

ภาพจากการถ่ายทอดสดแสดงให้เห็นเปลวเพลิงและกลุ่มควันพวยพุ่งขึ้นจากโครงสร้างของสะพาน ขณะที่ดอกไม้ไฟยังคงถูกยิงขึ้นจากบริเวณสะพานอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มีประกายไฟและควันลอยปกคลุมหลายจุด เจ้าหน้าที่ซึ่งสวมเสื้อสะท้อนแสงรีบเข้าควบคุมสถานการณ์ และมีรถฉุกเฉินพร้อมรถดับเพลิงเข้าประจำพื้นที่ทันที

รายงานระบุว่า จุดเกิดเหตุอยู่บริเวณด้านสะพานที่หันสู่แม่น้ำอีสต์ โดยสามารถมองเห็นลำน้ำที่ฉีดขึ้นไปยังจุดเกิดเพลิงเพื่อเร่งดับไฟ ขณะที่สาเหตุของเพลิงไหม้และความเสียหายต่อโครงสร้างสะพานยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่

ผู้เห็นเหตุการณ์หลายรายเปิดเผยว่า ช่วงแรกเข้าใจว่าเปลวไฟเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงดอกไม้ไฟ ก่อนจะเริ่มกังวลเมื่อไฟลุกลามและมีควันดำจำนวนมาก

หญิงชาวฝรั่งเศสวัย 24 ปี ซึ่งชมการแสดงอยู่บริเวณริมน้ำฝั่งบรูกลิน กล่าวว่า ตอนแรกคิดว่าเป็นเอฟเฟกต์ของการแสดง แต่ภายหลังรู้สึกหวาดกลัวว่าจะเกิดการระเบิด และเข้าใจผิดว่าสะพานสร้างจากไม้ จึงกังวลว่าไฟจะลุกลาม โดยเธอระบุว่าเห็นจุดไฟลุกพร้อมกันถึง 4 จุด และมีดอกไม้ไฟบางส่วนระเบิดเพิ่มจากผลของเพลิงไหม้ ด้านนักท่องเที่ยวชาวอียิปต์วัย 31 ปี กล่าวว่า เพลิงเริ่มจากจุดเล็ก ๆ ก่อนขยายตัวใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมมีควันดำหนาทึบลอยขึ้นเหนือสะพาน

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวในพื้นที่รายงานว่า เพลิงทั้งหมดดับลงภายในเวลาประมาณ 1 นาที และไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือความเสียหายร้ายแรงจากเหตุการณ์ดังกล่าว

เหตุเพลิงไหม้เกิดขึ้นในช่วงที่หลายพื้นที่ของสหรัฐฯ จัดกิจกรรมเฉลิมฉลองครบรอบ 250 ปีการประกาศอิสรภาพ โดยในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สภาพอากาศแปรปรวนและพายุฝนฟ้าคะนองทำให้ต้องอพยพผู้ร่วมงานออกจากบริเวณเนชันแนล มอลล์ เป็นเวลากว่า 2 ชั่วโมง ก่อนที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะยืนยันเดินหน้ากล่าวสุนทรพจน์ตามกำหนด แม้สภาพอากาศจะไม่เอื้ออำนวยก็ตาม

เจ้าหน้าที่นครนิวยอร์กยังไม่ได้เปิดเผยสาเหตุของเหตุเพลิงไหม้บนสะพานบรูกลินอย่างเป็นทางการ แต่คาดว่าจะมีการตรวจสอบระบบการติดตั้งดอกไม้ไฟและโครงสร้างบริเวณจุดเกิดเหตุอย่างละเอียด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุลักษณะเดียวกันในอนาคต.

ที่มา New York Post / New York Times