วรศิษฎ์ เผย ผลสุ่มตรวจสอบขรก.ท้องถิ่น พบมีความผิดปกติของคะแนน ยัน ชะลอบรรจุรอบ 1 ก.ค.69

วรศิษฎ์ เผย ผลสุ่มตรวจสอบขรก.ท้องถิ่น พบมีความผิดปกติของคะแนน ยัน ชะลอบรรจุรอบ 1 ก.ค.69

วรศิษฎ์ เผย ผลสุ่มตรวจสอบขรก.ท้องถิ่น พบมีความผิดปกติของคะแนน ยัน ชะลอบรรจุรอบ 1 ก.ค.69

วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.02 น.

วรศิษฎ์ เผย ผลสุ่มตรวจสอบขรก.ท้องถิ่น พบมีความผิดปกติของคะแนน ยัน ชะลอบรรจุรอบ 1 ก.ค.69 ส่วนคนสุจริต ให้รอข้อเท็จจริงปรากฎก่อน 

เมื่อวันที่ 3 ก.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงได้มีการรายงานว่า  พบมีการแก้ในเรื่องของคะแนนที่ได้มีการสุ่มตรวจอย่างที่นายกรัฐมนตรี ได้ให้ข้อมูลไป โดยวันนี้นายกฯได้มีข้อสั่งการในส่วนของผู้ที่ได้รับการเรียกจากบัญชีบรรจุ 1.5 หมื่นกว่าคน จะมีการตรวจสอบเบื้องต้นในเรื่องนี้ว่า มีความผิดปกติในเรื่องของคะแนนหรือไม่ ถ้ามีความผิดปกติเกิดขึ้นเราก็ต้องดำเนินการต่อ ส่วนหนึ่งส่งข้อมูลประกอบกับหน่วยงานที่ทำงานร่วมกัน คู่ขนานกันไป ถ้าพบเจอว่าเป็นความผิดพลาดจริงๆ หรือเกิดการทุจริตจริงๆ ก็ต้องทำเรื่องในการยกเลิก ซึ่งตรงกับมติกับกองกลางที่ได้มีก่อนหน้านี้ คือการขอให้มีกระบวนการตรวจสอบกระบวนการใหม่ หลังจากล็อตวันที่ 1 ก.ค.69 จะมีการขอให้ชะลอไว้ก่อน เพื่อรอผลการตรวจสอบ หลังจากมีการตรวจสอบเสร็จแล้ว อยากจะย้ำว่า คนที่สอบได้ด้วยความสามารถตัวเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับขบวนการทุจริตก็ให้ดำเนินไปตามกระบวนการต่อไป 

เมื่อถามถึงกรณีผู้สอบบรรจุได้ มีการมายื่นหนังสือขอความเป็นธรรม ไม่อยากให้มีการชะลอ เนื่องจากสอบได้โดยสุจริต นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า หลังจากรอบ 3 วันที่ 1 ก.ค.69 ตามมติกองกลางที่มีการประชุมไปรอบที่แล้วก็ยังมีมติให้ชะลอเพื่อรอข้อเท็จจริง โดยต้องคำนึงไม่ให้กระทบกับผู้ที่สอบได้ด้วยความสามารถตัวเอง โดยตอนนี้มีระยะเวลารอบัญชีอยู่ เมื่อมีผลสอบออกมา เราเรียกใช้บัญชีบรรจุได้เลย แต่ต้องหลังจากปรากฏข้อเท็จจริงแล้วว่า มีใครเข้าไปเกี่ยวข้องกับขบวนการ 

เมื่อถามถึงกรณี มศว ออกแถลงการณ์ให้เปิดแฟลชไดร์ฟที่มีข้อสอบทั้งของ มศว และ สถ. มองเรื่องนี้อย่างไร นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องของ มศว อย่างเดียวที่เราต้องทำคือ พิสูจน์ข้อเท็จจริงให้ได้ ตนเชื่อว่า ทาง ป.ป.ช.มีอยู่แล้ว 

เมื่อถามว่า ได้สั่งระงับการค่าจ้างให้กับ มศว หรือยัง นายศิริพันธ์ ศรีกงพลี รองอธิบดี สถ. ในฐานะรักษาราชการแทนอธิบดี สถ. กล่าวว่า เหลืองวดที่ 3 

บิ๊กดุลย์ ลั่นเข้าใจหัวอก ลุงตู่ หลังโดนฝ่ายค้านพาดพิง รัฐมนตรีปีศาจ ยันยึดสุจริต-โปร่งใส

บิ๊กดุลย์ ลั่นเข้าใจหัวอก ลุงตู่ หลังโดนฝ่ายค้านพาดพิง รัฐมนตรีปีศาจ ยันยึดสุจริต-โปร่งใส

บิ๊กดุลย์ ลั่นเข้าใจหัวอก ลุงตู่ หลังโดนฝ่ายค้านพาดพิง รัฐมนตรีปีศาจ ยันยึดสุจริต-โปร่งใส

วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.02 น.

“บิ๊กดุลย์” ลั่น เข้าใจหัวอก “ลุงตู่” หลังโดนฝ่ายค้านพาดพิง “รัฐมนตรีปีศาจ” ยัน ยึด“สุจริต-โปร่งใส” มั่นใจไม่ใช่คนชั่ว ไม่ให้ราคาคนโจมตี ชี้ไร้ข้อเท็จจริง 

3 กรกฎาคม 2569 จากกรณีที่ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม ถูกฝ่ายค้านพาดพิงว่าเป็นรัฐมนตรีปีศาจที่ผลักดันจัดหาเรือฟริเกตกับพ่อค้าอาวุธบางราย และยอมไม่ลงนามซื้อเรือฟริเกต ลำที่ 2 ในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 นั้น กรณีดังกล่าว แม้ว่าพล.ท.อดุลย์ จะลุกขึ้นชี้แจงในสภาฯและปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว และยืนยันการทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ซึ่งเรื่องนี้ทำให้พล.ท.อดุลย์ ไม่เข้าใจว่าเหตุใดฝ่ายค้านจึงโจมตีตนเองรุนแรงขนาดนี้ โดยมีการเปรยกับคนสนิทว่า

“ตอนนี้ผมเข้าใจหัวอกลุงตู่ (พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี) ที่เคยถูกโจมตีในสภาฯแล้ว พวกเราเป็นทหารรับราชการ รับใช้ชาติมาตลอดชีวิต พยายามทุ่มเททำงานเพื่อบ้านเมือง ทำทุกอย่างให้สุจริตโปร่งใส ไม่มีนอกมีใน ผมเองตั้งใจมาทำงาน แต่กลับถูกกล่าวหาใส่ร้ายถึงชั้นเป็น รัฐมนตรีปีศาจ มันรุนแรงเกินไป” 

อย่างไรก็ตาม พล.ท.อดุลย์ ยังระบุอีกว่า แม้จะถูกโจมตีก็ไม่ได้ย่อท้อ แต่จะตั้งใจทำงานต่อไปและพร้อมชี้แจงในทุกประเด็นที่ถูกสงสัย มั่นใจว่าตัวเองไม่ใช่คนชั่ว และคนที่โจมตีก็ไม่ได้มีค่าอะไร เพราะสิ่งที่โจมตี ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง.

ไอซ์ รักชนก โพสต์ชวนร่วมงาน Hackงบ70 ร่วมเรียนรู้ และตรวจสอบการใช้จ่ายภาครัฐด้วยตัวเอง

ไอซ์ รักชนก โพสต์ชวนร่วมงาน Hackงบ70 ร่วมเรียนรู้ และตรวจสอบการใช้จ่ายภาครัฐด้วยตัวเอง

ไอซ์ รักชนก โพสต์ชวนร่วมงาน Hackงบ70 ร่วมเรียนรู้ และตรวจสอบการใช้จ่ายภาครัฐด้วยตัวเอง

วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.51 น.

ไอซ์ รักชนก โพสต์ชวนร่วมงาน Hackงบ70 ร่วมเรียนรู้ และตรวจสอบการใช้จ่ายภาครัฐด้วยตัวเอง  

เมื่อวันที่ 3 ก.ค.2569 น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์เฟชบุ๊ก ระบุว่า “รู้หรือไม่ ว่าเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ถูกใช้ไปกับอะไร?

ถ้ายังไม่รู้ คณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร ขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมงาน #Hackงบ70 กมธ.ติดตามงบฯ พร้อม สส. ที่ร่วมอภิปรายวาระ1ในสภา จะพาทัวร์(ลง) งบ70 มาเรียนรู้ อ่านงบประมาณ และตรวจสอบการใช้จ่ายภาครัฐด้วยตัวเองใน 1 วัน

ไม่ต้องมีพื้นฐาน ไม่มีค่าใช้จ่าย ขอแค่มีใจ เข้าร่วมได้ทุกคน ชวนทุกคนมาทดลองเป็นผู้แทนราษฎรที่กำลังเตรียมตัวอภิปรายใน งบประมาณวาระที่ 1 กัน!!!

วันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม 2569
เวลา 08:30 น. – 17:00 น.

ห้องประชุมสัมมนา B1-2 และ B1-5 ชั้น B1
อาคารรัฐสภา เขตดุสิต (ฝั่งสภาผู้แทนราษฎร)
จะมาเป็นทีม จะมาหาทีมที่หน้างาน หรือจะโชว์เดี่ยว ก็สมัครเข้าร่วมงานได้เลย

กล่าวถุงภาพรวมงบประมาณ โดย ผู้นำฝ่ายค้าน
สส. ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ 

ในงานพบกับ mentors มากมายก่ายกอง
สส. รักชนก ศรีนอก 
สส.ศิริกัญญา ตันสกุล 
กุ๊งกิ๊ง wevis ธนิสรา เรืองเดช 
สส. ณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล 
สส. ณัฐพงศ์ เปรมพูลสวัสดิ์ 
สส. วิสุทธิ์ ตันตินันท์ 
แม็ก ธีระชาติ ก่อตระกูล 
สส. ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ 
สส. ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ 
ปาล์ม นิธิกร บุญยกุลเจริญ 
อาจารย์เดชรัต สุขกำเนิด 
สส. พนิดา มงคลสวัสดิ์ 
สส. พริษฐ์ วัชรสินธุ 
สส. ณพัฎน์ จิตตภินันท์กัณตา 
สส. เอกราช อุดมอำนวย 

ลงทะเบียน: https://forms.gle/wBzBvCitxyEn93RQ9 
สมัครเลยตอนนี้ รับจำนวนจำกัด! “

‘กมธ.ป.ป.ช.’ เยือน ‘ป.ป.ช.’ คุยผนึกร่วมมือปราบโกง เร่งรัดสอบคดีสำคัญ เกาะติดประเด็นความสนใจของสังคม

‘กมธ.ป.ป.ช.’ เยือน ‘ป.ป.ช.’ คุยผนึกร่วมมือปราบโกง เร่งรัดสอบคดีสำคัญ เกาะติดประเด็นความสนใจของสังคม

‘กมธ.ป.ป.ช.’ เยือน ‘ป.ป.ช.’ คุยผนึกร่วมมือปราบโกง เร่งรัดสอบคดีสำคัญ เกาะติดประเด็นความสนใจของสังคม

วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.44 น.

3 ก.ค.2569 นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ. ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร พร้อมคณะฯ เดินทางไปศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) โดยมีนายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. และคณะเจ้าหน้าที่ให้การต้อนรับ

นายอาสพลธ์ เปิดเผยภายหลัง การตรวจเยี่ยมว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแนะนำตัวคณะกรรมาธิการฯ และประสานความร่วมมือระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติกับองค์กรอิสระ เพื่อยกระดับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตให้เกิดประสิทธิภาพและเป็นรูปธรรมมากขึ้น พร้อมทั้งรับฟังปัญหาและอุปสรรค เพื่อนำไปพิจารณาสนับสนุนในเชิงกฎหมาย นโยบาย และกลไกการตรวจสอบ

นายอาสพลธ์ กล่าวต่อว่า ในส่วนของความคืบหน้าเรื่องร้องเรียน คณะกรรมาธิการฯ ได้ติดตามเรื่องที่ส่งมาจากคณะกรรมาธิการสามัญฯ ทั้ง 35 คณะ โดยเน้นย้ำให้ ป.ป.ช. เร่งดำเนินการตอบกลับเรื่องราวต่าง ๆ ให้รวดเร็วยิ่งขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาบางเรื่องยังไม่มีความคืบหน้า ซึ่งทางเลขาธิการ ป.ป.ช. ได้รับปากว่าจะเร่งรัดและประสานงานให้ใกล้ชิดขึ้น นอกจากนี้กมธ.ฯ ได้เสนอให้มีการจัดประชุมร่วมกันอย่างน้อยไตรมาสละ 1 ครั้ง เพื่อติดตามประเด็นที่อยู่ในความสนใจและสำคัญต่อประชาชน พร้อมหารือเรื่องการเตรียมเสนอกฎหมายผ่านรัฐบาลประมาณ 4-6 ฉบับ เพื่อปรับปรุงข้อกฎหมายให้มีความทันสมัยและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

“ความร่วมมือหลังจากนี้จะเป็นการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด และยืดหยุ่นภายใต้กลไกปกติ แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงตัวเลขาธิการ ป.ป.ช. ในอีก 2 เดือนข้างหน้า แต่ยืนยันว่าจะไม่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินงาน และจะมีการสานต่อความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง” นายอาสพลธ์ กล่าว

รังสิมันต์ นำ กมธ.กฎหมายฯ ลงพื้นที่ทับลาน อดีตผู้ตรวจการฯ ย้ำชาวบ้านอยู่มาก่อนประกาศอุทยาน

รังสิมันต์ นำ กมธ.กฎหมายฯ ลงพื้นที่ทับลาน อดีตผู้ตรวจการฯ ย้ำชาวบ้านอยู่มาก่อนประกาศอุทยาน

รังสิมันต์ นำ กมธ.กฎหมายฯ ลงพื้นที่ทับลาน อดีตผู้ตรวจการฯ ย้ำชาวบ้านอยู่มาก่อนประกาศอุทยาน

วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.25 น.

รังสิมันต์ นำ กมธ.กฎหมายฯ ลงพื้นที่ทับลาน อดีตผู้ตรวจการฯ ชี้แนวปี 2543 แยกชุมชนออกจากป่า ย้ำชาวบ้านอยู่มาก่อนประกาศอุทยาน

เมื่อวันที่ 3 ก.ค.2569 นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน ได้นำคณะกรรมาธิการลงพื้นที่ เพื่อรับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชนในพื้นที่ถึงกรณีการเพิกถอนอุทยานแห่งชาติทับลาน เพื่อคืนที่อยู่อาศัยให้กับประชาชน

โดยประชาชนในพื้นที่ได้สะท้อนว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นเป็นผลมาจากการประกาศแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลานในปี 2524 โดยการประกาศแนวเขตดังกล่าวขาดการสำรวจว่าพื้นที่ดังกล่าวมีประชาชนตั้งรกรากอาศัยอยู่ก่อนหน้าแล้ว ซึ่งมีทั้งหลักฐานทะเบียนบ้านและเอกสารต่าง ๆ จากหน่วยงานรัฐ การประกาศเขตอุทยานแห่งชาติทับลานที่ทับซ้อนกับพื้นที่อยู่อาศัยของประชาชน ทำให้การก่อสร้างต่าง ๆ ถูกสั่งรื้อถอน จนเกิดการต่อสู้คดีที่ทำให้ประชาชนในพื้นที่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายกันจนถึงทุกวันนี้ และทำให้ประชาชนกังวลว่าจะไม่มีที่อยู่อาศัย พร้อมทั้งส่งผลต่อเศรษฐกิจในพื้นที่

กระทั่งมาในปี 2543 มีการปรับปรุงแนวเขตใหม่โดยเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ ซึ่งประชาชนในพื้นที่มองว่าเป็นการวางแนวเขตที่ถูกต้อง เพราะไม่กระทบต่อที่อยู่อาศัยของประชาชนที่อยู่ก่อนหน้า

สำหรับกระแส #Saveทับลาน ที่เกิดขึ้นนั้น ประชาชนในพื้นที่เข้าใจว่าเกิดจากการชี้นำของข้าราชการบางกลุ่มที่ไม่เคยลงมาสำรวจในพื้นที่ ว่าพื้นที่ดังกล่าวไม่มีสภาพความเป็นป่ามาตั้งแต่ก่อนที่จะประกาศเป็นเขตอุทยานแห่งชาติในปี 2524 จนอาจทำให้เกิดความเข้าใจว่าการเพิกถอนพื้นที่อุทยานนั้นเป็นการเปิดช่องให้มีนายทุนเข้ามาตักตวงผลประโยชน์จากพื้นที่อุทยาน

นอกจากนี้ ในการรับฟังความคิดเห็น ได้มีตัวแทนจากหน่วยงานราชการเข้าร่วมแสดงความเห็น โดยตัวแทนอดีตผู้ตรวจการแผ่นดินเปิดเผยว่า เคยลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกับประชาชน โดยมีเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมให้ข้อมูล ก่อนที่จะมีคำวินิจฉัยว่า แนวเขตที่ควรใช้เป็นแนวอ้างอิงคือแนวสำรวจเมื่อปี 2543 ซึ่งได้แยกพื้นที่ป่าออกจากพื้นที่ชุมชนไว้อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม แนวเขตดังกล่าวยังไม่ได้รับการแก้ไขในพระราชกฤษฎีกาประกาศอุทยานแห่งชาติ จึงทำให้ยังคงมีการดำเนินคดีกับประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เดิม พร้อมระบุว่า กระแสคัดค้านการปรับแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลานอาจเกิดจากความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับข้อเท็จจริงของพื้นที่ โดยยืนยันว่าประชาชนจำนวนมากอาศัยอยู่มาก่อนการประกาศอุทยาน และหากมีข้อโต้แย้งก็พร้อมนำพยานหลักฐานมาพิสูจน์ข้อเท็จจริง

หลังจากการรับฟังความคิดเห็น นายรังสิมันต์ กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการติดตามปัญหาสิทธิในที่ดินและสิทธิชุมชน โดยมีเป้าหมายเพื่อรับฟังข้อเท็จจริงจากประชาชน ซึ่งได้นำเอกสารและพยานหลักฐานมายืนยันว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นการบุกรุกป่าตามที่สังคมบางส่วนเข้าใจ แต่มีสาเหตุมาจากความผิดพลาดในการกำหนดแนวเขตอุทยาน จนทำให้หมู่บ้านและพื้นที่อยู่อาศัยของประชาชนที่อยู่มาก่อนถูกประกาศทับซ้อน และกลายเป็นผู้กระทำผิดตามกฎหมาย

ผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงข้อพิพาทเรื่องที่ดิน แต่ทำให้ประชาชนจำนวนมากต้องเผชิญคดีความและภาระค่าปรับ โดยระหว่างการลงพื้นที่ยังมีชาวบ้านนำหลักฐานการชำระค่าปรับตามคำพิพากษาของศาลมาแสดงให้คณะกรรมาธิการรับทราบ พร้อมระบุว่า ปัญหาครอบคลุมพื้นที่ราว 200,000 ไร่ และส่งผลกระทบต่อประชาชนกว่า 30,000 คน ซึ่งไม่ควรปล่อยให้ผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เดิมต้องตกเป็นผู้กระทำผิดกฎหมาย

นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า คณะกรรมาธิการจะรวบรวมข้อเท็จจริงทั้งหมด ก่อนบรรจุเรื่องเข้าสู่การพิจารณาในเดือนสิงหาคม พร้อมเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าชี้แจงและเสนอแนวทางแก้ไข เนื่องจากเห็นว่าปัญหาที่ยืดเยื้อมานานกว่า 40 ปี ไม่ควรปล่อยให้ดำเนินต่อไป เพราะจะยิ่งสร้างผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่

นายรังสิมันต์ ยังกล่าวว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือประชาชนในกลุ่มที่ยังไม่มีแนวทางรองรับอย่างชัดเจน ซึ่งมีอยู่กว่าพันคน และหากไม่มีการแก้ไขอย่างรอบด้าน อาจนำไปสู่การสูญเสียที่อยู่อาศัยของประชาชนครั้งใหญ่ พร้อมเห็นว่ารัฐมีหน้าที่สร้างหลักประกันด้านที่อยู่อาศัยและความมั่นคงในชีวิตให้กับประชาชน ไม่ใช่ทำให้ประชาชนต้องอยู่ในภาวะหวาดระแวงว่าจะสูญเสียบ้านของตนเอง

สำหรับแนวทางการแก้ไข นายรังสิมันต์ กล่าวว่า จะผลักดันการออกกฎหมายนิรโทษกรรม เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากคดีที่เกี่ยวข้องกับการประกาศแนวเขต เนื่องจากกรรมาธิการไม่มีอำนาจเข้าไปแทรกแซงกระบวนการพิจารณาคดีของศาลโดยตรง พร้อมยืนยันว่าจะนำข้อเท็จจริงที่ได้รับจากการลงพื้นที่สื่อสารต่อสังคม และเดินหน้าผลักดันให้เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม โดยย้ำว่าคณะกรรมาธิการพร้อมทำหน้าที่อย่างเต็มที่เพื่อคืนความเป็นธรรมให้กับประชาชน

ด้าน นายเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า ปัญหากรณีอุทยานแห่งชาติทับลานไม่ได้อยู่ที่การกำหนดแนวเขตเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการสื่อสารที่ทำให้สังคมเข้าใจคลาดเคลื่อน โดยเฉพาะกระแส #Saveทับลาน ที่ทำให้หลายฝ่ายเข้าใจว่าการเพิกถอนแนวเขตอุทยานเป็นการคืนพื้นที่ป่าให้ผู้บุกรุก ทั้งที่ข้อเท็จจริงจากการลงพื้นที่พบว่า พื้นที่ส่วนใหญ่ไม่มีสภาพเป็นป่าแล้ว แต่เป็นชุมชนและพื้นที่ทำกินของประชาชนที่อาศัยอยู่มาก่อนการประกาศอุทยาน

โดยประชาชนในพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่ตั้งถิ่นฐานดั้งเดิม ขณะที่อีกส่วนหนึ่งเข้ามาอยู่อาศัยตามนโยบายด้านความมั่นคงของรัฐ จึงไม่ใช่ผู้บุกรุกป่า และบางรายยังได้รับการจัดสรรที่ดินจากสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) แล้ว พร้อมยืนยันว่าแนวเขตปี 2543 ไม่ใช่แนวเขตที่ชาวบ้านกำหนดขึ้นเอง แต่เป็นแนวเขตที่หน่วยงานของรัฐสำรวจและกำหนดไว้ ซึ่งต่อมาได้รับการรับรองในมติคณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2566 ให้ใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงแนวเขตอุทยาน

นายเลาฟั้ง กล่าวต่อว่า สำหรับแนวทางการแก้ไขนั้น ประเด็นสำคัญอยู่ที่การเลือกใช้เครื่องมือทางกฎหมายในการบริหารจัดการพื้นที่ โดยพื้นที่ที่อยู่ในเขต ส.ป.ก. เดิมไม่น่าจะมีปัญหา ส่วนพื้นที่นอกเขต ส.ป.ก. ก็ควรให้ ส.ป.ก. เข้ามาดำเนินการ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า การเสนอให้ใช้มาตรา 64 แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ ที่เปิดช่องให้อุทยานสามารถให้การอนุญาตต่อประชาชนในการเข้ามาใช้ประโยชน์ในพื้นที่ได้ อาจสะท้อนถึงความไม่เชื่อมั่นต่อกลไกของ ส.ป.ก.

นายเลาฟั้ง กล่าวทิ้งท้ายว่า ขณะนี้ยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าพื้นที่ประมาณ 200,000-260,000 ไร่ เป็นพื้นที่ป่าทั้งหมด จนก่อให้เกิดความขัดแย้งในสังคม ดังนั้น สิ่งที่ควรดำเนินการคือการพิสูจน์ข้อเท็จจริงให้ชัดเจนว่าพื้นที่ดังกล่าวมีสภาพเป็นป่าจริงหรือไม่ ก่อนจะพิจารณาเลือกใช้กลไกทางกฎหมายที่เหมาะสมในการแก้ไขปัญหา พร้อมย้ำว่าไม่ควรปล่อยให้คดีความเพียงกว่า 500 คดี กลายเป็นอุปสรรคต่อสิทธิของประชาชนกว่า 30,000 คน และทุกกรณีควรได้รับการตรวจสอบอย่างเป็นธรรม
 

นายกฯ เคาะ 6 มาตรการสกัดยาเสพติดไปตปท.-เข้มการท่าตรวจสัมภาระลูกเรือ

นายกฯ เคาะ 6 มาตรการสกัดยาเสพติดไปตปท.-เข้มการท่าตรวจสัมภาระลูกเรือ

นายกฯ เคาะ 6 มาตรการสกัดยาเสพติดไปตปท.-เข้มการท่าตรวจสัมภาระลูกเรือ

วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.11 น.

นายกฯ เคาะ 6 มาตรการสกัดยาเสพติดไปตปท.-เข้มการท่าตรวจสัมภาระลูกเรือ ฟันวินัยร้ายแรงลูกเรือสายการบินรับหิ้ว-รับฝากสิ่งของ 

เมื่อวันที่ 3 ก.ค.2569 ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล ภายหลัง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ครั้งที่ 2/2569  น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกฯ ย้ำถึงสถานการณ์ปัญหายาเสพติดในประเทศไทยว่าส่งผลกระทบและความเดือดร้อนต่อประชาชน สาเหตุหนึ่งคือแหล่งผลิตยาเสพติดมาจากพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ เป็นแหล่งผลิตที่มีศักยภาพการผลิตในระดับสูง โดยเฉพาะยาบ้าและไอซ์ ทำให้มีขบวนการค้ายาเสพติดตามแนวชายแดนลักลอบนำเข้าสู่ประเทศไทย เข้ามาพักคอยในพื้นที่ตอนในและขนส่งผ่านระบบโลจิสติกส์เพื่อส่งต่อกระจายในพื้นที่ต่าง ๆ เข้ามาค้าขายและแพร่ระบาดในหมู่บ้าน ชุมชน กลุ่มเด็กและเยาวชนเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงในการเข้าสู่วงจรยาเสพติดเร็วขึ้น

นอกจากนี้ ผู้ที่มีอาการทางจิตเวชจากยาเสพติดยังส่งผลกระทบความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนในหมู่บ้าน ชุมชนเป็นจำนวนมาก กำชับให้ทุกหน่วยงาน ทั้งสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง การท่าอากาศยาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน เพื่อบูรณาการการทำงานและเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดกฎหมาย พร้อมย้ำถึงคดีแอร์สาวการบินไทยว่าทุกฝ่ายต้องดำเนินคดีอย่างรัดกุมรอบคอบ เน้นรวบรวมพยานหลักฐานให้ครบถ้วน และประสานส่งสำนวนคดีให้ทางการออสเตรเลียดำเนินการตามกฎหมาย  คดีนี้ได้สร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงของประเทศไทยและสายการบินเป็นอย่างมาก 

นางสาวรัชดา กล่าวว่า ที่ประชุมรับทราบมาตรการในการควบคุมและสกัดกั้นมิให้ยาเสพติดถูกลำเลียงออกไปยังต่างประเทศ ดังนี้ 1. การท่าอากาศยานบูรณาการร่วมกับศุลกากรและสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะเพิ่มประสิทธิภาพและยกระดับการตรวจสัมภาระของผู้โดยสาร และสัมภาระขนส่งในขาออกผ่านการ X-ray และการใช้สุนัข K9 ดมกลิ่น 2. การท่าอากาศยานจะเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสัมภาระของลูกเรืออย่างเข้มงวดและจริงจัง 3. สถาบันการบินพลเรือนและการบินไทยรวมถึงสายการบินอื่น ๆ จะมีกฎระเบียบที่เข้มงวดกับลูกเรือในการรับหิ้ว รับฝากสิ่งของ และดำเนินการทางวินัยอย่างร้ายแรง หากฝ่าฝืนจะถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ

นางสาวรัชดา กล่าวว่า 4. เห็นชอบกรมศุลกากร ยกร่างคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีเพื่อจัดตั้งหน่วยข้อมูลผู้โดยสาร (Passenger Information Unit :PIU) เพื่อยกระดับการแลกเปลี่ยนข้อมูลผู้โดยสารระหว่างประเทศ (Passenger Name Record :PNR) 5. สถาบันการบินพลเรือนจะยกระดับการพัฒนาศักยภาพให้กับบุคลากรในการตรวจสอบสัมภาระของผู้โดยสารและลูกเรือ
6. ให้ดำเนินการเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างกรมศุลกากร การท่าอากาศยานและหน่วยงานที่
เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถบริหารจัดการข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นางสาวรัชดา กล่าวว่า นอกจากนี้ที่ประชุมเห็นชอบในหลักการ “ปฏิบัติการพิฆาตยาเสพติด” ซึ่งสอดคล้องกับคำแถลงนโยบายของรัฐบาลและข้อสั่งการนายกรัฐมนตรีในการปราบปรามยาเสพติดทุกรูปแบบ  โดยมอบหมายให้ทุกหน่วยงานจัดทำแผนปฏิบัติการที่เชื่อมโยงและสอดคล้องกันในทุกระดับ ตั้งแต่อำเภอ จังหวัด กระทรวง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างเป็นรูปธรรม ครอบคลุม 7 ด้าน ได้แก่ 1.การยกระดับความร่วมมือกับต่างประเทศ 2.การเสริมความมั่นคงชายแดน 3.การปราบปรามเครือข่ายค้ายาและเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง 4.การลดผลกระทบต่อประชาชน 5.การแก้ปัญหาผู้ป่วยจิตเวชจากยาเสพติด 6.การดำเนินนโยบาย 1 อำเภอ 10 บำบัด และ7.การสร้างสังคมปลอดภัย

อีกราย!! ป.ป.ช. ฟันผิดวินัย-อาญา พนม ศรศิลป์ อดีต ผอ.สำนักพุทธฯ เรียกรับเงินทอนวัด จ.นราธิวาส

อีกราย!! ป.ป.ช. ฟันผิดวินัย-อาญา พนม ศรศิลป์ อดีต ผอ.สำนักพุทธฯ เรียกรับเงินทอนวัด จ.นราธิวาส

อีกราย!! ป.ป.ช. ฟันผิดวินัย-อาญา พนม ศรศิลป์ อดีต ผอ.สำนักพุทธฯ เรียกรับเงินทอนวัด จ.นราธิวาส

วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.51 น.

อีกราย!! ป.ป.ช.ชี้มูล พนม ศรศิลป์ อดีต ผอ.สำนักพุทธฯ เรียกรับเงินทอนวัด จ.นราธิวาส ส่งเอาผิดวินัย-อาญา แจ้งสำนักพุทธฯ เรียกค่าเสียหายคืน

เมื่อวันที่ 3 ก.ค.2569 นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เผยว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดนายพนม ศรศิลป์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติกับพวก กรณีทุจริตเงินงบประมาณอุดหนุนการจัดงานวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ที่จัดสรรให้วัดสิทธิสารประดิษฐ์ อำเภอตากใบจังหวัดนราธิวาส  ประจำปีงบประมาณ 2558 ซึ่งข้อเท็จจริงเมื่อปี 2558 นายพนม ได้มีคำสั่งสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาจัดสรรงบประมาณเงินอุดหนุนโครงการ/กิจกรรมเผยแผ่พระพุทธศาสนาประจำปีงบประมาณ 2558 โดยมีนายพนมเป็นที่ปรึกษา และมีนางสาวประนอม คงพิกุล รองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเป็นประธานกรรมการ พร้อมกับพวก ซึ่งจะพิจารณาหลักเกณฑ์และการจัดสรรเงินงบประมาณอุดหนุนส่งเสริมงานกิจการคณะสงฆ์ด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนาประจำปี 2558  

โดยนายเสถียร  ดำรงคดีราษฎร์  หรือนายสุรเชษฐ์  เจริญเมตตาธรรม ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดสงขลาได้ติดต่อเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดนราธิวาสให้รวบรวมรายชื่อวัดในพื้นที่ที่ประสงค์จะจัดกิจกรรมวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา เพื่อให้สำนักพุทธพิจารณาจัดสรรงบ แต่มีเงื่อนไขเมื่อได้รับเงินแล้วจะต้องถอนเงินส่วนหนึ่งคืนให้แก่สำนักพุทธ  โดยเมื่อได้รายชื่อวัดสิทธิสารประดิษฐ์แล้ว  นายเสถียรได้แจ้งให้กับนางสาวประนอมรับทราบจากนั้นก็ได้มีการขออนุมัติจัดสรรและโอนเงินงบประมาณอุดหนุนจัดงานวันอาสาฬหบูชาประจำปี 2558  ซึ่งปรากฎชื่อวัดสิทธิสารประดิษฐ์ ได้รับการจัดสรรเงิน 3,000,000 บาท โดยที่วัดไม่เคยมีคำขอรับเงินสนับสนุน

นอกจากนี้ ยังพบว่ามติที่ประชุมคณะกรรมการพิจารณาจัดสรรงบประมาณเงินอุดหนุนโครงการหรือกิจกรรมเผยแผ่พระพุทธศาสนาไม่มีการประชุมจริง โดยมีการเสนอผ่านนายบุญสืบ อินสาร ผู้อำนวยการส่วนการศึกษาสงเคราะห์ (เสียชีวิต) และเสนอต่อไปยังกองพุทธศาสนาศึกษา ทำให้นายพัฒนา สุอำมาตย์มนตรี  นำเรื่องไปปรึกษานางสาวประนอม  และให้นายพัฒนาเป็นผู้ลงนามแทนนายประสงค์ จักรคำ ผู้อำนวยการกองพุทธศาสนาศึกษาที่ติดอบรม ก่อนที่จะมีการเสนอผ่านนางสาวประนอมต่อไปยังนายพนม  เพื่อพิจารณาอนุมัติและได้มีการลงนามตามที่เสนอทั้งที่สำนักพุทธศาสนายังไม่ได้มีการกำหนดหลักเกณฑ์ในการจัดสรรงบประมาณอุดหนุนส่งเสริมงานกิจการคณะสงฆ์ด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนา  

หลังจากนั้นนายพัฒนา ได้จัดทำรายงานการประชุมคณะกรรมการจัดสรรงบประมาณฯ ย้อนหลังเพื่อให้สอดคล้องกับบันทึกลงวันที่ 23 กรกฎาคม 2558 ตามที่นางสาวประนอมสั่งการ  และวันที่ 29 กรกฎาคม 2558 วัดที่สิทธิสารประดิษฐ์ ได้รับเงินโอน  2,999,970 บาท และถอนเงินจำนวน 2,300,000 บาทนำมามอบให้แก่นายเสถียร ก่อนส่งต่อเงินให้กับนางสาวประนอม  ทั้งนี้หลังมีข่าวการจับกุมนายเสถียรกรณีเรียกรับเงินทอนวัดในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ นางสาวประนอมจึงได้นำเงินสดมามอบให้แก่เจ้าหน้าที่เพื่อนำไปคืนให้กับวัดต่างๆในจังหวัดนราธิวาสรวมถึงวัดสิทธิสารประดิษฐ์ด้วย

กรรมการป.ป.ชได้พิจารณาและมีมติชี้มูลนายพนม  ศรศิลป์  มีโทษทั้งทางอาญา และความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง  ส่วนนางสาวประนอม  คงพิกุล, นายประสงค์ จักคำ  สำหรับนายพัฒนา สูอำมาตย์มนตรี  มีความผิดทางอาญาและความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง  ส่วนความผิดอาญามาตรา 162 (4) ประกอบมาตรา 83 เนื่องจากขาดอายุความ จึงถูกระงับการดำเนินคดีในความผิดดังกล่าว  

ขณะที่นายเสถียร ดำรงราษฎร์  หรือนายสุรเชษฐ์  เจริญเมตตาธรรม  มีความผิดทางอาญาฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าหน้าที่ของรัฐและมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ส่วนความผิดทางอาญามาตรา 157 และมาตรา 162 (4) ประกอบมาตรา 86และตามกฎหมายป.ป.ช.และที่แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 123/1ประกอบกฎหมายอาญามาตรา 86 ระงับการดำเนินคดีอาญาเนื่องจากหมดอายุความ ทั้งนี้ ป.ป.ช.ได้ส่งรายงานการไต่สวนเอกสารหลักฐานสำเนาอิเล็กทรอนิกส์ไปยังอัยการสูงสุดเพื่อส่งสารอาญาดำเนินการต่อและส่ง ไปยังผู้บังคับบัญชาให้ดำเนินการทางวินัย และแจ้งไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ให้มีการชดใช้ค่าเสียหายต่อไป

พระปณิธานแห่งการพัฒนา สู่รากฐานความมั่นคงของแผ่นดิน ‘กรมพระศรีสวางควัฒนฯ’ องค์ประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์

พระปณิธานแห่งการพัฒนา สู่รากฐานความมั่นคงของแผ่นดิน ‘กรมพระศรีสวางควัฒนฯ’ องค์ประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์

พระปณิธานแห่งการพัฒนา สู่รากฐานความมั่นคงของแผ่นดิน ‘กรมพระศรีสวางควัฒนฯ’ องค์ประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์

วันเสาร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ผู้ทรงมุ่งมั่นอุทิศพระองค์ในการพัฒนางานด้านวิทยาศาสตร์ การแพทย์ และการสาธารณสุขของประเทศอย่างยาวนาน ด้วยทรงตระหนักดีว่าการพัฒนาประเทศ จำเป็นต้องอาศัยองค์ความรู้ ซึ่งเกิดจากงานวิจัย และนวัตกรรมที่ทันสมัย ควบคู่ไปกับการพัฒนาบุคลากรให้มีศักยภาพสูง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และสร้างรากฐานความมั่นคงให้แก่ประเทศชาติอย่างยั่งยืน

นับตั้งแต่ที่ทรงก่อตั้งสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ในปี พ.ศ. 2530 ทรงสนับสนุนการพัฒนางานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์เพื่อส่งเสริมสุขภาพของประชาชนในประเทศมาอย่างต่อเนื่อง ทรงทุ่มเทพระวิริยอุตสาหะศึกษา ค้นคว้าวิจัย และวางแนวพระนโยบายการพัฒนางานวิจัยที่สามารถสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ผ่านโครงการวิจัยเชิงบูรณาการรอบด้าน เพื่อมุ่งสู่ความก้าวหน้าทางวิทยาการด้านการแพทย์ และการพัฒนายารักษาโรคที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การศึกษาวิจัยผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติและสมุนไพรไทย การสังเคราะห์ตัวยาทางเคมีอินทรีย์ รวมถึงการวิจัยและพัฒนายาชีววัตถุ ซึ่งเป็นยาที่มีประสิทธิภาพสูงมีความจำเพาะเจาะจงต่อเป้าหมายการรักษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มโมโนโคลนอล แอนติบอดี (Monoclonal antibody) ที่มีบทบาทสำคัญในการใช้รักษาโรคซับซ้อน อาทิ โรคมะเร็ง โรคภูมิคุ้มกันผิดปกติ โรคติดเชื้อ ถือเป็นความหวังใหม่ของการรักษาโรคร้ายแรง และโรคอุบัติใหม่ ทั้งในปัจจุบันและอนาคต

อีกทั้ง ทรงริเริ่มวางรากฐาน “ระบบนิเวศแห่งการพัฒนายาชีววัตถุ” อย่างครบวงจร ตั้งแต่ห้องปฏิบัติการวิจัย พัฒนาและผลิตยาชีววัตถุ ศูนย์สัตว์ทดลองมาตรฐานสากล เพื่อทดสอบประสิทธิภาพและความปลอดภัยเบื้องต้น โดยมีการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานในพระดำริฯ ได้แก่ สถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์ เพื่อผลิตและพัฒนาบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการผลิตยา โรงพยาบาลจุฬาภรณ์เพื่อการศึกษาทางคลินิก ตลอดจนการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับสถาบันวิจัยนานาชาติ อันนำมาสู่การจัดตั้ง “ศูนย์วิจัยและพัฒนาชีววัตถุ” (Center for Biologics Research and Development – CBRD) ของสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ที่มีการพัฒนาและผลิตยาชีววัตถุจากต้นน้ำถึงปลายน้ำด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาในระดับเซลล์ต้นแบบ การพัฒนากระบวนการผลิตในปริมาณต่าง ๆ การควบคุมคุณภาพการผลิตตามมาตรฐาน GMP (Good Manufacturing Practice) รวมถึงการศึกษาวิจัยระดับก่อนคลินิกและคลินิก เพื่อเป้าหมายสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพของการพัฒนาและผลิตยาชีววัตถุที่มีมาตรฐาน และเพียงพอต่อความต้องการของประชาชนคนไทย จนนำไปสู่ความสำเร็จในการพัฒนายาชีววัตถุคล้ายคลึง “ทราสทูซูแมบ” (trastuzumab) ที่ใช้รักษาโรคมะเร็งเต้านม และมะเร็งชนิดอื่น ๆ แบบมุ่งเป้า โดยได้รับการขึ้นทะเบียนตำรับยาในชื่อพระราชทานว่า “HERDARA” จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เมื่อปี พ.ศ. 2568

นอกจากนี้ องค์ประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ยังทรงตระหนักถึงความสำคัญของสารผลิตภัณฑ์ธรรมชาติภายในประเทศ ที่สามารถนำมาศึกษาวิจัยและพัฒนาเป็นยารักษาโรคอย่างมีประสิทธิภาพ จึงมีพระนโยบายให้สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ดำเนินงานวิจัยด้านยาสมุนไพร โดยนำพืชสมุนไพรจากโครงการศึกษาและพัฒนาสมุนไพรเพื่อการวิจัย ในพื้นที่หมู่บ้านทับทิมสยาม 05 จังหวัดสระแก้ว ภายใต้การกำกับดูแลของ สำนักกิจกรรมพิเศษ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ มาต่อยอดสู่งานวิจัย และพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่ได้มาตรฐาน โดยหนึ่งในพืชสมุนไพรที่สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ศึกษาวิจัยมาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 2 ทศวรรษ คือ “ฟ้าทะลายโจร” โดยได้ทำการศึกษาวิจัย ตั้งแต่วิธีการเพาะปลูก การเตรียมสารสกัด การควบคุมคุณภาพของสารสำคัญ ตลอดจนการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาและพิษวิทยา เพื่อพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่มีคุณภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน

จากการศึกษาค้นคว้าและวิจัยพืชสมุนไพรฟ้าทะลายโจรของสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ สามารถต่อยอดไปสู่การพัฒนากระบวนการสกัดด้วยเทคโนโลยีการสกัดด้วยน้ำ (aqueous extraction) นับเป็นหน่วยงานแห่งแรกของประเทศไทยที่พัฒนาและผลิตสารสกัดฟ้าทะลายโจรโดยการใช้ “น้ำ” เป็นตัวทำละลายในการสกัด ซึ่งช่วยให้ได้สารสำคัญที่ปลอดภัย และสามารถควบคุมปริมาณสารออกฤทธิ์ andrographolide ได้อย่างแม่นยำตามมาตรฐานสากล จนประสบความสำเร็จได้รับการขึ้นทะเบียนตำรับผลิตภัณฑ์สมุนไพรจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ภายใต้ชื่อผลิตภัณฑ์ “ยาแคปซูลสารสกัดฟ้าทะลายโจร ตรา พีซี-1999” (PC-1999) ที่มีสรรพคุณใช้บรรเทาอาการไข้ นับเป็นต้นแบบผลิตภัณฑ์ระดับอุตสาหกรรมที่มีการควบคุมคุณภาพทุกขั้นตอน ตั้งแต่การควบคุมคุณภาพวัตถุดิบ (ต้นน้ำ) การควบคุมปริมาณสารสำคัญในสารสกัด (กลางน้ำ) และการผลิตแคปซูลสารสกัดน้ำฟ้าทะลายโจร (ปลายน้ำ) อันเป็นการขับเคลื่อนนวัตกรรมการสกัด พร้อมทั้งยกระดับยาสมุนไพรไทยพื้นบ้านสู่มาตรฐานระดับโลก

ด้วยพระเมตตาที่ทรงห่วงใยในทุกข์สุขของประชาชนชาวไทยอยู่เสมอ ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี มิได้ทรงตระหนักเฉพาะความสำคัญด้านความมั่นคงทางสุขภาพของประชาชนเท่านั้น หากยังทรงใส่พระทัยและติดตามสถานการณ์ความมั่นคงของประเทศอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเมื่อต้องเผชิญกับภัยคุกคามบริเวณชายแดน ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชน รวมถึงเหล่าทหารหาญผู้เสียสละปกป้องอธิปไตยของชาติ ตลอดจนความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่อาคารบ้านเรือนของประชาชน และสถานที่ต่าง ๆ ในชุมชน จึงได้เสด็จไปทรงเยี่ยมประชาชนในพื้นที่อย่างใกล้ชิด พร้อมพระราชทานความช่วยเหลือทั้งด้านการรักษาพยาบาล การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ตลอดจนพระราชทานสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภค เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนอย่างทันท่วงที นับเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจแก่ประชาชนและกำลังพลในพื้นที่ให้สามารถดำรงชีวิต และก้าวผ่านพ้นห้วงเวลาแห่งความยากลำบากไปได้ด้วยความเข้มแข็งและปลอดภัย

พระกรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อประชาชนและกำลังพลนั้น ยังคงปรากฏเป็นที่ประจักษ์ ด้วยพระดำริฯ ให้จัดตั้ง “กองทุนหทัยทิพย์” ภายใต้มูลนิธิจุฬาภรณ์ เพื่อให้ประชาชนชาวไทยสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมั่นคงปลอดภัย และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยทรงรับเป็นประธานกรรมการบริหารกองทุน พร้อมทั้งพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อเป็นทุนเริ่มต้น อันเป็นสิริมงคลแก่การดำเนินงานตามวัตถุประสงค์ของกองทุนฯ ในการป้องกันและบรรเทาทุกข์ภัยของประชาชนทุกหมู่เหล่าจากสถานการณ์ความไม่สงบ หรือเหตุการณ์ที่ก่อให้เกิดภยันตรายแก่ชีวิต ทรัพย์สิน และอธิปไตยของชาติ โดยมีภารกิจแรกที่สำคัญ คือ การดำเนินการก่อสร้างสิ่งป้องกันภัยตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา จึงได้พระราชทานพระนโยบายให้การสนับสนุนด้านงบประมาณเพื่อดำเนินโครงการก่อสร้างสิ่งป้องกันภัยต่าง ๆ ในพื้นที่เสี่ยงภัยครอบคลุมทุกจังหวัดชายแดน โดยมีกองบัญชาการกองทัพไทย รั้ว(บก.ทท.) และกองทัพบก (ทบ.) ร่วมสนองพระดำริฯ เพื่อน้อมนำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม และขับเคลื่อนการดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่อง

โครงการก่อสร้างดังกล่าว มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการยกระดับความมั่นคงปลอดภัย และเป็นที่พึ่งจำเป็นของประชาชนเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินจากภัยคุกคามด้านความมั่นคงของประเทศ  โดยมีองค์กรจากหลายภาคส่วน ตลอดจนประชาชนผู้มีจิตศรัทธาจากทั่วประเทศ ร่วมสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนถึงพลังแห่งความสามัคคีในการร่วมพิทักษ์และธำรงอธิปไตยของชาติให้มั่นคงยั่งยืน ผู้ประสงค์จะร่วมสมทบทุน สามารถบริจาคผ่าน ธนาคารกรุงเทพ สาขาหลักสี่พลาซ่า ชื่อบัญชี เงินกองทุนหทัยทิพย์ ประเภทบัญชีกระแสรายวัน เลขที่บัญชี 229-3-03266-6 และประเภทบัญชีสะสมทรัพย์ เลขที่บัญชี 229-4-29977-7 หรือสแกน QR Code ผ่านระบบ e-Donation  สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานกองทุนหทัยทิพย์ ชั้น 1 อาคารอเนกประสงค์ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ โทร. 0-2553-8616-19 ในวันและเวลาทำการ

จากพระปณิธานอันแน่วแน่ ที่ทรงมุ่งมั่นปฏิบัติพระกรณียกิจด้วยพระวิริยอุตสาหะและพระปรีชาสามารถตลอดระยะเวลาอันยาวนาน เพื่อวางรากฐานการพัฒนาประเทศในทุกมิติ ได้นำมาซึ่งความมั่นคง ปลอดภัย และคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนแก่ประชาชนชาวไทยสืบไป เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทรงเจริญพระชนมายุ 69 พรรษา วันที่ 4 กรกฎาคม 2569 ขอน้อมเกล้าฯ ถวายพระพรชัยมงคล ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน สถิตเป็นมิ่งขวัญร่มเกล้าแก่ประชาชนชาวไทย ตราบนานเท่านาน

คุณแหน : 4 กรกฎาคม 2569

คุณแหน : 4 กรกฎาคม 2569

คุณแหน : 4 กรกฎาคม 2569

วันเสาร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • มูลนิธิศรีสวางควัฒน ในพระอุปถัมภ์ สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี จัดทำชุด Sirisilapin : The Fantasia เพื่อระดมทุนจัดหาอุปกรณ์การแพทย์ และเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ รวมถึงผู้ด้อยโอกาสทั่วประเทศ ให้เข้าถึงการรับบริการทางการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพ เพื่อให้มีสุขอนามัยที่ดี อันจะได้กลับมาเป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติต่อไป ผู้สนใจร่วมบริจาคเงิน 3,200 บาทเพื่อการกุศล โดยจะได้รับของที่ระลึกชุด Pegasus uCosy Delite Upper Body Massager คือเครื่องนวดเพื่อผ่อนคลายความเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อเพื่อสุขภาพที่ดี
  • พี่ป้อม-ธีรพันธ์ วรรณรัตน์ แห่งห้องเสื้อ TIRAPAN ได้รับการกล่าวขวัญในวงการแฟชันชั้นสูงของไทยว่าเป็นเสมือน the old soldier never die เพราะยังคงเจิดจรัสในด้านฝีไม้ลายมือในการออกแบบตัดเย็บเสื้อผ้าที่สุดแสนวิจิตร แม้ปัจจุบันจะมีอายุอานามมากแล้วก็ตาม แต่มีผู้ยืนยันว่ายิ่งอายุมาก ก็ยิ่งมีฝีมือเข้มขลังยิ่งขึ้น พี่ป้อม ได้รับรางวัลศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (การออกแบบแฟชัน) พ.ศ. 2562
  • เนเน่-รัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ ยังคงมุ่งมั่นวาดหวังให้หน่วยงานภาครัฐทำหน้าที่ผู้ให้บริการประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่สร้างความกดดัน หรือเร่งรัดบีบคั้นให้หน่วยราชการเกิดความเครียด แต่ต้องทำให้หน่วยราชการมีความพร้อมให้บริการประชาชนในทุกวันและเวลา โดยแนวคิดนี้มาจากหลักการ satisfaction mirror คือเมื่อผู้ให้บริการมีความสุข ก็จะให้บริการที่ดีกับผู้รับบริการ
  • ไนล-ภาสิริ ตั้งคารวคุณ working woman เจ้าของแบรนด์ที่กำลังดัง คือ babycakes ไนลมีภาษิตประจำใจในการดำเนินชีวิตข้อหนึ่งคือ ลงมือทำจริงจัง ต่อให้มีไอเดียดีมากมายแค่ไหน แต่ไม่ลงมือทำ ก็ไม่มีวันสำเร็จ การเรียนรู้ผ่านการลงมือทำจริง ทำให้ได้เรียนรู้จริง ๆ เพราะจะได้รู้ว่าอุปสรรคอยู่ตรงไหน แล้วก็จะได้ค้นพบหนทางแก้ปัญหา @ 

Victor Lee 

SiteMinder เผย กลางปี 2569 ไทยมียอดการจองจากนักท่องเที่ยวสูงเป็นอันดับต้นของเอเชีย

SiteMinder เผย กลางปี 2569 ไทยมียอดการจองจากนักท่องเที่ยวสูงเป็นอันดับต้นของเอเชีย

SiteMinder เผย กลางปี 2569 ไทยมียอดการจองจากนักท่องเที่ยวสูงเป็นอันดับต้นของเอเชีย

วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.23 น.

ประเทศไทยติดอันดับกลุ่มประเทศที่มียอดการจองโรงแรมจากนักท่องเที่ยวต่างชาติสูงที่สุดในเอเชียสำหรับช่วงกลางปีนี้ จากข้อมูลล่าสุดของ SiteMinder ผู้นำแพลตฟอร์มระดับโลกด้านการค้าเพื่อยกระดับธุรกิจโรงแรม

รายงาน Hotel Booking Trends ฉบับกลางปีของ SiteMinder ซึ่งเก็บข้อมูลการเข้าพักโรงแรมระหว่างเดือนมิถุนายนถึงกันยายน จากตลาดการท่องเที่ยวสำคัญ 22 แห่งทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ยุโรป และอเมริกา เผยให้เห็นว่า ยอดการจองห้องพักล่วงหน้าของโรงแรมในประเทศไทยกว่า 96.6% มาจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 95.8% ในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา ตัวเลขดังกล่าวส่งผลให้ประเทศไทย มีสัดส่วนการจองรองจากสิงคโปรซึ่งมีสัดส่วน 97% และสูงกว่าอินโดนีเซียที่มีสัดส่วน 94.1% โดยมีเพียงสามประเทศดังกล่าวในภูมิภาคเอเชียที่มียอดการจองห้องพักล่วงหน้าจากนักท่องเที่ยวต่างชาติสูงเกินกว่า 90% ของยอดจองทั้งหมด

ความต้องการเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ยังสะท้อนให้เห็นผ่านระยะเวลาการจองห้องพักล่วงหน้า โดยพบว่า นักท่องเที่ยวจากซีกโลกเหนือที่กำลังวางแผนท่องเที่ยวในช่วงทริปฤดูร้อน และนักท่องเที่ยวชาวออสเตรเลียที่วางแผนเดินทางท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดฤดูหนาว  ได้ทำการจองที่พักในประเทศไทยสำหรับช่วงกลางปีล่วงหน้านานขึ้นกว่าปีที่ผ่านมาเฉลี่ย 5.6 วัน ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นสูงที่สุดในภูมิภาค ส่งผลให้ระยะเวลาการจองห้องพักล่วงหน้าเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 154.1 วัน จากเดิม 148.6 วันในปี 2568 (โดยอ้างอิงข้อมูล ณ วันที่ 30 เมษายนของทั้งสองปี) เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค พบว่า อินโดนีเซียมีระยะเวลาการจองห้องพักล่วงหน้าเฉลี่ยอยู่ที่ 168.5 วัน (เพิ่มขึ้น 3.6 วันเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า) ตามมาด้วยสิงคโปร์ 150.7 วัน (เพิ่มขึ้น 3.8 วัน) และมาเลเซีย 136.8 วัน (เพิ่มขึ้น 5.4 วัน)

คุณสุภกฤษฎิ์ แผนสมบูรณ์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท SiteMinder กล่าวว่า “ท่ามกลางความผันผวนทั่วโลกที่ส่งผลกระทบต่อการเดินทางในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา แต่โรงแรมในประเทศไทยยังสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ โดยเฉพาะระยะเวลาการจองห้องพักล่วงหน้าที่ยาวนานขึ้นนั้น ถือเป็นแนวโน้มที่ดีให้ผู้ประกอบการได้มีเวลาในการส่งมอบประสบการณ์การเข้าพักที่ตอบโจทย์มากขึ้น พร้อมทั้งสามารถนำเสนอข้อเสนอที่น่าสนใจแก่นักท่องเที่ยวที่วางแผนการเดินทางล่วงหน้าได้อีกด้วย”

ยอดการจองห้องพักล่วงหน้าในช่วงกลางปีเพิ่มขึ้น 5.1% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยเดือนกันยายนคาดว่าจะมีอัตราการเติบโตสูงที่สุดถึง 16% ซึ่งถือเป็นอันดับสองในภูมิภาครองจากไต้หวัน (63.4%) ตามมาด้วยเดือนกรกฎาคมที่ 9.8% และเดือนสิงหาคมที่ 3.3% ขณะที่เดือนมิถุนายนเป็นเดือนเดียวที่มีการจองลดลงจากปีที่ผ่านมาที่ 0.5% ในด้านราคาห้องพักยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเพิ่มขึ้น 3.4% จากปีก่อน เมื่อเทียบรายปีอยู่ที่ 202 ดอลลาร์สหรัฐ เดือนสิงหาคมคาดว่าจะมีอัตราค่าห้องพักเฉลี่ยสูงที่สุดที่ 225 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเพิ่มขึ้น 5.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่เดือนมิถุนายนมีแนวโน้มเป็นเดือนที่มีอัตราค่าห้องพักเฉลี่ยต่ำที่สุดที่ 182 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเพิ่มขึ้น 2.7%

คุณสุภกฤษฎิ์ กล่าวเสริมว่า “ความแข็งแกร่งของธุรกิจโรงแรมไทยในช่วงครึ่งปีแรกสะท้อนให้เห็นว่า ช่วงเวลาดังกล่าวยังคงมีโอกาสเติบโตอีกมากสำหรับผู้ประกอบการ อย่างไรก็ตาม การจะคว้าโอกาสเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพจำเป็นต้องอาศัยความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับพฤติกรรมและความต้องการของนักท่องเที่ยว รวมถึงการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงได้แบบเรียลไทม์การนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้จึงเป็นสิ่งจำเป็น  เพราะเครื่องมือที่ตอบโจทย์จะช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงข้อมูลตลาดที่อัปเดต พร้อมช่วยให้คำแนะนำในการปรับกลยุทธ์ทั้งด้านรายได้และการกระจายช่องทางจำหน่าย ให้สอดคล้องกับความต้องการของนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา”

รายงาน Hotel Booking Trends – Mid-Year Report ของ SiteMinder จัดทำขึ้นจากข้อมูลบนแพลตฟอร์มของ SiteMinder ซึ่งรองรับการจองห้องพักโรงแรมทั่วโลกกว่า 135 ล้านรายการต่อปี โดยสามารถอ่านรายงานฉบับเต็มได้ >>> ที่นี่