คุณหญิงกัลยา ลุยหนองจอก-ลาดกระบัง ชูนโยบายเรียนฟรีถึงปริญญาเอก

คุณหญิงกัลยา ลุยหนองจอก-ลาดกระบัง ชูนโยบายเรียนฟรีถึงปริญญาเอก

คุณหญิงกัลยา ลุยหนองจอก-ลาดกระบัง ชูนโยบายเรียนฟรีถึงปริญญาเอก

วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.11 น.

“คุณหญิงกัลยา” ลุยหนองจอก-ลาดกระบัง ชูนโยบายเรียนฟรีถึงปริญญาเอก ลั่นลูกหลานต้องไม่เริ่มชีวิตด้วยหนี้ มั่นใจ “ดร.เอ้” แก้ปัญหา กทม.จมน้ำได้ ชาวบ้านชมตัวจริงสวยดูดีกว่าในทีวี

3 กุมภาพันธ์ 2569 ที่เขตหนองจอก กทม.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคไทยก้าวใหม่ พร้อมด้วย ดร.คมสัน พันธุ์วิชาติกุล ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ, ดร.ธีระวิทย์ วงเพชร ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 18 และ นายพงศ์ปณตพล รักสกุลกานต์ ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 20 ลงพื้นที่หาเสียงในเขตหนองจอกบริเวณโรงเรียนวัดทิพพาวาส พูดคุยกับผู้ปกครองที่เดินทางมาส่งลูกหลานเข้าเรียน โดยได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น หลายคนเข้ามาชื่นชมและแซวว่า “ตัวจริงสวยกว่าในทีวี” พร้อมบอกว่าจะลงคะแนนให้พรรคไทยก้าวใหม่ทั้ง 2 ใบ เพราะชอบนโยบายด้านการศึกษาของพรรค

คุณหญิงกัลยา เน้นย้ำนโยบายปฏิรูปการศึกษาที่ถือเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาคนและประเทศ โดยระบุว่าพรรคไทยก้าวใหม่มีนโยบายสนับสนุนให้เรียนฟรีจนจบปริญญาเอกในทุกสาขาวิชา ไม่ว่าจะเรียนแพทย์หรือสายวิชาใด เพื่อส่งเสริมให้เด็ก ๆ ได้เรียนในระดับสูงสุด และลดภาระพ่อแม่และป้องกันไม่ให้เด็กต้องเริ่มชีวิตวัยทำงานด้วยหนี้ กยศ. พร้อมให้กำลังใจเด็กที่มีความฝันจะเป็นแอร์โฮสเตส โดยยกตัวอย่างตนเองที่มาจาก “เด็กบ้านนอกคอกหมูสีคิ้วสู่ทำเนียบรัฐบาล” ได้เพราะการศึกษา

“พ่อแม่จะเหนื่อยที่สุดตอนที่ต้องส่งลูกเข้าเรียนมหาวิทยาลัย เพราะไม่รู้จะหาเงินที่ไหนมาจ่าย หากการศึกษาดีจริงต้องทำให้ครอบครัวสบายขึ้น ไม่ใช่เป็นหนี้เพิ่ม ดังนั้นพรรคไทยก้าวใหม่จะทำให้เรียนฟรีจริง ทำให้ลูกหลานจบแล้วมีงานทำ ไม่ต้องเริ่มชีวิตด้วยหนี้ กยศ. และการศึกษาที่ดีต้องทำให้บ้านเราสบายขึ้น ถ้าเรียนแล้วทำให้พ่อแม่ลำบาก แบบนั้นไม่เรียกการศึกษา แบบนั้นเรียกว่าหนี้” คุณหญิงกัลยา กล่าว

จากนั้นคุณหญิงกัลยายังเดินเข้าไปทักทายพ่อค้าแม่ค้าและชาวบ้านที่เข้ามาจับจ่ายใช้สอยในตลาดละแวกใกล้เคียงอย่างเป็นกันเอง ซึ่งชาวบ้านแซวว่า “เห็นแต่ในทีวี เพิ่งเคยเจอตัวจริง สวยกว่าในรูป” พร้อมยืนยันว่าจะลงคะแนนให้พรรคไทยก้าวใหม่ทั้ง 2 ใบ

นอกจากนี้ มีชาวบ้านสะท้อนถึงความกังวลว่ากรุงเทพฯ น้ำจะท่วมในอนาคต คุณหญิงกัลยาจึงให้ความมั่นใจว่า หากเลือกพรรคไทยก้าวใหม่ กรุงเทพฯ จะไม่จมน้ำแน่นอน เนื่องจากมี นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคฯ และแคนดิเดตนายกฯ ซึ่งมีความรู้ความสามารถในการแก้ไขปัญหาภัยพิบัติให้กับคนกรุงเทพฯ ขอให้มั่นใจในพรรคไทยก้าวใหม่ พร้อมกันนี้ ยังมีชาวบ้านฝากให้พรรคเข้าไปแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่ ซึ่งราคาเพียงแค่ 20 บาทก็ซื้อได้ เมื่อแจ้งหน่วยงานไปก็ไม่ได้รับการแก้ไข ซึ่งพรรคไทยก้าวใหม่พร้อมอาสาเข้ามาแก้ปัญหาต่าง ๆ ให้พื้นที่อย่างจริงจัง ต่อมา ดร.คุณหญิงกัลยาขึ้นรถแห่หาเสียงไปยังตลาดเย็นวิลล่า ขอคะแนนจากพ่อค้าแม่ค้าและชาวบ้านที่มาจับจ่ายใช้สอยในพื้นที่ โดยพ่อค้าแม่ค้าต่างเข้ามาให้กำลังใจบอกว่ารู้จัก ดร.สุชัชวีร์ และ ดร.คุณหญิงกัลยาอยู่แล้ว เลือกแน่นอน

จากนั้นคุณหญิงกัลยาลงพื้นที่ซอยฉลองกรุง 29 บริเวณนิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง พบปะกับชาวบ้านในพื้นที่ มีชาวบ้านบางรายนำดอกไม้มามอบให้ บางรายระบุว่าติดตามมานาน เป็นคนโคราชบ้านเดียวกัน จึงเน้นย้ำถึงการผลักดันการศึกษาของลูกหลานซึ่งจะเป็นบันไดสู่อนาคตที่ดีของประเทศต่อไป

ในตอนท้าย คุณหญิงกัลยา ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า ช่วงที่ผ่านมา ได้ไปเดินสายมาสัก 4-5 จังหวัด ทั้งขอนแก่น มหาสารคาม กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด และโคราช เพราะอยากให้คนโคราช 1 คน ผู้หญิง จากสีคิ้ว จะทำประโยชน์ตอบแทนคุณแผ่นดิน อีสาน และประเทศไทยให้ได้ จะทำให้อีสานรวยได้ และทำสำเร็จมาแล้วดูได้จาก ชุมแพโมเดล

คุณหญิงกัลยา ยังกล่าวถึงนโยบายหลัก 3 ด้านของพรรค ได้แก่ 1.การพัฒนาคน ให้มีความรู้ทันสมัย 2.ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน โดยจะผลักดันกฎหมายคุ้มครองผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุหรือภัยพิบัติ เพื่อไม่ให้คนไทยต้องตายฟรี 3.การสร้างอุตสาหกรรมใหม่ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น การซ่อมบำรุงรถไฟความเร็วสูงเชื่อมต่อลาวและจีน ซึ่งจะช่วยยกระดับรายได้ของเด็กอาชีวะและวิศวะให้สูงขึ้นเป็นหลักแสนบาท

“การตอบรับดีมาก ไปเจอนักเรียน นักเรียนก็มีความฝัน อยากจะเป็นหมอบ้าง อยากจะเป็นแอร์โฮสเตสบ้าง ก็บอกเขาว่า เรียนไปเลย เรียนแล้วสิ่งที่เขาอยากจะเป็น เขาต้องเป็นให้ได้ พรรคไทยก้าวใหม่สนับสนุนให้เรียนฟรี ถึงปริญญาเอก ถ้าคนอยากเรียนหมอ ก็เรียนไปเลย ขอให้สอบให้ได้ พรรคไทยก้าวใหม่จัดให้ค่ะ” คุณหญิงกัลยา กล่าว

อนุทิน ย้ำพรรคอันดับหนึ่งชอบธรรมตั้ง รบ.ก่อน ไม่ปิดประตูจับมือน้ำเงิน-แดง

อนุทิน ย้ำพรรคอันดับหนึ่งชอบธรรมตั้ง รบ.ก่อน ไม่ปิดประตูจับมือน้ำเงิน-แดง

อนุทิน ย้ำพรรคอันดับหนึ่งชอบธรรมตั้ง รบ.ก่อน ไม่ปิดประตูจับมือน้ำเงิน-แดง

วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.05 น.

อนุทิน ย้ำพรรคอันดับ 1 ชอบธรรมจัดตั้งรัฐบาลก่อน ไม่มีใครแย่ง หากถูกชวน ต้องดูรับเงื่อนไขได้หรือไม่ ชม MOA-MOU พรรคส้มเข้าท่า จะได้ไม่โดนเบี้ยวสัญญาลูกผู้ชายตอนหลัง ลั่นไม่ปิดประตูจับมือน้ำเงิน-แดง ชี้ ไม่มีมิตรแท้ศัตรูถาวร ไม่คิดแก้แค้น เหตุไร้ประโยชน์ ไม่หวั่นถูกเช็กบิลเขากระโดง-ฮั้วสว. เผย 8 ก.พ.เกาะติดอยู่บุรีรัมย์

เมื่อวันที่ 3 ก.พ.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) และแคนดิเดตนายกฯ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีระบุพรรค ภท.จะได้ สส.แบบแบ่งเขต 200 ที่นั่ง และสส.บัญชีรายชื่อ 20 ที่นั่ง ว่า ตนไม่เคยปราศรัยแบบนี้ แต่เมื่อวันที่ 2 ก.พ.ที่ไปปราศรัยที่ จ.สุพรรณบุรี มีแต่บอกเป็นสำเนียงเหน่อแบบสุพรรณบุรีว่า พ่อก็หมา แม่ก็หมา ลูกก็หมา หมากันทั้งบ้าน ไม่เคยพูดตัวเลขในการปราศรัย 

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการประเมินหรือไม่ ตัวเลขล่าสุดของพรรค ภท.จะได้ สส.เท่าไหร่ นายอนุทิน กล่าวว่า เขาประเมินก็ต้องเล็งผลเลิศไว้ก่อน เพราะเรามีการติดตามรณรงค์หาเสียงของผู้สมัคร สส.เราทุกเขตทั่วประเทศ เมื่อถามว่า จนถึงขณะนี้มีพรรคการเมืองใดมาทาบทามร่วมรัฐบาลหรือไม่ นายอนุทิน ร้องโอ้ย พร้อมระบุว่า เอาให้ผ่านวันอาทิตย์ที่ 8 ก.พ.ให้ได้ก่อนเถอะ 

เมื่อถามถึงกรณีนายกฯระบุพรรค ภท.จะเป็นที่ 1 ในขั้ว หมายความว่าจะพยายามรวบรวมเสียงใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เราพยายามรักษากติกาทางระบอบรัฐสภาให้มากที่สุด ซึ่งกำหนดไว้ว่าเลือกเสียงข้างมาก เสียงข้างน้อย เป็นรัฐบาลก็ควรมีเสียงในสภาเกินกึ่งหนึ่ง ถ้าจะเป็นแกนนำรัฐบาลควรจะเป็นพรรคที่มีเสียงมากที่สุดในรัฐบาล ตรงไปตรงมาที่สุด ปฏิบัติมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลใดก็ตาม เมื่อถามว่า หลังปิดหีบเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ. จะเห็นภาพการจับขั้วรัฐบาลได้เลยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนว่ารอให้ตัวเลข จำนวน สส.ของแต่ละพรรคมันนิ่งก่อน ซึ่งกว่าจะนิ่งหลังจากปิดหีบ 17.00 น. ตัวเลขที่จะเห็นเป็นรูปเป็นร่างน่าจะมี 21.00-22.00 น.

ผู้สื่อข่าวถามว่า ผลการเลือกตั้งพรรคอันดับ 1 ควรจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เป็นอย่างนั้นมาโดยตลอด พรรคอันดับ 1 จัดตั้งรัฐบาลก่อน เมื่อจัดไม่ได้ก็เป็นสิทธิของพรรคอันดับ 2 เมื่อยังจัดไม่ได้อีกก็เป็นพรรคอันดับ 3 มันไล่ตามลำดับอยู่แล้ว ไม่เคยมีนะใครจะมาแย่งคนแรกจัด มันมีกฎ กติกา มารยาทของมันอยู่ 

เมื่อถามอีกว่า หากพรรคประชาชน (ปชน.) เป็นพรรคอันดับ 1 พรรค ภท.จะไม่จัดตั้งรัฐบาลแข่งใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า พรรคอันดับที่ 1 สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ก่อนอยู่แล้ว ลองดูการเลือกตั้งคราวที่ผ่านมา ทั้งปี 62 และปี 66 เป็นไปตามกลไก พรรคที่เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลก็ยังดำรงสภาพเป็นพรรคที่มี สส.ในสภาสูงสุดทุกครั้ง ปี 62 พรรคพลังประชารัฐเป็นแกนนำ ปี 66 พรรคเพื่อไทย (พท.) เป็นแกน ส่วนปี 69 “ก็” จากนั้นนายอนุทินได้หยุดพูดพร้อมกับพยักหน้า ก่อนจะกล่าวว่า มีแต่รัฐบาลของตนที่กำหนดวาระชัดเจน 4 เดือน มันก็เลยมีสภาพเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย แต่ในขั้วรัฐบาลของตน พรรค ภท.ก็มีจำนวนสมาชิกมาก เราอยู่ในกติกา ไม่มีอะไรผิดแปลกไปจากการฟอร์มรัฐบาลอื่นเลย เมื่อถามย้ำว่า หากพรรค ปชน.มาเป็นอันดับ 1 อาจจะถูกพรรคการเมืองอันดับ 2 3 และ 4 ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล และลอยแพ นายอนุทิน กล่าวว่า ถ้าเขาจัดได้ใครจะไปลอยแพเขาล่ะ ถ้าเขาจัดได้ สมมุติมาเป็นอันดับที่ 1 แล้วสามารถรวบรวมเสียงเกินกึ่งหนึ่งได้ การฟอร์มรัฐบาลมันก็จบตรงนั้น 

เมื่อถามว่า ในการจับขั้วรัฐบาลจะให้เวลาพรรคอันดับ 1 ในการจับขั้วรัฐบาลกี่วัน พรรคอื่นถึงจะตั้งรัฐบาลแข่งได้ นายอนุทิน กล่าวว่า ที่ผ่านมาตนก็เห็นทุกพรรคให้เวลาต่อกันและกันเสมอ อย่างคราวที่แล้วพอพรรคก้าวไกลไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลต่อได้ก็มีสปิริตดีมาก ออกมาประกาศว่าเขาไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้และให้ทางพรรค พท.ดำเนินการจัดตั้งรัฐบาลต่อ ผู้สื่อข่าวถามว่า ต้องรอให้พรรคอันดับ 1 ประกาศก่อนใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนไม่ทราบคำว่าต้องหมายความว่าอะไร เพราะไม่เคยเป็นพรรคอันดับ 1 ไม่ใช่เป็นตัวกำหนดหรือเดินเกม เมื่อถามว่า หากพรรค ปชน.เป็นอันดับ 1 พรรค ภท.จะไปโหวตแคนดิเดตนายกฯจากพรรค ปชน.ให้หรือไม่ นายอนุทิน ย้อนถามกลับว่า เขาเรียกเราไหมล่ะ เขาเชิญเราไหมล่ะ และหากเชิญก็ต้องมานั่งคุยกัน เรายังไม่รู้ใครเป็นพรรคอันดับ 1 อันดับ 2 แล้วเงื่อนไขมีหรือไม่ รับนโยบายของเราได้หรือไม่ ไม่ใช่แบบพอตั้งรัฐบาลก็รับเงื่อนไข แต่พอผ่านไป 1 ปีแล้วเอาออกแบบนี้

“พรรค ปชน.ก็ทำตัวอย่างที่ดีเหมือนกัน ถ้าทำอะไรกับพรรค ปชน.เขาก็จะมี MOA หรือ MOU ซึ่งอย่าไปมองว่าเรื่องเยอะหรืออะไร มันก็ดี เหมือนมีคัมภีร์เอาไว้ให้เดินตาม เพราะบางที Gentleman agreement  ถึงเวลาจริงๆ ก็จะมีเหตุนู่นเหตุนี่ อ้างไปเรื่อย ทำให้เกิดความไม่นิ่งทางการเมือง”นายอนุทิน กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากพรรค ปชน.มาเชิญร่วมรัฐบาล พรรค ภท.จะมี MOA กำกับเขาใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เอาไว้รอก่อน อย่าเพิ่งพูดอะไรก่อนผลการเลือกตั้งจะออก เพราะผลการเลือกตั้งมันถูกกำหนดโดยประชาชน เพราะฉะนั้น ไปพูดอะไรชี้นำ สำหรับตนการที่ไปพูดอะไรก่อนเท่ากับไม่รับฟังเสียงประชาชน หรือไม่ให้ความเคารพต่อเสียงประชาชน ตนก็ระมัดระวังตรงนี้มากๆ ผู้สื่อข่าวต้องไม่ถามบ่อยเดี๋ยวเผลอ 

เมื่อถามว่า หากพรรค ภท.มาเป็นอันดับ 1 ทุกอย่างจะง่ายและเร็วใช่หรือไม่ นายอนุทินร้องหึพร้อมกับยิ้ม และไม่ตอบถาม เมื่อถามย้ำ มีพรรคในใจที่จะจับมือร่วมรัฐบาลแล้วใช่หรือไม่ นายอนุทินหัวเราะ ไม่ตอบคำถาม 

เมื่อถามว่า ถ้าพรรค ภท.เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลจะมีการทำ MOA กับพรรคร่วมรัฐบาล เพื่อเป็นการป้องกัน ใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า มันจะต้องมีอะไรไว้เป็นถ้อยคำ เมื่อถามอีกว่า การทำ MOA จะเป็นการย้อนเกล็ดกับสิ่งที่เขาเคยทำกับเราตอนเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า มันคนละเรื่องกัน เพราะ MOA นั้นเป็นการบอกกับเขาว่าอย่างไร เราก็อยู่ 4 เดือน แต่พอถึง 2 เดือนกว่า เขามีเงินเงื่อนไขที่อยู่นอก MOA มา ซึ่งเราไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขนั้นได้ เขาก็บอกว่าอย่างนั้นให้เรายุบสภาไป ตนก็ยุบสภา เพราะมีคนบอกให้ตนยุบสภา เราเป็นเสียงข้างน้อย

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีความเป็นไปได้หรือไม่ที่ หลังการเลือกตั้ง พรรคสีแดงกับพรรคสีน้ำเงินจะจับมือกันจัดตั้งรัฐบาล นายอนุทิน กล่าวว่า ก็กลับไปคำตอบเดิม ตนต้องรอผลการเลือกตั้งให้นิ่งเสียก่อน ยังมีเวลา รัฐบาลไม่จำเป็นจะต้องจัดภายในคืนวันที่ 8 ก.พ.หรือในสัปดาห์แรก ครั้งที่แล้วปี 66 ใช้เวลาการจัดตั้งรัฐบาล เกือบ 2 เดือนกว่าจะมีรัฐบาล เมื่อถามว่า จะให้คำมั่นกับพรรคกล้าธรรม (กธ.) อย่างไร หากได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเนื่องจากหลายพรรคประกาศไม่เอาพรรค กธ. นายอนุทิน กล่าวว่า ตอนนี้เราให้การเลือกตั้งดำเนินไปเสร็จสิ้นเรียบร้อยก่อน ทุกพรรคควรจะใช้เวลา บริหารจัดการพรรคตัวเอง ให้ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนให้มากที่สุด

เมื่อถามว่า อีก 4 วัน จะถึงวันเข้าคูหาเลือกตั้งแล้วรู้สึกตื่นเต้นหรือไม่ เพราะเป็นพรรคที่มีกระแสนำ นายอนุทิน กล่าวว่า ตื่นตัวมากกว่า คงไม่ได้ตื่นเต้นอะไร เพราะชีวิตนี้ผ่านการเลือกตั้ง ในฐานะหัวหน้าพรรคก็ 4 รอบแล้ว ในฐานะสมาชิกพรรคอีก สมัยก่อนตอนเด็กๆ ที่ตามพ่อไปดูการเมืองก็เห็นสภาพนี้มาหลายรอบแล้ว ค่อนข้างที่จะคาดเดาและบริหารความรู้สึก บริหารความคาดหวังได้ระดับหนึ่ง แต่ถามว่าตื่นตัวไหม มีลุ้นไหม ก็มีอยู่แล้ว มนุษย์ปุถุชนแข่งขันกัน เราก็ต้องลุ้น ให้ฝ่ายที่เรารับผิดชอบประสบความสำเร็จให้ได้มากที่สุด

เมื่อถามว่า กับพรรค พท.จะลืมเรื่องราวในอดีตที่เขาทำกับเราตอนนั้นแล้วกลับมาจับมือกันหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ตนเป็นคนที่มีอุปนิสัย คือ คนที่ทำอะไรดีไว้ ก็ไม่ค่อยลืม คนที่ทำไม่ดีกับเราก็ลืมๆ ลืมง่าย เพราะเราอยากเจอหน้าใครเราอยากจะยิ้มและยกมือไหว้ และไม่อยากคิดอะไรให้ขุ่นข้องหมองใจ

 เมื่อถามอีกว่า คำว่าการเมืองไม่มี มิตรแท้และศัตรูที่ถาวรใช้ได้ กับนายกฯหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ศัตรูถาวรตนมีอยู่แล้ว แต่ตนจะแสดงออกหรือเปล่า แล้วมันมีประโยชน์อะไรในการไปทำ ตั้งแต่ที่ตนเป็นนายกฯมา 4 เดือน มีไหม ก็มีอำนาจมีไหม ก็มี คิดแก้แค้นเช็คบิลอะไรใคร ก็สามารถทำได้หมด แต่มันไม่มีประโยชน์ เพราะเราจะทุกข์ไปด้วย เราไปทำอะไรเขาเราก็ต้องระมัดระวังว่าเขาจะสวนกลับมา ทุกคนมีมือมีเท้าเท่ากัน ดีที่สุดคือ คิดแต่เรื่องดีๆ ทุกคนก็มีเรื่องดีๆ ต่อกัน ไอ้เรื่องที่ไม่ดีอย่างไรก็ไม่ลืม ก็อย่าไปเอามันขึ้นมาเป็นประเด็น เมื่อถามว่า พรรค พท.มาง้อหรือยัง นายอนุทินหัวเราะพร้อมกับกล่าวว่า “อุ้ย ทำไมต้องง้อ”

ผู้สื่อข่าวถามว่า ลงพื้นที่อ่านใจประชาชนได้หรือไม่ ว่าประชาชนจะให้ผ่านโปรหรือไม่ในการทำงานช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมา นายอนุทิน กล่าวว่า ตนก็ถามทุกเวทีจะให้ผ่านโปรหรือเปล่า ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ก็ตบมือและส่งเสียงกรี๊ด ให้กับตน และตนก็ยังเสียงแหบอยู่ตอนนี้

เมื่อถามว่า วันเลือกตั้งจะมีวอร์รูมที่ไหนหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนต้องไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งที่ จ.บุรีรัมย์ และวางแผนไว้ว่า จะขับรถตระเวนไปดูพื้นที่เลือกตั้ง ทั้งบุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ ซึ่งเป็นเส้นทางที่ตนเดินทางไปหาลูกบ้านบ่อยอยู่แล้ว พอถึงเวลาอันควร สอบถามจากเขตอื่นๆ แล้วค่อยตัดสินใจ ว่าจะนอนค้างบุรีรัมย์ หรือจะกลับมาที่กรุงเทพฯ ผู้สื่อข่าวไม่ต้องตาม เพราะอาจจะกลับกรุงเทพฯ เมื่อถามว่า จะไม่มาลุ้นหรือจับขั้วที่กรุงเทพฯหรืออย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า อยู่ที่ จ.บุรีรัมย์ อยู่ในบ้านก็รู้สึกโล่งใจ ปลอดภัยดี เมื่อถามอีกว่า ถ้ามีการจับมือหรือจับขั้วจะต้องไปหาที่ จ.บุรีรัมย์ใช่หรือไม่ นายอนุทิน ไม่ตอบคำถามเพียงแค่หัวเราะในลำคอ

เมื่อถามย้ำว่า แต่การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่เหมือนกับการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาเนื่องจากต้องรักษาการตำแหน่งนายกฯด้วย จะรู้สึกกดดันหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า เราทำในสิ่งที่ดีที่สุด อะไรที่เป็นสิ่งที่ดีที่สุด แล้วก็ต้องทำ ไม่ใช่ในฐานะนายกฯ ก็ทำหมดแล้ว ไม่มีอะไรที่ยังไม่ได้ทำ

เมื่อถามว่า หากได้กลับมาเป็นนายกฯอีกรอบกังวลหรือไม่ว่า จะถูกเช็คบินในหลายๆเรื่อง นายอนุทิน ย้อนถามว่า เรื่องอะไรบ้าง ผู้สื่อข่าวตอบว่า หลายๆ เรื่องทั้งเรื่องเขากระโดงและเรื่องฮั้ว สว. นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องเขากระโดงการรถไฟแห่งประเทศไทยกำลังฟ้องอยู่ อยู่ระหว่างดำเนินการตามขั้นตอนและตามกฎหมาย ไม่มีการชี้นำ ไม่มีการกดดัน หรือแทรกแซงใดๆ ทั้งสิ้น

“ผมพูดได้อย่างเต็มปาก ไม่ว่าจะเป็นตัวของผมเองหรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ไม่ได้มีเรื่องนี้อยู่ในลำดับความสำคัญเพราะเป็นหน้าที่ของการรถไฟฯถ้าเขาคิดว่าทรัพย์สินนี้เป็นของเขา แล้วเขาคิดว่าถ้ามีใครมาบุกรุก เขาก็ต้องเร่งดำเนินการอย่างเต็มที่” นายอนุทิน กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า การรถไฟฯได้ส่งเรื่องมาที่มหาดไทยแล้วหรือยัง นายอนุทิน กล่าวว่า คนที่จะทำเรื่องมายังกระทรวงมหาดไทยจะต้องมีคำสั่งศาลสั่งมา ต้องฟ้องศาลให้เรียบร้อย กรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทยไม่สามารถที่จะไปเพิกถอนที่ดินของใครได้ถ้าไม่มีคำสั่งศาล สมมุติว่าถ้ามีคำสั่งศาลมาเมื่อไหร่ เขาก็ดำเนินการทันทีอยู่แล้ว ไม่ต้องห่วงเลย

แม่หน่อย กู้ชีพ30บาทก่อนล่มสลาย เปิดแผนจับ 30บาท ประกันสังคม เพิ่มสิทธิบริการดีขึ้น

แม่หน่อย กู้ชีพ30บาทก่อนล่มสลาย เปิดแผนจับ 30บาท ประกันสังคม เพิ่มสิทธิบริการดีขึ้น

แม่หน่อย กู้ชีพ30บาทก่อนล่มสลาย เปิดแผนจับ 30บาท ประกันสังคม เพิ่มสิทธิบริการดีขึ้น

วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.59 น.

สุดารัตน์ ประกาศขอเข้าไปกู้ชีพ 30 บาทรักษาทุกโรค ก่อนล่มสลาย  ลั่นให้ประกันสังคม และ30 บาท จับมือเพื่อเพิ่มสิทธิ์ผู้ประกันตนมั่นใจด้วยความรู้ประสบการณ์ จะทำให้ผู้มีสิทธิ์ 30 บาทและผู้ประกันตน ได้รับสิทธิและบริการดีขึ้นแน่นอน

3 กุมภาพันธ์ 2569 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคไทยสร้างไทยหมายเลข48 แถลงข่าวโดยเปิดเผยถึงวิกฤตงบประมาณและระบบสาธารณสุขไทยที่กำลังเผชิญกับ “ระเบิดเวลา” จากภาระงบประมาณบัตรทอง 30 บาทรักษาทุกโรคที่พุ่งสูงขึ้นกว่า 2.7 แสนล้านบาท แต่กลับส่งผลให้โรงพยาบาลขาดทุนสะสมร่วมหมื่นล้านบาทและบุคลากรทางการแพทย์ต้องทำงานหนักเกินขีดจำกัด คนไทยเจ็บป่วยมากขึ้น 

คุณหญิงสุดารัตน์ ชี้ให้เห็นการบริหารจัดการงบประมาณรายหัวที่ปัจจุบันสูงถึง 4,173 บาท แต่เงินกลับไปถึงโรงพยาบาลเพียงน้อยนิดเนื่องจากถูกกักไว้ที่ส่วนกลางโดยเฉพาะเงินส่งเสริมสุขภาพ 681 บาทต่อหัว ไปถึงรพ. น้อยมาก แต่ถูกใช้ตามความต้องการทางการเมือง ซึ่งขัดกับหลักการกระจายอำนาจที่ตนเคยทำไว้ในอดีตที่ส่งงบประมาณตรงถึงโรงพยาบาลถึงร้อยละ 80-90 เพื่อให้โรงพยาบาลมีอิสระในการดูแลสุขภาพประชาชนในพื้นที่จนเปลี่ยนจากระบบ “ซ่อมสุขภาพ” (Sick Care) ให้กลายเป็นระบบ “สร้างสุขภาพ” (Health Care) อย่างแท้จริง

ในส่วนของปัญหาบุคลากรทางการแพทย์นั้น คุณหญิงสุดารัตน์ระบุว่าเกิดความเหลื่อมล้ำอย่างรุนแรงในการกระจายตัวของแพทย์ โดยในกรุงเทพฯ มีสัดส่วนแพทย์ 1 คนต่อประชากร 462 คน แต่ในจังหวัดเช่น บึงกาฬกลับมีสัดส่วนสูงถึง 1 ต่อ 5,000 คน ส่งผลให้หมอในต่างจังหวัดต้องทำงานหนักกว่า 80-100 ชั่วโมงต่อสัปดาห์จนเกิดปรากฏการณ์ลาออกเป็นจำนวนมาก พรรคไทยสร้างไทย

จึงเสนอแนวทาง “กู้ชีพ 30 บาท” ด้วยการปรับโครงสร้างค่าตอบแทนให้บุคลากรในพื้นที่ห่างไกลสูงกว่าในเมืองเพื่อดึงดูดบุคลากรให้อยู่ในระบบ พร้อมทั้งนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ เช่น ระบบจองคิวผ่านแอปพลิเคชันเพื่อลดการรอคอย และการใช้ AI หรือ Telemedicine เข้ามาช่วยให้คำปรึกษาแก่ผู้ป่วยตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อลดภาระงานของแพทย์และเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาพยาบาลให้เข้าถึงง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น

สำหรับการปฏิรูประบบประกันสังคมซึ่งเป็นกองทุนขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าเกือบ 3 ล้านล้านบาทนั้น พรรคไทยสร้างไทยมีนโยบายชัดเจนในการแยกกองทุนประกันสังคมออกจากการกำกับดูแลของกระทรวงแรงงานเพื่อป้องกันไม่ให้นักการเมืองเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ และเสนอให้มีการปรับโครงสร้างบอร์ดบริหารโดยลดสัดส่วนตัวแทนภาครัฐลงครึ่งหนึ่งแล้วเพิ่มสัดส่วนตัวแทนจากฝั่งผู้ประกันตนและนายจ้างให้มากขึ้น เพื่อให้เจ้าของเงินตัวจริงมีอำนาจในการตัดสินใจอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ยังเสนอให้มีการประสานความร่วมมือ (Collaboration) ระหว่างกองทุนประกันสังคมและกองทุน 30 บาทในบางกลุ่มการรักษาที่สิทธิประกันสังคมยังด้อยกว่า เช่น สิทธิการทำฟันหรือการเลือกเข้ารับการรักษาได้ทุกโรงพยาบาล เพื่อเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ประกันตนให้ดียิ่งขึ้น

คุณหญิงสุดารัตน์ยืนยันว่าพรรคไทยสร้างไทยมีความพร้อมที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาด้านสาธารณสุขอย่างเป็นระบบ โดยการประสานประโยชน์ระหว่างกองทุนรักษาพยาบาลต่างๆ จะช่วยสร้างพลังทวีคูณ (Synergy) ที่ทำให้ใช้งบประมาณได้อย่างคุ้มค่าและลดความซ้ำซ้อนของภาครัฐ ประชาชนจะได้รับบริการที่เท่าเทียมและมีคุณภาพโดยไม่ต้องรอคิวนาน ขณะที่บุคลากรทางการแพทย์จะมีขวัญและกำลังใจที่ดีขึ้นจากการจัดสรรงบประมาณที่เป็นธรรมและการใช้เทคโนโลยีเข้ามาแบ่งเบาภาระงาน ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างระบบรัฐสวัสดิการด้านสุขภาพที่ยั่งยืนและมั่นคงให้กับคนไทยทุกคนในอนาคต

นายกฯ ลั่นไทยอยู่ในอธิปไตยตัวเอง หลังฮุน มาเนต จ่อประท้วงถูกรุกดินแดน

นายกฯ ลั่นไทยอยู่ในอธิปไตยตัวเอง หลังฮุน มาเนต จ่อประท้วงถูกรุกดินแดน

นายกฯ ลั่นไทยอยู่ในอธิปไตยตัวเอง หลังฮุน มาเนต จ่อประท้วงถูกรุกดินแดน

วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.47 น.

นายกฯ ลั่นไทยอยู่ในอธิปไตยตัวเอง หลังฮุน มาเนต จ่อประท้วงถูกรุกดินแดน ย้ำยึดข้อตกลงหยุดยิง

เมื่อวันที่ 3 ก.พ.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เตรียมจะประท้วงไทยโดยอ้างว่าไทยรุกรานดินแดนกัมพูชาว่า ยังไม่ได้รับรายงาน เรายืนยันว่าเราอยู่บนอธิปไตยของเรา

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะมอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศเตรียมพร้อมอะไรหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เขามีการติดตามข่าวสารอยู่แล้ว เมื่อมีอะไรมาก็มีหน้าที่ที่จะไปชี้แจงต่อองค์กรที่มีข้อสงสัย จริงๆ ตนเคยบอกไปแล้วว่า ณ ขณะนี้เรามีข้อตกลงหยุดยิงที่ลงนามร่วมกับทางกัมพูชา เงื่อนไขข้อปฏิบัติต่างๆ อยู่ในบันทึกข้อตกลง ไม่น่าจะมีอะไรที่เป็นข้อสงสัยใดๆ 

เมื่อถามว่า ดูเหมือนทางกัมพูชาพยายามจะสร้างเงื่อนไข ทำให้เกิดสถานการณ์เกิดขึ้นมาอีกครั้งหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่มีปัญหาหรอก เราอย่าเป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือผิดข้อตกลง ซึ่งเราดำรงตนตรงนี้มาตลอด เราถึงสามารถกำหนดเงื่อนไขต่างๆ ให้เป็นที่พึงพอใจของเราได้ 

ปอกเปลือก’ด้อมส้ม’ จาก ‘ดิว’ถึง ‘ซีเค’ ตัวตนที่ซุกซ่อนใต้มายาภาพ

ปอกเปลือก'ด้อมส้ม' จาก 'ดิว'ถึง 'ซีเค' ตัวตนที่ซุกซ่อนใต้มายาภาพ

ปอกเปลือก’ด้อมส้ม’ จาก ‘ดิว’ถึง ‘ซีเค’ ตัวตนที่ซุกซ่อนใต้มายาภาพ

วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.20 น.

ในการเมืองร่วมสมัย คำว่า “ด้อมส้ม” มักถูกใช้เรียกกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคประชาชน หรือพรรคส้ม โดยเฉพาะในหมู่คนรุ่นใหม่ที่เคลื่อนไหวผ่านโลกออนไลน์ คำนี้กลายเป็นฉลากทางการเมืองที่บอกทั้งจุดยืน ตัวตน และเครือข่ายความคิดของผู้พูดโดยปริยาย

กลุ่มนี้มักถูกวางภาพให้เป็นตัวแทนของความฉลาด ความก้าวหน้า และความเข้าใจโลก พูดเรื่องอนาคตได้คล่อง พูดเรื่องโครงสร้างได้ถนัด พูดเรื่องประชาธิปไตยได้เหมือนเป็นภาษาที่ใช้ทุกวัน ภาพที่ถูกส่งออกไปคือ ประเทศควรฝากความหวังไว้กับคนแบบนี้ คนที่ดูพร้อม ดูรู้ ดูทัน และดูเหนือกว่าสังคมส่วนอื่น

แต่เมื่อมองให้ตรง คนรุ่นใหม่ที่ดังบนโลกการเมืองออนไลน์จำนวนหนึ่ง ไม่ได้เริ่มจากศูนย์ ไม่ได้ใช้ชีวิตแบบต้องคำนวณค่าใช้จ่ายรายวัน พวกเขามีต้นทุนตั้งแต่ต้น มีฐานะ มีการศึกษา มีเครือข่าย และมีพื้นที่พูดที่ไม่ต้องแย่งกับใคร

ความก้าวหน้าที่ถูกพูดถึงจึงมาพร้อมความมั่นใจที่ล้ำเส้น จนค่อย ๆ กลายเป็นท่าทีเหนือกว่า และเปิดช่องให้การเหยียดผู้อื่นถูกมองเป็นเรื่องปกติ

หนึ่งในตัวอย่างที่เห็นชัด คือ ซีเค เจิง นักธุรกิจลูกครึ่งไทย–จีน เติบโตต่างประเทศ ทำธุรกิจสำเร็จ มีผู้ติดตามจำนวนมาก และแสดงจุดยืนสนับสนุนพรรคส้มอย่างชัดเจน

ซีเคสื่อสารการเมืองจากฐานของคนที่มีต้นทุนครบ และคุ้นเคยกับการอธิบาย มากกว่าการฟัง เส้นแบ่งระหว่างความมั่นใจและความโอหังค่อย ๆ เลือนหายไปในกระบวนการสื่อสารแบบนี้

ท่าทีดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ มันมาจากความสำเร็จที่ถูกยืนยันซ้ำ มาจากพื้นที่ที่เปิดให้พูดโดยไม่ต้องรอคิว และเมื่อท่าทีเดียวกันนี้ถูกนำเข้าสู่สนามการเมือง ความสำเร็จส่วนตัวก็ถูกใช้เป็นเหตุผลรองรับการตัดสินผู้อื่นจากที่สูง

โพสต์ที่กลายเป็นชนวน ไม่ซับซ้อน ซีเคเล่าว่าเขาถามยายว่าจะเลือกใคร และอ้างคำตอบว่ายายรับเงินมาแล้ว 2,000 บาท เพื่อเลือกพรรคการเมืองที่ไม่ใช่พรรคส้ม เขาใช้ตัวอักษร “xxx” แทนชื่อพรรค แล้วโพสต์ข้อความนั้นออกมากลางช่วงเลือกตั้ง

ไม่มีคำบอกว่าเรื่องแต่ง ไม่มีคำอธิบายเพิ่มเติม และไม่มีความรับผิดชอบใดตามมา

ข้อความลักษณะนี้ เมื่อออกมาจากคนที่มีผู้ติดตามจำนวนมากและมีอิทธิพลในโลกออนไลน์ ย่อมถูกแชร์ ถูกพูดต่อ และถูกนำไปใช้ตอกย้ำข้อกล่าวหาเรื่องซื้อเสียงทันที โดยไม่ต้องมีหลักฐานหรือคำอธิบายประกอบเพิ่มเติม

คำถามที่ตามมาไม่ได้ซับซ้อน หากเรื่องนี้เป็นจริง คนที่อ้างว่ารู้ข้อมูลควรทำตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนด แต่คำถามนี้ไม่เคยได้คำตอบ

หากไม่จริง การหยิบคำว่ารับเงินเพื่อแลกเสียงมาใช้ในช่วงเลือกตั้งก็ทำหน้าที่ของมันไปแล้ว โดยไม่ต้องระบุชื่อพรรคใดตรง ๆ และทิ้งร่องรอยการเหมารวมให้สังคมตีความต่อ

สิ่งที่เกิดขึ้นต่อมาคือการลบโพสต์ ความเงียบเข้ามาแทนคำชี้แจง วิธีนี้สะท้อนรูปแบบการสื่อสารที่พูดเมื่อได้เปรียบ และถอยเมื่อคำถามย้อนกลับมา โดยไม่ต้องรับผิดชอบต่อผลที่เกิดขึ้นก่อนหน้า

ท่าทีเดียวกันปรากฏชัดในโพสต์ข้อความก่อนหน้าของซีเค เมื่อเขาเขียนว่าการที่แฟนคลับของพรรคใดพรรคหนึ่งจะพยายามเห็นต่างจากเขาเป็นเรื่องไม่ฉลาด เพราะเขามีผู้ติดตามจำนวนมาก มีคนฟังอยู่ทุกวัยทุกอาชีพ

ข้อความนี้ไม่ได้ถกเถียงด้วยเหตุผล แต่กดน้ำหนักเสียงผู้อื่นลงไปกลาย ๆ ใต้ภาพความสำเร็จและความดังของตนเอง

จำนวนผู้ติดตามถูกใช้แทนเหตุผล ความดังถูกใช้แทนความถูกต้อง และความก้าวหน้าถูกใช้เป็นเกราะกำบังคำพูด เมื่อการเมืองถูกทำให้เป็นเรื่องของอิทธิพล ความเห็นของคนที่ไม่มีต้นทุนก็ถูกลดคุณค่าลงอย่างเป็นระบบ

ในกลุ่มเดียวกันยังมี ดิว วีรวัฒน์ วลัยเสถียร ที่ใช้ถ้อยคำตรงกว่านั้น ดิวเรียกคนเห็นต่างว่าแก่ แล้วยังจน และตามด้วยคำว่าโง่

คำพูดเหล่านี้สะท้อนท่าทีเหยียดที่ออกมาจากความเชื่อว่าตัวเองอยู่เหนือกว่า ไม่ใช่อารมณ์ชั่ววูบ แต่เป็นโครงสร้างความคิดที่ฝังอยู่ในภาษา

เมื่อวางซีเคกับดิวไว้ด้วยกัน รูปแบบเดียวกันก็ชัดเจน คนที่มีต้นทุน มีพื้นที่พูด และมีความมั่นใจสูง ใช้ภาษาเป็นเครื่องมือวัดว่าใครควรถูกฟัง และใครไม่จำเป็นต้องถูกนับรวม

การเมืองคนรุ่นใหม่พรรคส้มในมือคนกลุ่มนี้ จึงไม่ใช่พื้นที่ที่ทุกเสียงมีน้ำหนักเท่ากัน แต่เป็นพื้นที่ที่สถานะส่วนตัวถูกนำมาใช้เป็นเกณฑ์ ใครมีชีวิตพร้อมตั้งแต่ต้นย่อมพูดได้ดังกว่า ใครเคยลำบากย่อมถูกสั่งสอนจากข้างบน

ความก้าวหน้าถูกใช้เป็นเครื่องแบ่งระดับ ใครมีมากกว่าถูกมองว่าเข้าใจมากกว่า ใครพูดได้คล่องกว่าถูกยกว่าเหมาะสมกว่า ใครไม่มีต้นทุนถูกมองว่ายังไม่รู้ ยังไม่ทัน และยังไม่ควรอยู่ระดับเดียวกัน

น้ำเสียงโอหังและการเหยียดค่อย ๆ แทรกอยู่ในท่าทีทางการเมืองแบบนี้

ภาพคนรุ่นใหม่ที่ถูกวางไว้สูงจึงไม่ใช่ภาพของการฟังเสียงที่หลากหลาย แต่เป็นภาพของการกำหนดว่าเสียงแบบไหนควรมีพื้นที่ และเสียงแบบไหนควรถูกมองข้าม ใต้ฉลากความก้าวหน้าเดียวกัน

กรณีของซีเคและดิวจึงเป็นตัวอย่างของวัฒนธรรมทางการเมืองที่ใช้คำสวยเป็นฉากหน้า แต่ซ่อนความโอหังและการเหยียดไว้ในวิธีพูดและท่าที ความเก่งถูกใช้เป็นเกราะ ความรวยถูกใช้เป็นความชอบธรรม ความดังถูกใช้แทนเหตุผล

การเมืองในโลกของด้อมส้มแบบนี้ คือการเมืองของความมั่นใจล้นเกิน ที่ทำให้การมองคนอื่นจากที่สูงถูกทำให้ดูปกติ การดูแคลนถูกทำให้ดูมีเหตุผล และทั้งหมดถูกห่อหุ้มไว้ใต้คำว่าความก้าวหน้า.

ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

ทนายอั๋น บุรีรัมย์ ฟาดหนัก แสวง เลี้ยงเสียข้าวสุก จัดเลือกตั้งผิดพลาดซ้ำซาก

ทนายอั๋น บุรีรัมย์ ฟาดหนัก แสวง เลี้ยงเสียข้าวสุก จัดเลือกตั้งผิดพลาดซ้ำซาก

ทนายอั๋น บุรีรัมย์ ฟาดหนัก แสวง เลี้ยงเสียข้าวสุก จัดเลือกตั้งผิดพลาดซ้ำซาก

วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.33 น.

“ทนายอั๋น บุรีรัมย์” ฟาดหนัก ‘แสวง’ เลี้ยงเสียข้าวสุก จัดเลือกตั้งผิดพลาด เหมือนนักมวยไม่ทันชกก็สะดุดล้ม จี้กกต.ถีบส่งเซ่นความล้มเหลวซ้ำซาก ดักคอ หากยังเอาไว้เพราะมีประโยชน์ เป็นคนรับจบ สวมบทลิงเก็บกล้วย อ่านแค่ไลน์คนอยู่เขากระโดง แอ่นอกรับปล่อยคลิปเสียงนักการเมือง บอกยังมีอีพี 2

3 กุมภาพันธ์ 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ ทนายอั๋น บุรีรัมย์ พร้อมด้วยเจ้าของเพจแม่แนนน้องสมาร์ท ที่ถูก กกต.สั่งลบคลิปวิดีโอเนื่องจากมีเนื้อหาเข้าข่ายผิดกฎหมายเลือกตั้ง มายื่นหนังสือถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอให้ไล่นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. เนื่องจากมีความบกพร่องในการจัดการเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา รวมถึงข้อให้กกต.ตรวจสอบ กรณีคลิปเสียงการสนทนาการเมือง ที่ปรากฏเป็นข่าว เพื่อเอาผิดผู้เกี่ยวของ 

นายภัทรพงศ์ กล่าว เนื่องจากนายแสวง นายแสวง มาโดยสัญญาจ้างของ กกต. ทาง กกต.จึงมีอำนาจตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง มาตรา 55 ซึ่งกำหนดว่า เลขาฯ กกต.ต้องมีความรู้ ความสามรถ มีความเชี่ยวชาญ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานของสำนักงานตามที่ กกต.กำหนด แต่การจัดการเลือกตั้ง ตั้งแต่ปี 2562 มาถึงปี 2566 ก็เกิดปัญหา รวมถึงการฮั้วเลือกสว.ก็ยังไม่คืบหน้า เรื่องการประชามติ การจัดส่งเอกสารถึงเจ้าบ้านก็ผิดพลา และการจัดการเลือกตั้งล่วงหน้าวันที่ 1 ก.พ. ก็เกิดปัญหา นี่ถ้าเป็นนักมวยถือว่าแค่วอมก็สะดุดขาตัวเองล้ม ประชาชนในฐานะที่เสียภาษีเพื่อนำมาจ่ายเป็นเงินเดือนให้กับกกต. และนายสวง ยังจะเลี้ยงนายแสวงเอาไว้อยู่หรือ เลี้ยงไว้ก็เปลืองข้าวสุก เราในฐานะที่เป็นเจ้าของข้าวสุก ไม่อนุญาตให้นายแสวง อยู่สถานที่แห่งนี้อีกแล้ว เรามีอำนาจในฐานะที่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย เป็นเจ้าของข้าวุก ไม่ต้องการเอาข้าวสุกให้นายแสวงอีกแล้ว 

“กกต.ลองไปพิจารณาดู กกต.ต้องเซ่นนายแสวง บุญมี ให้กับความผิดพลาดในการเลือกตั้งหลายปีที่ผ่านมา ถ้ายังเอาไว้ เราก็จะเกิดความเคลือบแคลงสงสัยไปอีกว่านายแสวง มีอะไรดี เพราะในสายตาประชาชน นายแสวง ไม่มีอะไรดีเลย แต่ในฐานะของกกต.นายแสวงอาจจะมีอะไรดี เช่น เรียกง่าย ใช้คล่อง เรียก รับ จบ ปิดจ๊อบ ถ้าเป็นลิงอาจเป็นลิงเก็บกล้วยเปล่า เก็บมะพร้าวให้เจ้าของหรือเปล่า กกต.ครับประชาชนรู้ เพียงแต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซับพอร์ตพวกคุณเป็นเหมือนผนังทองแดง กำแพงเหล็ก แต่วันนี้มันน่าเกลียด ถ้าคุณไม่ถีบนายแสวงออก พวกคุณจะมีปัญหาเสียเอง ฉะนั้นก่อนเลือกตั้ง 4 – 5 วัน อย่าให้มีชื่อนายแสวงเป็นเลขาธิการอีก และหลังการแถลงข่าวของพวกตน หวังว่านายแสวงจะมีสำนึกรับผิดชอบต่อสังคมบ้าง ด้วยการลาออกไปเสีย” นายภัทรพงศ์ กล่าว

นายภัทรพงศ์ กล่าวต่อว่า ในการเลือกตั้งล่วงหน้ามีปัญหาเกิดขึ้นมากมาย ทั้งประกาศเอกสารแนะนำตัวผู้สมัครหาย การใส่รหัสเขตผิด ประชาชนหวังจะเลือกคนดีก็กลับได้คนชั่ว หรือสแกนคิวอาร์โค้ดเข้าไปก็กลายเป็นบัญชีผู้สมัครเมื่อปี 2566 ตนมองว่า เป็นความจงใจใช้อำนาจรัฐเพื่อช่วยพรรคการเมืองใดหรือไม่ อยากจะบอกว่าองค์กรอิสระ แม้จะมีที่มาจากสว. แต่มีหมาสักตัวไหมจ่ายเงินเดือนให้พวกคุณ สว.เป็นคนเห็นชอบให้พวกคุณมีตำแหน่งก็จริง แต่เราเป็นคนให้เงินดือน สำนึกไว้บ้าง ไม่ใช่อ่านแต่ไลน์ แอปเปิลเขียว แอปเปิลแดง อ่านแต่ไลน์คนที่อยู่แถวเขากระโดง ตาแหวงเอ้ย ประชาชนเป็นคนให้เงินคุณ ก่อนหน้านี้เปิดทรัพย์สินรวย 47 ล้าน ตอนนี้ตนเดาว่า คุณมี 300 ล้านบาท เพราะใคร เพราะประชาชน  

เมื่อถามว่า คิดเห็นอย่างไรกับกรณีมีการล่ารายชื่อไล่กกต. นายภัทรพงศ์ กล่าวว่า เป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่สะท้อนว่าเขาเอือมระอากับกกต.และองค์กรอิสระ เพียงแต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้มันไม่เปิด และเราก็หวังว่ากกต.และนายแสวง จะมีสำนึก อย่างน้อยคนไทยไม่เห็นหน้านายแสวง หรือไม่ออกมาให้สัมภาษณ์พูดผิด พูดถูก เวลาพูดผิดออกมาขอโทษว่าตัวเองพูดผิดได้ แต่เวลาประชาชนทำคลิปนำเสนออาจจะมีถ้อยคำหมิ่นเหม่บ้าง แต่กลับไม่โอเค เล่นงานพวกเขา ก็แสดงว่าวันนี้คนไทยทั้งประเทศเอือมระอา เพียงแต่มีรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่ปกป้องคนพวกนี้ไว้ ฉะนั้นช่วยกันโหวตเห็นชอบด้วย เพื่อเตะรัฐธรรมนูญนี้ทิ้งไป

นายภัทรพงศ์ กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องคลิปเสียงนั้น ตนยอมรับเลยว่า เป็นคนผู้ปล่อยคลิปเสียงสนทนาลงโซเชียลมีเดียเอง ซึ่งเป็นคลิปสนทนา และปล่อยคลิปออกมาวันที่ 31 ม.ค. ที่ผ่านมา คนที่ได้ฟังก็วิพากษ์วิจารณ์ รู้สึกท้อแท้ สิ้นหวังต่อการเมืองไทย และตั้งข้อสงสัยว่าเป็นการวางแผน มันคือการวางแผนให้ได้มาซึ่งอำนาจ เป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลายระบอบประชาธิปไตยหรือไม่ เป็นการวางแผนอันชั่วร้ายที่จะล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือไม่ วันนี้พูดจนเป็นวาระแห่งชาติแล้ว แต่กกต.ยังทำหน้านิ่งๆ  จิบกาแฟเดินหนีนักข่าว ยืนยันว่าไม่ใช้คลิปเสียงตัดต่อ หรือใช้ AI เพราะตนไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ที่สำคัญ คลิปนี้เป็นคลิปวิดีโอการสนทนาทางโทรศัพท์ ที่ชื่อ มีเบอร์ว่าใครโทรมาอย่างไร เข้าใจว่าเป็นการประชุม 3 สาย กับสจ. กับนายก และคนนู้น ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเป็นใคร ซึ่งในการสอเบเชื่อว่าไม่ยาก เพราะมีเบอร์ และหลังตนเปิดคลิปไปก็มีพี่น้องทางภาคตะวันออกส่งข้อมูลมาให้ บอกเลยว่าเป็นการนั่งประชุมในสถานที่ประชุมแห่งหนึ่ง ซึ่งค่อยว่ากันเป็นอีพี (ตอน) ต่อไป

คปท.ร้องกกต. ปมไอลอว์ พยายามชี้นำปชช.เห็นชอบแก้ รธน.ผิดกฎหมายหรือไม่

คปท.ร้องกกต. ปมไอลอว์ พยายามชี้นำปชช.เห็นชอบแก้ รธน.ผิดกฎหมายหรือไม่

คปท.ร้องกกต. ปมไอลอว์ พยายามชี้นำปชช.เห็นชอบแก้ รธน.ผิดกฎหมายหรือไม่

วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.32 น.

คปท.ร้องกกต. ปมไอลอว์ พยายามชี้นำปชช.เห็นชอบแก้ รธน.ผิดกฎหมายหรือไม่ หวั่นนักโทษการเมืองได้นิรโทษกรรม นัดประชุมใหญ่หารือทิศทางหลังจากนี้

เมื่อวันที่ 3 ก.พ.2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายพิชิต ชัยมงคล แกนนำกลุ่มนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) เดินทางยื่นหนังสือถึง กกต. เพื่อท้วงติงกรณีที่มีบางองค์กรพยายามชี้นำให้ประชาชนเห็นชอบในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

นายพิชิต กล่าวว่า คปท. มีข้อสงสัยเกี่ยวกับการทำประชามติ โดยเฉพาะองค์กรอย่างโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) ที่พยายามชี้นำให้ประชาชนเห็นชอบในการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ซึ่งอาจผิดกฎหมายหรือไม่ เนื่องจากการทำประชามติจะต้องไม่มีการชี้นำไปทางใดทางหนึ่ง โดยประชาชนบางส่วนมองว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในเรื่องการปราบคอร์รัปชันหรือความผิดด้านจริยธรรม

อย่างไรก็ตาม การชี้นำโดยไม่มีเนื้อหา และชี้นำไปในทางเห็นชอบ เท่ากับเป็นการล้มรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ คปท. ยังตั้งข้อสังเกตว่า หากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านการทำประชามติและมีการแก้ไขในส่วนของการนิรโทษกรรมนักโทษทางการเมืองกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง จะเป็นอย่างไร ซึ่งกกต. ควรมีการชี้แจงข้อห่วงใยอย่างละเอียด และ ทำความเข้าใจในเบื้องต้นด้วย ส่วนจะดำเนินการอย่างไร ให้รอวันที่ 5 ก.พ.นี้ ซึ่งจะมีการประชุมของ คปท. เพื่อ หารือถึงทิศทางการดำเนินงานต่อไป
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงการสังเกตการณ์การเลือกตั้งล่วงหน้า เมื่อวันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา นายพิชิต กล่าวว่า นี่เป็น ความไม่พร้อมของ กกต. ซึ่งเป็นข้อกังวลของเรา เพราะแค่การเลือกตั้งล่วงหน้าก็ยังเห็นความไม่พร้อมในหลายพื้นที่ ทั้งเอกสารแนะนำตัวผู้สมัครก็ไม่ได้โปร่งใส และเกิดความผิดพลาดหลายครั้ง พวกเราจึงมีความห่วงใยในการเลือกตั้ง และการทำประชามติที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 8 ก.พ.นี้ ว่า จะดำเนินการเป็นอย่างไร

ส่วนกรณีที่ประชาชนไม่สามารถทำประชามติล่วงหน้าเหมือนการเลือกตั้งทั่วไปได้นั้น นายพิชิต มองว่า เรื่องนี้จะนำไปสู่การทำประชามติที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยเราจะต้องกลับไปหารือและดำเนินการทางกฎหมายต่อไป

ทบ.เตรียมเสนอขอพระราชทาน เหรียญกล้าหาญ แก่กำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ชายแดนไทย-กัมพูชา

ทบ.เตรียมเสนอขอพระราชทาน เหรียญกล้าหาญ แก่กำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ชายแดนไทย-กัมพูชา

ทบ.เตรียมเสนอขอพระราชทาน เหรียญกล้าหาญ แก่กำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ชายแดนไทย-กัมพูชา

วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.24 น.

ทบ.เตรียมเสนอขอพระราชทาน “เหรียญกล้าหาญ” แก่กำลังพลที่ปฏิบัติราชการสนามชายแดนไทย-กัมพูชา ผู้กระทำการสู้รบอย่างกล้าหาญอย่างยิ่งยวด เพื่อพิทักษ์อธิปไตยไทย 
 
3 กุมภาพันธ์ 2569 จากสถานการณ์การสู้รบบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชาในห้วงที่ผ่านมา ทั้งในยุทธการยุทธบดินทร์ เมื่อเดือน ก.ค.68 และยุทธการศตวรรษ เมื่อเดือน ธ.ค.68 กำลังพลกองทัพบกที่ปฏิบัติราชการสนามในพื้นที่ตามคำสั่งจักรพงษ์ภูวนารถ ได้ทุ่มเทกำลังกายและกำลังใจในการปฏิบัติภารกิจปกป้องอธิปไตยของชาติ และป้องกันการรุกรานจากฝ่ายตรงข้ามอย่างเต็มขีดความสามารถ 

ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าว ส่งผลให้กำลังพลบางส่วนต้องเผชิญต่อสถานการณ์ที่ท้าทายและวิกฤติ ที่อาจนำไปสู่การได้รับบาดเจ็บหรือสูญเสียชีวิตได้ในทันที อย่างไรก็ตามกำลังพลเหล่านี้ยังคงยึดมั่นในจิตวิญญาณของทหารอาชีพ ยอมเสียสละเลือดเนื้อและชีวิต เดินหน้ารับมือกับภัยคุกคามในสมรภูมิด้วยความกล้าหาญยิ่งยวด โดยไม่เกรงกลัวต่ออันตรายใดๆ  

พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก ได้ให้ความสำคัญและตระหนักถึงความเสียสละอันยิ่งใหญ่ของกำลังพลกลุ่มดังกล่าว ซึ่งได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความมุ่งมั่น กล้าหาญ และไม่หวาดหวั่นแม้จะมีอันตรายถึงชีวิต จึงมอบหมายให้กรมกำลังพลทหารบกร่วมกับหน่วยขึ้นตรงกองทัพบกที่มีกำลังพลปฏิบัติราชการสนามบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ดำเนินการเตรียมเสนอขอพระราชทานเหรียญกล้าหาญให้แก่กำลังพล รวมถึงครอบครัวทหารกล้าผู้เสียชีวิต เพื่อเชิดชูเกียรติวีรบุรุษทหารหาญ ตอบแทนความเสียสละด้วยจิตใจที่เข้มแข็ง และเพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้แก่กำลังพลและครอบครัว ให้ได้ร่วมระลึกถึงเหตุการณ์สำคัญครั้งหนึ่งในชีวิตที่ได้อุทิศตนเพื่อประเทศชาติ ซึ่งจะคงคุณค่าและความภาคภูมิใจไว้ในเหรียญกล้าหาญที่ได้รับพระราชทานตลอดไป 

สำหรับการดำเนินการดังกล่าว ปัจจุบันกรมกำลังพลทหารบกอยู่ระหว่างการพิจารณาคุณสมบัติและรายละเอียดการปฏิบัติภารกิจของกำลังพลในแต่ละสมรภูมิเป็นรายบุคคล รวมถึงกำลังพลผู้เสียชีวิต โดยมีคณะกรรมการพิจารณาในระดับกองทัพบกเป็นผู้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในพระราชบัญญัติเหรียญกล้าหาญ พ.ศ.2521 ซึ่งหากเสร็จเรียบร้อย จะเร่งดำเนินการส่งรายชื่อกำลังพลทั้งหมด เสนอให้คณะกรรมการพิจารณาในระดับกองบัญชาการกองทัพไทยและกระทรวงกลาโหม เพื่อดำเนินการเสนอขอพระราชทานเหรียญกล้าหาญให้กำลังพลรวมถึงครอบครัวของวีรบุรุษทหารกล้าให้ได้รับอย่างสมเกียรติต่อไป  

ศรีสุวรรณ บุกแพทยสภา ยื่นข้อมูลเพิ่มสอบ13แพทย์ ช่วยทักษิณนอนรพ.ตำรวจ

ศรีสุวรรณ บุกแพทยสภา ยื่นข้อมูลเพิ่มสอบ13แพทย์ ช่วยทักษิณนอนรพ.ตำรวจ

ศรีสุวรรณ บุกแพทยสภา ยื่นข้อมูลเพิ่มสอบ13แพทย์ ช่วยทักษิณนอนรพ.ตำรวจ

วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.22 น.

3 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 11.00 น.ที่อาคารมหิตลาธิเบศร กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ได้เดินทางมายื่นเอกสารข้อมูลเพิ่ม หลังจากที่แพทยสภามีหนังสือขอข้อมูลประกอบการพิจารณาการสอบสวนจริยธรรมกลุ่มแพทย์ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการรักษานายทักษิณ ชินวัตร ว่ามีเหตุเพียงพอที่จะมีมติลงโทษเฉกเช่น 3 หมอที่มีมติลงโทษไปเมื่อ 8 พ.ค.68 ก่อนหน้านี้หรือไม่
     
ทั้งนี้ สืบเนื่องจากองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ได้ยื่นร้องเรียนต่อแพทยสภาเมื่อ 24 ต.ค.2566 ให้สอบสวนเอาผิดแพทย์ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการตรวจรักษานายทักษิณ ชินวัตร ระหว่างวันที่ 22 สิงหาคม 2566 ถึงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2567 จนกระทั่งคณะกรรมการแพทยสภา มีการประชุมครั้งที่ 5/2568 เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2568 ประจำเดือนพฤษภาคม 2568 ได้มีมติลงโทษแพทย์ 3 คน  โดยเป็นการว่ากล่าวตักเตือน 1 คน กรณีประกอบวิชาชีพเวชกรรมไม่ได้มาตรฐาน (แพทย์โรงพยาบาลราชทัณฑ์) และพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม 2 คน (แพทย์โรงพยาบาลตำรวจ) ในกรณีให้ข้อมูลหรือเอกสารทางการแพทย์อันไม่ตรงกับความเป็นจริง

นอกจากแพทย์ 3 คนที่แพทยสภามีมติลงโทษไปแล้วนั้น จากการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นพบว่ายังมีแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับการการรักษานายทักษิณ ชินวัตร อีกอย่างน้อย 13 คน ซึ่งองค์กรรักชาติ รักแผ่นดินได้ทำหนังสือให้แพทยสภาตรวจสอบเพื่อมีมติลงโทษให้ครบทุกคน ซึ่งต่อมาเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา แพทยสภาได้มีหนังสือขอข้อมูล 13 นายแพทย์ เพื่อประกอบการพิจารณามายังองค์กรรักชาติ รักแผ่นดินเพิ่ม เพื่อดำเนินการตามคำร้องต่อไป
     
นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า วันนี้องค์กรรักชาติ รักแผ่นดินจึงทำหนังสือมายื่นให้แพทยสภาเพื่อชี้ประเด็นและข้อมูลให้เห็นถึงพฤติการณ์และกระบวนการรักษาของแพทย์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการรักษานายทักษิณว่าชอบตามหลักการประกอบวิชาชีพแพทย์หรือไม่ เพื่อให้สอดคล้องกับคำสั่งของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2568 ที่สั่งบังคับโทษนายทักษิณ ให้จำคุกเป็นเวลา 1 ปีต่อไป

สีหศักดิ์ ย้ำไทยปกป้องอธิปไตย หลังฮุนมาเนต อ้างถูกรุกราน สวนกลับคิดให้ดีฟ้องที่ไหน

สีหศักดิ์ ย้ำไทยปกป้องอธิปไตย หลังฮุนมาเนต อ้างถูกรุกราน สวนกลับคิดให้ดีฟ้องที่ไหน

สีหศักดิ์ ย้ำไทยปกป้องอธิปไตย หลังฮุนมาเนต อ้างถูกรุกราน สวนกลับคิดให้ดีฟ้องที่ไหน

วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.14 น.

บิ๊กเล็ก โยน กต.แจง หลัง ฮุนมาเนต อ้างไทยรุกรานกัมพูชา ด้านสีหศักดิ์ บอกเขมรคิดให้ดีจะฟ้องที่ไหน ยันไทยปกป้องอธิปไตยไม่ใช่รุกราน คาดออกมาพูดเพราะกำลังมีปัญหาภายใน

เมื่อวันที่ 3 ก.พ.2569 พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีที่นายฮุนมาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา บอกว่าเตรียมจะประท้วงไทย พร้อมอ้างว่าไทยเข้ามารุกรานดินแดนของกัมพูชา ว่าเรื่องนี้ต้องไปสอบถามกระทรวงการต่างประเทศ

ขณะที่ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีนี้ว่า เราคิดว่าเป็นการปกป้องอธิปไตย ไม่ใช่การรุกรานใคร ส่วนเรื่องที่กัมพูชาจะไปฟ้องก็ควรจะพิจารณาว่าจะไปฟ้องที่ไหน

ผู้สื่อข่าวถามว่า ท่าทีของนายฮุนมาเนต เหมือนไม่เคารพข้อตกลงที่มีกับประเทศไทยหรือไม่ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า เขาจะพูดอะไรไป เราก็พร้อม และยึดมั่นกับท่าทีของประเทศไทย ว่าเราไม่ได้รุกราน แต่เป็นการปกป้องอธิปไตย ซึ่งบางครั้งเราต้องเข้าใจว่าเรื่องนี้อาจเป็นเรื่องภายในประเทศของกัมพูชาหรือเปล่า

เมื่อถามว่าเป็นเพราะนายฮุนมาเนตเสียคะแนนนิยมกับเรื่องนี้ใช่หรือไม่ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า อาจจะมีความจำเป็นอะไรบางอย่าง แต่ทางกัมพูชาก็ไม่ได้มีการทำอะไรอย่างเป็นทางการ