ดร.ปิติ พาย้อน 6 สนามรบ เจาะสาเหตุ สหรัฐพ่ายแพ้

ดร.ปิติ พาย้อน  6 สนามรบ เจาะสาเหตุ สหรัฐพ่ายแพ้

ดร.ปิติ พาย้อน 6 สนามรบ เจาะสาเหตุ สหรัฐพ่ายแพ้

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.19 น.

วันนี้ 9 เมษายน 2569 กลายเป็นโพสต์ไวรัลที่คนแชร์ต่อและพูดถึงอย่างมาก เมื่อ รศ.ดร.ปิติ ศรีแสงนาม ผู้อำนวยการบริหาร มูลนิธิอาเซียน ณ กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย และอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์บทวิเคราะห์เชิงลึกผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวโดยนำเอาวาทะของ จูกัดเหลียง หรือที่คนไทยรู้จักกันดีในชื่อของ ขงเบ้ง และตำราพิชัยสงครามโบราณ มาเปรียบเทียบกับความพ่ายแพ้ทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐอเมริกาไว้อย่างน่าสนใจ โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า ““เป็นแม่ทัพขุนพล หากไม่รู้กระจ่างในดาราศาสตร์ ไม่รู้ซึ้งถึงภูมิศาสตร์ ไม่ล่วงรู้ความเปลี่ยนแปลงของพลังจักรวาลหยินและหยาง ไม่เข้าใจการจัดค่ายกล ย่อมมิใช่ยอดขุนพล เป็นได้เพียงคนโง่เขลาเท่านั้น”

วาทะอันลือลั่นของจูกัดเหลียง (ขงเบ้ง) ที่กล่าวต่อโลซกในวรรณกรรมมหาอมตะอย่างสามก๊ก ไม่ได้เป็นเพียงคำคมที่ประดับไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ ทว่าคือแก่นแท้ของ “ยุทธศาสตร์การรบและการเมือง” ที่ไร้กาลเวลา หากนำปรัชญาตะวันออกที่ลึกซึ้งนี้มาทาบทับกับมหาอำนาจโลกในยุคปัจจุบันอย่าง “สหรัฐอเมริกา” เราจะพบความจริงที่น่าประหลาดใจว่า มหาอำนาจที่มีแสนยานุภาพทางทหาร เทคโนโลยี และเศรษฐกิจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ กลับต้องเผชิญกับ “ความพ่ายแพ้ทางยุทธศาสตร์” ครั้งแล้วครั้งเล่า นับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา

ดร.ปิติ

ข้อเขียนนี้จะพาคุณผู้อ่านเจาะลึก 6 สมรภูมิสำคัญที่สหรัฐอเมริกาไม่อาจบรรลุเป้าหมายตามวาระแรกเริ่มของการทำสงครามได้ โดยวิเคราะห์ผ่านแว่นตาของ 3 ตำราพิชัยสงครามระดับโลก ได้แก่ ตำราพิชัยสงครามซุนวู, คัมภีร์ 36 กลยุทธ์ (Book of Qi) และยุทธพิชัยสงครามสามก๊ก

เพื่อถอดรหัสว่าเหตุใด แสนยานุภาพอันเกรียงไกรจึงพ่ายแพ้ต่อความซับซ้อนของ “ภูมิศาสตร์ ดาราศาสตร์ และจิตใจคน”

1. สงครามเกาหลี (Korean War, ค.ศ. 1950-1953) : ความประมาทต่อดุลยภาพแห่งอำนาจ

บริบทเหตุการณ์: สงครามเกาหลีเริ่มต้นเมื่อกองทัพเกาหลีเหนือข้ามเส้นขนานที่ 38 ลงมารุกรานเกาหลีใต้ สหรัฐฯ ภายใต้ธงของสหประชาชาติ (UN) ได้เข้าแทรกแซงจนสามารถผลักดันเกาหลีเหนือกลับไปได้สำเร็จ ทว่าเป้าหมายได้เปลี่ยนไปสู่ความทะเยอทะยานที่ใหญ่กว่า คือ “การบุกยึดเกาหลีเหนือเพื่อรวมชาติ” นายพลพลดักลาส แมกอาเธอร์ (Douglas MacArthur) นำทัพรุกคืบเข้าใกล้แม่น้ำยาลูซึ่งเป็นพรมแดนธรรมชาติติดกับจีน โดยเพิกเฉยต่อคำเตือนของรัฐบาลปักกิ่ง ผลที่ตามมาคือกองทัพทหารอาสาสมัครจีนนับล้านคนข้ามแม่น้ำลงมาตีโต้ ทำให้กองทัพสหรัฐฯ ต้องถอยร่น สงครามจบลงด้วยการชะงักงันและหยุดยิงที่เส้นขนานที่ 38 เช่นเดิม สหรัฐฯ พ่ายแพ้ต่อเป้าหมายในการรวมชาติเกาหลี

บทวิเคราะห์จากพิชัยสงคราม

– พิชัยสงครามซุนวู: ซุนวูกล่าวว่า “รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งมิมีอันตราย” สหรัฐฯ รู้จักอาวุธตนเอง แต่ล้มเหลวในการ “รู้เขา” แมกอาเธอร์ประเมินเจตนารมณ์และขีดความสามารถของจีนต่ำเกินไป โดยเชื่อว่าจีนซึ่งเพิ่งบอบช้ำจากสงครามกลางเมืองจะไม่กล้าแทรกแซง นี่คือความบกพร่องด้านการข่าวกรองทางยุทธศาสตร์อย่างร้ายแรง

– สามก๊ก: พฤติกรรมของนายพลแมกอาเธอร์ สะท้อนภาพของ “กวนอูเสียเกงจิ๋ว” กวนอูเป็นยอดขุนพลที่เก่งกาจแต่มั่นใจในตนเองจนเย่อหยิ่ง ประมาทซุนกวนและลู่ซุนจนนำไปสู่ความพ่ายแพ้ แมกอาเธอร์ก็เช่นกัน ความเย่อหยิ่งในแสนยานุภาพทำให้เขามองข้าม “ความเปลี่ยนแปลงของพลังหยินหยาง” หรือสมดุลอำนาจทางภูมิรัฐศาสตร์ที่จีนยอมไม่ได้หากจะมีกองทัพอเมริกันมาประชิดชายแดน

ดร.ปิติ

2. ปฏิบัติการบุกอ่าวหมู คิวบา (Bay of Pigs Invasion, ค.ศ. 1961) : แผนลวงที่ไร้รากฐาน

บริบทเหตุการณ์: ในช่วงต้นสงครามเย็น สำนักข่าวกรองกลางสหรัฐฯ (CIA) ได้ฝึกอาวุธให้ชาวคิวบาพลัดถิ่นกว่า 1,400 คน เพื่อกลับไปบุกยึดประเทศและโค่นล้มรัฐบาลคอมมิวนิสต์ของ ฟิเดล คาสโตร สหรัฐฯ เชื่อว่าทันทีที่กองกำลังนี้ยกพลขึ้นบก ประชาชนคิวบาจะลุกฮือขึ้นสนับสนุน แต่เหตุการณ์กลับตาลปัตร ข่าวกรองรั่วไหล กองทัพคาสโตรดักรออยู่แล้ว ประกอบกับประธานาธิบดี จอห์น เอฟ. เคนเนดี กลัวโลกจะรู้ว่าสหรัฐฯ อยู่เบื้องหลัง จึงยกเลิกการสนับสนุนทางอากาศ กองกำลังพลัดถิ่นถูกทำลายและจับกุมอย่างราบคาบภายใน 3 วัน

บทวิเคราะห์จากพิชัยสงคราม:

– คัมภีร์ 36 กลยุทธ์: แผนนี้ล้มเหลวในกลยุทธ์ที่ 1 “ปิดฟ้าข้ามทะเล” (瞒天过海) สหรัฐฯ พยายามซ่อนเร้นเจตนา (พลางตัวว่าไม่เกี่ยวกับปฏิบัติการ) แต่การลวงโลกครั้งนี้กลับทำลายตนเอง การถอนกำลังสนับสนุนทางอากาศทำให้กองทัพคิวบาพลัดถิ่นกลายเป็นหมากที่ถูกทิ้ง

– พิชัยสงครามซุนวู: ซุนวูให้ความสำคัญกับ “จารชน” (สายลับ) อย่างสูงสุด แต่ข่าวกรองของ CIA ในครั้งนั้นเกิดจาก “อคติแบบกลุ่ม” (Groupthink) ที่เชื่อในสิ่งที่อยากเชื่อ (ว่าคาสโตรเสื่อมความนิยม) ทั้งที่ในความเป็นจริง คาสโตรยังมีฐานมวลชนที่แข็งแกร่ง สหรัฐฯ จึงพ่ายแพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่มรบเพราะข่าวกรองที่บิดเบี้ยว

3. สงครามเวียดนาม (Vietnam War, ค.ศ. 1955-1975) : การติดหล่มในสมรภูมิที่มองไม่เห็น

บริบทเหตุการณ์: จากทฤษฎีโดมิโน สหรัฐฯ ทุ่มสรรพกำลังทั้งทหาร อาวุธ และงบประมาณมหาศาลเพื่อป้องกันไม่ให้เวียดนามใต้ตกเป็นของคอมมิวนิสต์เวียดนามเหนือ แต่กองทัพสหรัฐฯ ต้องเผชิญกับสงครามกองโจรจากกลุ่มเวียดกง รัฐบาลไซ่ง่อนก็เต็มไปด้วยการคอร์รัปชัน การรบที่ยืดเยื้อนำมาซึ่งความสูญเสียชีวิตทหารอเมริกันนับหมื่น เกิดกระแสต่อต้านสงครามอย่างรุนแรงในประเทศ จนสุดท้ายสหรัฐฯ ต้องถอนทหาร ทิ้งให้เวียดนามใต้พ่ายแพ้และถูกรวมชาติโดยคอมมิวนิสต์ในปี 1975

บทวิเคราะห์จากพิชัยสงคราม:

– สามก๊ก: หัวใจหลักของการสร้างชาติในสามก๊กคือ “ได้ใจคน ได้แผ่นดิน” เล่าปี่รวบรวมคนได้ด้วยคุณธรรม แต่สหรัฐฯ ในเวียดนามกลับไปสนับสนุนรัฐบาลเวียดนามใต้ที่ฉ้อฉล กดขี่ข่มเหงประชาชน การขาดความชอบธรรมทำให้สหรัฐฯ ไม่อาจเอาชนะสงครามแย่งชิงมวลชนได้

– คัมภีร์ 36 กลยุทธ์: เวียดกงใช้กลยุทธ์ที่ 15 “ล่อเสือออกจากถ้ำ” (调虎离山) อย่างสมบูรณ์แบบ พวกเขาไม่รบแตกหักแบบตามแบบแผนกับสหรัฐฯ ที่มีเทคโนโลยีเหนือกว่า แต่ล่อให้ทหารอเมริกันเข้ามาติดหล่มในป่าดิบชื้น ใช้ภูมิศาสตร์เป็นอาวุ

– พิชัยสงครามซุนวู: “ไม่มีประเทศใดได้ประโยชน์จากสงครามยืดเยื้อ” คือสัจธรรมที่สหรัฐฯ ได้เรียนรู้อย่างเจ็บปวด สงครามที่ยาวนานทำให้เกิดรอยร้าวลึกในสังคมอเมริกัน ขวัญกำลังใจของแนวหน้าและแนวหลังพังทลาย นำไปสู่การปราชัยในที่สุด

ดร.ปิติ

4. วิกฤตการณ์เลบานอน (Multinational Force in Lebanon, ค.ศ. 1982-1984) : ภารกิจที่ไร้เข็มทิศ

บริบทเหตุการณ์: เลบานอนตกอยู่ในสภาวะสงครามกลางเมืองที่ซับซ้อน สหรัฐฯ ส่งนาวิกโยธินเข้าไปในฐานะกองกำลังรักษาสันติภาพนานาชาติ เพื่อคุ้มครองพลเรือนและเปิดทางให้กองกำลัง PLO ถอนตัว แต่เมื่อเวลาผ่านไป สหรัฐฯ กลับถูกดึงเข้าไปพัวพันกับความขัดแย้ง โดยถูกมองว่าเข้าข้างรัฐบาลฝ่ายคริสเตียนและยิงถล่มฐานที่มั่นของฝ่ายมุสลิม จุดเปลี่ยนคือเหตุการณ์คาร์บอมบ์ค่ายนาวิกโยธินสหรัฐฯ ในกรุงเบรุต ทำให้ทหารเสียชีวิต 241 นาย ประธานาธิบดี โรนัลด์ เรแกน จึงต้องสั่งถอนทหารโดยที่ยังไม่บรรลุสันติภาพใดๆ

บทวิเคราะห์จากพิชัยสงคราม:

– พิชัยสงครามซุนวู: ซุนวูกล่าวว่ากองทัพต้องมี “ความมุ่งหมายที่แน่วแน่” แต่ในเลบานอน สหรัฐฯ มีเป้าหมายทางการเมืองที่คลุมเครือ (Ambiguous Mandate) กองทัพไม่รู้ว่า “ใครคือศัตรูที่แท้จริง” การส่งทหารเข้าไปในพื้นที่โดยไม่มีกลยุทธ์ทางออก (Exit Strategy) คือความผิดพลาดมหันต์

– สามก๊ก: สถานการณ์นี้เปรียบเสมือนการนำทัพเข้าไปในดินแดนที่มีก๊กต่างๆ รบพุ่งกันวุ่นวายอย่างไร้แบบแผน การเข้าไปโดยไม่เข้าใจรากเหง้าของความขัดแย้งทางศาสนาและการเมือง ทำให้สหรัฐฯ สูญเสียสถานะ “คนกลาง” และกลายเป็นเป้าหมายให้ถูกโจมตีเสียเอง

5. สงครามอิรัก (Iraq War, ค.ศ. 2003-2011) : การทำลายสมดุลและชัยชนะที่กลวงเปล่า

บริบทเหตุการณ์: สหรัฐฯ นำโดยจอร์จ ดับเบิลยู. บุช บุกอิรักด้วยข้ออ้างว่าซัดดัม ฮุสเซน ครอบครองอาวุธทำลายล้างสูง (WMD) แม้จะสามารถโค่นล้มระบอบซัดดัมได้อย่างรวดเร็ว แต่ไม่เคยพบอาวุธดังกล่าว ซ้ำร้าย นโยบายการยุบพรรคบาธและกองทัพอิรักเดิม ทำให้ทหารและข้าราชการชาวซุนนีตกงานนับแสนคนและหันไปจับอาวุธลุกฮือ เกิดเป็นสงครามกลางเมือง การก่อการร้าย (รวมถึงการก่อเกิดของ ISIS) และการถอนทหารของสหรัฐฯ ทิ้งตะวันออกกลางให้อยู่ในสภาวะที่ไร้เสถียรภาพยิ่งกว่าเดิม

บทวิเคราะห์จากพิชัยสงคราม:

– สามก๊ก: ความล้มเหลวเชิงยุทธศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุดคือ การทำลายดุลอำนาจแบบไตรภาคี เสน่ห์ของสามก๊กคือดุลยภาพที่ค้ำจุนกัน ในตะวันออกกลาง อิรักภายใต้ซัดดัม (ซุนนี) เคยเป็นรัฐกันชนที่ต้านทานอิทธิพลของอิหร่าน (ชีอะห์) การทำลายอิรักลงอย่างราบคาบ ทำให้สหรัฐฯ ประเคนอิรักใส่พานทองให้กับอิหร่าน ทำให้อิหร่านขยายอิทธิพลได้อย่างกว้างขวาง นี่คือความพ่ายแพ้ทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างแท้จริง

– คัมภีร์ 36 กลยุทธ์: กลยุทธ์ที่ 14 “ยืมซากคืนชีพ” (借尸还魂) กลุ่มก่อการร้ายต่างๆ อาศัยซากปรักหักพังของรัฐอิรักที่ถูกทำลายและสุญญากาศทางอำนาจ เป็นรากฐานในการปลุกปั่นอุดมการณ์สุดโต่งขึ้นมาใหม่

– พิชัยสงครามซุนวู:”การชนะร้อยครั้งมิใช่วิธีการอันประเสริฐสุด การสยบศัตรูได้โดยไม่ต้องรบคือความประเสริฐสุด”* สหรัฐฯ ชนะการรบทางยุทธวิธี แต่พ่ายแพ้ในการสร้างสันติภาพ (Won the battle, lost the peace) เพราะล้มเหลวในการบริหารจัดการยุคหลังสงคราม (Post-war planning)

ดร.ปิติ

6. สงครามอัฟกานิสถาน (War in Afghanistan, ค.ศ. 2001-2021) : สุสานของมหาอำนาจ

บริบทเหตุการณ์: หลังเหตุการณ์ 9/11 สหรัฐฯ บุกอัฟกานิสถานเพื่อทำลายเครือข่ายอัลกออิดะห์และโค่นล้มรัฐบาลตาลีบัน แม้จะทำได้สำเร็จในช่วงแรก แต่สหรัฐฯ กลับติดหล่มในภารกิจการ “สร้างชาติ” (Nation-building) ที่ขัดกับบริบททางภูมิสังคมและโครงสร้างชนเผ่า รัฐบาลกลางคาบูลที่สหรัฐฯ หนุนหลังเต็มไปด้วยการคอร์รัปชัน ในขณะที่ตาลีบันใช้พรมแดนปากีสถานเป็นที่หลบภัย เมื่อสหรัฐฯ ถอนทหารในปี 2021 กองทัพอัฟกานิสถานก็แตกพ่ายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ และตาลีบันก็กลับมาปกครองประเทศอีกครั้ง ปิดฉากสงคราม 20 ปีที่สูญเปล่า

บทวิเคราะห์จากพิชัยสงคราม:

– คัมภีร์ 36 กลยุทธ์: สหรัฐฯ พยายามใช้กลยุทธ์ที่ 3 “ยืมดาบฆ่าคน” (借刀杀人) โดยการทุ่มเงินสร้างกองทัพอัฟกานิสถานเพื่อสู้กับตาลีบันแทนตน แต่ “ดาบ” เล่มนี้ไร้ซึ่งจิตวิญญาณและความจงรักภักดี เมื่อสหรัฐฯ ไม่ปกป้อง ดาบนั้นก็หักสะบั้นทันที

– สามก๊ก: การสนับสนุนรัฐบาลอัฟกานิสถานที่อ่อนแอ ไร้ความสามารถ และปราศจากการยอมรับจากประชาชนในพื้นที่ห่างไกล เปรียบได้กับการที่ขงเบ้งต้องทุ่มเทเลือดเนื้อเพื่อค้ำจุน “พระเจ้าเล่าเสี้ยน”(อาเต๊า) ผู้ไร้ความสามารถ ต่อให้มียอดขุนพลหรือยุทโธปกรณ์ล้ำเลิศเพียงใด หากแกนกลางของรัฐผุพัง การล่มสลายย่อมเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

– พิชัยสงครามซุนวู: ตาลีบันใช้ประโยชน์จาก “ภูมิศาสตร์” (เทือกเขาซับซ้อน) ได้อย่างลึกซึ้ง และมี “ดาราศาสตร์/หยินหยาง” (กาลเวลาและความอึด) ที่เหนือกว่า พวกเขารู้ว่าสหรัฐฯ มีนาฬิกา แต่พวกเขามีเวลา สงครามยืดเยื้อจนสหรัฐฯ หมดความอดทนและต้องใช้กลยุทธ์ที่ 36 คือ “หนีคือยอดกลยุทธ์” (走为上) โดยถอนตัวออกไปอย่างโกลาหล

บทสรุป ความพ่ายแพ้ทั้ง 6 สมรภูมิของสหรัฐอเมริกามิได้เกิดจากการมีปืนที่ยิงได้ระยะใกล้กว่า หรือมีเครื่องบินที่บินได้ช้ากว่าศัตรู แต่เป็นความพ่ายแพ้ที่เกิดขึ้นบนกระดานแห่ง “ยุทธศาสตร์และการเมือง” อันเกิดจากการละเลยคำสอนแห่งพิชัยสงครามโบราณ

การมองข้ามบริบททางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม โครงสร้างอำนาจ และจิตใจของประชาชนในพื้นที่ ทำให้แสนยานุภาพอันเกรียงไกรกลายเป็นเพียงเครื่องจักรที่ทรงพลังแต่ตาบอด สหรัฐอเมริกามักมีความเชี่ยวชาญในศาสตร์ของ “การทำลายล้าง” ทว่าล้มเหลวในศาสตร์ของ “การสร้างสรรค์และการครองใจคน” ดั่งวาทะของขงเบ้ง หากผู้นำและผู้กำหนดนโยบายไม่ล่วงรู้ภูมิศาสตร์ (บริบทพื้นที่) ไม่เข้าใจดาราศาสตร์ (กระแสของโลกและการเมือง) และไม่ล่วงรู้การเปลี่ยนแปลงของหยินและหยาง (สมดุลทางภูมิรัฐศาสตร์) แม้จะมีกองทัพที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก ก็ย่อมไม่อาจสถาปนาชัยชนะที่ยั่งยืนได้เลย.

รองศาสตราจารย์ ดร.ปิติ ศรีแสงนาม คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย”

ดร.ปิติ

ทำเอาชาวเน็ตเข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก หลังจากที่โพสต์ของ รศ.ดร.ปิติ ศรีแสงนาม เผยแพร่ลงมาบนโลกออนไลน์ เช่น

“สรุปได้คมมากครับอาจารย์ หลายคนคงพึ่งมาใส่ใจเรื่องประวัติศาสตร์เพราะมันเพิ่งจะมีผลกับเราจริงๆ รัฐขนาดกลางอย่างเราคงต้องคำนึงท่าทีการต่อรองกับประเทศมหาอำนาจโดยมีประวัติศาสตร์เป็นปัจจัยหนึ่งว่าผลลัพธ์ของสถานการณ์ต่างๆจะออกมาในแนวโน้มทางใด”

“อ่านเพลินเลยค่ะ ขอบคุณมากค่ะอาจารย์”

“..”CRAZY BASTARD”..said Deluded and Bipolar Old Mad FOX..”

“รบกวนคุณปิติฯวิเคราะห์การที่ไทยส่งทหารไปช่วยอเมริกันในเวียดนาม, เกาหลี, ลาว, เขมร ทั้งทางตรงและทางอ้อมหน่อยครับว่าเข้ากับตำราพิชัยสงครามโบราณข้อใดบ้าง?”

“รวบรวมบทความนี้ออกเป็นเล่มหนังสืออ่านสนุกครับ”

“แต่แปลกที่เขาก็ขยันทำสงครามนะครับ”

“ขอแชร์ค่ะอาจารย์”

“ขอบพระคุณอาจารย์มากค่ะ”

“ขออนุญาตแชร์ค่ะอาจารย์ ขอบคุณค่ะ”

“ขอบคุณค่ะ”

“Ciaหรือมอดสาทที่ฆ่าผู้นําอิหร่านได้แบบเกลี้ยงยกแผง(สุดยอดมาก)รัสเซียยังโดน(สายลับอยู่ในรัสเซียชี้เป้าแหล่งน้ำมันตอนนี้โดรนยูเครนถล่มตลอดจนต้องงดส่งออก)”

“เป็นบทวิเคราะห์ที่มีประโยชน์มากครับ”

ดร.ปิติ
ดร.ปิติ
ดร.ปิติ
ดร.ปิติ
ดร.ปิติ
ดร.ปิติ
ดร.ปิติ

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจากเฟซบุ๊ก Piti Srisangnam

นายกฯกินข้าวเช้าโรงอาหารทำเนียบ ก่อนยิ้ม เข้าสภา เตรียมแถลงนโยบาย

นายกฯกินข้าวเช้าโรงอาหารทำเนียบ ก่อนยิ้ม เข้าสภา เตรียมแถลงนโยบาย

นายกฯกินข้าวเช้าโรงอาหารทำเนียบ ก่อนยิ้ม เข้าสภา เตรียมแถลงนโยบาย

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.18 น.

นายกฯกินข้าวเช้าโรงอาหารทำเนียบ เมนูกะเพราเนื้อ- แกงเหลืองใต้ ก่อนยิ้ม เข้าสภา เตรียมแถลงนโยบาย 

วันที่ 9 เมษายน 2569 เวลา 08.40 น.ที่รัฐสภา นายอนุทินชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เดินทางถึงอาคารรัฐสภาเพื่อแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา โดยนายกฯมาในชุดสูทสากล ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม และไม่ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน โดยมีรัฐมนตรีของพรรคยืนให้การต้อนรับ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงเช้าก่อนเดินทางมารัฐสภา นายกฯได้แวะเข้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อไหว้องค์นรสิงห์ บนตึกไทยคู่ฟ้า ซึ่งเป็นกิจวัตรประจำวันที่ต้องไหว้เป็นประจำทุกวัน โดยก่อนจะออกจากทำเนียบ นายกฯได้กินอาหารเช้าที่โรงอาหารริมคลอง ในทำเนียบรัฐบาล ซึ่งนายกฯได้สั่งเมนู ข้าวกะเพราะเนื้อ กับแกงเหลืองใต้ และเครื่องดื่มชาไทย 

สีหศักดิ์ เตรียมเยือนโอมาน ขอช่วยคุยอิหร่านให้ไฟเขียวผ่านฮอร์มุซ

สีหศักดิ์ เตรียมเยือนโอมาน ขอช่วยคุยอิหร่านให้ไฟเขียวผ่านฮอร์มุซ

สีหศักดิ์ เตรียมเยือนโอมาน ขอช่วยคุยอิหร่านให้ไฟเขียวผ่านฮอร์มุซ

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.10 น.

“สีหศักดิ์” ยัน 3 ลูกเรือมยุรี นารี เสียชีวิตแล้ว เจ้าของเรือ-กระทรวงแรงงานดูเรื่องเยียวยา จ่อบินขอบคุณโอมานขอช่วยให้เรือที่ค้างอยู่ได้ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หวัง อิสราเอลเคารพกติกาสันติภาพ

เมื่อเวลา 08.15 น. วันที่ 9 เม.ย. ที่อาคารรัฐสภา นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี 3 ลูกเรือมยุรีนารี ที่ถูกระเบิดที่ช่องแคบฮอร์มุซ เสียชีวิตแล้ว ว่า จากการสอบถามเจ้าของเรือ ข้อมูลที่ได้มาคือเจอชิ้นส่วน สรุปได้ว่าไม่มีชีวิตแล้ว แต่เรื่องนี้ต้องให้เจ้าของเรือแถลงด้วย 

นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ส่วนการช่วยเหลือของรัฐบาลไทย เป็นเรื่องของทางบริษัทที่จะต้องดูแล และปกติถ้าเป็นแรงงานทางกระทรวงแรงงานต้องมีการเยียวยา 

เมื่อถามถึงกรณีจะเดินทางไปประเทศโอมานเพื่อขอบคุณรัฐบาลโอมานนายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ก็ส่วนหนึ่งด้วย และอยากให้รัฐบาลโอมานได้ช่วยเรื่องที่เรือของเรายังค้างอยู่ ให้สามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เพราะเขามีการติดต่ออยู่กับอิหร่าน ซึ่งรัฐบาลไทยใช้ความพยายาม

เมื่อถามถึงกรณีอิสราเอลโจมตีเลบานอน จะทำให้เหตุการณ์ยุติภายใน2 สัปดาห์ได้หรือไม่ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงสถานะเกี่ยวกับช่องแคบฮอร์มุซ หวังว่าในช่วงที่มีการหยุดยิงคงต้องมีการผ่อนคลายให้เรือสามารถเดินทางผ่านช่องแคบได้ อย่างไรก็ตามช่วงนี้มีการตกลงระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน จึงอยากให้ฝ่ายอิสราเอลเคารพปฏิบัติตามสิ่งที่ได้ตกลงกันด้วย เป็นช่วงที่เราต้องให้โอกาสกับสันติภาพ ซึ่งเรื่องนี้สำคัญ

เมื่อถามว่า ที่ปากีสถานบอกว่า จะจัดสันติภาพยั่งยืน แนวโน้มน่าจะได้ข้อยุติเลยใช่หรือไม่ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับความพยายาม และเจตนารมย์ของทุกฝ่าย เพราะทั่วโลกอยากให้เกิดสันติภาพ เพราะความเสียหายเกิดขึ้นเยอะแยะแล้ว เราต้องมองไปข้างหน้า หาทางสู่สันติภาพให้ได้

เมื่อถามว่า ตรงนี้จะทำให้สถานการณ์น้ำมันของประเทศไทยคลี่คลายด้วยใช่หรือไม่ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ถ้ามองว่าเป็นการหยุดยิง แน่นอนว่าก็อยากจะรู้จากการหยุดยิงจะนำไปสู่อะไร

นายกฯอนุทิน สักการะศาลหลักเมือง เสริมสิริมงคลก่อนแถลงนโยบายรัฐบาล

นายกฯอนุทิน สักการะศาลหลักเมือง เสริมสิริมงคลก่อนแถลงนโยบายรัฐบาล

นายกฯอนุทิน สักการะศาลหลักเมือง เสริมสิริมงคลก่อนแถลงนโยบายรัฐบาล

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 08.05 น.

เมื่อเวลา 07.00 น. ที่ศาลหลักเมือง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เดินทางมายังศาลหลักเมือง เพื่อเข้าสักการะศาลหลักเมือง สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง เอาฤกษ์เอาชัย ก่อนที่จะเดินทางเข้ารัฐสภา เพื่อแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในเวลา 08.30น. 

โดยมี พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม พล.อ.ธราพงษ์ มะละคำ ปลัดกระทรวงกลาโหม และนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ร่วมคณะด้วย

เทพไท กาง 5 นโยบายนอกสภาฯ ถึงรัฐบาลอนุทิน 2

เทพไท กาง 5 นโยบายนอกสภาฯ  ถึงรัฐบาลอนุทิน 2

เทพไท กาง 5 นโยบายนอกสภาฯ ถึงรัฐบาลอนุทิน 2

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 08.01 น.

วันที่ 9 เมษายน 2569 เทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า อภิปราย5นโยบาย นอกสภาฯ

ในวันที่ 9-10 เมษายน 2569 รัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้มีกำหนดการแถลงนโยบายต่อที่ประชุมร่วมรัฐสภาโดยแบ่งหัวข้อของนโยบายออกเป็น5ด้าน คือ 1.นโยบายด้านเศรษฐกิจ 2.นโยบายด้านการต่างประเทศและความมั่นคง 3.นโยบายด้านสังคม 4.นโยบายด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม 5.นโยบายด้านการบริหารภาครัฐและการปฏิรูปกฎหมาย ซึ่งในแต่ละด้าน ยังไม่มีโครงการหรือแผนงานครอบคลุมปัญหาต่างๆของประเทศได้ทั้งหมด 

เมื่อได้อ่านนโยบายของรัฐบาลอนุทิน2แล้ว เห็นว่ายังมีนโยบายสำคัญหลายอย่างที่ตกหล่น และรัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ยังไม่ได้ให้ความสำคัญ  ในฐานะที่เป็นนักการเมืองมาก่อน และเป็นผู้สังเกตการณ์ทางการเมืองในตอนนี้ จึงอยากเสนอให้รัฐบาลพิจารณา และนำเสนอข้อมูลให้ฝ่ายค้าน เพื่อประกอบการอภิปรายท้วงติง หรือฝากความคิดเห็นไปยังรัฐบาล เพื่อให้เพิ่มเติมในนโยบายต่างๆ ซึ่งจะเสนอแนวทางนโยบายสำคัญสำคัญ5ข้อ ดังนี้

1.นโยบายด้านเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญ และตอนนี้ประเทศชาติกำลังประสบกับปัญหาเรื่องพลังงานเป็นหลัก รัฐบาลควรจะให้ความสำคัญเกี่ยวกับการปฏิรูปโครงสร้างพลังงานครั้งใหญ่ โดยปฏิรูปโครงสร้างพลังงานด้านน้ำมันและปฏิรูปโครงสร้างพลังงานด้านไฟฟ้า แม้ว่าจะเป็นความยากลำบากในการปฏิรูปโครงสร้างพลังงานทั้งหมด ซึ่งจะกระทบต่อกลุ่มทุนด้านพลังงาน ที่เป็นแบ็กอัพหรือสนับสนุนพรรคการเมือง หรือสนับสนุนเป็นแหล่งทุนให้กับฝ่ายการเมืองมาโดยตลอด แต่รัฐบาลไม่ควรจะเกรงใจ ต้องยึดประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นหลัก มากกว่ายึดผลประโยชน์ของกลุ่มทุน

2.นโยบายด้านสังคม ซึ่งเป็นปัญหาหลักทางด้านสังคมในขณะนี้ คือปัญหายาเสพติด รัฐบาลต้องเอาจริงเอาจัง และปราบปรามยาเสพติดที่เป็นปัญหาเรื้อรังมายาวนานให้สำเร็จ หลายรัฐบาลที่ผ่านมายกปัญหายาเสพติดเป็นวาระแห่งชาติ แต่ไม่ได้ทำให้ปัญหายาเสพติดลดลง มีแต่จะเพิ่มขึ้น และกำลังเป็นปัญหาทางสังคม ที่ทำให้ต้องสูญเสียทรัพย์สิน เงินทองและชีวิตของประชาชน ผู้คนในสังคมอยู่ในอาการหวาดผวา เมื่อผู้ติดยาเสพติด ผู้ค้ายาเสพติดแพร่หลาย จะพบคนวิกลจริต มีปัญหาทางจิต อาการจิตหลอน ป่วยจิตเวชจำนวนมาก รัฐบาลควรยกเอาปัญหายาเสพติดขึ้นมาปราบปราม เพื่อแก้ปัญหาทางสังคมให้ได้เร็วที่สุด

3.ปัญหาด้านการเมือง หัวใจของการแก้ไขปัญหาของประเทศชาติอยู่ที่รัฐธรรมนูญ รัฐบาลไม่ได้เขียนนโยบายเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างจริงจัง เขียนแบบเลื่อนลอย ไม่ได้กำหนดขั้นตอนการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า มีรายละเอียดอย่างไร และจะเสร็จเมื่อไหร่ ทั้งที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นประชามติที่เสียงส่วนใหญ่ 21 ล้านเสียงเห็นชอบ ให้มีการทำร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ถือว่าเป็นฉันทามติของคนทั้งประเทศ รัฐบาลควรผลักดันเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เสร็จในสมัยรัฐบาลชุดนี้ เพื่อแก้ปัญหาประเทศชาติทั้งหมด ซึ่งรัฐธรรมนูญจะเป็นตัวบทกฎหมายที่กำหนดการแก้ไขปัญหาของชาติ

4.นโยบายด้านสิ่งแวดล้อม รัฐบาลควรจะให้ความสำคัญ เรื่องมลพิษที่กำลังเป็นปัญหาอยู่ในขณะนี้ คือฝุ่นPM 2.5 รัฐบาลจะต้องมีแผนงานหรือผลักดันกฎหมายอากาศสะอาด รวมถึงการกำหนดนโยบายแผนงานการสร้าง หรือขจัดปัญหามลพิษในอนาคตให้ได้ เช่น การลดการใช้เชื้อเพลิงที่ก่อให้เกิดมลพิษ รัฐบาลต้องส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าทดแทนรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง และส่งเสริมอุตสาหกรรมด้านรถยนต์รถยนต์ไฟฟ้าให้เกิดขึ้นในประเทศ ซึ่งจะเป็นการแก้ปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน

5.นโยบายด้านการบริหารภาครัฐและการปฏิรูปกฎหมาย ต้องมีการบังคับใช้กฎหมาย และปรับปรุงกฎหมายที่ล่าสมัย เพื่อนำไปสู่การปราบปรามการทุจริตคอรัปชั่น ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศไทย โดยองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ หรือ CPI วัดดัชนีการทุจริตของโลก จัดให้ประเทศไทยอยู่ในลำดับที่ 116 และอยู่ในอันดับ8 ของประเทศอาเซียน ซึ่งนับว่าดัชนีการทุจริตคอรัปชั่นตกต่ำมาก รัฐบาลต้องให้ความสำคัญ แม้ว่าจะแก้ปัญหาทุจริตคอรัปชั่นได้ยาก เนื่องจากการเข้าสู่อำนาจรัฐของฝ่ายการเมืองมาจากการซื้อเสียง ใช้เงินทุนเป็นจำนวนมาก ก็เป็นเรื่องธรรมดาต้องถอนทุนคืน และทุนที่ได้มาก็มาจากการทุจริตคอรัปชั่น จึงทำให้การแก้ปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นเป็นไปได้ยาก แต่รัฐบาลก็ต้องมุ่งมั่นที่จะแก้ปัญหาทุจริตให้ได้ มิฉะนั้นประเทศไทยก็จะเป็นประเทศสุดท้ายในอาเซียน และลำดับดัชนีการทุจริตจะตกต่ำไปมากกว่านี้ 

จึงเสนอมายังรัฐบาลและฝ่ายค้าน ได้นำประเด็นเหล่านี้ไปอภิปรายในที่ประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อให้รัฐรัฐบาลได้พิจารณาและนำไปปฏิบัติ เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ว่า ประเทศมีปัญหาอะไรบ้าง เพื่อจะได้ช่วยกันผลักดันให้รัฐบาลนำไปปฏิบัติต่อไป

ราดหน้าสภาฯ พ่นไฟ หมอวรงค์ อวดมื้อเที่ยง 60 บาท ก่อนจวก สส. ต้านยกเลิกบำนาญ ถ้าอัตคัตนักก็ลาออกไป

ราดหน้าสภาฯ พ่นไฟ หมอวรงค์ อวดมื้อเที่ยง 60 บาท ก่อนจวก สส. ต้านยกเลิกบำนาญ ถ้าอัตคัตนักก็ลาออกไป

ราดหน้าสภาฯ พ่นไฟ หมอวรงค์ อวดมื้อเที่ยง 60 บาท ก่อนจวก สส. ต้านยกเลิกบำนาญ ถ้าอัตคัตนักก็ลาออกไป

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 07.44 น.

วานนี้ 8 เมษายน 2569 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หรือที่เรียกกันว่า หมอวรงค์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี โพสต์คลิปวิดีโอผ่านโซเชียลมีเดีย ขณะนั่งรับประทานอาหารกลางวัน ณ โรงอาหารรัฐสภา พร้อมระบุข้อความว่า “มื้อกลางวัน 8 เมษายน เป็นเส้นใหญ่ราดหน้า ราคา 60 บาทครับ ที่โรงอาหารของสภาฯ”

หมอวรงค์

ซึ่งภายในคลิป หมอวรงค์ ได้พูดคุยตอบคำถามอย่างดุเดือดเกี่ยวกับประเด็นร้อนเรื่องการยกเลิกบำนาญ สส. โดยมีบทสนทนาดังนี้

ถาม ช่วงนี้ทานอะไรครับคุณหมอ?

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ตอบ “วันนี้ทานราดหน้ายอดผักของร้านราดหน้ายอดผักสูตร 40 ปี บนป้ายมีมิชลินด้วยนะ ราคา 60 บาท”

หมอวรงค์

ถาม การต่อสู้ยกเลิกบำนาญไปถึงไหนแล้วครับคุณหมอ ?

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ตอบ “คือตอนนี้ยังมีความพยายามต้านของ สส. บางส่วน ผมก็ต้องบอกพี่น้องนะครับว่าเราต้องช่วยกัน เพราะมี สส. จำนวนไม่น้อยยังยึดติด ยังต้องการเอาผลประโยชน์จากพี่น้องประชาชนเพื่อไปดูแลตนเองตลอดชีวิต”

หมอวรงค์

ถาม เห็นวันนี้มี สส. บางคนบอกว่าเงินบำนาญมันคล้ายกับเงินฌาปนกิจสงเคราะห์ ?

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ตอบ “มันไม่ใช่! พวกคุณพูดอย่างนี้ได้ไง พวกคุณบริจาค 3,500 บาท เพื่อเอาเงินภาษีประชาชนมาสมทบดูแลพวกคุณ 400-500 ล้านบาท แล้วนำไปเปรียบเทียบกับฌาปนกิจสงเคราะห์ ไร้สาระมาก พวกคุณอัตคัตขนาดนั้นเชียวหรือ ที่จะให้ประชาชนไปเลี้ยงดูตลอดชีวิต อย่างนี้ลาออกไปเถอะ!”

หมอวรงค์

หลังจากคลิปของ หมอวรงค์  ถูกเผยแพร่ออกไป มีชาวเน็ตเข้ามาแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก ทั้งในเชิงสนับสนุนอุดมการณ์การเมืองและแซวเมนูอาหาร เช่น

“สมัยหน้าผมเทให้ท่านหมดเลยครับ”

“เอาบำนาญ ให้ได้นะครับ คราวหน้าเลือกทั้งบ้านv

“สมัยหน้าผมยกครัวทั้งตระกลูผมให้ท่านหมดเลยครับท่าน”

“คราวก่อนหมอกินผัดซีอิ๊ว หนูก็กินผัดซีอิ๊ว คราวนี้หมอกินราดหน้า โอ๊ยหิวราดหน้า”

“คุณหมอทำเป็นรายการวรงค์ชวนชิมได้ค่ะ “

“สมัยหน้าเลือกคุณหมอเป็นนายยกแน่นอน”

“60บาท ก็อิ่มค่ะ เงิน1000กินได้ตั้งหลายมื้อนะคะท่าน”

“เพิ่งมีคุณหมอคนเดียวนี่แหละค้านเขาได้กินกันพุงกางเป็นสิบปีอิ่มกันเป็นโคตรๆคุณหมอได้บุญใหญ่แบบไม่ต้องไปบริจาคเงินเลยค่ะ”

หมอวรงค์
หมอวรงค์

>>> ชมคลิป คลิกที่นี่ <<<

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก วรงค์ เดชกิจวิกรม – Warong Dechgitvigrom

โบว์ ณัฏฐา ไขข้อเท็จจริง ทำไมน้ำมันโลกลด แต่ไทยไม่ลด?

โบว์ ณัฏฐา ไขข้อเท็จจริง ทำไมน้ำมันโลกลด แต่ไทยไม่ลด?

โบว์ ณัฏฐา ไขข้อเท็จจริง ทำไมน้ำมันโลกลด แต่ไทยไม่ลด?

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 07.44 น.

วันที่ 9 เมษายน 2569 โบว์ ณัฏฐา มหัทธนา อดีตโฆษกศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) โพสต์ข้อความว่า วันนี้ราคาน้ำมันไทย ทำไมไม่ลงตามตลาดโลก?

ก็เพราะที่ผ่านมาเวลาน้ำมันขึ้น เราก็ไม่ได้ปล่อยราคาพุ่งขึ้นเท่าตลาดโลก แต่ใช้เงินกองทุนน้ำมันอุ้มไว้ต่อเนื่องร่วมยี่สิบบาท จนกองทุนติดลบ 5.6 หมื่นล้าน เมื่อถึงเวลาราคาลง จึงไม่ปล่อยดิ่งลงทันที เพราะต้องเก็บเงินคืนกองทุน ให้ติดลบน้อยลง เพื่อให้เรายังมีกองทุนที่ทำหน้าที่ช่วยรักษาเสถียรภาพราคาในยามที่มีการแกว่งขึ้นได้ต่อไป

หลายคนไม่รู้จริงๆ ว่าที่ผ่านมากองทุนอุ้มไว้มหาศาลขนาดไหน แม้แต่วันที่เริ่มปล่อยราคาขึ้นไปบ้างแล้ว ก็ยังอุ้มอยู่เป็นสิบบาท จนน้ำมันไทยเนื้อหอมเพราะราคาถูกกว่าทุกประเทศรอบบ้าน มีความพยายามลักลอบขนออกนอกประเทศให้ต้องไล่จับกันไปทั่ว

กองทุนติดลบมากจนเลยเพดานเพื่อให้คนไทยได้ใช้น้ำมันราคาถูกเกินจริงมาตลอดตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม นี่คือระบบที่น้อยประเทศจะใช้กัน เพราะในเรื่องดีก็มีข้อเสีย มันคือการแทรกแซงกลไกตลาดอย่างรุนแรง 

อีกทั้งในยามติดลบ รัฐก็เป็นหนี้บริษัทน้ำมันไปเรื่อยๆจนกว่าจะมีเงินจ่าย จ่ายเมื่อไหร่ก็ได้ไม่มีดอกเบี้ย บริษัทเหล่านั้นต้องใช้สายป่านตัวเองประคองตัว เติมสต็อคไว้ขายต่อไป

จริงๆ ผู้รู้ก็สื่อสารกันมาตลอด แต่เมื่อพื้นที่สื่อเต็มไปด้วยผู้ไม่รู้หรือ “ผู้แกล้งไม่รู้” ที่สร้างยอดเอนเกจเม้นท์ด้วยการปั่นประสาทชาวบ้านไปวันๆ สภาพการรับรู้ข้อเท็จจริงของสังคมเลยเป็นอย่างที่เห็น

อดีตผู้พิพากษา ส่องบรรทัดฐานกฤษฎีกา เมื่อ ป.ป.ช.เพิ่มฐานความผิดวินัยย้อนหลังได้

อดีตผู้พิพากษา ส่องบรรทัดฐานกฤษฎีกา เมื่อ ป.ป.ช.เพิ่มฐานความผิดวินัยย้อนหลังได้

อดีตผู้พิพากษา ส่องบรรทัดฐานกฤษฎีกา เมื่อ ป.ป.ช.เพิ่มฐานความผิดวินัยย้อนหลังได้

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 07.34 น.

วันที่ 9 เมษายน 2569 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า “พิมพ์ผิด” หรือ “ทบทวนมติ” ? ส่องบรรทัดฐานกฤษฎีกา: เมื่อ ป.ป.ช. เพิ่มฐานความผิดวินัยย้อนหลัง!” ระบุว่า กลายเป็นประเด็นที่นักกฎหมายและข้าราชการท้องถิ่นต้องเงี่ยหูฟัง! เมื่อ คณะกรรมการกฤษฎีกา ออกมาวินิจฉัยกรณีสุดคลาสสิก (เรื่องเสร็จที่ 261/2569) ว่าด้วยเรื่อง “เอกสารตกหล่น” ขององค์กรอิสระอย่าง ป.ป.ช. จนต้องมีการแจ้งฐานความผิดเพิ่มย้อนหลัง ทั้งที่หน่วยงานต้นสังกัดสั่งตั้งกรรมการสอบวินัยในฐานความผิดเดิมที่ ป.ป.ช. แจ้งไปแล้ว!

จุดเริ่มต้นของปมปัญหา

เรื่องนี้เกิดขึ้นที่ จ.สงขลา เมื่อข้าราชการ อบจ. และพนักงานเทศบาล ถูก ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดวินัยอย่างร้ายแรงในตอนแรกเพียง “ฐานเดียว” คือ จงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมายระเบียบของทางราชการ แต่เรื่องกลับไม่จบแค่นั้น! เมื่อคณะผู้ไต่สวนมาตรวจเจอภายหลังว่า “อ้าว! มติที่ส่งไปน่ะมันตกหล่น” เพราะจริงๆ แล้วในที่ประชุม ป.ป.ช. เขามีมติเอกฉันท์ให้ผิดเพิ่มอีก 2 ฐานหนักๆ คือ:

1.ฐานไม่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต

2.ฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ

คำถามคือ: “ทำแบบนี้ได้ด้วยหรือ?”

ในเมื่อมาตรา 54 (1) ของกฎหมาย ป.ป.ช. เขียนไว้ชัดว่า ถ้าวินิจฉัยเสร็จเด็ดขาดแล้ว จะยกขึ้นมาพิจารณาใหม่ไม่ได้ เว้นแต่จะมี “หลักฐานใหม่” …แต่นี่ไม่มีหลักฐานใหม่เลย มีแค่บอกว่า “พิมพ์ตก”!

กฤษฎีกาฟันธง: “แก้ไขได้ เพราะไม่ใช่การเริ่มใหม่”

ที่ประชุมร่วมคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 1 และ 2) ได้วางบรรทัดฐานไว้อย่างน่าสนใจ สรุปได้ดังนี้ครับ:

1.เจตนารมณ์เหนือตัวอักษร: มติในห้องประชุมจริงๆ นั้น “ครบถ้วน” มาตั้งแต่ต้นแล้ว การที่เอกสารออกมาไม่ครบเป็นเพียงความคลาดเคลื่อนทางธุรการ (Clerical Error) การแก้ไขจึงไม่ใช่การ “ทบทวนมติเดิม” แต่เป็นการทำให้ “เอกสารตรงกับความจริง”

2.เมื่ออาญาผิด วินัยก็ต้องล้อตาม: ศาลคดีทุจริตฯ ภาค 9 ได้พิพากษาลงโทษไปแล้วฐานทุจริต การจะให้วินัยเหลือเพียงแค่ “ผิดระเบียบ” (ฐานเดิมที่พิมพ์ตก) จึงขัดกับความเป็นจริงอย่างรุนแรง การแก้ไขให้มีฐาน “ทุจริต” จึงเป็นการรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของระบบข้าราชการ

3.แนวทางปฏิบัติของผู้บังคับบัญชา: สำหรับหน่วยงานที่ตั้งกรรมการสอบสวนไปแล้ว กฤษฎีกาชี้ช่องว่าให้ “แก้ไขเพิ่มเติม” คำสั่งสอบสวนให้ครอบคลุมฐานความผิดใหม่ เพื่อให้การลงโทษเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

บทสรุปและข้อสังเกต

กรณีนี้สะท้อนให้เห็นว่า “ความถูกต้องเชิงเนื้อหาสาระ (Substance)” สำคัญกว่า “ความสมบูรณ์เชิงรูปแบบ (Form)” ในกรณีที่เป็นความผิดพลาดทางธุรการ

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าคิดต่อคือ… ความคลาดเคลื่อนของหน่วยงานตรวจสอบที่ส่งผลให้กระบวนการล่าช้า หรือทำให้ผู้ถูกกล่าวหาต้องรับภาระในการสู้คดีเพิ่มขึ้นภายหลัง จะมีการเยียวยาหรือวางมาตรการป้องกันไม่ให้เกิด “การพิมพ์ตก” ในคดีสำคัญแบบนี้ได้อย่างไร?

“ความยุติธรรมที่ล่าช้า… บางครั้งก็คือความอยุติธรรม”

แต่มติกฤษฎีกาฉบับนี้ก็ได้ช่วยอุดช่องว่างไม่ให้ “คนทุจริต” หลุดรอดไปได้เพียงเพราะตัวอักษรที่ตกหล่น!

ทิ้งท้ายประเด็นสำคัญ: ฐานความผิดเดิม (จงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบ) กับฐานความผิดที่เพิ่มมา (ทุจริตต่อหน้าที่) มีผลต่างกันราวฟ้ากับเหว ไม่น่าเชื่อว่า ป.ป.ช. ซึ่งเป็นองค์กรที่มีนักกฎหมายและเจ้าหน้าที่จำนวนมาก จะมีการแจ้งมติที่ต่างกันมากผิดพลาดไปได้

จึงน่าจะมีการสอบสวนหาคน “จงใจพิมพ์ตก” หรือเป็นเพียงความผิดพลาดส่วนบุคคล (Human Error) เพื่อรักษาภาพลักษณ์ขององค์กรที่มีหน้าที่ปราบทุจริตให้มี “ความน่าเชื่อถือ” (Public Trust) ในสังคมที่ยึดมั่นหลัก “นิติรัฐ” (Rechtsstaat)

ค้น4โรงกลั่นย่อย/คลังน้ำมัน DSIพบพิรุธอื้อ รถขนถ่ายเข้าออกผิดปกติ เชื่อโยกกักตุนหวังเก็งกำไร

ค้น4โรงกลั่นย่อย/คลังน้ำมัน DSIพบพิรุธอื้อ รถขนถ่ายเข้าออกผิดปกติ เชื่อโยกกักตุนหวังเก็งกำไร

ค้น4โรงกลั่นย่อย/คลังน้ำมัน DSIพบพิรุธอื้อ รถขนถ่ายเข้าออกผิดปกติ เชื่อโยกกักตุนหวังเก็งกำไร

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ค้น4โรงกลั่นย่อย/คลังน้ำมัน DSIพบพิรุธอื้อ รถขนถ่ายเข้าออกผิดปกติ เชื่อโยกกักตุนหวังเก็งกำไร มติกบน.ลดดีเซล2.14บาท

กบน.ลดดีเซล 2.14 บาท มีผลพฤหัสบดีนี้หลัง รมว.พลังงานบุกทุบโรงกลั่น ด้านทีมคลี่คลายกักตุนน้ำมันแกะรอยรถบรรทุกน้ำมันหมื่นคันพบความผิดปกติไม่ส่งน้ำมันให้ปั๊ม เผยพบความผิดปกติของโรงกลั่นและบ.คลังน้ำมัน “ระยอง-ปทุมธานี” กักตุนน้ำมันและรอขายออกเพื่อเก็งกำไร-บางโรงกลั่นมีสถานีให้บริการน้ำมันโดยไม่ได้รับอนุญาต

เมื่อเย็นวันที่ 8 เมษายน 2569 นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) โดยมีมติเห็นชอบให้ปรับลดราคาหน้าโรงกลั่นสำหรับน้ำมันดีเซล B7 และ B20 ลง 2 บาทต่อลิตร ซึ่งถือเป็นการปรับลดลงครั้งแรกในประวัติศาสตร์ โดยใช้สูตรอ้างอิงราคาตลาดกลางสิงคโปร์รูปแบบใหม่ ส่งผลให้ราคาขายปลีก ณ สถานีบริการน้ำมัน ปรับลดลง 2.14 บาทต่อลิตร ทำให้ราคาขายปลีกหน้าปั๊ม น้ำมันดีเซล B7 อยู่ที่ 48.40 บาทต่อลิตร น้ำมันดีเซล B20 อยู่ที่ 43.40 บาทต่อลิตร มีผลตั้งแต่วันที่ 9 เมษายน 2569 เป็นต้นไป

ก่อนหน้านี้ ราชกิจจานุเบกษา ประกาศ ปรับลดราคาหน้าโรงกลั่น สำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี 0, บี 7, บี 20 ลดลง 2 บาทต่อลิตร มีผลตั้งแต่วันพฤหัสบดีนี้เป็นต้นไป

นายกฯขอบคุณประชาชน

เมื่อเวลา 14.45 น. ที่ทําเนียบรัฐบาล นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังเข้าพบนายกรัฐมนตรี ว่า นายกฯได้ให้ตนเข้าไปพบเพื่อรายงาน สถานการณ์ของการจําหน่ายน้ำมัน ในช่วงที่ผ่านมาว่าเป็นอย่างไรบ้าง จากเดิมที่เรามีปริมาณการจําหน่ายน้ํามันดีเซล เฉลี่ยประมาณ 82 ล้านลิตร ซึ่งในช่วงตั้งแต่วันที่ 5 เมษายน เป็นต้นมา ปริมาณการใช้น้ํามันปรับลดลง อยู่ที่ประมาณ 45 ล้านลิตร และเมื่อวันที่ 6 เมษายน อยู่ที่ประมาณ 56 ล้านลิตร ซึ่งลดลงจากที่เคยบริโภคในช่วงของสถานการณ์ตะวันออกกลางช่วงแรก

“นายกฯ จึงฝากขอบคุณพี่น้องประชาชน ที่ช่วยกันประหยัดพลังงาน ซึ่งการใช้น้ำมันที่ลดลง ตรงจุดนี้ โดยเฉพาะน้ํามันดีเซล ทําให้เรามีสต๊อกน้ํามันที่เพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นสามารถสะสมตัวน้ํามันเพื่อใช้ในการบริโภค ยืดเวลาการใช้น้ํามัน
ของเราออกไปได้นานขึ้นกว่าเดิม” เลขาฯสภาพัฒน์ กล่าว

อย่างก็ตามในส่วนของนายอนุทินไม่ยอมตอบคำถามเรื่องน้ำมัน

ร่วมมือประหยัดพลังงาน

นายดนุชากล่าวว่า ขณะเดียวกัน ในเรื่องของการประหยัดพลังงาน ก็ต้องขอความร่วมมือประชาชนดําเนินการต่อ เพราะสถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอน แม้ว่า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ชะลอการเข้าไปโจมตีอิหร่าน ประมาณสองสัปดาห์ แต่เรายังไม่ทราบว่าหลังจากสองสัปดาห์แล้ว อะไรจะเกิดขึ้น ฉะนั้นในช่วงนี้ อยากให้ทุกท่านยังคงช่วยกันประหยัดพลังงาน เพราะในช่วงถัดไปการจัดหาน้ำมัน ถ้าสถานการณ์กลับเข้ามาสู่จุดเดิม และอาจจะเลวร้ายลงกว่าเดิม การจัดหาน้ำมันอาจจะยากขึ้น เพราะฉะนั้นหากเราสามารถประหยัดพลังงาน และมีการสะสมสต๊อกน้ํามัน ในช่วงนี้ได้มากขึ้น ยืดเวลาการมีน้ํามันให้ประชาชนได้ใช้ในชีวิตประจําวัน และการประกอบอาชีพได้นานกว่าเดิม

น้ำมันทยอยเข้ามา

เมื่อถามว่า ที่ระบุว่าสามารถยืดเวลาได้นั้นจะยืดได้กี่วัน นายดนุชา กล่าวว่า ตอนนี้สต๊อกน้ํามันที่บอกว่ามีร้อยกว่าวัน มีประมาณ 50 กว่าวันที่เป็นน้ำมัน กําลังเดินทางเข้ามา ส่วนน้ํามันที่มีอยู่ในประเทศตอนนี้ ที่ใช้อยู่จะมีสต๊อกตามกฎหมาย ประมาณ 25 วันและสต๊อกสําหรับการจําหน่าย ประมาณ18-20 วัน ฉะนั้นการที่เราใช้น้ํามันลดลงกําลังการผลิตในโรงกลั่นจะลดลงตามมาซึ่งก็จะดีกับโรงกลั่นด้วย โดยในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา โรงกลั่นต้องเร่งกําลังการผลิตขึ้นมากว่าร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งถ้าอยู่ในลักษณะนี้เป็นเวลายาวนาน ตัวโรงกลั่นเองอาจจะมีปัญหา หรือระบบการผลิตเกิดความเสียหาย ฉะนั้นถ้าเราใช้น้ํามันลดลงอย่างนี้ จะทําให้ตัวกําลังการผลิตสามารถลดลงมาได้จะได้กลับมาสู่ภาวะปกติ จะได้มีตัวสต๊อกน้ํามันมากขึ้น ก็ขึ้นอยู่กับว่าถ้าเราสามารถลดการใช้น้ํามันได้เรื่อยๆ สต๊อกน้ำมันก็จะเพิ่มขึ้น ซึ่งก็จะทําให้ยืดเวลาได้ ส่วนจะกี่วันนั้นรายละเอียดก็ต้องคุยกับกระทรวงพลังงานด้วย เข้าใจว่าดีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานจากคุยเรื่องนี้กับประชาชนเช่นกัน

บุกค้นคลังน้ำมันโรงกลั่นย่อย

บ่ายวันเดียวกัน อาคารกระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม พร้อมด้วย พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีดีเอสไอ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. นายสมชาย รัตนสุภา ผอ.กองตรวจสอบและปฏิบัติการ กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ นายวุฒิทัต ตันติเวสส รองอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน ร่วมกันแถลงผลการเปิดปฏิบัติการสืบสวนสอบสวนคดีการกักตุนน้ำมัน หลังเช้าวันนี้เปิดปฏิบัติการตรวจสอบพื้นที่เป้าหมาย 4 จุด ซึ่งเป็นโรงกลั่นน้ำมันขนาดย่อยและบริษัทคลังน้ำมัน ในจังหวัดสมุทรสาคร จังหวัดระยอง จังหวัดปทุมธานี และจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

โดย รมว.ยุติธรรม เปิดเผยว่า จากการตรวจค้นพบว่า ซึ่งแต่ละพื้นที่ก็พบพฤติการณ์แตกต่างกันออกไป แต่มีลักษณะสุ่มเสี่ยงก่อให้เกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำมัน ส่วนมาตรการมุ่งเน้นจากนี้ คือ 1.การกวดขันการประวิงเวลาการขนส่งน้ำมันทางทะเลจากโรงกลั่นในพื้นที่กรุงเทพมหานคร แหลมฉบัง มาบตาพุด ไปคลังน้ำมันขนาดใหญ่ริมทะเลในพื้นที่ จังหวัดสมุทรปราการ สมุทรสาคร เพชรบุรี ชุมพร สุราษฎร์ธานี และสงขลา 2.เพิ่มความเข้มงวดกวดขันการประวิงหรือปฏิเสธจำหน่ายน้ำมันจากคลังน้ำมันขนาดใหญ่ไปยังปั๊ม หรือลูกค้าปลายทาง 3.เพิ่มความเข้มงวดกวดขันการขนส่งน้ำมันออกนอกเส้นทางเพื่อทำการกักตุน

ไม่ยอมส่งน้ำมันให้ปั๊ม

พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. กล่าวว่า จากการตรวจสอบเรื่องกักตุนน้ำมัน ตนได้มีการกำหนดเหตุการณ์ 3 เหตุการณ์ (Scenario) คือ1.การตั้งสมมุติฐานว่ามีรถที่รับน้ำมันจากคลังและไม่นำส่งปั๊มน้ำมันว่ามีประมาณกี่คัน ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่ามีจำนวน 11,067 คัน โดยดูจากระบบ GPS ซึ่งก็พบว่ามีอยู่ 1 เคสในจังหวัดอุดรธานี โดยที่จังหวัดอุดรธานีดังกล่าว มีจำนวนทั้งหมด 10 คัน เฉลี่ยรถ 1 คัน บรรทุกน้ำมัน 40,000 ลิตร ซึ่งในรถ10 คันดังกล่าว ปรากฏว่ามีการติดหน้าปั๊มน้ำมันว่าไม่มีน้ำมัน แต่พบเมื่อช่วงเช้าวันนี้ว่ามีรถ 2 คันได้ไปส่งน้ำมันระหว่างทางที่จังหวัดขอนแก่น และไปถ่ายให้รถเล็กประเด็นนี้จึงเป็นความผิดชัดเจน ซึ่งรองผู้บัญชาการฝ่ายสืบสวนฯ อยู่ระหว่างดำเนินการ 2.เราได้ไปตรวจสอบในพื้นที่จังหวัดระยอง ว่ารถที่มีการรับน้ำมันจากคลังแล้วไม่เข้าปั๊ม ก็พบว่าเกิดขึ้นที่จังหวัดระยอง โดยพบข้อมูลว่าเป็นคลังน้ำมันที่เคยจดทะเบียนเป็นปั๊มก่อนมีการยกเลิกไป

ใช้ไฟฟ้ามากผิดปกติ

พล.ต.อ.สำราญกล่าวเสริมว่า ส่วนฉากทัศน์ที่ 2 เราพบข้อมูลคลังน้ำมัน จำนวน 92 คลัง โดยเฉพาะในช่วงที่น้ำมันขาด เราต้องดูว่าคลังน้ำมันไหนไม่ได้มีการจ่ายน้ำมัน และไม่ได้จ่ายน้ำมันในช่วงเวลาใด ซึ่งหากดูจากในกราฟ เราจะเห็นจากปริมาณไฟฟ้าที่มีการใช้ โดยเฉพาะจุดสำคัญอย่างที่จังหวัดปทุมธานี เพราะปกติจะมีการใช้ไฟอยู่ที่ 500 กิโลวัตต์ แต่ในวันที่ 9-10 มีนาคม 2569 พบว่ามีการใช้ไฟสูงถึง 1,300 กิโลวัตต์ นอกจากนี้ยังมีวันที่ 15-17 มีนาคม 2569 ที่ไม่มีการจ่ายกำลังไฟ แต่กลับไม่พบความผิดปกติคือช่วงวันที่ 20-25 มีนาคม 2569 ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์น้ำมันราคาขึ้น พบว่าวันที่ 26 มี.ค. 2569 มันมีการอัดกระแสไฟฟ้าจ่ายน้ำมันจากคลัง สูงถึง 1,600 กิโลวัตต์ แต่พอไปดูน้ำมันคงคลังวันที่20-25 มี.ค. 2569 ก็มีคงคลังเบื้องต้นประมาณ 20 ล้านลิตร นี่คือการดูการจ่ายกระแสไฟฟ้าของแต่ละคลัง ทั้งหมด 92 คลัง ซึ่งจะได้นำข้อมูลส่งต่อดีเอสไอต่อไป ว่าการจ่ายไฟมันสอดคล้องกับการรับจ่ายน้ำมันหรือไม่ เพราะในช่วงเช้าวันที่ 26 มี.ค. 2569 จะมีกระแสไฟฟ้าในการใช้จ่ายน้ำมันในช่วงกลางวัน(สีแดง) แต่พอกลางคืนเป็นสีเขียวส่วนสีน้ำเงินเป็นช่วงเสาร์-อาทิตย์

หาต้นตอรถส่งน้ำมัน

พล.ต.อ.สำราญกล่าวอีกว่า ส่วนฉากทัศน์ที่ 3 ราววันที่ 15-17 มี.ค. 2569เราต้องดูว่ามีปั๊มน้ำมันใดที่ปิดให้บริการ แล้วเเจ้งว่าน้ำมันไม่พอ จึงได้มอบหมายให้ตำรวจในท้องที่ไปสอบถามปั๊มน้ำมันว่า รับมาจากบริษัทใด รถอะไร แล้วเราจึงนำไปดูว่ารถคันนั้นยังมีการวิ่งส่งน้ำมันหรือไม่ จึงพบข้อมูลในส่วนของพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร ที่มีการวิ่งส่งน้ำมันอยู่ แต่รถส่งน้ำมันไม่ได้ส่งให้กับปั๊ม เช่น รถบรรทุกน้ำมันเคยส่งให้กับปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่ง ก็เปลี่ยนเป็นไม่ส่งน้ำมันให้ แม้จะมีรถบรรทุกน้ำมันคอยขนส่งน้ำมันอยู่ก็ตาม

พล.ต.อ.สำราญ เผยว่า สำหรับจำนวนคลังน้ำมันทั้งหมด 92 คลัง ส่วนที่เหลือจากนี้ เราจะเข้าไปดูในทุกปั๊มและทุกคลังน้ำมัน ส่วนรถจำนวน 11,067 คันก็ต้องดูว่ามีการนำไปจอดตรงไหนบ้าง ซึ่งต้องไปขยายผลต่อ

เช็คภาพกล้องวงจรปิด

สำหรับกรณีพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร บริษัทดังกล่าวถือเป็นผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 10 และเป็นโรงกลั่นน้ำมันขนาดเล็ก มีการผลิตน้ำมันจำพวกดีเซลเป็นหลัก ซึ่งจากการลงพื้นที่ไปตรวจสอบเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา เราได้มีการเรียกขอดูใบกำกับการขนส่งเพิ่มเติม และขอข้อมูลการรับจ่ายน้ำมันจากทางบริษัท ซึ่งทางบริษัทก็ให้ความร่วมมือ เพื่อที่เราจะนำไปตรวจสอบความสัมพันธ์ว่าสอดคล้องกับใบกำกับการขนส่ง และการตัดยอดการรับจ่ายตัวน้ำมัน นอกจากนี้ ยังได้ขอข้อมูลการเข้าออกสถานที่ว่ามีรถบรรทุกทะเบียนใดเข้ามามายังบริษัทในช่วงวันเวลาใดบ้าง รวมถึงขอไฟล์กล้องภาพวงจรปิด เพื่อจะได้นำไปเชื่อมโยงข้อมูล ว่ามีการกักตุน หรือประวิงการจำหน่ายน้ำมันหรือไม่

หัวจ่ายไม่ได้ขออนุญาต

ทั้งนี้ เท่าที่ดูเบื้องต้นก็พบการกระทำความผิดซึ่งหน้า คือ สถานที่แห่งนี้มีสถานีบริการน้ำมันอยู่ภายใน โดยมีถังเก็บดีเซล จำนวน 40,000 ลิตร ที่จะเชื่อมมายังหัวจ่าย 1 หัวจ่าย แต่สถานีบริการแห่งนี้ไม่ได้มีการขออนุญาตตามพระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิงฯ ซึ่งดูจากลักษณะสถานที่แล้วเข้าข่ายเป็นสถานีให้บริการประเภท ค. ตามพระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิงฯและตามพระราชบัญญัติว่าด้วยสินค้าและบริการฯ เพราะตัวสถานที่อย่างนี้ถือเป็นผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 10 อย่างไรก็จะต้องมีการแจ้ง เพราะเขามีสถานีให้บริการน้ำมันอยู่ภายใน แต่เขากลับไม่ได้แจ้งรายละเอียดดังกล่าว ดังนั้น ไม่ได้มีการขออนุญาตตามพระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิงฯ ก็จะมีความผิดประกอบกิจการควบคุมประเภทที่ 3 โดยได้รับใบอนุญาต จะมีความผิดตามมาตรา 65 แห่งพระราชบัญญัติการควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิงฯ มีโทษจำคุก 2 ปีปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนกรณีการเป็นผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 10 แล้วไม่ได้แจ้งรายละเอียดเพิ่มเติมว่ามีปั๊มน้ำมันอยู่ในสถานที่ จะมีความผิดตามมาตรา 14 โดยมีบทลงโทษตามมาตรา 40 ปรับไม่เกิน 50,000 บาท

เจอความผิดซึ่งหน้า

และนอกจากนี้ ยังเจอความผิดซึ่งหน้าอีกลักษณะหนึ่ง คือ ในสถานที่แห่งนี้มีหลายแท็งก์พอสมควรโดยเฉพาะกรณีการเจอแท็งก์ประเภท T12 ซึ่งบริษัทฯ ได้มีการแจ้งกับกรมธุรกิจพลังงาน ว่ามีใบอนุญาตด้านความปลอดภัย ว่ามีการเก็บน้ำมันดิบ แต่กลับเอามาเก็บเป็นน้ำมันดีเซล โดยที่ไม่ได้แจ้งเหตุเปลี่ยนแปลง จึงจะมีฐานความผิดไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวงฯ ที่ออกตามมาตรา 7 ตามมาตรา 66 ระวางโทษจำคุก 1 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ อนึ่ง เรายังมีการสุ่มตรวจเก็บตัวอย่างน้ำมันดีเซล ไม่ว่าจะเป็นตัวน้ำมันดีเซลพื้นฐาน ซึ่งบริษัทแห่งนี้มีการผลิตน้ำมันดีเซลออกจากหอกลั่นก็จริง แต่มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อการส่งออก โดยหลักคือส่งออกไปยังประเทศเมียนมา ซึ่งมันก็สามารถทำได้ แต่เพียงแค่ว่าบริษัทไม่ได้มีการส่งตลอด และอีกอย่างคือเราได้มีการตรวจเก็บตัวอย่างน้ำมัน B7 ที่มีการนำไปทำเป็นสถานีให้บริการปั๊มน้ำมัน เราได้มีการเก็บตัวอย่างเข้าห้องแล็บ (Lab) ซึ่งผลตรวจจะแล้วเสร็จ ทราบผลประมาณ 3-4 วัน

เข้าคดีพิเศษ9เม.ย.

ทั้งนี้ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ปิดท้ายว่า ในวันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน 2569 เราจะได้มีการประมวลเรื่องน้ำมัน เสนอคณะกรรมการคดีพิเศษ เพื่อขอรับไว้สอบสวนเป็นคดีพิเศษ ซึ่งเราจะดำเนินคดีกับกลุ่มที่ทำให้ประชาชนเดือดร้อน จากการกักตุนน้ำมัน โดยเบื้องต้นจะเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยสินค้าและบริการฯ แต่อาจมีความผิดฐานย่อยอื่นอีก ส่วนเรื่องความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาอั้งยี่-ฟอกเงิน จะยังไม่ได้มีการนำเสนอเข้าที่ประชุม แต่หากสอบสวนไว้เป็นคดีพิเศษแล้ว และพบการกระทำความผิดเข้าข่ายกฎหมายดังกล่าวในภายหลัง เราสามารถอนุมัติสอบสวนเป็นเรื่องต่อเนื่องเกี่ยวพันได้วงหน้า

‘ชนนพัฒฐ์’สะดุ้งเฮือก! อสส.สั่งฟ้องคดีเว็บพนัน

‘ชนนพัฒฐ์’สะดุ้งเฮือก! อสส.สั่งฟ้องคดีเว็บพนัน

‘ชนนพัฒฐ์’สะดุ้งเฮือก! อสส.สั่งฟ้องคดีเว็บพนัน

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘ชนนพัฒฐ์’สะดุ้งเฮือก! อสส.สั่งฟ้องคดีเว็บพนัน

“อัยการสูงสุด”ชี้ขาด สั่งฟ้อง“ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว” กับพวก คดีฟอกเงิน-เว็บพนันออนไลน์ จากสำนวน สภ.สงขลา-สภ.หาดใหญ่ รวม 2 สำนวน สั่งให้เจ้าหน้าที่นำตัวทั้งหมดส่งฟ้องศาล

เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569 นายไชยรัตน์ ปาวะกะนันท์ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เผยความคืบหน้าคดีฟอกเงิน และคดีจัดให้มีการเล่นการพนันออนไลน์ ของนายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว กับพวกในสำนวนคดีของสถานีตำรวจภูธรเมืองสงขลา และสถานีตำรวจภูธรหาดใหญ่ โดยมีรายละเอียดดังนี้

คดีที่ 1 เป็นคดีของสถานีตำรวจภูธรเมืองสงขลา ซึ่งเกี่ยวเนื่องมาจากคดีมูลฐานกล่าวหา นายชนนพัฒฐ์ หรือกฤต หรือกิต หรือกริช นาคสั้ว ผู้ต้องหาที่ 1 และนายภัทรศักดิ์ หรือตั๊ก แสงสว่าง ผู้ต้องหาที่ 2 กระทำความผิด ฐานร่วมกันจัดให้มีการเล่นการพนัน หรือทำอุบายล่อ ช่วยประกาศ โฆษณาหรือชักชวนโดยทางตรงหรือทางอ้อมให้ผู้อื่นเข้าเล่นหรือเข้าเล่นในการเล่น หรือเข้าพนันในการเล่นพนันออนไลน์โดยมิได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน ที่พนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องผู้ต้องหาที่ 1 และสั่งฟ้องผู้ต้องหาที่ 2 ต่อมาศาลแขวงสงขลา ได้มีคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.517/2568 เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2568 ลงโทษจำเลย (ผู้ต้องหาที่ 2) ว่ามีความผิดตามฟ้องโจทก์ให้จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุก 3 เดือน

สำหรับคดีที่ 1 นี้ พนักงานสอบสวนได้ส่งสำนวนคดีร่วมกันฟอกเงินมายังสำนักงานอัยการจังหวัดสงขลา เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2565 มีนายชนนพัฒฐ์ หรือกฤต หรือกิต หรือกริช นาคสั้ว ผู้ต้องหาที่ 1 และนายภัทรศักดิ์ หรือ ตั๊ก แสงสว่าง ผู้ต้องหาที่ 2 ต่อมาวันที่ 28 ธันวาคม 2565 อัยการจังหวัดสงขลามีคำสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาทั้งสอง ฐานร่วมกันฟอกเงินตามข้อกล่าวหาและได้ส่งสำนวนให้แก่ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 พิจารณาตามกฎหมายวันที่ 27 เมษายน 2566 รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 มีความเห็นแย้งคำสั่งไม่ฟ้องดังกล่าวส่งให้อัยการสูงสุดชี้ขาดอัยการสูงสุดมีคำสั่งให้ทำการสอบสวนเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2566 หลังจากนั้นพนักงานสอบสวนได้ส่งผล การสอบสวนเพิ่มเติมมายังพนักงานอัยการ แต่ยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ตามคำสั่งของอัยการสูงสุด จึงได้มีคำสั่งให้พนักงานสอบสวนส่งผลการสอบสวนเพิ่มเติมให้ครบถ้วนสมบูรณ์ตามคำสั่ง

จนเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 พนักงานสอบสวนได้ส่งผลการสอบสวนครบถ้วนสมบูรณ์ตามคำสั่งของอัยการสูงสุดแล้ว วันที่ 3 เมษายน 2569 อัยการสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่าผู้ต้องหาที่ 1 เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับการพนัน ซึ่งเป็นความผิดมูลฐานของความผิดฐานฟอกเงิน และผู้ต้องหาที่ 1 มีการโอน รับโอน เปลี่ยนสภาพทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเพื่อซุกซ่อน หรือปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สินนั้น ทั้งนี้ไม่จำต้องอาศัย ความผิดมูลฐานในคดีเดียวกันเป็นเงื่อนไขว่าจะต้องมีการดำเนินคดีอาญาในความผิดมูลฐาน หรือมีคำพิพากษาลงโทษ ผู้กระทำความผิดมูลฐานเสียก่อนจึงจะดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดฐานฟอกเงินที่ได้มาจากการกระทำความผิดมูลฐานได้

อีกทั้ง ผู้ต้องหาที่ 1 ยังได้เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดฐานร่วมกันจัดให้มีการเล่นการพนันออนไลน์ฯ ในสำนวนที่มีการแยกดำเนินคดีโดยมีผู้ต้องหาที่ 1 และนายณัฐวุฒิ หรือบอย จันทร ผู้ต้องหาที่ 2 ที่อัยการสูงสุดได้มีคำสั่งชี้ขาดให้ฟ้อง ในความผิดฐานร่วมกันจัดให้มีการเล่นการพนันออนไลน์ฯ ด้วยแล้วการกระทำของผู้ต้องหาที่ 1 จึงเป็นความผิดฐานฟอกเงิน

ในสำนวนคดีนี้ จึงได้มีคำสั่งชี้ขาดให้ฟ้องนายชนนพัฒฐ์หรือกฤต หรือกิต หรือกริช นาคสั้ว ผู้ต้องหาที่ 1 และนายภัทรศักดิ์ หรือ ตั๊ก แสงสว่าง ผู้ต้องหาที่ 2 ในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน
พ.ศ.2542 มาตรา 3, 5, 60 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ฉบับที่4) พ.ศ.2556 มาตรา 5, 6 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2558 มาตรา 5, 7,10 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และให้แจ้งพนักงานสอบสวนให้มีหนังสือถึงเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินเพื่อดำเนินการเกี่ยวกับรถยนต์ของกลางจำนวน 2 รายการ เพื่อให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินพ.ศ.2542 มาตรา 48 ต่อไปด้วย

คดีที่ 2 คดีของสถานีตำรวจภูธรหาดใหญ่ ที่กล่าวหา นายชนนพัฒฐ์ หรือกฤต หรือกิต หรือกริช นาคสั้วผู้ต้องหาที่ 1 และนายณัฐวุฒิ หรือ บอย จันทร ผู้ต้องหาที่ 2 ในความผิดฐานร่วมกันจัดให้มีการเล่นการพนัน หรือทำอุบายล่อ ช่วยประกาศโฆษณาหรือชักชวนโดยทางตรงหรือทางอ้อมให้ผู้อื่นเข้าเล่นหรือเข้าเล่นในการเล่น หรือเข้าพนันในการเล่นพนันออนไลน์ โดยมิได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน และฐานร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่า
ทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน พนักงานสอบสวนมีความเห็นควรสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาที่ 1 และเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหาที่ 2 นั้น พนักงานสอบสวนได้ส่งสำนวนให้แก่อัยการจังหวัดสงขลา เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2566 เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2566 อัยการจังหวัดสงขลา มีคำสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาทั้งสอง

ต่อมา เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2567ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค9 ได้มีความเห็นแย้งคำสั่งไม่ฟ้องและได้ส่งให้อัยการสูงสุด ชี้ขาดวันที่ 18 กันยายน 2567 อัยการสูงสุดมีคำสั่งให้สอบสวนเพิ่มเติมวันที่ 8 มกราคม 2569 พนักงานสอบสวนได้ส่งผลการสอบสวนเพิ่มเติมตามคำสั่งของอัยการสูงสุด

วันที่ 3 เมษายน 2569 อัยการสูงสุด มีคำสั่งชี้ขาดให้ฟ้องนายชนนพัฒฐ์ หรือกฤต หรือกิต หรือกริช นาคสั้วผู้ต้องหาที่ 1 และนายณัฐวุฒิ หรือ บอย จันทร ผู้ต้องหาที่ 2 ในความผิดฐานร่วมกันจัดให้มีการเล่นการพนัน หรือทำอุบายล่อ ช่วยประกาศ โฆษณาหรือชักชวนโดยทางตรงหรือทางอ้อมให้ผู้อื่นเข้าเล่นหรือเข้าเล่นในการเล่น หรือเข้าพนันในการเล่นพนันออนไลน์โดยมิได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน ตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4, 4 ทวิ, 5, 12 พระราชบัญญัติการพนัน (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2504มาตรา 3 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และใช้อำนาจอัยการสูงสุด ตามพระราชบัญญัติองค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ. 2553 มาตรา 15 อนุญาตให้ฟ้องนายณัฐวุฒิ หรือ บอย จันทร ผู้ต้องหาที่ 2 ในความผิดดังกล่าวตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 9 (เนื่องจากพ้นกำหนดเวลาผัดฟ้องผู้ต้องหาที่ 2 ตามกฎหมาย) ส่วนกรณีความผิดฐานร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ไม่ปรากฏพยานหลักฐานใดในทางสอบสวนว่าข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดเป็นข้อมูลที่มีการบิดเบือน หรือปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ

ขั้นตอนหลัง จากนี้คือพนักงานสอบสวนจะต้องดำเนินการตามคำสั่งของอัยการสูงสุด และนำตัวนายชนนพัฒฐ์ หรือกฤต หรือกิต หรือ กริช นาคสั้ว นายภัทรศักดิ์ หรือตั๊ก แสงสว่าง และนายณัฐวุฒิ หรือบอย จันทร มาส่งพนักงานอัยการเพื่อนำตัวไปฟ้องต่อศาลต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามขั้นตอนแล้วเมื่ออัยการสูงสุดมีคำสั่งชี้ขาดฟ้อง ทางพนักงานอัยการจะมีคำสั่งให้พนักงานสอบสวน ไปนำตัวผู้ต้องหามายื่นฟ้องต่อศาล สำหรับคดี 2 สำนวนดังกล่าว สำนวนแรกอยู่ในอำนาจศาลจังหวัดสงลาเเละสำนวนที่ 2 อยู่ในอำนาจศาลเเขวงสงขลา ในปัจจุบันอยู่ช่วงสมัยเปิดประชุมสภา นายชนนพัฒฐ์ อาจจะขอเลื่อนเข้าพบพนักงานอัยการจนกว่าจะปิดประชุมสภาได้มิเช่นนั้นจะต้องขออนุญาตประธานสภามาดำเนินคดี